Showing posts with label Tara Janzen. Show all posts
Showing posts with label Tara Janzen. Show all posts

Monday, February 16, 2009

Crazy Hot // Tara Janzen (ฉบับภาษาไทย)

อ่านเรื่องนี้จบตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน แต่เมื่อวานเกิดอาเพศใหญ่ทำให้เข้าบลอคไม่ได้ก็เลยต้องหยุดไปวันนึงอย่างไม่ตั้งใจ

เรื่องนี้ (ชื่อภาษาไทยเป็นของสำนักพิมพ์นะคะ เราไม่ได้ตั้งเอง) แปลมาจากเรื่อง
Crazy Hot ของ Tara Janzen เป็นหนังสือไม่กี่เรื่องที่เราตั้งหน้าตั้งตารออ่านในฉบับภาษาไทย

ทำไมหรือ

เพราะเราชอบเรื่องชุดนี้มากน่ะสิ (ไม่น่าถาม)

คำตัดสินว่าไงงั้นหรือ เราคิดว่าแปลได้ดีค่ะ ซึ่งก็ไม่ผิดคาด เพราะนักแปลเรื่องนี้ถือว่ามีชื่อเสียงพอสมควรในวงการหนังสือโรแมนซ์ การแปลความถือได้ว่าถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ นอกจากจุดเล็กน้อยสองสามจุดก็ถือว่าดีค่ะ

เราไม่ได้ยกตัวเองเป็นท่านเปาตัดสินว่าหนังสือเรื่องไหนแปลดีหรือไม่ดีนะคะ เพราะว่าไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราวัดฝีมือการแปลจากมิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดของตัวเองก็คือ เราอ่านรู้เรื่องมากแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในวงการโรแมนซ์เพราะมีนักแปลหลายระดับ ตั้งแต่ไส้เดือนกิ้งกือไปจนถึงเทวดาบนสวรรค์ ถ้าคุณไม่เคยอ่านหนังสือที่แปลห่วย ลองมาอ่านโรแมนซ์สัก 10 เล่ม เชื่อได้เลยว่าจะต้องเจอสักเล่มสองเล่มที่เข้าขั้นห่วยขว้างติดกำแพง นักแปลบางคนเก่งขนาดแปลเรื่องสนุกให้เป็นเรื่องสงัด หนังสือสุดสนุกเป็นหนังสือสุดกร่อย

เป็นโชคดีของ Crazy Hot ที่ได้นักแปลมีฝีมือ

ถ้าไม่นับการไล่ตามห่านป่าในหน้า 30 ก็ถือว่าการแปลค่อนข้างสมบูรณ์แบบทีเดียว

หนังสือเรื่องนี้เป็นการเปิดตัวชุด The Mission (แม้ว่าหน้าปกภาษาไทยจะใช้ชื่อว่าชุด Crazy ก็ตาม) ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตแก็งค์โจรขโมยรถวัยกระเตาะที่เติบโตขึ้นมาแสบ ไม่แพ้กับอดีตวัยเด็ก แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติมากที่เด็กชายหน้าตาดี มีปัญหาทางบ้านจะมารวมกลุ่มกัน และโตขึ้นมาเป็นกลุ่มชายหนุ่มที่หน้าตาดี (ยังกะว่าเป็นไปได้ในชีวิตจริง ถามจริงเหอะถ้าเจอผู้ชายสุดหล่อคบกันเป็นเพื่อนสนิท คุณจะคิดว่าไง สำหรับเราแล้วเรดาร์เกย์ร้องลั่นเลย)

กลุ่มหนุ่มสุดหล่อ แสนเท่ห์เหล่านี้ทำงานให้กับหน่วยงานที่มิอาจเปิดเผยตัวได้ (อันนี้ไม่ใช่ข่าวลือ) มีหน้าที่พิทักษ์รักษาโลก ในภารกิจแรกควินน์ ยังเกอร์ที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บก็ได้มาเจอกะถ่านไฟเก่า ที่บังเอิญมาอยู่ผิดที่ผิดทาง

ตามสไตล์เรื่องชุดนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงแค่ข้ามคืน แต่นั่นจะเป็นค่ำคืนที่คุณเพลิดเพลินไปกับการผจญภัยของตัวละคร ได้ความรู้เรื่องรถขึ้นมาอีกเพียบ ได้อ่านฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ตามชื่อเรื่อง และที่สำคัญคุณจะได้พบกับกลุ่มตัวละครที่มีเสน่ห์ที่สุดกลุ่มหนึ่งในหน้า หนังสือ

Crazy Sweet // Tara Janzen

ชื่อนี้เราตั้งเองเลียนแบบชื่อภาษาไทยของหนังสือชุดนี้ที่เพิ่งออกมาได้เล่ม เดียว คนที่อ่านเล่มแรกแล้วกระโดดข้ามมาอ่านเล่มนี้เลยอาจจะรู้สึกงงกับชีวิตนิด หน่อย เพราะจะได้เห็นตัวละครที่ออกมามีบทบาทในเล่มแรกเป็นนายแบบภาพนู้ด ที่หลงรักนางเอกภาคแรก เปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็นสายลับสุดเท่ห์

ปกติเราไม่ชอบเรื่องที่เปลี่ยนแปลงบุคลิกตัวละครแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แบบนี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าการเอาทราวิส เจมส์มาแปลงกายกลับได้ผล อาจเพราะทาร่าไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วข้ามคืน ทราวิสมีเวลากว่า 4 เล่มก่อนจะกลายเป็นแองเจล ซึ่งเป็นโค้ดเนมของเขา โดยเฉพาะในเรื่องเครซี่ คิสที่เราได้เห็นสิ่งที่อยู่ในสมองของเขา ได้ยินความคิดของเขา และรู้เหตุผลที่เขาเลือกจากเปลี่ยนเส้นทางจากการเป็นผู้ช่วยชีวิต มาเป็นผู้พรากชีวิต

แต่ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงของทราวิสจะได้ผลสำหรับเรา หรือแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของกิลเลี่ยนนางเอกจากเลขานุการขี้อายกลายเป็นนัก ฆ่าสุดโหดก็จะได้ผลสำหรับเรา หนังสือเรื่องนี้กลับไม่ได้ผล นั่นเพราะว่าคนแต่งให้เวลากับตัวละครสองตัวนี้น้อยเกินไป มากกว่าครึ่งเรื่องเราได้เห็นความสัมพันธ์ของพระเอกนางเอกในเล่มถัดไป (ชื่อเรื่องแปลเป็นไทยว่ากำลังเพ่นพล่าน - On the loose) เราชอบซี. สมิท และอยากเห็นเรื่องของเขา แต่เราก็อยากรู้จักทราวิสและเรด ด็อกให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ซับซ้อนมากเพียงใด

อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมคนแต่งต้องเอาเข้ามาใส่ในเรื่องก็ คือ ตัวท่านลอร์ดชาวอังกฤษผู้ที่เป็นเจ้าพ่ออาชญากรรม โอเคเรายอมรับว่าหลงเสน่ห์ตัวละครที่ไม่ออกตัวนี้ไปไม่น้อย ก็แหมตรงสเป็คเราเลยล่ะ เป็นตัวร้าย (ที่เราคิดเองว่าจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น) เขาถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ชายในอดีตของนางเอก คนที่นางเอกมีความสัมพันธ์ด้วยแม้ในขณะที่ยังคบอยู่กับพระเอก เราไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมถึงต้องเอาตัวละครตัวนี้เข้ามาเกี่ยว เพราะอ่านจนจบเรื่องเราก็ยังรู้สึกว่า ไม่ออกก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกะเรื่องตรงไหน

อาจเพราะว่าเราผิดหวังที่ไม่ได้เห็นข้อสรุปในความสัมพันธ์ของทราวิสกะกิล เลี่ยน เราก็เลยรู้สึกผิดหวังมากกับเรื่องนี้ เพราะอ่านจนจบเรื่องเราก็ไม่รู้สึกว่ามีความคืบหน้าอะไรเลยระหว่างทั้งคู่

ตอนเปิดเรื่องก็รู้ว่ารักกันแล้ว รู้ว่ามีเซ็กส์กันแล้ว แต่กิลเลี่ยนก็ยังทรยศทราวิสเพื่อการแก้แค้น วิธีการแก้ปัญหาก็ง่ายมาก ไม่ใช่ทำให้กิลเลี่ยนต้องละทิ้งการแก้แค้น (เหมือนอย่างที่ซาร่าบังคับให้เพริกรีนทำใน Silk and Shadows - ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากที่สุดเล่มหนึ่ง -- แปลว่าไปหามาอ่านได้แล้ว) กลับกลายเป็นการให้ดีแลนเปิดไฟเขียวเปิดทางให้กิลเลี่ยนสามารถแก้แค้นได้โดย ชอบธรรม เราก็เลยไม่เห็นสักนิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างไร

แล้วยังประเด็นที่กิลเลี่ยนคิดในช่วงต้นเปิดเรื่องอีกที่บอกว่ายังไงเจ้า ลอร์ดกาแฟจะต้องเรียกร้องการตอบแทนจากเธอ ซึ่งเธอจำเป็นต้องจ่าย จนจบเรื่องก็ยังไม่รู้ว่าราคานั่นคืออะไร (เป็นไปได้ว่าทิ้งท้ายเอาไว้ในเล่มถัดไป) แต่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องมันค้างคา เพราะอ่านยังไงก็ต้องคิดเอาเองว่าเจ้าลอร์ดนี่ต้องแอบหลงรักกิลเลี่ยนแหง แต่ดันไม่มีบทบาท

เราจะบอกให้ว่าเราคิดยังไงกับการที่ทาราเขียนเรื่องนี้นะคะ เราคิดว่าเพราะทราวิสไม่ใช่พระเอกที่เธอตั้งใจให้เป็นในเรื่องนี้ ข่าวตอนแรกก็คือซี.สมิทจะเป็นพระเอกในเครซี่สวีท แต่จู่ ๆ ก็พลิกโผ เหมือนตอนท่านนายกอานันท์ได้เป็นนายกรอบสอง ทราวิสก็กลายเป็นพระเอกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ปัญหาก็คือ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของซี. สมิทน่าจะเขียนไปแล้ว ทำให้ทาร่าไม่มีเวลาเขียนเรื่องของทราวิสเท่าไหร ก็เลยใช้มุขตัดสลับ ระหว่างเรื่องของทราวิสกับซี.สมิท เหมือนกับที่ใช้ในเรื่องเครซี่คิส (แต่ในเครซี่คิสมันเวิร์คเพราะว่าเรารู้จักคิดกะนิคกี้ดี้แล้ว ไม่เหมือนในเรื่องนี้ที่เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรด ด็อกเลย) ทำให้สุดท้ายอ่านไปนึกว่าซี. สมิทเป็นพระเอก

แต่ถ้าถามว่าแฟนหนังสือชุดเครซี่ควรจะถอดใจกับชุดนี้ไหม คำตอบเราก็บอกให้เดินหน้าสู้ต่อค่ะ เพราะเหมือนอย่างที่เพื่อนผู้ทรงภูมิของเราคนนึงบอกไว้ แค่อ่านเล่มนี้แล้วได้เห็นตัวละครในเล่มก่อนหน้าก็คุ้มค่าแล้ว

สำหรับเราแล้วไม่ใช่ซุปเปอร์แมนที่ทำให้ใจสั่น (เอ๊นั่นนก, ไม่ใช่มันเป็นเครื่องบิน, ไม่ใช่... นั่นคือซุปเปอร์แมน--- คนละคนกันนะคะ) แม้ว่าจะคริสเตียนจะเท่ห์เหมือนเดิม สุดท้ายยังเป็นคนตามล่าผู้ร้าย แล้วเป็นคนเหนี่ยวไกอีกต่างหาก แต่เป็นการที่ได้เห็นความสัมพันธ์ของสกีตเตอร์กะดีแลน ทำให้เรารู้สึกว่าความรักของทั้งคู่ไปกันได้ราบรื่น

ยิ่งตอนที่สกีตเตอร์แต่งตัวออกมายั่วดีแลนต่อหน้าคริสเตียนแล้วยิ่งฮามาก ๆ แต่ทั้งหมดนี่คุณจะไม่รู้หรอกถ้าไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้า และรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างดีแลน, คริสเตียน และสกีตเตอร์เป็นยังไง

จบคำวิจารณ์เรื่องนี้โดยการบอกว่าให้รีบวิ่งกลับไปอ่านเครซี่ให้ครบทุก เล่ม ก่อนจะเริ่มอ่านเล่มนี้ เพราะจะทำให้ความเจ็บปวดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ลดลงได้ประมาณครึ่งนึง

Tuesday, February 10, 2009

หนุ่มจากสตีลสตรีท

ตามกระแสเพิ่งอ่านเรื่อง "ทั้งหัวใจมีไว้รักเธอ" จบไป ได้ยินชื่อเรื่องอย่าเพิ่งนึกว่าแม็กซ์เปลี่ยนรสนิยมไปดูลิเกนะคะ เรื่องนี้เป็นนิยายโรแมนซ์ฉบับภาษาไทยที่แปลมาจากเรื่อง Crazy Cool ของทาร่า เจนเซ่น หนังสือเล่มที่สองในชุดสุดฮิต (สำหรับแม็กซ์ก็แล้วกัน)

แล้วก็เกิดอาการไข้คริสเตียน (มาจาก Christian Fever ค่า) ทำให้มาแรงแซงสุดที่รักอย่างครีดที่เคยครองพื้นที่ในดวงใจน้อย ๆ ของแม็กซ์ไปได้

ตอนนี้เพื่อความยุติธรรมก็เลยไปหยิบเอา Crazy Wild เพราะทำคะแนนตีตื้นในครีดอยู่ค่ะ

แล้วก็เลยพาลมาถึงหัวข้อบลอกคราวนี้ การวิเคราะห์เชิงลึกของหนุ่ม ๆ จากถนนสตีล อะไรทำให้พวกเขาครองใจเรา (หมายถึงแม็กซ์และพรรคพวก คนไม่ชอบไม่ได้รวมถึงหรอกนะ) ได้ขนาดนี้

ผลงานอันนี้เป็นการวิเคราะห์ร่วมกันของนักวิจัยสถาบัน "เพื่อนแม็กซ์" ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่ลับสุดยอด (ขนาดที่ไม่มีใครรู้จัก หรือรู้ว่ามีตัวตนอยู่) นักวิจัยในสถาบันจำเป็นต้องถูกปกปิดตัวตนเป็นความลับ เพราะงานวิจัยที่ไร้สาระจนขนาดถ้าเปิดเผยออกไปว่าใครเป็นผู้จัดทำ อาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงอันทรงคุณค่าของเหล่านักวิจัยเหล่านั้นได้

ตอนนี้หนุ่มจากถนนสตีลมีหกคน เพราะหนังสือเพิ่งออกมาหกเล่ม แต่ถ้าพูดในถูกต้องมีแค่ห้าคนเท่านั้นเองที่พื้นเพมาจากท้องถนนแห่งนั้น ทราวิส เจมส์เป็นหนุ่มหน้าใหม่ที่เข้าไปร่วมงาน

ผู้ชายหกคนแบ่งออกได้เป็นสามแบบ 1. Charmers 2. Nerd 3. Grimmers

ดีแลน ควินน์ และทราวิสเป็นผู้ชายแบบแรก ไม่ได้หมายความว่าเขามีเสน่ห์อย่างเหลือเฟือ หรือเป็นเพลย์บอยจีบสาว หรือเขาไม่เคยมีอดีตอันเจ็บปวดแต่นั่นเป็นฉากหน้าที่คุ้นตา ที่เขาแสดงให้โลกเห็นและรับรู้

ควินน์เป็นหน้าตาของสตีลสตรีทเวลาที่ต้องการเอาไปโชว์ให้รัฐบาลเห็นว่าหน่วย งานของพวกเขาสมควรได้รับเงินทุนสนับสนุนอย่างไร เขาเป็นวีรบุรุษสงครามที่กล้าหาญ มีเกียรติ ดูแล้วแตกต่างไปจากพลพรรคเพื่องพ้องทุกคนของเขา เขาเป็นตัวอย่างที่แสดงให้โลกเห็นว่า เด็กที่มีประวัติอาชญากรรมก็สามารถกลับตัวได้ เป็นคนที่จำเป็นต้องถูกกันออกจากการกระทำที่ไม่ขาวสะอาดนักของหน่วยงาน เพราะเขาถูกกำหนดให้เป็นลูกที่ดีของรัฐบาล แม้ว่าในความเป็นจริงควินน์ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากคนอื่นเลย แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องรับบทบาท เขาจึงถูกสกีตเตอร์เรียกว่า กัปตันอเมริกา ก็เพื่อล้อเลียนภาพความเป็นวีรบุรษของเขา

ดีแลน แม็กซ์อยากจะเรียกเขาว่าเป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสี ชายหนุ่มผู้มีอดีตอันลึกลับ ที่ด้วยวัยเพียงสิบหกปีปรากฎตัวขึ้นที่สตีลสตรีท และจัดการก่อตั้งโรงแยกชิ้นส่วนรถยนต์ที่ขโมยมาที่ดีที่สุดเดนเวอร์ ไม่มีใครรู้เรื่องเขาในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เขาเป็นหัวหน้าของสตีลสตรีท ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งที่สุด (นั่นต้องคือซุปเปอร์แมน) หรือว่าโหดเหี้ยมที่สุด (นั่นก็คือครีด) แต่เพราะถ้าไม่มีเขา สตีลสตรีทจะไม่มีวันเกิดขึ้นมาได้ เขาเป็นคนอยู่เบื้องหลัง และหัวใจ และคือคนที่รวบรวมเด็กข้างถนนที่ไม่มีใครใส่ใจ จนกลายเป็นองค์กรที่ทรงอำนาจ ดีแลนเป็นเพื้อนที่ภักดีที่สุด คนต้องอ่านเรื่องราวของเขาแล้วจะเข้าใจว่าอะไรทำให้เขาเป็นเช่นนั้น และเพราะเขามีหลายชั้นซับซ้อนมาก นั่นจึงอาจเป็นสาเหตุที่สกีตเตอร์ไม่เคยให้ฉายาอะไรกับเขาได้เลย

ทราวิส ชายหนุ่มที่อาจจะใสเกินไปสำหรับสตีลสตรีท เขาคือแองเจิ้ล หรือเทพบุตร เพราะภูมิหลังราบเรียบ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาขาดมิติไป แต่ก็ต้องยกความดีให้ทาร่าที่ทำให้แม็กซ์ (และทีมวิจัย) เชื่อได้ว่า ชายหนุ่มไก่อ่อนอย่างเขาสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของ ทีมได้

ผู้ชายทั้งสามคนแสดงด้านที่มีเสน่ห์ของตัวเองให้กับโลกเห็นในเหตุผลที่ต่าง กัน สำหรับดีแลนเป็นการเล่นละคร สำหรับควินน์เป็นความจำเป็น เขารู้ว่าตัวเองเป็นหน้าเป็นตาให้กับองค์กร และสำหรับทราวิส เพราะนั่นคือตัวตนของเขา

Nerd เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากคิด ทีมวิจัยมีความลังเลกันพอสมควรว่าคิดควรอยู่ในกลุ่ม Grimmer ไหม แต่สุดท้ายก็ดึงเขามาอยู่ในกลุ่มนี้ นั่นเพราะคิดในความลึกของเขาแล้ว เขาเป็นผู้ชายที่บ้าเครื่องยนต์กลไกมากกว่าอาวุธ เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เป็นวันวันโดยไม่เบื่อ เขาเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากการเร่ร่อนในถนนน้อยที่สุด นั่นเพราะเจ.ทีพี่ชายของเขาคอยปกป้อง เขาเป็นน้องชายที่เจริญรอยตามพี่ชายที่เขานับถือบูชา และเมื่อเจ.ที.ตายลง โลกของเขาก็พังทลาย คิดเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นช่วยข้ามคืน เขาต้องค้นหาตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ตัวตนที่เขาคิดว่าตัวเองเป็นถูกตั้งคำถาม คิดถูกเรียกว่า จอมป่วน ตัววุ่นวาย หรือเคออส อันเป็นชื่อทฤษฎีเรื่องความยุ่งเหยิง ไม่ใช่เพราะเขาซ่า หรือก่อเหตุกวนเมือง แต่เพราะการที่มีเขาอยู่ในปฏิบัติการ นั่นเป็นความมั่นใจได้เลยว่า

กลุ่มสุดท้ายคือผู้ชายชนิดที่แม๊กซ์กรี๊ดสลบในนิยาย แต่ภาวนาว่าชาตินี้ขออย่าได้เจอในชีวิตจริง ผู้ชายที่ดิบ เถื่อน และอยู่ด้วยตรงข้ามกับพวกแรก คนกลุ่มนี้เป็นกำลังในการขับเคลื่อนสตีล สตรีท ในขณะที่ดีแลนเป็นมันสมองกำหนดทิศทาง แต่เป็นคริสเตียน และครีดที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้

บุคลิกของคริสเตียนถูกกำหนดมาตั้งแต่ต้นให้ดูยิ่งใหญ่ หรือที่ศัพท์อังกฤษชอบใช้คำว่า "Larger than life" เขาเป็นเสาหลักสำคัญของสตีล สตรีท เป็นคนที่ทุกคนหวังพึ่งพาได้ เป็นคนสุดท้ายที่ยืนอยู่ เป็นคนที่ถ้าคุณได้เขาเป็นกำลังเสริมจะไม่มีวันผิดพลาด ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่สกีตเตอร์เรียกเขาว่า ซุปเปอร์แมน เพราะคริสเตียนเป็นชายเหนือชาย สกีตเตอร์ไปไกลถึงขนาดบอกว่า การที่เธอมีเลือดของคริสเตียนไหวเวียนอยู่ในกาย ทำให้เธอเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้น เขาเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไปไกลจนถึงขนาดถูกตัดสินจำคุก (คนอื่นเป็นแค่คดีเยาวชน) และนั่นทำให้เขาแกร่งขึ้น เอาไว้แม็กซ์รีวิวฉบับภาษาไทยของหนังสือเล่มที่เขาเป็นพระเอกแล้ว แม็กซ์จะคร่ำครวญถึงผู้ชายคนนี้ให้นานกว่านี้แล้วกันค่ะ

สุดท้ายก็มาถึงครีด เขาเป็นความเหมือนที่เกือบคล้ายกับคริสเตียน เพียงแต่เขาดิบกว่า เถื่อนกว่า ควบคุมและคาดหมายได้ยากกว่าคริสเตียน ครีดเป็นคนที่เมื่อถูกปล่อยออกไป ทุกคนคาดหวังความสำเร็จ แต่หาทางในการไปสู่จุดนั้นอาจเลือดนองไปสักหน่อย คงไม่แปลกถ้าจะบอกว่าเขาเป็นพวกชอบเก็บตัว หรือ Loner คนที่มีความสุขถ้าได้อยู่ตามลำพังคนเดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ยินดีที่จะปล่อยเขาไว้เช่นนั้น เพราะเขาดิบเกินกว่าคนทั่วไปที่ถูกผูกด้วยกรอบของความศิวิไลซ์จะเข้าใจ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่สตีตเตอร์เรียกเขาว่าคนป่า

อะไรคือเสน่ห์ของผู้ชายชนิดนี้น่ะหรือ ก็เพราะในโรแมนซ์ ผู้ชายพวกนี้ไม่เคยทำร้ายนางเอกไม่ว่าเขาจะมีปัญหาในการควบคุมความโกรธของ ตัวเองอย่างไร และคนพวกนี้จะไม่แบ่งปันความมีเสน่ห์ของตัวเองให้ใคร และมีแนวโน้มที่จะมีรักแค่ครั้งเดียว เพราะนั่นก็จะมากเกินพอให้แล้วสำหรับการที่ปล่อยให้ผู้หญิงเข้ามาสร้างความ วุ่นวายในชีวิตเขา

ช่วงนี้อาการ เครซี่ชุดเครซี่กำลังกลับมาเต็มสูบค่ะ คงเขียนถึงเรื่องชุดนี้อยู่หลายวันเหมือนกัน

Crazy Cool // Tara Janzen

เพิ่งอ่านฉบับภาษาไทยจบไป ก็เลยถือเป็นฤกษ์งามยามดีเขียนถึงหนังสือที่แม็กซ์ชอบแต่ยังไม่มีโอกาสได้ เขียนถึง (เพราะอ่านภาษาอังกฤษไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2005)

หนังสือเล่มที่สองในชุด The Mission ซึ่งเป็นชื่อชุดอย่างเป็นทางการของฝรั่งเขา โดยตัวของมันเอง ความสนุกอาจไม่ถึงกับโดดเด่นกินขาดหนังสือในระดับคลาสิก (ของแม็กซ์) เล่มอื่น แต่เมื่อนำมันมารวมกับหนังสือเล่มอื่นในชุด ทำให้คุณค่าของหนังสือเล่มนี้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล และนั่นเป็นการบ่งบอกพลังของหนังสือชุดได้เป็นอย่างดี

พล็อตเรื่องสั้นและง่าย ถ่านไฟเก่าไม่เคยมอด คริสเตียน ฮอร์คกิ้นส์ (แม๊กซ์สะกดเอาเองค่ะ ไม่เหมือนกะที่หนังสือใช้) เคยรักแคทย่า เดกเกอร์อย่างหมดหัวใจ และไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความรักนั้นก็ไม่เคยหายไป

ด้วยเวลาเพียงสองวัน กับอีกสองคืนที่คนรักเก่าทั้งคู่ได้กลับมาพบกัน บทสรุปก็คือการแต่งงาน ความน่าเชื่อของความรักแบบชั่วข้ามวันนี้ได้ผลเพราะคนแต่งปูพื้นความ สัมพันธ์ที่มีต่อกันในอดีตได้น่าเชื่อเพียงพอ สิ่งที่แม๊กซ์ชอบมากที่สุดในเรื่องก็คือ การเปลี่ยนแปลงความคิดของคริสเตียนที่เป็นไปเรื่อย เริ่มต้นจากไม่ชอบใจนักที่ต้องมาผูกติดอยู่กับผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุ (อันหนึ่ง) ที่ทำให้เขาติดคุก ก่อนจะค่อยยอมรับกับตัวเองว่า เขาไม่อาจอยู่โดยปราศจากเธอได้ การเปลี่ยนแปลงของคริสเตียนเป็นไปอย่างน่าเชื่อ จนกระทั่งถึงจุดที่เขายอมรับกับแคทว่ารักเธอ เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมาครอบครอง

นั่นเป็นอีกจุดหนึ่งที่แม็กซ์ชอบผู้ชายจากถนนสตีลค่ะ เริ่มจากควินน์ มาถึงคริสเตียน และคนอื่น ๆ ไม่เคยมีใครตั้งคำถามตัวเองมากนักว่าทำไมต้องเป็นผู้หญิงคนนี้ (โอเค ยกเว้นให้ดีแลนคนนึง แต่ถ้าคุณอายุสามสิบกว่า แต่ตกหลุมรักเด็กสาวอายุยี่สิบเอ็ดปี คุณก็คงไม่อาจยอมรับได้ง่ายนักหรอก)

เมื่อวานแม็กซ์เขียนถึงคริสเตียนไปหน่อยนึง แล้วก็เลยได้คอมเม้นท์ที่น่าสนใจจากคนที่มาทิ้งข้อความไว้ที่บลอก ซึ่งทำให้แม็กซ์ฉุกคิด อาจจะเป็นเพราะแม๊กซ์อ่านหนังสือชุดนี้ครบทั้งหกแล้วก็ได้ การมองตัวละครจึงมีลักษณะของการเอาทั้งหกเล่มมายำรวมกัน บุคลิกบางอย่างกว่าจะเห็นได้ชัดเจนก็ต้องปาเข้าไปหลายเล่มแล้ว

ยอมรับนะคะคุณเลดี้จีว่า คริสเตียนดูไม่เป็นซุปเปอร์ฮีโร่เท่าไหรในเรื่อง เขาถูกคนร้ายชนจนตกลงไปในน้ำ โดยไม่ได้เป็นฮีโร่ที่เข้าไปช่วยชีวิตผู้หญิงที่เขารักที่สุดในชีวิต แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคิดในการจัดการ แม็กซ์ไม่ได้พยายามเข้าข้าง แต่คิดขึ้นมาได้ว่า พระเอกของทาร่า เจนเซ่นนั้นมักจะไม่ใช่ฮีโร่ในความหมายของความเก่งกาจ ในเล่มที่ตัวเขาเองเป็นพระเอก อาจเพราะเมื่อมีความรัก นั่นก็เป็นจุดอ่อนสำคัญที่สุด คริสเตียนไม่เก่งหรือนิ่งพอที่จะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยแคทย่า เช่นเดียวกับที่คิดไม่ใช่คนที่ช่วยนิคกี้ ในเครซี่ คิส ที่เขาเป็นพระเอก (นั่นเป็นหน้าที่ของทราวิส) และทราวิสเองก็แทบจะเป็นแค่ของประกอบฉากในการจัดการผู้ร้ายในเรื่องเครซี่ สวีท ที่เขาเป็นพระเอก กลับปล่อยให้คริสเตียนขโมยซีน

แม็กซ์อาจจะมองภาพกว้างมากเกินไปสักหน่อย ทำให้เมื่อมองลึกในขอบเขตของหนังสือเล่มเดียว จึงดูไม่เป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันค่ะ ว่าแม็กซ์รู้สึกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เชื่อที่คนแต่งบอกว่าคริสเตียนเก่งแค่นั้น แต่คิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาหลายเล่มมั้งคะ ในการสร้างความรู้สึกนั้น สำหรับแม็กซ์เองก็บอกไม่ได้หรอกนะคะว่าความเชื่อว่าเขาเก่งนี่มันเกิดตอน นั้นกันแน่ เพราะอ่านในเวลาที่ไล่เลี่ยกันหลายเล่ม

กลับมาที่เรื่อง หนังสือเล่มนี้อาจได้ชื่อว่าเป็นโรแมนติกแอคชั่น แต่เนื้อในมีแต่โรแมนซ์ก็ว่าได้ เพราะเวลาเกินกว่าค่อนเรื่องใช้ไปกับความคิดและความรู้สึกของตัวละครทั้งสอง ที่มีต่ออดีตของพวกเขา แม๊กซ์ชอบที่คริสเตียนไม่คิดในลักษณะโกรธแค้นต่อแคทที่เธอทิ้งเขาไว้ตาม ลำพังหลังจากถูกจับ เขาอาจตั้งฉายาว่าเธอเป็นตัวซวย แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่มีคำว่าล้างแค้นอยู่ในความคิด เขาแค่น้อยใจ นั่นเป็นความรู้สึกที่แม็กซ์จับได้ในเรื่อง และเมื่อเขาไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้อีกต่อไป เขาก็ยอมรับง่าย ๆ แค่นั้นว่าเขายังรักแคทอยู่ และไม่มีวันจะปล่อยให้เธอจากไป แล้วคริสเตียนก็เลิกวิ่งหนี และทำทุกอย่างเพื่อดึงตัวเธอไว้ โดยไม่สนใจว่าอุปสรรคตรงหน้าจะมีอะไรบ้าง

แม็กซ์ชอบวิธีการที่ทาร่าจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างแคทและแม่ของเธอ มาริลีนโดนวางให้เป็นตัวร้าย แต่ในท้ายที่สุดโดยไม่ต้องอาศัยฉากเรียกน้ำตา แคทก็รับรู้ว่าการกระทำที่แม้จะดูสุดขั้ว แต่ก็เพราะแม่รักเธอ ตอนที่บรรยายว่าทุกคนต่างวิ่งหนีออกจากตัวบ้านเมื่อได้ยินเสียงปืน แต่แม่กลับวิ่งมาหาเธอ นั่นแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของคนเป็นแม่ได้เป็นชัดเจนโดยไม่ต้องใช้คำ บรรยายอะไรมากมาย

สรุป สรุป ชอบเรื่องนี้ค่ะ แต่แนะนำว่า ถ้าอยากเกิดอาการเครซี่ชุดนี้อย่างแม็กซ์ อ่านเล่มนี้เล่มเดียวไม่ได้นะคะ ต้องอ่านทุกเล่มในชุดนะคะ แล้วจะรักหนุ่มจากสตีลสตรีทมากเหมือนแม็กซ์

Saturday, February 7, 2009

Crazy Time

เพื่อต้อนรับการมาถึงของ On the Loose หนังสือเล่มล่าสุดในชุดเครซี่ แม็กซ์ก็เลยถือโอกาสเอาบางส่วนของบทสัมภาษณ์ทาร่า เจนเซ่นคนแต่งชุดนี้มาเล่าสู่กันฟัง

คำถามที่หลายคนอยากรู้ก็คงจะเป็นชะตากรรมของเจที ที่ถึงแม็กซ์เองจะหมดหวังไปแล้วว่าจะรอด แต่พอได้อ่านก็เลยชักจะมีกำลังใจขึ้นมาเล็กน้อย

"Oh my gosh, I have gotten so many, many letters on this subject. Readers have come up with all kinds of story ideas for J.T. to still be alive. I think about it all the time, and still don’t have an answer, but I can tell you that we see him in a flashback in CUTTING LOOSE, and I loved seeing him, listening to him talk, watching him move."

และแม็กซ์ก็รายงานไปแล้วนะคะว่า พระเอกในเล่มต่อจาก On the loose คือแซคคารี่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวละครดั้งเดิม เป็นกลุ่มนักขโมยรุ่นเดียวกับควินน์, คริสเตียน, ดีแลน และคนอื่น ๆ นี่เป็นเรื่องราวของเขาตามที่ออกจากปากของทาร่า

"The story from ON THE LOOSE just rolls into CUTTING LOOSE. It’s hard to talk about CUTTING LOOSE without giving away spoilers for ON THE LOOSE, but we’re back with one of the original Steele Street chop-shop boys, and a schoolteacher, Lily Robbins, who got in way over her head in El Salvador during ON THE LOOSE. The whole book –- CUTTING LOOSE -- is a wild, wild ride in a 1968 Shelby Cobra Mustang as the chop-shop boy and Lily try to make the run from Albuquerque to Denver in record time with a whole lot of very bad people out to kill them. They’re looking to survive, and what they find is love. CUTTING LOOSE moves so fast, I put the time at the beginning of each chapter."

และด้วยความยินดีอย่างยิ่ง แม็กซ์ขอรายงานว่า Cutting loose ยังไม่ใช่เล่มสุดท้ายในชุดนี้ เพราะต่อจากนี้จะเป็นเรื่อง Loose and Easy ซึ่งเป็นเรื่องของจอห์นนี่ ตัวละครอีกตัวที่มีบทในชุดนี้พอสมควร

"I’m in the process of writing LOOSE AND EASY, which is Johnny Ramos’s story, which I am soooo loving. He’s got a very prim and proper wild girl on his hands, Esmee Alexandria Alden, who he started calling “Easy Alex” way back in seventh grade. She was always getting him in trouble back then, and guess what? She’s still at it, only the stakes have gotten much much higher than after-school detention."

กำลังเครซี่อยู่ค่ะตอนนี้

Cutting Loose // Tara Janzen

กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด

นั่นคือเสียงของแม็กซ์ขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ และก็เหมือนกับทุกเล่มในชุดสตีล สตรีทของทาร่า แจนเซ่น (ออกเสียงอย่างถูกต้องว่า แทร่า เจนเซ่น อย่างที่ผู้รู้คนนึงบอกแม็กซ์มา) ที่แม็กซ์กรี๊ดไปกับตัวละครทุกตัวในเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะพระเอกและนางเอก

เล่มนี้แตกต่างจากเล่มก่อนหน้า On the loose ที่แทบจะไม่มีหนุ่ม ๆ จากสตีล สตรีทโผล่หน้ามาให้เห็นเท่าไหร เล่มนี้อาจจะมีแค่ดีแลนที่เห็นหน้ากันในเรื่อง แต่เรื่องราวในอดีตของพวกสตรีล สตรีท ก็ถูกเล่าให้เห็นผ่านสายตาของสมาชิกก่อตั้งสตีล สตรีทคนสุดท้ายที่ในที่สุดก็กลับบ้าน

อเลฮานโดร แคมโปส หรือชื่อจริงในนามของแซคคารีย์ ไพร์ด (หรืออาจจะอ่านว่าพราเด แม็กซ์ไม่ค่อยแน่ใจนัก) ถูกเรียกตัวมาจากงานในเอล ซัลวาดอร์เพื่อตามหาเครื่องมือถอดรหัสที่บังเอิญตกไปอยู่ในมือของคุณครูผู้ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างลิลี่ ร็อบบินส์ ผู้ที่เขาพบตั้งแต่ในเรื่อง OTL

ด้วยเหตุผลบางอย่าง (ที่เล่มนี้ไม่เฉลย) แซคเดินจากเพื่อนของเขาในสตีล สตรีท ออกไปทำงานให้กับซีไอเอ แต่ภารกิจในงานนี้ทำให้เขาต้องกลับไปหา "บ้าน" ของเขาอีกครั้ง

เนื้อเรื่องของเล่มนี้ก็ยังเดินตามสูตรนิยายทุกเล่มในชุด นั่นคือ เป็นเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นที่เกิดขึ้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง ในเล่มนี้แซคต้องตามหาตัวลิลี่ และพาเธอไปสู่ความปลอดภัย ท่ามกลางการตามล่าของทุกฝ่ายที่ต้องการความลับที่ลิลี่ถือไว้อย่างไม่รู้ตัว

เหตุผลที่แม็กซ์ให้คะแนนเล่มนี้เหนือกว่า OTL ไม่ใช่เพราะเรื่องราวสนุกกว่าหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะเล่มนี้แม็กซ์ได้เจอกับบรรดาเพื่อนเก่าอีกครั้ง

เมื่อดีแลนต้องนำทีมบรรดาสมาชิกสาว ๆ (ที่ได้มาจากการแต่งงาน) ในการทำภารกิจสนับสนุนแซคในงานของเธอ เนื่องจากสมาชิกคนอื่นติดภารกิจ และที่ฮาสุดก็คงเป็นคริสเตียนที่ติดภารกิจพาครอบครัวไปเที่ยวดิสนี่ย์แลนด์ (น่ารักโคตร)

ในเล่มนี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่เราได้เรียนรู้เรื่องราวในวัยรุ่นของหนุ่ม ๆ แห่งถนนสตีล รู้ว่าผู้หญิงคนแรกในชีวิตของเขาเป็นใคร รู้ว่าครีดน่ากลัวขนาดไหนด้วยวัยเพียงสิบสามปี และรู้ว่าพวกเขารักเพื่อนอย่างไม่มีข้อยกเว้น

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มที่ดีที่สุดในชุด (สำหรับแม็กซ์มันเป็นครีดเสมอมา แต่เล่มนี้ก็ทำให้แม็กซ์รู้แล้วล่ะว่าทำไมตัวเองถึงกรี๊ดครีดมากกว่าคนอื่น -- นั่นเพราะในเล่มอื่น พระเอกและนางเอกจะเป็นคนที่รู้จักกันหรือปิ๊งกันมาก่อนแล้วทั้งนั้น แต่สำหรับครีด เขาและโคดี้เจอกันในตอนเริ่มต้นเรื่อง และเขาพร้อมจะละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อเธอ) แต่เล่มนี้เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของแฟนหนังสือชุดนี้ ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

คะแนนที่ 80 แต่เมื่ออ่านเล่มนี้ในองค์ประกอบของความเป็นชุด คะแนนมันเหนือกว่านี้มาก มากนัก

Thursday, January 22, 2009

Loose and Easy // Tara Janzen

หนังสือชุด SDF (หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ The Mission ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่เห็นมีใครใช้) เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่แม็กซ์คิดว่าจ๊าบที่สุดในหน้าหนังสือโรแมนซ์แล้ว ล่ะ

ตอนแรกที่เริ่มอ่านชุดนี้ใหม่ ๆ ยอมรับกะตัวเองเลยนะคะว่า เกิดอาการคลั่งไปตามกับชื่อหนังสือที่หกเล่มแรกขึ้นต้นด้วยคำว่าเครซี่ แต่ก็ดูเหมือนว่า อีกสามเล่มต่อมา ที่ไม่ได้ใช้ชื่อว่าเครซี่อีกต่อไป ปัจจัยที่เคยทำให้กรี๊ดก็ดูเหมือนจะร้างลาไปพอสมควร

แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันหมดเสน่ห์หรอกนะคะ เพราะอย่างที่บอกหนังสือชุดนี้มีตัวละครที่คาแร็คเตอร์น่าอ่าน และน่าติดตาม แม้ว่าชีวิตของพวกเขาจะลงตัวในเรื่องความรักไปแล้วก็ตาม (และมีใครจำได้บ้างว่าครั้งสุดท้ายที่กล่าวถึงคริสเตียน เขามีลูกกี่คนแล้ว เพราะล่าสุดเล่มนี้ลูกสาม ในท้องอีกหนึ่ง)

Loose and Easy ของทาร่า แจนเซ่น

หนังสือเล่มนี้ก็เป็นเรื่องครั้งที่ทาร่า (ซึ่งควรออกเสียงว่าแทร่า) เดินตามสูตรของนิยายทุกเล่มนชุด ที่เรื่องราวเกิดขึ้นภายในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงนับจากพระเอกได้เจอกับนางเอก แต่ความรักระหว่างจอห์นนี่ รามอส และเอสมี่ อัลเดนเริ่มต้นก่อนหน้านั้นนานมาก มันย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเกรดเจ็ด (หรือม. 1) เมื่อเอสมี่ย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนเดียวกับจอห์นนี่ และทั้งสองนั่งเรียนข้างกัน

เอสมี่เป็นเด็กสาวที่จอห์นนี่คิดว่าจะต้องประสบความสำเร็จในชั้น เธอเป็นคนกล่าวสุนทรพจน์ในงานรับวุฒิบัตรตอนเรียนจบไฮสคูล เธอได้ทุนการศึกษาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ในขณะที่เขามุ่งหน้าไปเป็นทหาร หลังจากใช้ชีวิตไม่เป็นโล้เป็นพายซึ่งหมดไปกับการเข้าแก๊งค์อันธพาลในช่วง เรียนมัธยม ดังนั้นเมื่อเขาซึ่งเพิ่งปลดประจำการ และกำลังรอคำสั่งให้เข้าไปทำงานในหน่วย SDF ได้พบกับเอสมี่ในเสื้อผ้าเปิดเผย บ่งบอกถึงอาชีพอันไม่น่าพิสมัย เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไร ถึงทำให้เอสมี่คนสวย คนที่เขาใฝ่ฝันอยู่ตลอดตกต่ำถึงเพียงนี้ จนถึงต้องมายึดอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดอาชีพนึงในโลก

อย่างไม่ตั้งใจ หรือไม่ทันคิดนั่นแหละ จอห์นนี่สะกดรอยตามเธอไปจนถึงโรงแรมที่เอสมี่ขึ้นไปบริการแขกชาวเยอรมันคน นึง และก็ต้องเจอกับเรื่องวุ่นวายอย่างที่ไม่คาดคิด

สำหรับเอสมีแล้ว จอห์นนี่คือเด็กชายที่เธอไม่มีวันลืม แม้จะรู้ว่าทั้งสองแตกต่างกันอย่างมาก แต่ในคืนวันนั้นความแตกต่างของทั้งคู่ไม่ได้มากอีกต่อไป และการได้เจอกับเขาอีกครั้งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะเท่าไหรนัก เอสมี่กำลังถูกบีบรัดด้วยกำหนดเวลาที่ไม่อาจพลาดได้ พ่อของเธอเป็นหนี้เจ้าพ่อพนันก้อนใหญ่ และเธอจำเป็นจะต้องทำภารกิจการค้นหาภาพเขียนที่สูญเสียไปในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่สองให้สำเร็จ ส่งมอบมันคืนกลับเจ้าของตัวจริง รับเงินค่าค้นหา แล้วจัดส่งให้เจ้าพ่อ ก่อนที่พ่อของเธอจะถูกอัดจนเละ

การกลับมาของจอห์นนี่ไม่ถูกที่และไม่ถูกเวลา แต่ถูกใจคนอ่าน

ทาร่า เจนเซ่นเป็นนักเขียนที่มีพรสวรรค์ในการเขียนเรื่องที่ตัวละครมีอายุน้อย (ในกรณีนี้จอห์นนี่และเอสมี่อายุราวยี่สิบสี่ปี) ให้ดูน่าอ่าน ไม่ใช่ว่าเธอเขียนให้ทั้งคู่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินอายุนะคะ แต่เป็นคนสมวัยที่ดูแล้วน่ารัก จอห์นนี่ยังเป็นเด็กในหลายด้าน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อเขาเผชิญหน้ากับสถานการณ์หนัก ๆ เขาจะไม่ขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ที่สตีล สตรีท (หรือฐานปฏิบัติงานของ SDF) เพราะเขาไม่ต้องการให้ว่าที่เพื่อนร่วมงานคิดว่าเขาไม่มีน้ำยาจัดการปัญหา ของตัวเอง ดังนั้นการที่ไม่มีตัวละครตัวอื่นในชุดเสนอหน้าเข้าไปในภารกิจของจอห์นนี่ และเอสมี่จึงดูสมเหตุผล (แต่ไม่สมใจแม็กซ์ค่ะ เพราะอยากเห็นเพื่อนเก่าหลาย ๆ คนน่ะ)

จอห์นนี่และเอสมี่เป็นคู่ที่เหมาะสมกันอีกค่ะ ดูเด็ก ในขณะเดียวกันก็น่าเชื่อว่า พวกเขาจะไปกันรอด และอยู่กันอีกนานแสนนาน

ปัญหาของแม็กซ์ที่มีในเรื่องนี้เป็นที่ตัวร้ายมากกว่าค่ะ เพราะดูร้ายอย่างงี่เง่า และปัญญาอ่อน แม็กซ์ไม่เชื่อว่าเจ้าพ่อบ่อนพนันตัวใหญ่สุดในเดนเวอร์จะไร้เหตุผล เขาส่งลูกน้อยไล่จับเอสมี่ เพราะต้องการตัวเธอไปขายซ่อง ขอร้องเถอะนะ มันอ่อนโคตร ๆ พ่อของเธอเป็นหนี้พนันเขา ในฐานะนักธุรกิจ (แม็กซ์คิดเสมอนะคะว่า พวกเจ้าพ่อมาเฟียเนี่ยก็นักธุรกิจคนนึง ไม่ได้มีใครอยากเป็นคนชั่วเพราะชั่วมาแต่เกิดหรอกนะ) เขาย่อมต้องการเงินคืนเป็นอันดับแรก และเขาก็รู้ว่าเอสมี่กำลังหาเงินมาคืนเขา แต่ทำไมต้องส่งคนออกไปตามล่าเธอ และเรื่องก็ยิ่งอ่อนลงไปอีก เมื่อเขารู้แล้วว่าเอสมี่ได้รับการคุ้มครองจากมาเฟียค้ายาเจ้าใหญ่ใน เดนเวอร์ (ซึ่งเป็นเพื่อนกับพี่ชายของจอห์นนี่ และแก๊งค์นี้ก็เคยอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของพี่ชายของจอห์นนี่) ซึ่งเขาพูดตั้งแต่เปิดเรื่องว่า ไม่อยากเป็นศัตรูด้วย ทำไมถึงยังดึงดันจะเอาตัวเอสมี่ไปให้ได้

ตั้งแต่อ่านชุดนี้มานะคะ ผู้ร้ายเล่มนี้ดูเหมือนถอดแบบมาจากหนังการ์ตูนที่สร้างให้เด็กอนุบาลดู (ไม่อยากเหมาการ์ตูนทั้งหมดค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้การ์ตูนดีดีมีเหตุผลก็มีเยอะมาก) และนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของแม็กซ์

เล่มนี้โฟกัสไปที่เอสมี่และจอห์นนี่ และอย่างที่บอกว่า ไม่มีตัวละครจากหน่วย SDF เข้าไปช่วยจอห์นนี่ในภารกิจเล่มนี้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเห็นใครเท่าไหรค่ะ นอกจากสิ่งที่จอห์นนี่คิด (ซึ่งทำให้เราได้เห็นพวกเขาในอีกมุมนึง) แต่ในตอนก่อนจบเรื่อง ประเด็นใหญ่โคตร ๆ ก็ถูกเปิดออก ก็เลยทำให้เราสงสัยว่า (สปอยล์) คนที่เราคิดว่าตาย จะยังไม่ตายรึเปล่า

เล่มถัดจากเล่มนี้จะเป็นเรื่องของเด็ซ ญาติผู้พี่ของเอสมี่ ที่เพิ่งโผล่เข้ามาในเล่มนี้เป็นครั้งแรก

สำหรับเล่มนี้ ซึ่งอาจไม่ดีเท่ากับยุคต้นของเครซี่ แต่ก็ดีไม่น้อยค่ะ คะแนนที่ 73