Showing posts with label Alexandra Ivy. Show all posts
Showing posts with label Alexandra Ivy. Show all posts

Saturday, January 31, 2009

When Darkness Comes // Alexandra Ivy

หนังสือเล่มนี้ออกขายมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้วแล้วล่ะค่ะ และเป็นเล่มที่แม็กซ์หยิบแล้ววาง วางแล้วหยิบมาตลอดปีครึ่งที่ผ่านมา บอกตามตรงนะคะว่าไม่คิดว่ามันจะสนุกแล้วล่ะ (เพราะถ้าสนุกก็น่าจะอ่านจบตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน ไม่ทำให้เกิดอาการเบื่อจนเลิกอ่านไปอย่างงี้)

แต่ผิดคาดนะคะ เพราะหยิบมาอ่านหนนี้ กลับอ่านได้ตลอดรอดฝั่ง และบอกได้ว่า ดีกว่าที่คาด (แต่ก็นั่นแหละนะ อ่านแล้วเลิกอ่านไปสามสี่รอบ ความคาดหวังมันก็หดจนเหลือต่ำกว่าศูนย์ไปแล้วล่ะ)

หนังสือชุดนี้ มีชื่อเรียกเท่ห์ ๆ ว่า Guardians of eternity ซึ่งแม็กซ์ก็บอกตามตรงว่าอ่านเล่มหนึ่งจบลงไปแล้วก็ยังไม่รู้สึกนะว่ามัน การ์เดี้ยนอะไรกัน นอกจากพระเอกในเล่มนี้ต้องคอยคุ้มครองนางเอก ซึ่งโอเคล่ะ (เป็นการพูดไทยสำเนียงสิงคโปร์) ถือเป็นการ์เดี้ยน (ที่แปลว่าผู้คุ้มครอง) ได้ แต่ยังงงว่า เรื่องชุดนี้มีต่อมาอีกสองเล่มแล้ว (และจะมีต่อไปอีกหลายเล่ม) ตัวละครตัวอื่น เช่นพระเอกเล่มสอง (ที่โผล่มาให้ยลโฉมกันในเล่มนี้) ก็ไม่เห็นว่าจะมีภาระหน้าที่ในการคุ้มครองอะไร จะว่ารวมกลุ่มกันเป็นขบวนการมดแดงมดเขียวก็ไม่น่าจะใช่ คงต้องอ่านกันต่อไปค่ะว่าทำไมถึงเรียกชื่อชุดว่าอย่างนี้ (แต่โดยส่วนตัวคิดว่าคงเลียนแบบประมาณ Black Daggers Brotherhood ประมาณนี้ล่ะ)

กลับมาเข้าพล็อตเรื่องกัน ดังเต้พระเอกของเราเป็นแวมไพร์ ตามความฮิตของนิยายโรแมนซ์ยุคนี้ ที่โดนเหล่าแม่มด (ที่ว่ากันว่าเป็นฝ่ายดี) ลากตัว (เพราะไม่ได้มาอย่างเต็มใจ แต่คาดว่าคงไม่ได้ลากกันจริง ๆ หรอกนะ) ก็บังคับนั่นแหละด้วยเวทมนตร์ให้มาคุ้มครองพลังฝ่ายดีที่เรียกกันว่าฟีนิกซ์ ถ้าอธิบายให้เข้าใจกันง่ายก็คงบอกว่า ฟีนิกซ์เป็นพลังที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้า (ฝ่ายดี) ที่ไม่อาจมีตัวตนเป็นของตัวเองได้ เวลาอยู่ในโลกมนุษย์ก็เลยต้องอาศัยร่างของมนุษย์เป็นผู้คุ้มครองพลังฟินิกซ์ อันนี้ แต่ก็ใช้ร่างก็ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์คนนั้นจะถูกครอบงำโดยฟีนิกซ์หรอกนะ ตัวตนของคนคนนั้นยังอยู่ครบ เพียงแต่จะมีพลังพิเศษในการสู้กับผู้ร้ายได้ แต่ในขณะเดียวกัน การมีฟีนิกซ์อยู่ในร่างก็ใช่ว่าจะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นคนดีได้ เพียงแต่อาจจะทำชั่วได้ไม่ถนัดเพราะว่าจะถูกฟีนิกซ์ในกายยับยั้งไว้

เมื่อสามร้อยสี่สิบเอ็ดปีก่อน ที่จำได้แม่นไม่ใช่เพราะว่าแม็กซ์ความจำดีหรอกนะคะ แต่เพราะมันเขียนไว้ที่ปกหลังของเรื่อง ดังเต้ถูกพิธีกรรมโดยเหล่าแม่มด ผูกพันความภักดีของเขาให้มีต่อมนุษย์ที่มีพลังฟีนิกซ์แฝงไว้ในกาย และนั่นหมายความว่า เขาต้องกลายเป็นผู้พิทักษ์และคุ้มครองเซเรน่า ซึ่งเป็นผู้ที่มีพลังฟีนิกซ์อยู่ในตัวในเวลานั้น เขาไม่อาจปฏิเสธหรือขัดคำสั่งของเซรีน่า และนั่นไม่ใช่ชะตากรรมที่สุขนักของแวมไพร์

สามร้อยสี่สิบเอ็ดปีผ่านไป จากยุคอดีตมาสู่ยุคปัจจุบัน จู่ ๆ เซรีน่าก็ถูกลอบทำร้ายชนิดที่ดังเต้ไม่อาจคุ้มครองหรือช่วยเหลือได้ทัน แต่ก่อนที่เธอจะตาย เธอส่งผ่านพลังฟีนิกซ์มาสู่หญิงสาวใกล้ตัว นั่นก็คือแอ็บบี้ ซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเซรีน่า

และจากหญิงสาวธรรมดา ๆ คนนึง แอ็บบี้ก็ถูกบีบให้เข้าไปในโลกเหนือธรรมชาติ ที่ทุกคนจ้องจะฆ่าเธอเพื่อบูชายันให้กับเทพเจ้าฝ่ายมืด (ที่เรียกกันในเรื่องว่า The Prince และแม็กซ์คิดว่าคงหมายถึงซาตาน) และด้วยความที่ยังใหม่ต่อพลัง เธอก็แทบจะปกป้องตัวเองไม่ได้เลย (เพราะใช้พลังไม่เป็น) ดังนั้นมันจึงกลายเป็นหน้าที่ของดังเต้ในการคุ้มครองเธอ

แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกับการคุ้มครองเซรีน่า เพราะเขายินดีและยิ่งกว่าเต็มใจในการคุ้มครองแอ็บบี้ อันที่จริงเขาค่อนข้างจะปิ๊งเธออยู่แล้วด้วยก่อนที่เซรีน่าจะตาย การที่แอ็บบี้ได้รับพลัง ก็เลยยิ่งกลายเป็นการทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้น

เรื่องนี้เวิร์คสำหรับแม็กซ์นะคะ ท่ามกลางหนังสือแนวแวมไพร์โรแมนซ์ที่ขายกันดาษดื่น เล่มนี้ถือว่าสอบผ่านค่ะ อาจไม่ถึงกับดีเลิศจนทำให้แม็กซ์สติแตก (เหมือนอย่างที่กำลังเป็นกับชุด BDB อยู่) แต่ก็ดีพอจะทำให้แม็กซ์คิดจะหยิบเล่มสองมาอ่าน

ตัวละครถือเป็นจุดแข็งสุดในเรื่องนี้ แม็กซ์พบว่าชอบทั้งดังเต้และแอ็บบี้ โดยเฉพาะดังเต้ที่เป็นแวมไพร์ซึ่งโดนบังคับมาตลอดชีวิตด้วยพลังของแม่มด และ (คาดว่า) คงโดนอะไรมาเยอะไม่น้อย แต่เขาไม่ทนทุกข์น่ารำคาญ ไม่ขี้บ่นถึงอดีต (ที่แก้ไขไม่ได้) และเขารู้ใจตัวเอง และพฤติกรรมก็ออกมาตรงกับใจ (ไม่ใช่ประเภทที่คิดว่ารัก แต่ทั้งด่าและเสียดสีนางเอกสารพัด)

ส่วนแอ็บบี้ก็ถือว่าโอเคล่ะ ไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่เลวร้าย ไม่มีพฤติกรรมโง่จนสมควรตาย ซึ่งก็ถือว่าดีแล้ว

แต่เพราะแม็กซ์คิดว่ายังมีช่องโหว่งในการเล่าเรื่องอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นอดีตของดังเต้ ที่เปิดมาว่าเขาจำอดีตตัวเองก่อนเป็นแวมไพร์ไม่ได้เลย เพราะตื่นขึ้นมาที่ท่าเรือคืนนึงก็พบว่าตัวเองเป็นแวมไพร์ไปแล้วโดยไม่รู้ ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ไม่มีการพูดถึงประเด็นนี้ต่อ ทั้งที่แม็กซ์คิดว่ามันน่าเอามาเล่นมาก หรืออย่างมิตรภาพระหว่างดังเต้และไวเปอร์ (พระเอกเล่มสอง) ที่ในเรื่องเห็นได้ชัดว่าสองคนสนิทและรักกันมาก แต่แม็กซ์ก็ไม่รู้สึกว่ามันจะเกิดขึ้นได้ยังไง ในเมื่อดังเต้ต้องใช้เวลาอยู่กับเซรีน่าเพื่อคุ้มครองเธอ นอกจากการพูดว่าไวเปอร์เป็นคนที่รับเอาดังเต้เข้ามาในเผ่าแวมไพร์ เป็นไกด์แนะนำวิธีการใช้ชีวิตของแวมไพร์ให้เขา ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม มันก็เลยทำให้แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความผูกพันของสองคนนี้นัก ในขณะที่พฤติกรรมไวเปอร์ช่วยดังเต้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

บางทีการบกพร่องในพล็อตและขั้นตอนการเล่าเรื่อง อาจเป็นเพราะคนแต่งให้เวลาในเรื่องไปกับดังเต้และแอ็บบี้ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นแม็กซ์ก็ไม่บ่นหรอกนะคะ เพราะแม็กซ์ชอบเล่มนี้ก็ด้วยสาเหตุนี้แหละ

โดยรวม ถ้าคุณอยากอ่านเรื่องแวมไพร์โรแมนซ์ที่ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องลุ้นมาก ไม่ต้องบ้าคลั่งมากขนาดแทบจะรอให้เล่มต่อไปออกขายไม่ไหว แต่เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวละครสองตัวที่คุณพอใจ ก็แนะนำเล่มนี้นะ คะ เป็นการฆ่าเวลาที่โอเคทีเดียว

คะแนนที่ 67

Friday, January 23, 2009

Embrace the Darkness // Alexandra Ivy

ตั้งใจจะอ่านเล่มนี้ตั้งนานแล้วล่ะค่ะ เพราะค่อนข้างโอเคกับเล่มแรก When darkness comes นะคะ เพราะถึงจะไม่สนุกเท่ากับชุดแวมไพร์อื่น ๆ แต่ก็ถือว่า ดีกว่าที่คาดเยอะ

เล่มนี้ก็เหมือนกับเล่มแรกล่ะค่ะ อาจจะไม่สนุกสุดยอด แต่ก็ถือว่าใช้ได้น่าอ่านทีเดียวล่ะ

Embrace the darkness ของอเล็กซานดร้า ไอวี่

เริ่มต้นก็ขอวิจารณ์ชื่อชุดอีกรอบ (หลังจากพูดไปแล้วรอบนึงในรีวิวของเรื่อง When Darkness comes) เพราะจนอ่านเล่มสองจบไปแ้ล้ว แม็กซ์ก็ยังไม่เก็ตว่ามันเป็นชุด Guardian of Eternal ไปได้ยังไง ยังไม่เห็นประเด็นเลยนะคะ เพราะในเล่มนี้ยิ่งไปกว่าเล่มแรกเสียอีก (ในเล่มแรกพระเอกยังเป็นผู้พิทักษ์ของฟีนิกซ์) เพราะไวเปอร์ไม่ได้มีหน้าที่ต้องพิทักษ์หรือคุ้มครองใครสักคน การที่เขาเลือกจะปกป้องนางเอกจากเหล่าร้ายก็เพราะเขารักเธอ แต่มันไม่ใช่หน้าที่

คิดว่าคงเป็นชื่อชุดที่ตั้งให้ฟังดูเท่ห์อย่างเดียวล่ะค่ะ

กลับมาเข้าเรื่อง ทั้งพระเอกและนางเอกเล่มนี้เป็นตัวละครที่มีบทบาทมาแล้วตั้งแต่เล่มแรก ไวเปอร์เป็นทั้งเพื่อนและหัวหน้าเผ่าแวมไพร์ที่ดังเต้พระเอกเล่มแรกสังกัด อยู่ ส่วนเชย์เป็นปีศาจที่ถูกส่งมาตามล่าแอ็บบี้ นางเอกเล่มแรก แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะช่วยพวกเขาแทน ในระหว่างการต่อสู้กับผู้ร้ายในเล่มแรก เชย์เอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยไวเปอร์ ดังนั้นเธอจึงไม่สบอารมณ์อย่างมาก เมื่อพบว่าไวเปอร์กลายเป็นคนที่เข้ามาประมูลแล้วได้ตัวเธอไปเป็นทาส

เชย์เป็นปีศาจลูกครึ่งระหว่างมนุษย์และชาร์ล็อตต์ (แม็กซ์ค้นข้อมูลแล้วนะคะ คิดว่าปีศาจจำพวกชาร์ล็อตต์นี่น่าจะเป็นจินตนาการของคนแต่งเอง เพราะหาที่มาคำอธิบายไม่เจอเลยค่ะ) ว่ากันว่าเธอเป็นชาร์ล็อตต์คนสุดท้ายที่อยู่ในโลกของเรากันแล้ว เพราะชาร์ล็อตต์คนอื่น ๆ ล้วนทิ้งโลกของเราไปสู่โลกมืดเพื่อตามเจ้าชายของพวกเขาไปอีกมิตินึง (คิดว่าเจ้าชายของพวกเขาก็น่าจะเทียบเคียงกับซาตานนะคะ) แต่เชย์ติดอยู่ที่นี่เพราะพ่อของเธอหลงรักมนุษย์ และไม่ยอมอพยพไปกับพวกของตัวเอง

ด้วยคำสาปที่ติดตัวมา เชย์ต้องทำตามคำสั่งของเอวอร์ นักค้าทาสที่เห็นโอกาสเอาชาร์ล็อตต์คนสุดท้ายออกขาย ว่ากันว่าเลือดของชาร์ล็อตต์สามารถรักษาอาการป่วยได้ทุกอย่าง และเชย์ก็เป็นที่ต้องการเพราะเลือดของเธอ แต่ไ่ม่ใช่สำหรับไวเปอร์

หลังจากร่วมกันต่อสู้กับผู้ร้ายเล่มก่อน ไวเปอร์ก็ไม่อาจสลัดเชย์ออกไปจากใจได้ ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินข่าวการประมูลตัวชาร์ล็อตต์ เขาจึงไปที่นั่น และทุ่มไม่อั้นเมื่อให้ได้ตัวเธอมา

แต่ก็ต้องพบว่า ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่ต้องการตัวเชย์ ยังมีศัตรูที่ตามล่าพวกเขาอยู่อีก และไวเปอร์พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ

หนังสือเล่มนี้เขียนอย่างไม่มีประเด็นเป็นชิ้นเป็นอันค่ะ ครึ่งเล่มแรกแม็กซ์บอกเลยว่า รู้สึกเหมือนคลำทางอยู่ในความมืด ไม่ใช่ว่าอ่านไม่รู้เรื่องหรอกนะคะ ภาษาในเรื่องนี้ไม่ยากเย็นอะไร แต่เพราะความไม่มีประเด็นเป็นชิ้นเป็นอันของเรื่องต่างหาก ก็เลยดูเหมือนเรื่องดำเนินไปอย่างไร้จุดหมายพิกล ไวเปอร์ซื้อตัวเชย์มา แต่เขาไม่ต้องการอะไรจากเธอสักนิด ส่วนเชย์ก็ไม่ไว้ใจแวมไพร์เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่ว่าเลือดของชาร์ล็อตต์ เป็นที่ต้องการของแวมไพร์แค่ไหน

ครึ่งเล่มแรกเป็นคลำทางไปหาพล็อต ส่วนครึ่งเล่มหลังเริ่มดีขึ้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเชย์และไวเปอร์เริ่มพัฒนาขึ้น ส่วนตัวแม็กซ์คิดว่าอเล็กซานดร้าเขียนพล็อตพารานอมอลได้ไม่ดีนักหรอกค่ะ ไม่น่าสนใจ หรือน่าค้นหกอะไรเลย แต่เธอเป็นคนที่เขียนเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองได้ดี และน่าเชื่อ เพราะในท้ายที่สุดเมื่อไวเปอร์และเชย์ยอมรับความรู้สึกที่มีต่อกันและกัน แล้ว มันดูสมจริงอย่างยิ่ง

และเช่นเดียวกับเล่มแรก ข้อเสียของเรื่องนี้ก็คือการปูพื้นตัวละคร และการบรรยายโลกของแวมไพร์อันเป็นพื้นหลักของเรื่องทำได้ไม่ดีนัก เราไม่รู้เลยว่าไวเปอร์เคยเป็นใครมาก่อน มีอดีตเช่นไร แล้วทำไมเขาจึงกลายเป็นคนอย่างที่เขาเป็นในปัจจุบัน เราแค่ได้เห็นเขาในปัจจุบันเท่านั้น (แล้วประเด็นเรื่องการสูญเสียความทรงจำในชีวิตสมัยที่เคยเป็นมนุษย์ของแวม ไพร์ถูกพูดถึงนิดเดียว จนแม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม เพราะดูเหมือนว่าคนที่กลายเป็นแวมไพร์จะจำอดีตของตัวเองสมัยที่เป็นมนุษย์ ไม่ได้ --- ไวเปอร์พูดไว้ตอนท้าย ๆ เรื่อง ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านก็ช่วยคอนเฟิร์มความเข้าใจของแม็กซ์ด้วยนะคะ)

อย่างที่บอกค่ะ ถ้าอ่านเล่มนี้โดยหวังจะเจอพล็อตเรื่องที่สร้างสรร ก็ขอความกรุณาให้ไปอ่านงานของนรินี ซิงค์แทน แต่ถ้าอยากอ่านเรื่องของพระเอกและนางเอกที่มีความสัมพันธ์กันอย่างจริงใจและ จับต้องได้ ก็ลองอ่านเล่มนี้ดู

คะแนนที่ 70

Wednesday, January 21, 2009

Darkness Everlasting // Alexandra Ivy

นี่เป็นอีกเล่มที่อ่านจบไปตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วค่ะ แต่เพิ่งถึงคิวเขียนรีวิว เพราะเล่มนี้เป็นหนังสืออีกเล่มนึงของอเล็กซานดร้า ไอวี่ที่อ่านได้เรื่อย ๆ ไม่ถึงกับจับใจ แต่ก็ไม่ได้ขัดใจจนเราจะคิดเลิกซื้องานของเธอมาอ่านหรอกค่ะ

Darkness Everlasting ของอเล็กซานดร้า ไอวี่

ท่ามกลางหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่ขายกันดาษดื่น หนังสือชุด Guardian of Eternity (ที่จนบัดนี้แม็กซ์ยังไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร เพราะแวมไพร์ในเรื่องก็ไม่เห็นว่าจะต้องพิทักษ์รักษาอะไรสักอย่าง แถมไม่ได้อยู่ร่วมกันเป็นองค์กรอะไรอีกด้วย) ของอเล็กซานดร้า ไอวี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนอ่าน โดยเฉพาะคนที่เบื่อพระเอกแวมไพร์หูตึงที่ไม่เคยฟังคำพูดของนางเอก

พระเอกของอเล็กซานดร้าจะอ่อนโยน และรู้ใจตัวเองเป็นอย่างยิ่ง เรื่องทำร้ายจิตใจนางเอกเพื่อบีบหัวใจคนอ่านไม่มีหรอกค่ะ แถมนิสัยประเภทอัลฟ่าแบบปัญญาอ่อนก็ไม่ปรากฎ เราถือว่านี่เป็นจุดเด่นมาก ๆ ข้อนึงของงานของเธอเลยค่ะ

หนังสือของเธออาจไม่มีจุดที่น่าติดตามชนิดที่ต้องรีบอ่านทันทีที่ซื้อมา หรือว่ามีพล็อตเรื่องที่สร้างสรรสุดสุด แต่ก็ไม่มีอะไรบกพร่องรุนแรง ถือว่าเป็นงานที่ีอ่านฆ่าเวลาได้โดยไม่ต้องเสียดายเงิน

สติกซ์พระเอกของเล่มนี้คือตัวละครรองที่ออกมามีบทในเล่มก่อนหน้า (Embrace the darkness) เขาจำใจต้องมารับบทกษัตริย์แห่งเหล่าแวมไพร์ทั้งปวงเพราะเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นในเล่มนั้น (ไม่เล่านะคะ เพราะจะสปอยล์เล่มสองไป) หนึ่งในภารกิจแรก ๆ ที่เขาทำก็คือการลักพาตัวหญิงสาวที่เขาเชื่อว่าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาอย่าง ดาร์ี่ซี่ สมิธ เพราะว่าแม้เธอจะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา เธอกลับกลายเป็นเป้าหมายของหัวหน้าเหล่ามนุษย์หมาป่า

และเพื่อกุมอำนาจเหนือมนุษย์หมาป่าที่พวกแวมไพร์เชื่อว่าต้องอยู่ภายใต้ อำนาจของพวกเขา สติกซ์จึงลักพาตัวดาร์ซี่ไปกักขังไว้ที่รังของเขา แต่การกักขังครั้งนี้ไม่ใช่ละครเรื่องจำเลยรักภาคการสร้างครั้งที่สิบห้า หรอกนะคะ เพราะสติกซ์ไม่ได้สวมบทโหดทั้งด่า ทั้งเฆี่ยนนางเอก และดาร์ซี่ก็ไม่ใช่เหยื่อ

นั่นเพราะดาร์ซี่ฉลาดพอที่จะรู้ว่า ผู้หญิงธรรมดาสามัญอย่างเธอซึ่งอยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นเป้าหมายการแย่งชิงกันระหว่างแวมไพร์ และหมาป่า เธอไม่มีทางเอาชีวิตรอดตามลำพังได้ และแม้สติกซ์จะลักพาตัวเธอ แต่เขาก็ดีกับเธอ และไม่ทำร้ายเธอ ดังนั้นเธอจึงคิดว่าการเลือกที่จะอยู่กับเขา แทนที่จะทำตัวเป็นนางเอกที่โง่เกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ด้วยการหนีออกไป (และจะโดนพวกหมาป่าจับตัวไปในทีสุด)

และเมื่อได้ดาร์ซี่มาอยู่ใกล้ชิด ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่สติกซ์อ่อนโยนลง ก่อนหน้าที่เขาจะกลายเป็นราชาแห่งเหล่าแวมไพร์ เขาคือราเวน หรือองครักษ์ผู้คุ้มกันราชาคนเก่า ตลอดชีวิตเขามีแต่หน้าที่ และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับใครสักคนที่มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา ผ่านฉากหน้าที่เย็นชา และรู้ว่าแท้จริงแล้วภายใต้หน้ากากนั้นยังมีผู้ชาย (ที่อาจไม่ใช่มนุษย์) ซ่อนตัวอยู่

เช่นเดียวกับหนังสือสองเล่มแรกในชุดค่ะ พล็อตเรื่องไม่ใช่จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ มันไม่ได้สร้างสรรหรือท้าทายสติปัญญาคนอ่าน หากแต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกที่โดดเด่น และเราคิดว่าเป็นจุดเด่นของคนแต่งค่ะที่เขียนความรักที่น่าเชื่อ แม้มันจะเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาไม่กี่วัน คนแต่งทำให้แม็กซ์เชื่อได้ว่า ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นดาร์ซี่

และแม้จะเป็นเล่มสามในชุด แม็กซ์ก็คิดว่า ถ้าอยากจะเริ่มต้นอ่านที่เล่มนี้ก็ย่อมทำได้ แม้จะเป็นการสปอยล์ตอนจบของเล่มสองไปบ้าง แต่อย่างที่บอกพล็อตไม่ใช่สิ่งสำคัญในหนังสือชุดนี้อยู่แล้ว สปอยล์ไปก็เท่านั้น

คะแนนที่ 67

ขอนอกเรื่องส่งข่าวถึงเพื่อน ๆ นิดนึงนะคะ เนื่องจากหนังสือเรื่อง Swallowing Darkness ของลอเรล เค. แฮมิลตันออกขายแล้ว และเรารู้นะว่าใครบางคนได้อ่านจบเรียบร้อยแล้ว เราก็เลยขอนัดชมรมเมอรี่ เจนทรี้พบกันเพื่อพูดคุยและสังสรรประจำปี แม็กซ์ขอนัดเป็นวันที่ 14 พฤศจิกายน 2008 นะคะ สำหรับสถานที่ของให้ส่งอีเมลล์มาหาแม็กซ์ที่อีเมลล์ส่วนตัวนะคะ ไม่ใช่อีเมลล์ของบลอก เราจะส่งรายละเอียดสถานที่ไปให้