Showing posts with label Karin Tabke. Show all posts
Showing posts with label Karin Tabke. Show all posts

Sunday, February 8, 2009

Skin // Karin Tabke

หลังจากบ้าแนวแฟนตาซีอยู่เกือบอาทิตย์ ในที่สุดแม็กซ์ก็กลับมาสู่แนวโรแมนซ์ได้สำเร็จ กับการอ่านเรื่อง "ผิวหนัง" ชื่อเรื่องอาจแปลแล้วดูประหลาดจนไม่น่าเป็นโรแมนซ์ แต่ความหมายแฝงมันมีเยอะ

ลองนึกกันดูว่าจะหมายความว่าอะไรกันได้บ้าง กับเรื่อง Skin ของ Karin Takbe นี่

ให้เวลาคิดค่ะ

แต่ถ้าขี้เกียจก็อ่านต่อแล้วกัน

สกินเป็นชื่อนิตยสารที่นางเอกเป็นผู้บริหารอยู่ ด้วยความมั่วของเนื้อเรื่องทำให้แม็กซ์ก็ยังงงอยู่ว่า มันอะไรของมัน เพราะจากที่อ่านได้ความว่า นางเอกต้องการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของนิตยสารของเธอ ด้วยการเปลี่ยนจากหนังสือแนวแม่บ้าน (เหมือนขวัญเรือน หรือกุลสตรี) ไปเป็นหนังสือปลุกใจเสือป่า (ผู้หญิง) แนวเพลย์เกิร์ล ที่มันงงก็เพราะว่า แล้วทำไมนิตยสารแม่บ้านถึงได้มีชื่อปกว่า สกินกันได้ (โอเค แม็กซ์ซื้อไอเดียที่ว่า สกินแปลว่าผิวหนัง ดังนั้นอาจจะหมายถึงการดูแลผิวหนังก็ได้นะ) แต่ความมั่วต่อเนื่องมาทำให้แม็กซ์ชักจะแน่ใจว่า คนแต่งแกมั่วแบบเอาจริงเอาจังมาก

นอกจากนางเอกจะเป็นผู้บริหารนิตยสารแล้ว เธอยังเป็นช่างภาพ และเธอยังเป็นลูกสาวของมาเฟียใหญ่ที่เพิ่งถูกลอบสังหารไปหมาด ๆ พระเอกของเราเป็นตำรวจที่ปลอมตัวเข้ามาสืบคดี (ที่อ่านจนจบเรื่องไม่เห็นจะสืบได้ความอะไรสักกะอย่าง) โดยการปลอมตัวเป็นนายแบบแนวนู้ดที่มาเทสหน้ากล้องเพื่อเป็นแบบหน้ากลาง (ถ้าไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ก็นึกถึงภาพที่เปลือยหมด เห็นทุกอย่าง) และด้วยความที่ทั้งหล่อ ทั้งใหญ่ (คิดเอาเอง) ก็ผ่านการทดสอบได้เป็นนายแบบประจำปกสกินฉบับปรับปรุงใหม่เล่มแรก

เห็นพล็อตก็คงพอรู้ว่าเรื่องนี้ พระเอกของเราต้องแก้ผ้า แก้ผ้า และแก้ผ้า นับเนื่องไม่ถูกเลยว่าถอดไปกี่รอบ เพราะนางเอกของเราจู่ ๆ ก็มีมู้ดอยากถ่ายภาพนู้ดของพระเอกทั่วไปหมด เรียกว่าไม่จำกัดเวลา และสถานที่ และพระเอกของเราก็มีวิญญาณที่ชาติก่อนเกิดเป็นชีเปลือย ก็เลยถอดให้ถ่ายได้อย่างหนำใจ

ความมั่วของเรื่องกระจัดกระจายอยู่ทั่วเรื่องอย่างไม่น้อยหน้ากันเลย รีส พระเอกเป็นตำรวจที่ปลอมตัวสืบคดีที่ไม่ได้เรื่องที่สุดคนหนึ่งที่แม็กซ์เคย ได้อ่านมาในหน้าหนังสือ เขาไม่ปกปิดเลยสักนิดถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง คนมีสติดีคนไหนจะเชื่อว่า นายแบบภาพนู้ดจะพกปืน และเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว นี่ยังไม่นับบรรดาผองเพื่อนพระเอกที่มาเป็นกำลังหนุนโดยไม่ปกปิดร่องรอยตัว เองเลย (เสนอหน้ามาจีบนางเอกต่างหาก) แม็กซ์อยากจะสรุปว่านี่เป็นปฏิบัติการสืบคดีที่งี่เง่าที่สุดที่เคยอ่าน

แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องนี้เหรอ

น่าแปลกที่คำตอบคือ แม็กซ์ชอบแหละ อาจเพราะความมั่วมันมีอยู่จนไม่เป็นประเด็นสำคัญไปซะแล้ว อ่านตรงไหนก็ต้องเจอจุดจับผิดที่ไม่สมความจริง จนในที่สุดแม็กซ์ก็ต้องยอมรับความมั่นอันนี้ไปโดยปริยาย แล้วหันมาสนใจกับการดำเนินเรื่อง และเซ็กส์

แม็กซ์พูดถึงเซ็กส์ไปรึยัง หรือว่าแม็กซ์บอกไปแล้วรึยังว่าเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงดีกรีความร้อนแรงหรอกนะ มันฮ็อต ฮ็อต ฮ็อต สำหรับแม็กซ์แล้วถือว่าเป็นหนังสืออีโรติกที่เขียนฉากเซ็กส์ได้ดีมากที่สุด เล่มหนึ่งแห่งปีค่ะ

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุนั้นหรือเปล่านะที่แม็กซ์ถึงได้ให้อภัยกับความมั่วในเนื้อเรื่องของคนแต่ง

Friday, January 23, 2009

Master of Surrender // Karin Tabke

แม็กซ์หยิบเล่มนี้มาอ่านเพราะต้องการเปลี่ยนปรรยากาศ หลังจากอ่านโรแมนซ์ที่พระเอกนางเอกเป็นคนมีเหตุผลมาหลายเล่ม ก็คิดว่าถึงเวลาที่จะอ่านพระเอกที่คนแต่งเองโฆษณาว่าเป็น "Man's man" และนั่นหมายถึงพระเอกแนวย้อนยุค (ไม่ได้หมายความว่าเรื่องแนวย้อนยุคนะคะ เพราะเรื่องนี้มันเป็นแนวย้อนยุคอยู่แล้ว -_- อ่านไปแล้วงงดีไหมคะ แม็กซ์ตั้งใจให้งงนะ ไม่ได้คิดจะเลียนแบบเจ๊มั่วฮาหรอกค่ะ) แบบที่ย้อนไปที่สักยี่สิบ (ไม่เอาสามสิบปีดีกว่า) ที่แล้ว ยุคที่พระเอกเป็นอัลฟ่าแบบบ้ามากกว่าดี ชนิดเห็นนางเอกแล้วเกิดอาการหื่นแตกต้องคิดรวบหัวรวบหางให้เร็วที่สุดให้ เป็นไปได้ ยุคที่การข่มขืนนางเอกเป็นแฟชั่น (และข่มขืนหมายถึงข่มขืน ไม่ใช่ Forced Seduction นะคะ)

คารินคนแต่งเล่มนี้โฆษณาไว้ประมาณนั้น เธอบ่นว่า ตัวเองอ่านนิยายโรแมนซ์สมัยนี้แล้วรู้สึกคิดถึงพระเอกแนวเถื่อนผสมหื่นอย่าง มาก แต่นักเขียนยุคใหม่ก็เหมือนจะเลิกเขียนไปแล้ว ดังนั้นเมื่อเธอมีโอกาสก็เลยเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา

เป็นไงคะ แม็กซ์ขึ้นต้นได้ทำให้เล่มนี้น่าอ่านขนาดไหน (แม็กซ์รู้ใจแฟนหนังสือค่ะว่าชอบแนวนี้กันซ้า)

Master of Surrender ของคาริน แท็ปค์

และแม็กซ์ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ เพราะหลังจากอ่านเล่มนี้ไปแล้ว แม็กซ์ไม่รู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกของเรื่องยุคเมื่อสามสิบปีก่อนค่ะ โอเคพระเอกมันทำตัวทุเรศ (ในแงหื่นผสมเถื่อน) บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงดีกรีอย่างที่โรสแมรี่ โรเจอร์ทำเอาไว้กับสตีฟ (สำหรับคนที่ไม่รู้จักสตีฟ ก็กรุณาไปอ่านหนังสือเรื่อง Sweet Savage Love มันเป็นความบัดซบที่นักอ่านโรแมนซ์ควรจะได้รู้จักเอาไว้ เพราะจะทำให้รู้ว่าพระเอกดีดีมันเป็นยังไงกันบ้าง == ก็ตรงกันข้ามกะสตีฟทั้งหมด)

และนั่นถือเป็นข่าวดีสำหรับแม็กซ์ เพราะเราทนพระเอกแนวนั้นไม่ได้ค่ะ แต่ก็ไม่ได้กำลังบอกว่าเล่มนี้มันดีอะไรหนักหนาหรอกนะคะ

โรฮานเป็นหนึ่งในอัศวินที่ถูกพวกซาราเซนจับขังคุกในไอบี เรีย (หรือก็คือบริเวณที่เรารู้จักกันในชื่อสเปน/โปรตุเกตนั่นแหละค่ะ) ในคุกแห่งนั้นมีอัศวินจากยุโรปถูกขังอีกเจ็ดคน (รวมเป็นแปด และแปลว่าชุดนี้น่าจะมีแปดเล่ม) อย่างไม่ชัดเจนนัก และไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร น้องสาวของลูกชายสุลต่าน (ก็ลูกสาวสุลต่านนั่นแหละ) ช่วยเหลือพวกเขา และทำนายชะตากรรมของพวกเขาว่า จะต้องเป็นประมาณพี่น้องร่วมสาบาน (ที่ใช้ประมาณเพราะมันไม่ชัดเจนเลยว่าเกิดอะไรขึ้น) จากนั้นก็บอกต่ออีกว่า พวกเขาจะมีลูกชายได้ก็ต่อเมื่อเจอหญิงสาวที่เกิดมาเพื่อพวกเขา ระหว่างนั้นก็มีแต่ลูกสาวไปเถอะ

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก นับจากที่แหกคุกกันออกมาได้แล้ว พระเอกและพรรคพวกที่รู้จักกันในนาม The Black Sword (หรือดาบดำ) กลายเป็นทหารคู่ใจของพระเจ้าวิลเลี่ยมที่หนึ่ง ซึ่งเข้ามายึดครองอังกฤษ โรฮานถูกส่งมายึดบ้านนางเอก (ก็แหง๋อยู่แล้ว) แต่พอเห็นนางเอกก็เกิดอาการหื่นออกหน้าออกตา และใช้ชีวิตของคนรับใช้นางเอกมาข่มขู่ให้นางเอกยอมเป็นนางบำเรอให้เขา

พล็อตมันออกแนวยอดฮิตแล้วล่ะนะ (แต่แม็กซ์พูดด้วยสัตย์จริงนะว่าไม่ชอบแนวนี้หรอกค่ะ) เพราะนางเอกก็สมกับเป็นนางเอกโรแมนซ์แสนดีแสนซื่อที่ตอบตกลงกับข้อเสมอ ยอมเอาตัวเข้าแลก (แม้ว่าแม็กซ์จะไม่ได้รู้สึกว่า การที่นางเอกจะยอมหรือไม่ยอมจะมีผลอะไรหรอกนะ พระเอกมันยึดทุกอย่างไปแล้ว จะเอานางเอกอีกคนก็ไม่แปลก) แต่แล้วการที่นางเอกสวมวิญญาณนางเอกของจูลี่ การ์วู้ด นั่นคือกลายเป็นหมอคนเก่งช่วยชีวิตลูกน้องของพระเอกเอาไว้ได้ ทำให้นางเอกต่อรองเรื่องการรักษาพรหมจรรย์ของตัวเองไว้ได้

ดังนั้นคนที่อยากอ่านเรื่องที่พระเอกหื่นหน้าหม้อข่มขืนนาง เอกหลายซ้ำหลายซ้อนก็ไม่ต้องกลั้นใจรอนะคะ (เพราะอาจตายไปก่อนได้) เรื่องนี้มีฉากรักชนิดไปกันสุดสุดแค่ฉากเดียว และเกิดขึ้นตอนท้ายเรื่อง แต่แม็กซ์ก็ไม่ได้บอกหรอกนะว่ามันไม่ฮ็อต เพราะพระเอกก็ไม่ค่อยมีสัจจะเท่าไหร บอกว่าจะรักษาพรหมจรรย์นางเอกไว้ เขาก็ทำตาม แต่ที่เหลือก็ถือว่าทำได้ทุกอย่าง (และขอว่าอย่าคิดมาก เรื่องนี้ไม่ใจอีโรติค โรแมนซ์ ดังนั้นไม่มีอะไรที่ประหลาดมากนักหรอก)

อย่างที่บอกนะคะ พระเอกเล่มนี้ไม่ถือว่าชั่วจนข้ามเส้นสำหรับแม็กซ์ เขาอาจออกอาการหื่นและปฏิบัติต่อนางเอกอย่างแย่มากหลายฉาก แต่ก็ไม่ถึงกับเกินความอดทนสำหรับแม็กซ์ อาจเพราะทำใจคิดว่าจะเจออะไรที่มากกว่านี้มาแล้วก็ได้นะ

ประเด็นที่ขัดใจมาก ๆ ไม่ใช่บุคลิกพระเอกหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะแม็กซ์ไม่ใช่คนชนิดที่ชอบให้คนแต่งมา "บอก" แต่ต้องการให้แสดงให้เห็นมากกว่า ตลอดทั้งเล่ม คนแต่งย้ำแล้วย้ำอีกถึงความเก่งของพระเอก บอกว่าเป็นอัศวินเอกของพระเจ้าวิลเลี่ยน เป็นหัวหน้าขบวนการดาบดำ แต่แม็กซ์ "เห็น" สักนิดถึงความเก่ง ตอนที่โดนจับในคุกซาราเซน ก็ไม่มีฉากที่โรฮานแสดงความเป็นผู้นำ ตอนที่นำทีมมายึดบ้านนางเอกก็ไม่ได้ดูเก่งอะไร แถม (สปอยล์ค่ะ ลากลงถ้าอยากอ่าน) ตอนสู้กะผู้ร้ายเพื่อแย่งสิทธิในตัวนางเอก ก็ยังซุ่มซ่ามหกล้มลงบนดาบของผู้ร้ายอีกต่างหาก มันเป็นฉากต่อสู้ที่โคตรฮา

บอกตามตรงนะคะ หลังจากแม็กซ์อ่านหนังสือของแมรี่ โจ พุธเน่ย์เรื่อง Uncommon Vows แล้ว ไม่มีพระเอกคนไหนเก่งเท่ากับเอเดรียนแล้ว แมรี่ โจใช้แสดงให้แม็กซ์เห็นถึงความเก่งของเอเดรียนชนิดที่อ่านที่ไรก็ยังขนลุก ไม่หาย (มันเก่งมาก)

และด้วยความที่แม็กซ์ไม่เชื่อในความเก่งของพระเอก ก็เลยทำให้แม็กซ์ไม่เชื่อในพล็อตเรื่อง สำหรับเรื่องแนวย้อนยุคที่เขียนในยุคที่อังกฤษเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่าง นอร์แมนและแซกซอน อำนาจและความเก่งทางการรบเท่านั้นที่จะเอาชนะได้ แต่เมื่อพระเอกไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเก่งอย่างที่คนแต่งบอกเล่าไว้ แม็กซ์ก็หมดความเชื่อถือในเนื้อเรื่องไปเลย

แล้วยังความขัดแย้ง จนไปถึงความรักที่ดูเหมือนจะก่อตัวขึ้นอีก แม็กซ์ไม่รู้สึกว่ามันมีความสำคัญ หรือน่าสนใจสักนิดเดียว แล้วยัง (สปอยล์ต่อค่ะ) ที่ ตอนหลังมาเฉลยว่าพระเอกเป็นคนฆ่าพ่อนางเอก แถมพ่อนางเอกยังฝากฝังให้พระเอกมาดูแลนางเอกกีอีกต่างหากยิ่งไม่น่าเชื่อ ตลอดเวลาทั้งเล่มก่อนหน้าไม่มีการพูดถึง พระเอกไม่มีกระทั่งคิดในใจว่ารู้จัก หรือรู้เรื่องนางเอกมาก่อน แต่แล้วจู่ ๆ ก็บอกว่ารู้เรื่องนางเอกมาแล้วจากพ่อ มันไม่น่าเชื่อสักนิดเดียว เหมือนคนแต่งเพิ่งคิดออกทีหลังแล้วก็ใส่เข้าไปในเรื่อง

แต่ถึงว่าขนาดนี้ เล่มนี้ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายนะคะ ท่ามกลางหนังสือแนวย้อนยุคที่แทบจะไม่มีเรื่องในยุคกลางเลย เล่มนี้ถือว่าแก้ขัดความอยากอ่านไปได้ชั่วขณะ อย่างน้อยก็ไม่งี่เง่าอย่างที่คิดว่าจะเป็น

คะแนนที่ 57

Wednesday, January 21, 2009

Have yourself a Naughty Little Santa // Karin Tabke

แม็กซ์แจกรางวัลแห่งปีให้กับหนังสือเล่มนี้ไปเลยโดยไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นปี ไม่ใช่รางวัลทางด้านความสนุกอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นรางวัลหนังสือชื่อเห่ยที่สุดแห่งปีต่างหาก ไม่รู้ว่าคิดกันขึ้นมาได้ยังไง ห่วยจริง ๆ

แต่โชคดีนะคะที่เนื้อเรื่องดีกว่าชื่อเรื่องหลายขุม แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะสนุกสุดยอดอะไรหรอกค่ะ ด้วยชื่อที่น่าเกลียดยังงี้ ขนาดหนังสือแย่ ๆ ก็ยังกลายเป็นหนังสือที่สนุกขึ้นมาได้


Have yourself a Naughty Little Santa ของคาริน แท็บค์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Hot Cop (แม็กซ์เรียกตามคนแต่งเขานะคะ) เรื่องราวของเหล่าตำรวจสุดเท่ห์และทรงเสน่ห์ทั้งหลาย สิ่งที่ทำให้เล่มนี้ต่างจากสามเล่มแรกก็คือขนาดของหนังสือ ที่เล่มนี้ออกเป็นปกอ่อนธรรมดา ในขณะที่สามเล่มแรกออกขายเป็นหนังสือไซด์เทรด และโฆษณาขายว่า่เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์

แต่ไม่ต้องผิดหวังนะคะ เพราะแม้เล่มนี้จะออกเป็นปกอ่อน แต่ความฮ็อตก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปหรอกค่ะ เพียงแต่อาจจะไ่ม่เข้าขั้นอีโรติคเท่านั้นเอง (จำไว้นิดนึงนะคะ ความอดทนของแม็กซ์กับดีกรีความร้อนแรงค่อนข้างสูงค่ะ เดี๋ยวนี้เราอ่านอะไรก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าอีโรติคเท่าไหรแล้ว)

เล่มนี้เปิดเรื่องอย่างงงงง (ง.งูของแม็กซ์ครบไหมคะ) ฉายให้เห็นฉากเอ็กซ์ระหว่างคิมเบอร์รี่ นางเอก กับชายลึกลับ ก่อนจะเล่าตามมาในบทที่หนึ่งว่า นักธุรกิจสาวกร้านโลก และใจร้ายอย่างคิมได้พบกับชายหนุ่มสุดฮ็อตในคืนวันหนึ่ง และมีความสัมพันธ์ชนิดชั่วข้ามคืนกับเขา ก่อนที่เธอจะทิ้งเขานอนหลับอยู่ในห้องนอน แล้วตัวเธอเตรียมตัวเพื่อออกเดินทางไปยังเมืองเอเวอร์กรีน เพื่อดำเนินแผนการซื้อเมืองทั้งเมืองนั้นมาเป็นรีสอร์ต

สิ่งที่คิมคิดไม่ถึงก็คือ ชายหนุ่มคนนั้นเป็นชาวเมืองเอเวอร์กรีน หรือว่าเคยเป็น ริคโค เมซ่าเติบโตในเมืองอันแสนสงบสุขแห่งเอเวอร์กรีน เมืองที่แม่และพี่สาวทั้งสามของเขาอาศัยอยู่ เมืองที่เขาเดินทางกลับมาเยือนทุกวันหยุดช่วงคริสต์มาส

เอเวอร์กรีนเป็นเมืองในฝัน เมืองที่ชาวเมืองทุกคนเป็นมิตรกัน เมืองที่ไม่จำเป็นต้องล็อคประตู เพราะไม่เคยมีอาชญากรรมเกิดขึ้น เมืองที่ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมืองที่ริคโคจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องให้พ้นมือของนักพัฒนาอสังหาริม ทรัพย์

และสำหรับหญิงสาวที่ฉลาดอย่างคิม เธอรู้ดีว่า เธอไม่อาจเปิดเผยความจริงที่ว่าเธอเป็นคนที่มาจากบริษัทพัฒนาอสังหาริม ทรัพย์ได้ เพราะเธอจะถูกปฏิเสธ ไม่ให้ความร่วมมือ และนั่นจะเป็นเหตุให้เธอไม่อาจบรรลุเป้าหมายของตนเองได้แน่ ในฐานะของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ และเลือดเย็ด คิมเข้าใจดีว่า สถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องใช้ทุกวิถีทาง แม้กระทั่งการหลอกลวง

แต่แล้วหญิงสาวใจแข็งก็เริ่มอ่อนละลายไปกับความอบอุ่นของทุกคนในเมือง โดยเฉพาะชายหนุ่มผู้ที่แม้จะพูดซ้ำซากว่าเขาไม่อาจมีความสัมพันธ์ชนิดยืนยาว กับใครได้ แต่ก็ไม่อาจหักใจไปจากคิมได้

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนวคริสต์มาส หรือจะเรียกว่าเป็นแนวดิสนีย์ชนิดติดเรตก็ได้ ที่ติดเรตเพราะฉากเซ็กส์ค่อนข้างร้อนแรง แต่แนวเรื่องก็เหมือนหนังดิสนีย์มาก เรื่องราวของหญิงสาวที่ร้ายแสนร้าย ใจแข็งก็เท่านั้น ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเพราะความดีของคนรอบข้าง และท้ายที่สุด ก็คือเธอนี่แหละที่เป็นคนรักษาเมืองไว้ได้สำเร็จ

เล่มนี้ถือเป็นหนังสืออ่านได้เรื่อย ๆ นะคะ ไม่ถึงกับซึ้งเหมือนอย่างที่คนแต่งต้องการ ส่วนหนึ่งคงเพราะแม็กซ์รู้สึกว่า กว่าคิมจะรู้สึกตัว (ถึงความเลว) กับการกระทำของตัวเอง ก็ผ่านไปกว่าค่อนเรื่องแล้ว เราอยากให้เธอรู้สึกผิดเร็วกว่านี้ อีกอย่างฉากที่เธอง้อริคโคก็น้อยไปหน่อย (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการทรยศที่เธอทำต่อเขา) ในขณะเดียวกัน ถ้าคิดในมุมกลับ ว่าสิ่งที่คิมทำเป็นเพราะเธอเองก็โดนหลอกใช้ เราก็คิดว่า คิมโง่เกินกว่าที่จะเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นไม่ว่าทางไหน (คือเธอตั้งใจทรยศชาวเมือง หรือถูกหลอกใช้) คิมก็ใช้ไม่ได้พอกัน

แม็กซ์ชอบริคโคพอสมควรค่ะ ชอบเขามากกว่าที่เขาออกในเล่มก่อนหน้า (สปอยล์) เราชอบที่เขาเป็นฝ่ายรู้สึกตัวเรื่องรักก่อน และเป็นฝ่ายเดินหน้าในการบอกรัก โดยไม่ต้องรอให้คิมจากไปถึงจะรู้สึกเราชอบที่เขาเป็นน้องชายคนเล็กที่ดูเหมือนพี่ชายคนโต แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีเสน่ห์แบบลูกชายคนเล็กเท่านั้นที่จะมี

โดยรวมตามมาตรฐานของคาริน (ที่ไม่ได้สูงเท่าไหรหรอกค่ะ) ถือว่าเป็นเล่มที่โอเคล่ะ คะแนนที่ 60

Tuesday, January 20, 2009

Master of Torment // Karin Tabke

ตอนนี้อารมณ์อ่านเรื่องแนวย้อนยุคกำลังขึ้น (อีกแล้ว) หลังจากที่อ่านเรื่อง The Edge of Desire จบไปแล้วชอบมาก เราก็เลยหยิบเอาเล่มนี้มาอ่านต่อ

เหตุผลง่าย ๆ เพราะเราคิดแล้วล่ะว่า ยังไงก็คงไม่สนุกแน่ เพราะเราอ่านเรื่อง Master of Surrender ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดมาแล้วห่วยแตก เล่มนี้ก็เลยไม่ได้คาดหวังอะไรนัก

อ่านไปคงงงว่าแม็กซ์คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงต้องหยิบเล่มที่คิดว่าไม่สนุกแน่ ๆ มาอ่าน หลังจากที่ได้อ่านเรื่องที่สนุกมากจบไป เพราะเรามีความเชื่อเสมอว่า อารมณ์มีขึ้นมีลง เราได้ความสุขมาก ๆ กับการอ่านหนังสือที่สนุก อารมณ์เราก็เหมือนคนที่เสพยาที่มันขึ้นสูง ดังนั้นถ้าอ่านหนังสือที่ (คิดว่า) สนุกไม่แพ้กันต่อเลย จะทำให้เราไม่ชื่นชมความสนุกของเล่มที่อ่านต่อได้เต็มที่ ทางออกที่ดีจึงเป็นการเอาเล่มที่คิดว่าไม่ได้เรื่องมาอ่านดีกว่า

ผลคือ ผิดคาดค่ะ เล่มนี้ถือว่าใช้ได้ทีเดียว

Master of Torment ของคาริน แท็บค์

อย่างที่บอก เล่มนี้เป็นเล่มสองในชุด Blood Sword ที่เล่าเรื่องอัศวินแปดคนที่ติดคุกในไอบีเรียระหว่างสงครามด้วยกัน ทั้งแปดเผชิญหน้ากับการทรมานอย่างหนัก และสุดท้ายกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

เมื่อทั้งหมดเลือกเป็นทหารรับจ้างรับใช้วิลเลี่ยม ดยุคแห่งนอร์แมนดี ทำศึกในการยึดเกาะอังกฤษ และสถาปนาวิลเลี่ยมขึ้นเป็นกษัตริย์ ทั้งหมดรู้จักกันในนาม Les morts (ไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสหรอกนะคะ แต่ภาษาเดา เดาเอาว่าน่าจะแปลว่า หน่วยรบแห่งความตายประมาณนั้น)

แถมยังมีความพยายามโยงให้ดูเป็นพารานอมอลโดยเริ่มต้นเรื่องด้วยการเล่าตำนาน เกี่ยวกับอัศวิน Blood Sword (ก็พวก Les Morts นั่นแหละ แต่เรียกชื่อนี้เพราะว่าทั้งแปดโดยดาบเผาไฟแนบเข้าที่อก) ว่า จะมีผู้หญิงที่เป็นคู่แท้ของพวกเขาเท่านั้นที่ให้กำเนินลูกชายไว้สืบสกุลเขา ได้ กะสาวคนอื่นจะมีแต่ลูกสาว ซึ่งอ่านไปจนจบเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นประเด็นนะคะ ไม่รู้จะเอามาเล่าทำไม

ถ้าเทียบกับเล่มแรกที่เป็นตอนเปิดเรื่อง เล่มนี้ดีกว่ามากนัก

วูลฟ์สันเป็นอัศวินคู่ใจของกษัตริย์วิลเลี่ยม ดังนั้นเขาจึงเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจให้เดินทางมาอังกฤษเพื่อจัดการ ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างขุึนนางของวิลเลี่ยมในอังกฤษ

ปัญหานั้นก็คือ การแย่งชิงอำนาจระหว่างแรนเกอร์ ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกษัตริย์แห่งเวลส์ และทาเลี่ยน นักรบสาวผู้เป็นหลานสะใภ้ของเขา ทั้งคู่มีความขัดแย้งกันในเรื่องสิทธิครอบครองปราสาทอันเป็นมรดกของสามีที่ เพิ่งเสียชีวิตไปของทาเลี่ยน ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเป็นชายแดนระหว่างอังกฤษและเวลส์

วิลเลี่ยมไม่ต้องการให้ทาเลี่ยนซึ่งเป็นทายาทสืบสกุลมาจากกษัตริย์อังกฤษ คนก่อน (ที่ถูกวิลเลี่ยมชิงบัลลังค์มา) กลายเป็นเสี้ยนหนามเขาอีกในอนาคต จึงออกคำสั่งให้วูลฟ์สันฆ่าสาวน้อยคนนี้ทันที

แต่แน่ละพระเอกของเราก็ทำไม่ได้ เพราะหลังจากเดินทางไปถึงปราสาทอันเป็นสถานที่เกิดเรื่อง เขาพบเธอถูกแรนเกอร์ขังในคุกใต้ดิน และถูกทำร้ายทุบตีอย่างหนัก เขาช่วยเธอออกมา พร้อมทั้งส่งสารน์ไปหากษัตริย์อีกครั้ง เพื่อขอให้ทบทวนการตัดสินใจ ในระหว่างนั้น เขาก็ต้องการเป็นกรรมการในการห้ามศึกระหว่างแรนเกอร์และทาเลี่ยน

เหตุผลที่ทาเลี่ยนใช้ในการมีชีวิตอยู่ต่อก็คือ ลูกที่เธอตั้งครรภ์อยู่ เด็กที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง นั่นเพราะเธอและสามี ซึ่งเธอบังคับให้เขาแต่งงานด้วยไม่เคยมีความสัมพันธ์กัน (สามีเป็นเกย์) แต่ถ้าไม่มีเด็ก ชีวิตของเธอก็จะต้องอยู่ในอันตราย ดังนั้นตามประสานางเอกโรแมนซ์ เธอจึงร่วมมือกับสาวใช้วางยาวูลฟ์สัน แล้วจัดการรวบหัวรวบหางซะ

พระเอกของเราไม่รู้เลยว่า ตัวเองเจาะไข่แดงนางเอกไปแล้ว เขายังปรารถนาเธอมากกว่าหญิงคนใด เพราะทาเลี่ยนมีความพิเศษเหนือหญิงอื่น เธอเป็นนักรบผู้เก่งกล้า ไม่แพ้สมาชิกใน Les morts เลย และทั้งหมดนั่นทำให้ชีวิตของวูลฟ์สันยากยิ่งขึ้น เพราะเขาไม่ต้องการฆ่าหญิงสาวผู้นี้ แต่ในฐานะข้าผู้ภักดีต่อกษัตริย์ เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้

เราชอบเรื่องนี้เพราะนางเอกเก่งจริงค่ะ หลายเล่มที่บรรยายว่านางเอกเป็นนักรบ เก่งกล้าสามารถ แต่พอเอาเข้าจริงก็บ่มีไก๊ ในเล่มนี้เรื่องราวบอกตั้งแต่ต้นว่าทาเลี่ยนเป็นนักรบที่มีกองทัพเป็นของตัว เอง และในเรื่องก็ยืนยันคำกล่าวนั้น ทาเลี่ยนช่วยชีวิตวูลฟ์สันหลายครั้ง และช่วยตัวเองได้เกือบตลอด กระทั่งในตอนสุดท้ายก็เป็นคนจัดการคนร้ายเอง ทำให้เราโอเคมาก ๆ กับความสามารถของนางเอก

ส่วนพระเอกก็ถือว่าสอบผ่าน อาจจะไม่เด่นอะไร แต่ก็ไม่มีนิสัยน่ารังเกียจโผล่มาให้เห็น เขาเปิดใจกว้างกับการเป็นนักรบของทาเลี่ยน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาคะแนนจากเราไปเยอะเลยแหละ โดยเฉพาะตอนท้ายเรื่อง เมื่อเขายอมรับแล้วว่ารักทาเลี่ยน เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เธอมีชีวิตรอด

โดยรวมแล้วเล่มนี้ ถือว่าเป็นการพัฒนาจากเล่มแรกเยอะมาก โดยเฉพาะในแง่ของตัวละครที่มีความผู้ใหญ่ และเก่งสมกับคำบรรยาย (หนึ่งในปัญหาที่แม็กซ์เจอกับเล่มแรกก็คือ คนแต่งบอกว่าเก่ง บอกว่าฉลาด แต่พฤติกรรมที่ปรากฎในเรื่องไม่สนับสนุนคำบรรยายเหล่านั้นเลย) โดยเฉพาะนางเอกที่ได้ใจเรานะ เพราะแม้เธอจะยอมรับแล้วว่ารักพระเอกมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็ยังเลือกที่จะหนีไปจากเขา เพราะเธอต้องการมีชีวิตอยู่ต่อมากกว่า (เพราะคิดว่ายังไงวูลฟ์สันก็ต้องเป็นทหารที่ดีทำตามคำสั่งให้ฆ่าเธอ) เราชอบนางเอกที่เลือกที่จะมีชีวิต มากกว่ายอมตายเพื่อความรัก แม็กซ์ไม่เคยเข้าใจคนที่ฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังในความรัก สงสารพ่อแม่เขามาก

ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ พล็อตยังไม่รัดกุม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องวิลเลี่ยมต้องการเอาชีวิตทาเลี่ยน ซึ่งก็มีเหตุผลดี แต่เราไม่เข้าใจว่า (สปอยล์) แล้ว ไหงสุดท้ายแล้ว วิลเลี่ยมไว้ชีวิตทาเลี่ยน เพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ ทั้งที่วูลฟ์สันก็ยังไม่ได้มีโอกาสพูดยืนยันความจงรักภักดีของทาเลี่ยนด้วย ซ้ำ แค่ให้ทาเลี่ยนพูดกับกษัตริย์ แล้วเขาก็เชื่องั้นเหรอ มันง่ายไปหน่อย มันอาจดูเท่ห์นะคะ แต่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

ความไม่สมเหตุสมผลในหลายด้าน ทั้งเรื่องการเมืองระหว่างอังกฤษและเวลส์ เป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้การอ่านเรื่องนี้สะดุดไปบ้าง แต่ถ้าไม่คิดมาก ก็น่าจะอ่านได้จบอย่างสบายใจค่ะ

คะแนนที่ 73