Showing posts with label 2000. Show all posts
Showing posts with label 2000. Show all posts

Friday, February 13, 2009

Quinn's Return // Shannon Anderson & Return to Me // Shannon McKenna

หนังสือเล่มนี้เป็นความภาคภูมิใจของแม็กซ์ค่ะ ที่สามารถค้นหาจากตลาดหนังสือมือสองในเน็ตมาได้ แม็กซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้มาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพล็อตเรื่องเป็นยังไง เหตุผลเดียวที่เราอยากได้เล่มนี้ก็คือความจริงที่ว่า แชนน่อน แอนเดอร์สันเป็นนามปากกาของคนแต่งที่ใช้ชื่อว่า แชนน่อน แม็คเคนน่า

และคนที่อ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ หรือรู้จักแม็กซ์ ก็จะรู้ว่า แม็กซ์คลั่งไคล้แชนน่อน แม็คเคนน่ามากขนาดไหน

ก่อนที่แชนน่อนจะประสบความสำเร็จในนามของแม็คเคนน่า เธอเคยเขียนหนังสือเล่มเล็ก (ความยาวไม่ถึงสองร้อยหนา) ให้กับสนพ.ที่ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว โดยใช้นามปากกาว่าแชนน่อน แอนเดอร์สัน

หนังสือที่เธอเขียนในนามปากกาแชนน่อน แอนเดอร์สันมีห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้แม็กซ์มีในครอบครองแล้วสี่เล่ม เหลืออีกเล่มนึงค่ะ ซึ่งก็คงต้องตามหากันต่อไป

แม็กซ์เลือกหยิบเล่มนี้มาอ่านก่อนเลย เพราะดูพล็อตแล้วน่าสนดี เรื่องราวของชายหนุ่มที่เดินทางกลับมาบ้านเกิดหลังจากจากไปนานหลายปี

พล็อตอย่างนี้เป็นพล็อตที่ใช้กันบ่อยมากในนิยายโรแมนซ์ ดังนั้นเราจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ดังนั้นลองนึกถึงความแปลกใจของตัวแม็กซ์ดูสิคะที่เมื่อเราเริ่มต้นอ่าน ประโยคแรกในเล่มแล้วรู้สึกว่ามันคุ้น

เอาเป็นว่าโคตรคุ้นเลยแล้วกัน

นั่นก็เพราะหนังสือเรื่อง Quinn's Return ก็คือต้นแบบของหนังสืออีกเรื่องที่แชนน่อนเขียนในเวลาต่อมา ด้วยนามปากกาแชนน่อน แม็คเคนน่า โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Return to Me

หลังจากอ่านเล่มนี้จบ เราขอสรุปเลยแล้วกันว่า เรื่อง Quinn's Return ถูกนำกลับไปรีไซเคิล โดยยังคงรักษาพล็อตหลักของเรื่องเอาไว้เกือบหมด ทั้งประโยค คำพูด การบรรยายเรื่อง ถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง Return to Me กระทั่งชื่อของพระนางก็ยังเกือบจะเหมือนกัน

เราเลยถือเป็นโอกาสอันดีนะคะ รีวิวหนังสือทั้งสองเล่มนี้ไปในคราวเดียวกันเลยดีกว่า

Quinn's Return ของแชนน่อน แอนเดอร์สัน

แม็กซ์หาภาพปกของหนังสือเล่มนี้ไม่เจอนะคะ เลยไม่ได้เอามาลงให้ดูกัน (ถ้ามีโอกาสจะถ่ายรูปของเล่มที่แม็กซ์มีในครอบครอบมาลงแล้วกันนะคะ)

ไซม่อน ควินน์ซึ่งเป็นช่างภาพที่ประสบความสำเร็จ ตัดสินใจเดินทางกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อสะสางเกี่ยวกับมรดกของกัส ควินน์ผู้เป็นลุงที่เพิ่งเสียชีวิตไป แต่การกลับมาของเขาก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนทั้งเมือง ที่ยังคงจดจำพฤติกรรมห่าม ๆ ของเขาในวัยเด็กได้ และนั่นรวมทั้งเอลินอร์ คอนเนอร์ หญิงสาวตระกูลเก่าผู้เพียบพร้อม ผู้ซึ่งเติบโตมาพร้อม ๆ กับไซม่อน

เด็กทั้งสองผูกพันกันมาก ความผูกพันที่ดึงรั้งเอลินอร์เอาไว้ไม่ให้มีความสัมพันธ์กับใครอื่น จนกระทั่งในที่สุดเธอตัดสินใจที่จะตัดใจจากไซม่อนผู้ซึ่งนับแต่จากไปจาก เมืองเขาก็ไม่เคยติดต่อเธออีกเลย แอลลี่ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตที่เธอต้องการเสียที เธอตอบรับหมั้นจากชายหนุ่มเนื้อหอมของเมือง แบรด มิชเชลล์เป็นชายในฝันสำหรับผู้หญิงหลายคน แต่เมื่อไซม่อนกลับมา แอลลี่ก็พบความจริงว่า ตัวเองไม่เคยตัดใจไปจากเขาได้เลย

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือรักแบบเบสิค นั่นหมายถึงไม่มีอะไรในพล็อตมากไปกว่าเรื่องรักระหว่างไซม่อน และแอลลี่ เรื่องราวที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และไม่โทษแอลลี่เลยที่เลือกไซม่อน ในเมื่อแบรด และครอบครัวของเขาดูช่างห่วยแตก และแม็กซ์ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมแอลลี่ทนพวกนั้นได้จนถึงกับหมั้นหมายกับแบรด (ถ้าจะคิดว่าพวกนั้นลายยังไม่ออก ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะพฤติกรรมของพวกนี้มันแย่นะ ไม่น่าจะเก็บซ่อนไว้ได้นาน)

มันไม่แปลกอะไรสักนิดเมื่อแอลลี่เลือกไซม่อน แต่มันกลับกลายเป็นจุดด้อยของไซม่อนที่ไม่กล้าตัดสินใจ พระเอกของเราหวาดกลัวความรัก อย่างไม่มีเหตุผล มีการแย้ม ๆ ถึงการที่เขาถูกทารุณในวัยเด็กจากผู้เป็นลุงบ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนเพียงพอ แม็กซ์อ่านแล้วไม่เห็นใจ หรือสงสาร ออกจากหมั่นไส้ด้วยซ้ำที่เขาเลือกที่จะเดินจากแอลลี่ไป

แต่โดยรวมรู้อะไรไหมคะ แม็กซ์มองเห็นโอกาสของการที่หนังสือเล่มนี้จะได้รับการแปลเป็นภาษาไทย มากกว่าเรื่อง Return to Me (ที่เราคิดว่าดีกว่าหลายขุม) เสียอีก เพราะเรื่องนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่สนพ.ในเมืองไทยชอบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรื่องที่บางจ๋อย (แค่ร้อยหกสิบกว่าหน้า) นางเอกที่เป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง เก็บเนื้อเก็บตัวเอาไว้ให้พระเอก

แต่สำหรับแม็กซ์ คะแนนที่ 57

Return to Me ของแชนน่อน แม็คเคนน่า

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเอาเรื่อง Quinn's Return มาเขียนใหม่ และมันช่างเป็นการเขียนใหม่ที่เพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบให้เนื้อเรื่องอย่าง มาก

ตัวแม็กซ์เองกลายมาเป็นแฟนหนังสือของแชนน่อนก็เพราะเล่มนี้ (เราอ่านเรื่องนี้ก่อนอ่าน Quinn's Return ค่ะ) คนแต่งเขียนได้ดีมากขนาดที่เราไม่รู้เลยสักนิดว่าส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ส่วนแทรกขึ้น ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่อง

พล็อตของหนังสือเรื่องนี้เหมือนกับเรื่อง Quinn's Return ชนิดลอกกันมากเลยแหละ (ก็มันลอกกันจริง ๆ นี่) เพียงแต่ในเล่มนี้พระเอกของเราชื่อว่า ไซม่อน ไรลี่ย์ เขาเป็นช่างภาพระดับเจ้าของรางวัล และผ่านการถ่ายภาพในสงครามโหดมาแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด เพราะอีเมลล์ที่ได้รับจากกัส ผู้เป็นลุง ซึ่งในตอนเปิดเรื่องได้เสียชีวิตลงแล้ว ลุงของเขาได้ชื่อว่าเป็นคนเพื้ยนและชอบใช้ความรุนแรง ซึ่งไซม่อนรู้เป็นอย่างดี แต่ในอีเมลล์นั้นมันราวกับว่า กัสมีช่วงเวลาที่ชัดเจนเกิดขึ้น ในอีเมลล์กล่าวถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีตที่กัสได้เข้าไปเห็นเป็นพยาน การกระทำที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ การกระทำที่ตามหลอกหลอนกัส และเป็นสิ่งที่กัสต้องการให้ไซม่อนระวังตัวจากผลพวงของมัน

ไซม่อนเดินทางกลับมา และเขาก็ได้พบกับเอล หรือเอเลน เค้นต์ สาวน้อยที่บัดนี้ได้กลายเป็นเจ้าของโรงแรมชนิดเบดแอนด์เบรคฟาสต์ที่ซึ่งเขา มาเข้าพัก (ส่วนนี้เหมือน QsR ค่ะ) และเช่นเดียวกัน เอเลนที่รักไซม่อนมาตลอดชีวิต เธอตัดสินใจเลิกรอคอยการกลับมาของเขาแล้ว เธอได้หมั้นหมายกับแบรด ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม แต่แล้วการกลับมาของไซม่อนก็ทำให้เอเลนต้องทนทวนทุกอย่างอีกครั้ง

ในหนังสือเล่มนี้ ความผูกพันระหว่างไซม่อนและเอเลนถูกถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือไ้ด้ชัดเจน ทำให้แม็กซ์รู้สึกถึงความรักที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน จนกลายเป็นความรักฝังใจที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ก็ไม่อาจทำให้ไซม่อน และเอลลืมเลือนอีกฝ่ายได้เลย

ในเล่มนี้อดีตของไซม่อนถูกเล่าออกมามากพอจนทำให้แม็กซ์เข้าใจความต้องการ หลีกหนีความรักของเขา เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองว่าตัวเองไม่เหมาะกับความรัก เข้าใจเหตุผลที่เขาเลือกที่จะเดินออกจากชีวิตของเอล (ในขณะที่ QsR มันเป็นคำถามข้อใหญ่ที่เรามี) แม้จะไม่เห็นด้วยนะ แต่อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าพระเอกงี่เง่าที่เดินจากสิ่งดี ๆ อย่างเอลไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงฉากเซ็กส์ที่ฮ็อตกว่าอีกค่ะ ความสามารถของแชนน่อนก็คือ เธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบอะไรในเรื่องเลย การเพิ่มดีกรีความร้อนแรงไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องสูญเสียไป

นอกจากนี้แล้วการเติมพล็อตในส่วนของความลึกลับในอดีตของกัสที่ตามมาระราน ไซม่อนในปัจจุบันก็ทำให้เรื่องมีน้ำหนัก และน่าติดตามอ่านยิ่งขึ้น

และส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือ เรื่องนี้คู่หมั้นของเอลไม่ใช่ตัวร้ายที่เป็นอย่างใน Quinn's Return เพราะแบรดมาด้านลึกที่ซ่อนเอาไว้ เราชอบมาก ๆ ที่แชนน่อนเขียนแบรดในเวอร์ชั่นใหม่ ผู้ชายที่มีสองด้าน ด้านนึงอาจจะไม่ชอบไซม่อน (ใครจะชอบเขาได้ในเมื่อไซม่อนคือตัวปัญหาในวัยเด็ก และยังแย่งเอลไปจากแบรดอีก) ในอีกด้านนึงเขาก็ยังเป็นมนุษย์ที่รู้จักผิดชอบชั่วดี

คะแนนที่ 87

การที่แม็กซ์ได้มีโอกาสอ่าน Quinn's Return ที่แม้จะไม่ได้สนุกอะไร แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังหรอกนะคะว่าจะสนุก แม็กซ์คิดเสมอว่าหนังสือที่สั้นขนาดนั้น แทบจะไม่มีโอกาสที่จะสนุกขึ้นมาได้หรอก การที่เราได้เห็นต้นแบบของ Return to me ทำให้เราตระหนักแก่ใจถึงพัฒนาการของแชนน่อนในฐานะนักเขียนยิ่งขึ้น เพราะหนังสือทั้งสองเรื่องนี้ใช้พล็อตและการดำเนินเรื่องที่เกือบเหมือนกัน แต่การเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกลับทำให้ความเห็นที่เรามีต่อหนังสือสองเล่มนี้แตกต่าง กันไปโดยสิ้นเชิง

Sunday, February 8, 2009

In Appriciation of Liz Carlyle

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนถึงเรื่อง Witch fire ที่เพิ่งอ่านจบไป แต่แล้วอาการลิซเครซี่ก็แทรกเข้ามากระทันหัน ก็เลยขออนุญาตเขียนถึงนักเขียนคนที่สำหรับแม็กซ์แล้ว คืออันดับหนึ่งในดวงใจ ณ เวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแนวย้อนยุค

ลิซ คาร์ไลล์อาจไม่มีหนังสือเล่มที่แม็กซ์เรียกได้ว่าเล่มโปรด ชอบมากจนสุดหัวใจ แต่กับงานของเธอ แม็กซ์กล้าเปิดอ่านโดยไม่ต้องทำใจเตรียมรับกับความผิดหวัง คะแนนเฉลี่ยหนังสือของเธออยู่ที่ 82 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดานักเขียนแนวย้อนยุค

และเพื่อเป็นการเตรียมฉลองให้กับหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่กำลังจะออกขาย (หรือจะมาถึงเมืองไทย) ในเร็ววันนี้ แม็กซ์ก็เลยอยากจะพูดถึงงานในอดีตของเธอ

My False Heart(83)หนังสือเล่มแรก เขียนขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 1999 เธอไม่เหมือนนักเขียนหน้าใหม่เลยสักนิด กับพล็อตเรื่องที่ดูแสนธรรมดา แต่ความพิเศษซึ่งเราถือว่าเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญสุดของเธอก็โดดเด่นจนแม็กซ์ ซึ่งอ่อนภาษาอังกฤษเหลือเกินในตอนนั้นยังมองเห็น ความลึก ความนุ่มนวล และความฉลาดในการใช้ภาษา การบรรยายตัวละครโดยไม่จำเป็นต้องใช้การบอกให้คนอ่านรับรู้ แต่กลับเป็นการทำให้คนอ่านซึมซาบเข้าไป ความละเมียดละไมที่หาได้ยากในงานของนักเขียนทั่วไป ทำให้เธอโดดเด่นแม้ว่าพล็อตเรื่องจะไม่มีอะไรเลย เรื่องการหลอกลวงของเอลเลียตที่บังเอิญหลบฝนไปในบ้านของเอแวนเจลีน แล้วถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักวาดรูปภาพเหมือนที่เธอจ้างมา ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางสูงศักดิ์กับหญิงสาวที่ดูไม่เหมาะสมกับเขานักก็ เริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อนของแม็กซ์คนนึงเคยพูดถึงฉากที่เป็นหัวใจของเรื่อง ซึ่งแม็กซ์เห็นด้วยเต็มที่ เมื่อเอลเลียตสารภาพกับนางเอกถึงเหตุผลที่เขาต้องปกปิดตัวตนของตนไว้ ทั้งที่ในฐานะของมาร์ควิสแห่งเรนน็อคเขาดูดีกว่านักวาดรูปปากกัดตีนถีบนัก "เพราะผมไม่เคยชอบผู้ชายที่ผมเป็น ผมไม่เคยชอบตัวตนของตัวเองและผมต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำให้คุณชอบผม แล้วผมจะคาดหวังได้อย่างไรเล่าที่จะให้คุณชอบผมอย่างที่ผมเป็น โดยไม่โกหก"

สำหรับงานเล่มแรก สอบผ่านฉลุยค่ะ และทำให้แม็กซ์กลายเป็นแฟนตัวจริงเสียงจริงของเธอมาจนถึงบัดนี้

A Woman Scorned (90) ตามมาในเดือนพฤษภาคม 2000 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าจะไม่ชอบ เพราะเป็นเรื่องราวของแม่ม่ายลูกติดสอง คนที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าสามีของตัวเอง กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แม็กซ์ก็ยังเป็นคนโง่ที่ปิดกั้นตัวเองเหมือนกันนะ แม็กซ์มีรสนิยมบางอย่างที่เป็นกำแพงทำลายโอกาสของตัวเอง แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องที่นางเอกแต่งงานมาก่อน หรือมีลูกติด หนังสือเล่มนี้พิสูจน์ให้แม็กซ์รู้ว่าตัวเองโง่แค่ไหน ความสนุกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของนางเอก หรือความหล่อเหลาของพระเอกหรอกนะ โจเน็ตนางเอกของเรื่องห่างไกลจากความเพียบพร้อม เธอถูกจัดให้แต่งงานกับชายสูงวัยกว่าตั้งแต่อายุน้อย เธอยอมรับกับมัน และทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกชายสองคนของเธอ และเมื่อสามีของเธอตายในลักษณะที่น่าสงสาร เธอก็ยืดหน้าต่อสู้กับคำครหา เธอเป็นผู้หญิงชนิดที่แม็กซ์อยากจะเป็น เพราะเธออารมณ์ร้ายแต่ยามรักก็สุดใจ เธอไม่แคร์สังคมและทำให้สังคมหมุนรอบตัวเธอได้ เธอไม่แคร์ที่ตัวเองจะเริ่มตกหลุมรักอดีตทหารที่เป็นอดีตพระที่ปัจจุบันเป็น ครูสอนหนังสือให้ลูกชายของเธอ ตอนเริ่มแรกแม็กซ์คิดว่านี่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเอกปลอมตัวเข้าไปอยู่ ในบ้านนางเอก เพราะโคลถูกน้าชายของเขาซึ่งเป็นน้องเขยของโจเน็ตให้เข้าไปสืบสวนการตายของ สามีของเธอ แต่ลิซก็เป็นนักเขียนที่ดีกว่านั้น เพราะนั่นไม่เคยเป็นประเด็นในเรื่อง

รสนิยมชอบผู้ชายสไตล์ดีแตกก็ได้มากจากเล่มนี้แหละ

Beauty likes the night (พฤศจิกายน 2000) เป็นเล่มที่สาม และถือว่าเป็นหนึ่งในเล่มที่อ่อนที่สุดของเธอ (77) สำหรับคนที่สงสัยคำว่า BLTN เป็นส่วนหนึ่งของบทกลอนที่ลอร์ดไบรอนเขียน ถ้าคุณเคยได้ยินนะ She walks in beauty... แม็กซ์จำได้แค่นี้แหละ กลอนไทยยังจำไม่ได้เลย จะจำกลอนฝรั่งได้ยังไง ใช่เปล่า เล่มนี้เป็นเรื่องความผูกพันในวัยเด็ก เมื่อเฮลีนซึ่งเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลเด็กที่มีความ ต้องการเป็นพิเศษ และแคมเป็นพ่อผู้ซึ่งไม่อาจทำให้ลูกสาวหายช็อคจากเหตุการณ์ที่ทำให้ภรรยาของ เขาต้องตายได้ แคมจึงติดต่อเฮลีนผู้ซึ่งเป็นหวานใจของเขาในวัยรุ่นสมัยที่พ่อของเขาและแม่ ของเธอเคยเป็นชู้กัน ความรักที่พลัดพลาก การเจอกัน และแน่นอนการช่วยเหลือเด็กน้อยให้กลับสู่ความเป็นปกติก็เกิดขึ้น อาจเพราะว่าตัวละครในเรื่องนี้ดีเกินไปมั้งคะ แม็กซ์ก็เลยไม่ค่อยปิ๊งเท่าไหร เพราะแคมก็เป็นพี่ชายที่แสนดี เสียสละ ยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก (และเลิกกับคนที่เขารักที่สุดไป) ก็เพื่อรักษาฐานะของครอบครัวไว้ เฮลีนเองก็ดีไม่แพ้กันความดีที่มากเกินไปไม่ค่อยเข้ากับแม็กซ์น่ะ ส่วนที่เด่นที่สุดในเรื่องนี้ และไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเบนท์ลีย์เป็นตัวละครที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดของลิซ คาร์ไลล์ เขายังปรากฎตัวในอีกหลายเล่มกว่าที่จะมีเรื่องเป็นของตัวเอง

แล้วลิซก็เขียนถึงแบดบอยอีกคนที่แม็กซ์ติดใจมากตั้งแต่เรื่อง A Woman Scorned นั่นก็คือเดวิด เดลาคอร์ต กับเรื่อง A Woman of Virtue (87) ในเดือน มีนาคม 2001 เดวิดมีภูมิหลังอันลึกลับ ที่ไม่ค่อยลับนักหรอกถ้าคุณอ่าน AWS แล้ว เขาเป็นน้องชายต่างแม่ของโจเน็ต และไม่ใช่ลูกชายของคนที่เขาสืบทอดบรรดาศักดิ์ นั่นเป็นปมในใจของเขา เดวิดคิดมาตลอดชีวิตว่าตนเองอาจจะเหมือนกับพ่อผู้ให้ดีเอ็นเอแก่เขา (แต่สมัยนั้นเขาไม่รู้จักดีเอ็นเอหรอกนะ แม็กซ์เรียกเองน่ะ) ซึ่งเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว และไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดว่าตัวเองดีพอสำหรับเซซิเลีย ทั้งที่มีโอกาสได้หมั้นหมายกับเธอแม้จะจากความเข้าใจผิดและเพื่อรักษาชื่อ เสียงของเธอเอาไว้ ทั้งคู่ก็ถอนหมั้น และเธอแต่งงานกับคนอื่น (แต่แฟนสาวเวอร์จิ้นไม่ต้องเสียใจ สามีเก่านางเอกไร้สมรรถภาพจ้า) เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยคว้ามาครอบครองได้ ส่วนที่ทำให้เรื่องนี้งดงามและอยู่ในความทรงจำของแม็กซ์ก็คือการบรรยายความ รู้สึกของตัวละคร ที่อ่านไปแล้วต้องถอนหายใจออกมาลึก ๆ หลายรอบ ตัวละครของลิซซับซ้อนและไม่ได้คิดอะไรง่าย ๆ จำพวก "ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ" วิธีการบอกรักของพวกเขาลึกล้ำ และมีความหมาย การกระทำเพียงเล็กน้อยก็สื่อให้เรารู้แล้วว่า เดวิดรักเซซิเลียมากเพียงใด ถ้ามีโอกาสและเป็นไปได้ แม็กซ์อยากจะแนะนำคนที่อยากอ่านเรื่องนี้ให้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษนะคะ เพราะการถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทยกับความลึกล้ำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และโอกาสที่จะ Lost in Translation ก็มีมากเหลือเกิน

No True Gentleman (83) ออกขายในเดือน กรกฎาคม 2002 เล่มนี้สร้างความฉงนให้กับแม็กซ์ค่ะ เพราะตอนที่อ่านครั้งแรกแม็กซ์ไม่ชอบเลยนะคะ คะแนนต่ำต้อยยิ่งกว่า BLTN เสียอีก แต่แล้วก็ต้องขอบคุณเพื่อนคนนึงที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาไทย และคุณกัญชลิกาคนแปลที่ทำให้แม็กซ์เมื่อได้อ่านเรื่องนี้อีกครั้งในฉบับภาษา ไทย (ซึ่งถ้าไม่แปลแม็กซ์คงไม่เลือกจะหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบหรอกค่ะ เพราะก็ไม่ชอบไง จะเอามาอ่านอีกทำไม) จึงทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรมากกว่าที่คิดนัก จนอ่านจบก็ทำให้แม็กซ์ทบทวนคะแนนอีกครั้ง และพบว่าบางครั้ง First Impression is not alway a last impression หนังสือซึ่งเป็นเรื่องราวของแม็กซ์ (ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอกนะ) ตำรวจน้ำที่ออกมามีบทใน A Woman of Virtue และแคทเธอรีนน้องสาวของพระเอกในเรื่อง Beauty likes the night ซึ่งเป็นตัวอย่างว่า จงอย่าเกิดเป็นน้องสาวของพระเอก เพราะคุณอาจจะโดนคนแต่งฆ่าสามีของคุณ แล้วจับคุณมาย้อมแมวเป็นนางเอกในหนังสือเล่มต่อไปของเธอได้ ในเล่มนี้แคทเธอรีนที่เสียสามีไป เดินทางมาลอนดอนเพื่อร่วมฤดูกาล การเป็นแม่ม้ายของเธอจึงเปิดโอกาสให้เธอสานความสัมพันธ์กับแม็กซ์ผู้ชายที่ ดูจะไม่เหมาะสมกับเธอเลยสักนิด เขาเป็นคนต่างชาติ (ยายของเขาเป็นอิตาเลียน) เป็นตำรวจ อาชีพที่ไม่เหมาะกับสังคมชั้นสูง และทั้งคู่ก็เข้าไปพัวพันกับการฆาตกรรมที่ใกล้ตัวเกินคาด

และแล้วเบนท์ลีย์ก็มีเรื่องเป็นของตัวเองเสียที หลังจากผลุบโผล่มาให้คนอ่านชื่นใจในหลายเล่ม กับเรื่อง The Devil you know (83) ในเดือน เมษายน 2003 หนังสือที่ชื่อตรงกับใจของแม็กซ์มาก ลิซฉลาดมากที่จับคู่หนุ่มเสเพล ไร้ความรับผิดชอบกับเฟรเดริก้า เด็กสาวที่อยู่ในความดูแลของเอเวนเจลีนจากเรื่อง My False Heart แล้วให้โคลโผล่มาให้เห็น แค่นี้ก็เป็นส่วนประกอบที่แม็กซ์ทำใจว่าจะชอบตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านแล้วล่ะ กับพล็อตเรื่องที่คงถูกใจแม่ยกหลายคนที่นางเอกท้อง ทำให้ทั้งสองจำใจต้องแต่งงานกัน การเดินทางของคู่ที่ดูไม่เหมาะสมกันเลย กับการค้นหาอดีตและไถ่บาปของเบนท์ลีย์ แม็กซ์สารภาพว่าตอนจบที่ความจริงในอดีตเกี่ยวกับเบนท์ลีย์เปิดเผยออก เราเสียน้ำตาไปหลายปี๊บมาก หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของอารมณ์ในเรื่องล้วน ๆ ค่ะ ไม่มีพล็อตประเภทผู้ร้ายจ้องจะฆ่านางเอก แล้วพระเอกต้องมาปกป้อง ทุกอย่างเป็นเรื่องของใจ ที่อยู่ข้างใน การยอมรับความผิดพลาดในอดีต และการเริ่มต้นใหม่ พูดง่าย ๆ ก็เป็นพล็อตที่ลิซเขียนได้ดีที่สุด

แล้วธีมชื่อเดวิ่ลก็ตามติดมากับเล่มต่อไปที่ออกในเดือน มีนาคม 2004 กับเรื่อง A Deal with the devil (83) เรื่องที่แม็กซ์ไม่ได้คิดว่าจะชอบ (อีกแล้ว) เพราะเป็นเรื่องของไจลล์ลูกเลี้ยงของเซซิเลียจาก A Woman of Virtue ตัวละครที่แม็กซ์ไม่เห็นว่าจะน่าสนใจสักนิด แต่พูดอย่างนี้ก็คงพอรู้ว่า สุดท้ายแม็กซ์ก็ต้องกลืนคำพูดตัวเอง เพราะกลายเป็นอีกเรื่องที่ชอบมากเมื่อนักการเมืองหนุ่มผู้เพียบพร้อมพบว่า ตัวเองติดตาตรึงใจกับแม่บ้านที่ดูแลบ้านของเขาเอง ทั้งที่รู้ว่าไม่เหมาะสม และไม่ถูกต้อง หรืออาจจะผิดศีลธรรมด้วยซ้ำ เขาก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ โอ้ย พล็อตพระเอกดีแตกอีกเล่มค่ะ (กรี๊ด) แต่ขอเตือนว่าอย่าเข้าใจผิด เพราะเล่มนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเบนท์ลีย์หรอกนะคะ เพียงแต่ตัวละครเคยเดินชนกันครั้งหรือสองครั้งในหน้าหนังสือเท่านั้นเอง

ธีมชื่อเดวิ่ลตามติดมาอีกเล่มซึ่งก็คือ The Devil to Pay (83) ในเดือน มกราคม 2005 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของลิซ เพราะเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่เธอเปลี่ยนแนวการเขียน แนวเรื่อง และที่สำคัญคือตัวละคร ไม่ใช่ว่าลิซไม่เคยเขียนเกี่ยวกับพระเอกที่เป็นหนุ่มเสเพลหรอกนะ แต่คุณต้องอ่านถึงจะรู้ว่าทำไมแม็กซ์จึงคิดว่า เดวิลลินไม่เหมือนพระเอกคนอื่น ๆ ของเธอ เขาหยาบกระด้าง ไร้มารยาท เสียงดัง และมีเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่งที่แม็กซ์ได้อ่าน เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับโจรสาวนามเองเจิ้ล ความร้อนแรงที่เกิดคาดก็เกิดขึ้น จุดที่ทำให้แม็กซ์ให้คะแนนเรื่องนี้ไม่มากไปกว่าเล่มอื่น ทั้งที่ชอบมากนะคะ ก็คงเป็นที่ซิโดนี่ นางเอกที่แม็กซ์ว่าทำไมไร้เหตุผลไปเยอะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับ TSTL (สำหรับคนที่อยากรู้ว่ามาจากคำว่า Too Stupid To Live) หรอกนะ และเล่มนี้เป็นเล่มเปิดตัวตัวละครที่จะกลายเป็นหนังสือที่เป็นที่รู้จักกัน ว่าเป็นไตรภาคเล่มแรกของเธอ (ซึ่งไม่จริงหรอก เพราะหนังสือทุกเล่มของลิซเกี่ยวพันกัน)

และแล้วก็มีถึงชุดที่โฆษณากันว่าเป็นไตรภาคชุดแรกของเธอ Sin, Lies, and Secrets ที่เริ่มต้นในเดือน ตุลาคม 2005 กับเรื่อง One little sin (53) หนังสือที่อ่อนที่สุดที่เธอเคยเขียน ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายอย่างที่คะแนนบอกหรอกนะคะ แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานของลิซแล้ว สอบตกค่ะ เพียงแม็กซ์ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า ถ้ามีโอกาสได้อ่านอีกรอบ (ซึ่งคงยาก) คะแนนก็อาจถูกรีวิวก็ได้ เหมือนอย่างที่เคยทำไปแล้วกับ NTG อะไรที่ทำให้เรื่องนี้ไม่เวิร์ค อันดับแรกก็คงเป็นพล็อตชนิดที่ไม่โดนเอาเสียเลย เมื่อพระเอกแก่กว่านางเอกสิบกว่าปี (เกือบสิบห้า) เรื่องของเพลย์บอยที่ชื่อเสียงเสียกะฉ่อน กับเด็กสาวสวยใสบริสุทธิ์ที่จำต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกับเขา เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่แม็กซ์ดันไม่ชอบ ความเป็นสุภาพบุรุษที่มากเกินไปของพระเอก ซึ่งถ้าดีแตกเสียหน่อย แม็กซ์อาจจะขึ้นคะแนนให้ก็ได้ ที่กว่าจะคิดได้ว่า ตัวเองก็เหมาะสมกับนางเอกเหมือนกันก็ช้าไปแล้ว

ด้วยความผิดหวังจากเล่มแรก ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันในเวลาหลายปีนับจากเริ่มอ่านงานของลิซ ที่แม็กซ์ไม่ตื่นเต้น ดีใจที่เรื่อง Two Little Lies (90) ออกขายในเดือน มกราคม 2006 แม็กซ์เป็นพวกเจ็บแล้วจำค่ะ แต่ในครั้งนี้ใช้กันไม่ได้เลย เพราะ TLL เป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่งของลิซ เรื่องราวของคู่รักวัยเยาว์ที่ปล่อยให้ทิฐิ ความโง่ และการอยากเอาชนะมาทำลายความสัมพันธ์ ต้องใช้เวลาเกือบสิบปี การแต่งงานกับคนผิด การหมั้นที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่จะบรรจบเรื่องราวของควิน และวิเวียนน่าลงได้ ในวัยเยาว์ควินตามตื้อจนชนะใจนักร้องโอเปร่าสาว เขามีความสัมพันธ์กับเธอ และทิ้งเธอไปในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วิเวียนน่าปราศจากความผิด ทิฐิของเธอทำให้เธอไม่ยอมเล่าความจริงที่เกิด คำโกหกเล็ก ๆ สองครั้ง กับชีวิตที่แห้งแล้งตลอดเกือบสิบปี จนกระทั่งทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง นี่เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์เรียกว่า Emotion Books ของลิซ แนวเรื่องที่เธอเขียนได้ดีที่สุด หนังสือที่อ่านไปแล้วเกิดอาการน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่จากความเศร้าหรอกนะคะแต่เป็นอารมณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากแต่ละตัวอักษร ที่อ่านไป

และเล่มล่าสุดของเธอที่แม็กซ์ได้อ่าน ไม่แปลกใจหรอกนะคะที่Three little secrets (80) จะดูเหมือนด้อยลงมา เพราะทฤษฎีของแม็กซ์ก็ยังคงเหมือนเดิมที่ว่า นักเขียนไม่สามารถสร้างมาสเตอร์พีชได้ติดติดกันนักหรอก แต่อย่างน้อยกับนักเขียนคนนี้ ความผิดหวังไม่วูบลงหรอก อาจจะรู้สึกว่าด้อยลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่เลย ส่วนหนึ่งเพราะเล่มนี้พล็อตเรื่องคล้ายคลึงกับ TLL พอสมควร ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกในอดีต การพลัดพรากก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่ลิซก็เก่งพอจะทำให้เล่มนี้ดูแตกต่างออกไป แล้ก็แทรกพารานอมอลเล็ก ๆ เข้าไปในเรื่องตามสมัยนิยม

และตอนนี้ทุกลมหายใจของแม็กซ์ก็มีแต่ Never lie to a lady หนังสือเล่มใหม่ และเล่มแรกในชุดใหม่ (ที่ยังไงก็ยังอยู่ในโลกใบเดิมกับที่ตัวละครในเล่มก่อนหน้าของเธออยู่)

สุดท้ายของเตือนนิดเดียวค่ะ คนที่ชอบโรแมนซ์แนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นที่นางเอกสวยใสวัยยี่สิบเอ็ด ผุดผ่องเป็นยองใย พระเอกรวยล้นฟ้า คงไม่เหมาะกับงานเล่มใหม่ของเธอหรอกนะคะ ไม่ใช่ว่าลิซเขียนไม่ได้ เพราะเธอเคยเขียนมาแล้ว (ใน One little sin) แต่สำหรับแม็กซ์ก็คงได้แต่ภาวนาว่า คงไม่มีอะไรมาดลใจให้เธอเขียนเรื่องแบบนั้นอีกเป็นอันขาด

เสียดายฝีมือค่ะ หนังสืออย่างนั้นปล่อยให้คนที่เหมาะสมเขียนไปดีกว่า คนที่เขียนเรื่องได้อารมณ์สุดสุดอย่างเธอ ไม่ควร ไม่ควร

Saturday, January 31, 2009

The Defiant One // Danelle Harmon

กลับมาตั้งแต่เมื่อวานตอนดึกแล้วค่ะ แต่หมดแรงอย่างรุนแรง แถมยังเป็นลูกจ้างที่ดี ตื่นแต่ไก่โห่ (ไก่ยังโห่เพราะไม่เป็นความจริง) ไม่ทำงานแต่เช้ามืดอีกต่างหาก (ความจริงคือ ใช้วันลาไปเที่ยวเกือบหมดแล้ว ก็เลยต้องฝืนไปทำงาน) ก็เลยเพิ่งมีเวลามาแจ้งข่าวมิตรรักแฟนบลอกกันว่ากลับมาแล้วค่า

ขออนุญาตรีวิวหนังสือเก่าเก็บที่แม็กซ์เพิ่งขุดกรุขึ้นมาอ่านแล้วกันค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์เลยนะคะ เพราะปกติไม่ว่าหนังสือจะดีแค่ไหน แม็กซ์ก็อ่านแค่รอบเดียวค่ะ ไม่ค่อยมีเวลาย้อนอดีต หรืออ่านทวนเท่าไหร อย่างมากถ้าชอบสุดสุดก็จะอ่านรอบสองทันทีที่อ่านรอบแรกจบ แต่หลังจากนั้น ส่วนใหญ่ก็เอาขึ้นหิ้งจุดธูปไหว้ บูชาความสนุก

แต่เนื่องจากดันไปพูดถึงนักเขียนเก่าที่เลิกเขียนไปอย่างดาเนียล ฮาร์มอนเข้า ก็เลยเกิดอารมณ์อยากอ่านงานของเธออย่างรุนแรง แต่เพราะดันอ่านไปหมดแล้ว (เท่าที่เธอเขียนมา) ก็เลยถึงคราวย้อนอดีตกับ The Defiant One

<แล้วจะกลับมาเขียนต่อค่ะ กินข้าวก่อน>

<ความสำคัญไม่ได้ระดับ ยังไม่ถึงคิวได้อาหาร ก็เลยกลับมาเขียนต่อค่ะ>

The Defiant One เป็นเล่มสามในชุดพี่น้องตระกูลเดอ มอนต์ฟอร์ท เรื่องของนักประดิษฐ์อัจฉริยะสติเฟื่องนามแอนดรูว์ เดอ มอนต์ฟอร์ท น้องชายคนเล็กของดยุคแห่งแบล็คฮีทผู้ซึ่งเป็นจอมบงการ

หลังจากอุบัติเหตุไฟไหม้ (ซึ่งเกิดในเล่มสอง The Beloved One) แอนดรูว์ซึ่งสูดเอาสารพิษที่ระเหยออกมาจากห้องทดลองของตนเอง เขาก็ไม่ใช่คนเดิม หลังจากรอดตายทางด้านร่างกาย เขาสงสัยถึงสภาพจิตของเขาเอง ชั่วขณะเขาจะเห็น และรับรู้ในสิ่งที่ไม่มีอยู่ และไม่มีใครเห็น ภาพที่ประหลาดเกินความเข้าใจ (แต่ถ้าคนอ่านสังเกตให้ดี ก็จะรู้ว่าภาพพวกนั้นคืออะไร)

และนั่นเป็นสิ่งที่ลูเซียนพี่ชายของเขาพยายาทุกวิถีทางที่จะรักษาให้หาย

หลังจากสูญเสียบิดามารดาในระยะเวลาไล่เลี่ยกันตั้งแต่สิบขวบ ลูเซียนสาบานว่าจะทำทุกอย่างให้บรรดาน้อง ๆ ของเขามีความสุขมากที่สุด แม้ว่าน้องของเขาจะไม่ต้องการความสุขนั้นเลยด้วยซ้ำ

และในเล่มนี้ "ความสุข" ที่ลูเซียนหวังจะมอบให้แอนดรูว์มาในรูปของเลดี้เซลเซียน่า เบลค นักพิทักษ์สิทธิของสัตว์ (ในศตวรรษที่สิบแปด) เซลซี่เป็นทายาทสาวผู้ร่ำรวย และแปลกเกินความเข้าใจ เธอรักสุนัขยิ่งชีวิต และทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้พวกมัน แม็กซ์ชอบคำพูดของเธอมาก ๆ เมื่อพูดถึงภารกิจของตัวเอง "มีคนมากพอแล้วที่จะเรียกร้องสิทธิให้กับมนุษย์ มันจะผิดตรงไหนถ้าเธอจะเรียกร้องให้กับมิตรแท้ของเธอบ้าง"

ลูเซียนวางแผนให้เซลซี่เดินทางมายังปราสาทของตระกูลเพื่อตามสืบความจริง เรื่องแอนดรูว์เอาสัตว์เป็นหนูทดลองยาของเขา และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย เรื่องรักร้อน ๆ ของสองหนุ่มสาวที่เข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบเรื่องที่พระเอกอายุน้อย (แอนดรูว์เพิ่งจะยี่สิบสาม ส่วนเซลซี่ยี่สิบเอ็ด) แต่เล่มนี้ยกให้ค่ะ ทั้งแอนดรูวและเซลซี่ไม่ใช่พระเอกนางเอกชนิดที่จะเหมาะสมกับความละครตัวไหน ก็ได้ พวกเขาเหมาะกับกันและกัน นักประดิษฐ์ที่สติสะตังไม่ค่อยอยู่กะเนื้อตัว กับสาวที่รักหมายิ่งกว่าคน แอนดรูว์ไม่เคยเห็นว่าเซลซี่แปลกที่รักสัตว์มากกว่าคน ในขณะเดียวกันเธอก็ยอมรับความสติเฟื่องของเขาได้อย่างที่ไม่มีหญิงใดทำได้ ในความแปลกและแตกต่างพวกเขาเป็นส่วนผสมที่ลงตัว และน่ารักมากกกกกกกกกกกก

เล่มนี้เป็นหนังสือที่น่ารักที่สุดเล่มนึงที่ได้อ่าน แม็กซ์ชอบองค์ประกอบไปเกือบทุกอย่าง ซึ่งการอ่านทวนรอบนี้ทำให้แม็กซ์ประจักษ์ว่าตัวเองชอบเล่มนี้มากแค่ไหน

คะแนนใหม่หลังอ่านซ้ำอีกรอบมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ อยู่ที่ 97 (หลังจากได้ 87 ตอนที่อ่านครั้งแรก)