Showing posts with label Historical. Show all posts
Showing posts with label Historical. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Bride of a Wicked Scotman // Samantha James

หนังสือเล่มนี้หยิบมาอ่านคั่นเวลาค่ะ เพราะแม็กซ์ไม่อยากอ่านอะไรที่จะมีความหมายมากจนเกินไป เลยเลือกเรื่องของคนแต่งที่เราไม่คาดหวังอะไรนัก และก็ได้อย่างที่คาดค่ะ คือ ไม่มีอะไรให้คาดหวังได้

Bride of a Wicked Scotman ของซาแมนธา เจมส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มสาม หรือเล่มสุดท้ายในชุดไตรภาคเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลแม็คไบร์ด ที่เล่มนี้เล่าถึงเรื่องราวของอเล็ค แม็คไบร์ดพี่ชายคนโต และยังเป็นดยุคแห่งเกลนเดนอีกด้วย (สำหรับคนที่สนใจ แม็กซ์สับเละหนังสือสองเล่มแรกในชุดแล้วที่บลอกนี้ค่ะ)

เรื่องนี้ตั้งต้นดูน่าสนใจดีนะคะ เล่าถึงเลดี้มัวร่า โอดอนเนลผู้ที่บิดาได้สั่งเสียก่อนตายให้เธอออกตามหาสมบัติล้ำค่าของตระกูล ที่ถูกขโมยไปเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน เบาะแสเดียวที่เขาทิ้งไว้ให้ก็คือ การบอกว่าอเล็ค แม็คไบร์ดซึ่งเป็นดยุคชาวสก๊อตที่เดินทางมาเที่ยวไอร์แลนด์อันเป็นบ้านเกิด ของเธอมีส่วนรู้เห็น นั่นเพราะอเล็คเป็นลูกหลานของโจรสลัดที่ปล้นสมบัติชิ้นนี้ไป

สมบัติชิ้นนี้เป็นเครื่องลางนำโชคดีมาให้กับตระกูลโอดอนเนล ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ความเจริญรุ่งเรือง ความมั่งคั่งก็เดินจากไปจากตระกูล ทำให้มัวร่าที่แม้จะเป็นลูกสาวของเอิร์ล แต่ก็มีความเป็นอยู่ไม่ต่างไปจากสาวชาวบ้านทั่วไป แต่เมื่อให้คำมั่นกับบิดาที่จะตามหาสมบัติของตระกูลกลับมา เธอก็ยินดีที่จะแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งการหลอกลวงดยุคหนุ่มให้แต่งงานกับเธอ

นั่นเพราะมัวร่ามองไม่เห็นทางอื่นที่จะให้อเล็คพาเธอกลับไปสก๊อตแลนด์บ้าน เกิดของเขาด้วย เธอแน่ใจว่าสมบัติประจำตระกูลจะต้องถูกซ่อนอยู่ที่บ้านของอเล็ค และการหลอกให้เขาเชื่อว่า เขาได้ล่วงเกินเธอ จนกระทั่งยอมแต่งงานกัน จึงเป็นทางเดียวที่เธอจะแทรกตัวเข้าไปในชีวิตของเขาได้

แต่การใช้ชีวิตร่วมกับอเล็คโดยไม่ตกหลุมรักเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอเล็คไม่มีอะไรเหมือนกับบรรพบุรุษผู้เป็นโจรสลัดของเขา อเล็คเป็นสุภาพบุรุษและหล่อเหลา แถมยังเอาใจใส่ต่อ "ภรรยา" คนนี้ของเขาเป็นอย่างดี แต่มัวร่าก็รู้ว่า การแต่งงานระหว่างทั้งคู่เป็นเพียงเรื่องจอมปลอม และเธอจะต้องกลับไปไอร์แลนด์ในที่สุด ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมปล่อยใจให้รักเขา

แต่นี่คือหนังสือโรแมนซ์ ดังนั้นแม็กซ์จึงคิดว่า พวกเราน่าจะรู้ถึงจุดจบของเรื่องกันดีนะคะ

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังอะไรจากการอ่านเล่มนี้ ซึ่งเป็นข้อดีค่ะ เพราะถ้าคาดแม็กซ์คงต้องเขวี้ยงหนังสือทิ้งขยะไปแล้วล่ะ หลายจุดในเรื่องไร้เหตุผลอย่างรุนแรง เราเข้าใจนะคะว่า คนแต่งตั้งใจจะใช้แง่มุมของพารานอมอลหน่อย ๆ กับสมบัติประจำตระกูลของมัวร่า แต่ขอโทษนะ การให้นางเอกของเรื่องซึ่งความจะเป็นหญิงสาวที่ฉลาดและมีปัญญา ทำทุกอย่างด้วยความรู้สึก เธอแน่ใจว่า สมบัติของตระกูลจะต้องถูกซ่อนเอาไว้ที่บ้านของอเล็ค เพราะเธอสัมผัสบางอย่างได้จากอากาศ เธอมั่นใจว่า อเล็คเป็นลูกหลานของโจรสลัดที่ขโมยสมบัติประจำตระกูลไป เพราะเธออ่านชื่อของเขาจากหนังสือพิมพ์แล้วก็รู้สึกแน่ใจ มันดูทำให้สติปัญญาของนางเอกถดถอยลงไปน่ะค่ะ เพราะในแง่มุมอื่นของเรื่อง มัวร่าก็ไม่ได้มีสัมผัสพิเศษอะไรทั้งสิ้น

แล้วการออกตามหาสมบัติประจำตระกูลชนิดทุ่มสุดตัวนี่ีอีก แม้ว่าท้ายสุดมันเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เมื่อสมบัติคืนมา ตระกูลโอดอนเนลก็เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง แต่ในยุคที่วางพล็อตเรื่องนี้ไว้ก็น่าจะราว ๆ ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคที่มนุษย์พัฒนาวิทยาศาสตร์จนเจริญสูงสุด การได้เห็นนางเอกงมงายจนไร้เหตุผล (แม้ว่ามันจะเป็นความเชื่อที่ถูกต้องก็ตาม) เราจึงรู้สึกเหยียด ๆ นางเอกคนนี้สักหน่อย เพราะตลอดทั้งเรื่องเราก็ไม่เห็นเหตุการณ์อะไรที่จะสนับสนุนความเป็นพารานอ มอลส่วนอื่นในเรื่องเลย

แม็กซืรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหากับนางเอกของซาแมนธา เจมส์เกือบทุกเรื่องเลยนะคะ แต่สำหรับพระเอก เราค่อนข้างโอเคกับอเล็ค แต่นั่นก็ไม่อาจบอกอะไรได้มากหรอกนะคะ เพราะเราก็รู้สึกนิดหน่อยว่า ผู้ชายที่ฉลาดไม่น่ามาเอาผู้หญิงอย่างมัวร่า เขาน่าจะได้ใครที่ดีกว่านี้นะ

แต่อย่างที่บอกนะคะ เราหยิบมาโดยที่ไม่คาดหวัง ดังนั้นเมื่อเราไมไ่ด้อะไรจากการอ่านเล่มนี้เลย (แม้กระทั่งความสนุก) แม็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดอะไร แต่คงไม่ได้คาดหวังหรอกนะคะว่าแม็กซ์จะให้คะแนนสูง

ต้องขอโทษสำหรับแฟน ๆ ของซาแมนธา เจมส์ (ที่เรารู้ว่ามีเยอะเหมือนกันในเมืองไทย) แต่เราไม่ถูกทางกับงานของเธอจริง ๆ ค่ะ คะแนนที่ 43

First Comes Marriage // Mary Balogh

ใช้เวลาอ่านเรื่องนี้ไปสองวันเต็มเลยค่ะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะหนึ่งของหนังสือที่เขียนโดยแมรี่ บาล็อคธ์ที่คุณต้องใช้เวลาในการซึบซัมเรื่องราวที่เธอสร้างสรร ไม่ใช่ว่าเธอใช้ภาษายากหรอกนะคะ แต่เป็นจังหวะของเรื่องที่คุณไม่อาจเร่งให้มันเร็วขึ้นได้ และเช่นกันไม่ใช่เรื่องราวที่เธอเล่าจะน่าเบื่ออะไรเลยนะคะ เพียงแต่มันไม่ใช่หนังแอ็คชั่นที่คุณดูแล้วจบในครั้งเดียว หนังสือของเธอเป็นความประณีตที่น่าดื่มด่ำ

และเช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องแรกในหนังสือชุดห้าเล่มที่ เล่าเรื่องราวของตระกูลฮัซเทเบิ้ล ที่ประกอบด้วยพี่สาวสามคน และน้องชาย กับญาติห่าง ๆ อีกหนึ่งคน เล่มนี้เป็นเรื่องราวของวาเนสซ่า พี่สาวคนรอง ที่ได้พบกับความรักในการแต่งงานชนิดที่เธอไม่เคยคาดหวัง

First Comes Marriage ของแมรี่ บาล็อคธ์

พี่น้องสามสาวและหนึ่งหนุ่มแห่งตระกูลฮัซเทเบิ้ลมีชีวิตที่เรียบง่ายใน ชนบท มาร์กาเร็ตพี่สาวคนโตในวัยยี่สิบห้าปีเป็นผู้ดูแลน้อง ๆ มานับจากการตายของผู้เป็นบิดา เมื่อตอนเธออายุได้เพียงสิบเจ็ดปี เม็คทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แม้ว่านั่นจะหมายความว่า เธอจะต้องเสียสละคนรักเมื่อจำใจต้องปฏิเสธคำขอแต่งงานจากเขาก็ตาม แต่เม็คก็ไม่เคยเสียใจ

วาเนสซ่า น้องสาวคนรองเป็นคนเดียวในครอบครัวที่แต่งงาน แต่ชีวิตคู่ของเธอก็ช่างสั้นนัก เพราะเพียงแค่ปีเดียวสามีของเธอก็เสียชีวิตลง แต่นั่นก็เป็นเรื่องทีคาดกันเอาไว้อยู่แล้ว เพราะเขาป่วยหนักมาตั้งแต่ก่อนการแต่งงาน แต่วาเนสซ่าก็ยังเต็มใจที่จะแต่งงานกับเขา เพราะเธอต้องการทำให้ช่วงชีวิตสุดท้ายของเขามีความสุขที่สุด การทำให้คนอื่นมีความสุข มีเสียงหัวเราะเป็นพรสวรรค์ของวาเนสซ่า สาวน้อยที่อาจจะเป็นคนที่สวยน้อยที่สุดในครอบครัว

แคธทารีน น้องสาวคนที่สามเป็นครูอยู่ในหมู่บ้าน เธอก็เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่สวยงาม ชายหนุ่มจากทั่วหมู่บ้านล้วนหมายปองเธอ แต่ก็ไม่มีใครที่เป็นคนพิเศษในชีวิตของเธอได้

และสตีเฟ่น น้องชายคนเล็ก ผู้ที่ถึงจะเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน แต่เขาก็ยังถูกมองเป็นเด็ก กระนั้นสตีเฟ่นก็รู้หน้าที่ของตัวเอง เขารู้ว่าพี่สาวของเขาเสียสละชีวิตเพื่ออนาคตของเขามากเพียงใด ดังนั้นสตีเฟ่นจึงหวังที่จะทำเต็มที่ในการเรียน และการงาน เพื่ออนาคตเขาจะได้ตอบแทนบรรดาพี่สาวของเขาให้มากที่สุด

แต่โอกาสของสตีเฟ่นมาเร็วกว่านั้น และผู้นำสารน์ก็คือเอลเลียต วัลเลซ ไวส์เคาท์ลินเกต

ด้วยวัยเพียงยี่สิบเก้าปี เอลเลียตจำเป็นต้องรับความรับผิดชอบรวดเร็วกว่าที่คาด เขาไม่คิดว่าผู้เป็นบิดาจะเสียชีวิตกระทันหัน และตนเองจะต้องกลายเป็นผู้ดูแลโจนาธาน เอิร์ลแห่งเมอร์ตัน แต่โจนาธานจะไม่มีวันโตเป็นผู้ใหญ่ เขาเสียชีวิตในวัยสิบหกปี และเอลเลียตซึ่งตามหาทายาทคนต่อไปก็พบว่า สตีเฟ่นซึ่งบัดนี้คือเอิร์ลแห่งเมอร์ตันก็มีอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น และนั่นยังทำให้เขาคงต้องรับผิดชอบภาระนี้ต่อไป

เอลเลียตคิดว่าทุกอย่างคงเป็นเรื่องง่าย เขาเดินทางมาหมู่บ้านหลังเขา แจ้งข่าวดีสุดสุดให้กับครอบครัวฮัซเทเบิ้ลทราบ จากนั้นก็พาตัวสตีเฟ่นไปเพื่อฝึกฝนให้เขาเป็นเอิร์ลผู้เหมาะสม เขาไม่คิดว่าจะได้พบกับครอบครัวที่รักใครใยดีกันเช่นนี้ ครอบครัวที่พี่สาวทั้งสามไม่ยอมให้สตีเฟ่นไปกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เย็นชาอย่างเขา

โดยไม่มีทางเลือก เอลเลียตตกลงพาทั้งสี่ไปพร้อมกัน แม้เขาจะไม่แน่ใจว่า จะทำยังไงถึงจะให้สังคมลอนดอนยอมรับสี่พี่น้องหลังเขาครอบครัวนี้ กับสตีเฟ่นเขาพอจะรู้ว่าควรทำเช่นไร แต่กับสามสาวที่แน่นอนว่าจะต้องออกสังคม เอลเลียตไม่มีทางเลือกมากนัก จำเป็นจะต้องมีใครสักคนที่มีฐานะทางสังคมสูงพอที่จะพาพวกเธอออกงาน เขาคาดหวังให้เป็นมารดาของเขา แต่ก็รู้ว่าเป็นภาระหนัก เนื่องจากน้องสาวคนเล็กของเขาก็จะออกงานในปีนี้เช่นกัน

แต่แล้วความคิดนึงก็แทรกเข้ามา ถ้าหากเอลเลียตซึ่งได้สัญญากับผู้เป็นปู่แล้วว่า จะแต่งงานก่อนอายุครบสามสิบปี เลือกที่จะแต่งงานกับมาร์กาเร็ตเล่า เธอซึ่งเป็นพี่สาวคนโต และจะดำรงฐานะไวส์เคาท์เตสลินเกต ก็จะพาน้อง ๆ ออกงานได้โดยไม่มีปัญหา ในขณะเดียวกันเขาก็จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ความรักไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพราะผู้ชายในตระกูลวัลเลซไม่เคยรักผู้หญิงที่พวกเขาแต่งงานด้วย

ทว่าก่อนที่เอลเลียตจะทำตามความคิด วาเนสซ่าซึ่งไม่ค่อยชอบหน้าเอลเลียตนัก เพราะไม่พอใจความหยิ่งทรนง และไร้อารมณ์ขันของเขา เสนอตัวเข้ามาแทน เธอรู้ว่า ถ้าเอลเลียตขอ เม็กก็คงตอบตกลงแต่งงานด้วยเป็นแน่ เพราะเม็กทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว แต่เธอไม่ต้องการให้พี่สาวต้องเสียสละมากไปกว่านี้อีกแล้ว เม็กควรจะมีโอกาสที่จะมีความหวัง เพื่อรอคอยการกลับมาของชายผู้เป็นที่รัก ในขณะที่วาเนสซ่าเอง เคยรักมาแล้ว ดังนั้นถ้าเป็นเธอที่จะเข้าสู่การแต่งงานที่ปราศจากความรัก ก็น่าจะเหมาะมากกว่า

การแต่งงานที่ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวปฏิเสธความรักจึงเกิดขึ้น และก็เหมือนโรแมนซ์ค่ะ ที่ความรักมันเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นกว่าหนังสือเรื่องอื่นในพล็อตเดียวกันก็คือ แม็กซ์เชื่อในความรักที่เกิดขึ้น

วาเนสซ่าไม่ได้หลงไปกับภาพลักษณ์ภายนอก ไม่ได้อ่อนระทวยไปกับความหล่อเหล่า หรือเป็นผู้ดีของเอลเลียต เธออ่านเขาออกตั้งแต่แรกเห็น ในครั้งแรกที่พวกเขาเจอกันที่งานเลี้ยงในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของเธอ เพียงแว่บแรก วาเนสซ่าก็อ่านเอลเลียตออกราวกับรู้จักเขามาทั้งชีวิต เธอรู้ว่า เขาไม่ได้ปลื้มไปกับงานเลี้ยงที่คนทั้งหมู่บ้านอุตส่าห์จัดขึ้น เขาเบื่อหน่าย และเหยียดหยามพวกเธอด้วยซ้ำ และนั่นทำให้เธอไม่ "ตกหลุมรัก" เขาตั้งแต่แรกเห็น

และเธอก็ไม่ "ตกหลุมรัก" เขาเมื่อได้พบเขาเป็นครั้งสอง และสาม (และสี่ และห้า) เพราะเอลเลียตยังเป็นคนเย็นชาที่ไม่มีความสุขกับชีวิต เขาไม่รู้จักเสียงหัวเราะ ไม่มีรอยยิ้ม สำหรับเขา ครอบครัวของเธอคือภาระหน้าที่

แต่เมื่อวาเนสซ่าตัดสินใจแต่งงานกับเขา เธอรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนสวยเหมือนพี่น้อง สิ่งเดียวที่เธอมอบให้กับการแต่งงานนี้ก็คือ เธอจะทำให้เอลเลียตมีความสุข และวาเนสซ่าก็เป็นคนที่นำความสุขมาให้กับคนรอบข้าง นั่นดูเหมือนจะเป็นข้อดีเดียวที่เธอมี

การแต่งงานทำให้ทั้งสองค้นพบว่า ทั้งคู่มีอะไรมากกว่านั้น เอลเลียตพบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธความเป็นวาเนสซ่าได้ เธอเป็นผู้หญิงที่หัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง เป็นคนที่นำความสว่างไสวมาให้กับคนรอบข้าง และเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดที่เขาเคยพบ (นั่นเพราะเขารู้จักเธอดียิ่งกว่าเปลือกนอก) ในขณะเดียวกันวาเนสซ่าก็ต้องการมากกว่าความสุขของเอลเลียต เธอต้องการความสุขของตัวเอง เธอต้องการความรัก แม้มันจะผิดสัญญาที่ให้กันไว้ตั้งแต่ต้น

ครึ่งเรื่องแรกของหนังสือเรื่องนี้ใช้เวลาไปกับการแนะนำตัวละครในชุดนะคะ แต่มันก็ไม่ได้น่ารำคาญ หรือเบื่อหน่ายอะไร เรื่องน่าเสียดายเดียวก็คือ แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างวาเนสซ่า กับเอลเลียตมากจนอยากให้คนแต่งใช้เวลากับพวกเขามากกว่านี้ (แต่ในทางกลับกัน เราก็ชอบเรื่องราวของพี่น้องฮัซเทเบิ้ลไม่น้อยเช่นกัน) ครึ่งหลังเรื่องเป็นการปรับตัวเข้าหากันของคู่สามีภรรยาที่ไม่คาดหวังความ รัก แต่ความรักก็มาเยือนพวกเขา

เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกมาก ๆ ไม่มีความรู้สึกว่าบังคับ หรือไม่สมจริงในพัฒนาการของความสัมพันธ์ของทั้งสอง ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น มันไม่มีช่วงเวลาที่จู่ ๆ เอลเลียตก็โพร่งขึ้นมาว่า รักเธอ รักเธอ แบบทำลายจังหวะเรื่องนะคะ แต่เมื่อคุณอ่านไปถึงจุดนึง คำว่า "รัก" มันก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการกระทำได้บ่งบอกทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว (และคำว่ารัก มันก็ตามมาเอง"

หนังสือเล่มนี้จบลง แบบไม่สนิทในประเด็นเรื่องของญาติห่าง ๆ ของตระกูลฮัซเทเบิ้ล คอนสแตนติน ฮัซเทเบิ้ลเป็นพี่ชายคนโตเอิร์ลคนเก่า แต่เขาไม่มีสิทธิได้บรรดาศักดิ์ เพราะดันเกิดก่อนที่พ่อและแม่จะแต่งงานกันได้สองวัน ทรัพย์สินและบรรดาศักดิ์ที่เป็นของสตีเฟ่น แท้จริงแล้วควรจะเป็นของเขา แต่คอนก็สูญเสียมันไปทั้งหมด

แม็กซ์เคยบอกไหมคะ ว่าชอบตัวละครแบบนี้แหละ ข่าวร้ายก็คือ เรื่องของคอนจะยังไม่ออกขายจนกว่าจะปีหน้า แถมยังออกเป็นปกแข็งอีกต่างหาก

วกกลับมาที่คะแนนเรื่องนี้ค่ะ อยู่ที่ 83

The Dream Thief // Shana Abe

อย่างไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่อ่านเรื่องนี้จบ เพราะเมื่อวานต้องไปงานเลี้ยงกับเพื่อน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะแค่เปิดอ่านสักสองสามบท แล้วเข้านอน (ปกติแม็กซ์จะทำอย่างนี้เสมอ เริ่มต้นอ่านเรื่องตอนกลางคืน แล้วค่อยมาอ่านต่อจนจบในวันรุ่งขึ้น) ผลก็คือ นั่งอ่านรวดเดียวจบเมื่อคืนนี้แหละ ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า วันนี้ง่วงนอนแค่ไหน

อย่างที่เคยบอกไปในบลอกก่อน ว่าเล่มนี้แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงของแม็กซ์ในอ่านหนังสือชุดดราก้อนของชา น่า เพราะได้ยินหลายคนพูดมาว่า เล่มนี้อาจจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดของคนแต่งคนนี้ ซึ่งคำพูดนี้นี่เองทำให้แม็กซ์ตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้มาทั้งชุด (ที่ตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม) ทั้งที่ก็ไม่ได้ชอบผลงานของเธอในอดีตเลยด้วยซ้ำ

รีวิวของหนังสือเรื่องนี้เีขียนยากค่ะ ซึ่งเราจะอธิบายต่อไป

The Dream Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Drakon ที่เล่าเรื่องราวของอมีเลีย แลงค์ฟอร์ด ลูกสาวของคิท และรัว แลงค์ฟอร์ดจาก The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด

อมีเลีย หรือเลียเป็นมนุษย์มังกรที่แตกต่างจากคนอื่น ตรงที่เธอสามารถได้ยินเสียงเรียกของเพชรเลอค่าแห่งมนุษย์มังกร (เพชรคนละอันกับที่เป็นประเด็นในเล่มแรก) ที่ยิ่งไปกว่านั้น เธอมีญาณสามารถมองเห็นอนาคต แต่มันไม่ใช่อนาคตที่งดงาม เธอรู้ว่าใครคือชายผู้จะได้ครอบครองหัวใจของเธอ แต่เขาก็ยังเป็นยิ่งกว่านั้น เพราะเขาคือคนที่ทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์มังกร

เขา่คือเซน เด็กชายที่มารดาของเธอเก็บมาดูแล และเป็นมนุษย์คนเดียวที่ได้รับการไว้ชีวิตเมื่อล่วงรู้ความลับของเหล่า มนุษย์มังกร แต่กระนั้นเซนก็ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของมนุษย์มังกร เขาเป็นแค่คนที่มีประโยชน์เอาไว้ใช้สอยยามจำเป็น (ฉากที่รัวโชว์ให้เซนดูหลุมศพที่เผ่ามนุษย์มังกรฆ่าคนที่ล่วงรู้ความลับ เพื่อเป็นการย้ำให้เขาหุบปาก เป็นฉากที่ทำให้เราเกลียดรัวได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก)

ซึ่งเวลานั้นก็มาถึง เมื่อเซนถูกรัวตามตัวให้มาพบ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอให้เซนออกตามหาเพชรที่สูญหายไปนาน ในฐานะโจรที่เลื่องชื่อ และเงินล่อใจที่มากพอ เซนไม่ลังเลที่จะตกลง แม้เขาจะรู้สึกว่า มันจะต้องมีอะไรมากไปแค่คำพูดของรัว

เซนออกเดินทางไปทางตะวันออก ตามทิศทางชนิดกว้างมากที่รัวมอบให้ ในขณะเดียวกันเลียที่ทุกคนเข้าใจว่ากำลังเรียนหนังสืออยู่ในสก๊อตแลนด์ก็ออก เดินทางเช่นกัน นั่นเพราะเธอรู้ว่า นี่คือโชคชะตาที่กำหนดไว้ให้เธอ เลียจะเป็นคนที่ค้นพบเพชรเม็ดนั้น และเลียก็จะคือคนที่ทรยศเผ่ามนุษย์มังกรของเธอเช่นกัน

ทั้งสองได้พบกัน และทำสัญญาเป็นมิตรกันในการออกตามหาเพชร ซึ่งมันก็ไม่ได้ถึงกับยากเย็นอะไรหรอกนะคะ เพราะเลียได้ยินเสียงเรียกจากเพชร และรู้ว่าควรจะไปมุ่งตรงไปยังทิศทางไหน แต่สิ่งที่ยากยิ่งก็คือ ความพยายามเอาชนะพรหมลิขิต และการพิสูจน์ว่า อนาคตไม่ใช่สิ่งที่จารึกอยู่บนก้อนหิน และเปลี่ยนแปลงไม่ได้

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์ของเรื่อง The Smoke Thief คงจะรู้ถึงความไม่ชอบใจอย่างยิ่งที่เรามีต่อการที่ตัวเอกของเล่มนั้น (ซึ่งเป็นพ่อแม่ของนางเอกในเล่มนี้) ปฏิบัติต่อเซน ซึ่งเป็นเด็กอายุแค่สิบสองปีเท่านั้นเอง เราไม่รู้สึกว่าทั้งสองรัก และห่วงใยเซนอย่างแท้จริง แต่พอแม็กซ์ได้อ่านเล่มนี้ ก็ทำให้เราเข้าใจแล้วนะคะว่า ทำไมพฤติกรรมของคิทและรัวที่มีต่อเซนจึงเป็นเช่นนั้น

เพราะมันทำให้เซนกลายเป็นคนอย่างที่เขาเป็น และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้

จริงอยู่มันอาจจะไม่ได้ทำให้เรื่อง TST กลายเป็นหนังสือที่ดีขึ้นมาได้ (คุณจะรักหนังสือเล่มนั้นได้ยังไง ถ้าพระเอกและนางเอกทำตัวห่วยแตกกับเด็กที่ต้องการความรักมาก ๆ อย่างเซน) แต่มันทำให้ The Dream Thief มีความชัดเจนในแง่ของแรงผลักดันที่กระตุ้นให้เซนเป็นคนอย่างที่เขาเป็น เพราะในตัวเรื่องของเล่มนี้เอง แม็กซ์คิดว่า คนแต่งปูภูมิหลังของเซนน้อยเกินไป (จนอาจทำให้คนที่ไม่ได้อ่าน TST อาจจะไม่ชื่นชมความเป็นเซนได้อย่างเต็มที่)

เพราะถ้ารัวและคิทปฏิบัติต่อเซนดีสักหน่อย ยอมรับเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว เซนก็จะไม่ใช่คนที่เขาเป็นในเล่มนี้ และนั่นคงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

สำหรับคนที่ถูกกันให้อยู่วงนอก การได้ล่วงรู้ความลับของการมีอยู่ของมนุษย์มังกร แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกปฏิบัติเยี่ยงกับเป็นข้าทาสบริวาร (โดยคนที่เขาคิดว่ารักเขาด้วยซ้ำ) เซนไม่เชื่อมันในความถูกต้องดีงาม เขาเข้าใจการแย่งชิงในสิ่งที่ตัวเองต้องการมากกว่า เขาเชื่อในอำนาจ และเงินตราว่า มันจะนำทุกสิ่งที่เขาถวิลหา ทุกสิ่งที่ขาดหายไป หรือกระทั่งความรักมาให้เขาได้ ดังนั้นแม็กซ์จึงเข้าใจอย่างยิ่งว่าทำไม เขาถึงคิดว่า (สปอยล์) เพชรเม็ดนั้นจะทำให้เขาได้เลียมาครอบครอง เมื่อรู้ว่ามันมีอำนาจในการควบคุมมนุษย์มังกร

และบอกตามตรงนะคะ แม็กซ์ไม่โทษเซนเลยสักนิด อันที่จริงถ้าเราเป็นเขา เราจะทำมากกว่านั้นอีก และนี่แหละคือความยากในการรีวิวของแม็กซ์

ตัวละครในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเซน และเีลีย มีความโดดเด่น (โอเคสำหรับแม็กซ์เซนเด่นมากกว่าเยอะ) และมีบุคลิคเป็นของตัวเอง กระทั่งเลียที่ดูแว่บแรกจะเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องหลายครั้งถึงความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเอง เลียเป็นผู้หญิงที่เราคิดว่าเหมาะสมกับเซน เธอทำให้เราเชื่อว่า (สปอยล์) ทำให้เซนละทิ้งอำนาจที่อยู่ในรูปของเพชร เพราะเขาเห็นสิ่งที่มันทำกับเธอ และไม่ต้องการทำกับเธอในรูปแบบเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นเธอทำให้เซนเชื่อว่า (สปอยล์) เขาไม่จำเป็นต้องมีเพชร ก็จะได้ความรักจากใจจริงมาจากเธอได้

โดยรวมแล้วทั้งเซน และเลียเป็นการจับคู่ที่เหมาะสมค่ะ

ปัญหาของแม็กซ์ก็คือ แม็กซ์เกลียดเหล่ามนุษย์มังกรทั้งหมด กลายวัฒนธรรมของพวกเขา เกลียดทัศนคติ เกลียดมาพอที่อยากจะเชียร์ให้เซนทำลายพวกนี้ให้หมดโลกไปเลย (ยกเว้นเลียไว้คนนึง) ทำไมเหรอคะ

ปกติเวลาแม็กซ์อ่านเรื่องแนวพารานอมอล หรือแนวที่มีการสร้างโลกที่มีความแตกต่างจากโลกที่เรารู้จักกัน โลกที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะดูไม่เฟอร์เฟ็ค แต่อย่างน้อยในกลุ่มสังคมที่เป็นของตัวเองมันก็จะต้องมีข้อดีบางอย่างอยู่ บ้างนะคะ แต่ในโลกของมนุษย์มังกร มันไม่มีอะไรเลยที่แม็กซ์คิดว่า มีค่าควรจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปบนโลก

พวกนี้เป็นกลุ่มเหยียดยามทางชนชาติที่ทุเรศที่สุดกลุ่มนึง พวกนี้คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์มังกรแล้วจะดีเลิศประเสริฐศรีกว่ามนุษย์ธรรมดา ทั้งนี้ดูแล้วก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง สังคมของมนุษย์มังกรก็ห่วยแตกพอกัน สังคมที่แบ่งแยก และกีดกัน กักขังสมาชิคในเผ่า คนที่มีความเห็นแตกต่าง เราอ่านเล่มนี้เรายังรังเกียจตัวเอกจากเล่มแรก ขอด่านิดนึงนะคะ รัวเองก็เป็นคนที่ถูกมองว่าเป็นคนนอก เพราะพ่อของเธอเป็นมนุษย์ ทำให้เธอเป็นที่รังเกียจมาอยู่แล้ว แต่เมื่อเธอมีโอกาสเข้ามาเป็นอัลฟ่าในเผ่า เธอเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์อะไรบ้างไหม เปล่าเลย ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ตัวรัวนั่นแหละที่หน้าไหว้หลังหลอกมากที่สุด

แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าตัวเองรังเกียจสังคมหรือโลกที่ควรจะเป็นฝ่ายดีในนิยายมาก เท่ากับเรื่องนี้เลยนะคะ วัฒนธรรมทุกอย่างที่เหล่ามนุษย์มังกรใช้ ยิ่งตอกย้ำความเหยียมหยามทางเผ่าพันธุ์ ถ้ามนุษย์มังกรมันดีมากขนาดนี้ แล้วทำไมถึงได้หนีตายจากการถูกล่าจากมนุษย์เล่า

แม็กซ์แคร์ตัวละครในเรื่องนี้เอามาก ๆ นะคะ ในขณะเดียวกันก็ไม่แคร์กับชะตากรรมของเหล่ามนุษย์มังกรเลย (จะพูดว่าแคร์ให้ถูกฆ่าตายให้หมดก็ได้) มันจึงเป็นรีวิวทีเ่ขียนยาก เพราะในฐานะของหนังสือชุดที่เล่าเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกร เล่มนี้สอบตกอย่างรุนแรง แม็กซ์ไม่อยากอ่านเรื่องราวของมนุษย์มังกร ไม่อยากรู้ว่าพวกนี้จะเอาตัวรอดในสังคมมนุษย์ได้ยังไง ไม่สนใจเลย

แต่แม็กซ์ก็รัก และแคร์เซนกับเลียมาก ในฐานะตัวละครพวกเขาสอบผ่านอย่างสบาย เรื่องราวของพวกเขาน่าเชื่อ และสนุก

สรุปว่าแนะนำให้อ่านกันนะคะ และต้องขอโทษด้วยที่จะต้องแนะนำให้อ่านเรื่อง The Smoke Thief อีกเล่ม เพราะมันจะทำให้เข้าใจตัวตนของเซนได้อีกขึ้นมาก ๆ

อย่างที่บอกนะคะ รีวิวก็เขียนยาก คะแนนก็ให้ยาก ถ้าให้เฉพาะเรื่องราวของเซน และเลีย กับการผจญภัยของพวกเขา คะแนนอยู่ที่ 85 แต่ถ้าเอาบรรดาเหล่ามนุษย์มังกรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คะแนนเหลือแค่ 77 ค่ะ

ป.ล. ไปแอบอ่านตอนท้าย ๆ Queen of Dragon ซึ่งเป็นเล่มสามในชุดมาแล้วแหละ (สปอยล์) ไม่ ชอบใจเลยที่เอาเซนเข้ามายุ่งกับพวกมนุษย์มังกรห่วย ๆ พวกนี้เอง เขาน่าจะมีชีวิตที่แฮ็ปปี้โกลักกี้ไปแล้ว ไม่ต้องมายุ่งกับไอ้พวกที่ไม่เห็นคุณค่าของเขาอีกต่อไป

The Smoke Thief // Shana Abe

หนังสือเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ดองข้ามปี (เขียนตั้งแต่ปี 2005) ทั้งที่แม็กซ์ก็ตั้งใจจะอ่านมาตั้งแต่ออกวางขายเป็นปกอ่อนแล้วนะคะ แต่ไหงถึงได้เก็บมานานถึงขนาดนี้ได้ก็ไม่รู้ โดยเฉพาะได้ยินมาจากหลายปากมากว่า เล่มสองในชุด (แต่ไม่ใช่เล่มนี้นะ) เป็นเรื่องที่สนุกมาก ๆ เลยล่ะ

ครั้งนี้ได้ฤกษ์หยิบขึ้นมาอ่านก็เป็นเพราะคุณมิ้งจากบลอกนี้นะคะ ที่อ่านเรื่อง The Dream Thief จนแม็กซ์รู้สึกว่า ต้องเริ่มอ่านชุดนี้ได้แล้วล่ะ ขอบคุณมากนะคะ

ประเด็นก็คือ การที่คุณเริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มนึง ทั้งที่ใจอยากจะอ่านอีกเล่ม (ซึ่งแม็กซ์เป็นในกรณีนี้ เนื่องจากอยากอ่าน The Dream Thief มากกว่า แต่รู้สึกว่าจำเป็นต้องอ่าน The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดก่อน) มันจึงอาจเป็นการไม่ยุติธรรมนักในการอ่านหนังสือเล่มนั้น เพราะใจของคุณไม่ได้อยู่กับเล่มที่กำลังอ่านอย่างเต็มร้อย

ดังนั้นเตือนไว้ก่อนนะคะว่า รีวิวนี้อาจจะไม่ใช่รีวิวที่เป็นมาจากใจที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเท่าไหรนัก เพราะใจมันท่าจะลอยตามตัวละครรองในเรื่องนี้ไปแล้วล่ะ

The Smoke Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Drakon ที่แม้จะสะกดไม่เหมือนอย่างที่คุ้นเคยกัน แต่ก็เป็นเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกรที่ปะปนอยู่ในโลกของเรามานาน ข่าวว่าหนังสือทั้งชุดจะมีทั้งหมดห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม (เล่มสี่กำลังจะออก) แม็กซ์คิดว่า ชาน่าเป็นนักเขียนที่เขียนหนังสือช้ามากนะคะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเล่มแรกในชุดออกขายตั้งแต่ปี 2005 นี่ก็สี่ปีแล้ว ยังออกไม่ครบเลย (แต่ถ้าพิจารณาจากมาตรฐานของนักเขียนในแนวเอพิค แฟนตาซีแล้ว ก็ไม่ได้ถือว่าช้าหรอกนะคะ เพราะบางชุดนั้น คนแต่งตายไปแล้วยังเขียนไม่จบก็มี)

ตั้งแต่เริ่มต้นฉากเปิดเรื่องก็เป็นปัญหาสำหรับแม็กซ์แล้ว เราค่อนข้างเข้าใจนะคะว่า เป็นการปูพื้นว่าเหล่ามนุษย์มังกรมาจากไหน แต่แม็กซ์ไม่รู้สึกเลยว่า มันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องยังไง เพราะโฟกัสของมันอยู่ที่เหล่ามนุษย์มังกรที่คาร์พาเธียน (ใช่แล้วค่ะ ในชุดนี้หุบเขาคาร์พาเธียนเป็นที่อยู่ของมนุษย์มังกร ไม่ใช่แวมไพร์เหมือนอย่างที่คริสตีน ฟีแฮนเคยบอกเอาไว้) และถึงจะรู้ว่า สุดท้ายแล้วมนุษย์มังกรจากสองเผ่านี้จะมารวมตัวกันได้ในเล่มต่อ ๆ มาในชุด แม็กซ์ก็ตั้งคำถามว่า มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องเปิดเรื่องด้วยกลุ่มมังกรที่ไม่มีบทในเล่มนี้ด้วย ซ้ำ

เรื่องย้อนกลับมาโฟกัสที่ตัวเอก คริสตอฟ แลงค์ฟอร์ดเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่ามนุษย์มังกร ในฐานะของอัลฟ่า (หรือผู้นำเผ่า) เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นแม้จะมีการคัดค้านจากสภาที่ปรึกษาเผ่า คิทก็ยังดึงดันที่จะนำเอาเพชรประจำเผ่าเป็นเหยื่อล่อจับโจรที่ได้รับฉายาว่า The Smoke Thief

จอมโจรควันออกอารวาดล่าเหยื่อในหมู่สังคมชั้นสูงในลอนดอนเป็นเวลาหลายปี แล้ว และจากหลักฐานที่รวบรวมได้ ดูเหมือนโจรร้ายคนนี้จะเป็นหนึ่งในสมาชิกมนุษย์มังกร (เพราะมนุษย์มังกรจะแปลงร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกร) ที่แอบหลบหนีออกไปจากเผ่า ซึ่งมีกฎห้ามสมาชิกทุกคนไปไหน ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอัลฟ่า และสภาราวกับประชาชนในประเทศเผด็จการ การถูกบังคับให้ทำตามระบอบ ตามกฎที่มาอยู่นาน แม้มันจะเป็นกฎที่มีไว้เพื่อรักษาความลับของเหล่ามนุษย์มังกรไม่ให้ล่วงรู้ ไปถึงหูมนุษย์ เพื่อความปลอดภัยของเผ่าโดยรวม ไม่เป็นที่ต้องการนักในหมู่สมาชิกหลายคน ดังนั้นจึงมีความพยายามหนีออกไป ซึ่งโทษของการหนีก็คือความตายโดยน้ำมือของอัลฟ่า

ข่าวคราวที่จอมโจรควันสร้างขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องความลับเกี่ยวกับ มนุษย์มังกรจะถูกเผยแพร่ออกไป และทางเดียวที่คิทคิดว่าจะล่อโจรรายนี้ออกมาได้ก็คือ นำเพชรประจำเผ่ามาเป็นเหยื่อล่อ และมันก็สำเร็จ คิทได้พบกับมนุษย์มังกรที่กำลังตามล่า เพียงแต่เธอไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่คิด (เพราะมนุษย์มังกรในยุคนี้ที่แปลงร่างได้มีแต่ผู้ชายเท่านั้น กลุ่มผู้หญิงไม่มีใครแปลงร่างได้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว) และเธอยังเป็นบางคนจากอดีตที่คิทรู้จักอีก

รัว ฮอร์ธอร์นเป็นหนึ่งในมนุษย์มังกรผู้หลบหนีออกจากเผ่าสำเร็จ ด้วยการเสแสร้งการตายของตัวเอง และที่เธอทำเช่นนั้นก็เพราะว่า รัวพบว่าตนเองเป็นหญิงสาวคนแรกในรอบหลายรุ่นของมนุษย์มังกรที่สามารถแปลง ร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกรได้ และนั่นหมายความว่า เธอเป็นอัลฟ่าคนนึง และเธอจะต้องเป็นของคิท แม้ว่ารัวจะแอบรักคิทมาตั้งแต่เด็ก แต่การได้เขามาด้วยวิธีนี้ ไม่ใช่ทางที่เธอต้องการ รัวจึงเลือกที่จะหนี และใ้ช้ชีวิตของตัวเองในลอนดอน

เหยื่อล่อถูกงับ แต่คนที่ขโมยเพชรไปไม่ใช่รัว หากแต่เป็นมือที่สาม ทว่าฐานะของรัวถูกเปิดเผยออก และเหล่ามนุษย์มังกรรู้แล้วว่า เธอคือคนที่หลบหนีไป แถมยังมีความสามารถในการแปลงร่างได้อีก

รัวจึงพยายามหาทางออกให้ตัวเองจากการที่ต้องกลับไปที่เผ่า และใช้ชีวิตราวกับถูกขัง เธอบอกว่า เธอสามารถส่งมอบตัวคนที่ขโมยเพชรตัวจริงได้ แต่เผ่าจะต้องปล่อยให้เธอมีอิสระ ดังนั้นถึงรัวและคิทจึงเริ่มต้นการค้นหาเพชร และผู้หลบหนีอีกคน ในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น

แม็กซ์ไม่รู้ว่ามันเป็นด้านที่ดีของหนังสือเล่มนี้ไหมนะคะ หากเราจะบอกว่า ตัวละครเดียวที่จับใจเราได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาออกมามีบทบาท คือเด็กชายวัยสิบสองปี ที่ไม่ใช่ทั้งพระเอกและนางเอก และตลอดทั้งเรื่องที่ดำเนินกันไป พระเอกและนางเอกไม่อาจแย่งเอาความเด่นมาจากเซน เด็กชายวัยสิบสองคนนั้นได้เลย (และเซนนี่แหละที่จะเป็นพระเอกในเล่มสองที่เขาลือกันหนักหนาว่าสนุกมาก)

เซนเป็นเด็กข้างถนนที่รัวเก็บเอามาดูแล เด็กชายที่ยังมีความดิบจากประสบการณ์ที่เติบโตมา เด็กชายที่รักรัวอย่างสุดหัวใจ และทำหลายอย่าง (ที่อาจจะไม่น่าทำ) เพื่อเธอ เราประทับใจคาแร็คเตอร์ของเขามาก เพราะมันสมจริงในแง่ความเป็นเด็ก และความดิบที่เขามีมันผสมกันออกมาได้ลงตัวมาก กระทั่งการที่เขาแสดงออกว่ารักรัว (ไม่ใช่ในฐานะชู้สาวนะคะ) ก็เป็นการแสดงออกชนิดที่อดีตโจรข้างถนนอย่างเขาเท่านั้นที่คิดออกมาได้

นั่นเป็นความประทับใจในเรื่อง กลับมาส่วนที่ไม่น่าประทับใจแล้วกันค่ะ

เริ่มตั้งแต่ต้น แม็กซ์รู้สึกคิทไม่เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าเผ่า เขาไม่มีความเป็นผู้นำเพียงพอ ไม่ฉลาดพอด้วย เพราะอ่านจนจบเรื่องแม็กซ์ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเอาเพชรประจำเผ่ามา เป็นเหยื่อล่อจนถูกขโมยไป ในเมื่อตลอดทั้งเรื่องก็ชัดเจนดีอยู่แล้วว่า ทั้งรัวและโจรอีกคนก็สามารถถูกล่อด้วยเพชรอันอื่น (ที่อาจจะไม่มีค่าเท่ากับเพชรประจำเผ่า) ได้ แล้วทำไมต้องเอาของสำคัญของเผ่าไปเสี่ยง มันไม่มีเหตุผล และสมควรที่จะถูกสภาที่ปรึกษาด่ามาก และอีกอย่างในฉากที่คิทพบกับรัวครั้งแรก (เมื่อเขารู้ว่าเธอคือโจรคนที่เขาตามหาอยู่) มันไม่จำเป็นต้องใช้เพชรด้วยซ้ำ เพราะเพียงแค่แว่บแรกคิทก็รู้ในทันทีว่ารัวคือใคร แม็กซ์เข้าใจว่า ฉากนี้ต้องการแสดงให้ความอ่านเห็นถึงอาการปิ๊งกันอย่างรุนแรงระหว่างพระเอก และนางเอกนะคะ แต่ในอีกด้านนึงมันเป็นการแสดงว่า ไม่จำเป็นด้วยซ้ำที่จะต้องใช้เหยื่อล่อ เพราะรัวยังไม่ทันลงมือก็ถูกพบตัวก่อนเลยด้วยซ้ำ

และแม็กซ์ไม่รู้ว่าอะไรที่เลวร้ายกว่ากันระหว่างการที่คิทขู่จะฆ่าเซน เพราะดันมาล่วงรู้ความลับการเป็นมังกรของเขาและรัว กับการที่รัวแสดงความเฉยเมยต่อความห่วงใยของเซน ให้ตายเถอะนะ เด็กชายคนนี้ดั้งด้นมาเมื่อช่วยเหลือเธอจากคิท (เพราะคิดว่ารัวโดนจับมา ซึ่งมันก็จริงในตอนแรก) แต่สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อเจอเซนก็คือ ไล่ให้เขากลับไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทุกอย่างที่รัวทำให้เซนเป็นเรื่องจอมปลอม ไม่มีความสมจริงในฐานะของคนที่ดูแลเซนมาเป็นเวลากว่าสองปี เพราะตลอดทั้งเรื่อง แม็กซ์แทบจะไม่เห็นเธอคิดถึงเขาเลย ทุกอย่าง ทุกการกระทำเธอแคร์คิท ซึ่งแม้จะเป็นพระเอกนะคะ แต่เขามาทีหลัง (แถมก็ไม่ได้กระทำต่อเธอดีนักหรอกนะ)

อีกประเด็นนึงที่เราคิดว่าทำให้เนื้อหาของเรื่องนี้อ่อนด้อยลงไปก็คือ การออกตามหาเพชร ซึ่งเราไม่ได้ความรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งคิทและรัวทำเหมือนเด็กเล่นซ่อนหา ไม่มีความพยายาม (อย่างจริงจัง) หรือความรู้สึกมีส่วนร่วม (อย่างจริงใจ) ในการตามหาเพชร และตัวผู้หลบหนีอีกคนเลย

แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า เป็นโรแมนซ์ ที่จำเป็นต้องโฟกัสเรื่องราวไปที่ความรักและการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัว เอก แต่การเป็นโรแมนซ์ก็ไม่ใช่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้ตัวละครละทิ้งความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้ แม็กซ์ไม่เชื่อว่า ความรักจะสำคัญกว่าภารกิจที่ตัวละครได้รับมอบหมาย เพราะในสายตาของตัวละคร พวกเขาไม่ได้มาอยู่ในหน้าหนังสือเพื่อความรัก (แม้มันจะเป็นวัตถุประสงค์ของโรแมนซ์) แต่พวกเขาเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เพราะความขัดแย้งที่เป็นประเด็นเกิดขึ้นใน เรื่อง ดังนั้นแม็กซ์จึงคาดหวังว่า ตัวละคร (แม้จะในนิยายโรแมนซ์) จะต้องทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้ได้ และแถมด้วยว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้ถูกโฆษณาว่าเป็นโรแมนซ์ชัดเจน (ที่สันหนังสือเขียนว่า Novel) แม็กซ์ยิ่งคาดหวังความพยายามของตัวละครในการค้นหาเพชรให้มากกว่านี้ค่ะ

จับความผิดพลาดในเรื่องได้นิดหน่อย แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดพลาดที่ตั้งใจเอาไว้ หรือผิดจริง ๆ นั่นก็คืออายุของนางเอกในวันที่เธอแกล้งตาย ในข้อมูลแรกที่นำเสนอในเรื่องเหมือนข่าวในหนังสือพิมพ์บอกว่าเธอตายในวัน เกิดครบรอบอายุสิบแปดปี แต่ส่วนที่เหลือของเรื่องกลับเป็นวันเกิดปีที่สิบเจ็ด (ที่คิดว่าอาจตั้งใจก็เพราะ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นางเอกไร้ความสำคัญต่อเผ่า ขนาดคนจำอายุของเธอไม่ได้)

ที่ยิ่งไปกว่าความไม่ชอบทั้งหมด แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความรักที่คิทและรัวมีต่อกันเลย เรารู้สึกว่า คิทต้องการเธอเพราะเห็นว่าเธอเป็นหญิงที่แปลงร่างได้ ในขณะที่รัวก็ยังติดภาพในวัยเด็ก ที่เคยคิดว่าคิท ซึ่งเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่า เป็นเจ้าชายรูปงามที่จะทำให้เธอได้รับการยอมรับในสังคมมนุษย์มังกรได้ (รัวถูกกันเป็นคนนอกเพราะแม่ของเธอแต่งงานกับมนุษย์ธรรมดา) เราไม่รู้สึกทั้งสองคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกันเท่าไหรนัก แต่ก็มีบางฉากที่เผยอีกด้านของทั้งคู่นะคะ แต่เราคิดว่าไม่มากพอ และไม่ต่อเนื่องด้วย วินาทีนึงคิทดูเป็นมนุษย์ที่เข้าใจรัวในสิ่งที่เธอต้องการ แต่จากนั้นเขาก็พลิกกลับมาเป็นหัวหน้าเผ่าผู้เย็นชาอีกรอบ ในขณะที่รัว แว่บนึงเธอเป็นผู้หญิงที่ต้องการเป็นอิสระ แต่สักพักก็กลับมาเป็นหญิงสาวที่หลงรักภาพในอดีตอีกแล้ว

ยังมีอีกหลายประเด็นที่ขัดใจค่ะ แต่ชักจะรู้สึกว่าเขียนมายาวมากแล้ว (จะต้องไปเข้าประชุมแล้ว) ก็เลยสรุปง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเซน เราคงไม่อ่านต่อเล่มสองแน่ ๆ

คะแนนที่ 47

The Sherbrooke Bride // Catherine Coulter

สารภาพแต่โดยดีค่ะว่า ตั้งแต่กลับจากสิงคโปร์มานี่ยังอ่านหนังสือไม่จบเป็นเรื่องเป็นราวเลยสัก เล่ม รีวิววัีนนี้เลยเป็นการขุดกรุของเก่ามาเขียนให้อ่านกัน คิดอยู่นานนะคะว่าจะเลือกเอาเรื่องไหนมาเขียนดี ก่อนที่จะลงตัวเป็นเล่มนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นหนังสือที่แม็กซ์ไม่น่าจะชอบ แต่ด้วยอะไรบางอย่างกลับทำให้มันกลายเป็นหนังสือที่เราชอบมากที่สุดเล่มนึง ไปเลย

The Sherbrooke Bride ของแคทเธอรีน คูลเตอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Bride ที่แรกเริ่มเดิมทีคนแต่งตั้งใจจะเขียนเป็นเพียงแค่ไตรภาค แต่ด้วยความฮิตติดอันดับ หนังสือชุดนี้จึงถูกขยายออกมา จนเบ็ดเสร็จตอนนี้มีสิบเล่มแล้วค่ะ (เล่มที่สิบเอ็ดกำลังจะออกภายในปีนี้ปีหน้านี้แหละ)

เรื่องราวการแต่งงานเพื่อความสะดวกระหว่างท่านเอิร์ลหนุ่มผู้งานยุ่งเสียจน ไม่มีเวลาไปรับเจ้าสาวมาด้วยตัวเอง กับลูกเป็ดขี้เหร่น้องสาวของหญิงที่ได้ชื่อว่า งามที่สุดในเกาะอังกฤษ

ดักกลาส เชอร์บรูค ท่านเอิร์ลแห่งนอร์ธคริฟฟ์ผู้เพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่าง เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวผู้รับผิดชอบ และรู้ดีว่า เขาจำเป็นจะต้องมีทายาทไว้สืบทอดบรรดาศักดิ์ และด้วยฐานะที่ร่ำรวย และทรงอิทธิพล เขาก็รู้อีกเช่นกันว่า เขาสามารถได้หญิงคนไหนมาครอบครองก็ได้ และดักกลาสก็เลือกเมลิแซนด์ แชมเบอร์ บุตรสาวคนโตของดยุคแห่งแบริสฟอร์ดผู้งดงาม ความผิดพลาดเดียวของดักกลาสก็คือ เขาส่งให้โทนี่ญาติสนิทเดินทางไปรับเจ้าสาวมาให้เขา เพราะดักกลาสติดภารกิจต้องไปฝรั่งเศสเพื่องานสายลับอันเป็นหนึ่งในงานที่เขา ทำให้กระทรวงการต่างประเทศ

ซึ่งเมื่อเขากลับมา ก็ได้พบว่า แทนที่จะเป็นเมลิแซนด์สุดสวยรอเขาอยู่ที่บ้าน กลับกลายเป็นอเล็กซานดร้า แชมเบอร์น้องสาวที่งามไม่เท่าเทียมพี่สาวเลยอยู่แทน แถมยังเล่าเรื่องที่ไม่น่าเชื่ออีกว่า โทนี่แอบตีท้ายครัวและพาเมลิแซนด์หนีไปแต่งงานเรียบร้อยแล้ว ไม่พอ โทนี่ยังหวังดีช่วยดักกลาสหาตัวเจ้าสาวมาแทนคนที่ตัวเองแย่งไปเรียบร้อย นั่นก็คืออเล็กซานดร้านั่นเอง

และแม้ดักกลาสจะบอกตัวเองว่า อเล็กซานดร้าไม่มีอะไรเทียบเท่าพี่สาวของเธอได้เลย เขา็ก็จำใจต้องยอมรับกับสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเขาห้ามใจตัวเองไม่อยู่ เผลอไปมีความสัมพันธ์กับเจ้าสาวของตัวเองเข้าให้ซะอีก

หนังสือเรื่องนี้เกือบจะทั้งเล่มเป็นการล้อเลียนดักกลาสที่ ทรนงตัวเสมอในความเยือกเย็น และการควบคุมตัวเองของเขา เขาได้ชื่อว่าเป็นชายไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก แต่นั่นไม่เป็นความจริงเลยเมื่อเขาได้อยู่กับอเล็กซานดร้า แม็กซ์ชอบทุกครั้งที่ชายหนุ่มผู้ปากก็พูดปาว ๆ ว่า ตัวเองแข็งแกร่งเยือกเย็น ออกอาการดีแตกเพราะสาวน้อยที่เขาเองไม่ยอมรับด้วยซ้ำว่ารัก

องค์ประกอบทุกอย่างในเรื่องนี้ แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ นำพาคนอ่านให้เข้าใจถึงความปั่นป่วนที่อเล็กซานดร้านำมาสู่ชีวิตของดักกลาส เธอไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่เขาคิดว่าตัวเองต้องการ แต่เธอคือทุกอย่างที่เขาต้องการ

เธอเป็นหญิงสาวที่ทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ จากชายที่เคยภูมิใจในความสามารถทางเพศของตัวเอง ดักกลาสกลายเป็นเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มมีเซ็กส์เมื่ออยู่กับเธอ (นี่เป็นฉากที่อ่านแล้วฮาที่สุดฉากนึงเลยทีเดียว) ดักกลาสไม่เคยเข้าใจว่า เหตุใดเขาจึงควบคุมตัวเองไม่ได้ จนกระทั่ง (สปอยล์) เขา ยอมรับกับตัวเองแล้วว่า รักอเล็กซานดร้า เขาจึงสามารถทำทุกอย่างกับเธอ (บนเตียง) ได้อย่างที่ตั้งใจ โดยไม่สูญเสียความควบคุมตัวเองไปเสียก่อน

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบพล็อตเรื่องที่นางเอกแอบรักพระเอกเป็นเวลานาน โดยเฉพาะถ้าพระเอกทำตัวไม่น่ารักนะคะ แต่ในเล่มนี้ซึ่งใช้พล็อตแบบเดียวกันที่อเล็กซานดร้าแอบรักดักกลาสมาตั้งแต่ เด็ก กลับค่อนข้างเวิร์คสำหรับเรา ส่วนหนึ่งเพราะแม้จะรู้ว่ารัก เธอก็มีสติพอที่จะไม่เอาคำว่ารักเป็นเหตุผลอธิบายการกระทำเห่ย ๆ ของดักกลาส โดยเฉพาะเมื่อเขาทำเสมือนไม่เห็นคุณค่าในตัวเธอ เธอกล้ายืนหยัดเพื่อตัวเองได้ และเป็นคู่ที่เหมาะสมกับเขาอย่างยิ่ง

พล็อตเรื่องเล่มนี้เป็นโรแมนซ์แบบไม่ต้องคิดมากนะคะ ชายและหญิงที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมกันเท่าไหรถูกจับให้มาแต่งงานกัน อย่างไม่เต็มใจนัก (อย่างน้อยดักกลาสก็ไม่เต็มใจ) ก่อนที่จะเรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วทั้งสองเหมาะสมต่อกันและกันมาเพียงใด แต่เล่มนี้เป็นหนังสือที่เรารู้สึกว่ามีครบทุกรสนะคะ ทั้งฮาไปกับพฤติกรรมของดักกลาสที่ไม่เข้าใจตัวเองเสียเลยว่าทำไมถึงควบคุม ตัวเองกับอเล็กซานดร้าไม่ได้ แต่ในเล่มก็มีฉากซึ้ง ๆให้อ่านกันด้วยนะคะ (สปอยล์)ฉาก ที่เราชอบมาเมื่ออเล็กซานดร้าดั้นด้นพยายามเรียนภาษาฝรั่งเศส และดักกลาสเสนอตัวมาสอนให้ก่อนที่จะลงเอยด้วยการที่เขาบอกรักเธอด้วยภาษา ฝรั่งเศส แต่เธอก็กลับไม่เข้าใจ

ไม่รู้นะคะว่าเป็นเพราะเรื่องนี้เป็นโรแมนซ์เรื่องแรก ๆ ที่แม็กซ์อ่านรึเปล่า มันถึงอยู่ในความทรงจำมากขนาดนี้ แต่เล่มนี้ก็เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่เราหยิบมาอ่านหลายรอบมาก และความชอบก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมทุกครั้ง แม็กซ์ชอบขนาดเอาฉบับภาษาไทยมาอ่านด้วยนะ (และคิดว่าแปลได้ดีเลยล่ะค่ะป

คะแนนที่ 97

Wednesday, March 4, 2009

Tempted All Night // Liz Carlyle

สำหรับคนที่ยังไม่รู้นะคะ แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์ และถ้าอ่านไม่ชัดก็โปรดอ่านอีกครั้งหนึง

แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์

ลิซ คาร์ไลล์เป็นนักเขียนที่อาจจะไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่ลึกล้ำ หรือสร้างสรรสุดคำบรรยาย แต่วิธีการในการดำเนินเรื่อง จังหวะของการเล่าเรื่องราว และตัวละครของเธอมีชีวิตเสมือนจริงสำหรับเรา แม็กซ์รักโลกที่ตัวละครของลิซอาศัยอยู่ซึ่งทั้งหมดรู้จักกัน (นั่นหมายความว่า หนังสือทุกเล่มของเธอเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) ดังนั้นแม้กระทั่งตัวละครรองที่มีบทออกมาเพียงไม่กี่ฉาก ก็ทำให้แม็กซ์มีความสุขที่เห็นเธอกล่าวถึงพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่ว่า ลิซจะเอาตัวละครมาเดินโชว์อย่างไร้ความหมายหรอกนะ เธอเลือกเอาตัวละครที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง และใช้อย่างมีประโยชน์สูงสุด

Tempted All Night ของลิซ คาร์ไลล์

หนังสือเล่มนี้ไม่โฆษณาว่าเกี่ยวข้องหรืออยู่ในชุดของเล่ม ไหนเป็นพิเศษ แต่ก็เช่นเดียวกับหนังสือทุกเล่มของลิซ ที่มันมีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด โดยเฉพาะเล่มนี้ที่เป็นเรื่องราวของเลดี้ฟีดร้า นอร์ธติ้งแฮม น้องสาวของท่านมาร์ควิส แห่งแนช ซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง Never Lie to a Lady แต่ไม่จำเป็นหรอกนะคะที่จะต้องอ่านเรื่องนั้นก่อน เพราะบอกตามตรง แม็กซ์อ่านเล่มนั้นแล้ว และฟรีด้าก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษเลย

เลดี้ฟีดร้าเป็นสาวแก่วัยยี่สิบสองปีที่ดูเหมือนจะพอใจกับ สถานภาพของตัวเอง เธอรับหน้าที่ดูแลแม่และน้องสาวที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องนัก ดูเหมือนเธอจะเป็นคนเดียวในครอบครัวที่มีสมองเพียงพอที่จะรับรู้ความจริง แห่งโลก ในขณะที่แม่และน้องสาวก็เป็นเหมือนหญิงสาวในยุครีเจนซี่ตอนปลายทั่วไปที่วัน ทั้งวันคิดถึงแต่เรื่องงานเลี้ยง คู่ครองและความเหมาะสม

แต่เป็นเพราะความผิดพลาดร้ายแรงในวัยเยาว์ ฟรีด้าได้รับบทเรียนสำคัญของชีวิต และนั่นเตือนเธอให้ระมัดระวังในการใช้ชีวิต ในเรื่องความรักที่เธอคิดว่า ตัวเองไม่มีสิทธิที่จะคิดถึงมันอีกต่อไป และก็เหมือนทุกอย่างในโลกที่เมื่อคุณเลิกคิดถึง มันก็จะเดินเข้ามาในชีวิตของคุณเอง

และความยั่วยวนก็มาในรูปของลอร์ดเอวอนคริฟท์ หรือที่เขาไม่ชอบให้ใครเรียกเขาด้วยบรรดาศักดิ์ แม้จะเป็นถึงทายาทท่านเอิร์ลผู้ทรงอำนาจที่สุดคนนึงในอังกฤษ ทริสแทน ทาลบอตคือด้านตรงกันข้ามจากบิดาผู้เคร่งเครียด มันอาจจะเป็นเลือดต่างชาติที่เขาได้รับจากมารดา แต่ทริสแทนก็ไม่ใช่ขุนนางหนุ่มแบบที่คนในตระกูลทาลบอตต้องการ และทริสแทนก็ทำทุกอย่างเพื่อทำให้ความเชื่อนั้นเป็นจริง เขาเป็นชายเสเพลที่อาศัยอยู่บนขอบแห่งความเหมาะสม เป็นที่ต้องการของสาว ๆ ในลอนดอน และถูกคิดว่าภายใต้หน้าตาอันแสนหล่อเหลาไม่มีอะไรอยู่ตรงกลางใบหูของเขาเลย

แต่นั่นเป็นเพียงฉากหน้า และเช่นเดียวกับฟีดร้าที่ความเยือกเย็นและเหมาะสมของเธอก็เป็นฉากหน้าเช่นกัน

เหตุการณ์ฆาตกรรมที่ฟีดร้าโชคร้ายพอที่จะเป็นพยานเป็น เหตุผลที่ทำให้ทั้งสองได้รู้จัก แต่โชคชะตาของทั้งคู่เริ่มต้นนานกว่านั้นมาก เมื่อทริสแทนช่วยฟีดร้าไว้ระหว่างที่เธอเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงในการตามหาสาว ใช้ที่หนีหายไป ในมุมลึกสุดแห่งความดีงาม ฟีดร้าถูกช่วยเหลือเอาไว้จากชายขี้เมาแต่ยังมีศีลธรรมมากพอจะรู้ว่าเธอต้อง การความช่วยเหลือ

ทริสแทนซึ่งได้รับการขอร้องจากบิดาผู้ใกล้เสียชีวิตให้สืบ สวนความจริงที่เกิดขึ้น นั่นเพราะชายผู้เสียชีวิตต่อหน้าฟีดร้านั้นเป็นชาวรัสเซีย และทำงานให้กับแม่เล้าชื่อดัง ผู้ซึ่งเป็นอดีตสายลับรัสเซีย ซึ่งในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสงบระหว่างรัสเซียกับโปแลนด์ นี่เป็นสิ่งที่ควรจับตาดู ทริสแทนตอบรับคำขอจากบิดาอย่างเสียไม่ได้ และไม่คิดว่าตัวเองจะได้ข้อมูลอะไรมากนักจากการสัมภาษณ์หนึ่งในพยาน

แต่นั่นเป็นก่อนที่เขาจะได้พบกับฟี สำหรับชายที่ได้ผู้หญิงทุกคนที่ต้องการ ฟีคือความท้าทาย และเธอคือความไร้เดียงสาที่เขารู้ตัวว่าไม่ควรแตะต้อง แต่มันยากที่จะห้ามใจตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ฟีก็รู้เรื่องชาวรัสเซียผู้ตายคนนั้นมากกว่าที่เธอบอกกับทุกคน ในการตามหาสาวใช้ที่เธอแน่ใจว่าทำงานให้กับซ่องแห่งเดียวกัน ฟีเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่อาจจะใหญ่เกินตัว แต่อย่างน้อยเธอก็ยังฉลาดพอจะรู้ว่า ควรจะต้องพูดความจริงกับทริสแทน

เช่นเดียวกับหนังสือทุกเรื่องของลิซนะคะ ที่พล็อตไม่ใช่องค์ประกอบใหญ่ หากแต่เป็นการดำเนินเรื่องมากกว่า แม็กซ์พบว่าตัวเองหลงเข้าไปกับความเป็นทริสแทน และฟี เรารู้จักพวกเขาเหมือนเป็นคนสนิท ล่วงรู้สิ่งที่พวกเขาคิด รู้ว่าอะไรคือแรงผลักดัน ความเศร้าโศก และแรงบันดาลใจ

ทริสแทนต้องต่อสู้กับความแตกต่างมาตลอดชีวิต เพราะแม่ที่เป็นชาวต่างชาติ เขาจึงไม่ใช่ขุนนางอังกฤษผู้เหมาะสม ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาเกินกว่าที่จะมีปัญญา เขาถูกมองเป็นเพียงหนุ่ีมหน้าสวยที่ไร้สมอง แต่เขาก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ความเข้าใจผิดอันนี้แหละที่เป็นความผิดพลาดร้ายแรง ทริสแทนเป็นคาแร็คเตอร์ชนิดที่ลิซไม่ค่อยเขียนถึงบ่อย เราคิดว่าเขามีลักษณะใกล้เคียงกับเดวิลลิน (จาก The Devil to Pay) ในแง่ของทัศนคติที่เขามองโลก ที่แม้จะรู้ว่ามันไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการว่าหน่ายโลก เหมือนพระเอกโรแมนซ์ที่เป็นชายเสเพลทั่วไปเป็นกัน ในอีกแง่นึงเขามีลักษณะเบนท์ลี่ย์ควรจะเป็น (แต่ในเรื่อง The Devil you know ที่เบนท์ลี่ย์เป็นพระเอกเองกลับมีความมืดมากกว่ามาก) ชายที่รู้จักตัวเองเป็นอย่างดี และยอมรับความเป็นตัวเองได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ความดีพร้อมก็ตาม

ฟีดร้าคือด้านตรงกันข้าม เธอหมกหมุ่นกับความผิดพลาดในอดีต และปล่อยให้มันครอบงำชีวิต หลังจากอ่านเล่มนี้ แม็กซ์เชื่อในการจับคู่ทริสแทนกับเธอ เพราะเราคิดว่า เขาอาจจะเป็นคนเดียวที่ทำให้ฟีปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาได้ ตัวตนที่เราเชื่อว่า คนอ่านเองก็อาจจะคิดไม่ถึง (และแม็กซ์บอกรึยังว่าเซ็กส์ซีนในเล่มนี้ฮ็อตมาก)

ในตอนต้นเรื่องแม็กซ์มีปัญหานิดหน่อยในส่วนของมิตรภาพระหว่างฟีและโซอี้ อาร์มสตรองค์ (ซึ่งจะเป็นนางเอกในเล่มหน้า Wicked All Day) เพราะทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันในวันที่เกิดการฆาตกรรม แต่ดูเหมือนทั้งสองจะกลายเป็นเพื่อนสนิท ซึ่งสำหรับคนที่เก็บตัวอย่างฟี เรารู้สึกว่ามันไม่สมจริง แต่พอได้อ่านมากขึ้น และรู้จักฟีมากขึ้น เราก็เข้าใจว่าอะไรคือแรงผลักดันให้ฟีคบหากับโซอี้ (และลิซก็อธิบายในส่วนนี้ผ่านทางคำพูดของโซอี้เช่นกัน) นั่นเพราะโซอี้คือด้านตรงกันข้ามทุกอย่างของฟี เธอคือผู้หญิงที่ฟีอยากจะเป็น แต่ไม่อาจเ็ป็นได้ ความแตกต่างดึงดูดทั้งสองสาวให้เป็นเพื่อนกัน และมิตรภาพที่เกิดขึ้นดูน่าเชื่อสำหรับเรา (และแน่นอนว่าทำให้โซอี้เป็นตัวละครทีน่าสนใจมาก เธอเป็นผู้หญิงที่มีชีวิตชีวามาก และแม็กซ์อยากรู้ทีุ่สุดว่าใครจะเป็นพระเอกของเธอ --- นอกเรื่องนะคะ เราคิดว่าจะเป็นลอร์ดเมอร์เซอร์)

กลับมาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทริสแทนและฟีดร้า อย่างที่บอกค่ะ แม็กซ์ชอบการจับคู่ตัวละครสองตัวนี้ ทริสแทนคือผลไม้ต้องห้ามของฟี ทำให้เธอกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็ยังไม่อาจให้อภัยตัวเองต่อความผิดพลาดในอดีตได้ ทำให้เธอไม่กล้าที่จะคว้าความรักที่ถูกเสนอ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่อาจวางมือจากเขาได้ แม้ในช่วงเวลาที่เธอคิดว่าเขาไม่สนใจเธออีกต่อไปแล้ว (แม็กซ์ชอบฉากที่ฟีไปยังบ้านทริสแทน แม้จะคิดว่าเขาไม่ใยดีเธอแล้วก็ตาม)

ในขณะที่ทริสแทน แม็กซ์ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจาก เฟอร์เฟ็ค ไม่ใช่ว่าเขาเป็นชายผู้สมบูรณ์แบบหรอกนะคะ เพราะเขาห่างไกลจากคำนั้น แต่เขาเฟอร์เฟ็คกับเรื่อง ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เราชอบทัศนคติของเขา เข้าใจว่าอะไรทำให้เขากลายเป็นชายเสเพล (ในเมื่อความพยายามเดียวที่จะเป็นคนมีอุดมคติผลักดันให้เขาเข้าไปมีส่วนใน การสังหารหมู่) เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยอมทำตามคำขอของผู้เป็นบิดา ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยถูกมองจากชายคนนั้นว่าคู่ควรกับการเป็นทายาืท

อ่านมาขนาดนี้รู้รึยังคะว่า แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์ แต่อยากจะบอกทุกคนว่า การอ่านหนังสือของเธอไม่ใช่สิ่งที่เร่งรีบ เพราะการเดินทางไปพร้อมกับถ้อยคำในหน้าหนังสือของเธอสำคัญมากพอ ๆ กับการได้เรื่องราวของตัวละคร แม็กซ์ชอบความคิด ความรู้สึกของตัวละคร มากพอ ๆ กับที่อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

นี่ไม่ใช่หนังสือของลิซที่แม็กซ์รักมากที่สุด แต่ก็เป็นเล่มที่เราไม่ผิดหวัง

คะแนนที่ 83 (มีการแก้คะแนนนะคะ เพราะพอคิดดูให้ดีแล้ว แม็กซ์ยังรู้สึกว่าตัวเองชอบงานเรื่องอื่นของเธอมากกว่าเรื่องนี้ แต่ดันให้คะแนนน้อยกว่า ก็เลยมาปรับคะแนนเรื่องนี้ใหม่)

Edited to Add: ตามเสียงเรียกร้องนะคะ (สปอยล์) ด้วยวัยสิบห้าปีฟีดร้าพลาดท่าหลงคารมหนุ่มจนตั้งท้อง ก่อนที่จะถูกบังคับทำแท้งไปน่ะค่ะ ทำให้เธอรู้สึกผิดมากนับจากนั้น

Gorgeous As Sin // Susan Johnson

ยอมรับตามตรงเลยนะคะว่า แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังผลจากการอ่านหนังสือเรื่องนี้ว่า จะออกมาเป็นยังงี้ มันผิดไปจากที่คาดทุกอย่างเลยค่ะ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นรีวิว ขอแม็กซ์ท้าวความย้อนอดีตกันสักหน่อยแล้วกัน

สมัยที่แม็กซ์เริ่มต้นอ่านโรแมนซ์ใหม่ ๆ เพื่อนคนนึงของเราซึ่งเรานับถือให้เป็นผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องโร แมนซ์ (เขาอ่านโรแมนซ์ทุกเรื่องที่แม็กซ์รู้จัก และยังแนะนำเรื่องที่เราไม่รู้จักอีกเป็นร้อย ๆ เล่ม) บอกกับเราว่า แม็กซ์ไม่น่าจะชอบงานของซูซาน จอห์นสันนะ ซึ่งถือว่าแปลกมาก เพราะเขาเองก็อ่านงานของซูซานอยู่

แต่เราก็เชื่อเขานะคะ ดังนั้นจึงแทบจะไม่เคยซื้องานของซูซานมาอ่านเลย จนกระทั่งระยะหลังในช่วงสามสี่ปีที่ผ่าน ที่เราเริ่มรู้สึกว่า น่าจะลองอ่านงานของเขาได้แล้วนะ เพราะซูซานก็เป็นนักเขียนดัง และมีหลายคนชอบงานของเขามาก แม็กซ์จึงไปซื้องานเก่าของเธอเรื่องนึง เรื่องที่หลายคนยกให้เป็นหนังสือในดวงใจ

และแม็กซ์ไม่ชอบมันค่ะ มันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะดีได้ แต่แม็กซ์รู้สึกว่า พระเอกเสเพลเกินกว่าที่จะจริงใจรักนางเอกเพียงคนเดียวในตอนจบเรื่องได้ นางเอกมักเริ่มต้นที่เป็นสาวน้อยไร้เดียงสา แม้ว่าคาแร็คเตอร์ของเธอจะพัฒนาไปพอสมควรในเรื่อง แต่เรากลับรู้สึกว่า เธอไม่ถึงกับมีเสน่ห์มากพอจะรั้งตัวหนุ่มเสเพลอย่างพระเอกของเราได้

ดังนั้นแม็กซ์จึงหยุดอ่านงานของซูซาน จอห์นสันไป จนกระทั่งไปเจอชื่อของหนังสือเรื่องนี้ในเน็ต

มีคนถามแม็กซ์ในบลอกว่า เราใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกซื้อหนังสือ ซึ่งแม็กซ์ตอบว่า มันหลากหลายและขึ้นอยู่กับอารมณ์อย่างแท้จริง และครั้งนี้ก็เช่นกัน สิ่งแรกที่ดึงดูดแม็กซ์ไปที่หนังสือเรื่องนี้ก็คือ ชื่อเรื่อง เราคิดว่าหนังสือเรื่องนี้มีชื่อเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก

และนั่นมากพอที่จะทำให้แม็กซ์ซื้อหนังสือเรื่องเมื่อเห็นมันในร้าน หนังสือได้ แม้ว่าเราจะบอกกับตัวเองว่า อย่าไปคาดหวังอะไรมากจากมัน โดยเฉพาะเมื่อยิ่งดูจากเนื้อเรื่องแล้ว มันเป็นพล็อตเดิม ๆ ที่ซูซาน จอห์นสันชอบใช้ เรื่องราวของขุนนางหนุ่มผู้ร่ำรวย เสเพล และได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ จนกระทั่งเขาได้พบกับผู้หญิงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้

Gorgeous As Sin ของซูซาน จอห์นสัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Bruton Street Bookstore (ซึ่งเห็นบอกกันว่าจะมีทั้งหมดสี่เล่ม) เช่นเดียวกับงานทุกเล่มของซูซาน จอห์นสัน พระเอกของเรา ฟิทซ์ มังค์ตัน เป็นขุนนางชั้นสูง โดยเป็นถึงดยุคแห่งโกรฟแลนด์ และนอกจากจะเป็นชายเสเพลผู้ร่ำรวย เขายังประสบความสำเร็จในธุรกิจ และหนึ่งในโครงการที่ฟิทซ์สนใจทำก็คือ การพัฒนาที่ดิน แต่ปัญหาก็คือ ร้านหนังสือเล็ก ๆ ของโรสลินด์ เซ็นต์วินเซ็นต์

โรสลินด์เป็นแม่หม้ายของสามีผู้ไร้ความรับผิดชอบ เธอมีความสุขกับร้านหนังสือที่ซึ่งเธอใช้เป็นสถานที่ในการพบปะกับผู้คน และมีชีวิตอย่างที่เธอต้องการ นั่นก็คืออิสระที่ผู้หญิงในยุควิคทอเรียตอนปลายเริ่มจะมีกัน ดังนั้นเธอจึงไม่สบอารมณ์อย่างมากที่อยู่ ๆ ดยุคผู้เอาแต่ใจ ก็จะใช้เงินฟาดหัว แล้วสั่งให้เธอย้ายออกไปจากร้านหนังสือที่เป็นเสมือนบ้านของเธออีก

ซึ่งโรสลินด์ก็กล้าพอที่จะบอกกับฟิทซ์เช่นนั้นเมื่อเขาเดินทางมาที่ร้าน หนังสือของเธอเพื่อเจรจาขอซื้อร้าน และนั่นทำให้ฟิทซ์ที่ไม่เคยไม่ได้อะไรที่ตัวเองต้องการโกรธมาก เขาถึงกับสั่งให้ลูกน้องทำทุกอย่างเพื่อให้โรสลินด์ย้ายออกไป ถึงแม้มันจะไม่ค่อยถูกกฎหมายนัก

แต่การที่ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงข้ามกัน ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ลบเลือนอีกฝ่ายออกไปจากใจได้ อย่างไม่เต็มใจ ฟิทซ์ถูกดึงดูดโดยแม่หม้ายปากร้ายคนนี้ อย่างไม่ต้องการ โรสลินด์ก็ไม่อาจปฏิเสธฟิทซ์ได้ แม้ว่าเมื่อค่ำคืนจบลง ทั้งคู่จะกลายเป็นศัตรูที่ต้องต่อกรกันอีกครั้ง

แม็กซ์ชอบเรื่องนี้นะคะ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เพราะบอกตามตรงนะคะว่า คาแร็คเตอร์ของฟิทซ์นั้นเป็นผู้ชายชนิดที่แม็กซ์เกลียดที่สุดในหนังสือโร แมนซ์ เขาเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ และคิดถึงตัวเอง พฤติกรรมหลายอย่างของเขาก็ไม่เ็ป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักอ่านโรแมนซ์ และมันไม่ใช่แค่เรื่องทำร้ายจิตใจนางเอก (สปอยล์) เขามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นในเวลาช่วงเดียวกับที่อยู่กับนางเอกแล้ว บอกตามตรงนะคะ หลังจากฉากนั้นผ่านไป แม็กซ์ถามตัวเองเลยล่ะว่า ยังชอบเรื่องนี้อยู่ไหม

คำตอบที่น่าแปลกใจก็คือ เรายังชอบค่ะ ด้วยเหตุผลบางอย่าง มันเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เรื่องนี้เวิร์ค

เพราะบางครั้งคุณไม่จำเป็นต้องชอบพระเอก (หรือกระทั่งนางเอก) ในการอ่านหนังสือให้สนุกได้

หนังสือเรื่องนี้สอบผ่านสำหรับแม็กซ์ เพราะความสอดรับกันของทั้งพระเอกและนางเอก อย่างที่บอกค่ะฟิทซ์ไม่ใช่คนที่มีพฤติกรรมเป็นพระเอกนิยายโรแมนซ์ในสายตาของ เรา แต่ในขณะเดียวกัน โรสลินด์ก็รู้จักเขาดี อย่างที่เขาเป็น และเธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เธอคือคนที่เหมาะกับเขามากที่สุด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เราเชื่อค่ะว่า สองคนนี้จะไปกันรอด เราเชื่อว่า โรสลินด์จะทำให้ฟิทซ์กลายเป็นสามีที่ดีที่สุด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่นิยายหลายเล่มไม่อาจทำได้

เราเชื่อว่า แม้ทั้งฟิทซ์และโรสลินด์จะไม่ใช่คาแร็คเตอร์ที่น่าจดจำ แต่พวกเขาทั้งสองมีเรื่องราวความรัก (ถ้าคุณจะเรียกว่าอย่างนั้นนะ) ที่น่าเชื่อ นั่นเพราะโรสลินด์รู้จักฟิทซ์ดีที่สุด เธอรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง และมีข้อเสียยังไงซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว เธอเลือกที่จะยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น

แต่นั่นคือสำหรับแม็กซ์ เราไม่แน่ใจว่า หนังสือเล่มนี้จะเวิร์คสำหรับคนอื่นไหม เพราะประเด็นที่ล่อแหลมมีเยอะเหลือเกิน คุณเคยอ่านหนังสือที่พระเอกเรียกนางเอกด้วยคำที่ขึ้นต้องด้วย B (ซึ่งตามด้วยพยัญชนะอีกสี่ตัว) และ C (ที่ตามด้วยพยัญชนะอีกสามตัว) เราเกลียดพระเอกที่ใช้คำแบบนี้เรียกนางเอก แต่ฟิทซ์ทำ และเขาทำจนกระทั่งท้ายเรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้เรา (อาจจะเรียกว่า) ให้อภัยเขาได้ ก็คือ ฟิทซ์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากคนที่เขาเป็น แต่ในท้ายทีสุดแม็กซ์ก็เชื่อว่า เขาจะหยุดตัวเองลงที่โรสลินด์ และซื่อสัตย์ต่อเธอตลอดไป นั่นเพราะโรสลินด์คือผู้หญิงที่เหมาะสมกับเขา และเขาก็รักเธอในแบบของเขาเอง ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ความรักเสียสละอันยิ่งใหญ่ แต่ก็คือรัก ชนิดที่คนอย่างเขาทำได้มากที่สุด

ถ้าใครคาดหวังว่าจะอ่านเจอพระเอกที่สำนึกผิด แล้วคุกเข่าลงไปขอโทษนางเอกคงผิดหวังนะคะ เพราะดยุคของเราไม่เคยขอโทษใคร เขาไม่โทษตัวเองด้วยซ้ำที่เป็นต้นเหตุให้โรสลินด์ติดคุก (เพราะการวางแผนของเขาและลูกน้องในการเอาชนะเธอ) แต่ก็แปลกอีกนั่นแหละที่แม็กซ์โอเคมาก ๆ กับมัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่าเรื่องนี้เวิร์ค ก็คงเป็นคาแร็คเตอร์ของโรสลินด์ เธอคู่ควรกับฟิทซ์อย่างแท้จริง แน่ละเธออาจจะไม่ใช่นางเอกที่เพียบพร้อม แต่เธอมีความมุ่งมั่นไม่น้อยไปกว่าฟิทซ์ในการเอาชนะในการต่อสู้กับเขา และเธอก็เป็นผู้หญิงที่รักศักดิ์ศรีตัวเองพอที่จะไม่แคร์ฟิทซ์ (มากจนเกินไป)

อาจเพราะเรื่องนี้เขียนในช่วงตอนปลายศตวรรษที่ 19 ก็ว่าได้ค่ะ เลยทำให้แม็กซ์สามารถยอมรับด้านที่เลวร้ายของตัวละครได้ดีกว่า เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอพระเอกที่เป็นสุภาพบุรุษหรือคนดีทุกกระเบียดนิ้ว และเราก็ไม่ได้พบกับเขาในเล่มนี้

มันจึงไม่มีความผิดหวัง

ดีเกินคาดมาก ๆ ค่ะ คะแนนที่ 73

The Earl's Untouched Bride // Annie Burrows

นี่เป็นหนังสืออีกเรื่องค่ะที่แม็กซ์ซื้อมาโดยดูจากพล็อต ทั้งที่ไม่เคยอ่าน หรือรู้จักนักเขียนคนนี้มาก่อนเลย ซึ่งก็เป็นข้อดีค่ะ เพราะว่าแม็กซ์จึงไม่มีความคาดหวังให้ถูกทำลายลงมากนัก

หลังจากอ่านจบบอกตามตรงนะคะ เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะที่จะนำมาแปลเป็นภาษาไทยดีนะคะ เพราะว่ามีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะถูกใจแฟนหนังสือเมืองไทย แม้จะไม่ถึงกับถูกใจแม็กซ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

The Earl's Untouched Bride ของแอนนี่ เบอร์โรวส์

เรื่องราวเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เยิ่นเย้อน่าเบื่อ ซึ่งนี่คือข้อดีของหนังสือเล่มนี้ค่ะ เมื่อเอิร์ลแห่งวอลท์ตันถูกหญิงสาวที่เขาหมายมาดจะให้เป็นคู่หมั้นทิ้ง โดยหนีตามชายคนอื่นไป เขาคิดถึงการเสียหน้าที่เอิร์ลผู้สูงศักดิ์และทรงอำนาจอย่างเขาต้องได้รับ แต่แล้วคำตอบก็มาในรูปของเฮโลอิส (ขอให้อ่านออกเสียงเร็ว ๆ นะคะ) ซึ่งเป็นพี่สาวของหญิงหลายใจที่ทิ้งเขาไปนั่นเอง

เฮโลอิสเองก็มีปัญหาของเธอเองอยู่ นั่นเพราะชายที่แม่และพ่อของเธอต้องการให้เธอผูกไมตรีด้วย เป็นผู้ชายชนิดที่เธอไม่ต้องการ และดูเหมือนชาร์ล เอิร์ลแห่งวอลท์ตันจะเป็นคำตอบ ถ้าเขายอมรับเธอเป็นของแลกเปลี่ยนแทนน้องสาว ชาร์ลก็สามารถรักษาหน้า โดยทำให้คนอื่นเข้าใจว่า แท้จริงแล้วเขาหมายปองตัวเฮโลอิสอยู่ ไม่ใช่น้องสาวของเธอ ในขณะที่ตัวเฮโลอิสเองก็สามารถหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับชายที่ไม่ต้องการได้

เมื่อผลประโยชน์ลงตัว สองหนุ่มสาวจึงแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว และชีวิตการแต่งงานไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ลักษณะภายนอกที่แสนเย็นชาของชาร์ลเป็นอุปสรรคสำคัญ เขาทำให้เฮโลอิสไม่มั่นใจในความจริงใจที่เขามีต่อเธอ ในขณะที่เธอก็ตกหลุมรักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ และเช่นเดียวกัน มิตรภาพที่เฮโลอิสมีให้กับน้องชายพิการของชาร์ล ก็ำทำให้สงสัยในความแนบสนิทที่เกิดขึ้น

คนที่ชอบพล็อตเรื่องแนวเข้าใจผิด น่าจะชอบเรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ เพราะกระทั่งเกือบจะหน้าสุดท้ายแล้ว ทั้งชาร์ลและเฮโลอิสก็ยังมีเรื่องเข้าใจผิดกันไม่จบไม่สิ้น แต่สำหรับแม็กซ์ เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพล็อตเข้าใจผิดหรอกนะคะ แต่เรารู้สึกว่า มันมากเกินไป

มากจนกลบความน่ารักที่ชาร์ลมีให้กับเฮโลอิส ในฐานะคนอ่าน แม็กซ์รู้ว่าทั้งชาร์ลและเฮโลอิสคิดอะไรอยู่ และเราชอบความคิดของคนทั้งสอง สิ่งที่เราไม่ชอบก็คือ การแสดงของทั้งคู่ที่มีต่อกันและกัน เรารู้ว่าชาร์ลค่อยตกหลุมรักเฮโลอิส ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้เพราะความน่ารักมาก ๆ ของเธอ (และแม็กซ์ชอบคาแร็คเตอร์ของเฮโลอิสค่ะ เราว่าเธอน่ารักจริง) แต่ปัญหาก็คือ เฮโลอิสไม่เคยล่วงรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะเธอมักจะตีความการกระทำของชาร์ลไปในทางผิด ๆ และคิดเสมอว่าเขาไม่รักเธอ

แม็กซ์ไม่ได้ตำหนินางเอกนะคะ เพราะบางครั้งการกระทำของชาร์ลก็ตีความได้อย่างนั้น เพียงแค่แม็กซ์อยากเห็นความผูกพันของตัวละครมากขึ้น อยากเห็นทั้งคู่มีช่วงเวลาที่โรแมนติคต่อกัน โดยที่ไม่มีความเข้าใจผิดเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างให้ทั้งชาร์ลและเฮโลอิสมีช่วงเวลาหวาน ๆ ระหว่างกันเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้พระเอกนางเอกจะทะเลาะกันทั้งเรื่องนะคะ มันเป็นเหมือนทั้งคู่แสดงออกว่ารักกันมาก ๆ แต่ในใจก็คิดถึงเจ้าประเด็นเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นอยู่นั่นแหละ

แต่ถ้าไม่นับเรื่องพล็อตเข้าใจผิดที่เกลื่อนกลาด แม็กซ์ชอบคาแร็คเตอร์ของเฮโลอิสมาก เธอทำให้แม็กซ์นึกถึงนางเอกโรแมนซ์ที่ไม่เฟอร์เฟ็ค แต่น่ารักในตัวเอง เฮโลอิสมีข้อเสีย แต่มันก็ไม่ได้บั่นทอนตัวตนของเธอเลย ถ้าไม่นับเรื่องที่เธอชอบตีความว่า ทุกอย่างที่ชาร์ลทำเป็นเพราะเขาไม่รักเธอ เฮโลอิสเป็นนางเอกที่โดดเด่นเชียวล่ะ

ความสัมพันธ์ระหว่างชาร์ลและโรเบิร์ตน้องชายของเขาก็เป็น อีกส่วนที่แม็กซ์ชอบ เช่นเดียวกับมิตรภาพระหว่างเฮโลอิสและโรเบิร์ต เราพบว่าคนแต่งทำได้ดีมากค่ะ เพราะแม้เฮโลอิสจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโรเบิร์ต แต่เธอก็ทำให้เรารู้สึกว่า ทั้งคู่ผูกพันกันในแบบพี่น้องมากกว่าจะเกินเลยเป็นความรู้สึกลึกซึ้ง โดยเฉพาะการที่ไม่ได้เขียนให้โรเบิร์์ตต้องมาอกหักเพราะเฮโลอิสเป็นสิ่งที่ แม็กซ์ชอบมาก

โดยรวมเราให้เล่มนี่สอบผ่านนะคะ เพราะถือว่าเป็นงานเล่มแรกของนักเขียนคนนี้ที่เราอ่าน เราเชื่อว่าคงจะต้องมีเล่มต่อไปแน่นอน ปัญหาเดียวที่ทำให้เรารำคาญใจก็คือพล็อตการเข้าใจผิด แต่นั่นมันอาจจะเป็นเสน่ห์ที่ปฏิเสธไม่ได้ของแฟนหนังสือหลายคน

คะแนนที่ 57

Kisses Like a Devil // Diane Whiteside

ไดแอน ไวท์ไซด์เป็นหนึ่งในนักเขียนอีบุ๊คที่แม็กซ์ติดตามงานของเธอเรื่อยมาหลังจาก ที่เธอเซ็นต์สัญญากับสนพ.ในนิวยอร์ค (เบิร์คเลย์ และเคนซิงตัน) หนังสือเรื่อง The Irish Devil ถือเป็นหนังสือที่เปิดโลกให้แม็กซ์เล่มนึงเลยที่เดียว (กับฉากรักที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก)

นอกจากงานแนวเวสเทิร์นแล้ว ไดแอนยังเขียนเรื่องแนวพารานอมอลในชุด The Texas Vampire อีกด้วย (ซึ่งเรา็อ่านไปแล้วทุกเล่มในชุด) แม็กซ์บอกไม่ถูกนะคะว่าเราชอบแนวไหนของเธอมากกว่ากัน แต่โดยรวมแล้ว เธอถือว่าเป็นนักเขียนที่แม็กซ์พลาดอ่านไม่ได้

แต่กระนั้นแม็กซ์ก็รู้สึกอยู่เสมอว่า งานในระยะหลังของเธอนั้น มีคุณภาพที่ไม่อาจเทียบเคียงงานในระยะแรกไม่ได้ มันไม่ได้เกี่ยวหรอกนะคะว่า ฉากเซ็กส์ในเรื่องของเธอมันอ่อนด้อยลงไป แต่มันเป็นความรู้สึก "ดิบ" ที่ขาดหายไปจากในเรื่อง เราคงจะพูดประเด็นนี้ต่อไปนะคะ

Kisses Like A Devil ของไดแอน ไวท์ไซด์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มห้าในชุด Devil แต่เป็นเล่มแรกในเจเนเรชั่นที่สองของตระกูลโดโนแวน (ซึ่งเล่มแรกในชุดเรื่อง The Irish Devil เป็นเรื่องของวิลเลี่ยม โดโนแวนซึ่งเป็นพ่อของพระเอกเล่มนี้) ซึ่งหลังจากเล่มนี้ เท่าที่สอบถามคนแต่งพบว่า เธอจะย้อนกลับไปเขียนเรื่องของโลเวลล์และพอร์เชียที่ทิ้งค้างเอาไว้จากเล่ม สี่ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าเนื้อหาในเรื่องนี้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างไปจากเล่มอื่น ๆในชุดก็คือ เรื่องราวไม่ได้เกิดขึ้นในตะวันตกของสหรัฐอเมริกาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดในประเทศยุโรปเล็ก ๆ ที่สมมุติขึ้น (ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นการเลียนแบบแคว้นเล็ก ๆ ในเยอรมันก่อนที่จะทำการรวบประเทศสำเร็จในศตวรรษที่สิบเก้า)

เมเรดิธ ดันแคนเป็นเด็กสาวที่เติบโตขึ้นในประเทศ Eisengau (ออกเสียงไม่ถูก ใครที่เรียนภาษาเยอรมันบอกมาด้วยก็ดีค่ะ) ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่แถบออสเตรีย และเยอรมันในปัจจุบัน (แต่สมัยนั้นยังไม่มีเยอรมันนะคะ มีแต่ปรัสเซีย) ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตอาวุธ ซึ่งเมเรดิธเองเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และในขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายพลผู้เลื่องชื่อด้านการ ผลิตอาวุธไปในเวลาเดียวกัน

งานที่เธอทำเปิดโอกาสให้เมเรดิธสามารถขโมยแบบแปลนอาวุธมหาประลัยออกมาได้ เมเรดิธคิดที่จะใช้แผนการนั้นเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยการปฏิวัติที่เธอแอบ เป็นส่วนหนึ่ง เพราะในประเทศแห่งนี้ ประชาชนได้ถูกแบ่งออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ และเหล่าคนงานก็ถูกกดขี่ข่มเหงโดยไม่ได้รับความยุติธรรม เมเรดิธซึ่งเป็นสาวที่มีหัวคิดก้าวหน้า ทนรับความแตกต่างพวกนี้ไม่ได้ เธอจึงเข้าร่วมพรรคแรงงานเพื่อต่อสู่อย่างลับ ๆ

แต่การเข้าแทรกแซงของรัสเซียต่อสมาชิกพรรคทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจใน อุดมการณ์ของพวกเขา ดังนั้นแทนที่จะส่งมอบแบบแปลนตามแผนที่วางกัน เธอตัดสินใจเก็บมันไว้กับตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ครอบครัวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชั้นสูงก็ได้กดดันให้เมเรดิธแต่งงานกับ นายพลคนที่เธอเป็นเลขาให้ โดยไม่สนใจเลยว่านายพลคนนั้นมีชื่อเสียในเรื่องการทำร้ายภรรยาคนก่อน พ่อเลี้ยงและแม่ของเธอไม่สนใจถึงความเป็นอยู่ของเมเรดิธแม้แต่นั้น ขอเพียงใช้เธอเป็นบันไดในการก้าวขึ้นสู่สังคมชั้นสูงเท่านั้น

นั่นทำให้เมเรดิธไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำลายชื่อเสียงของตัวเอง ชนิดที่ไม่มีทางที่นายพลคนนั้นจะสนใจเธออีก เมเรดิธเลือกไบรอัน โดโนแวน หนุ่มอเมริกันที่เดินทางมายังประเทศของเธอเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประมูล ซื้ออาวุธที่เมเรดิธขโมยแปลนการสร้างมา

ทั้งสองหนุ่มสาวมีโอกาสได้พบกันก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อไบรอันช่วยเหลือเมเรดิธจากตำรวจ เมื่อครั้งที่เธอออกไปช่วยพรรคหาเสียงเรื่องสิทธิของคนงาน และมันไม่ใช่เรื่องลำบากเลยที่เมเรดิธจากมอบตัวให้ไบรอัน แต่ยิ่งทั้งคู่ผูกพันกันมากเท่าไหร ทั้งสองก็พบว่าอุดมการณ์ของทั้งคู่อาจจะทำให้ทั้งสองแยกออกจากกันตลอดกาล

ไบรอันโดโนแวน เป็นลูกชายคนที่สองของวิลเลี่ยม โดโนแวนซึ่งเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลก พ่อของเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลทั้งในด้านการเงิน และการเมือง ไบรอันเองก็เป็นเพื่อนสนิทกับเท็ดดี้ รูสเวลส์ ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นเท็ดดี้นี่เองที่ขอร้องให้ไบรอันไปที่ Eisengau เพื่อดูพัฒนาการของอาวุธสมัยใหม่ อาวุธที่อเมริกาเกรงกลัวว่ารัสเซียจะได้ไปครอบครอง และเปิดศึกเพื่อชิงอลาสก้า ที่รัสเซียเป็นคนขายให้อเมริกาเองกลับมา (เพราะหลังจากขายไปแล้ว มีการขุดพบน้ำมันในอลาสก้า ทำให้รัสเซียรู้สึกเสียหน้ามากที่ขายไปในราคาถูก)

ในฐานะของชายโสดที่มีพร้อมทุกอย่าง ไบรอันไม่เคยคิดการแต่งงาน เขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้หญิงคนไหนเอาชนะใจของเขาได้ จนกระทั่งได้พบกับหญิงสาวที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ หญิงสาวที่ปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานกับเขา เพราะไม่เชื่อในสิทธิของสตรี ไม่ต้องการเป็นเครื่องมือให้พ่อของเขาใช้ในการผลิตอาวุธจากความลับที่เธอ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้อยู่

แม็กซ์ไม่ใช่คนที่ชอบพล็อตเรื่องแนวตะวันตกเท่าไหรนะคะ ดังนั้นเมื่อเจอว่าไดแอนเปลี่ยนฉากมาใช้ประเทศในยุโรปเป็นสถานที่ดำเนิน เรื่อง เราจึงรู้สึกว่าน่าสนใจมาก ยิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติ และอุดมการณ์ เราก็ยิ่งชอบมาก ปัญหาก็คือ ตลอดทั้งเรื่องคนแต่งไม่เคยทำให้เราเชื่อในความมีอุดมการณ์ของเมเรดิธได้เลย

เธอดูเหมือนหญิงสาวที่ปากก็ร้องตะโกนเรื่องปฏิวัติ แต่ไม่มีสติปัญญา, ความมุ่งมั่น, หรือองค์ประกอบอะไรเพียงพอที่จะเป็นนักปฏิวัติ เราดูเธอพูดและคิดเรื่องปฏิวัติเหมือนเด็กกำลังเล่นขายของ เมเรดิธเป็นความน่าอับอายของตัวละครแนวนักปฏิวัติ สิ่งที่เธอทำเพื่อความเชื่อของเธอก็คือ การขโมยแผนการสร้างอาวุธ โดยมีจุดมุ่งหมายว่าจะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องเงินจากผู้นำของ ประเทศ หวังให้เขาจ่ายค่าไถ่เพื่อให้ได้แปลนอันนี้กลับไป

คิดว่าไงกันบ้างคะ เกี่ยวกับแผนการของเธอ

ทั้งที่ในเรื่องก็บ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิด ขึ้น แม็กซ์ไม่เข้าใจว่า ทำไมบรรดาพรรคแรงงานที่รวมตัวกันถึงไม่ทุ่มเททุกอย่างไปที่การเลือกตั้งนั้น หากจะบอกว่า มันเป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการโกงโดยฝ่ายผู้ปกครอง แล้วทำไมตอนจบเรื่องถึงได้แก้ปัญหาเรื่องอุดมการณ์ของเมเรดิธด้วยผลการเลือก ตั้งเล่า นี่จึงแสดงว่าการเลือกตั้งมีความหมายเพียงพอในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

แล้วยังกลุ่มคนที่เมเรดิธรวมตัวด้วยเพื่อร่วมกันในการต่อสู่เพื่อการ เปลี่ยนแปลงอีกล่ะ แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า คนแต่งต้องการแสดงให้เห็นความหมดหวังของเมเรดิธว่า คนพวกนี้เปลี่ยนไปเข้ากับพวกรัสเซีย (ด้วยความโง่คิดว่ารัสเซียจะช่วยพวกเขาได้) แต่มันกลับกลายเป็นการเน้นย้ำความเบาปัญญาของเมเรดิธ ที่คบหากับคนที่ไร้อุดมการณ์และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมาได้หลายปี โดยที่ดูไม่ออกเลยว่าคนพวกนั้นล้วนเห็นแก่ตัว

กระทั่งคนที่เมเรดิธอ้างว่าเป็นเพื่อนสนิท ก็ดูจะแปรพักตร์ง่ายดายเหลือเกิน และด้วยเหตุผลที่งี่เง่ามาก (ไปหลงผู้ชายที่เป็นสายลับรัสเซีย) นี่มันเป็นการบ่งชี้สติปัญญาของนางเอกของเราชนิดที่แม็กซ์ไม่เชื่อแม้แต่ วินาทีเดียวว่าเธอมีความจริงใจในอุดมการณ์ของตัวเอง

แล้วยังเรื่องที่เธอแสดงออกอย่างตลอดเวลาว่าไม่เชื่อใจพ่อของไบรอัน ทั้งที่เจ้าหล่อนก็ไม่เคยได้พบกับวิลเลี่ยมมาก่อน แค่เธอรู้ว่าวิลเลี่ยมเป็นเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล คุณเธอก็สรุปเอาเองว่า วิลเลี่ยมจะต้องบังคับให้เธอคายความลับเกี่ยวกับอาวุธที่ตนเองรู้ คนที่แม็กซ์เกลียดที่สุดก็คนที่คิดยังงี้ ทำไมคนร่ำรวยต้องเป็นคนเลวเสมอนั้นเหรอ เมเรดิธเอาข้อสรุปนั้นมาจากอะไร ทั้งที่ใจเธอก็ยอมรับว่ารักไบรอัน ทำไมเธอไม่คิดว่า คนที่เป็นพ่อของเขา และเลี้ยงดูผู้ชายคนที่เธอรักได้ น่าจะมีความดีในตัวบ้าง และไบรอันก็ไม่เคยพูดเกี่ยวกับพ่อของเขาในทางที่เลวร้าย แค่บอกว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต สร้างตัวเองมาจากศูนย์ จนกลายเป็นคนที่มีอิทธิพล

เมเรดิธสรุปทุกอย่างจากปัญญาที่อ่อนด้อย โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ว่าวิลเลี่ยมเป็นคนเลว ในขณะเดียวกันเธอก็หลอกตัวเองเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เป็นมารดาของเธอเอง ตลอดทั้งเรื่องคนอ่าน และเมเรดิธได้พบกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัวอย่างทุเรศของคนเป็นแม่ของเธอ แต่กระทั่งในตอนท้ายเรื่อง (หลังจากที่แม่ของเธอเอาเธอไปขายให้กับนายพลที่แก่ราวกับพ่อ) เมเรดิธก็ยังโต้เถียงกับไบรอันว่า แม่ของเธอจะต้องปกป้องเธอจากศัตรู โดยเจ้าหล่อนปฏิเสธความคุ้มครองของไบรอัน

แม็กซ์เกลียดอีนางเอกคนนี้มากเลย (อ่านแล้วได้ความรู้สึกเกลียดของแม็กซ์ไหมเนี่ย)

ในด้านตรงข้ามกับเมเรดิธ ไบรอันเป็นตัวละครที่ราบเรียบ แม็กซ์ไม่คิดว่านั่นเป็นความตั้งใจของคนแต่งหรอกนะคะ ความผิดพลาดข้อแรกของเธอก็คือ การสร้างให้ไบรอันเป็นลูกชายของวิลเลี่ยม โดโนแวน แถมในเรื่องก็ยังดึงเอาวิลเลี่ยมเข้ามามีส่วนในแผนการของไบรอันอีก วิลเลี่ยมเป็นตัวละครชนิดที่ออกมาแล้วขโมยซีนกันซึ่งหน้า (เตือนให้นึกถึงมาร์ควิสแห่งโรธการ์มาก) ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับพ่อแล้ว ไบรอันยังไม่ได้ขี้เท้าของเขาเลย

นั่นไม่ใช่ความผิดของไบรอัน เพราะจากภูมิหลังของเขา ไบรอันไม่มีทางที่จะโดดเด่นขึ้นมาได้ เขาเป็นลูกชายของชายผู้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นไม่ว่าคนแต่งจะบรรยายความสำเร็จที่ไบรอันสร้างขึ้นมาให้ตัวเองมาก เพียงใด มันก็ไม่อาจเทียบเท่ากับสิ่งที่วิลเลี่ยมสร้างขึ้นมาได้

แต่นั่นก็ยังสอบผ่านสำหรับเรานะคะ แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ไบรอันโดดเด่นเกินหน้าวิลเลี่ยม (มันอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้) แต่การที่เขาโง่พอที่จะมาเลือกยัยโง่กว่าอย่างเมเรดิธ มันเป็นสิ่งที่เราคิดแล้วก็สงสารเขานะ ในขณะเดียวกันก็สงสารวิลเลี่ยมที่มีลูกชายโง่ปานนี้

เรื่องแปลกคืออะไรรู้ไหมคะ แม้ว่าแม็กซ์จะผิดหวังกับเล่มนี้มาก เรากลับรู้สึกอยากอ่านเรื่องราวของลูกชายที่เหลืออีกสามคนของวิลเลี่ยม โดยเฉพาะสเปนเซอร์ที่ออกมามีบทไม่เยอะค่ะ แต่ให้ความรู้สึกว่าเค้าอาจจะเป็นคนที่คล้ายกับวิลเลี่ยมมากที่สุดก็เป็นได้

สำหรับเล่มนี้ พูดตรง ๆ นะคะว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ผลมันก็ยังแย่กว่าที่คาดอีกน่ะ คะแนนที่ 43

Desires Never Die // Jenna Petersen

ส่วนใหญ่วันทำงาน แม็กซ์จะไม่ค่อยเอาหนังสือที่ตัวเองคิดว่าสนุกมาอ่านนะคะ เรามักหยิบเอาเล่มที่ไม่ค่อยคาดหวังอะไรมากมาอ่าน และส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังสือที่ดองเปรี้ยวดองเค็มมานานหลายปี และรีวิววันนี้ก็เป็นคิวของหนังสือเก่าเก็บอีกเล่มค่ะ

แต่ก่อนอื่นขอพูดถึงตัวนักเขียนคนนี้ก่อนแล้วกัน เจนน่า ปีเตอร์เซ่นเป็นนักเขียนที่แม็กซ์ยังคงถือว่า "หน้าใหม่" แม้จะมีงานเขียนออกมาเกือบสิบเล่มแล้วก็ตาม (ไม่ว่าจะเป็นในนามปากกานี้ หรือเจส ไมเคิลส์ก็ตาม) ตอนที่เราอ่านงานเล่มแรกของเธอเรื่อง Scandalous ที่แม้จะยังไม่ถือว่าสนุกอะไรมากมาย แต่เราก็คิดว่า เจนน่าเป็นนักเขียนที่มีอนาคต และน่าติดตามซื้อต่อ

เราซื้องานของเธอเรื่อยมา และคิดเสมอว่า "เล่มนี้แหละที่จะเป็นเล่มที่ดีที่สุดของเธอ"

ผลเป็นไงเหรอคะ

เราอ่านงานของเธอในนามปากกาเจนน่า ปีเตอร์สันไปสี่เล่ม (จากทั้งหมดห้าเล่มที่ออกขาย) ไม่มีเรื่องไหนเลยที่เทียบเคียงกับ Scandalous ได้ และดูเหมือนมันจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ

แม็กซ์กำลังคิดหนักค่ะว่า จะเลิกอ่านงานของเธอดีไหม

ว่ากันด้วยรีวิวก่อนแล้วกัน จะได้เข้าใจในสิ่งที่แม็กซ์พูดมากขึ้น

Desire Never Dies ของเจนน่า ปีเตอร์สัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Lady Spies เรื่องราวที่แม็กซ์คิดเอาว่าคงเกิดจากไอเดียของเจมส์ บอนด์ผสมกับนางฟ้าชาร์ลี เรื่องที่เลดี้เอ็ม (เลียนแบบเอ็มในเจมส์ บอนด์ ซึ่งดูได้จากชื่อเรื่องที่ตั้งเลียนแบบหนังบอนด์หลายเรื่อง) ซึ่งเป็นสุภาพสตรีในวงสังคมชั้นสูงที่ไม่เปิดเผยตัวเองให้คนอ่านเห็น (และคงจะเฉลยในเล่มสามแหละ) ได้ทำการรวบรวมเลดี้สาวม่ายในวงสังคมสามคนเพื่อก่อตั้งองค์กรสายลับขึ้นใน ยุครีเจนซี่

ความไม่น่าเชื่อมันก็เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้แหละ เพราะแม็กซ์อ่านมาสองเล่ม เราไม่รู้สึกว่า เจ้าองค์กรลับสุดยอดเกี่ยวกับสายลับที่เป็นผู้หญิงนี่ มันจะไปอยู่ตรงไหนของการจัดการองค์กรในระบบการปกครองของอังกฤษในยุคนั้น เพราะอ่านแล้วก็รู้ว่า ไม่ได้สังกัดกระทรวงต่างประเทศ เหมือนอย่างที่สายลับคนอื่น ๆ ในประเทศของอยู่กัน ปัญหาคือ มันอยู่ตรงไหน ไม่มีการพูดถึงตรงนี้โดยละเอียดเลย

การที่เป็นหนังสือโรแมนซ์ ไม่ได้หมายความว่า คนแต่งมีสิทธิที่จะแต่งเรื่องที่ไร้เหตุผลได้หรอกนะคะ อย่างน้อยมันต้องวางพื้นฐานอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง แม็กซ์ไม่ชอบหนังสืออย่างนี้ เพราะมันทำให้โรแมนซ์เสียชื่อ

กลับมาที่เรื่องของเรา เลดี้อนาสตาเซียเป็นสายลับที่ไม่เคยออกทำงานภาคสนาม เธอเป็นอัจฉริยะในการตีความโค้ดลับ เป็นนักประดิษฐ์สติเฟื่องที่สร้างเครื่องไม้เครื่องมือให้กับองค์กรสายลับ แต่เพราะการบาดเจ็บอย่างไม่คาดฝันของสายลับอีกคนในองค์กร เธอจึงจำเป็นต้องออกปฏิบัติงานกับสายลับจากกระทรวงต่างประเทศอย่างลูคัส ไทเลอร์เพื่อสืบสวนหาคนทรยศ ที่เปิดเผยตัวสายลับหลายคนในองค์กร จนทำให้สายลับเหล่านั้นถูกลอบทำร้าย

ลูคัสซึ่งเป็นสายลับหนุ่มหล่อ ร่ำรวย พร้อมสรรพทุกอย่าง (ขอให้นึกถึงเจมส์ บอนด์เข้าไว้) ไม่ยินดีนักที่ต้องมาทำงานร่วมกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างแอนนาที่ไม่เคยทำงานสายลับนอกสถานที่มาก่อน แต่ลูคัสไม่มีทางเลือกเมื่อผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งให้ต้องทำ นอกจากนี้แล้วแอนนายังเป็นคนทำให้เขาหวั่นไหว จนแทบไม่มีสมาธิพุ่งตรงไปกับงานตรงหน้า เธอเป็นผู้หญิงที่แตกต่าง แม่หม้ายที่รักสามีผู้เสียชีวิตไปของเธออย่างมาก ผู้หญิงที่ปฏิเสธเขาหลายครั้ง และเป็นผู้หญิงที่ลูคัสพบว่าตัวเองไม่อาจห้ามใจไม่ให้ยุ่งเกี่ยวได้เลย

หนังสือเรื่องนี้มีพล็อตชนิดที่ดาษดื่นมาก นั่นคือไม่มีอะไรใหม่ในเนื้อเรื่อง แถมการสืบสวนหาคนร้ายก็ดูเหมือนเด็กอนุบาลเล่นซ่อนหากัน มันไม่ลึกลับ ไม่ต้องใช้ความคิด และแม็กซ์ไม่เข้าใจว่า ทำไมองค์การสายลับของลูคัสเองไม่มีปัญญาสืบหาความจริงนี้ได้ตั้งแต่ต้น ทำไมต้องมาเป็นงานของแอนนาที่จะคิดเรื่องนี้ออก ทุกอย่างมันเด่นชัดมาก ก็แค่ (สปอยล์) สืบเรื่องการเงินของคนที่เป็นผู้ร้าย ความจริงทุกอย่างก็ปรากฎออกมาแล้ว

แม็กซ์คิดนะว่าคนแต่งอาจจะพยายามทำให้คนอ่านเชื่อว่าแอนนาฉลาดที่มองเห็นการ เสแสร้างของคนร้าย แต่มันกลับเพิ่มความโง่ให้กับลูคัส และองค์กรของเขา มีที่ไหน สายลับในองค์กรตัวเองตายลงเป็นสิบ ๆ คน แทนที่จะสืบหาหนอนบ่อนไส้ ซึ่งสืบได้ง่ายมากเมื่อดูจากวิธีที่แอนนาใช้ในการยืนยันความคิดของตัวเองว่า คนคนนั้นเป็นคนทรยศ แต่พระเอก (ขอย้ำว่าเป็นพระเอกนะ) และองค์การของเขาไม่เคยทำ

อ่านแล้วไม่น่าเชื่อว่า อังกฤษที่มีองค์กรสายลับที่ห่วยแตกอย่างงี้จะชนะสงครามกับนโปเลียนได้

ยิ่งไปกว่านั้น คนแต่งยังแสดงความไม่เข้าใจ (หรือแกล้งไม่เข้าใจ แม็กซ์ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน) ในเรื่องเกี่ยวกับแบ่งแยกการบริหารงาน มีฉากหนึ่งในเรื่อง ที่ลูคัสถูกเรียกให้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับคดีคนทรยศถูกฆาตกรรม ลูคัสคิดในใจว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้เป็นตำรวจของแท้ แต่เรียกกันว่า Watch) ไม่มีอำนาจในการทำคดีใหญ่อย่างนี้หรอก มันเป็นหน้าที่ของสายลับในการสืบ

อุแม่เจ้า แม็กซ์เพิ่งรู้นะคะว่า สายลับเขามีไว้ในการสืบสวนคดีฆาตกรรม

เห็นอย่างนี้แล้ว จะให้แม็กซ์นับถือพระเอกของเราได้ยังไง ที่สำคัญ จะให้แม็กซ์นับถือเจนน่า ปีเตอร์สันได้ยังไง เราเข้าใจนะว่าเธอจะสื่อให้คนอ่านเห็นถึงความยิ่งใหญ่ ความสำคัญของเหล่าสายลับ แต่การให้ลูคัสตัดบทและปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องของ Watch มันผิดความจริงอย่างใหญ่หลวง

แม็กซ์โอเคนะคะถ้าจะบอกว่าเหล่า Watch นี่ไร้ความสามารถ สืบคดีไม่ได้หรอก ต้องให้สายลับมาทำคดี นั่นก็โอเค แต่ประเด็นคือ คดีฆาตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของสายลับในการสืบสวน (ถ้าจะสืบก็ต้องสืบในทางลับ แต่ไม่ใช่หน้าที่ เข้าใจกันไหมเนี่ย --- อันนี้ถามตัวละครในเรื่องนะคะ ไม่ได้ถามคนอ่านบลอก)

อีกเรื่องน่าขัดใจก็คือ ในเรื่องพยายามบอกว่า กลุ่มสายลับสาวสามคน (ที่เป็นนางเอกในชุดนี้) มีความสำคัญมากแค่ไหน แต่เราไม่เห็นว่าพวกเธอจะทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง และอย่างที่บอก เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอสังกัดหน่วยงานไหน และมีความรับผิดชอบในหน้าที่อะไร ถ้าแม็กซ์เข้าใจไม่ผิด งานหลักของสายลับก็คือ การออกไปสืบความลับ แต่แม็กซ์ไม่เห็นว่า สามสาวในเรื่องสืบความลับบ้าบออะไรสักอย่าง เราโอเคนะกับงานที่แอนนาได้รับมอบหมายในเรื่องนี้ มันเป็นการขอความช่วยเหลือจากองค์การสายลับอื่นให้ช่วยสืบหาคนทรยศในหน่วย งานของตัวเอง แต่ตลอดสองเล่มในชุดนี้ที่อ่านมา ก็ไม่เห็นว่าสายลับสาวมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ย้อนกลับมาในส่วนของโรแมนซ์บ้าง เราไม่มีปัญหาอะไรกับตัวละครนะคะ แต่ในอีกแง่นึง ตัวละครก็เป็นส่วนที่ทำให้พล็อตเลวร้ายลง แม็กซ์มีความรู้สึกว่า ทั้งลูคัสและแอนนาไม่ได้ให้ความใส่ใจกับงานที่ได้รับมอบหมายเลย ตลอดทั้งเรื่องก็มัวแน่นัวเนียคลอเคลียกันไปมาทั้งเรื่อง ทำงานโคตรคุ้มค่าจ้างเลย (อันนี้ประชดนะ)

อย่างที่บอกค่ะ เรื่องนี้เป็นหนังสือโรแมนซ์ เราก็คาดหวังให้เรื่องโฟกัสที่ตัวละครและความรักของพวกเขา แต่การดำเนินเรื่องในเล่มนี้ มันทำให้ดูเหมือนทั้งพระเอกและนางเอกเห็นแก่เรื่องส่วนตัวมากกว่าหน้าที่การ งาน และการเป็นหนังสือโรแมนซ์ ก็ไม่ได้เป็นการอนุญาตให้คนแต่งละเลยพล็อตเรื่องยังไงก็ได้หรอกนะ

หลังจากอ่านงานของเจนน่าไปหลายเล่ม แม็กซ์ได้ข้อสรุปว่า เธอมีปัญหาในการทำให้เรื่องรักษาความน่าสนใจไว้ได้น่ะค่ะ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่พล็อตที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อ และกลับกลายเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของตัวละคร อย่างในเรื่องนี้ เราไม่เชื่อว่าทั้งลูคัสและแอนนาเป็นสายลับ เพราะไม่มีน้ำยาด้วยกันทั้งคู่ รวมทั้งองค์กรสายลับที่สองคนนี่สังกัดอยู่ด้วย อย่างที่บอกนะคะ เราไม่รู้สึกว่า อังกฤษน่าจะชนะสงครามได้เลย ถ้ามีองค์การสายลับห่วย ๆ อย่างสองแห่งนี้

คะแนนที่ 43

To Bed a Beauty // Nicole Jordan

ด้วยความรู้สึกผิดที่ซื้อหนังสือเล่มสี่ในชุด The Courtship War มาแล้ว ทั้งที่เพิ่งอ่านเล่มหนึ่งในชุดไปเพียงเล่มเดียว แม็กซ์จึงลัดคิวหยิบเอาเล่มนี้มาอ่านทันที ทั้งที่ใจอยากจะอ่านเรื่องอื่นที่เพิ่งได้มามาก (โดยเฉพาะ Tempt All night ของนักเขียนขวัญใจตลอดกาลของเราอย่างลิซ คาร์ไลล์ แต่ก็คิดว่าเก็บของดีไว้อ่านช่วงเสาร์อาทิตย์ดีกว่า)

To Bed A Beauty ของนิโคล จอร์แดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Courtship War ที่สามเล่มแรกเป็นเรื่องราวของสามสาวพี่น้องในตระกูลลอร์ริ่งค์ ที่มีประวัติอันอื้อฉาว อันเนื่องมาจากมารดาของพวกเธอทั้งสามหนีตามชู้รักไป ทำให้สามสาวกลายเป็นที่น่ารังเกียจของวงสังคม แต่การแต่งงานของพี่สาวคนโตกับขุนนางยศท่านเอิร์ล (ซึ่งเป็นเรื่องราวในเล่มแรกในชุดเรื่อง To Pleasure A Lady) ก็เริ่มทำให้น้องสาวทั้งสองได้รับการยอมรับมากขึ้น

และโรสลิน ลอร์ริ่งก็แตกต่างจากพี่น้องของเธอ นั่นเพราะเธอไม่ได้รังเกียจการแต่งงาน และเปิดใจกว้างกับเรื่องนั้น อันที่จริงเธอได้หมายตาชายในฝันของตัวเองไว้แล้ว เขาก็คือเรนน์ เคนย่อน ท่านเอิร์ลแห่งฮาวิแลนด์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้กับที่เธออยู่ สิ่งที่โรสลินไม่คิดถึงก็คือ บางครั้งความคาดหวังก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเสมอ

นั่นเพราะว่า เมื่อหลายเดือนก่อน (ที่พี่สาวของเธอจะแต่งงาน) โรสลินซึ่งปลอมตัวไปร่วมงานเลี้ยงอันอื้อฉาว เนื่องจากที่นั่นเป็นงานเลี้ยงที่เหล่าขุนนางจะเข้ามาดูตัวสาว ๆ ที่พวกเขาจะเลือกไปทำเมียเก็บ เพื่อนสนิทของโรสลินเป็นหนึ่งในหญิงสาวกลุ่มนั้น และโรสลินอยากรู้ว่างานนั่นเป็นยังไง จึงแอบปลอมตัวเข้าไปด้วย และที่นั่นเธอก็ได้พบกับดรูว หรือดยุคแห่งอาร์เดน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับว่าที่สามีของพี่สาวเธอ

ทั้งสองติดใจกันตั้งแต่แรกเห็น แม้จะไม่ยอมรับความจริงกับตัวเอง จนกระทั่งได้พบกันอีกครั้งในงานแต่งงานของพี่สาวของโรสลิน และเพื่อนสนิทของดรูว ทั้งคู่ก็มีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น และโรสลินสารภาพความจริงกับเขาว่า เธอต้องการแต่งงานกับเอิร์ลแห่งฮาวิแลนด์ และมันจะต้องเป็นการแต่งงานด้วยความรัก ไม่ใช่ความเหมาะสม หรือชาติตระกูล โรสลินไม่ต้องการชีวิตสมรสแบบเดียวกับที่พ่อและแม่ของเธอมี เธอต้องการความรักในชีวิต และยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อให้ฮาวิแลนด์รักเธอ

ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ดรูวก็ไม่อาจให้คำตอบตัวเองได้เช่นกัน เขาพบว่าตัวเองถลำลึกลงไปกับการใช้เวลาในการสอนให้โรสลินรู้จักว่าผู้ชาย ต้องการอะไร (อย่าคิดมากนะคะ ไม่ใช่เรื่องเซ็กส์อย่างเดียว) และจากที่เคยเอ่ยปากว่าจะช่วยให้เธอสมหวังกับฮาวิแลนด์ ดรูวชักจะเกิดอาการหึงขึ้นมาแล้วล่ะสิ

โดยรวมแล้วนะคะ พล็อตเรื่องนี้ดีกว่าเล่มแรก มีความน่าสนใจมากกว่า แต่กระนั้นมันก็ยังน่าเบื่อ นิโคล จอร์แดนบอกว่า เธอเขียนเรื่องในชุดนี้ด้วยสไตล์ที่เบากว่าการเขียนเรื่องในอดีต แต่แม็กซ์มีความรู้สึกว่า เธออาจจะไม่เข้าใจว่า ความเบาของเนื้อเรื่องไม่ได้หมายความว่า เรื่องจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ ทุกอย่างในเรื่องนี้ราบเรียบไปหมด และตัวละครเองก็ไม่ได้มีความน่าสนใจพอที่จะแบกเรื่องทั้งเรื่องนี้เอาไว้ได้ มันจึงกลายเป็นความราบเรียบและไม่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

คนที่เขียนพล็อตเรื่องเบา ๆ จนดูเหมือนจะไร้สาระได้สนุก ในความเห็นของแม็กซ์ก็อย่างซูซาน อลิซาเบ็ท ฟิลลิปส์, จิล บาร์เน็ต (งานยุคเก่า ๆ ของเธอนะคะ), และ เจนนิเฟอร์ ครุยซี่ ซึ่งถ้าคุณอ่านหนังสือของพวกเธอ ก็จะเห็นชัดเจนเลยว่า พล็อตเรื่องธรรมดามาก แต่โดดเด่นในส่วนของตัวละครและบทสนทนา

ซึ่งนี่คือสิ่งที่ขาดหายไปจากนิยายของนิโคล จอร์แดน เธอโทนเรื่องให้เบาลง แต่ในเวลาเดียวกันคาแร็คเตอร์ของเธอก็ไม่แรงขึ้น ทั้งดรูวและโรสลินไม่มีอะไรเสียหาย แต่มีความน่าสนใจพอที่จะดึงให้แม็กซ์สนใจหนังสือเล่มนี้ได้ตลอดทั้งเล่ม เวลาที่ตัวละครสองตัวนี้อยู่ด้วยกัน มันไม่ีมีความน่าเชื่อในเรื่องของโรแมนซ์ ประกายไฟที่มี แม้ฉากเซ็กส์ยังฮ็อตสมราคาคุณจอร์แดน แต่มันก็ไม่ได้ร้อนแรงเพราะแรงโหยหาที่ตัวละครมีให้กันและกัน ทุกอย่างดูเสแสร้งและไม่สมจริง

และแม็กซ์บอกแล้วรึยังคะว่า น่าเบื่อ

เรื่องเริ่มมาน่าสนใจขึ้นตอนใกล้ ๆ จบเรื่องค่ะ เมื่อดรูวออกแนวพระเอ๊กพระเอกด้วยการตัดใจยกเธอให้กับผู้ชายที่ (เขาคิดว่า) เธอรัก อ่านแล้วน่ารักดีค่ะ แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ตอนนี้นี่แหละที่ทำให้เรื่องนี้ขุดตัวเองออกจากหลุมคะแนนต่ำกว่าห้าสิบได้

ลงท้ายเลยได้คะแนนที่ 57

Monday, February 16, 2009

The Rules of Seduction // Madeline Hunter

หลังจากผิดหวังกับหนังสือที่เรารู้สึกชัวร์ว่าสนุก (แต่หลายเล่มกลับกลายเป็นชั่วไป) ก็มาถึงเล่มที่เราไม่คาดหวัง เพราะผิดหวังกับเล่มก่อนหน้าของเธอมาหลายเล่มติดกัน เราก็ได้เจอเพชรแท้ของสิ้นปี 2549 แล้ว

กฎแห่งการล่อลวง (ตั้งชื่อบลอกเหมือนล่อพวกจิตอกุศลมาอ่านเลย) หรือ The Rule of Seduction เป็นหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของแมดเดลีน ฮันเตอร์ หนังสือที่ดูธรรมด้าธรรมดา พล็อตเรื่องแสนจะจำเจ แต่ไหงกลายเป็นหนังสือสนุกขึ้นมาได้

เฮย์เดน รอธแวล (ขอร้องล่ะ ผู้ชายชื่อเฮย์เดนนี่นะ นั่นคือความคิดแรกของเรา แต่พออ่านจบเรื่องเสียงความคิดเราก็กลาย โอ้เฮย์เดนจ๋า) เดินทางมาที่บ้านของนางเอก เพื่อพบกับญาติซึ่งเป็นผู้อุปการะนางเอก และกลับไปพร้อมกับทรัพย์สินทุกอย่างที่ญาติเธอ ทำให้เธอกลายเป็นคนไร้ที่อยู่ เพราะญาติไม่ยินดีที่จะเลี้ยงดูเธออีกต่อไปแล้ว เพราะแค่เลี้ยงตัวเองและน้องสาวก็แทบไม่พอ ทั้งที่ก่อนหน้าครอบครัวเธอถือเป็นผู้มีอันจะกินไม่น้อย คำอธิบายที่เธอได้รับกับการเปลี่ยนแปลงสถานภาพก็คือ เฮย์เดนตัดสินใจถอนเงินของตระกูลเขาออกจากธนาคารที่ญาติของเธอเป็นหุ้นส่วน อยู่ ทำให้ญาติของเธอต้องหมดตัวเพราะล้มละลาย นั่นทำให้อเล็กเซียนางเอกของเราเกลียดพระเอกอย่างมาก

เห็นรึยังคะว่าเรื่องไม่มีอะไรใหม่เลย และยังคาดเดาได้ง่ายกว่านั้นอีก เพราะพระเอกของเราต้องไม่ใช่คนใจไม้ใส่ระกำอย่างนั้นจริงไหม

จริงค่ะ

เพราะอันที่จริงเฮย์เดนไม่ได้เป็นผู้ทำลายญาติของเธอ หากแต่เขาค้นพบการฉ้อโกงเงินของธนาคารที่ญาติของเธอทำกับลูกค้าของธนาคาร เขาจึงเดินทางมาเพื่อเรียกร้องให้อีกฝ่ายชดใช้ และเขาจะยอมปิดปากเงียบกับการกระทำความผิดนั้น

ญาติของนางเอกยอมชดใช้ แต่ไม่วายที่จะอ้างเหตุผลที่เป็นการทำลายชื่อเสียงของพระเอก ซึ่งพระเอกก็ยังคงเป็นพระเอกที่ยึดมั่นในความพูดของตัวเองไม่ยอมเปิดเผยความ จริงแม้ว่าจะถูกเข้าใจผิด

หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้หวือหวา แต่เป็นหนังสือที่ตัวละครเป็นผู้เดินเรื่อง เราได้รู้จักับเฮย์เดน น้องชายของท่านมาร์ควิสผู้ที่รับผิดชอบการเงินของครอบครัว คนที่ทำทุกอย่างด้วยความประสิทธิภาพดั่งหุ่นยนต์แต่กลับห้ามใจตัวเองกับนาง เอกไม่ได้ ผู้ชายคนที่ (โคตร) มีเกียรติ จนเรายังอ่อนละลายไปกับเขา ผู้ชายคนที่คิดว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นเครื่องพักผ่อนยามว่าง ผู้ชายที่รักนางเอกมาพอจะบอกรักกับนางเอกก่อน และรักมากพอจะยอมปล่อยให้นางเอกเดินจากไป ถ้านั่นหมายความว่าเธอจะได้อยู่กับผู้ชายที่เธอรัก

เฮย์เดนเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้เรื่องพล็อตง่าย ๆ นี่ได้ผล จากภายนอกที่เป็นผู้ชายเย็นชา ภายในเขาก็เย็นชา เพียงแต่เฉพาะกับอเล็กเซียเท่านั้นที่เขากลายเป็นผู้ชายอีกคน ผู้ชายที่ห้ามตัวเองไม่ให้มีความสัมพันธ์กับสาวบริสุทธิ์ไม่ได้ แต่ก็มีเกียรติพอที่จะยอมแต่งงานกับเธอ แม้ว่าจะไม่มีใครเลยที่เรียกร้องให้เขาทำ

อ่านเรื่องนี้แล้วขอเตือนว่าอย่าไปสนใจคำบรรยายเรื่องที่ด้านหลังปกมาก นัก เพราะไม่ตรงกับความเป็นจริง ถ้าคุณอ่านโดยคาดว่าจะเจอกับเฮย์เดนที่เป็นอัลฟ่าเมลแล้วล่ะก้อ บอกเลยว่าผิดหวังแน่ค่ะ แต่เขาก็ไม่ใช่เบต้า เขาเป็นเพียงคนที่รู้ใจตัวเอง และกล้าที่จะทำตามหัวใจเรียกร้องโดยไม่สนใจว่ามีใครคาดหวังให้เขาทำหรือไม่

ทั้งเรื่องนางเอกเข้าใจพระเอกผิดว่าเขาเป็นคนที่ทำลายครอบครัวของเธอ และพระเอกก็ถูกผูกพันโดยคำพูดของตัวเองทำให้ไม่สามารถบอกความจริงได้ ปกติเราไม่ชอบเรื่องอย่างนี้มากนัก เพราะมักรู้สึกว่าทำไมไม่พูดกันให้รู้เรื่องไปเสียที (วะ) แต่อย่างที่บอกมาตลอด เรื่องนี้ได้ผล เรานั่งชื่นชมกับเรื่องราวที่นางเอกค่อยตกหลุมรักพระเอกมากขึ้นทุกวันทุกวัน แม้ว่าสมองจะบอกเธอว่าเขาเป็นคนโหดร้ายที่ทำลายคนที่เธอรัก และมองเห็นพระเอกที่พยายามถามตัวเองเป็นร้อยครั้งว่าทำไมถึงเป็นผู้หญิงคน นี้ ผู้หญิงที่เขาแน่ใจว่ารักผู้ชายคนอื่น (แม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว)

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด (อย่างน้อยสามเล่ม) และเหมือนทุกครั้งคนแต่งก็เก่งพอจะทำให้เรารู้สึกอยากอ่านเล่มถัดไปในชุด แม้ว่าเรื่องของเอเลียตน้องชายของเฮย์เดนจะไม่ดูน่าสนใจ แต่สำหรับคริสเตียนพี่ชายคนโต คนที่หายไปโดยไร้ร่องรอยเป็นเวลาเกือบสองปี (และทำให้ในระหว่างนั้นเฮย์เดนต้องเข้ามาจัดการด้านการเงินของตระกูล) และกลับมาโดยที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนที่เราสนใจมากที่สุด

และถ้าไม่เป็นการโอ้อวดเกินไป เราก็ขอทายเอาไว้เลย ณ วันนี้ว่า นางเอกของคริสเตียนคงจะเป็นโรส ญาติของอเล็กเซีย คนที่เข้าใจผิดว่าเฮย์เดนเป็นผู้ทำลายครอบครัวของเธอ

บอกได้คำเดียวว่าอยากอ่านค่ะ

The Rules of Seduction // Madeline Hunter (Con'd)

วันนี้บลอกเกี่ยวกับเรื่อง The Rule of Seduction ของแมดเดลีน ฮันเตอร์เป็นครั้งที่สองของวันนี้แล้ว อาจเพราะว่าวันนี้งานไม่ค่อยมีให้ทำ ก็เลยฟุ้งซ่าน แต่ก็เป็นไปได้มากที่เราถูกใจหนังสือเรื่องนี้มากจนไม่อาจลืมเลือนออกไปจาก ใจได้โดยง่าย

ไม่น่าเชื่อว่าเราชอบหนังสือที่เรียบง่ายอย่างเช่นเล่มนี้ ไม่มีความพิศดารแปลงกาย พระเอกไม่ใช่ยอดมนุษย์ ไม่ใช่สายลับเก่งกล้า เขาไม่ใช่กระทั่งขุนนางมียศศักดิ์ ที่สำคัญเขาไม่ใช่พระเอกแบบที่เราชอบ ไม่ใช่ตัวร้ายกลับใจ หากแต่เป็นผู้ชายที่เราคิดว่าหาเจอได้ในชีวิตประจำวัน เขาไม่สมบูรณ์แบบ แต่เขาเป็นคนที่เราคิดอยากจะเป็น (ไม่ใช่อยากจะเป็นผู้ชายนะ แต่เราอยากเป็นคนที่มีข้อผิดพลาด แต่มีความดีพื้นฐานทำให้รู้ว่าการกระทำของตัวเองผิด และคิดหาทางแก้ไข ทั้งยังมีเกียรติมากพอที่จะรักษาคำพูดของตัวเองเอาไว้)

อะไรที่ทำให้เราชอบหนังสือเรื่องนี้เหลือเกิน ส่วนหนึ่งอาจเพราะอ่านหนังสือไม่สนุกมาหลายเล่มก็ได้ แต่สาเหตุหลักใหญ่อาจเป็นเพราะเจ้าความเรียบง่ายนี่เอง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มีเสน่ห์อย่างมาก

หนังสือเปิดเรื่องอย่างหนังสือโรแมนซ์ยุคโบราณทั่วไป (แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ยุครีเจนซี่นะคะ เราคิดว่าน่าจะเป็นช่วงยุควิคตอเรียมากกว่า) ท่ามกลางฉากหลังเป็นเรื่องราวที่เกิดอาการพานิคกันทั่วเกาะอังกฤษทำให้หลาย ธนาคารล้มละลาย (เห็นไหมเราบอกแล้วว่าเรื่องไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น) เฮย์เดน รอธเวลปรากฎกายขึ้นในชีวิตของอเล็กเซีย เวลบอร์น

หนังสือเรื่องนี้พระเอกไม่ได้ตกหลุมรักนางเอกเพียงชั่วแรกเห็น (แล้วก็จัดการลากมาทำเป็นเมียเก็บเหมือนหนังสือดังบางเรื่อง) เขาช่วยเหลือนางเอกเพราะความรู้สึกผิด (บอกแล้วว่าเขาเป็นคนดีมาก) ที่ตัวเองทำลายชีวิตนางเอก และอย่างไม่รู้ตัวเขาก็ค่อยตกหลุมรักเธอ

การดูเฮย์เดนตกหลุมรักนางเอกไม่สนุกเท่ากับการดูอเล็กเซียตกหลุมรักเขา เพราะทั้งเรื่องเธอเชื่อว่าเขาเป็นคนเลว แต่นั่นไม่อาจหยุดความรู้สึกของเธอได้

ฉากหนึ่งที่พระเอกแอบติดตามนางเอกจากลอนดอนมายังบริสโทลแล้วมารอนางเอกอยู่ ที่โรงแรม เมื่อเขาแอบมองปฏิกริยาของนางเอกเมื่อทราบข่าวจากคนรับใช้ว่าพระเอกมารอเธอ อยู่เป็นฉากที่เราชอบมากที่สุดฉากหนึ่งในเรื่อง เมื่อเขามองเห็นอาการของนางเอกที่นิ่งเฉยไม่ยินดียินร้าย นี่คือความคิดของเขา

"It took him amoment to conqure the hallow reaction that opened inside him. He had not expected her to be pleased by his pursuit, although a small, romantic fantasy had emerged in which she expressed so much delight in his arrival that she could not find the heart to scold. He knew better than to anticipate a joyful reunion, however, and knew a good row was the more likely result when he found her that would have been preferable to what he had just seen . He did not like the visible evidence of just how indifferent she truly was."

แปลว่า (โปรดกรุณาให้อภัย เราไม่ใช่นักแปลค่ะ) "เขาต้องใช้เวลาสักใหญ่กว่าที่จะเอาชนะความรู้สึกว่างเปล่าภายในกายเขาได้ เขาไม่ได้ถึงกับคาดว่าเธอจะดีใจที่เห็นเขาติดตามเธอมา แม้ว่าความเพ้อฝันเล็กน้อยของเขาจะหวังให้เธอแสดงความรู้สึกยินดีกับการมา ของเขามากพอที่จะไม่ต่อว่า แต่เขารู้ดีเกินกว่าจะคาดหวังการพบกันที่เต็มไปด้วยความสุข อย่างไรก็ตามเขาก็ยังพอใจกับการโต้เถียงกันเล็กน้อยมากกว่าการที่เธอแสดงให้ เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอไม่มีความรู้สึกใดต่อเขาสักนิดเดียว"

ชอบค่ะ ผู้ชายใจน้อย

อดทนหน่อยแล้วกันค่ะ ตอนนี้กำลังบ้าเรื่องนี้ ไม่รับประกันว่าจะมี The Return of the Rule of Seduction Part III หรือไม่นะคะ

Friday, February 13, 2009

Simply Perfect // Mary Balogh

พล็อตที่ใช้กันบ่อยครั้งมากในหนังสือโรแมนซ์ก็คือ พล็อตที่พระเอกและนางเอกตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ และความสัมพันธ์ที่ตามมานับจากนั้น

แต่ในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของการตกหลุมรักของคนสองคน ที่ไม่ได้ปิ๊งกันตั้งแต่แรกพบ แต่การที่ได้รู้จัก พูดคุยกัน และเรียนรู้เื่รื่องราวของกันและกัน ทำให้กลายเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ อาจจะยิ่งกว่ารักแรกพบเสียอีก

Simply Perfect ของแมรี่ บาล็อคธ์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Simply ซึ่งเป็นเรื่องราวของครูสาวสี่คนในโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงของมิสมาร์ติน แต่คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องราวก่อนหน้าในชุดนี้หรอกนะคะ ยังไงก็รู้เรื่อง (แต่คุณอาจจะเกิดอาการคาแร็คเตอร์โอเวอร์โหลดก็เป็นได้ เพราะมีตัวละครในเล่มอื่น ๆ (ซึ่งไม่ใช่แค่สามเล่มก่อนหน้าหรอกนะ เพราะเรื่องนี้มีตัวละครในหลายชุดที่แมรี่เคยแต่งอยู่ด้วย) โผล่มาเต็มไปหมด

นางเอกของเรื่องก็คือ คลอเดีย มาร์ติน เจ้าของโรงเรียนนั่นเอง คอร์เดียเป็นสาวแก่ (ซึ่งก็แก่จริง ในวัยสามสิบห้าปี) ที่ออกจากรังเกียจบรรดาขุนนางบรรดาศักดิ์สูง โดยเฉพาะดยุค นั่นเพราะเธอมีประสบการณ์ไม่ดีกับดยุคพวกนี้มาก่อน เธอได้พบกับทายาทของดยุคอย่าง โจเซฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงบรรดาศักดิ์มาร์ควิสแห่งแอทติ้งโบโรห์ ซึ่งรับฝากข้อความจากเพื่อนสนิทของเธอ (ก็นางเอกเล่มสามในชุดล่ะ) มาส่งให้ระหว่างที่ทางที่เขากำลังจะไปเยี่ยมบิดา พร้อมทั้งยังรับอาสาพาคอร์เดียกลับไปลอนดอนพร้อมกับเขาด้วยในขากลับเข้า เมืองของตัวเอง

คอร์เดียซึ่งไม่ชอบขี้หน้าบรรดาขุนนางยศสูงพวกนี้อยู่แล้ว จำใจตกปากรับคำ เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ แต่แล้วการที่ทั้งสองได้เดินทางร่วมกันไปลอนดอน ก็ทำให้คอร์เดียพบว่า โจเซฟมีอะไรมากกว่าความหยิ่งผยองงี่เง่าแบบขุนนาง

โจเซฟมีความคิดที่ลึกล้ำ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ อย่างไม่น่าเชื่อคอร์เดียพบว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเขา

เมื่อทั้งคู่มาถึงลอนดอน คอร์เดียคิดว่ามันคือจุดสิ้นสุดการได้รู้จักกันของทั้งคู่แล้ว แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ปล่อยสองหนุ่มสาวให้แยกกันได้นานนัก เพราะโจเซฟซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ กับตัวละครหลายตัว ที่แต่ละคนก็ล้วนรู้จักคอร์เดียในช่วงชีวิตช่วงใดช่วงหนึ่งของเธอ พาเขากลับมาพบเธอหลายครั้ง และคอร์เดียนี่เองที่โจเซฟหวังเป็นที่พึ่งในการนำลูกสาวนอกกฎหมายผู้ตาบอด ของเขาเข้าโรงเรียน

โจเซฟแตกต่างจากขุนนางหนุ่มทั่วไป เพราะเมื่อเมียเก็บของเขาท้อง และคลอดลูกสาวที่ตาบอด โจเซฟหยุดการใช้ชีวิตเสเพลทั้งหมด และทุ่มเวลาให้กับเด็กน้อยผู้นั้น เขาถึงขนาดเลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงสาวทุกคน และปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานกับหญิงผู้เหมาะสม เพราะเขาไม่อาจใช้ชีวิตสองหน้าได้ แต่เมื่อแม่ของลูกสาวของเขาตายลง และดยุคผู้เป็นบิดาของเขาป่วย โจเซฟก็รู้ว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำหน้าที่แล้ว

หญิงสาวผู้เพียบพร้อมถูกเลือกให้เขา ซึ่งโจเซฟก็ยอมรับในการกำหนดนั้น เพียงแต่เขาไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้สนใจมิสมาร์ตินผู้แข็งกร้าวได้เลย เธอไม่เหมือนอย่างที่เขาคิดเมื่อแรกเห็น คอร์เดีย มาร์ตินเป็นหญิงสาวที่ประสบความสำเร็จในโลกของผู้ชาย เธอกล้าที่จะก่อตั้งโรงเรียนด้วยเงินทุนของตัวเอง เธอมีชีวิตที่เป็นอิสระ และฉลาดที่สุดเขาเคยได้เจอ

อย่างที่บอกนะคะ หนังสือเรื่องนี้เป็นการอ่านเรื่องราวของการตกหลุมรัก ทั้งคอร์เดีย และโจเซฟมีเปลือกภายนอกที่ปรากฎต่อคนอื่น เปลือกเหล่านั้นค่อย ๆ หลุดไปเมื่อทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มต้นเพราะโจเซฟต้องการให้คอร์เดียรับลูกสาวตาบอด ของเขาเข้าโรงเรียน ก่อนที่จะพัฒนาไปไกลกว่านั้น แต่นั่นคือ ความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ทั้งคอร์เดียและโจเซฟต่างรู้ดี และสิ่งที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ ในเรื่องนี้ก็คือ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เคยไปไกลเกินการจูบ เพราะในเวลานั้นโจเซฟรู้ว่า เขากำลังจะหมั้นหมายกับหญิงสาวอีกคน ในขณะที่คอร์เดียก็รู้ตัวว่าไม่เหมาะสมกับการเป็นดัชเชส

การดำเนินเรื่องของเล่มนี้เป็นไปอย่างเนิบนาบนะคะ แต่ไม่น่าเบื่อเลยสักนิดเดียว แม็กซ์ชอบที่ได้รู้จักผู้ชายอย่างโจเซฟ เขาเคยเป็นตัวละครรองในหนังสือหลายเล่ม และแม็กซ์บอกตามตรงว่าไม่เคยคิดว่าเขาจะ "ลึก" ได้เพียงนี้ ในขณะที่คอร์เดียเป็นตัวละครที่คงรักษาบุคลิกของเธอไว้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่รู้สึกว่าเธอ "แข็ง" เกินไป

ติดใจประเด็นเดียวในเรื่องนี้ค่ะ นั่นก็คือการคลี่คลายเกี่ยวกับคู่หมั้นของโจเซฟมันง่ายเกินไป เราอยากให้เขาโจเซฟเป็นคนตัดสินใจเองมากกว่า (แม้ว่าการตัดสินใจนั่นจะนำความเสื่อมเสียมาให้เขามากแค่ไหนก็ตาม) จบแบบนี้ทำให้มันดูไม่สมจริงน่ะค่ะ แต่เป็นการจบที่ปราณีต่อตัวละครอย่างยิ่ง

คะแนนที่ 77

The Raven Prince // Elizabeth Hoyt

ตอนตั้งชื่อบลอกไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร คิดอยู่นานว่าเจ้าคำว่า "raven" นี่มันหมายความถึงนกชนิดใดกันแน่ ด้วยความขี้เกียจเปิดดิกก็เลยสรุปเอาเองว่าเป็นนกกาเหว่า คนที่รู้ดีช่วยบอกด้วยแล้วกันว่าแปลผิดอ่ะเปล่า

หนังสือที่ชื่อเรื่องไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องเลย The Raven Prince มีส่วนในเนื้อเรื่องตรงที่เป็นหนังสือที่น้องสาวผู้ล่วงลับไปของพระเอกอ่าน และมีการเล่าเรื่องในหนังสือเล่มนี้ในบทเกริ่นนำก่อนที่จะเข้าเนื้อเรื่อง

หนังสือเล่มแรกของ Elizabeth Hoyt ที่เราชอบ และตั้งใจว่าจะติดตามงานเล่มต่อไปของเธอ

สำหรับคนที่ชอบพระเอกสุดหล่อ โคตรเข้ม อย่าอ่านเรื่องนี้ ฉากเปิดตัวพระเอกในเรื่องทำเอาแม็กซ์งงต้องเปิดพลิกกลับไปอ่านอีกรอบ ว่าไอ้หมอนี่ล่ะนะคือพระเอก

ผู้ชายที่ตัวใหญ่ ดูหยาบ ผิวหน้าเป็นแผลเป็นจากโรคไข้ทรพิษ นี่คือพระเอกของเรา เอ็ดเวิร์ดเป็นสิ่งตรงข้ามในจินตนาการพระเอกในหนังสือโรแมนซ์ แต่ในขณะเดียวกันนางเอกของเราก็ไม่ใช่นางเอกผู้เป็นสาวน้อยไร้เดียงสา เธอเป็นแม่ม่ายสามีตาย คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้เป็นมารดาของสามี (มีหนังสือไม่กี่เรื่องนักหรอกที่นางเอกของเราจะญาติกะแม่ของอดีตสามีได้)

นางเอกของเรากำลังถึงตาจน เธอต้องหางานทำ และเมื่อโอกาสเปิดเธอเข้าไปทำงานที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าทำ เธอสมัครเป็นเลขานุการส่วนตัวให้กับเอ็ดเวิร์ด ท่านเอิร์ลออฟซัมธิ่ง (เราจำไม่ได้น่ะ)

ความสัมพันธ์ของผู้ชายอารมณ์ร้ายกับผู้หญิงที่ไม่กลัวกับการต่อปากต่อคำกับ เขาก็เกิดขึ้น เราชอบความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอกค่ะ แม้ว่าจะมีหลายฉากที่ดูไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในเรื่องความบังเอิญที่นางเอกได้มารู้จักกับนางบำเรอที่มีเส้นสายทำ ให้เธอสามารถปลอมตัวเป็นนางโลมแล้วเข้าไปเจอกับพระเอกในซ่องชื่อดังได้

เราชอบภาษาที่คนแต่งใช้ ชอบเนื้อเรื่องที่ตัวละครซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ที่สำคัญเราชอบที่นางเอกรู้สึกตัวทันเวลาว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ คืออะไร และการที่เธอย้อนกลับมาพระเอกเองโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก รู้ได้ด้วยตัวเอง

จบท้ายบลอคด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยก็คือ มีใครรู้จักโรงแรมดีดีราคาถูกถูกที่ฮ่องกงบ้างคะ อยากขอคำแนะนำค่ะ

Pleasure for Pleasure // Eloisa James

แม็กซ์หายหน้าไปหลายวัน ไม่ใช่งานยุ่งหรือติดธุระอื่นใด แต่เป็นเพราะมัวไปเก็บตกอ่านหนังสือน่ะค่ะ ก็เลยถือโอกาสของรายงานผลการอ่านแล้วกัน

Pleasure for Pleasure ของ Eloisa James

หนังสือที่ชื่อน่าเกลียดและไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงกับเนื้อเรื่อง เรื่องของนักเขียนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งนิยายชิกลิกยุคโบราณ

แม็กซ์ไม่ชอบหนังสือแนวชิกลิก แต่ดันอ่านงานของอีลอยซ่าทุกเล่ม ไม่มีเล่มไหนอยู่ในระดับที่ชอบมาก แต่ส่วนใหญ่ก็อ่านได้ ไม่เสียดายเงิน จนกระทั่งเล่มนี้ ที่แม็กซ์พูดได้เต็มปากว่าชอบค่ะ

ความสุขเพื่อความสุขเป็นหนังสือเล่มที่สี่ในชุดพี่น้องตระกูลเอสเซ็ซที่แต่ ละคนล้วนแต่งงานดีดีทั้งน้าน (ก็แหมเป็นนางเอกกันทุกเล่ม) เล่มนี้เป็นเรื่องของน้องนุชสุดท้อง โจซี่ที่แตกต่างจากนางเอกโรแมนซ์เรื่องอื่น เพราะเธอใฝ่ฝันอยากแต่งงาน แต่การหาคู่ของเธอไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อเธอถูกขนานนามไปทั่วยุครีเจนซี่ว่า เป็นไส้กรอกพันธุ์สก๊อต คนที่อ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดคงจะงงเพราะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน ตัวละครนับสิบออกมาทำความวุ่นวายไปทั่ว แต่สำหรับคนที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่เล่มแรก เล่มนี้ถือว่าเป็นการปิดฉากชุดได้สวยงาม

พระเอกของเรื่องคือเมนน์ นี่เป็นการสปอยล์อย่างมากแล้ว เพราะคนแต่งตั้งใจให้เป็นเซอร์ไพร์คนอ่าน แต่สำหรับแม็กซ์ซึ่งฉลาดเหนือมนุษย์ย่อมยั่งรู้แต่อ่านเล่มแรกแล้วว่านายคน นี้ล่ะจะเป็นพระเอกของโจซี่

หนังสือเริ่มต้นได้แปลกเมื่อพระเอกประกาศหมั้นกับผู้หญิงคนอื่น แถมบอกว่ารักเจ้าหล่อนคนนั้นอีกต่างหาก หลายคนคงส่ายหัวบอกเรื่องแบบนี้ม่ายอ่านม่ายอ่าน

แต่หยุดก่อนนี่เป็นงานของอีลอยซ่า เจมส์นะ เจ้าแม่เรื่องที่คาดหมายได้ยาก

แม็กซ์ไม่ค่อยชอบการดำเนินเรื่องของเธอนักหรอก ยกเว้นเรื่องนี้ที่ทุกอย่างรู้สึกลงตัวไปหมด

ชอบที่โจซี่รู้จักเมนน์ดีกว่าที่เมนน์รู้จักตัวเอง ชอบฉากที่เมนน์รู้ตัวว่า ซะยังไงก็ต้องตกหลุมเสน่ห์ของโจซี่แน่ ๆ ชอบที่เมนน์ไม่แสดงความเป็นพระเอกงี่เง่าเมื่อรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดจนตก กระไดพลอยโจนแต่งงานกะโจซี่

น่ารักไปเสียทั้งหมด

เรื่องนี้เหมาะกับคนที่อยากอ่านอะไรที่แปลกและแตกต่าง เนื้อเรื่องคาดเดาไม่ได้ และสำหรับคนที่ไม่คิดมากอยากได้สาระอะไรจากนิยายโรแมนซ์

The Prince Kidnaps the Bride // Christina Dodd

หนังสือชื่อเรื่องแสนเชย The Prince kidnaps a bride ของคริสติน่า ดอจจ์ เช่นเดียวกับเล่มแรกของอีลอยซ่า เจมส์ เป็นเล่มสุดท้ายในชุดเจ้าหญิงหาย

แม็กซ์คลั่งเล่มนี้ตั้งแต่หนังสือยังไม่ออก เพราะว่าชอบเจ้าชายเรนเจอร์คนที่ออกมามาดเท่ห์ในสองเล่มแรก เจ้าชายวัยสิบเจ็ดปีที่ถูกจับไปขังคุกใต้ดินเป็นเวลากว่าแปดปี คนที่ทั้งจิตใจมุ่งมั่นในสิ่งเดียวก็คือการได้กองทัพมาเพื่อกลับไปฆ่ากบฎที่ รุกรานดินแดนของเขา

เรนเจอร์ทำทุกอย่างเพื่อประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะหมายถึงการหลอกลวงเจ้าหญิงสาวไร้เดียงสาที่เติบโตมาคอนแวนท์

แม็กซ์เกลียดพล็อตของเรื่องนี้ทันทีที่รู้ว่าซอร์ช่าโตในคอนแวนท์ ขอร้องล่ะ นางเอกจะเพียว และใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดไหน แต่ซอร์ช่ากลับทำให้เราเปลี่ยนใจได้ ไม่ใช่เพราะว่าเธอกร้านโลก แต่เธอมีแง่มุมที่ทำให้เธอแตกต่างจากนางเอกที่โตในคอนแวนท์เป็นพันคนที่เดิน ในหน้าหนังสือโรแมนซ์

เธอซื่อได้น่ารัก ทำให้เราคิดถึงนางเอกอีกคนที่โตในคอนแวนท์เช่นกัน อเลสซานดร้า (ใครนึกออกไหมว่าเธอมาจากเรื่องอะไร) ที่แปลกก็คือเธอก็เป็นเจ้าหญิงเช่นเดียวกับซอร์ช่า

เรนเจอร์ก็ร้ายสมกับเป็นพระเอกของคริสติน่า ซอร์ช่าก็ไม่โง่เหมือนนางเอกคนล่าสุดของดอจจ์ (กลับไปดูบลอกเก่าแล้วกันถ้าอยากรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร) หนังสือเรื่องนี้จึงถึงเป็นการกลับมาของคริสติน่า ดอจจ์ในใจเรา (นักเขียนคนนี้มักจะเป็นอย่างงี้ ทำให้แม็กซ์ผิดหวังอย่างรุนแรง แล้วก็กลับมาทำคะแนนตีตื้นได้ในเล่มถัดมา)

เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดของคริสติน่า (สำหรับแม็กซ์แล้ว ในเวลานี้เรื่อง Someday my prince ยังเป็นอันดับหนึ่งอยู่) แต่ก็จัดให้อยู่ในระดับต้นเลยค่ะ

สรุปสรุป (เดี๋ยวจะว่าเขียนไม่รู้เรื่อง) ควรอ่านเรื่องนี้ทั้งชุด หาไม่แล้วคงไม่กรี๊ดกับเรนเจอร์เหมือนแม็กซ์ เสน่ห์ของเรื่องจะหายไปหลายเท่าตัว แต่เล่มแรกไม่ค่อยหนุกนะคะ ทนเอาหน่อย ตอนหลัง ๆ เรื่องดีขึ้น ส่วนเล่มสองสนุกมากทีเดียวพอกะเล่มนี้แหละ

The Mad, Bad Duke // Jennifer Ashley

ตอนนี้กำลังอ่านเรื่อง The Mad, Bad Duke ของ Jennifer Ashley ครึ่งแรกของเรื่องอ่านได้เร็วมาก แต่ตอนนี้เริ่มอืดแล้ว (แม็กซ์หมายถึงความเร็วในการอ่านนะคะ ไม่ใช่อาการอืดเพราะกินอาหารกลางวันเยอะเกินไปหน่อยของตัวเอง)

สิ่งดึงดูดใจที่ทำให้แม็กซ์อยากอ่านเรื่องนี้ก็เพราะอเล็กซานเดอร์ แกรนด์ดยุคแห่งเวนกาเรีย หรือพูดให้ถูก อดีตตัวร้ายจากเรื่อง Penelope and the Prince Charming

สไตล์พระเอกในดวงใจของแม็กซ์ต้องผ่านประสบการณ์เป็นผู้ร้ายมาก่อน เห็นเป็นไม่ได้ ต้องตามซื้อมาไว้ในครอบครอง และอเล็กซานเดอร์ก็ร้ายไม่ใช่ย่อย ถือเป็นตัวร้ายหลักในเรื่องเพเนโลปี้เลยทีเดียว

แต่ตัวร้ายกลับใจของแม็กซ์จะเลวเล้วเลวไม่ได้ ต้องมีเหตุผล และเหตุผลของอเล็กซานเดอร์ก็เท่ห์ซ้า เขาอายุเพียงสิบสามปีตอนที่พ่อเขาโดยพ่อของเดเมี่ยน (พระเอกเรื่องเพเนโลปี้) ฆ่า เขาต้องสวมหน้ากากของแกนด์ดยุคอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างในชีวิตของเขาก็เพื่อเวนกาเรีย แม้ว่าจะหมายถึงการที่เขาต้องถูกเนรเทศมาอยู่ที่อังกฤษ

ในตอนจบเรื่องเพเนโลปี้ อเล็กซานเดอร์ซึ่งยอมรับว่าเดเมี่ยนเป็นผู้น้ำที่เหมาะสมของเวนกาเรีย เขาละทิ้งความพยายามแย่งบังลังค์ (เพราะเขาเห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นหลัก) และยอมที่จะให้เดเมี่ยนส่งเขามาเป็นทูตที่อังกฤษ (เพราะเดเมี่ยนไม่ไว้ใจให้เขาอยู่ที่เวนกาเรียต่อ)

ความสนุกของเรื่องนี้อยู่ที่การได้เห็นอเล็กซานเดอร์ประพฤติตัวผิดนิสัย โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับมีแกน นางเอกของเรื่อง (แม้ว่าเหตุผลที่ให้ในเรื่องจะไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย)

อเล็กซานเดอร์เป็นตัวละครในใจของแม็กซ์ เขาเป็นหนึ่งในพระเอกไม่กี่คนที่ทำให้แม็กซ์นึกถึงเรื่อง The Prince ของมาเคียเวลลี่คนที่โชคร้ายพอที่จะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ หรือเคยเรียนเกี่ยวกับมาเคียเวลลี่ก็คงจะรู้ประโยคเด็ดที่ใช้กับทั่วในวงการ นิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่ว่า "The end justifies the mean" ผลลัพธ์เป็นตัวกำหนดการกระทำ ดังนั้นไม่ว่าจะต้องทำชั่วเพียงใดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี นั่นก็เป็นการกระทำที่ยอมรับได้

อเล็กซานเดอร์เป็นหนึ่งในตัวละครที่มีความเชื่อเช่นนั้น และสำหรับแม็กซ์นั่นเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เขาเซ็กซี่สุดสุด

หนังสือเรื่องนี้ไม่ถึงกับทำให้ผิดหวัง เพราะอเล็กซานเดอร์ยังคงเป็นตัวละครตัวเดิมที่แม็กซ์กรี๊ดและจำได้จากเรื่อง เพเนโลปี้ แต่ครึ่งหลังของเรื่องที่ช้าและยืดยาด ทั้งยังเอาพล็อตพารานอมอลมาผูกทำให้อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกำลังฟังเพลงเม ดเลย์มากไปหน่อย แต่โดยรวมก็ยังโอเคค่ะ

แต่แม็กซ์ก็ยังอดคิดไม่ได้ ถ้าโจ เบฟเวอร์ลี่เป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้ล่ะ อเล็กซานเดอร์จะเท่ห์ขนาดไหนเนี่ย

A Lady's Pleasure // Renee Bernard

ด้วยเหตุที่แม็กซ์เป็นคนดี ทำตามคำสั่งมาม้าเก็บหนังสือที่กองไว้เต็มบ้าน แม็กซ์ก็เลยมีหัวข้อมาเล่าสู่กันฟัง แต่ก่อนอื่นขอเริ่มต้นด้วยการพูดถึงหนังสือที่เพิ่งอ่านจบไปก่อนแล้วกัน

นั่นก็คือเรื่อง The Lady's Pleasure ของ Renee Bernard

ความสุขของคุณผู้หญิงเป็นแนวย้อนยุคที่กำลังฮิตกันในตอนนี้ นั่นก็คือแนวอีโรติกโรแมนซ์ แม้ว่าความร้อนแรงจะสู้กับแพสชั่นของลิซ่า แวลเดซไม่ได้ แต่ก็คงถูกใจผู้นิยมเรื่องฮ็อต

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมาก แค่นางเอกเบื่อชีวิตแม่ม่าย ก็เลยไปเรียนวิชากะมาดามชื่อดังถึงวิธียั่วยวนผู้ชาย ผู้ชายที่เป็นเป้าหมายของเธอเป็นหนุ่มสังคมชื่อดังที่เคยพูดจาเหยียดหยามเธอ เอาไว้ว่าเป็นแม่ม่ายหน้าเกลียด แต่แล้วก็ผิดฝาผิดตัวไปลงเอยกะพระเอกที่บังเอิญเสียจริงดันเป็นศัตรูคนสำคัญ ของผู้ชายที่เป็นเป้าหมายของนางเอก

สิ่งที่ไม่เวิร์คสำหรับแม็กซ์ก็คือ ความบังเอิญที่มากเกินไป

ในทางกลับกัน เรื่องนี้เวิร์คเพราะว่าทั้งเรื่องแม้จะไม่มีการแก้ความเข้าใจผิดของพระเอก ที่ว่านางเอกเป็นชู้รักกับศัตรูของตน เขาก็ยังสารภาพรักกับเธอ และตลอดเรื่องไม่ได้ทำร้ายจิตใจนางเอกด้วยความเข้าใจผิดนั้น ดังนั้นคนที่ชอบอ่านเรื่องพระเอกทำร้ายจิตใจนางเอกอย่างรุนแรง ขอร้องให้กลับไปอ่านเรื่องอื่นเถอะค่ะ เรื่องนี้ไม่เข้าแก็ปค่ะ

โดยรวมซื้อมาอ่านได้ค่ะ

กลับมาเรื่องหลักของบลอกกัน วันนี้คุณเก็บหนังสือกันรึยัง

คุณเป็นอย่างแม็กซ์หรือเปล่า ที่ซื้อหนังสือมาจนไม่มีที่เก็บ ก็เลยต้องกองไว้ทั่วบ้าน จนวันนึงก็ได้รับประกาศิตจากผู้เป็นใหญ่ในบ้านสั่งให้เก็บ หาไม่แล้วจะเอาไปทิ้ง (แต่มาม้าไม่กล้าหรอก แม็กซ์รู้)

เมื่อนั้นก็จะเกิดอาการไฟลนก้น แม๊กซ์ใช้เวลาวันเสาร์และอาทิตย์รวมทั้งวันจันทร์ทั้งวันเก็บหนังสือค่ะ แต่การเก็บของแม็กซ์นี่ไม่ธรรมดานะ

ขออวดหน่อยแล้วกัน การเก็บหนังสือของแม็กซ์นี่ไม่ใช่การจัดใส่ตู้

ไม่ใช่ มันทำง่ายอย่างนั้นไม่ได้ เพราะตู้มันเต็มอ่ะ

แม็กซ์ต้องบรรจงคีย์ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือลงในคอมพิวเตอร์ และระบุจุดที่เก็บหนังสือเล่มนั้นเอาไว้ เพราะถ้าไม่คีย์ก็จะจำไม่ได้ (แต่ถึงคีย์แล้วก็จำไม่ได้อีก เพราะนี่มีลังหนังสือหายไปหนึ่งลัง ยังหาไม่เจอ คีย์ข้อมูลไว้แค่ ลัง1 แต่นึกไม่ออกว่าเจ้าลัง 1 นี่มันอยู่หนใด)

นั่งทำสามวันเก็บหนังสือไปได้ 300 เล่ม เหลืออีกประมาณครึ่งนึงที่ต้องเอาไว้ทำต่อวันปีใหม่

คติประจำวันนี้จึงเป็นการเตือนว่า เก็บหนังสือครั้งละวัน งานไม่หนัก เก็บหนังสือครั้งละปี จะปวดหลัง เหมือนอย่างที่แม็กซ์เป็นอยู่ตอนนี้

Autumn in Scotland // Karen Ranney

นี่ใช้บรรยายความรู้สึกที่แม็กซ์มีต่อหนังสือเล่มที่กำลังจะพูดถึงได้เป็นอย่างดี

เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แสนจะเอื่อยเฉื่อย

"ฤดูใบไม้ร่วงในสก๊อตแลนด์" ของคาเรน เรนนี่ย์ นักเขียนที่ขึ้นชื่อว่าเขียนเรื่องบีบหัวใจได้เจ็บจี๊ด มือตกกับหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ

โอเคแม็กซ์น้ำตาตกกับตอนจบ (นิดหน่อยค่า) แต่กว่าจะถึงฉากกินใจนี่ มันช่างงงงงงงน่าเบื่ออออออออเหลือออออออออเกินนนนนนนนน

คิดว่าน่าจะเข้าใจความรู้สึกของแม็กซ์นะค้า

เรื่องนี้ไม่ได้เลวร้าย ในเวลาเดียวกันมันก็ไม่มีอะไรที่น่าจดจำ

หนังสือที่ใช้พล็อตที่แสนจะคุ้นเคย สามีที่กลับมาหลังจากการจากกันไปหลายปี เรื่องก็คือ ผู้ชายที่กลับมา กลับไม่ใช่สามีของชาร์ล็อตต์น่ะสิ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของสามีของเธอ แต่ด้วยความเข้าใจผิด (เพราะหน้าตาดันคล้ายกัน) ทำให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นสามีของเธอ และดิกสัน (โคตรเกลียดผู้ชายชื่อนี้เลย) ก็ถูกใจเธอพอที่จะไม่แก้ความเข้าใจผิดนั้น

บอกอะไรให้ไหมคะ (ถึงไม่อยากรู้ แม็กซ์ก็จะบอกค่ะ) อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้เกิดแรงฮึดอยากไปหาหนังเรื่องซัมเมอร์สบี้มาดูอีกรอบค่ะ มันซึ้งและกินใจกว่ากันเยอะ แม้ว่าเรื่องนั้นพระเอกจะตายก็ตาม

กลับมาเข้าเรื่อง สรุปง่าย ๆ แฟนของคาเรนก็จงอ่านต่อไป มันไม่ได้เลวร้าย เพียงแต่น่าเบื่อมากกกกกกกกกเท่านั้นนนนนนนนนน

ส่วนคนที่คิดจะอ่านคาเรน แนะนำด้วยความหวังดีว่า อย่าเริ่มต้นที่เล่มนี้ เพราะคุณอาจจะผิดหวังแล้วก็จะพลาดโอกาสได้อ่านงานของนักเขียนที่ดีที่สุด ถ้าอยากอ่านคาเรน เรนนี่ย์ แม็กซ์แนะนำให้ไปอ่านเรื่อง Upon a wicked time หรือว่า After the kiss จะเวิร์กกว่าค่ะ