Showing posts with label Kate Pearce. Show all posts
Showing posts with label Kate Pearce. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

Riding the Line // Kate Pearce

เคธ พีชเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดคนนึง (อาจจะชอบมากที่สุดแล้วตอนนี้ก็ว่าได้) เธอเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้หลายแนว แม้ทุกเล่มจะยังคงความเป็นอีโรติคไว้ แต่แนวเรื่องจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ฟิวเจอร์ริสติค (หรือโรแมนซ์ที่เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกอนาคต) หรือแนวย้อนยุค และรวมทั้งแนวปัจจุบันด้วย

แนวเรื่องของเคธที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือแนวย้อนยุค ที่เธอมีผลงานเขียนไปทั้งหมดสี่เล่ม โดยออกกับสนพ.อีลอร่าส เคฟ และอโฟไดท์เซีย เราชอบทั้งสี่เล่มมากน้อยต่างกัน แต่ก็พูดเต็มปากได้ว่าชอบค่ะ เรามีปัญหากับงานแนวฟิวเจอร์ริสติคที่เธอเขียนพอสมควร (สรุปว่าไม่ชอบแหละ) และยังตัดสินใจไม่ได้เกี่ยวกับแนวปัจจุบัน เพราะอ่านไปสองเล่ม ชอบมากเล่มนึง (Roping the Wind) และอ่านไม่จบอีกเล่มนึง (Where have all the cowboys gone?)

ดังนั้นเรื่องนี้ซึ่งเป็นแนวปัจจุบันเล่มที่สามของเธอที่เราอ่าน จึงเหมือนตัวตัดสิน

Riding the Line ของเคธ พีช

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่สามในชุดเดียวกับเรื่อง Roping the Wind และ Where have all the cowboys gone? (ซึ่งการเรียงลำดับอาจจะทำให้งงนิดหน่อย เพราะเรื่อง RTW ออกขายทีหลัง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเรื่อง WHATCG)

พระเอกของเรื่องคือ ดาโกต้า สก๊อตอาจจะไม่ได้ใช้นามสกุลเทอร์เนอร์เหมือนพี่ชายต่างมารดาสองคนของเขา แต่เขาก็เป็นน้องชายของเกรย์สัน (พระเอกเรื่อง WHATCG) และเจย์ (พระเอกเรื่อง RTW) และเช่นเดียวกับพี่ชายของเขา เขาถูกดึงดูดหาผู้หญิงที่เป็นด้านตรงข้ามทุกอย่างของเขาเอง

โรบิน สปาโรว์เป็นอดีตดาราเด็กในละครซีรี่ย์สุดฮิตที่สูญเสียทุกอย่างไปกับความ โด่งดังของตัวเอง โรบินก็เหมือนดาราเด็กในฮอลีวู้ดอีกหลายคนที่จบอนาคตการแสดงไปเพราะการ สำมะเลเทเมา ยาเสพติด และผู้ชาย ในวัยเพียงยี่สิบกว่าปี โรบินพบตัวเองถูกทิ้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐนิว เม็กซิโก หมดสิ้นหนทางที่จะเดินทางกลับไปยังลอสแองเจลิส

แต่เธอก็ได้พบกับดาโกต้าที่บังเอิญมารถเสียอยู่ในเมืองเดียวกัน โรบินมองไม่เห็นหนทางอื่นนอกจากจะเอาตัวเข้าแลกในการติดรถของดาโกต้าเพื่อไป ยังจุดหมาย สำหรับเด็กสาวที่สูญเสียไปหมดทุกอย่างเช่นเธอแล้ว การเอาร่างกายเข้าแลกในสิ่งที่ต้องการ มันจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สักนิดเดียว

แต่สำหรับดาโกต้ามันเป็นเรื่องใหญ่ เขาเป็นน้องชายผู้รักษาความสันติในครอบครัวที่เต็มไปด้วยผู้ก่อเรื่อง เขาเป็นคนประนีประนอมมากเสียจนเขาแทบจะไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง เขาถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นน้องชายผู้แสนดี และดาโกต้าก็เป็นอย่างนั้น เขายอมทุกอย่างแม้จะทำให้ชีวิตของตัวเองยุ่งยาก เพื่อไม่ให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเจย์ พี่ชายของเขาซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผลิตรองเท้าบู้ทเรียกให้เขาเดินทางไป ลอสแองเจลิสเพื่อถ่ายทำโฆษณารองเท้าที่เขาเป็นนายแบบ ดาโกต้าก็ไปอย่างว่าง่าย แม้อนาคตในฮอลีวู้ดจะไม่ใช่ในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน

เมื่อได้พบกับโรบิน ดาโกต้าค้นพบอีกด้านนึงของตัวเอง เขาก็เป็นแบดบอยได้ แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะให้เขาเอาเปรียบหญิงสาวที่เห็นได้ชัดว่ากำลังหมดหน ทาง ดาโกต้ายินดีให้โรบินร่วมเดินทางไปด้วย โดยไม่ต้องการของแลกเปลียน แต่สำหรับแฟนแนวอีโรติคก็ไม่ต้องเสียใจหรอนกะคะ เพราะเซ็กส์มันก็เริ่มขึ้นหลังจากนั้นไม่นานหรอก เพียงแต่ไม่ได้เกิดเพราะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เท่านั้นแหละ

ไม่รู้ว่าเพราะแม็กซ์อ่านอีโรติค โรแมนซ์มาเยอะจนเบือหน่ายฉากเซ็กส์ไปแล้วรึเปล่านะคะ เรากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นนิยายแนวปัจจุบันมากกว่าอีโรติค เพราะแม้จะมีฉากเซ็กส์ดาษดื่นในเรื่อง แต่เราก็ไม่รู้สึกว่ามันท่วมท้น เยอะแยะ จริงอยู่บางครั้งไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่กลับถูกแทรกเข้ามาเพื่อให้เป็นอีโรติค โรแมนซ์ซะงั้น

ในแง่ของตัวละคร โรบินเป็นผู้หญิงที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายหลายอย่างมาจนกร้านโลก เราพบว่าเธอมีพฤติกรรมตรงตามบุคลิคที่ถูกวางไว้ดี เธอไม่ใช่นางเอกในความฝันของนักอ่านโรแมนซ์ที่นิยมนางเอกแนวป้าลินน์ แต่เราว่าคาแร็คเตอร์ของเธอน่าสนใจดี (นึกถึงลินเซย์ โลแฮน หรือบริทนี่ย์) ปัญหาก็คือ จนกระทั่งตอนจบของเรื่อง เราไม่รู้สึกว่า โรบินเรียนรู้อะไรเลยจากประสบการณ์ที่เธอไ้ดพบในหนังสือเล่มนี้ เธอไม่ได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่นอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้เรียนรู้ที่จะยืนบนขาของตัวเองในการต่อสู้ปัญหา แม็กซ์จึงไม่รู้ว่า คนแต่งต้องการสื่ออะไร

คือแม็กซ์คิดยังงี้นะคะ ถ้านางเอกไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากดาโกต้า เธอก็น่าจะเป็นคนที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเธอเองได้ เรื่องมันก็จะเป็นสไตล์ว่า ฉันอาจจะรักเธอนะ แต่ฉันช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ผู้หญิงที่รอคอยความช่วยเหลือจากพระเอก แต่ถ้าจะเป็นแนวว่า พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย มันก็น่าจะเป็นธีมเรื่องที่นางเอกทำทุกอย่างด้วยตัวเองมานาน จนกระทั่งวันนึงพบผู้ชายที่เธอไว้วางใจพอที่จะช่วยแบ่งเบาปัญหาในชีวิตให้ เธอได้ และเธอก็เชื่อใจเขามากพอที่จะบอกเล่าปัญหาให้เขาฟัง ทั้งยังพร้อมจะรับความช่วยเหลือจากเขา

ในเรื่องนี้โรบินไม่เลือกทั้งสองอย่าง และมันทำให้เรารู้สึกนึกสงสารดาโกต้ามาในความสัมพันธ์ที่โรบินเป็นฝ่ายได้ เพียงอย่างเดียว เธอเลือกที่จะทิ้งเขาไป แม้จะให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการปกป้องเขา แต่แม็กซ์ิคิดว่าเป็นเพราะความไร้กึ๋นในการเผชิญหน้ากับปัญหามากกว่า ในอีกทางนึงเธอก็เลือกที่จะยอมเป็นเบี้ยล่างของคนร้าย ยอมทำตามความต้องการของคนร้ายโดยที่ไม่คิดจะหาโอกาสให้กับตัวเอง (และสุดท้ายแล้วก็เป็นดาโกต้าที่ต้องเข้ามาช่วยเธอจนได้) มันบ่งบอกถึงการยอมแพ้แก่ชีวิตของโรบินยิ่งนัก

และนี่แหละคือประเด็นที่แม็กซ์ไม่ชอบในเรื่องนี้อย่างรุนแรง

คะแนนที่ 57

Friday, February 6, 2009

Simply Sexual // Kate Pearce

แม็กซ์ชอบงานเคธ เพียชตั้งแต่สมัยเธอเขียนให้กับอีลอร่าส เคฟแล้วล่ะ แต่ชอบเฉพาะแนวย้อนยุคนะคะ (ส่วนแนวฟิวเจอริสติกนี่ไม่หวายค่ะ) ดังนั้นหากจะถือว่าเล่มนี้ แม็กซ์รอคอย ก็อาจจะพูดได้

และนึกถึงความแปลกใจของแม็กซ์สิ เมื่อพบว่า Simply Sexual มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับหนังสือแนวย้อนยุคสองเล่มแรกที่เธอเขียนให้กับอีลอร่า ด้วย แม็กซ์ยิ่งดีใจใหญ่เลย แต่ก็ไม่ถึงกับเกี่ยวอะไรเยอะนักหรอกนะคะ เพียงแต่พระเอกและตัวละครรอง (ที่ควรเรียกให้ถูกว่า ว่าที่พระเอกเล่มหน้า) ถูกเอ่ยถึงในสองเล่มแรกมาก่อน

เล่มนี้เปิดตัวสมกับที่เป็นแนวอีโรฯ เพื่อนคนนึงของแม็กซ์บอกว่า อ่านเล่มนี้แล้วให้ความรู้สึกซูซาน จอห์นสันมาก ซึ่งแม็กซ์มิอาจยืนยันได้ เนื่องจากยังไม่เคยอ่านงานของเธอ พระเอกเปิดตัวด้วยการมั่วกับคนรับใช้ของนางเอก หลังจากที่มาบ้านนางเอกเพื่อดูตัวน้องสาวของนางเอกเพื่อมาเป็นเจ้าสาว

อดีตของวาเลนตินเจ็บปวด เขาถูกโจรสลัดจับตัวไปตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี และถูกขายให้กับซ่องในตะวันออกไกลเพื่อเป็น "สินค้า" ในวัยสิบแปดปีเขารอดออกมาได้ด้วยความกรุณาของพ่อนางเอกซึ่งเป็นนักเดินเรือ และบังเอิญไปพบวาเลนตินและเพื่อนเข้า บุญคุณอันนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขายอมแต่งงานกับหนึ่งในลูกสาวของผู้มี พระคุณเพื่อช่วยพยุงสถานการณ์อันย่ำแย่ของตระกูลนางเอกเอาไว้

เพียงแต่เมื่อเขาเจอนางเอก เขาก็รู้ว่า ซาร่าเป็นหญิงสาวที่เขาต้องการ ดังนั้นแม้ว่าพ่อเธอจะไม่เห็นด้วยในการให้ซาร่าแต่งงานกับเขา สุดท้ายด้วยความจนใจด้านการเงินก็ต้องยอม (ซาร่าไม่ได้ถูกเสนอให้วาเลนตินเลือก)

แม็กซ์ชอบวิธีดำเนินเรื่องของเคธที่รวดเร็วไม่เยิ่นเย้อ ไม่อ้อยอิ่งบรรยายฉากนึงเป็นย่อหน้า เรื่องราวดำเนินไปเร็วดีค่ะ หลังแต่งงาน (และประสบการณ์บนเตียงแต่งงานชนิดที่สมกับเป็นนิยายแนวอีโรฯ) วาเลนตินก็พบว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ บริษัทเขาถูกจ้องทำลายอย่างช้า ๆ และเป็นรูปแบบ ฐานะอันมั่งคั่งที่เขาสร้างขึ้นด้วยสองมือของตัวเองกำลังพินาศลงอย่างห้าม ไม่อยู่

และที่เลวร้ายกว่านั้น ศัตรูในอดีตก็กลับมาและจ้องฟาดฟันเขาอีกครั้ง

แม็กซ์ชอบวาเลนติน ชอบซาร่า ชอบความสัมพันธ์ของสองคนนี้ ชายผู้มีประสบการณ์ในอดีตที่ต้องพึ่งพาความสามารถทางเพศของตัวเอง กับหญิงสาวไร้เดียงสาที่เขาไม่เคยคิดว่าจะรับมือกับความเชี่ยวชาญในเรื่อง นี้ของเขาได้

และปีเตอร์ (ที่ไม่ใช่ปีเตอร์อีกคนนึงที่แม็กซ์ส่งเสียงกรี๊ดให้เสมอ) เพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม หุ้นส่วนที่ร่วมเป็นร่วมตายกับวาเลนติน แม็กซ์ไม่ค่อยชอบเขามากนักหรอกนะ คิดว่าอ่อนแอไปหน่อย แต่ก็เข้ากับตัวตนของเขาที่เคธบรรยายออกมาดีค่ะ ปีเตอร์จะเป็นพระเอกในเล่มถัดไปที่จะออกขายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ (ที่แม็กซ์คงไม่พลาดในการซื้ออ่าน)

ไม่รู้ว่าจำเป็นต้องเตือนไหมนะคะ เพราะหากเป็นคนที่อ่านงานแนวอีโรฯ ก็น่าจะทำใจเอาไว้บ้างแล้วกัน กับความมั่ว (ของตัวละคร) แต่อย่างน้อยเล่มนี้ แม็กซ์ก็คิดว่ามีเหตุผลเพียงพอ และน่าอ่านค่ะ

ชอบ คะแนนที่ 77

Saturday, January 31, 2009

Roping the Wind // Kate Pearce & Dreamwalker // Kathleen Dante

ไม่ได้คิดจะตั้งชื่อบลอกเรียกให้คนเข้ามาอ่านกันเยอะ ๆ หรอกนะคะ เพียงแต่เป็นการเตือน (หรือจูงใจก็ว่าได้) ว่าวันนี้ ถึงเวลาแม็กซ์จะรีวิวนิยายแนวอีโรติค โรแมนซ์กันอีกแล้วค่ะ

แต่ก่อนจะรีวิว ขอตอบคำถามที่ถามกันมาทางอีเมลล์ว่า "ใครคือนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด" นะคะ

คำตอบไม่ได้ตั้งใจจะกวนบาทาหรอกนะคะ แต่มันเป็นอย่างนี้จริงคือ ความชอบของแม็กซ์เปลี่ยนไปเรื่อย ตามความสนุกของหนังสือ ถ้าเคยชอบคนนี้ แล้วดันอ่านหลายเล่มที่น่าผิดหวังติดกัน ก็จะเลิกชอบไปโดยปริยาย ดังนั้นคำตอบในวันนี้ อาจจะไม่ใช่คำตอบในปีหน้า (แม็กซ์ไม่เปลื่ยนใจง่ายขนาดวันสองวันเปลี่ยนหรอกค่ะ)

แต่ ณ เวลานี้ นักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด คือ โจอี้ ดับเบิลยู ฮิลล์ คนที่เขียนชุด Vampire Queen ที่ได้ใจแม็กซ์สุดสุด แต่เมื่อหนังสือเล่มถัดไปของโจอี้จะยังไม่ออกขายจนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน แม็กซ์ก็ต้องอ่านงานของคนอื่นไปก่อน

และนี่คืองานที่แม็กซ์ได้อ่านในช่วงที่ผ่านมา

Roping the wind ของเคท พีช

คนที่อ่านรีวิวเก่า ๆ ของแม็กซ์ก็อาจจะพอจำกันได้ว่า แม็กซ์ชอบงานเรื่อง Simply Sexual ของเคธมากแค่ไหน เล่มนี้ ก็อยู่ในระดับเดียวกัน และทำให้เคธกลายเป็นหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของแม็กซ์ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะเท่าที่อ่านงานทั้งหมดทุกเล่มของเธอ มีเพียงเรื่องเดียวที่แม็กซ์ไม่ชอบ (ซึ่งมันเป็นแนวอนาคตซึ่งแม็กซ์ไม่ค่อยชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) ส่วนเล่มอื่น ๆ สอบผ่านหมด

ในเล่มนี้เคธเปลี่ยนแนวจากที่เขียนเรื่องย้อนยุค เป็นเรื่องสมัยปัจจุบันที่พระเอก เจย์ เทอร์เนอร์ซึ่งเป็นคาวบอยขนาดแท้พลาดบาดเจ็บสาหัสขณะกำลังแข่งโรดิโอ และทำให้เขาต้องหมดอนาคตไปกับอาชีพนี้ คนที่ชอบให้พระเอกหล่อ รวยโคตร ๆ ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่เหมาะกับเจย์หรอกนะคะ เขาเป็นนักโรดิโอที่ไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจนัก ชีวิตออกจะดูล้มเหลวด้วยซ้ำ ด้วยวัยสามสิบกว่า เขาพบว่าตัวเองต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เจย์เป็นผู้ชายที่ไม่มีจุดหมายในชีวิต สิ่งเดียวที่เขารู้จักและทำเป็นคือโรดิโอ และมันก็จบลงแล้ว ขณะที่ทนทุกข์อยู่กับอนาคตที่หมดหวัง เขาก็ได้พบกับฮันนาห์ หมอสาวคนสวยที่รักษาเข่าให้เขา อย่างรวดเร็วทั้งคู่มีความสัมพันธ์กัน (ก็มันนิยายอีโรติกนะคร้าบ) และผ่านทางเซ็กส์นี่แหละที่ทำให้ผู้หญิงและผู้ชายสองคนนี้เข้าถึงตัวตนที่ แท้จริงของกันและกัน และค้นพบหนทางที่จะไปต่อในอนาคต

คะแนนที่ 77

Dreamwalker ของแคธลีน ดันเต้

แคธลีนเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์อีกคนที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ แม็กซ์ชอบผลงานชิ้นแรกของเธอเรื่อง Entangled มาก แต่ก็มาแป๊กกะเล่มสองเรื่อง Enticed พอมาถึงเล่มนี้ก็เลยลังเลนิดหน่อยก่อนจะเริ่มอ่าน

และแม็กซ์มีความยินดีที่จะบอกว่า Dreamwalker คือเล่มที่ดีที่สุดในบรรดาหนังสือทั้งหมดสามเล่มที่เธอเคยเขียนมา เล่มนี้ลงตัวที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นฉากเซ็กส์หรือพล็อตเรื่อง

เรื่องของรอรี่ นักโจรกรรมพันหน้าผู้ที่ถูกตามล่าจากหลายหน่วยงาน แต่ก็ไม่มีใครเคยตามจับเธอได้สำเร็จ จนกระทั่งดาม่อนถูกส่งตัวมาตามหาเธอ เพราะหน่วยงานของเขา (ซึไอเอ) ต้องการให้เธอไปร่วมงานในการปราบผู้ก่อนการร้ายด้วย

เกมแมวจับหนูก็เริ่มขึ้น ในโลกที่พลังเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องธรรมดา ดาม่อนเป็นอินคิวบัส หรือนักเดินทางในความฝัน เขาสามารถเข้าไปในความฝันของใครก็ได้ (ขอย้ำดาม่อนไม่ใช่ดรีมฮันเตอร์ของเจ๊เชอร์รี่) และถึงขนาดปลิดชีวิตของคนที่ฝันได้เหมือนเฟรดดี้ ครูเกอร์ และเขาก็ใช้ความสามารถอันนี้แหละในการล่อให้รอรี่หลงเข้ามาในกับดับ

แต่รอรี่ก็ไม่ใช่โจรกระจอก เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นใครก็ได้ หรือ Shapeshifter เธอเปลี่ยนสีตา สีผม รูปร่าง ราวกับมันเป็นเสื้อผ้า

ท้ายที่สุดคนสองคนที่ทันกันอย่างมากก็เผชิญหน้ากัน รอรี่ตัดสินใจยอมรับงานของซีไอเอในการเข้าไปขโมยระเบิดนิวเคลียร์มาจากผู้ ก่อการร้าย แลกกับเงินเจ็ดล้านเหรียญ และ...

ดาม่อนบนเตียงของเธอ

แม็กซ์บอกรึยังว่า แม็กซ์ชอบนางเอกที่ถือไพ่เหนือพระเอก คนที่หวังจะอ่านเจอฉากเซ็กส์แบบ BDSM บอกไว้ก่อนค่ะว่าไม่มีหรอกนะคะ ข้อเรียกร้องของรอรี่เป็นแค่การแสดงลักษณะนิสัยของเธอเท่านั้นเอง ที่เป็นคนที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ สมกับการที่เธอมีอาชีพเป็นขโมย

ไม่บอกว่าเล่มนี้จะมีฉากแอ็คชั่นที่มันส์หยดหรอกนะคะ นึกเอาไว้ว่ามันเป็นอีโรติค โรแมนซ์ ฉากแบบไหนที่มีเยอะก็น่าจะพอนึกออกกัน แต่เล่มนี้เป็นอะไรที่มากกว่าเซ็กส์นะคะ แม็กซ์ชอบการที่เขาแสดงให้เห็นถึงด้านมืดของการเป็นสายลับ ของการออกปฏิบัติงานที่บางครั้งเพื่อเป้าหมายใหญ่ คุณต้องยอมให้คนส่วนน้อยตายลงต่อหน้า

คะแนนที่ 80

Wednesday, January 21, 2009

Pleasurable Bargain // Kate Pearce

หลายคนถามมาว่า พักหลังมานี่แม็กซ์ไม่ได้รีวิวหนังสือแนวอีโรติค โรแมนซ์เลย ก็อยากจะบอกว่า ที่อ่านมามันไม่น่ารีวิวเลยสักเล่มน่ะสิคะ ก็เลยไม่ได้รีวิว แต่เพื่อตามใจแฟน ๆ ก็เลยเอาเล่มนี้ ซึ่งอ่านไปนานแล้วล่ะค่ะ มารีวิวให้อ่านกัน เพราะถือว่าเป็นอีโรฯ ที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ เล่มนึง

Pleasurable Bargains ของเคธ พีช

หนังสือเล่มนี้หาอ่านได้ในฉบับอีบุ๊ค่ะ ขายที่สนพ.อีลอร่าส เคฟ (ไปหาลิงค์กันเองนะคะ แม็กซ์ไม่ได้เปอร์เซ็นต์ค่าขายจากอีลอร่า ก็เลยไม่แปะลิงค์) แต่ทางสนพ.อีลอร่า เอานิยายที่เป็นอีบุ๊คที่เป็นเรื่องราวของพี่น้องฝาแฝดตระกูลฮาร์คอร์ ทมารวมพิมพ์ในเล่มเดียวกัน แล้วใช้ชื่อว่า Pleasurable Bargains ซึ่งก็เป็นชื่อที่เกิดจากการสนธิชื่อของอีบุ๊คสองเล่มนี้เข้าด้วยกันนั่น แหละค่ะ

เรื่องแรก Eden's Pleasure

เล่มนี้ดำเนินเรื่องผ่านสายตาของนางเอกคนเดียว (ใช้ I) ดังนั้นอาจจะรู้สึกแปลก ๆ กันบ้างเวลาอ่านนะคะ อีเดนเป็นเด็กสาวที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับพี่น้องตระกูลฮาร์คอร์ท และถ้าเธอยอมรับกับตัวเอง เธอตกหลุมรักเจอวาส ฮาร์คอร์ทน้องชายคนเล็กในคู่แฝด แต่เพราะเธอเป็นเพียงเด็กสาวจน ๆ ไม่มีฐานะ พ่อของคู่แฝดฮาร์คอร์ทจึงข่มขู่ และสร้างเรื่องโกหกเพื่อแยกทั้งสองออกจากกัน อีเดนแต่งงานไปกับชายแก่คราวพ่อ ในขณะที่เจอวาสกลายเป็นทหารในกองทัพ

หลายปีผ่านไป สามีของอีเดนตามตามระเบียบ เปิดโอกาสให้อีเดนว่างพอที่จะมีกิ๊กคู่ใจได้ และเธอก็เลือกกิเดี้ยน ฮาร์คอร์ท แฝดผู้พี่ในตระกูลฮาร์คอร์ท (นั่นเพราะเธอยังเข้าใจเจอวาสผิดไป และเขาน่าจะยังรบอยู่ในยุโรป) แต่กิเดี้ยนก็สมกับเป็นพี่ชายที่แสนดี เขาหลอกล่ออีเดนมายังลอนดอนเพื่อพบกันด้วยจุดประสงค์ตามแนวนิยายอีโรติค และเรียกน้องชายที่รักมารับช่วงไป (และโปรดอย่าคิดว่ากิเดี้ยนจะดีขนาดไม่แตะต้องตัวอีเดนเลย มันก็ต้องมีบ้าง แต่ก็รักษาเนื้อรักษาตัวของอีเดนในสภาพดีที่สุดเพื่อรอเจอวาสนั่นแหละ)

ทำใจนิดนึงนะคะว่านี่เป็นแนวอีโรติค โรแมนซ์ ดังนั้นพล็อตเรื่องมันก็มีแค่นี้แหละ ที่เหลือก็เป็นฉากเซ็กส์ ซึ่งขอบอกว่าเคธเขียนได้ดีมาก ๆ และเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในหนังสือรวมเล่มเล่มนี้หรอก ค่ะ เป็นเรื่องของกิเดี้ยนต่างหากที่ได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ

คะแนนของเรื่องนี้ 70

เรื่องที่สอง Antonia's Bargain

คนที่ชอบเรื่อง Seduced ของเวอจิเนีย เฮนรี่น่าจะชอบเล่มนี้นะคะ เพราะถ้าคุณคิดว่า Seduced แรงแล้ว ต้องมาเจอเล่มนี้ค่ะ

ครั้งแรกที่กิเดี้ยนมองเห็นเด็กหนุ่มในซ่องที่เขาใช้บริการเป็นประจำอยู่ เขารู้ทันทีว่า จะต้องได้คนผู้นั้นมาครอบครองให้ได้ มันไม่สำคัญว่าคนคนนั้นคือผู้ชาย นั่นก็เพราะว่ากิเดี้ยนไม่เคยให้เพศของคู่นอนของตัวเองมาเป็นประเด็นอยู่ แล้ว (ถ้าอ่านแล้วไม่เก็ต ก็แปลว่ากิเดี้ยนเป็นไบเซ็กส์ชั่ลนะคะ)

แอนโธนี่ถูกญาติสาวพามาที่ซ่อง และถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง เพราะญาติไปมั่วสุมกับชายที่ได้เจอในนั้น แต่เมื่อมีชายหนุ่มหน้าตาดีโผล่เข้ามา และเริ่มต้นพาทัศนศึกษา มันจึงเป็นเหมือนการเปิดหูเปิดตา

แต่ที่มากไปกว่าแค่การเรียนรู้เรื่องเพศของเด็กหนุ่มไม่ประสา แอนโธนี่เรียนรู้มากกว่านั้น เพราะเขาไม่ใช่แอนโธนี่ หากแต่เป็นแอนโธเนีย หญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชายเพื่อมาเปิดหูเปิดตาในสถานที่ที่เป็นทีต้องห้ามของ เด็กสาวจากชนชั้นผู้ดี

และแอนโธเนียก็ได้เรียนรู้ยิ่งไปกว่านั้นมาก

มันใช้เวลาไม่นานก่อนที่กิเดี้ยนจะค้นพบความจริง และไม่นานเลยเมื่อเขาติดตามจนรู้ถึงตัวตนอันแท้จริงของเธอ ในสายตาคนนอก กิเดี้ยนและแอนโธเนียเป็นคู่ที่เหมาะสม แม้กระทั่งพ่อของกิเดี้ยนที่ตั้งข้อรังเกียจสะใภ้ทุกคนก็ยังอ้าแขนรับความ ร่ำรวย และชาติตระกูลของเธอ แต่แอนโธเนียต้องการมากไปกว่าความเหมาะสม เธอต้องการกิเดี้ยนอย่างที่เขาเป็น ชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า เธอยอมรับตัวตนที่ไม่งดงามนักของเขาได้ (ไม่ได้บอกว่ากิเดี้ยนไม่หล่อนะคะ แต่เขาทำอะไรหลายอย่างที่พระเอกโรแมนซ์ส่วนใหญ่ไม่ทำกัน --- อย่างน้อยฉากนึงในเรื่องนี้มาฉากกิเดี้ยนและตัวละครผู้ชายอีกตัว)

แม็กซ์ชอบเล่มนี้ค่ะ ชอบกิเดี้ยนเอามาก ๆ ชอบเขามาตั้งแต่ใน Eden's Pleasure แล้วล่ะ ตัวละครที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่สมบูรณ์กับเรื่อง และสมบูรณ์กับนางเอกเอามาก ๆ

จะว่าไปเล่มนี้อาจถือเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือชุดที่เคธเขียนให้กับอโฟไดท์ เซียก็ได้นะคะ เพราะในเล่มนี้มีการกล่าวถึงวาเลนติน ซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง Simply Sexual นิดหน่อย และปีเตอร์ซึ่งกำลังจะเป็นพระเอกในเรื่อง Simply Sinful ก็ออกมาอย่างเต็ม ๆ

เคธ พีชถือเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบเป็นอันดับต้น ๆ ค่ะ แม็กซ์ชอบเรื่องแนวย้อนยุคที่เธอเขียน เรื่องราวของขุนนางหนุ่มที่ไม่ค่อยมีความยับยั้งหรือศีลธรรมมากนักในเรื่อง เพศ และผู้หญิงที่ยอมรับตัวตนเช่นนั้นของพวกเขาได้

คะแนนของเรื่องนี้ 77

Beyond the Dark // An Anthology

สุดสัปดา์ห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นช่วงวันว่างที่แม็กซ์อ่านหนังสือได้น้อยเล่ม ที่สุดก็ว่าได้ค่ะ ไม่ใช่เพราะความเบื่อ แต่เป็นเพราะต้องใช้เวลาทุ่มเทสมาธิอย่างสูงให้กับหนังสือของเมลจีน บรู๊ค (อย่างที่เขียนในบลอกที่รีวิวเรื่องของเธอแหละค่ะว่า ต้องตั้งใจมาก ๆ ในการอ่าน เพื่อให้ได้ความสนุกเต็มคราบ)

วันนี้รีวิวจึงเป็นการเอาของเก่ามาขาย เราอ่านเล่มนี้จบไปสักตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วล่ะค่ะ เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเคลียร์หนังสือรวมเรื่องสั้นออกไปให้ได้มากที่ สุดของเรา

หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Beyond the dark

หนังสือเล่มนี้ออกตามแนวของหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ประสบความสำเร็จหลาย เรื่องของเบิร์คเลย์ ที่เอานักเขียนแนวพารานอมอลดัง ๆ หลายคนมาชนกัน และจำว่าไป เล่มนี้ถือว่าเอานักเขียนในระดับ "ดังแล้ว" หลายคนมาเจอกันเลยทีเดียว (เมื่อเทียบกับเล่มอื่นที่ส่วนใหญ่มักมีนักเขียนระดับดังสักสองคน ส่วนอีกสองคนเป็นนักเขียนหน้าใหม่)

Dragon Dance ของแองเจล่า ไนท์

เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ได้ต่อเนื่องกับหนังสือชุดใดของแองเจล่านะคะ แต่เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่า น่าจะเขียนเป็นชุดให้เป็นเรื่องเป็นราวมาก เพราะคอนเซ็ปต์ของเรื่องน่าสนใจมาก แนวเอ็กซ์เมน (ที่ฮิวจ์ แจ๊คแมนเล่นนะคะ ไม่ใช่รายการเกาหลีตีหัวที่ฉายที่ยูบีซี) ยังไงยังงั้นเลย

ในโลกของเรื่องสั้นเรื่องนี้ จู่ ๆ มนุษย์โลกเริ่มแสดงความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ออกมา ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เมื่อมันเกิดขึ้น มนุษย์คนนั้นมักจะสูญเสียความควบคุมตัวเอง ออกอาการคลั่งและทำร้ายผู้คน หนึ่งในนั้นจับครอบครัวของตัวเองไว้เป็นตัวประกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเอเรียลในการช่วยเหลือ แต่ในระหว่างความพยายามเข้าจับกุมคนร้าย เอเรียลโดนลูกหลงจากการปล่อยพลัง (ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของคนร้าย) และนั่นกลายเ็ป็นการกระตุ้นความสามารถพิเศษในตัวเธอเช่นกัน

และเอเรียลก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของแทร็คเกอร์ หนึ่งในมนุษย์ผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อห้าปีก่อน เมื่อเขาถูกกระตุ้นด้วยพลังบางอย่าง จนความสามารถพิเศษปรากฎ จากครูในโรงเรียนมัธยม เขากลายเป็นยอดมนุษย์ที่คอยปกป้องมนุษย์ด้วยกัน

เราชอบพล็อตเรื่องนี้นะคะ และชอบโลกที่แองเจล่าสร้างขึ้นมามาก ปัญหาก็คือ เรื่องมันสั้นเกินกว่าจะบอกเล่าความซับซ้อนของโลกนี้ได้ชัดเจน เราอยากให้เธอเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นชุดเต็ม ๆ มากกว่า ว่าไปแล้ว เราคิดว่าน่าสนใจกว่าชุด Mageverse ของเธอด้วยซ้ำ (เพราะเราเบื่อชุดนั้นแล้วด้วยค่ะ)

คะแนนที่ 67

Caught by the tides ของไดแอนน์ ไวท์ไซด์

เช่นเดียวกันเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับชุดที่ไดแอนน์เขียนอยู่หรอกนะคะ เป็นเรื่องในยุครีเจนซี่ที่ไม่เหมือนกับที่เรารู้จักกันในประวัติศาสตร์

เพราะในเรื่องนี้ การมีอยู่ของพ่อมดและแม่มดได้รับการยอมรับ เวทมนตร์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และในสมัยสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ความสามารถของพ่อมดกลายเป็นสิ่งสำคัญ โอเว่นผู้เป็นพ่อมดแห่งราชสำนักได้รับมอบหมายให้นำข่าวสารสำคัญเดินทางข้าม ช่องแคบระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสมาส่งให้กับฐานปฏิบัติการในลอนดอน แต่ระหว่างเดินทาง เรือของเขาถูกโจมตีโดยพ่อมดที่เป็นสายลับของฝรั่งเศสจนเรือแตก เขาได้รับการช่วยเหลือจากหญิงม้ายที่ดูเผิน ๆ เป็นคนที่ไม่มีเวทมนตร์ แต่ความจริงแล้วเธอมีพลังที่เป็นที่ต้องการของพ่อมดทุกคน

เช่นเดียวกันนะคะ เราชอบโลกที่ไดแอนน์สร้างขึ้นในเรื่อง คิดว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่ก็ติดปัญหาเดิมล่ะค่ะ ตรงที่เป็นเรื่องสั้น ทำให้ไม่สามารถสำรวจรายละเอียดทั้งหมดได้ การดำเนินเรื่องโดยเฉพาะในส่วนของพระนางก็ดูรวบรัดไปมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นความผิดของคนแต่งด้วยแหละ เพราะวางภูมิหลังของโอเว่นไว้เยอะ แม้จะทำให้เขาดูน่าสนใจ แต่เรื่องมันก็สั้นเกินกว่าจะทำให้ดูได้ข้อสรุปที่สมเหตุผลได้

อ้อ อ่านเล่มนี้แล้วทำให้นึกย้อนไปสมัยดูหนังจีนตอนเด็ก ๆ น่ะค่ะ ที่เวลาพระเอกนางเอกจะมีฉากเข้าพระเข้านางกันเนี่ย ต้องมีพิธีเปิดลมปราณ (ที่นางเอกต้องเสียความบริสุทธิ์) เป็นข้ออ้างในการให้พระนางเข้าหอ ไม่นึกน่ะค่ะว่าฝรั่งก็ใช้พล็อตนี้เหมือนกัน (อันที่จริงแม็กซ์ก็เคยอ่านเจอในเล่มอื่นเหมือนกันแหละ เพียงแต่ไม่ใช่ในช่วงสี่ห้าปีนี้เท่านั้นเอง)

เรื่องนี้คงจะดีกว่านี้เยอะค่ะ ถ้าเป็นเรื่องยาว คะแนนที่ 57

Queen of all She Surveys ของเอ็มม่า โฮลี่

เรื่องนี้ถือเป็นภาคต้นของชุด Demons ของเอ็มม่า โฮลี่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องในชุดเพื่อทำความเข้าใจเล่มนี้หรอกนะคะ เพราะเรื่องนี้เล่าเรื่องตั้งแต่อาณาจักรยาม่า (ซึ่งเป็นอาณาจักรของกลุ่มชนที่มนุษย์เรียกว่าปีศาจในนิยายเล่มต่อ ๆ มาของเอ็มม่าเขา) ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น

ในเวลานั้นบ้านเมืองถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ราชินีทู (Tou) กำลังเป็นฝ่ายมีชัยในศึกที่เธอทำกับกษัตริย์เรจน่าผู้โหดร้าย เพื่อเจรจาสงบศึกราชาเรจน่าตัดสินใจส่งลูกชาย เมมน่อน ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของเขา มาเป็นเครื่องบรรณาการ

เรื่องนี้ได้ใจแม็กซ์แล้วตั้งแต่พล็อตค่ะ แต่ก็คงต้องเตือนกันไว้หน่อยสำหรับแฟนโรแมนซ์ว่า บางฉากในเรื่องอาจจะไม่เหมาะกับแฟนโรแมนซ์ขวัญอ่อนนะคะ นางเอกในเรื่องมีฮาเรมส่วนตัวที่เธอเก็บสะสมบรรดาเจ้าชายต่าง ๆ ที่ถวายตัวเข้ามารับใช้ กว่าพระเอกเราจะฟันฝ่ามาเป็นหนึ่งเดียวของราชินีได้ มันก็มีฉากล่อแหลมพอสมควรล่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในเล่มนี้ของเราค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราชอบพล็อต และมันทำให้เรารู้จักเรื่องราวของชาวยาม่าชัดเจนขึ้นไปอีก โดยเฉพาะสำหรับคนที่อ่านเรื่อง Demon's Fire จะคงพอนึกออกเพราะมีฉากที่นางเอกในเรื่อง DF เข้าไปในหลุมศพของราชินีทู (เรื่องสั้นนี้เขียนก่อนนะคะ)

คะแนนที่ 73

In a Wolf's Embrace ของโลร่า ลีย์

เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในชุดบรีดของโลร่า ลีย์ค่ะ สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านชุดนี้มาก่อนก็อาจงงนิดหน่อยกับพล็อตพื้นฐานของชุดที่ เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่ถูกสร้างขึ้นโดยการตัดต่อพันธุกรรม และเอาดีเอ็นเอของสัตว์เข้ามาผสม ทำให้พวกเขามีลักษณะพิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดา

แต่คนที่อ่านเรื่องในชุดอยู่แล้ว ก็คงอ่านได้ไม่มีปัญหา พล็อตเรื่องก็เป็นไปตามแนวของโลร่าอย่างมาก ไม่ต้องคาดเดาอะไรให้เหนือย เรื่องราวที่แมทเธียสซึ่งเป็นมือสังหารชาวบรีดถูกส่งไปฆ่าศัตรู ซึ่งในการเข้าถึงเป้าหมายเขาจำเป็นต้องหลอกลวงเกรซ หญิงสาวสวยและไร้เดียงสาให้เป็นเครื่องมือ แต่ในขณะที่กำลังลงมือฆ่า เกรซก็ดันเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์เสียก่อน ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายในการตามล่าของฝ่ายศัตรูไปด้วย

เพื่อให้เรื่องสมกับเป็นแนวบรีดทุกเล่ม เกรซและแมทเธียสก็เป็นคู่แท้ซึ่งกันและกัน (และการเป็นคู่แท้ในชุดบรีดหมายถึงเซ็กส์และเซ็กส์)

ในฐานะของคนที่ชอบชุดนี้ แม็กซ์ไม่มีอะไรบ่น แต่ถ้าคุณเริ่มเบื่อชุดนี้ หรืออ่านชุดนี้แล้วไม่เวิร์ค ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนักหรอกในการอ่านเรื่องนี้

คะแนนที่ 67

Simply Sinful // Kate Pearce

เคท พีชเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดคนนึงในเวลานี้ค่ะ ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยเมื่อเราได้หนังสือเล่มนี้มาปุ๊บ ก็อ่านปั๊บ และจบในเวลาไม่นาน

โอเคล่ะต้องยอมรับว่า ที่อ่านได้เร็ว เพราะพล็อตเรื่องมันไม่ค่อยจะมีอะไรด้วย ฉากส่วนใหญ่ในเรื่องมันก็เป็นเอ็กซ์ผสมกับเซ็กส์เท่านั้นแหละ แต่แหม มันเป็นหนังสือแนวอีโรติค โรแมนซ์นะคะ จะหวังให้มีฉากที่สร้างสมาธิหรือทำให้เกิดอาการดวงตาเห็นธรรม มันก็็ใช่ที่

ดังนั้นในแง่ของการเป็นอีโรติค โรแมนซ์ เล่มนี้สอบผ่านเลยล่ะ

Simply Sinful ของเคท พีช

แม้จะถูกโฆษณาว่าเป็นเล่มที่สองในชุด Regency House of Pleasure แต่แท้จริงแล้วมันก็ไม่ใช่เล่มสองหรอกนะคะ เพราะยังมีหนังสือที่เกี่ยวเนื่อง (ตัวละครที่ถูกกล่าวถึงในเล่มนี้เป็นพระเอกในเล่มอื่น) อีกสองเรื่องซึ่งเคท เขียนให้กับสนพ.อีลอร่า นั่นก็คือ Eden's Pleasure และ Antonia's Bargain ดังนั้นถ้ารวมกับเล่มแรกในชุด Simply Sensual ก็เท่ากับว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่พอดี

และบอกอีกรอบก็ได้ค่ะ (เพราะพูดมาหลายรอบแล้วแหละในบลอกนี้) แม็กซ์ไม่ค่อยจะปิ๊งกะพระเอกของเล่มนี้มากนัก เพราะเท่าที่ปรากฎกายในเล่มก่อนหน้า ปีเตอร์ โฮเวิร์ดดูแต๋วไปนิดสำหรับรสนิยมเรา

ปีเตอร์เป็นหนึ่งในสองหนุ่มอังกฤษที่ถูกช่วยเหลือออกมาจากซ่องในตะวันออก กลาง เขาและวาเลนติน (พระเอกเรื่อง Simply Sensual) ถูกโจรสลัดลักพาตัวไปขายในซ่องตอนอายุได้เพียงสิบเอ็ดปี แม้แม่เล้าจะรอเวลาก่อนจะให้เริ่มทำงาน (คือโตพอที่จะมีความรู้สึกทางเพศ) เวลาเจ็ดปีที่อยู่ในซ่องแห่งนั้นก็เปลี่ยนแปลงปีเตอร์ไปตลอดกาล เขาซื่อสัตย์กับตัวเองมากพอ และยอมรับความจริงว่า แค่เพียงผู้หญิงไม่อาจดึงความสนใจทั้งหมดของเขา เพราะความสุขของปีเตอร์มันเหมารวมทุกเพศบนโลกเข้าไว้ด้วย วิเคราะห์สไตล์แม็กซ์นะคะ เราไม่คิดว่าปีเตอร์เป็นเกย์ น่าจะเป็นไบเซ็กส์ชั่วมากกว่า

ประสบการณ์อันเลวร้ายในซ่องที่เขาผ่านมาพร้อมกับวาเลนตินทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างเขาและวาเลนตินออกจะดูประหลาดสำหรับคนอ่าน (รวมทั้งแม็กซ์เองด้วย) เพราะเขาเป็นขาที่สามในความสัมพันธ์ของวาเลนตินและซาร่า ซึ่งเป็นภรรยาของวาเลนติน และนั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่ดึงดูดเขาเอาไว้กับโลกอันน่าเบื่อใบนี้ได้

แต่แล้วเมื่อซาร่าตั้งครรภ์ วาเลนตินบอกระงับความสัมพันธ์ชั่วคราว ปีเตอร์ถึงจุดแตกหัก เขาคิดที่จะทำลายความเป็นหุ้นส่วนในบริษัทเดินเรือที่ตนเองและวาเลนตินสร้าง ขึ้น ในขณะเดียวกันปีเตอร์ก็ได้พบกับชายที่น่าสนใจอย่างเจมส์ บีแชม

ในอีกแง่หนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างเจมส์ และอบิเกลภรรยาของเขาก็แปลกเช่นเดียวกับปีเตอร์และวาเลนติน เจมส์ในวัยสิบกว่า ถูกพ่อของตัวเองจับได้ขณะมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมโรงเรียน (ซึ่งเป็นผู้ชาย) ทำให้พ่อโกรธจัดบังคับให้เขาแต่งงานกับเด็กในความดูแลที่อาศัยอยู่ในบ้าน เดียวกับเขาอย่างอบิเกล ทั้งคู่เริ่มต้นด้วยความเป็นเพื่อน และแม้จะแต่งงานกัน ความเป็นเพื่อนก็ยังคงอยู่ แต่ความเป็นเพื่อนมันไม่มากพอที่จะทำให้อบิเกลท้องได้ และปีเตอร์คือทางแก้ปัญหาที่เจมส์มองอยู่

ขอบอกว่าเล่มนี้ไม่ใช่พล็อตแนว สามีหาคนมาทำให้เมียตัวเองท้องหรอกนะคะ เพราะเจมส์แม้จะติดอกติดใจผู้ชายเป็นหลัก ก็มีปัญญาทำอะไรกะผู้หญิงได้ เพียงแต่เขามีปัญหาในการมีความสัมพันธ์กับภรรยา เพราะเธอเป็นเหมือนน้องสาว เหมือนเพื่อนคู่คิด จนกระทั่งปีเตอร์ก้าวเข้ามา และทำให้เขาเริ่มมองอบิเกลแตกต่างออกไป

และสำหรับปีเตอร์ที่เคยเป็นมือที่สามในความสัมพันธ์ระหว่าง วาเลนติน และซาร่า โดยรู้อยู่เต็มอกว่า หัวใจของซาร่าเป็นของวาเลนติน เขาเป็นเพียงของเล่นเป็นบนเตียง การที่เขาเข้ามาในความสัมพันธ์ของสองสามีภรรยาเจมส์และอบิเกลอีกครั้ง ก็เหมือนการทำร้ายตัวเองให้เจ็บกว่าเดิม เพราะไม่เห็นอนาคตที่จะมากไปกว่านี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเขาเริ่มตกหลุมรักอบิเกล

เราชมเคทที่สามารถทำให้แม็กซ์ชอบปีเตอร์มากขึ้นมาได้ ในเล่มนี้เขาไม่ถึงกับเปลี่ยนแปลงบุคลิก (ที่เราคิดว่าออกแนวแต๋วไปหน่อย) มากหรอกนะคะ แต่ทำให้เรารู้จักเขาในอีกแง่มุมนึง และรู้ว่า แท้จริงแล้วเขาคือคนที่ควบคุมความสัมพันธ์เอาไว้ และเป็นชายแค่ไหน

หนังสือเล่มนี้เป็นโรแมนซ์ที่อาจจะเรียกว่าข้ามเส้น แต่ด้วยฝีมือของเคท เราก็ยังรู้สึกว่า ความรู้สึกที่ปีเตอร์มีให้อบิเกลก็ยังคงเป็นความรัก อาจะเป็นความรักนอกกรอบ แต่ก็คือรัก และนี่รวมถึงวิธีการจบเรื่องของเคทด้วยค่ะ มันไม่ได้จบแบบ แล้วเราก็อยู่อย่างมีความสุข จบแฮ็ปปี้นะคะ แต่อาจจะไม่ครบถ้วนสำหรับใครหลายคน ตัวเราเองก็ไม่ค่อยชอบให้จบแบบนี้นะคะ แต่อาจเพราะทำใจมาแล้วตั้งแต่ต้น ก็เลยไม่รู้สึกประหลาดมากนัก

ถ้ามองในแง่ของอีโรติค โรแมนซ์ เล่มนี้เราขอแนะนำให้อ่านกัน เพราะสอบผ่านทุกอย่างในเรื่องของความร้อนแรง แต่เราไม่แน่ใจว่าในแง่ของโรแมนซ์เล่มนี้จะผ่านแบบทดสอบมากน้อยแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับการทำใจยอมรับเรื่องราวที่แตกต่างด้วยค่ะ เพราะความรักในเล่มนี้มันแตกต่างมาก ๆ

คะแนนที่ 77