Showing posts with label Sabrina Jeffries. Show all posts
Showing posts with label Sabrina Jeffries. Show all posts

Sunday, February 8, 2009

Beware a Scot's Revenge // Sabrina Jeffries

นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่ชื่อเรื่องประหลาด แต่อย่างน้อยก็พอจะเข้ากับเนื้อเรื่องอยู่บ้าง เมื่อพระเอกชาวสก๊อตล้างแค้นพ่อของนางเอกด้วยการจับตัวนางเอกไปเป็นตัว ประกัน

ฟังพล็อตแล้วก็ทำให้นึกถึงความจำเจแบบเดิมที่เคยอ่านกัน เมื่อพระเอกที่ถูกทำร้ายจนเจ็บสาหัส มองโลกด้วยสายตาเด็กมีปัญหา ใช้อารมณ์ลงกับนางเอก แต่ถ้าใครหวังจะเจอเรื่องแนวนี้

ขออภัย โปรดไปอ่านเล่มอื่น

ไม่ใช่ว่าแลชแลนจะไม่เจ็บหนัก ตอนเปิดเรื่องก็โดนลูกน้องของพ่อนางเอกจับซ้อมจนปางตาย แท้จริงแล้วทุกคนเข้าใจว่าเขาตายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่พระเอกของเรามีของดี หนังเหนียวไม่ตายง่าย ๆ หลายเดือนต่อมา เขาก็กลับมาเพื่อล้างแค้น ด้วยแผนที่ปัญญานิ่มแต่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งสำหรับพระเอกโรแมนซ์ ด้วยการลักพาตัวนางเอก

เวเนเทียใฝ่ฝันมาตลอดว่าจะได้กลับมาสก๊อตแลนด์ หลังจากจากไปตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อมาถึงก็พบว่าตัวเองถูกลักพาตัวโดยศัตรูตัวฉกาจของบิดา แต่เวเนเทียไม่ใช่ผู้หญิงที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่โง่เลย

ความไม่โง่ของนางเอกนี่แหละที่เป็นจุดแข็งที่สุดของเรื่อง เวเนเทียเป็นนางเอกที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งที่แม็กซ์เคยได้อ่าน ความฉลาดของเธอไม่จำเป็นต้องย้ำพูดย้ำบรรยายโดยคนแต่ง แต่เห็นได้ชัดจากความคิดและการกระทำของเธอ ด้วยเวลาไม่นานเวเนเทียก็เดาได้ว่าผู้ชายที่เธอเจอนั้นก็คือ เพื่อนในวัยเด็กของเธอหรือก็คือ แลชแลนนั่นเอง เธอมีเหตุผลพอที่จะยอมรับฟัง และตัดสินใจได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิดในความขัดแย้งครั้งนี้

นักอ่านบางคนที่ "รัก" ครอบครัวมาก อาจจะไม่เห็นชอบกับนางเอกที่เข้าข้างพระเอกแทนที่จะอยู่ข้างพ่อ แต่ฮัลโล นี่มันโรแมนซ์นะเจ๊ นางเอกไม่เชื่อพระเอกแล้วจะไปเชื่อสุนัขตัวไหน

การเดินทางเพื่อไปบ้านของพระเอกทำให้ทั้งสองคนผูกพันกันมากขึ้น และก็ทำให้แม็กซ์เกิดอาการเบื่อไปด้วยพร้อมกัน พักนี้ไม่รู้เป็นอะไร อ่านตอนกลางเรื่องแล้วรู้สึกเนือยมาก เกือบทุกเล่ม แต่เล่มนี้ยังโชคดีที่ตอนท้ายกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

เมื่อนางเอกไปถึงบ้านพระเอก แต่แสดงคุณสมบัติที่เหมาะจะเป็นภรรยาของชาวสก๊อตที่ดี เช่น ดัดแปลงเครื่องเรือนให้ดูเหมือนของใหม่ได้ แสดงความรักต่อวิถีชีวิตของคนสก๊อต ทำตัวให้เป็นที่รักต่อคนในเผ่าเดียวกับพระเอก

สิ่งหนึ่งที่แม็กซ์ชอบในเรื่องนี้ก็คือ พระเอกและนางเอกไม่ลังเลที่จะบอกรัก เรื่องไม่จำเป็นต้องมาถึงจุดไคล์แม็กซ์แต่ก็บอกรักกันได้ (แม้พระเอกจะปฏิเสธคำพูดของตัวเองภายหลัง) แม็กซ์ชอบวิธีการที่ซาบริน่า เจฟฟรีย์ (แม็กซ์ยังไม่ได้บอกใช่ไหมว่าเล่มนี้แต่งโดยใคร และยังเป็นเล่มที่สามในชุดที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันเท่าไหร) แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพ่อของนางเอกและพระเอก

สิ่งที่ขัดกับเนื้อเรื่องและน่ารำคาญมาก ก็คือจดหมายตอนเริ่มต้นบท ที่เขียนโดยชาร์ล็อต (ใครวะ) ถึงญาติไมเคิลของเธอ (ใครอีกวะ) เห็นไหมว่าแม็กซ์พูดถึงหนังสือมาจนจบเรื่องแล้ว ยังไม่ตัวละครที่ชื่อชาร์ล็อตหรือไมเคิลโผล่มาเลย แต่เราดันต้องมาอ่านจดหมายโต้ตอบของสองคนนี้หลายต่อหลายฉบับ ด้วยเรื่องที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลยสักนิด

โอเค แม็กซ์ไม่โง่หรอกนะ รู้ว่าคุณต้องการจะเขียนเรื่องของชาร์ล็อตกะไมเคิลเป็นพระเอกนางเอกในอนาคต แต่ขอให้มันเกี่ยวกะเรื่องหน่อยได้ไหม

สรุปคะแนนได้ตรงที่ 70 (เทียบกับ Dance of Seduction, The Dangerous Lord, A Dangerous Love, Married to a Viscount, และ Only a Duke will do ที่ได้ 83)

Saturday, January 31, 2009

Let Sleeping Rogues Lie // Sabrina Jeffries

เล่มนี้อ่านจบมาพักใหญ่แล้วล่ะค่ะ แต่เพิ่งได้ฤกษ์เขียนถึง สำหรับหนังสือเล่มที่สี่ในชุด The School of Heriesses หนังสือชุดที่แม็กซ์คิดว่าไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกันเท่าไหรเลย

คอนเซ็ปต์ของเรื่องมาจากชาร์ล็อตอดีตทายาทสาวผู้ร่ำรวยที่หลงคารมทหารหนุ่ม ที่หวังปอกลอกเธอ หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เขาทำให้เธอหมดตัว แล้วก็เสียชีวิตลง (แต่แม็กซ์ยังสงสัยนะว่าจริงหรือเปล่า) ปล่อยเธอไว้เผชิญโลกตามลำพัง ด้วยความช่วยเหลือจากญาติผู้ไม่ปรากฎตัว ไมเคิลช่วยให้ชาร์ล็อตกลับมายืนได้อีกครั้ง เธอตั้งโรงเรียนสำหรับเหล่าหญิงสาวผู้มีร่ำรวย สอนให้พวกเธอระแวงเหล่าผู้ชายที่คิดมาหลอกลวง

แต่ละเล่มในชุดไม่ค่อยมีความเกี่ยวเนื่องกันสักเท่าไหรนัก แถมจดหมายระหว่างชาร์ล็อตและไมเคิลที่อยู่ตอนต้นของทุกบทก็ยังน่ารำคาญ บางครั้งก็ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องสักนิด แม็กซ์ว่ามันเป็นการยัดเยียดคนอ่านในเรื่องของชาร์ล็อตและไมเคิลมากเกินไป

แต่นอกจากที่พูดไป องค์ประกอบอื่นโอเคนะ หนังสือของซาบริน่าอ่านได้ไม่ผิดหวังอยู่แล้ว กระทั่งเล่มที่คิดว่าแย่แล้ว ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย และเล่มนี้บอกได้เลยว่าไม่เลวร้ายเลย

พล็อตของหนังสือเล่มนี้ถูกใช้มานับร้อยนับพันครั้ง ตอนเริ่มต้นเรื่องทำให้แม็กซ์นึกถึงหนังสือเรื่อง The Duke and I ของจูเลีย ควินน์ เรื่องราวของเด็กชายที่ทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อของตนยอมรับ แต่ไม่เป็นผล

เพื่อนคนนึงของแม็กซ์บอกว่า "คุณหาพล็อตที่แหวกแนวหรือแปลกใหม่ในหนังสือย้อนยุคไม่ได้หรอก" ซึ่งแม็กซ์ค่อนข้างเห็นด้วยนะ แต่ฝีมือคนเขียนจะทำให้พล็อตที่ซ้ำซากน่าอ่านขึ้นมาได้ และโชคดีที่ซาบริน่า เจฟฟรีย์เป็นหนึ่งในนั้น

แมดเดลีนเป็นครูในโรงเรียนของชาร์ล็อต (และเป็นจุดเชื่อมเข้ากับชุดนี้) เธอเก็บตัวเงียบไม่สุงสิงกับใคร จนกระทั่งแอนโธนี ไวส์เคาท์นอร์ค็อตบุกมาที่โรงเรียนและขอร้องให้ชาร์ล็อตรับหลานของเขาเข้า โรงเรียน แอนโธนีกำลังจนแต้ม เขาต้องต่อสู้กับผู้เป็นลุงและป้าในเรื่องสิทธิการเลี้ยงดูหลานสาว ซึ่งหากเขาทำให้ชาร์ล็อตรับเธอเข้าโรงเรียนได้ แต้มต่อของเขาก็สูงขึ้น

แมดเดลีนตกลงช่วยเขา แต่นั่นก็เพราะเธอมีแผนการบางอย่างที่ต้องการใช้แอนโธนี่ช่วยเช่นกัน พ่อของเธอเป็นเหยื่อในความไม่ยุติธรรมของลุงของเขา เธอต้องการให้เขาจัดงานเลี้ยงเพื่อเชื้อเชิญนักวิทยาศาสตร์ทางเคมีชื่อดังมา ร่วม เพื่อเธอจะได้ขอร้องนักวิทยาศาสตร์คนนั้นให้กล่าวสนับสนุนการกระทำของผู้ เป็นพ่อ เพื่อเคลียร์ชื่อเสียงที่ถูกลุงของแอนโธนีทำลาย

คุณเห็นรึยังว่าความบังเอิญมันแทบชนกันตายในเรื่อง แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะเรื่องอ่านลื่นสนุกค่ะ แม็กซ์ก็เลยให้อภัยได้ แม้จะรู้สึกว่าแมดเดลีนดูจะใช้แผนการที่โง่เกินกว่าสติปัญญาที่ซาบริน่า โฆษณาไว้ว่าเธอมี

เรื่องราวตามสไตล์ซาบริน่า พระเอกนางเอกที่คุณอยากอ่านเรื่องราวของพวกเขา การผจญภัยนิดหน่อย แล้วฉากรักที่ร้อนแรงเล็ก ๆ นี่เป็นส่วนประกอบที่แม็กซ์ยอมรับได้

เห็นซาบริน่าบอกว่าจะมีอีกสองเล่มในชุดนี้ เล่มสุดท้ายเป็นเรื่องราวของชาร์ล็อตและไมเคิล จากการอ่านเล่มนี้ แม็กซ์ว่าแววของลอร์ดสโตนเวลล์ดูมาแรงดีค่ะ ก็เลยเดาว่าถ้าเขาไม่ใช่ไมเคิล ก็น่าจะเป็นพระเอกเล่มถัดไปนี่ล่ะ

คะแนนที่ 77

Wednesday, January 21, 2009

The School for Heiresses // An Anthology

หนังสือเก่าเก็บอีกเล่มที่ถึงคิวอ่านเสียทีค่ะ พักนี้เราอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเยอะหน่อยน่ะค่ะ เพราะเหลือค้างไว้เพียบเลย ปกติแม็กซ์ไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องสั้น แต่ก็นิสัยเสียซื้อมาเกือบทุกเล่ม เพราะเรามักรู้สึกอยากจะเก็บงานของคนแต่งที่ชอบให้ครบทุกเล่ม อีกอย่างเดี๋ยวนี้คนแต่งชอบเอาตัวละครในเรื่องเรื่องที่ตัวเองเขียนไว้เป็น ชุดมาเขียนในเรื่องสั้น ด้วยความที่ติดอ่านชุด ก็เลยต้องตามมาซื้อจนได้

หนังสือเรื่องนี้อยู่ในชุดที่เรียกกันว่า The School of Heiresses ซึ่งเล่าถึงมิสซิสชาร์ล็อตต์ แฮร์ริส เจ้าของโรงเรียนซึ่งเคยเป็นทายาทสาวผู้ร่ำรวยคนนึง แต่โดนหลอกแต่งงานกับผู้ชายที่หวังสมบัติของเธอ จนสุดท้ายเมื่อสามีตาย เธอจึงคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนเด็กสาวลูกคนรวยให้ดูผู้ชายที่หวังปอกลอก สมบัติของพวกเธอออก เพื่อที่จะไม่โดนหลอกอย่างเธอบ้าง

คอนเซ็ปต์ของเรื่องนี้เป็นแนวคิดของซาบริน่า เจฟฟรีย์ ซึ่งเธอเขียนเรื่องในชุดนี้ออกมาหลายเล่ม แม็กซ์หมายถึงเล่มเดี่ยว ๆ นะคะ แต่เรื่องสั้นเล่มนี้เป็นแนวคิดของสนพ.พ็อตเก็ตที่เอาคอนเซ็ปต์ และโรงเรียนของมิสซิสแฮร์ริสที่ซาบริน่าสร้างขึ้นมาขยายต่อ แล้วให้นักเขียนอีกสามคนช่วยกันเขียนเรื่องราวของเหล่านักเรียนในโรงเรียน ของมิสซิสแฮร์ริส

หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง The School of Heiresses

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่ชอบอ่านเรื่องสั้น ดังนั้นคะแนนไม่สูงหรอกค่ะ แต่ก็ยังยืนยันเหมือนหลายครั้งว่า สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านผลงานของนักเขียนทั้งสี่คนในเรื่องสั้นเล่มนี้ ก็ลองหาซื้อมาอ่านกันได้ จะได้รู้ด้วยค่ะว่าสไตล์ของแต่ละคนเป็นยังไง เพราะแม็กซ์อ่านไปก็คิดว่ามันสะท้อนแนวทางการเขียนของแต่ละคนได้พอสมควร

Ten reasons to stay ของซาบริน่า เจฟฟรีย์

เ่ล่มนี้นอกจากจะเล่าเรื่องของอดีตนักเรียนคนนึงในโรงเรียนของมิสซิสฮาร์ริ สแล้ว ยังเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเรื่อง Only duke will do ซึ่งเป็นเล่มที่สองในชุด The School of Heiressess อีกด้วย (เพราะเล่มเอกในเล่มนั้นช่วยจนพระเอกในเรื่องสั้นเล่มนี้ได้บรรดาศักดิ์มาจน ได้) แต่แม้จะเกี่ยวกันโดยตรงก็ไม่จำเป็นหรอกนะคะว่าต้องอ่านเรื่อง ODWD ก่อน เพราะทั้งพระนางในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ปรากฎตัวในเล่มนั้นแต่อย่างใด

คอลินซึ่งเป็นลูกครึ่งพ่อซึ่งเป็นคนอังกฤษ และแม่ที่เป็นคนอินเดียเป็นคนนอกมาตลอดชีวิต เขาไม่ได้รับการยอมรับจากญาติทางแม่ที่เป็นคนอินเดีย เพราะสายเลือดอังกฤษในกาย แต่ก็ไม่อาจเป็นคนอังกฤษได้เพราะเลือดอินเดียที่ถูกเหยียดหยาม แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจเดินทางมาอยู่อังกฤษ หลังจากใช้ชีวิตในอินเดียมาตลอดชีวิต เพราะอย่างน้อยในอังกฤษ เขาก็สามารถหนีจากสงครามที่เกิดในอินเดียได้ แต่ชีวิตในฐานะของท่านเอิร์ลผู้สูงศักดิ์ก็ถูกขัดจังหวะโดยการมาอย่างไม่ได้ รับเชิญของสาวน้อยเอไลซ่าที่ทำทุกทางเพื่อหนีจากการบังคับแต่งงานของผู้เป็น ลุง

เอไลซ่ารู้จักกับภรรยาของขุนนางผู้เป็นเจ้าบ้านที่เธอลักลอบเข้ามาเพื่อ "ขอยืม" ม้าในการเดินทางหนี สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ บ้านหลังนี้ได้กลายมาเป็นสมบัติของคอลินแล้ว (เพราะอดีตเจ้าของบ้านเป็นคนที่ยกบรรดาศักดิ์ในคอลิน -- คำอธิบายอยู่ในเรื่อง ODWD แต่ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ สรุปว่าเอไลซ่าเจอกับคอลินอย่างไม่คาดคิด) และแม้เธอจะพยายามเล่าเรื่องให้คอลินฟัง เขาก็ยังคิดว่าเธอเป็นเด็กสาวฟุ้งซ่าน ชีวิตของเธอมันไม่แย่อย่างที่เป็นหรอก เขาปฏิเสธที่จะช่วย และยังไม่ยอมให้เธอเดินจากไป เพราะห่วงในความปลอดภัย เขาตั้งใจจะส่งตัวเอไลซ่าคืนให้กับผู้ปกครองของเธอ แต่เมื่อเขาค้นพบความจริงว่าสิ่งที่เอไลซ่าพูดเป็นความจริง คอลินก็เปลี่ยนใจ

เรื่องนี้ถือว่าสนุกใช้ได้ค่ะ สำหรับเรื่องสั้น ทั้งคอลินและเอไลซ่าเป็นตัวละครที่โอเค (นั่นคืออ่านได้ไม่ต้องคิดมาก) แต่เพราะเป็นเรื่องสั้นเราจึงรู้สึกเหมือนทุกอย่างโดนเร่ง ไม่ว่าจะเป็นความรักที่เกิดชั่วข้ามคืน (และมันก็ข้ามคืนจริง ๆ)

คะแนนที่ 63

After Midnight ของลิซ คาร์ไลร์

นี่เป็นเรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในชุด (ถ้าอ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ และเห็นชื่อลิซบนปกเล่มนี้ ก็น่าจะเดากันออกนะคะ) และเหตุผลที่เราชอบก็ทุเรศมาก เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง หรือตัวเอกในเล่ม แต่เป็นเพราะเล่มนี้เราได้เห็นโรธเวลล์

ง่าย ๆ แค่นั้นแหละ

เล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกจริง ๆ ในชุด Never หรือเรื่องราวของพี่น้องตระกูลเนวิลล์ เป็นเรื่องราวของหลานสาวของบารอนโรธเวลล์ (พระเอกเล่มสามในชุดเรื่อง Never Romance a Rake) ที่ถูกคุณอาส่งมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนของมิสซิสแฮร์ริสตั้งแต่แม่ของเธอ ตายลง มาร์ตินิคไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของโรธเวลล์ เธอเป็นลูกติดที่แม่ของเธอแต่งงานกับพี่ชายของโรธเวลล์ และเมื่อทั้งพ่อเลี้ยงและแม่ของเธอตายลง เธอก็ถูกส่งมาที่อังกฤษเสมือนเป็นสัมภาระที่ไม่มีใครต้องการ

นี่เป็นปมในใจของเธอพอสมควร เมื่อมาร์ตินิคอายุได้สิบเก้าปี ทั้งอาทั้งสองของเธอก็เิดินทางมาอังกฤษเพื่อหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้ต้องการเลย เธออยากใช้ีชีวิตเหมือนอาสาวแซนเธียที่มีอิสระในการใช้ชีวิต ทำงานในบริษัทเดินเรือของตระกูล แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีทางเลือก เมื่อเหตุการณ์เข้าใจผิดเกิดขึ้น และมาร์ตินิคพบว่าตัวเองหมั้นหมายกับขุนนางหนุ่มผู้อื้อฉาว

บอกตามตรงนะคะ ถ้าเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องสั้น แม็กซ์คงจะชอบมากกว่านี้อีก เพราะมีองค์ประกอบที่เราชอบครบถ้วน โดยเฉพาะภูมิหลังของจัสตินพระเอกที่ได้ใจเรามาก มาร์ตินิคเองก็เป็นนางเอกที่น่าสนใจ มีประเด็นให้เล่นได้เยอะ แต่ด้วยข้อจำกัดที่เป็นเรื่องสั้นทำให้ทุกอย่างดูเร่งไปหมด

คะแนนที่ 70

The Merchant's Gift ของจูเลีย ลอนดอน

จาำกคำวิจารณ์ ส่วนใหญ่เขาชอบเรื่องนี้กันนะคะ เรื่องราวของเกรซลูกสาวของพ่อค้าผู้ร่ำรวยที่โดนแรงกดดันจากครอบครัวให้หา คู่แต่งงานที่เป็นขุนนางเพื่อยกระดับครอบครัวขึ้น ในขณะที่นับวันเธอก็เริ่มตกหลุมรักบาร์เล็ตต์พ่อค้าจากลีดส์ที่อยู่ในเมือง เดียวกับเธอ พล็อตหลักของเรื่องจึงเป็นการตอบหัวใจตัวเองของเกรซว่าเธอจะเลือกใครระหว่าง ชายที่เธอรัก กับชายที่เหมาะสม

และแม็กซ์ก็ไม่เหมือนกับคนทั่วไปอีกแล้ว เพราะเราไม่ชอบเรื่องนี้อ่ะ เราไม่ชอบความลังเลของเกรซ แม้จะเข้าใจนะว่าเธอต้องคิดเยอะในการตัดสินใจ แต่เราไม่ชอบผู้หญิงโลเลน่ะ

ถ้าคนอ่านสังเกตนิดนึงก็จะเจอว่าเรื่องนี้มีนางเอกจากเรื่อง The Hazards of hunting a duke โผล่มาให้เห็นนิดนึง โดยเป็นเพื่อนกับเกรซ ไม่ได้มีความสำคัญอะไรถึงขนาดต้องอ่านเล่มนั้นก่อนหรอกนะคะ (แต่อ่านก็ดีนะคะ เพราะเราชอบ THOHAD พอสมควร)

คะแนนที่ 57

Mischief's Holidy ของเรเน่ เบอร์นาร์ด

นี่เป็นเรื่องที่อ่อนที่สุดในชุดค่ะ ซึ่งถ้าไม่ได้ตอนจบของเรื่องมาช่วยไว้ คะแนนคงจะเทกระจาดมากกว่านี้อีก บอกตามตรงว่าเราคิดว่าเรเน่น่าจะเขียนได้ดีกว่านี้นะคะ แต่เป็นไปได้ว่าเธอเขียนเรื่องสั้นได้ไม่ดีนัก

พล็อตของเรื่องนี้คล้ายคลึงกับ The Merchant's Gift ที่นางเอกเป็นลูกสาวของพ่อค้าผู้ร่ำรวยและเรียนจบจากโรงเรียนของมิสซิสแฮ ร์ริส ผิดกันตรงที่พ่อของนางเอกเราไม่บีบบังคับลูกสาวให้แต่งงานกับขุนนางหรืออะไร เขารักลูกสาวและอยากให้เธอมีความสุข และนั่นอาจะทำให้เรื่องไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยน่ะสิ เพราะไม่มีพล็อต ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อย ๆ จะมีก็แค่ว่า นางเอกของเราเป็นคนที่ชอบเจอปัญหาแล้วได้ทำตัวน่าอาย ซึ่งก็ไม่เห็นจะเป็นประเด็นอีก (สำหรับแม็กซ์) เราอาจจะเข้าใจสังคมรีเจนซี่ไม่ดีพอ แต่เราไม่รู้สึกว่าการที่เธอทำกระโปรงเปื้อน หรือเล่นกับลูกหมามันจะเสียหายน่าอับอายร้ายแรงอะไร มันเป็นเรื่องน่าขำก็จริง แต่ไม่รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่

ความราบเรียบของเรื่องนี้คือข้อเสียใหญ่ที่สุด เรื่องราวในงานเลี้ยงช่วงวันคริสต์มาสที่พ่อของอลิสานางเอก เชิญลีแลนด์พระเอกของเรามาร่วมงาน สองหนุ่มสาวได้เจอกัน ปิ๊งกัน จีบกัน และลงเอยกัน มันไม่น่าสนใจน่ะ ไม่เลวร้ายนะ แต่ไม่น่าสนใจเลย

คะแนนที่ 53