Showing posts with label Lucy Monroe. Show all posts
Showing posts with label Lucy Monroe. Show all posts

Monday, February 16, 2009

The Spy who Wants Me // Lucy Monroe

ช่วงนี้แม็กซ์อามรณ์กำลังสูงมาก ๆ กับเรื่อง Crash into me ที่เราเขียนรีวิวไปแล้วเมื่อหลายบลอกก่อน เชื่อไหมคะว่าเป็นหนังสือที่ชอบมากขนาดโทรศัพท์ไปเที่ยวบอกเพื่อนทีละคนว่า มันสนุกขนาดไหน เผื่อว่ายอดขายของเขาจะได้ดีขึ้นไป ๆ แล้วยังเป็นเล่มที่ทำให้แม็กซ์ออกอาการแฟนเกิร์ลอย่างรุนแรง ด้วยการอีเมลล์ไปหาคนแต่ง บรรยายว่าตัวเองชอบงานของเขามากโคตร ๆ (และสำหรับคนที่อยากรู้ จิลตอบมาว่า เธออาจจะเขียนเรื่องของสตีเฟ่นในอีกสองหรือสามปีข้างหน้า)

ด้วยอารมณ์อย่างนี้ แม็กซ์รู้ดีว่าคงจะอ่านเรื่องอะไรที่ตามมาไม่ค่อยสนุกแน่ เราเลยไม่อยากเล่มที่เราคิดว่าจะสนุกมาก ๆ มาอ่านค่ะ มันก็เลยเป็นคิวของหนังสือเล่มนี้ ที่แม็กซ์ซื้อมาดองไว้ได้เกือบสองเดือนพอดี

The Spy who wants me ของลูซี่ มอนโรว์

ลูซี่ มอนโรว์เป็นชื่อนักเขียนขวัญใจแฟนละครน้ำเลี้ยงยุงลายในเมืองไทยหลายคน แต่พูดอย่างนี้ก็ไม่ใช่แม็กซ์ไม่อ่านงานที่เธอเขียนให้กับฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นหรอกนะคะ เราก็อ่าน แต่ต้องเป็นจังหวะที่อารมณ์ให้กับแนวนั้นมาก ๆ (ซึ่งไม่เกิดอาการอย่างนั้นมาหลายเดือนแล้วค่ะ) แต่เล่มนี้คงไม่เหมาะกับแฟนหนังสือแนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นหรอกนะคะ เพราะอย่างน้อยนางเอกของเราก็ไม่ได้ผุดผ่องเป็นยองใย

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุดที่ชื่อว่า The Goddard Project ซึ่งเป็นชื่อเรียกองค์กรสุดลับของรัฐบาลอเมริกัน ลึกลับขนาดบอกว่า ประธานธิบดีหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีองค์กรนี้อยู่ด้วย องค์กรนี้ตั้งตามชื่อโรเบิร์ต ก็อดดาร์ด นักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีอันนึงขึ้นมา แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ จนกระทั่งโดนขโมยไป แล้วถูกคนที่ขโมยนำไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นอาวุธที่มาทำร้ายทหารอเมริกันใน สงครามโลก ทำให้รัฐบาลตัดสินใจว่า จะให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว จึงตั้งองค์กรนี้ขึ้น เพื่อให้พิทักษ์และปกป้องเทคโนโลยีของชาวอเมริกัน

แต่หนังสือชุดนี้ว่าไปแล้วก็ยังไปต่อเนื่อง กับชุด Mercenary (ที่มี Ready, Willing, And Able ในชุดนั่นแหละ) อีกด้วย ดังนั้นตัวละครในสองชุดนี้จึงเดินตัดกันไปตัดกันมาสนุกมาก

เอลล์ เกรย์เป็นสายลับมือดีที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปสืบเรื่องความลับที่รั่วไหล ออกจากสถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง (สายลับของ TGP สืบรู้เรื่องนี้จากเรื่อง Deal with this ซึ่งเป็นเล่มสองในชุด) และเอลล์ถูกส่งมาเพื่อให้ค้นหาว่า ยังมีคนทรยศหลงเหลืออยู่ในสถาบันนั้นอีกหรือไม่

การมาของเธอไม่เป็นที่ต้องการของบรรดานักวิทยาศาสตร์ในสถาบันเท่าำไหรนัก พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีใครในหมู่พวกเขาเป็นคนทรยศ แต่เมื่อเอลล์ปรากฎตัวขึ้น เธอก็ทำให้โบ รัสตันถึงกับตกตะลึงได้ เพราะเธอสวยและมีเสน่ห์กว่าที่คาด ด้วยหน้าตาสง่างามอย่างชาวรัสเซีย (แต่เอลล์เป็นชาวยูเครน) การแต่งตัวที่ราวกับหลุดออกมาจากแคตาล็อคของหนังสือแฟชั่น แล้วยังความสามารถในศิลปะป้องกันตัวที่เก่งกาจอีกแหละ

เอลล์เป็นผู้หญิงชนิดที่นักวิทยาศาสตร์อย่างโบไม่เคยเจอ

และเช่นกัน โบก็ไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ดีกรีปริญญาเอกคนไหนที่เธอเจอ เขาเ็ป็นอดีตนักฟุตบอลฝีมือดี คนที่ถ้าเขาต้องการก็สามารถเข้าไปเล่นในลีกเอ็นเอฟเอลได้ แต่โบเลือกที่จะเรียนหนังสือต่อ และกลายเ็ป็นนักวิจัยค่าตัวแพง สติปัญญาของเขาอยู่ในระดับต้น ๆ ของประเทศ และสิ่งที่เขาค้นคิดก็กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ก่อการร้ายทั่วโลก

เอลล์แฝงกายเข้าไปในสถาบันวิจัยแห่งนั้นด้วยการบอกว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการรักษาความปลอดภัย ในขณะที่มีเพียงโบและเจ้านายของเขาเท่านั้นที่รู้ความจริงว่าเธอเป็นใคร แต่เมื่อไปถึงเอลล์ก็ต้องตกใจอย่างแรง เมื่อพบว่าพี่ชายของเธอก็ทำงานให้กับสถาบันแห่งเช่นกัน

หนังสือเรื่องนี้เริ่มต้นได้น่าอ่านมากค่ะ แม็กซ์พบว่าตัวเองสนใจในบุคลิคของเอลล์อย่างมาก เธอมีส่วนที่คล้ายกับเอลล์อีกคนที่เรารู้จัก (เอลล์ วู้ดจาก Legally Blond) เอลล์เป็นสายลับที่ไม่รู้สึกว่า งานที่ทำจะต้องหมายความว่า เธอจะต้องแต่งกายในชุดสีดำ หรือลายพรางทหาร เธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ทำเล็บจากร้านฝีมือดี ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ในตอนแรกแม็กซ์ชอบบุคลิกของเอลล์มากค่ะ เพราะแม้ว่ามันจะไม่เป็นจริงในวงการสายลับ (ผู้หญิงที่สวยขนาดเอลล์ไม่น่าจะเป็นสายลับที่ดีได้ เพราะเธอโดดเด่นเกินไป) มันก็สนุกที่ได้อ่าน

และเช่นเดียวกัน โบก็เป็นตัวละครที่น่าสนใจ แม็กซ์ชอบที่คนแต่งไม่ได้ทำให้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์แว่นหนาเตอะ เขามีหุ่นอย่างนักฟุตบอล (ตำแหน่งปีกนะคะ ไม่ใช่ออฟเฟนซีพ ไลน์ นั่นมันน่ากลัวเกินไป) แต่มีสมองขั้นเทพ เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตกับงานวิจัย แทนที่จะเป็นแสงสีของไฟสเตเดี้ยม เพราะเขาเชื่อในมันสมองของตัวเอง

ในส่วนของคาแร็คเตอร์แล้ว เอลล์และโบไปด้วยกันได้อย่างดีมาก ปัญหาก็คือ เมื่อทั้งสองมาพบกัน แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงประกายไฟที่ทั้งคู่มีให้กันเลยน่ะสิ

แน่ล่ะในเนื้อเรื่อง ทั้งสองถูกใจกันและกันเกือบในทันที แม็กซ์บอกไม่ถูกเหมือนกันนะคะ แต่มันราวกับว่า เมื่อโบและเอลล์อยู่ด้วยกัน เสน่ห์ที่ทั้งคู่เคยมี มันเลือนหายไปหมดไป พวกเขาไม่ใช่ตัวละครที่เราชอบอีกต่อไป ไม่ถึงกับทำให้เราเบื่อหน่ายอะไรนะคะ แต่มันไม่มีเสน่ห์อีกต่อไปแล้ว

ในส่วนของพล็อตก็เช่นกัน หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางเอกเป็นสายลับในองค์กรระดับชาติที่มีความ สำคัญมาก แต่สิ่งที่แม็กซ์เห็นก็คือ เอลล์ไม่เห็นจะทำอะไรที่เป็นการสืบความลับเลยสักนิดเดียว เบาะแสที่เธอได้เกี่ยวกับกลุ่มคนที่ต้องการจารกรรมข้อมูลจากสถาบันวิจัย ก็มาจากตัวละครอีกตัวที่เปิดเผยตัวเอง ไม่ใช่มาจากการสืบความลับของเอลล์สักนิด ความง่ายของคดีทำให้เราไม่รู้สึกถึงความสามารถของเอลล์ มันแทบจะไม่มีฉากที่เอลล์ได้โชว์ความเป็น "สายลับ" ของเธอสักนิด และนั่นทำให้เรารู้สึกว่าเธอเป็นเพียง นังบลอนด์หน้าโง่คนนึง ซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลย เพราะเอลล์ก็ไม่ได้โง่

ข้อผิดพลาดในการเขียนเรื่องนี้ก็คือ การเอาพล็อตสายลับมาปะปนกับเรื่องครอบครัว เพราะคนแต่งแบ่งแยกทั้งสองประเด็นไม่ได้เรื่องเลย มันทำให้เสียไปทั้งสองส่วน เอลล์ซึ่งมาปฏิบัติงานกลับใช้เวลาเกือบทั้งเรื่องไปกับการคิดเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการที่เธอปลีกหนีไปจากครอบครัวเป็นเวลาหลายปี ภายหลังการตายของสามี และใช้เวลาไปกับอาการปิ๊งกันกับโบ มันทำให้เอลล์ดูเป็นสายลับที่ห่วยแตก และทำให้พล็อตการสอบสวนด้อยลง

บางทีเราก็เป็นคนเอาใจยากค่ะ เพราะมีหนังสือบางเล่มเหมือนกันที่พล็อตสืบสวนด้อยลงไปแล้ว เราก็ยังคิดว่าเป็นหนังสือที่ดีอยู่ แต่กับเล่มนี้ เรารู้สึกว่า นางเอกไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่เลย เหมือนกับใช้เวลาทำงานมาหาสามีน่ะ

น่าเสียดายค่ะ เพราะแม็กซ์คิดว่า เล่มนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะทำให้เราชอบเล่มนี้ได้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว

คะแนนที่ 57

Saturday, February 7, 2009

Satisfaction Guaranteed // Lucy Monroe

หนังสืออีกเล่มที่ขึ้นต้นน่าสนใจ แต่ลงท้ายเป็นน่าเบื่อ แต่อย่างน้อยนี่ก็ยังดีกว่าหนังสือหลายเล่มของลูซี่ มอนโรที่แม็กซ์ได้อ่านพักหลังมานี้

อย่างน้อยก็ยังดีกว่าชุด Ready, Willing, and Able

Satisfaction Guaranteed เป็นหนังสืออีกเล่มที่ ชื่อเรื่องไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง แต่เมื่อคิดอีกที หนังสือเล่มนี้ก็ไม่เห็นจะมีเนื้อเรื่องอะไรที่น่าสนใจสักนิด

อาจเป็นโชคร้ายของลูซี่ มอนโรที่แม็กซ์เพิ่งอ่านหนังสือแนวโรแมนติกสืบสวนที่มีเซ็กซ์ซีนเอ็กซ์แบบสะใจเรื่องที่ดีที่สุดจบไปอย่าง Edge of Midnight ทำให้แม็กซ์ต้องอดเอามาเทียบกันไม่ได้ และก็เป็นเช่นทุกครั้งที่ลูซี่ มอนโรแพ้แชนน่อน แม็คเคนน่าราบคาบ (แต่สังเกตไหมว่า มีคนเอางานของลูซี่มาแปล แต่ไม่มีใครจับงานของแชนน่อนแม้แต่คนเดียว --- อาจเป็นความผิดที่รสนิยมของแม็กซ์ หรือไม่ก็ไม่มีใครตาถึงพอ)

Anytime, anyplace, Ethan Crane's your man. An agent's agent, hes tough, smart, and fearless. Exactly the guy you want when the stuff hits the fanand precisely the kind Beth Whitney avoids like the plague. It took a fiancé (make that ex-fiancé) in the business to teach her, but she's learned her lesson: Don't. Date. Agents. Ever. It's this little rule that's kept her gainfully employed at the agency, doing her part for world security from behind a desk. So when a case throws the two together, Beth's determined to keep it strictly professional. So far, so goodexcept for the steamy kisses, the red-hot phone sex, and...What was that rule again?

To Ethan, Beth couldn't be less his type if her father ran the agency, which, oh yeah, her father does run the agency. Still he can't help but be impressed by her inspired work in the fielda total turn on. Off the field its even better. Seems the old adage that opposites attract happens to agents too. Even if Beth insists its just a fantasy. But hot pursuit of a notorious information broker is what they should focus onnot each other. That can wait until theyve accomplished a job well done. Or can it?

SG เป็นหนังสือเล่มแรกในชุด The Goddard Project ซึ่ง เป็นองค์กรลับสุดยอด (อีกหนึ่งองค์กรที่กระจายอยู่ทั่วโรแมนซ์) ที่ทำหน้าที่บางอย่าง (ไม่บอกชัดเจนในเรื่อง) ที่ยอมให้พ่อที่เป็นหัวหน้าองค์กรเอาลูกสาวมาเป็นเลขาได้

และลูกสาวที่ทำงานฝ่ายแอดมิน และแอบปิ๊งพระเอกที่เป็นสายลับมาตลอดสองปีที่ผ่านมา เรื่องมาเข้มข้นขึ้นเมื่อพ่อนักจับคู่ ดึงตัวอดีตคู่หมั้นของนางเอก เบ็ธ เข้ามาทำงานด้วยใน TGP และทำให้อีธานเริ่มหึง <อ่าน เรื่องนี้แล้วเข้าใจแล้วว่าทำไมบินลาเดนถึงโจมตีตึกเวิร์ดเทรดในเหตุการณ์ 9/11 ได้โดยไม่องค์กรไหนในอเมริการู้ทัน ก็เพราะหัวหน้าองค์กรมัวแต่เอาเวลาไปยุ่งกับชีวิตรักของลูกสาวอยู่ไง>

แล้วคุณพ่อตัวดีก็เดินแผนสองด้วยการสั่งให้เบ็ธปลอมตัวเข้าไปสืบความลับจากผู้ร้าย <พ่อ ที่ถูกบรรยายว่ารักลูกสาวสุดหัวใจ สั่งให้ไปทำงานเป็นสายลับ โดยไม่สนใจจะสืบดูสักนิดว่า ผู้ร้ายมันเป็นพวกโรคจิต ชอบจับผู้หญิงลักษณะเดียวกับเบ็ธไปเป็นทาสเพื่อทำมิดีมิร้ายทางเพศ สมควรได้รางวัลพ่อตัวอย่างจริง ๆ>

แล้วก็เพื่อผลักดันให้เป็นไปตามแผนของตัวเองก็ ไล่ให้อีธานและเบ็ธไปทำความรู้จักกันให้แนบแน่น เพื่อที่จะเล่นละครเป็นคู่รักในการหลอกลวงผู้ร้ายให้เชื่อสนิท

จากนั้นหนังสือก็ใช้เวลาครึ่งเรื่องเล่าถึงวิธี การทำความรู้จักกันของสองสายลับชั้นแนวหน้า ด้วยการค้นตู้เสื้อผ้าของนางเอกแล้วก็เจอบรรดาชุดชั้นในเซ็กซี่ และของเล่นก่อนนอนของนางเอก ตามมาด้วยโทรศัพท์สยิว แล้วก็มาถึงจุดที่พระเอกรู้สึกอึดอัดกับความ เข้มข้น ของความสัมพันธ์เลยมาสั่งนางเอกให้ เรามีเซ็กส์กันแบบไม่จริงจัง

อย่างน้อยนางเอกก็ยังมีศักดิ์ศรีพอที่จะปฏิเสธ

ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้เลวร้ายนะ แต่มันไม่เหมาะจะเป็นเรื่องของพระเอกที่เป็นสายลับชั้นยอด เพราะพฤติกรรมและโทนเรื่องมันเป็นอย่างอื่นนอกจากความชั้นยอด ตัวละครผ่อนคลายเกินไปสำหรับคนที่กำลังเดินเข้าสู่ภารกิจเสี่ยงตาย ถ้านี่เป็นแนวออฟฟิสโรแมนซ์ (เจ้านายปิ๊งกะเลขา) แม็กซ์คงยอมรับได้ง่ายกว่านี้

นี่มันดูเหมือนเด็กเล่นขายของค่ะ เพราะไม่ว่าเขียนดี หรือวางตัวละครดียังไง อีธานและเบ็ธก็ไม่ใช่สายลับ

รู้สึกว่าลูซี่ จะติดโรคฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นมากไปหน่อยค่ะ ในการวางพล็อตเรื่องนี้

สอบตกในเรื่องพล็อตที่ไม่มีความน่าเชื่อ ส่วนท้ายของเรื่องที่อ่านไปแบบซังกะตายเพราะโคตรน่าเบื่อ คะแนนเลยอยู่ที่ 53

เราไม่ได้อ่านช้าลงนะ

หลังจากออกบลอกตอบคำถามไปแล้ว ก็มีเสียงลือหึ่ง ๆ มาเข้าหูว่า "ไหนบอกว่าอ่านหนังสือได้วันละเล่มไง แต่ทำไมรีวิวไม่มีออกมาเลย"

วันนี้ก็เลยขอแก้ข่าวว่า แม็กซ์ไม่ได้รีวิวหนังสือทุกเล่มที่อ่านหรอกนะคะ มันอยู่ที่อารมรณ์ค่ะว่าบิวท์ได้รึเปล่า ยกตัวอย่างแล้วกัน หนังสือต่อไปนี้เป็นเล่มที่แม็กซ์อ่านในเดือนธันวาคม

1. Deal with this ของลูซี่ มอนโรว์ หนังสือสนุกใช้ได้ ดีกว่าหลายเล่มที่ผ่านมาของลูซี่ พระเอกที่เป็นสายลับปลอมตัวเป็นนักข่าวไปเช่าบ้านดาราสาวเพื่อสืบความลับใน กองถ่ายของเธอ อลัน ไฮแอตเป็นพระเอกตามสูตรหนังสายลับ ทั้งหล่อ ทั้งเก่งสารพัด และเซ็กซี่อย่างไม่น่าเชื่อ เล่มนี้เป็นเรื่องที่เชื่อมหนังสือชุด The Goddard Project (เรื่อง Satisfaction Guaranteed) ด้วยพระเอก กับเรื่อง The Real Deal (ซึ่งเป็นหนังสือของลูซี่ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด) ทางนางเอก พล็อตเรื่องไม่ค่อยมีอะไรให้ลุ้นเท่าไหร ผู้ร้ายก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนัก แต่แม็กซ์ชอบตัวละครในเรื่อง แม็กซ์เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบจิลเลี่ยนเท่าไหร กับความเปิดเผยและยอมรับทางเพศของเธอ แต่นั่นทำให้เธอเป็นคนที่แม็กซ์เชื่อว่าจะปราบอลันได้อยู่

คะแนนที่ 73

2. The Mane Event ของเชลลี่ย์ ลอว์เรสตัน เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นสองเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์สิงโต (นั่นคือคนที่แปลงร่างเป็นสิงโตได้ ไม่ใช่คนที่เกิดมาหน้ามีขนเหมือนสิงโตนะ) เล่มแรก Christmas Pride เป็นเรื่องรักเก่าที่บ้านเกิด อันเป็นเรื่องยอดฮิตในดวงใจของใครบางคนที่แม็กซ์รู้จัก เมซและเดซ (ตั้งชื่อได้ไงเนี่ย) เป็นเพื่อนนักเรียน และเมซ (พระเอก) ก็หลงรักเดซ (นางเอก) อย่างสุดหัวใจ ก็อกหักดักโป๊ะเมื่อเดซซึ่งย้ายโรงเรียนไปแล้วก็ไม่ยอมติดต่อกับเมซอีก ในตอนเด็กเมซซึ่งเป็นพันธุ์สิงโตมีพัฒนาการอย่างสิงโตเด็กคือ ตัวเล็ก ทำให้เขาไม่เป็นที่น่าประทับใจของสาว ๆ เท่าไหรนัก เวลาผ่านไปเมซไปเข้าคอร์สพระเอก (นั่นคือเข้าหน่วยซีล) เมื่อปลดประจำการเขาก็กลับมาเพื่อตามหาผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจอีกครั้ง และก็เจอเธอในบ้านของพี่สาวเขาเอง เมื่อเดซเข้าไปสืบคดีการตายของเผ่าสิงโตคนนึง แม็กซ์ชอบเล่มมากกว่าอีกเรื่องในเล่มเดียวกันนะ เพราะแม้จะมีพล็อตแบบลินน์ประเภทพี่สาวขาวีนของพระเอก แต่ก็ไม่เป็นผลต่อความรักของทั้งคู่

โดยรวมเล่มนี้อ่านฆ่าเวลาสนุก ๆ เป็นพารานอมอลแบบไม่ซีเรียส ไม่ตลกเห็นแก่ตัวอย่างแมรี่ จานิส ดาวิดสัน ไม่ถึงกับตลกลามกอย่างซานดร้า ฮิลล์ เป็นอะไรที่อยู่กลาง ๆ

คะแนนที่ 57

3. The Desert bride of Al Zayed ของเทสซ่า เรดลีย์ หนังสือเล่มนี้ออกกะหัวดีไซร์ แต่อ่านไปแล้วให้ความรู้สึกเป็นเพรสเซ่นมาก ชักจะสงสัยแล้วนะคะว่า เดี๋ยวนี้ดีไซร์ออกงานมาคล้ายกับเพรสเซ่นมากเหลือเกิน แต่แม็กซ์กลับรู้สึกชอบงานของดีไซร์มากกว่านะ เพราะนางเอกไม่ค่อยจะโง่ ซื่อ แล้วก็ไร้เดียงสาเท่า แม้ว่าพล็อตจะก๊อปกันมาเต็มที่ก็ตาม ในเล่มนี้นางเอกซึ่งเป็นเมียลูกชายเจ้าผู้ครองนครที่ทะเลาะและแยกกันไปห้าปี ต้องการขอหย่า ซึ่งพระเอกของเราก็ไม่ยอมง่าย ๆ ต่อรองให้นางเอกกลับมาที่ประเทศของตัว แล้วเล่นละครเป็นภรรยาผู้รักใคร่กันไปสักเดือนสองเดือนแล้วจะยอมหย่าให้ เรื่องไม่มีอะไรนักหรอก (มันมีอะไรก็ยากนะ หนังสือหนายังไม่ถึงสองร้อยหน้าเลย) แค่เรื่องของความเข้าใจผิด (ที่แม้จะงี่เง่า แต่เราให้อภัยพระเอกในความงี่เง่าอันนี้นะ เพราะคนที่ใส่ร้ายนางเอกเป็นคนที่พระเอกควรจะเชื่อ) แล้วก็ตอนจบที่คิดจะให้หักมุม แต่อ่านแล้วรู้สึกขัด ๆ

คะแนนที่ 50

4. The Down Home Zombie Blues ของลินเนีย ซินแคลร์ แม็กซ์อ่านเล่มนี้แล้วก็เห็นด้วยกับคนที่แนะนำให้อ่านอย่างเต็มหัวใจว่า เล่มนี้น่าจะเอาไปสร้างเป็นหนังแอ๊คชั่นไซไฟ เพราะเรื่องราวอ่านแล้วราวกับดูหนัง มันไม่ใช่โรแมนซ์หวานฉ่ำ เป็นเรื่องราวของนางเอกซึ่งเป็นทีมปราบซอมบี้จากนอกโลกตามรอยซอมบี้ที่หนีมา ยังโลก แล้วได้เจอกับพระเอกที่เป็นนายตำรวจที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เล่มนี้บทนางเอกเด่นและเก่งมาก แต่ก็ไม่ทำลายพระเอกสักเล็กน้อย อ่านแล้วสนุกเหมือนดูหนังค่ะ

คะแนนที่ 50 (ถ้าคิดว่าเป็นโรแมนซ์) และ 73 (ถ้าคิดว่าเป็นแนวอื่น)

5. Dark Lies ของวีวี แอนนา แม็กซ์ผิดหวังกับเล่มแรกในชุดนี้มาก เรื่อง Blood Secrets มีพระเอกและนางเอกที่ไม่น่าสนใจ พล็อตที่ไม่น่าสนใจ และตัวเอกที่ไม่มีความเก่งอะไรเลย ผู้ร้ายก็หนีไปได้ จนออกมาอาลวาดต่อในเล่มสอง แต่สำหรับเล่มนี้ แม้จะยังจับผู้ร้ายตัวจริงไม่ได้ แม็กซ์กลับชอบตัวละครมากกว่าเพราะมีความลึกที่เล่มหนึ่งขาดไป เจซ เป็นมนุษย์หมาป่าที่โดนทำร้ายอย่างหนักด้วยน้ำมือของมนุษย์ ดังนั้นเขาจึงกระอักกระอ่วนอย่างยิ่งที่พบว่าตัวเองหลงใหลทาล่าที่เป็น มนุษย์ แต่ทั้งคู่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อสืบสวนคดีฆาตกรรม แล้วเขาก็พบว่าทาล่าเป็นยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดา แม็กซ์ชอบตัวละครนะคะ แต่ก็ยังคิดว่าพล็อตเรื่องยังไม่ลงตัว แล้วยังไม่ชอบองค์ประกอบในอีกหลาย ๆ อย่าง ความจริงเกี่ยวกับทาล่าทำให้แม็กซ์คิดว่า มันไม่น่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เจซเลิกเกลียดมนุษย์ แม้ว่าหนังสือจะจบลงอย่างที่ว่าเขาทำใจยอมรับมนุษย์ได้มากขึ้น แล้วยังฆาตกรที่หนีไปได้อีกล่ะ ให้ตายเถอะ เขียนผู้ร้ายใหม่มันก็ไม่ได้ยากอะไรนะ ทำไมถึงต้องรีไซเคิลผู้ร้ายกัน มันทำให้ตัวเอกดูไม่ได้เรื่องเลยที่จับผู้ร้ายไม่ได้

คะแนนที่ 70

Wednesday, January 21, 2009

The Markonos Bride // Michelle Reid & Bought: The Greek's Bride // Lucy Monroe & The Spaniard's Marriage Demand // Maggie Cox

เมื่อคืนเกิดอาการบ้าพลังค่ะ หยิบหนังสือแนวเน่า หรือที่มีชื่อเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า Harlequin Presents มาอ่านสามเล่มติด

ผลออกมาผิดคาดนะคะ เพราะเราว่ามันดีกว่าที่คิดเยอะเลย

The Markonos Bride ของมิเชลล์ รีด

เล่มนี้เป็นเล่มที่สนุกที่สุดในบรรดาสามเล่มที่ได้อ่านค่ะ อาจเพราะพล็อตเรื่องมันถูกใจแม็กซ์ด้วยก็ว่าได้ เรื่องของสามีภรรยาคู่นึงที่แต่งงานกันเร็วเกินไป ท่ามกลางการขัดขวางของคนจากทั้งสองครอบครัว และเมื่อเกิดโศกนาฎกรรมาขึ้น ทั้งคู่ก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันยังไง นอกจากแยกจากการ ก่อนที่จะกลับมาพบกันอีกครั้ง

แอนเดรส มาร์โคโนสเป็นทายาทของตระกูลมหาเศรษฐีแห่งกรีก (ทำใจนะคะส่วนใหญ่พระเอกของหนังสือแนวนี้ก็เป็นยังงี้ทั้งนั้น) ที่เมื่อห้าปีก่อนแต่งงานกับหลุยซ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษผู้เดินทางมา เที่ยวยังเกาะส่วนตัวที่ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ ทั้งที่ครอบครัวของเขาและเธอขัดขวางอย่างสุดกำลัง แต่ทั้งสองก็ไม่สนใจ และคิดว่าความรักมันเพียงพอ

แต่แล้วความรักก็ไม่อาจช่วยให้พวกเขาเอาชนะโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นได้ ลูกชาวคนเดียวของทั้งคู่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และแทนที่ทั้งคู่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อปลอบประโลมความเศร้าที่เกิดขึ้น ทั้งคู่กับแยกห่างจากกัน จนนำไปสู่การเดินทางกลับอังกฤษของหลุยซ่า หลังเธอไม่อาจสู้กับการจมอยู่กับความเศร้าตามลำพัง และตามมาด้วยการขาดการติดต่อยาวนานห้าปี

ครั้งนี้ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง ด้วยการชักใยของแม่ของแอนเดรส แต่ที่แม็กซ์ชอบ ก็เพราะการชักใยครั้งนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อให้ทั้งสองกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง แม่ของแอนเดรสต้องการให้ลูกชายของเธอเห็นว่า เวลาห้าปีทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีของเขาและหลุยซ่าจบลงแล้ว เพื่อให้เขาหย่าขาดและเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่แผนชั่วของเธอก็กลายเป็นการจุดประกายความรักของทั้งสองอีกครั้ง

เล่มนี้อ่านง่ายตามสไตล์เพรสเซ่นค่ะ ไม่ต้องคิดมากอะไร เราชอบมากกว่าเล่มอื่นก็เพราะพระเอกของเรื่องอ่อนไหวและมีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่คนประเภทโรคเก็กครอบงำ (ที่สำคัญเป็นฝ่ายบอกรักนางเอกก่อนอีกต่างหาก)

คะแนนที่ 63

Bought: The Greek's Bride ของลูซี่ มอนโรว์

ครึ่งเล่มแรกของหนังสือเล่มนี้น่าเบื่อโคตร เป็นหนังสือที่ไร้จุดหมายมากที่สุดเล่มนึงที่ได้อ่าน แต่ยังดีว่าครึ่งหลังของเล่มค่อนเริ่มมีเนื้อหาและความสนุกขึ้นมา ก็เลยทำให้ไม่ถึงกับเสียเวลาอ่านเล่มนี้ไปเท่าไหรค่ะ

พระเอกของเรื่องเป็นมหาเศรษฐีกรีกอีกแล้วค่ะ แต่คราวนี้ไม่ได้รับมรดกมา แซนโดสเป็นเศรษฐีที่สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกำลังตัวเอง แม่ของเขาเป็นสาวกรีกที่โดนหนุ่มอเมริกันหลอก ก่อนจะทิ้งไปโดยมีเขาอยู่ในท้อง ทำให้เขามีปมในใจหลายเรื่อง ส่วนนางเอกเอลีนอร์เป็นลูกสาวคนเดียวของมหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ซึ่งคาบช้อน เงินช้อนทองมาเกิด เขาต้องการแต่งงานกับเธอเพราะเธอเหมาะสม ทั้งสวยถูกใจ รวยได้ที่ และที่สำคัญพ่อของเธอยื่นข้อเสนอให้เขากลายเป็นทายาททรัพย์สมบัติของตระกูล หากเขาเป็นลูกเขย

แซนโดสขอเอลีนอร์แต่งงานตั้งแต่ตอนเปิดเรื่อง ซึ่งสาวเจ้าก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหนุ่มไม่ยอมบอกรัก และในฐานะของหญิงสาวที่โตมาอย่างปราศจากความรัก (เพราะพ่อของเธอสนใจแต่ธุรกิจ) เธอก็ไม่อยากใช้ชีวิตกับชายที่ไม่รักเธอ ครึ่งเล่มแรกมันก็มีแค่นี้ล่ะค่ะ หนุ่มขอสาวแต่งงาน สาวเล่นตัว มีเซ็กส์กันนิดหน่อยพอให้คนอ่านตื่นเต้น จากนั้นสาวเจ้าขอเวลาคิดหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างนั้นเธอไปสเปน

แม็กซ์เกือบจะเลิกอ่านแล้วแหละเพราะเรื่องมันไม่มีจุดหมายเอาเสียเลย เรื่องเริ่มสนุกขึ้นมาเมื่อนักสืบเอกชนที่แซนโดสจ้างให้ติดตามเอลีนอร์ถ่าย ภาพสำคัญที่โชว์เธอกำลังจู๋จี๋หนุงหนิงกับเศรษฐีชาวสเปนอีกคน ซึ่งเมื่อแซนโดสเห็นเขาก็ฟิวส์ขาด บอกความจริงถึงเหตุผลที่เขาต้องการแต่งงานกับเธอ พร้อมทั้งบอกเลิก

ปัญหาก็คือหญิงสาวในรูปไม่ใช่เอลีนอร์ แต่เป็นบางคนที่หน้าเหมือนเธอ

อย่างที่บอกค่ะว่าแม็กซ์ชอบครึ่งเล่มหลัง ชอบเพราะเอลีนอร์ไม่แคร์แซนโดสที่เขาทิ้งเธอ ชอบเพราะแซนโดสเป็นฝ่ายต้องกลับมาง้อก่อน แต่ก็ไม่รู้นะคะว่ามันช้าเกินไปไหม

คะแนนที่ 53

The Spaniard's Marriage Demand ของแม็กกี้ คอซ

แม็กซ์ว่าเล่มนี้ดูแปลกจากแนวเพรสเซ่นทั่วไปนิดหน่อยค่ะ โดยเฉพาะคาแร็คเตอร์ของพระเอกและนางเอกให้ความรู้สึกเหมือนนิยายโรแมนซ์แนว ปัจจุบันเล่มหนาทั่วไปดี พระเอกของเรื่องเป็นผู้กำกับหนังที่แสนจะโด่งดังชาวสเปน ส่วนนางเอกเป็นบรรณารักษ์ที่อยู่ระหว่างการท่องเที่ยวเพื่อเก็บข้อมูลในการ เขียนหนังสือ พระเอกและนางเอกเล่มนี้ดูเป็นผู้ใหญ่และมีเหตุผลมากกว่าตัวเอกคนอื่น ๆ ในหนังสือเพรสเซ่น

ทั้งสองได้เจอกันในที่พักตากอากาศในสเปน อิสซาเบล่าขอพบกับลีแอนโด้ตามคำขอร้องของน้องสาวซึ่งเป็นนักข่าว และต้องการให้อิสซาเบลหาข่าวจากลีแอนโด้ แต่เมื่อพบกัน ภาระที่เธอรับมาจากน้องสาวมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะนี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่อิสซาเบล่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ และมีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่ดูเหมือนจะสูงเกินเอื้อม

มันเป็นเวลาเพียงแค่คืนเดียว คืนเดียวที่อิสซาเบล่ารู้ว่าลีแอนโด้จะต้องลืมเธอ แต่เธอจะไม่มีวันลืมเขา ทั้งคู่แยกจากกันในเช้าวันรุ่งขึ้น ลีแอนโด้เลือกที่จะไม่ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ และบอกให้เธอติดต่อเขา เพราะเขากลัวว่าเธอจะให้ข่าวนั้นกับน้องสาวตัวเอง ทำให้เขาตกเป็นเป้าของข่าวอื้อฉาว

และนั่นทำให้เขาไม่รู้เลยว่าอิสซาเบล่าตั้งท้อง และเธอก็ไม่มีทางที่จะติดต่อเขาเพื่อบอกข่าวนี้ได้เลย เขาเป็นคนดังและความพยายามทุกอย่างที่จะติดต่อเขาถูกปิดกั้นไว้ทั้งหมด จนกระทั่งวันนึงที่ลีแอนโด้เดินกลับเข้ามาในชีวิตของเธอ

พล็อตเรื่องอาจจะดูเหมือนแนวเพรสเซ่นนะคะ แต่ตัวละครดูเป็นผู้ใหญ่และมีเหตุผลดี อ่านแล้วไม่ค่อยหงุดหงิดนัก ไม่มีอาการทำตัวงี่เง่า ปัญญาอ่อน ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล อิสซาเบล่าก็ไม่ได้มีความทนทานตามประสานางเอกที่น่ารำคาญนัก (เช่นถ้าเป็นนางเอกของเพรสเซ่นคนอื่นก็จะทำตัวเป็นคนดีดี้ดี ขนาดว่าญาติพี่น้องเลวกับตัวเองแล้วก็ยังทนอยู่ได้) เมื่อเธอรู้ว่าคนในครอบครัวของเธอไม่ยอมรับการที่เธอมีลูกนอกสมรส และแสดงอาการรังเกียจ เธอก็เลือกที่จะตัดพวกเขาออกจากชีวิต และใช้ชีวิตตามลำพังกับบุตรชาย ไม่ใช่ยอมทนให้พวกนั้นดูถูกอยู่ได้ พระเอกของเรื่องก็เป็นผู้ใหญ่ และมีความคิด ไม่ได้เอาแต่ใจจนน่ารำคาญ

ประเด็นที่แม็กซ์ไม่ถูกใจนักคงจะเป็นเรื่องความดังของลีแอนโด้ เพราะเราไม่คิดว่าผู้กำกับหนังแนวศิลปะชาวยุโรปจะโด่งดังในระดับที่คนแต่งพร รณามาได้นะ เขาไม่ใช่พระเอกหนังที่จะต้องมีคนมากรี๊ดสลบใส่ มันไม่น่าจะดูดัง และยิ่งใหญ่ขนาดนั้น

แต่ถึงจะบอกว่าตัวละครมีความเป็นผู้ใหญ่ดีนะคะ แต่การดำเนินเรื่องมันก็อืดอยู่สักหน่อย ทำให้อ่านไปแล้วอยากจะวางเสียหลายรอบ คะแนนก็เลยอยู่ที่ 53