Showing posts with label Beverly Barton. Show all posts
Showing posts with label Beverly Barton. Show all posts

Tuesday, February 10, 2009

The Protectors // Beverly Barton

บลอกวันนี้เป็นฉบับคุณขอมานะค้า สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องของหนังสือที่มีชื่อชุดว่า The Protectors ของเบฟเวอรี่ บาร์ตัน

หนังสือชุดที่มีจุดเริ่มต้นในช่วงปี 90 ที่แม้เวลาจะเกือบยี่สิบปีแล้ว ชุดนี้ก็ยังอยู่ในใจคนอ่านตลอดมา หนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวของคนที่ทำงานให้กับสำนักงานนักสืบและบอดี้การ์ด ที่มีชื่อว่าดันดี (ตามนามสกุลของผู้ก่อตั้ง) สำนักงานที่คนที่ไร้คู่ หรืออยากมีแฟน โปรดกรุณารีบเข้าไปทำซะ เพราะบริษัทนี้มีอัตราเทิร์นโอเวอร์ของพนักงานสูงมาก และส่วนใหญ่ก็มักจะลาออกไปแต่งงานกัน พล็อตเรื่องอาจไม่มีอะไรใหม่ หลายเล่มก็ลอกกันไปลอกกันมา แต่ก็ถือว่าเป็นหนังสือชุดที่คุณภาพโดยรวมของชุดอยู่ในระดับสูงค่ะ

จุดเด่นของชุดนี้ก็คือการเขียนบทส่งท้ายที่หวานแหว๋ว ทำให้คนอ่านเชื่อได้จริงใจว่าอนาคตของตัวเองจะโรยไว้ด้วยกลีบกุหลายเช่นไร บ้าง อ่านแล้วให้ความรู้สึกดีกับชีวิตอย่างยิ่งค่ะ

1. Yankee Lover (กรกฎาคม 1990)

หนังสือที่มีจุดเริ่มต้นของชุดผู้พิทักษ์นี่เป็นหนังสือเล่มเล็ก ที่ออกกับ Silhouette Desire ที่มีชื่อว่า Yankee Loverเรื่องนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบริษัทดันดีหรอกนะ เพียงแต่ว่าพระเอกในเรื่องเป็นคู่หูกับแซม ดันดี ผู้ก่อตั้งบริษัท เล่มนี้ แฮ่ แฮ่ แม็กซ์ยังไม่ได้อ่านหรอกค่ะ ไม่ชอบดีไซร์ และไม่ชอบงานของเบฟเวอรี่ที่เขียนให้กับดีไซร์ด้วย

2. This Side of Heaven (ตุลาคม 1992)

เล่มนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการหรอกนะ แต่เกี่ยวข้องตรงที่แซม ดันดี (อีกแล้ว) เข้าไปโผล่อยู่ในเรื่องด้วย เรื่องนี้ถือเป็นการฝึกฝึมือของเบฟเวอรี่ ซึ่งแปลว่ามันยังไม่สนุกหรอกค่ะ เพียงแต่น่าจะสนุก แต่อ่านยังไงมันก็ดันไม่สนุก

3. Paladin's Woman (สิงหาคม 1993)

เรื่องนี้พูดได้อย่างเดียวค่ะ หนังสือที่ดีที่สุดของเบฟเวอรี่ บาร์ตัน ไม่ว่าแม็กซ์จะอ่านเรื่องไหนก็ตามของเธอ ทุกเรื่องจะถูกเปรียบเทียบกับหนังสือเล่มนี้ หนังสือที่มีครบทุกอย่างที่คุณต้องการในโรแมนซ์ พระเอกที่หล่อบาดใจสไตล์ลาติน (รู้รึยังว่าแม็กซ์มีจุดอ่อนตรงนี้) นางเอกที่ตกอยู่ในอันตรายที่พระเอกต้องมาคอยปกปักษ์คุ้มครอง นิค โรเมโร่เป็นนักสืบในสำนักงานดันดี (ที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ได้อยู่ในชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการ ทั้งที่มีองค์ประกอบทุกอย่างครบถ้วน) ที่บังเอิญไปช่วยหยุดยั้งความพยายามในการลักพาตัวทายาทสาวของอภิมหาเศรษฐี และกลายเป็นองครักษ์คุ้มครอบเธอ เรื่องราวที่เรียบง่ายแต่โดนใจ พล็อตที่ถ้าคนแต่งไม่แน่จริง ก็จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงหนังสืออีกเล่มนึงที่อ่านแล้วลึมผ่าน แต่ Paladin's Woman ที่แม้จะเขียนมานานกว่า 13 ปีแล้ว ยังคงอยู่ในใจแม็กซ์ โดยไม่รู้สึกถึงความเก่าแม้แต่น้อย

4. The Outcast (มกราคม 1995)

เล่มนี้ก็ยังไม่ใช่ชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นเรื่องราวของหลานสาวของแซม ดันดี ที่เข้าไปพัวพันกับผู้ชายที่ไม่คู่ควรกับเธอ เขาเป็นลูกนอกสมรสของเศรษฐีในเมือง เป็นคนที่ถูกดูแคลนมาตลอดชีวิตว่าไม่มีวันประสบความสำเร็จในเรื่องใดเลย เป็นคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรตัวร้าย นิยายเรื่องนี้ถือเป็นแบบอย่างที่จูลี่ตัวละครในหนังสือเรื่องนึงที่ ถูกกล่าวขวัญกันมากที่สุดของจูดิธ แม็คน็อคเรื่อง Perfect ไม่มีวันเป็นได้ (ใครจำฉากที่เธอพาตำรวจมาจับพระเอกกันได้บ้างไหม) เพราะอลิซาเบ็ทเชื่อมันในผู้ชายของเธอ ไม่ว่าใครจะพูดว่ายังไงก็ตาม

5. Defending His Own (ตุลาคม 1995)

ในที่สุดก็มาถึงเล่มแรกอย่างเป็นทางการในชุดผู้พิทักษ์เสียที น่าแปลกที่แม้จะเป็นเล่มแรก แต่ตัวละครในเรื่องนี้กลับถูกพูดถึงน้อยที่สุด ไม่เป็นที่จดจำเอาเสียเลย พล็อตเรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่ เป็นเรื่องการกลับมาบ้านเกิดอีกครั้งของบอดี้การ์ดหนุ่ม แอช แม็คลาฟลินที่ทำให้เขาได้พบกับถ่านไฟเก่า ในหนังสือของเบฟเวอรี่นี่ เรื่องแนวถ่านไฟเก่ามีเยอะมาก และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่แม็กซ์ชอบงานของเธอ เพราะแม็กซ์ชอบพล็อตอย่างนี้ น่าเสียดายเรื่องนี้ไม่เป็นที่น่าจดจำเลยล่ะค่ะ อ่านเรื่องอื่นดีกว่านะคะ แต่ในเล่มนี้เองก็ได้แนะนำให้คนอ่านได้รู้จักกับตัวละครที่น่าจดจำที่สุดของ ชุดนี้ ไซม่อน โร้ค ที่ต่อมากลายเป็นพระเอกในหนังสืออีกเล่มที่แม็กซ์ยังคงกรี๊ดสลบจนถึงทุก วันนี้

6. Defending Jeannie (มกราคม 1996)

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของแซม ดันดี เจ้าของสำนักงานนักสืบดันดี ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ชื่อว่าจีนนี่ที่เป็นหมอรักษาทางจิตวิญญาณ เธอมีพลังจิตที่สามารถรับรู้ และซึมซับความรู้สึกของคนรอบข้างได้ เป็นอีกครั้งนึงที่กลิ่นอายแนวพารอนอมอลที่เบฟเวอรี่ใช้ในเรื่อง This Side of Heaven ถูกนำเอามาใช้อีกครั้งหนึ่ง และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มันไม่เวิร์ค น่าเสียดายเรื่องนี้มากค่ะ เพราะเป็นเรื่องของแซมเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวสำคัญมากของชุดนี้

7. Blackwood's Woman (เมษายน 1996)

เป็นอีกเล่มนึงในชุดผู้พิทักษ์ที่น่าผิดหวัง แม็กซ์ไม่ชอบนางเอกที่อ่อนแอ และพล็อตเรื่องที่ทารุณจิตใจสาวน้อย (ในขณะที่อ่าน) ไปสักหน่อย เจ.ที. แบล็กวู้ดเป็นหุ้นส่วนในบริษัทดันดี (ที่น่าแปลกว่าหลังจากเล่มนี้แล้ว ไม่เคยมีใครพูดถึงเขาสักนิดในเรื่อง ทำเสมือนว่าแซมโกงหุ้นของเจ.ที.ไปหมดสิ้น แต่เราก็รู้ดีนี่ว่าพระเอกในหนังสือโรแมนซ์ไม่ทำอย่างนั้นกันหรอกใช่ไหม) ที่เข้าไปปกป้องสาวน้อยอ่อนแอ (แม็กซ์เกลียดนางเอกอย่างนี้) เลิกพูดแล้วกันเถอะนะคะ เล่มต่อไปดีกว่า

8. Roarke's Wife (กันยายน 1997)

หนังสืออีกเล่มของเบฟเวอรี่ที่อยู่ในระดับสุดยอดสำหรับแม็กซ์ พล็อตเรื่องเน่าสนิทสุดคลาสสิกสำหรับแม็กซ์ เรื่องราวที่นางเอกต้องหาซื้อผู้ชายมาเป็นพ่อพันธุ์ในกับตัวเองตามพินัยกรรม ของคุณปู่ที่กำหนดให้เธอแต่งงานและมีลูกภายในเวลาที่กำหนด และบรรดาญาติที่คอยแก่งแย่งชิงมรดก และมุ่งปองร้ายเธอ หนังสือที่พล็อตดูงี่เง่าสนุกขึ้นมาได้เพราะตัวละครที่ยอดเยี่ยม แม็กซ์ชอบทั้งโร้คและคลีโอ โอ้ยพูดแล้วอยากกลับไปอ่านอีกรอบจังเลย

9. A Man Like Morgan Kane (พฤศจิกายน 1997)

มอร์แกน เคนปรากฎตัวในเรื่อง Roarke's Wife ในฐานะของนักสืบหนุ่มที่สวมชุดของอาร์มานี่ และขับรถเฟอรารี่ เท่ห์ซะขนาดนั้น แล้วแม็กซ์จะไม่กรี๊ดได้ยังไง สำหรับเล่มนี้แม็กซ์ถือว่าเป็นเล่มล้างตา Defending His Own ค่ะ เพราะพล็อตเหมือนกันยังกับถอดด้ามมา เพียงแต่เล่มนี้สนุกค่ะ เรื่องราวของพระเอกที่เดินทางกลับบ้านเดิม และพบกับคนรักที่พลัดพรากกันไปนานของตัวเอง ผู้หญิงที่เขารักมาตลอดชีวิต แต่เพราะความกลัวที่จะผูกพันทำให้เขาสูญเสียเธอไป และนี่คือโอกาสที่สองของเขา คนที่จิตใจอ่อนไหวชอบนางเอกเอาะก็อย่าอ่านแล้วกัน เพราะเล่มนี้นางเอกปาเข้าไปสามสิบกว่า ตอนจบของเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในบรรดาตอนจบสุขสันต์ของ เบฟเวอรี่

10. Gabriel Hawk's Woman (มกราคม 1998)

เกเบรียล ฮ็อคค์เป็นด้านตรงข้ามของเคน เขาเป็นลูกครึ่งเม็กซิกันที่หยาบกระด้าง อดีตซีไอเอหนุ่มที่ผันตัวเองมาเป็นนักสืบในสำนักงานดันดีถูกว่าจ้างโดยครู สาวโรงเรียนอนุบาลให้เข้าไปในประเทศแถบอเมริกาใต้เพื่อตามหาพี่ชายของเธอ หนังสือแนวแรมโบ้โรแมนซ์ (ชอบชื่อที่แอน สจ๊วตตั้งนี้มากเลยล่ะ) ที่เป็นเรื่องราวการผจญภัยในป่าลึกในประเทศแถบอเมริกาใต้ของพระเอกและนางเอก สำหรับแม็กซ์เล่มนี้ถือเป็นแรมโบ้โรแมนซ์ที่ควรค่าแก่การอ่านอย่างยิ่ง

11. Keeping Annie Safe (กรกฎาคม 1999)

เดน คาร์ไมเคิลเป็นผู้บริหารสำนักงานนักสืบดันดีแทนที่แซม ดันดีที่เกษียณตัวเองไปหลังจากแต่งงาน และเล่มนี้เป็นคราวของเขาบ้าง ในระหว่างการพักร้อนตกปลาอย่างสงบ เขาก็เข้าไปพัวพันกับแอนนี่ที่ถูกลอบทำร้ายจากคนร้ายลึกลับซึ่งนำเขากลับไป ยังบ้านเกิด พล็อตมันคุ้นมากเลยใช่ไหมล่ะ เล่มนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์ตั้งความหวังไว้เยอะค่ะ เพราะชอบเดนมาก แต่ก็ผิดหวัง

12. Murdock's Last Stand (มกราคม 2000)

แรมโบ้โรแมนซ์อีกเล่ม แต่คราวนี้เป็นแรมโบ้ภาคสี่ค่ะ พระเอกนางเอกแก่ตัวกันแล้ว สี่สิบกว่าทั้งคู่ แต่สนุกนะคะ อาจจะสู้เกเบรียล ฮ็อคค์ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าแรมโบ้ระดับคุณภาพสูงค่ะ เรื่องนี้เมอร์ด็อคได้รับการว่าจ้างจากแคธเทอลีนนางเอกให้พาเธอเข้าไปจ่าย เงินค่าไถ่ชีวิตบิดาที่หายจากกันไปนาน พล็อตง่ายไม่มีอะไรอีกแล้ว แต่แม็กซ์ชอบตัวละครค่ะ

13. Egan Cassidy's Kid (กรกฎาคม 2000)

หนังสือที่แม็กซ์อยากจะบอกว่า ลืมมันไปเสียเถอะ ไม่ใช่ว่าไม่สนุกมากหรืออะไรหรอกนะคะ แต่มันไม่มีอะไรที่น่าจดจำเลยต่างหาก

14. Navajo's Woman (มีนาคม 2001)

แม็กซ์ถือว่าเล่มนี้เป็น The Protectors: The New Generation นะค้า เพราะเป็นการเริ่มต้นตัวละครชุดใหม่เลย เนื่องจากชุดเก่าที่ใช้อยู่ก็พากันหนีงานลาออกไปแต่งงานกันหมดแล้ว เล่มนี้ก็เลยมีการแนะนำตัวละครใหม่หลายตัว เพราะให้คนอ่านดูตัวก่อนจะเป็นพระเอกในเล่มต่อไป แล้วว่าโจพระเอกจะเคยออกมามีบทชนิดที่น่าลืมเลือนในเรื่องแบล็กวู้ดมาแล้ว แต่ถ้าคุณจำเขาไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ และก็ไม่น่าแปลกอีกหรอกถ้าคุณอ่านเล่มนี้จบแล้วคุณก็จะยังจำเขาไม่ได้ เพราะเรื่องนี้อีกเช่นกัน ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย

15. Whitelaw's Wedding (พฤษภาคม 2001)

นี่เป็นอีกเรื่องนึงที่ดูเหมือนจะสนุก แต่ก็ดันไม่สนุก เรื่องราวที่พระเอกต้องทำงานเกินหน้าที่ของความเป็นบอดี้การ์ดที่ต้องรับสม อ้างแต่งงานกะนางเอกไปในคราวเดียวกันเพื่อคุ้มครองชีวิตของเธอ พล็อตที่แม็กซ์ชอบ แต่ไม่สนุกค่ะ

ขอหยุดพักกลับบ้านก่อนนะคะ ตรงที่เล่มสิบห้านี่แหละ ยังเหลืออีกสิบกว่าเล่ม เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ

The Protecters // Beverly Barton (Part II)

เป็นหนังสือชุดที่ยาวและนานจริงจริงค่ะ ชุดนี้ เมื่อวานเขียนไปสิบห้าเล่ม วันนี้ก็คงอีกประมาณใกล้เคียงกัน ที่แปลกก็คือ แม็กซ์ไม่รู้สึกว่า หนังสือชุดนี้ยาวเกินไปเลยนะคะ ส่วนหนึ่งเพราะเบฟเวอรี่เปลี่ยนชุดตัวละครอยู่เรื่อย ไม่เอาแต่ละเรื่องมาลิงค์กันมากจนเกินไป ทำให้แต่ละเล่มมีความสดใหม่อยู่เสมอ หนังสือชุดนี้จึงอยู่ยงและคงทน

16. Sweet Caroline's Keeper (มิถุนายน 2001)

หนังสือเล่มแรกในชุดที่เป็น Single Title (หมายความว่าเป็นหนังสือที่มีความหนามากกว่าข้อจำกัด 250 หน้าที่สำนักพิมพ์กำหนดไว้) กล่าวถึงตัวละครที่ในชุดบอกว่ามีความลึกลับเหลือใจ เดวิด วูลฟ์ ปัญหาก็คือพล็อตเรื่องดันไปคล้ายกับหนังสืออีกเรื่องที่ออกขายในเวลาใกล้ เคียงกัน นั่นก็คือ Her Secret Guardian ของแซลลี่ ไทเลอร์ เฮย์ และ HSG ก็เหนือกว่าในทุกด้าน ทำให้ย่อมมีข้อเปรียบเทียบเวลาอ่านเรื่องนี้อย่างมาก ดังนั้นแม็กซ์จึงอยากสรุปว่า คาโรลีนไม่ได้มีอะไรไม่ดี เพียงแต่ดีไม่เท่ากับที่ HSG เป็นได้เท่านั้นเอง แล้วพล็อตเรื่องที่พูดถึงคืออะไรน่ะเหรอ นั่นก็คือพล็อตเรื่องที่พระเอกด้วยความรู้สึกผิดในใจตามปกป้องและช่วยเหลือ นางเอกมาตลอดชีวิตของเธอ ก็พล็อตทำนองเลี้ยงต้อยตามนิยายไทยนั่นแหละ

17. Jack's Christmas Mission (พฤศจิกายน 2001)

เมื่อแจ๊ค หนุ่มเทคซัสถูกจ้างให้ไปเป็นบอดี้การ์ดให้กับนักพูดปากกรรไกร เรื่องราวที่แม้จะเป็นไปตามสูตรของชุดผู้พิทักษ์ ก็ยังสนุกสนานน่าติดตาม อาจไม่ใช่เล่มที่ดีที่สุดในชุด แต่ก็ไม่ผิดหวังหรอกนะคะถ้าจะเสียเวลาสักนิดตามหาในตลาดหนังสือมือสอง แจ๊คเป็นพระเอกไม่กี่คนของเบฟเวอรี่ที่เป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ พระเอกส่วนใหญ่ของเธอจะเป็นชนิดเข้มและเงียบ แจ๊กเป็นความแตกต่างที่น่าอ่าน บุคลิกผ่อนคลายสบายสบายของเขาเข้ากันได้ดีกับความซีเรียสจริงจังของเพ็กกี้ โจนางเอก

18. The Princess's Bodyguard (ตุลาคม 2002)

และแล้วเบฟเวอรี่ก็ต้านกระแสเจ้าหญิงเจ้าชายมาแรงไม่ไหว เธอเขียนเรื่องนี้ออกมาที่เอาแม็ต โอเบรียนที่ถูกจ้างมาเพื่อตามหาเจ้าหญิงอเดลแห่งประเทศอะไรสักประเทศนึงที่ คนแต่งสมมุติขึ้นมา เรื่องนี้ดูท่าน่าจะสนุก เพราะแม็ตมีบุคลิกเดินรอยตามแจ๊คที่เป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ แต่เบฟเวอรี่เขียนเรื่องกลับไม่มีเสน่ห์ เนื้อเรื่องอืดมาก ทั้งที่ถือว่าเป็นเล่มที่เขียนนำเพื่อไปสู่ตัวละครที่แฟนหนังสือชุดนี้เรียก ร้องมากที่สุดตัวนึง แต่กลับทำเรื่องได้ไม่น่าสนใจเลย เสียดายแม็ตจังค่ะ

19. On Her Guard (พฤศจิกายน 2002)

อีเลน เดนบี้เป็นนักสืบหญิงคนแรกและคนเดียว (ในขณะนั้น) แห่งสำนักงานดันดี เธอเป็นผู้หญิงสวยที่เก่งไม่แพ้ผู้ชายคนไหน บทบาทที่เธอมักได้รับในการปลอมตัวไปเพื่อสืบสวนคดีคือก็เล่นเป็นสาวผมบลอนด์ น่าโง่ ที่สวยแต่ไร้สมอง หลังจากผ่านไปหลายปี และหลายเล่ม อีเดนก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารของสำนักงานนักสืบดันดี (แทนเดน ที่หนีไปแต่งงานตั้งแต่เมื่อหลายเล่มก่อน) สิ่งที่ไม่มีใครรู้ รวมทั้งคนอ่าน (ก่อนจะถึงเล่มนี้) ก็คือ อดีตอันแสนรันทดของเธอ ในวัยยี่สิบปีเธอได้พบกับผู้ชายที่เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบของเธอ ทำให้เธอไม่มีวันกลับมาเป็นสาวน้อยสดใสคนเดิมได้อีก ประสบการณ์เปลี่ยนแปลงเธอไปอย่างมาก ความสูญเสีย (ที่โคตรเศร้า) ทำร้ายจนเธอต้องเกิดเป็นคนใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น และในยามที่เธอคิดว่าตนเองมีเกราะป้องกันตัวอย่างดีแล้ว ผู้ชายคนนั้นก็เดินกลับเข้ามาในชีวิตของเธอ ท่ามกลางคดีลักพาตัวเด็กที่กระทบใจเธออย่างรุนแรง หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่แม็กซ์เสียน้ำตาให้ ซึ่งถ้าไม่มีเรื่อง Worth any Price แม็กซ์คงจะยกให้เป็นเล่มที่ซาบซึ้งที่สุดในชุดนี้ของเบฟเวอรี่ แต่ถึงจะไม่ซึ้งที่สุด แต่ก็น่าอ่านค่ะ สำหรับคนที่ไม่กลัวประเด็นในเรื่องที่หนักและทำร้ายจิตใจสักหน่อย

20. Faith, Hope, and Love (พฤศจิกายน 2002)

เรื่องสั้นเล่มแรก และอาจจะเป็นเล่มเดียวในชุด เล่าเรื่องต่อมาจากตอนจบของ On Her Guard ที่ทิ้งท้ายความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปสู่จุดที่เกือบจะเป็นความรักระหว่างวอร์ธ คอร์เดล นักสืบอีกคนของดันดีที่ร่วมทำคดีกับอีเลนใน OHG กับ เฟธ เชอริแดน พี่เลี้ยงที่ติดร่างแหการลักพาตัวไปด้วย หนังสือที่หนาไม่ถึงร้อยหน้า ถ้าคุณเป็นแฟนชุดผู้พิทักษ์ก็หามาอ่านซะเถอะ ถือว่าใช้ได้ทีเดียว

21. Grace Under Fire (มิถุนายน 2003)

เป็นอีกเล่มหนึ่งในชุดนี้ที่แม็กซ์ให้คะแนนในระดับบวกค่ะ แม้ว่าตัวละครจะไม่เป็นที่คุ้นหน้าแฟนหนังสือในชุดเท่าไหรนัก แต่แม็กซ์ชอบวิธีการที่เบฟเวอรี่เล่นกับภูมิหลังของพระเอกที่มาจากครอบครัว มาเฟีย เธอไม่ได้ทำให้มันดูสวยหรูหรือถูกต้องชอบธรรมที่จะรีดไถเงินจากคนที่ทำมาหา กินอย่างสุจริต นางเอกที่เป็นผู้พิพากษาขัดแย้งกับอดีตของพระเอกอย่างชัดเจนยิ่งทำให้เรื่อง มีความน่าสนใจ โดยรวมเรื่องยังคงใช้พล็อตเก่าที่คุ้นตา นางเอกที่ถูกปองร้ายจนต้องจ้างพระเอกให้มาเป็นบอดี้การ์ดคุ้มครอง แต่ความแตกต่างเล็กน้อยในเรื่องบวกกับฝีมือในการดำเนินเรื่องให้น่าสนใจ ทำให้นี่เป็นอีกเล่มในชุดนี้ที่คุณไม่ควรพลาด

22. Downright Dangerous (กุมภาพันธ์ 2004)

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ GUF ค่อนข้างมาก เพราะทั้งพระเอกและนางเอกในเล่มนี้พบและตกหลุมความรู้สึกพิเศษต่อกันในเล่ม นั้น ทว่าเรื่องราวในเล่มนี้กลับยืดยาดไม่สนุก ความคิดของนางเอกที่มุ่งเน้นไปที่เงินจนมากเกินไปทำให้เธอเป็นคนที่ดูตื้น เขินมาก เข้าใจนะคะที่คนแต่งพยายามวางให้เป็นแบบนี้เพราะภูมิหลังของนางเอกที่จนมา ก่อนและยังต้องเลี้ยงดูน้องอีกหลายคน แต่มันน่ารำคาญน่ะ รู้ไหม

23. Keeping Baby Secrets (เมษายน 2004)

หนังสือชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการที่ออกกับ Silhouette Desire เป็นเล่มแรก และเมื่อแม็กซ์อ่านจบลงก็ภาวนาว่าขอให้เป็นเล่มสุดท้ายเถอะ เพราะมันไม่ได้เรื่อง ความยาวของเรื่องที่สั้นลง (จาก 250 หน้า เหลือแค่ 187 หน้า) ทำให้อ่านยังไม่ทันเข้าใจเรื่อง หนังสือก็จบไปแล้ว เรื่องราวสองเล่มที่บอกเล่าความรู้สึกของพ่อแม่ที่ลูกโดนขโมยตัวไป นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เบฟเวอรี่โชคดีอย่างเลวร้ายที่ดันมาออกเล่มนี้ชนกับ หนังสืออีกเล่มที่พล็อตใกล้เคียงกัน (แต่เค้าเขียนดีกว่าเธอ) ก็คือเรื่อง Cry no more ของลินดา โฮเวิร์ด ทำให้เล่มนี้ดูเหมือนเป็นหนังสือเด็กเล่นไปเลย

24. Laying his claim (สิงหาคม 2004)

หนังสือที่ออกกะ Silhouette Desire อีกเล่ม แต่อาจเพราะว่าพล็อตถูกใจ เรื่องราวของคู่สามี-ภรรยาที่หย่าขาดกันไปนานแล้ว เพราะทนความเจ็บปวดที่ลูกถูกขโมยตัวไปไม่ได้ ต้องกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อค้นหาลูกที่หายไปของตัวเอง หลังจากเวลาผ่านไปสิบปี ในเรื่องอารมณ์เรื่องนี้ก็สู้กับ CNM ไม่ได้หรอกค่ะ แต่ด้วยความที่หนังสือสั้นมากก็เลยไม่เป็นประเด็นเท่าไหรนัก เพราะยังไม่ทันได้ทำอารมณ์เรื่องมันก็จบไปแล้ว แม็กซ์ถือว่าเรื่องนี้ดีผิดคาด เพราะปกติไม่ค่อยชอบดีไซร์เท่าไหร แต่เล่มนี้ถือว่าสอบผ่านสำหรับดีไซร์ แต่ก็ยังสอบตกในฐานของชุดผู้พิทักษ์

25. Ramiraz's Woman (กรกฎาคม 2005)

เล่มนี้เป็นนางเอกที่เป็นนักสืบของดันดี งานของเจเจก็คือการคุ้มกันผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศสมมุติใน อเมริกาใต้โดยการเล่นละครเป็นคู่รักของเขา เล่มนี้ดูท่าทางน่าจะสนุก แต่ก็ไม่สนุกมากเท่าที่หวัง อยู่แค่ในระดับที่อ่านได้ อาจเพราะว่าแม็กซ์ (เอาอีกแล้ว) เอาไปเทียบกับหนังสืออีกเรื่องที่พระเอกเป็นนักปฏิวัติเหมือนกัน เรื่อง Tender Savage ของไอริส โจแฮนเซ่น มาไปหน่อย ก็เลยรู้สึกว่าพระเอกเล่มนี้ไม่ค่อยเท่ห์อย่างที่หวังนัก

26.Worth Dying For (พฤศจิกายน 2005)

หนังสืออีกเล่มที่แม็กซ์อ่านแล้วร้องไห้จนตาบวม เรื่องไม่ถึงกับเศร้าหรอกนะคะ แต่แค่คิดว่า ผู้ชายคนนึงยอมเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเขาทั้งชีวิตเพื่อความทรงจำของ ผู้หญิงคนหนึ่ง ก็ทำให้น้ำตาล้นออกมาแล้วค่ะ

สิบเจ็ดปีก่อน ดังเต้ มอร์แรนไปรับตัวแฟนสาวของเขาจากร้านอาหารที่เธอทำงานอยู่ช้าเกินไป เมื่อเขาไปถึงเอมี่หายตัวไป และเธอไม่เคยกลับมาอีกเลย ต่อมามีการพบศพของเธอเป็นเหยี่อฆาตกรโรคจิตที่ถูกจับได้

ดังเต้ละทิ้งความฝันของเขาแล้วกลายมาเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ และต่อมาทำงานให้กับสำนักงานดันดีเพื่อตามหาความจริงที่เกิดขึ้นกับเอมี่ เขาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว และในวันนึงเขาก็ได้รับมอบหมายงานที่ทำให้เขาต้องกลับมาถามตนเองอีกครั้งถึง ความจริงที่เขาคิดว่าตัวเองเข้าใจ เขาถูกจ้างให้ตามหาเลสลี่ หลานสาวของอภิมหาเศรษฐีที่หนีออกจากบ้าน งานนี้ไม่ยากเย็นเลย ด้วยเวลาไม่นานเขาก็หาตัวเด็กสาวคนนั้นจนเจอ ปัญหาก็คือ เด็กผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเหมือนกับเอมี่ แฟนสาวของเขายังกับรอยพิมพ์ออกมา นั่นเป็นปริศนาที่เขาต้องไขให้ออก และยังมีแม่ของเลสลี่อีก ที่แม้หน้าตาจะดูคล้ายคลึงกับเอมี่ เธอก็คือผู้หญิงอีกคนที่เข้ามาในชีวิตของเขา

เรื่องนี้ไม่ถึงกับเป็นปริศนาเดายากอะไรหรอกนะคะ แต่อารมณ์ที่อยูในเรื่องทำให้อ่านไปน้ำตามันก็ไหลออกมาเอง

27. Penny Sue Got Lucky (มกราคม 2006)

หนังสือที่เบฟเวอรี่ บาร์ตันไม่เคยเขียนมาก่อน โรแมนติก คอมเมดี้ ที่ทั้งฮา และน่ารัก อาจไม่ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น แต่คุณจะพบว่าตัวเองนั่งอ่านไปยิ้มไปตลอดเวลา เมื่อบอดี้การ์ดสุดเท่ห์ถูกจ้างมาให้คุ้มครองหมาแสนน่ารัก แล้วยังเจ้าของสุดสวยของมันอีก เรื่องราวที่แตกต่างไปอย่างมากจากเล่มอื่นในชุดเดียวกัน หนังสือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บอกได้คำเดียวว่าอย่าพลาดค่ะ

28. Dangerous Deception (พฤศจิกายน 2006)

เล่มนี้เพิ่งอ่านจบเมื่อวานเองค่ะ ยังสดร้อนใหม่ควันฉุยอยู่เลย ตอบสั้น ๆ ว่าไม่ชอบนางเอกค่ะ น่ารำคาญ ก่อเรื่องให้ชาวบ้าน แล้วก็ช่วยเหลือตัวเองไมได้เลย ลอซานคล้ายคลึงกับโจแอนน่าในเรื่อง Blackwood's Woman อย่างมาก ที่แม้จะพยายามบรรยายว่าเข้มแข็ง คนอ่านก็ยังมองเห็นกระดูกสันหลังที่อ่อนปวกเปียกของเธอ แม็กซ์ชอบพระเอกค่ะโดยเฉพาะต้องมาคู่กะผู้หญิงอย่างนี้ อีกอย่างอ่านแล้วไม่ค่อยเชื่อเลยว่าความรักมันจะงอกเงยได้เร็วอะไรขนาดนี้ อาจเพราะแม็กซ์ไม่ชอบนางเอก ก็เลยจินตนาการไม่ออกว่าจะมีใครมารักผู้หญิงอย่างนี้ได้ เรื่องแปลกคืออะไรรู้ไหมคะ แม็กซ์อ่านเล่มนี้จบเร็วมาก แค่นั่งแท็กซี่จากที่ทำงานกลับบ้าน ก็จบแล้ว ไม่น่าเชื่อตัวเองอยู่เหมือนกัน (ประมาณ สี่สิบห้านาที หนังสือหนาสามร้อยกว่าหน้า) ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน จะว่าน่าติดตามจนอ่านเร็วก็ไม่ใช่ ยังงงตัวเองอยู่ค่ะ พล็อตเรื่องย่อ ๆ ก็มีว่า ดอม เชย์ถูกจ้างให้ไปตามหาลูกสาวเศรษฐีที่หายตัวไปจากบ้าน และเมื่อเขาตามรอยการใช้บัตรเครดิตจนพบผู้หญิงคนนั้นและพาตัวเธอกลับ เขากลับพบว่าผู้หญิงทีเขาพามานั้นไม่ใช่คนที่เขาตามหา หากแต่เป็นผู้หญิงอีกคนที่ถูกจ้างให้ปลอมตัวเป็นเธอ และเมื่อเห็นเด่นชัดว่าลูกสาวเศรษฐีคงจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ลอซานจึงตกเป็นผู้ตกสงสัยอันดับหนึ่ง และกลายเป็นภาระของดอมในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอ

29. His Only Obsession (มีนาคม 2007)

กำลังอ่านอยู่ค่ะ จบแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะคะ แต่เท่าที่อ่านบอกได้ว่า คงอยู่ในระดับอ่านได้เท่านั้นเอง ไม่ถึงกับดี แต่ไม่ถึงกับเสียดายเงิน

โอ้ยจบแล้วในที่สุด ยาวมากเลย คนที่ขอให้เขียนอย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้แล้วกันนะคะ เดี๋ยวจะตามไปทวงค่ะ

Sunday, February 8, 2009

Raintree: The Trilogy

ถ้าเบื่อคนรวยที่เอาแต่ใจ และชอบใช้อำนาจและเงินในการแก้ปัญหาอย่างคุณพ่อของน้องเบคอนที่โด่งดังอยู่ ในขณะนี้ แม็กซ์ก็แนะนำให้หันหน้าเข้าสู่โลกของโรแมนซ์ เพราะแม้จะดูไม่สมจริงเท่าไหรนักแต่ในโลกสีชมพูหวานแห่งนี้ คนรวยส่วนใหญ่มักเป็นคนดี และชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพระเอก เรื่องเสียสติชั่ววูบ (ถ้าเชื่อมันนะ) แล้วเหยียบคันเร่งไล่ชนชาวบ้านนี่ไม่ต้องพูดถึง พระเอกของเราไม่ทำกันหรอกนะ

กลับเข้าเรื่องของเราก่อนแม็กซ์จะของ ขึ้นดีกว่า พูดเรื่องไอ้ชั่วนี่ทีไหรแล้ว สัตว์ประหลาดหลุดมาจากปากทุกที ไม่อยากใช้คำหยาบในการเขียนบลอกค่ะ

แม็กซ์สนใจหนังสือยี่ห้อน็อคเทอร์ของ ฮาร์ลิควินตั้งแต่เริ่มมีข่าวว่าจะออกขายเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสได้อ่านเท่าไหร นอกจากเรื่อง Blood Secrets ของ วีวี่ อันนา ที่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหรนัก (แต่คาดว่าไม่เกี่ยวกับตัวหนังสือหรอกนะ แต่เป็นเพราะคนแต่งแกดันออกมาบอกว่า แกได้แรงบัลดาลใจในการเขียนพระเอกมาจากกิล กริสซั่ม ก็เลยทำเอาแม็กซ์หมดมู้ดไปเลย เพราะแม็กซ์มันชอบเด็กเอ๊าะ ๆ อ่ะ เห็นหน้าป๋ากิลแล้วมันแมนซ์ไม่ออกเท่าไหรน่ะ ก็เลยไม่คิดว่าเป็นความผิดของหนังสือเขาหรอกนะ)

แต่ก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือยี่ห้อนี้ติดกันสามเล่ม จากสามนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมาก กับหนังสือชุด เรนทรี

สำนักพิมพ์ฉลาดมากที่เริ่มต้นด้วยนักเขียนที่ดังที่สุดในสามคน กับเรื่องไฟนรค Inferno ของ ลินดา โฮเวิร์ด แต่เรื่องนี้แหละกลับเป็นปัญหากะแม็กซ์มากที่สุด เกือบทำให้แม็กซ์เลิกอ่านชุดนี้ไปแล้วเชียวนะ เพราะมันไม่น่าสนใจเอาเสียเลย

แม็กซ์ไม่รู้ว่าจะต้องใช้คำไหนมา อธิบายได้ดีไปกว่านี้นะ ไม่ใช่ว่ามีข้อเสียอะไรที่เห็นได้ชัดเจนหรอก เพียงแต่แม็กซ์คาดหวังงานที่ดีกว่านี้จากหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของแม็กซ์ อาจเป็นแม็กซ์เองที่ผิดที่ตั้งความหวังไว้สูง แต่ทำไงได้ล่ะ

เล่มแรกเหตุการณ์เกิดขึ้นในรีโน ในคาสิโนที่ชื่ออินเฟอร์โน ซึ่งมีเจ้าของคือดังเต้ พี่ชายคนโตของตระกูลเรนทรี อย่างที่บอก เรนทรีไม่ใช่ตระกูลของคนมีเงินธรรมดา แต่เรนทรีเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ความสามารถของดังเต้ที่เด่นชัดก็คือ การควบคุมไฟ แต่ในช่วงเวลาที่ใกล้กับเทศกาลฉลองฤดูร้อน อำนาจของเขาแข็งแกร่งขึ้น จนยากที่จะควบคุม และก็ยิ่งยากขึ้นเมื่อเขาได้พบกับลอว์น่า หญิงสาวที่เขาสงสัยว่าเข้ามาโกงเงินในคาสิโนของเขา เมื่อเขาและเธอเผชิญหน้ากัน เขาก็พบว่าลอว์น่าไม่ใช่คนธรรมดา เธอมีพลังพิเศษที่แข็งแกร่งไม่น้อย ซึ่งนั่นนำมาซึ่งอีกคำถามนึง เธอเป็นคนของอันซาราหรือไม่

อะไรคืออันซาร่า

ทั้งอันซาร่าและเรนทรีมีที่มาจาก บรรพบุรุษเดียวกัน แต่อันซาร่าเลือกที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อมนุษย์ และเมื่อสองร้อยปีก่อน เรนทรีและอันซาราก็ทำสงครามกัน สงครามที่ทำลายอันซาราย่อยยับ มีเพียงคนเพียงหยิบมือที่เรนทรีปล่อยให้มีชีวิตรอด

ไม่มีใครคิดว่าอันซาราจะสร้างความเข้ม แข็งและกลับมาท้าทายเรนทรีอีกครั้งได้ แต่พวกเขาก็คิดผิด เพราะไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในอินเฟอร์โนไม่ใช่อุบัติเหตุ หากแต่เป็นเวทมนตร์ที่อันซาราสร้างขึ้น แผนการเพื่อกำจัดเรนทรีคนที่แข็งแกร่งที่สุด เรนทรีที่เป็นเชื้อพระวงค์

แน่ล่ะไม่มีใครอยู่ในฐานะที่สูงเกิน กว่าดังเต้ เขาเปรียบเสมือนราชาแห่งเผ่าเรนทรี คนที่ทรงอำนาจสูงสุด ปัญหาก็คือ เวลาอ่านแม็กซ์ไม่คิดว่าดังเต้จะเก่งสมราคาคุยเลย

นอกจากนี้แล้วปฏิกริยาทางเคมีอันเป็น สัญลักษณ์หลักของลินดาก็หายไป แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความคู่กันของดังเต้และลอว์น่าเลยสักนิด และนี่คงเป็นสาเหตุสำคัญที่เรื่องนี้ได้แค่ 50 คะแนนจากแม็กซ์

เพราะความผิดหวังในเล่มแรกแม็กซ์เกือบจะไม่หยิบเล่มสองมาอ่านแล้วนะ ถ้าไม่เป็นเพราะเอ็มม่า

ใครคือเอ็มม่า

เธอเป็นตัวละคร (อาจเรียกอย่างนั้นก็ได้) ที่ไม่เคยออกมาโผล่ให้คนอ่านเห็น เพราะเธอเป็นเพียงดวงจิตที่พระเอกในเล่มสองเรื่อง Haunted ที่เขียนโดยลินดา วินสเต็ท โจนท์ ติดต่อได้

ฉากแรกที่แม็กซ์ได้เห็นเอ็มม่า แม็กซ์ก็รู้ว่า ไม่อ่านต่อไม่ได้แล้ว กิเดียน เรนทรีเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งบังลังค์ของเรนทรี ตำแหน่งที่เขาไม่ต้องการ ทำให้เขาส่งขอขวัญเป็นเครื่องลางที่ส่งเสริมการมีลูกเร็ว ๆ ให้กับพี่ชายเป็นประจำ แน่ล่ะเขาต้องช็อคเมื่อเขาเริ่มฝันถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเอ็มม่า ที่เรียกเขาว่าแด๊ดดี้ตลอดเวลา ไม่อยากอธิบายมากค่ะ ต้องอ่านเอง แล้วก็จะรู้ว่าทำไม แม็กซ์ถึงชอบเอ็มม่าขนาดนี้

ก่อนหน้าไม่ค่อยสนใจงานของลินดานัมเบอร์ทูคนนี้เท่าไหร แต่หลังจากอ่านเรื่องนี้จบไป พูดตามตรงค่ะว่า ชนะลินดาเบอร์หนึ่งขาดลอย

มาเล่าเรื่องย่อ ๆ กันดีกว่า กิเดียนลูกชายคนที่สองแห่งเรนทรี มองเห็นผี เหมือนคำพูดอมตะในเรื่อง The Sixth Senses (แต่ก็ไม่ได้เอามาใช้ในเรื่องนี้หรอกนะ) I see dead people กิ เดียนรักษาสติให้กับตัวเองด้วยการเป็นตำรวจ และช่วยไขคดี และช่วยเหล่าวิญญาณที่เขาพบให้หลุดพ้นไปจากโลก เขาเป็นตำรวจที่มีอัตราการไขคดีที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ ก็เขาพูดกับวิญญาณได้ ทำให้เขารู้ตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นฆาตกร ทำให้นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเป็นคนที่แตกต่าง ก็ทำให้เขายากที่จะทำงานด้วย ดังนั้นเมื่อตำรวจหน้าใหม่โผล่เข้ามาในเมืองอย่างโฮป เธอจะถูกเลือกให้เป็นคู่หูของเขา เพราะไม่มีใครอยากทำงานร่วมกับเขานัก

คู่หูที่แตกต่างกัน แต่โฮปไม่เคยทำตัวน่าเบื่อหรือน่ารำคาญ (อย่างน้อยการสำหรับแม็กซ์นะ ที่ภูมิต้านทานความน่ารำคาญของนางเอกสูงสักหน่อย) เธออาจสงสัยในคำพูดของกิเดียน แต่เธอก็ฉลาดพอจะดูออก และได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียงกับความจริงที่สุด ความจริงที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่เมื่อไม่มีข้อสรุปอื่น เธอก็มีสติพอจะยอมรับมัน

ในเล่มนี้ศัตรูร้ายกาจอย่างอันซาราก็ ยังตามจ้องฆ่าสมาชิกในราชวงค์ของเรนทรีอีกเช่นกัน โดยกิเดียนและญาติของเขาที่ชื่อเอคโค่เป็นเป้าหมาย นั่นเพราะกิเดียนเป็นทายาทของดังเต้ และเอคโค่มีความสามารถในการมองเห็นอนาคตได้ แผนการบุกโจมตีถิ่นกำเนิดของเหล่าเรนทรีกำลังจะเริ่มในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้าง หน้า อันซาราไม่อาจปล่อยให้งานนี้พลาดไปได้

แม็กซ์ลืมบอกไปว่า หนังสือทั้งเล่มเล่มนี่ ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่การโจมตีจะเริ่มขึ้น คาสิโนของดังเต้ก็ถูกเผา ฆาตกรโรคจิตออกอาลวาดฆ่าเพื่อนร่วมห้องของเอคโค่ ซึ่งนำไปสู่การสืบสวนของกิเดียนและโฮป และในเวลาเดียวกันที่ถิ่นกำเนิดของเรนทรีก็เกิดเรื่อง

แม็กซ์ชอบเล่มนี้ที่สุดค่ะ ได้ 73

เล่มสุดท้ายปิดท้ายด้วยเรื่องของเมอร์ซี่ น้องสาวคนสุดท้องแห่งเรนทรี เธอเป็นผู้รักษาถิ่นกำเนิดของเผ่า ในเรื่อง Sanctuary ของเบฟเวอรี่ บาร์ตัน เมอร์ซี่ต้องเผชิญหน้ากับอดีต และความลับดำมืดที่เธอเก็บมานานเจ็ดปี

เพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน เธอมีความสัมพันธ์กับ Judah (ออกเสียงไม่ถูกเท่าไหร แต่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนชาวยิวว่าควรจะอ่าน Yehudah นะ) โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า เขาเป็นคนของเผ่าอันซารา จนกระทั่งเมื่อเธอตั้งท้องจึงได้รู้ว่า ตนเองหลงติดกับดักล่อลวงของอันซาราเข้าให้แล้ว เธอหนีจากเขาไป แล้วเก็บเรื่องราวของอีฟลูกสาวเป็นความลับ เมอร์ซี่อาจจะรู้ว่าจูดาห์ (อ่านอย่างไทยนะคะ) เป็นอันซารา แต่เธอยังไม่รู้ว่าเขาไม่ใช่อันซาราทั่วไป เขาดำรงตำแหน่งเทียบเท่ากับดังเต้ ถือเป็นกษัตริย์แห่งอันซารา ผู้มีอำนาจเวทมนตร์สูงสุด

จูดาห์เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของแม็กซ์ ไม่ใช่ว่าแม็กซ์ไม่ชอบเขานะ แต่บางครั้งความคิดของเขาก็ทำให้แม็กซ์กลัว เพราะดูเขาจะจริงจังในความพยายามฆ่าเมอร์ซี่ และเผ่าเรนทรีอย่างมาก ซึ่งก็ดีหรอกนะในการทำให้สมจริงถึงความขัดแย้งของสองเผ่าพันธุ์นี้ แต่ในขณะเดียวกัน หนังสือโรแมนซ์มันก็ดูโหดชอบกลนะที่พระเอกประกาศในบทนำว่า เขาเป็นคนเดียวที่มีสิทธิในการฆ่าเมอร์ซี่ ซึ่งเป็นนางเอก และตามมาด้วยการบรรยายความรู้สึกให้คนอ่านรู้ว่า คำประกาศนั่นไม่ใช่แค่คำพูดเลื่อนลอย แต่เขาตั้งใจจะทำเช่นนั้นจริง ๆ

แต่แม้จูดาห์ยังคงมุ่งมั่นในการทำลาย ล้างเรนทรี เขาก็รู้ดีว่าเวลายังมาไม่ถึง อันซารายังไม่เข้มแข็งพอ ดังนั้นแผนการของพี่ชายต่างมารดาที่จ้องทำลายล้างเรนทรีจึงเปรียบเสมือนการ คิดกบฎ และยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น เมื่อผู้หยั่งรู้แห่งอันซารา ประกาศว่า อันซาราจะย่อยยับดับสูญ และมีเพียงผู้เดียวที่จะช่วยรักษาเผ่าเอาไว้ได้ ซึ่งก็คืออีฟ ลูกสาวที่เขาไม่เคยรู้จัก

นอกจากจูดาห์แล้ว เมอร์ซี่ก็มีปัญหาไม่แพ้กัน เพราะแม็กซ์ถูกบอกตลอดทั้งเรื่องว่าเมอร์ซี่เป็นเรนทรีที่ทรงอำนาจ แต่ตลอดทั้งเรื่องแม็กซ์ต้องเห็นเมอร์ซี่ถูกช่วยเหลือโดยจูดาห์ โอเคเธอใช้พลังหมดไปในการช่วยรักษาชาวบ้าน แต่มันก็น่ารำคาญไม่น้อยที่ต้องอ่านครั้งแล้วครั้งเล่าที่นางเอกใช้พลังจน หมดตัว จนโดนคนร้ายลอบทำร้ายเอา ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะมีชีวิตอยู่มาได้นานขนาดนี้นะคะ

แล้วอีฟล่ะ ความรู้สึกของแม็กซ์ยังบอกไม่ถูกค่ะ อีฟเป็นตัวละครเด็กที่โดดเด่น แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า มากเกินไปหน่อยนะ อีฟรู้ทุกเรื่อง เธอรู้ว่าใครเป็นพ่อของเธอ รู้ถึงอันตรายก่อนที่มันจะเกิดขึ้น รู้กระทั่งว่าอนาคตจะเป็นยังไง เธออายุหกขวบ แต่รู้ไปหมด ในขณะเดียวกัน อีกด้านเธอก็ยังเป็นเด็กหกขวบที่ต้องการพ่อ นี่เป็นจุดที่แม็กซ์ชอบ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า เธอไม่ค่อยแคร์แม่ของเธอเลยนะ

โดยรวมเรื่องนี้สนุกนะคะ ในเรื่องของความน่าติดตาม ถือว่าพลาดไม่ได้ แม็กซ์ชอบพระเอกแนวจูดาห์อยู่แล้ว (แม้จะมากไปหน่อยบางครั้ง) คะแนนอยู่ที่ 70 ค่ะ

Friday, February 6, 2009

A Time to Die // Beverly Barton

คนที่รู้จักแม็กซ์ดีก็คงพอรู้ว่าแม็กซ์บ้าหนังสือชุด The Protectors ของเบเวอรี่ บาร์ตันมากแค่ไหน (ถึงขนาดเอาทั้งชุดมารีวิวในบลอกนี้ให้อ่านกันเกือบสามสิบเล่ม)

แต่หลังจากอ่านเล่มล่าสุดในชุดเรื่อง A Time to die จบลง แม็กซ์ก็ชักจะคิดว่าบางทีอาจจะถึง A Time to Quit แล้วล่ะ เพราะสามเล่มหลังสุดในชุดนี้มัน... ไม่ได้เรื่องจิงจิง

หนังสือชุดนี้ไม่ใช่ว่าจะหนุกไปทุกเรื่องหรอกนะ อันนี้แม็กซ์ทำใจไว้แล้ว แต่ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่ความไม่สนุกมันยาวนานอย่างนี้ และที่สำคัญแม็กซ์รู้สึกว่าคนแต่งเอาพล็อตเรื่องสืบสวนแบบโหด ๆ ชนิดเดียวกับที่เธอเขียนให้กับเคนซิงตันมาใช้ในหนังสือชุดนี้แล้ว และนั่นเป็นการทำลายหนังสือชุดนี้ลงไปเลย

ไม่ใช่ว่าเดอะโพร์แท็คเตอร์ไม่โหดหรอกนะ แต่บรรยากาศมันไม่ได้เป็นอย่างที่ปรากฎในเรื่อง A Time to Die เลย ลักษณะของตัวร้ายก็ถอดแบบตาลีบันมาอย่างไม่เหตุผลอะไรเลย

และตัวร้ายนี่แหละที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของเรื่อง ตัวร้ายที่แบนราบชนิดที่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็คิดได้อย่างเดียวว่า "กูจะเป็นตัวร้าย กูจะเป็นตัวร้าย" ไม่มีมิติ ไม่มีความลึก ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะต้องมาจงเกลียดจงชังนางเอกสักนิด

ในเรื่องลิซซี่ (ไม่แน่ใจหรอกนะว่าชื่อนางเอกไหม เพราะมันไม่น่าจดจำเท่าไหร) เป็นนักข่าวที่เข้าไปทำข่าวในประเทศสมมุติในแอฟริกา แล้วเจอการลอบสังหารประธานาธิบดีของที่นั่น นางเอกโดนลูกหลงทำให้เป็นอัมพาตชั่วคราว และต้องหัดเดินใหม่ กระสุนที่ยิงโดนนางเอกก็ไม่ใช่ของใครหรอก ก็เป็นของพระเอกนั่นเอง และนั่นเป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมทั้งสองเอาไว้ด้วยกัน

สิบปีผ่านไป นางเอกโดนคุกคามชีวิตโดยคนร้ายที่อยู่ในเหตุการณ์การลอบสังหารเมื่อสิบปี ก่อน (โดยให้เหตุผลว่าเกลียดนางเอกที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งแม็กซ์ก็งง แค่นี้เขาก็ซวยแล้วนะ โดนลูกหลงไปด้วย ทำไมต้องมาตามฆ่ากันด้วย ประสาท และประหลาดมาก) และพระเอกที่มีอาชีพเป็นบอดี้การ์ดก็เป็นคนเข้ามาคุ้มครองนางเอก พล็อตมันก็เหมือนหนังสือชุดนี้เล่มอื่น ๆ นั่นแหละ (และนั่นไม่ใช่ปัญหาเลย ก็อ่านชุดนี้มันก็ต้องทำใจว่า พล็อตไม่สร้างสรรนักหรอก)

แต่เสน่ห์ของเรื่องมันขาดไป นอกจากผู้ร้ายที่เลวไร้เหตุผล ก็คงเป็นปฏิกริยาระหว่างพระเอกกะนางเอกที่อ่านยังไงมันก็ไม่สป๊าร์ค ไม่รู้สึกว่ามันโรแมนซ์ตรงไหนเลย

คะแนนที่ 57