Showing posts with label Anthology. Show all posts
Showing posts with label Anthology. Show all posts

Saturday, January 31, 2009

When he was bad // An Anthology

คำพูดที่ควรใช้พูดต่อชื่อเรื่องนี้ก็คือ When he was bad, the book is really really good.

และนี่เป็นคำชมที่สูงมากนะที่แม็กซ์ให้กับหนังสือรวมเรื่องสั้น เพราะปกติไม่ค่อยชอบหรอกนะคะ เท่าที่นึกออก อ่านโรแมนซ์มาเป็นสิบปี ชอบเรื่องสั้นจริง ๆ มาก ๆ แค่สามเรื่อง แต่สองเรื่องในเล่มนี้ถือว่าอยู่ในระดับดี และดีมาก อาจเพราะเรื่องสั้นในเล่มนี้เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว (ปกติเรื่องสั้นจะหนาประมาณร้อยหน้า แต่ในเล่มนี้แต่ละเรื่องยาวประมาณร้อยห้าสิบหน้า)ก็ได้ แม็กซ์ไม่รู้เหมือนกัน

แต่สิ่งที่ทำให้แม็กซ์ทึ่งก็คือ เรื่องสั้นสองเรื่องที่อยู่ในเล่มนี้ ถึงจะเป็นแนวพารานอมอลทั้งคู่ แต่ก็มีสไตล์การเขียนและการดำเนินเรื่องที่แตกต่างกันสุดขั้ว

เรามาว่ากันทีละเรื่องค่ะ

Miss Congeniality ของแชลลี่ ลอว์เรนตัน

ขอบอกไว้เลยนะคะว่า ตอนนี้แชลลี่ ลอว์เรนตันกลายเป็นนักเขียนโปรดของแม็กซ์ไปแล้ว หลังที่เขียน The Beast in him ได้น่ารักโคตร ๆ เล่มนี้ก็ตามรอยเดิม ไม่ใช่ว่าพล็อตเหมือนเดิมนะคะ แต่เป็นที่ความน่ารักของการดำเนินเรื่องยังมีอย่างครบถ้วน

มีหนังสือไม่กี่เล่มหรอกนะคะที่ทำให้แม็กซ์อ่านไปยิ้มไปได้ตลอดเวลา

ไอรีน คอนริดจ์ และ นีล แวน โฮลซ์รู้จักกันมากว่าเจ็ดปี นับตั้งแต่ตอนที่เขาอายุยี่สิบปี และเป็นซีเนียร์ในรั้วมหาวิทยาลัยและได้เจอสาวสวยที่ถูกใจอย่างจังเข้า แวน (ชื่อที่พระเอกเราบอกให้คนอื่นใช้) ก็ตามประกบตามจีบไอรีนที่เขาคิดว่าเป็นน้องใหม่เฟรชชี่วัยสิบแปดทันที ก่อนที่จะได้รู้ความจริงว่า สาวไอรีนของเราไม่ใช่นักศึกษา หากแต่เป็นศาตราจารย์ที่ได้รับเชิญให้มาสอนในมหาวิทยาลัยของเขา

ใช่แล้ว ไอรีนเป็นเด็กอัจฉริยะ เธอจบปริญญาเอกสามใบ ไม่ต้องนับปริญญาโท เธอเก่งกาจเหนือคน และรู้ดีถึงความชาญฉลาดของตัวเอง และเหนือกว่านั้น เธอรู้จักข้อด้อยตัวเองด้วย เธอรู้ว่า ไม่ใช่คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีนักหรอก อันที่จริงเธอมีเพื่อนสนิทแค่คนเดียว เธอเป็นอาจารย์ที่ร้ายกาจ และคงเป็นคู่รักที่ไม่ดีนัก เธอไม่เห็นว่าการแลกเปลี่ยนของเหลวระหว่างชายหญิงมันน่าจะพิศมัยตรงไหน (ดังนั้นไอรีนจึงไม่คิดที่จะมีคู่รัก)

และเพราะเธอรู้จักตัวเองดี เธอจึงไม่เคยเชื่อเลยว่าแวนจะจีบเธอจริงจัง

ส่วนแวนก็ไม่ได้คิดที่จะจริงจังกับไอรีน เขาเป็นเสือผู้หญิง (ควรจะเรียกว่าหมาผู้หญิง เพราะแวนเป็นมนุษย์หมาป่า) เป็นลูกชายของอัลฟ่า และกำลังจะเป็นอัลฟ่า ผู้หญิงควรจะวิ่งไล่จับเขาสิ แต่ไอรีนกลับไม่สน จนกระทั่งคืนวันนึง เมื่อไอรีนข้ามเขตพรมแดนเข้าไปในเขตของสิงโตและไฮยีน่า (พวกกลายร่าง) และแวนเข้าไปช่วยชีวิตเธอ (ความจริงคือ ไอรีนช่วยตัวเองเกือบเสร็จแล้วล่ะ แวนถึงโผล่ไปถึง) ทางเดียวที่เขาจะหยุดยั้งคำสั่งฆ่าไอรีน เนื่องจากเธอรู้ความจริงเกี่ยวกับพวกกลายร่าง ก็คือรับเธอเข้ามาเป็นคู่ชีวิต

ซึ่งแวนก็บอกตัวเองว่า โอเค ไม่เห็นจะเป็นเรื่องยากเลย เพราะเขาไม่เคยเชื่อในเรื่องคู่ชีวิตอยู่แล้วนี่ เขาเพียงแต่ต้องการปกป้องไอรีนเท่านั้นเอง

แต่ในหนังสือโรแมนซ์ คนอ่านก็คงรู้ว่า ไม่มีอะไรง่ายหรอกนะ

ก่อนอื่นคงต้องพูดว่า พล็อตเรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นและถูกใจแม็กซ์ก็คือ การเขียน การวางตัวละคร การใช้คำพูด (หรือพูดให้ถูก ก็คือองค์ประกอบทุกอย่างในเรื่อง) มันสุดยอด ทั้งลงตัว ไม่ขาด ไม่เกิน และน่ารักมาก ๆๆๆๆ

ไอรีนไม่ใช่นางเอกที่น่ารัก แต่เธอเหมาะกับแวนที่สุด นิสัยประหลาด ๆ ความเพี้ยนของไอรีนพอเหมาะพอดีกับแวน มันทำให้แม็กซ์เชื่อในความรักของทั้งคู่

คะแนน (เฉพาะเรื่องนี้) ที่ 83

Wicked Ways ของซินเธีย เอเดน

ในขณะที่เรื่องของแชลลี่เบาโหยง (ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะคะ) เน้นที่เสียงหัวเราะ บทสนทนา และตัวละคร ในเรื่องนี้ของซินเธีย เอเดนเป็นแนวพารานอมอลที่เราคุ้นเคยกันดี พระเอกที่เป็นอดีตเอฟบีไอ และเป็นเพื่อนบ้านของนางเอก ได้ช่วยชีวิตนางเอกไว้จากคู่เดทที่บังเอิญเป็นแวมไพร์ และพยายามฆ่านางเอก และแม็กซ์บอกรึยังว่าพระเอกของเราเป็นมนุษย์หมาป่า

เช่นกัน พล็อตเรื่องนี้ไม่มีอะไรใหม่ให้ค้นหา แต่ก็เช่นเดียวกันกับเรื่องแรก การเขียนของซินเธียทำให้พล็อตเรื่องที่ดูเก่าเก็บอันนี้น่าสนใจขึ้นมาได้

ในแง่นึง แม็กซ์คิดว่าเล่มนี้ดีกว่า Hotter after Midnight ซึ่งเป็นนิยายเล่มแรกของซินเธียเสียอีก (ซึ่งเล่มนั้นพล็อตเรื่องก็คล้าย ๆ กับเรื่องสั้นเรื่องนี้แหละ) และมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของเธอ (หรืออาจจะหมายความว่า เธอเขียนเรื่องสั้นได้ดีกว่าเรื่องยาวก็ได้)

อย่างที่บอกค่ะเรื่องนี้บรรยากาศในเรื่องแตกต่างไปจาก Miss congeniality โดยสิ้นเชิง ผู้ร้ายในเรื่องทั้งโหด และเป็นภัยต่อนางเอก ในขณะที่พระเอกก็อัลฟ่าสุดสุด ประเภทรู้ว่านางเอกเป็นคู่ ก็ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปเลย

โดยรวมถือว่าดีนะคะ เพราะเมื่อคิดว่า แม็กซ์ชอบ Miss Congeniality มากขนาดนี้ แต่ยังไม่คิดว่าเรื่องนี้ด้อยกว่ามากนัก

คะแนน (ของเรื่องนี้) ที่ 80

Thursday, January 22, 2009

Shifter // An Anthology

หายหน้าไปหลายวันเพราะชีวิตยุ่งเหยิงค่ะ เนื่องจากเพิ่งเช็คเจอว่าใบอนุญาตทำงาน (ในสาขาวิชาชีพของตัวเอง ไม่ใช่ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวนะคะ แม็กซ์เป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะมีหนุ่มหลายคนชวนไปเป็นสะใภ้ต่างชาติก็ตามที) หมดอายุลง ก็เลยทำให้ต้องวิ่งวุ่นเข้าฝึกอบรมเพื่อให้ครบเกณฑ์การขอต่อใบอนุญาต

นี่ก็เลยเป็นเหตุผลที่เราใช้เป็นข้ออ้างในการไม่อัพบลอกเสียหลายวันค่ะ คราวนี้กลับมาก็เลยขอรีวิวหนังสือรวมเรื่องสั้นที่เราได้อ่านในระยะหลังมา นี้แล้วกันค่ะ

คงต้องเริ่มพูดก่อนเลยว่า แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องสั้น เพราะมันสั้น (เหตุผลง่าย แต่คิดว่าทุกคนคงจะเข้าใจ) ยังไม่ทันที่เราจะเข้าถึงเนื้อเรื่องเลย มันก็จบลงซะงั้น แต่ก็ขอบอกว่าข้อดีของหนังสือรวมเรื่องสั้นก็คือ มันจะแนะนำให้คุณรู้จักนักเขียนดีดีที่ถ้าคุณไม่เคยลองอ่านเรื่องสั้นของเธอ มาก่อน คุณก็อาจจะไม่มีวันซื้อหนังสือของเธอมาอ่านเลยก็ได้

แม็กซ์ได้รู้จักนักเขียนอย่างลินดา โฮเวิร์ด จากการได้อ่านเรื่องสั้นเรื่อง Everlasting Love ซึ่งแม็กซ์ซื้อเพราะว่ามันมีเรื่องของเจนย์ แอนด์ เครซอยู่ในเล่มนั้น แม็กซ์ไม่รู้จักลินดามาก่อน เคยเห็นหนังสือของเธอบนชั้นหนังสือ (เรื่อง Dream man) แต่ไม่คิดจะอ่าน จนกระทั่งได้อ่านเรื่องสั้น และชอบในฝีมือ ก็เลยซื้อดรีมแมนมาอ่าน แล้วก็สติแตกบ้างานของเธอไปเลย

ดังนั้นสำหรับคนที่ตัดสินใจไม่ค่อยถูกว่าจะซื้องานของนักเขียนคนนั้นดี ไหม ก็ขอแนะนำให้ซื้อเรื่องสั้นมาลองอ่านดูก่อน ถ้าคุณชอบเรื่องสั้น ก็มีโอกาสอย่างมากที่จะชอบเรื่องยาวของเธอด้วย

Shifter ของแองเจล่า ไนท์, โลร่า ลีย์, อลิสา เดย์, และเวอจิเนีย แคนทรา

แม็กซ์เคยรีวิวเรื่องของเวอจิเนีย แคนทราเรื่อง Sea Crossing ในเล่มนี้ไปแล้วนะคะ ติดตามอ่านกันได้ที่ลิงค์นี้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ขอบอกว่า ยกเว้นเรื่อง Sea Crossing แล้ว แม็กซ์ชอบเกือบทุกเรื่องค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของโลร่า ลีย์ที่ขอบอกตามตรงว่า ตอนนี้แม็กซ์เป็นขาขึ้นกะงานของเธอมาก

Mad Dog Love ของแองเจล่า ไนท์

เมื่อแรนซ์ เจ้าของฉายาแมดด็อคถูกจับขายเป็นทาส หญิงสาวที่ซื้อตัวเขาเพื่อไปเป็นบอดี้การ์ดไม่ใช่คนธรรมดา แต่เธอเป็นถึงราชินีซาริฟา ลอเรนโซ ผู้อื้อฉาว และเธอต้องการความช่วยเหลือจากเขาเพื่อเอาชีวิตรอด

แม็กซ์ว่าเรื่องนี้พล็อตเรื่องเยอะเกินกว่าที่จะเป็นแค่เรื่องสั้นค่ะ มันเขียนเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้เต็ม ๆ ทีเดียว เรื่องราวที่มีครบทุกรส ไม่ว่าจะเป็นการแย่งบัลลังค์ระหว่างพี่ชายลูกนอกสมรส และนางเอกผู้ถูกใส่ความ และตามล่าโดยผู้สำเร็จราชการใจเหี้ยม พระเอกที่เป็นมนุษย์หมาป่าที่ถูกทรยศและโดนจับขายเป็นทาส คนที่ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้มีอิสรภาพ แม้จะเป็นการทรยศนางเอกของเราก็ตาม

แองเจล่า ไนท์เป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่ดีที่สุดคนนึง และเล่มนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ถ้าไม่คิดว่าพล็อตเรื่องมันเยอะ ทำให้ทุกอย่างดูรวบรัด แม็กซ์ชอบเล่มนี้ค่ะ

Jaguar's Kiss ของโลร่า ลีย์

เรื่องสั้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบรีดที่โด่งดังของโลร่า และก็เหมือนกับทุกเล่มในชุด ธีมของเรื่องก็ยังคงเหมือนเดิม นาตาลีนางเอกเป็นครูคนแรกที่ได้รับเลือกให้เข้าไปสอนในโรงเรียนที่อยู่ภาย ใต้เขตการปกครองของกลุ่มบรีด (ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรม เรื่องในชุดนี้เกิดขึ้นในอนาคตซึ่งเหล่าบรีดออกมาประกาศตัวในสังคมแล้วว่า พวกเขามีตัวตน และได้รับการยอมรับให้จัดการปกครองตัวเองกันได้) แต่การได้รับเลือกก็ทำให้นาตาลีอาจตกอยู่ในอันตรายได้ เพราะมีกลุ่มที่ไม่ต้องการบรีดในสังคม ดังนั้นซาแบนจึงถูกส่งมาเป็นบอดี้การ์คคุ้มครองเธอ อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้ธีมเดิม นั่นก็คือนาตาลีเป็นคู่ที่ถูกโชคชะตาเลือกแล้วให้กับซาแบน เธอเป็นผู้หญิงที่เกิดมาเพื่อเขา สิ่งที่แตกต่างออกไปบ้าง ก็คือ ซาแบนไม่ได้ออกอาการฮอร์โมนพุ่งฉีดไล่นางเอกไปจนถึงห้องนอน เขาพยายามจีบเธอตามหนังสือคู่มือแนวคอสโมฯ แต่ก็เพราะเล่มนี้เป็นเรื่องสั้น ไม่นานทุกอย่างก็เข้าสูตรเดิม

แม็กซ์คงบอกว่า ถ้าคุณชอบหนังสือชุดบรีดของโลร่า (อย่างที่แม็กซ์ชอบ) คุณก็คงจะชอบเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณไม่เคยอ่านชุดบรีด เล่มนี้ก็ดูจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทดลองว่าคุณจะชอบชุดบรีดไหม

Shifter's Lady ของอลิสา เดย์

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในชุด Warriors of Poseidon ในฐานะของคนที่ยังอ่านชุดนี้ไม่ครบทุกเล่ม เราก็ตัดสินว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเพื่อที่จะเข้าใจเล่มนี้หรอกนะคะ แต่เตือนนิดนึงว่า สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่อง Wild Hearts in Atlantis ที่อยู่ในหนังสือเรื่อง Wild things มันจะมีสปอยล์นิดหน่อยของเรื่องนั้นเฉลยในเรื่องนี้

นางเอกของเรื่องนี้คือมารี น้องสาวของพระเอกในเรื่องสั้นเรื่อง Wild Hearts in Atlantis ส่วนพระเอกก็คือหัวหน้าเผ่าเสือดาวซึ่งเป็นเผ่าของนางเอกในเรื่อง Wild Hearts in Atlantis นั่นแหละ (แม็กซ์ถึงบอกว่าสองเรื่องนี้มันสปอยล์กันเอง) มารีเดินทางมาเยี่ยมพี่ชายซึ่งตอนนี้เศร้าจัดเพราะ (สปอยล์เรื่อง Atlantis Awakening) เพื่อนรักอย่างจัสติสถูกจับตัวไป แต่พอเธอมาถึง พี่ชายก็ได้รับการเรียกตัวให้ออกไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือเพื่อนที่หายไป ทันที ทำให้มารีถูกฝากฝังไว้ให้เอธานซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าเสือดาวที่เขาพักอยู่ด้วย ดูแล แต่เธอก็มาผิดจังหวะเวลาอีกนั่นแหละ เพราะในเวลานั้นสมาชิกในเผ่าของเอธานถูกฆ่าโดยไร้สาเหตุ และการมาก็ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายไปอีกคน

แม็กซ์มีความหวังกับงานของอลิสาไว้เยอะนะคะ แม้จะบอกตามตรงว่า เท่าที่อ่านงานของเธอมา ยังไม่ถือว่าสอบผ่าน แต่ก็ไม่ได้ตกอย่างน่าเกลียดถึงขนาดจะเลิกอ่าน เรื่องสั้นเล่มนี้ก็อยู่ในระดับทีอ่านได้ (แต่เทียบกับงานของแองเจล่า และโลร่าไม่ได้นะคะ) เช่นเดียวกัน ถ้าคุณคิดว่าจะลองอ่านงานของอลิสา ก็ลองอ่านเล่มนี้ดูก่อนก็ได้ ดูว่าคุณยอมรับฝีมือการเล่าเรื่องของเธอได้ไหม

คะแนนรวมทั้งเรื่องสั้น 70

Wednesday, January 21, 2009

The School for Heiresses // An Anthology

หนังสือเก่าเก็บอีกเล่มที่ถึงคิวอ่านเสียทีค่ะ พักนี้เราอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเยอะหน่อยน่ะค่ะ เพราะเหลือค้างไว้เพียบเลย ปกติแม็กซ์ไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องสั้น แต่ก็นิสัยเสียซื้อมาเกือบทุกเล่ม เพราะเรามักรู้สึกอยากจะเก็บงานของคนแต่งที่ชอบให้ครบทุกเล่ม อีกอย่างเดี๋ยวนี้คนแต่งชอบเอาตัวละครในเรื่องเรื่องที่ตัวเองเขียนไว้เป็น ชุดมาเขียนในเรื่องสั้น ด้วยความที่ติดอ่านชุด ก็เลยต้องตามมาซื้อจนได้

หนังสือเรื่องนี้อยู่ในชุดที่เรียกกันว่า The School of Heiresses ซึ่งเล่าถึงมิสซิสชาร์ล็อตต์ แฮร์ริส เจ้าของโรงเรียนซึ่งเคยเป็นทายาทสาวผู้ร่ำรวยคนนึง แต่โดนหลอกแต่งงานกับผู้ชายที่หวังสมบัติของเธอ จนสุดท้ายเมื่อสามีตาย เธอจึงคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนเด็กสาวลูกคนรวยให้ดูผู้ชายที่หวังปอกลอก สมบัติของพวกเธอออก เพื่อที่จะไม่โดนหลอกอย่างเธอบ้าง

คอนเซ็ปต์ของเรื่องนี้เป็นแนวคิดของซาบริน่า เจฟฟรีย์ ซึ่งเธอเขียนเรื่องในชุดนี้ออกมาหลายเล่ม แม็กซ์หมายถึงเล่มเดี่ยว ๆ นะคะ แต่เรื่องสั้นเล่มนี้เป็นแนวคิดของสนพ.พ็อตเก็ตที่เอาคอนเซ็ปต์ และโรงเรียนของมิสซิสแฮร์ริสที่ซาบริน่าสร้างขึ้นมาขยายต่อ แล้วให้นักเขียนอีกสามคนช่วยกันเขียนเรื่องราวของเหล่านักเรียนในโรงเรียน ของมิสซิสแฮร์ริส

หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง The School of Heiresses

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่ชอบอ่านเรื่องสั้น ดังนั้นคะแนนไม่สูงหรอกค่ะ แต่ก็ยังยืนยันเหมือนหลายครั้งว่า สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านผลงานของนักเขียนทั้งสี่คนในเรื่องสั้นเล่มนี้ ก็ลองหาซื้อมาอ่านกันได้ จะได้รู้ด้วยค่ะว่าสไตล์ของแต่ละคนเป็นยังไง เพราะแม็กซ์อ่านไปก็คิดว่ามันสะท้อนแนวทางการเขียนของแต่ละคนได้พอสมควร

Ten reasons to stay ของซาบริน่า เจฟฟรีย์

เ่ล่มนี้นอกจากจะเล่าเรื่องของอดีตนักเรียนคนนึงในโรงเรียนของมิสซิสฮาร์ริ สแล้ว ยังเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเรื่อง Only duke will do ซึ่งเป็นเล่มที่สองในชุด The School of Heiressess อีกด้วย (เพราะเล่มเอกในเล่มนั้นช่วยจนพระเอกในเรื่องสั้นเล่มนี้ได้บรรดาศักดิ์มาจน ได้) แต่แม้จะเกี่ยวกันโดยตรงก็ไม่จำเป็นหรอกนะคะว่าต้องอ่านเรื่อง ODWD ก่อน เพราะทั้งพระนางในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ปรากฎตัวในเล่มนั้นแต่อย่างใด

คอลินซึ่งเป็นลูกครึ่งพ่อซึ่งเป็นคนอังกฤษ และแม่ที่เป็นคนอินเดียเป็นคนนอกมาตลอดชีวิต เขาไม่ได้รับการยอมรับจากญาติทางแม่ที่เป็นคนอินเดีย เพราะสายเลือดอังกฤษในกาย แต่ก็ไม่อาจเป็นคนอังกฤษได้เพราะเลือดอินเดียที่ถูกเหยียดหยาม แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจเดินทางมาอยู่อังกฤษ หลังจากใช้ชีวิตในอินเดียมาตลอดชีวิต เพราะอย่างน้อยในอังกฤษ เขาก็สามารถหนีจากสงครามที่เกิดในอินเดียได้ แต่ชีวิตในฐานะของท่านเอิร์ลผู้สูงศักดิ์ก็ถูกขัดจังหวะโดยการมาอย่างไม่ได้ รับเชิญของสาวน้อยเอไลซ่าที่ทำทุกทางเพื่อหนีจากการบังคับแต่งงานของผู้เป็น ลุง

เอไลซ่ารู้จักกับภรรยาของขุนนางผู้เป็นเจ้าบ้านที่เธอลักลอบเข้ามาเพื่อ "ขอยืม" ม้าในการเดินทางหนี สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ บ้านหลังนี้ได้กลายมาเป็นสมบัติของคอลินแล้ว (เพราะอดีตเจ้าของบ้านเป็นคนที่ยกบรรดาศักดิ์ในคอลิน -- คำอธิบายอยู่ในเรื่อง ODWD แต่ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ สรุปว่าเอไลซ่าเจอกับคอลินอย่างไม่คาดคิด) และแม้เธอจะพยายามเล่าเรื่องให้คอลินฟัง เขาก็ยังคิดว่าเธอเป็นเด็กสาวฟุ้งซ่าน ชีวิตของเธอมันไม่แย่อย่างที่เป็นหรอก เขาปฏิเสธที่จะช่วย และยังไม่ยอมให้เธอเดินจากไป เพราะห่วงในความปลอดภัย เขาตั้งใจจะส่งตัวเอไลซ่าคืนให้กับผู้ปกครองของเธอ แต่เมื่อเขาค้นพบความจริงว่าสิ่งที่เอไลซ่าพูดเป็นความจริง คอลินก็เปลี่ยนใจ

เรื่องนี้ถือว่าสนุกใช้ได้ค่ะ สำหรับเรื่องสั้น ทั้งคอลินและเอไลซ่าเป็นตัวละครที่โอเค (นั่นคืออ่านได้ไม่ต้องคิดมาก) แต่เพราะเป็นเรื่องสั้นเราจึงรู้สึกเหมือนทุกอย่างโดนเร่ง ไม่ว่าจะเป็นความรักที่เกิดชั่วข้ามคืน (และมันก็ข้ามคืนจริง ๆ)

คะแนนที่ 63

After Midnight ของลิซ คาร์ไลร์

นี่เป็นเรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในชุด (ถ้าอ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ และเห็นชื่อลิซบนปกเล่มนี้ ก็น่าจะเดากันออกนะคะ) และเหตุผลที่เราชอบก็ทุเรศมาก เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง หรือตัวเอกในเล่ม แต่เป็นเพราะเล่มนี้เราได้เห็นโรธเวลล์

ง่าย ๆ แค่นั้นแหละ

เล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกจริง ๆ ในชุด Never หรือเรื่องราวของพี่น้องตระกูลเนวิลล์ เป็นเรื่องราวของหลานสาวของบารอนโรธเวลล์ (พระเอกเล่มสามในชุดเรื่อง Never Romance a Rake) ที่ถูกคุณอาส่งมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนของมิสซิสแฮร์ริสตั้งแต่แม่ของเธอ ตายลง มาร์ตินิคไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของโรธเวลล์ เธอเป็นลูกติดที่แม่ของเธอแต่งงานกับพี่ชายของโรธเวลล์ และเมื่อทั้งพ่อเลี้ยงและแม่ของเธอตายลง เธอก็ถูกส่งมาที่อังกฤษเสมือนเป็นสัมภาระที่ไม่มีใครต้องการ

นี่เป็นปมในใจของเธอพอสมควร เมื่อมาร์ตินิคอายุได้สิบเก้าปี ทั้งอาทั้งสองของเธอก็เิดินทางมาอังกฤษเพื่อหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้ต้องการเลย เธออยากใช้ีชีวิตเหมือนอาสาวแซนเธียที่มีอิสระในการใช้ชีวิต ทำงานในบริษัทเดินเรือของตระกูล แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีทางเลือก เมื่อเหตุการณ์เข้าใจผิดเกิดขึ้น และมาร์ตินิคพบว่าตัวเองหมั้นหมายกับขุนนางหนุ่มผู้อื้อฉาว

บอกตามตรงนะคะ ถ้าเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องสั้น แม็กซ์คงจะชอบมากกว่านี้อีก เพราะมีองค์ประกอบที่เราชอบครบถ้วน โดยเฉพาะภูมิหลังของจัสตินพระเอกที่ได้ใจเรามาก มาร์ตินิคเองก็เป็นนางเอกที่น่าสนใจ มีประเด็นให้เล่นได้เยอะ แต่ด้วยข้อจำกัดที่เป็นเรื่องสั้นทำให้ทุกอย่างดูเร่งไปหมด

คะแนนที่ 70

The Merchant's Gift ของจูเลีย ลอนดอน

จาำกคำวิจารณ์ ส่วนใหญ่เขาชอบเรื่องนี้กันนะคะ เรื่องราวของเกรซลูกสาวของพ่อค้าผู้ร่ำรวยที่โดนแรงกดดันจากครอบครัวให้หา คู่แต่งงานที่เป็นขุนนางเพื่อยกระดับครอบครัวขึ้น ในขณะที่นับวันเธอก็เริ่มตกหลุมรักบาร์เล็ตต์พ่อค้าจากลีดส์ที่อยู่ในเมือง เดียวกับเธอ พล็อตหลักของเรื่องจึงเป็นการตอบหัวใจตัวเองของเกรซว่าเธอจะเลือกใครระหว่าง ชายที่เธอรัก กับชายที่เหมาะสม

และแม็กซ์ก็ไม่เหมือนกับคนทั่วไปอีกแล้ว เพราะเราไม่ชอบเรื่องนี้อ่ะ เราไม่ชอบความลังเลของเกรซ แม้จะเข้าใจนะว่าเธอต้องคิดเยอะในการตัดสินใจ แต่เราไม่ชอบผู้หญิงโลเลน่ะ

ถ้าคนอ่านสังเกตนิดนึงก็จะเจอว่าเรื่องนี้มีนางเอกจากเรื่อง The Hazards of hunting a duke โผล่มาให้เห็นนิดนึง โดยเป็นเพื่อนกับเกรซ ไม่ได้มีความสำคัญอะไรถึงขนาดต้องอ่านเล่มนั้นก่อนหรอกนะคะ (แต่อ่านก็ดีนะคะ เพราะเราชอบ THOHAD พอสมควร)

คะแนนที่ 57

Mischief's Holidy ของเรเน่ เบอร์นาร์ด

นี่เป็นเรื่องที่อ่อนที่สุดในชุดค่ะ ซึ่งถ้าไม่ได้ตอนจบของเรื่องมาช่วยไว้ คะแนนคงจะเทกระจาดมากกว่านี้อีก บอกตามตรงว่าเราคิดว่าเรเน่น่าจะเขียนได้ดีกว่านี้นะคะ แต่เป็นไปได้ว่าเธอเขียนเรื่องสั้นได้ไม่ดีนัก

พล็อตของเรื่องนี้คล้ายคลึงกับ The Merchant's Gift ที่นางเอกเป็นลูกสาวของพ่อค้าผู้ร่ำรวยและเรียนจบจากโรงเรียนของมิสซิสแฮ ร์ริส ผิดกันตรงที่พ่อของนางเอกเราไม่บีบบังคับลูกสาวให้แต่งงานกับขุนนางหรืออะไร เขารักลูกสาวและอยากให้เธอมีความสุข และนั่นอาจะทำให้เรื่องไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยน่ะสิ เพราะไม่มีพล็อต ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อย ๆ จะมีก็แค่ว่า นางเอกของเราเป็นคนที่ชอบเจอปัญหาแล้วได้ทำตัวน่าอาย ซึ่งก็ไม่เห็นจะเป็นประเด็นอีก (สำหรับแม็กซ์) เราอาจจะเข้าใจสังคมรีเจนซี่ไม่ดีพอ แต่เราไม่รู้สึกว่าการที่เธอทำกระโปรงเปื้อน หรือเล่นกับลูกหมามันจะเสียหายน่าอับอายร้ายแรงอะไร มันเป็นเรื่องน่าขำก็จริง แต่ไม่รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่

ความราบเรียบของเรื่องนี้คือข้อเสียใหญ่ที่สุด เรื่องราวในงานเลี้ยงช่วงวันคริสต์มาสที่พ่อของอลิสานางเอก เชิญลีแลนด์พระเอกของเรามาร่วมงาน สองหนุ่มสาวได้เจอกัน ปิ๊งกัน จีบกัน และลงเอยกัน มันไม่น่าสนใจน่ะ ไม่เลวร้ายนะ แต่ไม่น่าสนใจเลย

คะแนนที่ 53

Beyond the Dark // An Anthology

สุดสัปดา์ห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นช่วงวันว่างที่แม็กซ์อ่านหนังสือได้น้อยเล่ม ที่สุดก็ว่าได้ค่ะ ไม่ใช่เพราะความเบื่อ แต่เป็นเพราะต้องใช้เวลาทุ่มเทสมาธิอย่างสูงให้กับหนังสือของเมลจีน บรู๊ค (อย่างที่เขียนในบลอกที่รีวิวเรื่องของเธอแหละค่ะว่า ต้องตั้งใจมาก ๆ ในการอ่าน เพื่อให้ได้ความสนุกเต็มคราบ)

วันนี้รีวิวจึงเป็นการเอาของเก่ามาขาย เราอ่านเล่มนี้จบไปสักตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วล่ะค่ะ เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเคลียร์หนังสือรวมเรื่องสั้นออกไปให้ได้มากที่ สุดของเรา

หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Beyond the dark

หนังสือเล่มนี้ออกตามแนวของหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ประสบความสำเร็จหลาย เรื่องของเบิร์คเลย์ ที่เอานักเขียนแนวพารานอมอลดัง ๆ หลายคนมาชนกัน และจำว่าไป เล่มนี้ถือว่าเอานักเขียนในระดับ "ดังแล้ว" หลายคนมาเจอกันเลยทีเดียว (เมื่อเทียบกับเล่มอื่นที่ส่วนใหญ่มักมีนักเขียนระดับดังสักสองคน ส่วนอีกสองคนเป็นนักเขียนหน้าใหม่)

Dragon Dance ของแองเจล่า ไนท์

เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ได้ต่อเนื่องกับหนังสือชุดใดของแองเจล่านะคะ แต่เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่า น่าจะเขียนเป็นชุดให้เป็นเรื่องเป็นราวมาก เพราะคอนเซ็ปต์ของเรื่องน่าสนใจมาก แนวเอ็กซ์เมน (ที่ฮิวจ์ แจ๊คแมนเล่นนะคะ ไม่ใช่รายการเกาหลีตีหัวที่ฉายที่ยูบีซี) ยังไงยังงั้นเลย

ในโลกของเรื่องสั้นเรื่องนี้ จู่ ๆ มนุษย์โลกเริ่มแสดงความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ออกมา ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เมื่อมันเกิดขึ้น มนุษย์คนนั้นมักจะสูญเสียความควบคุมตัวเอง ออกอาการคลั่งและทำร้ายผู้คน หนึ่งในนั้นจับครอบครัวของตัวเองไว้เป็นตัวประกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเอเรียลในการช่วยเหลือ แต่ในระหว่างความพยายามเข้าจับกุมคนร้าย เอเรียลโดนลูกหลงจากการปล่อยพลัง (ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของคนร้าย) และนั่นกลายเ็ป็นการกระตุ้นความสามารถพิเศษในตัวเธอเช่นกัน

และเอเรียลก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของแทร็คเกอร์ หนึ่งในมนุษย์ผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อห้าปีก่อน เมื่อเขาถูกกระตุ้นด้วยพลังบางอย่าง จนความสามารถพิเศษปรากฎ จากครูในโรงเรียนมัธยม เขากลายเป็นยอดมนุษย์ที่คอยปกป้องมนุษย์ด้วยกัน

เราชอบพล็อตเรื่องนี้นะคะ และชอบโลกที่แองเจล่าสร้างขึ้นมามาก ปัญหาก็คือ เรื่องมันสั้นเกินกว่าจะบอกเล่าความซับซ้อนของโลกนี้ได้ชัดเจน เราอยากให้เธอเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นชุดเต็ม ๆ มากกว่า ว่าไปแล้ว เราคิดว่าน่าสนใจกว่าชุด Mageverse ของเธอด้วยซ้ำ (เพราะเราเบื่อชุดนั้นแล้วด้วยค่ะ)

คะแนนที่ 67

Caught by the tides ของไดแอนน์ ไวท์ไซด์

เช่นเดียวกันเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับชุดที่ไดแอนน์เขียนอยู่หรอกนะคะ เป็นเรื่องในยุครีเจนซี่ที่ไม่เหมือนกับที่เรารู้จักกันในประวัติศาสตร์

เพราะในเรื่องนี้ การมีอยู่ของพ่อมดและแม่มดได้รับการยอมรับ เวทมนตร์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และในสมัยสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ความสามารถของพ่อมดกลายเป็นสิ่งสำคัญ โอเว่นผู้เป็นพ่อมดแห่งราชสำนักได้รับมอบหมายให้นำข่าวสารสำคัญเดินทางข้าม ช่องแคบระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสมาส่งให้กับฐานปฏิบัติการในลอนดอน แต่ระหว่างเดินทาง เรือของเขาถูกโจมตีโดยพ่อมดที่เป็นสายลับของฝรั่งเศสจนเรือแตก เขาได้รับการช่วยเหลือจากหญิงม้ายที่ดูเผิน ๆ เป็นคนที่ไม่มีเวทมนตร์ แต่ความจริงแล้วเธอมีพลังที่เป็นที่ต้องการของพ่อมดทุกคน

เช่นเดียวกันนะคะ เราชอบโลกที่ไดแอนน์สร้างขึ้นในเรื่อง คิดว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่ก็ติดปัญหาเดิมล่ะค่ะ ตรงที่เป็นเรื่องสั้น ทำให้ไม่สามารถสำรวจรายละเอียดทั้งหมดได้ การดำเนินเรื่องโดยเฉพาะในส่วนของพระนางก็ดูรวบรัดไปมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นความผิดของคนแต่งด้วยแหละ เพราะวางภูมิหลังของโอเว่นไว้เยอะ แม้จะทำให้เขาดูน่าสนใจ แต่เรื่องมันก็สั้นเกินกว่าจะทำให้ดูได้ข้อสรุปที่สมเหตุผลได้

อ้อ อ่านเล่มนี้แล้วทำให้นึกย้อนไปสมัยดูหนังจีนตอนเด็ก ๆ น่ะค่ะ ที่เวลาพระเอกนางเอกจะมีฉากเข้าพระเข้านางกันเนี่ย ต้องมีพิธีเปิดลมปราณ (ที่นางเอกต้องเสียความบริสุทธิ์) เป็นข้ออ้างในการให้พระนางเข้าหอ ไม่นึกน่ะค่ะว่าฝรั่งก็ใช้พล็อตนี้เหมือนกัน (อันที่จริงแม็กซ์ก็เคยอ่านเจอในเล่มอื่นเหมือนกันแหละ เพียงแต่ไม่ใช่ในช่วงสี่ห้าปีนี้เท่านั้นเอง)

เรื่องนี้คงจะดีกว่านี้เยอะค่ะ ถ้าเป็นเรื่องยาว คะแนนที่ 57

Queen of all She Surveys ของเอ็มม่า โฮลี่

เรื่องนี้ถือเป็นภาคต้นของชุด Demons ของเอ็มม่า โฮลี่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องในชุดเพื่อทำความเข้าใจเล่มนี้หรอกนะคะ เพราะเรื่องนี้เล่าเรื่องตั้งแต่อาณาจักรยาม่า (ซึ่งเป็นอาณาจักรของกลุ่มชนที่มนุษย์เรียกว่าปีศาจในนิยายเล่มต่อ ๆ มาของเอ็มม่าเขา) ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น

ในเวลานั้นบ้านเมืองถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ราชินีทู (Tou) กำลังเป็นฝ่ายมีชัยในศึกที่เธอทำกับกษัตริย์เรจน่าผู้โหดร้าย เพื่อเจรจาสงบศึกราชาเรจน่าตัดสินใจส่งลูกชาย เมมน่อน ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของเขา มาเป็นเครื่องบรรณาการ

เรื่องนี้ได้ใจแม็กซ์แล้วตั้งแต่พล็อตค่ะ แต่ก็คงต้องเตือนกันไว้หน่อยสำหรับแฟนโรแมนซ์ว่า บางฉากในเรื่องอาจจะไม่เหมาะกับแฟนโรแมนซ์ขวัญอ่อนนะคะ นางเอกในเรื่องมีฮาเรมส่วนตัวที่เธอเก็บสะสมบรรดาเจ้าชายต่าง ๆ ที่ถวายตัวเข้ามารับใช้ กว่าพระเอกเราจะฟันฝ่ามาเป็นหนึ่งเดียวของราชินีได้ มันก็มีฉากล่อแหลมพอสมควรล่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในเล่มนี้ของเราค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราชอบพล็อต และมันทำให้เรารู้จักเรื่องราวของชาวยาม่าชัดเจนขึ้นไปอีก โดยเฉพาะสำหรับคนที่อ่านเรื่อง Demon's Fire จะคงพอนึกออกเพราะมีฉากที่นางเอกในเรื่อง DF เข้าไปในหลุมศพของราชินีทู (เรื่องสั้นนี้เขียนก่อนนะคะ)

คะแนนที่ 73

In a Wolf's Embrace ของโลร่า ลีย์

เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในชุดบรีดของโลร่า ลีย์ค่ะ สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านชุดนี้มาก่อนก็อาจงงนิดหน่อยกับพล็อตพื้นฐานของชุดที่ เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่ถูกสร้างขึ้นโดยการตัดต่อพันธุกรรม และเอาดีเอ็นเอของสัตว์เข้ามาผสม ทำให้พวกเขามีลักษณะพิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดา

แต่คนที่อ่านเรื่องในชุดอยู่แล้ว ก็คงอ่านได้ไม่มีปัญหา พล็อตเรื่องก็เป็นไปตามแนวของโลร่าอย่างมาก ไม่ต้องคาดเดาอะไรให้เหนือย เรื่องราวที่แมทเธียสซึ่งเป็นมือสังหารชาวบรีดถูกส่งไปฆ่าศัตรู ซึ่งในการเข้าถึงเป้าหมายเขาจำเป็นต้องหลอกลวงเกรซ หญิงสาวสวยและไร้เดียงสาให้เป็นเครื่องมือ แต่ในขณะที่กำลังลงมือฆ่า เกรซก็ดันเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์เสียก่อน ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายในการตามล่าของฝ่ายศัตรูไปด้วย

เพื่อให้เรื่องสมกับเป็นแนวบรีดทุกเล่ม เกรซและแมทเธียสก็เป็นคู่แท้ซึ่งกันและกัน (และการเป็นคู่แท้ในชุดบรีดหมายถึงเซ็กส์และเซ็กส์)

ในฐานะของคนที่ชอบชุดนี้ แม็กซ์ไม่มีอะไรบ่น แต่ถ้าคุณเริ่มเบื่อชุดนี้ หรืออ่านชุดนี้แล้วไม่เวิร์ค ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนักหรอกในการอ่านเรื่องนี้

คะแนนที่ 67

Hot Spell // An Anthology

หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่เก่าเก็บนานมาหลายปี (ตั้งแต่ปี 2005 โน่นแน่ะ) แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อ่านเลยหรอกนะคะ เราอ่านเรื่องสั้นบางเรื่องไปแล้วบ้าง เพียงแต่เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่านจนจบทุกเรื่องเท่านั้นเอง

สำหรับคนที่สนใจงานของนักเขียนทั้งสี่คนที่ร่วมกันเขียนในเล่มนี้ แต่ไม่กล้าลองซื้อเล่มหนาของพวกเธอมาอ่าน เราก็ขอแนะนำให้ลองอ่านงานของทั้งสี่ที่เล่มนี้ดูกันได้ เพราะเราคิดว่าสไตล์การเขียนเป็นตัวแทนผลงานโดยรวมของนักเขียนแต่ละคนเลยที เดียว

หนังสือรวมเรื่องสั้น Hot Spell

หนังสือเรื่องสั้นทั้งสี่เรื่อง ยกเว้นแค่เรื่องของไซโลห์ วอร์คเกอร์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในชุดอันโด่งดังของนักเขียนแต่ละคน โดยเฉพาะเรื่องของเมลจีน บรู๊ค เราถือว่าเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้เลยในการอ่านหนังสือชุดของเธอ

มาว่ากันทีละเรื่องแล้วกัน

The Countess's Pleasure ของเอ็มม่า โฮลี่

เรายกให้เอ็มม่า โฮลี่เป็นเจ้าแม่ผลงานแนวอีโรติค โรแมนซ์นะคะ ไม่ว่าจะมีใครเขียนเรื่องไหนออกมา อาจจะร้อนแรงกว่างานของเธอ ก็ไม่อาจเทียบกับเอ็มม่าซึ่งถือเป็นคนแรก ๆ ที่เริ่มบุกเบิกหนังสือแนวนี้ (ร่วมกับนักเขียนอีกคนที่ชื่อว่าโรบิน ชอนน์)

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนเสริมในหนังสือชุดเดม่อนแห่งยุควิคทอเรียน (ที่เล่มแรกของชุดก็คือ The Demon's Daughter) เล่าเรื่องของโลกที่น่าจะอยู่ในช่ีวงเดียวกับยุควิคทอเรียนที่เรารู้จักกัน เพียงแต่ในโลกของเอ็มม่า มนุษย์ได้ค้นพบว่า ตนเองมิใช่สิ่งมีชีวิตเดียวที่มีวิวัฒนาการล้ำหน้ากว่าสัตว์อื่นเพียงชนิด เดียว ยังมีชาวยาม่า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คล้ายคลึงมนุษย์ แต่ไม่ใช่ อาศัยอยู่ด้วย การค้นพบยาม่าทำให้ประวัติศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์กลายเป็นคนป่าเถื่อนและไร้วัฒนธรรม ในขณะที่สังคมของยาม่าเ็ป็นสังคมชั้นสูงชนิดที่มนุษย์โลกไม่อาจก้าวไปถึง

ในเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของเคาท์เตสม่ายสาวที่เดินทางไปยังเมืองซึ่งอยู่ ระหว่างชายแดนระหว่างอาณาเขตของมนุษย์และยาม่า ที่นั่นเธอได้ปลดปล่อยความพิศวาสที่เก็บไว้ของตัวเองมานาน (จำได้ไหมว่าสังคมวิคทอเรียนนั้น กระทั่งขาโต๊ะก็ยังต้องเอาผ้ามาคลุม เพราะมันไม่สุภาพ) กับชายหนุ่มชาวยาม่าที่ทำงานในคลับเพื่อหาเงินส่งเสียกลับไปให้ครอบครัวที่ ยาม่า

พล็อตเรื่องเรียบง่ายไม่มีอะไรให้ต้องลุ้นกันมาก แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับยาม่าในหนังสือเล่มอื่น ๆ ของเอ็มม่ามาก่อนจะเก็ตกับความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์และยาม่า นี่ไหม มันมีความซับซ้อนพอสมควร และอาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจแบ็คกราวด์ของเรื่อง

แต่สำหรับเรา (เนื่องจากตามอ่านงานของเอ็มม่าเกือบครบทุกเล่ม) นี่จึงไม่ใช่ปัญหา คะแนนที่ 70

The Breed Next Door ของโลร่า ลีย์

ถ้านับกันตามจริงแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกที่โลร่าเขียนให้กับสนพ.เบิร์คเลย์ (หลังจากที่ทิ้งสนพ.อีลอร่ามาซบอกกัน) เรื่องนี้เป็นไปทุกอย่างตามสูตรของหนังสือชุดบรีดของโลล่าค่ะ เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ว่าสูตรชุดบรีดเป็นยังไง และเหมาะกับคนที่ชอบสูตรชุดบรีดของโลร่า (อย่างแม็กซ์ที่ตอนนี้ยังไม่เบื่อนะคะ)

เรื่องราวของทาเร็คที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้านสาวสวยอย่างไลร่า เพราะได้รับมอบหมายให้มาจับตามองกลุ่มคนที่เคยทรยศต่อพวกบรีด (ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีส่วนผสมของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ผสมปนเปกันอยู่) แต่แล้วเขาก็ต้องเสียสมาธิเพราะสาวน้อยข้างบ้านที่ยั่วเสน่ห์เขาเสียจริง และแน่นอนว่าตามสูตรแล้วไลร่าก็คือคู่แท้ของเขาอีกต่างหาก ซึ่งทำให้เมื่อทั้งคู่มีการแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกายต่อกัน (อย่าคิดมาค่ะ น้ำลายก็ถือว่าใช้ได้แล้ว) ก็จะทำให้ไลร่าเกิดอาการที่เรียกกันว่า Mating Heat ที่ทำให้ดีกรีความร้อนแรงในหนังสือเล่มนี้ทวีความรุนแรงหลายเท่าตัว

อย่างที่บอกเรื่องนี้เป็นพล็อตที่โลร่า ลีย์ให้บ่อยมาก ถ้าเคยอ่านแล้วยังไม่เบื่อเล่มนี้ก็น่าจะถือว่าโอเค ส่วนตัวเราซึ่งพูดเสมอว่า เพิ่งจะมารู้สึกว่าโลร่าเขียนหนังสือดีมาก ๆ ก็ตอนที่อ่านเรื่อง Tanner's Scheme ซึ่งเขียนหลังจากเล่มนี้หลายปี เรื่องสั้นเรื่องนี้เลยขาดเหตุผล และอารมณ์ในด้านลึกไปเยอะพอสมควร

คะแนนที่ 63

Falling for Anthony ของเมลจีน บรู๊ค

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเล่มนี้ที่เราเปิดอ่าน และก็ยังคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเมื่อเราหยิบมาอ่านอีกรอบ เรื่องราวในยุครีเจนซี่ เล่าเรื่องของคู่รักที่ไม่น่าจะลงเอยกันได้

นั่นก็เพราะแอนโธนี่เป็นเพียงหมอจน ๆ คนนึงที่พ่อของเอมิลี่ส่งเสียให้เล่าเรียน (สมัยนั้นหมอไม่รวยเหมือนตอนนี้หรอกนะ) ในขณะที่เธอเป็นลูกสาวของขุนนางบรรดาศักดิ์สูง แต่ในวันนึงก่อนที่แอนโธนีจะไปออกรบ (พร้อมกับคอลิน พี่ชายของเอมิลี่) จู่ ๆ สาวน้อยที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ก็จัดการรวบหัวรวบหางแอนโธนี่ซะอย่างงั้น

อ่านแล้วงงใช่ไหม แม็กซ์ก็งงค่ะ เราคงไม่บอกเหตุผลหรอกนะคะ แต่มันมีคำอธิบาย ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจใครที่นิยมลัทธิเยื่อบางนัก แต่มันโอเคสำหรับเรา

แต่แล้วในการรบ คอลินกลับเป็นเพียงคนเดียวที่กลับมาสู่บ้านได้ เพราะแอนโธนีเสียชีวิตลง สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือ แอนโธนีไม่ได้ตายในการรบธรรมดา เขาได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่าง และนั่นทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นเทพบุตร

ในฐานะของเทพบุตรฝึกหัด แอนโธนี่มีภาระต้องรับใช้สวรรค์ (หรือที่เรียกกันว่าเคย์ลั่ม) เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี ก่อนที่เขาจะมีสิทธิเลือกที่จะคุ้มครองมนุษย์ต่อ ไปสู่สวงสวรรค์ของแท้ หรือว่าจะตกจากสวรรค์ (ด้วยการเกิดใหม่) แต่งานแรกที่แอนโธนีได้รับการคือ การกลับไปยังบ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพื่อตามหาดาบของไมเคิล (ซึ่งเป็นผู้นำของเคย์ลั่ม) ที่หายไป ปัญหาก็คือ ดาบเล่มนั้นอยู่ในความครอบครองของเอมิลี่ หญิงสาวที่เขารักอย่างหมดหัวใจ แต่เข้าใจว่าเขาตายไปแล้ว

เรื่องสั้นเรื่องนี้มีความยาวมากที่สุดในเล่ม แต่มันแทบจะไม่เพียงพอเลยในการเล่าเรื่องที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ นั่นก็เพราะนอกเหนือจากเรื่องราวของตัวเอกอย่างแอนโธนีและเอมิลี่แล้ว ยังมีเรื่องของฮิวจ์ ซึ่งเป็นเทพบุตรซึ่งเป็นอาจารย์ของแอนโธนี (คิดถึงโอบีวันที่เป็นอาจารย์ของอนาคิน) และลิลิธ ปีศาจสาวจากนรกผู้ต่อสู้กับฮิวจ์มานานนับพันปี เรื่องราวของทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาตร์อันยาวนานของทั้งคู่ก่อนที่ จะลงเอยกันในเรื่อง Demon Angel และเล่มนี้ก็ยังเล่าเหตุการณ์ที่คอลิน พี่ชายของเอมิลี่ถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นพระเอกใน Demon Moon

โลกที่เมลจีน บรู๊คคนแต่งเรื่องนี้สร้างมันซับซ้อน และวิธีการเล่าเรื่องของเธอไม่เอื้ออำนวยกับการอ่านแบบลวก ๆ คุณต้องทุ่มเต็มร้อยและมีสมาธิอย่างเต็มที่ ไม่ควรรีบเร่งอ่าน เพราะทุกบรรทัดแฝงไว้ด้วยความหมาย

คะแนน 80

The Blood Kiss ของไซโลห์ วอร์คเกอร์

ในความคิดของแม็กซ์ เรื่องนี้อ่อนที่สุดในบรรดาสี่เรื่องในเล่มนี้ แต่ก็อาจเป็นเพราะไซโลห์เป็นนักเขียนที่ฝีมืออ่อนทีสุดในบรรดาสี่คนนี้ก็ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ห่วยไม่ได้เรื่องหรอกนะคะ

มันโอเคเลยล่ะ เพียงแต่เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นดูอ่อนไปเท่านั้นเอง

โรมัน มอนต์โกเมอรี่เป็นราชาหมาป่าผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งกำลับมีปัญหา นั่นก็เพราะน้องชายของเขาดันไปเผ่นพล่านในเขตแดนของแวมไพร์ จนถึงจับตัวไป บทลงโทษของเหล่าแวมไพร์ก็คือการจับขังเป็นเวลาสองร้อยปี ซึ่งโรมันยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงปลอมตัวบุกเข้าไปในถิ่นของแวมไพร์ จากนั้นก็ปฏิบัติการช่วยชีวิตน้องชายออกมา แต่ตอนขากลับบ้านดันไม่กลับมือเปล่า เขายังเกี่ยวเอาบุตรสาวคนเดียวของหัวหน้าแวมไพร์ติดตัวมาด้วย

เธอชื่อจูเลียนน่า และเธอเป็นแวมไพร์ชนิดพิเศษ นั่นก็คือเธอยังไม่ใช่แวมไพร์ หากแต่เป็นมนุษย์ (จะเป็นแวมไพร์เมื่อเธอตาย และได้ดื่มเลือด) ดังนั้นเธอจึงมีคุณค่ามหาศาล เพราะยังมีทายาทสืบตระกูลแวมไพร์ได้ การจับตัวเธอไปของโรมันจึงกลายเป็นการกระตุ้นให้พ่อของเธอประกาศศึก โดยมีจูเลียนน่าเป็นของรางวัล ใครที่ช่วยเธอมาจากโรมันได้ ก็จะกลายเป็นเจ้าบ่าวของเธอไปโดยปริยาย

ปัญหาของแม็กซ์ต่อเล่มนี้ก็คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้พ่อของจูเลียนน่าเป็นตัวร้าย โอเคโรมันพูดและคิดหลายรอบถึงความเลวร้ายของพ่อเธอ แต่แม็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวยังไง น้องชายโรมันก็เสือกบุกเข้าไปในดินแดนของเขาก่อน แล้วยังเรื่องจูเลียนน่า หากจะบอกว่าพ่อของเธอเลวที่เอาเธอเป็นเครื่องมือ ก็โรมันก่อนนั่นแหละดันเสือกไปยุ่งกะเธอก่อน แวมไพร์ก็ต้องการรักษาเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้เช่นกัน

มันเหมือนการบอกว่า หมาป่าดี แวมไพร์เลว ยังไงยังงั้นเลยล่ะ

เพราะความไม่เท่าเทียบกันทางความเหนือธรรมชาติ แม็กซ์จึงให้คะแนนได้แค่ที่ 60

โดยสรุปทั้งเล่ม Hot Spell ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะคะ เพราะจะแนะนำให้คุณได้รู้จักนักเขียนถึงสี่คนที่เขียนเรื่องอยู่ในระดับใช้ ได้เลยทีเดียว ดังนั้นแม้ว่าแยกแต่ละเล่มคะแนนจะดูไม่ค่อยดีนัก เพราะแม็กซ์ไม่ค่อยชอบเรื่องสั้น แต่เมื่อรวมกัน เล่มนี้ได้ 83 เพราะยากนักที่จะหาหนังสือรวมเรื่องสั้นที่คุณภาพของแต่ละเรื่องอยู่ในระดับ สูงอย่างนี้ได้