Showing posts with label kathleen O'Reilly. Show all posts
Showing posts with label kathleen O'Reilly. Show all posts

Saturday, January 31, 2009

Bare Necessaries // Marie Donovan & Shaken and Stirred // Kathleen O'Reilly

ในบรรดาหนังสือของเล่มเล็ก ๆ ของฮาร์ลิควินที่แม็กซ์ซื้อ+อ่านมากที่สุดเวลานี่ก็คงเป็น ฮาร์ลิควิน เบลซค่ะ และขอบอกเลยแล้วกันว่าไม่ใช่เพราะเซ็กส์ (แม้ว่าจะเป็นที่ฮิตกันมากในหมู่นักอ่านชาวไทยที่นิยมเสือป่า ดูได้จากสนพ.น้อยตร.นำมาแปลและขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน) แต่ที่แม็กซ์ติดตามอ่านก็เพราะ นักเขียนที่เขียนให้กับอิมพรินต์นี้ (ขอให้ศัพท์ฝรั่งหน่อยแล้วกันค่ะ เพราะแปลไทยไม่ถูกว่าควรใช้คำว่าอะไร แต่อธิบายง่าย ๆ ได้ว่า สนพ.นี่จะมีอิมพรินต์หลายอัน เช่นสนพ.อมรินทร์ ออกนิตยสารแพรว นี่ก็ถือว่าแพรวเป็นหนึ่งในอิมพรินต์ของอมรินทร์) เป็นนักเขียนโปรดของแม็กซ์ และยังไม่เลิกเขียน ซึ่งต่างจากซิลลูเอ็ด อินทริเมต โมเม้นต์ที่โดนทิ้งร้างไปแล้ว

วันวานได้คิวอ่านหนังสือเบลซสองเล่ม จากนักเขียนคนนึงที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด (ที่เขียนให้เบลซ) และนักเขียนอีกคนนึงที่ได้ชื่อว่าน่าสนใจที่สุดในพ.ศ.นี้

หนังสือสองเล่มนี้มีแนวเรื่องที่คล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ (มันไม่ใช่เหตุผลที่แม็กซ์หยิบมาอ่าน) ตรงที่ทั้งพระเอกและนางเอกรู้จักกันมาก่อนหน้าที่หนังสือจะเปิดเรื่องขึ้น อีก และที่น่าสนใจก็คือ วิธีการดำเนินเรื่องแตกต่างกันไปอย่างมาก

Bare Necessaries ของมาเรีย โดโนแวน

แม็กซ์กลายเป็นแฟนตัวจริงเสียงจริงของมาเรียตั้งแต่ได้อ่านหนังสือเล่มแรก ของเธอ (ที่ออกกะเบลซเช่นกัน) เรื่อง Her body of pleasure ที่เอ็กซ์ได้อย่างนุ่มนวลมาก แม้ว่าจะผิดหวังกะเล่มสอง Her Book of Pleasure แต่นั่นก็ไม่ทำให้แม็กซ์หวั่นไหว ยังตามติดซื้อผลงานเล่มที่สามของเธอมาอ่าน

ความรู้สึกทีได้ แม้จะไม่อาจเทียบกับ Her Body of Pleasure ได้ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลย

บริทจิตเป็นสาววิสคอนซิน (สรุปว่าบ้านนอก) ที่เดินทางมาเรียนในชิคาโก้ หลังจากใช้เวลาเก็บเงินเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนแฟชั่นเป็นเวลาหกปี (แปลว่านางเอกไม่ใช่สาวน้อยวัยขบเผาะหรอกนะ อายุยี่สิบกว่าแล้ว) แต่ชีวิตในเมืองใหญ่ไม่เรื่องง่าย เธอจึงมีอาชีพเสริมด้วยการทำชุดชั้นในให้กับลูกค้ากลุ่มที่ถูกมองข้าม อย่างพวกนักเต้นระบำเปลื้องผ้า ที่มีความต้องการชุดชั้นในที่พิเศษไม่เหมือนใคร แต่ในวันนึงเมื่อเธอเดินทางไปยังคลับเปลื้องผ้าเพื่อส่งของให้ลูกค้า อดัมผู้เป็นเพื่อนสนิทกับพี่ชาย (ที่หวงน้องสาว) ของเธอก็บังเอิญมาเห็นเข้า และนำไปสู่เรื่องเข้าใจผิดว่า บริทจิตเป็นหนึ่งในสาวนักเต้น

พล็อตเรื่องของเบลซหาสาระอะไรไม่ค่อยได้หรอกนะคะ แต่ท่ามกลางความไร้สาระ หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างน้องสาว และเพื่อนของพี่ชายได้ดีมาก ๆ เล่มนึง

อดัมซึ่งปิ๊งบริทจิตตั้งแต่เห็นเธอสมัยยังเอ๊าะ แต่ไม่กล้าตามจีบ เพราะรู้สึกว่าเธอยังเด็กเกินไป และรู้ว่าบรรดาพี่ชายของเธอซึ่งเป็นเพื่อนของเขาคงเอาเขาตายแน่ ถ้ากล้ามาแหยมกับน้องสาว เขากลบเกลื่อนความรู้สึกที่มีต่อเธอด้วยการหนีหน้า ทั้งที่อยู่ในชิคาโก้ด้วยกัน แม้ว่าพี่ชายของเธอจะทั้งเน้นทั้งย้ำให้เขาดูแล "น้องสาว" คนนี้ให้ดี แต่เมื่อโอกาสมาเยือน เขาได้เจอเธออีกครั้ง อารามตกใจว่าเธอกลายเป็นนักเต้นเปลื้องผ้าไปแล้ว ทำให้อดัมรีบเสนอความช่วยเหลือทางการเงิน และพาตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับเธออีกครั้ง

เช่นเดียวกับเบลซเล่มอื่น ที่เซ็กส์ระหว่างตัวเองมาเร็วและแรง แต่ที่ดีกว่าคือ เล่มนี้ด้วยความที่ตัวละครรู้จักกันมานาน (และปิ๊งกันมานานกว่านั้น) ฉากเข้าด้ายเข้าเข็มจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกฝืน มันเป็นไปตามธรรมชาติดี

และที่ดีกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ได้ใช้พล็อตเข้าใจผิด หรือให้บริทจิตหลอกอดัมต่อไปเรื่อย ๆ ว่าเธอเป็นนักเต้นเปลื้องผ้า หลังจากการพบกันสองครั้ง เธอก็สารภาพความจริง และนี่เป็นส่วนที่แม็กซ์ชอบ เพราะตัวละครทั้งสองซื่อสัตย์ต่อกันอย่างมาก

แม้จะบอกกับตัวเองว่าทั้งคู่ยังอยากมีชีวิตที่เป็นอิสระ แต่การดำเนินเรื่องก็ทำให้เห็นชัดว่า สองคนนี่เหมาะกันแค่ไหน

ความสับสนของอดัมที่มีต่ออาชีพของตัวเอง (เขาเป็นนายหน้าค้าดัชนีการเกษตร -- ซึ่งเป็นงานที่เครียดที่สุดในโลกชนิดนึง แม็กซ์เคยทำและรับรองได้) ทำให้เขาหลงใหลชีวิตในชนบทอย่างที่บริทจิตมี ในขณะที่บริทจิตก็เบื่อหน่ายความธรรมดาของชนบทที่เธอต้องทนมาตลอดชีวิตเป็น อุปสรรคสำคัญ เพราะเธอรู้ว่า อดัมอยากกลับไปอยู่วิสคอนซิน ในขณะที่เธอต้องการเป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดัง และเมืองใหญ่เท่านั้นที่เหมาะกับเธอ

มันเป็นความขัดแย้งที่เข้าใจได้ และแม็กซ์ชอบวิธีการแก้ปัญหาที่คนแต่งใช้ มันเป็นการพบกันครึ่งอย่างที่ตัวละครไม่ได้คิดว่า มันเป็นการเสียสละเลยสักนิดเดียว มันทำให้เชื่อว่า เมื่อรักแล้ว แค่นี้เป็นเรื่องเล็กแค่ไหน

คะแนนที่ 63 (อย่าคิดว่าน้อยนะคะ ปกติแม็กซ์ไม่ค่อยให้คะแนนหนังสือเล่มเล็กเยอะอยู่แล้วล่ะ)

Shaken and Stirred ของแคธลีน โอไรลี่ย์

หนังสือเล่มแรกในชุด Those Sexy O'Sullivan และอาจจะเป็นชื่อชุดที่แม็กซ์เห็นด้วยว่า ไม่ได้โอ้อวดไปเลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะพี่น้องตระกูลโอซัลลิแวนนี่เซ็กซี่จริง รับประกันได้

แม็กซ์อ่านเล่มแรกแล้วก็ตกหลุมรักสามหนุ่มตระกูลนี้เข้าให้แล้วค่ะ เพื่อนคนนึงของแม็กซ์บอกก่อนที่แม็กซ์จะตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้มาอ่านว่า "พระเอกของแคธลีน โอไรลี่ย์ให้อารมณ์พระเอกของนอร่า โรเบิร์ตมาก" และนั่นก็มากพอจะทำให้แม็กซ์สั่งซื้อเรื่องชุดนี้ทั้งชุด เพราะพระเอกของนอร่า โรเบิร์ตดีที่สุดในโลกโรแมนซ์ (คำว่าดีไม่ใช่ว่าเป็นคนดีที่สุดนะคะ แต่มันลงตัวจริง ๆ)

อ่านไปแล้วก็เห็นด้วยค่ะ เกบ โอซัลลิแวนเป็นหนึ่งในสามพี่น้องที่เป็นเจ้าของบาร์ที่ชื่อว่า "ไพรม" บาร์เหล้าที่สืบทอดกันมาในตระกูลโอซัลลิแวนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยห้ามค้า เหล้าโน่นแล้ว เกบเป็นผู้ชายที่รู้จักตัวเองดีว่าต้องการอะไร เขารู้ตั้งแต่หกขวบว่า อยากเป็นเจ้าของบาร์ ดำเนินรอยตามลุงที่ทำกิจการในครอบครัว เขามั่นใจในตัวเอง แต่ไม่ขนาดเย่อหยิ่ง เขาพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่

ซึ่งแตกต่างจากเทสซ่า บาร์เทนเดอร์ที่ทำงานให้เขา เทสซ่าย้ายมานิวยอร์คเมื่อสี่ปีก่อน และทำงานให้เกบนับจากนั้น เธอมีความสัมพันธ์ในอดีตที่เลวร้าย เธอหลงเชื่อคารมแฟนหนุ่ม เลิกเรียนมหาลัย แล้วออกมาใช้ชีวิตล่องลอยไปให้แฟนเลี้ยง แต่เมื่อเขาเบื่อ เขาก็ทิ้งเธอไปอย่างไม่ชายตามอง เทสซ่าต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมกับใบประกาศว่าจบม.6 ในเมืองที่ค่าครองชีพอาจจะสูงที่สุดในโลก

เธอเรียนบัญชีเพราะคิดว่ามันเป็นอาชีพที่จะหาเงินได้เยอะ แต่เกลียดมัน เธออยากมีอิสระและยืนบนขาของตัวเองได้ แต่เธอกำลังจะถูกไล่ออกจากอพาทเม้นต์ โดยไม่มีทางเลือก เธอตอบรับข้อเสนอของเกบที่จะย้ายไปเป็นรูมเมทของเขา ตลอดเวลาสี่ปี เกบเป็นกำลังใจ เป็นเสาหลักที่คอยช่วยเหลือเธอ การย้ายไปอยู่ตามลำพังกับผู้ชายไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เทสซ่าก็คิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอที่จะไม่ตกบ่วงเสน่ห์ของเกษ

และก็เพียงวันเดียวที่เซ็กส์เริ่มขึ้น (ก็มันเป็นเบลซนี่คะ) แต่เทสซ่าหาทางออกให้การกระทำของตัวเองด้วยการเสแสร้งว่าเกบเป็นคนแปลกหน้า ความสัมพันธ์ที่ตามมานับจากนั้นก็มีรูปแบบเดียวกัน

แม็กซ์เข้าใจนะว่า เล่มนี้เป็นเรื่องการค้นพบตัวเองของเทสซ่า หนทางที่เธอยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ แม็กซ์เข้าใจและสนับสนุนนางเอกโรแมนซ์ที่เก่ง และไม่ต้องอ้อนพระเอกหากิน แต่เทสซ่ามันมากเกินไป เธอใจร้ายกับเกบมาก ขอให้เข้าใจนะคะ เกบเป็นพระเอกโรแมนซ์ที่น่ารัก และดีมาก ๆ การที่เห็นเขาถูกปฏิบัติเหมือนของไม่มีค่าจากเทสซ่ามันทำร้ายจิตใจบอบบางของ แม็กซ์มากเกินไป

เทสซ่าขอให้เกบรอ รอจนถึงวันที่เธอเข้มแข็ง และเป็นอิสระ วันที่เธอประสบความสำเร็จในชีวิต ก่อนที่เธอจะยอมเปิดใจรับเขาเข้ามา เธอคิดถึงตัวเองมากกว่า (ซึ่งเป็นข้อดีนะคะ ในชีวิตจริง แต่มันไม่โรแมนติกในโรแมนซ์ โดยเฉพาะในเรื่องที่พระเอกน่ารักอย่างนี้ ถ้าพระเอกแบบเจ้าแม่ยุ่งน้ำเน่า มันก็น่าอ่านล่ะนะ)

เป็นอีกเล่มที่ให้คะแนนยาก เพราะแม็กซ์ชอบพระเอกเหลือเกิน ในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบความใจร้ายของนางเอกเลย คะแนนที่ 53

ขอทิ้งท้ายไว้ว่า เห็นแม็กซ์ชมเกบขนาดนี้ แต่เขายังไม่ใช่พี่น้องตระกูลโอซัลลิแวนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดหรอกนะคะ รอพบกับเดเนียลวันพรุ่งนี้ กับหนังสือที่อาจจะเป็นหนังสือเล่มเล็กที่ดีที่สุดแห่งปีนี้

Sex, Straight up // Kathleen O'Reilly

แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือแล้วร้องไห้หนักขนาดนี้มานานมากแล้วล่ะค่ะ ส่วนใหญ่ ก็ร้องแค่ฉากใดฉากหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าเกือบจะทั้งเรื่องอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องมันรันทด ชีวิตบัดซบหรอกนะคะ เพียงแต่ประเด็นในเรื่องมันโดนใจแม็กซ์เข้าไปเต็ม ๆ เลยน่ะค่ะ

อย่างที่โฆษณากันไว้เมื่อวาน หนังสือเล่มนี้ดีจริง ๆ (และแม็กซ์เชื่อว่าคงมีคนหลงเข้ามาอ่านบลอกนี้กันหลายคน เพราะเห็นชื่อหัวข้อบลอกแล้วมันดูปลุกใจดี แต่ก็ขอบอกว่าเซ็กส์มันไม่ได้แรงอย่างชื่อเรื่องหรอกนะคะ)

Sex, Straight up ของแคธลีน โอไรลี่ย์

สำหรับคนอ่านโรแมนซ์ แม็กซ์เชื่อว่า พวกเราเชื่อในคำกล่าวอันนี้ "Love was forever. A promise was forever." (แม็กซ์โค้ดมาจากเรื่องนี้นะคะ เป็นฉากที่พระเอกตื่นนอนขึ้นมาแล้วขึ้นถึงเมียของเขา)

สำหรับเดเนียลแล้ว เขาเองก็เชื่อเช่นนั้น เขาเป็นลูกคนกลางในบรรดาพี่น้องสามคน เป็นคนที่เงียบที่สุด ไม่มีเสน่ห์เท่ากับฌอน พี่ชายคนโต ไม่ได้เป็นคนไนซ์เหมือนเกบ น้องคนเล็ก เดเนียลเป็นนักบัญชี เขาวางแผน และคิดอย่างเป็นระบบ เขายังแตกต่างจากพี่น้องตรงที่เขาพบรักแท้ของเขาแล้ว เธอชื่อมิเชลล์ พวกเขาแต่งงานกันได้ห้าเดือน หลังจากคบหาดูใจกันมาปีนึง เธอเองก็เป็นนักบัญชี ทำงานที่เดียวกับเขา ชีวิตของพวกเขายาวไกล และสดใส จนกระทั่ง...

วันอังคาร์ในเช้าทีสดใสของเดือนกันยายน ปี 2001 และอย่างที่บรรยายไว้ในเรื่อง ชีวิตของเขาก็พังทลายลง

"But then one September morning seven years ago, bright sunlight mocking in the sky, that all exploded, along with two airliners, two buildings and two thousand, severn hundred and forty people -- one of whom was his wife.

Gone."

มิเชลล์เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 9/11 และเดเนียลซึ่งออกไปซื้อกาแฟขณะที่เกิดเหตุรอดตาย

ปกติแม็กซ์ไม่ใช่คนที่ชอบอ่านเรื่องที่พระเอกเคยมีรักแท้กับผู้หญิงคนอื่นมา ก่อนนางเอกนะคะ แม็กซ์ไม่ชอบความรู้สึกของการเป็นเป็นที่สอง หรือมาทีหลัง แต่เล่มนี้แคธลีนเขียนได้ดีมาก ๆ จนประเด็นนี้ไม่รบกวนจิตใจแม็กซ์เลย ทั้งที่มันเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรื่อง

มันเป็นไปได้ไหมสำหรับคนที่เหลืออยู่ที่จะมีชีวิตต่อ มีความรักครั้งใหม่ และมีความสุขอีกครั้ง

เจ็ดปีผ่านไปแล้ว ความเศร้าเสียใจเริ่มเลือนหายไป และนั่นยิ่งเพิ่มความรู้สึกผิดให้เดเนียล เขาสัญญาที่จะรักมิเชลล์ตลอดไป ความรักมันควรจะอยู่ตลอดไป แต่เขารู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นเรื่อย ๆ การอยู่ตามลำพังในเมืองใหญ่ การจมอยู่กับความรู้สึกผิดตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องง่าย หรือดีต่อสุขภาพจิตเลย แต่เดเนียลก็ปฏิเสธที่จะเดินหน้าต่อไปในชีวิต

จนกระทั่งเขาได้พบกับแคทเทอลีน ขณะที่ไปพักร้อนช่วงสุดสัปดาห์ ความเศร้าในดวงตาของเดเนียลเรียกหาเธอ ในฐานะของศิลปิน เธอรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดในวิญญาณ ทั้งสองคนถูกดึงดูดเข้าหากัน และได้ใช้เวลาชั่วสั้น ๆ นั้นกับกันและกัน โดยไม่หวังจะมีอะไรที่มากไปกว่านั้น

สุดสัปดาห์นั้นจบลง พร้อมกับการเข้าใจผิด เพราะแคทเทอลีนพบแหวนแต่งงานของเขาเข้า และคิดว่าเขาแต่งงานแล้ว ส่วนเดเนียลเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายได้อย่างไรว่า ทำไมเขายังสวมแหวนแต่งงานอยู่ ทั้งที่เมียก็ตายไปตั้งเจ็ดปีแล้ว เขาจะอธิบายเรื่องเศร้าที่เกิดกับเขาได้อย่างไร

ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง เมื่อเดเนียลเป็นหนึ่งในทีมงานที่ถูกส่งเข้ามาตรวจสอบบัญชีในบริษัทที่แคทเท อลีนทำงานอยู่ (และปู่ของเธอเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย) และความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่พยายามบอกว่า ไม่อาจเป็นได้มากกว่าเซ็กส์ก็เริ่มขึ้น

ฟังพล็อตเรื่องนี้ก็รู้สึกเหมือนพระเอกเห็นแก่ตัวมาก ๆ นะคะ เพราะเขาเป็นคนที่ไม่อาจเปิดใจยอมรับนางเอกเข้ามา เป็นคนที่หมกหมุ่นอยู่กับความรักในอดีต และพยายามที่จะกันแคทเทอลีนออกไปจากชีวิต แต่แม็กซ์ก็พบว่าตัวเองเกลียดเขาไม่ลง ไม่ใช่ว่าเดเนียลไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรลงไปกับแคทเทอลีน แต่เขาไม่รู้ว่า "ควร" จะต้องทำยังไง เขาควรจะมีรักแท้เพียงครั้งเดียว เขาควรจะซื่อสัตย์ต่อความรักจนวันตาย แม้มิเชลล์จะจากไปก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว เขาต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดที่ว่าตัวเองเป็นคนทรยศต่อความรัก นี่เป็นฉากหนึ่งที่เขาพูดคุยกับแม่ของมิเชลล์ แม็กซ์ชอบแม่ของมิเชลล์นะคะ เพราะเป็นเธอที่ให้เหตุผลกับเดเนียล "

"Loving someone isn't something you put behind you... it's forever"

She's not coming back, Daniel. What? You're going to be alone for the rest of your life? Another fifty years? Is that really that you want?"

"I made a promise to your daughter. Ihad our life so completely and carefully planned. It wasn't supposed to be fucked. She didn't deserve it.

"She didn't deserve it, and neither did you. You can't live like this forever, Daniel. She wouldn't want you to"

"Michelle's gone now and I can't change that, and you can't change that. I wasn't supposed to bury a daughter, you weren't supposed to bury a wife, but we did. and you're too young for this."

เห็นอย่างนี้เดเนียลไม่ใช่พระเอกทมทุกข์นะคะ แต่เขามีหลักการ มีแผนการ และมีแผลในใจที่ใหญ่มาก เขารู้ตัวว่ารักแคทเทอลีน แต่ไม่กล้าสานความสัมพันธ์ให้มากไปกว่านี้ เพราะเขาไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะมีวันทำใจให้รักเธอโดยไม่รู้สึกผิดต่อมิเชลล์ได้ไหม

และแม็กซ์ชอบการที่เขาคิดได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงชีวิต หรือมีคนมาพร่ำสอนชี้ทางสว่างให้ เพราะเรื่องอย่างนี้มันต้องคิดตกด้วยตัวเองค่ะ

พูดตามตรงนะคะ แม็กซ์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าเป็นเราเอง เกิดตายก่อนคนที่เรารัก (และเขารักเรา) เราจะคาดหวังให้เขาไว้ทุกข์ให้เราไปตลอดชีวิตเลยเหรอ (แต่ที่แน่ ๆ แม็กซ์ไม่ต้องการให้ใครฆ่าตัวตายตามแม็กซ์ไปหรอกนะคะ ไม่บ้าหนังเกาหลีขนาดนั้น)

หนังสือเล่มนี้ท้าทายความเชื่อของแม็กซ์เรื่อง พระเอกโรแมนซ์มีรักแท้ได้แค่ครั้งเดียวมาก อย่างที่บอก ปกติไม่ชอบพล็อตแนวนี้อย่างแรง แต่เล่มนี้สอบผ่านค่ะ ผ่านแบบได้เอเสียด้วย

คะแนนที่ 83

Nightcap // Kathleen O'Reilly

หนังสือเล่มสุดท้ายในชุดพี่น้องตระกูลโอซัลลิแวน และขอแก้ความเข้าใจผิด (ของตัวเองนั่นแหละ) เรื่องลำดับความเป็นพี่น้องของพระเอกทั้งสามคน แม็กซ์บอกไว้ในรีวิวของเรื่อง Sex, Straight up ว่าเดเนียลเป็นน้องคนกลาง (เพราะตอนที่อ่านได้ความอย่างนั้นจริง ๆ สงสัยจะเมาคาร์บอนไดอ็อกไซด์ เนื่องจากอ่านตอนนั่งรถเมล์) แต่แท้จริงแล้วเดเนียลเป็นพี่ชายคนโต ส่วนพระเอกของเล่มนี้ฌอนเป็นน้องคนรอง ส่วนเกบเป็นคนเล็ก

Nightcap ของแคธลีน โอไรลี่ย์

เล่มนี้ก็เหมือนกับสองเล่มแรกตรงที่พระเอกน่ารักมากกกกกกกก อ่านแล้วกรี๊ดสลบ ยิ่งฌอนเป็นคนที่ได้ชื่อว่าเสน่ห์แพรวพราว สาว ๆ ติดกันเกรียวอยู่แล้วด้วย เล่มนี้แสดงให้เห็นด้านที่ลึกมากขึ้นของเขาว่ามีอะไรมาไปกว่าความหล่อเหลา

ฌอน โอซัลลิแวนกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ ที่แม้แต่ความเป็นทนายความผู้กว้างขวางในนิวยอร์คของเขาก็แก้ไขด้วยตัวเอง ไม่ได้ เพราะเป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่เกบ น้องชายของเขาซื้อตึกข้าง ๆ บาร์ที่พวกเขาเป็นเจ้าข้องเพื่อปรับปรุงและขยายต่อเติมบาร์ประจำตระกูลของ พวกเขาให้ใหญ่ขึ้น แต่อุปสรรคสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตก่อสร้าง การตรวจงานจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร (ของนิวยอร์คนะ ไม่ใช่เมืองไทย) ที่พยายามทำให้อาคารของพวกเขาเป็นเขตอนุรักษ์ไม่อาจปรับปรุงได้

อุปสรรคทั้งหลายดูเหมือนจะมีต้นกำเนิดมาจากสำนักงานของนายาเทศมนตรี และคลีโอ โรว์ลิ่งค์ดูจะเป็นคนเพียงคนเดียวที่ช่วยฌอนแก้ปัญหาได้

แต่ก่อนที่เธอจะช่วยเขาแก้ปัญหา ก็เป็นฌอนที่แก้ปัญหาให้คลีโอในฐานะของรองนายกเทศมนตรีซึ่งได้รับมอบหมายให้ จัดการประนีประนอมกับเหล่าคนงาน ซึ่งเขาก็ช่วยยุติการสไตร์คของสหภาพแรงงานในนิวยอร์คได้

หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยการบอกเล่าถึงความเก่งของคลีโอ ซึ่งแม็กซ์อ่านจนจบทั้งเรื่อง ก็เห็นแค่ฉากเดียวที่พิสูจน์ว่าเธอเก่งจริง (ยังดีนะที่มีฉากนั้น) ทำให้มันไม่ได้ผล และแม็กซ์รู้สึกว่าคลีโอเป็นผู้หญิงที่ไม่คู่ควรกับฌอนเลย

และนี่คือปัญหา เช่นเดียวกับเล่มแรก เพราะคลีโอไม่คู่ควรกับฌอน อาจเป็นเพราะแคธลีนเขียนพระเอกได้ดีมาก ๆ ทำให้นางเอกจึงดูด้อยลงไปโดยปริยาย และทำให้เล่มนี้ และเล่มแรกไม่เวิร์คสำหรับแม็กซ์ ในขณะที่เล่มสองได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ เพราะแคธเทอลีนดูดีกว่าเทสซ่า (นางเอกเล่มหนึ่ง) และคลีโอในเล่มนี้

ปัญหาของคลีโอก็คือ เธอต้องรับภาระในการดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ และเธอหัวรั้นเกินกว่าจะหาความช่วยเหลือจากคนอื่น ทั้งที่มันเห็นได้ชัดแล้วว่า เธอรับมือกับมันไม่ไหว นั่นไม่ได้ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า คลีโอเป็นคนดีที่เสียสละเพื่อแม่หรอกนะคะ แต่มันดูเหมือนเธอเป็นคนโง่เกินกว่าจะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ (เพราะสุดท้าย รู้อะไรไหมคะ ก็เป็นฌอนอีกนั่นแหละที่ต้องขี่ม้าขาวมาช่วยเธอเอาไว้)

แม็กซ์รู้สึกว่าคลีโอเห็นแก่ตัวเกินกว่าให้อภัย ขอร้องล่ะนะ พระเอกดีดีอย่างนี้ไม่ใช่จะหากันเจอง่าย ๆ หรอกนะ ถึงจะเป็นพระเอกในนิยายโรแมนซ์ก็เหอะ (และลองนึกดู นิยายโรแมนซ์เต็มไปด้วยเศรษฐีปากเสีย ชีคบ้าอำนาจ และดยุคนักข่มขืน ฌอนถือว่าเป็นเพชรในตมทีเดียวล่ะ) ทำให้การอ่านเล่มนี้ขัดใจแม่ยกอย่างแม็กซ์ยิ่งนัก

บอกตามตรงว่าเสียดายฌอนค่ะ

คะแนนที่ 53