Showing posts with label Patricia Cabot. Show all posts
Showing posts with label Patricia Cabot. Show all posts

Wednesday, January 21, 2009

งานแจกลายเซ็นต์ของเม็ก คาบอทที่ร้านคิโนะคูนิยะ

อันที่จริงเม็ก คาบอทมีกำหนดการแจกลายเซ็นต์ในเมืองไทยทั้งหมดสามงาน วันพุธที่ร้านเอเชีย บุ๊ค สาขาสยามพาราก้อน วันพฤหัสที่ร้านบีทูเอส สาขาห้างเซ็นทรัลเวิร์ล และวันศุกร์ที่ร้านคิโนะคูนิยะ สาขาสยามพาราก้อน

แม็กซ์ไปแค่งานเดียวค่ะในวันสุดท้าย เพราะปกติเราซื้อหนังสือที่ร้านนี้อยู่แล้ว ก็เลยเลือกที่จะไปร้านนี้ (อันที่จริงโกหกแหละค่ะ ความจริงคือไม่รู้ว่าเม็กจะไปที่ร้านอื่นด้วย กว่าจะรู้ข่าว ก็สายเกินกว่าจะจองคิวแล้วล่ะ)

งานเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเวลาบ่ายสี่โมงครึ่ง แต่ตามประสาคนเห่อพอสมควรอย่างเราก็เลยไปแต่ไกโห่เวลาบ่ายสองโมงครึ่งแน่ะ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนะคะที่เราได้เป็นคิวแรก

พื้นที่ในการจัดงานค่อนข้างเล็กไปหน่อยค่ะ แต่เราคิดว่าคงเป็นเพราะตอนออกแบบร้าน ไม่น่าจะมีใครคิดถึงงานแจกลายเซ็นต์อย่างนี้ของนักเขียน ก็เลยใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ไปกับการวางชั้นหนังสือ ทำให้ดูคับแคบพอสมควร

พอดีเราเกี่ยวเพื่อนไปพร้อมกันด้วนสองคน เวลาเกือบสองชั่วโมงที่รอการมาถึงของเม็กจึงไม่รู้สักว่ามันน่าเบื่อนัก (แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนของเราจะเบื่อเราไหมนะคะ)

ขอพูดถึงเม็ก คาบอทก่อนแล้วกัน เราสารภาพตรงนี้ (และเราก็ดันเผลอไปพูดต่อหน้าเม็กอีกต่างหาก) ว่าเราไม่ชอบงานในนามปากกาเม็กของเธอนักหรอกค่ะ ไม่ได้ต่อต้านอะไรเธอหรอกนะคะ นอกจากจะบอกว่า เรารู้สึกว่าหนังสือของเธอเด็กเกินไปสำหรับเราสักหน่อย เราไม่ชอบเรื่องราวของเด็กวัยทีนเอจนักหรอกค่ะ ก็เลยไม่ค่อยได้อ่านงานของเธอนัก

แต่ในนามปากกาแพทริเซีย คาบอท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพการเขียนหนังสือของเธอ เป็นอีกเรื่องนึง แม็กซ์ชอบ ไม่สิ รักงานเขียนของเธอในนามปากกานี้ โดยเฉพาะเรื่อง Portrait of my heart ที่แม็กซ์ยังคิดว่าเป็นหนังสือที่มีพระเอกที่น่ารัก และน่ากระทืบมากที่สุดที่เราเคยอ่าน

ดังนั้นจึงเป็นเล่มนี้ที่แม็กซ์หยิบติดมือไปให้เธอเซ็นต์ชื่อ

เวลาสี่โมงครึ่ง (ค่อนข้างตรงเวลาค่ะ) เม็กก็มาปรากฎกาย พร้อมกับความเป็นกันเองอย่างมาก คิดเอาแล้วกันค่ะว่า เรานั่งรอการมาของเธอเป็นเวลานานมาก แต่พอได้เห็นความสดใส ความเป็นกันเอง เธอคว้าไมค์และเริ่มต้นทักทายทุกคน บรรยากาศก็เริ่มผ่อนคลายและสนุกสนานขึ้น

แต่ก็คงเป็นประเพณีของไทยนะคะ (ที่มันดีนะ แม็กซ์คิด) ต้องมีการมอบดอกไม้และของที่ระลึกกันก่อน

คนขวามือคือใครไม่รู้ล่ะค่ะ (กะว่าจะถามแต่ไม่ได้ถาม) คิดว่าน่าจะเป็นคนของทางแพน แม็คมิลแลนซึ่งเป็นสปอนเซอร์จัดงานนะ ส่วนคนตรงกลางคือตัวแทนของทางร้าน (แม็กซ์เดาว่าน่าจะเป็นผู้จัดการของร้านสาขาพาราก้อนนะ) และคนทางขวามือสุดก็คือคุณเม็กเองนั่นแหละ

จากนั้นก็เป็นการสัมภาษณ์เม็กเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเจ้าหน้าที่ของทางแพนฯ ซึ่งแม็กซ์ชอบสำเนียงของเธอมากเลยล่ะ (ฟังดูน่ารักดี) แต่ไม่มีรูปมาฝาก เพราะรูปที่ถ่ายมา เธอดูไม่ค่อยสวยนัก (ไม่อยากลงน่ะค่ะ เราเองก็คงไม่ชอบให้คนเอารูปที่ดูไม่สวยเราเท่าไหรมาลง-- อธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่เธอไม่สวยนะคะ แต่แม็กซ์ฝีมือถ่ายห่วยเองแหละ)

แฟนหนังสือมากันไม่น้อยค่ะ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ๆ ในวัยรุ่น และเด็ก ๆ เหล่านี้ก็แสนที่จะกล้านะคะ เพราะแย่งกันตั้งคำถามเม็กกันใหญ่ ส่วนแม็กซ์ก็นั่งเงียบ (เพราะไม่รู้จะถามอะไร)

หลังจากการสัมภาษณ์ก็ถึงเวลาแจกลายเซ็นต์ ซึ่งแม็กซ์เอาหนังสือเก่ากึ๋กเรื่อง Portrait of my heart ที่เขียนในนามปากกาแพทริเซีย คาบอทมาให้เธอเซ็นต์ ซึ่งทำให้เม็กแปลกใจถึงกับบอกแม็กซ์ว่า เราเป็นคนแรกที่เจอได้พบในเมืองไทยเลยนะคะที่อุตส่าห์ขุดกรุนิยายเก่ามาขนาด นี้

แม็กซ์ (ขนาดไม่ได้กรี๊ดเท่าไหรนะ) ก็ออกอาการพูดไม่ออก ขนาดที่ว่า ถ้าอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษมาฟังคงจะเก๊กซิมไม่น้อย เพราะที่สอนมามันหายไปหมด แต่ก็ยังอุตส่าห์โพล่งไปอีกนะว่าชอบงานแนวโรแมนซ์ (สำหรับผู้ใหญ่) ของเธอมากกว่าหนังสือเด็ก และเสียดายที่เธอไม่ได้เขียนอีกต่อไป

ผลก็คือเธอตอบว่า แม็กซ์คิดผิด ไม่รู้จริง เพราะเธอเพิ่งเขียนเรื่องแนวโรแมนซ์ย้อนยุคจบไป และเล่มนั้นมีชื่อเรื่องว่า Ransom my heart ซึ่งผู้ช่วยของเธอที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็เสริมว่า เล่มนั้นจะออกขายเดือนมกราคมปีหน้านี้แหละ (ข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากกลับมาค้นในเน็ต เล่มนี้ออกขายกะสนพ.เอว่อน เป็นเล่มไซดเทรด ที่เธอใช้นามปากกาเป็นการเขียนร่วมกันระหว่างเม็ค คาบอท และมีอา ซึ่งเป็นชื่อนางเอกของหนังสือชุดไดอารี่ของเจ้าหญิง

ทำเอาแม็กซ์กรี๊ดสนั่นลั่นมือ ดีใจออกนอกหน้า คาดว่าคงทำให้คนที่ต่อแถวอยู่ตามหลังคงหมั่นไส้กันไม่น้อย เพราะพูดมาก ช้าจนทำให้พวกเขาต้องรอคิวกันนาน แล้วยังทำเป็นสนิทชิดเชื้อกับนักเขียนอีกต่างหาก

แม็กซ์เผ่นกลับมาก่อนงานจะเลิกค่ะ เพราะกลัวว่าจะหารถกลับบ้านไม่ได้

โดยรวมเราชอบนะคะ ที่สำคัญไม่รู้ว่างานอย่างนี้จะมีขึ้นอีกไหมในเมืองไทย เพราะว่ากันแล้ว เม็กก็เป็นนักเขียนในระดับบิ๊กจริง ๆ ที่มาเยือนประเทศเรา (ที่แม็กซ์นึกออกนะคะ แต่คิดว่าในอดีตก็มีมากันหลายคน เพียงแต่อาจจะไม่ได้จัดงานแจกลายเซ็นต์เป็นล่ำเป็นสันอย่างงี้) และเธอก็ไม่ได้มาในฐานะของนักเขียนโรแมนซ์ แต่เป็นนักเขียนหนังสือเด็กที่ประสบความสำเร็จ

อยากรู้ค่ะว่าจะเป็นไปได้ไหม ถ้าจะมีนักเขียนโรแมนซ์ แบบโรแมนซ์จริง ๆ มาเยือนเมืองไทย หรือจะมีใครจัดได้บ้าง ประเด็นนี้ส่วนตัวเราคิดว่าเป็นไปได้นะคะ เพียงแต่จะมีใครคิดทำไหมเท่านั้นแหละ โดยเฉพาะตอนต้นปีหน้าจะมีงานหนังสือที่ออสเตรเลีย ซึ่งนักเขียนดัง ๆ หลายคนอย่างเชอริลีน, แมรี่ เจนิส ไปร่วมงาน หรือกระทั่งนักเขียนที่อยู่ใกล้บ้านเราอย่างแคธลีน ดังเต้ (ฟิลิปปินส์), สเตฟานี ลอว์เรนส์ (ออสเตรเลีย), หรือนลินี ซิงค์ (นิวซีแลนด์) เราคิดว่าถ้ามีใครทุ่มทุนเชิญเธอมา (ออกค่าตั๋วเครื่องบิน และที่พัก) พวกเธอน่าจะมานะคะ เพราะระยะเวลาในการเดินทางก็ไม่นานเท่าไหร

คิดว่ายังไงกันบ้างคะ

Portrait of My Heart // Patricia Cabot

เราเขียนถึงงานแจกลายเซ็นต์ของเม็ก คาบอทไปเมื่อหลายบลอกก่อน ซึ่งในนั้นเรากล่าวถึงหนังสือของเธอที่เขียนในนามปากกาอื่น แต่เป็นเล่มที่เราชอบมากขนาดพกติดตัวไปให้เธอเซ็นต์ชื่อในนั้นด้วย หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Portrait of my heart ก็เลยมีหลายคนสอบถามกันมาว่า เล่มนี้เป็นยังไงกันเหรอ แม็กซ์ถึงได้ชอบมากขนาดนั้น

คำตอบก็ง่ายค่ะ ถ้าคุณอ่านบลอกนี้มานานพอ หรือรู้จักแม็กซ์เป็นการส่วนตัว ก็น่าจะพอเดาแนวเรื่องออกนะคะ พระเอกที่ติดชั่วสักหน่อย ไม่ได้ร้ายแบบหยิ่งทรนงแล้วดูถูกนางเอกนะคะ แต่มีการกระทำบางอย่างที่อยู่บนขอบของความถูกต้องดีงาม ซึ่งอาจไม่ใช่พฤติกรรมของพระเอกที่เรายอมรับกันได้มากนัก แต่มันก็ไม่มากขนาดข้ามเส้น (สำหรับแม็กซ์)

Portrait of my heart ของแพทริเซีย คาบอท

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มต่อเนื่องกับนิยายเล่มแรกที่แพทริเซียเขียน (ซึ่งก็คือเรื่อง Where Roses grow wild หนังสือที่สนุกมากอีกเล่มนึงค่ะ แต่เราชอบ POMH มากกว่า) เป็นเรื่องราวของเจรามี่ ดยุคแห่งโรว์ลิ่งส์ ซึ่งเป็นหลานของพระเอกในเล่มแรก

ในวัยยี่สิบเอ็ดปี เจรามี่เพิ่งถูกไล่ออกจากอ๊อคซ์ฟอร์ดเพราะไปฆ่าคนตายในระหว่างการท้าดวล ก่อนหน้านั้นเขาก็ถูกไล่ออกจากอีตัน และฮาร์โรว์มาแล้ว เรื่องทำให้คนอ่านรู้อย่างชัดเจนว่า เจรามี่กำลังอยู่บนเส้นทางของการเป็นพระเอกจอมเสเพล ที่ใช้ตำแหน่งดยุค อำนาจและเงินตราที่มาพร้อมกับตำแหน่งในการใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ และทำตัวไม่เป็นประโยชน์ และเพราะเขามีอาที่รักเขามากพอที่จะเลือกทางที่ยากลำบากให้ เอ็ดเวิร์ด (ซึ่งเป็นพระเอกภาคแรก และน้องชายพ่อของเจรามี่) ตัดสินใจส่งเขาไปเป็นทหารในอินเดีย เพื่อฝึกนิสัย

แต่ก่อนจะไป เจรามี่เดินทางกลับมาที่บ้านของอาและน้าสาว ที่นั่นเขาได้พบกับแม็กกี้ กุลสตรีผู้แสนเรียบร้อย ลูกสาวของเพื่อนบ้านที่เดินทางมาเยี่ยมน้าสาวของเขา

ทั้งเจรามี่และแม็กกี้เป็นเพื่อนสนิทกันในวัยเด็ก แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้เจอกันมาห้าปีแล้ว นับตั้งแต่เจเรมี่เดินทางไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ในขณะที่แม็กกี้ไล่ตามความฝันในการเป็นจิตรกรของตัวเอง ดังนั้นเมื่อแม็กกี้ได้ข่าวการกลับมาเยี่ยมบ้าน (แม้จะเป็นการชั่วคราว) ของเขา เธอจึงรีบไปดักพบเขาทันที

แต่เจรามี่เปลี่ยนไป ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน แม็กกี้ซึ่งเป็นผู้หญิงร่างสูง ในขณะที่เจรามี่เป็นเด็กชายตัวเล็ก แต่ครั้งนี้เขายืนค้ำหัวเธอ แต่สำหรับเจรามี่ ความเปลี่ยนแปลงของแม็กกี้มีมากกว่าความสูง จากเด็กสาวร่างผอมบาง สูงเก้งก้าง เธอกลายเป็นสาวสวยชนิดเกินห้ามใจ และก็ด้วยนิสัยที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ และเขาตัดสินใจในวินาทีนั้นว่าเขาต้องการแม็กกี้

เด็กทั้งสองเกือบเลยเถิด แต่ก็ไม่ถึงขั้นนั้น แม็กกี้ยังมีสติพอที่จะดึงตัวเองกลับมา และเธอก็มีสติพอที่จะไม่ตอบรับคำขอแต่งงานของเจรามี่ เธอไม่เหมาะที่จะเป็นดัชเชส และคิดว่ามันจะขัดขวางความฝันการเป็นจิตรกรของเธอ และที่สำคัญเธอรู้ว่าเจรามี่ไม่ได้รักเธอ

ห้าปีผ่านไป เจรามี่เดินทางไปอินเดียเพื่อเป็นทหาร ในขณะที่แม็กกี้ไปปารีสเพื่อเรียนศิลปะ เขาไม่เคยกลับมาอังกฤษอีกเลย จนกระทั่งได้ข่าวจากน้าสาวว่า แม็กกี้กำลังจะหมั้นหมายกับชายอื่น

เจรามีกลับมาทั้งที่ยังไม่หายป่วยจากมาลาเรียด้วยซ้ำ เขากลับมาเพราะผู้หญิงคนเดียวที่เขารักกำลังจะเป็นของชายอื่น และเมื่อเขาพบว่าแม็กกี้กำลังอาศัยอยู่ในบ้านของเขา (เพราะเธอถูกตัดออกจากวงตระกูลเนื่องจากเป็นจิตรกร) เขาก็รู้ว่า โอกาสเปิดแล้วเขาเอาชนะใจเธอแล้ว

หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยข้อผิดพลาด การเขียนไม่ได้ใช้ภาษาสวยงามน่าอ่าน แต่ตัวละครคือสิ่งที่จับใจแม็กซ์ได้อย่างรุนแรง แม็กซ์ชอบความบกพร่องของเจรามี่ เขาไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ คิดเอา ทึกทักเองก็เท่านั้น เหตุผลที่เขาไม่ยอมกลับมาอังกฤษ ทั้งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอาชีพที่อินเดีย ก็เพราะเขารอวันให้แม็กกี้เรียกตัวให้เขากลับ เขาเคยขอเธอแต่งงาน แต่ได้รับคำปฏิเสธ เขาต้องการให้เธอเป็นฝ่ายเรียกตัวเขากลับ (เพราะทึกทักเอาเองว่าเธอต้องรู้แล้วว่า เขารักเธอแค่ไหน) แต่เมื่อเธอไม่เรียก จนทุกอย่างเกือบจะสายเกินไป

เจรามี่เป็นทุกอย่างของพระเอกชนิดที่แม็กซ์ชอบ เขาอาจจะไม่ไปไำกลขนาดพระเอกสไตล์แอน สจ๊วต หรือแชนน่อน แม็คเคนน่า นะคะ ดีกรีจะอ่อนกว่า แต่ก็น่ารักไม่แพ้กัน คุณจะไม่รักพระเอกที่เจ้าเล่ห์ขนาดมอมยานางเอก และวางแผนร้ายสารพัดเพื่อให้นางเอกเลิกลากับชายที่เธอตั้งใจจะหมั้นหมายด้วย ได้เหรอ บางคนอาจจะไม่ชอบ แต่นี่เป็นพล็อตที่แม็กซ์ปฏิเสธไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

นางเอกเล่มนี้ก็น่ารักค่ะ แล้วก็น่าสงสารไปในขณะเดียวกัน แม็กกี้เป็นหญิงสาวในความฝัน ในความรัก เป็นแรงบันดาลใจทุกอย่างให้เจรามี่ โดยที่เธอไม่รู้ตัว ดังนั้นเมื่อเขากลับมา และทำเหมือนทั้งคู่เป็นคู่รักที่พรากจากกันไปนาน แม็กกี้ก็อยู่ในภาวะที่สับสนกับชีวิตอย่างเต็มที่ เธอทำตัวไม่ถูก และไม่แน่ใจในความรู้สึกที่ตัวเองมี ไม่รู้ว่าสิ่งที่เจรามี่ทำเป็นเพราะหวงเหมือนหมาหวงก้าง เนื่องจากเธอกำลังจะเดินจากเขาไป หรือว่ารักเพราะทนเสียเธอไม่ได้กันแน่

ตัวละครทั้งคู่เป็นเด็กกันมากนะคะ อย่าคิดว่าอ่านเล่มนี้แล้วจะเจอพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบสูง อะไร ปกติเราก็ไม่ค่อยได้ชอบหนังสือแนวนี้นะคะ แต่เล่มนี้ยกเว้นให้เพราะขอบอกว่าน่ารักมากกกกกกกกกค่ะ

คะแนนที่ 90