Showing posts with label Jenna Petersen. Show all posts
Showing posts with label Jenna Petersen. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

Desires Never Die // Jenna Petersen

ส่วนใหญ่วันทำงาน แม็กซ์จะไม่ค่อยเอาหนังสือที่ตัวเองคิดว่าสนุกมาอ่านนะคะ เรามักหยิบเอาเล่มที่ไม่ค่อยคาดหวังอะไรมากมาอ่าน และส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังสือที่ดองเปรี้ยวดองเค็มมานานหลายปี และรีวิววันนี้ก็เป็นคิวของหนังสือเก่าเก็บอีกเล่มค่ะ

แต่ก่อนอื่นขอพูดถึงตัวนักเขียนคนนี้ก่อนแล้วกัน เจนน่า ปีเตอร์เซ่นเป็นนักเขียนที่แม็กซ์ยังคงถือว่า "หน้าใหม่" แม้จะมีงานเขียนออกมาเกือบสิบเล่มแล้วก็ตาม (ไม่ว่าจะเป็นในนามปากกานี้ หรือเจส ไมเคิลส์ก็ตาม) ตอนที่เราอ่านงานเล่มแรกของเธอเรื่อง Scandalous ที่แม้จะยังไม่ถือว่าสนุกอะไรมากมาย แต่เราก็คิดว่า เจนน่าเป็นนักเขียนที่มีอนาคต และน่าติดตามซื้อต่อ

เราซื้องานของเธอเรื่อยมา และคิดเสมอว่า "เล่มนี้แหละที่จะเป็นเล่มที่ดีที่สุดของเธอ"

ผลเป็นไงเหรอคะ

เราอ่านงานของเธอในนามปากกาเจนน่า ปีเตอร์สันไปสี่เล่ม (จากทั้งหมดห้าเล่มที่ออกขาย) ไม่มีเรื่องไหนเลยที่เทียบเคียงกับ Scandalous ได้ และดูเหมือนมันจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ

แม็กซ์กำลังคิดหนักค่ะว่า จะเลิกอ่านงานของเธอดีไหม

ว่ากันด้วยรีวิวก่อนแล้วกัน จะได้เข้าใจในสิ่งที่แม็กซ์พูดมากขึ้น

Desire Never Dies ของเจนน่า ปีเตอร์สัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Lady Spies เรื่องราวที่แม็กซ์คิดเอาว่าคงเกิดจากไอเดียของเจมส์ บอนด์ผสมกับนางฟ้าชาร์ลี เรื่องที่เลดี้เอ็ม (เลียนแบบเอ็มในเจมส์ บอนด์ ซึ่งดูได้จากชื่อเรื่องที่ตั้งเลียนแบบหนังบอนด์หลายเรื่อง) ซึ่งเป็นสุภาพสตรีในวงสังคมชั้นสูงที่ไม่เปิดเผยตัวเองให้คนอ่านเห็น (และคงจะเฉลยในเล่มสามแหละ) ได้ทำการรวบรวมเลดี้สาวม่ายในวงสังคมสามคนเพื่อก่อตั้งองค์กรสายลับขึ้นใน ยุครีเจนซี่

ความไม่น่าเชื่อมันก็เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้แหละ เพราะแม็กซ์อ่านมาสองเล่ม เราไม่รู้สึกว่า เจ้าองค์กรลับสุดยอดเกี่ยวกับสายลับที่เป็นผู้หญิงนี่ มันจะไปอยู่ตรงไหนของการจัดการองค์กรในระบบการปกครองของอังกฤษในยุคนั้น เพราะอ่านแล้วก็รู้ว่า ไม่ได้สังกัดกระทรวงต่างประเทศ เหมือนอย่างที่สายลับคนอื่น ๆ ในประเทศของอยู่กัน ปัญหาคือ มันอยู่ตรงไหน ไม่มีการพูดถึงตรงนี้โดยละเอียดเลย

การที่เป็นหนังสือโรแมนซ์ ไม่ได้หมายความว่า คนแต่งมีสิทธิที่จะแต่งเรื่องที่ไร้เหตุผลได้หรอกนะคะ อย่างน้อยมันต้องวางพื้นฐานอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง แม็กซ์ไม่ชอบหนังสืออย่างนี้ เพราะมันทำให้โรแมนซ์เสียชื่อ

กลับมาที่เรื่องของเรา เลดี้อนาสตาเซียเป็นสายลับที่ไม่เคยออกทำงานภาคสนาม เธอเป็นอัจฉริยะในการตีความโค้ดลับ เป็นนักประดิษฐ์สติเฟื่องที่สร้างเครื่องไม้เครื่องมือให้กับองค์กรสายลับ แต่เพราะการบาดเจ็บอย่างไม่คาดฝันของสายลับอีกคนในองค์กร เธอจึงจำเป็นต้องออกปฏิบัติงานกับสายลับจากกระทรวงต่างประเทศอย่างลูคัส ไทเลอร์เพื่อสืบสวนหาคนทรยศ ที่เปิดเผยตัวสายลับหลายคนในองค์กร จนทำให้สายลับเหล่านั้นถูกลอบทำร้าย

ลูคัสซึ่งเป็นสายลับหนุ่มหล่อ ร่ำรวย พร้อมสรรพทุกอย่าง (ขอให้นึกถึงเจมส์ บอนด์เข้าไว้) ไม่ยินดีนักที่ต้องมาทำงานร่วมกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างแอนนาที่ไม่เคยทำงานสายลับนอกสถานที่มาก่อน แต่ลูคัสไม่มีทางเลือกเมื่อผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งให้ต้องทำ นอกจากนี้แล้วแอนนายังเป็นคนทำให้เขาหวั่นไหว จนแทบไม่มีสมาธิพุ่งตรงไปกับงานตรงหน้า เธอเป็นผู้หญิงที่แตกต่าง แม่หม้ายที่รักสามีผู้เสียชีวิตไปของเธออย่างมาก ผู้หญิงที่ปฏิเสธเขาหลายครั้ง และเป็นผู้หญิงที่ลูคัสพบว่าตัวเองไม่อาจห้ามใจไม่ให้ยุ่งเกี่ยวได้เลย

หนังสือเรื่องนี้มีพล็อตชนิดที่ดาษดื่นมาก นั่นคือไม่มีอะไรใหม่ในเนื้อเรื่อง แถมการสืบสวนหาคนร้ายก็ดูเหมือนเด็กอนุบาลเล่นซ่อนหากัน มันไม่ลึกลับ ไม่ต้องใช้ความคิด และแม็กซ์ไม่เข้าใจว่า ทำไมองค์การสายลับของลูคัสเองไม่มีปัญญาสืบหาความจริงนี้ได้ตั้งแต่ต้น ทำไมต้องมาเป็นงานของแอนนาที่จะคิดเรื่องนี้ออก ทุกอย่างมันเด่นชัดมาก ก็แค่ (สปอยล์) สืบเรื่องการเงินของคนที่เป็นผู้ร้าย ความจริงทุกอย่างก็ปรากฎออกมาแล้ว

แม็กซ์คิดนะว่าคนแต่งอาจจะพยายามทำให้คนอ่านเชื่อว่าแอนนาฉลาดที่มองเห็นการ เสแสร้างของคนร้าย แต่มันกลับเพิ่มความโง่ให้กับลูคัส และองค์กรของเขา มีที่ไหน สายลับในองค์กรตัวเองตายลงเป็นสิบ ๆ คน แทนที่จะสืบหาหนอนบ่อนไส้ ซึ่งสืบได้ง่ายมากเมื่อดูจากวิธีที่แอนนาใช้ในการยืนยันความคิดของตัวเองว่า คนคนนั้นเป็นคนทรยศ แต่พระเอก (ขอย้ำว่าเป็นพระเอกนะ) และองค์การของเขาไม่เคยทำ

อ่านแล้วไม่น่าเชื่อว่า อังกฤษที่มีองค์กรสายลับที่ห่วยแตกอย่างงี้จะชนะสงครามกับนโปเลียนได้

ยิ่งไปกว่านั้น คนแต่งยังแสดงความไม่เข้าใจ (หรือแกล้งไม่เข้าใจ แม็กซ์ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน) ในเรื่องเกี่ยวกับแบ่งแยกการบริหารงาน มีฉากหนึ่งในเรื่อง ที่ลูคัสถูกเรียกให้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับคดีคนทรยศถูกฆาตกรรม ลูคัสคิดในใจว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้เป็นตำรวจของแท้ แต่เรียกกันว่า Watch) ไม่มีอำนาจในการทำคดีใหญ่อย่างนี้หรอก มันเป็นหน้าที่ของสายลับในการสืบ

อุแม่เจ้า แม็กซ์เพิ่งรู้นะคะว่า สายลับเขามีไว้ในการสืบสวนคดีฆาตกรรม

เห็นอย่างนี้แล้ว จะให้แม็กซ์นับถือพระเอกของเราได้ยังไง ที่สำคัญ จะให้แม็กซ์นับถือเจนน่า ปีเตอร์สันได้ยังไง เราเข้าใจนะว่าเธอจะสื่อให้คนอ่านเห็นถึงความยิ่งใหญ่ ความสำคัญของเหล่าสายลับ แต่การให้ลูคัสตัดบทและปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องของ Watch มันผิดความจริงอย่างใหญ่หลวง

แม็กซ์โอเคนะคะถ้าจะบอกว่าเหล่า Watch นี่ไร้ความสามารถ สืบคดีไม่ได้หรอก ต้องให้สายลับมาทำคดี นั่นก็โอเค แต่ประเด็นคือ คดีฆาตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของสายลับในการสืบสวน (ถ้าจะสืบก็ต้องสืบในทางลับ แต่ไม่ใช่หน้าที่ เข้าใจกันไหมเนี่ย --- อันนี้ถามตัวละครในเรื่องนะคะ ไม่ได้ถามคนอ่านบลอก)

อีกเรื่องน่าขัดใจก็คือ ในเรื่องพยายามบอกว่า กลุ่มสายลับสาวสามคน (ที่เป็นนางเอกในชุดนี้) มีความสำคัญมากแค่ไหน แต่เราไม่เห็นว่าพวกเธอจะทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง และอย่างที่บอก เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอสังกัดหน่วยงานไหน และมีความรับผิดชอบในหน้าที่อะไร ถ้าแม็กซ์เข้าใจไม่ผิด งานหลักของสายลับก็คือ การออกไปสืบความลับ แต่แม็กซ์ไม่เห็นว่า สามสาวในเรื่องสืบความลับบ้าบออะไรสักอย่าง เราโอเคนะกับงานที่แอนนาได้รับมอบหมายในเรื่องนี้ มันเป็นการขอความช่วยเหลือจากองค์การสายลับอื่นให้ช่วยสืบหาคนทรยศในหน่วย งานของตัวเอง แต่ตลอดสองเล่มในชุดนี้ที่อ่านมา ก็ไม่เห็นว่าสายลับสาวมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ย้อนกลับมาในส่วนของโรแมนซ์บ้าง เราไม่มีปัญหาอะไรกับตัวละครนะคะ แต่ในอีกแง่นึง ตัวละครก็เป็นส่วนที่ทำให้พล็อตเลวร้ายลง แม็กซ์มีความรู้สึกว่า ทั้งลูคัสและแอนนาไม่ได้ให้ความใส่ใจกับงานที่ได้รับมอบหมายเลย ตลอดทั้งเรื่องก็มัวแน่นัวเนียคลอเคลียกันไปมาทั้งเรื่อง ทำงานโคตรคุ้มค่าจ้างเลย (อันนี้ประชดนะ)

อย่างที่บอกค่ะ เรื่องนี้เป็นหนังสือโรแมนซ์ เราก็คาดหวังให้เรื่องโฟกัสที่ตัวละครและความรักของพวกเขา แต่การดำเนินเรื่องในเล่มนี้ มันทำให้ดูเหมือนทั้งพระเอกและนางเอกเห็นแก่เรื่องส่วนตัวมากกว่าหน้าที่การ งาน และการเป็นหนังสือโรแมนซ์ ก็ไม่ได้เป็นการอนุญาตให้คนแต่งละเลยพล็อตเรื่องยังไงก็ได้หรอกนะ

หลังจากอ่านงานของเจนน่าไปหลายเล่ม แม็กซ์ได้ข้อสรุปว่า เธอมีปัญหาในการทำให้เรื่องรักษาความน่าสนใจไว้ได้น่ะค่ะ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่พล็อตที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อ และกลับกลายเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของตัวละคร อย่างในเรื่องนี้ เราไม่เชื่อว่าทั้งลูคัสและแอนนาเป็นสายลับ เพราะไม่มีน้ำยาด้วยกันทั้งคู่ รวมทั้งองค์กรสายลับที่สองคนนี่สังกัดอยู่ด้วย อย่างที่บอกนะคะ เราไม่รู้สึกว่า อังกฤษน่าจะชนะสงครามได้เลย ถ้ามีองค์การสายลับห่วย ๆ อย่างสองแห่งนี้

คะแนนที่ 43

Friday, January 23, 2009

Lessons From a Courtesan // Jenna Petersen & Let the Night Begin // Kathryn Smith

อาจเป็นเพราะความบังเอิญนะคะที่แม็กซ์ได้อ่านหนังสือสองเล่มที่มีธีมเรื่อง ต่างกัน แต่กลับมีพล็อตที่คล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็เพราะฝีมือของคนแต่งอีกนั่นแหละที่ทำให้พล็อตที่ดูเหมือนจะเหมือนกัน มีการดำเนินเรื่อง และผลสรุป รวมทั้งความรู้สึกของแม็กซ์ที่ต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ

เรื่องราวของคู่สามีภรรยาที่ด้วยเหตุอันใดอันหนึ่งทำให้ทั้งคู่ต้องแยกกัน อยู่เสมือนคนไม่รู้จักกัน ก่อนที่จะมีเหตุการณ์นำพาทั้งคู่ให้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง และนั่นก็นำไปสู่ความรักครั้งที่สอง

เริ่มด้วยเล่มแรกกับแนวย้อนยุคธรรมดากัน

Lessons from a courtesan ของเจนน่า ปีเตอร์เซ่น

เล่มนี้เปิดเรื่องด้วยการแต่งงานระหว่างจัสติน และวิคทอเรีย แต่หลังจากคืนวันแต่งงานอันวาบหวาม จัสตินก็ทิ้งวิคทอเรียให้อยู่ที่บ้านในชนบทตามลำพัง ส่วนตัวเขาก็ใช้ชีวิตราวกับหนุ่มโสดในลอนดอน และสำหรับสาวน้อยอย่างวิคทอเรีย แม้ว่าการแต่งงานของเธอจะเป็นการจับคู่โดยไม่มีความรักมาเกี่ยวข้อง การกระทำของจัสตินก็ทำให้หัวใจของเธอแตกสลาย

สามปีต่อมา นางบำเรอสาวสวยที่เพิ่งมาถึงลอนดอนสร้างความฮือฮาในวงสังคม ภูมิหลังที่ดูคลุมเครือแต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ทางเพศทำให้เธอกลายเป็นนาง บำเรอที่ถูกติดตามตื้อมากที่สุด คนอื่นอาจจรู้จักเธอในนามว่า เรีย แต่จัสตินรู้ว่าเธอคือวิคทอเรีย ภรรยาที่เขาทิ้งไว้ในบ้านชนบท ด้วยเหตุผลบางอย่างวิคทอเรียมาลอนดอน และปลอมตัวเป็นนางบำเรอ ซึ่งทำให้เขาเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไม่เต็มใจนัก

เหตุผลของวิคทอเรีย (ถ้าจะเรียกว่ามันคือเหตุผลนะ แม็กซ์ไม่แน่ใจเท่าไหรว่าความมีเหตุผลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย) คือ เพื่อนสนิทของเธอซึ่งเป็นนางบำเรอในลอนดอนหายตัวไป ทำให้เธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกนอกจากปลอมตัวแทรกเข้ามาในวงการอาชีพของเพื่อน สนิท เพื่อสืบหาความจริงว่าเพื่อนหายไปไหน

และเมื่อจัสตินรู้ความจริง เขายื่นคำขาดกับเธอ เขาจะช่วยเธอในการตามหาเพื่อน แต่ระหว่างนั้นเธอจะต้องแสดงตัวเป็นเมียเก็บของเขา และต้องมีความสัมพันธ์กันเช่นนั้นในความจริงด้วย

แม็กซ์มีปัญหาในการอ่านหนังสือของเจนน่าเสมอ จะว่าไปก็เหมือนกับจีน่า โชว์วอลเตอร์ที่มักจะขึ้นต้นเรื่องได้น่าอ่านมาก แต่ความสนุกจะค่อย ๆ ลดลง จนถึงหน้าสุดท้ายที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกเหมือนว่าเสียเวลาในชีวิตไปมาก (แต่ก็ต้องขอบอกว่า ตอนนี้แม็กซ์เปลี่ยนความคิดกับงานของจีน่าแล้วนะคะ หลังจากอ่านชุด Lords of the underworld แม็กซ์ว่าเธอมีพัฒนาการ และเขียนเรื่องได้น่าติดตามตลอดทั้งเล่มแล้ว) เล่มนี้ก็เช่นกัน การขึ้นต้นเรื่อง ด้วยความที่พล็อตนี้ (พระเอกนางเอกแต่งงานกันแล้ว แต่มีเรื่องขัดแย้งกันจนอยู่กันไม่ได้) เป็นแนวโปรด ทำให้แม็กซ์รีบหยิบมาอ่าน ซึ่งประมาณหนึ่งในสามของเล่มก็ถือว่าน่าติดตามดีค่ะ จนกระทั่งความสนุกมันลดน้อยถอยลงไป ด้วยความงี่เง่า และโง่บัดซบของตัวละคร

ที่บอกว่างี่เง่า และโง่นี่ไม่ได้เลวร้ายนักหรอกนะคะ แต่อาจเพราะแม็กซ์เอาเรื่องนี้ไปเทียบกับหนังสืออีกเล่ม (Upon a wicked time ของคาเรน เรนนี่) ที่พล็อตคล้ายกัน แต่เล่มนี้เทียบไม่ได้กระทั่งนิ้วก้อยเท้าของเล่มนั้น

ความลับในอดีตที่ทำให้จัสตินต้องทอดทิ้งวิคทอเรียไม่มีน้ำหนักมากพอ และ (สปอยล์ค่ะ อยากอ่านก็ลากเม้าท์ลง) การ ที่เขาโทษว่าเป็นความผิดของวิคทอเรียเมื่อค้นพบความจริงว่า เธอตั้งท้องและแท้งลูกของเขา ซึ่งเธอไม่ยอมบอกเขา เป็นเรื่องที่งี่เง่าและทุเรศที่สุด ให้ตายสิเขาทิ้งเธอไปหลังจากคืนวันแต่งงาน เธอท้องและแท้ง เขาคาดหวังให้เธอส่งข่าวให้เขารู้หรือไง ผู้ชายบัดซบมาก แล้วยังตอนจบอีก จะขอคืนดีกะนางเอก ยังมีหน้ามาพูดว่า เราต้องลืมความผิดพลาดในอดีต แม็กซ์บอกตามตรงนะว่า ไม่เห็นว่านางเอกจะมีความผิดพลาดอะไรในอดีตสักนิด

ส่วนตัววิคทอเรียเองก็ไม่ใช่ว่าใช้ได้ เหตุผลของเธอในการปลอมตัวเป็นนางบำเรอมันงี่เง่า และแสดงความมีมันสมองน้อยมาก แล้วก็ขอบอกตามตรงว่า สุดท้ายแล้วที่หาตัวเพื่อนของเธอเจอ ก็ไม่ได้เป็นเพราะความดีของจัสติน หรือฝีมือการสืบคดีของวิคทอเรียเลยสักนิดเดียว

พล็อตเรื่องอาจจะถูกใจแม็กซ์นะคะ แต่หนทางการดำเนินเรื่องมันยังกะถนนลูกรังแน่ะ คะแนนก็เลยได้ตามสภาพค่ะ ที่ 47

ตามด้วยอีกเล่มเลยแล้วกันค่ะ (ทดแทนที่ไม่ได้รีวิวไปเสียหลายวัน)

Let the night begin ของแคธลิน สมิท

หนังสือเล่มที่สี่ในชุด Brotherhood of the Blood เรื่องราวของอัศวินหกคนที่ค้นพบ The Blood Grail ซึ่งเปลี่ยนพวกเขาทั้งหกคนให้กลายเป็นแวมไพร์ หนึ่งในอัศวินฆ่าตัวตายเพราะยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ และแน่นอนว่าที่เหลืออีกห้าคนก็คือพระเอกในหนังสือชุดนี้

และแม้จะบอกว่าเป็นเล่มที่สี่ในชุด แม็กซ์ก็ขอบอกว่าไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มก่อนหน้าหรอกนะคะ เพราะแม็กซ์ก็ยังไม่ได้อ่านเล่มหนึ่งและเล่มสามเลยด้วยซ้ำ (มันไม่น่าอ่านขนาดนั้น) และที่เลือกเล่มนี้มาอ่าน ก็เพราะว่าพล็อต และคำชมจากเพื่อนที่บอกว่า "เล่มนี้โอเคนะ"

เช่นเดียวกับเล่มแรกที่เขียนถึงไป เล่มนี้ก็เป็นเรื่องราวของเรนย์และโอลิเวียภรรยาของเขาที่ทะเลาะและแยกกัน อยู่มานานสามสิบปี จนกระทั่งโอลิเวียได้รับจดหมายข่มขู่ให้เธอส่งมองตัวเรนย์ มิฉะนั้นพวกนั้นจะฆ่าเจมส์หลานชายของเธอ

สำหรับโอลิเวียมันไม่ใช่การเลือกที่ยาก เธอเป็นผู้เลี้ยงเจมส์มาตั้งแต่น้องสาวของเธอตาย และเรนย์แม้จะเป็นผู้ชายที่เธอเคยรัก แต่เขาก็ทรยศเธอด้วยการเปลี่ยนให้เธอเป็นแวมไพร์โดยไม่ถามความประสงค์ ทำให้เธอกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่มีชีวิตอยู่ด้วยการดื่มเลือด เวลาสามสิบปีที่แยกกันอยู่ไม่ได้ทำให้ความโกรธของเธอลดน้อยลงเลย

แม็กซ์ไม่ชอบแวมไพร์ของแคธลิน (จากเล่มที่ได้อ่านมา) พวกเขาดูทนทุกข์และขี้บ่น น่ารำคาญโคตร ๆ (อย่างแชฟเพลพระเอกเล่มหนึ่งที่น่ารำคาญมากจากแม็กซ์อ่านไม่จบ) แต่สำหรับเรนย์ แม็กซ์คิดว่าแคธลินเขียนได้ดี เขาเป็นแวมไพร์ที่แชฟเพลไม่ชอบ (จากการอ่านเล่มหนึ่ง แชฟเพลคิดว่าเรนย์มีความสุขกับการเป็นแวมไพร์มากเกินไป) และนั่นทำให้แม็กซ์คิดแล้วว่า เล่มนี้น่าจะสนุก

เรนย์ไม่ทนทุกข์ เขาเห็นข้อดีของการมีชีวิตอย่างอมตะ และเหนืออื่นใดเขารู้ใจตัวเอง เขารักโอลิเวีย เขาอาจจะผิดที่เปลี่ยนเธอเป็นแวมไพร์โดยไม่ถามความเห็นเธอ แต่เขาไม่เสียใจในการกระทำ และยังหวังเสมอว่า จะได้กลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง มันอาจดูไม่น่าเชื่อถ้าคิดว่าเขาปล่อยเธอไปนานถึงสามสิบปี แต่สำหรับคนที่คิดว่าเขาจะอยู่ตลอดไป แม็กซ์โอเคกับการกระทำนี้

ดังนั้นเมื่อโอลิเวียเดินกลับเข้ามาในชีวิต เธอเล่าเรื่องเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียงเรื่องการขอแลกเปลี่ยนตัวเจมส์และเรนย์ เธอขอให้เขาเดินทางไปสก๊อตแลนด์เพื่อตามเจมส์ และเช่นเดียวกับพระเอกในเล่มแรกที่รีวิวไป เรนย์ยื่นข้อเสมอให้โอลิเวียกลับมาร่วมเตียงกับเขาอีกครั้ง

ที่ต่างจากเล่มแรก แม็กซ์พบว่าเล่มนี้เหตุผลในการแยกจากกันน่าเชื่อ และการกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งยิ่งน่าเชื่อ แม็กซ์รับรู้ในความเจ็บปวดของโอลิเวียเมื่อเธอคิดว่าเรนย์ทรยศเธอ เปลี่ยนเธอเป็นสัตว์ประหลาด เธอไม่รู้ถึงวิธีการเอาชีวิตรอดด้วยซ้ำ ถึงการที่เธอโทษให้ทุกอย่างเป็นความผิดของเขามันอาจมากเกินไป แต่ก็ยังถือว่าแม็กซ์รับได้ ส่วนเรนย์ เขาพบผู้หญิงที่เขาอยากใช้ชีวิตที่เหลือ (ซึ่งยาวนานมาก) ร่วมด้วย เขารักเธอ เขากล้ายอมรับ และเผชิญหน้ากับมัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังฉลาดพอจะอ่านการกระทำของโอลิเวียออก เขารู้ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าแค่การที่เธอขอให้เขาออกตามหาเจมส์ แต่เขาก็ทรนงในตัวเองมากพอว่า เขาจะทำให้โอลิเวียละทิ้งแผนร้ายทุกอย่างที่มี เพราะเขาจะทำให้เธอกลับมารักเขาอีกครั้งได้

แม็กซ์ชอบที่เขาบอกกับเธอ หลังจากที่เธอสารภาพถึงความจริงทั้งหมด ที่เขาบอกเธอว่า เขาสงสัยแล้วว่าเธอคงมีเจตนาอื่นแฝง แต่เขาไม่สนใจ และถ้าในที่สุดเธอยังทรยศเขา มันก็เป็นความผิดของเขาเองที่ทำให้เธอรักได้ไม่มากพอ

โดยรวมแม็กซ์ชอบเรนย์ ชอบความสบายในความเป็นแวมไพร์ของเขา เขาไม่เคยมองว่ามันเป็นคำสาป (ซึ่งต่างจากตัวละครตัวอื่นในเรื่อง) เขาไม่เชื่อว่าเขาคือผู้ถูกสาป และจะต้องตกนรก เขาแน่ใจว่าถ้าเขาตาย เขาก็มีสิทธิที่จะได้ขึ้นสวรรค์เช่นกัน

โอลิเวียในอีกทางนึงถือว่าโอเค แม็กซ์ไม่ชอบการที่เธอโทษทุกอย่างให้เป็นความผิดของเรนย์ แต่ในท้ายที่สุดเมื่อเธอต้องเลือก เธอก็พิสูจน์ว่าเธอรักเรนย์แค่ไหน แม็กซ์ให้เธอสอบผ่านค่ะ

สรุปท้ายของคอมเม้นต์แคธลินหน่อยแล้วกันค่ะ มันไม่เกี่ยวอะไรกะเล่มนี้นะ (แม็กซ์ถือว่าเล่มนี้อาจจะเป็นเล่มที่ดีที่สุดของแคธลินเลยก็ได้) แม็กซ์ว่าเธอเป็นคนที่เขียนเรื่องตามแนวตลาดมากจนน่ารำคาญ เดิมเธอเขียนเรื่องแนวย้อนยุค พอแนวแวมไพร์ฮิต เธอก็มาเขียนชุดนี้ ตอนนี้เทรนด์เปลี่ยนไปที่แนว Urban Fantasy เธอก็ได้ฤกษ์ออกหนังสือชุดใหม่ที่เรียกว่าชุด "ฝันร้าย" ที่แม้หนังสือจะไม่ออก แต่ดูแล้วก็คล้ายกับ UF อย่างไม่น่าเชื่อ แม็กซ์เห็นแล้วก็คงบอกได้แต่ว่าเธอเป็นคนตามแฟชั่น แต่ไม่คิดสร้างแนวอะไรเป็นของตัวเอง และนี่อาจจะเป็นคำอธิบายว่า ทำไมหลังจากเขียนหนังสือมาหลายสิบเล่มในหลายปี เธอยังไม่ได้เลื่อนระดับเป็นหนังสือแนวหน้าของเอว่อนเสียที

กลับมาที่คะแนนค่ะ อยู่ที่ 73 ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงที่สุดที่แม็กซ์เคยให้กับหนังสือของแคธลิน