Wednesday, March 4, 2009

The Warlord's Daughter // Susan Grant

แม็กซ์ค่อนข้างชอบงานเขียนของซูซาน แกรนต์ค่ะ และบอกตามตรงว่า เท่าที่อ่านงานของเธอมาก็ยังไม่ถึงกับมีเล่มไหนที่น่าผิดหวัง เรื่องราวของเธออาจจะไม่ใช่พล็อตเรื่องแนวอ่านงานสบายใจ หลายประเด็นที่เธอยกขึ้นมาหนัก แต่เธอเป็นคนที่เขียนเรื่องที่พล็อตหนักออกมาให้เกิดความรู้สึกว่าไม่หนัก ได้เก่งมาก

และเรื่องนี้ก็เช่นกันค่ะ

The Warlord's Daughter ของซูซาน แกรนต์

หนังสือเล่มนี้โฆษณา (อีกแล้ว) ว่าเป็นเล่มที่สองในชุด The Borderland ที่ต่อเนื่องกับเรื่อง Moonstruck แต่ความจริงก็คือ เรื่องนี้ผูกพักและเกี่ยวข้องกับหนังสืออีกหลายเล่ม โดยเฉพาะชุดไตรภาคชุด Otherworldly men (Your Planet or Mine?, My Favorite Earthling, and How to lose an Extraterrestrial in 10 days)

แม็กซ์คิดว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องในชุดนี้มาก่อนเลย ก็น่าจะอ่านเรื่องนี้รู้เรื่องอย่างไม่มีปัญหาอะไรนะคะ แต่อาจจะเกิดอาการ "มันต้องมีเรื่องของตัวละครตัวนั้นตัวนี้มาก่อนแน่เลย" รวมทั้งมันจะเป็นการสปอยล์พล็อตของเล่มก่อนหน้าอีกนิดหน่อยค่ะ

ขอพูดแบ็คกราวด์ของหนังสือชุดนี้หน่อยแล้วกัน (ทั้งชุด The Borderland และ Otherworldly Men)

ในชุด OM โลกมนุษย์ได้รับการติดต่อจากต่างดาวซึ่งมีแผนการจะนำโลกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของฝ่ายพันธมิตร แต่การเป็นส่วนหนึ่งหมายถึงมนุษย์โลกจะต้องกลายเป็นผู้อพยพ เป็นพลเมืองชั้นสองในสังคมของเหล่าพันธมิตรอันยิ่งใหญ่ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เราต้องการ หนึ่งในทหารของฝ่ายพันธมิตรที่เมื่อหลายสิบปีก่อนตกหลุมรักเด็กน้อยชาวโลก ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือเกียรติยศเดินทางมายังโลก เพื่อเตือนให้โลกรับรู้ถึงภัยคุกคามอันนี้ และในที่สุดก็ด้วยแผนการอันแยบยลก็หลอกฝ่ายพันธมิตรได้สำเร็จว่า โลกเรามีกองทัพกันน่าเกรงขาม (พล็อตนี้อยู่ใน Your plantnet or mine)

แต่เพราะฝ่ายพันธมิตรเกรงกลัวมนุษย์โลก (เพราะโดนหลอกสำเร็จ) ราชินีซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายพันธมิตรจึงต้องการได้ฝ่ายโลกเป็นพวก ก่อนที่โลกจะหันไปเป็นพวกเดียวกับเดรคเค่น อันเป็นศัตรูสูงสุดของฝ่ายพันธมิตร เธอจึงเจรจาจนได้สามีชาวโลกมาเป็นตัวประกัน (และนี่เป็นพล็อตของเล่มสองเรื่อง My Favorite Earthling) ผลสรุปของเล่มนี้ก็คือ การยุติสงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตร และเดรคเค่นอันมีมานาน เมื่อราชินีฆ่าผู้นำสูงสุดของเดรคเกอร์ได้สำเร็จ

ฝ่ายเดรคเค่นซึ่งเป็นตัวร้ายใหญ่ในเรื่องชุด OM ก็ถึงกาลอวสาร จนกระทั่งมาถึงชุดนี้ The Tales of the Borderlands ที่เล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังฝ่ายเดรคเค่นยอมแพ้

โฟกัสของเรื่องราวในเล่มนี้ก็คือ ลูกสาวของอดีตผู้นำสูงสุดของฝ่ายเดรคเค่น อเรนก้าเป็นสาวน้อยที่ไม่มีอะไรเหมือนผู้เป็นบิดาเลย แน่ละเธอเป็นผู้หญิง อ่อนแอ สายตาสั้น เธอถูกกำหนดให้เป็นเพียงเบี้ยตัวนึงในเกมการเมืองของบิดา แต่แล้วสงครามที่สงบลงอย่างกระทันหันก็เปิดโอกาสให้กับเรนเป็นครั้งแรก

เธอมีอิสระที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้อง ถ้าเพียงแต่เธอสามารถหลบหนีการตามล่าจากคนทั่วทั้งจักรวาลที่ล้วนแต่มีจุด มุ่งหมายในการเอาเธอไปใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เธอไปเป็นสัญลักษณ์ในความพยายามก่อกบฎของฝ่ายเดรคเค่น หรือเอาตัวเธอไปลงโทษทรมานแทนที่บิดา (ที่บังอาจตายเร็วไปหน่อย)

แต่มีชายเพียงคนเดียวที่ต้องการเรนอย่างที่เธอเป็น เขาคือเอราล แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรเดรคเค่น และคือคนทรยศที่ล้มอาณาจักรของตัวเอง เพียงเพื่อจะปลดปล่อยเรนให้เป็นอิสระ (และแก้แค้นพ่อของเขาซึ่งเป็นแม่ทัพของเดรคเค่นในเวลาเดียวกัน) เอราลคือกุญแจสำคัญที่เดรคเค่นแพ้สงคราม แต่เมื่อสงครามจบสิ้น อาณาจักรสูญสลาย สิ่งที่เดียวที่เอราลต้องการก็คือเรน

เด็กสาวที่เขาได้มีโอกาสพบเพียงครั้งเดียว และก็เป็นเพียงแค่สบตาเดียวเท่านั้นที่เขาตัดสินใจจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอ

และเอราลก็รู้ถึงอันตรายที่ไล่ล่าเรนอยู่ เขารู้ว่าทุกฝ่ายต่างต้องการบางอย่างจากลูกสาวคนเดียวของอดีตผู้นำเดรคเค่น ดังนั้นเมื่อโอกาสเปิด หลังสงคราม เขาออกตามหาเธอทันที ด้วยข้อได้เปรียบที่มี เอราลหาตัวเรนเจออย่างรวดเร็ว แต่มันก็เกือบสายเกินไป เมื่อประกาศจับทั้งเขา และเธอออกมาแล้ว นั่นทำให้ทางเลือกของเอราลน้อยลงไปใหญ่ ทางออกเดียวที่เขาหาเจอก็คือ การไว้ใจอดีตกัปตันยานลักลอบขนของเถื่อนที่เป็นชาวพันธมิตร และเพื่อเป็นการไถ่บาปที่บิดาได้เคยกระทำลงไป เรนเลือกที่จะออกขนหา "สมบัติ" ที่เธอเท่านั้นจะเป็นผู้ค้นพบ

หนังสือเรื่องนี้เปิดเรื่องได้น่าอ่านมาก ๆ และแสดงความสามารถของซูซาน แกรนต์ในการวางพล็อต เพราะเล่มนี้เป็นการผูกเอาองค์ประกอบหลายอย่างที่ดูจะไม่ลงตัวในเล่มก่อน หน้า มาสรุปเป็นผลที่เหมาะเจาะ ราวกับว่าเธอวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้เสียอีก ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้เป็นการเล่าย้อน เรื่องราวในเล่มก่อนหน้า แต่ต่างมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายว่าทำไมเจเร็ดถึงช่วยเหลือเคียร่ได้อย่างไม่มีปัญหา นัก (ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นขัดใจเราใน My Favorite Earthling) หรือการต่อเนื่องเรื่องราวของตัวละครรองที่ทิ้งท้ายเอาไว้ใน Moonstruckที่ต่อเนื่องเรื่องของโบลิวาร์ซึ่งเป็นตัวละครรองในเล่มนั้นที่ สูญเสียความทรงจำไป

แต่ในทางกลับกัน การเกริ่นนำเรื่องราวของเล่มนี้ (ที่เกี่ยวเนื่องกับเล่มอื่น) แม้จะน่าสนใจ แต่ก็ดึงโฟกัสของเรื่องออกไปจากโรแมนซ์ ทำให้แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า หนังสือเรื่องนี้จะถือว่าเป็นโรแมนซ์ที่ดีได้ไหม มันเป็นหนังสือที่สนุก น่าอ่านมาก ๆ อันนี้จริงค่ะ แต่ในฐานะของโรแมนซ์ เราไม่แน่ใจนัก

เพราะต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องก่อนที่เรนและเอราลจึงได้พบกัน และมันเป็นการพบกันที่ง่ายดายโดยที่ไม่ต้องลุ้น เอราลรู้ใจตัวเองมานานแล้วว่า รักเรนแค่ไหน ในขณะเีดียวกันเรนเมื่อรู้ว่า เอราลต้องเสียสละมากเพียงใดเพื่อให้ได้อยู่กับเธอ (ในความสงบ ไม่ใช่สงคราม) เธอก็ตกหลุมรักเขาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพล็อตโรแมนซ์มันจึงไม่มีการลุ้น หรือต้องคิดมาก

เช่นเดียวกับ Moonstruck ที่เล่มนี้ก็ยังใช้ธีมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสงบหลังสงคราม ที่มันไม่ได้สงบอย่างที่คิด การที่สองชาติที่เป็นศัตรูกันมากกว่าพันปี จู่ ๆ จะบอกว่า ทุกอย่างจบสิ้น และเราจับมือเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้ง่ายหรอกค่ะ และแม็กซ์ก็ชอบเรื่องชุดนี้ (Borderland) ที่ตรงนี้แหละ เพราะมันสำรวจลงไปในความหมายของคำว่า "สันติภาพ" ที่ไม่ใช่แค่การปล่อยนกพิราบ หรือการเจรจาสงบสุข

มันเป็นเรื่องราวของการเดินทางเพื่อไปสู่ความเข้าใจกันในความแตกต่างระหว่าง ชนชาติ การเรียนรู้ว่า สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดก็คือมนุษย์ที่มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ความแตกต่างเป็นเพียงภาพลวงตา แม้ว่าในเล่มนี้ธีมเรื่องจะไม่ถึงกับเด่นชัดอย่างที่นำเสนอใน Moonstruck แต่นี่เป็นมุมมองที่เราคิดว่าน่าสนใจ และไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหน (โดยเฉพาะโรแมนซ์) เอามาเล่นเท่าไหรนัก เราจึงพอใจกับประเด็นนี้มากค่ะ

โดยรวมเป็นหนังสือที่อ่านแล้วสนุก น่าติดตามเกือบทั้งเล่ม แม้จะไม่ค่อยโรแมนซ์เท่าไหร (ตามความคิดแม็กซ์) แต่ก็นำเสนอประเด็นที่ไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยของแฟนแนวโรแมนซ์เท่าไหรนัก ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ดีค่ะ

คะแนนที่ 70

No comments: