Showing posts with label 2005. Show all posts
Showing posts with label 2005. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

The Smoke Thief // Shana Abe

หนังสือเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ดองข้ามปี (เขียนตั้งแต่ปี 2005) ทั้งที่แม็กซ์ก็ตั้งใจจะอ่านมาตั้งแต่ออกวางขายเป็นปกอ่อนแล้วนะคะ แต่ไหงถึงได้เก็บมานานถึงขนาดนี้ได้ก็ไม่รู้ โดยเฉพาะได้ยินมาจากหลายปากมากว่า เล่มสองในชุด (แต่ไม่ใช่เล่มนี้นะ) เป็นเรื่องที่สนุกมาก ๆ เลยล่ะ

ครั้งนี้ได้ฤกษ์หยิบขึ้นมาอ่านก็เป็นเพราะคุณมิ้งจากบลอกนี้นะคะ ที่อ่านเรื่อง The Dream Thief จนแม็กซ์รู้สึกว่า ต้องเริ่มอ่านชุดนี้ได้แล้วล่ะ ขอบคุณมากนะคะ

ประเด็นก็คือ การที่คุณเริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มนึง ทั้งที่ใจอยากจะอ่านอีกเล่ม (ซึ่งแม็กซ์เป็นในกรณีนี้ เนื่องจากอยากอ่าน The Dream Thief มากกว่า แต่รู้สึกว่าจำเป็นต้องอ่าน The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดก่อน) มันจึงอาจเป็นการไม่ยุติธรรมนักในการอ่านหนังสือเล่มนั้น เพราะใจของคุณไม่ได้อยู่กับเล่มที่กำลังอ่านอย่างเต็มร้อย

ดังนั้นเตือนไว้ก่อนนะคะว่า รีวิวนี้อาจจะไม่ใช่รีวิวที่เป็นมาจากใจที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเท่าไหรนัก เพราะใจมันท่าจะลอยตามตัวละครรองในเรื่องนี้ไปแล้วล่ะ

The Smoke Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Drakon ที่แม้จะสะกดไม่เหมือนอย่างที่คุ้นเคยกัน แต่ก็เป็นเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกรที่ปะปนอยู่ในโลกของเรามานาน ข่าวว่าหนังสือทั้งชุดจะมีทั้งหมดห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม (เล่มสี่กำลังจะออก) แม็กซ์คิดว่า ชาน่าเป็นนักเขียนที่เขียนหนังสือช้ามากนะคะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเล่มแรกในชุดออกขายตั้งแต่ปี 2005 นี่ก็สี่ปีแล้ว ยังออกไม่ครบเลย (แต่ถ้าพิจารณาจากมาตรฐานของนักเขียนในแนวเอพิค แฟนตาซีแล้ว ก็ไม่ได้ถือว่าช้าหรอกนะคะ เพราะบางชุดนั้น คนแต่งตายไปแล้วยังเขียนไม่จบก็มี)

ตั้งแต่เริ่มต้นฉากเปิดเรื่องก็เป็นปัญหาสำหรับแม็กซ์แล้ว เราค่อนข้างเข้าใจนะคะว่า เป็นการปูพื้นว่าเหล่ามนุษย์มังกรมาจากไหน แต่แม็กซ์ไม่รู้สึกเลยว่า มันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องยังไง เพราะโฟกัสของมันอยู่ที่เหล่ามนุษย์มังกรที่คาร์พาเธียน (ใช่แล้วค่ะ ในชุดนี้หุบเขาคาร์พาเธียนเป็นที่อยู่ของมนุษย์มังกร ไม่ใช่แวมไพร์เหมือนอย่างที่คริสตีน ฟีแฮนเคยบอกเอาไว้) และถึงจะรู้ว่า สุดท้ายแล้วมนุษย์มังกรจากสองเผ่านี้จะมารวมตัวกันได้ในเล่มต่อ ๆ มาในชุด แม็กซ์ก็ตั้งคำถามว่า มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องเปิดเรื่องด้วยกลุ่มมังกรที่ไม่มีบทในเล่มนี้ด้วย ซ้ำ

เรื่องย้อนกลับมาโฟกัสที่ตัวเอก คริสตอฟ แลงค์ฟอร์ดเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่ามนุษย์มังกร ในฐานะของอัลฟ่า (หรือผู้นำเผ่า) เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นแม้จะมีการคัดค้านจากสภาที่ปรึกษาเผ่า คิทก็ยังดึงดันที่จะนำเอาเพชรประจำเผ่าเป็นเหยื่อล่อจับโจรที่ได้รับฉายาว่า The Smoke Thief

จอมโจรควันออกอารวาดล่าเหยื่อในหมู่สังคมชั้นสูงในลอนดอนเป็นเวลาหลายปี แล้ว และจากหลักฐานที่รวบรวมได้ ดูเหมือนโจรร้ายคนนี้จะเป็นหนึ่งในสมาชิกมนุษย์มังกร (เพราะมนุษย์มังกรจะแปลงร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกร) ที่แอบหลบหนีออกไปจากเผ่า ซึ่งมีกฎห้ามสมาชิกทุกคนไปไหน ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอัลฟ่า และสภาราวกับประชาชนในประเทศเผด็จการ การถูกบังคับให้ทำตามระบอบ ตามกฎที่มาอยู่นาน แม้มันจะเป็นกฎที่มีไว้เพื่อรักษาความลับของเหล่ามนุษย์มังกรไม่ให้ล่วงรู้ ไปถึงหูมนุษย์ เพื่อความปลอดภัยของเผ่าโดยรวม ไม่เป็นที่ต้องการนักในหมู่สมาชิกหลายคน ดังนั้นจึงมีความพยายามหนีออกไป ซึ่งโทษของการหนีก็คือความตายโดยน้ำมือของอัลฟ่า

ข่าวคราวที่จอมโจรควันสร้างขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องความลับเกี่ยวกับ มนุษย์มังกรจะถูกเผยแพร่ออกไป และทางเดียวที่คิทคิดว่าจะล่อโจรรายนี้ออกมาได้ก็คือ นำเพชรประจำเผ่ามาเป็นเหยื่อล่อ และมันก็สำเร็จ คิทได้พบกับมนุษย์มังกรที่กำลังตามล่า เพียงแต่เธอไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่คิด (เพราะมนุษย์มังกรในยุคนี้ที่แปลงร่างได้มีแต่ผู้ชายเท่านั้น กลุ่มผู้หญิงไม่มีใครแปลงร่างได้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว) และเธอยังเป็นบางคนจากอดีตที่คิทรู้จักอีก

รัว ฮอร์ธอร์นเป็นหนึ่งในมนุษย์มังกรผู้หลบหนีออกจากเผ่าสำเร็จ ด้วยการเสแสร้งการตายของตัวเอง และที่เธอทำเช่นนั้นก็เพราะว่า รัวพบว่าตนเองเป็นหญิงสาวคนแรกในรอบหลายรุ่นของมนุษย์มังกรที่สามารถแปลง ร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกรได้ และนั่นหมายความว่า เธอเป็นอัลฟ่าคนนึง และเธอจะต้องเป็นของคิท แม้ว่ารัวจะแอบรักคิทมาตั้งแต่เด็ก แต่การได้เขามาด้วยวิธีนี้ ไม่ใช่ทางที่เธอต้องการ รัวจึงเลือกที่จะหนี และใ้ช้ชีวิตของตัวเองในลอนดอน

เหยื่อล่อถูกงับ แต่คนที่ขโมยเพชรไปไม่ใช่รัว หากแต่เป็นมือที่สาม ทว่าฐานะของรัวถูกเปิดเผยออก และเหล่ามนุษย์มังกรรู้แล้วว่า เธอคือคนที่หลบหนีไป แถมยังมีความสามารถในการแปลงร่างได้อีก

รัวจึงพยายามหาทางออกให้ตัวเองจากการที่ต้องกลับไปที่เผ่า และใช้ชีวิตราวกับถูกขัง เธอบอกว่า เธอสามารถส่งมอบตัวคนที่ขโมยเพชรตัวจริงได้ แต่เผ่าจะต้องปล่อยให้เธอมีอิสระ ดังนั้นถึงรัวและคิทจึงเริ่มต้นการค้นหาเพชร และผู้หลบหนีอีกคน ในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น

แม็กซ์ไม่รู้ว่ามันเป็นด้านที่ดีของหนังสือเล่มนี้ไหมนะคะ หากเราจะบอกว่า ตัวละครเดียวที่จับใจเราได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาออกมามีบทบาท คือเด็กชายวัยสิบสองปี ที่ไม่ใช่ทั้งพระเอกและนางเอก และตลอดทั้งเรื่องที่ดำเนินกันไป พระเอกและนางเอกไม่อาจแย่งเอาความเด่นมาจากเซน เด็กชายวัยสิบสองคนนั้นได้เลย (และเซนนี่แหละที่จะเป็นพระเอกในเล่มสองที่เขาลือกันหนักหนาว่าสนุกมาก)

เซนเป็นเด็กข้างถนนที่รัวเก็บเอามาดูแล เด็กชายที่ยังมีความดิบจากประสบการณ์ที่เติบโตมา เด็กชายที่รักรัวอย่างสุดหัวใจ และทำหลายอย่าง (ที่อาจจะไม่น่าทำ) เพื่อเธอ เราประทับใจคาแร็คเตอร์ของเขามาก เพราะมันสมจริงในแง่ความเป็นเด็ก และความดิบที่เขามีมันผสมกันออกมาได้ลงตัวมาก กระทั่งการที่เขาแสดงออกว่ารักรัว (ไม่ใช่ในฐานะชู้สาวนะคะ) ก็เป็นการแสดงออกชนิดที่อดีตโจรข้างถนนอย่างเขาเท่านั้นที่คิดออกมาได้

นั่นเป็นความประทับใจในเรื่อง กลับมาส่วนที่ไม่น่าประทับใจแล้วกันค่ะ

เริ่มตั้งแต่ต้น แม็กซ์รู้สึกคิทไม่เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าเผ่า เขาไม่มีความเป็นผู้นำเพียงพอ ไม่ฉลาดพอด้วย เพราะอ่านจนจบเรื่องแม็กซ์ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเอาเพชรประจำเผ่ามา เป็นเหยื่อล่อจนถูกขโมยไป ในเมื่อตลอดทั้งเรื่องก็ชัดเจนดีอยู่แล้วว่า ทั้งรัวและโจรอีกคนก็สามารถถูกล่อด้วยเพชรอันอื่น (ที่อาจจะไม่มีค่าเท่ากับเพชรประจำเผ่า) ได้ แล้วทำไมต้องเอาของสำคัญของเผ่าไปเสี่ยง มันไม่มีเหตุผล และสมควรที่จะถูกสภาที่ปรึกษาด่ามาก และอีกอย่างในฉากที่คิทพบกับรัวครั้งแรก (เมื่อเขารู้ว่าเธอคือโจรคนที่เขาตามหาอยู่) มันไม่จำเป็นต้องใช้เพชรด้วยซ้ำ เพราะเพียงแค่แว่บแรกคิทก็รู้ในทันทีว่ารัวคือใคร แม็กซ์เข้าใจว่า ฉากนี้ต้องการแสดงให้ความอ่านเห็นถึงอาการปิ๊งกันอย่างรุนแรงระหว่างพระเอก และนางเอกนะคะ แต่ในอีกด้านนึงมันเป็นการแสดงว่า ไม่จำเป็นด้วยซ้ำที่จะต้องใช้เหยื่อล่อ เพราะรัวยังไม่ทันลงมือก็ถูกพบตัวก่อนเลยด้วยซ้ำ

และแม็กซ์ไม่รู้ว่าอะไรที่เลวร้ายกว่ากันระหว่างการที่คิทขู่จะฆ่าเซน เพราะดันมาล่วงรู้ความลับการเป็นมังกรของเขาและรัว กับการที่รัวแสดงความเฉยเมยต่อความห่วงใยของเซน ให้ตายเถอะนะ เด็กชายคนนี้ดั้งด้นมาเมื่อช่วยเหลือเธอจากคิท (เพราะคิดว่ารัวโดนจับมา ซึ่งมันก็จริงในตอนแรก) แต่สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อเจอเซนก็คือ ไล่ให้เขากลับไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทุกอย่างที่รัวทำให้เซนเป็นเรื่องจอมปลอม ไม่มีความสมจริงในฐานะของคนที่ดูแลเซนมาเป็นเวลากว่าสองปี เพราะตลอดทั้งเรื่อง แม็กซ์แทบจะไม่เห็นเธอคิดถึงเขาเลย ทุกอย่าง ทุกการกระทำเธอแคร์คิท ซึ่งแม้จะเป็นพระเอกนะคะ แต่เขามาทีหลัง (แถมก็ไม่ได้กระทำต่อเธอดีนักหรอกนะ)

อีกประเด็นนึงที่เราคิดว่าทำให้เนื้อหาของเรื่องนี้อ่อนด้อยลงไปก็คือ การออกตามหาเพชร ซึ่งเราไม่ได้ความรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งคิทและรัวทำเหมือนเด็กเล่นซ่อนหา ไม่มีความพยายาม (อย่างจริงจัง) หรือความรู้สึกมีส่วนร่วม (อย่างจริงใจ) ในการตามหาเพชร และตัวผู้หลบหนีอีกคนเลย

แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า เป็นโรแมนซ์ ที่จำเป็นต้องโฟกัสเรื่องราวไปที่ความรักและการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัว เอก แต่การเป็นโรแมนซ์ก็ไม่ใช่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้ตัวละครละทิ้งความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้ แม็กซ์ไม่เชื่อว่า ความรักจะสำคัญกว่าภารกิจที่ตัวละครได้รับมอบหมาย เพราะในสายตาของตัวละคร พวกเขาไม่ได้มาอยู่ในหน้าหนังสือเพื่อความรัก (แม้มันจะเป็นวัตถุประสงค์ของโรแมนซ์) แต่พวกเขาเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เพราะความขัดแย้งที่เป็นประเด็นเกิดขึ้นใน เรื่อง ดังนั้นแม็กซ์จึงคาดหวังว่า ตัวละคร (แม้จะในนิยายโรแมนซ์) จะต้องทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้ได้ และแถมด้วยว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้ถูกโฆษณาว่าเป็นโรแมนซ์ชัดเจน (ที่สันหนังสือเขียนว่า Novel) แม็กซ์ยิ่งคาดหวังความพยายามของตัวละครในการค้นหาเพชรให้มากกว่านี้ค่ะ

จับความผิดพลาดในเรื่องได้นิดหน่อย แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดพลาดที่ตั้งใจเอาไว้ หรือผิดจริง ๆ นั่นก็คืออายุของนางเอกในวันที่เธอแกล้งตาย ในข้อมูลแรกที่นำเสนอในเรื่องเหมือนข่าวในหนังสือพิมพ์บอกว่าเธอตายในวัน เกิดครบรอบอายุสิบแปดปี แต่ส่วนที่เหลือของเรื่องกลับเป็นวันเกิดปีที่สิบเจ็ด (ที่คิดว่าอาจตั้งใจก็เพราะ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นางเอกไร้ความสำคัญต่อเผ่า ขนาดคนจำอายุของเธอไม่ได้)

ที่ยิ่งไปกว่าความไม่ชอบทั้งหมด แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความรักที่คิทและรัวมีต่อกันเลย เรารู้สึกว่า คิทต้องการเธอเพราะเห็นว่าเธอเป็นหญิงที่แปลงร่างได้ ในขณะที่รัวก็ยังติดภาพในวัยเด็ก ที่เคยคิดว่าคิท ซึ่งเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่า เป็นเจ้าชายรูปงามที่จะทำให้เธอได้รับการยอมรับในสังคมมนุษย์มังกรได้ (รัวถูกกันเป็นคนนอกเพราะแม่ของเธอแต่งงานกับมนุษย์ธรรมดา) เราไม่รู้สึกทั้งสองคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกันเท่าไหรนัก แต่ก็มีบางฉากที่เผยอีกด้านของทั้งคู่นะคะ แต่เราคิดว่าไม่มากพอ และไม่ต่อเนื่องด้วย วินาทีนึงคิทดูเป็นมนุษย์ที่เข้าใจรัวในสิ่งที่เธอต้องการ แต่จากนั้นเขาก็พลิกกลับมาเป็นหัวหน้าเผ่าผู้เย็นชาอีกรอบ ในขณะที่รัว แว่บนึงเธอเป็นผู้หญิงที่ต้องการเป็นอิสระ แต่สักพักก็กลับมาเป็นหญิงสาวที่หลงรักภาพในอดีตอีกแล้ว

ยังมีอีกหลายประเด็นที่ขัดใจค่ะ แต่ชักจะรู้สึกว่าเขียนมายาวมากแล้ว (จะต้องไปเข้าประชุมแล้ว) ก็เลยสรุปง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเซน เราคงไม่อ่านต่อเล่มสองแน่ ๆ

คะแนนที่ 47

Wednesday, March 4, 2009

Close to You // Christina Dodd

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่าเก็บค้างนานหลายปีค่ะ (ตั้งแต่ปี 2005) ที่แม็กซ์ปฏิญาณกะตัวเองว่าจะไม่ยอมอ่านจนกว่าคริสติน่า ดอจจ์จะเขียนเรื่องราวของตัวละครสุดท้ายที่เหลือเอาไว้ในเล่มนี้ออกมาเสียที

สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับเรื่องชุดนี้ก็ขอท้าวความย้อนอดีตนิดหน่อยแล้วกัน

คริสติน่า ดอจจ์ซึ่งเป็นนักเขียนแนวย้อนยุคที่มีชื่อเสียงพอตัว ได้หันมาเขียนหนังสือชุดแนวปัจจุบันโดยใช้ชื่อชุดว่า Lost Texas Hearts ซึ่งเป็นเรื่องราวของพี่น้องสามสาวในตระกูลเพรสค็อตต์ที่พ่อและแม่ถูกกล่าว หาว่ายักยอกเงินของโบสถ์หนีไป ก่อนที่จะรถคว่ำตายทั้งคู่ ทำให้ทั้งสามสาวถูกจับแยกกัน และถูกส่งไปเลี้ยงดูโดยไม่ได้มีโอกาสได้พบหน้ากันอีกเลย เรื่องราวในชุดทั้งสามเล่มเล่าเรื่องราวของสาวน้อยแต่ละคนที่พยายามต่อสู้ ชีวิต และค้นหาพี่น้องของตัวเองให้พบ โดยรวมแม็กซ์ชอบหนังสือชุดนี้มากค่ะ

แต่นอกจากสามสาวพี่น้องแล้ว ก็ยังมีกาเบรียลซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของตระกูลเพรสค็อตต์ ในชุดเขาเป็นตัวละครที่ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญไม่น้อย แต่เรื่องราวของเขาไม่เคยถูกเล่าออกมา นั่นเพราะคริสติน่าเปลี่ยนสำนักพิมพ์จากที่เคยเขียนให้กับสนพ. พ็อตเก็ต ไปเขียนให้กับสนพ.ซิกเน็ต เธอจึงไม่ได้เขียนเรื่องของกาเบรียลออกมา

กระนั้นเธอก็ยังให้ความหวังแฟนหนังสือโดยบอกว่า เธอจะนำกาเบรียลไปเป็นตัวละครในนิยายชุดใหม่ของเธอ ซึ่งก็คือ The Fortune Hunter ด้วย

สำหรับแม็กซ์แล้ว มันไม่ใช่ข่าวที่เราอยากจะเชื่อนัก เราเจอนักเขียนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับคริสติน่า และเข้าใจนะคะว่า มันยากที่จะเปลี่ยนสนพ. แล้วจะเริ่มต้นเขียนเรื่องราวของตัวละครที่ทิ้งค้างมาจากสนพ.เดิม สนพ.ส่วนใหญ่มักไม่ต้องการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชุดที่พิมพ์อยู่กับอีกสนพ. นึง (เพราะเหมือนตัวเองไปทำการตลาดให้อีกสนพ.) บอกตามตรงว่าไม่ค่อยอยากเชื่อคำพูดของคริสติน่าเท่าไหร (แต่ไ่ม่ได้โกรธอะไรเธอหรอกนะคะ)

ดังนั้นเราจึงตั้งใจเอาไว้ว่า จะไม่อ่าน Close to you เล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสามในชุด Lost Texas Hearts จนกว่าเรื่องของกาเบรียลออกขาย

เวลาผ่านไปสี่ปี ในที่สุดเรื่องของกาเบรียลก็ออก และแม็กซ์ก็ได้ฤกษ์เปิดหนังสือเล่มที่เราบอกตามตรงว่าอยากอ่านมากเรื่องนึง

Close to you ของคริสติน่า ดอจจ์

อย่างที่บอกค่ะ เล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Lost Texas Hearts บอกเล่าเรื่องราวของน้องนุชสุดท้องอย่างเคทลิน เพรสค็อตต์ ที่เป็นเพียงเด็กวัยสิบเดือนในเวลาที่พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิต เคทลินถูกพรากออกจากอ้อมอกของพี่สาวที่รักเธออย่างโฮป และเพพเพอร์ แต่ก็ยังเป็นโชคของเธอที่ผู้อุปการะเลี้ยงดูเธอมาเป็นอย่างดี

ในนามของเคท มอนต์โกเมอรี่ เธอเป็นนักข่าววัยยี่สิบสี่ปีผู้มีอนาคตไกล เธอเริ่มต้นทำงานในสถานีโทรทัศน์ขนาดเล็ก แต่แล้วการรายงานข่าวพายุเฮอลิเคนก็ทำให้เธอเป็นที่เตะตาของศัตรูในอดีต คนที่คลั่งไคล้เธออย่างมาก

มากขนาดที่จะวางแผนและนำตัวเธอกลับมาทำงานใกล้ชิดกับเขา เคทเริ่มต้นทำงานในฐานะนักข่าวสายการเมืองซึ่งทำให้เธอได้มีโอกาสได้รู้จัก ผู้ทรงอิทธิพลหลายคน แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนตามปองร้ายเธอเช่นกัน และนั่นนำเคทไปรู้จักกับทีค รามอสซึ่งกลายมาเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยแก่เธอ ซึ่งเช่นเดียวกับเรื่องแนวโรแมนติคสืบสวนทั่วไป หญิงสาวผู้ตกอยู่ในอันตรายก็ตกหลุมรักบอดี้การ์ดของเธอ

ในแง่ของพล็อตมันแทบจะไม่มีอะไรใหม่เลย แต่อาจเพราะนี่เป็นสูตรสำเร็จที่แม็กซ์ชอบอยู่ก็เป็นได้ มันถึงไม่ได้เป็นปัญหาแก่เราในการอ่านเล่มนี้ เราชอบคาแร็คเตอร์ของทั้งเคทลินและทีค ที่มีความลึก และมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง การกระทำที่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนฉลาดทำ (อย่างการที่เคทตัดสินใจเดินทางไปโฮบาร์ตตามลำพัง) แต่เป็นการกระทำที่เราเข้าใจได้ (ในเมื่อเธอไม่รู้ว่ามีอันตรายรอคอยอยู่) เรื่องราวอาจจะขาดความลึกไปบ้างในส่วนของภูมิหลังของทีค ที่เราคิดว่าน่าจะมีประเด็นให้เล่นได้มากกว่านี เพิ่มความลึกซึ้งให้กับคาแร็คเตอร์ของเขา แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เรื่องราวเสียหาย ทีคยังคงเป็นตัวละครที่น่าจดจำ

ปัญหาที่เราพบกลับเป็นตัวร้าย สำหรับเรื่องราวที่ต้องอาศัยหนังสือสามเล่มในการค้นหาคนร้ายผู้นี้ แม็กซ์รู้สึกว่าทุกอย่างมันง่ายดายเกินไป ผู้ร้ายไร้ประสิทธิภาพเกินไป เมื่อคิดว่าต้องอาศัยพระเอกนางเอกจากเล่มหนึ่ง สอง และสามในการเอาชนะเขา คนร้ายดูไม่น่าจะมีแววเก่งอะไรเลย ไม่น่าที่จะอยู่เบื้องหลังการกระทำที่เลวร้ายหลายอย่าง (ที่ไม่เฉพาะแยกครอบครัวเพรสค็อตต์ออกจากกันเท่านั้น แต่ยังแบล็คเมลล์ผู้มีอำนาจใหญ่โตมากมาย) แม็กซ์อ่านไปทั้งเรื่อง ไม่เห็นจะเจอเลยว่าผู้ร้ายมีลูกน้องที่ทำงานแทนตัวเอง ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น เขาทำตามลำพัง และเมื่อคิดถึงฐานะ และความยิ่งใหญ่ที่เขาเป็น มันไม่น่าเชื่อค่ะว่าจะไม่มีลูกน้อง

แล้วยังเรื่องโกหกที่เขาสร้างสรรขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นวันครบรอบแต่งงาน จำนวนปีที่แต่งงาน มันไม่น่าเชื่อว่าคนร้ายจะมองข้ามจุดพวกนี้ไป เพราะเขาโกหก โดยจัดงานครบรอบแต่งงาน ทั้งที่ยังไม่ถึงวันนั้น แถมโกหกเรื่องจำนวนปีอีก งานเลี้ยงนั้นใหญ่โต เป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ มันเสี่ยงเกินไปสำหรับวุฒิสมาชิคที่จะทำอย่างนั้น คนอเมริกันไม่ชอบให้นักการเมืองของตัวเองโกหก เขาไม่น่ามองข้ามจุดนี้ไปน่ะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเรื่องพยายามนำเสนอว่า นี่แหละคือตัวร้ายสูงสุดที่ทั้งเลวและชั่วชนิดที่ใครก็เอาผิดเขาไม่ได้

สรุปก็คือ เป็นตัวร้ายที่ไร้น้ำยาค่ะ

และนั่นทำให้ตัวเอกดูไม่เก่งเท่าที่ควร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายค่ะ

ส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คงเป็นการเอาตัวละครจากเล่มก่อนมามีบทบาท ช่วยกันในการวางแผนเพื่อเอาผิดคนร้าย เรื่องชอบความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของสามสาวพี่น้องที่น่ารักมาก

แต่คงเป็นเพราะเรามีงานของคริสติน่าที่ชอบมากกว่าเล่มนี้อยู่หลายเล่มก็ได้ มั้งคะ เราจึงไม่รู้สึกว่าเล่มนี้เป็นผลงานที่โดดเด่นอะไรนัก (ซึึ่งมันก็ไม่ใช่ความผิดของนักเขียนหรอกค่ะ ที่เขียนหนังสือให้แม็กซ์ชอบได้เยอะมาก) คะแนนเล่มนี้จึงอยู่ที่ 70

ป.ล. สำหรับคนที่สนใจเรื่องของกาเบรียลอยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า Danger in Red Dress

Friday, February 13, 2009

Black Ice // Anne Stuart

Cold as Ice ของ Anne Stuart เป็นหนังสือที่เราเฝ้ารอว่าจะได้อ่านตั้งแต่แรกที่รู้ว่าคนแต่งกล้าที่จะ เขียนเรื่องราวของปีเตอร์ เจนเซ่นสายลับร่วมขบวนการเดียวกับบาสเตียน พระเอกอีกคนนึงที่เราชอบมากจากเรื่องน้ำแข็งดำ

ก่อนที่จะเริ่มอ่านเล่มนี้ เราก็ถือฤกษ์งามยามดีค้นหนังสือเรื่อง Black Ice มาอีกเสียอีกหนึ่งรอบ เพื่อทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับปีเตอร์ และกลับไปเยี่ยมเยียนพระเอกที่ใจดำ (ที่ได้ใจเรา) คนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์โรแมนซ์

เราคงไม่กรี๊ดเรื่องหนาวยังกับน้ำแข็งนี่มากถ้าเราไม่ได้อ่านอ่านเรื่อง น้ำแข็งดำมาก่อน คนที่รู้จักเรา หรืออ่านบลอกมานานคงพอเดาได้ถึงสเป็คของพระเอกในอุดมคติของเรา (ขอย้ำว่าเป็นพระเอกในอุดมคติ เพราะชีวิตจริงม่ายเอาม่ายเอา) จะต้องเป็นคนชั่ว (เน้นว่าชั่ว ไม่ใช่เลวธรรมดา) มาก่อน หรือเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์มากชนิดมีทั้งข้อดีและเสีย ส่วนใหญ่มักจะเป็นเสีย แต่สุดท้ายก็ยอมจะเป็นคนดีที่สุดเท่าที่เขาเป็นได้เพื่อนางเอก

คงไม่ต้องบอกว่าหนังที่เราชอบมากที่สุดเรื่องนึงก็คือ As good as it get ที่มีพระเอกที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดเล่น แต่เขาเล่นได้ซึ้งกินใจ คนที่ดูไม่รู้ว่าจะจำฉากที่เขาพูดกับนางเอกได้หรือเปล่า ที่เขาบอกว่า "การอยู่กับนางเอกทำให้เขาอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ดีกว่าที่เขาสามารถเป็นได้"

พระเอกของแอน สจ๊วตมักให้ความรู้สึกนี้แก่เรา เพราะเวลาเลวพวกเขาก็เลวได้ใจ ที่เราชอบเพราะเขาเลวโดยไม่มีการแบ่งแยก เลวกับทุกคน ไม่ใช่ทำนิสัยห่วยใส่นางเอก แต่ทำตัวเป็นพ่อพระกับนางอิจฉา พระเอกของแอนเลวกระทั่งผู้ร้ายยังขยาด

กลับมาที่บาสเตียนพระเอกแห่ง Black Ice เขาไม่ใช่พระเอกที่เลวที่สุด หรือโรคจิตที่สุดที่แอนเคยเขียน แต่เขาก็เป็นที่น่าจดจำได้จากฉากที่ (หลายคนเรียกว่า) การข่มขืนนางเอก หรือฉากที่ปล่อยให้นางเอกโดนคนร้ายทำทารุณจนเกือบตาย

แค่เล่าอาจจะไม่เข้าใจว่าทำมาย ยายแม็กซ์นี่ถึงได้สับสนตัวเองหลงชอบพอไอ้บ้าพวกนี้ แม็กซ์ก็จะขอตอบว่า ลองไปอ่านดูสักเล่มแล้วจะเข้าใจ เพราะสำหรับแอน สจ๊วตแล้วไม่มีทางสายกลาง ถ้าคุณชอบงานของเธอ คุณก็ชอบช้อบชอบ แต่ถ้าคุณเกลียด คุณจะเกลียดด้วยทุกสิ่งที่มีในชีวิตของคุณ

เราเป็นพวกชอบค่ะ ฉะนั้นทนเอาหน่อยแล้วกันเวลาเราชื่นชมพระเอกของแอน สจ๊วต

แบล็กไอซ์เป็นเรื่องแนวสายลับซ่อนเงื่อนหักหลัง นางเอกเป็นล่ามที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เธอรับงานไปเป็นล่ามให้กับการประชุมแห่งหนึ่งโดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นการ เจรจาเพื่อค้าอาวุธ แค่ก้าวแรกของเธอก็เท่ากับการเซ็นต์คำสั่งฆ่าตัวเองแล้ว

หยุดก่อน พระเอกไปไหน

พระเอกของเราก็เป็นสายลับ (ถามได้) ที่ปลอมตัวเข้าไปในการประชุม ฉากหน้าเขาคือบาสเตียน (นามสกุลอ่านไม่ออกโว้ย) นักค้าอาวุธชื่อดัง แต่พระเอกของเราไม่ใช่เจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยนางเอก เขาใช้ชีวิตไปกับการหลอกลวง ทำความเลวเพื่อพยุงความดีเสียจนเขาแยกไม่ออกอีกแล้วว่าอะไรคือความดี

เมื่อสถานการณ์บังคับบาสเตียนเลือกที่จะปล่อยให้โคลอี้ถูกทรมาน เขาไม่ยอมเข้าแทรกแซงเพราะอาจทำให้งานที่ได้รับมอบหมายมาพังลงได้

เราชอบเรื่องนี้เพราะคาแร็กเตอร์ของพระเอก

เลิกงานแล้ว กลับบ้านก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาบลอกต่อ

Black Ice (ภาคต่อ)

ไม่ใช่หนังกำลังภายในที่ต้องมีหลายภาคกว่าจะจบ แต่เป็นเพราะความไม่ต้องการเสียเปรียบที่ทำงานทำให้เราต้องหยุดเขียนบลอค กลางคัน ปิดเครื่องคอม แล้วเผ่นกลับบ้าน

หลังจากกินข้าวท้องอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาคร่ำครวญหาบาสเตียนอีกรอบ

ต่อจากที่เขียนไว้เลยแล้วกัน

เราชอบเรื่องนี้เพราะคาแร็กเตอร์ของพระเอก ที่เป็นแนวแอน สจ๊วตของแท้ เลวจนกระทั่งถึงตอนสำคัญที่สุด แล้วเขาก็พิสูจน์ได้ว่า เมื่อเขาเลวเขาก็เลวก็เลวได้ใจ แต่เมื่อเขาดี เขาก็ดีใจหาย

ในเวลาที่สำคัญที่สุดบาสเตียนเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อโคลอี้ สำหรับผู้ชายที่เห็นแก่ตัวมาตลอดชีวิต นี่เป็นฉากที่เราอ่านกี่รอบก็ไม่รู้เบื่อ

วกกลับมาถึงหนังสือที่ทำให้เรากลับมาอ่านแบล็กไอซ์อีกรอบ เล่มใหม่ล่าสุดในชุดสายลับสุดโหดของแอน สจ๊วต (เราเติมสุดโหดไปเอง) เรื่องนี้พระเอกคือปีเตอร์ เจนเซ่น และเหมือนอย่างชื่อเรื่องเย็นชาดุจน้ำแข็ง ปีเตอร์ก็เย็นชามากพอที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้งานบรรลุได้

ก็ไหนบอกว่ายังไม่ได้อ่านโคลแอสไอซ์เลยนี่ แล้วรู้ได้ยังไงว่าปีเตอร์ทำอะไร

ก็แหมนี่เป็นหนังสือชุดน้าค้า ก็ต้องมีเรื่องมาบ้างดิ และปีเตอร์เป็นพระเอกที่ถูกเปิดตัวได้เด็ดที่สุดแล้ว เราไม่คิดว่าจะมีหนังสือเล่มไหนเปิดตัวพระเอกในเล่มถัดไปเช่นนี้

สนใจล่ะสิว่าปีเตอร์มายังไง

เขาปรากฎกายครั้งแรกในหน้าหนังสือด้วยการเป็นสายลับในองค์กรเดียวกับบา สเตียน (น่าเบื่อ) ที่ปลอมตัวเป็นสายลับเพื่อแทรกซึมเข้าไปในการเจรจาเพื่อซื้อขายอาวุธแห่ง เดียวกับที่บาสเตียนปลอมตัวเข้าไป (มีอะไรใหม่เหรอ) ด้วยการแฝงกายเข้าไปเป็นคู่รักของนักค้าอาวุธคนหนึ่ง (เนี่ยนะแปลก)

ที่น่าสนใจก็คือนักค้าอาวุธที่ปีเตอร์ต้องตีสนิทยอมเป็นชู้รักนั้นเป็นผู้ชาย

ปีเตอร์ แจนเซ่นผู้ชายที่เย็นชาเสียจนควบคุมตัวเองให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้านั่นทำให้งานสำเร็จ

โอ้ ตัวละครในฝันของแม็กซ์

อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ

Sunday, February 8, 2009

In Appriciation of Liz Carlyle

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนถึงเรื่อง Witch fire ที่เพิ่งอ่านจบไป แต่แล้วอาการลิซเครซี่ก็แทรกเข้ามากระทันหัน ก็เลยขออนุญาตเขียนถึงนักเขียนคนที่สำหรับแม็กซ์แล้ว คืออันดับหนึ่งในดวงใจ ณ เวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแนวย้อนยุค

ลิซ คาร์ไลล์อาจไม่มีหนังสือเล่มที่แม็กซ์เรียกได้ว่าเล่มโปรด ชอบมากจนสุดหัวใจ แต่กับงานของเธอ แม็กซ์กล้าเปิดอ่านโดยไม่ต้องทำใจเตรียมรับกับความผิดหวัง คะแนนเฉลี่ยหนังสือของเธออยู่ที่ 82 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดานักเขียนแนวย้อนยุค

และเพื่อเป็นการเตรียมฉลองให้กับหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่กำลังจะออกขาย (หรือจะมาถึงเมืองไทย) ในเร็ววันนี้ แม็กซ์ก็เลยอยากจะพูดถึงงานในอดีตของเธอ

My False Heart(83)หนังสือเล่มแรก เขียนขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 1999 เธอไม่เหมือนนักเขียนหน้าใหม่เลยสักนิด กับพล็อตเรื่องที่ดูแสนธรรมดา แต่ความพิเศษซึ่งเราถือว่าเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญสุดของเธอก็โดดเด่นจนแม็กซ์ ซึ่งอ่อนภาษาอังกฤษเหลือเกินในตอนนั้นยังมองเห็น ความลึก ความนุ่มนวล และความฉลาดในการใช้ภาษา การบรรยายตัวละครโดยไม่จำเป็นต้องใช้การบอกให้คนอ่านรับรู้ แต่กลับเป็นการทำให้คนอ่านซึมซาบเข้าไป ความละเมียดละไมที่หาได้ยากในงานของนักเขียนทั่วไป ทำให้เธอโดดเด่นแม้ว่าพล็อตเรื่องจะไม่มีอะไรเลย เรื่องการหลอกลวงของเอลเลียตที่บังเอิญหลบฝนไปในบ้านของเอแวนเจลีน แล้วถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักวาดรูปภาพเหมือนที่เธอจ้างมา ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางสูงศักดิ์กับหญิงสาวที่ดูไม่เหมาะสมกับเขานักก็ เริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อนของแม็กซ์คนนึงเคยพูดถึงฉากที่เป็นหัวใจของเรื่อง ซึ่งแม็กซ์เห็นด้วยเต็มที่ เมื่อเอลเลียตสารภาพกับนางเอกถึงเหตุผลที่เขาต้องปกปิดตัวตนของตนไว้ ทั้งที่ในฐานะของมาร์ควิสแห่งเรนน็อคเขาดูดีกว่านักวาดรูปปากกัดตีนถีบนัก "เพราะผมไม่เคยชอบผู้ชายที่ผมเป็น ผมไม่เคยชอบตัวตนของตัวเองและผมต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำให้คุณชอบผม แล้วผมจะคาดหวังได้อย่างไรเล่าที่จะให้คุณชอบผมอย่างที่ผมเป็น โดยไม่โกหก"

สำหรับงานเล่มแรก สอบผ่านฉลุยค่ะ และทำให้แม็กซ์กลายเป็นแฟนตัวจริงเสียงจริงของเธอมาจนถึงบัดนี้

A Woman Scorned (90) ตามมาในเดือนพฤษภาคม 2000 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าจะไม่ชอบ เพราะเป็นเรื่องราวของแม่ม่ายลูกติดสอง คนที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าสามีของตัวเอง กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แม็กซ์ก็ยังเป็นคนโง่ที่ปิดกั้นตัวเองเหมือนกันนะ แม็กซ์มีรสนิยมบางอย่างที่เป็นกำแพงทำลายโอกาสของตัวเอง แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องที่นางเอกแต่งงานมาก่อน หรือมีลูกติด หนังสือเล่มนี้พิสูจน์ให้แม็กซ์รู้ว่าตัวเองโง่แค่ไหน ความสนุกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของนางเอก หรือความหล่อเหลาของพระเอกหรอกนะ โจเน็ตนางเอกของเรื่องห่างไกลจากความเพียบพร้อม เธอถูกจัดให้แต่งงานกับชายสูงวัยกว่าตั้งแต่อายุน้อย เธอยอมรับกับมัน และทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกชายสองคนของเธอ และเมื่อสามีของเธอตายในลักษณะที่น่าสงสาร เธอก็ยืดหน้าต่อสู้กับคำครหา เธอเป็นผู้หญิงชนิดที่แม็กซ์อยากจะเป็น เพราะเธออารมณ์ร้ายแต่ยามรักก็สุดใจ เธอไม่แคร์สังคมและทำให้สังคมหมุนรอบตัวเธอได้ เธอไม่แคร์ที่ตัวเองจะเริ่มตกหลุมรักอดีตทหารที่เป็นอดีตพระที่ปัจจุบันเป็น ครูสอนหนังสือให้ลูกชายของเธอ ตอนเริ่มแรกแม็กซ์คิดว่านี่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเอกปลอมตัวเข้าไปอยู่ ในบ้านนางเอก เพราะโคลถูกน้าชายของเขาซึ่งเป็นน้องเขยของโจเน็ตให้เข้าไปสืบสวนการตายของ สามีของเธอ แต่ลิซก็เป็นนักเขียนที่ดีกว่านั้น เพราะนั่นไม่เคยเป็นประเด็นในเรื่อง

รสนิยมชอบผู้ชายสไตล์ดีแตกก็ได้มากจากเล่มนี้แหละ

Beauty likes the night (พฤศจิกายน 2000) เป็นเล่มที่สาม และถือว่าเป็นหนึ่งในเล่มที่อ่อนที่สุดของเธอ (77) สำหรับคนที่สงสัยคำว่า BLTN เป็นส่วนหนึ่งของบทกลอนที่ลอร์ดไบรอนเขียน ถ้าคุณเคยได้ยินนะ She walks in beauty... แม็กซ์จำได้แค่นี้แหละ กลอนไทยยังจำไม่ได้เลย จะจำกลอนฝรั่งได้ยังไง ใช่เปล่า เล่มนี้เป็นเรื่องความผูกพันในวัยเด็ก เมื่อเฮลีนซึ่งเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลเด็กที่มีความ ต้องการเป็นพิเศษ และแคมเป็นพ่อผู้ซึ่งไม่อาจทำให้ลูกสาวหายช็อคจากเหตุการณ์ที่ทำให้ภรรยาของ เขาต้องตายได้ แคมจึงติดต่อเฮลีนผู้ซึ่งเป็นหวานใจของเขาในวัยรุ่นสมัยที่พ่อของเขาและแม่ ของเธอเคยเป็นชู้กัน ความรักที่พลัดพลาก การเจอกัน และแน่นอนการช่วยเหลือเด็กน้อยให้กลับสู่ความเป็นปกติก็เกิดขึ้น อาจเพราะว่าตัวละครในเรื่องนี้ดีเกินไปมั้งคะ แม็กซ์ก็เลยไม่ค่อยปิ๊งเท่าไหร เพราะแคมก็เป็นพี่ชายที่แสนดี เสียสละ ยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก (และเลิกกับคนที่เขารักที่สุดไป) ก็เพื่อรักษาฐานะของครอบครัวไว้ เฮลีนเองก็ดีไม่แพ้กันความดีที่มากเกินไปไม่ค่อยเข้ากับแม็กซ์น่ะ ส่วนที่เด่นที่สุดในเรื่องนี้ และไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเบนท์ลีย์เป็นตัวละครที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดของลิซ คาร์ไลล์ เขายังปรากฎตัวในอีกหลายเล่มกว่าที่จะมีเรื่องเป็นของตัวเอง

แล้วลิซก็เขียนถึงแบดบอยอีกคนที่แม็กซ์ติดใจมากตั้งแต่เรื่อง A Woman Scorned นั่นก็คือเดวิด เดลาคอร์ต กับเรื่อง A Woman of Virtue (87) ในเดือน มีนาคม 2001 เดวิดมีภูมิหลังอันลึกลับ ที่ไม่ค่อยลับนักหรอกถ้าคุณอ่าน AWS แล้ว เขาเป็นน้องชายต่างแม่ของโจเน็ต และไม่ใช่ลูกชายของคนที่เขาสืบทอดบรรดาศักดิ์ นั่นเป็นปมในใจของเขา เดวิดคิดมาตลอดชีวิตว่าตนเองอาจจะเหมือนกับพ่อผู้ให้ดีเอ็นเอแก่เขา (แต่สมัยนั้นเขาไม่รู้จักดีเอ็นเอหรอกนะ แม็กซ์เรียกเองน่ะ) ซึ่งเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว และไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดว่าตัวเองดีพอสำหรับเซซิเลีย ทั้งที่มีโอกาสได้หมั้นหมายกับเธอแม้จะจากความเข้าใจผิดและเพื่อรักษาชื่อ เสียงของเธอเอาไว้ ทั้งคู่ก็ถอนหมั้น และเธอแต่งงานกับคนอื่น (แต่แฟนสาวเวอร์จิ้นไม่ต้องเสียใจ สามีเก่านางเอกไร้สมรรถภาพจ้า) เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยคว้ามาครอบครองได้ ส่วนที่ทำให้เรื่องนี้งดงามและอยู่ในความทรงจำของแม็กซ์ก็คือการบรรยายความ รู้สึกของตัวละคร ที่อ่านไปแล้วต้องถอนหายใจออกมาลึก ๆ หลายรอบ ตัวละครของลิซซับซ้อนและไม่ได้คิดอะไรง่าย ๆ จำพวก "ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ" วิธีการบอกรักของพวกเขาลึกล้ำ และมีความหมาย การกระทำเพียงเล็กน้อยก็สื่อให้เรารู้แล้วว่า เดวิดรักเซซิเลียมากเพียงใด ถ้ามีโอกาสและเป็นไปได้ แม็กซ์อยากจะแนะนำคนที่อยากอ่านเรื่องนี้ให้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษนะคะ เพราะการถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทยกับความลึกล้ำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และโอกาสที่จะ Lost in Translation ก็มีมากเหลือเกิน

No True Gentleman (83) ออกขายในเดือน กรกฎาคม 2002 เล่มนี้สร้างความฉงนให้กับแม็กซ์ค่ะ เพราะตอนที่อ่านครั้งแรกแม็กซ์ไม่ชอบเลยนะคะ คะแนนต่ำต้อยยิ่งกว่า BLTN เสียอีก แต่แล้วก็ต้องขอบคุณเพื่อนคนนึงที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาไทย และคุณกัญชลิกาคนแปลที่ทำให้แม็กซ์เมื่อได้อ่านเรื่องนี้อีกครั้งในฉบับภาษา ไทย (ซึ่งถ้าไม่แปลแม็กซ์คงไม่เลือกจะหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบหรอกค่ะ เพราะก็ไม่ชอบไง จะเอามาอ่านอีกทำไม) จึงทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรมากกว่าที่คิดนัก จนอ่านจบก็ทำให้แม็กซ์ทบทวนคะแนนอีกครั้ง และพบว่าบางครั้ง First Impression is not alway a last impression หนังสือซึ่งเป็นเรื่องราวของแม็กซ์ (ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอกนะ) ตำรวจน้ำที่ออกมามีบทใน A Woman of Virtue และแคทเธอรีนน้องสาวของพระเอกในเรื่อง Beauty likes the night ซึ่งเป็นตัวอย่างว่า จงอย่าเกิดเป็นน้องสาวของพระเอก เพราะคุณอาจจะโดนคนแต่งฆ่าสามีของคุณ แล้วจับคุณมาย้อมแมวเป็นนางเอกในหนังสือเล่มต่อไปของเธอได้ ในเล่มนี้แคทเธอรีนที่เสียสามีไป เดินทางมาลอนดอนเพื่อร่วมฤดูกาล การเป็นแม่ม้ายของเธอจึงเปิดโอกาสให้เธอสานความสัมพันธ์กับแม็กซ์ผู้ชายที่ ดูจะไม่เหมาะสมกับเธอเลยสักนิด เขาเป็นคนต่างชาติ (ยายของเขาเป็นอิตาเลียน) เป็นตำรวจ อาชีพที่ไม่เหมาะกับสังคมชั้นสูง และทั้งคู่ก็เข้าไปพัวพันกับการฆาตกรรมที่ใกล้ตัวเกินคาด

และแล้วเบนท์ลีย์ก็มีเรื่องเป็นของตัวเองเสียที หลังจากผลุบโผล่มาให้คนอ่านชื่นใจในหลายเล่ม กับเรื่อง The Devil you know (83) ในเดือน เมษายน 2003 หนังสือที่ชื่อตรงกับใจของแม็กซ์มาก ลิซฉลาดมากที่จับคู่หนุ่มเสเพล ไร้ความรับผิดชอบกับเฟรเดริก้า เด็กสาวที่อยู่ในความดูแลของเอเวนเจลีนจากเรื่อง My False Heart แล้วให้โคลโผล่มาให้เห็น แค่นี้ก็เป็นส่วนประกอบที่แม็กซ์ทำใจว่าจะชอบตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านแล้วล่ะ กับพล็อตเรื่องที่คงถูกใจแม่ยกหลายคนที่นางเอกท้อง ทำให้ทั้งสองจำใจต้องแต่งงานกัน การเดินทางของคู่ที่ดูไม่เหมาะสมกันเลย กับการค้นหาอดีตและไถ่บาปของเบนท์ลีย์ แม็กซ์สารภาพว่าตอนจบที่ความจริงในอดีตเกี่ยวกับเบนท์ลีย์เปิดเผยออก เราเสียน้ำตาไปหลายปี๊บมาก หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของอารมณ์ในเรื่องล้วน ๆ ค่ะ ไม่มีพล็อตประเภทผู้ร้ายจ้องจะฆ่านางเอก แล้วพระเอกต้องมาปกป้อง ทุกอย่างเป็นเรื่องของใจ ที่อยู่ข้างใน การยอมรับความผิดพลาดในอดีต และการเริ่มต้นใหม่ พูดง่าย ๆ ก็เป็นพล็อตที่ลิซเขียนได้ดีที่สุด

แล้วธีมชื่อเดวิ่ลก็ตามติดมากับเล่มต่อไปที่ออกในเดือน มีนาคม 2004 กับเรื่อง A Deal with the devil (83) เรื่องที่แม็กซ์ไม่ได้คิดว่าจะชอบ (อีกแล้ว) เพราะเป็นเรื่องของไจลล์ลูกเลี้ยงของเซซิเลียจาก A Woman of Virtue ตัวละครที่แม็กซ์ไม่เห็นว่าจะน่าสนใจสักนิด แต่พูดอย่างนี้ก็คงพอรู้ว่า สุดท้ายแม็กซ์ก็ต้องกลืนคำพูดตัวเอง เพราะกลายเป็นอีกเรื่องที่ชอบมากเมื่อนักการเมืองหนุ่มผู้เพียบพร้อมพบว่า ตัวเองติดตาตรึงใจกับแม่บ้านที่ดูแลบ้านของเขาเอง ทั้งที่รู้ว่าไม่เหมาะสม และไม่ถูกต้อง หรืออาจจะผิดศีลธรรมด้วยซ้ำ เขาก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ โอ้ย พล็อตพระเอกดีแตกอีกเล่มค่ะ (กรี๊ด) แต่ขอเตือนว่าอย่าเข้าใจผิด เพราะเล่มนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเบนท์ลีย์หรอกนะคะ เพียงแต่ตัวละครเคยเดินชนกันครั้งหรือสองครั้งในหน้าหนังสือเท่านั้นเอง

ธีมชื่อเดวิ่ลตามติดมาอีกเล่มซึ่งก็คือ The Devil to Pay (83) ในเดือน มกราคม 2005 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของลิซ เพราะเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่เธอเปลี่ยนแนวการเขียน แนวเรื่อง และที่สำคัญคือตัวละคร ไม่ใช่ว่าลิซไม่เคยเขียนเกี่ยวกับพระเอกที่เป็นหนุ่มเสเพลหรอกนะ แต่คุณต้องอ่านถึงจะรู้ว่าทำไมแม็กซ์จึงคิดว่า เดวิลลินไม่เหมือนพระเอกคนอื่น ๆ ของเธอ เขาหยาบกระด้าง ไร้มารยาท เสียงดัง และมีเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่งที่แม็กซ์ได้อ่าน เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับโจรสาวนามเองเจิ้ล ความร้อนแรงที่เกิดคาดก็เกิดขึ้น จุดที่ทำให้แม็กซ์ให้คะแนนเรื่องนี้ไม่มากไปกว่าเล่มอื่น ทั้งที่ชอบมากนะคะ ก็คงเป็นที่ซิโดนี่ นางเอกที่แม็กซ์ว่าทำไมไร้เหตุผลไปเยอะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับ TSTL (สำหรับคนที่อยากรู้ว่ามาจากคำว่า Too Stupid To Live) หรอกนะ และเล่มนี้เป็นเล่มเปิดตัวตัวละครที่จะกลายเป็นหนังสือที่เป็นที่รู้จักกัน ว่าเป็นไตรภาคเล่มแรกของเธอ (ซึ่งไม่จริงหรอก เพราะหนังสือทุกเล่มของลิซเกี่ยวพันกัน)

และแล้วก็มีถึงชุดที่โฆษณากันว่าเป็นไตรภาคชุดแรกของเธอ Sin, Lies, and Secrets ที่เริ่มต้นในเดือน ตุลาคม 2005 กับเรื่อง One little sin (53) หนังสือที่อ่อนที่สุดที่เธอเคยเขียน ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายอย่างที่คะแนนบอกหรอกนะคะ แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานของลิซแล้ว สอบตกค่ะ เพียงแม็กซ์ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า ถ้ามีโอกาสได้อ่านอีกรอบ (ซึ่งคงยาก) คะแนนก็อาจถูกรีวิวก็ได้ เหมือนอย่างที่เคยทำไปแล้วกับ NTG อะไรที่ทำให้เรื่องนี้ไม่เวิร์ค อันดับแรกก็คงเป็นพล็อตชนิดที่ไม่โดนเอาเสียเลย เมื่อพระเอกแก่กว่านางเอกสิบกว่าปี (เกือบสิบห้า) เรื่องของเพลย์บอยที่ชื่อเสียงเสียกะฉ่อน กับเด็กสาวสวยใสบริสุทธิ์ที่จำต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกับเขา เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่แม็กซ์ดันไม่ชอบ ความเป็นสุภาพบุรุษที่มากเกินไปของพระเอก ซึ่งถ้าดีแตกเสียหน่อย แม็กซ์อาจจะขึ้นคะแนนให้ก็ได้ ที่กว่าจะคิดได้ว่า ตัวเองก็เหมาะสมกับนางเอกเหมือนกันก็ช้าไปแล้ว

ด้วยความผิดหวังจากเล่มแรก ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันในเวลาหลายปีนับจากเริ่มอ่านงานของลิซ ที่แม็กซ์ไม่ตื่นเต้น ดีใจที่เรื่อง Two Little Lies (90) ออกขายในเดือน มกราคม 2006 แม็กซ์เป็นพวกเจ็บแล้วจำค่ะ แต่ในครั้งนี้ใช้กันไม่ได้เลย เพราะ TLL เป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่งของลิซ เรื่องราวของคู่รักวัยเยาว์ที่ปล่อยให้ทิฐิ ความโง่ และการอยากเอาชนะมาทำลายความสัมพันธ์ ต้องใช้เวลาเกือบสิบปี การแต่งงานกับคนผิด การหมั้นที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่จะบรรจบเรื่องราวของควิน และวิเวียนน่าลงได้ ในวัยเยาว์ควินตามตื้อจนชนะใจนักร้องโอเปร่าสาว เขามีความสัมพันธ์กับเธอ และทิ้งเธอไปในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วิเวียนน่าปราศจากความผิด ทิฐิของเธอทำให้เธอไม่ยอมเล่าความจริงที่เกิด คำโกหกเล็ก ๆ สองครั้ง กับชีวิตที่แห้งแล้งตลอดเกือบสิบปี จนกระทั่งทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง นี่เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์เรียกว่า Emotion Books ของลิซ แนวเรื่องที่เธอเขียนได้ดีที่สุด หนังสือที่อ่านไปแล้วเกิดอาการน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่จากความเศร้าหรอกนะคะแต่เป็นอารมณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากแต่ละตัวอักษร ที่อ่านไป

และเล่มล่าสุดของเธอที่แม็กซ์ได้อ่าน ไม่แปลกใจหรอกนะคะที่Three little secrets (80) จะดูเหมือนด้อยลงมา เพราะทฤษฎีของแม็กซ์ก็ยังคงเหมือนเดิมที่ว่า นักเขียนไม่สามารถสร้างมาสเตอร์พีชได้ติดติดกันนักหรอก แต่อย่างน้อยกับนักเขียนคนนี้ ความผิดหวังไม่วูบลงหรอก อาจจะรู้สึกว่าด้อยลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่เลย ส่วนหนึ่งเพราะเล่มนี้พล็อตเรื่องคล้ายคลึงกับ TLL พอสมควร ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกในอดีต การพลัดพรากก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่ลิซก็เก่งพอจะทำให้เล่มนี้ดูแตกต่างออกไป แล้ก็แทรกพารานอมอลเล็ก ๆ เข้าไปในเรื่องตามสมัยนิยม

และตอนนี้ทุกลมหายใจของแม็กซ์ก็มีแต่ Never lie to a lady หนังสือเล่มใหม่ และเล่มแรกในชุดใหม่ (ที่ยังไงก็ยังอยู่ในโลกใบเดิมกับที่ตัวละครในเล่มก่อนหน้าของเธออยู่)

สุดท้ายของเตือนนิดเดียวค่ะ คนที่ชอบโรแมนซ์แนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นที่นางเอกสวยใสวัยยี่สิบเอ็ด ผุดผ่องเป็นยองใย พระเอกรวยล้นฟ้า คงไม่เหมาะกับงานเล่มใหม่ของเธอหรอกนะคะ ไม่ใช่ว่าลิซเขียนไม่ได้ เพราะเธอเคยเขียนมาแล้ว (ใน One little sin) แต่สำหรับแม็กซ์ก็คงได้แต่ภาวนาว่า คงไม่มีอะไรมาดลใจให้เธอเขียนเรื่องแบบนั้นอีกเป็นอันขาด

เสียดายฝีมือค่ะ หนังสืออย่างนั้นปล่อยให้คนที่เหมาะสมเขียนไปดีกว่า คนที่เขียนเรื่องได้อารมณ์สุดสุดอย่างเธอ ไม่ควร ไม่ควร

If you dare // Kresley Cole

แม็กซ์ชอบงานแนวพารานอมอลของเครสลีย์อย่างมาก เรียกว่าคลั่งเลยก็ว่าได้ ชอบความทันสมัยของเนื้อเรื่อง นางเอกไปประเภทคิกแอส พระเอกที่แม้จะดูหื่นไปหน่อยแต่ก็จริงใจกับนางเอกมาก หนังสือชุด Immortal After Dark ถือเป็นหนังสือชุดที่โดดเด่นท่ามกลางความดาษดื่นของหนังสือแนวเดียวกัน

ในทางกลับกันแม็กซ์ก็เกลียดหนังสือแนวย้อนยุคของนักเขียนคนนี้อย่างมากกกกก กกก (คงพอเข้าใจความเกลียด) เพราะเนื้อเรื่องสุดจะงี่เง่า นางเอกโง่แล้วยังถือทิฐิ พระเอกก็ออกอาการโหดแบบไร้เหตุผล และนี่เกือบเป็นเหตุผลที่แม็กซ์เกือบจะไม่ซื้อหนังสือแนวพารานอมอลของเธอมา อ่าน เพราะติดภาพนั้นจากแนวย้อนยุคของเธอ ต้องขอบคุณความเสียดายเงินที่บังคับให้อ่านเรื่อง Playing easy to get ซึ่งเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น ด้วยราคาที่แพง เมื่อซื้อมา แม็กซ์ก็เลยจำใจอ่านทั้งที่ไม่ได้สนใจงานของเครสลีย์เลยสักนิด แต่มันกลับเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในเล่ม

แต่นั่นเป็นอีกเรื่อง ไม่ใช่สิ่งที่แม็กซ์อยากบลอกในวันนี้

ประเด็นในวันนี้เป็นที่ความลำเอียงของแม็กซ์เอง เพราะในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม็กซ์ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือชุดพี่น้องตระกูลแม็คคราริกที่เขียนโดยเครส ลีย์ โคล หนังสือเล่มแรกออกขายตั้งแต่ปี 2005 แต่อีกสองเล่มในชุดเพิ่งออกเมื่อสองสามเดือนก่อนนี้เอง ทำไมถึงช้าน่ะเหรอ

ก็เพราะถูกดองน่ะสิ เนื่องจากเครสลีย์สร้างชื่ออย่างมากกับการเขียนชุด IAD ทำให้สำนักพิมพ์ดองชุดย้อนยุคชุดนี้เอาไว้ แล้วห้นมาทุ่มโฆษณาชุด IAD แทน แล้วในที่สุดก็เข็นสองเล่มหลังในชุดออกมาจนได้

แม็กซ์อ่านไปเล่มค่อน คือจบเล่มแรก If you dare ซึ่งเขียนก่อนที่เธอจะตีพิมพ์เรื่องสั้นใน Playing easy to get และแม็กซ์ก็ไม่ชอบเล่มนี้เหมือนกับที่ไม่ชอบเรื่องย้อนยุคเล่มอื่นของเธอ พระเอกมันงี่เง่า เพราะเชื่อในคำทำนายโบราณที่ดูแล้วไม่เห็นจะน่าเชื่อสักนิด นางเอกก็โง่พยายามหนีพระเอกไปหาตัวร้ายอยู่เรื่อย ทั้งที่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นมันร้าย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอคติเพราะคิดว่ายังไงเครสลีย์ก็เขียนเรื่องแนวย้อนยุคไม่ ได้เรื่อง ทุกอย่างที่แม็กซ์อ่านจึงถูกมองเป็นการตอกย้ำความเชื่อนั้น ทุกการกระทำของตัวเอก แม็กซ์มองด้วยสายตาจ้องจับผิด ไม่ให้อภัย ในขณะถ้าเป็นเรื่องอื่น แม็กซ์อาจจะทำใจยอมรับได้มากกว่านี้ แต่สำหรับ If you dare นี่ อะไรอะไรก็ดูไม่ดี

เป็นการรีวิวที่มีอคติค่ะ วันนี้ แต่ถ้าอยากรู้คะแนนล่ะก็อยู่ที่ 47

ส่วนเล่มสอง If you desire นี่ ความรู้สึกเป็นบวกกลับมาค่ะ เพราะว่าในใจคิดไว้แล้วไงว่า เป็นเรื่องที่เขียนหลังจากที่เธอเริ่มเขียนชุด IAD ดังนั้นคุณภาพน่าจะมีมากกว่า (แม็กซ์ถือว่า IAD เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเครสลีย์ เหมือนอย่างที่ Dark Lover เป็นกับเจสสิก้า เบิร์ด) อ่านจบแล้วจะมารายงาน แต่คาดว่าคะแนนดีกว่าเล่มหนึ่งในชุดแน่ (แต่คงอีกสักพักนะคะ เพราะตอนนี้แม็กซ์ต้องขอลาไปอ่าน The Vampire's Queen Servant แล้วล่ะ ได้มาแล้วววววววววว)

Friday, February 6, 2009

World of the Lupi // Eileen Wilks

ก่อนหน้าที่อีลีน วิคส์จะหันมาเขียนชุด World of the Lupi เธอเป็นเพียงนักเขียนเล็ก ๆ เขียนหนังสือให้กับสนพ.ฮาร์ลิควินที่ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก แม็กซ์เองก็ไม่เคยอ่านงานของเธอมาก่อนเลย แล้วก็ไม่คิดจะอ่านด้วย

จนกระทั่งแม็กซ์ซื้อหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ชื่อว่า "Lover Beware" หนังสือที่แม็กซ์พูดตามตรงว่าซื้อเพราะติดตามอ่านงานของนักเขียนอีกคนที่ ชื่อว่าฟีโอน่า แบรนด์ (ที่ปัจจุบันเลิกอ่านไปแล้วแหละ) ส่วนงานของอีลีนถือเป็นของแถมที่ติดมาด้วยในเรื่อง

แต่แล้วเรื่อง Only Human ที่เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นใน LB ก็กลับกลายเป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดในชีวิตที่แม็กซ์ได้มีโอกาสอ่าน แม็กซ์กล้าใช้คำนี้เลยล่ะ เพราะไม่ใช่คนที่ชอบอ่านเรื่องสั้นนัก มันสั้น และจบเร็วเกินกว่าที่ตัวละครจะมีพัฒนาการอะไรได้ แต่ใน Only Human มันสมบูรณ์แบบ (และคนที่รู้จักแม็กซ์ดีจะรู้ว่า แม็กซ์ไม่ชอบใช้คำว่าสมบูรณ์แบบนัก แต่เรื่องนี้เป็นข้อยกเว้น)

ใน Only Human เรื่องสั้นที่หนาไม่ถึงร้อยหน้า อีลีนแนะนำให้เรารู้จักโลกอันซับซ้อนของเหล่าหมาป่า โลกที่น่าสนใจ และไม่น่าเชื่อว่าด้วยจำนวนหน้าที่เล็กน้อย จะทำให้เราตกหลุมรักอย่างจังไปกับรูล เทอร์เนอร์ เจ้าชายแห่งเผ่านิโคไล ซึ่งเป็นเผ่าหมาป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และความรักที่ไม่สมูลนักของเขากับนักสืบแห่งกรมตำรวจซานดิเอโก้อย่างลิลลี่ หยู

ความน่าสนใจของ Only Human มีมากขนาดที่แฟนหนังสือเรียกร้องให้อีลีนกลับไปที่โลกแห่งนั้นอีกครั้ง มันน่าสนใจ น่าค้นหา รูล และลิลลี่อยู่ในความทรงจำของแฟนหนังสืออย่างไม่จางหาย และในที่สุดอีลีนก็ได้เริ่มต้นอาชีพในฐานะนักเขียนอย่างจริงจังเสียที (หมายถึงเธอเริ่มเป็นที่รู้จักมากกว่านักเขียนเล็ก ๆ ให้กับฮาร์ลิควิน)

คะแนนที่ 97 (เฉพาะเรื่องสั้นเรื่อง Only Human)

เธอนำ Only Human กลับมาเขียนใหม่เป็นเล่มเดี่ยวชื่อว่า Tempting Danger ด้วยพล็อตเรื่องที่คล้ายคลึงกับของเดิม แต่ไม่เหมือนทั้งหมด รวมทั้งการผจญภัยของรูลและลิลลี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จบลงในตอนอีกต่อไป นั่นสนองเสียงเรียกร้องของแฟนหนังสือที่ยังรัก และอยากเห็นรูลและลิลลี่ แต่ในอีกด้านนึงก็ทำให้ความสมบูรณ์แบบที่เคยมีใน Only Human สูญเสียไป Tempting Danger กลายเป็นหนังสือที่ต้องรอบทต่อไป (คือไปซื้อเล่มสองมาอ่านซะเพื่อจะได้ความสนุกที่ครบถ้วน)

ในเล่มนี้รูลยังคงเป็นเจ้าชายแห่งเผ่านิโคไล ลิลลี่ยังคงเป็นนักสืบคดีฆาตกรรมที่ตามสืบคดีจนได้ตัวผู้ต้องสงสัยคือ รูล เธอเข้าไปพัวพันกับโลกเหนือความจริงที่ไม่สัมผัส และพบว่าตัวเองเป็นคู่แท้ของรูล การเป็นคู่แท้ไม่ใช่ความรัก แต่เป็นพรหมลิขิต โดยทั่วไปหมาป่าจะไม่แต่งงาน ไม่ซื่อสัตย์ต่อหญิงคนใดคนหนึ่ง นั่นเพราะการมีลูกยากของเหล่าหมาป่า พวกเขาต้องเพิ่มประชากรให้มากที่สุด การมีคู่เพียงคนเดียวเป็นจำกัด แต่การเป็นคู่แท้หมายความว่ารูล และลิลลี่ไม่อาจห่างกันได้นาน ระยะถูกจำกัด ถ้าพวกเขาห่างไกลกันเกินระยะที่กำหนด ทั้งสองจะอยู่ในอันตราย นั่นเป็นพรหมลิขิตที่ลิลลี่ไม่เคยคาดไว้ เธอเป็นลูกสาวของครอบครัวเชื้อสายจีนที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดติด แม่เธอต้องการลูกเขยที่เป็นชาวจีน ไม่ใช่หมาป่าที่ได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง ไม่สำคัญว่าครอบครัวของรูลจะยิ่งใหญ่หรือร่ำรวยเพียงใด

คะแนนที่ 80

เล่มสองในชุด Mortal Danger ติดตามความสัมพันธ์ "คู่แท้" ระหว่างรูลและลิลลี่ต่อ ภัยร้ายที่ทั้งคู่เผชิญในเล่มหนึ่งยังคงตามติด คราวนี้หนักหนาสาหัสและท้าทายความสัมพันธ์ของทั้งคู่อย่างยิ่ง เมื่อเหตุการณ์พลิกผันทำให้รูลและส่วนหนึ่งของลิลลี่หลุดไปอยู่ในโลกแห่ง ปีศาจ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งของลิลลี่ติดอยู่ที่โลกมนุษย์และต้องพยายามหาทางนำรู ลกลับมาให้ได้ พล็อตเรื่องเล่มนี้ซับซ้อนและเข้าใจยาก ที่สำคัญแม็กซ์ไม่ชอบคอนเซ็ปต์ของเรื่องนัก การมีลิลลี่สองคนทำให้เข้าใจยาก และดูเหมือนรูลจะไม่ซื่อสัตย์ที่รักกับลิลลี่อีกคนนึง ในขณะที่มีใจให้กับลิลลี่อีกคน

หากจะบอกว่าเล่มนี้ (นับถึงตอนนี้) เป็นเล่มที่อ่อนที่สุดในชุดก็ว่าได้ การทำให้รูลเป็นหมาป่าเกือบทั้งเรื่องเป็นความผิดพลาด เสน่ห์ของหนังสือชุดนี้อยู่ที่รูลมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ การไม่ได้เห็นเขาในตัวตนที่เคยชินเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย จึงไม่แน่แปลกที่คะแนนรูดลงต่ำไปเหลือแค่ 70

ส่วนเล่มสามในชุด Blood Lines นั้น แม็กซ์เคยเขียนถึงไปแล้วในบลอกเก่า หาอ่านกันได้ค่ะ

เล่มนี้คะแนนที่ 80 ค่ะ

วันนี้เขียนถึงชุดนี้เพื่อเตรียมการสำหรับบลอกหน้าค่ะ เพราะตอนนี้กำลังอ่านเล่มสี่ในชุดเรื่อง Night Season อยู่ค่ะ ถ้าอ่านจบก็จะเขียนถึงวันพรุ่งนี้นะคะ แต่ถ้าไม่จบก็อาจจะขุดเอาเล่มเก่าที่อ่านจบไปนานแล้วมารีวิวให้ฟังกัน

Saturday, January 31, 2009

The Black Dagger Brotherhood Series // J.R. Ward

เมื่อตอนเริ่มต้นเขียนบลอกใหม่ ๆ ช่วงปี 2006 แม็กซ์เคยเขียนถึงหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่ตัวเองชอบมากที่สุดเอาไว้ (ที่บลอกอันนี้) เรียงอันดับกัน ตานี้ก็เลยมีคนถามแม็กซ์ว่า ความคิดเราเปลี่ยนไปรึยัง หนุ่มแวมไพร์สูงหกฟุตเจ็ดนิ้ว (ที่อาจจะเป็นคนผิวดำ) ที่ชอบใส่เสื้อหนังเป็นชีวิตจิตใจยังคงเป็นกลุ่มที่อยู่ในใจแม็กซ์เหมือน เมื่อสองปีก่อนรึเปล่า

แม็กซ์ยังรักเรื่องนี้อยู่ไหม กับสิ่งที่เกิดกับเจนในเรื่อง Lover Unbound

เราใช้เวลาคิดไม่นานนะคะ เพราะบอกตามตรงว่า ตอนนี้ก็ยังไม่หายคลั่งชุด BDB ยิ่งจอห์น แมทธิวโดดเด่นและน่าสนใจขนาดนี้ เพราะถึงจะมีเหตุการณ์อันเลวร้ายเกิดขึ้นในเรื่องที่สร้างความเจ็บปวดให้ กับตัวละคร แต่แม็กซ์ยังมีความรู้สึกว่า เจอาร์ วาร์ดรู้ตัวอยู่ว่ากำลังทำอะไร เรื่องราวของเธอมีทิศทางที่แน่นอน คำใบ้ที่เธอทิ้งไว้ถูกนำเอามาใช้ตลอด

วันนี้ก็เลยถือเป็นฤกษ์งามยามดี พูดถึงหนังสือชุดนี้กันทั้งชุดกันดีกว่า และโดยไม่ต้องบอก แม็กซ์สปอยล์เต็มที่นะคะ คนที่ยังไม่ได้อ่าน ก็ขอให้หยุดเสียตรงนี้แล้วกัน

Dark Lover

หนังสือเล่มเปิดชุด ที่อาจจะไม่ใช่เล่มที่สนุกที่สุด แต่ก็น่าสนใจมากพอที่จะทำให้แม็กซ์ติดตามอ่านหนังสือชุดนี้ต่อไป และในฐานะของคนที่ซื้อหนังสือเล่มนี้อ่านด้วยตัวเอง (ไม่ได้มาจากคำแนะนำของใคร) แม็กซ์จึงถือว่าตัวเองภาคภูมิใจที่ตัวเองตาถึง และเล็งเห็นคุณค่าของเรื่องนี้ ก่อนที่คนอื่นจะเริ่มพูดถึง (เป็นแฟนคนแรก ๆ ว่างั้นเถอะ)

เล่มนี้เป็นการเปิดตัวละครหกตัว ผู้ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องเหล่าแวมไพร์จากศัตรูเก่าแก่ แวมไพร์ในโลกของเจอาร์ วาร์ดไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเทพเจ้าของพวกเขา (ที่ชื่อว่า สไครบ เวอร์จิ้น หรือแม็กซ์ของเรียกว่า SV แล้วกันนะคะ) แต่ด้วยความอิจฉาของพี่ชายของ SV ซึ่งก็คือเดอะ โอเมก้า ทำให้โอเมก้าสร้างเผ่าพันธุ์ของตัวเองขึ้นมาเช่นกันในการกวาดล้างพวกแวมไพร์ ของน้องสาว (แม็กซ์ไม่ค่อยแน่ใจนะคะว่าใครเป็นพี่เป็นน้องกันแน่) แต่เนื่องจากโอเมก้าไม่มีพลังในการสร้าง (หรือการให้กำเนิด) เผ่าพันธุ์ของจึงไม่ใช่ชนชาติใหม่ หากแต่เป็นมนุษย์ผู้ชั่วร้ายที่ขายวิญญาณของตัวเองให้กับโอเมก้า โดยรับเอาส่วนหนึ่งของโอเมก้าไว้ในร่างของตัวเอง พวกนี้เรียกตัวเองว่าเลสเซอร์ ทำให้พวกแวมไพร์ต้องรวมกลุ่มกันและสร้างผู้ปกป้องชนชาติของตัวเองเอาไว้ กลุ่มที่ปกป้องเรียกตัวเองว่าแบล็ค เด็กเกอร์ บราเธอร์ฮู้ด (หรือ BDB)

การต่อสู้มีมานาน จนกระทั่งในยุคปัจจุบัน BDB เหลือกำลังลดลงมาแค่ 7 คน และในช่วงเปิดเรื่อง ดาเรียสหนึ่งใน BDB ผู้มีอายุมากที่สุดก็ถูกลอบสังหาร คำขอสุดท้ายก่อนตายของเขาที่มีต่อราธ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม BDB และยังเป็นกษัตริย์ของพวกแวมไพร์ทั้งปวง ก็คือให้ราธ นำพาเบธ ลูกสาวของเขามาสู่โลกของแวมไพร์อย่างปลอดภัยด้วย

อย่างที่เกริ่น แวมไพร์เป็นชนชาติที่แยกขาดจากมนุษย์ แต่ไม่ใช่ว่าการข้ามเผ่าพันธุ์จะเป็นไปไม่ได้ เหล่าลูกครึ่งระหว่างแวมไพร์ และมนุษย์ จะมีบางคนที่สามารถข้ามขอบเขตการเป็นมนุษย์ไปสู่การเป็นแวมไพร์ได้ แต่มันเสี่ยง และเกิดขึ้นสำหรับบางคนเท่านั้น และดาเรียสคิดว่าเบธเป็นหนึ่งในนั้น

ราธซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ไม่เต็มใจ เขาไม่เคยเห็นว่าตัวเองคู่ควรกับความยิ่งใหญ่ และความหวังที่ชนชาติฝากไว้บนบ่าของเขา ในวัยเด็กเฉกเช่นแวมไพร์ทุกคน เขาอ่อนแอขี้โรค เขามองดูครอบครัวถูกฆ่าตาย และใช้ชีวิตตามลำพัง เพียงชั่วข้ามคืนเมื่ออายุครบยี่สิบห้าปี ราธเปลี่ยนแปลง รูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนไปทั้งหมด แต่แม้เขาอาจจะแข็งแรงขึ้น โหดเหี้ยมขึ้น หรือมีความแข็งแกร่งที่เหล่า BDB เป็น เขาก็ยังรู้สึกถึงความไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งสูงสุด เขาปฏิเสธที่จะเป็นกษัตริย์ กลับเอาชีวิตมาเสี่ยงตายกับการทำหน้าที่ BDB แต่การได้พบกับเบธก็ทำให้เขาเปลี่ยนไป

เช่นเดียวกับหนังสือที่เป็นจุดเริ่มต้นของชุดเล่มอื่น ๆ เล่มนี้ใช้เวลาในการวางพื้นฐานของเรื่องเยอะมาก แต่แม็กซ็ก็ยังคิดว่าเจอาร์ทำได้ดีนะในการเขียนเรื่องโรแมนซ์ระหว่างเบธและ ราธ

แม็กซ์ให้คะแนนเล่มนี้ที่ 70

Lover Eternal

หนังสือเล่มที่สองในชุด และเป็นเล่มที่เริ่มทำให้แม็กซ์หันมาจับตามองเรื่องชุดนี้อย่างจริงจัง เล่มนี้เล่าเรื่องของเรจ หนึ่งใน BDB ที่ขึ้นชื่อว่ามีเสน่ห์ต่อสาว ๆ มากที่สุด (จนถึงขั้นถูกเรียกว่าฮอลีวู้ดตามความหล่อที่มีเหมือนพระเอกหนังฮอลีวู้ด) แต่ที่ซ่อนไว้เบื้องหลังหน้ากากที่หล่อเหลางดงามก็คือ ความเกรี้ยดกราดอันห้ามไม่อยู่ และเมื่อใดที่มันเกิดขึ้น เรจก็จะกลายเป็นปีศาจของแท้ ตามคำสาปของ SV

และเล่มนี้เป็นครั้งแรกทีเราได้พบกับจอห์น แมทธิว เด็กชาย (ซึ่งก็เป็นการเรียกที่ไม่ถูกนักหรอกนะคะ เพราะในเรื่องเขาก็เกือบจะยี่สิบห้าแล้ว แต่ด้วยลักษณะของแวมไพร์ที่จะยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวจนกว่าจะเข้าสู่การ "เปลี่ยนแปลง" เขาก็ยังคงเป็นเด็กอยู่) ที่ถูกค้นพบว่ามีสายเลือดของ BDB อยู่ในกาย และหนึ่งในผู้คุ้มครองเขาคือ แมรี่ ผู้หญิงคนเดียวที่เรจไม่อาจครอบครองได้

นั่นเพราะแมรี่เป็นมนุษย์ ซึ่งความรักระหว่างทั้งคู่ไม่มีวันจะเป็นไปได้เลย นี่ยังไม่ได้พูดถึงเจ้าสัตว์ประหลาดที่แฝงอยู่ในร่างกายของเรจอีก การลงเอยในเรื่องความรักระหว่างแมรี่ และเรจกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกพูดถึงกันอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเล่มห้าในชุดเรื่อง Lover Unbound ที่ตอนจบทำร้ายจิตใจคนอ่านเหลือเกิน ว่าทำไมถึงไม่จบเรื่อง LU อย่างที่จบในเล่มนี้

คะแนนที่ 83

Lover Awakened

หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าเป็นเล่มที่สุดที่สุดในชุดนี้ตอนนี้นะคะ เรื่องราวของซาดิสต์ ผู้เต็มไปด้วยบาดแผลจากอดีต แม็กซ์บอกตรง ๆ เลยนะว่า แรกที่เห็นเขาออกมามีบทบาทใน Dark Lover เขาทำให้แม็กซ์นึกถึงตัวละครของเชอริลีน เคนย่อนในชุดดาร์ค ฮันเตอร์ที่ชื่อว่าซาเร็ตมาก

ตัวละครทั้งสองมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ซาดิสต์ถูกลักพาตัวไปจากครอบครัว และฟิวรี่น้องชายฝาแฝดของเขา และถูกขายเป็นทาส ที่ซึ่งเขาได้รับการทรมานในสารพัดรูปแบบเป็นเวลาเกือบร้อยปี แม้กระทั่งเมื่อถูกฟิวรี่ช่วยเหลือออกมาได้ บาดแผลเหล่านั้นก็ยังติดตามมาหลอกหลอน ซีไม่เหมือน BDB คนอื่น อันที่จริงเขาไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้ เขาจำเป็นต้องทำร้ายตัวเองเมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างมันเหนือการควบคุม

และเบลล่าก็ทำให้ทุกอย่างเหนือการควบคุม ซีรู้ว่าเขาไม่เหมาะสมกับเธอ ไม่คู่ควร เป็นฟิวรี่มากกว่าที่เหมาะสม (แต่ถ้าใครอ่าน Lover Enshirned แล้วก็คงรู้ว่าเบลล่าเฮงมากที่คู่กับซี) เขาพยายามหลีกทาง แต่ก็ไม่อาจทำได้

แม็กซ์ขอบอกว่าเบลล่าเป็นตัวละครที่ได้ใจแม็กซ์อย่างมาก เธอเป็นนางเอกที่รู้ใจตัวเอง เพราะถ้าไม่ใช่เพราะการทั้งอ่อย ทั้งเปิดทาง ทั้งให้ท่าสารพัดของเธอ ซีก็คงไม่ใจอ่อน และซีจำเป็นจะต้องได้นางเอกที่เต็มใจอย่างยิ่งด้วย

ข่าวดีสำหรับคนที่อยากอ่านเรื่องของซีและเบลล่าให้เต็มอิ่ม ปลายปีนี้เดือนตุลาคม เจอาร์ วาร์ดจะออกหนังสือรวมประวัติของเหล่า BDB ที่ในเล่มนั้นจะมีเรื่องสั้นยาว 125 หน้าเล่าเรื่องการเกิดของเนลล่า ลูกสาวของซีและเบลล่าเอาไว้ในนั้นด้วย

อ้อขอเพิ่มเติมนิดนึง ที่แม็กซ์เคยบอกว่า รู้สึกว่าซีเหมือนกับซาเร็ต (หรือก็เรียกว่าซีเหมือนกัน) ความรู้สึกนั้นมันก็ยังอยู่นะคะในส่วนของคาแร็คเตอร์ แต่อยากจะบอกว่า เรื่องของซีไม่เหมือนกับเรื่องของซาเร็ตเลย วิธีการเล่าเรื่องและดำเนินเรื่องก็แตกต่างกัน ทำให้ทั้งสองเล่มมีความไม่เหมือนกันอย่างชัดเจน

คะแนนที่ 90

Lover Revealed

เล่มนี้แม็กซ์เคยเขียนรีวิวไปแล้วในบลอกนี้นะ คะ ขอเพิ่มเติมนิดนึงนะคะ เล่มนี้ถือว่าสนุกกว่าที่คาดหวังไว้มาก เพราะแม็กซ์ไม่ชอบคาแร็คเตอร์ของมาริสซ่าอย่างรุนแรง เธอเป็นผู้หญิงที่น่าเหยียบ

แม็กซ์นึกถึงตอนที่ได้มีโอกาสเจอกับเจอาร์ วาร์ด ระหว่างที่เธอพูดถึงบุคลิกของมาริสซ่า แล้วมีคนตะโกนออกมาว่า "Hate her, Hate her, Hate her" มันตรงใจมากนะคะ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้จึงเป็นเล่มที่แม็กซ์ชอบ

นั่นเพราะว่าเมื่อจบเรื่อง แม็กซ์ไม่ได้เกลียดมาริสซ่าอีกต่อไป เจอาร์ทำให้แม็กซ์มองเห็นความแข็งแกร่งในความอ่อนโยนที่เธอมีได้

นี่เป็นอีกเรื่องที่ตอนจบมันดูเหลือเชื่อไปนิดนึง กับการที่บุชกลายมาเป็นหนึ่งใน BDB (และมันยิ่งทำให้เจ็บช้ำเมื่อคิดว่าวีต้องยอมรับเจนในสภาพที่เธอเป็นใน ตอนจบเรื่อง Lover Unbound) แต่แม็กซ์ก็ชอบตอนจบที่มันแฮปปี้มากกว่าสมจริงนะคะ

คะแนนที่ 73

Lover Unbound

เช่นกันแม็กซ์ก็รีวิวเรื่องนี้ไปแล้ว

และเช่นกันก็ขอเพิ่มเติมว่า ถ้าเล่มนี้ไม่ได้มีฉากจบอย่างที่มันเป็น เล่มนี้ก็จะเป็นหนังสือที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในชุด เพราะมันเป็นเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์รู้สึกว่าน่าสนใจที่สุด (นับตั้งแต่แม็กซ์ได้เห็นเขาออกมามีบทบาทใน Dark Lover)

อันที่จริงเรื่องนี้ลงตัวไปหมดทุกอย่างนะคะ แม็กซ์ชอบการเล่าเรื่องของวี เพราะมันทำให้เข้าใจตัวตนของเขามากขึ้น เข้าใจทางเลือกที่เขาทำ ทำไมเขาถึงมีรสนิยมที่เบนไปทาง BDSM ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่ามันไม่ใช่เรื่องเพศ แต่เป็นเรื่องการควบคุม ที่เขาไม่เคยมีในชีวิตนับตั้งแต่เด็ก มันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะสละการควบคุมนั้นให้กับผู้หญิงที่สอนให้เขารู้จักคำว่า รักเป็นครั้งแรก

พูดตามจริงก็คือ แม็กซ์ชอบทุกอย่างในเล่มนี้ จนกระทั่งตอนจบที่ SV ใจร้ายมาก (และเมื่อคิดถึงสิ่งที่เจอาร์ แก้ปัญหาให้กับความรักของเรจ และบุชแล้ว แม็กซ์ยิ่งน้อยใจว่าทำไมวีของฉ้านถึงโดนขนาดนี้)

คะแนนที่ 90

Lover Enshirned

เล่มล่าสุด และเช่นเดิม รีวิวไปแล้วค่ะ ที่บลอกนี้

เล่มนี้สอบตกในส่วนของโรแมนซ์ แต่แม็กซ์ถึงว่าเล่มนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินเรื่องเลยนะคะ เพราะว่าในห้าเล่มแรก คนอ่านจะรู้สึกว่าพวกเลสเซอร์บ่มีไก๊ สู้พระเอกไม่ได้เลย (แต่กระนั้นก็ยังสร้างปัญหาสารพัด) และตัวละครหลักก็ล้วนมีเรื่องของตัวเองไปหมดแล้ว ดังนั้นมาในเล่มนี้เจอาร์จึงเปิดฉากแนะนำตัวละครซ้ายทีขวาที ชนิดที่น่าสนใจ น่าอ่านทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นควินน์ บอดี้การ์ดคนล่าสุดของจอห์น แมทธิว ชายหนุ่มผู้มีตาสองสี และถูกมองว่าเป็นความบกพร่องทางกรรมพันธุ์ และทำให้เขาไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชั้นสูงในหมู่แวมไพร์ได้ หรือว่าที่พระเอกเล่มหน้าอย่างรีเวนจ์ที่แม้จะออกมาตั้งแต่ Lover Awakened แต่เล่มนี้ก็เปิดเผยตัวตนมากขึ้น

คะแนนที่ 70

What is next?

ตามข่าวก็คือ ปลายปีนี้จะมีหนังสือที่เรียกว่า Inside's guide ซึ่งเป็นหนังสือเชิงสารคดีเกี่ยวกับเหล่า BDB (ไม่ใช่นิยาย) แต่ในเล่มนั้นจะมีเรื่องสั้นของซีและเบลล่า เล่าถึงช่วงที่เบลล่าคลอดลูก

จากนั้นเล่มถัดไปก็จะเป็นเรื่องของรีเวนจ์ที่ตอนนี้ยืนยันวันออกขายมาแล้ว ที่เดือนพฤษภาคม 2009 และจะเป็นปกแข็ง สำหรับคนที่ช่างสังเกตก็อาจจะเคยเห็นนางเอกของเขา ซึ่งก็คือ.... (สปอยล์)

อีเลน่า เธอเป็นนางพยาบาลในสำนักแพทย์ของฮาเว่น

และเล่มหลังจากนั้น เจอาร์ใช้คำว่า "I'm thinking that JM is going to be up next after Rahv" (ขอบคุณ The Good, the bad, and the unread for information)

และหากคิดว่า หนังสือชุดนี้น่าจะเขียนกันต่อไปอีกยาวนานนนนนน ก็ดูท่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะนี่คือคำตอบที่เจอาร์ตอบเมื่อคนถามถึงเนลล่า "Nalla may very well have her own book butit will be a looooooong time!"

สำหรับคำตอบที่คนอยากรู้เกี่ยวกับจอห์น แมทธิว (JM) ว่าเขาเป็นอะไรกับดาเรียสกันแน่ ในที่สุดเจอาร์ก็ยืนยัน "Yes J.M is Darius reincarnated, the S.V did a cool time whammy and put D back. But he had to make sacrifices to do so, so he can't talk or remember his past life."

และนี่คือคำตอบของแม็กซ์ต่อคำถามสั้น ๆ ที่ว่า แม็กซ์ยังชอบชุด BDB อยู่รึเปล่า

Friday, January 23, 2009

Darkyn Series // Lynn Viehl

อย่างที่บอกในบลอกก่อนล่ะค่ะว่า ไม่ได้ถึงขนาดเกิดอาการคลั่งหนังสือชุดดาร์คคินอันนี้หรอกนะคะ แต่ก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด ความคิดตอนนี้ถึงได้วนเวียนอยู่กับซีรี่ย์ชุดนี้มากจัง

ส่วนหนึ่งคงเพราะแม็กซ์คิดว่า Twilight Fall คือจุดเปลี่ยนสำคัญของหนังสือชุดนี้ก็ได้ค่ะ

โอเคมาถึงคำเตือน กำลังจะสปอยล์กันอย่างแหลกลาน (เขียนถูกไหมคะ รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ภาษาไทยของเราวิบัติเหลือเกิน มันวิบัติด้วยตัวของมันเองจริง ไม่ได้เพื่อกระแดะโกหกชาวบ้านว่าอยู่เมืองนอกนานหลายปีจนภาษาไทยอ่อนแอหรอก นะคะ )

ในเล่มแรก If Angel Burns ซึ่งเป็นเล่มเปิดชุด เล่าเรื่องของไมเคิล ไซเปี้ยน คาร์คคินผู้นำของเหล่าดาร์คคินแห่งทวีปอเมริกาเหนือ เขาถูกทำร้ายปางตายจากกลุ่มบรีทเท่นจนเสียโฉม เพราะถึงเหล่าคิน (ชื่อที่พวกเขาเรียกตัวเอง) จะร่างกายที่รักษาตัวเองได้ แต่การถูกทำร้ายโดยทองแดงหลายครั้ง ทำให้แผลบนใบหน้าของไมเคิลรักษาตัวเองอย่างผิดปกติและผิดรูปร่างไป ความหวังเดียวของเขาก็คือ ฝีมือผ่าตัดของอเล็กซานดร้า หมอศัลยกรรมที่ได้ชื่อว่ามือไวที่สุดในโลก ด้วยความไวในฝีมือของเธอ อเล็กซ์อาจจะเป็นคนเดียวที่ทำให้ใบหน้าของเขากลับมาเป็นสภาพเดิมได้ แต่แล้วความกระหายในเลือดของไมเคิลระหว่างผ่าตัด ก็เปลี่ยนชีวิตของอเล็กซ์ไปตลอดกาล เมื่อเธอได้รับเลือดของเขา และกลายเป็นมนุษย์ผู้หญิงคนแรกในรอบหลายร้อยปีที่เปลี่ยนเป็นคินได้สำเร็จ

อย่างที่บอกค่ะ หนังสือเล่มนี้ไม่ถึงกับสนุกจนทำให้อยากอ่านต่อ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดไม่อยากอ่าน หรือคิดจะเอาไปเขวี้ยงผนัง ส่วนหนึ่งคงเพราะแม็กซ์ไม่รู้สึกเชื่อมต่อกับไมเคิลและอเล็กซ์เลย ทั้งคู่เป็นตัวละครที่แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าน่าสนใจ หรืออะไรทั้งสิ้น ซึ่งนี่เองก็เป็นความรู้สึกที่ตามติดมาในเล่มหลัง ๆ เพราะไมเคิลและอเล็กซ์เป็นตัวละครที่ถือได้ว่าเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักคู่ หนึ่งทีเดียว

อเล็กซ์มีความเป็นอิสระมากเกินไป เพราะขนาดอ่านมาแล้วหกเล่ม เธอก็ยังรู้สึกว่าการเป็นคินเป็นความเลวร้าย เธอต้องการหาวิธีการรักษา และดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่ให้อภัยไมเคิลกับการที่ทำให้เธอหมดอนาคตจากการ เป็นศัลยแพทย์ นี่เป็นความรู้สึกของแม็กซ์เมื่อได้อ่าน หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยนะคะ ข้อดีก็คือ เพราะเราไม่ได้แคร์ไมเคิลกับอเล็กซ์มากนัก เราก็เลยไม่ต้องตามลุ้นเรื่องราวของพวกเขาเท่าไหร ก็เลยไม่เป็นปัญหาที่บางครั้งชีวิตรักของพวกเขาจะมีอุปสรรคกันบ้าง (ถ้าเป็นตัวละครที่ชอบ แม็กซ์จะไม่ชอบให้พวกเขาต้องมาผจญเวรผจญกรรมกันต่ออีกหลังจากเล่มที่พวกเขา เป็นตัวละครหลักจบลงน่ะค่ะ อยากให้พวกนี้โผล่มาแบบแฮ็ปปี้ในชีวิตมากกว่า)

ข้อมูลเกี่ยวกับคินที่เราได้ในเล่มนี้ก็คือ ที่มาของเหล่าคิน ว่าพวกเขาเป็นอดีตไนท์ เทมเพาล (Knight Templars) ไม่ใช่พวกนอกศาสนาอย่างที่กลุ่มบรีธเท่นกล่าวหา (อันที่จริงบรีธเทนอ้างตัวเองเป็นไนท์ เทมเพาลด้วยซ้ำ)

คะแนนที่ 57

ในเล่มสอง Private Demon เป็นเรื่องของเธียรรี่ ดูแรนด์ ซึ่งเป็นคินที่ที่อาศัยอยู่ในยุโรป ผู้ซึ่งบ้านถูกลอบโจมตีโดยบรีธเท่น เขาถูกทรมานปางตาย ยิ่งความจริงที่ว่าภรรยาของเขา (ซึ่งเป็นคินเช่นกัน) เป็นสายให้กับพวกบรีธเท่นยิ่งทำให้ความเจ็บปวดของเขาทวีคูณขึ้น ในตอนจบของเล่มแรกเธียรรี่อยู่ในสภาพกึ่งบ้า ไม่มีสติเท่าไหรนัก

ด้วยโชคชะตาหรืออะไรบางอย่างนำเขาให้ไปพบกับเจม่า หญิงสาวที่ขอยืมเวลาอาศัยอยู่บนโลก เธอป่วยด้วยโรคเบาหวาน (ซึ่งถ้าเป็นในเด็กจะอาการรุนแรงมาก) ผู้ซึ่งตลอดทั้งชีวิตแทบไม่เคยใช้ชีวิต เธอถูกปกป้อง หรือจะเรียกให้ถูกว่าครองงำโดยมารดา และหมอประจำตัวที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตของเธอไว้ให้นานที่สุด

แต่การมีชีวิตแบบนั้น ก็เหมือนไม่มีชีวิต ดังนั้นเมื่อเจม่าได้พบกับเธียรรี่ จึงเป็นครั้งแรกที่เธอตื่นขึ้น มันอาจเป็นความเจ็บปวด แต่มันก็คือชีวิต และเพราะเธียรรี่นั่นเองที่ทำให้เจม่าได้พบกับความจริงเบื้องหลังอาการเจ็บ ป่วยของตัวเธอเอง

ความรู้สึกของแม็กซ์ตอนได้อ่าน เล่มนี้เหมือนหนังสือผ่านทางค่ะ เพราะในเวลานั้นแม็กซ์เกิดอาการกรี๊ดสลบไปกับตัวละครรองที่กำลังจะเป็น พระเอกในเล่มสามไปแล้ว ก็เลยอ่านเล่มนี้อย่างไม่ค่อยมีสติเท่าไหรนัก คะแนนก็เลสะท้อนมาอย่างที่เห็น ที่ 57


แล้วก็มาถึงเล่มนี้ เล่มที่หลายคนบอกว่าพระเอกใจร้ายไปสักนิด แต่สำหรับแม็กซ์ ลูแคนเป็นตัวละครทีอยู่ในใจเสมอ แม็กซ์ชอบพระเอกแบบนี้ที่สุด บอกแบบนี้หลายคนคงจะเดาได้ว่าลูแคนน่าจะเป็นยังไง เขาปรากฎตัวในเล่มแรกในฐานะของมือสังหารประจำตัวริชาร์ด (ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของคิน อาศัยอยู่ในไอร์แลนด์) เขาได้รับมอบหมายให้ไปจัดการปัญหาเกี่ยวกับอเล็กซ์ ลูแคนเป็นศัตรูคนสำคัญของไมเคิลด้วยทัศนคติในการการ "จัดการ" ปัญหาที่แตกต่างกัน นี่ยังไม่รวมชื่อเสียงความเป็นคนโหดเหี้ยมของเขานะ แต่ในตอนท้ายเล่มแรก ไมเคิลก็แก้ปัญหาของคินผู้เป็นอันตรายอย่างลูแคนด้วยการมอบดินแดนให้เขาดูแล (เป็นซยูสะเรน) ณ ฟลอริด้า โดยให้เหตุผลว่า ศัตรูควรเก็บไว้ใกล้ตัวยิ่งกว่าเพื่อน

การมีดินแดนเป็นของตัวเองเป็นความใฝ่ฝันของลูแคนที่ตลอดชีวิตเขาจำต้องใช้ชีวิตในฐานะมือสังหารเอก แต่ที่มากไปกว่านั้น เขาเองก็มีภารกิจ (ที่พอแม็กซ์รู้ความจริงถึงภารกิจอันนี้ก็เกิดอาการกรี๊ดสลบในทันที เท่ห์โคตร) และมันเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เขาทำทุกอย่างเพื่อผลักไล่ไสส่งซาแมนธาออกไปจากชีวิตของเขา แม้ความจริงเขาจะต้องการเธอมากแค่ไหน

ซาแมนธา บราวน์เป็นตำรวจหญิงที่กำลังสืบคดีฆาตกรรมประหลาดในฟลอริด้า เบาะแสนำเธอมาสู่คลับที่ลูแคนเป็นเจ้าของ และท้ายสุดก็นำเธอมายังผู้ชายที่กำลังจะทำมากกว่าแค่หักอกเธอ เขาจะทำให้ชีวิตของเธออยู่ในอันตราย และจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

เกือบตลอดทั้งเล่มนี้ คนอ่านจะอึ้งไปกับการกระทำของลูแคนในบางครั้ง เขาเป็นตัวละครชนิดที่แม็กซ์ชอบ ชายที่ยืนอยู่บนขอบแห่งความถูกต้อง ชายที่เลือกทำบางสิ่งที่เลวร้าย เพื่อความดีที่ยิ่งใหญ่กว่า คนที่ถูกประนามเพราะยอมทำภารกิจที่ไม่มีใครกล้าทำ แม้มันจะจำเป็นต้องทำ และชายผู้เสียสละทุกอย่างเพื่อความสงบสุขในระยะยาวของเหล่าคิน

คะแนนที่ 77

สำหรับ Night Lost เล่มนี้แม็กซ์เคยรีวิวไปแล้วล่ะค่ะ เ่ล่าอย่างสรุปก็คือ ไม่ควรอ่านเล่มนี้โดยที่ยังไม่ได้อ่าน Dark Need เพราะเนื้อเรื่องมันเกี่ยวข้องกันมาก เป็นเรื่องภารกิจที่ลูแคนเริ่มต้นเอาไว้ในเล่มก่อนหน้า

ปัญหาสำหรับแม็กซ์ในเล่มนี้ (และยังไม่ได้พูดไว้ในรีวิว) ก็คือ การที่ลูแคนไม่ปรากฎตัวเลย ทั้งที่เขาเป็นคนเริ่มต้นเอาไว้ (นี่เป็นเหตุผลที่แม็กซ์อยากอธิบายนะคะ มันฟังดูดี แต่ความจริงก็คือ แม็กซ์อยากเห็นลูแคนอีก เขาไม่มีบทเลยนับจากเล่มของเขาเอง)

เล่มนี้เป็นบทสรุปของพล็อตเรื่องที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เล่มหนึ่ง เีกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างไมเคิล และริชาร์ด (กษัตริย์แห่งคิน)

คะแนนที่ 67 สังเกตไหมคะว่าเทรนด์คะแนนมันเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ Dark Need แล้วก็ลดลงมาหน่อยในเล่มนี้ (เพราะไม่มีลูแคน) ก็ก็ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับสองเล่มแรก

สำหรับ Evermore เล่มนี้ดูเหมือนจะเป็นการหยุดพักของคนแต่ง ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะคะ (ดูคะแนนก็น่าจะรู้ว่าแม็กซ์ชอบเล่มนี้) เพราะเป็นครั้งแรกที่พล็อตเรื่องไม่เกี่ยวเนื่องกับเล่มอื่นในชุด แถมยังเป็นเรื่องของตัวละครที่แทบจะไม่ค่อยมีบทบาทในชุดเท่าไหร และเช่นกันค่ะ เล่มนี้รีวิวไปแล้ว คนที่ชอบเรื่องความรักที่ถวิลหากันเป็นพันปี แต่ไม่บอกรักกันสักที คงชอบเล่มนี้

เล่มนี้ถือเป็นเล่มที่แม็กซ์เชื่อในความรักระหว่างพระเอกและนางเอกมากที่ สุดก็ว่าได้นะคะ ที่สำคัญหลังจากได้อ่าน Twilight Fall มาแล้ว ทำให้แม็กซ์เกิดอาการอยากกลับไปอ่านเล่มนี้อีกครั้ง เพราะทั้ง เจย์รและไบร์นที่ออกมาใน TF ดูน่ารักมาก ๆ

คะแนนที่ 70

เล่มสุดท้าย (ในขณะนี้เดือนกรกฎาคม 2008) ก็คือ Twilight Fall ที่รีวิวไปแล้วค่ะ คะแนนที่ 73

ข่าวดีสำหรับแฟนของลินน์ วีลล์ก็คือ ในที่สุดหลังจากเฉียดไปเฉียดมาหลายรอบ ลินน์ก็กลายเป็นนักเขียนหนังสือขายดีระดับติดอันดับของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ไปแล้ว กับอันดับที่ 19 กับเรื่อง Twlilight Fall

สิ่งที่แม็กซ์สังเกตเห็นจากงานของลินน์ วีลล์ก็คือ การที่เธอวิพากษ์สังคมผ่านคำพูด และความคิดของตัวละคร เธออาจจะไม่ได้แสดงความเห็นออกมาอย่างชัดเจน หรือยัดเยียดให้คนอ่านนะคะ แต่สิ่งเล็กน้อยในเรื่องมีหลายประเด็นเหมือนกันที่เธอแสดงความเห็นทางการ เมืองและสังคมออกมา ส่วนที่เห็นได้ชัดก็คงเป็นมุมมองต่อศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิก ที่แม้เธอจะไม่กล้าให้ตัวร้ายเป็นพระ แต่ก็แอบแฝงอยู่ในองค์กร ความเห็นเรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกัน

อีกส่วนหนึ่งที่เราเห็นก็คือ เธอก็ยังหนีไม่พ้นการใช้ Stereotye ในเรื่อง TF ที่มีนางเอกเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ตลอดทั้งชุดเรายังไม่เคยเห็นนางเอกที่มีความต้องการทางเพศแนว Submissive เราก็ได้เห็นในเล่มนี้ ไม่รู้ว่าทำไมนะคะ แปลกดี หรือว่าเธอมองคนเอเชียเป็นแบบนั้น

Night Game // Christine Feehan

หลังจากอ่าน Turbulent Sea อย่างมีความสุข แม็กซ์ก็เกิดอาการ (หลงผิด) คิดจะกลับไปอ่านงานเก่า ๆ ที่ดองเค็มไว้ข้ามปีหลายเล่มของคริสตีน ฟีแฮน เพราะนึกว่าจะได้อารมณ์สนุกเดียวกัน

ตอนแรกวางแผนสวยหรูเลยนะคะว่าจะนั่งอ่านชุดโกสต์วอร์คเกอร์ตั้งแต่เล่ม สาม (ซึ่งเป็นเล่มแรกที่เริ่มดอง) ไปจนถึงเล่มหก (ซึ่งเป็นเล่มล่าสุดที่ออกขาย) ติดกันไปเลย

ผลก็คือ จบเล่มสามได้ก็เป็นบุญแล้วล่ะ

Night Game ของคริสตีน ฟีแฮน

เล่มนี้อย่างที่บอกตอนต้นค่ะเป็นเล่มสามในชุดโกสต์วอร์คเกอร์ ซึ่งเป็นเรื่องราวของนายทหารในกองทัพสหรัฐที่โดนนักวิทยาศาตร์สติเฟื่องหลอก ให้มาเป็นหนูทดลองในโครงการ ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นมนุษย์ที่มีพลังเหนือมนุษย์ แต่ก็มีผลข้างเคียงก็คือ มีอาการปวดหัว และควบคุมตัวเองไม่ค่อยจะได้ ยกเว้น (คิดกันออกไป) ได้เจอกับนางเอก อาการก็จะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านเรียงเล่มกันมา แม็กซ์ก็คิดว่าน่าจะโอเคอ่านเล่มนี้เลยได้นะคะ เพราะแม็กซ์อ่านเล่มแรกกะเล่มสองไป จำเรื่องก็ไม่ค่อยจะได้ มาอ่านเล่มนี้ก็ยังรู้เรื่องเลย

อันที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเลยนะคะ สำหรับบางคนอาจจะสนุกมากด้วยซ้ำ แต่คงเป็นเพราะแม็กซ์แฮงค์ออนกับ Turbulent Sea (หรือ อิลย่า) มากเกินไป ก็เลยทำให้เราไปเปรียบเทียบ และมันก็สู้ไม่ได้ เลยทำให้ผิดหวังไปบ้าง (โอเค ผิดหวังเยอะค่ะ แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของเรื่องนี้ เป็นเพราะแม็กซ์เองต่างหาก)

เกเตอร์ หรือราอูล นามสกุลอ่านไม่ออก (โอเค อ่านออกค่ะ แต่คิดว่ามันต้องไม่ได้อ่านอย่างที่เราอ่านแน่ แล้วก็ไม่ได้แคร์เขามากพอจะไปถามคนที่ออกเสียงได้ด้วยค่ะ ก็เอาเป็นว่าอ่านไม่ออกแล้วกัน) ถูกขอร้องจากย่าไปกลับไปบ้านเกิดเพื่อนตามหาเพื่อนสมัยเด็กที่หายตัวไป ในเวลาเดียวกันเขาก็ได้รับการขอร้องจากลิลลี่ (นางเอกเล่มแรกในชุด ซึ่งเป็นนักวิทยาศาตร์หญ่ายในเรื่อง) ให้ตามหาตัวไอริส หรือเฟลม ซึ่งเป็นหนึ่งในเด็กกำพร้าหญิงที่ถูกพ่อของลิลลี่ (ซึ่งเป็นนักวิทยาศาตร์หญ่ายกว่า) ซื้อตัวมาเพื่อทำการทดลอง

กลุ่มเด็กหญิงกำพร้าเหล่านั้นเป็นหนูทดลองรุ่นแรก ในขณะที่เกเตอร์และเพื่อนโกสต์วอร์คเกอร์ของเขาเป็นรุ่นต่อมา หัวใจหลักของเรื่องชุดนี้ก็คือการออกตามหาเด็กหญิงเหล่านั้นซึ่งบัดนี้โต เป็นสาวกันหมดแล้ว เพราะแต่ละคนก็คือนางเอกของเหล่าโกสต์วอร์คเกอร์นั่นเอง (คนเขียนไม่ได้เขียนอย่างนี้ในเรื่องหรอกค่ะ แม็กซ์เขียนเอง)

เมื่อไปถึงบ้านเกิด เขาก็ได้เจอกับเฟลมอย่างบังเอิญ และตามติดเธอไป เฟลมถือเป็นหนึ่งในนางเอกของคริสตีนที่แม็กซ์ชอบ (ซึ่งเป็นข้อดีค่ะ) เธอผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย โดนทดลองด้วยการทำให้เป็นโรคมะเร็ง ถูกดัดแปลงพันธุกรรม แต่เธอเข้มแข็ง และใช้ชีวิตเหมือนโรบินฮู้ดที่ปล้นคนรวยมาช่วยคนจน

สำหรับเธอ เกเตอร์คือศัตรู เพราะเธอคิดว่าเขาคือพวกเดียวกับดร.ปีเตอร์ วิทนี่ย์ (ซึ่งเป็นพ่อของลิลลี่ แต่พล็อตในเรื่องนี้บอกว่าปีเตอร์ตายไปแล้ว) ชายที่ซื้อตัวเธอมาตั้งแต่เด็กเพื่อทำการทดลอง เธอคิดว่าเขาถูกส่งมาเพื่อเอาตัวเธอกลับไป และเธอยอมตายดีกว่าจะกลับไปที่แล็ปอีกครั้ง

เกเตอร์เป็นพระเอกที่ใช้ได้ ไม่งี่เง่า ตีหกชกตัวแล้วตะโกน "ของฉัน ของฉัน" เหมือนพระเอกของคริสตีนบางคน เขาเป็นฝ่ายโอนอ่อนก่อนในความสัมพันธ์ เพราะเขาแคร์เฟลมมากพอ

ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือการตามหาเด็กสาวที่หายตัวไป และข้อสงสัยของเฟลมที่คิดว่าปีเตอร์ วิทนี่ย์ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งมันก็ไม่ได้น่าสนใจพอสำหรับแม็กซ์ค่ะ

อย่างที่บอกนะคะ เรื่องนี้น่าจะโอเคมาก ๆ สำหรับหลายคน แต่สำหรับแม็กซ์ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร มันไม่มีประกายไฟน่ะ ไม่ใช่ว่าเซ็กส์ในเรื่องไม่ฮ็อตนะ ชื่อคริสตีนรับประกันได้อยู่แล้ว (แมรี่ เจนิส เดวิสันเคยเล่นมุขนึงที่ฮามาก บอกว่า เธอมีลูกชายคนเล็ก ก็เป็นเพราะความดีของหนังสือเรื่องดาร์ค พรินซ์ของคริสตีน) แต่ตัวละครมันไม่มีชีวิตขึ้นมาเลยสำหรับแม็กซ์ ทุกอย่างมันดูแบนราบ

คะแนนที่ 67

Wednesday, January 21, 2009

Hot Spell // An Anthology

หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่เก่าเก็บนานมาหลายปี (ตั้งแต่ปี 2005 โน่นแน่ะ) แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อ่านเลยหรอกนะคะ เราอ่านเรื่องสั้นบางเรื่องไปแล้วบ้าง เพียงแต่เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่านจนจบทุกเรื่องเท่านั้นเอง

สำหรับคนที่สนใจงานของนักเขียนทั้งสี่คนที่ร่วมกันเขียนในเล่มนี้ แต่ไม่กล้าลองซื้อเล่มหนาของพวกเธอมาอ่าน เราก็ขอแนะนำให้ลองอ่านงานของทั้งสี่ที่เล่มนี้ดูกันได้ เพราะเราคิดว่าสไตล์การเขียนเป็นตัวแทนผลงานโดยรวมของนักเขียนแต่ละคนเลยที เดียว

หนังสือรวมเรื่องสั้น Hot Spell

หนังสือเรื่องสั้นทั้งสี่เรื่อง ยกเว้นแค่เรื่องของไซโลห์ วอร์คเกอร์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในชุดอันโด่งดังของนักเขียนแต่ละคน โดยเฉพาะเรื่องของเมลจีน บรู๊ค เราถือว่าเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้เลยในการอ่านหนังสือชุดของเธอ

มาว่ากันทีละเรื่องแล้วกัน

The Countess's Pleasure ของเอ็มม่า โฮลี่

เรายกให้เอ็มม่า โฮลี่เป็นเจ้าแม่ผลงานแนวอีโรติค โรแมนซ์นะคะ ไม่ว่าจะมีใครเขียนเรื่องไหนออกมา อาจจะร้อนแรงกว่างานของเธอ ก็ไม่อาจเทียบกับเอ็มม่าซึ่งถือเป็นคนแรก ๆ ที่เริ่มบุกเบิกหนังสือแนวนี้ (ร่วมกับนักเขียนอีกคนที่ชื่อว่าโรบิน ชอนน์)

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนเสริมในหนังสือชุดเดม่อนแห่งยุควิคทอเรียน (ที่เล่มแรกของชุดก็คือ The Demon's Daughter) เล่าเรื่องของโลกที่น่าจะอยู่ในช่ีวงเดียวกับยุควิคทอเรียนที่เรารู้จักกัน เพียงแต่ในโลกของเอ็มม่า มนุษย์ได้ค้นพบว่า ตนเองมิใช่สิ่งมีชีวิตเดียวที่มีวิวัฒนาการล้ำหน้ากว่าสัตว์อื่นเพียงชนิด เดียว ยังมีชาวยาม่า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คล้ายคลึงมนุษย์ แต่ไม่ใช่ อาศัยอยู่ด้วย การค้นพบยาม่าทำให้ประวัติศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์กลายเป็นคนป่าเถื่อนและไร้วัฒนธรรม ในขณะที่สังคมของยาม่าเ็ป็นสังคมชั้นสูงชนิดที่มนุษย์โลกไม่อาจก้าวไปถึง

ในเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของเคาท์เตสม่ายสาวที่เดินทางไปยังเมืองซึ่งอยู่ ระหว่างชายแดนระหว่างอาณาเขตของมนุษย์และยาม่า ที่นั่นเธอได้ปลดปล่อยความพิศวาสที่เก็บไว้ของตัวเองมานาน (จำได้ไหมว่าสังคมวิคทอเรียนนั้น กระทั่งขาโต๊ะก็ยังต้องเอาผ้ามาคลุม เพราะมันไม่สุภาพ) กับชายหนุ่มชาวยาม่าที่ทำงานในคลับเพื่อหาเงินส่งเสียกลับไปให้ครอบครัวที่ ยาม่า

พล็อตเรื่องเรียบง่ายไม่มีอะไรให้ต้องลุ้นกันมาก แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับยาม่าในหนังสือเล่มอื่น ๆ ของเอ็มม่ามาก่อนจะเก็ตกับความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์และยาม่า นี่ไหม มันมีความซับซ้อนพอสมควร และอาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจแบ็คกราวด์ของเรื่อง

แต่สำหรับเรา (เนื่องจากตามอ่านงานของเอ็มม่าเกือบครบทุกเล่ม) นี่จึงไม่ใช่ปัญหา คะแนนที่ 70

The Breed Next Door ของโลร่า ลีย์

ถ้านับกันตามจริงแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกที่โลร่าเขียนให้กับสนพ.เบิร์คเลย์ (หลังจากที่ทิ้งสนพ.อีลอร่ามาซบอกกัน) เรื่องนี้เป็นไปทุกอย่างตามสูตรของหนังสือชุดบรีดของโลล่าค่ะ เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ว่าสูตรชุดบรีดเป็นยังไง และเหมาะกับคนที่ชอบสูตรชุดบรีดของโลร่า (อย่างแม็กซ์ที่ตอนนี้ยังไม่เบื่อนะคะ)

เรื่องราวของทาเร็คที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้านสาวสวยอย่างไลร่า เพราะได้รับมอบหมายให้มาจับตามองกลุ่มคนที่เคยทรยศต่อพวกบรีด (ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีส่วนผสมของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ผสมปนเปกันอยู่) แต่แล้วเขาก็ต้องเสียสมาธิเพราะสาวน้อยข้างบ้านที่ยั่วเสน่ห์เขาเสียจริง และแน่นอนว่าตามสูตรแล้วไลร่าก็คือคู่แท้ของเขาอีกต่างหาก ซึ่งทำให้เมื่อทั้งคู่มีการแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกายต่อกัน (อย่าคิดมาค่ะ น้ำลายก็ถือว่าใช้ได้แล้ว) ก็จะทำให้ไลร่าเกิดอาการที่เรียกกันว่า Mating Heat ที่ทำให้ดีกรีความร้อนแรงในหนังสือเล่มนี้ทวีความรุนแรงหลายเท่าตัว

อย่างที่บอกเรื่องนี้เป็นพล็อตที่โลร่า ลีย์ให้บ่อยมาก ถ้าเคยอ่านแล้วยังไม่เบื่อเล่มนี้ก็น่าจะถือว่าโอเค ส่วนตัวเราซึ่งพูดเสมอว่า เพิ่งจะมารู้สึกว่าโลร่าเขียนหนังสือดีมาก ๆ ก็ตอนที่อ่านเรื่อง Tanner's Scheme ซึ่งเขียนหลังจากเล่มนี้หลายปี เรื่องสั้นเรื่องนี้เลยขาดเหตุผล และอารมณ์ในด้านลึกไปเยอะพอสมควร

คะแนนที่ 63

Falling for Anthony ของเมลจีน บรู๊ค

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเล่มนี้ที่เราเปิดอ่าน และก็ยังคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเมื่อเราหยิบมาอ่านอีกรอบ เรื่องราวในยุครีเจนซี่ เล่าเรื่องของคู่รักที่ไม่น่าจะลงเอยกันได้

นั่นก็เพราะแอนโธนี่เป็นเพียงหมอจน ๆ คนนึงที่พ่อของเอมิลี่ส่งเสียให้เล่าเรียน (สมัยนั้นหมอไม่รวยเหมือนตอนนี้หรอกนะ) ในขณะที่เธอเป็นลูกสาวของขุนนางบรรดาศักดิ์สูง แต่ในวันนึงก่อนที่แอนโธนีจะไปออกรบ (พร้อมกับคอลิน พี่ชายของเอมิลี่) จู่ ๆ สาวน้อยที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ก็จัดการรวบหัวรวบหางแอนโธนี่ซะอย่างงั้น

อ่านแล้วงงใช่ไหม แม็กซ์ก็งงค่ะ เราคงไม่บอกเหตุผลหรอกนะคะ แต่มันมีคำอธิบาย ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจใครที่นิยมลัทธิเยื่อบางนัก แต่มันโอเคสำหรับเรา

แต่แล้วในการรบ คอลินกลับเป็นเพียงคนเดียวที่กลับมาสู่บ้านได้ เพราะแอนโธนีเสียชีวิตลง สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือ แอนโธนีไม่ได้ตายในการรบธรรมดา เขาได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่าง และนั่นทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นเทพบุตร

ในฐานะของเทพบุตรฝึกหัด แอนโธนี่มีภาระต้องรับใช้สวรรค์ (หรือที่เรียกกันว่าเคย์ลั่ม) เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี ก่อนที่เขาจะมีสิทธิเลือกที่จะคุ้มครองมนุษย์ต่อ ไปสู่สวงสวรรค์ของแท้ หรือว่าจะตกจากสวรรค์ (ด้วยการเกิดใหม่) แต่งานแรกที่แอนโธนีได้รับการคือ การกลับไปยังบ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพื่อตามหาดาบของไมเคิล (ซึ่งเป็นผู้นำของเคย์ลั่ม) ที่หายไป ปัญหาก็คือ ดาบเล่มนั้นอยู่ในความครอบครองของเอมิลี่ หญิงสาวที่เขารักอย่างหมดหัวใจ แต่เข้าใจว่าเขาตายไปแล้ว

เรื่องสั้นเรื่องนี้มีความยาวมากที่สุดในเล่ม แต่มันแทบจะไม่เพียงพอเลยในการเล่าเรื่องที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ นั่นก็เพราะนอกเหนือจากเรื่องราวของตัวเอกอย่างแอนโธนีและเอมิลี่แล้ว ยังมีเรื่องของฮิวจ์ ซึ่งเป็นเทพบุตรซึ่งเป็นอาจารย์ของแอนโธนี (คิดถึงโอบีวันที่เป็นอาจารย์ของอนาคิน) และลิลิธ ปีศาจสาวจากนรกผู้ต่อสู้กับฮิวจ์มานานนับพันปี เรื่องราวของทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาตร์อันยาวนานของทั้งคู่ก่อนที่ จะลงเอยกันในเรื่อง Demon Angel และเล่มนี้ก็ยังเล่าเหตุการณ์ที่คอลิน พี่ชายของเอมิลี่ถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นพระเอกใน Demon Moon

โลกที่เมลจีน บรู๊คคนแต่งเรื่องนี้สร้างมันซับซ้อน และวิธีการเล่าเรื่องของเธอไม่เอื้ออำนวยกับการอ่านแบบลวก ๆ คุณต้องทุ่มเต็มร้อยและมีสมาธิอย่างเต็มที่ ไม่ควรรีบเร่งอ่าน เพราะทุกบรรทัดแฝงไว้ด้วยความหมาย

คะแนน 80

The Blood Kiss ของไซโลห์ วอร์คเกอร์

ในความคิดของแม็กซ์ เรื่องนี้อ่อนที่สุดในบรรดาสี่เรื่องในเล่มนี้ แต่ก็อาจเป็นเพราะไซโลห์เป็นนักเขียนที่ฝีมืออ่อนทีสุดในบรรดาสี่คนนี้ก็ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ห่วยไม่ได้เรื่องหรอกนะคะ

มันโอเคเลยล่ะ เพียงแต่เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นดูอ่อนไปเท่านั้นเอง

โรมัน มอนต์โกเมอรี่เป็นราชาหมาป่าผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งกำลับมีปัญหา นั่นก็เพราะน้องชายของเขาดันไปเผ่นพล่านในเขตแดนของแวมไพร์ จนถึงจับตัวไป บทลงโทษของเหล่าแวมไพร์ก็คือการจับขังเป็นเวลาสองร้อยปี ซึ่งโรมันยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงปลอมตัวบุกเข้าไปในถิ่นของแวมไพร์ จากนั้นก็ปฏิบัติการช่วยชีวิตน้องชายออกมา แต่ตอนขากลับบ้านดันไม่กลับมือเปล่า เขายังเกี่ยวเอาบุตรสาวคนเดียวของหัวหน้าแวมไพร์ติดตัวมาด้วย

เธอชื่อจูเลียนน่า และเธอเป็นแวมไพร์ชนิดพิเศษ นั่นก็คือเธอยังไม่ใช่แวมไพร์ หากแต่เป็นมนุษย์ (จะเป็นแวมไพร์เมื่อเธอตาย และได้ดื่มเลือด) ดังนั้นเธอจึงมีคุณค่ามหาศาล เพราะยังมีทายาทสืบตระกูลแวมไพร์ได้ การจับตัวเธอไปของโรมันจึงกลายเป็นการกระตุ้นให้พ่อของเธอประกาศศึก โดยมีจูเลียนน่าเป็นของรางวัล ใครที่ช่วยเธอมาจากโรมันได้ ก็จะกลายเป็นเจ้าบ่าวของเธอไปโดยปริยาย

ปัญหาของแม็กซ์ต่อเล่มนี้ก็คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้พ่อของจูเลียนน่าเป็นตัวร้าย โอเคโรมันพูดและคิดหลายรอบถึงความเลวร้ายของพ่อเธอ แต่แม็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวยังไง น้องชายโรมันก็เสือกบุกเข้าไปในดินแดนของเขาก่อน แล้วยังเรื่องจูเลียนน่า หากจะบอกว่าพ่อของเธอเลวที่เอาเธอเป็นเครื่องมือ ก็โรมันก่อนนั่นแหละดันเสือกไปยุ่งกะเธอก่อน แวมไพร์ก็ต้องการรักษาเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้เช่นกัน

มันเหมือนการบอกว่า หมาป่าดี แวมไพร์เลว ยังไงยังงั้นเลยล่ะ

เพราะความไม่เท่าเทียบกันทางความเหนือธรรมชาติ แม็กซ์จึงให้คะแนนได้แค่ที่ 60

โดยสรุปทั้งเล่ม Hot Spell ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะคะ เพราะจะแนะนำให้คุณได้รู้จักนักเขียนถึงสี่คนที่เขียนเรื่องอยู่ในระดับใช้ ได้เลยทีเดียว ดังนั้นแม้ว่าแยกแต่ละเล่มคะแนนจะดูไม่ค่อยดีนัก เพราะแม็กซ์ไม่ค่อยชอบเรื่องสั้น แต่เมื่อรวมกัน เล่มนี้ได้ 83 เพราะยากนักที่จะหาหนังสือรวมเรื่องสั้นที่คุณภาพของแต่ละเรื่องอยู่ในระดับ สูงอย่างนี้ได้