Showing posts with label A. Show all posts
Showing posts with label A. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

The Dream Thief // Shana Abe

อย่างไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่อ่านเรื่องนี้จบ เพราะเมื่อวานต้องไปงานเลี้ยงกับเพื่อน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะแค่เปิดอ่านสักสองสามบท แล้วเข้านอน (ปกติแม็กซ์จะทำอย่างนี้เสมอ เริ่มต้นอ่านเรื่องตอนกลางคืน แล้วค่อยมาอ่านต่อจนจบในวันรุ่งขึ้น) ผลก็คือ นั่งอ่านรวดเดียวจบเมื่อคืนนี้แหละ ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า วันนี้ง่วงนอนแค่ไหน

อย่างที่เคยบอกไปในบลอกก่อน ว่าเล่มนี้แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงของแม็กซ์ในอ่านหนังสือชุดดราก้อนของชา น่า เพราะได้ยินหลายคนพูดมาว่า เล่มนี้อาจจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดของคนแต่งคนนี้ ซึ่งคำพูดนี้นี่เองทำให้แม็กซ์ตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้มาทั้งชุด (ที่ตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม) ทั้งที่ก็ไม่ได้ชอบผลงานของเธอในอดีตเลยด้วยซ้ำ

รีวิวของหนังสือเรื่องนี้เีขียนยากค่ะ ซึ่งเราจะอธิบายต่อไป

The Dream Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Drakon ที่เล่าเรื่องราวของอมีเลีย แลงค์ฟอร์ด ลูกสาวของคิท และรัว แลงค์ฟอร์ดจาก The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด

อมีเลีย หรือเลียเป็นมนุษย์มังกรที่แตกต่างจากคนอื่น ตรงที่เธอสามารถได้ยินเสียงเรียกของเพชรเลอค่าแห่งมนุษย์มังกร (เพชรคนละอันกับที่เป็นประเด็นในเล่มแรก) ที่ยิ่งไปกว่านั้น เธอมีญาณสามารถมองเห็นอนาคต แต่มันไม่ใช่อนาคตที่งดงาม เธอรู้ว่าใครคือชายผู้จะได้ครอบครองหัวใจของเธอ แต่เขาก็ยังเป็นยิ่งกว่านั้น เพราะเขาคือคนที่ทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์มังกร

เขา่คือเซน เด็กชายที่มารดาของเธอเก็บมาดูแล และเป็นมนุษย์คนเดียวที่ได้รับการไว้ชีวิตเมื่อล่วงรู้ความลับของเหล่า มนุษย์มังกร แต่กระนั้นเซนก็ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของมนุษย์มังกร เขาเป็นแค่คนที่มีประโยชน์เอาไว้ใช้สอยยามจำเป็น (ฉากที่รัวโชว์ให้เซนดูหลุมศพที่เผ่ามนุษย์มังกรฆ่าคนที่ล่วงรู้ความลับ เพื่อเป็นการย้ำให้เขาหุบปาก เป็นฉากที่ทำให้เราเกลียดรัวได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก)

ซึ่งเวลานั้นก็มาถึง เมื่อเซนถูกรัวตามตัวให้มาพบ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอให้เซนออกตามหาเพชรที่สูญหายไปนาน ในฐานะโจรที่เลื่องชื่อ และเงินล่อใจที่มากพอ เซนไม่ลังเลที่จะตกลง แม้เขาจะรู้สึกว่า มันจะต้องมีอะไรมากไปแค่คำพูดของรัว

เซนออกเดินทางไปทางตะวันออก ตามทิศทางชนิดกว้างมากที่รัวมอบให้ ในขณะเดียวกันเลียที่ทุกคนเข้าใจว่ากำลังเรียนหนังสืออยู่ในสก๊อตแลนด์ก็ออก เดินทางเช่นกัน นั่นเพราะเธอรู้ว่า นี่คือโชคชะตาที่กำหนดไว้ให้เธอ เลียจะเป็นคนที่ค้นพบเพชรเม็ดนั้น และเลียก็จะคือคนที่ทรยศเผ่ามนุษย์มังกรของเธอเช่นกัน

ทั้งสองได้พบกัน และทำสัญญาเป็นมิตรกันในการออกตามหาเพชร ซึ่งมันก็ไม่ได้ถึงกับยากเย็นอะไรหรอกนะคะ เพราะเลียได้ยินเสียงเรียกจากเพชร และรู้ว่าควรจะไปมุ่งตรงไปยังทิศทางไหน แต่สิ่งที่ยากยิ่งก็คือ ความพยายามเอาชนะพรหมลิขิต และการพิสูจน์ว่า อนาคตไม่ใช่สิ่งที่จารึกอยู่บนก้อนหิน และเปลี่ยนแปลงไม่ได้

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์ของเรื่อง The Smoke Thief คงจะรู้ถึงความไม่ชอบใจอย่างยิ่งที่เรามีต่อการที่ตัวเอกของเล่มนั้น (ซึ่งเป็นพ่อแม่ของนางเอกในเล่มนี้) ปฏิบัติต่อเซน ซึ่งเป็นเด็กอายุแค่สิบสองปีเท่านั้นเอง เราไม่รู้สึกว่าทั้งสองรัก และห่วงใยเซนอย่างแท้จริง แต่พอแม็กซ์ได้อ่านเล่มนี้ ก็ทำให้เราเข้าใจแล้วนะคะว่า ทำไมพฤติกรรมของคิทและรัวที่มีต่อเซนจึงเป็นเช่นนั้น

เพราะมันทำให้เซนกลายเป็นคนอย่างที่เขาเป็น และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้

จริงอยู่มันอาจจะไม่ได้ทำให้เรื่อง TST กลายเป็นหนังสือที่ดีขึ้นมาได้ (คุณจะรักหนังสือเล่มนั้นได้ยังไง ถ้าพระเอกและนางเอกทำตัวห่วยแตกกับเด็กที่ต้องการความรักมาก ๆ อย่างเซน) แต่มันทำให้ The Dream Thief มีความชัดเจนในแง่ของแรงผลักดันที่กระตุ้นให้เซนเป็นคนอย่างที่เขาเป็น เพราะในตัวเรื่องของเล่มนี้เอง แม็กซ์คิดว่า คนแต่งปูภูมิหลังของเซนน้อยเกินไป (จนอาจทำให้คนที่ไม่ได้อ่าน TST อาจจะไม่ชื่นชมความเป็นเซนได้อย่างเต็มที่)

เพราะถ้ารัวและคิทปฏิบัติต่อเซนดีสักหน่อย ยอมรับเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว เซนก็จะไม่ใช่คนที่เขาเป็นในเล่มนี้ และนั่นคงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

สำหรับคนที่ถูกกันให้อยู่วงนอก การได้ล่วงรู้ความลับของการมีอยู่ของมนุษย์มังกร แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกปฏิบัติเยี่ยงกับเป็นข้าทาสบริวาร (โดยคนที่เขาคิดว่ารักเขาด้วยซ้ำ) เซนไม่เชื่อมันในความถูกต้องดีงาม เขาเข้าใจการแย่งชิงในสิ่งที่ตัวเองต้องการมากกว่า เขาเชื่อในอำนาจ และเงินตราว่า มันจะนำทุกสิ่งที่เขาถวิลหา ทุกสิ่งที่ขาดหายไป หรือกระทั่งความรักมาให้เขาได้ ดังนั้นแม็กซ์จึงเข้าใจอย่างยิ่งว่าทำไม เขาถึงคิดว่า (สปอยล์) เพชรเม็ดนั้นจะทำให้เขาได้เลียมาครอบครอง เมื่อรู้ว่ามันมีอำนาจในการควบคุมมนุษย์มังกร

และบอกตามตรงนะคะ แม็กซ์ไม่โทษเซนเลยสักนิด อันที่จริงถ้าเราเป็นเขา เราจะทำมากกว่านั้นอีก และนี่แหละคือความยากในการรีวิวของแม็กซ์

ตัวละครในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเซน และเีลีย มีความโดดเด่น (โอเคสำหรับแม็กซ์เซนเด่นมากกว่าเยอะ) และมีบุคลิคเป็นของตัวเอง กระทั่งเลียที่ดูแว่บแรกจะเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องหลายครั้งถึงความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเอง เลียเป็นผู้หญิงที่เราคิดว่าเหมาะสมกับเซน เธอทำให้เราเชื่อว่า (สปอยล์) ทำให้เซนละทิ้งอำนาจที่อยู่ในรูปของเพชร เพราะเขาเห็นสิ่งที่มันทำกับเธอ และไม่ต้องการทำกับเธอในรูปแบบเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นเธอทำให้เซนเชื่อว่า (สปอยล์) เขาไม่จำเป็นต้องมีเพชร ก็จะได้ความรักจากใจจริงมาจากเธอได้

โดยรวมแล้วทั้งเซน และเลียเป็นการจับคู่ที่เหมาะสมค่ะ

ปัญหาของแม็กซ์ก็คือ แม็กซ์เกลียดเหล่ามนุษย์มังกรทั้งหมด กลายวัฒนธรรมของพวกเขา เกลียดทัศนคติ เกลียดมาพอที่อยากจะเชียร์ให้เซนทำลายพวกนี้ให้หมดโลกไปเลย (ยกเว้นเลียไว้คนนึง) ทำไมเหรอคะ

ปกติเวลาแม็กซ์อ่านเรื่องแนวพารานอมอล หรือแนวที่มีการสร้างโลกที่มีความแตกต่างจากโลกที่เรารู้จักกัน โลกที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะดูไม่เฟอร์เฟ็ค แต่อย่างน้อยในกลุ่มสังคมที่เป็นของตัวเองมันก็จะต้องมีข้อดีบางอย่างอยู่ บ้างนะคะ แต่ในโลกของมนุษย์มังกร มันไม่มีอะไรเลยที่แม็กซ์คิดว่า มีค่าควรจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปบนโลก

พวกนี้เป็นกลุ่มเหยียดยามทางชนชาติที่ทุเรศที่สุดกลุ่มนึง พวกนี้คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์มังกรแล้วจะดีเลิศประเสริฐศรีกว่ามนุษย์ธรรมดา ทั้งนี้ดูแล้วก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง สังคมของมนุษย์มังกรก็ห่วยแตกพอกัน สังคมที่แบ่งแยก และกีดกัน กักขังสมาชิคในเผ่า คนที่มีความเห็นแตกต่าง เราอ่านเล่มนี้เรายังรังเกียจตัวเอกจากเล่มแรก ขอด่านิดนึงนะคะ รัวเองก็เป็นคนที่ถูกมองว่าเป็นคนนอก เพราะพ่อของเธอเป็นมนุษย์ ทำให้เธอเป็นที่รังเกียจมาอยู่แล้ว แต่เมื่อเธอมีโอกาสเข้ามาเป็นอัลฟ่าในเผ่า เธอเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์อะไรบ้างไหม เปล่าเลย ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ตัวรัวนั่นแหละที่หน้าไหว้หลังหลอกมากที่สุด

แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าตัวเองรังเกียจสังคมหรือโลกที่ควรจะเป็นฝ่ายดีในนิยายมาก เท่ากับเรื่องนี้เลยนะคะ วัฒนธรรมทุกอย่างที่เหล่ามนุษย์มังกรใช้ ยิ่งตอกย้ำความเหยียมหยามทางเผ่าพันธุ์ ถ้ามนุษย์มังกรมันดีมากขนาดนี้ แล้วทำไมถึงได้หนีตายจากการถูกล่าจากมนุษย์เล่า

แม็กซ์แคร์ตัวละครในเรื่องนี้เอามาก ๆ นะคะ ในขณะเดียวกันก็ไม่แคร์กับชะตากรรมของเหล่ามนุษย์มังกรเลย (จะพูดว่าแคร์ให้ถูกฆ่าตายให้หมดก็ได้) มันจึงเป็นรีวิวทีเ่ขียนยาก เพราะในฐานะของหนังสือชุดที่เล่าเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกร เล่มนี้สอบตกอย่างรุนแรง แม็กซ์ไม่อยากอ่านเรื่องราวของมนุษย์มังกร ไม่อยากรู้ว่าพวกนี้จะเอาตัวรอดในสังคมมนุษย์ได้ยังไง ไม่สนใจเลย

แต่แม็กซ์ก็รัก และแคร์เซนกับเลียมาก ในฐานะตัวละครพวกเขาสอบผ่านอย่างสบาย เรื่องราวของพวกเขาน่าเชื่อ และสนุก

สรุปว่าแนะนำให้อ่านกันนะคะ และต้องขอโทษด้วยที่จะต้องแนะนำให้อ่านเรื่อง The Smoke Thief อีกเล่ม เพราะมันจะทำให้เข้าใจตัวตนของเซนได้อีกขึ้นมาก ๆ

อย่างที่บอกนะคะ รีวิวก็เขียนยาก คะแนนก็ให้ยาก ถ้าให้เฉพาะเรื่องราวของเซน และเลีย กับการผจญภัยของพวกเขา คะแนนอยู่ที่ 85 แต่ถ้าเอาบรรดาเหล่ามนุษย์มังกรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คะแนนเหลือแค่ 77 ค่ะ

ป.ล. ไปแอบอ่านตอนท้าย ๆ Queen of Dragon ซึ่งเป็นเล่มสามในชุดมาแล้วแหละ (สปอยล์) ไม่ ชอบใจเลยที่เอาเซนเข้ามายุ่งกับพวกมนุษย์มังกรห่วย ๆ พวกนี้เอง เขาน่าจะมีชีวิตที่แฮ็ปปี้โกลักกี้ไปแล้ว ไม่ต้องมายุ่งกับไอ้พวกที่ไม่เห็นคุณค่าของเขาอีกต่อไป

The Sherbrooke Bride // Catherine Coulter

สารภาพแต่โดยดีค่ะว่า ตั้งแต่กลับจากสิงคโปร์มานี่ยังอ่านหนังสือไม่จบเป็นเรื่องเป็นราวเลยสัก เล่ม รีวิววัีนนี้เลยเป็นการขุดกรุของเก่ามาเขียนให้อ่านกัน คิดอยู่นานนะคะว่าจะเลือกเอาเรื่องไหนมาเขียนดี ก่อนที่จะลงตัวเป็นเล่มนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นหนังสือที่แม็กซ์ไม่น่าจะชอบ แต่ด้วยอะไรบางอย่างกลับทำให้มันกลายเป็นหนังสือที่เราชอบมากที่สุดเล่มนึง ไปเลย

The Sherbrooke Bride ของแคทเธอรีน คูลเตอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Bride ที่แรกเริ่มเดิมทีคนแต่งตั้งใจจะเขียนเป็นเพียงแค่ไตรภาค แต่ด้วยความฮิตติดอันดับ หนังสือชุดนี้จึงถูกขยายออกมา จนเบ็ดเสร็จตอนนี้มีสิบเล่มแล้วค่ะ (เล่มที่สิบเอ็ดกำลังจะออกภายในปีนี้ปีหน้านี้แหละ)

เรื่องราวการแต่งงานเพื่อความสะดวกระหว่างท่านเอิร์ลหนุ่มผู้งานยุ่งเสียจน ไม่มีเวลาไปรับเจ้าสาวมาด้วยตัวเอง กับลูกเป็ดขี้เหร่น้องสาวของหญิงที่ได้ชื่อว่า งามที่สุดในเกาะอังกฤษ

ดักกลาส เชอร์บรูค ท่านเอิร์ลแห่งนอร์ธคริฟฟ์ผู้เพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่าง เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวผู้รับผิดชอบ และรู้ดีว่า เขาจำเป็นจะต้องมีทายาทไว้สืบทอดบรรดาศักดิ์ และด้วยฐานะที่ร่ำรวย และทรงอิทธิพล เขาก็รู้อีกเช่นกันว่า เขาสามารถได้หญิงคนไหนมาครอบครองก็ได้ และดักกลาสก็เลือกเมลิแซนด์ แชมเบอร์ บุตรสาวคนโตของดยุคแห่งแบริสฟอร์ดผู้งดงาม ความผิดพลาดเดียวของดักกลาสก็คือ เขาส่งให้โทนี่ญาติสนิทเดินทางไปรับเจ้าสาวมาให้เขา เพราะดักกลาสติดภารกิจต้องไปฝรั่งเศสเพื่องานสายลับอันเป็นหนึ่งในงานที่เขา ทำให้กระทรวงการต่างประเทศ

ซึ่งเมื่อเขากลับมา ก็ได้พบว่า แทนที่จะเป็นเมลิแซนด์สุดสวยรอเขาอยู่ที่บ้าน กลับกลายเป็นอเล็กซานดร้า แชมเบอร์น้องสาวที่งามไม่เท่าเทียมพี่สาวเลยอยู่แทน แถมยังเล่าเรื่องที่ไม่น่าเชื่ออีกว่า โทนี่แอบตีท้ายครัวและพาเมลิแซนด์หนีไปแต่งงานเรียบร้อยแล้ว ไม่พอ โทนี่ยังหวังดีช่วยดักกลาสหาตัวเจ้าสาวมาแทนคนที่ตัวเองแย่งไปเรียบร้อย นั่นก็คืออเล็กซานดร้านั่นเอง

และแม้ดักกลาสจะบอกตัวเองว่า อเล็กซานดร้าไม่มีอะไรเทียบเท่าพี่สาวของเธอได้เลย เขา็ก็จำใจต้องยอมรับกับสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเขาห้ามใจตัวเองไม่อยู่ เผลอไปมีความสัมพันธ์กับเจ้าสาวของตัวเองเข้าให้ซะอีก

หนังสือเรื่องนี้เกือบจะทั้งเล่มเป็นการล้อเลียนดักกลาสที่ ทรนงตัวเสมอในความเยือกเย็น และการควบคุมตัวเองของเขา เขาได้ชื่อว่าเป็นชายไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก แต่นั่นไม่เป็นความจริงเลยเมื่อเขาได้อยู่กับอเล็กซานดร้า แม็กซ์ชอบทุกครั้งที่ชายหนุ่มผู้ปากก็พูดปาว ๆ ว่า ตัวเองแข็งแกร่งเยือกเย็น ออกอาการดีแตกเพราะสาวน้อยที่เขาเองไม่ยอมรับด้วยซ้ำว่ารัก

องค์ประกอบทุกอย่างในเรื่องนี้ แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ นำพาคนอ่านให้เข้าใจถึงความปั่นป่วนที่อเล็กซานดร้านำมาสู่ชีวิตของดักกลาส เธอไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่เขาคิดว่าตัวเองต้องการ แต่เธอคือทุกอย่างที่เขาต้องการ

เธอเป็นหญิงสาวที่ทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ จากชายที่เคยภูมิใจในความสามารถทางเพศของตัวเอง ดักกลาสกลายเป็นเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มมีเซ็กส์เมื่ออยู่กับเธอ (นี่เป็นฉากที่อ่านแล้วฮาที่สุดฉากนึงเลยทีเดียว) ดักกลาสไม่เคยเข้าใจว่า เหตุใดเขาจึงควบคุมตัวเองไม่ได้ จนกระทั่ง (สปอยล์) เขา ยอมรับกับตัวเองแล้วว่า รักอเล็กซานดร้า เขาจึงสามารถทำทุกอย่างกับเธอ (บนเตียง) ได้อย่างที่ตั้งใจ โดยไม่สูญเสียความควบคุมตัวเองไปเสียก่อน

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบพล็อตเรื่องที่นางเอกแอบรักพระเอกเป็นเวลานาน โดยเฉพาะถ้าพระเอกทำตัวไม่น่ารักนะคะ แต่ในเล่มนี้ซึ่งใช้พล็อตแบบเดียวกันที่อเล็กซานดร้าแอบรักดักกลาสมาตั้งแต่ เด็ก กลับค่อนข้างเวิร์คสำหรับเรา ส่วนหนึ่งเพราะแม้จะรู้ว่ารัก เธอก็มีสติพอที่จะไม่เอาคำว่ารักเป็นเหตุผลอธิบายการกระทำเห่ย ๆ ของดักกลาส โดยเฉพาะเมื่อเขาทำเสมือนไม่เห็นคุณค่าในตัวเธอ เธอกล้ายืนหยัดเพื่อตัวเองได้ และเป็นคู่ที่เหมาะสมกับเขาอย่างยิ่ง

พล็อตเรื่องเล่มนี้เป็นโรแมนซ์แบบไม่ต้องคิดมากนะคะ ชายและหญิงที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมกันเท่าไหรถูกจับให้มาแต่งงานกัน อย่างไม่เต็มใจนัก (อย่างน้อยดักกลาสก็ไม่เต็มใจ) ก่อนที่จะเรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วทั้งสองเหมาะสมต่อกันและกันมาเพียงใด แต่เล่มนี้เป็นหนังสือที่เรารู้สึกว่ามีครบทุกรสนะคะ ทั้งฮาไปกับพฤติกรรมของดักกลาสที่ไม่เข้าใจตัวเองเสียเลยว่าทำไมถึงควบคุม ตัวเองกับอเล็กซานดร้าไม่ได้ แต่ในเล่มก็มีฉากซึ้ง ๆให้อ่านกันด้วยนะคะ (สปอยล์)ฉาก ที่เราชอบมาเมื่ออเล็กซานดร้าดั้นด้นพยายามเรียนภาษาฝรั่งเศส และดักกลาสเสนอตัวมาสอนให้ก่อนที่จะลงเอยด้วยการที่เขาบอกรักเธอด้วยภาษา ฝรั่งเศส แต่เธอก็กลับไม่เข้าใจ

ไม่รู้นะคะว่าเป็นเพราะเรื่องนี้เป็นโรแมนซ์เรื่องแรก ๆ ที่แม็กซ์อ่านรึเปล่า มันถึงอยู่ในความทรงจำมากขนาดนี้ แต่เล่มนี้ก็เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่เราหยิบมาอ่านหลายรอบมาก และความชอบก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมทุกครั้ง แม็กซ์ชอบขนาดเอาฉบับภาษาไทยมาอ่านด้วยนะ (และคิดว่าแปลได้ดีเลยล่ะค่ะป

คะแนนที่ 97

A Vampire's Claim // Joey W. Hill

โจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์เป็นนักเขียนนิยายแนวพารานอมอลอีโรติคโรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด (อย่างน้อยก็ในเวลานี้) และก็เป็นโชคดีของแม็กซ์มาก ๆ ที่ปีนี้มีหนังสือใหม่ของเธอออกมาหลายเรื่อง

เราชอบงานของโจอี้ไม่ใช่เพราะว่ามันวาบหวาม (แม้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น) แต่เป็นที่อารมณ์ในเรื่องของเธอมันท่วมท้นและรุนแรง แม้กระทั่งเรื่องนี้ที่แม็กซ์รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่อาจจะเบาที่สุดที่เธอเขียนมาให้กับเบิร์กเลย์แล้วนะคะ มันก็ยังมีช่วงเวลาที่แม็กซ์สัมผัสถึงเบาะบางของตัวละครได้

A Vampire's Claim ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มทีสามในชุดแวมไพร์ที่เริ่มต้นด้วยหนังสือคู่สองเล่ม (The Vampire Queen's Servant และ Mark of the Vampire Queen) แต่ในลำดับการเล่าเรื่องนี้ เหตุการณ์ในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าสองเล่มแรกค่ะ เล่าเรื่องราวของตัวละครที่มีบทบาทใน MOVQ และเล่มนี้เล่าเหตุการณ์ย้อนไปตั้งแต่ต้นในออสเตรเลียยุคปีค.ศ. 1953

เดฟลินหนุ่มชาวออสซี่ที่เดินเข้าไปในบาร์ คาดหวังว่าจะเจอผู้หญิงสักคนที่จะช่วยให้ค่ำคืนอันยาวนานสั้นลงมาบ้าง หลังจากที่เขาสูญเสียภรรยาและลูกชายไปกับการฆาตกรรม เดฟก็กลายเป็นคนไร้รัง เขากลายไปเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อสู้กับญี่ปุ่นเพื่อปกป้องออสเตรเลีย เพราะความรุนแรงเป็นทางออกเดียวที่เขาค้นพบ จากนั้นเดฟก็ใช้ชีวิตร่อนเร่ รับจ้างทำงานอยู่ในดินแดนที่เรียกกันว่าเอาท์แบ็ค (ซึ่งเป็นบริเวณตอนกลางของประเทสออสเตรเลียที่เป็นทะเลทราย และแห้งแล้ง) เดฟไม่ใช่คนที่มีความศิวิไลซ์นัก ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่หญิงสาวที่ดูมีชาติตระกูล และเป็นผู้ดีมาก ๆ อย่างเลดี้ดาเนียล่า เดินตรงเข้ามาหาเขา และอย่างไม่ปิดบังนัก บอกว่าต้องการเขา

ตามสไตล์เรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์นะคะที่ทั้งคู่จบลงกันบนเตียงอย่างรวดเร็ว แต่เดฟก็ต้องพบกับความแปลกใจเมื่อเลดี้แดนนี่ (หรือเลดี้ดีอย่างที่คนอื่นเรียก) ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เธอเป็นแวมไพร์ แต่นั่นไม่สำคัญเลย เพราะสิ่งที่เขาได้รับจากเธอมันคุ้มค่ากับเลือดที่เธอดื่มจากเขา

ในเช้าวันรุ่งขึ้น เดฟตื่นขึ้นมาตามลำพัง พร้อมกับจดหมายที่แดนนีทิ้งเอาไว้ ชักชวนให้เขาไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานที่สถานีเลี้ยงแกะของเธอ ซึ่งเขาก็ไม่มั่นใจนักว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่จะเข้าไปพัวพันกับเธอมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเป็นแวมไพร์ที่ทำให้เดฟถอยหนี แต่เป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตหลังจากที่ภรรยาและลูกตายลง เดฟเริ่มรู้สึกผูกพันกับใครสักคน

และความผูกพันอันนี้ก็มากพอที่จะทำให้เดฟรีบบึ่งไปช่วยแดนนี่ เมื่อเขารู้ว่าแวมไพร์คู่ปรับวางแผนลอบทำร้ายเธออยู่ เดฟไปทันเวลาและช่วยชีวิตแดนนี่เอาไว้ได้ และดูเหมือนชีวิตของเขาจะเข้าไปพัวพันกับเธออย่างขาดกันไม่ได้

แม้ฉากเซ็กส์ในเรื่องจะเป็นแนว BDSM ตามแนวเรื่องชุดแวมไพร์ของโจอี้ แต่มันแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างจาค็อบและลิสซ่า (จากเรื่องคู่ Vampire Queen) เพราะแดนนี่ไม่ใช่แวมไพร์ในโลกยุคเก่าที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียม เธอเป็นแวมไพร์อายุน้อย แต่มีอิทธิพลสูงเนื่องจากชาติกำเนิด เธอเป็นเด็กที่เกิดจากแวมไพร์สองคน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย ยิ่งไปกว่านั้น มารดาของเธอเพิ่งตายลง ทำให้แดนนี่กลายเป็นทายาทอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในเอ้าท์แบ็ค อาณาจักรอันเป็นที่หมายปองของหลายคน

ในทางนึง หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองอย่างยิ่ง การแย่งอำนาจระหว่างแวมไพร์คนอื่น และแดนนี่ ผู้ซึ่งปฏิเสธอำนาจมาตลอด เธอเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบในเอ้าท์แบ็ค แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าแดนนี่ต้องการมีชีวิตรอด เธอก็ต้องเล่นการเมืองของแวมไพร์ให้เป็น และเดฟก็เป็นองค์ประกอบที่เธอไม่อาจขาดเขาได้ ในขณะเดียวกันแดนนี่ก็แข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดในสังคมแวมไพร์อันโหดเหี้ยม ได้ด้วยตัวเอง ฉากที่เธอกำจัดคู่ปรับซึ่งเป็นศัตรูเก่า แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแดนนี่ก็สามารถทำในสิ่งที่จำเป็นได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะรังเกียจทางเลือกที่เธอทำ แต่เธอรู้ว่าต้องทำ

ในทางนึงแดนนี่ยังเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ เธอเป็นแวมไพร์ที่อายุน้อย (แค่สองร้อยกว่าปี) และไม่ต้องการเล่นเกมแย่งอำนาจกับแวมไพร์ผู้ถวิลหามัน แดนนี่เคยเลือกที่จะหนีไปจากการเผชิญหน้า และพบว่ามันไม่ใช่ทางออก ครั้งนี้เธอกลับมาเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต โดยไม่ลังเลว่าจะต้องเีสี่ยงชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังแสดงความไร้เดียงสาที่คิดว่า เธอเป็นเพียงคนเดียวที่จะแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้องได้ แม็กซ์ชอบความไม่สมบูรณ์แบบของคาแร็คเตอร์ค่ะ

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างแดนนี่ และเดฟ มันเป็นความรักชนิดที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในการอธิบาย เราพบว่าทั้งสองคือส่วนที่ขาดระหว่างกัน เดฟในตัวตนก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาและลูก คงไม่ใช่คนที่เหมาะจะเป็นคนรับใช้ของเลดี้ดี แต่เดฟที่ผ่านความสูญเสีย จนแทบจะไม่แคร์อะไรในชีวิตแล้ว การได้ทำหน้าที่เป็นคนรับใช้ (ซึ่งเป็นตำแหน่งเสมือนคนสนิทที่สุดของแวมไพร์คนนั้น) ได้ดูแลแดนนี่ มันกลายเป็นเป้าหมายในชีวิตที่เดฟกำลังต้องการ

ในแง่นึงความรักระหว่างแดนนี่และเดฟไม่ใช่เรื่องต้องห้ามมากเท่าที่ลิสซ่า และจาค็อบต้องเผชิญ (การที่แวมไพร์แคร์ความรู้สึกของคนรับใช้ของตัวเองมากเกินไป ถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ และต้องห้ามในสังคมแวมไพร์) นั่นเพราะแดนนี่เป็นแวมไพร์ที่อยู่ในซีกโลกที่ไม่ได้เป็นจุดสนใจ และฐานะของแดนนี่เองก็ไม่ใช่ราชินีแห่งแวมไพร์เหมือนอย่างลิสซ่า (ซึ่งมีความคาดหวังมากกว่า) และเพราะว่าเป็นเรื่องราวความรักระหว่างแวมไพร์และข้ารับใช้ของเธอ ตอนจบของเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นไปแบบอนุรักษ์นิยมนะคะ ไม่มีการแต่งงานในโบสถ์ ไม่มีการแสดงความยินดีในความรักของทั้งสอง แต่มันเป็นฉากจบที่แม็กซ์พอใจ

เช่นเดียวกับงานเกื่อบทุกเรื่องของโจอี้ ที่ตัวละครรองมีความน่าสนใจมาก ๆ และดูจากข้อมูลในเว็บไซด์ของเธอแล้ว เธอก็ยังมีแผนที่จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครอีกหลายตัวที่มีบทในเล่ม นี้ ซึ่งเราชอบค่ะ

สนุกอย่างที่คาดค่ะ ในด้านอารมณ์อาจจะไม่ถึงกับทำให้แม็กซ์ร้องไห้ (เหมือนกับเล่มอื่น ๆ ของเธอที่เราเคยอ่านมา) แต่มันก็เป็นประสบการณ์การอ่านที่ประทับใจ และคุ้มค่า

คะแนนที่ 85

Friday, February 13, 2009

Crash Into Me // Jill Sorenson

จิล ซอเรนสันเ็ป็นนักเขียนนหน้าใหม่พอสมควร เรื่อง Crash into me อาจจะไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่เธอเขียนนะคะ แต่ก็เป็นเล่มที่สอง แถมเล่มแรกก็เป็นเพียงหนังสือเล่มเล็กที่ออกขายกับซิลลูเอ็ต โรแมนติค ซัสเพนซ์

แม็กซ์ตัดสินใจซื้อหนังสือเรื่องนี้ เพราะเพื่อนคนนึงของเราได้เจอกับจิลในงาน RWA แล้วพูดถึงเธอในแง่ดีมาก ๆ ด้วยนิสัยที่ชอบทดลองงานของนักเขียนหน้าใหม่ แม็กซ์จึงไม่ลังเลที่จะซื้อหนังสือสองเล่มแรกของเธอมาทดลองอ่าน (แต่เรายังอ่านเรื่อง Dangerous to Touch ซึ่งเป็นหนังสือเล่มของเธอเลยล่ะ)

บอกตามตรงนะคะว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายกับหนังสือเล่มนี้ อาจะเป็นเพราะหน้าปกที่ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเรื่องแนวโรแมนซ์ยุค ปัจจุบันทั่ว ๆ ไป กะชื่อเรื่องทีออกแนวนั้นพอควร

ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นความสนุกที่แม็กซ์ไม่คาดหวังจริง ๆ

Crash Into Me ของจิล ซอเรนสัน

นานมากแล้วนะคะที่มีหนังสือที่ทำให้แม็กซ์แปลกใจได้อย่างนี้นะคะ เราหยิบเล่มนี้มาอ่านโดยไม่คาดหวังอะไรเลย แต่สิ่งที่เราได้จากเล่มนี้มันเต็มอิ่มค่ะ

คงไม่ต้องบอกนะคะว่าชอบเรื่องนี้แค่ไหน

ซันนี่ วาสเควสเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ถูกส่งให้ปลอมตัวเข้าไปตีสนิทกับเบน ฟอร์ชุน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง มันค่อนข้างแปลกพอสมควรที่เอฟบีไอสงสัยเบนเป็นคนร้าย เพราะเขาเป็นหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จแห่งคาลิฟอร์เนีย เบนเป็นนักเล่นเซิร์ฟที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ประกอบกับรูปร่างหน้าตาที่แสนจะหล่อเหลา เขาเป็นตัวแทนของความสำเร็จแบบอเมริกัน เป็นหน้าตาให้กับสินค้าที่ใช้เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เป็นชายหนุ่มที่มีชื่อเสียง (อาจจะเสียก็ได้) เรื่องผู้หญิง

โศกนาำฎกรรมที่เกิดขึ้นกับภรรยาของเขา ผู้หญิงที่เขาทำให้ตั้งท้องตั้งแต่ตอนที่ตัวเองอายุเพียงสิบเจ็ดปี ผู้หญิงที่เขาปล่อยให้รอคอยนานหลายปี ก่อนที่จะยอมแต่งงานกับเธอ ผู้หญิงที่เอฟบีไอสงสัยว่าเป็นเหยื่อรายแรกของฆาตกรต่อเนื่อง คดีเดียวกับโอลิเวีย ฟอร์ชุนโดนปิดเมื่อตำรวจจับคนร้ายได้พร้อมกับอาวุธ แต่คนร้ายคนนั้นได้ฆ่าตัวตายพร้อมทิ้งจดหมายลาตายที่ปฏิเสธความรับผิดชอบที่ มีต่อการตายของโอลิเวีย และนั่นทำให้เจ้านายของซันนี่เริ่มสงสัยว่าเบน อาจจะมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการฆาตกรรมนั้นก็ได้ เพราะก่อนหน้าที่จะจับคนร้ายได้ เบนเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง

แต่ชีวิตของซันนี่ ที่ตอนนี้ใช้นามว่าซัมเมอร์ และปลอมตัวมาเป็นหนึ่งในสมาชิกของชุมชนที่เบนและคาร์ลี่ ลูกสาวพักอาศัยอยู่ ไม่น่าจะมาบรรจบกันได้ เบนซึ่งบัดนี้เป็นชายเก็บตัว ที่ไม่สนใจผู้หญิงเหมือนในวัยหนุ่มอีกต่อไป เขาเล่นเซิร์ฟ และดูแลลูกสาวที่กำลังเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยกับการจากไปของมารดา เบนไม่มีสายตาให้กับผู้หญิงคนไหน จนกระทั่งซันนี่ช่วยชีวิตคาร์ลี่จากคลื่นยักษ์ หลังจากเธอเล่นแผลง ๆ ด้วยการกระโดดลงไปในทะเลเพื่อเล่นคลื่น

นั่นทำให้ซันนี่และเบนมาพบกัน และเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับทั้งสองคน เพราะเบนซึ่งเจ็บปวดจากการสูญเสียโอลิเวียไป พบว่าตัวเองไม่อาจเดินจากซันนี่ไปได้ เธอมีบางอย่างที่ดึงดูดเขาเอาไว้ หญิงสาวที่ปฏิเสธโอกาสที่ทั้งคู่จะมีอะไรต่อกันมากกว่าความเป็นเพื่อน ในขณะเดียวกันซันนี่รู้ดีว่า การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยเป็นการทำลายอาชีพที่ดีที่สุด เธอไม่มีใครเหลือแล้วในชีวิต นอกจากการเป็นเอฟบีไอ แต่ก็เหมือนแมงเม่าที่ไม่อาจหลีกหนีเปลวไฟ ซันนี่ก็ไม่อาจต้านทานเบนได้

ในขณะที่ซันนี่พยายามสืบความเป็นไปของครอบครัวฟอร์ชุน ในขณะเดียวกับที่พยายามเอาชนะความรู้สึกของตัวเอง เรื่องก็ยังโฟกัสไปที่คาร์ลี่ เด็กสาววัยสิบหกปีที่เหมือนเด็กอเมริกันทั่วไป เริ่มมีปัญหากับพ่อของเธอเอง มันเป็นความรู้สึกที่คาร์ลี่ไม่อาจอธิบายได้ แต่บางอย่างในตัวเธอทำให้เธอต้องดื้อรั้นและหาเรื่องใส่ตัว และนั่นนำเธอไปพบกับจอห์น แม็ธทิว เด็กชายวัยสิบเจ็ดปีที่มีปัญหาในครอบครัวไม่แพ้กับเธอ

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบหนังสือที่แบ่งเวลาในเรื่องไปให้กับตัวละครอื่นที่ไม่ ใช่ตัวเอกนะคะ เพราะรู้สึกเสมอว่า มันทำให้เรื่องด้อยความน่าสนใจไปเลย ถ้าคู่รองเด่นกว่าคู่เอก เรื่องมันอาจจะสนุกได้ แต่มันก็แสดงความไร้ความสามารถของคนแต่งเช่นกัน ในเรื่องนี้เราอาจจะบอกได้ว่ามีสองคู่ เบนและซันนี่เป็นคู่หลัก ในขณะที่ความรักระหว่างคาร์ลี่และจอห์นเป็นคู่รอง ซึ่งบอกเลยนะคะว่า ไม่มีการขโมยซีน ไม่ใช่เพราะคาร์ลี่และจอห์นไม่น่าสนใจ พวกเขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก และดึงดูดความสนใจจากแม็กซ์ได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ทำให้ความน่าสนใจระหว่างเบนและซันนี้ลดลงไปเลย

คาร์ลี่เป็นตัวอย่างของเด็กอเมริกันน่ารำคาญ (เราคิดแบบนี้เสมอกับเด็กอเมริกันช่วงไฮสคูล) แต่คนแต่งก็ทำให้เราเข้าใจเธอได้ เข้าใจและรักเธอมาก ๆ คาร์ลี่เป็นตัวละครที่มีชีวิต และทำตัวสมอายุ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้เธอดูงี่เง่า หรือปัญญาอ่อน คาร์ลี่เป็นเด็กที่เอาแต่ใจ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รักพ่อของเธอมาก และเช่นเดียวกัน จอห์น แม็ธทิว เด็กชายที่เติบโตขึ้นมากับพ่อที่ใช้กำลัง เขามีบาดแผลทั้งภายในและภายนอก เขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะไม่ได้เป็นแค่เด็กชายที่กบฎและทำตัวเรียกร้องความสนใจ แบบอย่างเจมส์ ดีน แต่จอห์นมีความลึกที่เราคาดไม่ถึง และนั่นรวมทั้งทัศนคติที่เขามีต่อเซ็กส์

ปกติแม็กซ์จะรู้สึกอึ๋ยกับฉากเซ็กส์ของตัวละครอายุน้อย ๆ นะคะ แต่เรื่องนี้ทำได้ดี เพราะในระดับนึง เรารู้สึกถึงความต่อเชื่อมระหว่างคาร์ลี่และจอห์นที่มันทำให้เราเชื่อว่า สองคนนี้จะอยู่ด้วยกันไปอีกนานแสนนาน และไม่ใช่แต่ความรักวัยรุ่น

กลับมาที่คู่หลัก เบนอาจจะยังคงรักโอลิเวีย แต่เขาก็เป็นผู้ชายพอที่จะยอมรับว่า ตัวเองกำลังถลำลึกลงเรื่อย ๆ กับซันนี่ แม้กระทั่งเมื่อความจริงเิปิดเผยออกว่า ทั้งหมดแล้วซันนี่ทรยศเขา เบนก็ยังไม่อาจเดินจากเธอไปได้ แน่ละคำว่ารักไม่ได้ออกจากปากของเขา จนเกือบจะหน้าสุดท้าย แต่แม็กซ์ไม่สงสัยในความจริงใจของเขาเลยนะคะ

ที่สำคัญคาแร็คเตอร์ของเบนน่าสนใจ เขาเป็นพระเอกที่เราไม่ได้เจอนัก ภายนอกเบนเป็นทุกอย่างที่พระเอกโรแมนซ์เป็นกัน ทั้งหล่อ รวย และเท่ห์ แถมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจสาวทั่วเมือง สิ่งที่ทำให้เบนแตกต่างก็คือ เขาใช้ชีวิตมาอย่างเต็มที่ เขาเดินจากผู้หญิงที่เขารัก เพื่อความสนุกสนาน เพื่อเหล้า และยาเสพติด และเพื่อผู้หญิงอื่น สุดท้ายแล้วเบนเดินกลับมาหาโอลิเวียอีกครั้ง และเขาเป็นสามีที่ดี ก่อนที่ความโหดร้ายจะพรากโอลิเวียไป เบนไม่เคยกลับไปเป็นหนุ่มใช้ชีวิตอิสระคนเดิม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้ทนทุกข์ ไม่ใช่ว่าไม่เศร้าหรอกนะ แต่เบนไม่ใช่พระเอกแนวที่ต้องประกาศให้โลกทั้งใบรู้ว่า "กูเศร้า"

ความรักที่เขามีให้คาร์ลี่ ยิ่งทำให้แม็กซ์ยิ่งรักเขา และความจริงใจที่มีต่อซันนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดเราให้อ่านเล่มนี้ ชนิดที่ไม่อยากให้มันจบลง หนังสือเล่มนี้หนาสี่ร้อยกว่าหน้านะคะ และทุกหน้าเป็นความสนุกที่เราไม่อยากให้มันจบลง

คำชมมีเยอะนะคะ ส่วนดี ๆ ในเรื่องก็มีเยอะ และมันอาจจะมากพอที่ทำให้เรามองข้ามข้อเสียในเรื่องไปได้ เพราะหนังสือเล่มนี้ยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ มันมีความบังเอิญมากเกินไป โดยเฉพาะ (สปอยล์) การที่สุดท้ายแล้วจอห์นเป็นน้องชายคนละแม่กับซันนี่ มัน ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ มันมีหลายอย่างเลยล่ะในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ประมาณว่าคนพวกนี้ไม่น่าจะมาบังเอิญเจอกัน แต่อย่างที่บอกนะคะ ส่วนที่ดีในเรื่องทำให้แม็กซ์ลืมข้อเสียทั้งหมดนั่นไปได้เลย

ในส่วนของการสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ไม่ค่อยมีเบาะแสอะไรทิ้งไว้ให้คนอ่านคาดเดาคนร้ายหรอกค่ะ แต่ถ้าคนอ่านความจำดี ๆ และตาเร็ว ก็น่าจะรู้ตัวคนร้ายได้เกือบจะในทันทีที่เจอคำใบ้ที่คนแต่งทิ้งเอาไว้ ประเด็นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องหลักของพล็อต แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้เคลื่อนไปได้ เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้น แม็กซ์โอเคกับมันค่ะ

และสุดท้ายแล้ว ฉากที่เราชอบมาก (สปอยล์) คง เป็นฉากที่ซันนี่โดนคนร้ายจับตัวไปอยู่บนเรือ และเบนต้องเลือกที่จะช่วยชีวิตลูกสาวของเขาซึ่งตกลงไปในน้ำ แทนที่จะขึ้นไปบนเรือเพื่อช่วยผู้หญิงที่เขารัก สำหรับแม็กซ์แล้วมันได้ใจเรามาก เพราะมันเป็นทางเลือกที่เราอยากให้คนที่เป็นพระเอกเลือก และที่มากกว่านั้นมันทำให้เราคิดว่าสตีเฟ่น (ซึ่งเป็นคนที่ไปช่วยซันนี่แทน ทั้งที่ไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ) เป็นตัวละครที่เราอยากรู้เรื่องของเขาต่อ

จะบอกยังไงดีคะว่า แม็กซ์รักหนังสือเล่มนี้ แม็กซ์รักตัวละครทุกตัวที่ออกมามีบทบาทในเล่ม (โอเค อาจจะยกเว้นตัวร้าย) เพราะทุกคนมีพัฒนาการและความน่าสนใจในตัวเอง หนังสือที่เราเคยคิดว่าอาจจะหนาเกินไป แต่เมื่ออ่านเรากลับไม่อยากให้มันจบ

ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าลืมเลือน

คะแนนที่ 90

Quinn's Return // Shannon Anderson & Return to Me // Shannon McKenna

หนังสือเล่มนี้เป็นความภาคภูมิใจของแม็กซ์ค่ะ ที่สามารถค้นหาจากตลาดหนังสือมือสองในเน็ตมาได้ แม็กซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้มาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพล็อตเรื่องเป็นยังไง เหตุผลเดียวที่เราอยากได้เล่มนี้ก็คือความจริงที่ว่า แชนน่อน แอนเดอร์สันเป็นนามปากกาของคนแต่งที่ใช้ชื่อว่า แชนน่อน แม็คเคนน่า

และคนที่อ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ หรือรู้จักแม็กซ์ ก็จะรู้ว่า แม็กซ์คลั่งไคล้แชนน่อน แม็คเคนน่ามากขนาดไหน

ก่อนที่แชนน่อนจะประสบความสำเร็จในนามของแม็คเคนน่า เธอเคยเขียนหนังสือเล่มเล็ก (ความยาวไม่ถึงสองร้อยหนา) ให้กับสนพ.ที่ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว โดยใช้นามปากกาว่าแชนน่อน แอนเดอร์สัน

หนังสือที่เธอเขียนในนามปากกาแชนน่อน แอนเดอร์สันมีห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้แม็กซ์มีในครอบครองแล้วสี่เล่ม เหลืออีกเล่มนึงค่ะ ซึ่งก็คงต้องตามหากันต่อไป

แม็กซ์เลือกหยิบเล่มนี้มาอ่านก่อนเลย เพราะดูพล็อตแล้วน่าสนดี เรื่องราวของชายหนุ่มที่เดินทางกลับมาบ้านเกิดหลังจากจากไปนานหลายปี

พล็อตอย่างนี้เป็นพล็อตที่ใช้กันบ่อยมากในนิยายโรแมนซ์ ดังนั้นเราจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ดังนั้นลองนึกถึงความแปลกใจของตัวแม็กซ์ดูสิคะที่เมื่อเราเริ่มต้นอ่าน ประโยคแรกในเล่มแล้วรู้สึกว่ามันคุ้น

เอาเป็นว่าโคตรคุ้นเลยแล้วกัน

นั่นก็เพราะหนังสือเรื่อง Quinn's Return ก็คือต้นแบบของหนังสืออีกเรื่องที่แชนน่อนเขียนในเวลาต่อมา ด้วยนามปากกาแชนน่อน แม็คเคนน่า โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Return to Me

หลังจากอ่านเล่มนี้จบ เราขอสรุปเลยแล้วกันว่า เรื่อง Quinn's Return ถูกนำกลับไปรีไซเคิล โดยยังคงรักษาพล็อตหลักของเรื่องเอาไว้เกือบหมด ทั้งประโยค คำพูด การบรรยายเรื่อง ถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง Return to Me กระทั่งชื่อของพระนางก็ยังเกือบจะเหมือนกัน

เราเลยถือเป็นโอกาสอันดีนะคะ รีวิวหนังสือทั้งสองเล่มนี้ไปในคราวเดียวกันเลยดีกว่า

Quinn's Return ของแชนน่อน แอนเดอร์สัน

แม็กซ์หาภาพปกของหนังสือเล่มนี้ไม่เจอนะคะ เลยไม่ได้เอามาลงให้ดูกัน (ถ้ามีโอกาสจะถ่ายรูปของเล่มที่แม็กซ์มีในครอบครอบมาลงแล้วกันนะคะ)

ไซม่อน ควินน์ซึ่งเป็นช่างภาพที่ประสบความสำเร็จ ตัดสินใจเดินทางกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อสะสางเกี่ยวกับมรดกของกัส ควินน์ผู้เป็นลุงที่เพิ่งเสียชีวิตไป แต่การกลับมาของเขาก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนทั้งเมือง ที่ยังคงจดจำพฤติกรรมห่าม ๆ ของเขาในวัยเด็กได้ และนั่นรวมทั้งเอลินอร์ คอนเนอร์ หญิงสาวตระกูลเก่าผู้เพียบพร้อม ผู้ซึ่งเติบโตมาพร้อม ๆ กับไซม่อน

เด็กทั้งสองผูกพันกันมาก ความผูกพันที่ดึงรั้งเอลินอร์เอาไว้ไม่ให้มีความสัมพันธ์กับใครอื่น จนกระทั่งในที่สุดเธอตัดสินใจที่จะตัดใจจากไซม่อนผู้ซึ่งนับแต่จากไปจาก เมืองเขาก็ไม่เคยติดต่อเธออีกเลย แอลลี่ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตที่เธอต้องการเสียที เธอตอบรับหมั้นจากชายหนุ่มเนื้อหอมของเมือง แบรด มิชเชลล์เป็นชายในฝันสำหรับผู้หญิงหลายคน แต่เมื่อไซม่อนกลับมา แอลลี่ก็พบความจริงว่า ตัวเองไม่เคยตัดใจไปจากเขาได้เลย

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือรักแบบเบสิค นั่นหมายถึงไม่มีอะไรในพล็อตมากไปกว่าเรื่องรักระหว่างไซม่อน และแอลลี่ เรื่องราวที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และไม่โทษแอลลี่เลยที่เลือกไซม่อน ในเมื่อแบรด และครอบครัวของเขาดูช่างห่วยแตก และแม็กซ์ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมแอลลี่ทนพวกนั้นได้จนถึงกับหมั้นหมายกับแบรด (ถ้าจะคิดว่าพวกนั้นลายยังไม่ออก ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะพฤติกรรมของพวกนี้มันแย่นะ ไม่น่าจะเก็บซ่อนไว้ได้นาน)

มันไม่แปลกอะไรสักนิดเมื่อแอลลี่เลือกไซม่อน แต่มันกลับกลายเป็นจุดด้อยของไซม่อนที่ไม่กล้าตัดสินใจ พระเอกของเราหวาดกลัวความรัก อย่างไม่มีเหตุผล มีการแย้ม ๆ ถึงการที่เขาถูกทารุณในวัยเด็กจากผู้เป็นลุงบ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนเพียงพอ แม็กซ์อ่านแล้วไม่เห็นใจ หรือสงสาร ออกจากหมั่นไส้ด้วยซ้ำที่เขาเลือกที่จะเดินจากแอลลี่ไป

แต่โดยรวมรู้อะไรไหมคะ แม็กซ์มองเห็นโอกาสของการที่หนังสือเล่มนี้จะได้รับการแปลเป็นภาษาไทย มากกว่าเรื่อง Return to Me (ที่เราคิดว่าดีกว่าหลายขุม) เสียอีก เพราะเรื่องนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่สนพ.ในเมืองไทยชอบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรื่องที่บางจ๋อย (แค่ร้อยหกสิบกว่าหน้า) นางเอกที่เป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง เก็บเนื้อเก็บตัวเอาไว้ให้พระเอก

แต่สำหรับแม็กซ์ คะแนนที่ 57

Return to Me ของแชนน่อน แม็คเคนน่า

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเอาเรื่อง Quinn's Return มาเขียนใหม่ และมันช่างเป็นการเขียนใหม่ที่เพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบให้เนื้อเรื่องอย่าง มาก

ตัวแม็กซ์เองกลายมาเป็นแฟนหนังสือของแชนน่อนก็เพราะเล่มนี้ (เราอ่านเรื่องนี้ก่อนอ่าน Quinn's Return ค่ะ) คนแต่งเขียนได้ดีมากขนาดที่เราไม่รู้เลยสักนิดว่าส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ส่วนแทรกขึ้น ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่อง

พล็อตของหนังสือเรื่องนี้เหมือนกับเรื่อง Quinn's Return ชนิดลอกกันมากเลยแหละ (ก็มันลอกกันจริง ๆ นี่) เพียงแต่ในเล่มนี้พระเอกของเราชื่อว่า ไซม่อน ไรลี่ย์ เขาเป็นช่างภาพระดับเจ้าของรางวัล และผ่านการถ่ายภาพในสงครามโหดมาแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด เพราะอีเมลล์ที่ได้รับจากกัส ผู้เป็นลุง ซึ่งในตอนเปิดเรื่องได้เสียชีวิตลงแล้ว ลุงของเขาได้ชื่อว่าเป็นคนเพื้ยนและชอบใช้ความรุนแรง ซึ่งไซม่อนรู้เป็นอย่างดี แต่ในอีเมลล์นั้นมันราวกับว่า กัสมีช่วงเวลาที่ชัดเจนเกิดขึ้น ในอีเมลล์กล่าวถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีตที่กัสได้เข้าไปเห็นเป็นพยาน การกระทำที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ การกระทำที่ตามหลอกหลอนกัส และเป็นสิ่งที่กัสต้องการให้ไซม่อนระวังตัวจากผลพวงของมัน

ไซม่อนเดินทางกลับมา และเขาก็ได้พบกับเอล หรือเอเลน เค้นต์ สาวน้อยที่บัดนี้ได้กลายเป็นเจ้าของโรงแรมชนิดเบดแอนด์เบรคฟาสต์ที่ซึ่งเขา มาเข้าพัก (ส่วนนี้เหมือน QsR ค่ะ) และเช่นเดียวกัน เอเลนที่รักไซม่อนมาตลอดชีวิต เธอตัดสินใจเลิกรอคอยการกลับมาของเขาแล้ว เธอได้หมั้นหมายกับแบรด ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม แต่แล้วการกลับมาของไซม่อนก็ทำให้เอเลนต้องทนทวนทุกอย่างอีกครั้ง

ในหนังสือเล่มนี้ ความผูกพันระหว่างไซม่อนและเอเลนถูกถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือไ้ด้ชัดเจน ทำให้แม็กซ์รู้สึกถึงความรักที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน จนกลายเป็นความรักฝังใจที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ก็ไม่อาจทำให้ไซม่อน และเอลลืมเลือนอีกฝ่ายได้เลย

ในเล่มนี้อดีตของไซม่อนถูกเล่าออกมามากพอจนทำให้แม็กซ์เข้าใจความต้องการ หลีกหนีความรักของเขา เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองว่าตัวเองไม่เหมาะกับความรัก เข้าใจเหตุผลที่เขาเลือกที่จะเดินออกจากชีวิตของเอล (ในขณะที่ QsR มันเป็นคำถามข้อใหญ่ที่เรามี) แม้จะไม่เห็นด้วยนะ แต่อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าพระเอกงี่เง่าที่เดินจากสิ่งดี ๆ อย่างเอลไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงฉากเซ็กส์ที่ฮ็อตกว่าอีกค่ะ ความสามารถของแชนน่อนก็คือ เธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบอะไรในเรื่องเลย การเพิ่มดีกรีความร้อนแรงไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องสูญเสียไป

นอกจากนี้แล้วการเติมพล็อตในส่วนของความลึกลับในอดีตของกัสที่ตามมาระราน ไซม่อนในปัจจุบันก็ทำให้เรื่องมีน้ำหนัก และน่าติดตามอ่านยิ่งขึ้น

และส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือ เรื่องนี้คู่หมั้นของเอลไม่ใช่ตัวร้ายที่เป็นอย่างใน Quinn's Return เพราะแบรดมาด้านลึกที่ซ่อนเอาไว้ เราชอบมาก ๆ ที่แชนน่อนเขียนแบรดในเวอร์ชั่นใหม่ ผู้ชายที่มีสองด้าน ด้านนึงอาจจะไม่ชอบไซม่อน (ใครจะชอบเขาได้ในเมื่อไซม่อนคือตัวปัญหาในวัยเด็ก และยังแย่งเอลไปจากแบรดอีก) ในอีกด้านนึงเขาก็ยังเป็นมนุษย์ที่รู้จักผิดชอบชั่วดี

คะแนนที่ 87

การที่แม็กซ์ได้มีโอกาสอ่าน Quinn's Return ที่แม้จะไม่ได้สนุกอะไร แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังหรอกนะคะว่าจะสนุก แม็กซ์คิดเสมอว่าหนังสือที่สั้นขนาดนั้น แทบจะไม่มีโอกาสที่จะสนุกขึ้นมาได้หรอก การที่เราได้เห็นต้นแบบของ Return to me ทำให้เราตระหนักแก่ใจถึงพัฒนาการของแชนน่อนในฐานะนักเขียนยิ่งขึ้น เพราะหนังสือทั้งสองเรื่องนี้ใช้พล็อตและการดำเนินเรื่องที่เกือบเหมือนกัน แต่การเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกลับทำให้ความเห็นที่เรามีต่อหนังสือสองเล่มนี้แตกต่าง กันไปโดยสิ้นเชิง

Cold as Ice // Anne Stuart

เคยมีบ้างไหมที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณ ที่ความอยากอ่านหนังสือมีมากขนาดที่คุณไม่ยอมเสียเวลาห่อปกหนังสือ ทำให้เวลาอ่านต้องใช้ความพยายามที่มากกว่าปกติในการระวังไม่ให้หนังสือยับ แต่ถึงกระนั้นคุณก็ยังหยุดตัวเองไม่ได้

เคยไหมที่ความอยากอ่านหนังสือทำให้คุณเข้าไปดูหนังพระเอกโง่ภาคล่าสุด ที่แม้จะมีฉากเปลือยทั้งร่างของพระเอกหุ่นงาม แต่หน้าเหี่ยวก็ไม่อาจทำให้สมองของคุณละความสนใจไปจากตัวละครที่ได้อ่าน (อยากรู้ละสิว่าเรื่องอะไร)

เราเกริ่นนำถึงความน่าสนใจของปีเตอร์ เจนเซ่น สายลับผู้แสนเยือกเย็นของเดอะคอมมิทตี องค์กรลับพิทักษ์โลก คนที่ความเย็นชาในหัวใจทำให้เขาไม่เคยทำงานพลาด ไม่เคยมีการกระทำใดที่เขาคิดว่าน่าสะอิดสะเอียนเกินกว่าจะทำ

ก่อนอื่นพูดถึงความเบี่ยงเบนทางเพศที่หลายคนกำลังสงสัยว่าปีเตอร์มี มีการพูดถึงประเด็นนี้อย่างแจ้ง (นางเอกถึงกับพูดว่าปีเตอร์เป็นนักฆ่าไบเซ็กส์ชั่ล ซึ่งปีเตอร์ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง) และเรายืนยันจากการอ่านว่าปีเตอร์ไม่มีความเบี่ยงเบนไปทางผู้ชายเด็ดขาด

ใช่เขาสามารถนอนกับผู้ชายได้ ถ้าจำเป็น

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเป็นไบเซ็กส์ชั่ล นั่นเป็นเพียงการแสดงว่าปีเตอร์เย็นชาเพียงไร และเขามองว่าเซ็กส์เป็นอาวุธ ที่ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้

จนกระทั่งในภารกิจที่ทำให้ต้องพบกับทนายความสาวที่มองโลกด้วยสายตาเย็นชาไม่ แพ้กัน เจเนวีฟเคยเป็นนักอุดมคติต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ก่อนจะพบว่าการกระทำของเธอไม่ได้สร้างความแตกต่างให้กับโลกบูดเบี้ยวใบนี้ เลย เธอจึงเปลี่ยนมาบูชาเงินตรา และหนึ่งในงานที่เธอได้รับมอบหมายก็คือ นำเอาเอกสารไปให้เพลย์บอยหนุ่มรูปงาม อภิมหาเศรษฐีเซ็นต์ชื่อที่เรือยอร์ชหรูหราของเขา

แฮรี่เป็นตัวละครที่ควรจะเป็นพระเอก เขามีทำอย่างในฝันของพระเอกหนังสือโรแมนซ์ เขาร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐี เขาหล่อเหล่าชนิดที่ต้องเหลียวหลังมอง เขาเป็นเพลย์บอยรูปงามที่ถ้าเรื่องนี้เป็นหนังสือโรแมนซ์สูตรสำเร็จก็จะต้อง ตกหลุมรักนางเอกตั้งแต่แรกเห็น

แต่นี่เป็นหนังสือของแอน สจ๊วต ดังนั้นชีวิตของเจเนวีฟจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เธอไม่มีทางตกหลุมรักคนที่ดูจะเหมาะสมอย่างแฮรี่ แต่กลับเป็นผู้ช่วยคนสนิทของเขาที่ชื่อปีเตอร์ เจนเซ่น

โดยหารู้ไม่ เธอตกไปอยู่กลางสถานการณ์ล่อแหลม ปีเตอร์เพิ่งได้รับคำสั่งให้ลอบสังหารแฮรี่คนที่ถูกสงสัยว่ากำลังจะสร้าง หายนะให้กับโลก และเจเนวีฟอยู่ผิดที่ผิดทาง และจะต้องโดยกำจัดไปด้วย เพื่อไม่ให้มีพยาน

ตลอดครึ่งเล่มแรกปีเตอร์ต้องตัดสินใจถึงวิธีการฆ่านางเอก การกระทำที่เขาเสียใจ แต่ต้องกระทำ ปีเตอร์ไม่เคยขัดคำสั่ง

แน่ะละเป็นเพราะโรแมนซ์ ดูเหมือนปีเตอร์จะไม่อาจทำได้

ถ้าคุณคาดหวังเรื่องโรแมนซ์ชนิดเด็กชายพบเด็กสาว ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน และอยู่กันอย่างมีความสุขไปตลอดชีวิต ขอความกรุณาอย่าอ่านเรื่องนี้เลย คุณไม่แกร่งพอจะเผชิญหน้ากับความรักสไตล์แอน สจ๊วตหรอก (ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรหรอก เพียงแต่ว่าคุณไม่เหมาะกับงานของแอน สจ๊วตเท่านั้น)

อันที่จริงแม็กซ์ว่าปีเตอร์โหดน้อยกว่าบาสเตียนมาก นางเอกเรื่องนี้ไม่ถูกปล่อยให้โดนทรมาน เขารู้ตัวเร็วกว่าบาสเตียนถึงความรู้สึกที่เขามีให้กับเจเนวีฟ

ถ้าคุณเคยอ่านแบล็กไอซ์ ไม่ต้องสงสัยเลยคุณจะชอบเรื่องนี้อย่างสุดหัวใจ ถ้าคุณเป็นแฟนงานของแอน สจ๊วต คุณจะหยิบหนังสือเรื่องนี้ขึ้นหิ้งแล้วจุดธูปไหว้สัปดาห์ละหลายรอบ

และแม็กซ์เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

เรื่องนี้ไม่ผิดหวังเลย แม้ว่าจะรู้สึกตะหงิดนิดหน่อยตรงความสัมพันธ์ระหว่างบาสเตียนกะปีเตอร์ เพราะตอนเราอ่านเรื่องแบล็กไอซ์ เราไม่รู้สึกว่าสองคนเป็นเพื่อนที่ดีกันขนาดนี้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสุขของคนที่มีรสนิยมประหลาดอย่างเราด้อยลงไปเลย

สรุปว่าถ้าคุณไม่กลัวจะอ่านเรื่องที่แตกต่าง อยากทดสอบตัวเองว่าเป็นคนประหลาดอย่างแม็กซ์รึเปล่า ลองซื้อเรื่องนี้มาอ่าน แล้วคุณจะรู้

ขออย่างเดียวถ้าไม่ชอบไม่ต้องบอกแม็กซ์แล้วกัน เพราะแม็กซ์รักปีเตอร์ไปสุดหัวใจแล้ว

์No Rest for the Wicked // Kresley Cole

หนังสือที่สนุกโคตรอีกเรื่องแห่งปีนี้ ที่ทำให้แม็กซ์หายหน้าไปหนึ่งวันเต็ม เพราะมัวแต่นั่งอ่านหนังสือ (ประกอบกับงานยุ่งทำให้ไม่มีเวลากระทั่งเปิดบลอกเพื่อเขียน)

หนังสือเล่มที่สามในชุด "อมตะหลังฟ้ามืด" หรือ Immortalafter dark ที่เขียนโดยเครสลีย์ โคล เราปิ๊งหนังสือชุดนี้ตั้งแต่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องThe Warlord wants forever ซึ่งอยู่ในหนังสือเรื่อง Playing easy to get เราสารภาพว่าเราซื้อเรื่องนี้มาเพราะเรื่องของเชอริลีน เคนย่อน แต่เราอ่านเรื่องของเชอรี่ไปไม่จบเรื่องด้วยซ้ำ เรื่องของเจด แบล็กก็น่าเบื่อ ทำให้เราต้องหันมาอ่านเรื่องของเครสลีย์ โคล นักเขียนที่เราไม่ชอบงานของเธอเลยด้วยซ้ำ

ก่อนหน้าที่จะหันมาเขียนแนวพารานอมอล เครสลีย์เขียนเรื่องแนวโบราณที่ไม่ได้สนุกอะไรมากมาย ออกจะน่าลืมเลือนด้วยซ้ำ ถ้าแม็กซ์ไม่เสียดายเงินที่ซื้อเรื่อง Playing มาล่ะก้อ แม็กซ์คงไม่ได้ค้นพบชุดนี้แน่ เพราะแม็กซ์ตัดสินใจบอกศาลากะเธอไปแล้ว หลังจากผิดหวังมาสองเล่มติดกัน

ด้วยความเสียดายเงินแม็กซ์จึงอ่าน Warlord อย่างไม่คาดหวัง และก็ได้พบกับเรื่องสั้นที่สนุกที่สุดในรอบปี และถือว่าเป็นเรื่องสั้นที่สนุกที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับสาม (ตามหลัง Only Human ของ Eileen Wilks และ The Nedkid Truth ของ Nicole Camden) เรื่องราวความรักระหว่าง Valkyrie (นักรบสาวในตำนานของไวกิ้ง) กับแวมไพร์

โปรดสต๊อปเสียบ่นก่อน เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องแวมไพร์ที่เห็นเดินกันเกลื่อนกล่านตลาด

หนังสือของเครสลีย์ชุดนี้มีความหลากหลายของตัวละครเหนือมนุษย์ เรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างเรื่องเหนือธรรมชาติกับวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างลง ตัว ตัวละครที่พูดคุยด้วยภาษาเท่ห์ ๆ ไม่ใช่ร้องตะโกนร้องฟ้าว่า "เธอคือผู้หญิงของฉาน เธอเป็นของฉาน" เหมือนแวมไพร์ยุคหินบางตัว

แวมไพร์ในเรื่องนี้หมดสมรรถภาพตั้งแต่โดนเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ เพราะสัญญาณชีพทุกอย่างของเขาจะหมดลง มีเพียงผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถ "บลัด" เขาได้ โปรดอย่าคิดมาก การ "บลัด" เป็นศัพท์เฉพาะสำหรับการที่แวมไพร์เจอผู้หญิงที่จะเป็นคู่ชีวิตของเขา คนที่ทำให้เขากลับมามีเลือดมีเนื้อ หัวใจเต้น และที่สำคัญเหมือนได้กินไวอาก้าเม็ดโต

โอเคพล็อตเรื่องตรงนี้คล้ายคลึงกับแวมไพร์ยุคหินของนักเขียนท่านหนึ่ง แต่แวมไพร์ของเครสลีย์เป็นยุคใหม่มากพอ หรือพูดอีกแง่นึง นางเอกของเธอเป็นสาวสมัยใหม่มากพอที่จะไม่ยอมให้แวมไพร์เอาไม้ตีหัวแล้วลาด เข้าถ้ำ

สำหรับเซบาสเตียน การเป็นแวมไพร์เป็นการตกนรก เขาถูกเปลี่ยนโดยพี่ชายผู้หวังดีคนที่ไม่ต้องการสูญเสียน้องชายไป แต่เขาไม่อยากมีชีวิตโดยดำรงชีพด้วยการดื่มเลือด เขาใช้เวลาสามร้อยปีซุกตัวอยู่ในปราสาทผุพัง มีชีวิตซังกะตาย จนกระทั่งนักรบสาว Valkyrie ที่แสนจะเย็นชาที่ชื่อคาเดอรินมาเพื่อฆ่าเขา

คาเดอรินมีชีวิตอยู่มากว่าพันปี เธอเป็นลูกสาวของเทพเจ้า น้องสาวของเธอถูกแวมไพร์ฆ่าตาย และจากนั้นเธอก็ได้รับ "พร" ไม่ให้มีความรู้สึกอีก ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอได้พบกับแวมไพร์ที่ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นสู้เมื่อ เธอพยายามฆ่าเขา

คาเดอริน "บลัด" เซบาสเตียน นั่นเป็นความประสงค์ของโชคชะตา และสิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องราวที่แสนจะสนุกสนาน เรื่องราวที่แม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อ และมีช่องโหว่งอยู่เป็นล้านในพล็อตเรื่อง ก็สนุกพอจะทำให้แม็กซ์มองว่าไม่เป็นสาระสำคัญ

แม็กซ์ชอบความทันสมัยของเนื้อเรื่อง ขณะเดียวกันก็ชอบความตรงไปตรงมาของเซบาสเตียน และความหัวแข็งของคาเดอริน

แม็กซ์ชอบความแปลกใหม่และคาดเดาไม่ได้ของเนื้อเรื่อง ชอบความหลากหลายของตัวละคร หนังสือชุดนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ที่ตัวเอกที่เป็นแวมไพร์

แม็กซ์ชอบวิธีการดำเนินเรื่องที่ซ้อนทับกันของหนังสือแต่ละเล่มในชุด ชอบวิธีที่คนแต่งเขียนเรื่องให้เหตุการณ์ในแต่ละเล่มเกิดขึ้นพร้อมกัน เราอาจจะอ่านเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มที่สาม แต่ตัวละครในเรื่องไม่รู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในเล่มหนึ่งด้วยซ้ำ นั่นเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกดี เราชอบ

ถ้ามีคำถามว่า แม็กซ์จัดอันดับหนังสือชุดนี้อยู่ในลำดับอะไรในสงครามแวมไพร์ ขอเวลาคิดวันนึงแล้วจะมาให้คำตอบค่ะ

Tuesday, February 10, 2009

Crazy Cool // Tara Janzen

เพิ่งอ่านฉบับภาษาไทยจบไป ก็เลยถือเป็นฤกษ์งามยามดีเขียนถึงหนังสือที่แม็กซ์ชอบแต่ยังไม่มีโอกาสได้ เขียนถึง (เพราะอ่านภาษาอังกฤษไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2005)

หนังสือเล่มที่สองในชุด The Mission ซึ่งเป็นชื่อชุดอย่างเป็นทางการของฝรั่งเขา โดยตัวของมันเอง ความสนุกอาจไม่ถึงกับโดดเด่นกินขาดหนังสือในระดับคลาสิก (ของแม็กซ์) เล่มอื่น แต่เมื่อนำมันมารวมกับหนังสือเล่มอื่นในชุด ทำให้คุณค่าของหนังสือเล่มนี้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล และนั่นเป็นการบ่งบอกพลังของหนังสือชุดได้เป็นอย่างดี

พล็อตเรื่องสั้นและง่าย ถ่านไฟเก่าไม่เคยมอด คริสเตียน ฮอร์คกิ้นส์ (แม๊กซ์สะกดเอาเองค่ะ ไม่เหมือนกะที่หนังสือใช้) เคยรักแคทย่า เดกเกอร์อย่างหมดหัวใจ และไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความรักนั้นก็ไม่เคยหายไป

ด้วยเวลาเพียงสองวัน กับอีกสองคืนที่คนรักเก่าทั้งคู่ได้กลับมาพบกัน บทสรุปก็คือการแต่งงาน ความน่าเชื่อของความรักแบบชั่วข้ามวันนี้ได้ผลเพราะคนแต่งปูพื้นความ สัมพันธ์ที่มีต่อกันในอดีตได้น่าเชื่อเพียงพอ สิ่งที่แม๊กซ์ชอบมากที่สุดในเรื่องก็คือ การเปลี่ยนแปลงความคิดของคริสเตียนที่เป็นไปเรื่อย เริ่มต้นจากไม่ชอบใจนักที่ต้องมาผูกติดอยู่กับผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุ (อันหนึ่ง) ที่ทำให้เขาติดคุก ก่อนจะค่อยยอมรับกับตัวเองว่า เขาไม่อาจอยู่โดยปราศจากเธอได้ การเปลี่ยนแปลงของคริสเตียนเป็นไปอย่างน่าเชื่อ จนกระทั่งถึงจุดที่เขายอมรับกับแคทว่ารักเธอ เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมาครอบครอง

นั่นเป็นอีกจุดหนึ่งที่แม็กซ์ชอบผู้ชายจากถนนสตีลค่ะ เริ่มจากควินน์ มาถึงคริสเตียน และคนอื่น ๆ ไม่เคยมีใครตั้งคำถามตัวเองมากนักว่าทำไมต้องเป็นผู้หญิงคนนี้ (โอเค ยกเว้นให้ดีแลนคนนึง แต่ถ้าคุณอายุสามสิบกว่า แต่ตกหลุมรักเด็กสาวอายุยี่สิบเอ็ดปี คุณก็คงไม่อาจยอมรับได้ง่ายนักหรอก)

เมื่อวานแม็กซ์เขียนถึงคริสเตียนไปหน่อยนึง แล้วก็เลยได้คอมเม้นท์ที่น่าสนใจจากคนที่มาทิ้งข้อความไว้ที่บลอก ซึ่งทำให้แม็กซ์ฉุกคิด อาจจะเป็นเพราะแม๊กซ์อ่านหนังสือชุดนี้ครบทั้งหกแล้วก็ได้ การมองตัวละครจึงมีลักษณะของการเอาทั้งหกเล่มมายำรวมกัน บุคลิกบางอย่างกว่าจะเห็นได้ชัดเจนก็ต้องปาเข้าไปหลายเล่มแล้ว

ยอมรับนะคะคุณเลดี้จีว่า คริสเตียนดูไม่เป็นซุปเปอร์ฮีโร่เท่าไหรในเรื่อง เขาถูกคนร้ายชนจนตกลงไปในน้ำ โดยไม่ได้เป็นฮีโร่ที่เข้าไปช่วยชีวิตผู้หญิงที่เขารักที่สุดในชีวิต แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคิดในการจัดการ แม็กซ์ไม่ได้พยายามเข้าข้าง แต่คิดขึ้นมาได้ว่า พระเอกของทาร่า เจนเซ่นนั้นมักจะไม่ใช่ฮีโร่ในความหมายของความเก่งกาจ ในเล่มที่ตัวเขาเองเป็นพระเอก อาจเพราะเมื่อมีความรัก นั่นก็เป็นจุดอ่อนสำคัญที่สุด คริสเตียนไม่เก่งหรือนิ่งพอที่จะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยแคทย่า เช่นเดียวกับที่คิดไม่ใช่คนที่ช่วยนิคกี้ ในเครซี่ คิส ที่เขาเป็นพระเอก (นั่นเป็นหน้าที่ของทราวิส) และทราวิสเองก็แทบจะเป็นแค่ของประกอบฉากในการจัดการผู้ร้ายในเรื่องเครซี่ สวีท ที่เขาเป็นพระเอก กลับปล่อยให้คริสเตียนขโมยซีน

แม็กซ์อาจจะมองภาพกว้างมากเกินไปสักหน่อย ทำให้เมื่อมองลึกในขอบเขตของหนังสือเล่มเดียว จึงดูไม่เป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันค่ะ ว่าแม็กซ์รู้สึกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เชื่อที่คนแต่งบอกว่าคริสเตียนเก่งแค่นั้น แต่คิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาหลายเล่มมั้งคะ ในการสร้างความรู้สึกนั้น สำหรับแม็กซ์เองก็บอกไม่ได้หรอกนะคะว่าความเชื่อว่าเขาเก่งนี่มันเกิดตอน นั้นกันแน่ เพราะอ่านในเวลาที่ไล่เลี่ยกันหลายเล่ม

กลับมาที่เรื่อง หนังสือเล่มนี้อาจได้ชื่อว่าเป็นโรแมนติกแอคชั่น แต่เนื้อในมีแต่โรแมนซ์ก็ว่าได้ เพราะเวลาเกินกว่าค่อนเรื่องใช้ไปกับความคิดและความรู้สึกของตัวละครทั้งสอง ที่มีต่ออดีตของพวกเขา แม๊กซ์ชอบที่คริสเตียนไม่คิดในลักษณะโกรธแค้นต่อแคทที่เธอทิ้งเขาไว้ตาม ลำพังหลังจากถูกจับ เขาอาจตั้งฉายาว่าเธอเป็นตัวซวย แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่มีคำว่าล้างแค้นอยู่ในความคิด เขาแค่น้อยใจ นั่นเป็นความรู้สึกที่แม็กซ์จับได้ในเรื่อง และเมื่อเขาไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้อีกต่อไป เขาก็ยอมรับง่าย ๆ แค่นั้นว่าเขายังรักแคทอยู่ และไม่มีวันจะปล่อยให้เธอจากไป แล้วคริสเตียนก็เลิกวิ่งหนี และทำทุกอย่างเพื่อดึงตัวเธอไว้ โดยไม่สนใจว่าอุปสรรคตรงหน้าจะมีอะไรบ้าง

แม็กซ์ชอบวิธีการที่ทาร่าจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างแคทและแม่ของเธอ มาริลีนโดนวางให้เป็นตัวร้าย แต่ในท้ายที่สุดโดยไม่ต้องอาศัยฉากเรียกน้ำตา แคทก็รับรู้ว่าการกระทำที่แม้จะดูสุดขั้ว แต่ก็เพราะแม่รักเธอ ตอนที่บรรยายว่าทุกคนต่างวิ่งหนีออกจากตัวบ้านเมื่อได้ยินเสียงปืน แต่แม่กลับวิ่งมาหาเธอ นั่นแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของคนเป็นแม่ได้เป็นชัดเจนโดยไม่ต้องใช้คำ บรรยายอะไรมากมาย

สรุป สรุป ชอบเรื่องนี้ค่ะ แต่แนะนำว่า ถ้าอยากเกิดอาการเครซี่ชุดนี้อย่างแม็กซ์ อ่านเล่มนี้เล่มเดียวไม่ได้นะคะ ต้องอ่านทุกเล่มในชุดนะคะ แล้วจะรักหนุ่มจากสตีลสตรีทมากเหมือนแม็กซ์

Sunday, February 8, 2009

Memory in Death // J.D. Robb

ไม่ใช่เป็นเพราะความเบื่อหน่ายหรอกนะคะที่ทำให้แม็กซ์เก็บเรื่อง "ความทรงจำในความตาย" เอาไว้เสียเกือบปี จึงได้ฤกษ์เอามาอ่าน แต่เป็นเพราะความเสียดายอย่างจับจิตจับใจ ชนิดที่รู้ตัวล่วงหน้าว่า ถ้าอ่านเรื่องนี้เข้าให้ก็ต้องรอเล่มต่อไปอีกตั้งหกเดือนกว่าเล่มใหม่จะออก เลยทำให้เก็บซุกซุกเอาไว้ให้พ้นหูพ้นตา จะได้ไม่ต้องอ่าน

บางครั้งแม็กซ์ก็แปลกอย่างนี้ล่ะค่ะ หนังสือที่อยากอ่านมาก ๆ กลับไม่ยอมอ่าน เพราะเสียดาย อยากเก็บไว้ให้นานที่สุด

ดังนั้น Memory in death จึงถูกดองไว้ปีกว่า (นับจากเล่มปกแข็งออกขาย) แม็กซ์จึงตัดสินใจอ่าน ไม่ใช่เพราะไม่เสียดายหรอกนะคะ แต่เพราะได้ Born in death มาแล้ว ดังนั้นจึงมีเล่มต่อไปมาแทน ก็เลยได้เวลาอ่านเสียที

และก็

คงไม่ต้องบอกหรอกนะคะ คนที่รู้จักแม็กซ์ดีคงรู้ว่าแม็กซ์เนี่ยสาวกชุดนี้ขนาดไหน คำชมพื้น ๆ ไม่เหมาะหรอกคะ ต้องเป็นคำสรรเสริญเชิดชู พร้อมทั้งขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ดลบัลดาลใจให้นอร่า โรเบิร์ตให้กำเนิดตัวตนอีกนามนึงของเธอ

เจ.ดี. ร็อบบ์เป็นนักเขียนที่ดีที่สุด

สั้น ๆ ง่าย ๆ แค่นั้น

เมมโมรี่ไม่ใช่หนังสือที่ดีที่สุดในชุด (สำหรับแม็กซ์แล้ว ยังคงเป็นกลอรี่ อินเดธเสมอ เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้แม็กซ์กลับมาอ่านชุดนี้อีกครั้ง หลังจากอ่านเล่มแรกไปแล้วไม่ชอบ --- เห็นไหมว่าแม็กซ์ในวัยเด็ก โง่ขนาดไหน อ่านงานระดับมาสเตอร์พีชแล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำ --- แต่นั่นคืออดีต เพราะเมื่อแม็กซ์ได้อ่านกลอรี่ เสียงคร่ำครวญทุกคำก็ดังออกมาเป็น อีฟ&โร้ค

แต่แม้จะไม่ใช่งานที่ดีที่สุด แต่เล่มนี้ถือเป็นหนังสือที่ใกล้เคียงกับแนวคริสต์มาสมากที่สุดที่เจดีจะเขียนได้แล้วค่ะ อะไรน่ะหรือ

เพราะเล่มนี้เป็นเล่มที่อ่านแล้วมีความกดดันในเนื้อเรื่องน้อยที่สุดเล่ม หนึ่ง ถ้ามันจะเป็นไปได้ สำหรับหนังสือแนวฆาตกรรมสืบสวนนะ เรื่องราวช่วงใกล้วันคริสต์มาสในชีวิตของอีฟ ดัลลาสที่ต้องเผชิญหน้ากับอดีต

เมื่ออดีตคนที่เคยดูแลเธอสมัยเด็กกลับมาพบเธอ นี่ไม่ใช่การพบกันที่ชื่นมื่นหรอกนะ เพราะทรูดี้เป็นไม่ใช่คนที่เหมาะสมนักในการดูแลเด็กกำพร้า หล่อนอาศัยช่องว่างทางกฎหมายหาประโยชน์จากบรรดาเด็กที่ทุกข์ทรมานอยู่แล้ว ครั้งนี้เมื่อทราบข่าวถึงความร่ำรวยของสามีเศรษฐีของอีฟ ทรูดี้ก็คิดแผนการแบล็กเมลล์โดยข่มขู่ว่าจะเปิดเผยอดีตของอีฟให้กับสื่อมวล ชนรับรู้

แต่ก่อนที่ทรูดี้จะสร้างปัญหาวุ่นวายมากไปกว่านี้ ก็มีใครสักคนฆ่าเธอ และมันก็กลายเป็นหน้าที่ของอีฟในการสืบสวนค้นหาความจริง

หลังจาก Origin in death หนังสือที่เต็มไปด้วยความเศร้า (แม็กซ์อ่านเล่มนั้นไปแล้วน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัวหลายรอบมาก เป็นหนังสือที่แม็กซ์เชียร์ผู้ร้ายสุดใจขาดดิ้น) เล่มนี้เบากว่ามาก และเจดีก็พาคนอ่านกลับไปพบกับตัวละครหลายคนในชุด ไปติดตามว่าพวกเขาเป็นยังไงกันบ้างแล้ว

แต่คงไม่มีฉากไหนน่าอ่านเท่ากับคืนวันคริสต์มาสอีฟที่โร้คใช้เวลาอยู่กับ อีฟตามลำพัง คริสต์มาสปีก่อนเป็นไปด้วยความวุ่นวายจากอีกคดีนึง (คงต้องไปตามอ่านกันเอง) แต่สำหรับปีนี้ในเมมโมรี่ มันเต็มไปด้วยความทรงจำ ฉากที่ซัมเมอร์เซ็ทพูดกับโร้คว่า เขาไม่เคยใช้เวลาช่วงคริสต์มาสอยู่บ้านเลยสักครั้ง จนกระทั่งถึงอีฟ ความคิดของโร้คในตอนนั้นยิ่งกว่าคุ้มค่าในการอ่าน เพราะเขาไม่ต้องการรับรู้ว่าเขาอยู่กับความโดดเดี่ยว จนกระทั่งอีฟก้าวเข้ามาในชีวิตไม่มีความหมายอะไรในการใช้เวลาช่วงคริสต์มาส ที่บ้าน

แล้วฉากที่โร้คคิดอีกล่ะ ที่เอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เขาสะสมมาช่วงชีวิตชั่งน้ำหนักกับผู้หญิงคนที่ เป็นภรรยาของเขา และมันมีค่าน้อยกว่า สำหรับผู้ชายที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในโลก นั้นอ่านเป็นการบ่งชี้ถึงความรักที่เขามีให้กับตำรวจของเขาเป็นอย่างดี

สิ่งที่ดีที่สุดในหนังสือชุดนี้ก็คือตัวละคร คุณคิดว่าคุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับอีฟ&โร้คแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ คุณคิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองมาถึงจุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว แต่ก็พบว่ามันยังพัฒนาไปได้ดีกว่านี้อีก

สิ่งที่แม็กซ์ชอบมากก็คือพัฒนาการของอีฟ ถ้าคนที่อ่านยังจำกันได้ คงนึกออกว่า สาเหตุที่ทำให้อีฟทะเลาะกับโร้คเป็นบ้าเป็นหลังในเรื่องกลอรี่ก็เนื่องมาจาก เจ้าเพชรเม็ดโตที่เขาซื้อให้เธอเป็นของขวัญ อีฟมีปัญหาในการรับของขวัญเสมอ แต่หลังจากยี่สิบเล่ม กับเวลาเกือบสองปีในเรื่องผ่านไป เธอเริ่มสบายใจในการเป็นผู้รับมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่แม็กซ์คาดหวังจะได้เห็นในการอ่านหนังสือชุด เพราะตัวละครไม่ได้ตายนะคะ จะได้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

หนังสือชุดนี้อาจไม่ใช่โรแมนซ์เต็มตัว แต่คุณคงปฏิเสธไม่ได้หรอกนะว่าความสัมพันธ์ระหว่าอีฟ & โร้คถือเป็นส่วงประกอบสำคัญของเรื่อง ที่ทำให้หนังสือชุดนี้เหนือกว่าหนังสือแนวสืบสวนชุดอื่น คุณอาจจะไม่ตกหลุมรักกับตัวละครทั้งสองภายในเล่มเดียวที่คุณอ่านหรอกนะ สำหรับแม็กซ์แล้ว มันต้องใช้สองเล่มค่ะ แม็กซ์จึงมองผ่านความแข็งกระด้างของอีฟเข้าไปภายในได้

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน แม็กซ์ไม่เร่งหรือเชียร์ให้อ่านหรอกนะคะ เพราะหนังสือชุดนี้อาจไม่เหมาะกับทุกคน โร้คอาจเป็นพระเอกในฝันของนักอ่านโรแมนซ์ และอีฟไม่ใช่นางเอกอายุสิบแปดที่เป็นลมเมื่อเห็นเลือด และท้ายที่สุดโร้คอาจเป็นตัวละครที่แม็กซ์พร่ำเพ้อหา แต่อีฟเป็นตัวละครที่ทำให้หนังสือชุดนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกของหนังสือ (สำหรับแม็กซ์)

Demon Moon // Meljean Brook

ขอแก้ตัวอีกรอบแล้วกัน เพราะมีคนส่งเสียงมาว่า บลอกอันก่อนหน้าของแม็กซ์อ่านไม่รู้เรื่องเลย ก็ขออำภัยด้วยแล้วกัน เพราะตอนนั้นทั้งมือสั่น และหัวใจสั่นอันเนื่องมาจากเพิ่งอ่านจบ อารมณ์ก็เลยบรรเจิด กระเจิดกระเจิงไปไหนจนเขียนไม่รู้เรื่อง

เริ่มต้นเตือนว่า ต่อไปเป็นสปอลย์นะคะ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเล่าเรื่องเดม่อน มูนให้รู้เรื่องโดยไม่สปลอย์เรื่องเดม่อน แองเจิ้ล และก็ถือว่าเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าเลยแล้วกันว่า กรุณาอ่านแองเจิ้ล ก่อนจะคิดหยิบมูนมาอ่าน เพราะไม่งั้นจะรู้สึกเหมือนเพิ่งถูกรถชน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

ในเดม่อน มูน แวมไพร์พระเอกของเรา คอลิน เอมส์-โบมองค์กำลังเล่นเอ็มเอสเอ็นอยู่เมื่อเขาได้รับข้อความจากสาวิตรี เมอร์เรย์ หญิงสาวที่เมื่อหลายเดือนเขา เขามีโอกาสได้พบในเคย์ลัม (หรือสวรรค์) เคย์ลัมไม่ใช่ที่สำหรับคนตาย แต่เป็นสถานที่พักอาศัยของเหล่าการ์เดียน และในการทำศึกกับลูซิเฟอร์ ลอร์ดแห่งนรกในเดม่อน แองเจิ้ล คอลินซึ่งเลือดของเขาเป็นอาวุธสำคัญในการเอาชนะศึกครั้งนั้น และสาวิตรีที่เปรียบเสมือนน้องสาวของฮิวจ์ พระเอกเล่มก่อน ถูกพาตัวมาที่เคย์ลัมเพื่อความปลอดภัย สิ่งที่คนอื่น (ในเรื่อง) ไม่รู้ และคนอ่านจะยังไม่รู้ไปอีกหลายร้อยหน้า การพบกันของทั้งคู่มันมากกว่าการเจอกันธรรมดา

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้สาวิตรีพยายามหลบหน้าคอลินมาตลอด จนกระทั่งเมื่อเธอพบว่าตัวเองกำลังบินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติกพร้อมผู้ โดยสารกว่าสามร้อยคน และนอสฟาราตูที่วางแผนจะฆ่าคนทั้งลำ ด้วยความที่เป็นสาวยุคใหม่ สาวิตรีก็รีบส่งข้อความด่วนผ่านทางคอมพิวเตอร์เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่มันสายเกินไป

สาวิตรีต้องลงมือเอง ด้วยความฉลาดและกล้าหาญเธอจัดการกับนอสฟาราตูคนนั้นได้ แต่ก็ต้องแลกกับการที่เธอต้องดื่มเลือดของมัน และยาพิษที่มาจากหมาสามหัว (นึกถึงสุนัขที่เฝ้าประตูนรก) และนั่นทำให้เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาอีกต่อไป

เธอยังเป็นมนุษย์อยู่ แต่แข็งแรงมากขึ้น ว่องไวมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องเกือบปกติมากที่เธอจะถูกเรียกตัวไปฝึกในหน่วยพิเศษที่ ฮิวจ์และลิลิธ (พระนางเล่มก่อน) จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลสถานการณ์หลังจากนรกปิดประตูลง (เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องมาจากเล่มก่อน ที่ลิลิธหลอกลูซิเฟอร์ให้ปิดประตูนรกได้สำเร็จ แต่ก่อนประตูจะปิดลง ก็มีปีศาจหนีมายังโลกหลายร้อยตัว ทำให้ต้องตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาดูแล)

คอลินที่ตลอดชีวิตปฏิเสธความรับผิดชอลพบว่าตัวเองเป็นเป็นกุญแจสำคัญในการ สอดส่องโลกที่เรียกว่า "เคออส" ในเล่มก่อนบรรดานอสฟาราตูถูกหลอกโดยฮิวจ์ให้ดื่มเลือดของคอลินที่มีความ ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับเคออส (โลกที่อยู่ระหว่างนรกและโลกมนุษย์) และถูกส่งตัวไปที่นั่น ทุกคนคาดหวังว่านอสฟาราตูจะตายจากสภาพความเป็นอยู่ที่โหดร้ายของเคออส แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ นอสฟาราตูยังพยายามที่จะกลับมายังโลก และคอลินเป็นเพียงคนเดียวที่มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดในเคออส

ส่วนที่ว่าทำไมคอลินมองเห็นเคออส ก็เป็นเรื่องที่ต้องเล่ากันอีกหลายหน้ากว่าจะเข้าใจถ่องแท้ แต่สรุปง่าย ๆ ก็เพราะว่า คอลินเคยโดยดาบของไมเคิลบาด (มนุษย์คนแรกที่มาช่วยพวกแองเจิ้ลในการสู้กับปีศาจ จนได้รับพรให้มีชีวิตเป็นอมตะและมีพลังพิเศษ) และดาบอันนั้นไมเคิลใช้ในการฆ่ามังกร ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในเคออส ทำให้คอลินเป็นสื่อที่ติดต่อกับเคออสได้

คอลินเป็นพระเอกโรแมนซ์ชนิดที่แม็กซ์อยากอ่าน เขาไม่เคยขอโทษหรือเสียใจในสิ่งที่เขากลายเป็น เขาไม่ได้เลือกที่จะเป็นแวมไพร์ แต่เขาไม่เคยนั่งทนทุกข์ ทำหน้าเก็กแล้วก็โอดโอยในขีวิตของตัวเอง เขาโดนสาปให้อยู่ตามลำพังไปตลอดชีวิต นั่นเพราะเลือดของมังกรที่เชื่อมโยงเขาไว้กับเคออสกลับเป็นยาพิษหากแวมไพร์ คนอื่นดื่มเข้าไป นั่นหมายความว่าเขาไม่อาจใช้ชีวิตอยู่กับผู้หญิงคนไหนได้นาน เพราะถ้าเธอเป็นมนุษย์เขาก็จะดื่มเลือดเธอจนตาย แต่ถ้าเขาไม่ดื่มเลือดเธอ เขาก็ต้องแสวงหาจากคนอื่น ซึ่งในการดื่มเลือดของแวมไพร์ เลือดและเซ็กซ์ไม่อาจแยกกันออกได้ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่เขาจะซื่อสัตย์ต่อผู้หญิงคนไหนได้นานเลย

คอลินรู้ข้อจำกัดของตัวเอง แต่นั่นไม่ได้ห้ามเขาจากการต้องการสาวิตรี เธอเป็นความลุ่มหลงที่เขาไม่อาจห้ามตัวเองได้ เขารู้ว่าเขาไม่เหมาะสมกับเธอ แต่นั่นไม่สำคัญเลยเมื่อเขาต้องการเธอ และแม้จะดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ เขาก็ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะรั้งเธอให้อยู่กับเขาได้นานที่สุด

หัวใจของเรื่องนี้ก็คือ ความรัก ประเด็นอื่นเป็นเรื่องรองลงไปทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีฉากแอ็คชั่น หรือการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกเหนือธรรมชาติที่เมลจีนสร้างขึ้นเพิ่ม เติมหรอกนะ เพียงแต่ทุกอย่างมันลางเลือนไปเมื่อเทียบกับตัวละครที่ทรงพลังเช่นนี้

วิถีการเล่าเรื่องของเมลจีนนั่นเป็นวิธีการที่นักเขียนมือหนึ่งเท่านั้น ที่กล้าใช้ เพราะถ้าไม่แน่จริง มันจะกลายเป็นความน่ารำคาญ อย่างประเด็นว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคอลินและสาวิตรีเจอกันเคย์ลัม กว่าจะเปิดเผยก็ผ่านไปเกือบสามร้อยหน้าแล้ว

เดม่อน มูนอาจจะไม่เหมาะกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัยหรอกนะคะ ไม่ได้คิดจะอวดว่าแม็กซ์เก่ง แต่แม็กซ์คิดว่า คนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งนัก อาจะมีปัญหาอย่างยิ่งในการหนังสือเล่มนี้ เพราะเมลจีนไม่เคยบอกอะไรคนอ่านตรง ๆ คุณต้องสรุปเอาจากคำพูดและการกระทำของตัวละครทั้งหมด การเล่าเรื่องก็ไม่ได้เป็นแบบดั้งเดิมที่คุ้นเคยกันหรอกนะคะ หลายอย่างต้องปะติดปะต่อเรื่องกันเอง

หลายจากที่ไม่มีหนังสือใหม่ของลอร่า คินเซลเป็นเวลาหลายปี แพทริเซีย กาฟเน่ย์ก็เลิกเขียนโรแมนซ์ ส่วนจูดิธ ไอวอรี่ก็ต้องรอร้อและรอ เมลจีน บรู๊คเป็นนักเขียนที่ใกล้เคียงกับมาสเตอร์เหล่านี้มากที่สุดแล้ว

คะแนนยืนยันที่ 93 (ส่วน Demon Angel ขยับขึ้นมาเป็น 83)

Sins of a Duke // Suzanne Enoch

ในนิยายโรแมนซ์ แม็กซ์เลือกพี่ชายคนโตเสมอ เพราะอะไรน่ะเหรอ ลองฟังชื่อต่อไปนี้ดูแล้วกัน

มัลโรเรน

เดอ มอร์ทฟอร์ด

แบดวิน

และกำลังจะตามมาด้วย กริฟฟิน

คนที่อ่านหนังสือโรแมนซ์มาพอสมควร หรืออ่านฉบับภาษาอังกฤษได้ คงพอจะคุ้นกับชื่อตระกูลเหล่านี้ เรื่องราวคนเขียนเล่าเรื่องของพี่น้องทั้งตระกูล สิ่งที่เหมือนกันของตระกูลเหล่านี้ก็คือ พี่ชายคนโตที่รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (ต่ำกว่ายี่สิบ) และต้องดูแลบรรดาน้องช่างก่อเรื่อง เป็นกามเทพจับคู่ให้น้อง วุ่นวายในชีวิตไม่มากก็น้อย ก่อนเล่มสุดท้ายจะเป็นเรื่องราวของเขาเอง

ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงนะ แต่กับแม็กซ์ เรื่องของน้องล้วนเป็นกับแกล้มเพื่อรอเวลาถึงทีของพี่ชายใหญ่ที่จะพบรักเป็น ของตัวเอง สำหรับแม็กซ์แล้วเล่มสุดท้ายในชุดมักจะเป็ฯเล่มที่ดีที่สุดเสมอ

และในหนังสือชุดที่ไม่ค่อยจะมีอะไรน่าประทับใจอย่างชุดพี่น้องตระกูลกริฟฟินของซูซาน อีน็อคนี่ก็เช่นกัน

หลังจากสามเล่มที่ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก เล่มสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องราวของพี่ชายคนโตที่ทำหน้าที่ดูแลน้องมาตั้งแต่ รับตำแหน่งดยุคแห่งเมลเบิร์น ก็กลายเป็นอีกเล่มที่สนับสนุนความคิดของแม็กซ์ว่า

Save the best for last

ความสัมพันธ์ของเซบาสเตียน กริฟฟินหรือดยุคแห่งเมลเบิร์นและน้อง ๆ กลับใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง นี่เป็นจุดที่ต่างจากบรรดาพี่ชายใหญ่ที่แม็กซ์พูดถึงมาตอนแรก

ความสัมพันธ์ระหว่างเซบาสเตียนและน้องชายและน้องสาวของเขาเป็นจุดที่ดี ที่สุดจุดหนึ่งในเรื่อง เมื่อสี่ปีก่อนเมื่อชาร์ล็อตต์ภรรยาของเซบาสเตียนเสียชีวิต เขาขอร้องให้น้องชายทั้งสองคนย้ายกลับเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกัน (ชายโสดมักจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอก) และทำให้กลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง และอย่างช้า ๆ เขาก็ค่อยจัดการชีวิตของน้องแต่ละคน เริ่มจากจับคู่ระหว่างเพื่อนรักของตนเองกับน้องสาว ในเรื่อง Sin and Sensibility และแก้ปัญหาให้น้องชายที่เลือกผู้หญิงที่แสนจะไม่เหมาะสมกับตระกูลใน An Invitation to Sin แลช่วยน้องชายอีกคนในการยืนยันต่อสู้กับข่าวลือกันไม่ดีงามนักเกี่ยวกับ ผู้หญิงที่น้องชายรักใน Something Sinful

อย่างที่บอกไปก่อน หนังสือทั้งสามเล่มไม่ได้น่าสนใจอะไรนักหรอกนะ ไม่ถึงกับเลวร้าย แต่ก็ไม่ได้อยู่ในความทรงจำ จนกระทั่งเล่มนี้

Sins of a Duke

แม็กซ์ชอบที่ซูซานคนแต่งไม่เดินตามรอยสูตรสำเร็จที่นักเขียนหลายคนทำไว้ เซบาสเตียนไม่ได้มีภูมิหลังเกี่ยวกับบิดามารดาที่เจ็บปวด (ไม่เหมือนโรธ์การ์) ไม่ได้ห่างเหินไว้ตัว อย่างที่วูลฟริคเป็น (เป็นตัวละครในชุดแบดวินของแมรี่ บาล็อค) ไม่ถึงกับเจ้ากี้เจ้าการขนาดที่ลูเซียนทำ เซบาสเตียนมีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจนโดยไม่ทำให้แม็กซ์คิดว่าเขาลอกเลียน แบบมาจากตัวละครตัวใด

คงไม่ต้องบอกแล้วใช่ไหมคะว่า แม็กซ์ชอบเซบาสเตียน แม็กซ์ชอบความจริงจังรักครอบครัวของเขา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ซื่อสัตย์กับตัวเองมากพอที่เมื่อเขารักผู้หญิงสักคน เขาก็กล้าที่จะบอกกับตัวเองและคนรอบข้าง เซบาสเตียนไม่ใช่พระเอกชนิดที่รอจนหนังสือหน้าสุดท้ายแล้วก็บอกรักหรอกค่ะ และเขากล้าที่จะเสี่ยงทุกอย่างที่เขาเห็นว่าสำคัญเพื่อความรักนัก

หลายคนที่ได้อ่านเล่มนี้บอกแม็กซ์ว่า พวกเขาไม่ชอบโจเซฟิน่า นางเอกของเรื่องเลย พวกเขาบอกแม็กซ์ว่า เธอห่างเหินทำให้คนอ่านเข้าไม่ถึงตัวเธอ ทำให้ไม่รู้จักเธอดีพอเนื้อแท้แล้วโจเซฟิน่าเป็นคนเช่นไร อีกหลายคนก็บอกว่าโจเซฟิน่าเป็นความวุ่นวายที่เธอไม่เชื่อว่าเซบาสเตียนจะพา เข้ามาในครอบครัว ในเมื่อเรื่องก็บอกว่าเซบาสเตียนรักครอบครัวมาแค่ไหน

ความเห็นของแม็กซ์น่ะเหรอ

โจเซฟิน่าเป็นผู้หญิงที่เหมาะกับเซบาสเตียนมากที่สุด

ตอนเริ่มอ่านแม็กซ์ไม่ได้มีลักษณะของนางเอกไว้ในใจสักนิด แม็กซ์ไม่ได้สนใจเซบาสเตียนมากพอ (ก็บอกแล้วไงคะว่าสามเล่มแรกในชุดมันไม่ได้น่าจดจำอะไร) แต่ยิ่งได้อ่าน แม็กซ์ก็ยิ่งรู้สึกว่า โจเซฟิน่านี่ล่ะคือคนที่ทำให้หนังสือเรื่องนี้ครบถ้วน

นี่เป็นหนังสือโรแมนซ์ไม่กี่เล่มที่คนอ่านจะรู้สึกว่า รู้จักกับพระเอกมากกว่านางเอก เราไม่ได้เห็นความคิดของนางเอกจนกระทั่งเกือบห้าบทผ่านไปแล้ว การเปิดเรื่องก็เปิดในมุมมองของเซบาสเตียน โชว์ความสามารถในฐานะบุคคลที่ทรงอำนาจที่สุดในเกาะอังกฤษ เขาสามารถคลี่คลายการประท้วงครั้งใหญ่ได้เพียงการพูดไม่กี่ประโยค (น่าจะยืมตัวมาเมืองไทยนะคะ)

และแล้วเขาก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลราชา ราชินี และเจ้าหญิงแสนสวยแห่งประเทศที่อ่านชื่อออกเสียงยากมากที่ตั้งอยู่ในอเมริกา ใต้ นั่นเป็นหน้าที่ที่เซบาสเตียนไม่คิดว่าคนในฐานะอย่างเขาสมควรได้รับ แต่เขาไม่ใช่คนที่ละทิ้งหน้าที่ ดังนั้นเขาจึงรับมาโดยไม่คิดเลยว่า เจ้าหญิงแห่งประเทศเล็ก ๆ แห่งนั้นจะสร้างความวุ่นวายให้กับหัวใจมากยิ่งนัก

อะไรที่ทำให้แม็กซ์คิดว่า โจเซฟิน่า เหมาะสมกับเซบาสเตียน

อาจจะเป็นการพบกันครั้งที่สองในห้องจัดเลี้ยง ที่เธอตบหน้าเขา ฐานที่ไม่ยอมมารับเธอด้วยตัวเอง แต่กลับส่งรถม้าไป นั่นเป็นครั้งแรกที่แม็กซ์เริ่มคิดว่า หนังสือเรื่องนี้ชักจะสนุกขึ้นมาแล้วสิ

แม็กซ์ไม่เชื่อว่า ผู้หญิงที่เหมาะสมจะเหมาะกับเซบาสเตียน มันจะทำให้เรื่องจืดชืดไปเลยด้วยซ้ำ ต้องเป็นผู้หญิงที่ท้าทายเขา และเป็นตัวปัญหา คนที่อาจจะไม่เหมาะ แต่หัวใจของเขาก็ไม่ยอมรับฟัง

แม็กซ์ชอบผู้ชายดีแตก คนที่สมบูรณ์แบบทุกกระเบียด แต่ก็เพราะผู้หญิงตัวเล็กเพียงคนเดียว ความอดทนควบคุมที่มีมาตลอดชีวิตก็พังลง ในเรื่องนี้เห็นเซบาสเตียนแตกอย่างนี้ไม่น้อยกว่าสองสามรอบ

แม็กซ์ชอบที่ได้เห็นอีกด้านของดยุคแห่งเมลเบิร์นผู้ทรงอิทธิพล โดยที่คนแต่งไม่ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นคนอีกคน (บางครั้งคนแต่งเปลี่ยนแปลงบุคลิกของตัวละครมากเกินจนทำให้รู้สึกเหมือนไม่ ใช่คนเดิมที่เคยอ่าน) ซูซานทำได้พอดีเป๊ะ

ชอบเรื่องนี้ค่ะ คะแนนอยูที่90 (เทียบกับ 87 ที่ England's perfect hero เคยได้ และเหนือกว่าเล่มอื่นในชุดแน่นอน Sin and Sensibility ได้ 60 An Invitation to Sin ได้ 53 Something Sinful ได้ 50)

ป.ล. แม็กซ์ลืมบอกไปว่า เล่มนี้แบรดชอว์ออกด้วยล่ะ กรี๊ดสลบไปแล้วหนึ่งรอบ แล้วตอนนี้ก็ภาวนาว่า เมื่อจบชุดกริฟฟินไปแล้วก็น่าจะถึงเวลากลับมาที่คาร์โรเวย์สักทีนะ โอ้ยอยากอ่านจังเลย

In Appriciation of Liz Carlyle

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนถึงเรื่อง Witch fire ที่เพิ่งอ่านจบไป แต่แล้วอาการลิซเครซี่ก็แทรกเข้ามากระทันหัน ก็เลยขออนุญาตเขียนถึงนักเขียนคนที่สำหรับแม็กซ์แล้ว คืออันดับหนึ่งในดวงใจ ณ เวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแนวย้อนยุค

ลิซ คาร์ไลล์อาจไม่มีหนังสือเล่มที่แม็กซ์เรียกได้ว่าเล่มโปรด ชอบมากจนสุดหัวใจ แต่กับงานของเธอ แม็กซ์กล้าเปิดอ่านโดยไม่ต้องทำใจเตรียมรับกับความผิดหวัง คะแนนเฉลี่ยหนังสือของเธออยู่ที่ 82 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดานักเขียนแนวย้อนยุค

และเพื่อเป็นการเตรียมฉลองให้กับหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่กำลังจะออกขาย (หรือจะมาถึงเมืองไทย) ในเร็ววันนี้ แม็กซ์ก็เลยอยากจะพูดถึงงานในอดีตของเธอ

My False Heart(83)หนังสือเล่มแรก เขียนขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 1999 เธอไม่เหมือนนักเขียนหน้าใหม่เลยสักนิด กับพล็อตเรื่องที่ดูแสนธรรมดา แต่ความพิเศษซึ่งเราถือว่าเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญสุดของเธอก็โดดเด่นจนแม็กซ์ ซึ่งอ่อนภาษาอังกฤษเหลือเกินในตอนนั้นยังมองเห็น ความลึก ความนุ่มนวล และความฉลาดในการใช้ภาษา การบรรยายตัวละครโดยไม่จำเป็นต้องใช้การบอกให้คนอ่านรับรู้ แต่กลับเป็นการทำให้คนอ่านซึมซาบเข้าไป ความละเมียดละไมที่หาได้ยากในงานของนักเขียนทั่วไป ทำให้เธอโดดเด่นแม้ว่าพล็อตเรื่องจะไม่มีอะไรเลย เรื่องการหลอกลวงของเอลเลียตที่บังเอิญหลบฝนไปในบ้านของเอแวนเจลีน แล้วถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักวาดรูปภาพเหมือนที่เธอจ้างมา ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางสูงศักดิ์กับหญิงสาวที่ดูไม่เหมาะสมกับเขานักก็ เริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อนของแม็กซ์คนนึงเคยพูดถึงฉากที่เป็นหัวใจของเรื่อง ซึ่งแม็กซ์เห็นด้วยเต็มที่ เมื่อเอลเลียตสารภาพกับนางเอกถึงเหตุผลที่เขาต้องปกปิดตัวตนของตนไว้ ทั้งที่ในฐานะของมาร์ควิสแห่งเรนน็อคเขาดูดีกว่านักวาดรูปปากกัดตีนถีบนัก "เพราะผมไม่เคยชอบผู้ชายที่ผมเป็น ผมไม่เคยชอบตัวตนของตัวเองและผมต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำให้คุณชอบผม แล้วผมจะคาดหวังได้อย่างไรเล่าที่จะให้คุณชอบผมอย่างที่ผมเป็น โดยไม่โกหก"

สำหรับงานเล่มแรก สอบผ่านฉลุยค่ะ และทำให้แม็กซ์กลายเป็นแฟนตัวจริงเสียงจริงของเธอมาจนถึงบัดนี้

A Woman Scorned (90) ตามมาในเดือนพฤษภาคม 2000 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าจะไม่ชอบ เพราะเป็นเรื่องราวของแม่ม่ายลูกติดสอง คนที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าสามีของตัวเอง กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แม็กซ์ก็ยังเป็นคนโง่ที่ปิดกั้นตัวเองเหมือนกันนะ แม็กซ์มีรสนิยมบางอย่างที่เป็นกำแพงทำลายโอกาสของตัวเอง แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องที่นางเอกแต่งงานมาก่อน หรือมีลูกติด หนังสือเล่มนี้พิสูจน์ให้แม็กซ์รู้ว่าตัวเองโง่แค่ไหน ความสนุกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของนางเอก หรือความหล่อเหลาของพระเอกหรอกนะ โจเน็ตนางเอกของเรื่องห่างไกลจากความเพียบพร้อม เธอถูกจัดให้แต่งงานกับชายสูงวัยกว่าตั้งแต่อายุน้อย เธอยอมรับกับมัน และทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกชายสองคนของเธอ และเมื่อสามีของเธอตายในลักษณะที่น่าสงสาร เธอก็ยืดหน้าต่อสู้กับคำครหา เธอเป็นผู้หญิงชนิดที่แม็กซ์อยากจะเป็น เพราะเธออารมณ์ร้ายแต่ยามรักก็สุดใจ เธอไม่แคร์สังคมและทำให้สังคมหมุนรอบตัวเธอได้ เธอไม่แคร์ที่ตัวเองจะเริ่มตกหลุมรักอดีตทหารที่เป็นอดีตพระที่ปัจจุบันเป็น ครูสอนหนังสือให้ลูกชายของเธอ ตอนเริ่มแรกแม็กซ์คิดว่านี่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเอกปลอมตัวเข้าไปอยู่ ในบ้านนางเอก เพราะโคลถูกน้าชายของเขาซึ่งเป็นน้องเขยของโจเน็ตให้เข้าไปสืบสวนการตายของ สามีของเธอ แต่ลิซก็เป็นนักเขียนที่ดีกว่านั้น เพราะนั่นไม่เคยเป็นประเด็นในเรื่อง

รสนิยมชอบผู้ชายสไตล์ดีแตกก็ได้มากจากเล่มนี้แหละ

Beauty likes the night (พฤศจิกายน 2000) เป็นเล่มที่สาม และถือว่าเป็นหนึ่งในเล่มที่อ่อนที่สุดของเธอ (77) สำหรับคนที่สงสัยคำว่า BLTN เป็นส่วนหนึ่งของบทกลอนที่ลอร์ดไบรอนเขียน ถ้าคุณเคยได้ยินนะ She walks in beauty... แม็กซ์จำได้แค่นี้แหละ กลอนไทยยังจำไม่ได้เลย จะจำกลอนฝรั่งได้ยังไง ใช่เปล่า เล่มนี้เป็นเรื่องความผูกพันในวัยเด็ก เมื่อเฮลีนซึ่งเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลเด็กที่มีความ ต้องการเป็นพิเศษ และแคมเป็นพ่อผู้ซึ่งไม่อาจทำให้ลูกสาวหายช็อคจากเหตุการณ์ที่ทำให้ภรรยาของ เขาต้องตายได้ แคมจึงติดต่อเฮลีนผู้ซึ่งเป็นหวานใจของเขาในวัยรุ่นสมัยที่พ่อของเขาและแม่ ของเธอเคยเป็นชู้กัน ความรักที่พลัดพลาก การเจอกัน และแน่นอนการช่วยเหลือเด็กน้อยให้กลับสู่ความเป็นปกติก็เกิดขึ้น อาจเพราะว่าตัวละครในเรื่องนี้ดีเกินไปมั้งคะ แม็กซ์ก็เลยไม่ค่อยปิ๊งเท่าไหร เพราะแคมก็เป็นพี่ชายที่แสนดี เสียสละ ยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก (และเลิกกับคนที่เขารักที่สุดไป) ก็เพื่อรักษาฐานะของครอบครัวไว้ เฮลีนเองก็ดีไม่แพ้กันความดีที่มากเกินไปไม่ค่อยเข้ากับแม็กซ์น่ะ ส่วนที่เด่นที่สุดในเรื่องนี้ และไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเบนท์ลีย์เป็นตัวละครที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดของลิซ คาร์ไลล์ เขายังปรากฎตัวในอีกหลายเล่มกว่าที่จะมีเรื่องเป็นของตัวเอง

แล้วลิซก็เขียนถึงแบดบอยอีกคนที่แม็กซ์ติดใจมากตั้งแต่เรื่อง A Woman Scorned นั่นก็คือเดวิด เดลาคอร์ต กับเรื่อง A Woman of Virtue (87) ในเดือน มีนาคม 2001 เดวิดมีภูมิหลังอันลึกลับ ที่ไม่ค่อยลับนักหรอกถ้าคุณอ่าน AWS แล้ว เขาเป็นน้องชายต่างแม่ของโจเน็ต และไม่ใช่ลูกชายของคนที่เขาสืบทอดบรรดาศักดิ์ นั่นเป็นปมในใจของเขา เดวิดคิดมาตลอดชีวิตว่าตนเองอาจจะเหมือนกับพ่อผู้ให้ดีเอ็นเอแก่เขา (แต่สมัยนั้นเขาไม่รู้จักดีเอ็นเอหรอกนะ แม็กซ์เรียกเองน่ะ) ซึ่งเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว และไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดว่าตัวเองดีพอสำหรับเซซิเลีย ทั้งที่มีโอกาสได้หมั้นหมายกับเธอแม้จะจากความเข้าใจผิดและเพื่อรักษาชื่อ เสียงของเธอเอาไว้ ทั้งคู่ก็ถอนหมั้น และเธอแต่งงานกับคนอื่น (แต่แฟนสาวเวอร์จิ้นไม่ต้องเสียใจ สามีเก่านางเอกไร้สมรรถภาพจ้า) เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยคว้ามาครอบครองได้ ส่วนที่ทำให้เรื่องนี้งดงามและอยู่ในความทรงจำของแม็กซ์ก็คือการบรรยายความ รู้สึกของตัวละคร ที่อ่านไปแล้วต้องถอนหายใจออกมาลึก ๆ หลายรอบ ตัวละครของลิซซับซ้อนและไม่ได้คิดอะไรง่าย ๆ จำพวก "ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ" วิธีการบอกรักของพวกเขาลึกล้ำ และมีความหมาย การกระทำเพียงเล็กน้อยก็สื่อให้เรารู้แล้วว่า เดวิดรักเซซิเลียมากเพียงใด ถ้ามีโอกาสและเป็นไปได้ แม็กซ์อยากจะแนะนำคนที่อยากอ่านเรื่องนี้ให้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษนะคะ เพราะการถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทยกับความลึกล้ำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และโอกาสที่จะ Lost in Translation ก็มีมากเหลือเกิน

No True Gentleman (83) ออกขายในเดือน กรกฎาคม 2002 เล่มนี้สร้างความฉงนให้กับแม็กซ์ค่ะ เพราะตอนที่อ่านครั้งแรกแม็กซ์ไม่ชอบเลยนะคะ คะแนนต่ำต้อยยิ่งกว่า BLTN เสียอีก แต่แล้วก็ต้องขอบคุณเพื่อนคนนึงที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาไทย และคุณกัญชลิกาคนแปลที่ทำให้แม็กซ์เมื่อได้อ่านเรื่องนี้อีกครั้งในฉบับภาษา ไทย (ซึ่งถ้าไม่แปลแม็กซ์คงไม่เลือกจะหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบหรอกค่ะ เพราะก็ไม่ชอบไง จะเอามาอ่านอีกทำไม) จึงทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรมากกว่าที่คิดนัก จนอ่านจบก็ทำให้แม็กซ์ทบทวนคะแนนอีกครั้ง และพบว่าบางครั้ง First Impression is not alway a last impression หนังสือซึ่งเป็นเรื่องราวของแม็กซ์ (ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอกนะ) ตำรวจน้ำที่ออกมามีบทใน A Woman of Virtue และแคทเธอรีนน้องสาวของพระเอกในเรื่อง Beauty likes the night ซึ่งเป็นตัวอย่างว่า จงอย่าเกิดเป็นน้องสาวของพระเอก เพราะคุณอาจจะโดนคนแต่งฆ่าสามีของคุณ แล้วจับคุณมาย้อมแมวเป็นนางเอกในหนังสือเล่มต่อไปของเธอได้ ในเล่มนี้แคทเธอรีนที่เสียสามีไป เดินทางมาลอนดอนเพื่อร่วมฤดูกาล การเป็นแม่ม้ายของเธอจึงเปิดโอกาสให้เธอสานความสัมพันธ์กับแม็กซ์ผู้ชายที่ ดูจะไม่เหมาะสมกับเธอเลยสักนิด เขาเป็นคนต่างชาติ (ยายของเขาเป็นอิตาเลียน) เป็นตำรวจ อาชีพที่ไม่เหมาะกับสังคมชั้นสูง และทั้งคู่ก็เข้าไปพัวพันกับการฆาตกรรมที่ใกล้ตัวเกินคาด

และแล้วเบนท์ลีย์ก็มีเรื่องเป็นของตัวเองเสียที หลังจากผลุบโผล่มาให้คนอ่านชื่นใจในหลายเล่ม กับเรื่อง The Devil you know (83) ในเดือน เมษายน 2003 หนังสือที่ชื่อตรงกับใจของแม็กซ์มาก ลิซฉลาดมากที่จับคู่หนุ่มเสเพล ไร้ความรับผิดชอบกับเฟรเดริก้า เด็กสาวที่อยู่ในความดูแลของเอเวนเจลีนจากเรื่อง My False Heart แล้วให้โคลโผล่มาให้เห็น แค่นี้ก็เป็นส่วนประกอบที่แม็กซ์ทำใจว่าจะชอบตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านแล้วล่ะ กับพล็อตเรื่องที่คงถูกใจแม่ยกหลายคนที่นางเอกท้อง ทำให้ทั้งสองจำใจต้องแต่งงานกัน การเดินทางของคู่ที่ดูไม่เหมาะสมกันเลย กับการค้นหาอดีตและไถ่บาปของเบนท์ลีย์ แม็กซ์สารภาพว่าตอนจบที่ความจริงในอดีตเกี่ยวกับเบนท์ลีย์เปิดเผยออก เราเสียน้ำตาไปหลายปี๊บมาก หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของอารมณ์ในเรื่องล้วน ๆ ค่ะ ไม่มีพล็อตประเภทผู้ร้ายจ้องจะฆ่านางเอก แล้วพระเอกต้องมาปกป้อง ทุกอย่างเป็นเรื่องของใจ ที่อยู่ข้างใน การยอมรับความผิดพลาดในอดีต และการเริ่มต้นใหม่ พูดง่าย ๆ ก็เป็นพล็อตที่ลิซเขียนได้ดีที่สุด

แล้วธีมชื่อเดวิ่ลก็ตามติดมากับเล่มต่อไปที่ออกในเดือน มีนาคม 2004 กับเรื่อง A Deal with the devil (83) เรื่องที่แม็กซ์ไม่ได้คิดว่าจะชอบ (อีกแล้ว) เพราะเป็นเรื่องของไจลล์ลูกเลี้ยงของเซซิเลียจาก A Woman of Virtue ตัวละครที่แม็กซ์ไม่เห็นว่าจะน่าสนใจสักนิด แต่พูดอย่างนี้ก็คงพอรู้ว่า สุดท้ายแม็กซ์ก็ต้องกลืนคำพูดตัวเอง เพราะกลายเป็นอีกเรื่องที่ชอบมากเมื่อนักการเมืองหนุ่มผู้เพียบพร้อมพบว่า ตัวเองติดตาตรึงใจกับแม่บ้านที่ดูแลบ้านของเขาเอง ทั้งที่รู้ว่าไม่เหมาะสม และไม่ถูกต้อง หรืออาจจะผิดศีลธรรมด้วยซ้ำ เขาก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ โอ้ย พล็อตพระเอกดีแตกอีกเล่มค่ะ (กรี๊ด) แต่ขอเตือนว่าอย่าเข้าใจผิด เพราะเล่มนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเบนท์ลีย์หรอกนะคะ เพียงแต่ตัวละครเคยเดินชนกันครั้งหรือสองครั้งในหน้าหนังสือเท่านั้นเอง

ธีมชื่อเดวิ่ลตามติดมาอีกเล่มซึ่งก็คือ The Devil to Pay (83) ในเดือน มกราคม 2005 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของลิซ เพราะเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่เธอเปลี่ยนแนวการเขียน แนวเรื่อง และที่สำคัญคือตัวละคร ไม่ใช่ว่าลิซไม่เคยเขียนเกี่ยวกับพระเอกที่เป็นหนุ่มเสเพลหรอกนะ แต่คุณต้องอ่านถึงจะรู้ว่าทำไมแม็กซ์จึงคิดว่า เดวิลลินไม่เหมือนพระเอกคนอื่น ๆ ของเธอ เขาหยาบกระด้าง ไร้มารยาท เสียงดัง และมีเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่งที่แม็กซ์ได้อ่าน เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับโจรสาวนามเองเจิ้ล ความร้อนแรงที่เกิดคาดก็เกิดขึ้น จุดที่ทำให้แม็กซ์ให้คะแนนเรื่องนี้ไม่มากไปกว่าเล่มอื่น ทั้งที่ชอบมากนะคะ ก็คงเป็นที่ซิโดนี่ นางเอกที่แม็กซ์ว่าทำไมไร้เหตุผลไปเยอะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับ TSTL (สำหรับคนที่อยากรู้ว่ามาจากคำว่า Too Stupid To Live) หรอกนะ และเล่มนี้เป็นเล่มเปิดตัวตัวละครที่จะกลายเป็นหนังสือที่เป็นที่รู้จักกัน ว่าเป็นไตรภาคเล่มแรกของเธอ (ซึ่งไม่จริงหรอก เพราะหนังสือทุกเล่มของลิซเกี่ยวพันกัน)

และแล้วก็มีถึงชุดที่โฆษณากันว่าเป็นไตรภาคชุดแรกของเธอ Sin, Lies, and Secrets ที่เริ่มต้นในเดือน ตุลาคม 2005 กับเรื่อง One little sin (53) หนังสือที่อ่อนที่สุดที่เธอเคยเขียน ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายอย่างที่คะแนนบอกหรอกนะคะ แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานของลิซแล้ว สอบตกค่ะ เพียงแม็กซ์ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า ถ้ามีโอกาสได้อ่านอีกรอบ (ซึ่งคงยาก) คะแนนก็อาจถูกรีวิวก็ได้ เหมือนอย่างที่เคยทำไปแล้วกับ NTG อะไรที่ทำให้เรื่องนี้ไม่เวิร์ค อันดับแรกก็คงเป็นพล็อตชนิดที่ไม่โดนเอาเสียเลย เมื่อพระเอกแก่กว่านางเอกสิบกว่าปี (เกือบสิบห้า) เรื่องของเพลย์บอยที่ชื่อเสียงเสียกะฉ่อน กับเด็กสาวสวยใสบริสุทธิ์ที่จำต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกับเขา เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่แม็กซ์ดันไม่ชอบ ความเป็นสุภาพบุรุษที่มากเกินไปของพระเอก ซึ่งถ้าดีแตกเสียหน่อย แม็กซ์อาจจะขึ้นคะแนนให้ก็ได้ ที่กว่าจะคิดได้ว่า ตัวเองก็เหมาะสมกับนางเอกเหมือนกันก็ช้าไปแล้ว

ด้วยความผิดหวังจากเล่มแรก ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันในเวลาหลายปีนับจากเริ่มอ่านงานของลิซ ที่แม็กซ์ไม่ตื่นเต้น ดีใจที่เรื่อง Two Little Lies (90) ออกขายในเดือน มกราคม 2006 แม็กซ์เป็นพวกเจ็บแล้วจำค่ะ แต่ในครั้งนี้ใช้กันไม่ได้เลย เพราะ TLL เป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่งของลิซ เรื่องราวของคู่รักวัยเยาว์ที่ปล่อยให้ทิฐิ ความโง่ และการอยากเอาชนะมาทำลายความสัมพันธ์ ต้องใช้เวลาเกือบสิบปี การแต่งงานกับคนผิด การหมั้นที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่จะบรรจบเรื่องราวของควิน และวิเวียนน่าลงได้ ในวัยเยาว์ควินตามตื้อจนชนะใจนักร้องโอเปร่าสาว เขามีความสัมพันธ์กับเธอ และทิ้งเธอไปในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วิเวียนน่าปราศจากความผิด ทิฐิของเธอทำให้เธอไม่ยอมเล่าความจริงที่เกิด คำโกหกเล็ก ๆ สองครั้ง กับชีวิตที่แห้งแล้งตลอดเกือบสิบปี จนกระทั่งทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง นี่เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์เรียกว่า Emotion Books ของลิซ แนวเรื่องที่เธอเขียนได้ดีที่สุด หนังสือที่อ่านไปแล้วเกิดอาการน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่จากความเศร้าหรอกนะคะแต่เป็นอารมณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากแต่ละตัวอักษร ที่อ่านไป

และเล่มล่าสุดของเธอที่แม็กซ์ได้อ่าน ไม่แปลกใจหรอกนะคะที่Three little secrets (80) จะดูเหมือนด้อยลงมา เพราะทฤษฎีของแม็กซ์ก็ยังคงเหมือนเดิมที่ว่า นักเขียนไม่สามารถสร้างมาสเตอร์พีชได้ติดติดกันนักหรอก แต่อย่างน้อยกับนักเขียนคนนี้ ความผิดหวังไม่วูบลงหรอก อาจจะรู้สึกว่าด้อยลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่เลย ส่วนหนึ่งเพราะเล่มนี้พล็อตเรื่องคล้ายคลึงกับ TLL พอสมควร ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกในอดีต การพลัดพรากก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่ลิซก็เก่งพอจะทำให้เล่มนี้ดูแตกต่างออกไป แล้ก็แทรกพารานอมอลเล็ก ๆ เข้าไปในเรื่องตามสมัยนิยม

และตอนนี้ทุกลมหายใจของแม็กซ์ก็มีแต่ Never lie to a lady หนังสือเล่มใหม่ และเล่มแรกในชุดใหม่ (ที่ยังไงก็ยังอยู่ในโลกใบเดิมกับที่ตัวละครในเล่มก่อนหน้าของเธออยู่)

สุดท้ายของเตือนนิดเดียวค่ะ คนที่ชอบโรแมนซ์แนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นที่นางเอกสวยใสวัยยี่สิบเอ็ด ผุดผ่องเป็นยองใย พระเอกรวยล้นฟ้า คงไม่เหมาะกับงานเล่มใหม่ของเธอหรอกนะคะ ไม่ใช่ว่าลิซเขียนไม่ได้ เพราะเธอเคยเขียนมาแล้ว (ใน One little sin) แต่สำหรับแม็กซ์ก็คงได้แต่ภาวนาว่า คงไม่มีอะไรมาดลใจให้เธอเขียนเรื่องแบบนั้นอีกเป็นอันขาด

เสียดายฝีมือค่ะ หนังสืออย่างนั้นปล่อยให้คนที่เหมาะสมเขียนไปดีกว่า คนที่เขียนเรื่องได้อารมณ์สุดสุดอย่างเธอ ไม่ควร ไม่ควร

The Vampire Queen's Servant // Joey W. Hill

ก่อนจะรีวิวคงต้องเริ่มต้นด้วยคำเตือน (ที่หลายคนอ่านแล้ว อาจจะรีบวิ่งไปที่ร้านหนังสือแล้วซื้อมาอ่านบ้าง) ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับทุกคนหรอกนะ

แน่นอนไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี อันที่จริงแม็กซ์แถมให้อีกสามปีเลยว่าไม่เหมาะกับเด็กอายุ 21 ปีด้วย เด็กใสไร้เดียงสาไม่ควรอ่านอะไรอย่างหนังสือเล่มนี้หรอก

ไม่เหมาะกับแฟนหนังสือที่ชอบนางเอกเป็นสาวน้อยวัยใส ไร้ราคี เพราะนางเอกของเราเป็นแวมไพร์อายุพันปี และเซ็กส์เป็นเรื่องปกติมากในสังคมแวมไพร์

ไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อน หรือชอบเรื่องราวความรักที่เป็นรูปแบบที่คุ้นเคยในหนังสือโรแมนซ์เล่มอื่น เพราะเล่มนี้นำเสนอความรักที่แตกต่าง เมื่อนางเอกบอกกับพระเอกว่า "อย่าคิดว่าการที่เธอบอกรักเขา จะทำให้เธอโหดร้ายกับเขาน้อยลง"

และไม่เหมาะกับคนที่ชอบหนังสือแนวพระเอกโหดที่ทำร้ายจิตใจนางเอกจน ร้องไห้ตาบวมแล้วสุดท้ายก็มาสารภาพรักในหน้าสุดท้าย เพราะเรื่องนี้เป็นนางเอกต่างหากที่เป็นฝ่ายกระทำ แต่พระเอกของแม็กซ์ไม่ร้องไห้หรอกนะ แค่แขนหัก

โอเคจบคำเตือน เราก็มาว่ากันถึงหนังสือเล่มที่แม็กซ์รอคอยอยากอ่านมาหลายเดือนเล่มนี้กันได้สักที

"คนรับใช้ของราชินีแวมไพร์" ก็เป็นหนังสืออย่างที่ชื่อเรื่องบอกใบ้ ชื่อเรื่องที่ส่งสัญญาณว่าเล่มนี้ต้องเป็นแนว BDSM ที่พระเอกตกเป็นเบี้ยล่าง ก็เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เสนอตัวเข้ามาเป็นคนรับใช้แก่นางเอกซึ่งเป็นแวมไพ ร์ แถมไม่ใช่แวมไพร์ทั่วไปอีกด้วย เธอดำรงตำแหน่งราชินีแห่งแวมไพร์ ฐานันดรของเธออาจจะไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเธอเป็นหัวหน้าใหญ่ของเหล่า แวมไพร์ เพราะเธอถูกเปรียบเทียบว่าเป็นราวกับราชวงค์ของประเทศอังกฤษกับรัฐสภา ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือสภาแวมไพร์ แต่เพราะอายุที่เยอะ พลังอำนาจอันเปี่ยมล้น เธอจึงเป็นแวมไพร์ที่ทุกคนต้องให้ความนับถือ

จาค็อบ กรีนเจอกับเลดี้เอลิซ่าเมื่อสองปีก่อน ตอนที่เขาติดตามพี่ชายซึ่งเป็นนักล่าแวมไพร์ไปล่าแวมไพร์นอกคอกท แม้กระทั่งพี่ชายของเขาก็ยังเตือนให้จาค็อบอยู่ห่างจากหญิงสาวคนนี้ แต่เขาไม่เคยลืมเธอไปได้ จนกระทั่งหนึ่งปีต่อมาเขาก็ติดต่อกับโธมัส อดีตคนรับใช้ของเธอซึ่งบัดนี้ถูกเนรเทศออกไปอยู่ที่มาดริก และเขาก็ถูกชัดจูงเข้าไปสู่โลกที่แตกต่าง เพื่อฝึกเป็นคนรับใช้ของแวมไพร์

อะไรคือคนรับใช้ของแวมไพร์

ฐานะของคนรับใช้ของแวมไพร์ก็ไม่ต่างอะไรจากทาส พวกเขามีหน้าที่คุ้มครองแวมไพร์ที่รับใช้ในยามกลางวันคอยดูแลเรื่องส่วนตัว ทุกเรื่อง ตั้งแต่จัดการงานในบ้าน จัดงานเลี้ยง หรือกระทั่งติดต่อธุรกิจให้ แต่หน้าที่หลักและสำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาเป็นแหล่งอาหารหลักให้แก่แวมไพร์ แค่เพียงเลือดของพวกเขาก็เพียงพอแล้วที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตของแวมไพร์ได้

นั่นยังไม่ใช่หน้าที่ทั้งหมดของพวกเขา

แหมก็คงนึกออกกันน่ะว่าหน้าที่ "สำคัญ" อีกอย่างคืออะไร ก็เรื่องนี้มันแนวอีโรติกโรแมนซ์นี่นา ถ้าไม่รับใช้ในเรื่องนั้น มันก็คงไม่อีโรติกแล้วนะ

แวมไพร์จะทำเครื่องหมายบนร่างของคนรับใช้ของตนเพื่อเป็นการแสดงความยอม รับ รอยแรกทำให้แวมไพร์สามารถติดตามและรู้แหล่งที่อยู่ของคนรับใช้ของตนได้ รอยที่สองทำให้อ่านใจพวกเขาได้ และรอยสุดท้ายจะเป็นการผูกชีวิตของคนรับใช้ไว้กับเจ้านาย จะทำให้คนรับใช้ซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดามีอายุยืนยาวอีกสองหรือสามเท่าของ คนปกติ ข้อเสียก็ย่อมมีแน่นอน เพราะหากแวมไพร์ตายก่อน คนรับใช้ก็จะต้องตายตามไปด้วย

โธมัสคนรับใช้คนก่อนของเลดี้เอลิซ่าด้วยอดีตที่เป็นพระ ทำให้เขาได้รับยกเว้นไม่ต้องรับใช้เธอในเรื่องเพศ แต่จาค็อบไม่โชคร้ายขนาดนั้น แรงดึงดูดทางกายเป็นสิ่งแรกที่แวมไพร์สาวสองพันปีสังเกตเห็น แม้ในยามที่เธอไม่ต้องการคนรับใช้คนใหม่ แต่ก็พบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธเขาได้ แม้จะรู้ว่าการรับเขาเข้ามาในชีวิตก็อาจเหมือนการตัดสินประหารชีวิตของเขา ด้วยตัวเธอเอง แต่ความโดดเดี่ยว และไม่เหมือนใครของจาค็อบก็ทำให้เธอต้องยอมให้เขาเข้ามาในชีวิต

ช่วงต้นของเรื่องเซ็กส์เยอะมาก จนแม็กซ์ยังเหนื่อยแทน แต่เป็นการเหนื่อยอย่างสร้างสรรนะ ไม่ใช่ซ้ำซากใช้ท่าเดิมตลอด จนถึงช่วงกลางเรื่องเมื่อจาค็อบและเอลิซ่าเริ่มผูกพันกันจนไกลเกินความ สัมพันธ์ทางกายก็ทำให้เรื่องครบถ้วนมากขึ้น ทำให้หนังสือเล่มนี้ลึกมากขึ้น และเป็นอะไรมากกว่าแค่เซ็กส์บนกระดาษ

โลกที่เอลิซ่าอาศัยอยู่ไม่ใช่โลกที่อ่อนโยน การแสดงความเปราะบางเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความตาย และเลวร้ายกว่านั้น ผู้หญิงที่อยู่ในฐานะเช่นเธอ และความจริงที่เธอรอดตายมาจนอายุพันปีได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอเองก็มีด้าน มืด เธอต้องโหดร้ายเพื่ออยู่รอด จนนี้เองทำให้เธอไม่ต่างอะไรจะเมอริดิธ เจนทรี้ (คงไม่ต้องบอกนะว่าคนที่ชอบชุดเมอรี่ เจนทรี้น่าจะชอบเรื่องนี้นะ) และในฐานะคนรับใช้ของเธอ จาค็อบต้องแข็งแกร่งพอที่จะรับด้านนี้ของเธอได้

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องหนุ่มพบสาว สาวรักหนุ่ม แล้วพวกเราก็อยู่กันอย่างมีความสุขไปจนชั่วชีวิต เพราะแม้กระทั่งหน้าสุดท้าย เอลิซ่ายังบอกว่า ความรักไม่เพียงพอ และถ้าต้องเลือกจาค็อบต้องเลือกความอยู่รอดของคนในปกครองของเอลิซ่า มากกว่าที่จะเลือกตัวเอลิซ่าเอง

หนังสือเล่มนี้ไม่จบในตัวของมันเองหรอกค่ะ เพราะนี่เป็นเพียงการบรรยายถึงการเดินทางของจาค็อบเพื่อเข้าสู่โลกของแวมไพ ร์ การเดินทางของเขายังไม่จบสิ้น ในเล่มนี้เขาทำให้เอลิซ่ายอมรับเขาเป็นคนรับใช้ของเธอได้ ด่านพิสูจน์คุณค่าของเขายังรออยู่ในเล่มสองที่จะออกเดือนกุมภาพันธ์ 2008 เมื่อเอลิซ่าต้องเดินทางไปสภาแวมไพร์เพื่อปกป้องคนที่เธอให้ความคุ้มครอง เพื่อแก้แค้นคนที่ทำร้ายเธอในอดีต และเพื่อเผชิญกับความจริงที่ว่า เธอกำลังจะตาย

และคงต้องขอบอกก่อนว่าเรื่องนี้ไม่สมบูรณ์แบบหรอกนะ มีหลายประเด็นที่แม็กซ์คิดว่าคนแต่งยังไม่เคลียร์ หรือไม่มีเหตุผลเพียงพอ แม็กซ์อ่านไปแล้วเข้าใจนะว่าจาค็อบรับเอลิซ่ามาก แต่ก็ไม่รู้ว่า ทำไมเขาจึงรักเธอ แม็กซ์ไม่ชอบคำอธิบายชนิดว่าเขาเห็นหน้าเธอครั้งแรกก็รักแล้ว มันลิเกไปหน่อยนะ ยังดีนะที่ไม่ใช่เป็นแนวเขาเห็นเธอ เขาต้องการเธอ เขาก็เลยเอาเธอมาเป็นเมียเก็บ อันนี้มันมีทวิสต์นิดนึงตรงที่ เขาเห็นเธอ เขาต้องการเธอ เขาก็เลยฝึกตัวเองเพื่อเป็นคนรับใช้ของเธอ (อย่างนี้มันค่อยรสนิยมแม็กซ์หน่อย)

โลกของแวมไพร์ในเรื่องไม่ชัดเจนเพียงพอ แต่นั่นอาจเป็นข้อบกพร่องที่แก้ไขในเล่มสอง เพราะในเล่มนี้เป็นการเล่าถึงจาค็อบและการที่เขายอมรับสภานะของตัวเองในฐานะ คนรับใช้ให้ได้

สุดท้ายก็คงเป็นฉากแอ็คชั่นที่ไม่ค่อยมีเลย อันนี้ต่างจากชุดเมอรี่ ที่ทั้งเซ็กส์และเลือดมีเท่าเทียมกัน แต่เรื่องนี้เน้นไปที่เซ็กส์อย่างเดียว

ไม่บอกชื่อคนเขียนด้วยความตั้งใจค่ะ (แต่แฟนบลอกของแม็กซ์ก็พอรู้ว่าเป็นของใครแต่งนะคะ เพราะแม็กซ์เพ้อถึงเล่มนี้มาหลายรอบแล้ว) ไม่อยากชี้โพรงให้กระรอก เพราะแม้อาจจะไม่เข้ารสนิยมเขา แต่เห็นแม็กซ์เขียนคำว่า "เซ็กส์" หลายรอบอย่างนี้ มันก็ทำให้ตื่นเต้นได้

คะแนนอยู่ที่ 87

Saturday, February 7, 2009

Never Deceive a Duke // Liz Carlyle

แม็กซ์อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากนักว่า เรื่อง Never lie to a lady ไม่ สนุก เพราะ 77 คะแนนก็ไม่ถือว่าน้อยเลยนะ แต่กับมาตรฐานของลิซ คาร์ไลล์ที่ส่วนใหญ่ต้องได้ 80 ขึ้นไป ก็คงต้องยอมรับว่า น้อยไปหน่อยนะสำหรับนักเขียนอย่างเธอ

และอาจเป็นเพราะเล่มที่สองในชุดนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครที่ดูไม่น่าสนใจเอาเสียเลยเมื่อเขาออกมามีบทบาทใน NLTAL ก็เลยทำให้แม็กซ์ยิ่งไม่คาดหวังอะไรมากกับเรื่อง Never deceive a duke เท่าไหร แม้ว่าความอยากอ่านยังมีอยู่เต็มเปี่ยม ตามประสาแฟนหนังสือตัวยงของลิซ

โอเค ขึ้นด้วยคำเตือนเช่นเดิมค่ะ แต่ขี้เกียจพิมพ์น่ะ ดังนั้นโปรดกับไปอ่านคำเตือนใน NLTAL แล้วกัน ใจความสรุปว่า แม็กซ์โคตรชอบลิซ คาร์ไลล์เลย ดังนั้นบางครั้งอาจเกิดอาการชี้นกเป็นไม้ได้ง่ายได้

กาเร็ธ ลอยด์หุ้นส่วนหนึ่งในสามของบริษัทเดินเรือเนวิลล์ ถือว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างยิ่ง เมื่อคิดว่าเขามีจุดเริ่มต้นจากเด็กชายอายุสิบสามปีที่เริ่มทำงานในฐานะเด็ก รับใช้ทั่วไปในบาร์บาดอส เขากลายเป็นหนึ่งในคนที่มั่งคั่งที่สุดคนหนึ่ง แต่เขาไม่ได้เริ่มต้นชีวิตที่บาร์บาดอส เขามีอดีตที่กำลังจะกลับมาเยี่ยมเยียนเขาอีกครั้ง

อย่างที่เคยบอกไป กาเร็ธเป็นตัวละครที่ดูไม่น่าสนใจเอาเสียเลย ยามที่เขาปรากฎตัวในเรื่อง NLTAL เขาเป็นอดีตคู่รักของแซนเธีย นางเอกเล่มแรก ในเล่มก่อนหน้าเขาถูกปฏิเสธคำขอแต่งงานอย่างไม่เยื่อใย เพราะแซนเธียไม่ได้รักเขามากพอที่จะสูญเสียอิสระที่เธอแสนจะหวงแหนให้ได้ ไม่สำคัญเลยสักนิดว่าเขารู้จักกับเธอมาตั้งแต่อายุได้ 13 ปี หรือว่าเขาเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ เธอไม่เลือกเขา แต่กลับเลือกชายอีกคนที่เขาและพี่ชายของเธอไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคู่ควรกับเธอ

เมื่อเปิดเรื่อง กาเร็ธต้องทำใจยอมรับกับความจริงอันนี้ และรับปากว่าจะเป็นผู้ดูแลบริษัทในยามที่แซนเธียเดินทางไปฮันนีมูน แต่แล้วอดีตที่เขาคิดว่าจบสิ้นไปแล้วก็กลับมาอีกครั้ง

เขาได้รับแจ้งจากทนายความถึง ลาภ ก้อนโต ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่ชนชั้นกลางที่ทำมาหากินด้วยแรงงานของตัวเองเช่นเขา จะได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ดยุค แต่ในฐานะทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเว็นเนอร์ กาเร็ธก็กลายเป็นดยุคแห่งวอร์นแฮม หนึ่งในบรรดาศักดิ์ที่ร่ำรวยที่สุดในเกาะอังกฤษ

และแม้ว่าเขาจะไม่ยินดีแม้แต่น้อยกับลาภที่ลอยมา แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ที่หล่นใส่บ่าของเขาได้ เขาไม่อาจเดินไปจากความรับผิดชอบ เพราะบรรดาศักดิ์และทรัพย์สมบัติที่ได้รับล้วนแต่มีภาระที่เขาต้องทำ คนมากมายที่พึ่งพาเขาในฐานะของดยุคอยู่ ซึ่งนั่นรวมทั้งดัชเชสม่ายคนปัจจุบันด้วย

แอนโทเนียเป็นตัวละครที่แม็กซ์มักจะเกลียดตั้งแต่แรกเห็น เธอเป็นความอ่อนแอ พึ่งพาตัวเองไม่ได้ ในฉากแรกที่เธอปรากฎตัวขึ้น แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเธอสติสะตังสมบูรณ์หรือไม่ ผู้หญิงที่โดนหนามกุหลาบแทงนิ้ว แต่กลับไม่รู้สึก ยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางอย่างในสมองของเธอต้องผิดปกติเป็นแน่

แต่ด้วยฝีมือของลิซ แม็กซ์ก็เริ่มเข้าใจเธอ รับรู้ถึงความทุกข์อย่างแสนสาหัสที่เธอต้องเผชิญ จนแอนโทเนียต้องหนีจากความเจ็บปวดด้วยการละทิ้งโลกภายนอก ตัดขาดจากทุกอย่างที่ทำให้เธอมีความรู้สึก เพื่อที่จะไม่เจ็บปวดอีก

และสำหรับกาเร็ธ หลังจากใช้เวลาเกือบค่อนชีวิตหลงรักผู้หญิงที่ไม่ต้องการเขาสักนิดในชีวิต การได้พบกับแอนโทเนียก็เป็นการเติมเต็ม แต่สิ่งที่ลิซทำได้ดีมาก ๆ ก็คือ ไม่เลยสักวินาทีเดียวที่เธอทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า แอนโทเนียเป็นตัวแทนแซนเธีย ผู้หญิงทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างมาก และที่ดีไปกว่านั้น แม็กซ์ไม่รู้สึกเลยว่าแอนโทเนียด้อยกว่าแซนเธีย ทั้งที่แม็กซ์มักจะชอบบุคลิกของผู้หญิงอย่างแซนเธียมากกว่า เธอเขียนให้แม็กซืเข้าใจถึงเหตุผลที่แอนโทเนียเป็นอย่างที่เธอเป็น และตัวตนของเธอก็คือคนที่เหมาะสมกับกาเร็ธมากที่สุด

หนังสือเล่มนี้ทำให้แม็กซ์นึกถึงงานของแมรี่ โจ พุธเนีย์ในยามที่รุ่งเรืองที่สุดของเธอ หนังสือที่เล่าเรื่องราวของตัวเอกที่มีอดีตอันทุกข์ทรมาน แต่เติบโตขึ้นเป็นคนที่เข้มแข็ง และไม่ปล่อยให้อดีตครอบงำ กาเร็ธมีชีวิตที่ยากลำบาก เขาเป็นหลานของชาวยิวที่โดนดูถูกและเหยียดยาม ที่มากไปกว่านั้น ด้วยวัยเพียงสิบสองปี เขาถูกญาติผู้มั่งคั่ง (ดยุคแห่งวอร์นแฮมคนก่อน) จับไปขายให้กับเรือเดินสมุทร ชีวิตนับจากนั้น คุณต้องไปอ่านเองนะ (แม็กซ์ยังตาบวมอยู่เลย) เขารักแซนเธียเพราะเธอเป็นตัวแทนของครอบครัวที่เขาถวิลหา เขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเนวิลล์ ครอบครัวที่อ้าแขนรับเขาไว้เป็นส่วนหนึ่งในยามที่เขาไม่มีใครเลย

แต่เขารักแอนโทเนียอย่างที่ผู้ชายคนนึงจะรักผู้หญิง เขารักเธอมากพอจะปล่อยให้เธอเดินจากไปอย่างมีอิสระ แม้ว่าทุกอณูในกายเขาจะเรียกร้องให้เก็บเธอไว้ ใครล่ะจะไม่รักพระเอกอย่างนี้

และที่ดีไปกว่านั้น ในเรื่องนี้เรามีนางเอกที่ฉลาดพอจะรู้ว่า เธอต้องการอะไร เรามีพระเอกผู้เสียสละ แต่นางเอกก็ไม่โง่พอจะเข้าใจผิดแล้วเดินจากไป ส่วนประกอบที่ดีที่สุดที่โรแมนซ์เล่มหนึ่งจะมีได้

หนังสือเรื่องนี้ไม่มีอะไรมากหรอกนะคะ พล็อตเรื่องธรรมดาที่พระเอกไม่ใช่กระทั่งคนที่ไขคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นใน เรื่องด้วยซ้ำ (ซึ่งแม็กซ์คิดว่าแบบนี้เวิร์คกว่า เพราะว่าพระเอกไม่ต้องเสียเวลาที่จะใช้กับนางเอกไปกับการสืบคดี ปล่อยให้มืออาชีพอย่างเคมเบิ้ลเป็นคนสืบดีกว่า) เรื่องราวของคนสองคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เหมาะสมกับกันและกันอย่างที่สุด เรื่องราวของผู้หญิงที่คิดว่า ชีวิตของตนเองจบสิ้น (จนต้องฆ่าตัวตาย) แต่กลับพบว่าตัวเองมีโอกาสที่สอง และผู้ชายที่พบกับคนที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต

สุดท้ายเรื่องนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบอ่านเรื่องที่รันทดสักหน่อยนะ เพราะภูมิหลังของทั้งพระนางก็ผ่านอะไรมาเยอะ แต่สำหรับแม็กซ์ น้ำตาที่เสียให้ ทำให้เรื่องนี้อาจจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดของปีนี้ค่ะ

คะแนนอยู่ที่ 95

Edge of Midnight // Shannon McKenna

พูดไม่ออกค่ะ สำหรับความรู้สึกหลังจากอ่านเรื่อง Edge of Midnight ของแชนน่อน แม็คเคนน่าจบ

นานมาแล้วที่แม็กซ์ไม่ได้ร้องกรี๊ดกับหมอนแบบเด็กวัยรุ่นบ้าดาราเกาหลี นานมาแล้วที่แม็กซ์ไม่ได้อมยิ้มไปอ่านไปตลอดเรื่อง นานมากแล้วที่แม็กซ์ไม่ได้ลุ้นกับชะตากรรมของตัวละครที่ถูกเข้าใจมาตลอดว่า ตายไปแล้ว

แม็กซ์ไม่คิดว่าตัวเองจะชอบฌอน แม็คคราวน์ตอนที่เขาออกมาโผล่หน้าครั้งแรกใน Behind Closed door แม็กซ์ชอบผู้ชายแนวนิ่งเงียบ และเข้มอย่างเดวี่พี่ชายของเขามากกว่า ซึ่งโอเคนะ เรื่องของเดวี่ก็สนุก

แต่ฌอนได้ใจแม็กซ์ไปทั้งดวงแล้วตอนนี้

จะต้านทานได้ยังไงกับผู้ชายที่รักผู้หญิงคนเดิมมาตลอดสิบห้าปี คนที่ผลักไสเธอออกไปจากชีวิตเมื่อคิดว่าเธอกำลังอยู่ในอันตราย และนี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยชีวิตของเธอเอาไว้ได้ และผู้ชายคนเดียวกันนี้ก็ใช้เวลาต่อมาอีกสิบห้าปี จ้องมองและติดตามความเป็นของเธออย่างไกล ๆ เขาคิดว่ามันช้าเกินไปที่จะเดินกลับเข้าสู่ชีวิตของเธออีกครั้ง แม้ว่าจะรู้ดีว่า ปราศจากเธอแล้ว เขาก็ไม่สามารถมีความสัมพันธ์อันยืนยาวกับผู้หญิงคนอื่นได้อีก

แต่ฌอนก็ยังคงความเป็นฌอน เขาผ่อนคลาย และดูจะน่ารักที่สุดในบรรดาพระเอกของแชนน่อน อาการโรคจิตมีน้อยที่สุดจนแม็กซ์ไม่สังเกตเห็นเท่าไหร

ไม่นับเรื่องเซ็กส์ นี่ก็ยังเป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่แม็กซ์ได้อ่านในชีวิต เป็นเล่มที่ดีที่สุดของแชนน่อน แม็คเคนน่า ข้อด้อยอย่างเดียวที่แม็กซ์คิดออกก็คงเป็นการเล่าเรื่องราวของตัวละครรองที่ แม็กซ์ไม่ชอบ และไม่คิดว่าเธอน่ารักหรือน่าสนใจพอจะมีบท แม็กซ์อยากอ่านเรื่องราวของฌอน และลิฟมากกว่า

เซ็กส์ในเรื่องอาจจะเยอะนะ แต่ไม่แม้แต่วินาทีเดียวที่แม็กซ์รู้สึกว่ามันเป็นเซ็กส์เพื่อให้มีฉาก เซ็กส์ มันเป็นการสื่อความสัมพันธ์ของคนสองคนที่รักกันมาก แต่ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกันยังไง

เมื่อสิบห้าปีก่อน ฌอน แม็คคราวน์จำเป็นต้องขอเลิกกับลิฟ เอจดิค็อตเมื่อเขาได้รับรหัสลับจากเควินฝาแฝดของเขา เตือนว่าลิฟกำลังอยู่ในอันตรายถ้าเธอยังอยู่เมือง ในเวลานั้นฌอนอยู่ในคุกด้วยเรื่องไร้สาระ พี่ชายอีกสองคนของเขาก็อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ การขอเลิกกับลิฟเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เธอไปบอสตัน และออกจากเมืองที่อาจมีอันตรายกับเธอ

แต่เขาก็ต้องทนอยู่กับความจริงที่ว่า นั่นเป็นการกระทำที่โง่ที่สุด เมื่อในวันเดียวกันเควินก็ฆ่าตัวตาย ตอนแรกเขาและพี่ชายคิดว่ามันเป็นการฆาตกรรม ก่อนจะพบว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอจากสนับสนุนความคิดนั้น และต้องทนกับความจริงว่าเควินบ้าเหมือนพ่อของพวกเขา

ในทุกวันครบรอบวันตายของเควิน ฌอนจะซ่าส์ดื่มเหล้า และมั่วผู้หญิง ในตอนเปิดเรื่องก็เช่นเดิม หนังสือหลายเล่มเปิดตัวพระเอกด้วยการโชว์ว่าพระเอกขลุกอยู่กับหญิงอื่น ในเล่มนี้ก็ไม่ต่างกันนัก นอกจากไม่ใช่หญิงอื่นแค่คนเดียว แต่เป็นสองคน พร้อมกับกระดาษห่อถุงยางอีก 7 ห่อ

แต่ฌอนก็กลับมาพัวพันกับลิฟอีกครั้งจนได้ เมื่อเธอถูกตามปองร้าย ซึ่งเมื่อสืบไปกลับพบว่าเกี่ยวพันกับการตายของเควิน

เรื่องสืบสวนถือว่าสนุกตามสไตล์ของแชนน่อน แต่สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องก็คือฌอนและลิฟ แม็กซ์สัมผัสความรัก ความหลงใหลที่ไม่เลือนไปตามกาลเวลา

ไม่อยากบอกว่าอ่านเรื่องนี้แล้วกรี๊ดกับหมอน หรือถอนหายใจไปกี่เฮือก แต่ก็มากพอจะโดนคนใกล้ตัวหันมามองด้วยสายตาแปลก

แล้วก็มาถึงเรื่องเควิน ต่อไปก็สปอยล์นะคะ

ความฝันของแม็กซ์ถูกในบางจุด ศพที่ฝังไม่ใช่เควิน แต่ในเรื่องก็ยังไม่ยืนยันว่าเควินรอดหรือเปล่า แต่นิมิตของฌอนก็มองเห็นเควินในตอนโต หน้าที่เป็นแผลเป็นซีกนึง และว่าวที่มีลายที่เควินเคยวาดไว้ซึ่งอยู่ในซานฟรานฯ

แม็กซ์ยังเชื่อว่าเขายังไม่ตาย และเขาจะเป็นหนังสือเล่มถัดไปของแชนน่อน ต่อจากเรื่องของนิค วาร์ด (ซึ่งต้องขอโทษด้วยที่แม็กซ์จำเขาผิดกับไมลล์ ดังนั้นเขาไม่คู่กับซินดี้ ริกส์ ซึ่งนั่นทำให้ความอยากอ่านเรื่องของเขาเพิ่มขึ้นร้อยเท่า)

จะอีเมลล์ไปถามแชนน่อนค่ะ ถ้าเธอตอบ จะมาส่งข่าวต่อแล้วกัน

คะแนนที่ 93

Lover Unbound // J.R. Ward

ในบรรดาหนังสือชุด เกือบทุกชุดก็มักจะมีตัวละครที่โดดเด่นเหนือตัวอื่นเพื่อสร้างความอยากอ่านให้กับคนอ่าน แต่สำหรับชุด Black Dagger Brotherhood ของ เจอาร์ วาร์ด แม็กซ์กลับไม่รู้สึกอย่างนั้น ตัวละครทุกตัวในเรื่องมีความสำคัญเกือบจะเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าคนแต่งจะโฟกัสกับตัวละครไหนมากกว่ากัน

แต่ถึงอย่างนั้นแม็กซ์ก็ยังมีตัวละครที่ตัวเองให้ความสนใจ และชอบมากกว่าตัวอื่น และเล่มนี้คือเรื่องของเขา

วิสชั่น ตัวละครที่โผล่ออกมาในตอนแรก แม็กซ์ก็รู้สึกว่าเขามีบางอย่างที่ลึกลับกว่าคนอื่น (ทั้งที่เรื่องของเกือบทุกคนก็ลึกลับมากพออยู่แล้ว) น่าค้นหา และน่าสนใจ

ตลอดเวลาในสี่เล่มที่ผ่านมา ความน่าสนใจของวีเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เหมือนเสียงกลองที่ยิ่งตีดังขึ้น เพื่อเรียกแขกให้เข้ามาชมเรื่องราวของเขา

และแม็กซ์ยินดีที่จะพูดว่า แม็กซ์รู้สึกว่าทุกอย่างคุ้มค่ากับการรอคอย

Ruthless and brilliant, Vishous son of the Bloodletter possesses a destructive curse and a frightening ability to see the future. As a pretrans growing up in his father's war camp, he was tormented and abused. As a member of the Brotherhood, he has no interest in love or emotion, only the battle with the Lessening Society. But when a mortal injury puts him in the care of a human surgeon, Dr. Jane Whitcomb compels him to reveal his inner pain and taste true pleasure for the first time- until a destiny he didn't choose takes him into a future that cannot include her.

คงไม่ต้องเตือนว่าสปอยล์นะคะ

วีในเล่มของเขาเอง กับ Lover Unbound ก็ ยังคงเป็นวีที่แม็กซ์คาดหวัง และคิดว่าเขาควรจะเป็น (ถ้าไม่นับว่าในเล่มแรกเขามีรอยสักที่มือข้างซ้าย แล้วมันย้ายมาข้างขวาได้เอง) พฤติกรรมที่ออกแนววายก็ยังคงอยู่ ที่มากกว่าเขายอมรับ และพูดออกมา

จะมีหนังสือโรแมนซ์สักกี่เล่มที่พระเอกพูดออกมา ว่ารักผู้ชายอีกคน มันน่าจะดูน่ารังเกียจ แต่ด้วยพรสวรรค์ล้วน ๆ เจอาร์ วาร์ดเขียนออกมาได้นุ่มนวล และยอมรับได้ เธอขนาดให้เหตุผลกับความรู้สึกที่ราวกับจะผิดธรรมชาติอันนี้

จุดเด่นของชุด BDB ก็คือ เจอาร์ไม่เคยใช้พล็อตเรื่องที่ซ้ำซาก ตัวละครทุกตัวมีความแตกต่าง และเหมือนกัน ความรักพวกเขามีเส้นทางการไปสู่ความแฮ็ปปี้เอนดิ้งที่ต่างกัน คนอ่านไม่อาจคาดหวัง หรือคิดว่ามีสูตรสำเร็จได้เลย และในเล่มนี้ ความรักระหว่างแวมไพร์และมนุษย์ก็ไม่ได้จบอย่างที่คนอ่านอาจจะยิ้มหวาน เป็นมีความสุขที่ปนด้วยความขม จุดจบที่แม้แต่แม็กซ์เองยังรู้สึกว่า เจอาร์ใจร้ายกับวีมากไปหน่อย

แต่มันอาจจะเป็นจุดจบเดียวที่เป็นไปได้ ในเรื่องความรักข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์ที่มีอายุขัยจำกัด และแวมไพร์ที่ไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่เป็นลูกชายของเทพเจ้าในหมู่ของแวมไพร์ด้วยกัน

เล่มนี้วีเอานิสัยของพวกคาร์พาเธียนมาใช้ เพราะเพียงแว่บแรกที่เห็นเจน เขาก็นึกคำพูดที่คาร์พาเธียนทุกคนใช้จนเป็นนิสัย เขาเรียกเธอว่า ของฉัน ความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความผูกพันที่ถูกกำหนดโดยโชคชะตา ส่วนใหญ่แม็กซ์จะไม่ชอบเรื่องแนวนี้นัก เพราะมันไม่ได้สื่อถึงความรัก ความผูกพันของตัวละครเลย เป็นความบังเอิญที่คนคนนี้ดันเป็นนางเอก พระเอกถึงต้องการ

แต่ในเรื่องนี้มันเวิร์คมาก ๆ อาจเป็นเพราะแม็กซ์หลงไปกับเรื่องราวของเหล่า BDB จน ลำเอียงไม่คิดถึงหลักเหตุผลเท่าไหรนัก แม็กซ์อาจจะยอมรับกับความรู้สึกเป็นเจ้าของของวีที่มีต่อเจน เพราะเมื่อทั้งคู่มีโอกาสอยู่ด้วยกันและรู้จักกัน ความเหมาะสมของทั้งคู่มันเด่นชัดมาก จนแม็กซ์ยอมรับได้ว่า อย่างไรเสียคนทั้งสองก็เป็นคู่ของกันและกัน

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องในชุดนี้มากก่อนจะตามเรื่องราวในเล่มนี้ทันไหม เล่มนี้อาจไม่ใช่เรื่องเริ่มต้นของ BDB แต่สำหรับแม็กซ์ ตอนนี้เล่มนี้คือเล่มที่ดีที่สุดในชุด

นั่นก็เพราะวีและเจนเป็นตัวละครที่ลงตัวมากที่ สุด แม็กซ์ชอบความบกพร่อง ข้อเสีย และทุกอย่างที่เป็นวี เขาเติบโตท่ามกลางความรุนแรง เป็นลูกชายของนักรบชื่อก้องที่โหดเหี้ยม และในเล่มนี้เองเขาก็ได้พบกับแม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นั่นมันมากเกินกว่าที่เขาจะคาดฝัน เมื่อแม่ของเขาคือ The Scribe Virgin ที่ ไม่ได้เป็นสาวพรหมจรรย์เหมือนดั่งชื่อ แม่ที่เรียกร้องให้เขาทำหน้าที่ที่เขาเกิดมาเป็นทำ เป็นผู้ให้กำเนิดเหล่าบราเธอร์ในรุ่นต่อไป เพื่อเป็นสายพันธุ์ที่เข้มแข็งในการสร้างนักรบเป็นกองกำลังให้กับเธอ

เขาตอบตกลง แต่นั่นก็ก่อนที่เขาจะได้พบกับเจน หญิงสาวที่สอนเขาให้รู้จักถึงทุกอย่างเกี่ยวกับความรัก เจนเป็นหมอผ่าตัดที่โชคชะตากำหนดให้เธอเป็นคนช่วยชีวิตเขา เมื่อวีถูกยิงจากศัตรูลึกลับ เธอถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ที่ไม่ใช่พวกเดียวกับเธอ ผู้ชายที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดที่เธอเคยพบ

ชายในฝัน ในคำทำนายของเธอ

เรื่องนี้อาจจะเริ่มต้นเหมือนคาร์พาเธียนเมื่อวีเห็นเจนแล้วออกอาการ ของฉัน โดยลักพาตัวเธอไปยังบ้านพักของเหล่า BDB แต่ปฏิกริยาของคนทั้งสองหลังจากนั้นต่างหากที่ทำให้เรื่องนี้เข้ามาอยู่ในใจของแม็กซ์ เจนเป็นทุกอย่างที่บุชเป็น และมากกว่านั้น

แม็กซ์เชื่ออย่างเต็มหัวใจ ที่ทำไมวีถึงคิดว่าตัวเองรักบุช นั่นก็เพราะตลอดชีวิตของวี เขารอคอยเจน และบุชเป็นคนที่เหมือนเธอมากที่สุด จึงไม่แปลกเลยที่เขาพบว่าตัวเองต้องการบุช แต่เมื่อเจนปรากฎตัวขึ้น ก็ไม่มีความรู้สึกใดเหลืออีก นอกจากความเป็นเพื่อน เราไม่รู้นะว่าคิดเข้าข้างเจนมากเกินไปไหม แต่ขอบอกว่า ระหว่างที่อ่านเล่มนี้ เราไม่คิดเลยสักนิดว่าเจนเป็นตัวแทนของบุช หากแต่เป็นในทางกลับกันมากกว่า

เจนเป็นทุกอย่างที่วีต้องการ เธอยอมรับตัวตนแท้จริงของเขาได้ เธอยอมรับเขาได้เมื่อคิดว่าเขาเป็นเกย์ เธอยอมรับเขาได้เมื่อเธอรู้อดีตของเขา เธอยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น แต่ความรักไม่เคยทำให้เธอตาบอด เจนเป็นตัวละครผู้หญิงที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดแล้วในเรื่องชุดนี้

แล้วยังฉากเซ็กส์ในเรื่องอีกล่ะ มีหนังสือไม่มากนักหรอกนะที่ใช้ฉากนี้เป็นการสื่อความรู้สึก ฉากที่คอนโดของวี ที่เขายอมเสียความควบคุมที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยมีจากชีวิตในวัยเด็ก เขายอมสละมันเพื่อพิสูจน์ให้ผู้หญิงที่เขารัก ถึงความรักทั้งหมดที่เขามีต่อเธอ

แล้วยังคำพูดนี้อีกล่ะ เมื่อวีพาเจนมาส่งกลับบ้าน หลังจากใช้เวลาหลายวันกับเขา เขารู้ว่าตัวเองมีหน้าที่ที่ตกปากรับคำกับ The Scribe Virgin เอาไว้ เขาไม่อาจเลือกหญิงที่เขารักเหนือหน้าที่ได้ เขารู้ว่า เขาจะลบความทรงจำทั้งหมดที่เธอมีเกี่ยวกับเขา คำพูดสุดท้ายก่อนจากกัน I love you. And Im going to love you even after you dont know I exist

แล้วอย่างนี้วีจะไม่ใช่ตัวละครโปรดของแม็กซ์ได้ยังไง

และคงต้องทิ้งท้ายด้วยคำพูดเช่นเดิม หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ แต่มันสมบูรณ์แบบสำหรับแม็กซ์ ความงดงามในความรักของวีและเจน ทำให้แม็กซ์มองข้ามข้อเสียทั้งหลายไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่พึ่งพาโชคชะตา ตอนจบที่ขมปนน้ำตา มันไม่ใช่ตอนจบที่แม็กซ์อยากให้วีและเจนมี แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้แม็กซ์ลดทอนความรักที่มีให้เรื่องนี้ลงได้

คะแนนที่ 90

ป.ล. ไม่รู้มีใครจะคิดเหมือนแม็กซ์ให้ แต่แม็กซ์เชียร์ให้จอห์นคู่กะแซกซ์น่ะ ท่าทางน่าจะเป็นคู่ที่ดูน่าสนใจมาก ๆ

ป.ล.ล. รู้สึกแบบคิดไปคนเดียวว่าแมนนี่น่าจะคู่กะเพนย์

The Serpent Prince // Elizabeth Hoyt

คำเล่าลือเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้โด่งดังไปทั่วสังคมอินเตอร์เน็ต แม็กซ์ยังไม่เจอนักวิจารณ์รายไหนที่อ่านเล่มนี้แล้วไม่ชอบสักราย แม้กระทั่งคนที่ได้ชื่อว่ามีมาตรฐานสูงสุดสุด และนั่นทำให้แม็กซ์ลังเลนิดหน่อยก่อนจะหยิบเล่มนี้มาอ่าน

ถ้าเกิดแม็กซ์คิดว่าเล่มนี้ไม่สนุกล่ะ และด้วยนิสัยที่เป็นคนขวางโลกเล็กน้อย แม็กซ์ก็เชื่อว่าตัวเองอาจจะพาลไม่ชอบไปก่อนที่จะอ่านด้วยซ้ำ

แล้วยังพล็อตเรื่องอีกล่ะ ถึงแม็กซ์จะพยายามหลีกเลี่ยงสปอยล์อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังอดได้ยินไม่ได้ว่าเล่มนี้ เต็มไปด้วยความรุนแรง ฉากน่ากลัวหลายฉาก และมีประเด็นหนัก ๆ ให้อ่านกันอีก

แต่หลังจากอ่านเล่มนี้จบลง แม็กซ์พูดได้คำเดียวว่า

แม็กซ์เสียใจที่หยิบเล่มนี้มาอ่านช้าไปแม้แต่เพียงวันเดียว

The Serpent Prince เป็นประสบการณ์ที่นักอ่านโรแมนซ์ไม่ควรพลาด เป็นโรแมนซ์ในรูปแบบที่ดีที่สุด ถ้าไม่เวอร์เกินไปนัก แม็กซ์อย่างใช้คำว่า "สมบูรณ์แบบ"

ไซม่อนไม่มีอะไรเหมือนอย่างที่แม็กซ์คาดคิด จากเสียงเล่าลือที่บอกว่าเล่มนี้ค่อนข้างมืดและรุนแรง แม็กซ์คาดหวังจะได้เจอกับพระเอกที่ทนทุกข์ แต่ก็ไม่ ไม่ใช่เพราะว่าไซม่อนไม่ทนทุกข์ เขามีความเจ็บปวด และเลือกกระทำหลายอย่างที่กัดกินจิตวิญญาณเขา แต่ไซม่อนไม่เคยปล่อยให้ความมืดนั้นมาบดบังความเป็นตัวเขา

ไซม่อนเป็นความแปลกใจอันดับแรก เขามีอารมณ์ขัน โรแมนติก และมีเสน่ห์อย่างที่พระเอกโรแมนซ์หลายคนไม่มีกัน ไซม่อนเป็นเหตุผลที่ทำให้แม็กซ์ติดตามอ่านเล่มนี้อย่างไม่ลดละ และแม็กซ์ก็ยินดีที่จะบอกว่าลูซี่ ตัวนางเอกก็สมบูรณ์แบบไม่แพ้กัน

คำว่าสมบูรณ์แบบไม่ได้หมายความถึงคุณสมบัติ ความดี หากแต่เป็นความลงตัวของการวางตัวละคร แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือที่วางตัวละคร และโครงเรื่องได้ยอดเยี่ยมอย่างนี้มานานมากแล้ว ทุกอย่างที่ประกอบเป็น TSP คือความสมบูรณ์แบบ คือความงดงามที่โรแมนซ์เล่มหนึ่งจะมีกันได้

การพบกันระหว่างไซม่อนและลูซี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิด เหมือนอย่างที่จดหมาย (ที่คาดว่าจะเป็น) ฉบับสุดท้ายที่ไซม่อนเขียนถึงลูซี่ " ถ้าผมรู้ว่าจะนำความเจ็บปวดมาสู่ชีวิตคุณ ผมสาบานว่าจะพยายามทำทุกอย่างที่จะไม่ถูกทิ้งไว้ให้ตายที่หน้าบ้านคุณในบ่าย วันนั้น เมื่อนานมาแล้ว แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมก็คงไม่มีโอกาสพบคุณ และนั่นก็เป็นเหตุผลพอแล้วที่จะทำให้ทรยศคำสาบานของตนเอง เพราะแม้รู้ว่าจะนำความเจ็บปวดมาให้คุณผมก็ไม่เสียใจสักน้อยเลยที่ได้รักคุณ ผมเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนไร้ความรู้สึก แต่ก็นั่นแหละนางฟ้าของผม ผมไม่สามารถเปลี่ยนอดีตได้ การได้พบกับคุณเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผม คุณเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงสวรรค์ที่สุดที่ผมอาจจะได้พบ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตในโลกนี้ หรือหลังความตาย และผมไม่เสียใจที่ได้พบกับคุณ แม้มันจะต้องแลกมาด้วยน้ำตาของคุณก็ตาม"

ไซม่อนถูกลอบทำร้ายจากศัตรูและทิ้งไว้ให้ตาย เพียงแต่เขาเจอกับลูซี่ สาวบ้านนอกที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เวลาเพียงไม่กี่วันที่ใช้ร่วมกัน ช่วงเวลาที่ทั้งคู่รู้จักทำให้ทั้งคู่ผูกพันกัน และเมื่อการปองร้ายลามมาถึงลูซี่ ไซม่อนรู้ว่าเขาต้องปกป้องเธอด้วยการเดินไปจากชีวิตของเธอ และเขาก็ทำ

สิ่งที่ทำให้เล่มนี้แตกต่างไปจากโรแมนซ์ที่วางขายเต็มร้านหนังสือเล่ม อื่นก็คือ ทางเลือกและการกระทำของตัวละคร ไซม่อนไม่จำเป็นต้องให้ลูซี่ถูกทำร้ายจนเกือบตายถึงจะสำนึกได้ว่าเขารักเธอ เขารู้จากหัวใจว่าเขารักเธอ และนั่นทำให้แม็กซ์เชื่ออย่างหมดหัวใจด้วยว่าเขารักเธอ อย่างไม่มีข้อสงสัย ข้อกังขาใดใดทั้งสิ้น

ส่วนลูซี่ เธอเป็นนางเอกที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ใช่เพราะความสวย หรือความดี แต่เพราะเธอเป็นคนเพียงคนเดียวที่แม็กซ์จินตนาการได้ว่า จะเป็นคนที่เข้าใจความซับซ้อนของไซม่อน คนที่มองผ่านลักษณะภายนอกที่ดูเป็นขุนนางไร้ความรับผิดชอบ มองเห็นความมืดภายใน และยังยอมรับความเป็นเขาได้

แม็กซ์ชอบที่ทั้งคู่ไม่ละทิ้งความรัก ไม่ได้เดินไปจากความรักด้วยเหตุผลที่หลอกตัวเอง ไม่มีการเดินจากไปเพื่อปกป้องกันและกัน แน่ละมันมีช่วงเวลาที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น แต่ไซม่อนและลูซี่ก็ไม่ทำให้แม็กซ์ผิดหวังด้วยการคิดได้

แล้วยังภาษาที่ละเมียดละไมที่ทำให้แม็กซ์ถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ ความโรแมนติกของเรื่อง นี่คือโรแมนซ์ที่สมบูรณ์แบบ

คุณจะไม่รักหนังสือเล่มที่บรรยายพระเอกขณะดวลกับคู่ต่อสู้คนสำคัญว่า "Simon wiped the gore from his eye and smiled. He would die today; he knowe it. What point in living without Lucy?"

ในขณะที่นางเอกซึ่งกำลังรอคอยการกลับมาจากการดวลของพระเอก "He must have lost hope. All hope.

She'd left him, even though she'd promised not to on her mother's memory. He loved her and she'd left him. A sob tore at ther throat. Without hope, how could he survive the duel? Would he even try to win?"

คุณจะไม่รักหนังสือเล่มที่เมื่อพระเอกพบว่านางเอกรู้ความลับของตัวเอง รู้ถึงการกระทำที่เธออาจจะยอมรับไม่ได้ที่เขาทำลงไป เขาตอบสนองด้วยการจับมือเธอไว้ แล้วพูดแค่ว่า "อย่าจากไป"

ที่ยิ่งไปกว่านั้นหนังสือเรื่องนี้ก็ทำให้ในที่สุดแม็กซ์ก็เข้าใจความหลงใหล ของหลายคนที่มีต่อเรื่องแฮมเล็ต แม็กซ์อ่านบทละครของเช็คสเปียร์หลายเรื่อง แต่ไม่เคยอ่านแฮมเล็ต แม็กซ์มองไม่เห็นเสน่ห์ของเจ้าชายเดนมาร์คที่หมกหมุ่นกับการแก้แค้น ไม่จนกระทั่งแม็กซ์ได้เจอกับไซม่อน เขาไม่ใช่แฮมเล็ต และลูซี่ไม่ใช่โอฟีเลีย แต่ไซม่อนทำให้แม็กซ์เข้าใจถึงปีศาจที่กัดกินจิตวิญญาณของแฮมเล็ตเป็นครั้ง แรก

หนังสือเรื่องนี้ทำให้แม็กซ์นึกถึงหนังสือที่แม็กซ์ชอบมากสองเรื่อง Angel Rogue ตรงที่ไซม่อนเหมือนกับโรบินมาก เขาไม่จำเป็นต้องแสดงออกเป็นพระเอกชนิดทนทุกข์ทรมาน แม้ว่าจะทุกข์ทรมาน ทั้งคู่ยังรักษาเสน่ห์ อารมณ์ขัน แม้ในเวลาที่เลวร้ายที่สุดไว้ได้ และเรื่อง Silk and Shadows ที่ธีมเรื่องเป็นการแก้แค้นเหมือนกัน แต่แม็กซ์คงต้องบอกว่า แม้จะเทียบกับสองเล่มนั้น เรื่องนี้ยังเหนือกว่า

และนั่นเป็นคำชมที่มากที่สุดที่หนังสือเล่มหนึ่งจะได้รับแล้วล่ะ

สำหรับคะแนน มันไม่ใช่การตัดสินใจง่าย ๆ เพราะเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้วนับจากครั้งสุดท้ายที่แม็กซ์ให้คะแนนเต็มกับ หนังสือสักเรื่องหนึ่ง แต่หลังจากคิดดูแล้ว ชมมาขนาดนี้ สำหรับความสมบูรณ์แบบเช่นนี้ แถมยังใช้คำว่าสมบูรณ์แบบก็หลายครั้ง แม็กซ์มีทางเลือกอื่นอีกหรือนอกจากจะให้คะแนนเต็มร้อยกับเล่มนี้

และสำหรับคนที่อยากรู้ แม็กซ์อ่านหนังสือเฉพาะโรแมนซ์มามากกว่าสามพันเล่ม มีหนังสือ 18 เล่มที่แม็กซ์ให้คะแนนเต็ม The Serpent Prince เป็นเล่มที่ 19 และเป็นเล่มเดียวหลังจากผ่านมิลเลนเนียมมาที่ได้คะแนนเต็ม