Showing posts with label opinion. Show all posts
Showing posts with label opinion. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

ลิขสิทธิ์ในนิยายโรแมนซ์: คุณรู้ดีแค่ไหน

เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนแม็กซ์บังเอิญเข้าไปในเว็บไซด์ที่เป็นคอมมูนิตี้ดัง แห่งหนึ่งของเมืองไทย และได้อ่านเจอประเด็นการทะเลากันระหว่างสำนักพิมพ์และนักแปล ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะพูดถึงหรอกนะคะ แต่ดันมีอีกประเด็นที่หลุดออกมาจากการแฉกันเองระหว่างสนพ.และนักแปล และถูกหยิบยกขึ้นไปพูดต่อกันพอสมควรในกระทู้ที่เว็บบอร์ดแห่งนั้น นั่นก็คือ หนังสือที่สนพ.ส่งให้นักแปลดำเนินการแปล ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง

แต่เมื่อประเด็นถูกนำมาพูดถึงก็มีการตอบกลับจากคนที่ให้การสนับสนุนการทำงาน ของสนพ. โดยใช้คำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นสากลในวงการนิยายแปลโรแมนซ์ไปแล้ว แม็กซ์จำประโยคที่เขียนชัดเจนไม่ได้หรอกนะคะ แต่มันเป็นคำพูดทำนองที่ว่า "ประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์เป็นประเด็นสีเทา ซึ่งไม่อยากให้พูดกันในที่นี้ เพราะจะทำให้นักอ่านเดือดร้อนกันไปหมด"

คำพูดทำนองนี้ แม็กซ์ได้ยินอย่างชาชินหู ตั้งแต่เราเริ่มเข้าวงการนิยายแปลโรแมนซ์ในเมืองไทยสักเมื่อห้าหกปีก่อน (ก่อนหน้านั้นแม็กซ์รู้เรื่องแต่ต้นฉบับนิยายภาษาอังกฤษ และไม่สนใจนิยายแปลที่เมืองไทยทำขายเลย) คำพูดที่ว่า "ถ้าหากมีการซื้อลิขสิทธิ์ ก็จะทำให้ราคาหนังสือแพงมาก ๆ และทางสนพ.ก็จะไม่สามารถผลิตงานมาให้นักอ่านอ่านกันได้อีก ดังนั้นถ้าใครจะเป็นแฟนหนังสือโรแมนซ์ ก็ต้องปิดปาก/หุบปากเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ ต้องปกป้องสำนักพิมพ์ยิ่งกว่าชีวิต ใครก็ตามที่เอาเรื่องสนพ.ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ไปพูด จะต้องตามทำลายล้างให้หมดไปจากโลกนี้ให้ได้"

และสำหรับคนที่ใหม่มากในวงการนิยายแปล แม็กซ์ก็เชื่อนะคะ แม้ว่าใจจริงเราจะรู้สึกพอสมควรกับการที่สนพ.ในเมืองไทยเอางานที่มี ลิขสิทธิ์ของต่างชาติมาแปลขายหากินกัน แต่ไม่จ่ายผลตอบแทนให้กับเจ้าของผลงานเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เราก็เชื่อว่า ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ วงการโรแมนซ์ในเมืองไทยคงจะถึงกาลวินาศเป็นแน่

แม็กซ์เชื่อมาตลอด

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เราเริ่มตื่นจากความฝัน (หรือจะพูดว่าความกลัวดีคะ) เราเริ่มตั้งข้อสงสัยคำพูดอันนี้ว่ามันจริงแท้แค่ไหน หรือเป็นแค่เรื่องเล่าหลอกเด็ก เป็นเพียงตำนานเรื่องสยองขวัญที่หามูลความจริงไม่ได้

ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นค้นหาข้อมูล ในทางนึงแม็กซ์พูดคุยกับนักเขียนต้นฉบับจากต่างประเทศ อีกด้านแม็กซ์พูดคุยกับตัวแทนผู้ทำหน้าที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ในประเทศไทย (บทสนทนาระหว่างแม็กซ์กับทางตัวแทนผู้ดูแลลิขสิทธิ์ในเมืองไทยจะตามมานะคะ แต่ตอนนี้ยังตีพิมพ์ไม่ได้ เพราะแม็กซ์กำลังรอคำอนุญาตจากคนที่ให้สัมภาษณ์อยู่ค่ะ) แม็กซ์เก็บข้อมูลในเชิงสถิติเกี่ยวกับเรื่องราคาขายของหนังสือที่ซื้อ ลิขสิทธิ์ และไม่ซื้อลิขสิทธิ์

และแม็กซ์ก็เชื่อว่า ตนเองได้พบกับความจริง ที่ไม่ใช่ภาพลวงตาที่หลอกนักอ่านมาตลอด

แม็กซ์ไม่ได้เขียนบลอกนี้เพื่อให้คนเชื่อว่า สิ่งที่แม็กซ์คิดคือสิ่งที่ถูก แต่แม็กซ์อยากให้คุณถามตัวเองนิดนึงก่อนที่จะพูดอะไรออกไป ในการสนับสนุนการกระทำของคนที่ไม่ซื้อลิขสิทธิ์

ก่อนอื่นขอแม็กซ์พูดถึงความเห็นของตัวเองต่อเรื่องสิทธิทางปัญญาก่อนนะคะ

แม็กซ์ไม่ใช่คนที่เถรตรง หรือจะบอกว่า ซื่อสัตย์กับเรื่องสิทธิทางปัญญาเต็มร้อยหรอกนะคะ เราสนันสนุนในเรื่อง Compulsory license โดยเฉพาะในเรื่องยา เพราะนี่คือความเป็นความตายของมนุษย์ เราไม่เชื่อว่า การที่เราต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง (นั่นคือจัดการเรื่องสิทธิบัตรยาอย่างถูกต้องจนเป็นที่พอใจของประเทศตะวันตก ) จะคุ้มค่ากับชีวิตมนุษย์ ดังนั้นเราเชื่อในการซื้อยา (ที่ผลิตอย่างถูกต้องตามสิทธิบัตรยา) ของประเทศที่สาม เพื่อมาใช้ในประเทศไทย โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของประเทศที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรที่แท้จริง ด้วยเหตุผลง่าย ๆ สองข้อ

1. มันเป็นเรื่องของชีวิตมนุษย์ และ

2. บริษัทยารวยมากอยู่แล้ว (มันเป็นเหตุผลที่ห่วย เรารู้ค่ะ แต่นี่คือสิ่งที่เราคิด)

แต่เมื่อย้อนกลับมาเรื่องลิขสิทธิ์ในนิยาย แม็กซ์คิดแตกต่างออกไป โดยเฉพาะเมื่อเรารู้แล้วว่า ค่าลิขสิทธิ์ไม่ได้แพงอย่างที่สนพ.ทำให้คนอ่านเข้าใจกันเลย

เท่าที่รู้ราคาค่าลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 500 - 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 18,000 - 36,000 บาทเท่านั้น เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเล่ม (กรณีพิมพ์ขายสามพันเล่ม) ก็ตกเล่มละ 6 - 12 บาทเท่านั้นเอง

คำถามคือ คุณคิดว่า เงินจำนวนหกบาท หรือสิบสองบาทนี่มันมากเกินไปที่จะจ่ายให้กับนักเขียนที่คุณชอบงานของเขานั้นเหรอ

ในเมื่อปากคุณก็พูดว่า นักเขียนคนนั้นคนนี้คือคนโปรดในใจ คุณชอบงานของเขา คุณอยากอ่านงานของเขานักหนา เงินแค่หกบาท (หรือสิบสองบาท) คุณจ่ายเพิ่มเพื่อพวกเขาไม่ได้เหรอ

หรือคุณกำลังจะใช้เหตุผลเดียวกับแม็กซ์ที่ว่า นักเขียนรวยอยู่แล้ว ไม่ต้องการเงินของพวกคุณหรอก

ถ้าคิดอย่างนั้น ก็ขอแม็กซ์ให้ข้อมูลพวกคุณเพิ่มเติมหน่อยแล้วกันค่ะ

นักเขียนไม่ว่าในสังคมไหน ก็ยังเป็นอาชีพที่ไม่ได้ทำรายได้มากมายอะไรหรอกนะคะ แน่นอนว่านักเขียนอเมริกันย่อมทำเงินมากกว่านักเขียนไทย แต่ค่าครองชีพในอเมริกาและเมืองไทยก็ต่างกัน และจริงค่ะว่ามีนักเขียนบางคนที่ทำงานสูงมาก มีฐานะเป็นมหาเศรษฐี แต่ไม่ใช่นักเขียนทุกคนเป็นเช่นนั้น ความจริงก็คือ นักเขียนส่วนใหญ่ก็คือ คนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละ เป็นคนที่ต้องทำมาหากิน บางคนเขียนหนังสือเป็นอาชีพเสริม หารายได้พิเศษเพื่อเลี้ยงปากท้อง

แล้วรู้อะไรไหมคะ สำนักพิมพ์ในเมืองไทยไม่ค่อยกล้าละเมิดลิขสิทธิ์นักเีขียนดัง ๆ หรอกนะคะ เพราะนักเขียนพวกนี้มีทีมกฎหมายค่อยดูแลผลประโยชน์ของพวกเขา ดังนั้นจึงน่าจะสังเกตว่า นักเขียนระดับที่ดังมาก ๆ มักจะถูกซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง เพราะสำนักพิมพ์ไม่กล้าเสี่ยง

แต่พวกเขากล้าเสี่ยงกับนักเขียนใหม่ หรือนักเขียนระดับกลางที่พวกเขารู้ว่า ไม่มีวันเอาผิดการกระทำของพวกเขาได้ เพราะนักเขียนพวกนี้ก็เหมือนแม็กซ์ เหมือนคุณคนอื่น ที่เป็นเพียงตัวเล็ก ๆ และก็อยู่ไกลถึงต่างประเทศ การละเมิดสิทธิของพวกเขาจึงทำได้ง่าย และไม่ต้องคิดมาก รวมทั้งโอกาสจะถูกจับก็น้อยลงไปกันใหญ่

นักเขียนเหล่านี้มีภาระทางครอบครัว บางคนต้องหาเงินมาผ่อนบ้าน จ่ายค่าเทอมลูก เงินเพียงแค่ห้าร้อยหรือพันเหรียญอาจจะช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นอีกนิด นึง มันเป็นเงินที่ไม่เยอะเลย เมื่อหาต่อเล่ม แต่มันก็เป็นเงินที่มีความหมายต่อพวกเขา เงินที่สนพ.ในเมืองไทย และนักอ่านในเมืองไทยโกงไปจากพวกเขา ในขณะที่พวกคุณกำลังมีความสุขจากการอ่านหนังสือของพวกเขา

สำหรับนักอ่าน แม็กซ์อยากให้ข้อมูล เพื่อกลับไปคิดในถ่องแท้ว่า เจ้าความกลัวที่สำนักพิมพ์ฝังเข้าไปในความคิดของพวกเขาเป็นเพียงภาพหลอน เป็นเพียงตำนานหลอกเด็ก ค่าลิขสิทธิ์ไม่ได้มีมูลค่าเป็นแสน (ยกเว้นหนังสือบางเรื่องซึ่งถ้าเอ่ยชื่อก็น่าจะรู้จักกันนะคะ แต่กระนั้นถึงซื้อเป็นแสน สนพ.นั้นก็ได้รายได้กลับมาเกินคุ้มค่ะ) แต่ค่าไม่กี่หมื่น แม็กซ์อยากรู้ว่า มันแพงตรงไหน โดยเฉพาะแม็กซ์ก็คิดให้แล้วว่า มันสามารถผลักลงมาหาคนอ่านได้เลย

มีคนพูดให้แม็กซ์ถึงระบบจัดจำหน่ายในเมืองไทย ที่พูดว่า บริษัทจัดจำหน่ายกินหัวคิวไปมากกว่า 40% แม็กซ์คิดเลขเป็นนะคะ เอาเป็นว่า ทางสนพ.ต้องตั้งราคาเวอร์เกินเพื่อหักเงินให้บริษัทจัดจำหน่าย เอาเป็นว่า แม็กซ์คิดให้เลยนะคะว่า ซื้อลิขสิทธิ์มาเป็นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 36,000 บาท ทางสนพ.ไม่ต้องการรับภาระค่าลิขสิทธิ์ไว้กับตัวเองเลย ซึ่งนั่นหมายความว่า สนพ.ต้องตั้งราคาหนังสือเพิ่มขึ้นอีก 60,000 บาท เพื่อที่จะหลังหักค่าจัดจำหน่าย 40% สนพ.จะได้เงินคืนมาเบ็ดเสร็จ 36,000 บาทเป็นค่าลิขสิทธิ์

เงินจำนวนหกหมื่นบาทเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการพิมพ์หนังสือ 3,000 เล่ม ทำให้ราคาขายเพิ่มขึ้นจากเล่มที่ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์เป็นเงินแค่เล่มละ 20 บาท

เงินยี่สิบบาทนี่ คุณว่ามันแพงไปไหมที่จะจ่ายให้กับนักเขียนที่คุณรักได้ (และถ้าค่าลิขสิทธิ์แค่ 500 เหรียญสหรัฐ ราคาส่วนเพิ่มก็แค่ 10 บาทเท่านั้นเอง)

เหตุผลทุกอย่างที่ถูกยกและอ้างมา ล้วนเป็นข้อแก้ตัวของความโลภ เพราะอะไรเหรอคะ การที่ไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์ก็จะอุบกำไรในส่วนนี้มาเป็นของตัวเองทั้งหมด คำถามก็คือ นักอ่านควรจะสนับสนุนใครมากกว่ากัน

สำนักพิมพ์ หรือนักเขียน

แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนักอ่านกับสนพ.ในเมืองไทย อาจจะแน่นแฟ้นมากกว่านักเขียนที่อยู่ไกลโพ้น คุณไม่รู้จักนักเขียน แต่คุณรู้จักสนพ. มันย่อมจะง่ายที่จะ "ช่วย" สำนักพิมพ์ แม็กซ์ก็รู้สึกอย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อตัวแม็กซ์เองก็รู้จักกับหลายสนพ.ที่ผลิตงานโดยไม่ซื้อ ลิขสิทธิ์

บทความนี้มันจึงยากที่จะเขียน แต่ข้อเท็จจริงที่แม็กซ์หาได้ มันก็ยากเช่นกันที่จะเมินเฉย แม็กซ์ไม่ได้ตั้งตัวเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้อง แม็กซ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของนักเขียน หรือมีผลประโยชน์ แต่แม็กซ์คิดว่า มันไม่ใช่เรื่องยาก หรือลำบากเลยในการทำให้ถูกต้อง

แม็กซ์คิดว่า เราทุกคนก็อยากจะทำให้ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อมันไม่ได้ยากเย็น หรือเสียเงินเยอะแยะอะไรเลย

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ก็แ่ค่คนคนเดียว ทั้งหมดก็เป็นข้อมูลที่แม็กซ์หามา เป็นความคิดของแม็กซ์ซึ่งไม่สำคัญเลยว่า คุณจะยอมรับหรือไม่ แต่แม็กซ์อยากรู้ค่ะว่า ถ้าไม่เห็นด้วย และคิดว่า ไม่ซื้อลิขสิทธิ์เป็นเรื่องดีกว่า แม็กซ์อยากได้เหตุผลค่ะ เพราะเราอยากรู้ว่า มันเป็นเหตุผลที่แท้จริง หรือเป็นเพียงความกลัวที่บังความถูกต้อง

Edited to Add: แม็กซ์นึกประเด็นเพิ่มขึ้นมาได้อีกเรื่องนึงค่ะ มีคนพูดว่า ถ้าสนพ.ต้องซื้อลิขสิทธิ์ อีกหน่อยก็จะผลิตงานออกมาน้อยลงเพราะต้องคิดอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ ลิขสิทธิ์เรื่องไหน ทำให้นักอ่านไม่มีหนังสืออ่าน

แม็กซ์คิดอย่างนี้นะคะ ตราบใดที่เขาผลิตหนังสือออกมา แล้วมีนักอ่านตามอ่านอยู่ ประเด็นก็มีเพียงเรื่องเดียวคือ ราคา ถ้าราคาหนังสือแพงขึ้นมาอีกยี่สิบบาท ถ้านักอ่านยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้ได้ (หรือสนพ.หั่นกำไรของตัวเองลงสักหน่อยรับภาระกันคนละครึ่งกับคนอ่าน) นักอ่านก็ยังซื้อหนังสือเหมือนเดิม แล้วมีเหตุผลอะไรที่สนพ.จะไม่ผลิตของมาขายล่ะ

นี่มันธุรกิจนะคะ ถ้าของเขายังขายได้ ทำไมเขาจะไม่ขาย

ส่วนข้อโต้แย้งที่ว่า เขาสังเกตจากในตลาดหนังสือ พบว่า สนพ.ที่ซื้อลิขสิทธิ์ผลิตหนังสือออกมาขายน้อยมาก บางแห่งออกปีละแค่ห้าถึงหกเล่มเท่านั้นเอง แม็กซ์คงตอบว่า เขาจะผลิตออกมาเยอะได้ยังไง ในเมือตลาดส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ เขาไม่อาจสู้การแข่งขันที่ไม่ยุติธรรมเหล่านี้ได้หรอกค่ะ เพราะสนพ.ที่ซื้อลิขสิทธิ์เขามีต้นทุนส่วนเพิ่ม ในขณะที่พวกไม่ได้ซื้อเอาเปรียบเขา

ซึ่งถ้าทั้งตลาดกลายเป็นตลาดที่ซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง แม็กซ์เชื่อว่า ปริมาณหนังสือโรแมนซ์ในตลาดจะไม่ลดน้อยลงไปหรอกค่ะ เพราะสนพ.ที่ซื้อลิขสิทธิ์เขาก็จะกล้าลงทุนมากขึ้น เพราะเขาแน่ใจแล้วว่า มันเป็นการแข่งขันอย่างยุติธรรม

ร้ายนักรักเสียจริง

เมื่อวานได้นั่งคุยกับเพื่อนคอโรแมนซ์เหมือนกันหลายคน และหัวข้อสนทนาของพวกเราก็เป็นประเด็นที่ถูกใจแม็กซ์อย่างยิ่ง เพราะมันก็การพูดถึงลักษณะของตัวละครที่อยู่ในด้านสีเทา คนที่อาจจะไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ มีด้านมืดในจิตวิญญาณ แต่ในขณะเดียวกันก็มีแก่นบางอย่างที่แม้แต่ในยามที่เลวร้ายที่สุด ก็ไม่อาจละเมิดหลักการนั้นได้

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านโรแมนซ์ มักจะมองว่าโรแมนซ์เป็นหนังสือที่มีมิติเดียว และเล่นกับประเด็นที่มีแต่ความงดงาม หลายคนที่แม็กซ์มีโอกาสคุยด้วย พวกเขามองโรแมนซ์ว่าเป็นนิยายพาฝัน (ซึ่งนี่เป็นชื่อที่ใช้เรียกนิยายโรแมนซ์จริง ๆ) เรื่องราวที่นางเอกที่เป็นสาวน้อยแสนดี ได้พบกับพระเอกผู้พร้อมพรั่ง คนที่จะนำพาเธอไปสู่ชะตาชีวิตอันแสนสุขสม และทุกคนก็จะอยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป

แม็กซ์ไม่ปฏิเสธนะคะว่า มีนิยายโรแมนซ์แบบนั้น และไม่ปฏิเสธว่า นิยายแนวนั้นยังได้รับความนิยมจากคนอ่าน (หรือกระทั่งแม็กซ์เองในบางครั้งก็ต้องการหนังสือแนวนั้นเช่นกัน) แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่โรแมนซ์นำเสนอต่อคนอ่าน

ใ่ช้แล้วค่ะ โรแมนซ์มีด้านมืด ที่บางครั้งก็มืดเสียจนไม่แน่ใจว่าจะมีแสงสว่างอยู่ปลายอุโมงค์ไหม

โรแมนซ์มีความหลากหลายขนาดนั้น แต่นั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่นักอ่านชาวไทยรับรู้กันทั่วไป เพราะการกลั่นกรองจากสนพ. ที่ยังคิดว่า นักอ่านโรแมนซ์แสนจะไร้เดียงสาเสียจนไม่อาจอ้าแขนโอบกอดความมืดไว้ได้ (ซึ่งแม็กซ์ก็ไม่โทษสนพ.หรอกนะคะ เขาต้องมุ่งหวังเพื่อกำไรเป็นหลัก คนอ่านโรแมนซ์ในเมืองไทยก็มีมากเสียที่ไหนกันเล่า ดังนั้นเขาก็ต้องผลิตแนวที่ถูกใจตลาดไว้ก่อนเป็นเรื่องธรรมดา)

อันที่จริงแม็กซ์เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ Dark Romance เอาไว้แล้วค่ะแต่บลอกวันนี้แม็กซ์อยากจะพูดถึงโรแมนซ์ที่นำเสนอตัวละครที่ บางครั้งดูไม่ค่อยออกด้วยซ้ำว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้ายเพิ่มเติมสักเล็กน้อย (แต่บางคนก็ซ้ำกับบลอกนั้นล่ะค่ะ เพราะพวกเขาโดดเด่นขนาดนั้น)

วิธีการที่นักเขียนโรแมนซ์ใช้เป็นส่วนใหญ่ในการเขียนให้ตัวละครที่ออกจะร้าย สักหน่อยกลายร่างเป็นพระเอกก็คือ การเขียนเรื่องต่อเนื่อง ตัวละครตัวนึงอาจจะเป็นตัวร้ายในเล่มแรก ก่อนที่จะกลายเป็นพระเอกในเล่มต่อมา นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ใหม่เลยค่ะ นักเขียนหลายคนทำเช่นนั้น และได้ผล

นั่นก็เพราะว่า ตัวร้ายมักจะเป็นที่จดจำของคนอ่าน ยิ่งตัวร้ายที่ไม่ได้มีลักษณะของ "เกิดมาเลว" และเป็นคนที่มีเสน่ห์ในตัวเอง ก็ยิ่งเป็นตัวร้ายที่ได้ใจคนอ่าน สำหรับแม็กซ์แล้ว วิธีการนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อ คนแต่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของคนคนนั้น ในท้ายทีสุดพวกเขาอาจจะเป็นตัวเอก อาจจะเป็นคนที่ดีขึ้น แต่ความเป็นเขาจะต้องเหมือนเดิม แม็กซ์ไม่ต้องการตัวเอกแนวผู้เคร่งศาสนาเกิดใหม่หรอกนะคะ เราต้องการด้านมืดที่เคยจับใจเรานั้นอยู่ค่ะ

แม็กซ์จึงขอโอกาสนี้พูดถึงหนังสือที่ตัวละครที่เคยเป็นตัวร้าย กลายร่างเป็นตัวเอกแล้วกันค่ะ

เซบาสเตียน เซ็นต์วินเซ็นต์ จาก Devil in Winter ของลิซ่า เคลย์แพส

บอกตามตรงนะคะ แม็กซ์ไม่ค่อยจะ "เชื่อ" ความเป็นตัวร้ายของเซบาสเตียนใน It happened one autumn เท่าไหรนัก เราคิดเสมอว่า เซบาสเตียนไม่มีเหตุผลอะไรเลยในการลักพาตัวลิเลียนไป นอกจากลิซ่า ต้องการให้เขาดูเป็นตัวละครที่เลวร้าย เพื่อที่เธอจะได้โชว์ให้คนอ่านเห็นว่า เมื่อเขาเป็นพระเอกแล้ว มันจะน่าสนใจขนาดไหน

แต่แม้แม็กซ์จะไม่เชื่อในพฤติกรรมที่เลวร้ายของเขา แต่แม็กซ์เชื่อหมดใจกับเรื่องราวของเขาใน DIW จะมีพระเอกคนไหนที่ได้ใจแม็กซ์ไปเท่ากับเขาอีกแล้ว ชายเสเพลที่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียงเพราะความรัก ที่สำคัญแม็กซ์เชื่อในการเปลี่ยนแปลงนัก มันสมจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ความเจ้าเล่ห์ของเขาเลือนหายไปเลย

อิสเมล หรือเคาท์แห่งเอสมอนด์ จาก Captives of the Night ของลอเร็ตต้า เชส

อิสเมลเป็นพระเอกที่กลายร่างจากผู้ร้ายคนแรกที่แม็กซ์อ่าน และรักแรกก็เหมือนกันกับทุกคน มันยากที่จะเลือนหายไปจากใจ ก่อนหน้านั้นเรามักพบเจอแต่กับตัวละครที่มีมิติเดียว พระเอกที่อาจเคยทำผิดพลาดมาในอดีต แต่ความผิดนั้นก็เกิดจากความไม่ตั้งใจ ขาดเจตนา แต่มันไม่ใ่ช่สำหรับอิสเมล ใน The Lion's Daughter เขาคือน้องชายของสุลต่านที่ทำทุกอย่างเพื่อแย่งบัลลังค์ของพี่ชาย ไม่สำคัญว่าใครจะอยู่ในเส้นทางของเขา นั่นเป็นชีวิตที่อิสเมลรู้ัจักเพียงอย่างเดียว การได้มาซึ่งอำนาจคือการอยู่รอดในราชสำนักอันแสนอันตราย อิสเมลอาจจะใช้ข้ออ้างของความเป็นเด็ก (ยังไม่ถึงยี่สิบ) แต่เขาก็คือตัวการที่ทำให้พ่อของเลย์ล่าเสียชีวิต แม้เขาจะไม่ได้ลงมือ แต่ชีวิตของเลย์ล่าก็พินาศเพราะความไม่ยั้งคิดของเขา

ใน Captives of the night อิสเมลเติบโตขึ้น และเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต แม็กซ์อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่าเขายังรักษาด้านมืดของตัวเองเอาไว้นะคะ เพราะเขากลายเป็นผู้ชายที่ดีขึ้น แต่เส้นทางของการเรียนรู้ในการเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นมันก็น่าเชื่อและสมจริง ไม่ใช่การเปลี่ยนเป็นคนดีชนิดชั่วข้ามคืน เพียงเพราะคนแต่งจะให้เขาเป็นพระเอกในเล่มต่อไป

นิโคลัส คารุทชี่ จาก Knight Errant ของมาริลีน แพพพาโน่

แม็กซ์ลังเลระหว่างเอธาน จาก Rogue's Reform กับนิคค่ะ เพราะเรามักเปรียบเทียบตัวละครสองตัวนี้เสมอว่าอาจจะเป็นคาแร็คเตอร์ที่ดี ที่สุดที่มาริลีนเคยเขียน ทั้งสองมีความเหมือนกันตรงที่เป็นตัวร้ายในเล่มก่อนหน้า และเหมือนกันตรงที่ทั้งคู่ต้องไถ่บาปกับการกระทำของตัวเอง สุดท้ายแล้วแม็กซ์เลือกนิค แม้ว่าคาแร็คเตอร์ของเอธานจะดูน่าสนใจกว่า เพราะในความร้ายของเขา มันไม่ได้มีแรงผลักดันอย่างที่นิคได้รับ เอธานเป็นผู้ชายที่เลือกทางออกที่ง่าย แม้มันจะหมายถึงการโกหก และหลอกลวง เขาเลือกที่จะขายที่ดินทั้งที่ตัวเองไม่มีสิทธิให้กับแม่หม้ายลูกสองที่ฐานะ ไม่ได้ร่ำรวยไปกว่าเขา การกระทำของเอธานเลวร้ายกว่าที่นิค (ที่ทุกอย่างที่เลวร้ายแล้วเขาทำไปก็เพื่อการแก้แค้น)

เหตุผลเดียวที่เลือกนิค เพราะเราชอบเรื่อง Knight Errant มากกว่า ง่าย ๆ แค่นั้นเอง

อิลย่า พลาเคนสกี้ จาก Turbulent Sea ของคริสตีน ฟีแฮน

เช่นกันนะคะ อิลย่าไม่ถึงกับเข้าข่ายเป็นตัวร้ายในเล่มก่อนหน้า เพราะดูเหมือนว่าคนแต่งจะคิดมานานแล้วว่าจะให้เขาเป็นพระเอกในเล่มถัดไป แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้หรอกนะคะว่า พฤติกรรมหลายอย่างของเขาไม่ใช่สิ่งที่มีเกียรติและคาดหวังให้พระเอกกระทำเลย

อิลย่าเป็นตัวละครที่มีด้านมืดที่เด่นชัด มากขนาดที่แม็กซ์รู้สึกว่า ถ้าเขาไม่ได้ปักใจให้กับโจลี่ย์ (นางเอก) เขาก้ออาจจะไม่มีวันเดินออกมาจากความมืดได้แน่

จะสังเกตเห็นว่า ทั้งหมดเป็นพระเอก แม็กซ์คิดว่ามันเป็นความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันระหว่างคนอ่านที่เป็นผู้หญิง มีแนวโน้มที่จะให้อภัยพระเอกที่เคยร้ายมาก่อนได้มากกว่า นางเอกที่เคยร้าย อาจเพราะเรามีความอดทนต่อข้อเสียของคนเพศเดียวกันได้น้อยกว่า ทำให้การกลายสภาพของอดีตนางร้ายเป็นนางเอกจึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ น้อยมาก (โดยเฉพาะในโลกโรแมนซ์)

นอกจากนี้แล้วยังมีตัวเอกอีกประเภทที่ดูพฤติกรรมในเรื่องแล้ว ไม่สมจะเป็นพระเอกนางเอก (ในโรแมนซ์ เราคิดว่าเรื่องแนวอื่นมีความทนทานต่อคาแร็คเตอร์ที่ข้ามเส้นเหล่านี้ได้ อย่างไม่มีปัญหา) เอาเสียเลย แต่พวกเขาก็เป็น และสำหรับแม็กซ์ ตัวละครเหล่านี้แหละที่ทำให้ประสบการณ์การอ่านโรแมนซ์มีค่า เพราะขนาดคนที่ไม่ใช่คนดีที่สุด พวกเขาก็ยังได้พบกับความสมหวัง (และมันให้กำลังใจอย่างยิ่งสำหรับคนที่ "ร้าย" อย่างแม็กซ์ว่า สักวันเราก็คงจะเจอกะเขาบ้างนะ)

วิเวียน สวิฟ จาก Heart of Deception ของไทเลอร์ เชส

ไทเลอร์ เชสเป็นนักเขียนที่มีพรสวรรค์ และกล้าหาญเกินกว่าจะอยู่รอดในโลกของโรแมนซ์ ซึ่งหมายความว่า ปัจจุับันเธอเลิกเขียนนิยายไปแล้วค่ะ เรื่องราวของเธอมีด้านมืดที่อาจจะมากเกินกว่าที่นักอ่านโรแมนซ์ส่วนใหญ่จะ ยอมรับได้ และกระทั่งกับตัวเราเองที่คิดว่ามีความทนทานไม่น้อยแล้วนะคะ เรายังรับไม่ได้กับบางเรื่องของเธอ แต่ไม่ใช่สำหรับเล่มนี้ ซึ่งถ้าพูดตามตรง มันเป็นเรื่องที่เป็นสูตรสำเร็จที่สุดแล้วค่ะ

วิเวียน สวิฟเป็นเ้จ้าของโลกใต้ดินแห่งลอนดอน เธอและพี่ชายเป็นเจ้าพ่อและเจ้าแม่อาชญากรรมผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคอลิซา เบ็ธที่หนึ่ง กิจการผิดกฎหมายทั้งปวงอยู่ภายใต้อุ้งเท้าของสองพี่น้อง และทางเดียวที่จะเข้าถึงอาณาจักรใต้ดินอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ก็คือ การปลอมตัวเข้าไปเป็นคนรักของวิเวียน และนั่นเป็นหน้าที่ของเรฟ สายลับเบอร์หนึ่งแห่งราชสำนัก เรื่องราวแห่งการหลอกลวง และความรักในเวลาที่ไม่มีใครคาดคิด เรื่องราวที่นำด้านมืดที่สุดของตัวละครมาให้คนอ่านค้นพบ และยังรู้สึกว่าคุณเข้าใจพวกเขา

วิเวียนเป็นคาแร็คเตอร์ชนิดที่แทบจะหาไม่ได้ในโรแมนซ์ เธอไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ ไม่ไร้เดียงสา และเป็นคนเลือกเรฟเป็นชู้ัรัก แทนที่จะให้พระเอกเป็นฝ่ายเลือกเหมือนสูตรสำเ็ร็จของโรแมนซ์ทั่วไป เป็นอาชญากรผู้เหี้ยมโหดได้ถ้าจำเป็น ในขณะเดียวกันก็มีอดีตอันปวดร้าวซึ่งเป็นแรงผลักดันความเป็นไปในปัจจุบัน

ตอนจบของหนังสือเรื่องนี้เป็นสูตรไปสักนิดค่ะ ซึ่งผิดคาดมากสำหรับแม็กซ์ที่เคยอ่านงานเล่มอื่นของไทเลอร์มาก่อน แต่อาจเพราะตอนจบที่แสนจะแฮ็ปปี้เกินเหตุแบบนี้ก็ได้มั้งคะ ที่ทำให้เรารักเรื่องนี้มาก

เอเดียน จาก Uncommon Vows ของแมรี่ โจ พุธเน่ย์

สำหรับลูกชายคนเล็กผู้ซึ่งใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตในวัด เพื่อเตรียมตัวบวชเป็นพระ ข่าวการตายของคนทั้งครอบครัวย่อมไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดว่าจะได้รับในคืนวัน คริสต์มาส แต่ที่มากกว่านั้น เอเดียนพบว่าเขาคือทายาทคนสุดท้ายของตระกูลที่รอดชีวิต และอัศวินทุกคนที่มีชีวิตรอดจากการเข่นฆ่าคาดหวังให้เขาเป็นผู้นำ

จากชีวิตที่เรียบง่ายและถูกต้องดีงาม เอเดียนต้องเลือกชีวิตแห่งการต่อสู้และเอาชีวิต และในที่สุดมันก็กัดกินไปถึงดวงวิญญาณของเขา เมื่อเขาได้พบกับมิวเรียล หญิงสาวที่เขาบอกกับตัวเองว่า จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาครอบครอง และมันไม่สำคัญเลยว่าเธอจะยินยอมหรือไม่

อันที่จริงพฤติกรรมของเอเดียนไม่ได้ต่างจากพระเอกโรแมนซ์ยุคอัศวินส่วนใหญ่ เลย พวกนี้เห็นนางเอกก็ต้องการนางเอก จากนั้นก็บังคับหรือข่มขู่ให้ได้นางเอกมา สิ่งที่เอเดียนแตกต่างออกไปก็คือ เขามีการสำนึกผิด และไถ่โทษ และนั่นทำให้หนังสือเรื่องนี้โดดเด่นในความทรงจำของเรา เพราะโรแมนซ์ที่เราคุ้นเคยกัน พระเอกไม่เคยสำนึกผิด เพราะพวกเขาไม่เคยคิดว่าการกระทำของพวกเขาเป็นความผิด และเช่นเดียวกันเหล่านางเอกไร้กระดูกสันหลังก็เห็นตามว่า การที่พระเอกลักพาตัวพวกเธอมา เป็นเพราะความรัก ทั้งที่ความรักไม่เกี่ยวอะไรกันเลย

สุดท้ายแม็กซ์อยากจะบอกว่า โรแมนซ์ในด้านมืด ที่ซึ่งอาจจะแยกพระเอกกับผู้ร้ายไม่ออก เป็นความน่าสนใจชนิดที่แม็กซ์ปฏิเสธไม่ออก ก็เลยอยากทิ้งคำถามเพื่อน ๆ กันว่า มีตัวร้ายที่รักกันบ้างไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นตัวร้ายรีไซเคิลที่กลายเป็นพระเอกไปแล้ว หรือว่าตัวร้ายที่ร้ายจริงร้ายจัง

Monday, February 16, 2009

ความผิดของคนที่อ่านภาษาอังกฤษ

บลอกครั้งแรก: 19/10/06

ก็ว่าจะไม่เข้าบอร์ดแห่งหนึ่งแล้วนะคะ เพราะระยะหลังเข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองทำความผิดบางประการใหญ่หลวง ที่บังอาจเป็นคนที่อ่านหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ

เราไม่ได้อ่านภาษาอังกฤษเพราะต้องการ เอามาอวดอ้างอุตริกะใคร ไม่ได้อ่านเพื่อจะได้เอามาโชว์ชาวบ้านในรู้ว่า ฉานก้ออ่านอังกิดได้ เราอ่านเพราะว่าในช่วงระยะเวลาที่เราอ่านหนังสือนั้น ประเทศไทยเพิ่งรับกระแสการซื้อลิขสิทธิ์นิยายภาษาอังกฤษมา ถ้าใครจำได้จะรู้ว่ายุคนั้นเราสูญเสียสำนักพิมพ์ดีดีไปเยอะมากเพราะกระแส ลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์ที่มีเงิน (แต่หมองน้อยไปหน่อย) ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลซื้อลิขสิทธิ์นิยาย ทำให้สำนักพิมพ์ขนาดเล็กสู้ไม่ได้ และไม่ได้ออกงานมา สุดท้ายเพราะต้นทุนค่าลิขสิทธิ์มหาศาล บวกกับนักแปลความรู้สั้นกว่าอึ่งอ่าง ก็เลยเจ๊งกันถ้วนหน้าทั้งวงการ ยุคนั้นไม่มีหนังสือแปลดีมาให้อ่านเลย

ทางออกของนักอ่านผู้ไม่ทดท้ออย่างเรา ก็คือกล้ำกลืนฝืนทนซื้อนิยายฉบับภาษาอังกฤษมาอ่าน และพบว่า ภาษาปะกิดไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าเพียงแต่มีความทนทานมากพอ

และเมื่ออ่านภาษาอังกฤษได้ เหตุใดเราจะต้องเป็นนักอ่านผู้อดทนรอคอยการแปลเป็นภาษาไทยอีกล่ะ

นี่ยังไม่นับสำนักพิมพ์ในเมืองไทยครอบ งำคนอ่าน แนวเรื่องมีอย่างจำกัด อย่างนิยายโรแมนซ์ก็บังคับให้นางเอกรักษาความผุดผ่องเป็นยองใย ทำไมเราจะจำกัดตัวเองกับตัวเลือกทางภาษาในเมื่อเราสามารถขยายมุมมองของตัว เองได้ เราสามารถอ่านหนังสือหลายเรื่องที่ทั้งชีวิตคงไม่มีทางได้อ่านถ้ารอให้แปล

เรารู้สึกมาตลอดว่าการที่เราอ่าน หนังสือฉบับภาษาอังกฤษได้เป็นข้อได้เปรียบ ไม่ใช่ว่าเพราะเราสามารถเอาไปคุยอวดชาวบ้าน (ซึ่งไม่มีอะไรให้คุย เพราะคนที่อ่านออกมีเป็นล้านคน) แต่เพราะเรามีทางเลือก แต่ตอนนี้บอร์ดแห่งหนึ่งที่เราเคยเข้าเป็นประจำมักมีคนมาตั้งคำถามทำนองที่ ว่า "กรุณาบอกชื่อภาษาไทยด้วยนะคะ เราอ่านอังกฤษไม่ออกค่ะ"

โอเค ประโยคข้างบนก็ดูสุภาพดี แต่ถ้าโดนประโยคนี้หลังจากคุณสาระแนเข้าไปตอบคำถามของเขาแล้ว ก็ชักจะเสียความรู้สึก ก็แหมอุตส่าห์เข้าไปตอบ (อันที่จริงก็เข้าสอดนั่นล่ะ) ดันโดนตอกกลับมาอย่างนี้

อย่างที่เคยบอกล่ะค่ะ ไม่ได้ตั้งใจกระแดะ แต่มันไม่รู้จริงว่าภาษาไทยชื่ออะไร เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องที่รักกันจริงแล้ว ไม่อ่านภาษาไทยค่ะ เพราะไม่รู้จะอ่านไปทำไม ตอนอ่านภาษาอังกฤษก็ยังไม่ชอบเลย แล้วจะชอบภาษาไทยไปได้ยังไง

เราตอบคำถามในบอร์ดด้วยชื่อภาษาอังกฤษ เพราะว่าเราไม่รู้ชื่อภาษาไทย เนื่องจากไม่ได้อ่านมาตั้งนานแล้ว

คำตอบสุดท้าย (ที่ไม่ใช่รายการแฟนพันธุ์แท้) หลังจากเขียนมานาน เราควรเลิกเข้าบอร์ดนั้น เพราะยังไงเราก็คงเลิกอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ค่ะ

Why Blog?

เขียนครั้งแรก 17/10/06

เราสงสัยมาพักใหญ่แล้วล่ะว่าทำไมคนถึงต้องเขียนบลอคกัน มันมีอะไรน่าสนใจหนักหนากับการให้ชาวบ้านมาอ่านสิ่งที่เราเขียน เงินหรือก็ไม่ได้อย่างนักเขียนที่พิมพ์หนังสือขาย ตลอดมาก็เลยไม่เคยคิดจะทำบลอค จนกระทั่งวันนี้

เมื่อความเครียดในที่ทำงานถึงจุดสูงสุด แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ เราไม่คิดจะใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นที่บ่นเรื่องชาวบ้านที่คุณคนอ่านก็คงไม่ รู้จัก ถ้าไม่ได้บังเอิญทำงานที่เดียวกะเรา หมอโรคจิตที่เคยรู้จักให้คำแนะนำว่าบางครั้งคุณก็ไม่ควรจะมัวเครียดกับปัญหา และเราก็คิดว่า ถ้าไม่โทรศัพท์ไปตามราวีเพื่อนให้รับฟังเรื่องที่เขาก็คงไม่อยากฟัง ก็ใช้เวลาเขียนเรื่องที่เราชอบดีกว่า

นั่นก็คือหนังสือ

เราอ่านหนังสือมาตั้งแต่จำความได้ เพราะที่บ้านเป็นหนอนกันหมด จนบัดนี้ก็ยังไม่โตเต็มวัยพอจะกลายเป็นแมลงวัน ยังคงเป็นหนอนหนังสืออยู่ เราอ่านหนังสือทุกชนิดที่ผู้ใหญ่อ่านกัน เพราะที่บ้านไม่มีเด็ก ก็เลยไม่ค่อยได้อ่านการ์ตูน จึงเป็นคนที่ตกยุคมากที่ไม่รู้เรื่องการ์ตูน รู้จักแต่หนังสือนิยายเล่มหนาตั้งแต่ยังเรียนประถม จากนั้นตอนมัธยมก็สำเร็จการศึกษาจากนิยายไทยไปนิยายแปล และมาเป็นนิยายภาษาอังกฤษ แต่ก่อนตอนที่ยังพยายามเก็กก็มักจะบอกชาวบ้านว่าอ่านนิยายลึกลับสอบสวน เดี๋ยวนี้ก็ยังอ่านอยู่ค่ะ เพียงแต่ใจกล้าหน้าด้านขึ้น

ตอนสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกถามว่าชอบอ่านหนังสือของใคร เพราะดันไปบอกเขาว่ามีงานอดิเรกคืออ่านหนังสือ ถ้าคนเห็นแก่หน้าตาตัวเองหน่อยก็คงบอกเขาไปว่าชอบเรื่อง War and Peace ของ นักเขียนชาวรัสเซียชื่อดัง แต่บังเอิญเราจำชื่อนายคนนั้นไม่ได้ ก็เลยตอบไปตามตรงว่าชอบงานเจนย์ แอนด์ เครนซ์ สำหรับคนที่ไม่รู้จักชื่อนี้ก็ขอแนะนำว่า หาบลอคอื่นอ่านดีกว่าค่ะ เพราะคงอ่านสิ่งที่เราเขียนไม่รู้เรื่องแล้วเป็นแน่ เพราะนี่เป็นชื่อของนักเขียนนิยายที่คนไม่ได้อ่านหลายคนบอกว่าเป็น "หนังสือโป๊" แต่เราขอเรียกชื่อที่ถูกต้องตามสุภาพชนเขาใช้กันนะคะ ก็คือนิยายโรแมนซ์

นิยายโรแมนซ์มันสนุกยังไง หลายคนอาจถาม สำหรับเราแล้วคำถามนี้ตอบได้ด้วยวิธีเดียวก็คือ ลองเดินไปซื้อมาอ่านดูแล้วกันค่ะ แล้วคุณจะรู้ ขอให้ซื่อสัตย์กับตัวเองแล้วกัน

ใครบ้างจะไม่ชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับความรัก ผู้ชายที่รักผู้หญิงคนหนึ่งจนหมดหัวใจ และแน่ล่ะฉากเซ็กส์อันเร้าใจ เพราะนิยายโรแมนซ์ส่วนใหญ่จะไม่ได้จบที่หน้าประตูหน้านอน โรแมนซ์บางเล่มเกิดขึ้นตั้งแต่ตัวละครยังไม่ทันปิดประตูบ้านด้วย โดยเฉพาะสมัยนี้ที่เทรนด์นิยายฮ็อทมาแรง คุณแทบจะได้กลิ่นเซ็กส์ตั้งแต่หน้าแรกที่เปิดอ่านด้วยซ้ำ

แต่เราจะไม่ได้พูดถึงเซ็กส์...เพียงอย่างเดียว คุณเลี่ยงไม่ได้หรอกถ้าจะพูดถึงโรแมนซ์โดยไม่กล่าวถึงเซ็กส์ โอเคอย่างน้อยสำหรับเรา

จบแล้วค่ะสำหรับกระทู้เกริ่นนำ สรุปใจความใหม่อีกครั้งก็คือบลอคนี้จะพูดเรื่องหนังสือ ส่วนใหญ่จะเป็นโรแมนซ์ ยกเว้นเวลาที่หนังสือของลอเรล เค. แฮมิลตันออกจะของเวลาพูดถึงแนวแฟนตาซีเล็กน้อย ก็ทนกันบ้าง

อ้อลืมบอกไปค่ะว่าเรื่องส่วนใหญ่ที่พูดถึงจะเป็นภาษาอังกฤษนะคะ บางเล่มอาจะมีคนแปลแล้ว บางเล่มอาจไม่มีใครสติดีพอคิดจะเอาไปแปล โดยรวมคงบอกว่าไม่ได้กระแดะค่ะที่เขียนถึงแต่เรื่องที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่กระแดะจริงจริง

ท้ายสุดจริงจริงก็คือขออภัยภาษาไทยด้วย เราไม่มีข้ออ้างหรอกค่ะว่าไปอยู่ต่างประเทศเสียนานจนภาษาไทยบรรลัย แต่เพราะขี้เกียจเรียนวิชาภาษาไทยค่ะ ภาษาก็เลยวิบัติมาจนตอนโต

เมื่อตาอยู่ฉกชิ้นปลาไปกิน

แม้จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่ได้เหยียบ เท้าเข้าไปยังงานสัปดาห์หนังสือ แต่ก็ได้ข่าวคราวหนังสือใหม่จากบรรดาเพื่อนฝูงมากมาย แต่ไม่มีข่าวการออกหนังสือเล่มไหนที่ฟังแล้วจะทำให้เรารู้สึกขบขำได้เท่ากับ หนังสือเรื่อง Every breath you take ของ Judith McNaught

สำหรับแฟนโรแมนซ์ประเภทไม่ยอมตาย (มาจากคำว่า die hard ค่ะ แต่แปลเป็นไทยจะได้ไม่ดูเหมือนพวกพูดไทยคำอังกฤษคำ แต่พอแปลมาแล้วความหมายไม่ค่อยจะเป็นมงคลเลย) คงรู้จักเจ๊จูคนนี้เป็นอย่างดี (แม้ จะมีเจ๊จูอีกคน แต่คิดว่าแฟนหนังสือคงแยกออกว่าใครเป็นใคร) เพราะถือเป็นนักเขียนระดับแนว เรียกว่าหนังสือแกพิมพ์ใหม่ประมาณ 20 ครั้ง (อันนี้พูดแบบเวอร์) โดยหลายสำนักพิมพ์ บางเรื่องก็แปลโดยนักแปลหลายคน (ซึ่งแต่ละคนก็แปลไม่เหมือนต้นฉบับสักกะคน)

เจ๊จูสร้างชื่อเสียงมาจากการเขียนหนังสือเรื่อง "วิทนีย์ที่รัก" (Whitney, My love) เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่ตอนนี้ยังสุดฮิตในหมู่นักอ่านชาวไทย ตัวเราเองไม่ได้อ่านงานเล่มใหม่ของเจ๊มาตั้งแต่เรื่อง "คืนกระซิบ" (Night Whispers) แล้ว เพราะดูเรื่องใหม่แล้วก็ไม่มีความรู้สึกว่าอยากอ่านเสียเท่าไหร แต่สำหรับแฟนชาวไทยชื่อเจ๊ก็ยังเป็นเครื่องการันตีการขายได้อยู่

จากแหล่งข่าวที่ไม่อาจเปิดเผยได้ (ก็คือข่าวลือนั่นเอง) มีสองสำนักพิมพ์ตบตีแย่งชิงกันจะทำหนังสือเรื่องนี้ให้ได้ ถึงขนาดที่สำนักพิมพ์หนึ่งโทรศัพท์ไปยังอีกสำนักพิมพ์หนึ่งว่า "อย่า บังอาจทำหนังสือเรื่องล่าสุดของเจ๊จูเด็ดขาด เพราะฉันจะทำเอง" ประโยคที่อยู่ในวงเล็บนี่เราแต่งขึ้นทั้งหมดค่ะ เพราะไม่ได้บังเอิญเป็นแมลงวันอยู่แถวโทรศัพท์ก็เลยไม่รู้ว่าเขาคุยกันยังไง บ้าง แต่ใจความก็ประมาณนี้ล่ะค่ะ

น่าแปลกก็คือ ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนคิดจะซื้อลิขสิทธิ์มาทำให้หมดเรื่องหมดราวไปเลย ข่าวคราวหนังสือเรื่อง "ทุกลมหายใจที่เธอสูดเข้าไป" ก็เงียบลง จนกระทั่งในงานสัปดาห์หนังสือที่จู่ ๆ สำนักพิมพ์หนึ่งก็วางฉบับแปลของหนังสือเล่มนี้ขาย

ที่สำคัญสำนักพิมพ์ที่ทำเป็นมือที่สาม (เราหมายถึงมือที่สาม ไม่ใช่สำนักพิมพ์ชื่อมือที่สาม) สำนักพิมพ์ที่ช่วงหลังไม่ค่อยทำหนังสือโรแมนซ์แล้ว และดูจะเงียบเหงาไปพอควร ก็กลับมาสร้างชื่ออีกครั้งด้วยการแปลหนังสือเล่มล่าสุดของเจ๊จู

สำหรับเราเป็นเรื่องน่าขำค่ะ เพราะเห็นตาอินกะตานาแย่งกันแทบเป็นแทบตาย สุดท้ายก็โดยตาอยู่คว้าเอาพุงปลาไปกินซะงั้น

ใครจะได้แปลไม่ใช่เรื่องสำคัญกะเรา เพราะคงไม่อ่าน ขนาดซื้อภาษาอังกฤษมาทิ้งไว้หัวเตียงก็ยังไม่คิดจะเปิดอ่าน แต่เรามีคำถามในใจเล็กน้อย

1. ตาอยู่ซื้อลิขสิทธิ์หรือเปล่า ข่าวแว่วว่าประกาศว่าซื้อ แต่พอเปิดตัวหนังสือดูกลับไม่ให้ความรู้สึกว่าซื้อลิขสิทธิ์เลย เมื่อเราด้วยนิสัยชอบสอเรื่องชาวบ้าน เราเลยลองค้นข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนาม (ข่าวลือนั่นแหละ) ดูเหมือนจะไม่มีข่าวการซื้อลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์นี้เลย แต่เรายังไม่สรุปเรื่องนี้นะคะ เดี๋ยวจะลองสืบข้อมูลต่อไป

2. ตาอยู่ใช้เวอร์ชั่นไหนในการแปล เพราะสำหรับเรื่อง "ลมหายใจ" เนี่ยมีสองเวอร์ชั่นค่ะ เนื่องจากตอนที่พิมพ์ขายครั้งแรกในฉบับปกแข็ง (ภาษาอังกฤษ) เจ๊จูโดนบาซูก้าถล่มถึงความไม่โรแมนติกของเนื้อเรื่องอย่างมาก จนเจ๊แกต้องขอแก้ตัวเมื่อนำเรื่องมาพิมพ์ใหม่ในฉบับปกอ่อน ด้วยการเติมฉากโรแมนติกระหว่างพระเอกกะนางเอกเข้าไปเพิ่ม เราก็เลยอยากรู้ว่าเขาใช้เวอร์ชั่นไหนในการแปล

3. ตาอยู่แปลครบทุกเนื้อความหรือเปล่า เพราะมีข้อสังเกตมาจากเพื่อนว่าเล่มบางผิดปกติวิสัยของเจ๊จู ทั้งที่ต้นฉบับภาษาอังกฤษก็หนาตามปกติ ประเด็นนี้เราใบ้กินค่ะ เพราะกระทั่งตัวหนังสือก็ยังไม่เห็น ประเด็นที่เราเห็นว่าน่าคิดก็คือ ผู้แปลเรื่อง "ลมหายใจ" นี่มีประวัติชอบตัดฉากเข้าด้ายเข้าเข็มระหว่างพระเอกกะนางเอก ประเภทเป็นคุณระเบียบรัตน์ (ขอโทษด้วยที่พาดพิงค่ะ) แห่งวงการหนังสือโรแมนซ์ เพราะจะเซ็นเซอร์ฉากอย่างว่าให้อยู่แค่หน้าประตูห้องนอน เรื่องไหนที่ว่าฮ็อตเด็ดถึงใจ คุณป้าแกตัดฉับฉับ หายไปในพริบตา

ซึ่งทำอย่างนี้ก็ดีค่ะ (กัดฟันพูดมาก) เด็กจะได้ไม่เสียคน แต่ความจริงก็คือ ถ้าคิดจะแปลโรแมนซ์แล้วตัดฉากเอ็กซ์นี่ ไปแปลหนังสือเด็กดีกว่าไหมคะ

สำหรับเรื่องนี้ซึ่งคาดว่าคงเอ็กซ์น้อยอยู่แล้ว เพราะเจ๊จูยุคใหม่ไม่ค่อยเอ็กซ์ค่ะ ก็เลยไม่รู้ว่าจะเหลือฉากพรรณนี้อีกสักเท่าไหร

สรุปจบบลอกนี้คงต้องบอกว่า อ่านแล้วใคร่ครวญหน่อยแล้วกัน เพราะคงเห็นว่ามีข่าวจากแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเยอะมาก

คำเตือน ชื่อภาษาไทยนี่เราตั้งเองทั้งสิ้นค่ะ จากการแปลตามภาษาอังกฤษ ไม่ได้เป็นชื่อหนังสือของสำนักพิมพ์ไหนทั้งสิ้น ดังนั้นขอร้องว่าอย่าไปเดินหาในงานหนังสือด้วยหนังสือชื่อข้างต้น (อาจถูกหัวเราะเยาะได้)

UPDATE:ได้ รับการยืนยันความสงสัยในหัวข้อที่หนึ่งแล้วค่ะ ว่าตาอยู่ซื้อลิขสิทธิ์จริง ขอคารวะค่ะที่สามารถมาก ไม่มีข่าวหลุดมาให้แหล่งข่าวที่ไม่อาจออกนามได้ล่วงรู้เลย

ว่าด้วยเรื่องลิขสิทธิ์

เนื่องจากเป็นวันหยุดเราจึงมีเวลาคิดเรื่องไร้สาระได้มากกว่าวันทำงาน ก็เลยนั่งคิดถึงเรื่องที่อันที่จริงก็ไม่เกี่ยวกะเราเท่าไหร แต่ด้วยนิสัยสอเรื่องชาวบ้านก็เลยอดไม่ได้ที่จะแสดงความเห็น

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีกระทู้ที่บอร์ดแห่งหนึ่งพูดในทำนองต่อว่าสำนัก พิมพ์แห่งหนึ่งที่ซื้อลิขสิทธิ (มีคนเตือนมาค่ะว่าคำว่าลิขสิทธิไม่ต้องใส่ตัวการันต์ ก็เลยแก้เริ่มจากบลอกนี้ ส่วนของเดิมช่างมันนะคะ ขี้เกียจแก้) งานของนักเขียนคนหนึ่งที่อีกสำนักพิมพ์หนึ่งทำอยู่เป็นประจำ คนที่ไม่รู้ต้นชนปลายมาก่อนก็คงจะงง ว่าไอ้นี่พูดเรื่องอะไร แต่ที่น่าสนใจก็คือสำนักพิมพ์ที่ทำก่อนไม่ได้ซื้อลิขสิทธิน่ะสิคะ อย่างนี้คนที่มาทีหลัง (ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นคนผิด) เขาผิดหรือเปล่า

เรื่องมันมีอยู่ว่า สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งซื้อปกติแล้วก็ออกงานนิยายแปลเป็นประจำ แต่ชนิดที่ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิเป็นเรื่องราว แต่ทำงานในระดับที่ลูกค้ายอมรับทั้งในเรื่องคุณภาพและราคา ออกงานแนวรักโรแมนติกของนักเขียนคนหนึ่งมาหลายเล่ม เรียกว่างานส่วนใหญ่ของนักเขียนคนนี้ถูกสำนักพิมพ์นี้ทำจนเกือบหมด แต่แล้วในงานสัปดาห์หนังสือ (อ้อขอบอนิดนึง เพราะโดนติงมากอีกว่า งานหนังสือเดือนตุลานี่ไม่ใช่งานสัปดาห์หนังสือนะ เค้าชื่องานมหกรรมหนังสือต่างหาก) ครั้งก่อนสำนักพิมพ์ทุนปึกจากค่ายเทปก็ออกงานเล่มใหม่ล่าสุดของนักเขียนคน นี้ โดยติดต่อซื้อลิขสิทธิถูกต้อง

เสียงตอบรับนั้นเหรอ ถ้าดูจากกระทู้ที่เราได้อ่านก็คือได้ก้อนอิฐก้อนมหึมา ทั้งในเรื่องคุณภาพการแปลที่นักแปลแปลเรื่องรักโรแมนติกไปเป็นเรื่อง วรรณกรรมไก่ (chic lit) เราเองไม่ได้อ่านนะคะ อันนี้เป็นความเห็นชาวบ้าน เราไม่รู้ค่ะ แต่เราว่าก็น่าเป็นได้ เพราะดูชื่อนักแปลแล้ว คิดว่าชีวิตนี้คุณเธออาจจะไม่เคยอ่านหนังสือโรแมนซ์เลยด้วยซ้ำ รวมทั้งยังโดนเรื่องราคาที่แพงยิ่งกว่าหนังสือภาษาอังกฤษเสียอีก (แต่ข้อนี้อาจไม่ตรงนัก เพราะตอนที่หนังสือฉบับภาษาไทยออกขายนี่ ภาษาอังกฤษยังเป็นปกแข็งอยู่ ราคาภาษาอังกฤษจึงแพงกว่า แต่ปัจจุบันเรื่องปกอ่อนออกแล้ว ราคาภาษาไทยก็เลยกลับมาแพงกว่าอีก) หลายคนออกความเห็นในแนวที่ว่า น่าจะปล่อยให้สำนักพิมพ์เดิมทำจะดีกว่า แล้วสำนักพิมพ์นั้นอยากทำก็ให้ไปหานักเขียนใหม่ ๆ ทำแทน

แต่ถ้ามองอีกมุมนึง เขาผิดด้วยหรือที่เล่มตามกฎ ซื้อลิขสิทธิอย่างถูกต้อง เรื่องราคาที่แพงขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้นี่ มีค่าลิขสิทธิด้วย

ถ้าเป็นสมัยก่อนต้องไปออกรายการมองต่างมุม แต่สมัยนี้คงต้องเป็นถึงลูกถึงคน บังเอิญว่าเรื่องนี้มันเล็กเกินกว่าใครจะสนใจ สุดท้ายก็เลยกลายเป็นบลอกของแม็กซ์ตรีม

เรามองว่าสำนักพิมพ์ไม่ผิดที่ซื้อหนังสือมีลิขสิทธิ แต่ไม่เหมาะสมเท่าไหรที่ไปแย่งที่ทำมาหากินของคนอื่น แต่นี่ก็เป็นเรื่องของธุรกิจ ถ้าคุณเปิดช่อง ในที่นี้ คุณเลือกที่จะทำงานอย่างไม่ถูกต้องกฎหมาย คุณก็ต้องยอมรับผลอันนั้นเอง

ถ้าสำนักพิมพ์ไพเรตอยากสู้ หรือปกป้องสิทธิของตัวเองที่อุตส่าห์ทำตลาดให้งานของนักเขียนคนนี้ คราวหน้าคราวหลังก็ควรคิดจะซื้อลิขสิทธิ คุณเองก็ได้ประโยชน์ไปไม่น้อยแล้วกับการทำงานโดยไม่มีต้นทุนส่วนนี้

สิ่งที่สำคัญสำหรับเราในเรื่องลิขสิทธิ

1. ระวังอย่าให้เกิดสงครามแย่งหนังสือกัน จนสุดท้ายฝรั่ง/ญี่ปุ่น/เกาหลี หรือชาติอื่นได้ประโยชน์ ยิ่งแย่งกันเท่าไหร เขาก็โก่งราคาได้เท่านั้น สุดท้ายจะกลับไปเหมือนยุคที่ราคาลิขสิทธิโคตรแพงจนไม่มีหนังสือออกขายเลย หรือออกมาก็ในราคาแพงโคตร จนอ่านภาษาอังกฤษยังถูกกว่า

2. เลือกคนแปลกันหน่อย เราเห็นหนังสือดีที่คนแปลชั่วมาเยอะมาก ถ้าคุณมีเงินถุงถังซื้อลิขสิทธิมาแล้ว ก็ลงทุนกะนักแปลหน่อย และหาบรรณาธิการเก่งมาตรวจต้นฉบับ เราเห็นหนังสือดีบรรลัยเพราะคนแปลมาเยอะแล้ว เสียดายหนังสือค่ะ

3. สำหรับพวกไพเรตก็ควรทำงานอย่างให้เกียรติชาวบ้านเขาหน่อย ไม่ใช่เห็นว่านักอ่านเป็นพวกหื่นกามก็เลยเติมฉากเซ็กซ์ลงไป (หรือถ้าอยากเติมก็หาฉากที่มันตื่นเต้นหน่อย ไม่ใช่ทำแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา เดี๋ยวคนเขาจะหาว่าพระเอกไม่มีพลิกแพลง) อีกอย่างเรื่องเปลี่ยนชื่อนี่ ขอบอกว่าทุเรศค่ะ เปลี่ยนก็ไม่ตรงกะยุคสมัย ยุคโบราณเปลี่ยนชื่อคนสมัยนี้ไปเฉยเลย หรือประเภทเห็นหนังสือของคนแต่งคนไหนดัง ก็เอาหนังสือของคนแต่งคนอื่นมาย้อมแมวบอกว่าเป็นของคนเดียวกันเนี่ยก็ทุเรศ อีก อยากจะบอกว่าเอาเปรียบชาวบ้านเขาด้วยการไม่ซื้อลิขสิทธิแล้ว ก็อย่าทำตัวทุเรศมากนัก เคารพงานของคนแต่งเขาบ้าง เอาหนังสือเขามาหากินแล้ว อย่าทำเหมือนตัวเองมีความสามารถแต่งหนังสือเองได้ ถ้าคิดว่าตัวเองแต่งหนังสือเป็น ก็ไปเขียนนิยายซะ ไม่ต้องมาแปลหนังสือ

ไม่สวาทได้ไหม

ในมุมมองของคนที่อ่านหนังสือโรแมนซ์ เราเชื่อว่าเืกือบทุกคนน่าจะเห็นด้วยกับเรานะคะว่า โรแมนซ์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก โรแมนซ์อาจจะมีพล็อตหลากหลายเป็นร้อย แต่สุดท้ายแล้วโฟกัสของเรื่องก็ยังคงอยู่ที่พระเอกนางเอก และตอนจบอย่างสมหวังของพวกเขา

แต่พวกเราสังเกตอะไรบ้างไหม

ทำไมชื่อเรื่องของหนังสือโรแมนซ์ถึงเต็มไปด้วยคำว่า "สวาท" ดูเหมือนว่านิยายแปลโรแมนซ์ของบ้านเรา จะติดใจคำว่า สวาทในชื่อเรื่องอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าทุกการกระทำของตัวละครจะมุ่งเน้นไปที่... สวาท ไม่ว่าจะเป็น

การทวงเงิน --- หนี้สวาทอสรู, หนี้แค้นสวาท, หนี้สวาทมิอาจเลือน

การเล่นดนตรี --- เพลงชีวิตชะตาสวาท

การท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ --- เกาะสวาทแดนสวรรค์, เพลิงสวาททะเลทราย, วนาสวาท

การจัดการเกี่ยวกับมรดก --- พยศสาวพินัยกรรมสวาท

งานอดิเรก --- กลสวาทเกมเสน่หา

ทำศึกกับศัตรู --- สงครามสวาท, จำเลยสวาท, เชลยสวาท, เชลยรักกัปตันสาว, ยอดสวาทอัศวิน

พยากรณ์อากาศ --- พายุสวาท,

การตกแต่งบ้าน --- ม่านรักเพลิงสวาท

ไสยศาสตร์ --- ไฟสวาทพ่อมดหนุ่ม, พลังจิตสื่อสวาท, ไฟสวาทซาตาน, ชะตาสวาทไนติงเกล

ทมยันตี --- มนตร์สวาททวิภพ

ปราบปรามอาชญากร --- นางโจรสาวยวนสวาท

การฌาปนกิจ --- เถ้าสวาท

การวางกับดัก --- บ่วงสวาทแค้นจอมสลัด, ใยสวาทนักล่าแวมไพร์สาว

และที่แม็กซ์ชอบที่สุด --- รสสวาทสาวสองหน้า

ราวกับว่า เวลาจะตั้งชื่อเรื่องก็ดูสักนิดนึงว่าเรื่องมันเกี่ยวกับอะไร ถ้ามีพระเอกเป็นแวมไพร์ ก็ตั้งไปเลยว่า แวมไพร์สวาท พอเล่มสองพระเอกเป็นแนวแวมไพร์ก็เติมสักนิดนึงว่า มนตร์สวาทแวมไพร์ พอเล่มสามพระเอกก็เป็นแวมไพร์อีก สนพ.ยังไม่จนมุมค่ะ ตั้งชื่อไปเลยว่า สวาทรักแวมไพร์เสน่หา พอเล่มสี่มา... (คงไม่ต้องเขียนต่อนะคะ น่าจะเดากันต่อ หรือตั้งชื่อกันเองได้แล้วล่ะป

แม็กซ์ถามตรง ๆ เลยนะคะ คุณรู้สึกอายไหมถ้าเดินเข้าไปในร้านหนังสือที่แคชเชียร์เป็นเด็กผู้ชายหน้า ตาออกแนวหื่นหน่อย ๆ คุณกล้าที่จะหยิบหนังสือเรื่องสวาทไปจ่ายเงินไหม

แต่ทำไมมันถึงได้ฮิตนักฮิตหนาในการตั้งชื่อเรื่องหนังสือโรแมนซ์

ส่วนหนึ่งคงเพราะในอดีต ชื่อเรื่องฉบับหนังสือภาษาอังกฤษ ก็ออกแนวสวาท ๆ แบบนี้แหละ ลองไปดูนะคะ เกือบทุกเรื่องจะมีคำว่า Passion, Ecstasy, Pleasure เต็มไปหมด แม็กซ์เชื่อว่าในอดีตสนพ.ในเมืองไทยก็คงอิงชื่อเรื่องมาจากคำพวกนี้แหละ แต่กระนั้นเดี๋ยวนี้แม้จะยังมีชื่อเรื่องพวกนี้อยู่นะคะในตลาดหนังสือภาษา อังกฤษ มันก็ไม่ได้แพร่หลายอย่างเดิมแล้ว แต่ดูเหมือนทางเมืองไทยจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ทำไมคำว่าสวาทถึงต้องเป็นตัวแทนของโรแมนซ์ ทั้งที่ความจริงแล้ว โรแมนซ์ไม่ใช่เรื่องเซ็กส์ (เป็นหลัก) แน่ล่ะ คำว่ารักก็ถูกใช้มากไม่แพ้กันในชื่อนิยายโรแมนซ์ แต่แม็กซ์ไม่หยิบมาวิจารณ์เพราะเราว่ามันก็เหมาะดีแล้ว เราเกิดอาการเบื่อหน่ายคำว่าสวาทค่ะ

เพราะก็น่าจะรู้กันดีอยู่ว่า คนอ่านโรแมนซ์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และกับผู้หญิงส่วนใหญ่ เราไม่สัมพันธ์คำว่ารักกับสวาทนะคะ

Friday, February 13, 2009

ศึกแวมไพร์สะท้านภพ

นี่ไม่ใช่ชื่อหนังจีน

นี่ไม่ใช่ชื่อหนังฝรั่ง

และนี่ไม่ใช่ชื่อหนังสือ (คงไม่มีใครรสนิยมเห่ยขนาดตั้งชื่อหนังสืออย่างนี้เป็นแน่)

แล้วมันคืออะไร

มันคือการแบ่งฝักฝ่ายในวงการโรแมนซ์ระหว่างคนที่ถือหางแวมไพร์สองชนิด

คาร์เพเธียนปะทะดาร์คฮันเตอร์

ก่อนอื่นถามตัวเองก่อนว่าคุณอยู่ข้างไหน ถ้าเลือกข้างคาร์เพเธียน กรุณากด 1 ถ้าเลือกข้างดาร์คฮันเตอร์กรุณากด 2 ไม่ว่าจะกดหนึ่งหรือกดสอง กรุณาวางสายเลิกอ่าน เพราะข้อความที่จะได้อ่านต่อไป อาจทำลายน้ำใจคุณได้

แต่ถ้าไม่เลือกข้างไหนเลยอย่างเรา กรุณากด 0 และอ่านต่อไป

เรากล้ายอมรับเหมือนคนที่ติดเหล้าว่าเคยชอบหนังสือทั้งสองชุดนี่มาก ชุดคาร์เพเธียนออกมาก่อนด้วยเรื่องเจ้าชายมืด แล้วตามมาอย่างรวดเร็วด้วยเรื่องปรารถนามืด และทองมืด (ไม่รู้ทองมันมืดได้ไง แต่ตั้งชื่ออย่างนั้นจริงนะ) เราขอบอกว่าสามเล่มแรกห่วยแตก อ่านไปก็เสียววูบ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะเลือดสาดท่วมหน้าหนังสือ ดูดเลือดกันไปดูดเลือดกันมา จนเรากลัวว่าโรดเอดส์จะแพร่กระจายไปในหมู่ชาวคาร์เพเธียน

หนังสือเล่มสี่เวทมนตร์มืดยิ่งน่าแหวะ พระเอกรู้จักนางเอกตั้งแต่อยู่ในท้อง (เราหมายความว่าตั้งแต่ในท้องจริงจริง) แถมทำการจัดการให้ทารกในครรภ์กลายเป็นคู่ของตัวเอง ถ้าไม่เรียกว่าไอ้วิตถารเราก็ไม่มีชื่ออื่นให้แล้ว

เล่มที่ 5 สิถึงค่อยเข้าฝัก อ่านสนุก จากนั้นเราก็ขอเรียกว่ายุครุ่งเรืองของชาวคาร์พาเธียน เพราะหลายเรื่องที่ตามมาสนุกถูกใจ จนทำเอาเรากลายเป็นสาวกไปอีกคนนึง เป็นเวลาหลายปีที่เราเป็นแฟนอย่างเหนียวแน่น แต่ความอดทนก็ย่อมมีวันหมดไป เมื่อเราระลึกได้ว่าหนังสือชุดนี้ไม่มีการพัฒนา เนื้อเรื่องเหมือนกันทุกเล่ม

พระเอกเจอหน้านางเอกครั้งแรกก็ร้องดังลั่นว่า "โอในที่สุดการรอคอยของข้าก็จบลง ข้าเจอผู้หญิงที่เป็นคู่ชีวิต คนที่ทำให้ข้าเห็นแสงสี" อ่านครั้งแรกก็ซึ้งดีนะ แต่พอรอบที่ยี่สิบก็ชักอยากจะบอกพระเอกว่า วันหลังแวะมาอยุธยาดีงานแสงสีเสียงที่วัดพระศรีสรรเพชญ์หน่อยไหม แสงสีเพียบ

เล่มสุดท้ายของชุดนี้ที่อดทนอ่านจนจบก็เกือบจะเอาอวัยวะที่ใช้เดินยันหน้า หน้าสือ (เพื่อทดแทนการยันหน้าพระเอก) เสียหลายรอบ ผู้ชายอะไรเลวบัดซบ เจอหน้านางเอกก็คร่ำครวญว่า "ของฉัน ของฉัน" (อย่างที่บอกมุขนี้ใช้ครั้งเดียวก็ซึ้ง แต่นี่ใช้หลายรอบ) จากนั้นก็จัดการเข้าหากลางดึก แล้วก็จัดการเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ซะ ไม่ใช่ว่าเราชอบพระเอกแบบพ่อพระนะ พระเอกแอบย่องเข้าหานางเอกที่เราชอบก็มีหลายเล่ม อย่างเรื่อง "ผู้ชายมีหลายพรสวรรค์" - A Well favored Gentleman หรือ "ภาพเขียนของหัวใจ" Portrait of my hearts นี่ก็ย่องเข้าหาเหมือนกัน แต่ทัศนคติของพระเอกมันต่างกัน

ไอ้ลามกนี่คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะเข้าไปเคลม แถมเก่งกาจขนาดตัดสินใจให้เลยว่านางเอกอยากเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ เราก็รู้ คุณก็รู้ นางเอกโรแมนซ์อยากเป็นแวมไพร์กันทั้งนั้น แต่ถามกันก่อนได้ไหม (วะ)

จบไปชุดนึงแล้ว ตอนนี้แฟนคาร์พาเธียนคงกำลังวางแผนด่าถล่มเราอยู่ (ขอร้องว่าอย่าเสียเวลา เพราะเราบอกให้คุณกด 1 ไปแล้ว)

มาถึงคิวของพ่อยอดมนุษย์สุดสวาทขาดใจของใครหลายคน ดาร์คฮันเตอร์ ชุดนี้ยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าติดตามมาตั้งแต่เล่มแรก กรี๊ดสลบ หายใจเข้าก็เฮ้อแอช หายใจออกก็เฮ้อแอชมาแล้ว

บ้าคลั่งมาหลายปีดีดัก แต่ก็เหมือนชุดคาร์พาเธียนที่ความอดทนสิ้นสุดลงเหมือนกัน อะไร (วะ) ยิ่งเขียนยิ่งลอยคอ จากอยู่ในคลองดีดีก็เริ่มลอยออกทะเลไป ไม่รู้ว่าพายุคาทริน่านี่พัดจนลอยออกอ่าวเม็กซิโกไปรึยัง

เปิดตัวละครมาเป็นร้อย แต่เวลาเขียนก็ชอบไปเขียนเรื่องตัวละครประเภทไม่เคยโผล่หัวมาก็กลายเป็น พระเอกไปแล้ว แล้วไอ้ตัวละครหลักก็ชีวิตสับสนพินาศกันไปหลายตัว

มีความสามารถเขียนตัวละครที่เป็นสีสันของเรื่องให้กลายเป็นตัวละครที่น่า รำคาญ (นิคไงคะ) ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เนื้อเรื่องเหรอก็พยายาททำให้ซับซ้อน แต่อ่านไปอ่านมาเหมือนคนแต่งแกงงชีวิตอยู่

ทุกวันนี้ที่อ่านอยู่ก็เพราะตัวละครตัวเดียวเท่านั้น และขอบอกเลยว่าไม่ใช่แอช ถ้าเมื่อใดที่ตัวละครตัวนี้ไม่สมหวังล่ะก้อ

ได้เป็นตัดเป็นตัดตายกันแน่

สรุปศึกระหว่างคาร์พาเธียนกะดาร์คฮันเตอร์ คนที่ท่องโลกเน็ตและอ่านโรแมนซ์อยู่ก็คงพอรู้อยู่ว่ามีการฮึ่มกันอยู่ในที เรามาดูกันว่าพวกเค้ามีข้อถกเถียงกันอย่างไรบ้าง

"นางเอกของคาร์พาเธียนจิ้นอ่ะค่ะ" เสียงดังมาจากสาวน้อยหน้าหวานบอกกับชาวโลกให้รับรู้ข้อดีของคาร์พาเธียน

"พระเอกของดาร์คฮันเตอร์เท่ห์สุด" เสียงดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งของห้อง

"พระเอกของคาร์พาเธียนรักจริงหวังแต่งค่ะ"

"เรื่องราวของดาร์คฮันเตอร์น่าค้นหา และน่าติดตามกว่า"

มันกลายเป็นกฎไปแล้วหรือเปล่าที่ถ้าคุณชอบดาร์คฮันเตอร์คุณจะต้องหมั่นไส้ ชุดคาร์พาเธียน หรือในทางกลับกันถ้าคุณชอบคาร์พาเธียนคุณก็ต้องหาโอกาสกัดดาร์คฮันเตอร์

ทำไมพวกเราเหล่าสาวกแวมไพร์ไม่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ (เสียงหนึ่งดังมา-- เขาอยู่อย่างสันติแล้วโว้ย แกนั่นแหละหาเรื่องล่อเป้า เดี๋ยวจะโดนยิงจากแฟนทั้งสองฝ่าย)

ศึกนี้ยังอีกยาวนานและคงไม่จบภายในเล่มสองเล่มเป็นแน่ จงเลือกข้างแล้วยืนหยัดต่อสู้ เข้าไปโพสต์ในบอร์ดประกาศจุดยืนของตนเสียเดี๋ยวนี้

หรือไม่ก็เป็นอย่างเรา ด่ามันทั้งสองชุด แล้วเลือกข้างที่สาม

เชียร์ชุด Black Dagger Brothorhood มันเสียเลย (แต่ถ้ายืดมาก อีกสองสามปีก็คงได้ถึงคิวด่าเหมือนกัน)

สูตรสำเร็จนิยายมาแรง

สังเกตมาพักใหญ่แล้วล่ะค่ะว่าตอนนี้นอกจากแวมไพร์ครองเมืองแล้ว ยังมีสูตรสำเร็จของนิยามอีกแนวก็คือ แนวพารานอมอลที่บรรยายเรื่องโดยใช้ "ฉัน" ผ่านมุมมองของนางเอก เรื่องแนวนี้จะเป็นชุดขนาดยาวมาก ชนิดไม่เห็นหนทางจบ ที่สำคัญนางเอกของเราจะมีชายหนุ่มมาให้เลือกหลากหลาย และส่วนใหญ่เธอก็จะแทงสลากกินรวบเสียด้วยสิ

เราไม่ใช่เอ็กสเปิดก็เลยไม่รู้ว่าใครเป็นเริ่มเขียนแนวนี้เป็นคนแรก ก็เอาตามที่เราเข้าใจแล้วกัน ถูกไม่ถูกไม่รับประกันค่ะ

หนังสือแนวนี้ชุดแรกที่เราอ่านก็คงหนีไม่พ้นนักล่าแวมไพร์อนิตา เบลก ของลอเรล เค. แฮมิลตัน ที่แรกเริ่มเป็นแนวสยองขวัญแฟนตาซีที่น่าอ่าน เขียนไปเขียนไป คนแต่งผ่านการเลิกกับสามีไปหนึ่งคน ได้สามีใหม่อีกหนึ่งคน ปัจจุบันอนิตามีแฟนหลักอยู่ 3 คน หนุ่มในฮาเรมเกือบสิบคน

ชุดอนิตา เบลกเป็นต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่าคนอ่านหนังสือแนวแฟนตาซีเปิดกว้างกับการหย่อนทางศีลธรรม

หลังจากประสบความสำเร็จจากชุดอนิตา ลอเรลก็เริ่มเขียนหนังสืออีกชุด และชุดนี้เธอก็ไปไกลอีกขั้นหนึ่ง คราวนี้เธอไม่เลือกใช้ตัวละครที่เป็นมนุษย์และถูกจำกัดด้วยค่านิยมที่เรายึด ติด เมอร์รี่ เจนทรี้เป็นเจ้าหญิงแห่งภูติ ผู้ที่ต้องแข่งกับเวลาในการมีลูกให้ได้ก่อนญาติฝ่ายชายของเธอ ความผิดพลาดหมายถึงความตาย ลอเรลผูกเรื่องราวโดยสร้างโลกแฟนตาซีของเธอด้วยการกำหนดให้การเจริญพันธุ์ ของบรรดาภูติลดต่ำลง จนถึงขนาดการใช้ชีวิตแบบผัวเดียวเมียเดียวเป็นไปไม่ได้ คุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งงานตราบจนกว่าคุณจะพิสูจน์ให้เห็นเสียก่อนว่า คู่ของคุณมีความสามารถในการทำให้คุณตั้งท้องได้ และในทางกลับกัน คุณอาจจะต้องผูกชีวิตของคุณไว้กับคนที่คุณคิดว่าจะมีความสัมพันธ์เพียงชั่ว ข้ามคืน ถ้าเขาบังเอิญทำให้คุณท้องได้

รู้สึกว่ายอมรับได้ยากรึยังคะ สำหรับกฎในเรื่องชุดนี้ เราเคยแนะนำเพื่อนที่ริจะอ่านหนังสือชุดนี้ และขอให้ประโยคที่ใกล้เคียง (เพราะความจำยังไม่ใช่คอมพิวเตอร์ก็เลยจำไม่ได้ว่าพูดอะไรกับเพื่อนไปอย่าง ครบถ้วน) "อย่าเอาค่านิยมของมนุษย์มาวัด เธอกำลังอ่านเรื่องแนวแฟนตาซี ทำใจให้ยอมรับกับหลักการพื้นฐานที่คนแต่งวางมาไว้ในเรื่อง ถ้าตั้งคำถามมาก ควรจะเลิกอ่าน"

หนังสือสองชุดนี้ของลอเรลทำให้เธอประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการนัก เขียนแนวแฟนตาซี และทั้งสองชุดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเกิดความสัมพันธ์อย่างถอนตัว ไม่ขึ้นกับนิยายแฟนตาซีแนวนี้

คำเตือน แฟนโรแมนซ์ถอยไป ไม่มีอะไรที่เป็นโรแมนซ์ในบลอกนี้ของเราเลย

หลังจากนั้นก็ดูเหมือนจะมีสูตรสำเร็จเกิดขึ้น คุณเป็นนักเขียนแฟนตาซีหน้าใหม่ คุณมีตัวเอกที่เป็นผู้หญิง ไม่ว่าคุณจะกำหนดให้เธอต้องต่อสู้รบรากับสิ่งมีชีวิตชนิดใด ไม่ว่าจะเป็นแวมไพร์ หมาป่า ภูติผีปีศาส หรือแม้แต่สัตว์ประหลาดจากนรก ลักษณะคล้ายคลึงบางอย่างระหว่างกันจะผุดขึ้นมาให้เห็น

นางเอกจะโคตรเก่ง เข้มแข็ง ไม่แคร์พระเอก ส่วนพระเอกมักจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกับที่นางเอกของเราตามล่า เล่มแรกมักจะจบลงอย่างไม่แฮ็ปปี้นัก บางเล่มอาจมีผู้ชายหลายคนให้คนอ่านเลือกสรรกันว่าจะให้ใครเป็นพระเอกดี บางครั้งนางเอกอาจเป็นเหมือนอนิตาหรือเมอร์รี่ที่สร้างฮาเรมเก็บผู้ชาย

ท่ามกลางความเหมือนที่มากมาย แล้วมันมีเพชรซ่อนอยู่ในนั้นหรือเปล่า ต่อไปเป็นคำแนะนำของเราต่อคนที่ชอบเรื่องสูตรนี้

1. MonaLisa ของ Sunny

ชุดนี้มีความเหมือนกับชุดเมอร์รี่ เจนทรี้มากจนอาจเข้าใจผิดได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นก็บ่งบอกถึงความไม่มีการสร้างสรร แต่ทำไมเราถึงเลือกเรื่องชุดนี้ล่ะ นั่นก็เพราะว่าลอเรลแบ่งเวลาเขียนอนิตาและเมอร์รี่อย่างละปี ทำให้อย่างเร็วที่สุดที่เราจะได้อ่านเล่มใหม่ในชุดเมอร์รี่ก็คือ 18 เดือน ของเลียนแบบที่คุณภาพน้อยกว่าก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรอ่านเลย

ลิซ่า หรือตามตำแหน่งโมนาลิซ่า (ในเรื่องนี่ตัวเองผู้หญิงจะถูกเรียกนำหน้าว่าโมนาหมด) ค้นพบว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา แต่เธอสืบทอดเชื้อสายมาจากชนเผ่าจากดวงจันทร์ ชนเผ่าที่เหล่าผู้ชายต้องขึ้นกับอำนาจของบรรดาโมนาต่าง ๆ เพราะต้องรับพลังจากแสงจันทร์ผ่านทางเธอ เรื่องนี้เล่าถึงการแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างบรรดาโมนาที่เล่นกันถึงเลือด และเหล่าองครักษ์สุดหล่อของเธอที่ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเธอไว้

เราไม่ชอบคนที่คาดว่าจะเป็นพระเอก เพราะอ่อนแอเกินไป แต่ก็แค่เล่มแรกเท่านั้นที่ออกมา ดังนั้นยังมีโอกาสพลิกล็อคเปลี่ยนคนได้อีกค่ะ

2. Guardian ของ Keri Arthur

เล่มแรกในเรื่องออกเป็นปกแข็ง ส่วนปกออกกำลังจะออกในอีกไม่กี่วันแล้ว เรื่องนี้แปลกหน่อยเกิดในเมลเบิร์น นั่นเพราะคนแต่งเป็นชาวออสเตรเลีย นางเอกเป็นลูกผสมระหว่างแวมไพร์และหมาป่า ส่วนพระเอกอาจเป็นใครก็ได้ในบรรดาแฟน 4 คนที่เธอคบหาอยู่

เรื่องนี้เหล่าในจักรวาลคู่ขนานที่โลกของเรายอมรับการมีอยู่ของสิ่งมี ชีวิตเหนือธรรมชาติ และเหล่าการ์เดี้ยนเองก็มีหน้าที่ในการคุ้มครองมนุษย์ นางเอกของเราเป็นเพียงเลขาในหน่วยนี้ แต่เธอมีความสามารถมากกว่านั้น และจบเรื่องก็ถูกดึงเข้ามาเป็นเหล่าการ์เดี้ยนนี่จนได้

เรื่องนี้สนุกตรงไหน (นอกจากดูนางเอกหมุนเวียนเปลี่ยนพระเอกไประหว่างช่วงพระจันทร์เต็มดวงที่ ฮอร์โมนของเธอสูบฉีด) สนุกเพราะการเขียนและการวางพล็อตเรื่องน่าสนใจและติดตามตลอด เป็นเรื่องที่ความสัมพันธ์วุ่นวายของนางเอกกับชายหนุ่มไม่เข้ามาขัดในเนื้อ เรื่อง

ชุดนี้ติดตามต่อแน่ค่ะ

3. Women of Otherworld ของ Kelley Armstrong

ชุดนี้มาแปลกตรงที่ตัวละครผู้เล่าเรื่องเปลี่ยนไปเรื่อยในแต่ละเล่ม ข้อดีก็คือ ทำให้คนอ่านได้อ่านเรื่องราวที่มีความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำซาก ข้อเสียก็คือเมื่อเคลลี่ประกาศจะเขียนเรื่องผ่านมุมมองของตัวเอกบางตัว เราก็จะนั่งบ่นงึมงัมอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ว่าทำไม่ไม่เขียนเรื่องอีเลน่ากะ เคลย์ (วะ)

เรื่องชุดนี้นางเอกหนึ่ง พระเอกหนึ่ง และถ้าคุณกล้าพอที่จะอ่านคุณก็จะได้พบกับไอ้โรคจิตเคลย์ (ขอโทษด้วยสำหรับเหล่าแม่ยกของเคลย์ แต่สำหรับเราไม่มีชื่อไหนดีไปกว่านี้แล้ว) พระเอกที่มีเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ เสน่ห์ในความลุ่มหลงที่เขามีให้อย่างหมดใจต่อผู้หญิงของเขา ความลุ่มหลงที่ทำให้เขาเปลี่ยนเธอจนกลายเป็นหมาป่า ทำให้เธอกลายเป็นหมาป่าตัวเมียตัวเดียวในโลก เราพูดถึงเคลย์คงไม่ซาบซึ้งเท่าเพื่อนเราคนนึงหรอกค่ะ

ขออนุญาตเอาข้อความที่เธอเขียนไว้มาแปะแล้วกันค่ะ

"ชื่อ Clayton Danvers ไม่ใช่ชื่อหนังสือนะคะ แต่เป็นชื่อตัวละครที่ตอนนี้เรียกว่าเราหายใจเข้าออกเป็นคนคนนี้ไปแล้ว ขอใช้พื้นที่ในบอร์ดพูดถึงหน่อยแล้วกันนะคะ เพราะว่าทำยังไงเขาก็ไม่ออกไปจากสมองสักที

หนังสือเล่มที่ Clay ออกชื่อเรื่องว่า Bitten พิมพ์มานานแล้วค่ะ ตั้งแต่ปี 2001 แต่ไม่ได้วางขายในอเมริกาจนกระทั่งปี 2004 เพราะ Kelley Armstrong เป็นนักเขียนชาวแคนาเดี้ยนที่ขายเรื่องให้สำนักพิมพ์ในอังกฤษ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการนำเรื่องนี้มาสู่อเมริกา

หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มมนุษย์หมาป่าโดยเล่าเรื่อง ผ่านนางเอกซึ่งเป็นมนุษย์หมาป่าผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าการที่จะเป็น werewolf ได้นั้นมี 2 ทางคือผ่านทางสายเลือด ซึ่งเฉพาะลูกชายเท่านั้นที่จะเป็น werewolf ลูกสาวจะเป็นคนธรรมดา อีกทางก็คือการโดนกัด ซึ่งเหยื่อที่โดน werewolf กัดมักจะไม่มีชีวิตรอด สำหรับผู้หญิงยิ่งแล้วใหญ่เพราะว่าทนความเจ็บปวดได้น้อยกว่าผู้ชาย ทำให้ในโลก (ของหนังสือเล่มนี้) ไม่มีหมาป่าตัวเมียเลย

Elena นางเอกของเรื่องกลายมาเป็นหมาป่า เพราะผู้ชายที่เธอรักกัดเธอ สำหรับเธอแล้วนั่นก็เป็นทรยศที่ยากจะทำใจ เป็นความเห็นแก่ตัวที่ยากจะยอมรับ เธอถูกบังคับโดยไม่เต็มใจให้เข้ามาสู่ชีวิตที่เธอไม่ได้เลือก เป็นเวลา 10 ปีที่เธอพยายามแยกตัวออกห่างกลุ่มของ werewolf ปฎิเสธธรรมชาติของตัวเอง โดยการใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ กระทั่งเมื่อหัวหน้ากลุ่มเรียกให้เธอกลับมาเพื่อสืบคดีฆาตกรรมที่เกิดในท้อง ที่ที่กลุ่มตั้งอยู่ เธอจึงต้องกลับมา

เรื่องนี้เป็นหนังสือแนว Pananormal Horror นะคะ ไม่ใช่ Romance แต่เราเมื่อได้อ่านความสัมพันธ์ระหว่าง Clayton กับ Elena ก็ยังแทบจะละลายไปกับความรักที่ Clay มีให้ Elena

ความรักของ Clay ลึกซึ้งเกินกว่าความรักที่เห็นทั่วไป ไม่ใช่ความรักที่คุณจะสบายใจถ้าเจอในชีวิตจริง เพราะสำหรับ Clay การที่เขาโดนหมาป่ากัดในวัย 5 ขวบ ทำให้เขาต้องดำรงชีวิตในแบบของหมาป่าเพื่อการเอาชีวิตรอด (ถ้าอยู่อยากเด็ก 5 ขวบก็คงตายไปแล้ว) เขามีสัญชาตญาณของหมาป่ามากกว่ามนุษย์ นั่นทำให้เขาไม่เคยคิดจะมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นคนใด หมาป่ามีคู่เดียวตลอดชีวิต ถ้าเขาไม่เจอคนที่ใช่ เขาก็จะเลือกที่จะอยู่โดยไม่มีผู้หญิงคนใดเลยดีกว่า และเมื่อเขาเจอ Elena เขารู้ว่าเธอใช่ เขาเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวพอจะนำเธอเข้ามาในชีวิตแม้ว่าจะเป็นชีวิตที่ยาก สำหรับเธอ แต่สำหรับ Clayton แล้วนั่นคุ้มค่า"

ปัจจุบันเรื่องชุด Women of Otherworld มีออกมาแล้ว 6 เล่ม 3 เล่มเล่าเรื่องผ่านมุมมองของอีเลน่า 2 เล่มผ่านเพจ แม่มดสาว และอีก 1 เล่มผ่านอีฟ ผีที่เป็นผู้พิทักษ์สวรรค์ เล่ม 7 กำลังจะออกเป็นเรื่องของเจมี่ นักปลุกซอมบี้ คนที่เราหวังและหวังและหวังให้เป็นนางเอกของเจรามี่ พ่อเลี้ยงของเคลย์

4. Dante Valentine ของ Lilith Saintcrow

เรื่องนี้นางเอกเป็นนักปลุกซอมบี้ที่ถูกลูซิเฟอร์ผู้ครองนรกจ้างแกม บังคับให้ทำงาน และในภารกิจของเธอก็ต้องพ่วงเอาลูกน้องมือขวาของลูซิเฟอร์มาด้วย คงเดากันได้ไม่ยากว่านายคนนี้ล่ะคือพระเอก

เรื่องนี้เล่มแรกจบพระเอกตาย (สปอยล์ชาวบ้านเสียอย่างนั้น) แต่ไม่ต้องคิดว่า เพราะเราเห็นว่าเล่มสองพระเอกคืนชีพได้ด้วยเหตุบางอย่างที่คนแต่งเข้าใจอยู่ คนเดียว

เราเพิ่งอ่านไปเล่มเดียวค่ะ เห็นได้จากท่าทีที่ไม่รีบกระโจนเข้าใส่เล่มสองคงพอเดาได้ว่าไม่ได้ตื่นเต้น เท่าไหร แต่เรื่องนี้มีอนาคตค่ะ คิดว่าน่าจะสนุกขึ้นเรื่อยได้

5. Southern Vampire ของ Charlaine Harris

คุณสุกี้ที่ถูกแปลแล้วเป็นภาษาไทย ทั้งในฉบับมีลิขสิทธิ์และไม่มีลิขสิทธิ์ ชุดนี้มีอารมณ์ขันและตลกเสียดสีมากกว่าเรื่องชุดอื่น เราว่าเป็นด้านที่สว่างของเรื่องแนวแบบนี้ นางเอกเป็นสาวเสริฟในบาร์เหล้าที่เจ้าของเป็นมนุษย์หมาป่า เธอมีพลังจิตทำให้รับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติได้ เธอเป็นสาวบริสุทธิ์ (รีพับรีกันเฮกันล่ะสิ) ที่เป็นอยู่ได้ไม่นานนักหลังจากได้พบกับแวมไพร์ชื่อบิล

แต่บิลก็ทรยศเธอ และเธอได้พบกับอีริค และเธอได้พบกับ.... คุณคงเดาได้

เรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นหนังสือซี่รี่ย์ของทางเอชบีโอ อำนวยการสร้างโดยอลัน บอล ผู้กำกับรางวัลออสการ์จากอเมริกัน บิวตี้

ตอนนี้อยากดูมากกว่าอยากอ่านค่ะ

6. Darkwyn ของ Savannah Russe

นึกถึงเอเลียสที่นางเอกนอกจากจะเป็นสายลับซีไอเอแล้วยังเป็นแวมไพร์อีก ด้วย เรื่องนี้ขายโดยจ่าหัวว่าเป็นโรแมนซ์ แต่เตือนได้เลยว่าไม่โรและไม่แมนซ์แม้แต่น้อย นี่เป็นเรื่องราวตอนหนึ่งของเอเลียส ภารกิจที่นางเอกได้รับมอบมาให้ทำ กับพระเอกที่คงเดากันได้ นั่นก็คือนักล่าแวมไพร์ที่พลาดท่าตกหลุมรักแวมไพร์เสียเอง

เรื่องนี้อ่านเอามันส์ค่ะ

7. Vampire Huntress ของ L.A. Banks

เรื่องราวของนามาลีเด็กสาวที่เกิดขึ้นมาโดยโชคชะตาลิขิต เรื่องนี้ไม่เหมาะกับพวกเหยียดผิว เพราะนางเอกเป็นคนผิวดำ คนแต่งก็เป็นคนผิวดำ ดังนั้นถ้าอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ก็อย่าอ่าน

เรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อน เพราะหลายอย่างในเรื่องอ่านแล้วจะขนหัวลุก อุปสรรคที่นางเอกและพระเอกเจอหนักหนาสาหัส ชุดนี้มาเก้าเล่มจบค่ะ เล่มแปดเพิ่งออกมาได้ไม่นาน

คาดว่ามีมากกว่านี้แน่ แต่สมองน้อย ๆ นึกได้เท่านี้เอง

สำรวจตลาดสำนักพิมพ์โรแมนซ์

แม็กซ์ออกตัวว่ากระแดะมาตั้งแต่เด็ก เพราะเริ่มอ่านโรแมนซ์ก็ที่เป็นภาษาอังกฤษเลย ไม่ได้เป็นแฟนหนังสือแปลภาษาไทยมาก่อน เราไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องอ่านภาษาไทย (ก็อังกฤษมันดีคร้าบ พ่อแม่ส่งเรียนพิเศษมาตั้งแต่เด็ก) จนกระทั่งเพื่อนแนะนำว่า ลองอ่านภาษาไทยดูแล้วจะรู้ว่า ในหนังสือเล่มเดียวกัน เมื่อแปลเป็นไทยถ้าคนแปลใช้ภาษาสละสลวยจะทำให้หนังสือน่าอ่านขึ้นมาได้อีก เยอะ

แล้วก็พบว่าจริง คนแปลที่ดีสามารถทำให้หนังสือสนุกขึ้นมาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนแปลมีสิทธิที่จะปู้ยี่ปู้ยำหนังสือยังไงก็ได้ เพียงเพราะตัวเองคิดว่าจะทำให้หนังสือสนุกขึ้น เพราะทั้งที่สุดแล้วหนังสือเล่มนั้นก็ยังเป็นผลงานของคนแต่งที่เขาใช้เวลา ไม่น้อยรังสรรค์ขึ้นมา คุณเป็นใคร กล้าดียังไงไปดัดแปลงงานของเขา

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะคนแปลหรือเจ้าของสำนักพิมพ์กันแน่ที่คิดว่า ตัวเองเป็นพระเจ้า และรู้จักคนอ่านดีพอที่จะเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้อง การ

ตอนนี้เด็กไทยกำลังหน้ามืด เห็นอะไรเป็นเซ็กส์ไปหมด สำนักพิมพ์น้องใหม่หัวใส แต่จิตใจเป็นไงไม่อาจคาดเดาได้ คนที่เจ้าของแผลงฤทธิ์จนคนขยาดไปทั้งวงการ ก็เอาหนังสือที่ฉากบรรยายบทรักแสนจะธรรมดาเอามาแต่งเพิ่ม ด้วยจินตนาการของคนแปล และ/หรือบรรณาธิการ เพิ่มฉากเซ็กส์ลงไป

ผลเป็นยังไงเราก็คงทราบดี

ก็ขายดีสิคะ พูดถึงโจษจันกันไปทั่ว ว่าเรื่องนี้เด็ดสะระตี่ ต้องหามาครอบครองให้ได้ ดีกว่าหนังสือเพศศึกษาเล่มใดใด หนังสือก็พิมพ์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า พิมพ์ใหม่หลายรอบ

จากนั้นหนังสือที่ตามมาของสำนักพิมพ์นั้นก็อุดมไปด้วยเรื่องเซ็กส์ ข้ออ้างก็คือ พระเอกแต่งงานกับนางเอกแล้ว รักกันมาก ก็ต้องเซ็กส์กันทุกหน้า

ที่แม็กซ์ให้อภัยไม่ได้คืออะไรรู้ไหมคะ

ก็แหมเจ้าบทเซ็กส์ที่บรรจงเขียนเพิ่มกันเข้าไปเนี่ย มันแสนจะธรรมดา อ่านแล้วหัวใจตายด้านอย่างแม็กซ์นี่ไม่เต้นแรงเลย

แต่เด็กวัยรุ่นที่อ่านมันอ่อนประสบการณ์ (ก็ไก่มันอ่อน) เจอของที่เยอะด้วยปริมาณ แต่ด้อยคุณภาพ ก็หลงใหล ปัจจุบันกลัวพวกหน้ามืดจะหาซื้อเรื่องเซ็กส์ไม่ถูกก็เลยออกสำนักพิมพ์ลูกออก มาจ่าหัวอย่างคนที่รักและห่วงใยสังคมว่า "ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอ่าน"

เรื่องก็เลยกลายเป็นว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็เลยแย่งกันซื้อล่ะสิ เพราะมันอยากรู้ว่าเป็นจั่นใดถึงได้ต้องมาห้ามพวกเฮา ที่แปลกก็คือบอกว่าห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอ่าน แต่เวลาขาย (อันนี้สังเกตจากในงานมหกรรมหนังสือ) ดันขายเอาขายเอาให้กับเด็กผูกคอซอง

แล้วมันต่างกันตรงไหน แม็กซ์จึงคิดว่าตัวเองมีเหตุผลพอที่จะคิดว่าคุณจ่าหัวคำเตือนเพื่อเป็นการ ประชาสัมพันธ์จุดเด่นทางเอ็กซ์ของตัวเองให้โลกรู้

และก็ทำสำเร็จ เพราะล่าสุดออกสำนักพิมพ์ในเครืออีกอัน คราวนี้บอกชัดเจนว่าขายเซ็กส์เท่านั้น (ต้องอ่านอังกฤษเป็นกันหน่อยนะคะ ถึงจะเข้าใจ) คงขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่า

นอกจากนี้ยังมีอีก หนังสือบางเล่มมันบังเอิญขายดี คุณเธอก็เอาเลย ย้อมแมวอีกเล่มมาเป็นงานเขียนของคนแต่งเดียวกัน พอถูกจับได้ก็ส่งสมุนมาอธิบายด้วยเหตุผลที่เด็กห้าขวบยังหัวเราะลั่น ลูกน้องมันหูตึงฟังลูกพี่พูดไม่รู้เรื่อง ก็เลยเอาชื่อเรื่องมาใส่ปนกัน

ดีนะคะ เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกน้องทำพลาดก็ความผิดมัน ตัวเองไม่เกี่ยว เป็นผู้ใหญ่ที่ดีนะคะ

ถัดมาอีกสำนักพิมพ์นึงที่ถือว่าเก๋าเพราะทำมานานกว่าเจ้าอื่นในวงการเดียว กัน แต่คาดว่าคงโดนพิษลิขสิทธิ์ระลอกแรกเข้าให้ ทำให้หวาดกลัวจนเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามของตัวละครไปมาจนคนอ่านเกิดอาการ ปวดเฮด เพราะหนังสือเรื่องต่อกัน เปลี่ยนแต่ชื่อพระเอกนางเอก พอเล่มถัดมาก็เปลี่ยนอีกไม่ตรงกับชื่อที่เคยใช้สมัยเป็นตัวละครรอง เปลี่ยนชื่อนักเขียนมันซะงั้น เอาของเขามาหากินแล้วยังไม่ให้เกียรติ

เสียงตอบรับจากคนอ่านเป็นไงคะ

คาดเดาได้อยู่แล้ว แหมขอให้เป็นภาษาไทยจะมั่วซั่วยังไง ข้าน้อยก็ขอรักจนตัวตายฮ้า เห็นด่ากันทุกคน แต่ก็ซื้อกันอยู่ถ้วนหน้า

เรื่องเด็ดสุดที่ต้องพูดถึงเมื่อเอ่ยถึงสำนักพิมพ์นี้ ก็คือลีลาการตัดต้นฉบับอย่างเฉียบขาด ขนาดตัดให้พระเอกตายตอนจบได้ เราเองก็งงเมื่อมีคนมาถามว่า โรแมนซ์พระเอกตายได้เหรอ

แม็กซ์ก็พาซื่อตอบไปว่า "ตายได้สิ ก็พระเอกที่เป็นแวมไพร์ไง"

คนถามตอบกลับมา "แต่นี่พระเอกมันเป็นคนน่ะ แล้วโดนทำร้ายจนตายคาอกนางเอกเลยนะ"

แม็กซ์ก็ชักงง และด้วยความสอใส่เกือกก็เลยไปสรรหามาอ่าน หารู้ไม่ว่านี่เป็นกลยุทธ์ในการขายแบบใหม่ของสำนักพิมพ์นี้ คือตัดเรื่องให้จบเพื่อให้คนอ่านเข้าใจว่าพระเอกตาย ทั้งที่ยังเหลือเรื่องอีกหลายบทที่พระเอกพักฟื้นรักษาตัว

คุณพี่คร้าบ นี่เราอ่านโรแมนซ์อยู่นะคร้าบ ไม่ได้ดูไทตานิคจะได้ซึ้งกับพระเอกตาย

เมื่อราวปีก่อนสำนักพิมพ์แห่งนี้ออกสำนักพิมพ์ในเครือที่เรื่องแรกเปิดตัว ฮือฮาด้วยผลงานเล่มล่าสุด (ยุคนั้น) ของนักเขียนโรแมนซ์สุดดัง เล่มที่สองก็ตามมาด้วยเรื่องราวของแวมไพร์สาวปัญญาอ่อน (แต่หลายคนคิดว่าน่ารัก) ที่สร้างชื่อไม่น้อย จากนั้น...

แม็กซ์ไม่มีอะไรจะเขียนแล้วล่ะ

ทำไมเหรอ ก็เพราะว่าจู่ ๆ สำนักพิมพ์ที่ดูท่าว่าจะดี รูปเล่มสวย ซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง กลายเป็นของก็อปซ้ำสำนักพิมพ์เดิม ที่ไม่เห็นว่าจะมีอะไรแตกต่างกันสักนิด หนังสือที่ถูกเปลี่ยนชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร ชื่อคนแต่ง ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือการตัดฉับฉับฉับจนคนที่อ่านต้นฉบับมา งงกับชีวิตว่า "กูซื้อเล่มเดียวกันมาอ่านหรือวะ"

เสียดายจังเลยจ้ากับความล้มเหลว ของที่คิดว่าจะเป็นน้ำดี กลายเป็นน้ำเน่าราคาแพง (เพราะราคาตั้งแพงกว่าสำนักพิมพ์ดั้งเดิมที่ขายกันอยู่)

คิดใหม่ทำใหม่ยังทันนะเจ้า แม้นาย. ก จะออกนอกประเทศไปแล้ว แต่สโลแกนของอาเฮียก็ยังพอใช้ได้น่า กลับเนื้อกลับตัวสังคมยังให้อภัย เอาสำนักพิมพ์น้องใหม่ในเครือกลับมาทำงานที่มีคุณภาพ เลือกเรื่องหน่อย ตรวจต้นฉบับเยอะ ๆ

เจ้าถัดมา รายนี้ถือว่าเป็นของคุณภาพในวงการ โจษจันกันไปทั่ว กระทั่งพวกอีแอบ (เชียร์) สำนักพิมพ์อื่นก็ยังไม่กล้าดีมาวิจารณ์ในทางเสียหาย เพราะเลือกเรื่องเก่ง ชื่อพระเอกนางเอกก็ตรงกะต้นฉบับ แถมให้เกียรติคนแต่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นงานของใคร

แล้วตาแม็กซ์มาเขียนถึงเขาทำมายถ้าดีเลิศขนาดนั้น

ก็เพราะแม็กซ์เป็นพวกขวางโลกไง จะด่าก็ขอด่าให้ครบทุกสำนักพิมพ์แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าเป็นอีแอบ (เชียร์) ของบางสำนักพิมพ์

แต่ถึงจะขวางโลก แม็กซ์ก็ซื่อสัตย์นะฮ้า ดังนั้นขอคำนับในความพยายามของสำนักพิมพ์แห่งนี้ก่อนที่ทำงานออกมาอยู่ในระ ดับที่แม็กซ์ยอมรับได้ (และแม็กซ์นี่รสนิยมระดับไฮโซนะค้า) แต่ (ไอ้ความขวางโลกนี่มาแล้ว) ก็ขอวิจารณ์หน่อยแล้วกัน

อย่าคิดว่าแม็กซ์ไม่รู้ว่า คุณเปลี่ยนอายุนางเอกจากสามสิบกว่าลงมาให้เหลือยี่สิบกว่า เพราะคิดว่านักอ่านโรแมนซ์ปัญญาอ่านขนาดยอมรับนางเอกอายุมากไม่ได้ (สามสิบกว่านี่นะมาก แม็กซ์ชักเครียดเพราะอายุตัวเองก็อยู่ตรงนี้แหละ) คุณเป็นใครถึงมาตัดสินคนอ่าน ถ้าคุณเห็นว่าเรื่องไม่ดี ก็ไม่ต้องแปล

คนอ่านที่ยอมรับประเด็นอย่างนี้ไม่ได้ ก็ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่เรื่องนี้เขาเขียนขึ้นมาให้อ่านอยู่แล้ว ขอความกรุณาไม่ต้องหวังดีกับนักอ่านขนาดนั้น ถ้าคิดว่าแปลแล้วขายไม่ได้ ก็ไม่ต้องแปล อย่าให้เรื่องแค่นี้มาทำลายชื่อเสียงสำนักพิมพ์เลย

อีกอย่างขอร้องว่าไหนไหนจะพิมพ์หนังสือขายใหม่แล้ว ก็กรุณาแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตเสียด้วย โดยเฉพาะหนังสือสุดฮิตของสำนักพิมพ์ที่ลงทุนทำปกใหม่เสียสวยงามน่าเก็บสะสม แต่ดันไม่ยอมแก้ชื่อตัวละครที่ออกเสียงผิด ทำอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม เสียเวลาเปล่า

สุดท้ายขอฝากไว้ให้สำนักพิมพ์ทั้งหลาย (ที่คงไม่มีโอกาสได้อ่านบลอคนี้) ว่า อย่าคิดว่าคนอ่านไถนาเป็น เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวกรุงค่ะ ทำนาไม่เป็น และขอให้ให้เกียรติคนแต่งและหนังสือของเขาให้มาก คุณทำมาหากินกะเขาอยู่

เราเป็นคนนึงนะคะที่ไม่ใส่ใจอะไรกับเรื่องลิขสิทธิ์เท่าไหร ไม่ใช่คนประเภทมีมโนธรรมสูงนัก (ทุกวันนี้ก็ยังซื้อเทปผีซีดีเถื่อนอยู่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ก็ของละเมิดลิขสิทธิ์) ดังนั้นการที่สำนักพิมพ์จะซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่ ไม่สนใจ

ขอแค่ให้ผลิตงานออกมาได้โดยที่ไม่ทำลายต้นฉบับ แต่สภาพที่เห็นปัจจุบันก็คือสำนักพิมพ์ไม่มีความเคารพในต้นฉบับทั้งที่เป็น แหล่งหากิน ซึ่งน่าแปลกใจเมื่อเทียบกับในอดีต ที่เราเห็นว่างานแปลมีคุณภาพมากกว่าในปัจจุบันเสียอีก ทำให้หลายครั้งคิดอยากให้เรื่องลิขสิทธิ์เข้ามามีเป็นจุดควบคุมคุณภาพงานโร มานซ์เสียที ถ้าการซื้อลิขสิทธิ์จะทำให้คุณภาพหนังสือดีขึ้น ราคาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับแม็กซ์ (คือรวยค่ะ)

คราวนี้สุดท้ายของจริง แม็กซ์อาจจะหายหน้าไปหลายวันนะคะ เพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปญี่ปุ่น

ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ แม็กซ์ไปได้ตามไปสมทบคุณสามี

แม็กซ์ไปทำงานค่ะ ยังไม่แน่ใจว่าคอมที่ญี่ปุ่นจะเป็นไงบ้าง พอดีขี้เกียจแบบโน้ตบุ๊คไปเองน่ะค่ะ ก็เลยไปหาเอาดาบหน้า ถ้าไม่เห็นกัน มิตรรักแฟนเพลงก็คิดถึงกันบ้างก็ดีนะคะ ภาวนาให้แม็กซ์กลับมาโดยปลอดภัยก็ยิ่งดีค่ะ อย่าไปปากเสียจนโดนรุมกระทืบอยู่ที่ญี่ปุ่น

วิเคราห์แวมไพร์ในโลกโรแมนซ์

ติดค้างไว้หลายวันนะคะ เพราะติดสุดสัปดาห์พอดี แม็กซ์จึงขอตัวไปนอนอ่านหนังสือก่อน วันนี้วันจันทร์ ฤกษ์งามยามดีต้องมาทำงาน และด้วยเหตุตื่นเช้าเกินขนาดมาถึงที่ทำงานก่อนเริ่มเวลางาน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเปรียบที่ทำงาน จึงใช้เวลามาเขียนบลอกนอกเรื่องแล้วกัน

แม็กซ์ออกตัวก่อนแล้วกันว่าไม่ได้อ่านหนังสือชุดแนวแวมไพร์ทุกเรื่องที่ มีตลาด ไม่เก่ง และไม่รสนิยมไร้วิลัยขนาดนั้น บางชุดแม็กซ์ก็อาจจะอ่านแต่ขออำภัยที่จำบ่ได้จริง ที่เหลือจึงเป็นเรื่องที่คิดออกในเวลานี้จ้า

อันดับหนังสือสุดยอดแวมไพร์ของแม็กซ์ (ตัดสินใจ ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2006 ที่ต้องกำหนดวันลงไป เพราะเชื่อได้เลยว่าอีกหนึ่งปีนับจากนี้ คำตอบของแม็กซ์ย่อมไม่เหมือนเดิมเป็นแน่)

1. Black Daggers Brotherhood ของเจอาร์ วาร์ด

กลุ่มนับรบแวมไพร์ที่มีภารกิจต้องต่อสู้กับศัตรูของเผ่าพันธุ์ ความสนุกของเรื่องราวชุดนี้นอกจากความเหมือนที่ปฏิเสธไม่ได้กับชุดดาร์ค ฮันเตอร์ก็คือ วิธีการนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ ความเป็นไปในเรื่องผูกพันเกี่ยวข้องกัน (เราคิดว่านี่เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง เพราะว่าหนังสือชุดเครซี่ก็ใช้มุขนี้เช่นกัน) ตัวละครมีความน่าสนใจ แต่ที่เราคิดว่าเด่นกว่าชุดอื่นก็คือ ตัวละครแต่ละตัวมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญ แต่ละคนมีปมที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้แต่ละเล่มในชุดมีความไม่เหมือนกันอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญก็คือ เรามีความรู้สึกว่าคนแต่งให้ความสนใจกับตัวละครหลักในแต่ละเล่มเป็นอันดับ แรก ดังนั้นจึงไม่มีเหตุการณ์ขโมยซีนให้เห็นดั่งที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ชุด

2. Immortals after dark ของเครสลีย์ โคล

ชุดนี้มาแรงแซงทางโค้ง คงเพราะเพิ่งอ่านจบไปสด ๆ หนึ่งเล่ม จุดเด่นของชุดนี้ก็คือ แวมไพร์ไม่ได้ครองเมืองเหมือนชุดอื่น ๆ ตัวละครในเรื่องมีความหลายหลายทางพันธุกรรม จริงอยู่ในสามเล่มแรก แวมไพร์เป็นตัวเอก แต่ในเล่มที่สี่ที่จะออกขายปีหน้าพระเอกเป็นหมาป่า ในขณะที่นางเอกเป็นแม่มด เห็นได้ชัดว่าเครสลีย์พยายามฉีกตัวเองจากรูปแบบจำเจ สร้างความแปลกใหม่ อีกจุดนึงที่แม็กซ์ชอบในชุดนี้ก็คือ ความทันสมัยของตัวละคร พวกเค้าอาจอยู่กันมาเป็นพันปี แต่ไม่จำเป็นต้องเอาความโบราณไดโนเสาร์เข้ามาเป็นหลักการในการใช้ชีวิต เราชอบคอนเซ็ปต์การ "บลัด" ของแวมไพร์ เซ็กซี่และน่าสนใจดี

อีกอย่างที่เราชอบก็คือ ชุดนี้เหตุการณ์ในแต่ละเล่มไม่ได้เกิดขึ้นเรียงกัน แต่จะซ้อนทับกันอยู่ ซึ่งเราคิดว่าทำให้เรื่องมีความน่าติดตามอ่านมากขึ้น

3.Argeneau ของลินเซย์ แซนด์

แวมไพร์แนวโหดมาแล้วหลายชุด ก็มาถึงเรื่องนี้แวมไพร์แนวขำ ที่เขียนได้มีรสนิยม แวมไพร์ชุดแรก ๆ ที่กล้าแหวกแนวที่ว่า แวมไพร์ต้องมาดเข้ม ต้องทุกข์ทรมาน แวมไพร์ของลินเซย์มีความสุขกับการดำรงชีวิต ใครจะไม่มีเล่า ถ้าคุณสามารถมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะ ถ้าคุณเบื่อเรื่องในรูปแบบเดิม อยากเปลี่ยนไปอ่านเรื่องสนุกผ่อนคลายแม็กซ์แนะนำชุดนี้ค่ะ แม้ว่าระยะหลังจะมีงานแนวคล้ายคลึงกันนี้ออกมาเยอะ แต่เราก็คิดว่าชุดนี้แหละเด็ดสุดแล้ว

4. Hunters ของไชโลท์ วอร์คเกอร์

เหตุผลที่ชุดนี้ขึ้นมาติดถึงอันดับสี่มีเพียงคำเดียวสั้น ๆ "มาลาไค" ตัวละครที่มีเสน่ห์ดึงดูดเราได้มากกว่าใครในยามนี้ ฮันเตอร์ไม่ใช่หนังสือสำหรับคนขวัญอ่อน เพราะต้นตอของชุดนี้เติบโตมาจากสำนักพิมพ์อีลอร่าส เคฟ เรื่องแนวอีโรติก สำหรับแม็กซ์แล้วเรื่องชุดนี้เวิร์คในขณะที่ชุดออกัสของลอร่า ลีย์ไม่เวิร์ค (คนที่อ่านชุดนั้นคงพอเข้าใจความหมายของแม็กซ์ ส่วนคนที่ไม่ได้อ่าน ก็ขอแนะนำว่าอย่าอ่านชุดไหนเลย เพราะเดี๋ยวจะเสียเด็ก)

มาลาไคเป็นแวมไพร์เก่าแก่ที่มีชีวิตมานาน ไม่มีใครรู้ถึงพลังอำนาจของเขา (คุ้น ๆ ไหมว่าเหมือนแอชจากดาร์คฮันเตอร์เลย แต่ก็ไม่ได้ลอกกันหรอกนะคะ เพราะชุดนี้ก็เก่าแก่พอกัน) ที่น่าสนใจก็คือเขาเจอคนที่จะเป็นคู่ชีวิตของเขาแล้วตั้งแต่เล่ม 4 ในชุด แต่นี่ผ่านมาจะเล่ม 10 แล้ว มาลาไคก็ยังไม่แฮ็ปปี้เอนดิ้งเสียที

เรื่องของเขาจะออกขายปีหน้าเดือนสี่ หลังจากนั้นเชื่อได้เลยว่าความนิยมในชุดนี้ของแม็กซ์คงลดลง แต่ก่อนจะถึงวันนั้น แม็กซ์ยกอันดับสี่ให้ค่ะ

5. Texas Vampire ของไดแอน ไวท์ไซด์

ชุดนี้เพิ่งออกมาสองเล่ม แต่เป็นเรื่องราวของตัวละครเต็ม ๆ เพียงตัวเดียว คนที่ติดตามอ่านบลอกของแม็กซ์มาคงพอจำได้ เรื่องชุดนี้ยังไม่ลงตัวหรืออยู่ในระดับสุดยอด แต่มีความน่าจะเป็นที่จะเป็นชุดที่ดีได้ แม็กซ์เป็นนักอ่านที่ซื้อความน่าจะเป็นมากกว่าสิ่งที่เป็นไปแล้ว ดังนั้นชุดนี้จะมีเสน่ห์อย่างมากต่อแม็กซ์

6. Megeverse ของแองเจล่า ไนท์

ชุดนี้ขึ้นลงอยู่ในอันดับความชอบของแม็กซ์ ถ้าถามแม็กซ์ก่อนที่จะได้อ่านเรื่อง Master of dragons แม็กซ์คงจัดให้อยู่ในอันดับสิบกว่า เพราะไม่ชอบเรื่อง Master of wolves อย่างมาก แต่เพราะเรื่องดราก้อนดีขึ้นมาก ทำให้ราคาหุ้นของหนังสือชุดนี้พุ่งขึ้นมาอีกรอบ

แวมไพร์ชุดนี้ถูกโยงเข้าไปผูกกับตำนานกษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งถ้าเราไม่หวังมากจนเกินไปนัก เราหวังจะได้อ่านเรื่องราวของมอร์แกนน่า ตัวละครที่ถูกจับให้รับบทบาทนังตัวร้ายในตำนานอัศวินโต๊ะกลม คนที่แม็กซ์ชื่นชอบมาตลอด แม็กซ์ชอบมอร์แกนน่า (ที่มีเหตุผลครบถ้วนในการเกลียดอาเธอร์๗ แต่เกลียดกินนีเวียร์ (นังผู้หญิงหลายใจ) ดังนั้นเรื่องชุดนี้ที่แต่งให้มอร์แกนน่าเป็นตัวละครในฝ่ายดีจึงเป็นเหตุผล ใหญ่ที่เราชอบ

7. Prime ของซูซาน ไซซ์มอร์

หนังสือชุดที่ต้องใช้หลายเล่มกว่าจะเข้ามาอยู่ในอันดับของแม็กซ์ แต่ตอนนี้เรายอมรับชุดนี้เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือชุดแวมไพร์สะท้านโลก ที่พลาดไม่ได้

โดยเฉพาะตอนของโลรองค์ แวมไพร์ที่เป็นคนนอกมาตลอดชีวิต กับโอกาสที่เขาได้รับให้เข้าร่วมกลุ่ม

แวมไพรในชุดนี้คอยคุ้มครองมนุษย์ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับกลุ่มที่พยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกเขา ยิ่งอ่านยิ่งชอบชุดนี้มากขึ้นค่ะ

8. Upry ของเอ็มม่า โฮลี่

หลังจากเรื่องของลูเซียสแล้ว ความนิยมในชุดนี้ของเราก็เริ่มถดถอย เพราะไม่มีตัวละครที่เราคิดว่าน่าสนใจเหลืออยู่ในชุดอีกแล้ว แต่ความสนุกในอดีตของชุดนี้ก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของบาสเตียนที่เราหวังและหวังให้มันเป็นเรื่องยาว (แทนที่จะเป็นเรื่องสั้นอย่างที่มันถูกเขียนออกมา)

9. Wings in the night ของแม็กกี้ เชน

ช่วงเวลารำลึกอดีต หนังสือแวมไพร์ชุดบุกเบิกที่แม็กกี้กล้าเขียนในยามที่นักเขียนคนอื่นไม่กล้า เขียนถึงผีดูดเลือดให้เป็นพระเอก แม็กกี้กล้าและสร้างความแตกต่าง หนังสือชุดนี้ในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป แต่ความสนุกเทียบไม่ได้กับยุคแรก ๆ ของชุด (ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ เมื่อคิดว่าเธอเขียนชุดนี้มานานแค่ไหนแล้ว)

แต่แม็กซ์ยังขอจัดให้ชุดนี้อยู่ในอันดับ อย่างน้อยก็เป็นการคิดถึงเจมิสันและแองเจลิก้าที่ตอนนี้กลายเป็นคุณปู่ไปแล้ว

10. Dark Hunter ของ เชอริลีน เคนย่อน

หลายคนถามถึงหนังสือชุดสุดโปรดของเขาว่าทำไมแม็กซ์ถึงไม่พูดถึงชุดสุดฮ๊อตของพวกเขาเสียที

แม็กซ์ยังจัดชุดนี้ให้อยู่ในอันดับค่ะ แต่ต่ำสักหน่อย เพราะความกระตือรือร้นที่แม็กซ์มีต่อชุดนี้มันสาละวันเตี้ยลงทุกวันทุกวัน แม็กซ์เบื่อแอชที่เก๊กจนน่ารำคาญ (ผู้ชายอะไรไม่มีปัญญาจะแก้ปัญหาในชีวิตตัวเอง) เบื่อนิคที่ตัวเหมือนเด็กอนุบาล (ขอโทษเด็กอนุบาลด้วยที่เอาไปเปรียบเทียบกับคนพรรณนี้) ความรู้สึกหลังจากได้อ่านเรื่อง Dark side of the moon ก็คือโคตรชอบตัวร้ายเลย เท่ห์เป็นบ้า ในขณะที่เหล่าดาร์คฮันเตอร์ไร้น้ำยา

ถ้ายังไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (โดยเฉพาะถ้านางเอกของแอชไม่ใช่คนที่ขึ้นต้นด้วยตัวเอ และลงท้ายด้วยตัวเอส) คงได้เวลาบอกศาลากะชุดนี้ค่ะ

11. Darkryn ของลินน์ วีลท์

ชุดนี้ติดอันดับเพราะเล่มสาม (และเป็นเล่มล่าสุดของชุดตอนนี้) เราชอบพระเอกที่ถูกมองว่าเป็นตัวร้าย (และลงท้ายเป็นคนที่อาจจะดีที่สุดในเรื่อง) ลูแคนเข้าสเป๊กนั้นของเราทุกอย่าง น่าเสียดายที่นอกจากลูแคนแล้วไม่มีใครในเรื่องที่เด่นพอจะเรียกความสนใจเรา ได้เลย ขนาดว่าเล่มสามจบเรื่องแบบค้างคาให้ติดตามอ่านต่อ แม็กซ์ก็ไม่เกิดอารมณ์ร่วมไปแต่อย่างใด แต่ที่ขอให้เรื่องนี้ติดอันดับก็เพื่อเป็นการให้เกียรติกับเรื่อง Dark Need หนังสือที่เราคิดว่าเขียนดีที่สุดเล่มนึงในปีนี้ค่ะ

มีแค่สิบเอ็ดอันดับค่ะ อันที่จริงมีรายชื่อเหลืออีกนะคะ แต่คิดว่าถ้าเขียนต่อคงไม่ใช่การพรรณาความดีของชุดแล้วล่ะค่ะ อาจเป็นการสับเละแทนซึ่งผิดจุดประสงค์การเขียนบลอกวันนี้ เอาไว้วันดีอาเพศก่อนนะคะ แล้วจะมาเขียนด่าให้ฟัง ดังนั้นสรุปเอาเองแล้วกันว่าชุดแวมไพร์สุดฮิตที่เหลือที่แม็กซ์ไม่ได้กล่าว ถึง อยู่ในประเภทไหน ระหว่าง ด่าจนไม่อยากเขียน หรือว่าแม็กซ์ยังไม่ได้อ่าน

ส่วนคำถามยอดฮิต (สำหรับบางคน) เรื่องชุดไหนมีใครแปลแล้วบ้าง ตอบสั้นง่ายได้ใจความดังนี้

ชุด 1 กะ 10 มีคนซื้อลิขสิทธิ์แล้ว ชุด 1 กำลังจะออกเล่มแรก ชุด 10 ออกไปเยอะแล้ว

ชุด 3 มีคนแอบอ้างว่าซื้อลิขสิทธิ์และทำออกมาแล้วหนึ่งเล่ม แต่ไม่ได้ซื้อแถมเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามตัวละครซะเละทะ แถมยังแปลไปตัดไปอีกต่างหาก

ชุด 7, 8, 9 มีคนทำแล้วในรูปแบบสร้างสรรคือเปลี่ยนชื่อจนแต่ละเล่มต้องใช้ความพยายามพอสมควรในการอ่านให้รู้เรื่อง

ส่วนที่เหลือยังไม่มีสำนักพิมพ์ไหนตาถึง (เท่าแม็กซ์) ก็เลยยังไม่มีใครทำออกมาค่ะ

สรุปอ่านอังกฤษกันเหอะ แม็กซ์ชวนให้กระแดะ

มันก็ละเมิดลิขสิทธิ์กันทุกคนนั่นแหละ

วันนี้แม็กซ์มีเดท แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาเล่ากันในบลอกหรอกนะคะ ก็บอกแล้วไงว่าบลอกนี้จะเกี่ยวกับหนังสือล้วน เรื่องส่วนตัวไม่ค่อยเกี่ยว (ยกเว้นบางอารมณ์)

มีเดทแล้วมาเกี่ยวกะหนังสือได้ไง ก็เกี่ยวเพราะแม็กซ์ได้มีโอกาสออกไปเดินสำรวจตลาดน่ะสิ และผลของการสำรวจตลาดก็ได้ข้อมูลประหลาดมาเล่าให้ฟัง

แม็กซ์สอไปเปิดหนังสือของสำนักพิมพ์นึงเข้า แล้วเจอเข้ากับการประกาศเตือนของนักแปล/เจ้าของสำนักพิมพ์ในหน้าหนังสือ ที่ประหลาดก็คือคุณเธอประกาศชัดแจ้งว่า คนที่ต้องการซื้องานที่เธอแปลจะหาซื้อได้เฉพาะจากสำนักพิมพ์ที่เธอเป็นเจ้า ของทั้งนั้น

หลายคนถามแล้วมันประหลาดยังไง เขาทำขายเองเขาก็ย่อมเอางานที่ตัวเองทำมาขายสิ

มันก็ไม่แปลกหรอก เพราะแต่แม็กซ์ขำแกมสมเพศน่ะสิ

จะประกาศไปทำซากอะไร (วะ) เพราะไม่ว่างานที่คุณเธอแปลหรือไม่แปลก็ล้วนละเมิดลิขสิทธิ์เท่าเทียมกัน

อยากรู้ว่าเวลาไปแจ้งความจะอ้างอะไรกะตำรวจ

"อีฮั้นเป็นคนจัดหาหนังสือเล่มนี้มานะฮ้ะ แล้วก็เป็นคนแปลด้วยฮ่ะ ทีแรกนะฮ้าอีฮั้นก็แปลให้กับสำนักพิมพ์แพลงตอน" แม็กซ์ใช้ชื่อใกล้เคียงฮ่ะ กลัวโดนฟ้องฮ่ะ "แต่ตอนหลังทะเลาะกันก็เลยแยกวง ต่อมาอาฮั้นก็เลยมาเปิดสำนักพิมพ์เองฮ่ะ ตานี้สำนักพิมพ์แพลงตอนก็ไม่ยอมเลิกยังเอางานของอาฮั้นมาขายอีก อาฮั้นทนบ่อได้ ต้องมาแจ้งความ แต่อาฮั้นลืมบอกไปนิดนึงฮ่ะ ที่แปลขายกันมา รวยกันไปถ้วนหน้านี่ ไม่ได้จ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์สักหลึงเลยนะฮ้า

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

อาฮั้นฉลาดไหมฮ่ะ"

ว่ากันตรง ๆ แม็กซ์ก็เห็นด้วยว่าคุณเจ๊แกมีสิทธิทำได้ เพราะงานแปลก็เป็นของหล่อน แต่อย่างน้อยก็น่าจะคิดถึงอดีตบ้าง ตัวเองก็โตมาจากเขา สำนึกบุญคุณเค้าบ้าง แล้วเรื่องขู่จะดำเนินคดีเนี่ย เพลาหน่อยเหอะ ทุเรศแทนน่ะ เพราะไม่ว่าใครก็ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ต้นฉบับกันมาทั้งนั้น เอาอะไรมาฐานการฟ้องร้อง (แต่พูดด้วยสำนึกของนักกฎหมายที่มีแฝงอยู่นิดนึงในตัวแม็กซ์ ก็บอกว่ามันฟ้องกันได้ แต่ไม่อายศาลกันเหรอไง เวลาร่างคำฟ้องเนี่ย ต่างคนต่างไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ สมเพศค่ะ)

ส่วนทางแพลงตอนนี่ ก็ขอร้องว่าอย่าไปเอางานคุณเธอมาพิมพ์ขายอีกเลย เขาไม่อยากให้ขายก็ไม่ต้องขาย เอาเวลามาควบคุมคุณภาพนักแปลที่มีอยู่สังกัดตัวเองให้ดีก่อนเถอะแล้วค่อยเอา เวลาไปรบราฆ่าฟัน เอาชนะกันเจ๊ใหญ่คนนี้

และสุดท้ายคนอ่าน แม็กซ์ถามจริงเหอะ ชอบสำนวนแปลลิเก๊ลิเกของอาเจ้เหรอ อ่านแล้วไม่รู้สึกมีอาการคล้ายคนท้องบ้างหรือไง

แม็กซ์เคยเปิดอ่านตามร้านหนังสืออยู่หลายเล่ม เห็นคำศัพท์แล้วทำให้นึกถึงอดีตรัฐมนตรีที่เสนอไอเดียบรรเจิดในศรีภรรยากราบ เท้าสามีก่อนเข้านอนยังไงพิกล

"ทูนหัวของน้องช่างมีไมตรี ใยดีแก่น้องเสียจริง" ว่าแล้วทั้งสองก็พุ่งเข้าฟัดกันอย่างเมามัน

คำเตือน: คำพูดที่ตัดมาเป็นการแต่งเองทั้งสิ้นของแม็กซ์

Sisters of the sun // Linda Winstead Jones

อันที่จริงมีหนังสือหลายเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังค่ะ แต่พอดีไปอ่านเจอข้อความในบอร์ดแห่งหนึ่งแล้วโดนใจมาก ก็เลยอยากจะพูดถึงเรื่องนี้

คงต้องเกริ่นนำถึงหนังสือชุดนึงที่สำนักพิมพ์ที่ชอบเปลี่ยนชื่อตัวละครเอามา แปล (ชื่อเรื่องก็บรรดาแม่มดแห่งอะไรทั้งหลายนั่นแหละ) หนังสือเรื่องนี้เริ่มต้นมีสามเล่ม (ที่ใช้คำว่าเริ่มต้น เพราะล่าสุดปีนี้ก็จะมีตามมาอีกสามเล่ม เป็นเรื่องลูกของตัวเอกในสามเล่มแรก) ซึ่งแต่ละเล่มจะเป็นเรื่องของพี่น้องสามสาวที่ต้องคำสาปประจำตระกูล หนังสือชุดนี้เขียนโดยลินดา วินสเตท โจนท์

น่าแปลกตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในชุดนี้ไม่ใช่บรรดาพระเอกนางเอกหรอกนะ แต่เป็นตัวร้าย และผู้หญิงของเขา เซบาสเตียนและลีแอนเป็นตัวละครที่น่าทึ่งและมหัศจรรย์ที่สุดที่ได้รับการ เขียนขึ้น ตัวละครที่มีความซับซ้อนหลายชั้น ตัวละครที่คุณคิดว่าเข้าใจพวกเขาแล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องแปลกใจให้ค้นหาต่อไปอีก

เซบาสเตียนเป็นจักรพรรดิ์ที่ปกครองอาณาจักรด้วยความโหดเหี้ยม เขาเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ที่สุดที่แม็กซ์ได้มีโอกาสเห็นในหน้าหนังสือ เมื่อเขาตายในเล่มสาม ความฝันของแม็กซ์ที่จะเห็นเรื่องราวของเขาในรูปแบบที่เป็นพระเอกก็ดับลง บางทีลินดาอาจเขียนให้เซบาสเตียนไปไกลเกินไป ร้ายกาจเกินไป จนรู้สึกว่าเขาไม่มีวันกลับตัว

แต่ประเด็นก็คือ เราไม่ได้ต้องการเซบาสเตียนที่กลับเนื้อกลับตัว เราต้องการเขาที่เหมือนเดิม บางทีเราอาจหวังมากไปกับหนังสือโรแมนซ์ เพราะถ้าชุดนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ เรามีความรู้สึกว่าเซบาสเตียนจะเป็นตัวละครที่กลายเป็นตัวเอกในเล่มต่อไป เป็นแน่ (เหมือนที่แอน บิชอบเขียนชุดดาร์คจีเวลของเธอที่กล้าให้ซาตานเป็นพ่อบุญธรรมของนางเอก)

มีหนังสือไม่กี่เล่มนักที่จะเจอตัวละครที่น่าสนใจ แต่ชุดนี้เรากลับได้เจอตัวละครที่น่าสนใจถึงสองตัว เพราะนอกจากเซบาสเตียนแล้ว เรายังได้พบกับลีแอน นางบำเรอ มือสังหาร ที่กลายเป็นราชินีของเซบาสเตียน ความรู้สึกที่ทั้งรักทั้งเกลียดที่ลีแอนรู้สึกต่อเซบาสเตียนทำให้เรื่องยิ่ง น่าสนใจไปอีก

แม็กซ์ไม่ได้นึกถึงเซบาสเตียนเท่าไหรหรอกค่ะ เพราะมันเจ็บปวดเกินไป เราเสียดายตัวละครตัวนี้มาก เมื่อลินดาตัดสินใจชะตากรรมของเขาด้วยความตาย จนกระทั่งเราเข้าไปอ่านข้อเขียนในบอร์ดแห่งหนึ่งที่ชื่นชมความเป็นเซบา สเตียนมากพอกับเรา ทำให้เรานึกถึงเขาขึ้นมา และความเศร้าก็มาเยือนอีก เขาเป็นตัวละครที่เราไม่เคยทำใจกับความตายของเขาได้ และถ้าจะบอกว่าความตายของเซบาสเตียนทำให้เราลดทอนคะแนนที่เราให้กับหนังสือ ชุดนี้ก็อาจจะถูกต้องก็เป็นได้

วันนี้ก็เลยขอระบายหน่อยนะคะ หนังสือที่มีพระเอกดีดี (ในความหมายที่ไม่ใช่คนดี แต่เป็นพระเอกที่ได้รับการวางบุคลิกออกมาให้น่าสนใจ) หาง่ายค่ะ สิ่งที่หาได้ยากกว่าก็คือนางเอกที่ดี (ชนิดที่ไม่โง่ ซื่อจนเกือบปัญญาอ่อน หรือหูเบาจนเท้าไม่ติดดิน) และที่หาได้ยากยิ่งกว่านั้น และเป็นสิ่งที่แม็กซ์ชื่นชมเสมอก็คือผู้ร้ายที่ดี (ที่ไม่ใช่คนดี แต่เป็นผู้ร้ายที่มีมิติ เพราะแม็กซ์ไม่เชื่อว่าจะมีเพียวอีวิ่วมากนักหรอก คงมีคนไม่กี่คนที่เกิดมาพร้อมกับบอกตัวเองว่า "ข้าจะเป็นผู้ร้าย ฉะนั้นไม่มีเหตุผลโว้ย")

ผู้ร้ายดีดีจึงเป็นที่จดจำเสมอในความทรงจำของแม็กซ์ ดังนั้นจึงขออุทิศบลอกแรกแห่งปี 2007 ให้กับผู้ร้ายที่ครองใจแม็กซ์คนนี้แล้วกันค่ะ

เหตุผลที่ไม่ควรแนะนำหนังสือให้เพื่อนอ่าน

งานอดิเรกของมิตรรักแฟนหนังสือทั้งหลายก็คงคือการที่หลังจากอ่านหนังสือจบ แล้ว ก็จะมานั่งจับเข่าคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเห็นหน้ากัน หรือการเจอกันผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ แล้วคุยถึงหนังสือที่เราชื่นชอบหรือเกลียดจนเกือบขว้างทิ้ง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการแนะนำหนังสือให้เพื่อนอ่านกัน เพราะก็แหม เราเจอของดีเราก็อยากแบ่งปันให้ทุกคนรับรู้

เข้าประเภทอยากร้องตะโกนก้องฟ้าให้โลกรับรู้ว่า ข้าเจอหนังสือดี

คมอีกด้านที่หลายคนคิดไม่ถึง นั่นคือคุณอาจเสียเพื่อนไปได้โดยไม่รู้ตัว

เพราะอะไรน่ะเหรอ

เพราะถ้าคุณรักมาก คุณก็รักอย่างไม่มีเหตุผล ตาบอดหน้ามืด ไม่เห็นข้อเสีย

ถ้าเพื่อนคุณชอบหนังสือเล่มนั้นเหมือนกะคุณ ทุกอย่างก็โอเค ใส ไหลลื่น จับกลุ่มคุยกันได้เป็นวันวัน แต่ถ้าอีกด้านนึงล่ะ เกิดเพื่อนคุณไม่ชอบ แล้วดันมาด่าให้คุณฟัง

คุณจะทำยังไง

หลายคนคงตอบว่า "ฉันเป็นคนมีเหตุผล ย่อมรับฟังคำวิจารณ์ได้เสมอ"

สำหรับแม็กซ์ขอบอกเลยว่าไม่จริง

แม็กซ์ไม่ใช่คนมีเหตุผลกับหนังสือที่ชอบมาก เพราะแม็กซ์ลองรักใครแล้ว รักจริงหวังแต่ง รักอย่างไม่มีความคิด ไม่มีเหตุผล ไม่อาจทนรับคำวิจารณ์ได้ แม้ว่านั่นจะเป็นความจริง

แม็กซ์ไม่มีเหตุผลมากขนาดนั้น

โชคดีที่หนังสือที่แม็กซ์รักขนาดนั้นมีไม่กี่เล่มหรอกค่ะ ส่วนใหญ่ด้วยความที่เป็นคนรสนิยมหรู (ว่าเข้าไปได้) หนังสือที่แม็กซ์ชอบนั้น แม็กซ์ก็เจอข้อเสียอยู่แล้ว ดังนั้นแม้จะโดนว่านิดว่าหน่อยก็ยังพอทนไหว

แต่บางเรื่องที่แม็กซ์เทิดไว้ทูนในใจนี่ แตะไม่ได้

แม็กซ์ไม่ค่อยแนะนำหนังสือให้ใครอ่าน เพราะรู้ถึงความแตกต่างของแต่ละคน หรือถ้าแนะนำแม็กซ์ก็จะเตือนเขาล่วงหน้า บอกว่าคุณอาจจะพบกับบางพล็อตที่คุณรับไม่ได้ ซึ่งถ้าแม็กซ์บอกอย่างนั้นแล้ว สุดท้ายคนคนนั้นกลับมาบอกแม็กซ์อีกว่า ไม่ชอบเรื่องนี้ เพราะ (เหตุผลที่แม็กซ์เตือนไว้) แม็กซ์ก็อยากจะกระโดดเข้าใส่แล้วบีบคอมันสักสองสามวินาที แล้วบอกว่า "กูเตือนมึงแล้ว จะมาบ่นทำแปะอะไรวะ"

โชคดีที่ชีวิตนี้ยังไม่เคยเสียเพื่อนเพราะหนังสือที่แนะนำ เพราะแม็กซ์มักจะดูนิสัยเพื่อนก่อนที่จะบอกกล่าวให้ไปอ่านหนังสืออะไร แล้วเพื่อนส่วนใหญ่ก็รู้จักแม็กซ์ดีพอที่จะไม่วิจารณ์หนังสือที่แม็กซ์ (โคตร) ชอบ

แต่จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร เกิดวันใดพลาดพลั้งแนะนำหนังสือที่ชอบไป แล้วดันเจอคำวิจารณ์ประเภท "Roarke มันเป็นพระเอกที่ไม่ได้เรื่องเลย" อย่างงี้นี่ไม่ใครก็ใครเจ็บตัวแน่

แม็กซ์จึงสรุปว่า ทางที่ดีก็ไม่ควรแนะนำหนังสือให้เพื่อนอ่าน จะได้หมดเรื่อง อันนี้เป็นคติของแม็กซ์พอพอกับเรื่องที่ถ้าคุณเจอผู้ชายดีดีสักคน อย่าแนะนำให้เพื่อนคุณรู้จัก จนกว่าคุณจะแน่ใจว่าผู้ชายคนนั้นเป็นของเราแล้วอย่างแน่นอน เพราะไม่แน่หรอกว่าผู้ชายของคุณจะเป็นของคุณไปจนถึงวันแต่งงาน เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดมีเยอะไปค่ะ

แคร์ชาวบ้านกันทำไม (ก้อมันชีวิตของเรา)

ปัญหาของคนรักหนังสือแนวโรแมนซ์ก็คือ ความรู้สึกที่ว่า เราไม่สามารถบอกเพื่อนหรือญาติพี่น้องได้ว่าเราชอบหนังสือแนวนี้ เพราะอะไรกันคะ

เหตุผลแรกคงเป็นเพราะหน้าปกของหนังสือโรแมนซ์เมืองไทยที่วาบหวิวเหลือคณา

เหตุผลต่อมาก็คงเป็นเพราะความรู้สึกผิดในใจของบางคนที่ยอมรับเสียเถอะว่า อ่านโรแมนซ์เพราะชอบอ่านเรื่องเซ็กซ์ ก็เลยไม่อยากให้ใครรู้ ทั้งที่ความจริงโรแมนซ์และเซ็กส์เป็นคนละเรื่องกัน

ถามหน่อยเหอะ มีใครเคยอ่านเรื่อง Kiss the girl ของเจมส์ แพตเตอร์สันบ้างไหม แพตเตอร์สันเป็นนักเขียนดังที่หนังสือหลายเรื่องของเขาถูกเอาไปสร้างเป็น หนังฮอลิวู้ดมาแล้ว ในหนังสือเล่มนี้ ฉากเซ็กซ์ในเรื่องโจ่งแจ้งและน่าสะอิดสะเอียน (ต้องไปหาอ่านกันเองนะ ถ้าอยากรู้ว่าเป็นฉากอะไร) ดังนั้นแม็กซ์จึงว่าไม่ถูกถ้าจะเอาโรแมนซ์มาโยงกะเซ็กซ์ แต่ในโลกที่แคบของสังคมไทย การเหมารวม และนิสัยมองของที่เปลือกทำให้นิยายโรแมนซ์โดนจับไปกองรวมกับบรรดาหนังสืออี โรติกทั้งหลาย

คำถามก็คือ ทำไมคุณต้องไปแคร์สายตาของคนที่โลกทัศน์แคบอย่างนั้นด้วย

แม็กซ์สังเกตเห็น และฟังจากประสบการณ์ที่เพื่อนของแม็กซ์เจอ คนที่ว่าร้าย หรือดูแคลนโรแมนซ์ล้วนเป็นคนที่ไม่เคยอ่าน หรืออ่านแต่ก็จำกัดตัวเองอยู่ที่การอ่านเพื่อหาฉากเซ็กซ์ คนประเภทที่เช่าหนังสือหรือยืมจากห้องสมุดแล้วฉีกเฉพาะฉากเซ็กซ์ติดมือไปไง ทุกคนคงนึกออกสำหรับคนประเภทนี้

ทำไมคุณต้องไปสนใจคนพรรณนี้ด้วยเล่า

แม็กซ์เข้าใจนะ ถ้าคุณจะปิดพ่อแม่เพราะในสายตาของท่านลูกสาวไม่มีโตพอที่จะอ่านอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องเพศได้

แต่กับคนอื่น คุณจะอายไปทำไม แม็กซ์ว่าดีเสียอีก เป็นการพิสูจน์ด้วยซ้ำว่าใครเป็นเพื่อนที่ควรค่าแก่การคบของคุณ

ถ้าเขายอมรับรสนิยมในการอ่านหนังสือของคุณไม่ได้ (คำว่ายอมรับได้นี่ แม็กซ์หมายถึงการยอมรับการอ่านของเราได้ โดยไม่มีการล้อเลียน หรือพูดเสียดสีแดกดัน) เขาก็ไม่ใช่เพื่อนที่ควรค่ากับคุณหรอกนะ

แม็กซ์คบเพื่อนที่ทำให้แม็กซ์สบายใจ แม็กซ์ไม่ได้ขาดความอบอุ่นขนาดที่จะหาแม่คนที่สอง ถ้าเพื่อนของแม็กซ์ทำตัวเป็นนักจัดระเบียบสังคมแล้ววิจารณ์สิ่งที่แม็กซ์ เลือกอ่าน การเลิกคบมันคงง่ายกว่า ไม่มีเหตุผลเลยที่คุณต้องไปนั่งทนในชาวบ้านว่าวิจารณ์หาว่า "หื่น" บ้าง "ชอบนิยายโป๊" บ้าง "ลามก" บ้าง "อ่านหนังสือเอ็กซ์" บ้าง

แม้ว่าความจริงคุณอาจจะอ่านโรแมนซ์ด้วยเหตุผลเหล่านั้น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้ชาวบ้านมาตอกย้ำหรอกจริงไหม

โอเค ซีเรียสกันหน่อย แม็กซ์เชื่อว่าคนต้องศรัทธาในสิ่งที่อ่าน ถ้าไม่กล้าเชิดหน้าแล้วบอกคนทั่วไปว่าอ่านหนังสือโรแมนซ์ บางทีมันอาจเป็นการดีกว่าถ้าจะเลิกอ่านแนวนี้ แล้วไปอ่านแนวที่คนทั่วไปยอมรับกัน

ในยุคที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องพื้นฐานในทุกประเทศ แม็กซ์กลับคิดว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นว่า "ฉันชอบโรแมนซ์" กลับเป็นสิทธิที่ไม่ค่อยถูกใช้เท่าใดนัก และแม็กซ์บอกตามตรงว่าไม่ใช่ในเมืองไทยที่เดียวหรอกนะคะที่มีปัญหานี้ อเมริกาดินแดนแห่งเสรีภาพ เหล่าแฟนโรแมนซ์ก็โดนดูถูกเช่นกัน

แม็กซ์ก็เลยอยากเรียกร้อง (ขอทำตัวเป็นนักสู้เพื่อสิทธิแห่งโรแมนซ์บ้างแล้วกัน) ถ้าคุณชอบโรแมนซ์ ส่งเสียงออกมา เงยหน้าแล้วประกาศให้คนรับรู้กันว่า "ฉันอ่านหนังสือโรแมนซ์"

Tuesday, February 10, 2009

Bookstore

ฤกษ์งามยามดีเพราะยังอ่าน The Art of Seduction ของแคธาลีน โอนีลไม่จบ และยังไม่อยากเขียนถึงเรื่อง Dangerous Games ของโลร่า ลีย์ แม็กซ์เลยถือโอกาสพูดถึงเรื่องที่หลายคนอยากให้เขียนถึง

ร้านหนังสือภาษาอังกฤษ

ตามประสาชาวบ้านตาดำปี๋ที่ไม่มีทางเลือกมากนักเพราะอยู่ในประเทศที่ไม่ พูดภาษาอังกฤษ ร้านหนังสือที่เชี่ยวชาญในการขายหนังสือภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก มีค่ายิ่งกว่าเงินเดือน เพราะสิ้นเดือนทีไรก็ต้องรีบเอาไปส่งส่วยบรรดาร้านเหล่านี้ แต่ละร้านเป็นยังไงกันบ้าง นี่เป็นความเห็นของแม็กซ์อย่างเดียวล้วนค่ะ

1. ร้านที่ ณ เวลานี้เป็นร้านที่ดีที่สุดในประเทศไทยแล้ว ร้านคิโนะคูนิยะ ที่มีสามสาขาอยู่ติดกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าขยันไปตั้งอยู่แถวสุขุมวิท - สยามสแควร์กันเยอะแยะทำไม แต่เข้าใจว่าแถบนั้นเป็นทำเลทองเพราะฝรั่งไปเที่ยวกันเยอะ แถมดูโมเดิร์นเหมาะกับคนยุคใหม่ที่นิยมอ่านภาษาอังกฤษ

ก่อนหน้าการเปิดตัวของสาขาเอ็มโพเรี่ยม ร้านญี่ปุ่นแห่งนี้ถือเป็นเพียงร้านในอันดับสามหรือสี่เท่านั้น เพราะหนังสือที่เน้นขายที่สาขาเซ็ลทรัล เวิร์ล (ที่ตอนนั้นไม่ใช่ชื่อนี้) เป็นหนังสือภาษาญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ไม่เหมือนปัจจุบันที่ภาษาอังกฤษก็เพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อทำการเปิดตัวสาขาเอ็มโพเรี่ยมที่ถือว่าเป็นร้านใหญ่มากในยุคนั้น รูปโฉมของร้านหนังสือภาษาอังกฤษในประเทศไทยก็เปลี่ยนไป สำหรับคนอื่นแม็กซ์ไม่ยืนยัน แต่ตัวแม็กซ์เองแล้วนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันยาวนาน ที่ถึงจะไม่ราบรื่นรักกันหวานเจี๋ยบ แต่ก็เลิกกันไม่ได้สักที แม็กซ์เป็นคนที่เลิกกะเค้าไม่ได้มากกว่าเค้าง้อแม็กซ์ อันนี้ยอมรับค่ะ เพราะจวบจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีร้านไหนดีกว่าร้านนี้อีกแล้ว

จุดเด่นของร้านคิโนะคูนิยะก็คือความหลากหลายของหนังสือที่มีให้เลือกทุก แนว และถ้าเล่มไหนที่ไม่มี คุณก็สามารถสั่งซื้อได้โดยไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องวางมัดจำ (ชนิดที่วางไปแล้วไม่ได้เงินคืน) ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มยาวเหยียด ไม่ต้องทนดูสีหน้าของพนักงานที่ทำท่าทางเหยียดหยามคุณถ้าคุณบังเอิญมีรสนิยม ชอบหนังสือปลุกใจเสือป่า ราคาหนังสือหรือก็ถือว่าถูกที่สุดในบรรดาร้านหนังสือด้วยกัน ยกเว้นร้านมือสองนะคะ

ข้อดีมีเยอะค่ะ แม็กซ์ถึงยกให้เป็นอันดับหนึ่งในดวงใจตอนนี้ แต่ก็เหมือนทุกอย่างที่ไม่ได้มีด้านเดียว ข้อเสียก็ไม่น้อย เพราะรู้ตัวว่าเป็นร้านอันดับหนึ่ง บางครั้งก็เลยไม่ค่อยแคร์ลูกค้าเท่าไหร โดยเฉพาะระยะหลังที่ออกอาการงกอย่างเห็นได้ชัด ใครที่ซื้อหนังสือกับร้านนี้ต้องระวังสักหน่อย เพราะหนังสือเล่มเดียวมีหลายราคา บางครั้งราคาแต่ละเล่มห่างกันเป็นร้อยบาท ดังนั้นเวลาเข้าร้านญี่ปุ่นแห่งนี้ จงทำตัวเป็นคนอังกฤษและยึดหลัก Buyer Beware เอาไว้ (คำถามว่าทำไมต้องเป็นคนอังกฤษ เพราะหลัก Buyer Beware เป็นหลักในกฎหมายอังกฤษ ซึ่งในประเทศไทยไม่ต้องนำมาใช้ค่ะ ดังนั้นเป็นคนไทยไม่ได้นะคะ) ต้องตรวจสอบราคาให้แน่ชัด ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป เดี๋ยวจะช้ำใจภายหลังได้ง่าย ๆ

อ้อร้านนี้มีบัตรลดราคา 10% ค่ะ แต่ต้องซื้อ ราคา 500 บาท ดังนั้นถ้าภายใน 1 ปีคุณใช้เงินกับหนังสือไม่ถึง 5,000 บาท ยืมเพื่อนใช้ดีกว่าค่ะ

2. B2S ไม่รู้ว่าแม็กซ์คิดถูกหรือเปล่าที่ว่า B2S เป็นการฟื้นคืนชีพของร้านหนังสือของห้างเซ็นทรัลที่เคยครองอันดับหนึ่งของ ร้านหนังสือภาษาอังกฤษเมื่อราว 15 ปีก่อน (ตอนที่แม็กซ์เริ่มหัดอ่านภาษาอังกฤษ) แม็กซ์จำอดีตที่หวานซึ้งเมื่อไปปิ๊งกับแฟน อ้าวไม่ใช่ นอกเรื่องไปแล้ว

อดีตที่แม็กซ์นั่งรถเมล์ไปห้างเซ็นทรัลสีลมเพื่อเฝ้ามองว่าหนังสือเล่ม ไหนที่ได้ข่าวว่าออกขายในเมกามาวางขายที่ห้างนี้แล้วหรือยัง ถ้าเทียบกับระยะเวลาก็ถือว่าร้านหนังสือในห้างเซ็นทรัลสีลมเป็นร้านที่นำ สมัยมากที่สุดสมัยนั้นค่ะ

แต่อดีตมันก็คืออดีต ปัจจุบัน B2S เป็นร้านค้านำสมัยใหญ่โต และขายหนังสือทุกประเภท อาจเพราะขายทุกประเภท ความโดดเด่นในเรื่องหนังสือภาษาอังกฤษก็ด้อยลงไป แถมราคาก็พุ่งพรวด ครั้งล่าสุดที่ไปเยือนร้านนี้ที่สาขาเซ็ลทรัลเวิร์ดที่สมคำโฆษณาว่าเป็นร้าน ใหญ่โต เห็นราคาหนังสือเข้าไป ยังช็อคไม่หายค่ะ

พ่อคุณแม่คุณขา ทำไมแพงขนาดนี้ คิดว่าคนอ่านภาษาอังกฤษพิมพ์แบงค์ได้เองหรือไงคะ

ที่สำคัญร้านนี้ไม่รับสั่งหนังสือนะคะ อย่าทะเล่อทะร่าเข้าไปสั่งล่ะ

ร้านนี้มีบัตรลดเช่นกันค่ะ ส่วนใหญ่จะลด 5% แต่ถ้าเป็นช่วงมิดไนท์เซลล์ก็จะเพิ่มเป็น 10% ส่วนวิธีการได้มานี่ แม็กซ์บ่อฮู้ค่ะ เพราะทุกวันนี้ยืมเพื่อนใช้อยู่

3. เอเชียบุ๊ค สำหรับร้านนี้คิดอยู่นานว่าจะเขียนถึงดีไหม เพราะมันคนละเกรดกะแม็กซ์น่ะ คือแม็กซ์เกรดต่ำกว่าเค้านะ ร้านที่สมกับเป็นร้านที่เน้นขายหนังสือที่พิมพ์ในฝั่งอังกฤษ ไม่ใช่อเมริกันเหมือนสองร้านแรก (แต่สองร้านนั้นก็มีขายนะคะ เพียงแต่เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วน้อยกว่าร้านนี้) พนักงานแต่งกายสุภาพและเย็นชา อันนี้เป็นความรู้สึกที่แม็กซ์ได้รับ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้แวะร้านนี้แล้วค่ะ ตั้งแต่ทางร้านเลิกเอาอีโรติกฝั่งอังกฤษมาขาย (ยอมรับตามตรงค่ะ)

เอเชียบุ๊คเป็นร้านแรกที่เริ่มนำหนังสือที่มีชื่อหัวพิมพ์ว่า Black Lace มาขายในประเทศไทย และแฟนแนวอีโรติกถ้าไม่รู้จักลูกไม้ดำแห่งนี้ล่ะก้อ บอกได้เลยว่ากลับไปทบทวนความรู้เรื่อง Erotic 101 ใหม่อีกรอบนะคะ เพราะลูกไม้ดำนี่ถือเป็นการปฏิวัตินิยายแนวอีโรติกให้ก้าวไปสู่อีกระดับ หนึ่ง สำหรับแม็กซ์ถือว่านี่เป็นผลงานที่เยี่ยมที่สุดชิ้นหนึ่งที่วงการหนังสือของ ประเทศอังกฤษทิ้งไว้ให้ชาวโลก (ว่าเข้าไปนั่น)

ตอนหลังเข้าใจว่าผู้บริหารทนไม่ได้ หรือศีลธรรมสูงขึ้นมาก็ไม่แน่ใจ จู่ ๆ ก็หยุดนำเข้า Black Lace เสียอย่างนั้น แม็กซ์ก็เลยบอกลาค่ะ เพราะรสนิยมส่วนตัวไม่ชอบหนังสือที่พิมพ์ในอังกฤษ เพราะทั้งใหญ่และเทะทะ แต่ที่จงรักภักดีก็เพราะเจ้าลูกไม้สีดำนี่แหละ พอเลิกขาย แม็กซ์ก็เลิกเข้า

สำหรับร้านนี้ ถ้าคุณต้องการหาหนังสือที่แต่งโดยหนังสือที่พิมพ์นอกอเมริกา ก็ขอแนะนำค่ะ อย่างหนังสือเรื่อง The Bronze Horseman และภาคต่อ The Bridge to Holly Cross (หรือ Titania & Alexander) ของพอลลีนน่า ซิมมอนด์ที่คนทั่วโลกอ่านกันจบไปสามรอบแล้ว คนอ่านฝั่งอเมริกายังไม่ได้เห็นนี่ ก็หาซื้อได้ที่เมืองไทยในร้านแห่งนี้ ต้องยอมรับนะคะบางครั้งคนอเมริกันนี่ก็ไม่รู้จักหนังสือดีหรอกค่ะ จนกระทั่งมันหล่นใส่หัวน่ะ

4. บุ๊กกาซีน สะกดถูกไหมนี่ เชื่อไหมว่าร้านที่แต่ละสาขาไม่ใหญ่โตมากแห่งนี้เป็นร้านค้าประจำของแม็กซ์ ก่อนการเปิดตัวของคิโนะคูนิยะสาขาเอ็มโพเรี่ยม แม็กซ์อุตส่าห์ลงทุนเป็นสมาชิกตลอดชีวิตเพื่อให้ได้ส่วนลด 5% ที่เดี๋ยวนี้ถือว่าโก้ ๆ ดูเท่ห์ แทบไม่ได้ใช้เลย

ร้านนี้ดูท่าจะเน้นที่หนังสือพิมพ์และแม็กกาซีนค่ะ สมกับชื่อนะ ก่อนหน้าคิโนะคูนิยะสาขาเอ็มโพเรี่ยมเช่นกัน นี่เป็นร้านที่คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้ แต่ต้องมัดจำก่อนครึ่งราคา แต่จากประสบการณ์ของแม็กซ์ขอบอกว่าอย่ามัดจำเลยค่ะ เพราะจนบัดนี้เงินมัดจำของแม็กซ์ที่มีอยู่กับร้านนี้ประมาณพันกว่าบาทก็ยัง ไม่ได้คืน ทวงจนเลิกทวงดีกว่า เพราะคิดว่าค่ารถที่ไปตามทวงที่สำนักงานใหญ่ และค่าโทรศัพท์รวมกับก็เกือบพันแล้ว

ร้านนี้สำหรับแม็กซ์เป็นร้านเดินเล่นฆ่าเวลา เวลานัดเพื่อนแล้วมันยังไม่มา ไม่ซื้ออะไร เดินดูหนังสือ เล็งว่าเรื่องไหนน่าสนใจ แล้วไปซื้อที่อื่น เพราะราคาก็ไม่ถือว่าอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ หนังสือส่วนใหญ่ก็เข้าไม่เร็วนัก แม้ว่าบางครั้งอาจมีเซอร์ไพร์สให้ตกใจกันบ้าง แต่ปีนึงอาจจะมีสักที

คุณค่าสำคัญอีกอย่างของร้านนี้ก็คือการลดราคาประจำปี สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนประจำก็ขอแนะนำให้เข้าไปเลือกซื้อกันค่ะ หนังสือใหม่ราคาอยู่ประมาณร้อยกว่า ๆ (ขึ้นราคามากจากเก้าสิบบาท) ซึ่งก็ถือว่าไม่แพงสำหรับหนังสือใหม่ที่สภาพเก่าไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าการซื้อมือสองที่โทรมกว่าค่ะ

5. ซีเอ็ดบุ๊ค อ่านแล้วคงงง เพราะหลายคนอาจไม่รู้ว่าซีเอ็ดก็ขายภาษาอังกฤษ แม็กซ์เองก็งงเช่นกัน เพราะชั้นหนังสือภาษาอังกฤษของร้านนี้ไม่ใหญ่มากนัก แต่ถ้าโชคดีคุณอาจจะได้หนังสือบางเล่มที่คุณอยากได้มาก ๆ ที่นี่ก็ได้ สำหรับลูกค้าร้านนี้ไม่ต้องคิดมาก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดวง ถ้าหนังสือมันจะมา มันก็มา ขอให้นึกถึงหนังเรื่อง Field of dream เอาไว้ (If you built it, he will come ---- If the book came, it came) อยากคาดหวัง แล้วคุณอาจได้ของดี

6. นึกไม่ออกแล้วล่ะ ไม่น่าเชื่อว่าในเมืองไทยจะมีร้านที่ขายหนังสือภาษาอังกฤษโดยเฉพาะน้อยขนาด นี้ คงมีบางร้านที่แม็กซ์ลืมนึกถึงไป ใครมีร้านอื่นอีก บอกมาได้นะคะ

อ้อวันนี้พูดถึงแต่ร้านที่ขายหนังสือใหม่นะคะ มือสองเอาไว้วันหลังค่ะ

ประกาศว่าฉันเป็นแฟนหนังสือโรแมนซ์

ผ่านทางไปอ่านในเว็บไซด์สุดฮิตของประเทศไทย ในห้องที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแหล่งชุมนุมของนักอ่านหนังสือในโลกไซเบอร์ และเหมือนทุกครั้งที่ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่นั่นก็ยังเป็นแหล่งรวมของคนใจแคบที่มากที่สุดไว้เช่นกัน

ปกติแม็กซ์ไม่เข้าไปอ่านเว็บไซด์นั่นหรอกนะคะ ไม่ถูกโรคกันเท่าไหร เพราะความคับแคบในเรื่องหนังสือโรแมนซ์อันเป็นแนวสุดโปรดของแม็กซ์ แต่เพื่อนเอาลิงค์มาฝากให้ไปอ่านกระทู้ลอกหนังสือสุดฮ็อต เรื่องลอกแม็กซ์ขี้เกียจพูดค่ะ เป็นเรื่องปกติไปแล้วในสังคมไทย ที่ไม่เคยให้เกียรติแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม

แต่แหมดันมาพาดพิงกะหนังสือสุดโปรดของแม็กซ์น่ะสิ นี่ละที่อาฮั้นยอมไม่ได้

ขอประกาศให้ทราบกันถ้วนหน้าว่า แม็กซ์เป็นแฟนหนังสือโรแมนซ์ และที่อ่านโรแมนซ์ก็เพราะแม็กซ์เลือกแล้วด้วย ก่อนหน้าจะเจอโรแมนซ์แม็กซ์อ่านหนังสือมาหลากหลายแนว จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังอ่านอยู่ แต่โรแมนซ์เป็นความรักครั้งสุดท้ายของแม็กซ์ อาจไม่ใช่รักแรก แต่เป็นรักที่ไม่มีวันจางหาย

มีอะไรเสียหายในโรแมนซ์บ้างล่ะ ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือเศร้ารัดทดชีวิตบัดซบ ก็โอเค เรื่องของคุณ แต่อย่าเอาความหดหู่ที่คุณหาเข้าใส่ในชีวิตของคุณมายัดเยียดให้ชาวบ้าน แล้วประนามคนที่ชอบเรื่องราวความรักที่จบอย่างแฮ็ปปี้เอนดิ้งว่าล้าหลัง หรือไม่ได้ระดับหรอก

ความชอบเป็นสิ่งที่ไม่มีความถูกผิด คนที่ชอบนิยายคลาสิกไม่ได้หมายความว่าคุณจะคลาสิกไปตามนิยาย คนที่ชอบโรแมนซ์ไม่ใช่คนที่มองโลกด้วยสายตาบ้องแบ๊ว หรือชอบวาดฝันหวานอยู่ในอากาศ

ถ้าคุณเป็นคนที่ซื้อหาหนังโป๊มาดู หรือหนังสือแนวปลุกใจเสือป่ามาอ่าน ก็อย่าเหมาว่าคนอ่านโรแมนซ์เพราะฉากเซ็กซ์ อย่างเอาความใจแคบของคุณมาตัดสินคนอื่น แม็กซ์ยอมรับว่าตัวเองอ่านฉากเซ็กซ์ด้วยสายตาตื่นเต้นเร้าใจ แต่ก็ไม่เคยมองว่าคนอื่นจะทำอย่างเดียวกัน แม็กซ์มีเพื่อนที่เลือกอ่านแต่ Inspiritional Romance เพราะไม่สบายใจกับฉากเซ็กซ์ นี่เป็นเหตุผลที่นิยายของลินน์ เคอร์แลนด์เป็นหนังสือขายดี ทั้งที่ไม่มีฉากเซ็กซ์ให้เห็นกันจะจะสักฉาก คุณอย่าเอาความหื่นของคุณมาวัดแฟนหนังสือโรแมนซ์

เรามีความลึกมากกว่าคุณร้อยเท่า

แม็กซ์และเพื่อนที่เลือกอ่านโรแมนซ์มักมีความเห็นตรงกันเสมอว่า ผู้ชายในชีวิตจริงมันเทียบกะพระเอกในเรื่องไม่ได้หรอก ไม่รู้ว่าเหตุนี้หรือเปล่าเลยทำให้พวกผู้ชายที่ไม่มั่นคงในความเป็นชายของ ตัวเองเอามาเป็นเหตุพูดจาดูถูกแฟนหนังสือโรแมนซ์ นั่นเพราะโรแมนซ์ทำให้เรารู้ว่า คุณค่าของการรอคอยคนที่ใช่มันจะให้ความรู้สึกที่ดีแค่ไหน มันอาจทำให้ผู้หญิงตาสว่างถึงคุณภาพที่ต้อยต่ำติดดินของผู้ชายอย่างคุณ

แล้วคนที่บอกว่าบทรักในโรแมนซ์เป็นสเต็ป 1-2-3-4 ขอถามหน่อยเหอะ หาใครมาแต่งงานด้วยได้รึยัง (อย่าให้แม็กซ์พูดสิ่งที่แม็กซ์ตั้งใจจะพูดหรอกนะ เพราะมันอ่านแรงเกินไป) ถ้าคุณมองว่าเซ็กซ์คือสเต็ป 1-2-3-4 คุณจงดีใจเถิดที่ยังไมได้แต่งงาน เพราะถ้าคุณแต่งงาน เชื่อได้เลยว่าสามีของคุณต้องรีบไปหาผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ได้มองว่าเซ็กซ์ เป็นแค่สเต็ปเหล่านี้ภายในเดือนแรกของการแต่งงาน

แม็กซ์อายุเยอะและมั่นใจในตัวเองมากพอจะประกาศว่าตัวเองเป็นแฟนหนังสือโร แมนซ์โดยไม่กลัวการดูถูกจากสายตาของใครก็ตาม คนที่บอกว่าหนังสือโรแมนซ์หรือหนังสือโป๊ของผู้หญิงนี่ กล้าออกมายอมรับรึยังว่าคุณเป็นแฟนหนังสือโป๊ของผู้ชาย คุณกล้าที่จะหยิบหนังสือโป๊ของคุณขึ้นมาอ่านบนรถเมล์ หรือให้แฟนที่คุณยกไว้เทิดทูนสุดหัวเห็นหรือเปล่าถึงความหื่นของคุณ

แม็กซ์กล้าที่จะหยิบโรแมนซ์มาอ่าน เพราะแม็กซ์ไม่เห็นว่าจะมีอะไรผิดที่จะอ่านเรื่องความรัก แม็กซ์ไม่ใช่คนโรแมนติก ไม่เคยเชื่อในชีวิตแต่งงาน ไม่เคยคิดจะมีครอบครัว แม็กซ์เป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายที่สุดที่คนนึงจะเป็นกันได้ แต่แม็กซ์ยังชอบอ่านโรแมนซ์ เพราะอะไรน่ะเหรอ

เพราะโรแมนซ์ทำให้เวลาสองสาวชั่วโมงที่แม็กซ์อ่านเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุด ดังนั้นแม็กซ์จึงไม่แคร์ที่จะบอกกับทุกคนว่า

ฉันเป็นแฟนหนังสือโรแมนซ์

เพ็ทพีฟว์

แม็กซ์ได้คุยกะเพื่อนแล้วเจอคำถามว่า "อะไรคือเพ็ทพีฟว์ของแม็กซ์" แม็กซ์คิดอยู่นาน เพราะไม่เข้าใจว่ามันถามอะไรของมัน

เพ็ทพีฟว์คืออะไรวะ

แต่ด้วยวิญญาณฝาหรั่งเข้าสิง สักครู่ก็เลยเข้าใจ แต่เนื่องจากฝรั่งที่สิงร่างอยู่เมืองไทยนานไปหน่อย ภาษาอังกฤษก็เลยอ่อนแรง คำอธิบายจึงอาจไม่สวยหรู หรือถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์นัก

เพ็ทพีฟว์เป็นพล็อตเรื่องส่วนเล็กน้อยในนิยายที่พอคุณอ่านเจอแล้ว จะทำให้คุณเกิดอาการโมโห จนหน้าแดง หนังสือที่เคยว่าอ่านสนุกก็หมดสนุกไปทันควัน พล็อตเรื่องที่คุณอาจเป็นคนเดียวในโลกที่เกลียด คนอื่นอ่านอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่มันโดนใจคุณเหมือนโดนไม้หน้าสามตี

สำหรับแม็กซ์แล้วเพ็ทพีฟว์ก็มี

1. นางเอกจิ้นทั้งที่แต่งงานแล้ว ไม่รู้อะไรกันนักกันหนา นางเอกโรแมนซ์ถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้ แต่งงานกะผู้ชายที่ไม่ใช่พระเอกทีไรมีอันต้องไปเจอเกย์ ตุ๊ด ไร้สมรรถภาพทางเพศ หรือคนแก่ที่เอานางเอกมาเลี้ยงเป็นลูก (แล้วทำไมไม่รับเป็นบุตรบุญธรรมให้สิ้นเรื่อง ต้องเอามาทำเมียให้พระเอก/ตัวร้ายที่เป็นลูกเลี้ยงเกิดอาการอิจฉา) ทำให้สาวน้อยน่ารักอย่างนางเอกเรายังคงรักษาเยื่อบางที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในชีวิตของเธอไว้ได้

แม็กซ์ว่ามันประหลาดไง ถ้าคุณจะเขียนหนังสือให้นางเอกแต่งงานคุณก็หาสามีที่มันทำ...เป็นสักหน่อย เถอะ หรือไม่ก็ไม่ได้ให้แต่งไปเลยดีกว่า แม็กซ์ไม่ได้แอนตี้นางเอกจิ้นหรอกนะ เพียงแต่ขอร้อง อย่างี่เง่าอย่างนี้ ดังนั้นพวกกลุ่มผู้พิทักษ์นางเอกจิ้นอย่ามาประท้วงที่บลอกของแม็กซ์แล้วกัน

2. นางเอกไร้ทางสู้ ตกเป็นเบี้ยล่าง นี่เป็นตัวอย่างหลักที่แม็กซ์เกือบจะขว้างหนังสือเรื่อง Arousing Suspicion ของแมเรี่ยน สติลลิ่งทิ้ง เพราะฉากที่นางเอกโดนสามีเก่ามาข่มขู่ว่าจะขอแบ่งสมบัติอันเป็นมรดกของคุณ ยายของเธอครึ่งนึง นางเอกของเราทำยังไงเหรอ ขอร้องไอ้ชั่วนั่น อ่านแล้วเครียดค่ะ คนมันจะโกงบ้านที่ตัวเองอยู่ไปครึ่งหลัง นางเอกของเราทำอะไรงั้นเหรอ ไม่ เธอไม่ได้วิ่งไปหาทนายความเพื่อปรึกษาว่าคำขู่นั้นเป็นไปได้รึเปล่า ไม่ เธอกลับมานั่งรำพึงรำพันที่บ้าน รอให้พระเอกใส่เกราะขี่ม้าขาวมาช่วย

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แม็กซ์ไม่ชอบเพรสเซ่น เพราะนั่นเป็นหนังสือที่รวบรวมเหล่านางเอกตระกูลไร้กระดูกสันหลังไว้มากที่ สุดในโลก เรียกว่าก่อนจะออกหนังสือกับสำนักพิมพ์ไลน์นี้ได้ ต้องมีการตรวจระดับแคลเซี่ยมของนางเอกก่อนว่ามีปริมาณที่มากเกินสมควรหรือ เปล่า แต่ที่พูดยั่งนี้ก็ไม่ได้บอกว่าเพรสเซ่นทุกเล่มเป็นอย่างนั้นหรอกนะ ทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น งานบางเล่มของเพรสเซ่นก็สนุกค่ะ

3. พระเอกนักตบ ยังไม่เคยอ่านเจอเรื่องที่พระเอกเป็นนักวอลเล่ย์บอลสักเรื่องนะคะ แต่นักตบของแม็กซ์นี่ก็คือ นักตบนักเตะนางเอกน่ะค่ะ ไม่รู้ว่ามันรักกันของมันยังไงถึงได้ลงไม้ลงมือกันได้ อ่านแล้วรับม่ายได้เด็ดขาด ยิ่งนังนางเอกใจอ่อนเป็นขี้ผึ้งพอพระเอกมาง้องอนบอกว่า "รัก รัก รัก" แล้วก็อ่อนระทวยยอมคืนดี อ่านไปทำให้เกิดความรู้สึกเวลาดูหนังที่ตัวละครหน้าโง่โดนสามีตบสะบักสะบอม แล้วก็ยอมคืนดีด้วยเพราะสามีบอกว่า จน เครียด กินเหล้า เลยตบเมีย

4. ท้องลูกชาวบ้าน แม็กซ์เป็นคนใจกว้างนะ แต่เวลาอ่านหนังสือโรแมนซ์ (ขอเน้นว่าโรแมนซ์ แนวอื่นไม่เป็นไร) แล้วเจอนางเอกท้องกะผู้ชายคนอื่นซึ่งส่วนใหญ่นางเอกจะโดนทิ้งมา แล้วซมซานมาให้พระเอกคอยประคบประหงมช่วยเหลือ แม็กซ์ไม่ติกด้วยนะคะ อ่านยังไงก็ไม่ซึ้งน่ะ คิดอยู่ว่านางเอกทำไมมันโง่ ซื้อถุงยางใส่ไม่เป็นหรือยังไง

5. นางเอกโลเลหูเบา เกลียดม้ากมากค่ะนางเอกสไตล์นี้ ประเภทเชื่อคนอื่นมันหมดทุกคน ยกเว้นพระเอกไว้คนเดียว ใครพูดอะไรหล่อนเชื่อดะ แต่พระเอกพูดก็จะสะบัดหน้าน้ำตาริน ในใจคิดว่า "เขาไม่รักฉัน เขาไม่รักฉัน" ก็เขาจะรักหล่อนได้ยังไง โง่ขนาดนี้ พล็อตแนวนี้อ่านยังไงก็ไม่ซึ้ง ออกอาการรำคาญมากกว่าอย่างอื่น เพ็ทพีฟว์แบบนี้แหละที่ทำลายหนังสือที่ควรจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่ม หนึ่งลงภายในพริบตา คนที่เคยคุยกะแม็กซ์คงนึกออกว่าเป็นเรื่องอะไร หนังสือที่หลายคนยังพูดกันว่าคลาสิก แต่แม็กซ์จะบอกว่าคลาสเลสมากกว่า เรื่อง Perfect ของป้าจูใหญ่ (เพราะรู้สึกว่าจูเล็กจะคือจูเลีย) ที่นางเอกมันเชื่อไปหมดทุกคนตั้งแต่เอฟบีไอ ไปจนถึงย่าใจเหี้ยมของพระเอกว่าพระเอกชั่ว เลว ฆ่าคนได้ แล้วหลอกให้พระเอกไปติดกับ ขอด่าหน่อยเหอะยายผู้หญิงสติต่ำคนนี้ "แกทุเรศมาก" ที่ทำลายหนังสือดีดีเล่มนึงที่ควรจะได้รับการอ่านซ้ำไปซ้ำมาสักร้อยรอบ กลายเป็นเศษหนังสือที่หลุดเป็นชิ้น เพราะแม็กซ์อ่านแล้วเกิดอาการช้ำใจจนขว้างไปชนกำแพงเลยหลุดเป็นชิ้น

ตอนนี้นึกออกแค่นี้เอง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับนางเอกค่ะ เข้าตามหลักทฤษฎีที่ว่า คนเรามักมองเห็นของเสียของคนเพศเดียวกันมากกว่า แล้วก็มีความอดทนให้กับความผิดพลาดของคนเพศเดียวกันมากกว่าอีกด้วย

Sunday, February 8, 2009

ฉากเซ็กส์และนิยายโรแมนซ์

จุดเด่นหนึ่งของโรแมนซ์ที่ทุกคนต้องคิดถึง ไม่ว่าจะพูดออกมาหรือไม่ก็ตามก็คือ ฉากเซ็กซ์ ปากคุณอาจจะบอกว่า ไม่ได้อ่านโรแมนซ์เพราะฉากพรรณนั้น แต่ยอมรับความจริงมาเหอะ หางตาคุณก็ต้องมองเหลือบ ๆ บ้างแหละ

แต่ฉากเซ็กซ์ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะทำให้หนังสือสนุกหรือไม่สนุก มันขึ้นอยู่กับการวางพล็อตเรื่องและตัวละครมากกว่า แต่เมื่อดูตลาดนิยายแปลโรแมนซ์ในเมืองไทยแล้ว ยอมรับกันได้ไหมว่า เรื่องยิ่งฮ็อต ยิ่งขายดี ยิ่งมีการพูดถึงกันว่า

"โอ้ย ฉากอย่างนั้นเยอะมาก ป้าอ่านไม่ไหวหรอก ต้องเปิดข้ามไปเลยนะ" เชื่อไหมว่า หนังสือเล่มที่ถูกพูดถึงน่ะ ขายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยเล่มในวันนั้น เพราะบรรดาคนได้ยินได้อ่านทั้งหลายก็ล้วนแต่ตาโตเท่าไข่ห่าน อยากอ่านกันทั้งนั้น

สำหรับแม็กซ์ ฉากเซ็กซ์ต้องเป็นเซ็กซ์แบบมีคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ หนังสือทั้งเรื่องอาจมีฉากนั้นแค่ฉากเดียว แต่ถ้าร้อนแรงพอ มันก็สอบผ่าน แต่ดูเหมือนว่า หลายคนจะยังไม่เข้าใจคิดว่า ปริมาณคือคำตอบ

"พี่คะ"

"น้องรัก"

"โอ้ พี่คะ น้อง น้อง...."

"น้องรักของพี่"

พูดกันอย่างนี้ทั้งเรื่อง แล้วก็จบลงที่เตียง ด้วยท่าเดิม ลีลาเดิม พระเอกอาจจะไม่เบื่อนะ เพราะผู้ชายบางคนมันก็ไม่ได้เรื่องในเรื่องแบบนี้จริง ๆ แต่นางเอกน่าจะบ่นบ้างนะ เหมือนเดิมอยู่ทุกครั้ง ไม่เซ็งกันบ้างหรือไง

แต่ทำไมคนอ่านถึงไม่เซ็ง ตอบง่าย ๆ ค่ะ เพราะคนอ่านยังไม่ได้อ่านมามากพอ มันก็เหมือนกับความจริงที่ว่า ทำไมเด็กวัยรุ่นผู้ชายถึงเป็นลูกค้าขาใหญ่ของหนังสือแนวเพลย์บอย นั่นเพราะประสบการณ์มันไม่ค่อยมี ก็เลยไต่เต้าจากรูปก่อนจะพัฒนาไปหาของจริง โรแมนซ์แนวเอ็กซ์มาก ๆ ก็เหมือนบันไดเรียนรู้ของเด็กมัธยม

คนที่ไม่เคยอ่านโรแมนซ์มาก่อน พอมาเจอฉากเอ็กซ์ของนิยายแปลเข้าก็ตาโต ซึ่งถ้าคุณพัฒนาความคิดของตัวเองได้ สักปีสองปี คุณก็จะก้าวพ้นจุดนั้นมาก แล้วย้อนกลับมามองตัวเองอย่างตลก ว่าชอบเรื่องพรรณนั้นเข้าไปได้ยังไง

คุณไม่ได้ชอบเรื่องนั้นหรอกนะ คุณชอบฉากเอ็กซ์ แต่ค่านิยมที่ปลูกฝังในตัวคุณไม่อนุญาตให้คุณยอมรับหรอกว่า คุณชอบ

แม็กซ์มีคนรู้จักคนหนึ่ง พร่ำพูดตลอดเวลาว่า เราอ่านฉากนั้นไม่รู้เรื่องหรอก เปิดข้าม ๆ ไป แต่ขอร้องเถอะนะ แม็กซ์เห็นเขาไล่ซื้องานของนักเขียนที่มีชื่อเสียงพิเศษทางด้านเขียนฉาก เอ็กซ์โดยเฉพาะทั้งนั้น หลายครั้งแม็กซ์ก็อยากจะพูดกะเขานะให้เธอ พูดความจริงกันเถอะ อายุก็ปูนนี้แล้ว แม็กซ์ไม่เอาไปลงหนังสือพิมพ์หรอกว่า หล่อนชอบฉากเซ็กซ์

แม็กซ์ก็ชอบ (เห็นไหมพูดอีกแล้ว) ซึ่งไม่ได้แปลความว่า แม็กซ์ใจแตก ก็แค่แม็กซ์เป็นคนอยากรู้อยากเห็นเรื่องที่ปิด (เสียเป็นส่วนใหญ่) ในสังคมไทย

เชื่อไหมว่า ผู้หญิงที่ชอบอ่านโรแมนซ์ส่วนใหญ่เป็นคนเรียบร้อย ออกจะเก็บกดหน่อย ๆ ด้วยซ้ำ ผู้หญิงที่ซ่าส์ ก๋ากั๋น หรือมีประสบการณ์ตรงแล้ว ไม่ค่อยอ่านเท่าไหรหรอกนะ (หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้อ่านโรแมนซ์เพราะฉากเซ็กซ์ แต่อาจเป็นเพราะความโรแมนติกที่ทำให้พวกเธออ่าน) ก็เพราะ การลงมือปฏิบัติย่อมให้ภาพที่ชัดเจนมากกว่าการอ่านแน่นอน

แม็กซ์สังเกตว่า เวลาคุยกับเพื่อนที่มีครอบครัวแล้ว ประเด็นในหนังสือโรแมนซ์ที่พวกเธอพูดถึงจะเป็นเรื่องพล็อตและการดำเนิน เรื่อง ในขณะที่การพูดกันของกลุ่มเด็กวัยรุ่นก็จะเน้นไปที่ฉากอย่างว่า มีการพูดกัน แนะนำว่าเรื่องไหนมีฉากเด็ด หรือมีฉากอย่างนั้นเยอะจนน่าจะหามาครอบครอง

สำหรับแม็กซ์ โรแมนซ์อ่านเพราะความโรแมนติกค่ะ แต่ถ้าอยากอ่านเซ็กซ์ก็จะไปมองหาในอีโรติก โรแมนซ์ ที่เป็นโรแมนซ์เหมือนกัน แต่เอ็กซ์ทะลุเพดาน

มันเป็นเรื่องส่วนตัวของนักเขียนจริงรึ?

ปกติแม็กซ์เลือกอ่านหนังสือตรงที่ความสนุก และความน่าสนใจของเนื้อเรื่อง บางทีก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อน แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่แม็กซ์จะสนใจว่านักเขียนหนังสือเล่มนั้นหน้าตาสวย ขาว ผ่อง หรืออึ๋มยังไง เพราะมันไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรื่องเลย

นักเขียนสวยก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้เรื่องสนุก แม้ว่าหนังสือของลิซ่า เคลย์แพส อดีตมิสแม็ทซาชูเซ็ทจะสวยและเขียนเรื่องได้สนุกก็ตามที แต่อย่างเมลานี คราฟซึ่งเป็นผู้หญิงสวยและแต่งงานกับหนึ่งในผู้ชายที่รวยที่สุดในโลกอย่าง เจ้าของบริษัทออราเคิลก็ไม่ได้เขียนเรื่องสนุกอะไรเลยด้วยซ้ำ ความสวยไม่เกี่ยวกับความสามารถในการเขียนนี่นา

แต่เมื่อวานแม็กซ์ได้อ่านก็อตซิปในอินเตอร์เน็ตที่ลือกันมาหลายอาทิตย์ และได้รับการคอนเฟิร์มแล้วเกี่ยวกับนักเขียนคนหนึ่งที่แม็กซ์ค่อนข้างชื่นชม ความสามารถ แม้อีกใจหนึ่งจะคิดว่าเธอเพี้ยนไปบ้าง

แต่ก็ไม่คิดว่าเพี้ยนอย่างนี้

เจด แบล็คซึ่งเป็นนักเขียนในแนวอีโรติกโรแมนซ์ยุคบุกเบิก แม็กซ์อาจจะไม่ถึงกับชอบงานของเธอมากนัก แต่ชื่นชมเธอที่เป็นผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์อีลอร่าส เคฟและประสบความสำเร็จ แม็กซ์คิดว่าเธอเพี้ยนมานานแล้วล่ะ ตั้งแต่อ่านที่เธอนั่งบ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ในบลอกของเธอ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ได้ตามอ่านแล้ว เพราะมันเพี้ยน แต่นั่นก็ไม่ได้กระทบกับความชื่นชมที่แม็กซ์มี

จนกระทั่งข่าวเกี่ยวกับสามีของเธอออกมาสู่สาธารณชน

แต่สามีของเธอมาเกี่ยวอะไรด้วย อันที่จริงก็ไม่เกี่ยวหรอกนะ แต่การที่สามีของเธอเป็นนักโทษที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต จากคดีฆ่าคนตาย (ซึ่งเป็นอดีตแฟนสาวของเขา) และพยายามฆ่าเด็กอายุไม่ถึง 15 ปี (ซึ่งเป็นลูกติดของแฟนสาวของเขา) และความพยายามของเจดในการให้ปล่อยตัวสามีของเธอออกจากคุก

เจดเจอกับสามีของเธอในขณะที่ทำการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษตอนที่เธอ เขียนหนังสือเรื่อง One dark night จากนั้นก็ติดต่อกันเรื่อยมา แม้ว่าเขาจะยังติดคุกอยู่ในฟลอริด้า จากนั้นทั้งคู่ก็แต่งงานกัน โดยที่เขายังต้องคดีฆ่าคนตายอยู่ในคุกจนกระทั่งปัจจุบัน

บอกตามตรงว่าถ้าแม็กซ์ได้ยินเรื่องอย่างนี้ก็คงบอกว่า ยายนี้มันบ้าดีนะ ถ้าไม่ใช่คนรู้จักก็คงไม่คิดอะไรมาก แต่พอรู้ว่าเป็นผู้หญิงที่แม็กซ์เคยคิดว่า เก่งและฉลาดมาก ก็เลยผิดหวัง

โอเคนะ มันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ก็ต้องยอมรับว่า สำหรับคนที่แยกเรื่องส่วนตัวไม่ค่อยเป็น ก็กระทบพอควร ก็เลยเกิดคำถามขึ้นว่า

พฤติกรรมของนักเขียนมีส่วนในความชอบในหนังสือของคุณบ้างไหม

ถ้านักเขียนที่คุณชอบมีพฤติกรรมบางอย่างที่ศึลธรรมในใจของคุณยอมรับไม่ ได้ล่ะ คุณจะยังอ่านหนังสือของคนนั้นอยู่รึเปล่า คุณจะปล่อยให้เรื่องที่ไม่เกี่ยวอะไรกับหนังสือเลยมาเกี่ยวรึเปล่า

เป็นคำถามที่ตอบยากนะ สำหรับแม็กซ์เองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ในกรณีของเจด แบล็คนั้น อาจเพราะความนับถือที่แม็กซ์มีให้เธอไม่ได้อยู่ที่ผลงานหนังสือของเธอ แต่เป็นความสามารถในการสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าเป็นพันล้านได้ พอรู้ว่าเธอตัดสินใจทำ และสนับสนุนการกระทำบางอย่างที่แม็กซ์คัดค้านก็เลยมีผลพอสมควร

เรายังคิดว่าเธอเก่งในเรื่องธุรกิจ แต่อาจจะไม่รู้สึกนับถือเธอเหมือนเดิม