Showing posts with label Shiloh Walker. Show all posts
Showing posts with label Shiloh Walker. Show all posts

Tuesday, February 10, 2009

Hunter: Heart and Soul // Shiloh Walker

ในที่สุดแม็กซ์ก็ได้อ่านหนังสือที่ตัวเองถือว่า ตั้งหน้าตั้งตารอคอยแห่งปีนี้เล่มนึง Hunters: Heart and Soul ซึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นสองเรื่องซึ่งเป็นเรื่องราวของตัวละครเด่นในหนังสือ ชุด Hunters ของไชโล วอร์คเกอร์

คำเตือนนำหน้ามาเลยก็คงบอกว่า ไม่ใช่แฟนหนังสือชุดนี้จงถอยไป เพราะเหตุการณ์หลายอย่างที่กล่าวถึงในเรื่องจะทำให้คุณงงกะชีวิตมากหากไม่ เคยอ่านเล่มก่อนหน้ามาก่อน ทั้งลีแอนดร้า และมาลาไคเป็นตัวละครที่มีบทบาทในชุดฮันเตอร์อย่างมาก เรื่องราวของพวกเขาถูกเล่าผ่านเล่มอื่น ๆ มาแล้วเกือบครึ่ง ดังนั้นเรื่องสั้นที่ออกจึงเป็นเพียงฉากจบของเรื่องราวที่ยาวนานเท่านั้นเอง

ลีแอนดร้าเป็นแม่มดที่ทรงอำนาจ ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นแวมไพร์ คุณสมบัติทั้งสองอย่างไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายนัก เพราะแม่มดส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหากถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ แต่เธอรอดมาได้ และถูกเชื่อว่าจะเป็นแม่มดที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกแห่งฮันเตอร์ เรื่องราวความรักระหว่างลีแอนดร้าและไมค์เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่ว่า คุณควรจะต้องอ่านหนังสือชุดนี้มาก่อน มิเช่นนั้นอาจจะหลงทางด้วยความงง ในเล่มก่อนหน้าลีแอนดร้าเป็นสมาชิกของกลุ่มที่จ้องทำลายล้างฮันเตอร์ เธอถูกครอบงำให้เกลียดฮันเตอร์และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอทำร้ายไมค์จน เกือบตาย หลังจากรู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ลีแอนดร้าก็ไม่อาจให้อภัยกับตัวเองได้ และรู้สึกผิดมานับจากนั้น ไม่สำคัญเลยว่าไมค์ได้ให้อภัยเธอหมดแล้ว เรื่องสั้นนี้เป็นการเล่าเรื่องต่อเนื่องจากเหตุการณ์วันที่เธอยิงไมค์ ห้าปีผ่านไปลีแอนดร้าก็ยังไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ ในขณะเดียวกันกลุ่มฮันเตอร์ก็ได้เจอกับแม่มดที่ทรงอำนาจอีกคนที่ยังเด็ก เหมือนกับที่ลีแอนดร้าเคยเป็น เพียงแต่คราวนี้มอร์แกนโหดเหี้ยมและไร้ความปราณี และเล็งเห็นว่าลีแอนดร้ามีจุดอ่อน

ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ เซ็กส์ที่มากจนเกินไป และความรู้สึกหมกหมุ่นกับตัวเองของลีแอนดร้า แม็กซ์อ่านเรื่องนี้แล้วก็อยากจะบอกกะเธอว่า โลกไม่ได้หมุนรอบตัวเธอหรอกนะ คนจะได้สนใจการกระทำในอดีตของเธอนัก มันห้าปีแล้ว (แล้วก็หลายปีแล้วด้วย นับจากแม็กซ์อ่านเล่มที่ลีแอนดร้าทรยศไมค์) ลืมลืมมันไปบ้างก็ได้ (โว้ย รำคาญแล้ว) ผิดหวังที่ลีแอนดร้าไม่ซ่าส์อย่างที่คิด ไม่เหมือนกับที่เธอเป็นเมื่อปรากฎตัวในเล่มก่อนหน้า ที่สำคัญไม่ชอบผู้ชายชื่อไมค์ ถ้าเป็นไมเคิลยังพอทนค่ะ แต่ไม่ชอบไมค์จริงจริง

ส่วนเล่มสั้นเรื่องที่สองเป็นเรื่องราวของมาลาไคซึ่งหัวหน้าใหญ่ของสภา ที่ทำหน้าที่ดูแลสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ เขาเป็นแวมไพร์อายุมากกว่าพันปี แข็งแกร่งขนาดที่ไม่เกรงกลัวต่อแสงอาทิตย์อีกต่อไปแล้ว เขาเป็นตัวละครซึ่งถ้าเทียบก็คงเหมือนกับที่แอชรอนเป็นในชุดดาร์คฮันเตอร์ (เพียงแต่ไม่งี่เง่า หรือทุกข์ทรมานเท่า) เรื่องนี้เองที่เป็นเล่มที่แม็กซ์รอร้อรอ แม็กซ์ชอบมาลมาก และในเล่มนี้ก็ไม่ถึงกับผิดหวัง เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่เรื่องมันสั้นไปหน่อย เรายังเห็นว่ามีอีกหลายประเด็นที่น่าจะเล่นจนกลายเป็นหนังสือเล่มหนาได้ ไม่น่าจะมาเขียนเป็นเรื่องสั้นแค่นี้เลย มาลาไคเป็นตัวละครที่สมควรมีหนังสือเป็นของตัวเอง (เล่มหนา ๆ ไม่ใช่เรื่องสั้นแค่นี้)

เช่นเดียวกับเรื่องของลีแอนดร้า คุณจำเป็นจะต้องอ่านเล่มก่อนหน้าในชุดมาก่อนจึงจะเข้าใจความสัมพันธ์ที่ซับ ซ้อนระหว่างมาลาไคกับหญิงสาวในความฝันของเขา และระหว่างเขากับเคลซี่ เป็นเวลานับร้อยปีที่มาลาไคฝันถึงสตรีคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเขา เธอมาเยี่ยมเยียนเขาในความฝัน แต่ไม่เคยยอมให้เขาเห็นใบหน้าของเธอ สำหรับแวมไพร์ที่มีอายุยืนยาวเช่นเขานั่นเป็นความหวังที่ทำให้เขายังเลือก ที่จะมีชีวิตอยู่ แต่แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องของลีแอนดร้าก็ทำให้มาลต้องทบทวนการมี ชีวิตอยู่ของเขาอีกครั้ง เขาหลบไปเลียแผล (ใจ) ที่อลาสก้า จนกระทั่งเคลซี่สมาชิกของสภาอีกคนเดินทางมาเพื่อตามให้เขากลับไป เคลซี่เป็นแม่มดอายุน้อย (ไม่ถึงร้อยปี) เธอใช้ความพยายามต้านทานเสน่ห์ของมาลาไคมาตลอดหลายปีที่เจอกัน แต่แล้วการพบปะกันที่อลาสก้าก็ทำลายความพยายามทั้งหมดของเธอลง

ถ้าเล่าต่อก็จะเป็นสปอยล์ แต่อาจจะเล่าน่ะ ดังนั้นถ้าไม่อยากรู้ ก็เลิกอ่านไปนะคะ

คนอ่านไม่จำเป็นต้องไอคิวสูงมากหรอกนะ ก็คงเดาได้ว่าเคลซี่ก็คือหญิงสาวในความฝันของมาลาไคนั่นเอง เพียงแต่เธอไม่รู้ตัว และมาลก็ไม่รู้ด้วยเช่นกัน เมื่อมาลรับรู้ความจริงที่ว่าเคลซี่เป็นผู้หญิงในฝันของเขา ก็ไม่มีอะไรหยุดเขาจากเคลซี่ได้ ปัญหาของเรื่องนี้ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ คือมันสั้นเกินไป แม็กซ์รู้สึกว่ามันมีประเด็นหลายเรื่องที่น่าจะขยายเล่นต่อได้ แต่คนแต่งก็เลือกที่จะเขียนเรื่องราวของตัวละครที่น่าสนใจมากที่สุดในชุด เป็นเพียงแค่เรื่องสั้น

สุดท้ายสำหรับคนที่ไม่ได้อ่านชุดนี้ แม็กซ์ก็คงแนะนำให้เฉพาะคนที่ขวัญแข็งสักหน่อยเพราะเล่มอื่นในชุดฮันเตอร์ ที่ออกเป็นอีบุ๊กนั้น menege ทั้งนั้นค่ะ แต่เล่มที่พิมพ์ออกกะเบิร์คเลย์นี่ไม่ใช่นะคะ ไม่มีเราสามคนในเรื่องค่ะ ซึ่งแม็กซ์ว่าเหมาะสมดีแล้วล่ะ

Saturday, February 7, 2009

Hunting the Hunter // Shiloh Walker

หนังสือ เล่มนี้เก่าแล้วล่ะ ซื้อมาปีกว่า แต่เพิ่งจะได้ฤกษ์อ่านเสียที ไม่ใช่ว่ามีอะไรไม่ดีหรอกนะ เพียงแต่คิดว่าจะรออ่านเล่มก่อนหน้าในชุดให้หมดก่อน แล้วค่อยเริ่มอ่านเล่มนี้

สำหรับคน ที่ไม่รู้ "ล่านักล่า" เป็นหนังสือเล่มที่ ... (จำไม่ได้) ในชุดฮันเตอร์ของไชโล วอร์คเกอร์ หนังสืออีกชุดหนึ่งที่เล่าเรื่องแนวพารานอมอล กลุ่มนักล่าพิทักษ์โลกที่เรียกตัวเองว่าฮันเตอร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลัง เหนือมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า หรือกระทั่งพ่อมดแม่มด นักล่าเหล่านี้มีภารกิจในการคุ้มครองมนุษย์จากเหล่าร้ายที่อาจเป็นมนุษย์ ด้วยกันเอง หรือเป็นพวกเหนือธรรมชาติด้วยกัน

หนังสือเล่มแรกในชุดนี้คือ Hunter Tori & Declan ซึ่งป็นการตั้งชื่อหนังสือที่ง่ายมาก เพราะเอาชื่อพระเอกและนางเอกมาตั้ง เทรนด์นี้ถูกใช้กับเล่มต่อมาในชุดอีกหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น Eli & Sarel, Byron & Kit และอื่น ๆ อีกมากมาย

หนังสือเล่มก่อนหน้า Hunting the hunter เป็น งานที่ออกกับอีลอร่าส เคฟ ถ้าจะถือว่าหนังสือชุดสร้างชื่อให้กับไชโลก็คงว่าได้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ช่วยให้เธอได้สัญญาเขียนหนังสือกับเบิร์คเลย์ และเล่มแรกที่เธอออกด้วยก็คือเล่มนี้เอง

แม็กซ์อ่าน ชุดนี้ไปแล้วหลายเล่ม (จำไม่ได้น่ะว่ากี่เล่มกันแน่) แต่ก็ยังมีค้างอยู่บ้างบางเล่ม ก็เลยคิดจะรอให้อ่านจนทันก่อนแล้วค่อยเริ่มอ่าน HTH แต่ก็ไม่มีโอกาสได้อ่านสักที จนสุดท้ายก็เลยคิดว่า ช่างมันแล้วก่อน อ่านล่านักล่าไปเลยดีกว่า

และก็คง ต้องบอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มก่อนหน้ามาหรอกนะ เพราะแม้คุณจะไม่มีความรู้เลยว่า อะไรคือฮันเตอร์ คุณก็อ่านเล่มนี้รู้เรื่อง

เริ่ม เรื่องด้วยการที่เคนซึ่งเป็นนักล่าค่าหัว (แปลตรงตัวมาก หมายความถึงคนที่มีอาชีพในการตามจับผู้ต้องหาที่หนีประกัน อาชีพนี้ไม่มีในเมืองไทยหรอกค่ะ) และเพื่อนคู่หูซึ่งเป็นมนุษย์หมาป่า ได้พบกับเหล่าแวมไพร์ เป็นเวลากว่าสองปีที่ความทรงจำของเคนลางเลือน เขารู้แต่ว่าเพื่อนสนิทของเขาตายไปในคืนวันนั้น และใบหน้าของหญิงสาวที่ตามหลอกหลอนเขา จนกระทั่งเขาได้พบกับเธออีกครั้ง

และกับความ จริงที่ว่า โลกของเราไม่ได้มีแค่มนุษย์หมาป่า (ซึ่งเคนรู้อยู่แล้วจากเพื่อนของตน) แต่มีแวมไพร์ หญิงสาวที่เขาไม่อาจลืมได้ลงเป็นแวมไพร์ที่มีอายุหลายร้อยปี การพบปะกันนำความจริงที่ว่าเพื่อนของเขาไม่ได้ตาย เพียงแต่กำลังเริ่มต้นอาชีพใหม่ในฐานะฮันเตอร์

เคนถูกกัน ให้ออกห่าง เพราะเขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา หน้าที่ในการคุ้มครองโลกต้องเป็นหน้าที่ของคนที่เหนือมนุษย์เท่านั้น แต่เคนไม่ใช่คนที่รับฟังอะไรง่าย ๆ เขาเริ่มต้นอาชีพนักล่าแวมไพร์ (เลว) ด้วยตัวเอง และก็อีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี การล่าก็นำเขากลับมาพบกับเธออีกครั้ง

เคนเดล (ไม่มีนามสกุล) --- ขอบ่นก่อนนะ คนแต่งคิดอะไรอยู่เนี่ย พระเอกชื่อเคน นางเอกชื่อเคนเดล อ่านไปก็สับสนดีไม่รู้ว่าเรียกใครกันแน่ เป็นแวมไพร์มานาน เธอเป็นคำจำกัดความของนางเอกเก่ง เพราะเธอเก่งจริง แม็กซ์ชื่นชมไชโลในจุดนี้ที่ไม่ได้เขียนแค่ว่าเธอเก่ง แต่แสดงให้คนอ่านเห็นอย่างชัดเจน การพบปะกันเป็นครั้งที่สามระหว่างเคน และเคนเดลก็นำไปสู่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ก็มันเป็นนิยายอีโรติกพารานอมอลนี่ ไปคิดเอาเองแล้วกันว่าเกิดอะไรขึ้น

และแล้วอดีตของเคนเดลก็ตามล้างแค้นเธอ

เรื่องนี้สนุกนะ เพียงแต่แม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องมันเยอะไปหน่อยค่ะ สำหรับ หนังสือที่หนาแค่ 300 หน้า พล็อตเรื่องเปลี่ยนไปตลอด ตั้งแต่การล้างแค้นของเคนที่จะทำต่อเคนเดล ไปจนถึงการล้างแค้นที่เคนเดลโดนล่าจากศัตรูในอดีต นี่ยังไม่นับบรรดาตัวละครรองอีกหลายตัวที่โผล่มาเรียกร้องความสนใจว่า ฉ้านขอเป็นพระเอกนางเอกเล่มหน้าด้วยน้า

อ้อแล้วก็ เนื่องจากเล่มนี้เป็นหนังสือของเบิร์คเลย์ พล็อตเรื่องที่ถูกใช้เป็นประจำกับชุดนี้สมัยที่ไชโลยังเขียนอีบุ๊คอยู่ใน เรื่องเราสามคนไม่ได้ตามมาด้วยหรอกนะ แค่พระเอกกะนางเอกสองต่อสองก็ร้อนแรงเกินรับไหวแล้วล่ะ

คะแนนที่ 73 (เท่ากับ Hunters: Heart and Soul)

Saturday, January 31, 2009

รวมไม่ฮิตอีโรติกโรแมนซ์

เนื่องจากมีหนังสือค้างที่ยังไม่ได้รีวิวหลายเล่มมาก เพื่อความรวดเร็วก็เลยขอเขียนถึงหลายเล่มในบลอกเดียวแล้วกัน แต่เนื่องจากหนังสือที่จะเขียนถึงนี่มันไม่ค่อยได้เรื่องนัก แทนที่จะเป็น การรวมฮิต ก็เลยรวมไม่ฮิตแล้วกัน

Sweet Surrender ของ มายา แบงค์

แม็กซ์คงไม่ตำหนิเล่มนี้มากหรอกนะ หากเบิร์คเลย์ไม่ทำการโฆษณาอวดอ้างเกินจริง ถ้าคุณลองผิดปกหลังของหนังสือเล่มนี้ แล้วดูตรงมุมล่างของเล่ม ก็จะสังเกตเห็นคำว่า "Erotic Romantic Suspense" และเนื่องจากแนวนี้เป็นแนวสุดโปรดของแม็กซ์ เราก็เลยตั้งความหวังไว้สูงมาก มากขนาดที่ลืมทำใจว่า มายา แบงค์เป็นคนแต่งเรื่อง Colter's Wife (เรื่องสามศรีพี่น้องที่ใช้เมียร่วมกัน)

แล้วก็ผิดหวัง เพราะมายาเขียนเรื่องแนว Romantic Suspense ไม่เป็น สุดท้ายก็เลยได้แค่คำว่า "Erotic" มาเท่านั้นเอง

เนื้อเรื่องไม่เสียหาย เรื่องของเกรย์ นายตำรวจที่คู่หูถูกฆ่าตาย เขาได้รับการขอร้องจากพ่อของเพื่อนให้ปลอมตัวเข้าไปสืบเรื่องราวของคนร้าย ผ่านทางเฟธ ซึ่งลูกสาวของแฟนสาวของคนร้าย (คนร้ายมีแฟน แฟนมีลูกสาวคือนางเอก โปรดอย่างง)

เฟธได้รับการอุปการะจากพ่อบุญธรรม ซึ่งเคยเป็นแฟนเก่าของแม่ หลังจากใช้เวลาหลายปีรับผิดชีวิตชีวิตของคนที่ควรจะต้องเป็นผู้ดูแลเธอ เฟธเริ่มต้นชีวิตใหม่กับการทำงานในสำนักงานนักสืบเอกชน ในขณะเดียวกันเธอก็พยายามแสวงหา "ผู้ชาย" ที่ใช่

ชายในอุดมคติของเฟธต้องยอมรับ และชื่นชอบรสนิยมชนิด BSDM ของเธอได้ เฟธมองหาอย่างไม่สำเร็จ จนกระทั่งได้เจอกับเกรย์ นักสืบคนใหม่ที่เข้ามาร่วมงาน

เล่มนี้เป็นเรื่องการแสวงหาผู้ชายที่ใช่ของเฟธมากกว่าจะเป็นโรแมนติกสืบสวน เพราะพระเอกไม่เห็นจะสืบอะไร ผู้ร้ายก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร

คนที่มองหาอีโรติกโรแมนซ์ที่ฉากรักร้อนฉ่าก็ไม่น่าผิดหวัง แต่แม็กซ์คิดว่าตัวเองเลยจุดนั้นมาแล้วค่ะ ที่สำคัญแม็กซ์ไม่ชอบ.... (กำลังจะสปอยล์ คนไม่อ่านแต่คิดจะอ่านถอยไปค่ะ)

แม็กซ์ไม่ชอบที่ชายคนที่เกรย์ยอมให้เข้ามามีอะไรกะ เฟธ (สไตล์สอง/หนึ่ง) เขาเป็นนักสืบเอกชนคนที่เฟธคิดถึงในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคนในครอบครัว (เธอคิดถึงเหล่านักสืบในสำนักงานของเธอเหมือนเป็นญาติสนิท ยกเว้นเกรย์ที่จุดไฟเธอติด) ถ้าเป็นตัวละครที่เป็นเจ้าของบาร์ที่เฟธไป เที่ยวยังให้ความรู้สึกดีกว่านะ

คะแนนที่ 63

Animal Lust ของเลซี่ เดนส์

ฟังชื่อแล้วอาจนึกว่าเล่มนี้มันคง... กันจนมันส์หยด แต่ก็ขอบอกว่าไม่ได้มีอะไรพิเศษไปจากอีโรติค โรแมนซ์เล่มอื่นหรอกค่ะ เล่มนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของพี่น้องสี่คนตระกูลมนุษย์หมี

ใน "มาร์ติน" เป็นนิยายที่เปิดเรื่องได้ไม่โรแมนติกที่สุด เมื่อนางเอกเสียความสาวให้กับชายอื่นที่หวังหลอกฟัน ด้วยความเสียใจ เธอหนีเตลิดจนไปพบกับปราสาท (นึกถึงเรื่องปราสาทมืดเอาไว้) และครอบครัวที่เก็บตัวเงียบ และมีพฤติกรรมประหลาด ด้วยความที่เป็นเรื่องสั้น และอีโรติค ดังนั้นจึงใช้เวลาไม่นานเลยที่จะเริ่มมีฉากพรรณอย่างว่า และเนื่องด้วยเจนเป็นคู่ของพี่น้องสองคนที่เป็นฝาแฝดกัน (มนุษย์หมีในเรื่องจะรู้ว่าหญิงใดเป็นคู่ของตนนั้นจากกลิ่น และกลิ่นของเจนก็ถูกใจทั้งมาร์ติน และแม็ค) ทำให้พ่อของพวกเขาเอ่ยปากขับไล่เจนออกจากบ้าน เพราะเคยมีประสบการณ์แย่งผู้หญิงคนเดียวกับน้องชายของตัวเองมาแล้ว และไม่อยากให้ลูกชายสองคนต้องมาทะเลาะกันอีก

เรื่องนี้แม็กซ์ยกให้แย่ที่สุดในชุดค่ะ

ใน "แม็ค" หลังจากผิดหวังความรักในเรื่องสั้นเรื่องแรก แม็กออกเดินทางไปยังบ้านเกิดของบิดาในยุโรป เพื่อเข้าราชสำนักของเหล่ามนุษย์หมี และแม้จะพยายามทบทวนความรู้ทางภูมิศาสตร์ แม็กซ์ก็ยังระบุที่ตั้งของฉากในตอนนี้ไม่ได้ ในขณะเดียวกัน นางเอกของเรื่อง (จำ ชื่อไม่ได้) ซึ่งเป็นน้องสาวของกษัตริย์แห่งหมี ก็กำลังมองหาคู่ที่เข้มแข็งพอที่จะไม่กลัวพี่ชายนิสัยเสียของเธอ และเธอก็ได้เจอกับแม็ก

เล่มนี้แม้จะอ่านไปงงไป ก็ถือว่าดีที่สุดในเล่มนะ

ใน "โอริน" มาถึงตอนที่สาม แม็กซ์เริ่มรำคาญกับเหล่ามนุษย์หมีแล้วค่ะ ก็เลยไม่ค่อยมีความอดทนพยายามทำความเข้าใจเนื้อเรื่องนัก โอรินเป็นลูกชายคนโตในบรรดาสี่คน เขามีปมในชีวิตเพราะไม่แน่ใจว่าใครเป็นพ่อของตัวเองกันแน่ (เพราะแม่ ถูกแย่งระหว่างพี่น้องสองคน) ดังนั้นเมื่อเขาได้พบกับลูกสาวของเพื่อนบ้านซึ่งมีบรรดาศักดิ์ แม้จะห้ามใจไม่ให้เคลมเธอได้ โอรินก็ยังปฏิเสธที่จะสานต่อความสัมพันธ์ให้มากกว่านั้น เพราะเขากลัวว่าเธอจะรับไม่ได้กับความเป็นหมีของเขา

ใน "เดวอน" น้องนุชสุดท้อง เขาต้องรอนับสิบปีหลังจาก "มาร์ติน" สำหรับหญิงที่เขาแอบหลงรักมาตลอดชีวิต เธอแต่งงานกับคนอื่นด้วยความโง่ของเขาที่ไม่รู้ใจตัวเองว่ารักเธอ เขารอจนเธอเป็นม่าย ก่อนที่จะพาตัวเองกลับเข้าชีวิตเธอีกครั้ง

อย่างที่บอกค่ะ งานนี้มันรวมไม่ฮิตนะ คะแนนก็เลยได้แค่ 53 สำหรับสี่เรื่องรวมกัน

The Sailkeeper's bride ของแอนนี่ วินเซอร์

เล่มนี้เป็นหนังสือเก่ากึกของแอนนี่ วินเซอร์ที่เขียนให้กับอีลอร่าสเคฟ สมัยเริ่มต้นสนพ.ใหม่ ๆ เมื่อเกือบสิบปีก่อน แอนนี่เป็นหนึ่งในนักเขียนรุ่นบุกเบิกของอีลอร่า เรื่องของเธออยู่ในแนวฟิวเจอร์ริสติคไซไฟ เรื่องราวของโลกอนาคต เหล่ามนุษย์ต่างดาวที่มีค่านิยมทางเพศที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างพวกเรา

ดังนั้นจึงคาดหวังได้ว่าในเล่มนี้ เหล่าครอบครัวพระเอก ไม่ว่าจะเป็นน้องสาวหรือญาติ ก็ล้วนเข้ามาแชร์นางเอกกันอย่างพร้อมหน้า

อ่านเล่มนี้แล้วทำให้ผิดหวังค่ะ แม็กซ์ไม่เคยอ่านงานของแอนนี่มาก่อน แต่เนื่องจากแอนนี่ กำลังจะกลายร่างเป็นแอน วินเซอร์ นักเขียนของสนพ.บัลเลนไทน์ที่จะมีผลงานชนิดสามเล่มติดกันในชุด Bound by something ที่ดูท่าน่าอ่าน แม็กซ์ก็เลยไปขุดเอาเล่มนี้มาอ่าน

แล้วก็แป๊ก...อย่างแรง

เรื่องที่อ่านน่าชวนเวียนเฮด ตัวละครเยอะจนงง ตัวละครที่วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากเรื่องนั้น การอธิบายโลกในเรื่องไม่มีความชัดเจน อ่านแล้วไม่มีประเด็นใด ๆ ทั้งสิ้น

น่าเสียเวลามาก

สำหรับคนที่อยากรู้พล็อตขอเล่าอย่างคร่าวที่สุด เพราะไม่มีอะไรจะเล่าค่ะ เล่มนี้เป็นเล่มสองในชุด จอร์เจียเป็นชาวโลกธรรมดาอย่างเราท่าน เธอถูกกำหนดให้เป็นบุคคลผู้จะมาช่วยเหลือโลก (ในเรื่อง ไม่ใช่โลกมนุษย์นะคะ) จากที่เคยเป็นมนุษย์ธรรมดา จอร์เจียมายังโลกแห่งใหม่พร้อมกับพลังพิเศษที่แม็กซ์ไม่ค่อยเข้าใจนักว่ามัน ทำอะไรได้ เพราะเรื่องมันไม่น่าสนใจที่จะต้องทำความเข้าใจขนาดนั้น

ขอข้ามไปที่คะแนนเลยแล้วกันที่ 27

4. Touch of Gypsy Fire ของไซโลห์ วอร์คเกอร์

ปกติแม็กซ์ชอบงานของไซโลห์นะ แต่ขอยกเรื่องนี้ไว้สักเรื่องแล้วกัน หนังสือที่ห่วย ๆๆๆๆๆๆ (คงเข้าใจความรู้สึก) ไม่อยากให้ใครหลงมาอ่าน ขนาดที่ว่า ถ้าคุณได้ไฟล์เล่มนี้มาฟรี ๆ ก็ขอความกรุณาอย่าอ่านแล้วกัน สงสารสมองคุณเองบ้าง

เรื่องนี้เปิดเรื่องแบบย้อนไปมา พูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่จู่ ๆ พระเอกก็ได้ข่าวว่านางเอก ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เคยอยู่กินกันมาหลายปีหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาเริ่มออกเดินทางตามหา จากนั้นก็เล่าย้อนความสัมพันธ์ของทั้งสองที่เริ่มจากเพื่อนร่วมรบ ก่อนกลายเป็นคู่รัก แต่พระเอกไม่เคยรักนางเอก ในขณะที่เขารักเธอหมดใจ แต่แล้วศัตรูในอดีตของนางเอกก็ตามเธอมาทัน เธอถูกจับตัวไปโดยปีศาจ (โดนสารพัดที่จะโดนอะไรได้) โดยที่พระเอกไม่รู้อะไรเลย เพราะตอนนั้นทะเลาะกันพอดี แล้วก็มาต่อด้วยการช่วยเหลือเธอออกมา แต่เธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เล่าได้แค่นี้ล่ะค่ะ เพราะไม่ได้ตั้งใจอ่าน หลังจากเจอพล็อตแบบนี้ บอกตามตรงว่าไม่ชอบค่ะ

คะแนนที่ 10

Wednesday, January 21, 2009

Hot Spell // An Anthology

หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่เก่าเก็บนานมาหลายปี (ตั้งแต่ปี 2005 โน่นแน่ะ) แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อ่านเลยหรอกนะคะ เราอ่านเรื่องสั้นบางเรื่องไปแล้วบ้าง เพียงแต่เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่านจนจบทุกเรื่องเท่านั้นเอง

สำหรับคนที่สนใจงานของนักเขียนทั้งสี่คนที่ร่วมกันเขียนในเล่มนี้ แต่ไม่กล้าลองซื้อเล่มหนาของพวกเธอมาอ่าน เราก็ขอแนะนำให้ลองอ่านงานของทั้งสี่ที่เล่มนี้ดูกันได้ เพราะเราคิดว่าสไตล์การเขียนเป็นตัวแทนผลงานโดยรวมของนักเขียนแต่ละคนเลยที เดียว

หนังสือรวมเรื่องสั้น Hot Spell

หนังสือเรื่องสั้นทั้งสี่เรื่อง ยกเว้นแค่เรื่องของไซโลห์ วอร์คเกอร์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในชุดอันโด่งดังของนักเขียนแต่ละคน โดยเฉพาะเรื่องของเมลจีน บรู๊ค เราถือว่าเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้เลยในการอ่านหนังสือชุดของเธอ

มาว่ากันทีละเรื่องแล้วกัน

The Countess's Pleasure ของเอ็มม่า โฮลี่

เรายกให้เอ็มม่า โฮลี่เป็นเจ้าแม่ผลงานแนวอีโรติค โรแมนซ์นะคะ ไม่ว่าจะมีใครเขียนเรื่องไหนออกมา อาจจะร้อนแรงกว่างานของเธอ ก็ไม่อาจเทียบกับเอ็มม่าซึ่งถือเป็นคนแรก ๆ ที่เริ่มบุกเบิกหนังสือแนวนี้ (ร่วมกับนักเขียนอีกคนที่ชื่อว่าโรบิน ชอนน์)

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนเสริมในหนังสือชุดเดม่อนแห่งยุควิคทอเรียน (ที่เล่มแรกของชุดก็คือ The Demon's Daughter) เล่าเรื่องของโลกที่น่าจะอยู่ในช่ีวงเดียวกับยุควิคทอเรียนที่เรารู้จักกัน เพียงแต่ในโลกของเอ็มม่า มนุษย์ได้ค้นพบว่า ตนเองมิใช่สิ่งมีชีวิตเดียวที่มีวิวัฒนาการล้ำหน้ากว่าสัตว์อื่นเพียงชนิด เดียว ยังมีชาวยาม่า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คล้ายคลึงมนุษย์ แต่ไม่ใช่ อาศัยอยู่ด้วย การค้นพบยาม่าทำให้ประวัติศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์กลายเป็นคนป่าเถื่อนและไร้วัฒนธรรม ในขณะที่สังคมของยาม่าเ็ป็นสังคมชั้นสูงชนิดที่มนุษย์โลกไม่อาจก้าวไปถึง

ในเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของเคาท์เตสม่ายสาวที่เดินทางไปยังเมืองซึ่งอยู่ ระหว่างชายแดนระหว่างอาณาเขตของมนุษย์และยาม่า ที่นั่นเธอได้ปลดปล่อยความพิศวาสที่เก็บไว้ของตัวเองมานาน (จำได้ไหมว่าสังคมวิคทอเรียนนั้น กระทั่งขาโต๊ะก็ยังต้องเอาผ้ามาคลุม เพราะมันไม่สุภาพ) กับชายหนุ่มชาวยาม่าที่ทำงานในคลับเพื่อหาเงินส่งเสียกลับไปให้ครอบครัวที่ ยาม่า

พล็อตเรื่องเรียบง่ายไม่มีอะไรให้ต้องลุ้นกันมาก แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับยาม่าในหนังสือเล่มอื่น ๆ ของเอ็มม่ามาก่อนจะเก็ตกับความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์และยาม่า นี่ไหม มันมีความซับซ้อนพอสมควร และอาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจแบ็คกราวด์ของเรื่อง

แต่สำหรับเรา (เนื่องจากตามอ่านงานของเอ็มม่าเกือบครบทุกเล่ม) นี่จึงไม่ใช่ปัญหา คะแนนที่ 70

The Breed Next Door ของโลร่า ลีย์

ถ้านับกันตามจริงแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกที่โลร่าเขียนให้กับสนพ.เบิร์คเลย์ (หลังจากที่ทิ้งสนพ.อีลอร่ามาซบอกกัน) เรื่องนี้เป็นไปทุกอย่างตามสูตรของหนังสือชุดบรีดของโลล่าค่ะ เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ว่าสูตรชุดบรีดเป็นยังไง และเหมาะกับคนที่ชอบสูตรชุดบรีดของโลร่า (อย่างแม็กซ์ที่ตอนนี้ยังไม่เบื่อนะคะ)

เรื่องราวของทาเร็คที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้านสาวสวยอย่างไลร่า เพราะได้รับมอบหมายให้มาจับตามองกลุ่มคนที่เคยทรยศต่อพวกบรีด (ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีส่วนผสมของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ผสมปนเปกันอยู่) แต่แล้วเขาก็ต้องเสียสมาธิเพราะสาวน้อยข้างบ้านที่ยั่วเสน่ห์เขาเสียจริง และแน่นอนว่าตามสูตรแล้วไลร่าก็คือคู่แท้ของเขาอีกต่างหาก ซึ่งทำให้เมื่อทั้งคู่มีการแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกายต่อกัน (อย่าคิดมาค่ะ น้ำลายก็ถือว่าใช้ได้แล้ว) ก็จะทำให้ไลร่าเกิดอาการที่เรียกกันว่า Mating Heat ที่ทำให้ดีกรีความร้อนแรงในหนังสือเล่มนี้ทวีความรุนแรงหลายเท่าตัว

อย่างที่บอกเรื่องนี้เป็นพล็อตที่โลร่า ลีย์ให้บ่อยมาก ถ้าเคยอ่านแล้วยังไม่เบื่อเล่มนี้ก็น่าจะถือว่าโอเค ส่วนตัวเราซึ่งพูดเสมอว่า เพิ่งจะมารู้สึกว่าโลร่าเขียนหนังสือดีมาก ๆ ก็ตอนที่อ่านเรื่อง Tanner's Scheme ซึ่งเขียนหลังจากเล่มนี้หลายปี เรื่องสั้นเรื่องนี้เลยขาดเหตุผล และอารมณ์ในด้านลึกไปเยอะพอสมควร

คะแนนที่ 63

Falling for Anthony ของเมลจีน บรู๊ค

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเล่มนี้ที่เราเปิดอ่าน และก็ยังคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเมื่อเราหยิบมาอ่านอีกรอบ เรื่องราวในยุครีเจนซี่ เล่าเรื่องของคู่รักที่ไม่น่าจะลงเอยกันได้

นั่นก็เพราะแอนโธนี่เป็นเพียงหมอจน ๆ คนนึงที่พ่อของเอมิลี่ส่งเสียให้เล่าเรียน (สมัยนั้นหมอไม่รวยเหมือนตอนนี้หรอกนะ) ในขณะที่เธอเป็นลูกสาวของขุนนางบรรดาศักดิ์สูง แต่ในวันนึงก่อนที่แอนโธนีจะไปออกรบ (พร้อมกับคอลิน พี่ชายของเอมิลี่) จู่ ๆ สาวน้อยที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ก็จัดการรวบหัวรวบหางแอนโธนี่ซะอย่างงั้น

อ่านแล้วงงใช่ไหม แม็กซ์ก็งงค่ะ เราคงไม่บอกเหตุผลหรอกนะคะ แต่มันมีคำอธิบาย ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจใครที่นิยมลัทธิเยื่อบางนัก แต่มันโอเคสำหรับเรา

แต่แล้วในการรบ คอลินกลับเป็นเพียงคนเดียวที่กลับมาสู่บ้านได้ เพราะแอนโธนีเสียชีวิตลง สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือ แอนโธนีไม่ได้ตายในการรบธรรมดา เขาได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่าง และนั่นทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นเทพบุตร

ในฐานะของเทพบุตรฝึกหัด แอนโธนี่มีภาระต้องรับใช้สวรรค์ (หรือที่เรียกกันว่าเคย์ลั่ม) เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี ก่อนที่เขาจะมีสิทธิเลือกที่จะคุ้มครองมนุษย์ต่อ ไปสู่สวงสวรรค์ของแท้ หรือว่าจะตกจากสวรรค์ (ด้วยการเกิดใหม่) แต่งานแรกที่แอนโธนีได้รับการคือ การกลับไปยังบ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพื่อตามหาดาบของไมเคิล (ซึ่งเป็นผู้นำของเคย์ลั่ม) ที่หายไป ปัญหาก็คือ ดาบเล่มนั้นอยู่ในความครอบครองของเอมิลี่ หญิงสาวที่เขารักอย่างหมดหัวใจ แต่เข้าใจว่าเขาตายไปแล้ว

เรื่องสั้นเรื่องนี้มีความยาวมากที่สุดในเล่ม แต่มันแทบจะไม่เพียงพอเลยในการเล่าเรื่องที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ นั่นก็เพราะนอกเหนือจากเรื่องราวของตัวเอกอย่างแอนโธนีและเอมิลี่แล้ว ยังมีเรื่องของฮิวจ์ ซึ่งเป็นเทพบุตรซึ่งเป็นอาจารย์ของแอนโธนี (คิดถึงโอบีวันที่เป็นอาจารย์ของอนาคิน) และลิลิธ ปีศาจสาวจากนรกผู้ต่อสู้กับฮิวจ์มานานนับพันปี เรื่องราวของทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาตร์อันยาวนานของทั้งคู่ก่อนที่ จะลงเอยกันในเรื่อง Demon Angel และเล่มนี้ก็ยังเล่าเหตุการณ์ที่คอลิน พี่ชายของเอมิลี่ถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นพระเอกใน Demon Moon

โลกที่เมลจีน บรู๊คคนแต่งเรื่องนี้สร้างมันซับซ้อน และวิธีการเล่าเรื่องของเธอไม่เอื้ออำนวยกับการอ่านแบบลวก ๆ คุณต้องทุ่มเต็มร้อยและมีสมาธิอย่างเต็มที่ ไม่ควรรีบเร่งอ่าน เพราะทุกบรรทัดแฝงไว้ด้วยความหมาย

คะแนน 80

The Blood Kiss ของไซโลห์ วอร์คเกอร์

ในความคิดของแม็กซ์ เรื่องนี้อ่อนที่สุดในบรรดาสี่เรื่องในเล่มนี้ แต่ก็อาจเป็นเพราะไซโลห์เป็นนักเขียนที่ฝีมืออ่อนทีสุดในบรรดาสี่คนนี้ก็ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ห่วยไม่ได้เรื่องหรอกนะคะ

มันโอเคเลยล่ะ เพียงแต่เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นดูอ่อนไปเท่านั้นเอง

โรมัน มอนต์โกเมอรี่เป็นราชาหมาป่าผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งกำลับมีปัญหา นั่นก็เพราะน้องชายของเขาดันไปเผ่นพล่านในเขตแดนของแวมไพร์ จนถึงจับตัวไป บทลงโทษของเหล่าแวมไพร์ก็คือการจับขังเป็นเวลาสองร้อยปี ซึ่งโรมันยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงปลอมตัวบุกเข้าไปในถิ่นของแวมไพร์ จากนั้นก็ปฏิบัติการช่วยชีวิตน้องชายออกมา แต่ตอนขากลับบ้านดันไม่กลับมือเปล่า เขายังเกี่ยวเอาบุตรสาวคนเดียวของหัวหน้าแวมไพร์ติดตัวมาด้วย

เธอชื่อจูเลียนน่า และเธอเป็นแวมไพร์ชนิดพิเศษ นั่นก็คือเธอยังไม่ใช่แวมไพร์ หากแต่เป็นมนุษย์ (จะเป็นแวมไพร์เมื่อเธอตาย และได้ดื่มเลือด) ดังนั้นเธอจึงมีคุณค่ามหาศาล เพราะยังมีทายาทสืบตระกูลแวมไพร์ได้ การจับตัวเธอไปของโรมันจึงกลายเป็นการกระตุ้นให้พ่อของเธอประกาศศึก โดยมีจูเลียนน่าเป็นของรางวัล ใครที่ช่วยเธอมาจากโรมันได้ ก็จะกลายเป็นเจ้าบ่าวของเธอไปโดยปริยาย

ปัญหาของแม็กซ์ต่อเล่มนี้ก็คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้พ่อของจูเลียนน่าเป็นตัวร้าย โอเคโรมันพูดและคิดหลายรอบถึงความเลวร้ายของพ่อเธอ แต่แม็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวยังไง น้องชายโรมันก็เสือกบุกเข้าไปในดินแดนของเขาก่อน แล้วยังเรื่องจูเลียนน่า หากจะบอกว่าพ่อของเธอเลวที่เอาเธอเป็นเครื่องมือ ก็โรมันก่อนนั่นแหละดันเสือกไปยุ่งกะเธอก่อน แวมไพร์ก็ต้องการรักษาเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้เช่นกัน

มันเหมือนการบอกว่า หมาป่าดี แวมไพร์เลว ยังไงยังงั้นเลยล่ะ

เพราะความไม่เท่าเทียบกันทางความเหนือธรรมชาติ แม็กซ์จึงให้คะแนนได้แค่ที่ 60

โดยสรุปทั้งเล่ม Hot Spell ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะคะ เพราะจะแนะนำให้คุณได้รู้จักนักเขียนถึงสี่คนที่เขียนเรื่องอยู่ในระดับใช้ ได้เลยทีเดียว ดังนั้นแม้ว่าแยกแต่ละเล่มคะแนนจะดูไม่ค่อยดีนัก เพราะแม็กซ์ไม่ค่อยชอบเรื่องสั้น แต่เมื่อรวมกัน เล่มนี้ได้ 83 เพราะยากนักที่จะหาหนังสือรวมเรื่องสั้นที่คุณภาพของแต่ละเรื่องอยู่ในระดับ สูงอย่างนี้ได้

Tuesday, January 20, 2009

Coming In Last // Shiloh Walker

อารมณ์โรแมนติคสืบสวนยังคงพุ่งกระฉุดต่อเื่นื่องนะคะ แม้ว่าเรื่องนี้แม็กซ์จะเคยอ่านมาแล้วในฉบับอีบุ๊คก็ตาม แต่เมื่อได้ฉบับพรินต์บุ๊คที่สั่งซื้อช่วงสนพ.อีลอร่าส เคฟลดราคากระจาย เราก็สั่งซื้อไป และเมื่อได้มา ก็เกิดอารมณ์ (อยากอ่าน) อีกรอบ

ไชโลห์ วอร์คเกอร์เป็นหนึ่งในนักเขียนอีบุ๊คที่แม็กซ์ชื่นชอบ นอกจากเธอจากเขียนเรื่องแนวพารานอมอลได้น่าอ่าน เธอก็ยังเขียนเรื่องแนวปัจจุบันที่น่าไม่แพ้กัน

และเรื่องนี้คือ หนึ่งในหนังสือที่แม็กซ์ชอบพอสมควรเลยล่ะ

แต่ขอเตือนนิดนึงแล้วกัน มาตรฐานของแม็กซ์สำหรับหนังสืออีบุ๊คจะไม่ค่อยสูงมากนัก เรามีความให้อภัยได้สูงสำหรับหนังสือที่เขียนเป็นอีบุ๊ค ในขณะที่จะใจร้ายพอควรเลยล่ะสำหรับพรินต์บุ๊ค (เพื่อความเ้ข้าใจนะคะ คำว่าอีบุ๊คของเราหมายถึงหนังสือที่ออกขายเป็นอีบุ๊คก่อนที่จะมีพรินต์บุ๊ค ออกมา ในขณะที่พรินต์บุ๊ค อาจจะมีเวอร์ชั่นที่เป็นอีบุ๊คด้วยก็ได้ แต่ถึงจะมีอีบุ๊คออกมา ก็มีพรินต์บุ๊คออกมาด้วย)

Coming In Last ของไซโลห์ วอร์คเกอร์

หนังสือเรื่องนี้เปิดตัวเหมือนสูตรโรแมนซ์เป๊ะ ๆ เลยค่ะ เล่าถึงพระเอกที่กำลังฟัดสาวอยู่บนเตียง แต่เจมี่ แม็คอดัมส์ก็เริ่มเบื่อหน่ายชีวิตหนุ่มเสเพลของตัวเองเต็มทีแล้วล่ะ เขารู้สึกถวิลหาบางสิ่งที่มากกว่า

กระนั้นเจมี่ซึ่งเป็นนักสืบเอกชนก็รับงานจากเพื่อนของผู้เป็นพ่อที่ขอ ร้องให้เขาและหุ้นส่วนสืบหาความจริงว่าใครกันแน่ที่เป็นคนยักยอกเงินไป จากบริษัท (พล็อตนี้จะคล้ายกะเรื่อง The Cutting Edge ของลินดา โฮเวิร์ดพอสมควรค่ะ) ซึ่งเมื่อเขาไปถึง ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญคือแอนดี้ มอร์โรว์

นั่นเพราะแอนดี้มีรายได้เกินกว่าหน้าที่การทำงาน เธอเป็นเพียงผู้ดูแลศูนย์เลี้ยงเด็กในโรงงาน แต่กลับขับรถหรูราคาแพง พักอาศัยในอพาทเม้นต์ในย่านชั้นดี และมีเงินเก็บจำนวนไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เธอตกเป็นเป้าหมายของการสืบสวน

แต่ที่แปลกก็คือ เจมี่รับรู้เกือบจะในทันทีว่า แอนดี้เป็นผู้หญิงที่เขาฝันหามาตลอดชีวิต เธอคือนางในฝัน คนที่เขารอคอย และเจมี่ก็ฉลาดพอที่จะไม่ปล่อยให้เธอหลุดมือไป ทั้งคู่เริ่มความสัมพันธ์อันรวดเร็วและร้อนแรง (มันเป็นงานที่ออกขายกะอีลอร่า ก็น่าจะพอเดาได้นะคะว่า เซ็กส์ในเรื่องเป็นยังไงกันบ้าง)

เจมี่แน่ใจตั้งแต่ก่อนจะมีข้อพิสูจน์ด้วยซ้ำว่า แอนดี้ไม่ใช่ตัวการในการทำผิด แต่นั่นไม่สำคัญเลย เพราะแม้เขาจะหาข้อยืนยันได้ว่า รายได้ที่เกินตัวของแอนดี้มีแหล่งที่มาอันถูกกฎหมาย (เธอเป็นนักเขียนนิยายโรแมนซ์) เขาก็ยังต้องใช้เธอเป็นเครื่องมือในการจับผู้ร้ายตัวจริง

การกระทำที่เจมี่ไม่ต้องการทำ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธแผนการนี้จากหุ้นส่วนของเขาได้

พล็อตของเล่มนี้ง่าย ๆ ค่ะ คนร้ายตัวจริงที่ยักยอกเงินไปก็หาได้ไม่ยากเย็นอะไรด้วยซ้ำ มันแทบจะไม่มีการสืบสวน ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการขัดแย้งภายใน สำหรับเจมี่ที่ไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนมาก่อนที่จะได้เจอกับแอนดี้ ความอึดอัดที่เขาประสบที่ต้องปล่อยให้คนอื่นคิดว่าเธอเป็นคนร้าย การอยู่นิ่งไม่ออกมาปกป้องเธอ (เขาต้องการให้คนร้ายตัวจริงวางใจคิดว่า เขาทำพลาดสงสัยคนผิด จะได้หละหลวมและทิ้งหลักฐานการทำผิดเอาไว้) เขารับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แอนดี้รู้สึก แต่ไม่อาจช่วยอะไรเธอได้เลย

เหมือนกับหนังสือส่วนใหญ่ ที่แม็กซ์ชอบพระเอกเป็นหลัก และเจมี่ในเรื่องก็สอบผ่าน เขารู้ตัวว่ารักแอนดี้อย่างที่ไม่ต้องมีใครมาบอก ในขณะเดียวกันก็ถูกบังคับโดยหน้าที่ให้หลอกลวงเธอ นี่เป็นแนวที่เราชอบอยู่แล้ว ในขณะที่แอนดี้เอง แม้ไม่โดดเด่นในแง่ของคาแร็คเตอร์ แต่ก็ไม่มีข้อเสียอะไรให้น่าหมั่นไส้

เพราะเป็นพล็อตง่าย ๆ เรื่องราวจึงดำเนินไปโดยตัวละคร และในเมื่อเราชอบทั้งเจมี่ และแอนดี้ เราจึงค่อนข้างโอเคเลยล่ะกับเล่มนี้ แต่ก็นะ อย่างที่บอกค่ะ มาตรฐานของแม็กซ์ตอนหนังสืออีบุ๊คไม่สูงเหมือนพรินต์บุ๊ค เราเองไม่แน่ใจนะคะว่า ถ้าเล่มนี้ออกขายเป็นพรินต์บุ๊คก่อน เราจะรู้สึกเป็นบวกกะเล่มนี้ขนาดไหน

คะแนนที่ 73