Showing posts with label Erotic Romance. Show all posts
Showing posts with label Erotic Romance. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

A Vampire's Claim // Joey W. Hill

โจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์เป็นนักเขียนนิยายแนวพารานอมอลอีโรติคโรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด (อย่างน้อยก็ในเวลานี้) และก็เป็นโชคดีของแม็กซ์มาก ๆ ที่ปีนี้มีหนังสือใหม่ของเธอออกมาหลายเรื่อง

เราชอบงานของโจอี้ไม่ใช่เพราะว่ามันวาบหวาม (แม้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น) แต่เป็นที่อารมณ์ในเรื่องของเธอมันท่วมท้นและรุนแรง แม้กระทั่งเรื่องนี้ที่แม็กซ์รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่อาจจะเบาที่สุดที่เธอเขียนมาให้กับเบิร์กเลย์แล้วนะคะ มันก็ยังมีช่วงเวลาที่แม็กซ์สัมผัสถึงเบาะบางของตัวละครได้

A Vampire's Claim ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มทีสามในชุดแวมไพร์ที่เริ่มต้นด้วยหนังสือคู่สองเล่ม (The Vampire Queen's Servant และ Mark of the Vampire Queen) แต่ในลำดับการเล่าเรื่องนี้ เหตุการณ์ในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าสองเล่มแรกค่ะ เล่าเรื่องราวของตัวละครที่มีบทบาทใน MOVQ และเล่มนี้เล่าเหตุการณ์ย้อนไปตั้งแต่ต้นในออสเตรเลียยุคปีค.ศ. 1953

เดฟลินหนุ่มชาวออสซี่ที่เดินเข้าไปในบาร์ คาดหวังว่าจะเจอผู้หญิงสักคนที่จะช่วยให้ค่ำคืนอันยาวนานสั้นลงมาบ้าง หลังจากที่เขาสูญเสียภรรยาและลูกชายไปกับการฆาตกรรม เดฟก็กลายเป็นคนไร้รัง เขากลายไปเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อสู้กับญี่ปุ่นเพื่อปกป้องออสเตรเลีย เพราะความรุนแรงเป็นทางออกเดียวที่เขาค้นพบ จากนั้นเดฟก็ใช้ชีวิตร่อนเร่ รับจ้างทำงานอยู่ในดินแดนที่เรียกกันว่าเอาท์แบ็ค (ซึ่งเป็นบริเวณตอนกลางของประเทสออสเตรเลียที่เป็นทะเลทราย และแห้งแล้ง) เดฟไม่ใช่คนที่มีความศิวิไลซ์นัก ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่หญิงสาวที่ดูมีชาติตระกูล และเป็นผู้ดีมาก ๆ อย่างเลดี้ดาเนียล่า เดินตรงเข้ามาหาเขา และอย่างไม่ปิดบังนัก บอกว่าต้องการเขา

ตามสไตล์เรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์นะคะที่ทั้งคู่จบลงกันบนเตียงอย่างรวดเร็ว แต่เดฟก็ต้องพบกับความแปลกใจเมื่อเลดี้แดนนี่ (หรือเลดี้ดีอย่างที่คนอื่นเรียก) ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เธอเป็นแวมไพร์ แต่นั่นไม่สำคัญเลย เพราะสิ่งที่เขาได้รับจากเธอมันคุ้มค่ากับเลือดที่เธอดื่มจากเขา

ในเช้าวันรุ่งขึ้น เดฟตื่นขึ้นมาตามลำพัง พร้อมกับจดหมายที่แดนนีทิ้งเอาไว้ ชักชวนให้เขาไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานที่สถานีเลี้ยงแกะของเธอ ซึ่งเขาก็ไม่มั่นใจนักว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่จะเข้าไปพัวพันกับเธอมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเป็นแวมไพร์ที่ทำให้เดฟถอยหนี แต่เป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตหลังจากที่ภรรยาและลูกตายลง เดฟเริ่มรู้สึกผูกพันกับใครสักคน

และความผูกพันอันนี้ก็มากพอที่จะทำให้เดฟรีบบึ่งไปช่วยแดนนี่ เมื่อเขารู้ว่าแวมไพร์คู่ปรับวางแผนลอบทำร้ายเธออยู่ เดฟไปทันเวลาและช่วยชีวิตแดนนี่เอาไว้ได้ และดูเหมือนชีวิตของเขาจะเข้าไปพัวพันกับเธออย่างขาดกันไม่ได้

แม้ฉากเซ็กส์ในเรื่องจะเป็นแนว BDSM ตามแนวเรื่องชุดแวมไพร์ของโจอี้ แต่มันแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างจาค็อบและลิสซ่า (จากเรื่องคู่ Vampire Queen) เพราะแดนนี่ไม่ใช่แวมไพร์ในโลกยุคเก่าที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียม เธอเป็นแวมไพร์อายุน้อย แต่มีอิทธิพลสูงเนื่องจากชาติกำเนิด เธอเป็นเด็กที่เกิดจากแวมไพร์สองคน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย ยิ่งไปกว่านั้น มารดาของเธอเพิ่งตายลง ทำให้แดนนี่กลายเป็นทายาทอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในเอ้าท์แบ็ค อาณาจักรอันเป็นที่หมายปองของหลายคน

ในทางนึง หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองอย่างยิ่ง การแย่งอำนาจระหว่างแวมไพร์คนอื่น และแดนนี่ ผู้ซึ่งปฏิเสธอำนาจมาตลอด เธอเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบในเอ้าท์แบ็ค แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าแดนนี่ต้องการมีชีวิตรอด เธอก็ต้องเล่นการเมืองของแวมไพร์ให้เป็น และเดฟก็เป็นองค์ประกอบที่เธอไม่อาจขาดเขาได้ ในขณะเดียวกันแดนนี่ก็แข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดในสังคมแวมไพร์อันโหดเหี้ยม ได้ด้วยตัวเอง ฉากที่เธอกำจัดคู่ปรับซึ่งเป็นศัตรูเก่า แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแดนนี่ก็สามารถทำในสิ่งที่จำเป็นได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะรังเกียจทางเลือกที่เธอทำ แต่เธอรู้ว่าต้องทำ

ในทางนึงแดนนี่ยังเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ เธอเป็นแวมไพร์ที่อายุน้อย (แค่สองร้อยกว่าปี) และไม่ต้องการเล่นเกมแย่งอำนาจกับแวมไพร์ผู้ถวิลหามัน แดนนี่เคยเลือกที่จะหนีไปจากการเผชิญหน้า และพบว่ามันไม่ใช่ทางออก ครั้งนี้เธอกลับมาเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต โดยไม่ลังเลว่าจะต้องเีสี่ยงชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังแสดงความไร้เดียงสาที่คิดว่า เธอเป็นเพียงคนเดียวที่จะแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้องได้ แม็กซ์ชอบความไม่สมบูรณ์แบบของคาแร็คเตอร์ค่ะ

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างแดนนี่ และเดฟ มันเป็นความรักชนิดที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในการอธิบาย เราพบว่าทั้งสองคือส่วนที่ขาดระหว่างกัน เดฟในตัวตนก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาและลูก คงไม่ใช่คนที่เหมาะจะเป็นคนรับใช้ของเลดี้ดี แต่เดฟที่ผ่านความสูญเสีย จนแทบจะไม่แคร์อะไรในชีวิตแล้ว การได้ทำหน้าที่เป็นคนรับใช้ (ซึ่งเป็นตำแหน่งเสมือนคนสนิทที่สุดของแวมไพร์คนนั้น) ได้ดูแลแดนนี่ มันกลายเป็นเป้าหมายในชีวิตที่เดฟกำลังต้องการ

ในแง่นึงความรักระหว่างแดนนี่และเดฟไม่ใช่เรื่องต้องห้ามมากเท่าที่ลิสซ่า และจาค็อบต้องเผชิญ (การที่แวมไพร์แคร์ความรู้สึกของคนรับใช้ของตัวเองมากเกินไป ถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ และต้องห้ามในสังคมแวมไพร์) นั่นเพราะแดนนี่เป็นแวมไพร์ที่อยู่ในซีกโลกที่ไม่ได้เป็นจุดสนใจ และฐานะของแดนนี่เองก็ไม่ใช่ราชินีแห่งแวมไพร์เหมือนอย่างลิสซ่า (ซึ่งมีความคาดหวังมากกว่า) และเพราะว่าเป็นเรื่องราวความรักระหว่างแวมไพร์และข้ารับใช้ของเธอ ตอนจบของเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นไปแบบอนุรักษ์นิยมนะคะ ไม่มีการแต่งงานในโบสถ์ ไม่มีการแสดงความยินดีในความรักของทั้งสอง แต่มันเป็นฉากจบที่แม็กซ์พอใจ

เช่นเดียวกับงานเกื่อบทุกเรื่องของโจอี้ ที่ตัวละครรองมีความน่าสนใจมาก ๆ และดูจากข้อมูลในเว็บไซด์ของเธอแล้ว เธอก็ยังมีแผนที่จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครอีกหลายตัวที่มีบทในเล่ม นี้ ซึ่งเราชอบค่ะ

สนุกอย่างที่คาดค่ะ ในด้านอารมณ์อาจจะไม่ถึงกับทำให้แม็กซ์ร้องไห้ (เหมือนกับเล่มอื่น ๆ ของเธอที่เราเคยอ่านมา) แต่มันก็เป็นประสบการณ์การอ่านที่ประทับใจ และคุ้มค่า

คะแนนที่ 85

Wednesday, March 4, 2009

Submission // Cherie Feather

มาตามเสียงเรียกร้องนะคะ หลายคนถามมาว่าทำไมแม็กซ์ถึงได้ห่างหายไปจากการรีวิวเรื่องแนวปลุกใจเสือป่าไปนานเลย

คำตอบไม่ใช่ว่ากลัวพี่บานหรอกนะคะ (ซึ่งจนบัดนี้เราก็ไม่เข้าใจคำพร่ำที่ว่า อย่าพูดถึงพี่บานในทางที่ไม่ดี เพราะว่าแกคอยตรวจตราอินเตอร์เน็ตอยู่ แม็กซ์ไม่เชื่อหรอกนะคะว่าเขาจะมีเวลา เพราะแค่วิ่งหาเงินส่งส่วยนาย แล้วก็รังแกประชาชนไปวันวัน พี่บานก็ไม่มีเวลาทำอะไรแล้วล่ะ)

ที่ไม่ค่อยได้รีวิว เพราะแม็กซ์ยังไม่เจอเรื่องที่ปิ๊งจัง ๆ ให้รีวิวต่างหากค่ะ ดังนั้นเมื่อเราอ่านเล่มนี้จบลง และถือว่าสอบผ่านสำหรับงานเล่มแรกของนักเขียนคนนี้ที่เราได้อ่าน แม็กซ์จึงไม่รอช้า เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกัน

Submission ของเชอรี่ เฟทเธอร์

ดูชื่อเรื่องและหน้าปกก็น่าจะพอเดากันออกว่า เล่มนี้มันเป็นอีโรติคโรแมนซ์แนวไหนกันแน่ คงไม่ต้องพูดออกมาให้ชัดเจนหรอกนะคะ

เชอรี่ เฟทเธอร์ ไม่ใช่นักเขียนใหม่อย่างที่คิดหรอกนะคะ เธอเขียนโรแมนซ์ให้กะสนพ.ฮาร์ลิควินในนามปากกาเชียรี่ ไวท์เฟทเธอร์ ซึ่งแม็กซ์ก็ยังไม่เคยอ่านหรอกนะคะ แต่มีงานของเธอในนามปากกานั้นออกขายไม่น้อย บางเล่มก็มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว

แต่เมื่อเธอหันมาเขียนเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์ ก็เลยตั้งนามปากกาขึ้นมาใหม่ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเล่มที่สองในนามปากกานี้ ซึ่งนางเอกในเรื่องเป็นเพื่อนสนิท และลูกน้องของนางเอกในเล่มแรก (The Art of desire ซึ่งเรายังไม่ได้อ่าน แต่คิดว่าคงอีกไม่นานก็จะหยิบมาแล้วล่ะ เำพราะประทับใจเล่มนี้มาก)

พล็อตเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์มีอะไรไม่มากหรอกนะคะ เริ่มต้นเรื่องเมื่อกิกี้ ดิออนไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของศิลปินแนว BDSM ชื่อดังอย่างเอธาน เทียร์นีย์ ชายผู้ซึ่งเปิดเผยอย่างมากในสิ่งที่เขาต้องการ และเพียงแรกเห็นหน้า เอธานก็รู้ว่าเขาต้องการกิกี้ ต้องการเธอในฐานะนางแบบงานศิลป์แนว BDSM ของเขา และยังต้องการเธอเป็นคู่ขาทางเพศในฐานะของซับ ต่อตัวเขาที่เป็นดอม

และมันก็ใช้เวลาไม่นานเลยในการเกลี้ยกล่อมกิกี้ที่แม้จะไม่เคยมี ประสบการณ์ทางเพศแบบ BDSM ให้ยอมพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนา เธอกลายเป็นนักเรียนที่เต็มใจ และตอบตกลงย้ายมาอยู่กับเอธานอย่างรวดเร็ว แต่ในบ้านหลังที่ทั้งสองอาศัยอยู่ ไม่ได้มีเพียงพวกเขาสองคน ยังมีดวงวิญญาณในอดีตที่ต้องการปลดปล่อยจากบ่วงที่ผูกพวกเขาเอาไว้ด้วย และดูเหมือนว่า มันจะเป็นภาระที่กิกี้และเอธานต้องจัดการ

นอกจากนี้แล้ว การเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของผีสองตนที่อาศัยอยู่ในบ้าน ผ่านทางจดหมายก็ยังเป็นการเพิ่มเรื่องราวที่น่าสนใจของตัวละครอีกคู่นึง ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จบลงอย่างมีความสุข แ่ต่การเดินทางของทั้งสองก็ยังน่าสนใจ แม็กซ์คิดด้วยซ้ำว่าเรื่องราวของคู่นี้ น่าจะเป็นอีโรติค โรแมนซ์ที่ดีอีกเล่มนึงได้เลยด้วยซ้ำ (ถ้าเพียงแต่ตอนจบมันดีกว่านี้)

และแน่นอน แม็กซ์จะไม่คิดว่าหนังสืออีโรติคโรแมนซ์เป็นหนังสือที่ดี ถ้าเรื่องมันไม่อีโรติค และเรื่องนี้สอบผ่านค่ะ เรารู้สึกถึงความซื่อสัตย์และจริงใจต่อกันในเรื่องเพศ ไม่มีความรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นการเสแสร้ง หรือเติมแต่งเพียงเพื่อให้ได้ฉากเซ็กส์ตามโควต้า

พล็อตเรื่องไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหรค่ะ สำหรับแม็กซ์นะ แต่เป็นคาแร็คเตอร์มากกว่าที่ทำให้เรารู้สึกเข้าถึงเรื่องนี้มาก แม็กซ์อ่านเรื่องแนวอีโรติค และอีโรติคโรแมนซ์มาก็เยอะนะคะ แต่เรารู้สึกว่าเอธานเป็นคนที่จริงใจและซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตัวเอง มาก เขาค้นพบว่าตัวเองไม่เหมือนชายธรรมดาทั่วไป ความต้องการทางเพศของเขาออกจะแปลก หรืออาจจะเรียกว่าวิปริตในสายตาของคนหลายคน ซึ่งรวมทั้งพ่อแม่ของเขาเอง แต่เอธานเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน และทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต โดยที่ไม่แสดงอาการรังเกียจตัวเอง หรือแปลกแยกตัวเองออกจากคนที่คิดต่างกัน ในฐานะของทายาททรัพย์สมบัติมหาศาล เอธานสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่เขาต้องการ และนั่นหมายความว่าเขาสามารถซื้อบ้านโบราณราคาแพง เพียงเพราะเขาอ่านจดหมายของผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้วรู้สึก ผูกพัน เขาก็ทำมัน และเมื่อเขาได้พบกับหญิงสาวที่เขา้ต้องการอย่างกิกี้ เขาก็เร่งรัดทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมา

จะว่าไปเอธานก็เหมือนพระเอกโรแมนซ์แนวที่เอาแต่ใจตัวเอง ชนิดอยากได้อะไรก็ต้องได้ ในแง่มุมที่คนแต่งนำเสนอเอธานต่อคนอ่าน กลับทำให้ลักษณะนี้ของเขากลายเป็นสิ่งที่ดีไปได้ เพราะเมื่อเขายอมอ่อน มันน่าอ่านมาก และสำหรับชายที่ไม่เคยปลดปล่อยความควบคุม ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการงาน และเรื่องส่วนตัวในห้องนอน เอธานยอมพ่ายแพ้แก่ความรักเป็นครั้งแรก ฉากที่เอธานยอมให้กิกี้กลายเป็นคนควบคุมความสัมพันธ์แบบ BDSM เป็นฉากที่น่าอ่าน และเป็นยิ่งกว่าการบอกว่ารักจากปากมากนัก

ปกติหนังสืออีโรติคโรแมนซ์แนว BDSM จะไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของแม็กซ์เท่าไหรนะคะ (ยกเว้นว่าเป็นเรื่องแนวที่นางเอกเป็นดอม) แต่เล่มนี้สอบผ่านฉลุยมาก และมันยังเปิดหูเปิดตาแม็กซ์ในอีกหลายเรื่องเลยล่ะเกี่ยวกับความต้องการทาง เพศที่แตกต่างอย่างนี้

คะแนนที่ 77

Riding the Line // Kate Pearce

เคธ พีชเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดคนนึง (อาจจะชอบมากที่สุดแล้วตอนนี้ก็ว่าได้) เธอเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้หลายแนว แม้ทุกเล่มจะยังคงความเป็นอีโรติคไว้ แต่แนวเรื่องจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ฟิวเจอร์ริสติค (หรือโรแมนซ์ที่เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกอนาคต) หรือแนวย้อนยุค และรวมทั้งแนวปัจจุบันด้วย

แนวเรื่องของเคธที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือแนวย้อนยุค ที่เธอมีผลงานเขียนไปทั้งหมดสี่เล่ม โดยออกกับสนพ.อีลอร่าส เคฟ และอโฟไดท์เซีย เราชอบทั้งสี่เล่มมากน้อยต่างกัน แต่ก็พูดเต็มปากได้ว่าชอบค่ะ เรามีปัญหากับงานแนวฟิวเจอร์ริสติคที่เธอเขียนพอสมควร (สรุปว่าไม่ชอบแหละ) และยังตัดสินใจไม่ได้เกี่ยวกับแนวปัจจุบัน เพราะอ่านไปสองเล่ม ชอบมากเล่มนึง (Roping the Wind) และอ่านไม่จบอีกเล่มนึง (Where have all the cowboys gone?)

ดังนั้นเรื่องนี้ซึ่งเป็นแนวปัจจุบันเล่มที่สามของเธอที่เราอ่าน จึงเหมือนตัวตัดสิน

Riding the Line ของเคธ พีช

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่สามในชุดเดียวกับเรื่อง Roping the Wind และ Where have all the cowboys gone? (ซึ่งการเรียงลำดับอาจจะทำให้งงนิดหน่อย เพราะเรื่อง RTW ออกขายทีหลัง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเรื่อง WHATCG)

พระเอกของเรื่องคือ ดาโกต้า สก๊อตอาจจะไม่ได้ใช้นามสกุลเทอร์เนอร์เหมือนพี่ชายต่างมารดาสองคนของเขา แต่เขาก็เป็นน้องชายของเกรย์สัน (พระเอกเรื่อง WHATCG) และเจย์ (พระเอกเรื่อง RTW) และเช่นเดียวกับพี่ชายของเขา เขาถูกดึงดูดหาผู้หญิงที่เป็นด้านตรงข้ามทุกอย่างของเขาเอง

โรบิน สปาโรว์เป็นอดีตดาราเด็กในละครซีรี่ย์สุดฮิตที่สูญเสียทุกอย่างไปกับความ โด่งดังของตัวเอง โรบินก็เหมือนดาราเด็กในฮอลีวู้ดอีกหลายคนที่จบอนาคตการแสดงไปเพราะการ สำมะเลเทเมา ยาเสพติด และผู้ชาย ในวัยเพียงยี่สิบกว่าปี โรบินพบตัวเองถูกทิ้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐนิว เม็กซิโก หมดสิ้นหนทางที่จะเดินทางกลับไปยังลอสแองเจลิส

แต่เธอก็ได้พบกับดาโกต้าที่บังเอิญมารถเสียอยู่ในเมืองเดียวกัน โรบินมองไม่เห็นหนทางอื่นนอกจากจะเอาตัวเข้าแลกในการติดรถของดาโกต้าเพื่อไป ยังจุดหมาย สำหรับเด็กสาวที่สูญเสียไปหมดทุกอย่างเช่นเธอแล้ว การเอาร่างกายเข้าแลกในสิ่งที่ต้องการ มันจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สักนิดเดียว

แต่สำหรับดาโกต้ามันเป็นเรื่องใหญ่ เขาเป็นน้องชายผู้รักษาความสันติในครอบครัวที่เต็มไปด้วยผู้ก่อเรื่อง เขาเป็นคนประนีประนอมมากเสียจนเขาแทบจะไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง เขาถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นน้องชายผู้แสนดี และดาโกต้าก็เป็นอย่างนั้น เขายอมทุกอย่างแม้จะทำให้ชีวิตของตัวเองยุ่งยาก เพื่อไม่ให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเจย์ พี่ชายของเขาซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผลิตรองเท้าบู้ทเรียกให้เขาเดินทางไป ลอสแองเจลิสเพื่อถ่ายทำโฆษณารองเท้าที่เขาเป็นนายแบบ ดาโกต้าก็ไปอย่างว่าง่าย แม้อนาคตในฮอลีวู้ดจะไม่ใช่ในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน

เมื่อได้พบกับโรบิน ดาโกต้าค้นพบอีกด้านนึงของตัวเอง เขาก็เป็นแบดบอยได้ แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะให้เขาเอาเปรียบหญิงสาวที่เห็นได้ชัดว่ากำลังหมดหน ทาง ดาโกต้ายินดีให้โรบินร่วมเดินทางไปด้วย โดยไม่ต้องการของแลกเปลียน แต่สำหรับแฟนแนวอีโรติคก็ไม่ต้องเสียใจหรอนกะคะ เพราะเซ็กส์มันก็เริ่มขึ้นหลังจากนั้นไม่นานหรอก เพียงแต่ไม่ได้เกิดเพราะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เท่านั้นแหละ

ไม่รู้ว่าเพราะแม็กซ์อ่านอีโรติค โรแมนซ์มาเยอะจนเบือหน่ายฉากเซ็กส์ไปแล้วรึเปล่านะคะ เรากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นนิยายแนวปัจจุบันมากกว่าอีโรติค เพราะแม้จะมีฉากเซ็กส์ดาษดื่นในเรื่อง แต่เราก็ไม่รู้สึกว่ามันท่วมท้น เยอะแยะ จริงอยู่บางครั้งไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่กลับถูกแทรกเข้ามาเพื่อให้เป็นอีโรติค โรแมนซ์ซะงั้น

ในแง่ของตัวละคร โรบินเป็นผู้หญิงที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายหลายอย่างมาจนกร้านโลก เราพบว่าเธอมีพฤติกรรมตรงตามบุคลิคที่ถูกวางไว้ดี เธอไม่ใช่นางเอกในความฝันของนักอ่านโรแมนซ์ที่นิยมนางเอกแนวป้าลินน์ แต่เราว่าคาแร็คเตอร์ของเธอน่าสนใจดี (นึกถึงลินเซย์ โลแฮน หรือบริทนี่ย์) ปัญหาก็คือ จนกระทั่งตอนจบของเรื่อง เราไม่รู้สึกว่า โรบินเรียนรู้อะไรเลยจากประสบการณ์ที่เธอไ้ดพบในหนังสือเล่มนี้ เธอไม่ได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่นอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้เรียนรู้ที่จะยืนบนขาของตัวเองในการต่อสู้ปัญหา แม็กซ์จึงไม่รู้ว่า คนแต่งต้องการสื่ออะไร

คือแม็กซ์คิดยังงี้นะคะ ถ้านางเอกไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากดาโกต้า เธอก็น่าจะเป็นคนที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเธอเองได้ เรื่องมันก็จะเป็นสไตล์ว่า ฉันอาจจะรักเธอนะ แต่ฉันช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ผู้หญิงที่รอคอยความช่วยเหลือจากพระเอก แต่ถ้าจะเป็นแนวว่า พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย มันก็น่าจะเป็นธีมเรื่องที่นางเอกทำทุกอย่างด้วยตัวเองมานาน จนกระทั่งวันนึงพบผู้ชายที่เธอไว้วางใจพอที่จะช่วยแบ่งเบาปัญหาในชีวิตให้ เธอได้ และเธอก็เชื่อใจเขามากพอที่จะบอกเล่าปัญหาให้เขาฟัง ทั้งยังพร้อมจะรับความช่วยเหลือจากเขา

ในเรื่องนี้โรบินไม่เลือกทั้งสองอย่าง และมันทำให้เรารู้สึกนึกสงสารดาโกต้ามาในความสัมพันธ์ที่โรบินเป็นฝ่ายได้ เพียงอย่างเดียว เธอเลือกที่จะทิ้งเขาไป แม้จะให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการปกป้องเขา แต่แม็กซ์ิคิดว่าเป็นเพราะความไร้กึ๋นในการเผชิญหน้ากับปัญหามากกว่า ในอีกทางนึงเธอก็เลือกที่จะยอมเป็นเบี้ยล่างของคนร้าย ยอมทำตามความต้องการของคนร้ายโดยที่ไม่คิดจะหาโอกาสให้กับตัวเอง (และสุดท้ายแล้วก็เป็นดาโกต้าที่ต้องเข้ามาช่วยเธอจนได้) มันบ่งบอกถึงการยอมแพ้แก่ชีวิตของโรบินยิ่งนัก

และนี่แหละคือประเด็นที่แม็กซ์ไม่ชอบในเรื่องนี้อย่างรุนแรง

คะแนนที่ 57

Friday, February 13, 2009

Erotic Week

ที่ขึ้นชื่อบลอกอย่างนี้เพราะอาทิตย์นี้อ่านหนังสือไปได้4 เล่ม ทุกเล่มเป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ทั้งหมด และถือว่าอาทิตย์นี้เป็นการกลับมาอ่านหนังสืออย่างจริงจังอีกครั้งของเรา หลังจากอ่านแบบขอไปทีอยู่หลายเดือน

หนังสือที่เราอ่านในอาทิตย์นี้มี

1. Bond of Blood ของไดแอน ไวท์ไซด์ ที่เราเขียนถึงไปแล้วในบลอคก่อน

2. Rogues ของคริกเก็ต สตาร์กับลิดดี้ มิดไนท์

ประสบการณ์ของเรากับการอ่านหนังสือที่มีคนแต่งสองคนไม่ค่อยดีนัก ยกเว้นก็เฉพาะงานของแคธี่ แคลมป์และซีที อดัมส์เท่านั้นเอง เรื่องนี้ก็อยู่ในข่ายที่ไม่ได้เรื่องเช่นกัน เราอ่านไม่จบเพราะน่าเบื่อเกินไป เป็นตัวอย่างของหนังสือแนวอีโรติกที่มีแต่เซ็กส์แต่พล็อตเรื่องไม่เอาไหน อ่านไปเกินครึ่งเรื่องแล้วยังไม่ได้ประเด็นอะไรสักอย่าง

3. Delicious ของเจมี่ อัลเดน

เรื่องจ่าหัวว่าเป็นอีโรติก โรแมนซ์ แต่เราคิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น อันที่จริงเรื่องนี้ไม่น่าจะออกกับอโฟไดท์เซียเลยด้วยซ้ำ อย่างมากก็น่าจะเป็นบราว่ามากกว่า เล่มนี้เป็นงานเขียนเล่มแรกของเจมี่ ซึ่งสำหรับเราแล้วเป็นเหตุผลที่ดีในการให้อภัยข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่พบใน เรื่อง นักเขียนคนนี้น่าติดตามค่ะ เขียนใช้ได้ ถือว่าเป็นการอ่านฆ่าเวลาเพื่อรอหนังสือเล่มใหม่ของแชนน่อน แม็คเคนน่าได้ทีเดียว

พล็อตเรื่องนี้ธรรมดาทั่วไป นางเอกเป็นเจ้าของรายการโชว์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการทำอาหาร ที่ถูกแฟนที่คลั่งไคล้ตามปองร้าย ส่วนพระเอกก็เป็นบอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมาคุ้มครองนางเอก เนื้อเรื่องง่าย ดำเนินไปตามสูตร อ่านแล้วไม่ต้องคิดมาก สนุกดีค่ะ (สำหรับนักเขียนที่เพิ่งเขียนเป็นเล่มแรก เราถือว่าสอบผ่าน)

4. Take Two ของอีแวนเจอลีน แอนเดอร์สัน

นี่ก็เป็นเล่มแรกของอีแวนเจอลีนเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่านี่เป็นเล่มแรกของเธอที่ได้ออกกับสำนักพิมพ์ในนิวยอร์ค ก่อนหน้านี้เธอมีงานออกในรูปแบบของอีบุ๊คหลายเล่ม เรามีงานอีบุ๊คของเธอบ้างแต่ยังไม่ถึงคิวอ่าน ตอนที่สั่งซื้อเรื่องนี้ก็สั่งอย่างไม่คิดอะไรมาก จนได้มาก็ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจอะไร ตอนที่เริ่มอ่านก็กะว่าจะอ่านทิ้งไว้สักบทสองบทเพื่อจะได้เอามาอ่านต่อในวัน รุ่งขึ้น

ผลก็คือ เราอ่านเรื่องนี้จบในครั้งเดียว จากที่ตั้งใจจะอ่านแค่นิดหน่อยเราก็พบว่าตัวเองหยุดอ่านไม่ได้ พอมาถึงวันนี้ก็เลยพบว่าตัวเองท่องอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนคน นี้ทันที

ขอแนะนำว่าอย่าดูหนังสือเรื่องนี้ที่ปก เพราะปกตลกที่สุดที่เราเคยเห็นมา ทั้งตลกทั้งน่าเกลียด ถ้าหนังสือจะขายไม่ได้ เราก็ยกให้เป็นความผิดของปกนี่ล่ะค่ะ

เทคสองก็ตามชื่อ คนที่อ่านแนวอีโรติกมาบ้างก็น่าจะพอเดาได้ว่าจะเป็นยังไง พระเอกเรื่องนี้มีสองคน นางเอกมีหนึ่งคน (นึกเอาเองนะคะ) เรื่องนี้เป็นการผจญภัยของนักข่าวสาวที่มาจากดวงดาวอนุรักษ์นิยม กับตำรวจหนุ่มสองคนที่ผูกพันกันด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าเรื่องจะเป็นแนวอนาคตไซไฟ แต่ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ฟิสิกส์เข้าใจยากมาพูดถึง เนื้อเรื่องก็เป็นการสืบสวนธรรมดาเหมือนเรื่องในยุคปัจจุบัน และเซ็กส์

คุณจะอ่านอีโรติก โรแมนซ์ได้อย่างไรถ้าไม่พูดถึงเซ็กส์

หนังสือเรื่องนี้เป็นข้ออ้างอย่างดีสำหรับคนที่ชอบอ่านเรื่องเซ็กส์แต่ ไม่กล้ายอมรับกับศีลธรรมของตัวเอง เพราะคนแต่งหาข้ออ้างให้ครบถ้วนแล้ว ทุกครั้งที่มีฉากนี้นางเอกจะมีข้ออ้าง เธอไม่ได้ปล่อยตัว แต่มีความจำเป็นบางประการที่ทำให้เธอต้องมี

ต้องมีเพราะผู้ร้ายบังคับ (บังเอิญผู้ร้ายเป็นพวกชอบมอง) ต้องมีเพราะสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ได้ (คิดได้ไงเนี่ย)

สำหรับเราแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับข้ออ้างของการมีเซ็กส์ เพราะการยอมรับว่าเราอ่านแนวอีโรติก โรแมนซ์ก็บอกอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเราชอบอ่านหนังสือที่มีฉากเซ็กส์ (ไม่อย่างนั้นจะอ่านไปทำบ้าอะไร เราเป็นพวกปากตรงกับใจค่ะ อายุก็ถึงแล้ว ไม่เห็นต้องอายอะไร ถ้ากล้าอ่านก็ต้องกล้ายอมรับ ส่วนพวกที่อ่านหนังสือที่นักเขียนมีชื่อเสียงด้านเขียนฉากเซ็กส์แล้วบอกว่า อ่านฉากเซ็กส์ไม่รู้เรื่องนี่ เสียเวลาทำมาหากินค่ะ ไปอ่านอย่างอื่นดีกว่าไหมคะ)

เราชอบเรื่องนี้เพราะชอบตัวละคร เราอ่านแล้วรู้สึกผูกพันไปกับตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในการเรื่องแนวอีโรติก โรแมนซ์

สำหรับเราแล้ว คำจำกัดความของหนังสือแนวอีโรติก โรแมนซ์ที่ดีก็คือ

Porn with a plot

คุณเขียนแนวอีโรติก โรแมนซ์โดยไม่มีฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ไม่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าคุณมีแต่เซ็กส์ก็ไม่น่ามาเขียนโรแมนซ์ ดังนั้นจะต้องเป็นอะไรที่อยู่ตรงกลาง ผสมผสานระหว่างเซ็กส์กะโรแมนซ์ออกมาให้พอดี

และเราคิดว่าเรื่องเทคสองนี่ ออกมาลงตัวค่ะ

Sunday, February 8, 2009

Skin // Karin Tabke

หลังจากบ้าแนวแฟนตาซีอยู่เกือบอาทิตย์ ในที่สุดแม็กซ์ก็กลับมาสู่แนวโรแมนซ์ได้สำเร็จ กับการอ่านเรื่อง "ผิวหนัง" ชื่อเรื่องอาจแปลแล้วดูประหลาดจนไม่น่าเป็นโรแมนซ์ แต่ความหมายแฝงมันมีเยอะ

ลองนึกกันดูว่าจะหมายความว่าอะไรกันได้บ้าง กับเรื่อง Skin ของ Karin Takbe นี่

ให้เวลาคิดค่ะ

แต่ถ้าขี้เกียจก็อ่านต่อแล้วกัน

สกินเป็นชื่อนิตยสารที่นางเอกเป็นผู้บริหารอยู่ ด้วยความมั่วของเนื้อเรื่องทำให้แม็กซ์ก็ยังงงอยู่ว่า มันอะไรของมัน เพราะจากที่อ่านได้ความว่า นางเอกต้องการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของนิตยสารของเธอ ด้วยการเปลี่ยนจากหนังสือแนวแม่บ้าน (เหมือนขวัญเรือน หรือกุลสตรี) ไปเป็นหนังสือปลุกใจเสือป่า (ผู้หญิง) แนวเพลย์เกิร์ล ที่มันงงก็เพราะว่า แล้วทำไมนิตยสารแม่บ้านถึงได้มีชื่อปกว่า สกินกันได้ (โอเค แม็กซ์ซื้อไอเดียที่ว่า สกินแปลว่าผิวหนัง ดังนั้นอาจจะหมายถึงการดูแลผิวหนังก็ได้นะ) แต่ความมั่วต่อเนื่องมาทำให้แม็กซ์ชักจะแน่ใจว่า คนแต่งแกมั่วแบบเอาจริงเอาจังมาก

นอกจากนางเอกจะเป็นผู้บริหารนิตยสารแล้ว เธอยังเป็นช่างภาพ และเธอยังเป็นลูกสาวของมาเฟียใหญ่ที่เพิ่งถูกลอบสังหารไปหมาด ๆ พระเอกของเราเป็นตำรวจที่ปลอมตัวเข้ามาสืบคดี (ที่อ่านจนจบเรื่องไม่เห็นจะสืบได้ความอะไรสักกะอย่าง) โดยการปลอมตัวเป็นนายแบบแนวนู้ดที่มาเทสหน้ากล้องเพื่อเป็นแบบหน้ากลาง (ถ้าไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ก็นึกถึงภาพที่เปลือยหมด เห็นทุกอย่าง) และด้วยความที่ทั้งหล่อ ทั้งใหญ่ (คิดเอาเอง) ก็ผ่านการทดสอบได้เป็นนายแบบประจำปกสกินฉบับปรับปรุงใหม่เล่มแรก

เห็นพล็อตก็คงพอรู้ว่าเรื่องนี้ พระเอกของเราต้องแก้ผ้า แก้ผ้า และแก้ผ้า นับเนื่องไม่ถูกเลยว่าถอดไปกี่รอบ เพราะนางเอกของเราจู่ ๆ ก็มีมู้ดอยากถ่ายภาพนู้ดของพระเอกทั่วไปหมด เรียกว่าไม่จำกัดเวลา และสถานที่ และพระเอกของเราก็มีวิญญาณที่ชาติก่อนเกิดเป็นชีเปลือย ก็เลยถอดให้ถ่ายได้อย่างหนำใจ

ความมั่วของเรื่องกระจัดกระจายอยู่ทั่วเรื่องอย่างไม่น้อยหน้ากันเลย รีส พระเอกเป็นตำรวจที่ปลอมตัวสืบคดีที่ไม่ได้เรื่องที่สุดคนหนึ่งที่แม็กซ์เคย ได้อ่านมาในหน้าหนังสือ เขาไม่ปกปิดเลยสักนิดถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง คนมีสติดีคนไหนจะเชื่อว่า นายแบบภาพนู้ดจะพกปืน และเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว นี่ยังไม่นับบรรดาผองเพื่อนพระเอกที่มาเป็นกำลังหนุนโดยไม่ปกปิดร่องรอยตัว เองเลย (เสนอหน้ามาจีบนางเอกต่างหาก) แม็กซ์อยากจะสรุปว่านี่เป็นปฏิบัติการสืบคดีที่งี่เง่าที่สุดที่เคยอ่าน

แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องนี้เหรอ

น่าแปลกที่คำตอบคือ แม็กซ์ชอบแหละ อาจเพราะความมั่วมันมีอยู่จนไม่เป็นประเด็นสำคัญไปซะแล้ว อ่านตรงไหนก็ต้องเจอจุดจับผิดที่ไม่สมความจริง จนในที่สุดแม็กซ์ก็ต้องยอมรับความมั่นอันนี้ไปโดยปริยาย แล้วหันมาสนใจกับการดำเนินเรื่อง และเซ็กส์

แม็กซ์พูดถึงเซ็กส์ไปรึยัง หรือว่าแม็กซ์บอกไปแล้วรึยังว่าเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงดีกรีความร้อนแรงหรอกนะ มันฮ็อต ฮ็อต ฮ็อต สำหรับแม็กซ์แล้วถือว่าเป็นหนังสืออีโรติกที่เขียนฉากเซ็กส์ได้ดีมากที่สุด เล่มหนึ่งแห่งปีค่ะ

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุนั้นหรือเปล่านะที่แม็กซ์ถึงได้ให้อภัยกับความมั่วในเนื้อเรื่องของคนแต่ง

Saturday, February 7, 2009

Wild, wild west // Charlene Teglia

Wild, wild west เล่มนี้ไม่ได้นำแสดงโดยวิว สมิท อย่างน้อยมันก็มีระดับมากกว่านั้น นี่เป็นหนังสือแนว Erotic Romance อีก เล่มที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างสูงในโลกออนไลน์ แม็กซ์ยังไม่เจอนักวิจารณ์คนไหนในโลกไซเบอร์ที่ไม่ชอบเรื่องนี้ หลายคนบอกว่านี่เป็นอีโรติกโรแมนซ์ at it best

สำหรับแม็กซ์ มันเป็นอีโรติกโรแมนซ์อีกเล่มที่อ่านได้

ขายเซ็กส์ แน่นอนอยู่แล้ว มีหนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์เล่มไหนที่ไม่ขายเซ็กส์ (และยอมรับกับตัวเองเสียเถอะ คุณอ่านอีโรติกโรแมนซ์ก็เพราะเซ็กส์เป็นหลัก ถ้าคุณไม่ชอบอ่านฉากเอ็กซ์ คุณก็คงไม่ซื้อเรื่องแนวนี้มาอ่าน ยอมรับความจริง ไม่ต้องถึงกับประกาศต่อโลกก็ได้) แต่สิ่งที่ทำให้เล่มนี้เหนือกว่าอีโรติคเล่มอื่นก็ตรงที่ฉากเซ็กส์ไม่ใช่แค่ คู่มือ หรือตำราวิธีการ แต่เป็นตัวละครที่มีความผูกพันกัน

ซึ่งไม่ใช่เรื่องานเลยสำหรับหนังสือรวมเรื่อง สั้น 3 เล่ม แต่ละเรื่องมีความยาวเพียง 100 กว่าหน้า แต่ทุกเรื่อง แม็กซ์อ่านแล้วได้ความรู้สึกที่เชื่อว่า ตัวละครทั้งหมด นอกจากจะมีเซ็กส์ที่สุดวิเศษแล้ว ยังอยู่กันจนแก่เฒ่าได้

Three city girls from Seattle are enjoying a night out at a chic coffee house in downtown Missoula, Montana, the heart of the old West. When a gang of cowboys mosey in looking for trouble, they find trouble of the best kind and these boys are primed and ready to ride. Theres Gabe, a hard-bodied rancher whos discovered some imaginative new uses for rope. Chet, a rodeo cowboy whos charmed the pants off more than a few country girls and vows to remain a bachelor for life. And Reuben, a former Army ranger with a taste for edgy sexual games. As the couples embark on a scorching night of passion and play, they experience the most exquisite pleasureand discover kinky new thrills they never dared to imagine. Because when it comes to knocking boots, cowboys do it best

เรื่องสั้นทั้งสามเรื่องมีจุดเริ่มต้นที่เดียว กัน เมื่อคาวบอยเพื่อนสนิทสามคนชวนกันไปยังร้านกาแฟที่หนึ่งในคาวบอยกำลังติดพัน เจ้าของร้านอยู่ (เรื่องของเขาเป็นเรื่องสุดท้ายในเล่ม) เรื่องเกบได้พบกับวิลโลว์นักเขียนสาวที่มาพักผ่อนในมอนตาน่า ความสัมพันธ์พัฒนาไปไวเหมือนในหนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์ทุกเล่ม นั่นคือจบในห้องนอน (ก็ไม่ใช่ห้องนอนเสียทีเดียวหรอกนะ กว่าจะไปถึงห้องนอนนี่ มันก็หลายหน้าแล้วล่ะ) เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ตัวละครไม่เคยรู้จักหรือผูกพันกันมาก่อน แต่ชาร์ลีน แท็คเลียคนแต่งก็ยังทำได้ดีมาก เธอไม่ได้เขียนให้ทั้งสองสารภาพรักกันหลังจากคืนแรกอันน่าทึ่งจบลง นั่นมันเหลือเชื่อไปหน่อย แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่เรารู้สึกว่ายั่งยืน

ในเรื่องที่สองเชทเป็นคาวบอยที่กลัวการผูกพัน และโจลี่เป็นนักกฎหมายที่เพิ่งเรียนจบ และต้องการใช้ชีวิตอย่างห่าม ๆ ดูสักครั้งหลังจากทุ่มเทเวลาในชีวิตไปกับการเรียน สองคนนี้เป็นคู่ที่เหมาะสม

แต่คู่ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องสุด ท้าย เรื่องของลอร่าและรูเบน คาวบอยคนที่นำเพื่อนมาตกหลุมรักในร้านกาแฟ เพราะเขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะเข้าหาลอร่าเสียที หลังจากตามมอง ตามเธอมานานหลายเดือน เขาไม่คิดว่านี่จะเป็นความรัก แต่มันก็ใช่ และมันเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา

ด้วยความที่เป็นเรื่องสั้น ที่อย่างน้อยครึ่งเรื่องต้องเต็มไปด้วยเซ็กส์เพื่อให้เข้าลักษณะของอีโรติก โรแมนซ์ ไม่มีที่ว่างมากนักสำหรับพล็อต การเขียนโดยกำหนดให้ตัวละครรู้จักกันมาก่อน อย่างน้อยก็สองในสามคู่เป็นทางเลือกที่ฉลาด เพราะอธิบายได้มากว่าทำไมคนที่เพิ่งเจอกันถึงจูงมือกันเดินไปบ้านของอีกฝ่าย ได้ง่ายอย่างนั้น

เรื่องที่ตามมาหลังจากคืนแห่งความน่าทึ่งต่างหาก ที่ทำให้เรื่องนี้เหนือกว่าอีโรติกเล่มอื่น ชาร์ลีนไม่ได้บอกว่าความรักเกิดขึ้น แต่แย้มให้คนอ่านได้เห็นถึงเมล็ดพันธุ์ที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะบรรยายข้ามชั่วเวลาเพื่อปิดเรื่องถึงตอนจบอย่างแฮ็ปปี้เอ็นดิ้ง

เล่มนี้สนุกสมที่ร่ำลือกัน แต่เพราะเป็นเรื่องสั้น และพล็อตเรื่องที่ผ่อนคลายดูสักหน่อย สเป็คแม็กซ์ที่มักวิ่งไปหาหนุ่มชนิด ดาร์คแอนด์ไซเรน ก็เลยไม่ตื่นเต็มตา คะแนนอยู่ที่ 73

Victorious Star // Morgan Hawke

ไหน ๆ โรแมนซ์ก็กลายเป็นหนังสือลามกตามคำจำกัดความของพี่บาน (ใช้ชื่อเต็มไม่ได้ เดี๋ยวโดนฟ้องหมิ่นประมาท บ้านนี้เมืองนี้ยิ่งเป็นของท่านอยู่ด้วย) ไปแล้ว แม็กซ์ขอใช้พื้นที่พูดถึงหนังสือลามกที่มันมกสุดสุดไปเลยดีกว่า

คำเตือน หนังสือดั่งต่อไปนี้ห้ามปรากฏกายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ หาไม่แล้วอาจจะทำให้มีคนติดคุก และพี่บานจะต้องทำงานเหนื่อยเกินไป เนื่องจากต้องติดต่อนักข่าวล่วงหน้า

ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่า ไม่ว่าพี่บานจะบอกยังไง แม็กซ์ก็ไม่เคยอ่านหนังสือลามกของแท้สักที เพราะเคยอ่านแล้วมันไม่เร้าใจเอาเลย มันต้องมีความรักมาผสมบ้าง อารมณ์มันถึงจะบรรเจิด ดังนั้นหนังสือที่จะพูดถึงจึงเป็นเรื่องที่มีโรแมนซ์บ้าง แต่ความฮ็อต เอ็กซ์ เซ็กส์ เสียว อาจทำให้พี่บานขวัญกระเจิง (แต่ก็คงยาก เพราะคาดว่าพี่บานอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก เนื่องจากเรียนแต่วิชารีดไถ ความรู้อย่างอื่นมีจำกัด)

Victorious Star ของ มอร์แกน ฮอร์ค เล่มนี้เป็นเรื่องที่ทำเอาแม็กซ์ขนาดที่นึกว่าตัวเองเชี่ยวแล้วนะในเรื่อง เสียว (ในหนังสือนะค้า ชีวิตจริงยังผุดผ่องเป็นยองใย เพราะไม่มีใครเอา) อ่านแล้วก็ยังอึ้ง หลังหายอึ้งก็อุทานต่อว่า “อุแม่เจ้า มันขนาดนี้เลยเหรอ”

คิดเอาแล้วกันว่าแม็กซ์ที่โชกโชนยังร้องอย่างนี้ พี่บานจะร้องขนาดไหน

เรื่องราวของนักนำทางสาวผู้ มีความสามารถลือเลื่องนามวิกทอเรีย ที่โดนเกณฑ์ (แกมบังคับ) ให้มาทำงานให้กับยานอวกาศของกัปตันสุดหล่อ แต่รสนิยมประหลาด แต่ในยานอวกาศลำนี้มีกฎข้อบังคับที่ดูไปก็คล้ายกับกัปตันเรือโดยสาร /โจรสลัด ในนิยายแนวย้อนยุคอยู่เหมือนกัน ตรงที่นางเอกที่เป็นสาวน้อยไร้เดียงสาต้องยอมเอาตัวทอดกายให้กัปตัน

แต่ที่ทำให้ทำให้เรื่องนี้ฮ็อตติดเรตก็เพราะว่ากัปปิตันมีต้นหนคู่ใจอีกคน ที่ไม่ว่ามีของอะไรก็ต้องแบ่งกันใช้

งานนี้ก็เลยเป็นชายสองหญิงหนึ่ง

นั่นยังไม่ถึงกับทำให้แม็กซ์ ทึ่งได้หรอก ถ้าไม่นับว่าต้นหนไม่ใช่มนุษย์ โอเคหน้าตาเหมือน แต่อวัยวะบางอย่าง โดยเฉพาะของสำคัญ (เดากันเองนะ) มันไม่เหมือนมนุษย์นะสิ ถ้าคุณเคยอ่านโลร่า ลีย์แล้วคิดว่าพิศดารแล้ว คุณอ่านเรื่องนี้ คุณก็ตาค้าง

เล่มนี้มีเซ็กส์ทุกชนิดที่คุณจะคิดออก หรือบางอย่างที่คุณก็อาจจะคิดไม่ออกก็จะได้รู้ได้เห็นกันในเล่มนี้ล่ะ

คนไม่ชอบฉากเอ็กซ์ หรือพี่บานที่ศีลธรรมสูงไม่ควรอ่าน (สำหรับคนที่ไม่ชอบฉากเอ็กซ์) และควรยึด (สำหรับพี่บาน) แต่ก็คงยึดยาก เพราะเล่มนี้สั่งซื้อยาก เนื่องจากเป็นของสนพ.ขนาดเล็กที่กระทั่งในเมกาเองก็ยังหายาก

แต่คนที่ชอบ หรืออยากรู้ว่ามันมีอะไรกันแน่ แนะนำให้หาซื้อในอินเตอร์เน็ต (หรือจะโหลดมาอ่านก็ไม่ว่ากัน แต่ไม่ต้องบอกแม็กซ์หรอกนะ) มาอ่านกันได้

คะแนนที่ 73

Friday, February 6, 2009

Erotically Speaking

ตามสัญญาค่ะที่ว่าจะมารีวิวหนังสือแนวอีโรให้อ่านกัน ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาแทบไม่ได้พูดถึงหนังสือแนวนี้เลย (อาจมีพูดบ้างว่าเล่มนั้นฮ็อต เล่มนี้ฮ็อต แต่นั่นก็ไม่ใช่หนังสือที่เน้นเซ็กส์จะจะจังจัง แนวเอาใจเสือป่าสาวกันเท่าไหร) ก็เลยขอแก้ตัวในปีใหม่นี้แล้วกัน

********update***************

พอดีอ่านบลอกของชายหนุ่มที่มาคอมเม้นต์ก็เลยคิดว่า คงเป็นเหมือนผู้ชายทั่วไปที่ไม่เข้าใจความอีโรติกของผู้หญิง ก็เลยอยากอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย

หนังสือแนวอีโรที่พูดถึงไม่ใช่อีโรติกแบบนางนวลหรือเพ้นท์เฮ้าท์ที่หนุ่ม ๆ อ่านกันหรอกนะ แล้วก็ไม่ใช่แบบเดียวกับหนังแนวฮาร์ดคอร์ที่ฉายตามโรงแรมม่านรูด แต่แม็กซ์เรียกอีโรเพราะย่อเองมาจากอีโรติก โรแมนซ์ ซึ่งหมายถึงหนังสือที่ยังเน้นแกนกลางของเรื่องเป็นโรแมนซ์แต่อะไรหลายอย่าง ในเรื่องมันเกินขอบเขตแห่งการยอมรับได้ของหนังสือโรแมนซ์ทั่วไปสักหน่อย

ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะกับทุกคน แต่ก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อปลุกอารมณ์ทางเพศเพียงอย่างเดียว

1. Wolf Tales V ของเคธ ดักกลาส

ตำนานบทที่ห้าของเหล่าหมาป่า เล่มนี้เป็นเรื่องราวของเบย์ และอูริค อันที่จริงเล่มนี้น่าจะเขียนเป็นเรื่องสั้นสองเล่มในเล่มเดียวน่าจะเวิร์ค กว่านะ เพราะเรื่องของเบย์และอูริคถูกเล่าแบบไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเท่าไหรเลย เพียงแค่สลับฉากระหว่างเบย์และอูริคไปมาเท่านั้นเอง

เบย์ซึ่งเป็นขาที่สามในความสัมพันธ์ของเจคและแชนน่อน (พระนางใน WT III) ก็เริ่มโหยหาผู้หญิงที่จะเป็นของเขาเองบ้างแล้ว และเมื่อมีข่าวในหนังสือแนวประหลาดโลก (พวกที่ชอบลงเรื่องราวมนุษย์ต่างดาวบุกโลก) ว่ามีการเห็นมนุษย์หมาป่า เบย์ก็ถูกส่งให้ไปตามข่าว และเขาก็ได้เจอกับแมนด้า สาวน้อยที่เป็นมนุษย์หมาป่าเช่นเดียวกับเขา แต่เธอกลับไม่สามารถกลายร่างได้อย่างสมบูรณ์ จึงมีลักษณะครึ่งคนครึ่งหมาป่า มีขนขึ้นเต็มตัว มีหาง แต่ยังเดินสองเท้า

ส่วนอูริคที่เมียตาย ก็ได้เวลาหาเมียใหม่ ด้วยการออกไปทำความรู้จักกับมิลลี่ สาวใหญ่วัยห้าสิบกว่าที่ไม่รู้ตัวเลยว่า มีสายเลือดของหมาป่าอยู่ในกาย อูริคเป็นคนสอนเธอให้ยอมรับอีกด้านหนึ่งของตัวเอง

สรุป เพราะขี้เกียจพูดยาว สำหรับคนที่อ่านวูลฟ์เทลมา ก็ควรอ่านต่อไป (โดยเฉพาะแม็กซ์ที่กรี๊ดสลบกับเบย์มาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น) ส่วนคนที่ไม่ได้อ่าน ก็คงบอกว่า ไปเริ่มอ่านที่เล่มอื่นเถิดนะ มาอ่านเล่มนี้อาจเกิดอาการงงชีวิตได้ง่าย เพราะเรื่องมันต่อกันไปต่อกันมา ขนาดแม็กซ์อ่านมาแล้ว บางทียังงงเลย

ดีกรีความร้อนแรงหายห่วงค่ะ ไม่ผิดหวังแน่ แต่แม็กซ์ขอเตือนหน่อยแล้วกันว่า หลายฉากบางทีมันก็เกินเลยไปหน่อยนะ ถ้าแปลความหมายคำนี้ถูก beastiality ก็คงรู้ว่าแม็กซ์หมายความว่าอะไร ส่วนคนที่แปลไม่ถูก ก็ขอบอกว่าอย่าอ่านแล้วกัน คุณอาจจะรับไม่ได้

คะแนนที่ 63 (เฉพาะเบย์คน/ตัวเดียว) ถ้ารวมอูริคด้วย คะแนนน่าจะไม่เกินห้าสิบ

2. Hide and Seek ของอลิสัน บรู๊คส์

เล่มนี้โรแมนติกกว่าที่คิด แม้ว่าอ่านแล้วจะรู้สึกว่าคู่พระนางน่าจะเลิกกันหลังจากหนังสือจบเรื่องไป ประมาณสามเดือน เพราะแม้ในเรื่องจะบอกว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนนักเรียนสมัยมหาวิทยาลัยกันมา และแม็กซิมก็มีใจให้อลิซ่ามานาน แต่แม็กซ์ก็ยังไม่เข้าใจนะว่า ทำไมแม็กซิมถึงเปล่าให้เรื่องของทั้งสองคาราคาซังกันมาตั้งเป็นสิบปี ไม่สะสางให้สิ้นเรื่องว่าจะรักกันไหม จนกระทั่งมีข่าวขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ออกมาแฉว่าอลิซ่าก็ไม่ใช่ผู้หญิงดีเด่ อะไร มั่วผู้ชายก็เท่านั้น

สำหรับคนอ่านที่รักเยื่อบาง แม็กซ์ขออำภัยที่จะบอกว่า ข่าวหนังสือพิมพ์เป็นจริงนะค้า เพียงแต่อลิซ่าหลงผิดทำไปเพราะคิดว่าชายคนนั้นเป็นชายในฝัน และรักเธอ แต่แล้วก็พบกับแม็กซิมอีกครั้งก็เปลี่ยนใจเธอได้

เนื่องจากเรื่องนี้อุดมไปด้วยฉากเซ็กส์ ทำให้การพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครเพิ่งพาความสัมพันธ์และความรู้สึกที่มี ให้กันในอดีตเป็ฯหลัง ซึ่งสอบตกไปประมาณร้อยกว่าคะแนน

ฉากที่แม็กซิมรู้ตัวว่ารักอลิซ่าก็ไม่เข้าท่า อ่านแล้วนึกว่าลินน์ เกรแฮมแก้ผ้ามาเขียนเอง (ที่ต้องถอดเสื้อเพราะเป็นแนวอีโรไง ถ้าใส่เสื้อจะบิวท์อารมณ์ไม่ขึ้น) น้ำเน่ามาก

ม่ายหวาย เอาไปที่ 53 คะแนน

วันนี้พอก่อนนะคะ ต้องรีบตื่นตีสี่มาดูอเมริกันฟุตบอล ขอไปนอนก่อนนะคะ

3. Fairyville ของเอ็มม่า โฮลี่

Update # 3: หลังจากขอตัวไปนอนเสียสองวัน ก็กลับมาเขียนต่อนะคะ

เล่มนี้เป็นแนวอีของเอ็มที่แม็กซ์ชอบน้อยที่สุดมั้งคะ ไม่ว่าเซ็กส์ไม่ร้อนแรงหรอกนะคะ แต่เป็นเล่มที่แม็กซ์คิดว่ามีความรักอยู่ในเรื่องน้อยที่สุด แม้จะบอกว่าแม็กนัสแอบรักโซอี้นางเอกของเราอยู่นานปี แต่ดูยังไงมันก็เป็นลัสมากกว่ารักนะ แต่ส่วนที่ทำให้แม็กซ์ชอบเล่มนี้ก็คงเป็นอเล็ก เพราะชอบในความหื่นของอาเฮียมาก หื่นขนาดไม่เว้นทั้งหญิงทั้งชาย อ่านแล้วได้อารมณ์ตรงที่ซื่อสัตย์กับตัวเองดี

เล่มนี้มีชายสามหญิงหนึ่ง แต่คนที่ฝันเฟื่องว่าจะได้อ่านแนวสามรุมหนึ่งคงต้องเสียใจ เพราะแม็กซ์ก็รอร้อรอ มันก็ไม่มา

ส่วนพล็อตไม่มีอะไรมาก แล้วก็เป็นพารานอมอลเล่าถึงภูติหนุ่มลูกชายคนเดียวของราชินีทิทาเนียที่หนี มายังโลกมนุษย์ แล้วตกหลุมรักสาวเจ้าแห่งเมืองแฟรี่วิลล์ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการมองเห็น ภูติจิ๋ว ปัญหาเดียวที่ทำให้รักไม่สมหวังทั้งที่สาวน้อยก็รักเขาเช่นกันนั่นคือ เขาต้องทำให้ผู้หญิงตกหลุมรักเขาทุกเดือน จากนั้นก็ส่งคืนหัวใจให้สาวนั่นไป เมื่อที่จะได้ต่อเวลาก็อยู่ในโลกมนุษย์อีกเรื่อย ๆ ทำให้แม็กนัสต้องนั่งมองโซอี้ทั้งที่รักแสนรัก เพราะไม่อาจทำให้เธอรักแล้วคืนหัวใจเธอได้

และแล้วอเล็กแฟนเก่าของโซอี้ก็กลับมาในเมืองพร้อมกับไบรอันผู้เป็นทั้งคู่รัก/คู่หู เรื่องรักร้อนของชายสามหญิงหนึ่งก็เกิดขึ้น

อ่านอย่าคิดอะไรมาก คะแนนที่ 60 (ได้เยอะขนาดนี้เพราะอเล็กคนเดียวน้า)

4. Body moves ของโจดี้ ลินน์ โคปแลนด์

update #4 หนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีธีมเรื่องเกี่ยวเนื่องกันด้วยรีสอร์ทชนิดสุดหรู สุดเหวี่ยงดูจะเป็นของดาษดื่นในโลกอีโรไปแล้วล่ะ แม็กซ์เห็นหนังสือแนวอย่างนี้เป็นร้อยเล่ม (พูดเกินไปหน่อยนึงนะคะ) แต่ถึงยังงั้นบอดี้มูฟเล่มนี้ก็ดูน่าสนใจใช้ได้ทีเดียว

รีสอร์ทอันเป็นสถานที่เกิดเรื่องอยู่ในทะเลคาริเบี้ยนเป็นรีสอร์ทที่ให้ บริการผ่าตัดเสริมความงาม โดยมีนางเอกเรื่องสั้นเรื่องแรกของเราดานิก้าเป็นเจ้าของ และเมื่อพ่อของจอร์แดนนักธุรกิจผู้เก่งกาจดึงดันจะนำเงินส่วนตัวไปลงทุนใน รีสอร์ทของดานิก้า จอร์แดนพระเอกก็เลยต้องปลอมตัวไปเป็นว่าที่คนไข้เพื่อสืบเรื่องราวความเป็น ไปเบื้องหลังของดานิก้าว่าเป็นอันใดกันแน่ จะมาหลอกเงินพ่อของเขาหรือเปล่า พล็อตเรื่องแนวน้ำเน่าผสมน้ำมันเบนซินก็เกิดขึ้น เมื่อหมอและคนไข้ปิ๊งกันจนหน้ากระดาษไหม้

และไม่ต้องพูดถึงจรรยาบรรณแพทย์ในเรื่องสั้นเรื่องที่สอง เมื่อโลแกน (ชื่อผู้หญิงนะเนี่ย) เดินทางมาเพื่อผ่าตัดเสริมหน้าอกแล้วก็ปิ๊งกะหมอของเธอเองอย่างจัง ถึงเรื่องจะบอกว่าแทนเนอร์ส่งโลแกนไปให้หมออีกคน แม็กซ์ก็ยังร้อง "อี๊" อยู่ดีนะคะ ยังไงก็มันก็ผิดจรรยาบรรณ

แต่ถ้าตัดเรื่องจรรยาบรรณออกไป ก็นับว่าเรื่องนี้อ่านสนุกใช้ได้นะ แม็กซ์พบว่าผิดคาดมาก เพราะไม่นึกว่าเรื่องจะมีสาระอะไร แต่ก็ดันมี และหลายประเด็นน่าสนใจทีเดียว

อ่านสนุกใช้ได้ แม้จะคาดว่าชีวิตนี้คงไม่กลับมาอ่านอีกรอบ คะแนนที่ 60

5. Sins of the flesh ของเดฟลิน ควินน์

หนังสือเล่มนี้เป็นตัวอย่างของ "ความมั่ว" มั่วทั้งเนื้อเรื่อง พล็อต ตัวละคร อันที่จริงมันมั่วไปเสียทุกอย่าง และถึงจะใช้พล็อตซ้ำซาก ที่แทบจะหาอะไรใหม่ในเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว ความมั่วก็ยังทำให้เกิดอาการอ่านไปเครื่องกระตุกไปอีก

นางเอกสมัครเข้าทำงานในผับสุดหรูชื่อดังที่มีชื่อเสียงในการให้บริการอันสุด กู่แก่ลูกค้าที่มาเยือน แม้ว่านางเอกจะไม่ได้ทำหน้าที่สาวเสิร์ฟที่ต้องรับจ๊อบบนหลังตัวเอง แต่เธอก็ยังไม่วายหลงเสน่ห์ไปกับ "ความมั่ว" ในของผับ และก็เหมือนกับหนังสือเล่มอื่นก่อนหน้าอีกสองร้อยเรื่อง พระเอกในเล่มนี้เป็นแวมไพร์ ที่รู้ตั้งแต่แรกเห็นว่า นางเอกคือนางในฝันของเขา ปฏิบัติการทำให้นางเอกเสียคนก็เกิดขึ้น

แนวเรื่องที่ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากความมั่ว ยกตัวอย่างนะ ในเรื่องคนแต่งคาดว่าคงต้องการแสดงให้คนอ่านเห็นถึงประสบการณ์โชกโชนของ พระเอกที่ได้ทั้งหญิงและชาย แต่งตัวละครเข้ามาในฉาก บอกว่าเป็นลูกศิษย์เอกของพระเอกที่ต้องหันหลังให้ แล้วนอนบนเตียง ตัวละครตัวนี้ไม่เคยถูกกล่าวเลยสักนิดในเรื่อง (นอกจากฉากนั้น) ทั้งที่บรรยายซะว่าเป็นคนสนิทสุดสุดของพระเอก และตัวละครตัวนี้หลังจากทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จลง (ด้วยการแสดงให้คนอ่านเห็นว่าพระเอกทั้งโชกทั้งโชน) ก็หายไปจากเรื่องอย่างไม่มีการกล่าวถึงอีกเลย กระทั่งเรื่องจะจบก็ไม่พูดถึง แม็กซ์ก็เลยงงว่ามันหนิดหนมกะพระเอกยังไงวะ

ถ้าอยากอ่านอีโรที่ทำให้คนทั่วไปรังเกียจนิยายโรแมนซ์ แม็กซ์ก็แนะนำว่าอ่านเล่มนี้แล้วกัน คะแนนที่ 30 คะแนน

6. Decadent ของเชย์ล่า แบล็ค

เชย์ล่า แบล็กมีอีกนามปากกาหนึ่งคือ เชลลี่ย์ แบรดลีย์ ซึ่งส่วนตัวแม็กซ์ขอบอกตามตรงนะว่า เธอมีดีอยู่อย่างเดียวก็คือเขียนฉากเอ็กซ์ได้ฮ็อตปาดเหงื่อ ส่วนพล็อตเรื่องไม่เอาไหน แต่คาดว่าน่าจะถูกใจคนนิยามเยื่อบาง เพราะนางเอกของเธอทั้งใส ทั้งสวย ทั้งซื่อ

แต่ขอเตือนแล้วกันว่าในนามปากกาเชย์ล่านี่ นางเอกสวยใสซื่อได้ไม่นานหรอกนะ เพราะเดี๋ยวก็จะกลายเป็นคนโชกโชนไปแล้ว และไม่ได้รับมือเฉพาะพระเอกคนเดียวอีกต่างหาก แถมพกเพื่อนพระเอกเข้าไปเป็นเราสามคนอีก

แต่แม้จะมีฉากเราสามคน เล่มนี้ก็ไม่ได้จบอย่างเราสามคนหรอกนะ

มาดูกันว่าที่พล็อตเรื่องไม่เอาไหน มันไม่เอาไหนยังไง เริ่มต้นเมื่อคิมเบอร์เดินทางมาหาเดคเพื่อขอให้เขาและญาติสนิทที่ชื่อว่าลุ คแท็คทีมเพื่อช่วยให้เธอมีประสบการณ์ทางเพศเพียงพอจะไปรับมือกับชายที่เธอ รักได้ (เห็นไหมว่าพล็อตมันปญอ.ขนาดไหน) แต่แล้วเธอก็พบว่า ในใจของเธอมีแต่เดคคนเดียวเท่านั้น ข้างฝ่ายชายหนุ่มก็มีแผลในอดีตทำให้ไม่อาจรับรักได้แผลที่ปญอ.พอกัน

ถ้าไม่นับฉากเซ็กส์ที่ดุเดือดได้ใจ ก็คงมีแต่ลุคมั้งที่กู้สถานการณ์เรื่องนี้ได้

คะแนนที่ 57 (ได้คะแนนเพราะฉากเซ็กส์ล้วน ๆ)

กลับบ้านก่อนนะคะ เลิกงานแล้ว

7. Nicholas ของอลิซาเบ็ธ แอมเบอร์

Update #5 นี่อาจจะเป็นบลอกที่ใช้เวลาเขียนนานที่สุดแล้ว

แม็กซ์ชอบเล่มนี้นะ แม้ว่าพล็อตจะเน่าโคตร แต่มันก็มีเสน่ห์อย่างที่แม็กซ์ปฏิเสธไม่ได้ เรื่องราวของพี่น้องสามคนที่สืบเชื้อสายมาจาก Satyr ที่มีหน้าที่เฝ้าประตูข้ามไปสู่โลกแห่งแฟรี่ และในเวลาที่เกิดความไม่สงบเมื่อกษัตริย์แห่งโลกแฟรี่กำลังจะตาย คำสั่งเสียสุดท้ายของเขาก็คือขอให้พี่น้องผู้ชายทั้งสามคนนี้แต่งงานกับลูก สาวลูกครึ่งมนุษย์ของเขา

และนิโคลัสเป็นคนแรกที่ค้นหาเจ้าสาวของเขาพบ เจ้าสาวของเขาคือเจน หญิงสาวที่เปรียบเหมือนซินเดอเรลล่า คนที่ชีวิตตกอยู่ภายใต้อำนาจบงการของผู้เป็นน้า แต่เจนก็ไม่ใช่คนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และนั่นเป็นบุคลิกที่แม็กซ์ชอบในตัวนางเอก เธอไม่ร้องไห้ ไม่ตีโพยตีพาย แต่เผชิญหน้า และหาทางแก้ปัญหา

และเนื่องจากเรื่องเป็นแนวอีโร แน่นอนว่าเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากฮ็อต ๆ เต็มไปหมด แม็กซ์ชอบนะที่นิโคลัสเกิดอาการเกร็งเมื่อต้องมาร่วมเตียงกับสาวบริสุทธิ์ คนที่เขาไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับความ "ห่าม" ของเขาได้รึเปล่า ชายหนุ่มที่ไม่เคยควบคุมตัวเองก็ต้องมาหักห้ามใจทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ

ชอบเล่มนี้ค่ะ คะแนนที่ 80

8. Forbidden Pleasures ของโลลา ลีย์

หนังสือเล่มที่ เยอะ (จำบ่ได้ค่า) ในชุด Bound Hearts ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คงต้องบอกว่า ชุดแบ่งเมียกันใช้ ของโลล่า ลีย์

พระเอกในหนังสือชุดนี้มีนิสัยบางอย่างที่เหมือนกัน เหมือนกันกระทั่งตั้งเป็นสมาคม เป็นเหล่าผู้ชายที่ชอบเห็นผู้หญิงของตัวเองร้อนแรงกับชายคนอื่น ดังนั้นในหยิบจับหนังสือชุดนี้ของโลล่า ก็ทำใจไว้ก่อนแล้วกันนะ ถ้าไม่ชอบแนวนี้ ก็ขอร้องว่าอย่าอ่าน

แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากกว่าเรื่องอื่นในชุด ก็ตรงที่ความสัมพันธ์ในลักษณะของเราสามคนเป็นความสัมพันธ์ที่ยืนยาว ไม่ใช่ว่าพระเอกแบ่งนางเอกให้คนอื่นร่วมใช้ แต่เป็นเรื่องที่มีพระเอกสองคน (หวังว่าคงเข้าใจความหมายของแม็กซ์นะ) ในความสัมพันธ์แบบที่แม็กซ์ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ในชีวิตจริง แต่ก็น่าอ่านเหลือเกินในนิยาย (ตามนิสัยชอบกินรวบของแม็กซ์)

แต่ถ้าถามว่าในการเรตหนังสือชีวิตที่จบลงด้วยการ "แล้วเราสามคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข" แล้ว เรื่องนี้ไม่ติดอันดับที่แม็กซ์ชอบที่สุดหรอกนะคะ แม็กซ์ชอบเล่มอื่นมากกว่า แต่ก็ถือว่าดีกว่าเล่มอื่นในชุดน่ะ

มาพูดถึงพล็อตเรื่องกัน ก็ไม่มีอะไรมาก ในเล่มนี้พระเอกและนางเอกแต่งงานกันแล้ว แต่พระเอกปฏิเสธไม่ยอมรับความต้องการแบ่งเมียของตัวเองเอาไว้ เพราะคิดว่านางเอกใสซื่อเกินไป แต่เราก็รู้ดีอยู่แล้วว่านางเอกของโลล่าซื่อได้ไม่นานหรอก แต่แล้วก็มีภัยมาคุกคามหวังทำร้ายนางเอก ซึ่งทำให้อดีตเพื่อนคู่หู (และคู่กันทำอย่างอื่นด้วย) ต้องโผล่เข้ามาเพื่อปกป้องนางเอก

น่าจะเดากันได้ต่อนะว่าเกิดอะไรขึ้น

คะแนนที่ 60

9. Riding the storm ของซิดนีย์ ครอฟต์

หนังสือเล่มแรกในชุดที่เป็นเรื่องราวของเหล่าสายลับที่มีความสามารถพิเศษ เหนือธรรมชาติ เล่มนี้เป็นเรื่องราวของที-เรมี่ (ทีย่อมาจากลิตเติ้ล แปลว่าเล็ก เนื่องจากพ่อชื่อเรมี่ พระเอกเป็นลูกก็เลยมีเรมี่ตัวเล็ก) อดีตนาวีซีลที่มีความสามารถในการควบคุมสภาพแวดล้อมได้ และนั่นทำให้เขากลายเป็นที่ต้องการของทั้งองค์การฝ่ายดี ที่ส่งนางเอกมาอ่อย และฝ่ายชั่ว ที่ใช้แผนจับพ่อของเขาเป็นตัวประกัน

เรื่องง่าย ๆ ไม่มีอะไรต้องคิดมาก พล็อตมีแค่อย่างที่เล่าจริง ๆ คือการพยายามพิสูจน์ว่าเรมี่มีความสามารถในการควบคุมสภาพอาการได้จริงหรือ ไม่ โดยนางเอกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษา แต่อาการข้างเคียงที่เรมี่เมื่อเกิดพายุก็คือ จะเกิดอาการหื่นอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ และนั่นก็เป็นภาระที่นางเอกเต็มใจอย่างยิ่งในการแบกเอาไว้

เล่มนี้แนะนำตัวละครหลายตัวนะ แม็กซ์ตอนแรกก็ดูจะสนใจเดฟลินซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการที่ต้องการเรมี่ไปร่วม งาน แต่แล้วอาการแต๋วแตก ซึ่งไม่ใช่เพราะเดฟลินมีความสัมพันธ์กะผู้ชายหรอกนะที่ทำให้แม็กซ์คิดอย่าง นี้ แต่เป็นอาการที่ถวิลหาคู่รักเก่าที่เป็นชายต่างหากที่ทำให้แม็กซ์หมดอารมณ์ ก็ทำให้ตกประเด็นไปเล็กน้อย แต่ก็ยังอยากอ่านนะ

เรื่องยังดูขาดไปบ้างเกินไปบ้าง แต่แม็กซ์ชอบเรมี่โว้ย คะแนนที่ 80 (โปรดสังเกตว่าแม็กซ์แทบจะไม่เคยพูดว่าชอบนางเอกเลย นั่นก็เนื่องมาจาก opposite attract ค่ะ)

10. Into the darkness ของเดไลล่าห์ เดฟลิน

โอ้ย ดีใจสุดสุด มาถึงเล่มสุดท้ายเสียที

เล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเวียนเฮดที่สุดเล่มหนึ่ง เพราะดูเหมือนคนแต่งตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเขียนเรื่องไหน

เริ่มต้นดูเหมือนจะเป็นอีโรสืบสวน เพราะเริ่มด้วยเรื่องที่นางเอกหนีตายจากการโดนตามล่าจากกลุ่มคนที่เธอไม่ รู้จัก ซึ่งฆ่าคนที่ใกล้ชิดกับเธอทีละคน มาเป็นแนวเหนือจริงเมื่อนางเอกโดนลักพาตัวไปจากบ้านด้วยยายของเธอเอง

จากนั้นเรื่องก็หลุดโลก ไม่มีพล็อตบ้าอะไรเลย นอกจากเซ็กส์ เซ็กส์ แล้วก็เซ็กส์ ไม่มีการอธิบายสักนิดว่าคนร้ายที่ตามล่านางเอกเป็นใคร แล้วจะเป็นยังไง

ทำไมนางเอกถึงถูกส่งไปให้มนุษย์เลี้ยงทั้งที่เธอเป็นแวมไพร์โดยกำเนิด

ทำไมถึงต้องจับพระเอกไปมัดไว้บนเตียงให้นางเอกเคลมด้วย ทำไปทำไม ไม่เข้าใจ (นอกจากเพื่อให้คนอ่านได้อ่านฉากเซ็กส์นะ อันนั้นเข้าใจแล้ว)

แล้วตอนจบเรื่องอีก มั่ว มั่ว มั่ว

เป็นหนังสือที่มั่วที่สุดเล่มหนึ่งที่ได้อ่าน

คะแนนที่ 47

Riding Wild // Jaci Burton

หนังสือที่เห็นพล็อตแว่บแรกก็นึกถึงชุดสตีลสตรีทขึ้นมาทันควัน เรื่องของอดีตอาชญากรวัยละอ่อนที่ถูกเลือกมาเป็นสายลับรัฐบาล ความแตกต่างก็แค่ตรงที่แก๊งค์ไวด์ไรเดอร์ในชุดนี้บ้ามอเตอร์ไซด์แทนที่จะ เป็นรถยนต์อย่างหนุ่มเอสดีเอฟเป็นกัน

ความเหมือน และที่สำคัญความสนุกมีแค่นั้นแหละ เพราะ Running Wild ไม่มีอะไรที่สามารถเทียบแม้กระทั่งเล่มที่เลวร้ายที่สุดในชุดสตีลสตรีทอย่าง Crazy Kisses ได้เลยด้วยซ้ำ

เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วที่ลิลลี่ได้พบกับแม็คคู่รักสมัยยังเอ๊าะ เขาทิ้งเธอไปหลังจากจัดการเผด็จศึกเธอเสร็จ สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ แม็คทำเช่นนั้นเพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่คู่ควรกับลิลลี่ เธอเป็นลูกสาวมหาเศรษฐีที่กำลังจะไปเรียนมหาวิทยาลัยระดับไอวี่ลีค ส่วนเขาเป็นแค่โจรกระจอกที่อยู่ไปวันวัน

เวลาผ่านไปทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง ลิลลี่ไม่ใช่สาวน้อยบอบบางอีกต่อไป เธอเป็นนักสืบเอกชนที่ได้รับการว่าจ้างให้จับตาดูพิพิธภัณฑ์ ในขณะที่แม็คเข้าไปขโมยของในนั้น หลังจากความชุลมุนลิลลี่พบว่าตัวเองกลายเป็น "นักโทษ" และต้องหนีการตามล่าไปพร้อมกับแม็ค

และเหมือนกับชุดสตีลสตรีท แม็คไม่ใช่โจรกระจอก เขาเป็นสายลับรัฐบาลอยู่ในหน่วย "ไวด์ไรเดอร์" ที่ไม่น่าเชื่อว่า สายลับทั้งหน่วยจะบ้ามอเตอร์ไซด์เหมือนกันหมด งานของเขาคือการนำไวรัสล้างโลกที่ซ่อนอยู่ในของที่ขโมยมาจากพิพิธภัณฑ์ไปส่ง และเขาไม่อาจปล่อยให้ลิลลี่ขัดขวางงานของเขาได้

แม็กซ์ (อันนี้หมายถึงคนเขียนบลอกนะ) ขอถามหน่อยนะ มีสายลับปัญญาอ่อนคนไหนบ้างที่ต้องปฏิบัติงานสำคัญและลับสุดยอดกระเตง ผู้หญิงซ้อนท้ายแมงกะไซด์ไปทั้งเมกา พร้อมกับไวรัสล้างโลกบ้าง มีหัวหน้าสายลับปัญญาอ่อนพันธุ์ไหนบ้างที่สั่งให้ลูกน้องลากตัวนางเอกไป พร้อมกันทั่วประเทศ ขณะที่ผู้ร้ายอีกเป็นโขยงรอจับ

มันไม่มีความสมเหตุสมผลแม้แต่น้อย

โอเคคร้าบ แม็กซ์เข้าใจว่าเรื่องนี้มันขายเซ็กส์ ก็เป็นนิยายแนวอีโรนี่หว่า แต่ขอร้องว่า พล็อตมันสมจริงหน่อยได้เปล่า (วะ) อ่านไป ไม่มีความน่าเชื่อถือเลยสักนิด แล้วไอ้ความบ้ามอเตอร์ไซด์นี่ อ่านไปก็ไม่เห็นจะได้อารมณ์ (นึกถึงตอนเวลาอ่านเอสดีเอฟ มันได้อารมณ์มากเลยนะว่าพระเอกบ้ารถเครื่องแรงขนาดไหน) ดูแล้วเหมือนยัดเยียดเอามาก

คะแนนที่ 50

Simply Sexual // Kate Pearce

แม็กซ์ชอบงานเคธ เพียชตั้งแต่สมัยเธอเขียนให้กับอีลอร่าส เคฟแล้วล่ะ แต่ชอบเฉพาะแนวย้อนยุคนะคะ (ส่วนแนวฟิวเจอริสติกนี่ไม่หวายค่ะ) ดังนั้นหากจะถือว่าเล่มนี้ แม็กซ์รอคอย ก็อาจจะพูดได้

และนึกถึงความแปลกใจของแม็กซ์สิ เมื่อพบว่า Simply Sexual มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับหนังสือแนวย้อนยุคสองเล่มแรกที่เธอเขียนให้กับอีลอร่า ด้วย แม็กซ์ยิ่งดีใจใหญ่เลย แต่ก็ไม่ถึงกับเกี่ยวอะไรเยอะนักหรอกนะคะ เพียงแต่พระเอกและตัวละครรอง (ที่ควรเรียกให้ถูกว่า ว่าที่พระเอกเล่มหน้า) ถูกเอ่ยถึงในสองเล่มแรกมาก่อน

เล่มนี้เปิดตัวสมกับที่เป็นแนวอีโรฯ เพื่อนคนนึงของแม็กซ์บอกว่า อ่านเล่มนี้แล้วให้ความรู้สึกซูซาน จอห์นสันมาก ซึ่งแม็กซ์มิอาจยืนยันได้ เนื่องจากยังไม่เคยอ่านงานของเธอ พระเอกเปิดตัวด้วยการมั่วกับคนรับใช้ของนางเอก หลังจากที่มาบ้านนางเอกเพื่อดูตัวน้องสาวของนางเอกเพื่อมาเป็นเจ้าสาว

อดีตของวาเลนตินเจ็บปวด เขาถูกโจรสลัดจับตัวไปตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี และถูกขายให้กับซ่องในตะวันออกไกลเพื่อเป็น "สินค้า" ในวัยสิบแปดปีเขารอดออกมาได้ด้วยความกรุณาของพ่อนางเอกซึ่งเป็นนักเดินเรือ และบังเอิญไปพบวาเลนตินและเพื่อนเข้า บุญคุณอันนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขายอมแต่งงานกับหนึ่งในลูกสาวของผู้มี พระคุณเพื่อช่วยพยุงสถานการณ์อันย่ำแย่ของตระกูลนางเอกเอาไว้

เพียงแต่เมื่อเขาเจอนางเอก เขาก็รู้ว่า ซาร่าเป็นหญิงสาวที่เขาต้องการ ดังนั้นแม้ว่าพ่อเธอจะไม่เห็นด้วยในการให้ซาร่าแต่งงานกับเขา สุดท้ายด้วยความจนใจด้านการเงินก็ต้องยอม (ซาร่าไม่ได้ถูกเสนอให้วาเลนตินเลือก)

แม็กซ์ชอบวิธีดำเนินเรื่องของเคธที่รวดเร็วไม่เยิ่นเย้อ ไม่อ้อยอิ่งบรรยายฉากนึงเป็นย่อหน้า เรื่องราวดำเนินไปเร็วดีค่ะ หลังแต่งงาน (และประสบการณ์บนเตียงแต่งงานชนิดที่สมกับเป็นนิยายแนวอีโรฯ) วาเลนตินก็พบว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ บริษัทเขาถูกจ้องทำลายอย่างช้า ๆ และเป็นรูปแบบ ฐานะอันมั่งคั่งที่เขาสร้างขึ้นด้วยสองมือของตัวเองกำลังพินาศลงอย่างห้าม ไม่อยู่

และที่เลวร้ายกว่านั้น ศัตรูในอดีตก็กลับมาและจ้องฟาดฟันเขาอีกครั้ง

แม็กซ์ชอบวาเลนติน ชอบซาร่า ชอบความสัมพันธ์ของสองคนนี้ ชายผู้มีประสบการณ์ในอดีตที่ต้องพึ่งพาความสามารถทางเพศของตัวเอง กับหญิงสาวไร้เดียงสาที่เขาไม่เคยคิดว่าจะรับมือกับความเชี่ยวชาญในเรื่อง นี้ของเขาได้

และปีเตอร์ (ที่ไม่ใช่ปีเตอร์อีกคนนึงที่แม็กซ์ส่งเสียงกรี๊ดให้เสมอ) เพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม หุ้นส่วนที่ร่วมเป็นร่วมตายกับวาเลนติน แม็กซ์ไม่ค่อยชอบเขามากนักหรอกนะ คิดว่าอ่อนแอไปหน่อย แต่ก็เข้ากับตัวตนของเขาที่เคธบรรยายออกมาดีค่ะ ปีเตอร์จะเป็นพระเอกในเล่มถัดไปที่จะออกขายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ (ที่แม็กซ์คงไม่พลาดในการซื้ออ่าน)

ไม่รู้ว่าจำเป็นต้องเตือนไหมนะคะ เพราะหากเป็นคนที่อ่านงานแนวอีโรฯ ก็น่าจะทำใจเอาไว้บ้างแล้วกัน กับความมั่ว (ของตัวละคร) แต่อย่างน้อยเล่มนี้ แม็กซ์ก็คิดว่ามีเหตุผลเพียงพอ และน่าอ่านค่ะ

ชอบ คะแนนที่ 77

Saturday, January 31, 2009

Raine // Elizabeth Amber

แม็กซ์มักพูดกะเพื่อนเสมอว่า "ถ้าเราอ่านหนังสือมานานสักระยะหนึ่ง ก็จะไม่มีอะไรที่ทำให้เราแปลกใจได้อีกต่อไป"

ไม่นึกเลยว่าวันนี้แม็กซ์ต้องมากลับคำพูด เพราะหลังจากอ่านเรื่อง Raine ของอลิซาเบ็ธ แอมเบอร์จบลง อาการช็อคจนพูดไม่ออก ก็เกิดขึ้นกะตัว ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีคนแต่งนิยายโรแมนซ์ที่กล้า

ขอบอกว่าอลิซาเบ็ท แอมเบอร์... เธอช่างกล้า

หลังจากอ่านเล่มแรกในชุดเรื่องนิโคลัส แม็กซ์ก็ชื่นชอบฝีมือการเขียนของนักเขียนคนนี้ค่ะ แต่ก็นึกสงสัยนะว่า เล่มสองในชุดที่ใช้พล็อตแนวเดียวกันเลยกะเล่มแรกนี่ จะมีอะไรใหม่ให้น่าสนใจอีกเหรอ

พี่น้องสามหนุ่มผู้สืบเชื้อสายจากโลกแฟรี่ ได้รับการขอร้องจากกษัตริย์แห่งแฟรี่ที่กำลังจะตายให้ออกตามหาลูกสาวกึ่ง มนุษย์ของเขา และแต่งงานกับเธอ เพื่อคุ้มครองพวกเธอจากการแก่งแย่งชิงอำนาจในโลกแฟรี่

ในเล่มแรกนิโคลัสออกตามหาเจ้าสาวของเขา และได้พบกับเจน ในเรื่อง Nicholas ที่แม็กซ์เคยเขียนรีวิวไปแล้ว แม็กซ์ชอบเล่มนั้นนะคะ ถือว่าเป็นอีโรติกโรแมนซ์ที่ดีมากเล่มนึงที่ได้อ่านเมื่อปีก่อน แต่อย่างที่บอกล่ะค่ะ ด้วยความที่หนังสือทั้งสามเล่มเนี่ยใช้พล็อตร่วมกัน คือการตามหาเจ้าสาวของเหล่าพระเอก แต่งงานกับเธอ XXX กันอย่างมันสุดเหวี่ยง เมื่ออ่านไปแล้วเล่มนึง จะมีน่าค้นหาหรือน่าติดตามอีกเหรอ

แม็กซ์เปิดเรนเล่มสองอ่านอย่างไม่สนใจอะไรนัก คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรใหม่ จนกระทั่งได้อ่านบทแรก

ถ้าแม็กซ์นับถือศาสนาคริสต์ก็คงต้องร้องว่า "โอ้มายก้อด" แต่ด้วยความที่เป็นพุทธ ขืนร้องอย่างนั้นคงจะโดนประนามว่ากระแดะ ก็เลยใช้วิธีตกใจแบบนิ่งอึ้ง ตะลึงงันในความกล้า

หลายคนคงสนใจแล้วล่ะสิว่า อะไรทำให้คนที่อ่านหนังสือเจนโลกอย่างแม็กซ์ช็อค

ถ้าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ เป็นแนวอื่นก็คงไม่ช็อคนักหรอก แต่บอกตามตรงค่ะ ในชีวิตนี่เคยเห็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับตัวละครที่มีลักษณะอย่างนี้แค่ ครั้งเดียว แถมตัวละครนั้นยังเป็นผู้ร้ายชนิดโหด เลว ไม่มีดีอีกต่างหาก

แต่อลิซาเบ็ทให้เธอเป็นนางเอก (และขอบอกว่า ไม่ใช่ว่าตัวละครที่มีลักษณะอย่างนี้จะต้องเลวหรอกนะ เพียงแต่มันกล้ามากเลยที่ให้เป็นนางเอก)

อยากรู้ล่ะสิว่าแม็กซ์พูดถึงลักษณะอะไร

ถ้าอ่านต่อมันก็สปอยล์นะคะ แม้จะไม่คิดว่ามันเป็นการสปอยล์เท่าไหร เนื่องจากบทที่หนึ่งของเรื่องก็เฉลยแล้วล่ะ แต่ก็เตือนกันก่อนแล้วกัน

ลักษณะทางกายภาพของนางเอกมีชื่อเรียกในภาษาหรู ๆ ว่า "hermaphrodite" หรือที่เราเรียกกันว่า กระเทยแท้ บุคคลที่เกิดมาพร้อมอวัยวะเพศของทั้งสองเพศ (คงไม่ต้องอธิบายลงรายละเอียดนะคะว่ามีอะไรบ้าง)

ขอพูดอีกครั้งเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด แม็กซ์ไม่มีปัญหาอะไรกับตัวละครที่มีลักษณะสองเพศ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะมีนักเขียนแนวโรแมนซ์คนไหนที่กล้าจับตัวละครลักษณะนี้มา เป็นตัวเอกค่ะ

ขอปรบมือให้กับคนแต่งเลยนะที่กล้า และเป็นการประกาศให้โลกรู้ด้วยว่า คนอ่านโรแมนซ์ไม่ใช่มีแค่พวกที่ชอบอ่านเรื่องที่นางเอกเป็นสาวน้อยวัยสิบหก ที่ไม่รู้เลยว่าการผลิตลูกนี่มันทำกันยังไง

จอร์แดนเป็นคนที่เกิดมาพร้อมลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างจากคนอื่น และเนื่องจากเพื่อรักษาผลประโยชน์ของมารดาในเรื่องการสืบทอดบรรดาศักดิ์และ ทรัพย์สมบัติ แม่และหมอที่ทำคลอดเธอรวมหัวกันประกาศให้จอร์แดนเป็นผู้ชาย เขาใช้ชีวิตอย่างเช่นเด็กชาย และชายหนุ่ม แต่ภายในส่วนลึกจอร์แดนรู้เสมอว่า เธอไม่ใช่ผู้ชาย อารมณ์เพศหญิงนำหัวใจเธอเสมอ

และเมื่อโอกาสมาถึง เธอได้พบกับเรนซึ่งออกเดินทางตามหาเจ้าสาวแห่งภูติชักชวนเธอให้ละทิ้ง ทุกอย่างไปอยู่กับเขาในไร่องุ่นในฝรั่งเศส เธอยินดีติดตามเขาไปอย่างไม่ลังเล และเป็นครั้งแรกที่เธอใช้ชีวิตอย่างผู้หญิง

พล็อตไม่ค่อยมีอะไรมากค่ะ หลายส่วนก็ไม่ค่อยมีเหตุผลนัก (ในส่วนของคนร้าย) และไม่ว่าจอร์แดนจะแปลกกว่าผู้หญิงคนอื่นอย่างไร เล่มนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากแนวอีโรติกโรแมนซ์เล่มอื่น (คงนึกออกนะว่าทั้งเรื่องมีฉากอะไรเยอะที่สุด) แต่แม็กซ์ชอบนะ ที่คนแต่งไม่ได้บรรยายให้จอร์แดนเป็นตัวประหลาด หรือของแปลกสำหรับเรน เพราะกับเขา จอร์แดนเป็นผู้หญิงเสมอ และนั่นมันสำคัญที่สุดในหนังสือโรแมนซ์ที่แม็กซ์อยากเห็น

ยอมรับว่าอลิซาเบ็ทแหวกแนวเรื่องได้ดีค่ะ หลังจากคิดว่าจะได้เจอ same old same old ก็เจอพล็อตอย่างนี้ ทำให้ตอนนี้ชักอยากรู้ว่า เล่มสามจะมีพล็อตมาแนวไหนอีก

คะแนนที่ 60

รวมไม่ฮิตอีโรติกโรแมนซ์

เนื่องจากมีหนังสือค้างที่ยังไม่ได้รีวิวหลายเล่มมาก เพื่อความรวดเร็วก็เลยขอเขียนถึงหลายเล่มในบลอกเดียวแล้วกัน แต่เนื่องจากหนังสือที่จะเขียนถึงนี่มันไม่ค่อยได้เรื่องนัก แทนที่จะเป็น การรวมฮิต ก็เลยรวมไม่ฮิตแล้วกัน

Sweet Surrender ของ มายา แบงค์

แม็กซ์คงไม่ตำหนิเล่มนี้มากหรอกนะ หากเบิร์คเลย์ไม่ทำการโฆษณาอวดอ้างเกินจริง ถ้าคุณลองผิดปกหลังของหนังสือเล่มนี้ แล้วดูตรงมุมล่างของเล่ม ก็จะสังเกตเห็นคำว่า "Erotic Romantic Suspense" และเนื่องจากแนวนี้เป็นแนวสุดโปรดของแม็กซ์ เราก็เลยตั้งความหวังไว้สูงมาก มากขนาดที่ลืมทำใจว่า มายา แบงค์เป็นคนแต่งเรื่อง Colter's Wife (เรื่องสามศรีพี่น้องที่ใช้เมียร่วมกัน)

แล้วก็ผิดหวัง เพราะมายาเขียนเรื่องแนว Romantic Suspense ไม่เป็น สุดท้ายก็เลยได้แค่คำว่า "Erotic" มาเท่านั้นเอง

เนื้อเรื่องไม่เสียหาย เรื่องของเกรย์ นายตำรวจที่คู่หูถูกฆ่าตาย เขาได้รับการขอร้องจากพ่อของเพื่อนให้ปลอมตัวเข้าไปสืบเรื่องราวของคนร้าย ผ่านทางเฟธ ซึ่งลูกสาวของแฟนสาวของคนร้าย (คนร้ายมีแฟน แฟนมีลูกสาวคือนางเอก โปรดอย่างง)

เฟธได้รับการอุปการะจากพ่อบุญธรรม ซึ่งเคยเป็นแฟนเก่าของแม่ หลังจากใช้เวลาหลายปีรับผิดชีวิตชีวิตของคนที่ควรจะต้องเป็นผู้ดูแลเธอ เฟธเริ่มต้นชีวิตใหม่กับการทำงานในสำนักงานนักสืบเอกชน ในขณะเดียวกันเธอก็พยายามแสวงหา "ผู้ชาย" ที่ใช่

ชายในอุดมคติของเฟธต้องยอมรับ และชื่นชอบรสนิยมชนิด BSDM ของเธอได้ เฟธมองหาอย่างไม่สำเร็จ จนกระทั่งได้เจอกับเกรย์ นักสืบคนใหม่ที่เข้ามาร่วมงาน

เล่มนี้เป็นเรื่องการแสวงหาผู้ชายที่ใช่ของเฟธมากกว่าจะเป็นโรแมนติกสืบสวน เพราะพระเอกไม่เห็นจะสืบอะไร ผู้ร้ายก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร

คนที่มองหาอีโรติกโรแมนซ์ที่ฉากรักร้อนฉ่าก็ไม่น่าผิดหวัง แต่แม็กซ์คิดว่าตัวเองเลยจุดนั้นมาแล้วค่ะ ที่สำคัญแม็กซ์ไม่ชอบ.... (กำลังจะสปอยล์ คนไม่อ่านแต่คิดจะอ่านถอยไปค่ะ)

แม็กซ์ไม่ชอบที่ชายคนที่เกรย์ยอมให้เข้ามามีอะไรกะ เฟธ (สไตล์สอง/หนึ่ง) เขาเป็นนักสืบเอกชนคนที่เฟธคิดถึงในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคนในครอบครัว (เธอคิดถึงเหล่านักสืบในสำนักงานของเธอเหมือนเป็นญาติสนิท ยกเว้นเกรย์ที่จุดไฟเธอติด) ถ้าเป็นตัวละครที่เป็นเจ้าของบาร์ที่เฟธไป เที่ยวยังให้ความรู้สึกดีกว่านะ

คะแนนที่ 63

Animal Lust ของเลซี่ เดนส์

ฟังชื่อแล้วอาจนึกว่าเล่มนี้มันคง... กันจนมันส์หยด แต่ก็ขอบอกว่าไม่ได้มีอะไรพิเศษไปจากอีโรติค โรแมนซ์เล่มอื่นหรอกค่ะ เล่มนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของพี่น้องสี่คนตระกูลมนุษย์หมี

ใน "มาร์ติน" เป็นนิยายที่เปิดเรื่องได้ไม่โรแมนติกที่สุด เมื่อนางเอกเสียความสาวให้กับชายอื่นที่หวังหลอกฟัน ด้วยความเสียใจ เธอหนีเตลิดจนไปพบกับปราสาท (นึกถึงเรื่องปราสาทมืดเอาไว้) และครอบครัวที่เก็บตัวเงียบ และมีพฤติกรรมประหลาด ด้วยความที่เป็นเรื่องสั้น และอีโรติค ดังนั้นจึงใช้เวลาไม่นานเลยที่จะเริ่มมีฉากพรรณอย่างว่า และเนื่องด้วยเจนเป็นคู่ของพี่น้องสองคนที่เป็นฝาแฝดกัน (มนุษย์หมีในเรื่องจะรู้ว่าหญิงใดเป็นคู่ของตนนั้นจากกลิ่น และกลิ่นของเจนก็ถูกใจทั้งมาร์ติน และแม็ค) ทำให้พ่อของพวกเขาเอ่ยปากขับไล่เจนออกจากบ้าน เพราะเคยมีประสบการณ์แย่งผู้หญิงคนเดียวกับน้องชายของตัวเองมาแล้ว และไม่อยากให้ลูกชายสองคนต้องมาทะเลาะกันอีก

เรื่องนี้แม็กซ์ยกให้แย่ที่สุดในชุดค่ะ

ใน "แม็ค" หลังจากผิดหวังความรักในเรื่องสั้นเรื่องแรก แม็กออกเดินทางไปยังบ้านเกิดของบิดาในยุโรป เพื่อเข้าราชสำนักของเหล่ามนุษย์หมี และแม้จะพยายามทบทวนความรู้ทางภูมิศาสตร์ แม็กซ์ก็ยังระบุที่ตั้งของฉากในตอนนี้ไม่ได้ ในขณะเดียวกัน นางเอกของเรื่อง (จำ ชื่อไม่ได้) ซึ่งเป็นน้องสาวของกษัตริย์แห่งหมี ก็กำลังมองหาคู่ที่เข้มแข็งพอที่จะไม่กลัวพี่ชายนิสัยเสียของเธอ และเธอก็ได้เจอกับแม็ก

เล่มนี้แม้จะอ่านไปงงไป ก็ถือว่าดีที่สุดในเล่มนะ

ใน "โอริน" มาถึงตอนที่สาม แม็กซ์เริ่มรำคาญกับเหล่ามนุษย์หมีแล้วค่ะ ก็เลยไม่ค่อยมีความอดทนพยายามทำความเข้าใจเนื้อเรื่องนัก โอรินเป็นลูกชายคนโตในบรรดาสี่คน เขามีปมในชีวิตเพราะไม่แน่ใจว่าใครเป็นพ่อของตัวเองกันแน่ (เพราะแม่ ถูกแย่งระหว่างพี่น้องสองคน) ดังนั้นเมื่อเขาได้พบกับลูกสาวของเพื่อนบ้านซึ่งมีบรรดาศักดิ์ แม้จะห้ามใจไม่ให้เคลมเธอได้ โอรินก็ยังปฏิเสธที่จะสานต่อความสัมพันธ์ให้มากกว่านั้น เพราะเขากลัวว่าเธอจะรับไม่ได้กับความเป็นหมีของเขา

ใน "เดวอน" น้องนุชสุดท้อง เขาต้องรอนับสิบปีหลังจาก "มาร์ติน" สำหรับหญิงที่เขาแอบหลงรักมาตลอดชีวิต เธอแต่งงานกับคนอื่นด้วยความโง่ของเขาที่ไม่รู้ใจตัวเองว่ารักเธอ เขารอจนเธอเป็นม่าย ก่อนที่จะพาตัวเองกลับเข้าชีวิตเธอีกครั้ง

อย่างที่บอกค่ะ งานนี้มันรวมไม่ฮิตนะ คะแนนก็เลยได้แค่ 53 สำหรับสี่เรื่องรวมกัน

The Sailkeeper's bride ของแอนนี่ วินเซอร์

เล่มนี้เป็นหนังสือเก่ากึกของแอนนี่ วินเซอร์ที่เขียนให้กับอีลอร่าสเคฟ สมัยเริ่มต้นสนพ.ใหม่ ๆ เมื่อเกือบสิบปีก่อน แอนนี่เป็นหนึ่งในนักเขียนรุ่นบุกเบิกของอีลอร่า เรื่องของเธออยู่ในแนวฟิวเจอร์ริสติคไซไฟ เรื่องราวของโลกอนาคต เหล่ามนุษย์ต่างดาวที่มีค่านิยมทางเพศที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างพวกเรา

ดังนั้นจึงคาดหวังได้ว่าในเล่มนี้ เหล่าครอบครัวพระเอก ไม่ว่าจะเป็นน้องสาวหรือญาติ ก็ล้วนเข้ามาแชร์นางเอกกันอย่างพร้อมหน้า

อ่านเล่มนี้แล้วทำให้ผิดหวังค่ะ แม็กซ์ไม่เคยอ่านงานของแอนนี่มาก่อน แต่เนื่องจากแอนนี่ กำลังจะกลายร่างเป็นแอน วินเซอร์ นักเขียนของสนพ.บัลเลนไทน์ที่จะมีผลงานชนิดสามเล่มติดกันในชุด Bound by something ที่ดูท่าน่าอ่าน แม็กซ์ก็เลยไปขุดเอาเล่มนี้มาอ่าน

แล้วก็แป๊ก...อย่างแรง

เรื่องที่อ่านน่าชวนเวียนเฮด ตัวละครเยอะจนงง ตัวละครที่วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากเรื่องนั้น การอธิบายโลกในเรื่องไม่มีความชัดเจน อ่านแล้วไม่มีประเด็นใด ๆ ทั้งสิ้น

น่าเสียเวลามาก

สำหรับคนที่อยากรู้พล็อตขอเล่าอย่างคร่าวที่สุด เพราะไม่มีอะไรจะเล่าค่ะ เล่มนี้เป็นเล่มสองในชุด จอร์เจียเป็นชาวโลกธรรมดาอย่างเราท่าน เธอถูกกำหนดให้เป็นบุคคลผู้จะมาช่วยเหลือโลก (ในเรื่อง ไม่ใช่โลกมนุษย์นะคะ) จากที่เคยเป็นมนุษย์ธรรมดา จอร์เจียมายังโลกแห่งใหม่พร้อมกับพลังพิเศษที่แม็กซ์ไม่ค่อยเข้าใจนักว่ามัน ทำอะไรได้ เพราะเรื่องมันไม่น่าสนใจที่จะต้องทำความเข้าใจขนาดนั้น

ขอข้ามไปที่คะแนนเลยแล้วกันที่ 27

4. Touch of Gypsy Fire ของไซโลห์ วอร์คเกอร์

ปกติแม็กซ์ชอบงานของไซโลห์นะ แต่ขอยกเรื่องนี้ไว้สักเรื่องแล้วกัน หนังสือที่ห่วย ๆๆๆๆๆๆ (คงเข้าใจความรู้สึก) ไม่อยากให้ใครหลงมาอ่าน ขนาดที่ว่า ถ้าคุณได้ไฟล์เล่มนี้มาฟรี ๆ ก็ขอความกรุณาอย่าอ่านแล้วกัน สงสารสมองคุณเองบ้าง

เรื่องนี้เปิดเรื่องแบบย้อนไปมา พูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่จู่ ๆ พระเอกก็ได้ข่าวว่านางเอก ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เคยอยู่กินกันมาหลายปีหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาเริ่มออกเดินทางตามหา จากนั้นก็เล่าย้อนความสัมพันธ์ของทั้งสองที่เริ่มจากเพื่อนร่วมรบ ก่อนกลายเป็นคู่รัก แต่พระเอกไม่เคยรักนางเอก ในขณะที่เขารักเธอหมดใจ แต่แล้วศัตรูในอดีตของนางเอกก็ตามเธอมาทัน เธอถูกจับตัวไปโดยปีศาจ (โดนสารพัดที่จะโดนอะไรได้) โดยที่พระเอกไม่รู้อะไรเลย เพราะตอนนั้นทะเลาะกันพอดี แล้วก็มาต่อด้วยการช่วยเหลือเธอออกมา แต่เธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เล่าได้แค่นี้ล่ะค่ะ เพราะไม่ได้ตั้งใจอ่าน หลังจากเจอพล็อตแบบนี้ บอกตามตรงว่าไม่ชอบค่ะ

คะแนนที่ 10

Dark Master // Tawny Taylor

มาถึง The Bad

หลายคนบอกว่า บลอกของแม็กซ์สนุกก็ตอนแม็กซ์ด่าหนังสือนี่แหละ ซึ่งถ้าคำพูดนั้นจริง ก็คิดว่า บลอกวันนี้คงถูกใจใครหลายคน

ปกติแม็กซ์จะให้โอกาสนักเขียนอย่างน้อยสองเล่มนะคะ ก่อนจะตัดสินใจตามอ่านงานของเธอต่อไปหรือไม่ ถ้าเล่มแรกแย่ แม็กซ์ยังให้โอกาสเล่มสอง ถ้าเล่มสองดีขึ้น แม้ยังไม่ถูกใจ ก็อาจตามกันไปเล่มสาม

แต่สำหรับเล่มนี้ มันสยองขวัญพันลึกเกินกว่าจะมีโอกาสที่สองค่ะ

ขอเว้ากันซื่อ ๆ เลยนะ แม็กซ์เห็นเล่มนี้ และความคิดแรกคือ เซ็กส์ จะไม่ให้คิดได้ยังไง ดูปกซะสิ และถ้ายังไม่เก็ต ก็ดูว่าหนังสือเล่มนี้พิมพ์ด้วยสนพ.อะไร มันคืออโฟรไดท์เซียนะคร้าบท่าน ถ้าไม่ชอบเซ็กส์ ก็ไม่ควรหยิบงานของสนพ.นี้มาตั้งแต่ต้น

แล้วชื่อเรื่องอีกล่ะ Dark Master คุณคาดหวังอะไรจากเล่มนี้ แม็กซ์คิดถึงแนว BDSM พระเอกและนางเอกที่มีความผูกพันกันเป็นพิเศษกับเชือก และอุปกรณ์ตัวช่วยหลายอย่าง

สิ่งที่แม็กซ์ได้คืออะไรรู้ไหม

รีแกน นางเอกซึ่งเข้าใจว่าคงเป็นคนรวย ที่ไร้สมอง ขอย้ำ ไร้สมอง ไร้สมอง ไร้สมอง (เก็ตไหม) เธอหมดตัวเพราะผู้จัดการที่ดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของเธอขโมยเงินของเธอ และหนีไป แต่นางเอกของเราก็ยังมีความหวัง เธอมีมรดกจากป้าเป็นร้านเซ็กส์ช็อป ที่เธอตั้งความหวังว่าจะช่วยกู้สถานการณ์

สาวน้อยของเราก็เลยกลายเป็นคนขายของในร้านเซ็กส์ช็อป แต่ก่อนที่เธอจะเริ่มอาชีพที่มีเกียรติอันนี้ รีแกนก็ได้รับเลือกให้เป็นราชินีแห่งแวมไพร์ (พล็อตมันดูคล้ายชุดเบ็ตซี่ของแมรี่ เจนิสนะ แต่ขอบอกว่า ชุดนี้ดีกว่าพันเท่า) ต้องเป็นภรรยาของกษัตริย์ที่ไร้น้ำยา (ในเรื่องการปกครอง) ที่ชื่อชาร์โดว์

รู้ไหมคะว่าอะไรทำให้เรื่องนี้ได้รับการให้อภัยจากแม็กซ์ นั่นเพราะชาร์โดว์เหมาะสมกับรีแกนเหลือเกิน คนโง่กะคนเง่ามาเจอกัน ชาวบ้านไม่ต้องเดือดร้อน ลองคิดดูถ้าสองคนนี้ไปแต่งงานกะคนอื่น จะสร้างความเสียหายแค่ไหน แต่สองคนนี่เจอกันเอง ความเลวร้ายก็อยู่ในวงจำกัดสักหน่อย

ชาร์โดว์เป็นกษัตริย์แวมไพร์ที่จำเป็นต้องแต่งงานกับมนุษย์ เพื่อสร้างพลังของตัวเองให้เข้มแข็ง เพื่อศัตรูจะได้กลัว ไม่กล้าท้าทาย (ทำไมถึงต้องเป็นมนุษย์ และทำไมต้องแต่งงาน มีคำอธิบายนะคะ แต่มันไม่เมคเซ้นต์สักกะนิด) นักทำนายเลือกรีแกน (ด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่แม็กซ์คิดว่า ก็คงมีหล่อนนี่แหละที่โง่พอคู่ควรกะชาร์โดว์) เขารีบเดินทางไปเอาตัวเธอมา เซ็กส์ตามมาอย่างช่วยไม่ได้ (ก็มันเป็นอโฟไดท์เซียนี่นา)

สำหรับหนังสือที่ชื่อว่าดาร์ค มาสเตอร์ แม็กซ์รับไม่ได้กับพระเอกอย่างชาร์โดว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ตัดสินใจอะไรไม่เป็น ไม่เด็ดขาด ยอมตามใจอย่างไม่มีเหตุผลกับการกระทำของรีแกน โง่ขนาดไม่รู้ว่าใครเป็นตัวร้าย โง่ยิ่งกว่าที่ไม่เชื่อว่าคนคนนั้นเป็นตัวร้าย ทั้งที่น้องชายสองคนลากตัวคนร้ายมารับโทษ

กว่าจะเชื่อต้องนั่งดูวีดีโอถ่ายตอนสารภาพผิด

แถมยังไร้พาว์เวอร์ขนาดควบคุมความพยายามก่อกบฎในเรื่องไม่ได้เลย ผู้ร้ายทำได้ทุกอย่างตามใจชอบ

แล้วรีแกนล่ะ เธอทำอะไรถึงได้ซวยต้องมาเป็นนางเอกให้กับผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างชาร์โด ว์ ก็เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เรื่องพอกันไงคะ เรื่องไม่ได้บอกชัดเจนว่าเธอทำอะไรถึงได้มีเงิน แต่เธอก็สูญเสียทั้งหมดไปให้กับความเกียจคร้านที่ไม่ยอมตรวจสอบดูแลเงินของ ตัวเอง แล้วยังฝัน/หวัง/บ้าว่าจะกู้ฐานะและใช้ชีวิตอย่างอิสระด้วยการเปิดร้าน เซ็กส์ช็อป โอ้ หล่อนเป็นนางเอกที่มีศักดิ์ศรีมากที่ไม่ยอมรับความช่วยเหลือของพระเอก (นี่เสียดสีนะ ถ้าไม่รับมุข)

หนังสือเล่มนี้ไม่มีอะไรเหมือนอย่างที่โฆษณาไว้ กับชื่อเรื่องแม็กซ์คาดหวังจะเจอพระเอกที่แม็กซ์อาจจะไม่ชอบ เพราะเหี้ยมเกินไป แต่ก็ไม่ใช่เลย ชาร์โดว์เป็นทุกอย่างในด้านตรงข้าม

พอกันทีค่ะกับนักเขียนคนนี้ คะแนนที่ 17

Roping the Wind // Kate Pearce & Dreamwalker // Kathleen Dante

ไม่ได้คิดจะตั้งชื่อบลอกเรียกให้คนเข้ามาอ่านกันเยอะ ๆ หรอกนะคะ เพียงแต่เป็นการเตือน (หรือจูงใจก็ว่าได้) ว่าวันนี้ ถึงเวลาแม็กซ์จะรีวิวนิยายแนวอีโรติค โรแมนซ์กันอีกแล้วค่ะ

แต่ก่อนจะรีวิว ขอตอบคำถามที่ถามกันมาทางอีเมลล์ว่า "ใครคือนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด" นะคะ

คำตอบไม่ได้ตั้งใจจะกวนบาทาหรอกนะคะ แต่มันเป็นอย่างนี้จริงคือ ความชอบของแม็กซ์เปลี่ยนไปเรื่อย ตามความสนุกของหนังสือ ถ้าเคยชอบคนนี้ แล้วดันอ่านหลายเล่มที่น่าผิดหวังติดกัน ก็จะเลิกชอบไปโดยปริยาย ดังนั้นคำตอบในวันนี้ อาจจะไม่ใช่คำตอบในปีหน้า (แม็กซ์ไม่เปลื่ยนใจง่ายขนาดวันสองวันเปลี่ยนหรอกค่ะ)

แต่ ณ เวลานี้ นักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด คือ โจอี้ ดับเบิลยู ฮิลล์ คนที่เขียนชุด Vampire Queen ที่ได้ใจแม็กซ์สุดสุด แต่เมื่อหนังสือเล่มถัดไปของโจอี้จะยังไม่ออกขายจนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน แม็กซ์ก็ต้องอ่านงานของคนอื่นไปก่อน

และนี่คืองานที่แม็กซ์ได้อ่านในช่วงที่ผ่านมา

Roping the wind ของเคท พีช

คนที่อ่านรีวิวเก่า ๆ ของแม็กซ์ก็อาจจะพอจำกันได้ว่า แม็กซ์ชอบงานเรื่อง Simply Sexual ของเคธมากแค่ไหน เล่มนี้ ก็อยู่ในระดับเดียวกัน และทำให้เคธกลายเป็นหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของแม็กซ์ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะเท่าที่อ่านงานทั้งหมดทุกเล่มของเธอ มีเพียงเรื่องเดียวที่แม็กซ์ไม่ชอบ (ซึ่งมันเป็นแนวอนาคตซึ่งแม็กซ์ไม่ค่อยชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) ส่วนเล่มอื่น ๆ สอบผ่านหมด

ในเล่มนี้เคธเปลี่ยนแนวจากที่เขียนเรื่องย้อนยุค เป็นเรื่องสมัยปัจจุบันที่พระเอก เจย์ เทอร์เนอร์ซึ่งเป็นคาวบอยขนาดแท้พลาดบาดเจ็บสาหัสขณะกำลังแข่งโรดิโอ และทำให้เขาต้องหมดอนาคตไปกับอาชีพนี้ คนที่ชอบให้พระเอกหล่อ รวยโคตร ๆ ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่เหมาะกับเจย์หรอกนะคะ เขาเป็นนักโรดิโอที่ไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจนัก ชีวิตออกจะดูล้มเหลวด้วยซ้ำ ด้วยวัยสามสิบกว่า เขาพบว่าตัวเองต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เจย์เป็นผู้ชายที่ไม่มีจุดหมายในชีวิต สิ่งเดียวที่เขารู้จักและทำเป็นคือโรดิโอ และมันก็จบลงแล้ว ขณะที่ทนทุกข์อยู่กับอนาคตที่หมดหวัง เขาก็ได้พบกับฮันนาห์ หมอสาวคนสวยที่รักษาเข่าให้เขา อย่างรวดเร็วทั้งคู่มีความสัมพันธ์กัน (ก็มันนิยายอีโรติกนะคร้าบ) และผ่านทางเซ็กส์นี่แหละที่ทำให้ผู้หญิงและผู้ชายสองคนนี้เข้าถึงตัวตนที่ แท้จริงของกันและกัน และค้นพบหนทางที่จะไปต่อในอนาคต

คะแนนที่ 77

Dreamwalker ของแคธลีน ดันเต้

แคธลีนเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์อีกคนที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ แม็กซ์ชอบผลงานชิ้นแรกของเธอเรื่อง Entangled มาก แต่ก็มาแป๊กกะเล่มสองเรื่อง Enticed พอมาถึงเล่มนี้ก็เลยลังเลนิดหน่อยก่อนจะเริ่มอ่าน

และแม็กซ์มีความยินดีที่จะบอกว่า Dreamwalker คือเล่มที่ดีที่สุดในบรรดาหนังสือทั้งหมดสามเล่มที่เธอเคยเขียนมา เล่มนี้ลงตัวที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นฉากเซ็กส์หรือพล็อตเรื่อง

เรื่องของรอรี่ นักโจรกรรมพันหน้าผู้ที่ถูกตามล่าจากหลายหน่วยงาน แต่ก็ไม่มีใครเคยตามจับเธอได้สำเร็จ จนกระทั่งดาม่อนถูกส่งตัวมาตามหาเธอ เพราะหน่วยงานของเขา (ซึไอเอ) ต้องการให้เธอไปร่วมงานในการปราบผู้ก่อนการร้ายด้วย

เกมแมวจับหนูก็เริ่มขึ้น ในโลกที่พลังเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องธรรมดา ดาม่อนเป็นอินคิวบัส หรือนักเดินทางในความฝัน เขาสามารถเข้าไปในความฝันของใครก็ได้ (ขอย้ำดาม่อนไม่ใช่ดรีมฮันเตอร์ของเจ๊เชอร์รี่) และถึงขนาดปลิดชีวิตของคนที่ฝันได้เหมือนเฟรดดี้ ครูเกอร์ และเขาก็ใช้ความสามารถอันนี้แหละในการล่อให้รอรี่หลงเข้ามาในกับดับ

แต่รอรี่ก็ไม่ใช่โจรกระจอก เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นใครก็ได้ หรือ Shapeshifter เธอเปลี่ยนสีตา สีผม รูปร่าง ราวกับมันเป็นเสื้อผ้า

ท้ายที่สุดคนสองคนที่ทันกันอย่างมากก็เผชิญหน้ากัน รอรี่ตัดสินใจยอมรับงานของซีไอเอในการเข้าไปขโมยระเบิดนิวเคลียร์มาจากผู้ ก่อการร้าย แลกกับเงินเจ็ดล้านเหรียญ และ...

ดาม่อนบนเตียงของเธอ

แม็กซ์บอกรึยังว่า แม็กซ์ชอบนางเอกที่ถือไพ่เหนือพระเอก คนที่หวังจะอ่านเจอฉากเซ็กส์แบบ BDSM บอกไว้ก่อนค่ะว่าไม่มีหรอกนะคะ ข้อเรียกร้องของรอรี่เป็นแค่การแสดงลักษณะนิสัยของเธอเท่านั้นเอง ที่เป็นคนที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ สมกับการที่เธอมีอาชีพเป็นขโมย

ไม่บอกว่าเล่มนี้จะมีฉากแอ็คชั่นที่มันส์หยดหรอกนะคะ นึกเอาไว้ว่ามันเป็นอีโรติค โรแมนซ์ ฉากแบบไหนที่มีเยอะก็น่าจะพอนึกออกกัน แต่เล่มนี้เป็นอะไรที่มากกว่าเซ็กส์นะคะ แม็กซ์ชอบการที่เขาแสดงให้เห็นถึงด้านมืดของการเป็นสายลับ ของการออกปฏิบัติงานที่บางครั้งเพื่อเป้าหมายใหญ่ คุณต้องยอมให้คนส่วนน้อยตายลงต่อหน้า

คะแนนที่ 80

Friday, January 23, 2009

Seven Nights of Sin // Lacey Alexander & Blush // Opal Carew & Wolf Tales VI // Kate Douglas

กลับมาตามคำเรียกร้องค่ะ หลายคนบอกว่า แม็กซ์ไม่ค่อยได้รีวิวเรื่องแนวอีโรติค โรแมนซ์เลย ไม่ใช่เพราะอ่านน้อยลงหรอกนะคะ แต่พูดตามตรงว่า หนังสือแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่น่าสนใจพอจะเขียนรีวิวถึงนี่ไม่ค่อยจะมีนักหรอกค่ะ ส่วนใหญ่อ่านไปให้หัวใจเต้นแรงสักพัก จากนั้นก็ลืมเลือนกันไปแล้วล่ะ

แต่ก็ตามเสียงเรียกร้องแฟน ๆ ค่ะ เช่นเดียวกับคราวก่อน คราวนี้ก็มีทีเดียวหลายเล่มเลย

Seven Night of Sin ของ เลซี่ย์ อเล็กซานเดอร์

สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ แม็กซ์ก็ขออวดภูมิความรู้หน่อยแล้วกัน ด้วยการบอกว่าเลซี่ย์ อเล็กซานเดอร์นั้นเป็นนามปากกาของโทนี่ เบล็ค สมัยที่เธอหันมาเขียนเรื่องแนวอีโรให้กับสนพ.อีลอร่าส เคฟ แต่ไม่อยากให้คนรู้ว่าตัวเองเป็นคนเขียน (เข้าใจว่าสนพ.ที่พิมพ์งานของโทนี่ เบล็คไม่ต้องการให้คนรู้) ก็เลยปิดเป็นความลับ แต่เมื่อการเขียนเรื่องแนวอีโรไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป เธอก็เลยเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้

พูดตามตรงนะคะ สำหรับคนที่สนใจงานเขียนของเลซี่ย์ แม็กซ์แนะนำให้กลับไปงานในชุด Hot in the City ที่เธอเขียนให้กับอีลอร่าจะดีกว่าค่ะ เพราะแม็กซ์ว่าชุดนั้น (มีสามเล่ม) ดีกว่างานที่เธอเขียนให้กับสนพ.เอ็นเอแอล (ย่อมาจากนิวอเมริกันไลเบอรี่) มากนัก ทั้งในเรื่องพล็อต และความฮ็อต

พล็อตเรื่องของเล่มนี้ก็ตามชื่อเรื่องค่ะ เบรนน่า เคย์ตันซึ่งทำงานในบริษัทแผ่นเสียงได้รับคำสั่งจากเจ้านายให้เรียนรู้งานจาก เดม่อน แอนโดส ผู้ซึ่งเป็นประชาสัมพันธ์ และแมวมองชื่อดังของบริษัท ข้ออ้างที่เจ้านายของเธอบอกแก่เดม่อนก็คือ เบรนน่าจะมาเป็นแมวมองอีกคนนึงของบริษัทเพื่อรองรับการขยายงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บริษัทกำลังเตรียมที่จะโละเดม่อนทิ้ง เพราะเขากำลังมีคดีความฟ้องร้องกับหนึ่งในนักร้องของบริษัท ที่กล่าวหาว่าเดม่อนใช้อำนาจในหน้าที่การงานของเขาพยายามแอ้มเจ้าหล่อน

และนี่คือความลับดำมืดของเบรนน่า (ตามที่คุณดีดีถามเอาไว้) ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้สปอยล์หรอกนะคะ เพราะว่าเรื่องก็บอกตามตรงตั้งแต่บทสองบทแรกแล้ว เบรนน่าต้องหลอกเดม่อนให้สอนงานให้ ในขณะเดียวกันก็รอที่จะแทงข้างหลังแย่งงานของเขา

และพล็อตเรื่องก็ตามแนวอีโรติค โรแมนซ์ เมื่อเบรนน่าได้พบกับเดม่อน ความสัมพันธ์ก็เกินเลยเชิงธุรกิจไปมาก เดม่อนเป็นคนสอนให้เบรนน่ารู้จักใช้ชีวิตให้เต็มที่ จากสาวน้อยไม่ประสีประสาเรื่องเซ็กซ์ พอเจอเจ้าหนุ่มเจนโลกเข้า ดีก็เลยระเบิดเถิดเทิง เรื่องไม่มีอะไรมาก ไม่ต้องลุ้นอะไรมาก ตามชื่อเรื่องล่ะค่ะ ทุกทุกวันเบรนน่าก็ได้รับการสอนจากเดม่อนทั้งในเรื่องงานและเรื่องบนเตียง (ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนเตียง)

แต่เชื่อไหมคะ แม็กซ์ว่าเล่มนี้ถือว่าฮ็อตน้อยที่สุดในบรรดาหนังสือทุกเล่มของเลซี่ย์เลยด้วยซ้ำ

คะแนนที่ 60

Blush ของโอปอล คาริว

เว้ากันซื่อ ๆ เลยนะคะ แม็กซ์คิดว่า ณ เวลานี้โอปอล คาริวคือนักเขียนที่เขียนเรื่องได้เอ็กซ์ที่สุดแล้วล่ะ ในนิยายของเธอมันมีทุกอย่าง เท่าที่จินตนาการของคุณจะคิดออกเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ แต่เสียใจด้วยนะคะ เล่มนี้มันไม่ได้เยอะถึงขั้นนั้น (อาจเพราะแม็กซ์อ่าน Swing มาแล้วก็ได้ ก็เลยหาเรื่องที่เทียบกับเล่มนั้นได้ยากสักหน่อย)

นิยายเกี่ยวกับความรักของหญิงสาวยุคใหม่ที่เปลี่ยนชายเป็นว่าเล่น แล้วยังเอาคำว่ารักมาปะปน แม็กซ์บอกตามตรงนะคะว่าไม่เชื่อน้ำยาคำว่ารักในเล่มนี้เท่าไหรนักหรอก ไม่เชื่อว่ามันเป็นความรัก หรืออะไรก็ตามที่ใกล้เคียงกับคำว่า รัก

ฮันนาที่เพิ่งเลิกกับ เกรย์ แฟนหนุ่มที่คบกันมาได้สองปี กำลังแสวงหาสิ่งที่วิ่งหนีเธอมาตลอดชีวิต การถึงจุดสุดยอดด้วยฝีมือของผู้ชายสักคน และเธอก็ลองมันกับผู้ชายแปลกหน้าที่เจอกันในร้านกาแฟ เมื่อมันไม่ได้ผล เธอตัดสินใจไปเข้าคอร์สเพื่อเรียนเกี่ยวกับกามาสุตตะ (สะกดถูกไหม ก็ไม่แน่ใจนะคะ) ที่ก่อนหน้านี้ทั้งเธอและเกรย์ลงทะเบียนเรียนไว้ แต่ยังไม่ได้ทันได้เข้าห้องเรียน เธอก็ได้พบกับหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นอีกครั้ง และ... (ไม่ต้องเล่ามาหรอกนะคะ นอกจากบอกว่า นี่มันเป็นแนวอีโร มันคงไม่ได้ไปไหนหรือทำอย่างอื่นหรอก)

ในขณะที่เกรย์ซึ่งใจจริงไม่ได้คิดอยากจะเลิกกับฮันนาเลย เขารักเธอเสมอ แต่มีปัญหาว่า ตัวเองเป็นหมันก็เลยไม่กล้าบอกเธอ เลยคิดว่าการเลิกกะเธอคงง่ายกว่า แต่หลังจากอยู่ห่างกัน เขาก็รู้ว่าตัวเองรักเธอขนาดไหน ก็เลยคิดจะกลับเข้ามาในชีวิตเธออีกครั้ง และครั้งนี้เขาต้องการจะเป็นคนที่แก้ปัญหาเรื่องเซ็กส์ให้เธอจนได้ เกรย์เข้าเรียน (ในขณะที่ฮันนาไมได้เข้า) และได้พบกับเจรามี่ อาจารย์ผู้สอนซึ่งยิ่งกว่ายินดีที่จะให้คำปรึกษาเขาในการแก้ปัญหานี้

สิ่งที่ทั้งฮันนา เกรย์และเจรามี่เองไม่รู้ก็คือ เจรามี่และชายแปลกหน้าที่เดินเข้ามาในชีวิตของฮันนาคือคนคนเดียวกัน เรื่องมันก็เลยโอ้ละพ่อกันสักนิด กว่าความจริงจะเปิดเผย ฮันนาก็พบว่าตัวเองตกหลุมรักผู้ชายทั้งสองคนเสียแล้ว

อย่างที่บอกค่ะ อย่าไปเชื่อน้ำยาคำว่ารักในเรื่องนี้ให้มากนัก อ่านเอาเซ็กส์ดีกว่า

คะแนนที่ 40

Wolf Tales VI ของเคธ ดักกลาส

ซี่รี่ย์ชุดนี้อาจจะถือว่าเป็นชุดที่ฮิตที่สุดในหมู่นักอ่านแนวอีโรแล้ว นะคะ เพราะออกมาเรื่อย ๆ จนถึงตอนที่หก และคงจะมีต่อไปอีก (ข่าวว่าไม่น้อยกว่าสิบเล่ม) แต่สำหรับแม็กซ์แล้ว ชักจะรู้สึกว่ามันมากเกินไป และชักจะเอียนมาก ๆ แล้วด้วย

เพราะพล็อตเรื่องมันเหมือนกันไปหมด เริ่มต้นจากมนุษย์หมาป่าแสนเหงาเพราะไม่มีคู่ ได้ข่าว หรือได้พบกับหญิงสาวที่มีโอกาสที่จะมีสายพันธุ์เดียวกับพวกเขา จากนั้นก็ให้พวกเธอกินยาที่จะช่วยให้ร่างกายของพวกเธอเตรียมพร้อมในการแปลง ร่าง แล้วพวกเธอก็เป็นมนุษย์หมาป่าอย่างที่คิด จากนั้นก็มีเซ็กส์ เซ็กส์ เซ็กส์ แล้วก็เซ็กส์ สุดท้ายทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข

จนกระทั่งเล่มถัดไป ที่หมาป่าตัวที่เหลืออยากจะมีคู่บ้าง

พล็อตมันมีแค่นี้จริง ๆ และเล่มนี้ก็ไม่ได้หนีห่างไปจากสูตรเดิมที่ใช้อยู่เลย ถ้าคุณอ่าน Wolf Tales เล่มสอง คุณก็เหมือนได้อ่าน Wolf Tales เล่มนี้ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อตัวละคร และสถานที่เกิดเรื่อง เท่านั้นเอง

เป็นอีกเล่มค่ะ ที่แม็กซ์สนับสนุนให้อ่านเอาเซ็กส์ เพราะถ้าหวังเนื้อหา ก็คงไม่ได้อะไรมากนักหรอก

คะแนนที่ 33

Seduced by the storm // Sydney Croft

แรกเริ่มแม็กซ์ตั้งใจจะอ่านเรื่องนี้สักบทสองบท แล้วก็เข้านอน แต่ผลกลับกลายเป็นเมื่อได้นอนแค่สี่ชั่วโมงเพราะมัวนั่งอ่านเล่มนี้อย่าง สนุกสนาน

ตามความเห็นแล้ว แม็กซ์ว่า เล่มนี้เป็นเล่มที่ดีที่สุดของซิดนี่ย์ ครอฟ

Seduced by the strom ของซิดนีย์ ครอฟ

หนังสือเล่มที่สามในชุด ACRO ซึ่งเป็นชื่อย่อขององค์กรลับที่มีสายลับพลังจิตออกปฏิบัติการพิทักษ์โลก และเล่มนี้ถือเป็นเล่มจบของชุดในชุดที่มีธีมเรื่องเกี่ยวกับพายุ (ชุดนี้ยังไม่จบนะคะ แต่โครงเรื่องที่เกี่ยวกับพายุจบในเล่มนี้)

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านเล่มไหนเลยในชุด แม็กซ์ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา น่าจะอ่านเล่มนี้รู้เรื่องได้ เพราะบอกตามตรงค่ะ พล็อตเรื่องมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรนักหรอก

เล่มนี้ต่อพล็อตเรื่องที่เริ่มมาตั้งแต่เล่มแรกนั่นก็คือ Riding the storm ที่พูดถึงองค์กรคู่ปรับของ ACRO ซึ่งก็คือ Itor ที่สามารถผลิตเครื่องจักรที่ใช้บังคับพายุได้แล้ว พระเอกของเรื่อง ไวเอ็ต เคนนาดี้ซึ่งเป็นสายลับที่มีความสามารถในการบังคับการเคลื่อนย้ายวัตถุโดย พลังจิตถูกส่งให้มาทำหน้าที่ทำลายเครื่องจักรนั้น แต่ในระหว่างการปลอมตัวเป็นหนึ่งในคนงานขุดเจาะน้ำมันในฐานขุดเจาะน้ำมัน ไวเอ็ตก็ได้พบกับหญิงสาวลึกลับที่ชื่อว่า เฟธ แบล็ค ซึ่งเธอเข้าหาเขา อ้างว่ากำลังถูกแฟนเก่าตามรังควาญ

ในฐานะของผู้มีพลังจิต ผลข้างเคียงนึงของไวเอ็ตก็คือ เขามีความสามารถในการทำให้คนรอบข้างเกิดความรู้สึกตื่นตัวทางเพศได้ แต่หลังจากใช้เวลาคืนนึงกับเขา พวกเธอก็จะลืมเลือนเขาไปจากสมองหมดสิ้น และเนื่องจากหนังสือเล่มนี้เป็นแนวอีโรติค โรแมนซ์ ก็ไม่ถึงสองบทหรอกค่ะก่อนที่พระนางจะเข้าด้ายเข้าเข็มกัน

แต่วันรุ่งขึ้นไวเอ็ตก็ได้พบกับเฟธอีกครั้งบนฐานขุดเจาะน้ำมัน และเธอจำเขาได้

นั่นเพราะเฟธไม่ใช่หญิงสาวธรรมดา เธอเองก็เป็นหนึ่งสายลับของรัฐบาลอังกฤษที่ออกตามหาเครื่องจักรที่ควบคุม อากาศ เพื่อใช้มันแลกกับชีวิตของน้องสาวฝาแฝด ความสัมพันธ์แต่หนหลังที่เคยมีกับสายลับของไอทอร์ทำให้เฟธหลอกไอทอร์ได้ สำเร็จว่าเธอจะแปรภักดิ์ แต่เมื่อแฝงกายเข้าไปบนฐานขุดเจาะน้ำมันได้แล้ว เฟธก็เผชิญหน้ากับไวแอ็ต และแรงดึงดูดระหว่างกันก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้แผนของทั้งคู่แตก

แม้พระเอกนางเอกจะเป็นไวเอ็ตและเฟธ แต่เรื่องนี้เต็มไปด้วยตัวละครรองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรมี่และเฮลี่ย์ พระนางจากเล่มแรก หรือเรื่องราวต่อเนื่องของครีดและแอนนิก้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ผูกยาวมาตั้งแต่เล่มหนึ่ง (ซึ่งเรื่องของสองคนนี้เป็นส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในชุด) แล้วยังมีเรื่องของเดฟลินและออซคู่รักของเขา (เดฟลินเป็นหัวหน้า ACRO และไบเซ็กส์ชั่ล เป็นตัวละครที่แม็กซ์เสียดายมาก ๆ ถ้าจะคู่กับผู้ชาย แต่ดูแล้วไม่น่ารอด)

แต่การมีตัวละครรองหลายตัวก็ไม่ได้ทำให้น้ำหนักเรื่องของไวเอ็ตและเฟธลดน้อย ถอยลงไปเลย ไวเอ็ตเป็นพระเอกที่ได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ เขามีหน้าที่ต้องทำ มีงานที่ต้องปฏิบัติ แต่เขาก็เข้าใจภาระของเฟธในการช่วยชีวิตน้องสาว และเขาก็รักเธอมากพอ (สปอยล์ลากเม้าท์ถ้าอยากอ่าน) ที่จะไม่ทำร้ายเธอ แม้ในยามที่เธอทรยศเขา

ส่วนเฟธแม้จะมีบางครั้งที่แม็กซ์รู้สึกว่า เธอไม่ได้รักไวเอ็ตอย่างที่เขาสมควรได้รับ แต่ในท้ายที่สุดแม็กซ์ก็ชอบที่เธอพิสูจน์ตัวเอง และที่สำคัญแม็กซ์เชื่อว่าเธอเป็นนางเอกที่ช่วยเหลือตัวเองได้

และจะมีหนังสือสักกี่เล่มที่นางเอกขี่ม้าขาวเข้าไปช่วยพระเอกไม่ให้ต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ภารกิจสำเร็จ สปอยล์อีกแล้ว ไวเอ็ตต้องลงทุนยั่วยวนสายลับไอทอร์ที่เป็นผู้ชาย แต่เฟธซึ่งแอบติดกล้องไว้เห็นเข้าจึงรีบวิ่งเข้าไปขัดจังหวะ ฉากนี้จะว่าฮาก็ฮานะ

แต่บอกตามตรงค่ะ สิ่งที่ทำให้ชอบเล่มนี้มากที่สุดก็คงเป็นบทสรุปเรื่องความรักของครีดและแอ นนิก้า ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้่อ่านชุดนี้มาตลอดก็อาจจะรู้สึกว่าเรื่องของสองคนนี่ มันดูหลุด ๆ ไม่เข้ากับเรื่องนัก ซึ่งมันก็ไม่เข้ากะเรื่องจริงแหละ เพียงแต่แม็กซ์ช้อบชอบน่ะ

แอนนิก้าเป็นเด็กสาวที่มารดาถูกฆ่าตายโดยซีไอเอตั้งแต่อายุเพียงสองขวบ และถูกเลี้ยงโดยซีไอเอเพื่อให้เป็นนักฆ่า เธอฆ่าคนคนแรกตอนอายุสิบสอง และเมื่อสิบหกปีเธอก็รู้ความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเอง แอนนิก้าบ้าไป เธอฆ่าทุกคนที่ทำลายชีวิตเธอ สร้างความเสียหายอันไม่อาจประมาณค่าได้ให้แก่ซีไอเอ (แม็กซ์บอกรึยังว่าเธอเป็นตัวละครแบบที่แม็กซ์ชอบ) และถูกเดฟลินหัวหน้า ACRO ดึงตัวมาทำงานให้ ด้วยวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ แอนนิก้าเป็นสายลับที่สมบูรณ์แบบ และเป็นสาวบริสุทธิ์ เพราะเธอมีพลังไฟฟ้าในตัว ไม่มีชายใดที่จะแตะตัวเธอได้ จนกระทั่งครีด

เขาเป็นคนที่มองเห็นวิญญาณ แม้จะถูกทิ้งหลังแรกเกิด แต่ครีดมีครอบครัวที่อบอุ่นกับพ่อแม่บุญธรรม เขาเป็นด้านตรงข้ามกับแอนนี่ทุกอย่าง ครีดมีวิญญาณที่ติดตามตัว วิญญาณที่ไม่ชอบให้ผู้หญิงคนไหนเข้าใกล้เขา และนั่นทำให้ชีวิตรักของเขาเป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งเขาได้เจอกับแอนนิก้า

แม็กซ์ชอบเด็กคู่นี้มาก และที่เรียกว่าเด็ก ไม่ได้เขียนผิดไปหรอกนะ เพราะทั้งคู่ดูเด็กจริง ๆ ความรักแบบเด็กไฮสคูลแนวทะเลาะกัน ดีกัน เลิกกันยังไงก็ไม่ได้ แต่ก็น่ารักดี ความรักของทั้งสองได้บทสรุปในเล่มนี้ และแม็กซ์ก็ชอบ (สปอยล์ค่ะ) วิธีการที่วิญญาณของครีดทำกับแอนนีในตอนท้ายที่สุด

ส่วนเดฟลิน เขาเป็นตัวละครที่ทำให้เกิดความรู้สึกผสม คือในบางเวลาเขาก็ดูน่าสนใจ เป็นตัวละครที่น่าอ่าน ในบางเวลาก็ทำให้คิดว่าเขาเป็นเกย์วัยรุ่นที่คลั่งเกย์เฒ่า (อย่างออซ) เรื่องราวของเขายังไม่จบในเล่มนี้ แต่ทิศทางของเรื่องที่นำไป (สปอยล์) ที่ออซตายแล้วสั่งเสียว่าเดฟจะได้พบกับผู้ชายคนใหม่ ทำให้แม็กซ์อ่านแล้วเกิดอาการขย้อนในท้องพิกล

สรุปว่า เล่มนี้เราไม่ผิดหวัง แต่ก็บอกตามตรงนะคะว่า อาจจะไม่ถูกใจใครหลายคนก็ได้ เพราะว่ากันตรง พล็อตมันไม่แน่นัก แต่เพราะแม็กซ์ชอบตัวละคร เซ็กส์ และแอ็คชั่นในเรื่อง ก็เลยทำให้ซิดนีย์กลายเป็นนักเขียนที่เราจัดให้อยู่ในระดับที่พลาดไม่ไ้ด้ เสียแล้ว

คะแนนที่ 83

Insatiable // Beverly Havlir

เมื่อวานโดนคำสั่งบินด่วนไปสิงคโปร์ค่ะ ก็เลยหายหน้าไปเสียหนึ่งวัน ผลของการไปสิงคโปร์แบบไปเช้าเย็นกลับ (เพราะบริษัทกำลังประหยัดงบค่าโรงแรม) ก็เลยทำให้แม็กซ์อ่านหนังสือไม่จบเลยสักเล่ม (นอกจากอีบุ๊คเรื่องสั้น ๆ ที่ติดอยู่ในมือถือ)

วันนี้ก็เลยเป็นคิวของการเอาหนังสือเก่าที่อ่านจบไปตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อนมาหากินอีกแล้วค่ะ

Insatiable ของเบเวอลี่ แฮฟเลอ

เราชอบงานของเบเวอลี่ค่ะ ดังนั้นเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่สนพ.อีลอร่าส กระหน่ำซัมเมอร์ (อันที่จริงควรเป็นวินเตอร์) เซล เราก็เลยเหมางานในฉบับพรินต์บุ๊คของเธอมาจนหมดทุกเล่ม

ในเล่มนี้มีเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่สองเรื่องค่ะ

The Abduction of Emma

ในเรื่องนีซึ่งมีขนาดยาวกว่าอีกเล่มนึง เกือบครึ่ง (แม้จะไม่ได้ยาวขนาดที่แม็กซ์จะเรียกว่าเป็นนิยายได้เต็มปากนะคะ เราคิดว่ามันมีลักษณะของเรื่องสั้นมากกว่า) เอ็มม่าสาวสวยแถมยังเป็นลูกสาวเศรษฐีกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับชายหนุ่มที่ สมบูรณ์แบบทั้งชาติตระกูลและฐานะ ซึ่งเมื่อลุค เพื่อนของพี่ชายของเธอซึ่งแอบหลงรักเอ็มม่ามานานรู้เข้า ก็ตระหนักในทันทีว่า เขาไม่อาจปล่อยให้เธอแต่งงานไปกับชายอื่นโดยที่เขายืนดูอยู่เฉย ๆ ได้

ลุคมาจากครอบครัวที่แตกต่างจากเอ็มม่า เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยเป็นลูกเศรษฐีเหมือนเพื่อนสนิทของเขา ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่า ตนเองไม่คู่ควรกับเอ็มม่าขนาดไหน ลุคจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อขยับฐานะของตัวเองให้เท่าเทียมกับเธอมากขึ้น เขาสร้างตัวจากมีฐานะร่ำรวยเทียบเคียงกับเธอ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะช้าไป

เมื่อได้ยินข่าวการแต่งงานของเอ็มม่า ลุคจึงคิดแผนการลักพาตัวเธอขึ้น และขอให้เธอให้โอกาสเขาสิบวันในการทำให้เธอเปลี่ยนใจ และในเมื่อมันเป็นหนังสือที่เขียนให้กับสนพ.อีลอร่าส เคฟ ก็เดากันได้นะคะว่า สิบวันนั้นใช้ไปกับการทำอะไรบ้าง

เรื่องนี้สั้น ๆ ดำเนินเรื่องเร็วค่ะ อดีตระหว่างลุคและเอ็มม่าถูกเล่าอย่างไม่ละเอียดนัก แต่กระนั้นก็มีน้ำหนักพอจะทำให้แม็กซ์เชื่อในความผูกพันของทั้งสอง และไม่รู้สึกว่าเอ็มม่าเป็นนางวันทองสองใจที่กำลังจะแต่งงานกับผู้ชายคนนึง แต่กลับมายุ่งเกี่ยวกับชายอีกคน ในขณะเดียวกันลุคก็กำลังอัลฟ่าได้ระดับ

โดยรวมเป็นเรื่องที่อ่านเร็ว และง่าย ไม่ต้องคิดอะไรมาก อาจจะไม่ได้มาตรฐานของเบเวอลี่เรื่องอื่น แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลย

คะแนนที่ 67

Taming Alex

เรื่องนี้เล่าเรื่องของอเล็กซ์เพื่อนสนิทของเอ็มม่า ที่มีประสบการณ์ไม่ดีกับความสัมพันธ์ นั่นเพราะแม่ของเธอแต่งงานหลายครั้งจนเธอไม่เชื่อเรื่องการอยู่อย่างมีความ สุขตลอดไปอีกแล้ว ถึงกระนั้นในวันแต่งงานระหว่างเอ็มม่าและลุค อเล็กซ์ก็เผลอใจจนมีความสัมพันธ์กับเอธาน พี่ชายของเอ็มม่าเข้าจนได้

และอย่างไม่รู้ตัว เอธานก็ค่อย ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอ

เรื่องนี้สั้นกว่าเรื่องแรกเสียอีกค่ะ และนี่คือปัญหาใหญ่ของพล็อตเรื่องแบบนี้ เพราะอเล็กซ์ซึ่งไม่ไว้ใจผู้ชาย มันต้องใช้เวลาในการทำให้เธอเปลี่ยนใจ แต่เนื่องจากหน้ากระดาษมันน้อยเกินไป ทำให้แม็กซ์รู้สึกเหมือนทุกอย่างเร่งและรีบไปหมด อ่านแล้วไม่รู้สึกถึงความผูกพันของตัวเอกเลย และในหนังสือโรแมนซ์ นี่เป็นความผิดใหญ่มาก

คะแนนก็เลยได้แค่ 57

Thursday, January 22, 2009

Wicked Hot // Charlene Teglia

ตั้งใจจะรีวิวหนังสืออีกเล่มค่ะ แต่ด้วยเหตุที่ยังอ่านไม่จบ (ไม่ใช่เพราะไม่สนุก แต่เมื่อวานตื่นเช้ามาก ก็เลยง่วงมาก นอนหลับไปตั้งแต่หัววัน) เลยกลายเป็นเล่มนี้แทน

Wicked Hot ของชาร์ลีน เท็คเลีย

หนังสือแนวอีโรติคพารารนอมอลชิคลิกอีโรติคโรแมนซ์ (แม็กซ์ไม่ได้เขียนผิดเขียนอีโรติคซ้ำกันสองรอบหรอกค่ะ เรื่องมันฮ็อตมากน่ะ ก็เลยแถมอีโรติคให้สองครั้งไปเลย)

รีวิวกันอย่างตรง ๆ ก็ขอบอกว่า เล่มนี้มีแต่ฉากเซ็กส์เป็นหลัก สมกับที่เป็นแนวอีโรติค แต่ท่ามกลางฉากเอ็กซ์อันมากมายนั้น แม็กซ์ชอบตัวละคร และพล็อตเรื่องที่แม้จะน้อยนิด ก็น่าสนใจ

เอเดน่าเป็นซัสคิวบัส (Succubus) หรือปีศาจที่อยู่ได้ด้วยตัณหา (ตัณหาเป็นอาหารของเธอ) และมีหน้าที่หลอกล่อดวงวิญญาณของมนุษย์มาให้กับซาตาน (ในที่นี้ก็คือนิค ซึ่งน่าจะมาจากชื่อซาตานที่หลายคนเรียกกัน Old Nick)

ที่ตลกก็คือเอเดน่าเป็นสาวบริสุทธิ์ เธอตายในปี 1066 ซึ่งถ้าคุณเป็นนักประวัติศาสตร์ หรืออ่านโรแมนซ์มานานพออย่างแม็กซ์ ก็จะรู้ว่าปีนี้มีความสำคัญเช่นไร เพราะมันเป็นปีที่วิลเลี่ยมแห่งนอร์แมนดียกทัพบุกเกาะอังกฤษ และสถาปนาราชวงค์นอร์แมน เอเดน่าฆ่าชาวนอร์แมนด้วยความเกลียด ก่อนจะถูกเพื่อนของเขาฆ่าตายเช่นกัน ด้วยการทำบาป ดวงวิญญาณของเธอถูกสาปให้เป็นซัสคิวบัส และเนื่องจากความเป็นซัสคิวบัสทำให้เธอจะกลืนกินพลังชีวิตของมนุษย์ผู้มีั ตัณหา ทำให้พวกเขาตายลงก่อนที่จะไปไหนต่อไหนกับเธอได้

ดังนั้นพันปีต่อมา เอเดน่าก็ยังคงความบริสุทธิ์เอาไว้ ในทางร่างกายนะคะ แต่อย่างอื่นนี่ รู้ดีไปหมดแล้วล่ะ

นิคมอบงานชิ้นสำคัญให้เอเดน่าในการยั่วยวนอีไล ซึ่งเป็นเนฟเฟลิม (Nephilim) หรือลูกครึ่งมนุษย์และเทวดา (angel) ทั้งนี้ไม่ควรจะมีเนฟเฟลิมหลงเหลือในโลกมนุษย์อีกแล้วหลังจากน้ำท่วมครั้ง ใหญ่ (ตามคัมภีร์ไบเบิ้ล) แต่การปรากฎตัวของอีไลทำให้เหล่าปีศาจงุนงง

และเนื่องจากเล่มนี้เป็นอีโรติคพารานอมอล เรื่องก็เลยโฟกัสอยู่ที่เซ็กส์เป็นหลัก ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย เอเดน่าแม้จะไม่อยากรับงาน เพราะรู้ถึงชื่อเสียงของพวกเนฟเฟลิมดีกว่าเก่งขนาดไหน แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก และเมื่อได้พบกับอีไลครั้งแรก เขาก็รู้ทันทีว่าเธอเป็นใคร และมีจุดประสงค์ยังไง

อีไลใช้เวทมนตร์ผูกเอเดน่าไว้ และนั่นหมายถึงเธอไม่อาจขัดคำสั่งเขาได้ แต่ก็ใช่ว่าเอเดน่าอยากจะขัดคำสั่งหรอกนะ เธอเป็นซัสคิวบัสที่มีชีวิตอยู่ด้วยตัณหา และอีไลก็มีเหลือให้เธอเต็มที่

แต่นอกจากอีไลแล้ว เธอยังได้พบกับเดล น้องชาย (แม็กซ์คิดว่านะ) ของอีไล ซึ่งเป็นเนฟเฟลิม และแม้เดลจะไม่ได้ดึงดูดความสนใจของเธออย่างที่อีไลมี แต่เอเดน่าก็ไม่ปฏิเสธที่จะปฏิเสธเขา โดยเฉพาะเมื่อเธอเป็นซัสคิวบัส และตัณหาคือความเชี่ยวชาญของเธอ

วิธีการเล่าเรื่องที่ผ่านมุมมองของเอเดน่าคนเดียว รวมทั้งความคิดและการกระทำหลายอย่างของนางเอก ทำให้แม็กซ์มองว่าเล่มนี้มีกลิ่นของชิคลิคปนมาไม่น้อย

พล็อตเรื่องเล่มนี้ไม่มีอะไรเลย แต่แม็กซ์คิดว่ามันน่าจะเป็นจุดเล่มต้นของหนังสือชุดนะคะ เราชอบวิธีการอธิบายของอีไลในเรื่องการเกิดใหม่ของเนฟเฟลิม ที่เล่าว่า ในอดีตเนฟเฟลิมมีมาก และด้วยความสามารถในการยั่วยวนมนุษย์ เนฟเฟลิมขยายเผ่าพันธุ์ตัวเองจนมากกว่ามนุษย์ และนั่นเป็นเหตุผลที่เนฟเฟลิมต้องตายในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เพราะความสมดุลจะต้องคงอยู่ แต่เมื่อขาดเนฟเฟลิมที่คอยปกป้องมนุษย์แล้ว ปีศาจก็เพิ่มจำนวนขึ้น จนบัดนี้มนุษย์ร่อยหล่อลง ทำให้เนฟเฟลิมเป็นที่ต้องกาีำรอีกครั้ง

แต่การกลับมาของเนฟเฟลิมก็จำเป็นต้องมีบททดสอบ และเอเดน่าคือแบบทดสอบของอีไลในความสามารถในการควบคุมตัณหาของเขา (เนื่องจากครั้งก่อนที่มีเนฟเฟลิม พวกเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ และแพร่ขยายพันธุ์ไปกับมนุษย์โลกจนทั่ว)

แม็กซ์ชอบเอเดน่า ชอบในความตรงไปตรงมาในเรื่องเพศอย่างมากของเธอ มันเหมาะกับคาแร็คเตอร์ความเป็นซัสคิวบัสของเธอดี ในขณะเดียวกันความยอมรับในความสัมพันธ์ที่มีกับทั้งอีไลและเดล ก็อยู่ในขอบเขตที่เด่นชัดจนไม่ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าเดลเข้ามามีส่วนอะไรในโร แมนซ์เล่มนี้ เพราะสำหรับเอเดน่าทุกอย่างก็เฉพาะและเพื่ออีไลเท่านั้น

และถึงจะเป็นการดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของเอเดน่าเพียงคนเดียว แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้จักอีไลนะคะ เราอาจไม่ได้เห็นความคิดของเขา แต่แม็กซ์ว่าคนแต่งค่อนข้างชัดเจนในเรื่องความรู้สึกของอีไล

ไม่ได้บอกว่าเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีมากนะคะ แต่สำหรับคนที่อยากอ่านอีโรติคโรแมนซ์ ก็ขอแนะนำแล้วกัน มันฮ็อต และมีคาแร็คเตอร์ที่น่าอ่าน แม้ว่าจะอ่อนด้อยในเรื่องพล็อตไปอย่างมากก็ตาม

และตอนจบ (สปอยล์) แม็กซ์ชอบการที่เฉลยว่า แท้จริงแล้ว นิคเองก็มีส่วนในการจับคู่ระหว่างเอเดน่าและอีไล

คะแนนที่ 75

Wednesday, January 21, 2009

Pleasurable Bargain // Kate Pearce

หลายคนถามมาว่า พักหลังมานี่แม็กซ์ไม่ได้รีวิวหนังสือแนวอีโรติค โรแมนซ์เลย ก็อยากจะบอกว่า ที่อ่านมามันไม่น่ารีวิวเลยสักเล่มน่ะสิคะ ก็เลยไม่ได้รีวิว แต่เพื่อตามใจแฟน ๆ ก็เลยเอาเล่มนี้ ซึ่งอ่านไปนานแล้วล่ะค่ะ มารีวิวให้อ่านกัน เพราะถือว่าเป็นอีโรฯ ที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ เล่มนึง

Pleasurable Bargains ของเคธ พีช

หนังสือเล่มนี้หาอ่านได้ในฉบับอีบุ๊ค่ะ ขายที่สนพ.อีลอร่าส เคฟ (ไปหาลิงค์กันเองนะคะ แม็กซ์ไม่ได้เปอร์เซ็นต์ค่าขายจากอีลอร่า ก็เลยไม่แปะลิงค์) แต่ทางสนพ.อีลอร่า เอานิยายที่เป็นอีบุ๊คที่เป็นเรื่องราวของพี่น้องฝาแฝดตระกูลฮาร์คอร์ ทมารวมพิมพ์ในเล่มเดียวกัน แล้วใช้ชื่อว่า Pleasurable Bargains ซึ่งก็เป็นชื่อที่เกิดจากการสนธิชื่อของอีบุ๊คสองเล่มนี้เข้าด้วยกันนั่น แหละค่ะ

เรื่องแรก Eden's Pleasure

เล่มนี้ดำเนินเรื่องผ่านสายตาของนางเอกคนเดียว (ใช้ I) ดังนั้นอาจจะรู้สึกแปลก ๆ กันบ้างเวลาอ่านนะคะ อีเดนเป็นเด็กสาวที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับพี่น้องตระกูลฮาร์คอร์ท และถ้าเธอยอมรับกับตัวเอง เธอตกหลุมรักเจอวาส ฮาร์คอร์ทน้องชายคนเล็กในคู่แฝด แต่เพราะเธอเป็นเพียงเด็กสาวจน ๆ ไม่มีฐานะ พ่อของคู่แฝดฮาร์คอร์ทจึงข่มขู่ และสร้างเรื่องโกหกเพื่อแยกทั้งสองออกจากกัน อีเดนแต่งงานไปกับชายแก่คราวพ่อ ในขณะที่เจอวาสกลายเป็นทหารในกองทัพ

หลายปีผ่านไป สามีของอีเดนตามตามระเบียบ เปิดโอกาสให้อีเดนว่างพอที่จะมีกิ๊กคู่ใจได้ และเธอก็เลือกกิเดี้ยน ฮาร์คอร์ท แฝดผู้พี่ในตระกูลฮาร์คอร์ท (นั่นเพราะเธอยังเข้าใจเจอวาสผิดไป และเขาน่าจะยังรบอยู่ในยุโรป) แต่กิเดี้ยนก็สมกับเป็นพี่ชายที่แสนดี เขาหลอกล่ออีเดนมายังลอนดอนเพื่อพบกันด้วยจุดประสงค์ตามแนวนิยายอีโรติค และเรียกน้องชายที่รักมารับช่วงไป (และโปรดอย่าคิดว่ากิเดี้ยนจะดีขนาดไม่แตะต้องตัวอีเดนเลย มันก็ต้องมีบ้าง แต่ก็รักษาเนื้อรักษาตัวของอีเดนในสภาพดีที่สุดเพื่อรอเจอวาสนั่นแหละ)

ทำใจนิดนึงนะคะว่านี่เป็นแนวอีโรติค โรแมนซ์ ดังนั้นพล็อตเรื่องมันก็มีแค่นี้แหละ ที่เหลือก็เป็นฉากเซ็กส์ ซึ่งขอบอกว่าเคธเขียนได้ดีมาก ๆ และเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในหนังสือรวมเล่มเล่มนี้หรอก ค่ะ เป็นเรื่องของกิเดี้ยนต่างหากที่ได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ

คะแนนของเรื่องนี้ 70

เรื่องที่สอง Antonia's Bargain

คนที่ชอบเรื่อง Seduced ของเวอจิเนีย เฮนรี่น่าจะชอบเล่มนี้นะคะ เพราะถ้าคุณคิดว่า Seduced แรงแล้ว ต้องมาเจอเล่มนี้ค่ะ

ครั้งแรกที่กิเดี้ยนมองเห็นเด็กหนุ่มในซ่องที่เขาใช้บริการเป็นประจำอยู่ เขารู้ทันทีว่า จะต้องได้คนผู้นั้นมาครอบครองให้ได้ มันไม่สำคัญว่าคนคนนั้นคือผู้ชาย นั่นก็เพราะว่ากิเดี้ยนไม่เคยให้เพศของคู่นอนของตัวเองมาเป็นประเด็นอยู่ แล้ว (ถ้าอ่านแล้วไม่เก็ต ก็แปลว่ากิเดี้ยนเป็นไบเซ็กส์ชั่ลนะคะ)

แอนโธนี่ถูกญาติสาวพามาที่ซ่อง และถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง เพราะญาติไปมั่วสุมกับชายที่ได้เจอในนั้น แต่เมื่อมีชายหนุ่มหน้าตาดีโผล่เข้ามา และเริ่มต้นพาทัศนศึกษา มันจึงเป็นเหมือนการเปิดหูเปิดตา

แต่ที่มากไปกว่าแค่การเรียนรู้เรื่องเพศของเด็กหนุ่มไม่ประสา แอนโธนี่เรียนรู้มากกว่านั้น เพราะเขาไม่ใช่แอนโธนี่ หากแต่เป็นแอนโธเนีย หญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชายเพื่อมาเปิดหูเปิดตาในสถานที่ที่เป็นทีต้องห้ามของ เด็กสาวจากชนชั้นผู้ดี

และแอนโธเนียก็ได้เรียนรู้ยิ่งไปกว่านั้นมาก

มันใช้เวลาไม่นานก่อนที่กิเดี้ยนจะค้นพบความจริง และไม่นานเลยเมื่อเขาติดตามจนรู้ถึงตัวตนอันแท้จริงของเธอ ในสายตาคนนอก กิเดี้ยนและแอนโธเนียเป็นคู่ที่เหมาะสม แม้กระทั่งพ่อของกิเดี้ยนที่ตั้งข้อรังเกียจสะใภ้ทุกคนก็ยังอ้าแขนรับความ ร่ำรวย และชาติตระกูลของเธอ แต่แอนโธเนียต้องการมากไปกว่าความเหมาะสม เธอต้องการกิเดี้ยนอย่างที่เขาเป็น ชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า เธอยอมรับตัวตนที่ไม่งดงามนักของเขาได้ (ไม่ได้บอกว่ากิเดี้ยนไม่หล่อนะคะ แต่เขาทำอะไรหลายอย่างที่พระเอกโรแมนซ์ส่วนใหญ่ไม่ทำกัน --- อย่างน้อยฉากนึงในเรื่องนี้มาฉากกิเดี้ยนและตัวละครผู้ชายอีกตัว)

แม็กซ์ชอบเล่มนี้ค่ะ ชอบกิเดี้ยนเอามาก ๆ ชอบเขามาตั้งแต่ใน Eden's Pleasure แล้วล่ะ ตัวละครที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่สมบูรณ์กับเรื่อง และสมบูรณ์กับนางเอกเอามาก ๆ

จะว่าไปเล่มนี้อาจถือเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือชุดที่เคธเขียนให้กับอโฟไดท์ เซียก็ได้นะคะ เพราะในเล่มนี้มีการกล่าวถึงวาเลนติน ซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง Simply Sexual นิดหน่อย และปีเตอร์ซึ่งกำลังจะเป็นพระเอกในเรื่อง Simply Sinful ก็ออกมาอย่างเต็ม ๆ

เคธ พีชถือเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบเป็นอันดับต้น ๆ ค่ะ แม็กซ์ชอบเรื่องแนวย้อนยุคที่เธอเขียน เรื่องราวของขุนนางหนุ่มที่ไม่ค่อยมีความยับยั้งหรือศีลธรรมมากนักในเรื่อง เพศ และผู้หญิงที่ยอมรับตัวตนเช่นนั้นของพวกเขาได้

คะแนนของเรื่องนี้ 77

Sweet and Sinful & Handyman // Jodi Lynn Copeland

โจดี้ ลินน์ โคปแลนด์เป็นนักเขียนในสังกัดของอโฟไดท์เซียที่แม็กซ์ชอบมากคนนึง ไม่ถึงกับกรี๊ดสลบเหมือนอย่างเคธ พีชนะคะ แต่ก็เป็นนักเขียนที่คงเส้นคงวา ซื้อมาไม่ผิดหวัง

ยังแปลกใจเลยนะคะว่าไหงแม็กซ์ถึงไม่ค่อยรีวิวงานของเธอให้ฟังกันเลย ทั้งที่อ่านหนังสือที่เธอเขียนให้กับอโฟไดท์เซียครบเกือบทุกเล่มแล้ว

ก็เลยแก้ตัวด้วยการเอาสองเล่มหลังสุดของเธอมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

Sweet and Sinful ของโจดี้ ลินน์ โคปแลนด์

ในเล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้นสองเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงสองคนที่ทำงานในที่เดียวกัน

Just Like Candy

ตามชื่อเรื่องค่ะ เพราะว่าคอร์ทนี่ย์ นางเอกในเรื่องอยากเป็นสาวสุดฮ็อตและฟรีเซ็กส์อย่างแคนดี้เพื่อนร่วมงาน ดังนั้นหลังจากใช้ชีวิตอย่างกับแม่ชีมานานหลายปี คอร์ทนี่ย์ก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง และเริ่มต้นออกเดท (และมีเซ็กส์) กับหนุ่มมาหน้าหลายตา

การเปลี่ยนแปลงของคอร์ทนี่ย์ทำให้เพื่อนร่วมางานหนุ่มอย่างเบลนซึ่งแอบปิ๊ง เธอมานาน แต่ไม่กล้าพูด เพราะคิดว่าเธอ "ใส" เกินไป เริ่มเข้ามาตีสนิท และอย่างนิยายแนวอีโรติค โรแมนซ์ทั่วไป มันใช้เวลาไม่นานเลยที่ไฟจะสป๊าคส์กันพรึ่บพรับ

แต่แล้วความมั่วของคอร์ทนี่ย์ในอดีตก็ตามมาหลอกหลอน เพราะหนึ่งในชายที่เธอมีความสัมพันธ์ด้วย (ก่อนที่จะคบกับเบลนอย่างจริงจัง) เริ่มตามตื้อเธอด้วยการส่งของมาให้ และเริ่มมีจินตนาการที่เกินความจริง

แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องนี้ค่ะ ไม่ชอบนางเอก ส่วนหนึ่งเพราะความฟรีเซ็กส์ของเธอด้วย แต่ที่มากกว่านั้นก็คงเป็นความไม่มีเหตุผลที่เธอต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาด นี้ มันไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีอะไรรองรับการตัดสินใจของเธอ และที่สำคัญเราไม่เชื่อว่าคนเราจะเปลี่ยนกันได้เร็วขนาดนี้ จากผู้หญิงหงิม ๆ กลายเป็นเป็นลูกแมวยั่วสวาท (ขนาดให้คนแปลกหน้าเข้าไปถ่ายเธอกำลังทำอะไรกับผู้ชายอีกคนนึงได้เนี่ยนะ) เราว่ามันเกินความน่าเชื่อไปหน่อยค่ะ

คะแนนก็เลยที่ 40

Hard Candy

คราวนี้เรื่องสั้นเรื่องที่สองเป็นเรื่องของตัวแคนดี้เอง ที่หลังจากใช้ชีวิตสมบุกสมบั่นมานาน ก็คิดจะล้างมือ เพราะเห็นว่า ความมั่วของคอร์ทนี่ย์นำมาซึ่งปัญหามากเพียงไร (ถูกผู้ชายตาม) แต่มันก็ไม่ง่ายนักที่จะบอกเลิกความสัมพันธ์สามปีที่เธอมีกับไท เพื่อนหนุ่มที่พักอยู่ในอพาทเมนต์ห้องข้าง ๆ

ไทเองก็เหมือนกับแคนดี้ ตรงที่มีความสัมพันธ์กับสาวไปทั่ว โดยไม่ต้องการความผูกพัน ดังนั้นแคนดี้จึงเป็นเพื่อนสาวที่วิเศษสุด เ็ซ็กส์ที่ไม่มีความรัก แต่เมื่อแคนดี้บอกเลิก นั่นเริ่มทำให้เขาคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น

แม็กซ์ชอบเรื่องนี้ค่ะ เพราะตัวละครแม้จะมีพฤติกรรมที่เราไม่ชอบนัก (แต่จะให้แต่งยังไงคะ มันเป็นเรื่องแนวอีโรติค โรแมนซ์น่ะ) แต่เราว่าเขามีความซื่อสัตย์กับตัวเอง และดูน่าเชื่อกว่าคอร์ทนี่ย์นางเอกเรื่องแรกเยอะ และเรื่องก็เขียนได้น่าเชื่อถึงความรักระหว่างแคนดี้และไท การเปิดเรื่องโดยทำให้ตัวละครทั้งสองรู้จักและมีความสัมพันธ์กันมาก่อนแล้ว ยิ่งเป็นส่วนเสริมให้น่าเชื่อว่าทั้งคู่จะไปกันรอด ความสัมพันธ์มันอาจเริ่มขึ้นด้วยเซ็กส์ แต่สามปีที่ใช้ร่วมกันทำให้ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อน และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยความรักได้

คะแนนเรื่องนี้ที่ 57

ต่อกันอีกเล่มของโจดี้ ลินน์ค่ะ

Handyman ของโจดี้ ลินน์ โคปแลนด์

เล่มนี้ก็เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นค่ะ อันที่จริงโจดี้ ลินน์ยังไม่เคยเขียนนิยายเล่มยาวเลยนะคะ (นอกจากที่เป็นอีบุ๊ค)งานที่พิมพ์กับอโฟไดท์เซียทุกเล่มก็เป็นหนังสือรวม เรื่องสั้น

ในเล่มนี้มีธีมที่เข้ากับเศรษฐกิจยุคปัจจุบันมาก เรื่องราวของเพื่อนสามคนที่เข้าหุ้นกันทำบริษัทก่อสร้างขึ้น แต่ด้วยพิษเศรษฐกิจทำให้ไม่มีงานเข้ามาเลย (ตลาดบ้านในอเมริกาตกต่ำมากค่ะ) ทำให้ต้องหารายได้เสริมกันเป็นแถว และงานที่หนุ่ม ๆ พวกนี้เลือกก็คือ การให้บริการทางเพศ (ก็ขายตัวนั่นแหละ)

Coming in First

เรื่องเกิดจากความเข้าใจผิด เมื่อลิสสา มาโลนโทรศัพท์เข้าไปยังบริษัทรับเหมาก่อสร้างเพื่อให้ช่างมาซ่อมบ้านที่เธอ อยู่ แต่กลับถูกเข้าใจว่า ต้องการซื้อบริการอีกอย่าง และเมื่อแธดมาเรื่องจึงกลายเป็นทั้งธุรกิจ (ซ่อมบ้าน) และความปรารถนา

พล็อตเรื่องเล่มนี้ไม่มีอะไรค่ะ และเราถือว่าเป็นเรื่องที่อ่อนที่สุดในเล่มนี้เลยก็ว่าได้

คะแนนที่ 50

Not a Second too late

เจนิวีฟกำลังจะแต่งงานในอีกไม่กี่วันกับผู้ชายที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ ที่สุด แต่ในงานเลี้ยงสละโสดของเธอเอง เธอกลับได้พบกับแนช ผู้ชายที่แตกต่างไปจากที่เธอรู้จักมาตลอดชีวิต ในฐานะของทายาทสาวผู้ร่ำรวย และอาศัยอยู่ในย่านคนรวย เจ็นเป็นผู้หญิงชนิดที่แนชหลีกหนีมาตลอดชีวิต แต่เมื่อเจ็นยื่นข้อเสนอให้เขาแนะนำให้เธอรู้จักชีวิตอีกด้านด้วยเงินจำนวน มาก เขาก็ตอบตกลง

เราชอบเรื่องนี้ที่สุดในเล่มนี้ค่ะ ชอบเพราะรู้สึกว่าเจ็นและแนชเหมาะสมกันสุดสุด เจ็นซึ่งถวิลหาการใช้ชีวิตนอกกรอบที่พ่อแม่วางให้ ในขณะที่แนชเองก็เดินหนีออกจากชีวิตที่คล้ายคลึงกับเจ็นมาแล้ว (เขาเป็นลูกคนรวยเสียยิ่งกว่าเจนอีก อันที่จริงพ่อของเขาเป็นผู้มีพระคุณของพ่อของเจ็น) เพราะไม่ชอบชีวิตหลอกลวงและใส่หน้ากากเข้าหากัน

คะแนนที่ 75

Third time's a charm

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของเบนนี่ ที่เพิ่งเสียมารดาไปกับอาการป่วย เขาถูกแนะนำให้กับโฮลี่นักจิตวิทยาที่มีปัญหาในการรักษาชีวิตของคนไข้ ญาติของโฮลี่ (ซึ่งเป็นเพื่อนของเจ็น) ส่งเบนนี่มาเป็นของขวัญเพื่อผ่อนคลายแก่โฮลี่ โดยมีจุดประสงค์ลึก ๆ ต้องการให้โฮลี่เยียวยาบาดแผลจากการเสียแม่ของเขาด้วย

ในส่วนของอารมณ์ แม็กซ์ว่าเล่มนี้ลึกซึ้งที่สุด และเป็นคู่ที่น่าเชื่อที่สุดว่าจะไปกันรอด เบนนี่ซึ่งเป็นเด็กมีปัญหา มีนิสัยทำร้ายตัวเอง ซึ่งเขาเลิกหลังจากได้รับการอุปการะจากแม่ที่เพิ่งเสียไป แต่เขากำลังจะกลับมาสู่อาการแบบเดิมอีกครั้ง เพราะหลักยึดในชีวิตของเขาได้ตายลงแล้ว ดังนั้นการที่โฮลี่เข้ามาในชีวิตของเขาจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ

ความผูกพันลึกล้ำในความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นประเด็นที่แม็กซ์ชอบค่ะ และเราว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ "ลึก" ที่สุดของโจดี้ ลินน์เลย

คะแนนที่ 73

โดยสรุปแม็กซ์ชอบ Hanndyman มากกว่า Sweet and Sinful ค่ะ และอยากจะบอกว่า คนที่จะอ่านเรื่องของโจดี้ ลินน์ หรือพูดกันตามตรงหนังสือของอโฟไดท์เซีย ก็อย่าคิดมาก มันเป็นแนวอีโรติค โรแมนซ์นะคะ พล็อตเรื่องส่วนใหญ่ก็จะเปิดให้มันเป็นอีโรติค เพื่อจะได้เขียนบรรยายฉากเซ็กส์กันเยอะ ๆ อยู่แล้ว ค่านิยมแบบคนไทยในเรื่องรักนวลสงวนตัวมันก็ไม่ค่อยจะมีนักหรอกค่ะ