Showing posts with label F. Show all posts
Showing posts with label F. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Bride of a Wicked Scotman // Samantha James

หนังสือเล่มนี้หยิบมาอ่านคั่นเวลาค่ะ เพราะแม็กซ์ไม่อยากอ่านอะไรที่จะมีความหมายมากจนเกินไป เลยเลือกเรื่องของคนแต่งที่เราไม่คาดหวังอะไรนัก และก็ได้อย่างที่คาดค่ะ คือ ไม่มีอะไรให้คาดหวังได้

Bride of a Wicked Scotman ของซาแมนธา เจมส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มสาม หรือเล่มสุดท้ายในชุดไตรภาคเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลแม็คไบร์ด ที่เล่มนี้เล่าถึงเรื่องราวของอเล็ค แม็คไบร์ดพี่ชายคนโต และยังเป็นดยุคแห่งเกลนเดนอีกด้วย (สำหรับคนที่สนใจ แม็กซ์สับเละหนังสือสองเล่มแรกในชุดแล้วที่บลอกนี้ค่ะ)

เรื่องนี้ตั้งต้นดูน่าสนใจดีนะคะ เล่าถึงเลดี้มัวร่า โอดอนเนลผู้ที่บิดาได้สั่งเสียก่อนตายให้เธอออกตามหาสมบัติล้ำค่าของตระกูล ที่ถูกขโมยไปเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน เบาะแสเดียวที่เขาทิ้งไว้ให้ก็คือ การบอกว่าอเล็ค แม็คไบร์ดซึ่งเป็นดยุคชาวสก๊อตที่เดินทางมาเที่ยวไอร์แลนด์อันเป็นบ้านเกิด ของเธอมีส่วนรู้เห็น นั่นเพราะอเล็คเป็นลูกหลานของโจรสลัดที่ปล้นสมบัติชิ้นนี้ไป

สมบัติชิ้นนี้เป็นเครื่องลางนำโชคดีมาให้กับตระกูลโอดอนเนล ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ความเจริญรุ่งเรือง ความมั่งคั่งก็เดินจากไปจากตระกูล ทำให้มัวร่าที่แม้จะเป็นลูกสาวของเอิร์ล แต่ก็มีความเป็นอยู่ไม่ต่างไปจากสาวชาวบ้านทั่วไป แต่เมื่อให้คำมั่นกับบิดาที่จะตามหาสมบัติของตระกูลกลับมา เธอก็ยินดีที่จะแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งการหลอกลวงดยุคหนุ่มให้แต่งงานกับเธอ

นั่นเพราะมัวร่ามองไม่เห็นทางอื่นที่จะให้อเล็คพาเธอกลับไปสก๊อตแลนด์บ้าน เกิดของเขาด้วย เธอแน่ใจว่าสมบัติประจำตระกูลจะต้องถูกซ่อนอยู่ที่บ้านของอเล็ค และการหลอกให้เขาเชื่อว่า เขาได้ล่วงเกินเธอ จนกระทั่งยอมแต่งงานกัน จึงเป็นทางเดียวที่เธอจะแทรกตัวเข้าไปในชีวิตของเขาได้

แต่การใช้ชีวิตร่วมกับอเล็คโดยไม่ตกหลุมรักเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอเล็คไม่มีอะไรเหมือนกับบรรพบุรุษผู้เป็นโจรสลัดของเขา อเล็คเป็นสุภาพบุรุษและหล่อเหลา แถมยังเอาใจใส่ต่อ "ภรรยา" คนนี้ของเขาเป็นอย่างดี แต่มัวร่าก็รู้ว่า การแต่งงานระหว่างทั้งคู่เป็นเพียงเรื่องจอมปลอม และเธอจะต้องกลับไปไอร์แลนด์ในที่สุด ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมปล่อยใจให้รักเขา

แต่นี่คือหนังสือโรแมนซ์ ดังนั้นแม็กซ์จึงคิดว่า พวกเราน่าจะรู้ถึงจุดจบของเรื่องกันดีนะคะ

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังอะไรจากการอ่านเล่มนี้ ซึ่งเป็นข้อดีค่ะ เพราะถ้าคาดแม็กซ์คงต้องเขวี้ยงหนังสือทิ้งขยะไปแล้วล่ะ หลายจุดในเรื่องไร้เหตุผลอย่างรุนแรง เราเข้าใจนะคะว่า คนแต่งตั้งใจจะใช้แง่มุมของพารานอมอลหน่อย ๆ กับสมบัติประจำตระกูลของมัวร่า แต่ขอโทษนะ การให้นางเอกของเรื่องซึ่งความจะเป็นหญิงสาวที่ฉลาดและมีปัญญา ทำทุกอย่างด้วยความรู้สึก เธอแน่ใจว่า สมบัติของตระกูลจะต้องถูกซ่อนเอาไว้ที่บ้านของอเล็ค เพราะเธอสัมผัสบางอย่างได้จากอากาศ เธอมั่นใจว่า อเล็คเป็นลูกหลานของโจรสลัดที่ขโมยสมบัติประจำตระกูลไป เพราะเธออ่านชื่อของเขาจากหนังสือพิมพ์แล้วก็รู้สึกแน่ใจ มันดูทำให้สติปัญญาของนางเอกถดถอยลงไปน่ะค่ะ เพราะในแง่มุมอื่นของเรื่อง มัวร่าก็ไม่ได้มีสัมผัสพิเศษอะไรทั้งสิ้น

แล้วการออกตามหาสมบัติประจำตระกูลชนิดทุ่มสุดตัวนี่ีอีก แม้ว่าท้ายสุดมันเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เมื่อสมบัติคืนมา ตระกูลโอดอนเนลก็เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง แต่ในยุคที่วางพล็อตเรื่องนี้ไว้ก็น่าจะราว ๆ ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคที่มนุษย์พัฒนาวิทยาศาสตร์จนเจริญสูงสุด การได้เห็นนางเอกงมงายจนไร้เหตุผล (แม้ว่ามันจะเป็นความเชื่อที่ถูกต้องก็ตาม) เราจึงรู้สึกเหยียด ๆ นางเอกคนนี้สักหน่อย เพราะตลอดทั้งเรื่องเราก็ไม่เห็นเหตุการณ์อะไรที่จะสนับสนุนความเป็นพารานอ มอลส่วนอื่นในเรื่องเลย

แม็กซืรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหากับนางเอกของซาแมนธา เจมส์เกือบทุกเรื่องเลยนะคะ แต่สำหรับพระเอก เราค่อนข้างโอเคกับอเล็ค แต่นั่นก็ไม่อาจบอกอะไรได้มากหรอกนะคะ เพราะเราก็รู้สึกนิดหน่อยว่า ผู้ชายที่ฉลาดไม่น่ามาเอาผู้หญิงอย่างมัวร่า เขาน่าจะได้ใครที่ดีกว่านี้นะ

แต่อย่างที่บอกนะคะ เราหยิบมาโดยที่ไม่คาดหวัง ดังนั้นเมื่อเราไมไ่ด้อะไรจากการอ่านเล่มนี้เลย (แม้กระทั่งความสนุก) แม็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดอะไร แต่คงไม่ได้คาดหวังหรอกนะคะว่าแม็กซ์จะให้คะแนนสูง

ต้องขอโทษสำหรับแฟน ๆ ของซาแมนธา เจมส์ (ที่เรารู้ว่ามีเยอะเหมือนกันในเมืองไทย) แต่เราไม่ถูกทางกับงานของเธอจริง ๆ ค่ะ คะแนนที่ 43

The Smoke Thief // Shana Abe

หนังสือเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ดองข้ามปี (เขียนตั้งแต่ปี 2005) ทั้งที่แม็กซ์ก็ตั้งใจจะอ่านมาตั้งแต่ออกวางขายเป็นปกอ่อนแล้วนะคะ แต่ไหงถึงได้เก็บมานานถึงขนาดนี้ได้ก็ไม่รู้ โดยเฉพาะได้ยินมาจากหลายปากมากว่า เล่มสองในชุด (แต่ไม่ใช่เล่มนี้นะ) เป็นเรื่องที่สนุกมาก ๆ เลยล่ะ

ครั้งนี้ได้ฤกษ์หยิบขึ้นมาอ่านก็เป็นเพราะคุณมิ้งจากบลอกนี้นะคะ ที่อ่านเรื่อง The Dream Thief จนแม็กซ์รู้สึกว่า ต้องเริ่มอ่านชุดนี้ได้แล้วล่ะ ขอบคุณมากนะคะ

ประเด็นก็คือ การที่คุณเริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มนึง ทั้งที่ใจอยากจะอ่านอีกเล่ม (ซึ่งแม็กซ์เป็นในกรณีนี้ เนื่องจากอยากอ่าน The Dream Thief มากกว่า แต่รู้สึกว่าจำเป็นต้องอ่าน The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดก่อน) มันจึงอาจเป็นการไม่ยุติธรรมนักในการอ่านหนังสือเล่มนั้น เพราะใจของคุณไม่ได้อยู่กับเล่มที่กำลังอ่านอย่างเต็มร้อย

ดังนั้นเตือนไว้ก่อนนะคะว่า รีวิวนี้อาจจะไม่ใช่รีวิวที่เป็นมาจากใจที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเท่าไหรนัก เพราะใจมันท่าจะลอยตามตัวละครรองในเรื่องนี้ไปแล้วล่ะ

The Smoke Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Drakon ที่แม้จะสะกดไม่เหมือนอย่างที่คุ้นเคยกัน แต่ก็เป็นเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกรที่ปะปนอยู่ในโลกของเรามานาน ข่าวว่าหนังสือทั้งชุดจะมีทั้งหมดห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม (เล่มสี่กำลังจะออก) แม็กซ์คิดว่า ชาน่าเป็นนักเขียนที่เขียนหนังสือช้ามากนะคะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเล่มแรกในชุดออกขายตั้งแต่ปี 2005 นี่ก็สี่ปีแล้ว ยังออกไม่ครบเลย (แต่ถ้าพิจารณาจากมาตรฐานของนักเขียนในแนวเอพิค แฟนตาซีแล้ว ก็ไม่ได้ถือว่าช้าหรอกนะคะ เพราะบางชุดนั้น คนแต่งตายไปแล้วยังเขียนไม่จบก็มี)

ตั้งแต่เริ่มต้นฉากเปิดเรื่องก็เป็นปัญหาสำหรับแม็กซ์แล้ว เราค่อนข้างเข้าใจนะคะว่า เป็นการปูพื้นว่าเหล่ามนุษย์มังกรมาจากไหน แต่แม็กซ์ไม่รู้สึกเลยว่า มันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องยังไง เพราะโฟกัสของมันอยู่ที่เหล่ามนุษย์มังกรที่คาร์พาเธียน (ใช่แล้วค่ะ ในชุดนี้หุบเขาคาร์พาเธียนเป็นที่อยู่ของมนุษย์มังกร ไม่ใช่แวมไพร์เหมือนอย่างที่คริสตีน ฟีแฮนเคยบอกเอาไว้) และถึงจะรู้ว่า สุดท้ายแล้วมนุษย์มังกรจากสองเผ่านี้จะมารวมตัวกันได้ในเล่มต่อ ๆ มาในชุด แม็กซ์ก็ตั้งคำถามว่า มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องเปิดเรื่องด้วยกลุ่มมังกรที่ไม่มีบทในเล่มนี้ด้วย ซ้ำ

เรื่องย้อนกลับมาโฟกัสที่ตัวเอก คริสตอฟ แลงค์ฟอร์ดเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่ามนุษย์มังกร ในฐานะของอัลฟ่า (หรือผู้นำเผ่า) เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นแม้จะมีการคัดค้านจากสภาที่ปรึกษาเผ่า คิทก็ยังดึงดันที่จะนำเอาเพชรประจำเผ่าเป็นเหยื่อล่อจับโจรที่ได้รับฉายาว่า The Smoke Thief

จอมโจรควันออกอารวาดล่าเหยื่อในหมู่สังคมชั้นสูงในลอนดอนเป็นเวลาหลายปี แล้ว และจากหลักฐานที่รวบรวมได้ ดูเหมือนโจรร้ายคนนี้จะเป็นหนึ่งในสมาชิกมนุษย์มังกร (เพราะมนุษย์มังกรจะแปลงร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกร) ที่แอบหลบหนีออกไปจากเผ่า ซึ่งมีกฎห้ามสมาชิกทุกคนไปไหน ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอัลฟ่า และสภาราวกับประชาชนในประเทศเผด็จการ การถูกบังคับให้ทำตามระบอบ ตามกฎที่มาอยู่นาน แม้มันจะเป็นกฎที่มีไว้เพื่อรักษาความลับของเหล่ามนุษย์มังกรไม่ให้ล่วงรู้ ไปถึงหูมนุษย์ เพื่อความปลอดภัยของเผ่าโดยรวม ไม่เป็นที่ต้องการนักในหมู่สมาชิกหลายคน ดังนั้นจึงมีความพยายามหนีออกไป ซึ่งโทษของการหนีก็คือความตายโดยน้ำมือของอัลฟ่า

ข่าวคราวที่จอมโจรควันสร้างขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องความลับเกี่ยวกับ มนุษย์มังกรจะถูกเผยแพร่ออกไป และทางเดียวที่คิทคิดว่าจะล่อโจรรายนี้ออกมาได้ก็คือ นำเพชรประจำเผ่ามาเป็นเหยื่อล่อ และมันก็สำเร็จ คิทได้พบกับมนุษย์มังกรที่กำลังตามล่า เพียงแต่เธอไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่คิด (เพราะมนุษย์มังกรในยุคนี้ที่แปลงร่างได้มีแต่ผู้ชายเท่านั้น กลุ่มผู้หญิงไม่มีใครแปลงร่างได้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว) และเธอยังเป็นบางคนจากอดีตที่คิทรู้จักอีก

รัว ฮอร์ธอร์นเป็นหนึ่งในมนุษย์มังกรผู้หลบหนีออกจากเผ่าสำเร็จ ด้วยการเสแสร้งการตายของตัวเอง และที่เธอทำเช่นนั้นก็เพราะว่า รัวพบว่าตนเองเป็นหญิงสาวคนแรกในรอบหลายรุ่นของมนุษย์มังกรที่สามารถแปลง ร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกรได้ และนั่นหมายความว่า เธอเป็นอัลฟ่าคนนึง และเธอจะต้องเป็นของคิท แม้ว่ารัวจะแอบรักคิทมาตั้งแต่เด็ก แต่การได้เขามาด้วยวิธีนี้ ไม่ใช่ทางที่เธอต้องการ รัวจึงเลือกที่จะหนี และใ้ช้ชีวิตของตัวเองในลอนดอน

เหยื่อล่อถูกงับ แต่คนที่ขโมยเพชรไปไม่ใช่รัว หากแต่เป็นมือที่สาม ทว่าฐานะของรัวถูกเปิดเผยออก และเหล่ามนุษย์มังกรรู้แล้วว่า เธอคือคนที่หลบหนีไป แถมยังมีความสามารถในการแปลงร่างได้อีก

รัวจึงพยายามหาทางออกให้ตัวเองจากการที่ต้องกลับไปที่เผ่า และใช้ชีวิตราวกับถูกขัง เธอบอกว่า เธอสามารถส่งมอบตัวคนที่ขโมยเพชรตัวจริงได้ แต่เผ่าจะต้องปล่อยให้เธอมีอิสระ ดังนั้นถึงรัวและคิทจึงเริ่มต้นการค้นหาเพชร และผู้หลบหนีอีกคน ในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น

แม็กซ์ไม่รู้ว่ามันเป็นด้านที่ดีของหนังสือเล่มนี้ไหมนะคะ หากเราจะบอกว่า ตัวละครเดียวที่จับใจเราได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาออกมามีบทบาท คือเด็กชายวัยสิบสองปี ที่ไม่ใช่ทั้งพระเอกและนางเอก และตลอดทั้งเรื่องที่ดำเนินกันไป พระเอกและนางเอกไม่อาจแย่งเอาความเด่นมาจากเซน เด็กชายวัยสิบสองคนนั้นได้เลย (และเซนนี่แหละที่จะเป็นพระเอกในเล่มสองที่เขาลือกันหนักหนาว่าสนุกมาก)

เซนเป็นเด็กข้างถนนที่รัวเก็บเอามาดูแล เด็กชายที่ยังมีความดิบจากประสบการณ์ที่เติบโตมา เด็กชายที่รักรัวอย่างสุดหัวใจ และทำหลายอย่าง (ที่อาจจะไม่น่าทำ) เพื่อเธอ เราประทับใจคาแร็คเตอร์ของเขามาก เพราะมันสมจริงในแง่ความเป็นเด็ก และความดิบที่เขามีมันผสมกันออกมาได้ลงตัวมาก กระทั่งการที่เขาแสดงออกว่ารักรัว (ไม่ใช่ในฐานะชู้สาวนะคะ) ก็เป็นการแสดงออกชนิดที่อดีตโจรข้างถนนอย่างเขาเท่านั้นที่คิดออกมาได้

นั่นเป็นความประทับใจในเรื่อง กลับมาส่วนที่ไม่น่าประทับใจแล้วกันค่ะ

เริ่มตั้งแต่ต้น แม็กซ์รู้สึกคิทไม่เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าเผ่า เขาไม่มีความเป็นผู้นำเพียงพอ ไม่ฉลาดพอด้วย เพราะอ่านจนจบเรื่องแม็กซ์ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเอาเพชรประจำเผ่ามา เป็นเหยื่อล่อจนถูกขโมยไป ในเมื่อตลอดทั้งเรื่องก็ชัดเจนดีอยู่แล้วว่า ทั้งรัวและโจรอีกคนก็สามารถถูกล่อด้วยเพชรอันอื่น (ที่อาจจะไม่มีค่าเท่ากับเพชรประจำเผ่า) ได้ แล้วทำไมต้องเอาของสำคัญของเผ่าไปเสี่ยง มันไม่มีเหตุผล และสมควรที่จะถูกสภาที่ปรึกษาด่ามาก และอีกอย่างในฉากที่คิทพบกับรัวครั้งแรก (เมื่อเขารู้ว่าเธอคือโจรคนที่เขาตามหาอยู่) มันไม่จำเป็นต้องใช้เพชรด้วยซ้ำ เพราะเพียงแค่แว่บแรกคิทก็รู้ในทันทีว่ารัวคือใคร แม็กซ์เข้าใจว่า ฉากนี้ต้องการแสดงให้ความอ่านเห็นถึงอาการปิ๊งกันอย่างรุนแรงระหว่างพระเอก และนางเอกนะคะ แต่ในอีกด้านนึงมันเป็นการแสดงว่า ไม่จำเป็นด้วยซ้ำที่จะต้องใช้เหยื่อล่อ เพราะรัวยังไม่ทันลงมือก็ถูกพบตัวก่อนเลยด้วยซ้ำ

และแม็กซ์ไม่รู้ว่าอะไรที่เลวร้ายกว่ากันระหว่างการที่คิทขู่จะฆ่าเซน เพราะดันมาล่วงรู้ความลับการเป็นมังกรของเขาและรัว กับการที่รัวแสดงความเฉยเมยต่อความห่วงใยของเซน ให้ตายเถอะนะ เด็กชายคนนี้ดั้งด้นมาเมื่อช่วยเหลือเธอจากคิท (เพราะคิดว่ารัวโดนจับมา ซึ่งมันก็จริงในตอนแรก) แต่สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อเจอเซนก็คือ ไล่ให้เขากลับไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทุกอย่างที่รัวทำให้เซนเป็นเรื่องจอมปลอม ไม่มีความสมจริงในฐานะของคนที่ดูแลเซนมาเป็นเวลากว่าสองปี เพราะตลอดทั้งเรื่อง แม็กซ์แทบจะไม่เห็นเธอคิดถึงเขาเลย ทุกอย่าง ทุกการกระทำเธอแคร์คิท ซึ่งแม้จะเป็นพระเอกนะคะ แต่เขามาทีหลัง (แถมก็ไม่ได้กระทำต่อเธอดีนักหรอกนะ)

อีกประเด็นนึงที่เราคิดว่าทำให้เนื้อหาของเรื่องนี้อ่อนด้อยลงไปก็คือ การออกตามหาเพชร ซึ่งเราไม่ได้ความรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งคิทและรัวทำเหมือนเด็กเล่นซ่อนหา ไม่มีความพยายาม (อย่างจริงจัง) หรือความรู้สึกมีส่วนร่วม (อย่างจริงใจ) ในการตามหาเพชร และตัวผู้หลบหนีอีกคนเลย

แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า เป็นโรแมนซ์ ที่จำเป็นต้องโฟกัสเรื่องราวไปที่ความรักและการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัว เอก แต่การเป็นโรแมนซ์ก็ไม่ใช่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้ตัวละครละทิ้งความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้ แม็กซ์ไม่เชื่อว่า ความรักจะสำคัญกว่าภารกิจที่ตัวละครได้รับมอบหมาย เพราะในสายตาของตัวละคร พวกเขาไม่ได้มาอยู่ในหน้าหนังสือเพื่อความรัก (แม้มันจะเป็นวัตถุประสงค์ของโรแมนซ์) แต่พวกเขาเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เพราะความขัดแย้งที่เป็นประเด็นเกิดขึ้นใน เรื่อง ดังนั้นแม็กซ์จึงคาดหวังว่า ตัวละคร (แม้จะในนิยายโรแมนซ์) จะต้องทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้ได้ และแถมด้วยว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้ถูกโฆษณาว่าเป็นโรแมนซ์ชัดเจน (ที่สันหนังสือเขียนว่า Novel) แม็กซ์ยิ่งคาดหวังความพยายามของตัวละครในการค้นหาเพชรให้มากกว่านี้ค่ะ

จับความผิดพลาดในเรื่องได้นิดหน่อย แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดพลาดที่ตั้งใจเอาไว้ หรือผิดจริง ๆ นั่นก็คืออายุของนางเอกในวันที่เธอแกล้งตาย ในข้อมูลแรกที่นำเสนอในเรื่องเหมือนข่าวในหนังสือพิมพ์บอกว่าเธอตายในวัน เกิดครบรอบอายุสิบแปดปี แต่ส่วนที่เหลือของเรื่องกลับเป็นวันเกิดปีที่สิบเจ็ด (ที่คิดว่าอาจตั้งใจก็เพราะ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นางเอกไร้ความสำคัญต่อเผ่า ขนาดคนจำอายุของเธอไม่ได้)

ที่ยิ่งไปกว่าความไม่ชอบทั้งหมด แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความรักที่คิทและรัวมีต่อกันเลย เรารู้สึกว่า คิทต้องการเธอเพราะเห็นว่าเธอเป็นหญิงที่แปลงร่างได้ ในขณะที่รัวก็ยังติดภาพในวัยเด็ก ที่เคยคิดว่าคิท ซึ่งเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่า เป็นเจ้าชายรูปงามที่จะทำให้เธอได้รับการยอมรับในสังคมมนุษย์มังกรได้ (รัวถูกกันเป็นคนนอกเพราะแม่ของเธอแต่งงานกับมนุษย์ธรรมดา) เราไม่รู้สึกทั้งสองคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกันเท่าไหรนัก แต่ก็มีบางฉากที่เผยอีกด้านของทั้งคู่นะคะ แต่เราคิดว่าไม่มากพอ และไม่ต่อเนื่องด้วย วินาทีนึงคิทดูเป็นมนุษย์ที่เข้าใจรัวในสิ่งที่เธอต้องการ แต่จากนั้นเขาก็พลิกกลับมาเป็นหัวหน้าเผ่าผู้เย็นชาอีกรอบ ในขณะที่รัว แว่บนึงเธอเป็นผู้หญิงที่ต้องการเป็นอิสระ แต่สักพักก็กลับมาเป็นหญิงสาวที่หลงรักภาพในอดีตอีกแล้ว

ยังมีอีกหลายประเด็นที่ขัดใจค่ะ แต่ชักจะรู้สึกว่าเขียนมายาวมากแล้ว (จะต้องไปเข้าประชุมแล้ว) ก็เลยสรุปง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเซน เราคงไม่อ่านต่อเล่มสองแน่ ๆ

คะแนนที่ 47

Wednesday, March 4, 2009

Exit Strategy // Kelley Armstrong

วันนี้เป็นอีกวันนึงค่ะที่เราเขียนบลอกช้ากว่าปกติสักหน่อย งานก็ยุ่งนะคะ แต่มันไม่ใช่เหตุผลหลักหรอกค่ะ แม็กซ์กำลังทำโปรเจ็กค์บางอย่างอยู่ และอีกไม่กี่วันก็น่าจะเอามาเล่าให้ฟังกันได้ ว่าเราไปซุ่มทำอะไรอยู่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรอกนะคะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น มันเป็นเพียงสิ่งที่แม็กซ์คิดว่า ตัวเองควรจะทำตั้งนานแล้ว

คิดอยู่นาน และในที่สุดเราก็ตัดสินใจตกเสียที ยังไงรอให้พร้อมกว่านี้ แล้วจะมาเปิดตัวให้อ่านกันค่ะ

กลับมาที่รีวิวประจำวัน วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศหวาน ๆ ในเรื่องโรแมนซ์ มารีวิวหนังสือที่ไม่ใช่โรแมนซ์กันสักเล่มแล้วกัน

Exit Strategy ของแคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

นอกจากหนังสือเรื่องนี้จะไม่ใช่โรแมนซ์แล้ว แม็กซ์ก็ขอเตือนพลพรรคโรแมนซ์แต่ต้นเลยแล้วกันว่าไม่มีอะไรให้รู้สึกหวานได้ เลยในเรื่อง มันเป็นหนังสือที่ีไม่มีพระเอกคู่กับนางเอกนะคะ มีตัวละครอยู่สองตัวที่ดูมีความหวังเป็นพระเอก แต่ก็ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าการร่วมงานกันตามธรรมดา

จากภาพภายนอก นาเดีย สแตฟฟอร์ดเป็นอดีตตำรวจที่ผันตัวเองไปเป็นเจ้าของโรงแรมขนาดเล็กในแคนาดา แต่ใครล่ะจะรู้ว่า รายได้เสริมที่นาเดียใช้ในการจุนเจือกิจการโรงแรมที่แทบจะไม่ทำเิงินของเธอ มาจากแก๊งค์มาเฟีย นาเดียมีอาชีพเสริมเป็นนักฆ่าให้กับตระกูลโทแมสินิสซึ่งเป็นตระกูลมาเฟียใน นิวยอร์ค

นาเดียดูเหมือนจะพอใจกับชีวิตที่เป็น ปีนึงเธอเดินทางออกจากแคนาดาเพื่อทำงานไม่กี่ครั้ง เพื่อแลกกับค่าตอบแทน และตอบสนองแรงกระตุ้นด้านมืดของตัวเอง แต่แล้วในวงการนักฆ่ามืออาชีพก็เริ่มเกิดเรื่องขึ้น เมื่อฆาตกรต่อเนื่องออกล่าเหยื่อและฆ่าอย่างไม่เลือก ปัญหาก็คือ ฆาตกรคนนั้นอาจจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทำอาชีพนักฆ่ามืออาชีพ

ซึ่งนั่นไม่ดีต่อธุรกิจนักฆ่าเลย

แจ๊คซึ่งเป็นนักฆ่าเพียงคนเดียวที่รู้จักกับนาเดีย เดินทางไปชักชวนเธอถึงแคนาดา เพื่อให้เธอร่วมงานกับกลุ่มนักฆ่าอีกหลายคนในการออกตามล่าตัวฆาตกรต่อเนื่อง คนนั้น เพราะมันไม่ดีต่อธุรกิจ ตำรวจไล่จับนักฆ่าหลายต่อหลายคน และมันทำให้อาชีพของพวกเขาดูจะไม่มั่นคงอีกต่อไป

การไล่ล่าของนักฆ่า และนักฆ่าจึงเกิดขึ้น

โดยปกติแม็กซ์ไม่ค่อยอ่านหนังสือพล็อตแนวนี้หรอกนะคะ เราซื้อหนังสือเล่มนี้ก็เพราะชื่อของแคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์เพียงคนเดียว เราติดใจ (และคลั่งไคล้) งานแนวพารานอมอลของเธออย่างมาก จะเรียกว่าบ้าก็ไม่ผิดหรอกนะคะ เราชอบวิธีการเล่าเรื่องของเธอ โดยเฉพาะเรื่องราวของแคลลี่ย์มักจะเป็นการเล่าผ่านสรรพนามบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ได้เล่าเรื่องผ่านมุมมองของนาเดีย

แม็กซ์ได้รู้จักตัวละครที่มีความขัดแย้งในตัวเองมากที่สุดคนนึง นาเดียเติบโตมาในครอบครัวของตำรวจ ตัวเธอเองก็เป็นตำรวจ ปัญหาก็คือ เธอมีด้านมืดที่ตัวเองก็ไม่อาจควบคุมได้ เธอได้เห็นคนเลวเดินจากไปโดยที่กฎหมายไม่อาจแตะต้องพวกเขาได้ และเมื่อมันสะสมเข้า นาเดียก็มาถึงจุดแตกหัก และนั่นทำให้เธอสูญเสียอาชีพตำรวจไป การเป็นนักฆ่า (ที่เลือกเหยื่อที่เป็นคนเลว) ดูจะเป็นการตอบสนองความต้องการด้านมืดของเธอได้

ในส่วนของตัวละคร แม็กซ์ค่อนข้างคิดว่ามีความน่าสนใจดี ไม่ว่าจะเป็นนาเดียเอง แจ๊คซึ่งเป็นนักฆ่าวัยกลางคนที่มีอดีตอันลึกลับ หรือกระทั่งควินน์ผู้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่มีอาชีพเสริมเป็นนักฆ่า พวกเขาน่าสนใจในตัวเอง แต่ปัญหาใหญ่ที่เราพบก็คือ เมื่ออยู่รวมกัน แม็กซ์กลับพบว่าตัวละครเหล่านั้นไม่สป๊าร์ค ไม่ใช่แม็กซ์คาดหวังให้มันเป็นโรแมนซ์นะคะ แต่เราต้องการให้ตัวละครมีปฏิสัมพันธ์กัน มีความสอดรับส่งกัน ซึ่งสิ่งนี้ขาดหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่แคลลี่ย์เป็นนักเขียนที่เก่งมากในการรวบรวมตัวละครที่มีความน่าสนใจ มากที่สุด

ส่วนสำคัญที่หายไปจากเรื่องก็คือ ตัวละครฝ่ายชาย แม้ว่าแคลลี่ย์จะเขียนเรื่องที่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเล่าเรื่องผ่านมุมมอง ของตัวละครผู้หญิง แต่ผู้ชายในหนังสือของเธอโดดเด่นเหลือเกิน (ไม่ว่าจะเป็นเคลย์, เจรามี่, หรือกระทั่งลูคัส) แต่ในหนังสือเล่มนี้ ทั้งแจ๊ค ที่ดูจะเป็นตัวเอกที่สุดแล้ว กลับดูไร้ชีวิต ไม่เคยที่จะเปล่าประกายความน่าสนใจให้แม็กซ์รู้สึกว่าเขาน่าสนใจ ทั้งที่ในเรื่องก็บอกใบ้ถึงความหลังอันเป็นความลับของเขามากมาย แต่เชื่อไหมว่า แม็กซ์ไม่สนใจสักนิดเดียว

นั่นคือปัญหาของเรื่อง และมันเป็นปัญหาที่แม็กซ์มองข้ามไม่ได้ค่ะ มันทำลายความสนุกของเรื่องไปเลยแหละ

อีกส่วนหนึ่งที่ยิ่งทำให้หนังสือเรื่องนี้กลายเป็นความผิดหวัง (นอกเหนือจากตัวละครที่ไม่อ่าจดึงความสนใจของเราเอาไว้ได้) ก็คือ พล็อตในส่วนของการสืบสวน และการไล่ล่าที่ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวสืบสวนเข้มข้น ค้นหาว่าใครคือคนร้าย แต่เราคาดหวังอะไรมากกว่าที่มันเป็นมากนัก เราพบว่าคนร้ายไม่มีความน่าสนใจสักนิดเดียว ปริศนาในเรื่องไม่น่าสนใจเพียงพอ และฉากไล่ล่าก็ดูไม่น่าอ่านเอาเสียเลย

ผิดหวังมาก ๆ ค่ะ แต่ข่าวดีที่คนบอกมาก็คือ หนังสือเล่มสองในชุดนี้ สนุกกว่าเล่มนี้ แต่สำหรับตอนนี้แม็กซ์อยากให้แคลลี่ย์ใช้เวลาไปกับการเขียนในชุด Otherworld มากกว่า

คะแนนที่ 37

Kisses Like a Devil // Diane Whiteside

ไดแอน ไวท์ไซด์เป็นหนึ่งในนักเขียนอีบุ๊คที่แม็กซ์ติดตามงานของเธอเรื่อยมาหลังจาก ที่เธอเซ็นต์สัญญากับสนพ.ในนิวยอร์ค (เบิร์คเลย์ และเคนซิงตัน) หนังสือเรื่อง The Irish Devil ถือเป็นหนังสือที่เปิดโลกให้แม็กซ์เล่มนึงเลยที่เดียว (กับฉากรักที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก)

นอกจากงานแนวเวสเทิร์นแล้ว ไดแอนยังเขียนเรื่องแนวพารานอมอลในชุด The Texas Vampire อีกด้วย (ซึ่งเรา็อ่านไปแล้วทุกเล่มในชุด) แม็กซ์บอกไม่ถูกนะคะว่าเราชอบแนวไหนของเธอมากกว่ากัน แต่โดยรวมแล้ว เธอถือว่าเป็นนักเขียนที่แม็กซ์พลาดอ่านไม่ได้

แต่กระนั้นแม็กซ์ก็รู้สึกอยู่เสมอว่า งานในระยะหลังของเธอนั้น มีคุณภาพที่ไม่อาจเทียบเคียงงานในระยะแรกไม่ได้ มันไม่ได้เกี่ยวหรอกนะคะว่า ฉากเซ็กส์ในเรื่องของเธอมันอ่อนด้อยลงไป แต่มันเป็นความรู้สึก "ดิบ" ที่ขาดหายไปจากในเรื่อง เราคงจะพูดประเด็นนี้ต่อไปนะคะ

Kisses Like A Devil ของไดแอน ไวท์ไซด์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มห้าในชุด Devil แต่เป็นเล่มแรกในเจเนเรชั่นที่สองของตระกูลโดโนแวน (ซึ่งเล่มแรกในชุดเรื่อง The Irish Devil เป็นเรื่องของวิลเลี่ยม โดโนแวนซึ่งเป็นพ่อของพระเอกเล่มนี้) ซึ่งหลังจากเล่มนี้ เท่าที่สอบถามคนแต่งพบว่า เธอจะย้อนกลับไปเขียนเรื่องของโลเวลล์และพอร์เชียที่ทิ้งค้างเอาไว้จากเล่ม สี่ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าเนื้อหาในเรื่องนี้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างไปจากเล่มอื่น ๆในชุดก็คือ เรื่องราวไม่ได้เกิดขึ้นในตะวันตกของสหรัฐอเมริกาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดในประเทศยุโรปเล็ก ๆ ที่สมมุติขึ้น (ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นการเลียนแบบแคว้นเล็ก ๆ ในเยอรมันก่อนที่จะทำการรวบประเทศสำเร็จในศตวรรษที่สิบเก้า)

เมเรดิธ ดันแคนเป็นเด็กสาวที่เติบโตขึ้นในประเทศ Eisengau (ออกเสียงไม่ถูก ใครที่เรียนภาษาเยอรมันบอกมาด้วยก็ดีค่ะ) ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่แถบออสเตรีย และเยอรมันในปัจจุบัน (แต่สมัยนั้นยังไม่มีเยอรมันนะคะ มีแต่ปรัสเซีย) ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตอาวุธ ซึ่งเมเรดิธเองเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และในขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายพลผู้เลื่องชื่อด้านการ ผลิตอาวุธไปในเวลาเดียวกัน

งานที่เธอทำเปิดโอกาสให้เมเรดิธสามารถขโมยแบบแปลนอาวุธมหาประลัยออกมาได้ เมเรดิธคิดที่จะใช้แผนการนั้นเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยการปฏิวัติที่เธอแอบ เป็นส่วนหนึ่ง เพราะในประเทศแห่งนี้ ประชาชนได้ถูกแบ่งออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ และเหล่าคนงานก็ถูกกดขี่ข่มเหงโดยไม่ได้รับความยุติธรรม เมเรดิธซึ่งเป็นสาวที่มีหัวคิดก้าวหน้า ทนรับความแตกต่างพวกนี้ไม่ได้ เธอจึงเข้าร่วมพรรคแรงงานเพื่อต่อสู่อย่างลับ ๆ

แต่การเข้าแทรกแซงของรัสเซียต่อสมาชิกพรรคทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจใน อุดมการณ์ของพวกเขา ดังนั้นแทนที่จะส่งมอบแบบแปลนตามแผนที่วางกัน เธอตัดสินใจเก็บมันไว้กับตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ครอบครัวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชั้นสูงก็ได้กดดันให้เมเรดิธแต่งงานกับ นายพลคนที่เธอเป็นเลขาให้ โดยไม่สนใจเลยว่านายพลคนนั้นมีชื่อเสียในเรื่องการทำร้ายภรรยาคนก่อน พ่อเลี้ยงและแม่ของเธอไม่สนใจถึงความเป็นอยู่ของเมเรดิธแม้แต่นั้น ขอเพียงใช้เธอเป็นบันไดในการก้าวขึ้นสู่สังคมชั้นสูงเท่านั้น

นั่นทำให้เมเรดิธไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำลายชื่อเสียงของตัวเอง ชนิดที่ไม่มีทางที่นายพลคนนั้นจะสนใจเธออีก เมเรดิธเลือกไบรอัน โดโนแวน หนุ่มอเมริกันที่เดินทางมายังประเทศของเธอเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประมูล ซื้ออาวุธที่เมเรดิธขโมยแปลนการสร้างมา

ทั้งสองหนุ่มสาวมีโอกาสได้พบกันก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อไบรอันช่วยเหลือเมเรดิธจากตำรวจ เมื่อครั้งที่เธอออกไปช่วยพรรคหาเสียงเรื่องสิทธิของคนงาน และมันไม่ใช่เรื่องลำบากเลยที่เมเรดิธจากมอบตัวให้ไบรอัน แต่ยิ่งทั้งคู่ผูกพันกันมากเท่าไหร ทั้งสองก็พบว่าอุดมการณ์ของทั้งคู่อาจจะทำให้ทั้งสองแยกออกจากกันตลอดกาล

ไบรอันโดโนแวน เป็นลูกชายคนที่สองของวิลเลี่ยม โดโนแวนซึ่งเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลก พ่อของเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลทั้งในด้านการเงิน และการเมือง ไบรอันเองก็เป็นเพื่อนสนิทกับเท็ดดี้ รูสเวลส์ ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นเท็ดดี้นี่เองที่ขอร้องให้ไบรอันไปที่ Eisengau เพื่อดูพัฒนาการของอาวุธสมัยใหม่ อาวุธที่อเมริกาเกรงกลัวว่ารัสเซียจะได้ไปครอบครอง และเปิดศึกเพื่อชิงอลาสก้า ที่รัสเซียเป็นคนขายให้อเมริกาเองกลับมา (เพราะหลังจากขายไปแล้ว มีการขุดพบน้ำมันในอลาสก้า ทำให้รัสเซียรู้สึกเสียหน้ามากที่ขายไปในราคาถูก)

ในฐานะของชายโสดที่มีพร้อมทุกอย่าง ไบรอันไม่เคยคิดการแต่งงาน เขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้หญิงคนไหนเอาชนะใจของเขาได้ จนกระทั่งได้พบกับหญิงสาวที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ หญิงสาวที่ปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานกับเขา เพราะไม่เชื่อในสิทธิของสตรี ไม่ต้องการเป็นเครื่องมือให้พ่อของเขาใช้ในการผลิตอาวุธจากความลับที่เธอ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้อยู่

แม็กซ์ไม่ใช่คนที่ชอบพล็อตเรื่องแนวตะวันตกเท่าไหรนะคะ ดังนั้นเมื่อเจอว่าไดแอนเปลี่ยนฉากมาใช้ประเทศในยุโรปเป็นสถานที่ดำเนิน เรื่อง เราจึงรู้สึกว่าน่าสนใจมาก ยิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติ และอุดมการณ์ เราก็ยิ่งชอบมาก ปัญหาก็คือ ตลอดทั้งเรื่องคนแต่งไม่เคยทำให้เราเชื่อในความมีอุดมการณ์ของเมเรดิธได้เลย

เธอดูเหมือนหญิงสาวที่ปากก็ร้องตะโกนเรื่องปฏิวัติ แต่ไม่มีสติปัญญา, ความมุ่งมั่น, หรือองค์ประกอบอะไรเพียงพอที่จะเป็นนักปฏิวัติ เราดูเธอพูดและคิดเรื่องปฏิวัติเหมือนเด็กกำลังเล่นขายของ เมเรดิธเป็นความน่าอับอายของตัวละครแนวนักปฏิวัติ สิ่งที่เธอทำเพื่อความเชื่อของเธอก็คือ การขโมยแผนการสร้างอาวุธ โดยมีจุดมุ่งหมายว่าจะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องเงินจากผู้นำของ ประเทศ หวังให้เขาจ่ายค่าไถ่เพื่อให้ได้แปลนอันนี้กลับไป

คิดว่าไงกันบ้างคะ เกี่ยวกับแผนการของเธอ

ทั้งที่ในเรื่องก็บ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิด ขึ้น แม็กซ์ไม่เข้าใจว่า ทำไมบรรดาพรรคแรงงานที่รวมตัวกันถึงไม่ทุ่มเททุกอย่างไปที่การเลือกตั้งนั้น หากจะบอกว่า มันเป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการโกงโดยฝ่ายผู้ปกครอง แล้วทำไมตอนจบเรื่องถึงได้แก้ปัญหาเรื่องอุดมการณ์ของเมเรดิธด้วยผลการเลือก ตั้งเล่า นี่จึงแสดงว่าการเลือกตั้งมีความหมายเพียงพอในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

แล้วยังกลุ่มคนที่เมเรดิธรวมตัวด้วยเพื่อร่วมกันในการต่อสู่เพื่อการ เปลี่ยนแปลงอีกล่ะ แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า คนแต่งต้องการแสดงให้เห็นความหมดหวังของเมเรดิธว่า คนพวกนี้เปลี่ยนไปเข้ากับพวกรัสเซีย (ด้วยความโง่คิดว่ารัสเซียจะช่วยพวกเขาได้) แต่มันกลับกลายเป็นการเน้นย้ำความเบาปัญญาของเมเรดิธ ที่คบหากับคนที่ไร้อุดมการณ์และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมาได้หลายปี โดยที่ดูไม่ออกเลยว่าคนพวกนั้นล้วนเห็นแก่ตัว

กระทั่งคนที่เมเรดิธอ้างว่าเป็นเพื่อนสนิท ก็ดูจะแปรพักตร์ง่ายดายเหลือเกิน และด้วยเหตุผลที่งี่เง่ามาก (ไปหลงผู้ชายที่เป็นสายลับรัสเซีย) นี่มันเป็นการบ่งชี้สติปัญญาของนางเอกของเราชนิดที่แม็กซ์ไม่เชื่อแม้แต่ วินาทีเดียวว่าเธอมีความจริงใจในอุดมการณ์ของตัวเอง

แล้วยังเรื่องที่เธอแสดงออกอย่างตลอดเวลาว่าไม่เชื่อใจพ่อของไบรอัน ทั้งที่เจ้าหล่อนก็ไม่เคยได้พบกับวิลเลี่ยมมาก่อน แค่เธอรู้ว่าวิลเลี่ยมเป็นเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล คุณเธอก็สรุปเอาเองว่า วิลเลี่ยมจะต้องบังคับให้เธอคายความลับเกี่ยวกับอาวุธที่ตนเองรู้ คนที่แม็กซ์เกลียดที่สุดก็คนที่คิดยังงี้ ทำไมคนร่ำรวยต้องเป็นคนเลวเสมอนั้นเหรอ เมเรดิธเอาข้อสรุปนั้นมาจากอะไร ทั้งที่ใจเธอก็ยอมรับว่ารักไบรอัน ทำไมเธอไม่คิดว่า คนที่เป็นพ่อของเขา และเลี้ยงดูผู้ชายคนที่เธอรักได้ น่าจะมีความดีในตัวบ้าง และไบรอันก็ไม่เคยพูดเกี่ยวกับพ่อของเขาในทางที่เลวร้าย แค่บอกว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต สร้างตัวเองมาจากศูนย์ จนกลายเป็นคนที่มีอิทธิพล

เมเรดิธสรุปทุกอย่างจากปัญญาที่อ่อนด้อย โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ว่าวิลเลี่ยมเป็นคนเลว ในขณะเดียวกันเธอก็หลอกตัวเองเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เป็นมารดาของเธอเอง ตลอดทั้งเรื่องคนอ่าน และเมเรดิธได้พบกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัวอย่างทุเรศของคนเป็นแม่ของเธอ แต่กระทั่งในตอนท้ายเรื่อง (หลังจากที่แม่ของเธอเอาเธอไปขายให้กับนายพลที่แก่ราวกับพ่อ) เมเรดิธก็ยังโต้เถียงกับไบรอันว่า แม่ของเธอจะต้องปกป้องเธอจากศัตรู โดยเจ้าหล่อนปฏิเสธความคุ้มครองของไบรอัน

แม็กซ์เกลียดอีนางเอกคนนี้มากเลย (อ่านแล้วได้ความรู้สึกเกลียดของแม็กซ์ไหมเนี่ย)

ในด้านตรงข้ามกับเมเรดิธ ไบรอันเป็นตัวละครที่ราบเรียบ แม็กซ์ไม่คิดว่านั่นเป็นความตั้งใจของคนแต่งหรอกนะคะ ความผิดพลาดข้อแรกของเธอก็คือ การสร้างให้ไบรอันเป็นลูกชายของวิลเลี่ยม โดโนแวน แถมในเรื่องก็ยังดึงเอาวิลเลี่ยมเข้ามามีส่วนในแผนการของไบรอันอีก วิลเลี่ยมเป็นตัวละครชนิดที่ออกมาแล้วขโมยซีนกันซึ่งหน้า (เตือนให้นึกถึงมาร์ควิสแห่งโรธการ์มาก) ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับพ่อแล้ว ไบรอันยังไม่ได้ขี้เท้าของเขาเลย

นั่นไม่ใช่ความผิดของไบรอัน เพราะจากภูมิหลังของเขา ไบรอันไม่มีทางที่จะโดดเด่นขึ้นมาได้ เขาเป็นลูกชายของชายผู้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นไม่ว่าคนแต่งจะบรรยายความสำเร็จที่ไบรอันสร้างขึ้นมาให้ตัวเองมาก เพียงใด มันก็ไม่อาจเทียบเท่ากับสิ่งที่วิลเลี่ยมสร้างขึ้นมาได้

แต่นั่นก็ยังสอบผ่านสำหรับเรานะคะ แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ไบรอันโดดเด่นเกินหน้าวิลเลี่ยม (มันอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้) แต่การที่เขาโง่พอที่จะมาเลือกยัยโง่กว่าอย่างเมเรดิธ มันเป็นสิ่งที่เราคิดแล้วก็สงสารเขานะ ในขณะเดียวกันก็สงสารวิลเลี่ยมที่มีลูกชายโง่ปานนี้

เรื่องแปลกคืออะไรรู้ไหมคะ แม้ว่าแม็กซ์จะผิดหวังกับเล่มนี้มาก เรากลับรู้สึกอยากอ่านเรื่องราวของลูกชายที่เหลืออีกสามคนของวิลเลี่ยม โดยเฉพาะสเปนเซอร์ที่ออกมามีบทไม่เยอะค่ะ แต่ให้ความรู้สึกว่าเค้าอาจจะเป็นคนที่คล้ายกับวิลเลี่ยมมากที่สุดก็เป็นได้

สำหรับเล่มนี้ พูดตรง ๆ นะคะว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ผลมันก็ยังแย่กว่าที่คาดอีกน่ะ คะแนนที่ 43

Desires Never Die // Jenna Petersen

ส่วนใหญ่วันทำงาน แม็กซ์จะไม่ค่อยเอาหนังสือที่ตัวเองคิดว่าสนุกมาอ่านนะคะ เรามักหยิบเอาเล่มที่ไม่ค่อยคาดหวังอะไรมากมาอ่าน และส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังสือที่ดองเปรี้ยวดองเค็มมานานหลายปี และรีวิววันนี้ก็เป็นคิวของหนังสือเก่าเก็บอีกเล่มค่ะ

แต่ก่อนอื่นขอพูดถึงตัวนักเขียนคนนี้ก่อนแล้วกัน เจนน่า ปีเตอร์เซ่นเป็นนักเขียนที่แม็กซ์ยังคงถือว่า "หน้าใหม่" แม้จะมีงานเขียนออกมาเกือบสิบเล่มแล้วก็ตาม (ไม่ว่าจะเป็นในนามปากกานี้ หรือเจส ไมเคิลส์ก็ตาม) ตอนที่เราอ่านงานเล่มแรกของเธอเรื่อง Scandalous ที่แม้จะยังไม่ถือว่าสนุกอะไรมากมาย แต่เราก็คิดว่า เจนน่าเป็นนักเขียนที่มีอนาคต และน่าติดตามซื้อต่อ

เราซื้องานของเธอเรื่อยมา และคิดเสมอว่า "เล่มนี้แหละที่จะเป็นเล่มที่ดีที่สุดของเธอ"

ผลเป็นไงเหรอคะ

เราอ่านงานของเธอในนามปากกาเจนน่า ปีเตอร์สันไปสี่เล่ม (จากทั้งหมดห้าเล่มที่ออกขาย) ไม่มีเรื่องไหนเลยที่เทียบเคียงกับ Scandalous ได้ และดูเหมือนมันจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ

แม็กซ์กำลังคิดหนักค่ะว่า จะเลิกอ่านงานของเธอดีไหม

ว่ากันด้วยรีวิวก่อนแล้วกัน จะได้เข้าใจในสิ่งที่แม็กซ์พูดมากขึ้น

Desire Never Dies ของเจนน่า ปีเตอร์สัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Lady Spies เรื่องราวที่แม็กซ์คิดเอาว่าคงเกิดจากไอเดียของเจมส์ บอนด์ผสมกับนางฟ้าชาร์ลี เรื่องที่เลดี้เอ็ม (เลียนแบบเอ็มในเจมส์ บอนด์ ซึ่งดูได้จากชื่อเรื่องที่ตั้งเลียนแบบหนังบอนด์หลายเรื่อง) ซึ่งเป็นสุภาพสตรีในวงสังคมชั้นสูงที่ไม่เปิดเผยตัวเองให้คนอ่านเห็น (และคงจะเฉลยในเล่มสามแหละ) ได้ทำการรวบรวมเลดี้สาวม่ายในวงสังคมสามคนเพื่อก่อตั้งองค์กรสายลับขึ้นใน ยุครีเจนซี่

ความไม่น่าเชื่อมันก็เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้แหละ เพราะแม็กซ์อ่านมาสองเล่ม เราไม่รู้สึกว่า เจ้าองค์กรลับสุดยอดเกี่ยวกับสายลับที่เป็นผู้หญิงนี่ มันจะไปอยู่ตรงไหนของการจัดการองค์กรในระบบการปกครองของอังกฤษในยุคนั้น เพราะอ่านแล้วก็รู้ว่า ไม่ได้สังกัดกระทรวงต่างประเทศ เหมือนอย่างที่สายลับคนอื่น ๆ ในประเทศของอยู่กัน ปัญหาคือ มันอยู่ตรงไหน ไม่มีการพูดถึงตรงนี้โดยละเอียดเลย

การที่เป็นหนังสือโรแมนซ์ ไม่ได้หมายความว่า คนแต่งมีสิทธิที่จะแต่งเรื่องที่ไร้เหตุผลได้หรอกนะคะ อย่างน้อยมันต้องวางพื้นฐานอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง แม็กซ์ไม่ชอบหนังสืออย่างนี้ เพราะมันทำให้โรแมนซ์เสียชื่อ

กลับมาที่เรื่องของเรา เลดี้อนาสตาเซียเป็นสายลับที่ไม่เคยออกทำงานภาคสนาม เธอเป็นอัจฉริยะในการตีความโค้ดลับ เป็นนักประดิษฐ์สติเฟื่องที่สร้างเครื่องไม้เครื่องมือให้กับองค์กรสายลับ แต่เพราะการบาดเจ็บอย่างไม่คาดฝันของสายลับอีกคนในองค์กร เธอจึงจำเป็นต้องออกปฏิบัติงานกับสายลับจากกระทรวงต่างประเทศอย่างลูคัส ไทเลอร์เพื่อสืบสวนหาคนทรยศ ที่เปิดเผยตัวสายลับหลายคนในองค์กร จนทำให้สายลับเหล่านั้นถูกลอบทำร้าย

ลูคัสซึ่งเป็นสายลับหนุ่มหล่อ ร่ำรวย พร้อมสรรพทุกอย่าง (ขอให้นึกถึงเจมส์ บอนด์เข้าไว้) ไม่ยินดีนักที่ต้องมาทำงานร่วมกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างแอนนาที่ไม่เคยทำงานสายลับนอกสถานที่มาก่อน แต่ลูคัสไม่มีทางเลือกเมื่อผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งให้ต้องทำ นอกจากนี้แล้วแอนนายังเป็นคนทำให้เขาหวั่นไหว จนแทบไม่มีสมาธิพุ่งตรงไปกับงานตรงหน้า เธอเป็นผู้หญิงที่แตกต่าง แม่หม้ายที่รักสามีผู้เสียชีวิตไปของเธออย่างมาก ผู้หญิงที่ปฏิเสธเขาหลายครั้ง และเป็นผู้หญิงที่ลูคัสพบว่าตัวเองไม่อาจห้ามใจไม่ให้ยุ่งเกี่ยวได้เลย

หนังสือเรื่องนี้มีพล็อตชนิดที่ดาษดื่นมาก นั่นคือไม่มีอะไรใหม่ในเนื้อเรื่อง แถมการสืบสวนหาคนร้ายก็ดูเหมือนเด็กอนุบาลเล่นซ่อนหากัน มันไม่ลึกลับ ไม่ต้องใช้ความคิด และแม็กซ์ไม่เข้าใจว่า ทำไมองค์การสายลับของลูคัสเองไม่มีปัญญาสืบหาความจริงนี้ได้ตั้งแต่ต้น ทำไมต้องมาเป็นงานของแอนนาที่จะคิดเรื่องนี้ออก ทุกอย่างมันเด่นชัดมาก ก็แค่ (สปอยล์) สืบเรื่องการเงินของคนที่เป็นผู้ร้าย ความจริงทุกอย่างก็ปรากฎออกมาแล้ว

แม็กซ์คิดนะว่าคนแต่งอาจจะพยายามทำให้คนอ่านเชื่อว่าแอนนาฉลาดที่มองเห็นการ เสแสร้างของคนร้าย แต่มันกลับเพิ่มความโง่ให้กับลูคัส และองค์กรของเขา มีที่ไหน สายลับในองค์กรตัวเองตายลงเป็นสิบ ๆ คน แทนที่จะสืบหาหนอนบ่อนไส้ ซึ่งสืบได้ง่ายมากเมื่อดูจากวิธีที่แอนนาใช้ในการยืนยันความคิดของตัวเองว่า คนคนนั้นเป็นคนทรยศ แต่พระเอก (ขอย้ำว่าเป็นพระเอกนะ) และองค์การของเขาไม่เคยทำ

อ่านแล้วไม่น่าเชื่อว่า อังกฤษที่มีองค์กรสายลับที่ห่วยแตกอย่างงี้จะชนะสงครามกับนโปเลียนได้

ยิ่งไปกว่านั้น คนแต่งยังแสดงความไม่เข้าใจ (หรือแกล้งไม่เข้าใจ แม็กซ์ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน) ในเรื่องเกี่ยวกับแบ่งแยกการบริหารงาน มีฉากหนึ่งในเรื่อง ที่ลูคัสถูกเรียกให้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับคดีคนทรยศถูกฆาตกรรม ลูคัสคิดในใจว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้เป็นตำรวจของแท้ แต่เรียกกันว่า Watch) ไม่มีอำนาจในการทำคดีใหญ่อย่างนี้หรอก มันเป็นหน้าที่ของสายลับในการสืบ

อุแม่เจ้า แม็กซ์เพิ่งรู้นะคะว่า สายลับเขามีไว้ในการสืบสวนคดีฆาตกรรม

เห็นอย่างนี้แล้ว จะให้แม็กซ์นับถือพระเอกของเราได้ยังไง ที่สำคัญ จะให้แม็กซ์นับถือเจนน่า ปีเตอร์สันได้ยังไง เราเข้าใจนะว่าเธอจะสื่อให้คนอ่านเห็นถึงความยิ่งใหญ่ ความสำคัญของเหล่าสายลับ แต่การให้ลูคัสตัดบทและปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องของ Watch มันผิดความจริงอย่างใหญ่หลวง

แม็กซ์โอเคนะคะถ้าจะบอกว่าเหล่า Watch นี่ไร้ความสามารถ สืบคดีไม่ได้หรอก ต้องให้สายลับมาทำคดี นั่นก็โอเค แต่ประเด็นคือ คดีฆาตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของสายลับในการสืบสวน (ถ้าจะสืบก็ต้องสืบในทางลับ แต่ไม่ใช่หน้าที่ เข้าใจกันไหมเนี่ย --- อันนี้ถามตัวละครในเรื่องนะคะ ไม่ได้ถามคนอ่านบลอก)

อีกเรื่องน่าขัดใจก็คือ ในเรื่องพยายามบอกว่า กลุ่มสายลับสาวสามคน (ที่เป็นนางเอกในชุดนี้) มีความสำคัญมากแค่ไหน แต่เราไม่เห็นว่าพวกเธอจะทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง และอย่างที่บอก เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอสังกัดหน่วยงานไหน และมีความรับผิดชอบในหน้าที่อะไร ถ้าแม็กซ์เข้าใจไม่ผิด งานหลักของสายลับก็คือ การออกไปสืบความลับ แต่แม็กซ์ไม่เห็นว่า สามสาวในเรื่องสืบความลับบ้าบออะไรสักอย่าง เราโอเคนะกับงานที่แอนนาได้รับมอบหมายในเรื่องนี้ มันเป็นการขอความช่วยเหลือจากองค์การสายลับอื่นให้ช่วยสืบหาคนทรยศในหน่วย งานของตัวเอง แต่ตลอดสองเล่มในชุดนี้ที่อ่านมา ก็ไม่เห็นว่าสายลับสาวมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ย้อนกลับมาในส่วนของโรแมนซ์บ้าง เราไม่มีปัญหาอะไรกับตัวละครนะคะ แต่ในอีกแง่นึง ตัวละครก็เป็นส่วนที่ทำให้พล็อตเลวร้ายลง แม็กซ์มีความรู้สึกว่า ทั้งลูคัสและแอนนาไม่ได้ให้ความใส่ใจกับงานที่ได้รับมอบหมายเลย ตลอดทั้งเรื่องก็มัวแน่นัวเนียคลอเคลียกันไปมาทั้งเรื่อง ทำงานโคตรคุ้มค่าจ้างเลย (อันนี้ประชดนะ)

อย่างที่บอกค่ะ เรื่องนี้เป็นหนังสือโรแมนซ์ เราก็คาดหวังให้เรื่องโฟกัสที่ตัวละครและความรักของพวกเขา แต่การดำเนินเรื่องในเล่มนี้ มันทำให้ดูเหมือนทั้งพระเอกและนางเอกเห็นแก่เรื่องส่วนตัวมากกว่าหน้าที่การ งาน และการเป็นหนังสือโรแมนซ์ ก็ไม่ได้เป็นการอนุญาตให้คนแต่งละเลยพล็อตเรื่องยังไงก็ได้หรอกนะ

หลังจากอ่านงานของเจนน่าไปหลายเล่ม แม็กซ์ได้ข้อสรุปว่า เธอมีปัญหาในการทำให้เรื่องรักษาความน่าสนใจไว้ได้น่ะค่ะ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่พล็อตที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อ และกลับกลายเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของตัวละคร อย่างในเรื่องนี้ เราไม่เชื่อว่าทั้งลูคัสและแอนนาเป็นสายลับ เพราะไม่มีน้ำยาด้วยกันทั้งคู่ รวมทั้งองค์กรสายลับที่สองคนนี่สังกัดอยู่ด้วย อย่างที่บอกนะคะ เราไม่รู้สึกว่า อังกฤษน่าจะชนะสงครามได้เลย ถ้ามีองค์การสายลับห่วย ๆ อย่างสองแห่งนี้

คะแนนที่ 43

Friday, February 13, 2009

Dead Right // Cate Noble

เคท โนเบิ้ลเป็นนักเขียนชื่อไม่คุ้นหูแม็กซ์เลยนะคะ (เธอไม่ใช่ Kate Noble ที่เขียนหนังสือให้กับเบิร์คเลย์หรอกนะ คนละคนกัน) แต่พอแม็กซ์เห็นว่าจะมีหนังสือของเธอเรื่อง Dead Right ออกขาย เราก็สั่งซื้อทันที เพราะอะไรน่ะเหรอคะ

นั่นก็เพราะแชนน่อน แม็คเคนน่า

เคทเขียนเรื่องสั้นออกมาก่อนเรื่องนึงเมื่อปีก่อน โดยรวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียวกับเรื่องสั้นของแชนน่อน แม็กซ์ยังไม่ได้อ่านหรอกค่ะ แต่ดูแล้วคิดว่าน่าสนใจดี

บางครั้งเราก็สั่งซื้อหนังสืออย่างไม่ค่อยจะมีเหตุผลเท่าไหรหรอกนะ

และลองนึกดูสิคะว่า แม็กซ์เจอกับความประหลาดใจมากขนาดไหน เมื่อเปิดหน้าลิขสิทธิ์ของหนังสือเรื่องนี้ดูเข้า แล้วเจอชื่อจริงของเคท ปกติแม็กซ์ก็ไม่ได้มีความจำยอดเยี่ยมอะไรหรอกนะคะ แต่พอเราเห็นชื่อจริงของเธอ เราก็รู้สึกว่าชื่อนี้มันคุ้น ๆ นะ

หลังจากเซิร์จข้อมูลดูแป๊บเดียว เราก็รู้ว่า แท้จริงแล้วเคท โนเบิ้ลเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ เพราะเธอเคยเขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม โดยใช้นามปากกาว่า ลอเรน แบช

และรู้อะไรไหมคะ แม็กซ์ชอบงานของลอเรน แบชมาก โดยเฉพาะสมัยที่เธอเขียนให้กับสนพ.วอร์เนอร์ (ที่ตอนนั้นยังไม่ขายกิจการให้แฮ็ทแชตเลย)

หนังสือเล่มแรกของลอเรนเรื่อง Lone Rider เป็นต้นแบบงานแนวโรแมนติกสืบสวนที่แม็กซ์เอาไปใช้วัดนักเขียนหน้าใหม่ทุกคน เลยนะคะ เรื่องนั้นไม่ใช่ว่าเฟอร์เฟ็ค แต่มันน่าทึ่งสำหรับนักเขียนที่เพิ่งเขียนเล่มแรก

ปัญหาก็คือ คุณภาพงานเขียนของลอเรนตกต่ำลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอหายหน้าไปจากวงการในที่สุด แต่แม็กซ์ก็ยังคิดถึงเธออยู่นะคะ แม้เล่มหลัง ๆ ของเธอจะไม่ดี แต่เราก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอมีพรสวรรค์มากเกินกว่าที่จะหายไปเฉย ๆ

และตอนนี้เธอกลับมาแล้ว

Dead Right ของเคท โนเบิ้ล

หนังสือเรื่องนี้โฆษณาว่าเป็นเล่มแรกในซีรี่ย์เกี่ยวกับสายลับ ซึ่งเป็นพล็อตแนวที่แม็กซ์ชอบเสียด้วย เพื่อน ๆ รู้อะไรไหมคะ

แม็กซ์อยากจะชอบเรื่องนี้มาก ๆ แม็กซ์เตรียมใจแล้วว่าเราจะต้องชอบเรื่องนี้ ก็แหมเป็นงานของนักเขียนที่เรารอคอยการกลับมานานแล้ว พล็อตเรื่องก็แนวเราเลย เรื่องราวของสายลับที่ถูกคิดว่าตายไปแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ และตอนนี้เขากำลังตามหาหญิงสาวที่เขารัก แต่คิดว่าทรยศเขาอยู่

แต่พอแม็กซ์เปิดหน้าแรก เราก็รู้เลยว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วล่ะที่จะยอมรับเรื่องนี้ เพราะบางส่วนของเรื่องเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรานั่นเอง และจากประสบการณ์ที่อ่านหนังสือมา เราแทบจะไม่เคยเจอนักเขียนที่เขียนเรื่องเกิดในประเทศไทย (หรือเอ่ยถึงประเทศไทย) เขียนด้วยความเข้าใจในความเป็นเมืองไทยของเราจริง ๆ สักคน (อาจจะยกเว้นให้ซาบริน่า เจฟฟรีย์นะคะ ที่เราค่อนข้างยอมรับการเขียนเรื่องย้อนยุคที่เกิดในเมืองไทยของเธอ)

และเล่มนี้ก็เ่ช่นกัน ดังเต้ จอห์นสันเป็นสายลับซีไอเอที่ไปปฏิบัติการในกัมพูชา (ซึ่งแม็กซ์ก็ไม่เข้าใจว่าจะไปทำแป๊ะอะไร) แล้วถูกจับตัวมาขัง + ทรมานในคุกเมืองไทย เริ่มต้นมันก็มั่วแล้วนะคะ เราไม่รู้สึกว่ามันโยงกันเข้ามาได้ยังไง ยิ่งตอนหลังมาเปิดเผยอีกว่า ผู้ร้ายเป็นมาเฟียรัสเซีย เราก็ยิ่งงงว่า มันมาเมืองไทยได้ยังไง ระหว่างอยู่ที่นั่นดังเต้ถูกตีสนิทโดยผู้คุมคนไทย ซึ่งเสนอว่าจะช่วยให้เขาหนี ดังเต้จัดทำ Blood Chit หรือหนังสือที่เขียนด้วยเลือดของดังเต้ จดเบอร์โทรศัพท์ของผู้บังคับบัญชาของเขา เป็นหลักประกันว่า คนที่ช่วยเหลือเขาจะได้รับความช่วยเหลือทุกอย่าง (ประมาณว่าจะให้ลี้ภัยไปอเมริกากันทั้งครอบครัวนั่นเลยนะ) จากคนที่อยู่เบื้องหลังเบอร์โทรศัพท์ที่ดังเต้จดให้ แต่การหนีของเขาก็ไม่สำเร็จ ก่อนที่อยู่ดี ๆ เขาก็ถูกส่งตัวไปขังไว้ในคุกที่กรุงเทพ ก่อนที่เพื่อนสายลับของเขาจะมาพบตัวและช่วยพอกลับอเมริกา

การเริ่มต้นเรื่องก็เป็นสิ่งที่แม็กซ์ยากจะทำใจยอมรับแล้วนะคะ มันขาดความสอดคล้องต่อเนื่อง แม็กซ์พยายามถามตัวเองว่า ที่เราไม่สบอารมณ์กับเรื่องนี้เพราะมันว่าประเทศไทยห่วยแตกรึเปล่า ซึ่งเมื่อคิดดูแล้วก็ไม่ใช่นะคะ แม็กซ์ยอมรับว่าเมืองไทยเรายังเป็นประเทศที่เงินซื้อหาได้ ขอให้มีเงินก็ติดสินบนข้าราชการหรือใครก็ได้ เราเชื่อว่าการคอรัปชั่นในเมืองไทยมีจริง และมีอย่างแพร่หลาย แต่เรารู้สึกว่าคนแต่งไม่ได้รู้จักประเทศไทย ไม่ได้รู้ว่า แม้คนไทยจะซื้อได้ แต่ไม่ใช่แบบที่เขาเขียน อย่างน้อยมันต้องแนบเนียนหน่อยสิ

แล้วไอ้ Blood chit นี่เอง แม็กซ์พอจะรู้ประวัติศาสตร์ของมันมาบ้างว่าเป็นเหมือนจดหมายที่แจ้งว่า คนที่ถือเป็นมิตร และต้องมีการตอบแทนบุญคุณกัน แต่คิดดูให้ดีนะคะ สายลับซีไอเอนี่นะมีการออก Blood Chit กันได้ มันไม่น่าเชื่อ เท่าที่แม็กซ์รู้ เขาใช้กันในการทหาร (ทหารที่เครื่องบินโดนยิงตกในเขตศัตรู แล้วได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านที่เป็นพลเมืองของศัตรู คนที่ช่วยก็จะได้รับการช่วยกลับ ในกรณีที่พวกเขาถูกรัฐบาลของตัวเองเอาผิด) ในเคสนี้มันไม่มีเหตุผลเลยที่ดังเต้จะใช้ Blood Chit ให้ตายสิ เขาเป็นสายลับนะโว้ย แล้วจะหวังให้ใครมาช่วยอีกวะ

การบรรยายฉากที่เกิดในเมืองไทยเป็นไปแบบที่คนไทยจำไม่ได้หรอกค่ะว่า เกิดในประเทศนี้ เพราะมันลางเลือนและมุ่งเน้นเฉพาะการดูถูกคนไทยที่เห็นแก่เงิน และโหดร้ายเลวทราม ในคุกที่ดังเต้อาศัยอยู่มีนักโทษการเมืองจากพม่าถูกขังไว้ด้วย พวกนั้นถูกทรมานเช้าเย็นหลังอาหาร แม็กซ์ไม่บอกนะคะว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสถานที่ยังงั้น แต่เราไม่รู้สึกว่า รัฐบาลไทยจะทำไปเพื่ออะไร ถ้าเป็นการจับนักโทษการเมืองของคนไทยเองไปขังก็ไปอย่างนะคะ เราจะเอานักโทษการเมืองพม่ามาทำอะไร พวกนั้นเป็นศัตรูของรัฐบาลทหารพม่า เราจะเอาพวกนี้มาต่อรองอะไรได้

เราอาจจะพูดไปโดยไม่รู้ความจริงหรอกนะ เราเชื่อว่าคนไทยทำได้ แต่เราไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร

แม็กซ์มีความรู้สึกว่า เคทไม่เคยมาเหยียบเมืองไทยด้วยซ้ำ เธอแค่เลือกเมืองไทย เพราะมันดูป่าเถื่อนดีเข้ากับเนื้อเรื่องของเธอดี เพราะสิ่งที่เธอบรรยายว่าเป็นประเทศไทย มันคือประเทศอะไรในโลกก็ได้

เราเคยพูดรึยังว่า จากประสบการณ์ที่แม็กซ์อยู่อเมริกามาหลายปี แม็กซ์เชื่อว่า คนอเมริกันเป็นกบในกะลามากที่สุดในโลก คนอเมริกันส่วนใหญ่ แม้กระทั่งเด็กในมหาวิทยาลัยไม่รู้จักโลกภายนอกประเทศของตัวเอง ดังนั้นการจะคาดหวังให้พวกเขารู้จักประเทศไทยเป็นไปไม่ได้เลย (เราเคยโดนถามว่า เราขี่ช้างไปไหนต่อไหนในกรุงเทพใช่ไหม) และเคทก็กำลังแสดงความด้อยปัญญาของตัวเองออกมา

ขอกลับมาที่เนื้อเรื่องกันต่อค่ะ ดังเต้เมื่อถูกช่วยเหลือกลับมาอเมริกันอันแสนดีและแสนสุขแล้ว เขาก็พบว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษเกิดขึ้น บางครั้งเขาเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้ แต่เขาไม่ต้องกาารให้ตัวเองเป็นหนูทดลองของรัฐบาล ดังเต้จึงปลีกตัวออกมาจากซีไอเอ จนกระทั่งเขาถูกลอบวางระเบิดเพื่อหมายปองเอาชีวิต

และนั่นทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่า คาตาลีน่า ดีออง หญิงสาวที่เขารักจนสุดหัวใจ และเป็นคนคนเดียวกับทีทรยศเขายังมีชีวิตอยู่ และนั่นทำให้ดังเต้เริ่มสืบหาว่าเธออยู่ที่ไหน สิ่งที่ดังเต้ไม่รู้ก็คือ นั่นเป็นแผนการของคนร้ายที่ต้องการตามหาตัวแคทอยู่ และหวังใช้ดังเต้เป็นเครื่องมือในการหาตัวเธอ

แม็กซ์รู้สึกเสียดายหนังสือเรื่องนี้ด้วยหลายเหตุผลนะคะ นอกจากการเอาประเทศไทยเป็นฉากโดยที่คนแต่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับประเทศเรา สักนิดแล้วก็คงเป็นในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างดังเต้ และแคท ที่เราว่าเขาเขียนได้ดี และสื่อถึงความผูกพันของทั้งคู่มาก (ผ่านการเล่าเหตุการณ์ในอดีต) ทำให้เรารู้สึกว่าสองคนนี้เป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง ปัญหาก็คือ ตลอดเวลาเกือบทั้งเล่ม ดังเต้เข้าใจว่าแคททรยศเขา และใช้เวลาหมดไปกับการตามหาเธอ

หนังสือเรื่องนี้หนาสามร้อยสี่สิบหน้า และดังเต้ไม่ได้พบกับแคทจนกระทั่งปาเข้าไปเกือบสองร้อยห้าสิบหน้า และจากนั้นแคทก็หนีไปอีก ก่อนที่จะกลับมาร่วมมือกันก็ปาเข้าไปหน้าสอยร้อยแล้ว เื่รื่องมันไม่ควรโฆษณาว่าเป็นโรแมนติกสืบสวน เพราะมันไม่โรแมนติคหรอกนะที่พระนางไม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเลย

แล้วในส่วนสืบสวนก็ยังอ่อนด้อย ดังเต้ไม่ได้ค้นพบความจริงอะไรสักอย่าง คนอ่านรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ร้ายคิด และนั่นทำให้คนอ่านรู้เรื่องมากกว่าดังเต้เสียอีก มันไม่ได้แสดงความเก่งกาจของพระเอกเลยสักนิด

บอกตามตรงว่า เสียดายค่ะ (แม็กซ์ใช้คำนี้บ่อยมาก) เพราะเราเชื่อว่าฝีมือการเขียนของเคท มีศักยภาพที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้ดีเทียบเท่ากับนักเขียนชื่อดังหลายคน แต่การวางพล็อตที่ไม่แน่น และการดูถูกประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกาของเธอ ทำลายทุกอย่างที่ควรจะดีมาก ๆ ในเล่มนี้ไป

คะแนนที่ 33

Tuesday, February 10, 2009

Insufficient Mating Material // Rowena Cherry

วันนี้แม็กซ์มามาดใหม่ ไม่ได้พาดพิงหรือว่าใครหรอกนะ คราวนี้ได้แต่ว่าตัวเองที่ทำมายถึงได้โง่จัง ก็แหมอ่านหนังสือเล่มที่เพิ่งจบไปไม่รู้เรื่องเลยน่ะสิ

อ่านเล่มนี้แล้วเสียความมั่นใจในภาษาอังกฤษระดับสอบโทเฟิลได้ 630 โทอิกได้ 970 หมดสิคะ อ่าน Insufficient Mating Material ของโรแวนน่า เชอรี่ ไม่รู้เรื่องเลยล่ะ

หนังสือบ้าอะไรภาษาโคตรอ่านยาก อ่านไปกินพาราแก้ปวดหัวไป ทำเอาหนังสือที่น่าจะสนุกก็เลยไม่หนุก เพราะไม่รู้เรื่อง

ไม่เกิดอาการปวดหัวอ่านไม่ออกยังงี้นานมาก จนเมื่อเกิดก็เลยเริ่มเครียด "นี่กูโง่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"

ไม่อยากจะเชื่อ

ดังนั้นจึงไม่เชื่อ คิดว่าคนแต่งประหลาดใช้ภาษาต่างดาวดีกว่า ทำให้เราอ่านไปรู้เรื่อง โยนความผิดกันเข้าไป

หนังสือเรื่องนี้มันน่าจะสนุกนะ เพราะพล็อตเรื่องโดนเต็มใจ อดีตตัวร้ายในเล่มก่อนหน้าที่หาญกล้ามาแย่งชิงนางเอกกะพระเอก จนโดนพระเอกบังคับให้แต่งงานกับน้องสาวตัวเองเพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมือง เรื่องแสนจะน่าสนุก

แต่ก็ได้แค่น่าสนุกนะ เพราะหนึ่งอ่านไม่รู้เรื่องไปครึ่งเรื่องแล้ว อีกครึ่งหนึ่งที่พออ่านรู้เรื่องก็ไม่เข้าใจการกระทำของตัวละครว่ามันทำอะไร ของมัน

คำแนะนำสำหรับหนังสือเรื่องนี้ และเรื่องอื่นของคนแต่งคนนี้ โปรดหลีกเลี่ยงเป็นการดีค่ะ เว้นแต่อยากทดลองรับภาษาอังกฤษของตัวเองว่าเป็นยังไงบ้าง

สำหรับแม็กซ์สงสัยคงบอกลาเจ๊โรแวนน่าคนนี้แล้วล่ะค่ะ อ่านไปสองเล่ม เข้าใจได้ประมาณเล่มเดียว (อ่านรู้เรื่องเล่มละครึ่งเล่ม) เสียดายเงินจัง

Sunday, February 8, 2009

The Last Man Standing // Victoria Alexander

อย่างที่บอกค่ะ อาทิตย์ที่ผ่านมา แม็กซ์ตัดสินใจใช้การสะสางหนังสือค้างเก่าของวิคทอเรีย อเล็กซานเดอร์ที่ตัวเองซื้อมาทิ้งค้างไว้นาน

เราเลือกที่จะเริ่มอ่านชุด The Last Man Standing ซึ่งเ็ป็นเรื่องของเพื่อนสี่คนที่เดิมพันกันว่า ใครจะรักษาชีวิตโสดไว้ได้นานที่สุด แม็กซ์เขียนรีวิวของหนังสือสองเล่มแรกในชุดไปแล้ว และนี่คือสองเล่มสุดท้ายในชุดค่ะ

โดยรวมแล้วแม็กซ์ขอเรียกหนังสือชุดนี้ว่า ไร้น้ำหนัก ไม่ใช่ว่าไร้สาระนะคะ แต่ไม่มีอะไรมากพอที่จะดึงดูดใจแม็กซ์ให้จดจำมันได้นานนักหรอก พล็อตเรื่องง่าย ๆ เรื่องราวของหนุ่มสาวที่ชีวิตดีพร้อมทุกอย่าง ตัวละครในเรื่องเกือบทุกคนเป็นคนดี พระนางเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่อบอุ่น (ซึ่งไม่ใช่ความผิดอะไรนะคะ) แล้วมีชีวิตอย่างเจ้าชายเจ้าหญิงในฝัน นี่เป็นความรักอย่างเทพนิยาย ชนิดที่ไม่มีแม่มด หรือแม่เลี้ยงใจร้ายมาวุ่นวายกับตัวเอก

ในหนังสือสองเล่มสุดท้ายในชุด พล็อตเรื่องที่ใช้ก็เ็ป็นพล็อตที่นักอ่านโรแมนซ์คุ้นเคยอย่างมาก และไม่ใช่แค่หนังสือโรแมนซ์เท่านั้นนะคะที่ใช้ แม็กซ์คิดว่ามันเป็นพล็อตสุดฮิตในเมืองไทยอีกด้วย เราเจอหนังหรือละครที่ใช้พล็อตอย่างนี้หลายรอบมากเลย

Secrets of a Proper Lady ของวิคทอเรีย อเล็กซานเดอร์

หนังสือเล่มที่สามในชุด และเป็นเรื่องที่ใช้พล็อตแนวที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุดพล็อตนึง การปลอมตัวเป็นสาวใช้ของนางเอก และที่มากไปกว่านั้น พระเอกของเราก็ปลอมตัวเป็นคนสนิทของตัวเองมาคบกับนางเอกเช่นกัน

เลดี้คอร์เดเลียได้รับการบอกกล่าวจากผู้เป็นบิดาถึงการจับคู่เธอกับนัก ธุรกิจจากอเมริกาที่ชื่อว่า เดเนี่ยล ซินแคลร์ การจับคู่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การบอกกล่าวเฉย ๆ แต่เป็นแรงกดดันที่เธอไม่คิดว่าจะได้รับ เมื่อบิดาบอกเธอว่า ความร่ำรวยของตระกูลขึ้นอยู่กับการแต่งงานของเธอ เพราะเขาและพ่อของเดเนี่ยลต้องการร่วมทุนกิจการกัน แต่มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าทั้งสองหนุ่มสาวไม่แต่งงานกัน

แต่คอร์เดเลียผู้ซึ่งอยู่เป็นสาวโสดเพราะเลือกมาก ไม่ใช่เพราะไม่มีใครขอแต่งงาน ไม่คิดว่าเธอจะตกลงแต่งงานง่าย ๆ กับชายที่ไม่รู้จักได้ เธอคิดแผนการบรรเจิดขึ้น เธอเ้ข้าไปตีสนิทกับวอร์เรน ชายผู้ซึ่งเป็นเลขาส่วนตัวของเดเนียล เพียงแต่เธอไม่ได้พบกับเขาในชื่อของตัวเอง เธอยืมชื่อซาร่าห์ ซึ่งเป็นคนสนิทส่วนตัว (หรือ Companion) มาใช้ สิ่งที่คอร์เดเลียไมู่รู้ก็คือ ชายคนที่เธอพบเจอนั้นไม่ใช่วอร์เรน หากแต่เป็นเดเนียลเอง

ความสับสนและเข้าใจผิดจึงเกิดขึ้น เมื่อคอร์เดเลียพบว่าวอร์เรนเป็นคนที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกกดดันจากการที่ต้องช่วยรักษาความมั่งคั่งของครอบครัว ไว้ด้วยการแต่งงานกับเดเนียล ส่วนเดเนียลซึ่งใช้ชีวิตเป็นอิสระจากบิดาด้วยการสร้างฐานะด้วยตัวเอง เขาไม่มีความตั้งใจจะแต่งงานกับคอร์เดเลียเลย แต่การได้พบกับซาร่าห์ ก็เริ่มทำให้เขาคิดว่า บางทีการแต่งงานก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เพียงแต่ไม่ใช่กับคอร์เดเลีย

หนังสือเรื่องนี้เหมือนละครไทย (หรือนิยายไทย) หลายเรื่อง ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ดูถูกประเทศไทยหรอกนะคะ อันที่จริงฝรั่งก็ใช้พล็อตนี้ไม่น้อย เพียงแต่ก็หลายปีแล้วนะคะที่เราไม่ได้อ่านเจอพล็อตนี้ ซึ่งพอได้เจอก็แปลกดีในรูปแบบนึง แน่นอนว่าไม่ถูกใจแม็กซ์ แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด จนถึงกับทำให้เราเกลียดเล่มนี้

ส่วนหนึ่งคงเพราะธีมเรื่องมันไม่ซีเรียส มันไม่มีอะไรซีเรียสในเนื้อเรื่องเลย กระทั่งตอนที่พ่อของคอร์เดเลียบอกว่า ความร่ำรวยของครอบครัวจะลดน้อยถอยลงไป มันก็ไม่ใช่การกดดันลูกสาวให้ต้องยอมพลีกายเพื่อรักษาครอบครัวเองไว้ คอร์เดเลียมีทางเลือกเสมอ การปฏิเสธเดเนียลไม่ได้ทำให้ครอบครัวหมดตัว และทั้งพ่อ แม่ พี่สาวของเธอจะยอมรับการตัดสินใจของเธอเสมอ

มันเป็นประสบการณ์การอ่านแบบไร้ความกดดัน เพราะตัวละครในเรื่องไม่มีแรงบีบคั้นอะไรจากพล็อตเรื่องเลย กระทั่งประเด็นที่ทั้งคอร์เดเลียและเดเนียลหลอกลวงกันและกันว่าเป็นคนอื่น ก็ยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะส่งผลต่อการกระทำของตัวละครในเหตุการณ์ที่ตามมา หลังความจริงเปิดเผยด้วยซ้ำ

เราไม่ถึงกับจะบอกว่า ควรถอยห่างจากเล่มนี้นะคะ แม็กซ์เชื่อว่า มีนักอ่านบางกลุ่มที่คงชอบเรื่องแนวนี้ เพราะมันอ่านแล้วสบายใจ มีแต่คนดี ๆ เต็มไปหมดทั้งเรื่อง พระเอกนางเอกก็ไม่เลวร้ายอะไร แต่สำหรับแม็กซ์มันอาจจะดีเกินไปค่ะ

คะแนนที่ 43

และตามมาด้วยเล่มสุดท้ายในชุด

Seduction of a Proper Gentleman ของวิคทอเรีย อเล็กซานเดอร์

โอลิเวอร์ ลีย์ตันเป็นผู้ชนะในเดิมพันระหว่างเพื่อน เขาเป็นชายคนสุดท้ายในบรรดาหนุ่มสี่คนที่รักษาความโสดของตัวเองเอาไว้ได้ ปัญหาก็คือ โอลิเวอร์ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นผู้ชนะ เขาพร้อมที่จะเปิดหัวใจตอบรักความรัก เขาอยากแต่งงาน ถ้าเพียงเขาเจอหญิงสาวที่เขารัก แต่กลับกลายเป็นเขาที่ชนะการแข่งขัน เพื่อนทั้งสามล้วนมีความสุขไปกับชีวิตแต่งงานกับหญิงสาวที่พวกเขาพอใจ แต่โอลิเวอร์ชนะเดิมพัน รางวัลก็คือเงินไม่กี่เพนนี กับเหล้าหนึ่งขวด

บางครั้งชีวิตก็ไม่ยุติธรรมอย่างนั้น

แต่ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อแคธลีน แม็คเดวิด สาวชาวสก๊อตที่เดินทางมาลอนดอนเพื่อแต่งงานกับโอลิเวอร์ การแต่งงานที่โอลิเวอร์ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

แม็กซ์บอกเลยนะคะว่า ชอบพล็อตเปิดเรื่องนี้มาก เราคิดว่ามันน่าสนใจ แคธลีนตกลงใจแต่งงานกับโอลิเวอร์เพื่อล้างคำสาปที่เมื่อห้าร้อยปีก่อน คนในตระกูลของเธอและเขาปฏิเสธการแต่งงานระหว่างกัน ซึ่งทำให้นับจากนั้นคนทั้งสองครอบครัวล้วนเสียชีวิตลงในวัยเยาว์ แคธลีนมีแผนการบางอย่างที่จะ "จับ" โอลิเวอร์ให้อยู่ และแม็กซ์คิดว่าพล็อตแนวนี้มันดูน่าสนใจดี

ก่อนที่เรื่องจะพลิกจากความน่าสนใจเป็นความน่าเบื่ออย่างยากจะบรรยาย เพราะวิคทอเรียเลือกที่จะใช้พล็อตเก่าแก่อันดับหนึ่งในโรแมนซ์น่ะสิ จู่ ๆ แคธลีนก็เกิดอาการความจำเสื่อม และถูกส่งตัวไปยังบ้านของโอลิเวอร์ และทำให้สาวสายความจำเสื่อมเริ่มผูกพันกับเอิร์ลหนุ่มสุดหล่อ

เช่นเดียวกับเล่มอื่น ๆ ในชุดนะคะ มันไม่ได้เลวร้าย แต่มันไม่น่าสนใจ โอลิเวอร์เป็นพระเอกดีเลิศ เขาเป็นท่านเอิร์ลที่ดี เป็นลูกชายผู้ดูแลแม่ และรักครอบครัว เป็นสุภาพบุรุษที่ไม่เอาเปรียบหญิงสาวความจำเสื่อมที่มาอาศัยอยู่ในบ้าน เขารักแท้ขนาดพูดกับแคธลีนว่าเขาจะรอจนกว่าเธอจำเรื่องราวทุกอย่างได้ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่มีใครอื่นในชีวิต ไม่สำคัญว่ามันจะนานแค่ไหน โอลิเวอร์ก็พร้อมจะรอ

ส่วนแคธลีนเมื่อความจำเสื่อมก็เป็นสาวเฟอร์เฟ็คในโรแมนซ์ เธอเป็นคนดี อาจจะสับสนเพราะจำความไม่ได้ แต่เธอก็ดูเหมาะสมกับโอลิเวอร์ทุกอย่าง อุปสรรคเดียวในความรักของทั้งสองก็คือ ความทรงจำที่หายไป (ทำให้ไม่มีใครแน่ใจว่าแคธลีนมีครอบครัวแล้วรึยัง)

สำหรับแม็กซ์แล้ว มันเป็นทิศทางของเรื่องที่เราไม่ชอบ เราอยากให้แคธลีนเจ้าเล่ห์มากกว่านี้ เราอยากเห็นโอลิเวอร์ดีแตก แต่มันไม่เกิดในเรื่องนี้ ทุกอย่างมันสมูทไปเสียหมด เรื่องราวความรักของชายหญิงที่เหมาะสม เ็ป็นคนดี

แต่บางครั้งความดีมันไม่ได้น่าสนใจ

และสุดท้ายประเด็นที่ขัดใจเรามากที่สุด (สปอยล์) ก็ คือการเอาเวทมนตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง มันพลิกทิศทางของเรื่องในชุดไปหมด แล้วก็ทำลายเนื้อเรื่องด้วย อาการความจำเสื่อมของแคธลีนถูกอธิบายได้ด้วยเวทมนตร์ แล้วยังคำสาปนั่นอีก มันทำให้แคธลีนดูปัญญาอ่อนไปเลย เมื่อเธอออกอาการเชื่อถือคำสาปจนไร้เหตุผล

คะแนนที่ 40

สรุปรวมเรื่องในชุดนี้ ถ้าดูจากคะแนนอาจจะน้อยมาก (ส่วนใหญ่ได้ F) แต่แม็กซ์ก็ยังคิดนะคะว่า ต้องมีนักอ่านอีกหลายคนที่น่าจะชอบวิธีการเขียนเรื่องของวิคทอเรีย เธอเป็นคนที่เขียนเรื่องพล็อตแนวไร้น้ำหนัก (พล็อตชนิดที่ไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เลยในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภายนอกกับตัวร้าย หรือความขัดแย้งภายในระหว่างตัวเอกกันเอง) ได้ดีมากคนนึง ปัญหาของแม็กซ์ต่อมันก็คือ แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องที่ไร้ความขัดแย้ง ดังนั้นนี่อาจเป็นความผิดของเราเองที่ไม่ชอบงานของเธอ

Kiss of Death // Meryl Sawyer

<บลอกนี้เขียนตั้งแต่เมื่อวานแล้วแหละ แต่แผ่นดินไหวซะวก่อน ก็เลยเขียนไม่เสร็จ>

หัวข้อบลอกวันนี้มาแนวหนังจีนมาก แต่นี่เป็นความเชื่อของแม็กซ์ว่า นักเขียนคนใดที่เขียนเรื่องที่สนุกมากกกกกขนาดวางไม่ลงออกมาแล้วเล่มนึง ก็จะต้องใช้เวลาอีกเป็นปีทีเดียวกว่าเขาจะกลับมาอยู่ในระดับเดิมได้อีกครั้ง เพราะทุกอย่างเมื่อถึงจุดสูงสุดก็ต้องถึงคราวขาลง เมื่อคุณอ่านหนังสือที่สนุกขนาดออกอาการเพ้อคลั่ง คุณคิดหรือว่า นักเขียนคนนั้นยังมีอารมณ์ศิลปินเหลืออยู่พอจะสร้างงานที่น่าประทับใจใน ระดับเท่ากันออกมาได้อีก หรือถ้าทำได้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกนานเลยล่ะ กว่าจะกลับมาดีได้เหมือนเรื่องที่ดีที่สุดของเขา

แม็กซ์ไม่ตื่นเต้นสักกะนิดกับเรื่อง Scandal in Spring เพราะหลังจากอ่านหนังสือที่หนุกมากกกกกอย่าง Devil in Winter แล้ว แม็กซ์ก็คิดว่า คงอีกสักพักแหละ ลิซ่าถึงจะสามารถเขียนเรื่องดีอย่าง DIW ได้อีก และจนบัดนี้แม็กซ์ก็ยังไม่ได้อ่านเล่มนั้น และจากที่ฟังเพื่อนพูด ก็คิดว่าไม่มีอะไรที่แม็กซ์น่าจะเสียใจ

วันนี้นักเขียนที่แม็กซ์จะเขียนถึง เป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องนึงที่แม็กซ์โชคดีได้มีโอกาส อ่าน ที่ต้องใช้คำว่าโชคดีเพราะหนังสือเล่มนั้นหายากมาก ถ้าแม็กซ์ไม่ตาดีไปบังเอิญเห็นในร้านหนังสือมือสองแห่งหนึ่งเข้า จนบัดนี้แม็กซ์ก็อาจจะยังไม่ได้อ่าน ซึ่งนั่นคงเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

หนังสือเล่มแรกของเมอริล ซอว์เยอร์ที่แม็กซ์อ่านคือเรื่อง Last Night หนังสือบวมน้ำเก่า ๆ ที่แม็กซ์เจอในร้านหนังสือมือสอง คงเป็นโชคที่วันนั้นเราหาหนังสือที่อยากซื้อไม่ได้เลยสักเล่ม ก็เลยหยิบเล่มนี้มาด้วยความเสียไม่ได้ (ราคาแค่ 0.50 เซ็นต์เอง) และเล่มนั้นก็กลายเป็นชนวนทำให้แม็กซ์เริ่มติดตามหางานของนักเขียนคนนี้มา อ่าน LN สนุกค่ะ แต่ยังไม่ใช่เล่มที่อยู่ยอดเขาของเธอ เรื่องนั้นต้องใช้ความสามารถในการค้นหามากกว่านี้

แม็กซ์ชอบ "คืนก่อน" และอีกหลายเรื่องที่เมอริลเขียน ไม่ว่าจะเป็น Never trust a stranger, Promise me anything, Midnight in Ma.... (เมืองอะไรสักเมืองที่เราจำชื่อไม่ได้) แต่เมื่อแม็กซ์ได้อ่าน A Kiss in the dark ทุกอย่างก็กลายเป็นอดีตอันน่าลืมเลือน

เพราะอะไรน่ะเหรอ

"จูบในความมืด" มันสมบูรณ์แบบ หนังสือแนว Contemporary/Romantic Suspense (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าแนวไหนดี ยิ่งตอนนี้มีประวัติจัดแนวหนังสือมั่ว ๆ อยู่ด้วย) ที่ดีที่สุด ใช้คำว่าดีที่สุด เพราะมันดีมาก หนังสือที่คุณอาจจะมีโอกาสได้อ่านเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต เป็นหนังสือหนึ่งในสิบแปดเล่มที่แม็กซ์ให้คะแนนเต็ม(อาจดูเยอะนะคะ แต่แม็กซ์อ่านหนังสือมากว่าสามพันเล่มเฉพาะโรแมนซ์เฉพาะในรอบเจ็ดแปดปีที่ ผ่านมานี้)

สำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้อ่าน และอยากรู้ว่าเรื่องนี้เป็นยังไง แม็กซ์กำลังเขียนรีวิวเรื่องนี้อยู่ค่ะ (ขอโฆษณาหน่อยแล้วกัน) เสร็จแล้วจะเอาลิงค์มาลงให้อ่านกันนะคะ

กลับสู่เรื่องของเราก่อนค่ะ ทำไมแม็กซ์ถึงรำลึกความหลังถึง A Kiss in the dark นั่นก็เพราะแม็กซ์เพิ่งอ่านงานเล่มล่าสุดของเมอริลเรื่อง Kiss of death จบไป แล้วก็ดวงตาเห็นแสงว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้จีรัง

มันไม่น่าเป็นไปได้เลยที่นักเขียนที่เขียนเรื่องอย่าง AKITD จะเขียนหนังสืออย่าง KOD ออกมาได้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

นอกจากคำว่า "Kiss" ที่เหมือนกัน ทั้งสองเรื่องไม่มีอะไรที่เทียบกันได้ ไม่ใช่ว่า KOD เลวร้ายจนต้องขว้างทิ้ง (เกียรติอันนั้นแม็กซ์สงวนไว้ให้เรื่อง Perfect เพียงเล่มเดียวค่ะ) แต่มันทำให้แม็กซ์สะท้อนใจ (แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่) ถึงความไม่เที่ยงแท้

ไม่มีนักเขียนคนไหนที่ไว้ใจได้ อย่างน้อยก็ในความคิดของแม็กซ์ เมื่อถึงจุดหนึ่ง พวกเขาก็จะต้องมีเรื่องที่อ่อนกว่าออกมา การรักษาคุณภาพเป็นเรื่องยากค่ะ และการรักษาคุณภาพตลอดเวลาเป็นสิบปี ยิ่งยากกว่า

สำหรับคนที่อยากรู้ว่า KOD เป็นยังไง เรื่องอย่างย่อก็มีว่า วิทนีย์นางเอกของเราเพิ่งเลิกกับสามี และบอบช้ำทางจิตใจ (แต่ไม่ลังเลที่จะโผเข้าหาพระเอกหลังจากเจอกันไม่กี่วัน) และย้ายมาพักอยู่กับญาติที่ห่างเหินกันไปนานของเธอ มิแรนด้าญาติของเธอกำลังจะแต่งงานอย่างลับ กับทนายความชื่อดัง ที่ไม่ต้องเปิดเผยข่าวการแต่งงานให้คนอื่นรู้ เพราะกลัวว่าลูกความจะไม่สบายใจที่ทนายของตนหนีไปฮันนีมูน ฟังดูประหลาดใช่ไหม

ใช่แล้วค่ะ เพราะเมื่อวิทนีย์โดนอดีตสามีตามรังคาญให้เซ็นต์เอกสารแบ่งสมบัติกันอีกรอบ เธอจึงหวังเพิ่งสำนักงานกฎหมายของญาติเขย (เรียกถูกไหมเนี่ย) แต่เมื่อไปถึงแล้ว กลับพบทนายความคนที่ญาติของเธออ้างว่าแต่งงานและไปฮันนีมูนด้วยกันแล้ว ซึ่งทนายคนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย ปริศนาเกี่ยวกับการหายตัวไปของญาติเธอจึงเป็นประเด็นหนึ่งในเรื่อง

นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องที่ลุงของพระเอกตายกระทันหัน ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนลุงได้เรียกพระเอกไปพบ แล้วสั่งว่า ถ้าเขาตายขึ้นมา ให้พระเอกสืบหาความจริงด้วยนะ ดังนั้นจึงกลายเป็นภาระของพระเอกในการสืบหาความจริง

เรื่องนี้อ่านได้นะคะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน A Kiss in the dark มาก่อน มันไม่ทำให้คุณกรี๊ดสลบหรอก แต่ก็เป็นการฆ่าเวลาเพลินดี

The Demon You Know // Christine Warren

แม็กซ์หายหน้าไปหลายวัน ไม่ได้ไปไหนหรอกนะคะ เพียงแต่ต้องใช้ความพยายามอย่างรุนแรงในการอ่านเรื่อง "ปีศาจที่ฉันรู้จัก" ให้จบไปเสียที

เป็นความพยายามที่กินแรงมาก เพราะอ่านยังไงก็ไม่ไป จะให้วาง ก็รู้ดีแน่ว่า ลองวางแล้ว ชาตินี้ อาจจะไม่ได้หยิบขึ้นมาอ่านอีกแน่ ก็เลยทน ทน แล้วก็ทนอ่าน

แต่เพื่อความเป็นธรรม The Demon You Know ของคริสทีน (ไม่อยากเป็นตีนน่ะ) วอร์เรน ก็ไม่ได้เลวร้ายตาแป๊ะบอดหรอกนะ เพียงแต่มันไม่น่าสนใจ ราบเรียบเสียจนนึกว่าเพิ่งไปส่งซักแห้งมาก

เป็นความผิดหวัง หลังจากที่แม็กซ์ได้อ่านเรื่อง She's no faerie princess ซึ่งเป็นเล่มก่อนหน้านี้ของคริสทีน แม็กซ์ชอบเรื่องนั้นมากค่ะ แต่เล่มนี้

เฮ้อ

ขอถอนหายใจแรงหนึ่งรอบ

มันไม่ได้แย่หรอกนะ แต่มันไม่สนุกอ่ะ

เรื่องนี้เป็นเล่มสามในชุด "คนอื่น" ซึ่งเป็นเรื่องของของบรรดาสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติทั้งหลายที่แฝงตัวอยู่ ร่วมกับมนุษย์ เล่มนี้อาจเป็นเล่มสามที่ออกขายกับสำนักพิมพ์เซ็นต์มาร์ตินก็จริง แต่ยังมีอีก 6 เล่มที่ออกขายกับอีลอร่าส เคฟ ดังนั้นนับกันจริงก็เล่ม 9 แล้วล่ะ แต่คนที่ยังไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้าก็ไม่ต้องกลัว อ่านได้ค่ะ แต่จะสนุกไหมเนี่ย แล้วแต่คนนะ

ในเล่มนี้รูลซึ่งเป็นปีศาจที่มาจาก "ข้างล่าง" ข้ามมายังโลกมนุษย์เพื่อตามล่าปีศาจเลว เล่าเรื่องยาวให้สั้น ปีศาจมีสองชนิด แบบดีที่เรียกกันว่าเดม่อน และปีศาจเลวรูลเป็นเดม่อน ปีศาจที่เขาตามหาเป็นสายของเขาในการแทรกซึมกองกำลังปีศาจเลว โชคชะตาและความบังเอิญแบบซวยสุดทำให้แอ็บบี้นางเอกโดยปีศาจตัวนั้นเข้าสิง ทำให้เธอต้องตกกะไดมาพัวพันกับเหล่า "คนอื่น"

ปัญหาที่ทำให้เรื่องนี้ไม่เวิร์คสำหรับแม็กซ์มีเยอะ เริ่มตั้งแต่ นางเอกถูกสิง เธอถูกสิงโดยปีศาจผู้ชาย และจะถูกสิงไปจนเกือบจบเรื่อง อ่านเซ็กส์ซีนยังไงมันก็... ทำใจไม่ได้นะ ลองคิดดูดิ...

แล้วก็ยังตัวนางเอกอีกที่ไม่เห็นว่าจะทำอะไรได้ โอเคเธอเป็นมนุษย์ธรรมดา ท่ามกลางคนอื่นที่มีความสามารถพิเศษ มนุษย์หมาป่า แม่มด หรือมนุษย์แมว แต่ก็ไม่จำเป็นที่การเป็นคนธรรมดาจะเทียบเท่ากับความไร้ความสามารถนี่ วัน ๆ เธอเอาแต่นั่งบ่นว่า เบื่อที่จะต้องอยู่ในเซฟเฮ้าท์ที่เธอถูกกักตัวไว้เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง จากนั้นก็คิดแผนการหนี ที่ทำให้คนเกือบตายกันหมด ยังดีนะ ที่มีตัวละครมาด่านางเอกว่า "โง่" ทำให้ความโง่อันนี้พอให้อภัยได้ เพราะอย่างน้อยคนแต่งก็รู้แล้วว่า ตัวละครของเธอกำลังทำตัว โง่

พล็อตเรื่องก็ไม่มีอะไร ถึงจะไปพัวพันกับความเป็นตายของโลก แต่ก็ไม่เห็นจะมีใครสนใจ บรรดาเจ้านายของพระเอกก็ไม่เห็นส่งใครมาช่วยทำให้สถานการณ์มันดีขึ้นเลย มีแค่พระเอกและเพื่อนพ้องของเขา (ที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการกู้โลกหรอกนะ แต่ช่วยเพราะเคยเป็นพระเอกเล่มก่อนหน้า ก็เลยต้องขอโผล่มาให้เห็นสักหน่อย)

โอ้ยผิดหวัง แม็กซ์ชอบ SNFP มากค่ะ แต่คิดอีกที คริสทีนนี่ก็มีประวัติความไม่คงเส้นคงวาสูง

คะแนนที่ 47 (เทียบกับ 87 ของ She's no faerie princess และ 43 จาก Wolf at the door)

If you dare // Kresley Cole

แม็กซ์ชอบงานแนวพารานอมอลของเครสลีย์อย่างมาก เรียกว่าคลั่งเลยก็ว่าได้ ชอบความทันสมัยของเนื้อเรื่อง นางเอกไปประเภทคิกแอส พระเอกที่แม้จะดูหื่นไปหน่อยแต่ก็จริงใจกับนางเอกมาก หนังสือชุด Immortal After Dark ถือเป็นหนังสือชุดที่โดดเด่นท่ามกลางความดาษดื่นของหนังสือแนวเดียวกัน

ในทางกลับกันแม็กซ์ก็เกลียดหนังสือแนวย้อนยุคของนักเขียนคนนี้อย่างมากกกกก กกก (คงพอเข้าใจความเกลียด) เพราะเนื้อเรื่องสุดจะงี่เง่า นางเอกโง่แล้วยังถือทิฐิ พระเอกก็ออกอาการโหดแบบไร้เหตุผล และนี่เกือบเป็นเหตุผลที่แม็กซ์เกือบจะไม่ซื้อหนังสือแนวพารานอมอลของเธอมา อ่าน เพราะติดภาพนั้นจากแนวย้อนยุคของเธอ ต้องขอบคุณความเสียดายเงินที่บังคับให้อ่านเรื่อง Playing easy to get ซึ่งเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น ด้วยราคาที่แพง เมื่อซื้อมา แม็กซ์ก็เลยจำใจอ่านทั้งที่ไม่ได้สนใจงานของเครสลีย์เลยสักนิด แต่มันกลับเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในเล่ม

แต่นั่นเป็นอีกเรื่อง ไม่ใช่สิ่งที่แม็กซ์อยากบลอกในวันนี้

ประเด็นในวันนี้เป็นที่ความลำเอียงของแม็กซ์เอง เพราะในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม็กซ์ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือชุดพี่น้องตระกูลแม็คคราริกที่เขียนโดยเครส ลีย์ โคล หนังสือเล่มแรกออกขายตั้งแต่ปี 2005 แต่อีกสองเล่มในชุดเพิ่งออกเมื่อสองสามเดือนก่อนนี้เอง ทำไมถึงช้าน่ะเหรอ

ก็เพราะถูกดองน่ะสิ เนื่องจากเครสลีย์สร้างชื่ออย่างมากกับการเขียนชุด IAD ทำให้สำนักพิมพ์ดองชุดย้อนยุคชุดนี้เอาไว้ แล้วห้นมาทุ่มโฆษณาชุด IAD แทน แล้วในที่สุดก็เข็นสองเล่มหลังในชุดออกมาจนได้

แม็กซ์อ่านไปเล่มค่อน คือจบเล่มแรก If you dare ซึ่งเขียนก่อนที่เธอจะตีพิมพ์เรื่องสั้นใน Playing easy to get และแม็กซ์ก็ไม่ชอบเล่มนี้เหมือนกับที่ไม่ชอบเรื่องย้อนยุคเล่มอื่นของเธอ พระเอกมันงี่เง่า เพราะเชื่อในคำทำนายโบราณที่ดูแล้วไม่เห็นจะน่าเชื่อสักนิด นางเอกก็โง่พยายามหนีพระเอกไปหาตัวร้ายอยู่เรื่อย ทั้งที่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นมันร้าย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอคติเพราะคิดว่ายังไงเครสลีย์ก็เขียนเรื่องแนวย้อนยุคไม่ ได้เรื่อง ทุกอย่างที่แม็กซ์อ่านจึงถูกมองเป็นการตอกย้ำความเชื่อนั้น ทุกการกระทำของตัวเอก แม็กซ์มองด้วยสายตาจ้องจับผิด ไม่ให้อภัย ในขณะถ้าเป็นเรื่องอื่น แม็กซ์อาจจะทำใจยอมรับได้มากกว่านี้ แต่สำหรับ If you dare นี่ อะไรอะไรก็ดูไม่ดี

เป็นการรีวิวที่มีอคติค่ะ วันนี้ แต่ถ้าอยากรู้คะแนนล่ะก็อยู่ที่ 47

ส่วนเล่มสอง If you desire นี่ ความรู้สึกเป็นบวกกลับมาค่ะ เพราะว่าในใจคิดไว้แล้วไงว่า เป็นเรื่องที่เขียนหลังจากที่เธอเริ่มเขียนชุด IAD ดังนั้นคุณภาพน่าจะมีมากกว่า (แม็กซ์ถือว่า IAD เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเครสลีย์ เหมือนอย่างที่ Dark Lover เป็นกับเจสสิก้า เบิร์ด) อ่านจบแล้วจะมารายงาน แต่คาดว่าคะแนนดีกว่าเล่มหนึ่งในชุดแน่ (แต่คงอีกสักพักนะคะ เพราะตอนนี้แม็กซ์ต้องขอลาไปอ่าน The Vampire's Queen Servant แล้วล่ะ ได้มาแล้วววววววววว)

The Wolf // Jean Johnson

ในฐานะสมาชิกสาวยุคใหม่ซักผ้าไม่เป็นอย่างแม็กซ์ ก็เลยตั้งข้อสงสัยกับข้อสันนิษฐานอันนี้มาก โดยเฉพาะหลังจากได้อ่านเรื่องราวของนางเอกแม่ศรีเรือนที่อุตส่าห์โดนพ่อมด เรียกตัวข้ามมิติมายังอีกโลกนึง แล้วยังต้องมีหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูบ้านของพระเอกอีก

หนังสือชุดที่ดูแล้วน่าสนใจที่สุดชุดหนึ่งของปีนี้ Sons of Destiny ในโลกอีกมิติหนึ่งเมื่อลูกชายแฝดสี่คู่ถือกำเนิดขึ้นมาในวันเดียวกัน แต่ห่างปีกันคู่ละสองปี คำทำนายของแม่มดเมื่อพันปีก่อนก็เป็นความจริง ชายทั้งแปดคนที่อาจจะทำลายสังคมเก่าแก่ที่มีมานานแห่งคาตานลง ดังนั้นเมื่อลูกชายคนสุดท้ายซึ่งถูกทำนายว่าจะเป็นพ่อมดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แสดงอำนาจของตัวเองออกมา ทั้งแปดก็ถือขับไล่ออกจากบ้านที่อยู่ โดนปลดออกจากบรรดาศักดิ์ที่สืบทอดมาจากบิดา และถูกเนรเทศไปอยู่กันตามลำพังบนเกาะอันโดดเดี่ยว เกาะที่ไม่มีคนอื่นอาศัยอยู่ ปราศจากผู้หญิง นั่นเพราะคำทำนายเกี่ยวกับลูกชายคนโตบอกว่า เมื่อใดก็ตามที่เขาพบรัก ความพินาศจากตามเท้าของเธอมาก

เรื่องฟังดูน่าสนใจมาก คาดว่าจะมีหนังสือในชุดทั้งหมด 8 เล่ม เล่าเรื่องพี่น้องทั้งแปดคน ไล่เรียงมาจากคนโตจนถึงคนสุดท้าย

แต่แค่เล่มแรกที่เล่าเรื่องของเซเบอร์ หรือเจ้าของฉายาจอมดาบ หรือ The Sword ตามชื่อเรื่อง ก็น่าเบื่อเสียแล้ว เพราะอะไรรู้ไหมคะ

เพราะมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยน่ะสิ ตลอดทั้งเรื่องสิ่งที่แม็กซ์เรียนรู้ก็คือการเก็บกวาดบ้าน (หรือปราสาท) ของนางเอก ที่ทำงานจนเป็นที่น่าประทับใจเหล่าน้องของพระเอก

ถ้าแม็กซ์โชคร้ายพอจะถูกพ่อแม่จากอีกมิติหนึ่งเรียกตัวข้ามไปยังอีกโลกหนึ่ง สิ่งสุดท้ายที่แม็กซ์จะทำก็คือ งานบ้าน แต่ดูเหมือนสิ่งเดียวที่เคลลี่อยากทำก็คือ งานบ้าน

โอเค แม็กซ์เข้าใจว่า เธออยู่ในเกาะร้าง ในปราสาท กับชายแปดคน โดยไม่มีสาวใช้ บ้านก็ย่อมสกปรก โอเค เข้าใจว่านางเอกต้องทนกับความโสโครกแบบนั้นไม่ได้ แต่มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องบรรยาฉากทำความสะอาดไปเสีย 1 ใน 4 ของเรื่อง เธอทั้งกวาด ทั้งถู ทั้งทำอาหาร เย็บผ้า นั่นคือจุดประสงค์ที่เธอต้องอุตส่าห์เดินทางข้ามมิติมาทำนั้นเหรอ แต่ก็อาจจะตรงกับสิ่งที่เธอต้องการก็ได้ เพราะฝีมืองานบ้านของเธอก็เอาชนะใจพระเอกของเราได้

จะไม่ชนะใจได้ยังไง อยู่ดีดีก็ได้คนใช้มาเพิ่มคนหนึ่งเฉยเลย ไม่ต้องเสียเงินจ้างด้วย

ไม่นับความน่าเบื่อของฉากทำงานบ้าน ตัวละครพี่น้องแปดคนดูจะมากเกินไปกับฝีมือการเขียนของคนแต่ง เราเข้าใจว่าเขาอยากให้คนอ่านรู้จักและผูกพันกันน้องพระเอก ซึ่งจะเป็นพระเอกเล่มถัดไปแต่ต้องการกระทำทุกอย่างจะต้องเกี่ยวข้องกับพี่ น้องทุกคน และต้องเรียงลำดับทีละคนด้วยเหรอ การพูดบนโต๊ะอาหาร แต่ละคนได้พูดกันคนละพารากราฟ แล้วพูดในลักษณะเดียวกัน "ผมชื่อวูลฟ์เฟอร์ หรือเดอะวูลฟ์" อีกคนก็ "ผมชื่ออีแวนนอร์ หรือเดอะซองค์" กว่าจะพูดกันครบแปดคน อาหารก็เย็นหมดแล้ว

แล้วยังฉากที่พี่น้องแต่ละคนให้ของขวัญนางเอก ก็ต้องเรียงกันให้ นางเอกก็ค่อยเปิดที่ละกล่อง แล้วแต่ละคนก็มาบรรยายว่าของขวัญของตัวเองคืออะไร

แม็กซ์ว่าเทคนิคการเล่าเรื่องของจีน จอห์นสันคนแต่งยังมีปัญหาอยู่ค่ะ

พูดถึงข้อเสียไปแล้ว ก็ต้องมองด้านดีมาก

ข้อดีก็คือ เรื่องนี้แนะนำพล็อตเรื่อง และตัวละคร (ตัวอื่นนอกจากนางเอกซูเปอร์เฮ้าท์ไวฟ์ และพระเอกที่เก็กอย่างเดียว) ที่น่าสนใจมากพอที่แม็กซ์คงจะตามอ่านต่อ อย่างน้อยก็อีกสองเล่ม เพราะแม็กซ์มีกฎที่จะให้อภัยนักเขียนสามครั้ง (ถ้าพล็อตเรื่องเธอน่าสนใจพอนะ) และในตอนท้ายเรื่อง หลังจากนางเอกทำความสะอาดปราสาทจนใหม่เอี่อมเสร็จแล้ว เรื่องก็เริ่มน่าสนใจ และน่าติดตามขึ้น เมื่อนางเอกเริ่มใช้สติปัญญา (แทนที่จะเป็นแขนที่บึกบึนของเธอ) ในการแก้ปัญหาที่เกิด แม็กซ์ชอบวิธีที่เธอใช้ในการจัดการกับข้าศึกที่เข้ามารุกรานเกาะที่พวกเขา อาศัยกันอยู่ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่แม็กซ์คิดว่ายังมีความหวังกับหนังสือชุดนี้อยู่บ้าง

ถ้าจะพยายามคิดอย่างให้อภัยคนแต่งที่เขียนเรื่องออกมาจนพระเอกไม่น่าสนใจ และนางเอกที่น่าสงสาร (เพราะต้องทำงานบ้าน) ก็อาจเป็นเพราะเธอทุ่มเวลาไปกับการเขียนถึงน้อง ๆ ของพระเอกมากไปหน่อย อาจเพราะเป็นการลงทุนเผื่อไว้สำหรับอนาคตเพื่อให้คนอ่านอยากอ่านเรื่องราว ของพวกเขา ซึ่งก็ได้ผลนะ เพราะแม็กซ์รู้สึกอยากอ่านเรื่องของน้องพระเอกบางคน แต่ในทางกลับกัน แม็กซ์ก็กลัวว่าจะเจอเรื่องแบบที่เจอในเล่มนี้ และนั่นจะยิ่งเลวร้ายกว่า

สรุปคะแนนให้ที่ 37

Saturday, February 7, 2009

Wolf Tales // Kate Douglas

"เรื่องเล่าของหมาป่า" จะเป็นหนังสือที่ทำให้แม้แต่คนที่อ่านอีโรติกโรแมนซ์มาอยากโชกโชนตาโต (แค่นี้ก็ตาโตกันแล้วใช่ไหมร่า) ทั้งพล็อตเรื่องที่แหกกฎทุกอย่างของโรแมนซ์ (อยากอ่านกันไหมเนี่ย)

ดังนั้นแม็กซ์ก็คงต้องใช้คำพูดประจำว่า "เราขอเตือนคุณ"

เรื่องเล่าของหมาป่าตอนที่ 1 ถือเป็นหนังสือเปิดตัวของยี่ห้อ อโฟไดท์เซียของเคนซิงตัน ซึ่งเป็นหนังสือสุดฮ็อต (แม็กซ์ถือว่าฮ็อตที่สุดของตลาดพรินต์บุ๊คในปัจจุบันแล้วน้า) ซึ่งเป็นการเปิดตัวชนิดสุดขั้ว เพราะขนาดแม็กซ์เองซึ่งถือว่าเชี่ยวแล้วนะในการอ่านอีโรติกโรแมนซ์ก็ยังตา ค้าง อึ้ง ทึ่ง แล้วก็เสียว

อะไรคือเรื่องเล่าของหมาป่า หนังสือชุดนี้เล่าเรื่องของเผ่าพันธุ์มนุษย์หมาป่าที่แตกต่างจากแนวพารานอมอ ลที่เราเคยอ่าน คนกลุ่มนี้แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง และแน่ล่ะเนื่องจากเป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ คนกลุ่มนี้จึงเกิดมาพร้อมกับความต้องการทางเพศที่เหลือล้น ว่ากันว่าถ้าคนกลุ่มนี้เหมาะจะเป็นโสเภณีที่ดีที่สุด เพราะพร้อมกับเรื่องพวกนี้ทุกที่ทุกเวลา และไม่จำกัดเฉพาะเพศตรงข้ามเท่านั้นหรอกนะ

โปรดทำใจก่อนจะอ่าน ถ้าคุณคิดจะอ่าน แล้วจะหาว่าแม็กซ์ไม่เตือนไม่ได้นะ

หนังสือชุดนี้ไม่มีสาระอะไรมาก นอกจากเซ็กส์ที่จะทำให้คุณตกตะลึง อึ้งกิมกี่ แต่สำหรับแม็กซ์มันก็ยังมีเสน่ห์ในทางประหลาดของมันเอง

ปัจจุบันเรื่องชุดนี้ออกมาแล้ว 4 เล่ม และเรื่องสั้นอีกหลายเรื่องทั้งสี่เล่มสอบผ่านในเรื่องความฮ็อต แต่สอบตกอย่างรุนแรงในเรื่องของพล็อต แต่แม็กซ์ก็ขอสารภาพล่ะว่าชอบเล่มสาม ไม่มีเหตุผลเท่าไหร แต่ชอบค่ะ

ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไรได้มาก เพราะหนังสือมันไม่ค่อยมีพล็อตหรอก ธีมเรื่องก็เป็นแค่นางเอกที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ของหมาป่ากลุ่ม นี้ ดังนั้นพระเอกจึงต้องทำให้พวกเธอรู้ว่า อะไรทำให้พวกเธอแตกต่าง นางเอกบางคนเป็นเลสเบี้ยน บางคนเป็นคุณโส บางคนเป็นคนผิวดำ ดังนั้นแม็กซ์เตือนคุณแล้ว

คะแนนที่ เล่มหนึ่งได้ 67 (ได้ค่าความช็อคที่แม็กซ์รู้สึก เมื่อได้อ่านเรื่องที่ M on M เล่มแรกในชีวิต) เล่มสองได้ 47 (แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องแนวรักข้ามเชื้อชาติเท่าไหรค่ะ) เล่มสามได้ 73(เพราะชอบเบย์เลอร์ ตัวละครที่ไม่ใช่ทั้งพระเอกและนางเอกของเรื่อง แต่อ่อยพระเอกได้น่ารักมาก) และเล่มสี่ได้ 43 (หนังสือที่ไม่เห็นจะมีพล็อตอะไรเลยสักกะนิด)

Wicked under cover // Barbara Pierce

แม็กซ์สะสมหนังสือของบาร์บาร่า เพียชมาได้ระยะหนึ่งแล้วล่ะ แต่ก็ไม่ได้ฤกษ์อ่านเสียที จนกระทั่งหยิบหนังสือเรื่อง เจ้าเล่ห์ใต้ผ้าห่ม ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของตระกูลคาร์ไลล์มาอ่าน

ความรู้สึกระหว่างที่อ่านก็คือ หนังสือเรื่องนี้ไม่น่ารักเอาเสียเลย

ความน่ารักมันไม่เกี่ยวกับความสนุกหรอกนะ แต่ลองคิดแล้วกัน ถ้าคุณหยิบหนังสือที่โฆษณาว่าเป็นชุดขึ้นมา คุณคาดหวังอะไร อย่างน้อยก็น่าจะเป็นเรื่องของครอบครัวที่รักและผูกพันกัน ไม่ต้องหวานจนเลี่ยนหรอกนะ แต่ก็น่าจะให้ตัวละครในครอบครัวนางเอกดูเอื้ออาทรต่อนางเอกเสียหน่อย ก็อย่างน้อยในอนาคต ตัวละครพวกนี้ก็จะเป็นพระเอกนางเอกในอนาคตไม่ใช่เหรอ

แต่ไม่ใช่เลย

เรื่องนี้พ่อและแม่ของนางเอกซึ่งเป็นขุนนางบรรดาศักดิ์สูง (ดยุค & ดัสเชส) ที่บ้าราคะ ทั้งคู่ต่อมีอีหนู และพ่อหนู มีชู้รักกันอยู่คนละคนสองคน ช่างเป็นตัวอย่างที่ดีเหลือเกิน

คนแต่งโฆษณาว่าเรื่องชุดนี้เล่าถึงครอบครัว คาร์ไลล์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร มีความเป็นเอกลักษณ์ ขอโทษเถอะนะ แต่แม็กซ์ไม่เห็นว่า ความมักมากในกามนี่เป็นเอกลักษณ์ยังไงเลย ส่วนใหญ่พวกพ่อแม่อย่างนี้ มักจะเป็นต้นเหตุทำให้พระนางมีอดีตอันขมขื่นด้วยซ้ำ

ไม่พอ นางเอกยังมีพี่ชาย ที่นางเอกบอกด้วยตัวเองว่า ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือให้ความช่วยเหลือนางเอกเลยแม้แต่น้อย นี่คนแต่งคาดหวังว่าแม็กซ์จะอยากอ่านเรื่องราวของพี่ชายคนนี้ซึ่งเป็นเล่ม ที่สองในชุดหรือไง

แม็กซ์ไม่ใช่พวกพิวริตี้นะ ที่ครอบครัวต้องสมบูรณ์เหมือนตระกูลบราดี้ แต่ไม่เห็นว่าครอบครัวมั่วกามอย่างนี้จะน่าสนใจยังไงในหน้าหนังสือถึงขนาดจะ เขียนให้เป็นซี่รี่ย์

ถ้านั่นยังไม่รำคาญใจพอ ก็ยังมีพระเอก ที่อ่านจนจบเรื่อง แม็กซ์ก็ไม่เข้าใจว่า เขาเข้ามาพัวพันกับนางเอกในตอนเริ่มแรกเพื่ออะไร

ในเรื่องพระเอกพูดกับนางเอกตลอดว่า ต้องการให้เธอแนะนำเขาซึ่งเป็นชายสามัญให้กับสังคมชั้นสูงของอังกฤษในยุครี เจนซี่รู้จัก เขาต้องการเข้าสังคม ในขณะเดียวกัน เขาก็จะช่วยนางเอกแก้แค้นกับคนที่ทำลายชื่อเสียงของนางเอก

ฟังแล้วมันขัดกันไหม เพราะถ้านางเอกชื่อเสียงเสีย แล้วนางเอกจะมีหน้าไปแนะนำชายสามัญชนธรรมดาเข้าสังคมได้ยังไง และยิ่งถ้าอ่านไป ก็จะยิ่งพบว่า กลับเป็นพระเอกนั่นเองที่ต้องช่วยปกป้องชื่อเสียงของนางเอก

อ่านแล้วไม่เข้าใจว่าพระเอกจะต่อรองกับนางเอกไปทำไม ไม่เห็นว่าจะได้อะไรเลย

แม็กซ์จะโอเคนะ ถ้าบอกตั้งแต่ต้นว่า พระเอกสนใจนางเอกในเชิงชู้สาว ติดใจความสวยหรืออะไรก็ว่าไป ทำให้เอาตัวเข้ามาพัวพัน แต่นี่ก็ไม่ใช่ บอกว่าต้องการให้นางเอกแนะนำตัวเองเข้าสังคม แต่นางเอกเป็นหญิงสาวที่มีราคี ถูกพบ (และมีความสัมพันธ์) กับผู้ชายที่ไม่ได้แต่งงานด้วย ด้วยข้อจำกัดทางสังคม ไม่มีทางที่ประตูบานไหนจะเปิดรับนางเอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัว ที่รักของนางเอก ไม่เห็นจะยื่นมือเข้ามาช่วยสักนิด

เพราะความไม่น่าเชื่อ และความไร้สามารถของนางเอก ที่ทั้งเรื่องปากก็พูดแต่ว่า ฉันเก่ง ฉันฉลาด พอเอาเข้าจริงก็บ่มีไก๊ การล้างแค้นคนที่ทำลายชื่อเสียงของตัวเองก็ต้องให้พระเอกช่วย พอโผล่หน้าเข้าไปในสังคม แล้วมีคนแอบนินทา ก็ต้องให้พระเอกช่วย พอเห็นพระเอกไปกุ๊กกิ๊กกะหญิงอื่น ก็ร้องไห้หนีไปชนบท รอให้พระเอกไปง้อ อ่านแล้วหงุดหงิด

ตอนนี้สงสัยคงต้องพักไปกะงานของบาร๋บาร่าไปก่อนนะคะ ขนหัวยังไม่หายตั้งค่ะ

คะแนนที่ 40

Kiss of Crimson // Lara Adrian

นี่ล่ะน้า ไม่รู้จักจำ ทั้งที่ผิดหวังไปกับเล่มแรกคือ Kiss of Midnight ไปแล้ว แม็กซ์ก็ยังทู่ซี้อ่านเล่มสอง Kiss of Crimson ต่ออีก

ไม่น่าเลยเรา

แต่อย่างน้อยเล่มนี้ก็ดีกว่า KOM นะ ไม่ถึงกะน่าเบื่อจากต้องเปิดผ่านเปิดผ่าน แต่ก็ไม่ได้น่าสนใจมากพอที่จะเขียนถึง

อันที่จริงแม็กซ์อ่านเล่มนี้จบไปสามชาติก่อนแล้ว ล่ะ แต่ไม่ได้มารีวิวให้ฟังกัน มันไม่น่าสนใจขนาดนั้น แต่เพราะเล่มที่อ่านล่าสุดยังไม่จบ ก็เลยขุดของเก่ามาเล่าใหม่แล้วกัน

ใน KOC พระเอกชื่อเท่ห์มากคือ ดังเต้ แต่ก็เช่นเดียวกับอีกดังเต้นึง (จาก Inferno ของ ลินดา โฮเวิร์ด) ที่เนื้อเรื่องไม่ได้ร้อนแรงอย่างชื่อสักกะนิด ทั้งที่เปิดเรื่องได้น่าอ่าน เมื่อดังเต้ซึ่งถูกลอบทำลายจากแวมไพร์ฝ่ายเลว ซมซานไปเจอกับนางเอกที่เป็นสัตวแพทย์ ด้วยความบังเอิญที่เป็นเกิดขึ้นบ่อยมากในหนังสือโรแมนซ์ นางเอกก็ดังเป็นคู่แท้ของเขาด้วย การเจอกันของทั้งคู่น่าสนใจ เมื่อนางเอกฮึดสู้ ไม่ยอมให้พระเอกดูดเลือดง่าย ๆ

แต่ลาร่าก็ทำลายความสนุกทั้งหมดนั่นลงไป เมื่อเขียนให้ดังเต้ลบความทรงจำของนางเอกลงทั้งหมด และจากนั้นเรื่องก็เริ่มลงเหว เพราะอะไรน่ะเหรอ

ลองคิดดูแล้วกัน หากพระเอกมีอำนาจในการลบความทรงจำของนางเอก นั่นก็หมายถึงเขาจะทำอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแคร์นางเอกสักนิด เพราะทำร้ายไป จะตบสักฉาดสองฉาดก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวลบความทรงจำก็หมดเรื่อง

แล้วก็ยังความน่าเบื่ออีกล่ะ น่าเบื่อจนไม่รู้ว่าจะเล่าอะไรให้ฟังดี เพราะมันเบื่อ เบื่อ เบื่อ แล้วก็เบื่อ

คงเข้าใจความเบื่อได้นะ

มันไม่เลวร้าย แต่ไม่น่าสนใจ เรื่องแวมไพร์โรแมนซ์ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น หรือเป็นเอกลักษณ์ เพียงแค่เกาะกระแสพารานอมอล

คะแนนที่ 47

The Italian Prince's Pregnant Bride // Sandra Marton & A Husband's Vendetta // Sara Wood

ช่วงไม่ถึงสองอาทิตย์ แม็กซ์หยิบหนังสือของฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นมาอ่านสองเล่ม ซึ่งนั่นแทบจะไม่ค่อยเกิดขึ้นเลย

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ ฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นคือหนังสือที่แนวเรื่องคล้ายกับลินน์ เกรแฮม ที่เขียนถึงพระเอกที่รวยล้นฟ้า เป็นคนต่างชาติที่ไม่ใช่อเมริกัน นิยมสัญชาติกรีก อิตาเลียน สเปนิชเป็นหลัก แต่ชาติอื่ก็ไม่ว่ากัน คุณสมบัติขอให้หล่อ รวย และดูเท่ห์ไว้ก่อน

ส่วนนางเอกจะเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา สวย ใส (ไร้สมองนิดหน่อย) ที่สำคัญเป็นคนดี เสียสละ ส่วนใหญ่มักจะยากจน เพื่อให้เรื่องราวแนวซินเดอเรลล่าไปรอด

ข้อดีของเพรสเซ่นก็คือ อ่านง่าย จบเร็ว ส่วนใหญ่แม็กซ์ใช้เวลาราวชั่วโมงก็อ่านจบ เนื้อเรื่องไม่ต้องคิดมาก (แต่ถ้าอ่านเยอะเกินไปอาจเกิดอาการสำลักน้ำครำได้)

เพรสเซ่นสองเล่มที่แม็กซ์หยิบมาอ่านเขียนโดยนักเขียนสองคน แนวเรื่องที่แตกต่าง และคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

It was payday for Prince Nicolo Barbieri. The Italian aristocrat's negotiations to take over Manhattan's SCB bank were about to bear fruit. But he wasn't expecting Aimee Black, granddaughter of the bank's current owner--who was pregnant with Nicolo's baby! Nicolo felt duty bound to marry Aimee and give his child his name. But Aimee had other ideas about surrendering herself to this arrogant foreigner, who surely didn't love her!

หนังสือเล่มแรกในชุดสามเล่มที่พระเอกเป็นเจ้าชายจากสามประเทศ โอเคแม็กซ์ไม่ค่อยรู้เรื่องไฮโซสมัยใหม่เท่าไหร แต่ยังงงอยู่ว่าอิตาลีนี่ยังมีเจ้าชายเหลืออยู่ด้วยเหรอ (อันนี้ไม่รู้จริงนะ) แล้วเนื้อเรื่องที่มันดูงงพิกล ที่พระเอกรังเกียจลูกคนรวย แล้วบรรยายเหมือนพระเอกเคยจนมาก่อน แต่ก็ไม่ได้เล่าอะไรมากกว่า (แต่ก็ไม่แน่อีกเช่นกัน เพราะแม็กซ์ยอมรับว่าอ่านเรื่องนี้แบบไม่ตั้งใจแม้แต่น้อย เพราะมันไม่น่าสนใจสักกะหน่อย)

และเหมือนกับเพรสเซ่นทุกเล่ม ที่นางเอกเป็นตัวการทำลายทั้งเรื่อง เอมี่เป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญ เรื่องบรรยายเหมือนคุณเธอจะเก่งแสนเก่ง เรียนจบปริญญาโท แต่เลือกที่จะทำงานให้ปู่ที่ไม่เห็นคุณค่าของเธอสักนิด แต่สาวน้อยเอมี่ก็ยังมีศักดิ์ศรีที่แม้จะเป็นลูกคนรวย ร้วย รวย เธอก็ไม่ยอมรับเงินของตระกูล อาศัยอยู่ในอพาทเมนต์ซ่อมซ่อ (แต่ดันรับเงินของตระกูลเรียนจนจบปริญญาโท -- ฝรั่งส่วนมากเขาไม่ใช้เงินพ่อแม่ในการเรียนปริญญาโทกันหรอกค่ะ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงทั่วไปนะ) เอมี่รับเงินเพื่อเรียน แต่ไม่รับเงินเพื่อใช้ชีวิต

คนแต่งบรรยายว่าเธอเก่ง แต่ไม่เคยโชว์ให้คนอ่านเห็นถึงความเก่ง อันที่จริงเธอเก่งถึงขนาดว่า ถ้าไม่ทำงานให้ปู่ของเธอ เธอไม่มีปัญญาหางานที่อื่นทำด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเก่งยังไงค่ะ

เอมี่เป็นสาวน้อยสวยใสที่มีเซ็กส์กะพระเอกในครั้งที่สองที่เจอกัน ในห้องน้ำ ในบาร์ แม็กซ์ไม่คิดว่าแฟนเพรสเซ่นจะพอใจกับพฤติกรรมของเอมี่นักหรอกนะ แม็กซ์เองก็ยังรู้สึกประหลาด

เอมี่เป็นคนดี รักคุณปู่ (ที่นิสัยชั่วบัดซบ) ของเธอมาก จนยอมแต่งงานกับพระเอก เพื่อหาทายาทให้คุณปู่ เพื่อรับมรดก

เอมี่คือปัญหา ที่ทำให้แม็กซ์อย่างเขวี้ยงหนังสือเล่มนี้ทิ้งขยะ แต่ก็เสียดายเงินร้อยกว่าบาทที่ซื้อมา

เอมี่คือเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ได้คะแนนแค่ 35 ค่ะ

เล่มที่สองเป็นเรื่องของซาร่า วู้ด นักเขียนทีตอนนี้แม็กซ์อยากจะบอกว่าเป็นคนแต่งของเพรสเซ่นที่แม็กซ์ยกให้เป็นนัมเบอร์วันแล้วนะ

เล่มนี้เป็นเรื่องที่สองของซาร่าที่แม็กซ์ ไม่ถึงกับดีเท่าเล่มแรก แต่ก็ยังดีกว่าเพรสเซ่นที่ลอยเกลื่อนอยู่ในตลาด

Although Luc Maccari's marriage had blistered with passion, his wife had abandoned him when he needed her most. Now Ellen wanted him back. Luc decided to teach her a lesson. He'd give her a taste of what she'd sacrificed the day she walked out.

เอเลนทิ้งลุคและเจมม่าลูกสาวของเธอไปหลังจากที่คลอดเจมม่าได้ไม่นาน นั่นทำให้ลุคเจ็บจนแทบขาดใจ เขารักเอเลนมาก แต่มันก็สอนบทเรียนให้เขา เอเลนเป็นสาวน้อยที่
ถูกตามใจ เธอเป็นลูกคนรวยที่ขัดคำสั่งบิดามาแต่งงานกับคนต่างชาติจน ๆ อย่างเขา และเมื่อชีวิตมันยุ่งยาก และไม่แสนสุขอีกต่อไป เอเลนก็เก็บกระเป๋า และเดินจากเขาและลูกไป

นั่นเป็นสิ่งที่ลุครับรู้ และนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เอเลนเดินจากสามี และลูกของเธอไป แต่เมื่ออ่านได้สักบทสองบท คนอ่านก็จะรู้ว่าการกระทำของเอเลนสามารถอธิบายได้ เธอเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดบุตร และไม่อาจอธิบายให้สามีที่ทำงานหนักตลอดเวลาอย่างลุคเข้าใจถึงความเจ็บปวด ทางจิตใจของเธอได้ เอเลนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก นอกจากเดินจากบุคคลสองคนที่เธอรักที่สุดไป เพราะรู้ว่าการอยู่ต่อจะเป็นการทำร้ายเขาทั้งคู่มากกว่า

แม็กซ์โอเคกับคำอธิบาย อย่างน้อยมันก็ดีกว่าพล็อตเข้าใจผิดที่ถูกใช้เป็นหมื่นครั้งในเพรสเซ่น ลุคมีเหตุผลที่จะเกลียดเอเลน และเอเลนมีเหตุผลที่จะหยิ่งในศักดิ์ศรี

ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ การยอมรับของเอเลนที่มีต่อโรคของตัวเอง จากความรู้หางอึ่งที่แม็กซ์มี และพฤติกรรมของคนระดับนางเอกโรแมนซ์ เธอไม่น่าที่จะเลิกรู้สึกผิดได้ดีขนาดนี้

นางเอกโรแมนซ์ แม้จะมีเหตุผลที่อธิบาย และเชื่อถือได้ จำเป็นต้องรู้สึกผิดสักนิดต่อการที่ตัวเองเดินจากสามีและลูกสาวผู้เป็นที่ รักของเธอไปบ้างสินะ แต่เอเลนยอมรับข้อจำกัดของตัวเองได้ดี เกินไปสักนิด

แต่อย่างน้อยตัวละครของซาร่า วู้ดก็มีสามัญสำนึก มีความเป็นมนุษย์ที่แม็กซ์เข้าใจได้ ลุคร้ายกาจกับเอเลนเพราะเขารักเธอ แต่ไม่คิดว่าเธอรักเขา และการที่ทิ้งเขาและลูกไป นั่นเป็นเหตุผลที่ใช้ได้ ไม่ใช่ว่าทำเป็นเถื่อน โหด แล้วก็ดุ แต่อีกสองหน้ามาบอกรักนี่ ม่ายหวายค่ะ

เป็นเพรสเซ่นที่โอเค คะแนนอาจไม่สูงนัก แต่ถือว่าสูงมากสำหรับแม็กซ์ คนที่ไม่ถูกโรคกับเพรสเซ่นเอาเสียเลย ที่ 60

The Masquerade // Brenda Joyce

แม็กซ์หยิบหนังสือเก่าค้างปีเล่มหนึ่งมาอ่าน เพราะได้คุยกะเพื่อนแล้วเลยเกิดความรู้สึกสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา และความรู้สึกหลังอ่านจบก็ไม่มากหรือน้อยไปกว่าความคาดหวัง

นั่นคือ แม็กซ์ไม่คาดหวังอะไรเลยจากการอ่านเรื่อง The Masquerade ของเบรนด้า จอยซ์ และแม็กซ์ก็ไม่ได้อะไรเลยจากการอ่านเล่มนี้ ดังนั้นไม่ผิดหวังค่ะ เพราะไม่มีหวัง

ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้แย่นะคะ แต่เป็นความผิดของแม็กซ์เองต่างหากที่เลือกหนังสือที่แนวไม่เข้ากันกับตัวเองอย่างแรง

แต่แม็กซ์เชื่อว่า สำหรับแฟนหนังสืออีกหลายคน เล่มนี้เป็นหนังสือที่พลาดไม่ได้ รับประกันความเน่าไม่แพ้ละครหลังข่าวหรือวิกหมอชิต

As a child, shy, bookish Elizabeth Anne Fitzgerald loses her heart to the dashing young lord, Tyrell de Warenne. Although she is well aware that he is the heir to an earldom and utterly unattainable, Lizzie secretly worships him for years. And one fateful eveningthe night of her first masquerade ballshe is stunned when he suggests that they rendezvous at midnight. But then fortune takes a maddening turn and Lizzie is thwarted from ever meeting Tyrell. Lizzie is certain such an opportunity will never arise again, but that night is only the beginning...

Tyrell de Warenne is shocked when, two years later, Lizzie arrives on his doorstep with a child that she claims is his. He remembers her welland knows that it is impossible that he is the boy's father. What is this game she is playing...and why? Is Elizabeth Anne Fitzgerald a woman of vast experience, or the gentle innocent he had believed her to be? Tyrell quickly decides he will play her game and he claims the child as his owndetermined to uncover Lizzie's lies. But neither scandal, deception nor pride can thwart a love too grand and passionate to ever be denied...

เล่มนี้เป็นเล่มสองในชุดตระกูลโอนีล-เดอวอเรนน์ ยุคใหม่ ที่ต้องมียุคใหม่เพราะมีเรื่องของบรรพบุรุษตระกูลเดอวอเรนน์อีกสองเล่ม และตระกูลโอนีลอีกเล่ม ส่วนทำไมต้องเป็นสองตระกูลต่อด้วยเครื่องหมาย - ก็เพราะพ่อหม้ายตระกูลเดอวอเรนน์ แต่งงานกับแม่ม้ายตระกูลโอนีลค่ะ

เพิ่งอ่านชุดยุคใหม่นี่ได้สองเล่ม และแม็กซ์สามารถลงความเห็นได้เลยว่า สนพ.ทั้งหลายโปรดแปลชุดนี้ออกขายเถอะ รับรองเป็นที่ถูกใจแฟนหนังสือกลุ่มใหม่แน่ เพราะเนื้อเรื่องราว โดน ใจคนอ่านเต็ม ๆ

ก็แหม มีทั้งพระเอกสุดหล่อ รวย เท่ห์ ที่ร้ายกาจ บังคับนางเอกให้เป็นเมียเก็บ ส่วนนางเอกก็เป็นสาวน้อย สวย ใส ที่สำคัญไร้เดียงสา แถมโคตรจะเป็นคนดี ด้วยการรับเอาลูกของพี่สาวมาเป็นลูกของตัวเอง จนทำให้ตัวเองถูกนินทาเสียชื่อ และถูกเข้าใจผิดจากชาวบ้านร้านตลาด รวมทั้งพระเอกว่าเป็นหญิงปล่อยตัว แต่แท้จริงแล้ว ฉันน่ะ บริสุทธิ์ทั้งแท่งนะโว้ย

พระเอกของเราก็เข้าใจนางเอกผิดจนกระทั่งคืนหนึ่ง (ไม่แน่ใจว่าฝนตก หรือมีกระท่อมอยู่แถวนั้นไหม) ก็เกิดการยินดีได้เสียกันขึ้น พระเอกของเราก็เลยรู้คุณค่าที่เป็นทองเนื้อในของนางเอก

แถมนางเอกของเรายังเป็นคนดีแสนดี ช่างเสียสละ ยอมหนีไปจากชีวิตของพระเอก เมื่อถูกคนนอกมายุว่า เธอไม่เหมาะสมกับพระเอกที่สุดแสนเพอร์เฟ็ค เธอหนีไปเงียบ ๆ ทิ้งจม.บอกรักเอาไว้ (แต่จม.ถูกเผาทิ้งเสียก่อนพระเอกได้อ่าน) สร้างความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้งให้กับพระเอก

ฝ่ายนางเอกเล่าก็น้ำตาตกใน แต่ก็ยอมเสียสละเพื่อคนที่ตัวเองรัก

นี่มันเป็นพล็อตหากิน และสุดโปรดของแฟนหนังสือเลยนะ เพียงแต่แม็กซ์ดันเป็นพวกคนกลุ่มน้อยไง ก็เลยรู้สึกอึ้ง ๆ ไปหน่อย

แต่ถ้าว่ากันตามตรงนะ ไทเรลพระเอกซึ่งเมื่อคิดว่าสืบทอดเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่มีสปีชีย์ใกล้ เคียงกับสัตว์เลื้อยคลาน (อยากรู้ลองไปอ่านเรื่อง The Conqueror จะรู้ว่าทำไมแม็กซ์ถึงเปรียบเทียบพระเอกในเรื่องนั้นอย่างนี้ มัน เป็นหนังสือที่ชีวิตนี้แม็กซ์ไม่เคยจะคิดว่า ยังมีพระเอกแบบนี้หลงเหลืออยู่ในโลก หรืออย่างน้อยก็ในโรแมนซ์) ไทเรลเป็นผู้ชายที่ใช้ได้ทีเดียวล่ะ เขาก็แค่เป็นเหยื่อของการหลอกลวง แม็กซ์พอจะเข้าใจเขานะ อยู่ ๆ ก็มีผู้หญิงที่เขาแน่ใจว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์ด้วย มาอ้างตัวเป็นแม่ของลูกเขา ที่สำคัญเด็กนั่นดันหน้าเหมือนเขาเสียอีก ไทเรลก็แสดงออกตามแนวพระเอกโรแมนซ์หื่นทั่วไป ที่ต้องบังคับแม่ของเด็กนั่นมาเป็นเมียเก็บ และเมื่อเขารู้ความจริงว่าลิซซี่ นางเอกเป็นสาวน้อยแสนบริสุทธิ์ (ทั้งจิตใจและที่สำคัญเยื่อข้างในนั่นด้วย) เขาก็หลงรักเธอ แต่เขาก็มีเกียรติ อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะดันไปหมั้นหมายกะหญิงอื่นอยู่

แล้วนางเอกล่ะ ใครเล่าจะเกลียดลิซซี่ได้ลง เธอเป็นคนดีขนาดนั้น แต่อย่างน้อย เธอก็ไม่ถึงกับเป็นพรมเช็ดเท้า สปิริตของเธอมาเป็นพัก ๆ เพื่อให้ดูไม่น่าเกลียด แต่ตามตรงอีกนะ แม็กซ์โอเคกะลิซซี่นะ อย่างน้อยก็มากกว่าบรรดานางเอกเพรสเซ่นหลายคน

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดี (ขึ้นมาบ้าง) สำหรับแม็กซ์ก็คือบรรดาคนที่ควรจะเป็นตัวร้ายทั้งหลายนะสิ แม็กซ์ชอบที่ไม่มีใครเลวอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีนังตัวร้ายตามกรี๊ด ตามตบนางเอก พี่สาวของนางเอกที่ไข่ให้นางเอกเลี้ยงก็ไม่ใช่พี่สาวสโนไวท์ ที่อิจฉาน้องสาว คู่หมั้นของพระเอกก็เป็นตัวละครที่ไม่คาดคิด (และขอบอกว่าน่าสนใจมาก จนขนาดตอนนี้แม็กซ์หยิบเรื่องของเธอ ที่เธอเป็นนางเอกมาอ่านอยู่)

เปลี่ยนบรรยากาศดีค่ะ อ่านไม่ต้องคิดมาก

แต่ขอบอกว่า พูดจริงนะ เรื่องที่ว่า แปลแล้วจะเป็นที่ชื่นชอบของประชาชีแน่ มันเน่าเสียได้ใจ

แต่ (อีกรอบ) บังเอิญแม็กซ์ไม่ชอบแนวเน่าค่ะ คะแนน (ของแม็กซ์ ซึ่งอาจสวนทางกะคนอื่นหลายคน) อยู่ที่ 53 ซึ่งว่ากันตามตรงถือว่าอยู่ในระดับดีทีเดียวนะ กับงานของเบรนด้า จอยซ์กะแม็กซ์ ลองคิดดูว่าบรรพบุรุษของไทเรลที่มีเผ่าพันธุ์เดียวกับ... (โดนดูดเสียงค่ะ) ได้ 13 คะแนน

The Perfect Wife // Brenda Joyce

เบรนด้า จอยซ์เป็นนักเขียนที่เก่งมาก เก่งอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ทำให้ตัวละครที่ดูน่าสนใจที่สุดคนนึงที่แม็กซ์เคยอ่านมา กลายเป็นอีโง่ปัญญาอ่อน ของอย่างนี้ไม่ได้ทำกันได้ง่าย ๆ หรอกนะ ต้องเป็นนักเขียนที่มีความสามารถขั้นสูงจึงจะทำได้

หรือกล้าทำ

A childhood trauma has left Lady Blanche Harrington incapable of all emotion, least of all love. Now circumstance demands she marry, and Blanche dreads choosing from her horde of fawning suitors. For one very eligible gentleman has not stepped forward...

A war hero and a recluse, Rex de Warenne has long admired Lady Blanche. Though fate and his own dark nature have robbed him of any hope for the kind of future such a lady deserves, Rex is determined to aid her--and keep his feelings to himself. But when their growing friendship leads to a night of shocking passion, Blanche's newfound memories threaten their fragile love...and Blanche's very life.

แบลนซ์ แฮร์ริ่งตันเป็นคู่หมั้นของพระเอกในเรื่อง The Masquerade ผู้หญิงที่มีมิติ คนที่ยอมถอนหมั้นเพื่อให้พระเอกไปแต่งงานกับผู้หญิงที่เขารัก ผู้หญิงที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ

ใน The Perfect Bride เป็น เวลาเกือบสิบปีแล้วนับจากการถอนหมั้นครั้งนั้น บิดาของแบลนซ์ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีเสียชิวิตลง และแบลนซ์ก็แตกต่างไปจากนางเอกโรแมนซ์คนอื่น ตรงที่เธอฉลาดพอจะรู้ว่า ตัวเองไม่มีความสามารถพอที่จะดูแลทรัพย์สินของพ่อได้ตามลำพัง ก็เลยคิดที่จะแต่งงานกับชายสักคนที่เหมาะสม แต่ด้วยเหตุการณ์ในวัยเด็กที่เธอเห็นแม่ถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ไร้ความรู้สึก (เพราะต้องปิดกั้นความหวาดกลัวเอาไว้)

ผู้ชายคนเดียวที่ดูจะทำให้เธอสนใจได้คือเซอร์ เร็กซ์ เดอวอเรนน์ น้องชายของอดีตคู่หมั้นของเธอ และเพื่อนสนิทของเธอก็วางแผนจับคู่ให้คนทั้งสองด้วยการหลอกแบลนซ์ให้พักผ่อน ที่บ้านในคอนวอลล์ ทั้งที่บ้านหลังนั้นไม่ใช่สมบัติของเธอ และอยู่ในสภาพที่ไม่อาจอาศัยได้ ทำให้เธอต้องไปพักที่บ้านของเซอร์เร็กซ์ที่อยู่แถวนั้น

ความใกล้ชิดกันทำให้แบลนซ์กลับมารู้สึกอีกครั้ง ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน จากนั้นแบลนซ์ก็เกิดอาการสติแตก และแก้ปัญหาด้วยวิธีปัญญาอ่อน

และเรื่องก็ลงเหวไปขนาดที่กู้กลับมาไม่ได้

อันดับแรกของบ่นเรื่องเซอร์เร็กซ์หน่อยนะ ไม่เข้าใจว่าทำไมคนแต่งตั้งย้ำแล้วย้ำอีกว่าเร็กซ์เป็นเซอร์ แทนที่จะเรียกเขาว่าเร็กซ์เฉย ๆ ในการบรรยายเรื่องกลับใช้คำว่าเซอร์เร็กซ์ตลอดเวลา มันน่ารำคาญโคตร

ประเด็นต่อมา เราไม่เข้าใจว่าหญิงสาวที่เริ่มต้นจากการเป็นคนที่มีเหตุผลจะกลายเป็นโง่ เง่า ปัญญาอ่อนได้ แบลนซ์แก้ปัญหาในชีวิตเหมือนนางเอกของเพรสเซ่น ด้วยการหนีความจริง เธอบอกเลิกกับเซอร์เร็กซ์ (เห็นไหมว่าน่ารำคาญขนาดไหน) ทั้งที่รู้ว่าตัวเองรักเขา แล้วหนีกลับมาลอนดอน พร้อมจะแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น

ไอ้อาการลงไปนอนดิ้นกับพื้นเพราะความหวาดกลัวใน วัยเด็กนั่นอีก คนแต่งคงอยากให้เราสงสารเธอนะ แต่เสียใจ ไม่มีที่ว่างสำหรับนางเอกปัญญาอ่อน

เรื่องนี้อ่านแล้วเจ็บใจมาก เพราะเริ่มต้นด้วยตัวละครที่น่าสนใจมากทั้งพระเอกและนางเอก สุดท้ายก็ลงท้ายด้วยการลงคู

คะแนนที่ 27

Lord Sin // Catherine Archer

Wild rake Ian Sinclair chooses vicar's daughter Mary Sinclair to be his wife. But before they can find happiness with each other, they must overcome the differences in their stations and the objections of those close to them.

Lord Sin ของแคธเทอรีน อาร์เชอร์เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่แม็กซ์อ่านไปก็ถอนหายใจไปให้กับความกด ดันทางอารมณ์ที่ตัวละครได้รับ คุณจะทำอย่างไรถ้าสามีของคุณบอกกับคุณว่า เขาแต่งงานกับคุณเพียงเพราะว่าคุณเป็นคนที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และเขาหวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะทำให้เขาเอาชนะพ่อของเขาได้

นั่นเป็นความจริงที่แมรี่แอบได้ยินการสนทนา ระหว่างเอียนสามีของเธอ และพ่อของเขา ตลอดทั้งเรื่องแมรี่เป็นผู้หญิงใจแข็งแบบฉบับที่แม็กซ์ชอบ ไม่ว่าเอียนจะง้องอนอย่างไร เธอก็ไม่ใจอ่อน เธอเป็นคนประเภทเจ็บแล้วจำ

ในขณะที่เอียนเองก็รู้สึกผิดไปกับการกระทำของตัวเอง และพยายามไถ่โทษ

เล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือที่สนุก

แต่ก็ไม่ใช่เลย

เพราะความไม่มีเหตุผล และพล็อตเรื่องเก่า ๆ ที่ใช้แล้วใช้อีกจนน่าเบื่อ

แมรี่เป็นลูกสาวของนักเทศน์ที่พ่อเพิ่งเสียชีวิต เธอจนหนทางไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร แม้ว่าจะมีเพื่อนรักเป็นลูกสาวดยุคและเป็นเศรษฐีเสนอให้เธอไปอยู่ร่วมบ้าน เดียวกัน แต่แมรี่ก็แสนดี ไม่อยากรบกวนเพื่อน ทั้งที่ตัวเองไม่มีที่จะซุกหัวนอน แล้วอย่างนี้คุณจะเชื่อที่คนแต่งบอกว่าแมรี่เป็นคนฉลาดนั้นเหรอ

แต่เอียนก็โผล่เข้ามา พร้อมคำขอแต่งงาน เขาบอกเธอว่า เขาต้องการเธออย่างที่ไม่เคยต้องการผู้หญิงคนไหนมาก่อน และรู้ดีว่า มีเฉพาะการแต่งงานเท่านั้นที่เขาจะได้เธอมาครอบครอง แมรี่ตอบตกลง โดยหารู้ไม่ว่า ที่เอียนเลือกเธอ เพราะเขาคาดว่าพ่อของเขาจะไม่ยอมรับหญิงสาวที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อย และยากจนอย่างเธอ เขาต้องการเอาชนะบิดาของตัวเอง

แม็กซ์ถามว่า แล้วเหตุผลนี้มันเลวร้ายไปกว่าเหตุผลที่เขาให้กับแมรี่นั้นเหรอ นี่เป็นเหตุที่ทำให้เอียนรู้สึกผิดจนถึงขนาดไม่กล้าพบหน้าเธอ หรือขนาดที่แมรี่จะต้องทำใจแข็งไม่ยอมคืนดีไม่ว่าเอียนจะทำเช่นไรนั้นเหรอ

หลังจากแต่งงานเพียงวันเดียวเอียนก็สำนึกผิด (คิดได้เอง) เขารู้สึกผิดอย่างหนักถึงขนาดไม่กล้าเผชิญหน้ากับเธอ และนี่เป็นสาเหตุที่เขาทิ้งเธอไว้ตามลำพังในบ้านกับพ่อสามีที่ไม่ชอบหน้าเธอ และญาติสาวที่เป็นตัวร้ายตามระเบียบ

แมรี่สาวน้อยผู้เก่งกล้าต้องเผชิญหน้ากับความกด ดัน เธอคิดว่าเอียนไม่รัก พ่อสามีดูถูก ญาติสาวที่บอกกับเธอว่า เอียนรักเธออยู่ แต่แต่งงานกับแมรี่เพื่อนเอาชนะพ่อ

หญิงสาวที่คนแต่งพร่ำบอกว่าฉลาดก็เชื่อ ทั้งที่ไม่เห็นจะมีอาการอะไรที่บ่งบอกว่าเอียนรักญาติคนนี้ของตัวสักนิด

แม็กซ์ยอมรับนะว่าอ่านเรื่องนี้แล้ว รู้สึกบีบหัวใจมาก แต่เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงสาเหตุที่ความเจ็บปวดเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวละคร แล้ว ก็หมดอารมณ์ที่จะสนุกไปกับมัน ซึ้งไม่ออกค่ะ ในเมื่อตัวละครเต็มไปด้วยความโง่ การเข้าใจผิด และการไม่สื่อสารกัน

Lord Sin เขียนเมื่อปี 1997 สิบปีก่อน แล้วก็มีความเก่าสมกับสภาพหนังสือที่แม็กซ์ซื้อมามือสอง

ชอบแคธเทอรีน อาร์เชอร์กับการบรรยายความรู้สึกตัวละครที่กดดันดีค่ะ อ่านแล้วน้ำตาพาลจะไหลหลายรอบ แต่ไม่ชอบกับพฤติกรรมของตัวละครที่ไม่มีเหตุผล ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่โตกันแล้ว

คะแนนที่ 45

The Greek Prince's Chosen Wife // Sandra Marton

งานนี้ไม่รู้จะด่าใครดีนอกจากตัวเอง ที่เซ่อซ่าโง่เง่าหยิบเอางานที่รู้อยู่ทั้งรู้ว่าเน่าขนาดไหนมาอ่าน แต่โปรดอภัยให้แม็กซ์ด้วยเถิด เพราะถึงจะทำใจไว้แล้วว่าเน่า แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะทุเรศ และเลวร้ายได้ขนาดนี้

และคงต้องขออภัยบรรดาแฟนหนังสือแนวเพรสเซ่นด้วย แต่พูดตามตรงนะ แม็กซ์ก็ไม่คิดว่าแฟนตัวจริงเสียงจริงของเพรสเซ่นจะชอบเล่มนี้นักหรอก

ก็นางเอกมันไม่จิ้น

ซึ่งนั่นโอเคสำหรับแม็กซ์นะ แต่หล่อนโง่

แต่นั่นก็ยังไม่เลวร้ายขนาดต้องด่ากันออนไลน์

มันเป็นองค์ประกอบหลายอย่าง ของความเลวร้ายที่มาผสมปนเปกัน จนแม็กซ์เกิดอาการเอียน จนกลายเป็นเครียด

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า The Greek Prince's Chosen wife ของแซนดร้า มาร์ตัน แม็กซ์รีบโพสต์เพราะหวังลึก ๆ ว่าจะทันเวลาเตือนใจเพื่อนที่กำลังหลงผิดคิดจะซื้อเล่มนี้มาอ่าน

ขอบอกตามตรงว่า แม้คุณจะมีรสนิยมไม่เหมือนแม็กซ์แม้แต่นิดเดียว คุณก็จะไม่ชอบเรื่องนี้หรอก ของบางอย่างมันทุเรศอย่างเป็นยูนิเวอร์แซล

เอาพล็อตเรื่องกันก่อน ไอวี่ แมดดิสันตั้งท้องจากการผสมเทียมลูกของพี่สาวบุญธรรมที่เพิ่งตายลงกะพระเอก ของเรา และแน่นอนตามประสาพระเอกเพรสเซ่น เขาก็ต้องบังคับให้นางเอกสุดแสนสวนและเป็นนางแบบของเราเดินทางไปกรีกกับเขา เพื่อรอให้คลอดลูก แล้วเขาจะได้เอาเด็กไปเลี้ยง

นั่นคือพล็อต และนี่คือเรื่องราวของความหายนะที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเอามาเขียนเป็น หนังสือ (โอเคสปอยล์แล้วนะ ถ้ายังอยากอ่านเล่มนี้กันอยู่ ก็หยุดอ่านตรงนี้เลยค่ะ)

เริ่มจากการผสมเทียมที่พูดถึงเกิดขึ้นจากการเอาถุงยางที่พระเอกใช้กับพี่สาว บุญธรรมของนางเอก (ซึ่งแม็กซ์คาดว่า คงจะต้องถูกพระเอกถอดทิ้งถังขยะไปแล้วก่อนจะถูกเก็บขึ้นมา) เอามาผสมให้กับนางเอก นึกเอาแล้วกัน ทิ้งขยะไปแล้ว แล้วนึกเอาแล้วกันว่ามีหมอที่ยอมทำเรื่องพรรณนี้ เป็นไปได้ไหมว่าคนปกติจะเอาถุงยางใช้แล้ว ถือเดินไปคลีนิคผสมเทียม แล้วส่งให้ แล้วเชื่อไหมว่าหมอจะยอมทำให้

แล้วก็มาถึงอดีตอันแสนโหดร้ายของนางเอกที่เคยโดนข่มขืนตอนเด็ก นางเอกของเราในโลกศตวรรษที่ยี่สิบยังโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุที่ไปยั่วคนที่ ข่มขืนเธอตอนเธออายุไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำ เพราะพี่สาวบุญธรรมที่เธอแสนจะเทิดทูนบูชาบอกเธอว่า เธอเป็นฝ่ายผิด คนแต่งคาดว่าจะให้เชื่อหรือไงว่า นางเอกที่เธอพร่ำบอกว่าเป็นนางแบบระดับซุปเปอร์โมเดลผ่านอะไรมาเยอะ เห็นอะไรมาเยอะ เดินทางไปทั่วโลก จะเชื่อฝังหัวเพราะคำพูดของพี่สาวชั่ว ๆ คนนี้ แล้วก็เปลี่ยนความคิดไวยังกับโกหกเพราะผู้ชายคนเดียวบอกเธอว่า "คุณไม่ผิด คุณเป็นเด็ก คุณไม่ได้ยั่วเขา" หล่อนเชื่อง่ายขนาดนี้ แล้วทำไมถึงเพิ่งคิดได้วะ

แล้วยังไอ้ความไร้แผนการ ในเรื่องมีฉากที่นางเอกเพียรพยายามจะหนีไปจากบ้านของพระเอก เธอเพิ่งรู้ตัวว่าพระเอกพาเธอมากรีกเพื่อกักขังไว้ "ฮัลโล หล่อนเป็นคนหรือบัพพาโลกันแน่ แค่ยอมให้เขาพาหล่อนมากรีก นั่นก็มากพอแล้ว" ไม่เคยดูสารคดีเรื่องสามีชาวกรีกหรือไง ที่ไม่เคยให้สิทธิผู้หญิงเกี่ยวกับเรื่องลูกเลยสักนิด (กม.กรีกบอกว่าพ่อที่ไม่มีสิทธิในการเลี้ยงดูลูกสามารถลักพาตัวเด็กมาที่กรี กได้โดยไม่ผิดกม.)

แล้วยังมีฉากชนิดละครน้ำเน่ายังอายเมื่อพี่สาวที่ตายไปแล้วตอนต้นเรื่องฟื้น คืนชีพขึ้นมา แถมยังอธิบายด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องใช้สมองคิด รถตกเขาแต่ไม่ตาย คลื่นซัดไปเกยหาด เลยต้องพักรักษาตัว

ความชั่วของตัวพี่สาวมันมากเสียจนไม่เข้าใจว่าทำไมยายนางเอกแสนดีของเราถึง ไม่เก็ตนะว่า ยายนี่มันเลว มันมากเกินกว่าความดีของนางเอกเพรสเซ่น

ความโง่ที่มากกว่านางเอกเพรสเซ่นจะเป็นได้

ความห่วยที่ไม่หาได้ยากยิ่ง

คะแนนที่ 13

ขอแก้ข่าวเพิ่มเติมนิดนึงค่ะ มีคนมาคอนเฟิร์มว่าถุงยางไม่ได้โดนทิ้งถังขยะก่อนนะคะ แต่โดนพี่สาวนางเอกถอดให้กับมือ