Showing posts with label 2009. Show all posts
Showing posts with label 2009. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Bride of a Wicked Scotman // Samantha James

หนังสือเล่มนี้หยิบมาอ่านคั่นเวลาค่ะ เพราะแม็กซ์ไม่อยากอ่านอะไรที่จะมีความหมายมากจนเกินไป เลยเลือกเรื่องของคนแต่งที่เราไม่คาดหวังอะไรนัก และก็ได้อย่างที่คาดค่ะ คือ ไม่มีอะไรให้คาดหวังได้

Bride of a Wicked Scotman ของซาแมนธา เจมส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มสาม หรือเล่มสุดท้ายในชุดไตรภาคเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลแม็คไบร์ด ที่เล่มนี้เล่าถึงเรื่องราวของอเล็ค แม็คไบร์ดพี่ชายคนโต และยังเป็นดยุคแห่งเกลนเดนอีกด้วย (สำหรับคนที่สนใจ แม็กซ์สับเละหนังสือสองเล่มแรกในชุดแล้วที่บลอกนี้ค่ะ)

เรื่องนี้ตั้งต้นดูน่าสนใจดีนะคะ เล่าถึงเลดี้มัวร่า โอดอนเนลผู้ที่บิดาได้สั่งเสียก่อนตายให้เธอออกตามหาสมบัติล้ำค่าของตระกูล ที่ถูกขโมยไปเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน เบาะแสเดียวที่เขาทิ้งไว้ให้ก็คือ การบอกว่าอเล็ค แม็คไบร์ดซึ่งเป็นดยุคชาวสก๊อตที่เดินทางมาเที่ยวไอร์แลนด์อันเป็นบ้านเกิด ของเธอมีส่วนรู้เห็น นั่นเพราะอเล็คเป็นลูกหลานของโจรสลัดที่ปล้นสมบัติชิ้นนี้ไป

สมบัติชิ้นนี้เป็นเครื่องลางนำโชคดีมาให้กับตระกูลโอดอนเนล ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ความเจริญรุ่งเรือง ความมั่งคั่งก็เดินจากไปจากตระกูล ทำให้มัวร่าที่แม้จะเป็นลูกสาวของเอิร์ล แต่ก็มีความเป็นอยู่ไม่ต่างไปจากสาวชาวบ้านทั่วไป แต่เมื่อให้คำมั่นกับบิดาที่จะตามหาสมบัติของตระกูลกลับมา เธอก็ยินดีที่จะแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งการหลอกลวงดยุคหนุ่มให้แต่งงานกับเธอ

นั่นเพราะมัวร่ามองไม่เห็นทางอื่นที่จะให้อเล็คพาเธอกลับไปสก๊อตแลนด์บ้าน เกิดของเขาด้วย เธอแน่ใจว่าสมบัติประจำตระกูลจะต้องถูกซ่อนอยู่ที่บ้านของอเล็ค และการหลอกให้เขาเชื่อว่า เขาได้ล่วงเกินเธอ จนกระทั่งยอมแต่งงานกัน จึงเป็นทางเดียวที่เธอจะแทรกตัวเข้าไปในชีวิตของเขาได้

แต่การใช้ชีวิตร่วมกับอเล็คโดยไม่ตกหลุมรักเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอเล็คไม่มีอะไรเหมือนกับบรรพบุรุษผู้เป็นโจรสลัดของเขา อเล็คเป็นสุภาพบุรุษและหล่อเหลา แถมยังเอาใจใส่ต่อ "ภรรยา" คนนี้ของเขาเป็นอย่างดี แต่มัวร่าก็รู้ว่า การแต่งงานระหว่างทั้งคู่เป็นเพียงเรื่องจอมปลอม และเธอจะต้องกลับไปไอร์แลนด์ในที่สุด ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมปล่อยใจให้รักเขา

แต่นี่คือหนังสือโรแมนซ์ ดังนั้นแม็กซ์จึงคิดว่า พวกเราน่าจะรู้ถึงจุดจบของเรื่องกันดีนะคะ

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังอะไรจากการอ่านเล่มนี้ ซึ่งเป็นข้อดีค่ะ เพราะถ้าคาดแม็กซ์คงต้องเขวี้ยงหนังสือทิ้งขยะไปแล้วล่ะ หลายจุดในเรื่องไร้เหตุผลอย่างรุนแรง เราเข้าใจนะคะว่า คนแต่งตั้งใจจะใช้แง่มุมของพารานอมอลหน่อย ๆ กับสมบัติประจำตระกูลของมัวร่า แต่ขอโทษนะ การให้นางเอกของเรื่องซึ่งความจะเป็นหญิงสาวที่ฉลาดและมีปัญญา ทำทุกอย่างด้วยความรู้สึก เธอแน่ใจว่า สมบัติของตระกูลจะต้องถูกซ่อนเอาไว้ที่บ้านของอเล็ค เพราะเธอสัมผัสบางอย่างได้จากอากาศ เธอมั่นใจว่า อเล็คเป็นลูกหลานของโจรสลัดที่ขโมยสมบัติประจำตระกูลไป เพราะเธออ่านชื่อของเขาจากหนังสือพิมพ์แล้วก็รู้สึกแน่ใจ มันดูทำให้สติปัญญาของนางเอกถดถอยลงไปน่ะค่ะ เพราะในแง่มุมอื่นของเรื่อง มัวร่าก็ไม่ได้มีสัมผัสพิเศษอะไรทั้งสิ้น

แล้วการออกตามหาสมบัติประจำตระกูลชนิดทุ่มสุดตัวนี่ีอีก แม้ว่าท้ายสุดมันเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เมื่อสมบัติคืนมา ตระกูลโอดอนเนลก็เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง แต่ในยุคที่วางพล็อตเรื่องนี้ไว้ก็น่าจะราว ๆ ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคที่มนุษย์พัฒนาวิทยาศาสตร์จนเจริญสูงสุด การได้เห็นนางเอกงมงายจนไร้เหตุผล (แม้ว่ามันจะเป็นความเชื่อที่ถูกต้องก็ตาม) เราจึงรู้สึกเหยียด ๆ นางเอกคนนี้สักหน่อย เพราะตลอดทั้งเรื่องเราก็ไม่เห็นเหตุการณ์อะไรที่จะสนับสนุนความเป็นพารานอ มอลส่วนอื่นในเรื่องเลย

แม็กซืรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหากับนางเอกของซาแมนธา เจมส์เกือบทุกเรื่องเลยนะคะ แต่สำหรับพระเอก เราค่อนข้างโอเคกับอเล็ค แต่นั่นก็ไม่อาจบอกอะไรได้มากหรอกนะคะ เพราะเราก็รู้สึกนิดหน่อยว่า ผู้ชายที่ฉลาดไม่น่ามาเอาผู้หญิงอย่างมัวร่า เขาน่าจะได้ใครที่ดีกว่านี้นะ

แต่อย่างที่บอกนะคะ เราหยิบมาโดยที่ไม่คาดหวัง ดังนั้นเมื่อเราไมไ่ด้อะไรจากการอ่านเล่มนี้เลย (แม้กระทั่งความสนุก) แม็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดอะไร แต่คงไม่ได้คาดหวังหรอกนะคะว่าแม็กซ์จะให้คะแนนสูง

ต้องขอโทษสำหรับแฟน ๆ ของซาแมนธา เจมส์ (ที่เรารู้ว่ามีเยอะเหมือนกันในเมืองไทย) แต่เราไม่ถูกทางกับงานของเธอจริง ๆ ค่ะ คะแนนที่ 43

Kept // Jami Alden

นี่เป็นหนังสือเล่มที่อยากอ่านมากที่สุดของเดือนนี้เลยค่ะ แต่ก็ดันเป็นเล่มที่มาถึงเมืองไทยช้าที่สุดจนได้ ดังนั้นพอได้มาอยู่ในครอบครองจึงรีบอ่านทันที

แต่แม็กซ์ก็ยังงงตัวเองนิดนึงนะคะว่า ทำไม้ทำไมหนังสือชุดนี้ถึงกลายเป็นเรื่องที่เราอยากอ่านมากขนาดนี้ได้ ทั้งที่ตอนอ่านเล่มแรกใน ชุดจบไป เราก็ยังไม่ได้เกิดอาการเครซี่คลั่งไคล้เล่มนี้อะไรนัก แต่อย่างช้า ๆ และไม่รู้ตัว พี่น้องตระกูลแท็คเกิร์ตก็แทรกเข้ามาอยู่ในใจเราได้ซะงั้น

Kept ของเจมี่ อัลเด้น

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Gemini Men ซึ่งเล่าเรื่องราวของสามศรีพี่น้องตระกูลแท็คเกิร์ตที่ร่วมกันก่อตั้งบริษัท รักษาความปลอดภัยที่ชื่อว่าเจมมิไน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องอ่านเล่มแรกก่อนนะคะ ก็สามารถอ่านเรื่องนี้รู้เรื่องได้ เพียงแต่ถ้าคุณอ่านเล่มนี้ก่อน มันอาจจะเป็นการสปอลย์เล่มแรกไปบ้างเล้กน้อย

หนังสือเปิดเรื่องขึ้นที่งานเลี้ยงเพื่อการกุศลสุดหรูที่เดเร็ค แท็คเกิร์ตพี่ชายคนรองทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ เดเร็คเป็นคนที่ขรึมที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง เขาค่อนข้างเก็บตัว และไม่ได้มีเสน่ห์เหลือเฟือเหมือนน้องชายฝาแฝดอย่างเอธาน (พระเอกเรื่อง Caught ซึ่ง เป็นเล่มแรกในชุด) ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เต็มไปด้วยพลังเอาจริงเอาจังอย่างแดนนี่พี่ชายคนโต (ซึ่งจะเป็นพระเอกเล่มสาม) เดเร็คเคยเป็นนักแม่นปืนในกองทัพ และเขาก็เงียบขรึม และใจเย็นอย่างที่นักแม่นปืนเป็นกัน

จนกระทั่งเขาได้ทำสิ่งที่ตัวเองก็ไม่คิดว่าจะทำ ด้วยการพาลูกสาวเศรษฐีที่อยากได้อะไรก็ต้องได้อย่างอลิสา มิลล์กลับบ้าน และด้วยเหตุผลบางอย่างอลิสาต้องการเขา และเดเร็คก็พบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธเธอได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่คิดว่าจะเป็นเพียงแค่ชั่วข้ามคืน

แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพ่อของอลิสาถูกฆ่าตาย และลุงของเธอเรียกตัวเดเร็คให้มาเป็นบอดี้การ์ดคอยดูแลหญิงสาวที่มีแต่ข่าว ฉาวโฉ่คนนี้ และนั่นทำให้เขาได้รู้จักเธอมากขึ้น และเรียนรู้ว่า ภายใต้ใบหน้าในสวยงามของอลิสา ก็ยังมีผู้หญิงที่แท้จริง ผู้หญิงที่มีเลือดเนื้อ และต้องการความรักอย่างมาก

นั่นเพราะตลอดชีวิตของอลิสา ชีวิตที่ดูเหมือนจะครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินและเงินทอง เธอไม่เคยเป็นที่ต้องการของใคร เธอเป็นลูกสาวนอกกฎหมายของมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทค้าเพชร กับดาราฮอลีวู้ด อลิสาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเลนส์ของนักข่าว ทุกความเคลื่อนไหว ทุกการกระทำของเธอถูกจับตามองโดยช่างภาพ และเด็กหญิงที่ขาดความรักก็เดินพลาดหลายครั้ง เธอติดยา และมีรูปวาบหวิวโพสต์ในอินเตอร์เน็ต เธอถูกมองว่าเป็นปาร์ตี้เกิร์ลที่ไร้สมอง แต่ในวัยยี่สิบสี่ อลิสากำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอทำสัญญาสงบศึกกับผู้เป็นบิดา กลายเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายอาการป่วยของผู้เป็นมารดา แต่แล้วโลกของเธอก็ดูเหมือนจะถล่มลงมาอีกครั้ง

เมื่อพ่อของเธอถูกฆ่า ใครสักคนจ้องจะทำลายชื่อเสียงที่เธอพยายามสร้างขึ้น และผู้ชายคนเดียวที่ดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งก็ไม่ยอมเชื่อว่า เธอไม่ได้หันกลับไปหายาเสพติดอีกครั้ง

ปกติแม็กซ์จะไม่ค่อยชอบนางเอกอย่างอลิสานะคะ เธอค่อนข้างอ่อนแอในทางอารมณ์ ในหลายครั้งเรารู้สึกว่าเธอโง่และซื่อเกินไป แถมยังมีประเด็นขัดใจที่เราไม่ชอบมาก ๆ นั่นก็คือ เรื่องราวที่นางเอกแสนจะดีดี้ดี แต่คนรอบข้างกลับไม่มีใครชอบเธอเลยสักคน แม็กซ์ไม่ชอบพล็อตแนวนี้ เพราะความเชื่อส่วนตัวว่า ถ้าเราเป็นคนดี คนอื่นก็จะต้องเห็นความดี แต่ในกรณีนี้ ดูเหมือนทุกคนจะเกลียดอลิสามาก เกลียดที่เธอสวย เกลียดที่เธอร่ำรวย เกลียดที่มีชื่อเสียง ทั้งที่ในความประพฤติแล้ว อลิสาไม่ได้มีอะไรเลวร้าย ทำให้แม็กซ์ตั้งข้อสงสัยถึงความแคบของตัวละคร (ที่เกลียดนางเอก)

แต่ในความอ่อนแอของอลิสา เธอกลับมีความเข้มแข็งบางอย่าง ที่ำทำให้เธอมีเสน่ห์ในตัวเอง ไม่ได้ดูเป็นตัวละครที่ร้องโอดโอยให้แต่พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย (จริงอยู่นะคะในเ่ล่มนี้ สุดท้ายแล้วก็เป็นเดเร็คนั่นแหละที่ต้องออกโรงมาช่วยเธอทุกครั้ง แต่การดำเนินเรื่องกลับไม่ทำให้แม็กซ์รู้สึกสิ้นหวังกับความไม่ได้เรื่องขอ งอลิสา) ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทุกเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอ อลิสาไม่ได้แสวงหามัน อันที่จริงเธอไม่ได้ประพฤติตนดั่งเช่นนางเอกที่โง่จนสมควรตาย เธออาจเดินเข้าไปหาอันตรายเอง แต่ทุกครั้งมันมีคำอธิบายที่แม็กซ์ยอมรับได้

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า คนที่ไม่ได้อ่านเรื่อง Caught จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของเดเร็คมากนัก เพราะในเล่มนี้เดเร็คเปลี่ยนตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับอลิสา เขาไม่ใช่ตัวเขาที่คนอ่านรู้จัก (แต่มันก็ไม่ใช่การเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือนะคะ มันเป็นการเปลี่ยนชนิดที่ชายซึ่งตกหลุมรักเท่านั้นจะเป็นได้) ทำให้คนที่ไม่ได้อ่านเล่มแรกในชุด ที่ยังไม่เคยรู้จักคาแร็คเตอร์ของเดเร็ค จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีนัก แต่สำหรับคนที่อ่าน การได้เห็นชายที่ดูเหมือนจะไม่แยแสอะไร ออกอาการร้อนรนจะเป็นจะตายเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว มันก็สนุกดีค่ะ

คู่ของเดเร็คและอลิสาไม่ใช่คู่พระนางที่ถึงกับยอดเยี่ยมในโลกโรแมนซ์หรอก นะคะ แต่เป็นคู่ที่เหมาะสมกันดี นางเอกที่เปรียบเสมือนปารีส ฮิลตันในโรแมนซ์ กับพระเอกที่ไม่เคยอ่านข่าวสังคมมาพบกัน แม็กซ์เข้าใจถึงแรงดึงดูดของความแตกต่างในคู่นี้ (และมันเป็นพล็อตที่เจมี่คนแต่งใช้อีกแล้ว)

ในส่วนของประเด็นการสืบสวน แม็กซ์ไม่ชอบวิธีการที่ให้คนร้าย (สปอยล์) มาคลั่งไคล้อลิสาจนเพี้ยน มันเป็นพล็อตโบราณมากที่นักเขียนชอบใช้กัน จนแม็กซ์รู้สึกว่า มันโบไปแล้วน่ะ ไม่เข้าใจว่าทำไม นางเอกมีดีตรงไหน ถึงต้องมารุมคลั่งกันอย่างนี้ มันน่ารำคาญพอ ๆ กับการเขียนให้นางเอกเป็นคนดี แต่ไม่มีใครรักเธอเลยแหละ

อาการขาดความรักของนางเอกเป็นส่วนที่ทำให้แม็กซ์ไม่ค่อยมั่นใจในโรแมนซ์ของ ทั้งอลิสาและเดเร็คนัก เพราะเราไม่แน่ใจว่า ที่เธอเลือกเดเร็คเป็นเพราะเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่รักเธอ หรือเพราะเขาเป็นผู้ชายที่เธอรัก แต่ในขณะเดียวกัน แม็กซ์ค่อนข้างเชื่อว่าอลิสาเป็นผู้หญิงที่เดเร็คต้องการ และเหมาะกับเขาอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เขากระทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาตลอดชีวิต

โดยรวมหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มต่อที่น่าอ่าน และยิ่งทำให้แม็กซ์อยากอ่านเล่มสุดท้าย (หรือเปล่า ไม่แน่ใจนะคะ คิดว่าถ้าขายดี คนแต่งคงจะขยายชุดเป็นแน่) ที่เป็นเรื่องราวของแดนนี่ พี่ชายคนโดตที่แหกกฎการเป็นพี่ชายคนโตทั้งหมด ด้วยการที่ไม่ใช่คนที่บ้าความรับผิดชอบ และห่ามน่าดู

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่ 70

First Comes Marriage // Mary Balogh

ใช้เวลาอ่านเรื่องนี้ไปสองวันเต็มเลยค่ะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะหนึ่งของหนังสือที่เขียนโดยแมรี่ บาล็อคธ์ที่คุณต้องใช้เวลาในการซึบซัมเรื่องราวที่เธอสร้างสรร ไม่ใช่ว่าเธอใช้ภาษายากหรอกนะคะ แต่เป็นจังหวะของเรื่องที่คุณไม่อาจเร่งให้มันเร็วขึ้นได้ และเช่นกันไม่ใช่เรื่องราวที่เธอเล่าจะน่าเบื่ออะไรเลยนะคะ เพียงแต่มันไม่ใช่หนังแอ็คชั่นที่คุณดูแล้วจบในครั้งเดียว หนังสือของเธอเป็นความประณีตที่น่าดื่มด่ำ

และเช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องแรกในหนังสือชุดห้าเล่มที่ เล่าเรื่องราวของตระกูลฮัซเทเบิ้ล ที่ประกอบด้วยพี่สาวสามคน และน้องชาย กับญาติห่าง ๆ อีกหนึ่งคน เล่มนี้เป็นเรื่องราวของวาเนสซ่า พี่สาวคนรอง ที่ได้พบกับความรักในการแต่งงานชนิดที่เธอไม่เคยคาดหวัง

First Comes Marriage ของแมรี่ บาล็อคธ์

พี่น้องสามสาวและหนึ่งหนุ่มแห่งตระกูลฮัซเทเบิ้ลมีชีวิตที่เรียบง่ายใน ชนบท มาร์กาเร็ตพี่สาวคนโตในวัยยี่สิบห้าปีเป็นผู้ดูแลน้อง ๆ มานับจากการตายของผู้เป็นบิดา เมื่อตอนเธออายุได้เพียงสิบเจ็ดปี เม็คทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แม้ว่านั่นจะหมายความว่า เธอจะต้องเสียสละคนรักเมื่อจำใจต้องปฏิเสธคำขอแต่งงานจากเขาก็ตาม แต่เม็คก็ไม่เคยเสียใจ

วาเนสซ่า น้องสาวคนรองเป็นคนเดียวในครอบครัวที่แต่งงาน แต่ชีวิตคู่ของเธอก็ช่างสั้นนัก เพราะเพียงแค่ปีเดียวสามีของเธอก็เสียชีวิตลง แต่นั่นก็เป็นเรื่องทีคาดกันเอาไว้อยู่แล้ว เพราะเขาป่วยหนักมาตั้งแต่ก่อนการแต่งงาน แต่วาเนสซ่าก็ยังเต็มใจที่จะแต่งงานกับเขา เพราะเธอต้องการทำให้ช่วงชีวิตสุดท้ายของเขามีความสุขที่สุด การทำให้คนอื่นมีความสุข มีเสียงหัวเราะเป็นพรสวรรค์ของวาเนสซ่า สาวน้อยที่อาจจะเป็นคนที่สวยน้อยที่สุดในครอบครัว

แคธทารีน น้องสาวคนที่สามเป็นครูอยู่ในหมู่บ้าน เธอก็เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่สวยงาม ชายหนุ่มจากทั่วหมู่บ้านล้วนหมายปองเธอ แต่ก็ไม่มีใครที่เป็นคนพิเศษในชีวิตของเธอได้

และสตีเฟ่น น้องชายคนเล็ก ผู้ที่ถึงจะเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน แต่เขาก็ยังถูกมองเป็นเด็ก กระนั้นสตีเฟ่นก็รู้หน้าที่ของตัวเอง เขารู้ว่าพี่สาวของเขาเสียสละชีวิตเพื่ออนาคตของเขามากเพียงใด ดังนั้นสตีเฟ่นจึงหวังที่จะทำเต็มที่ในการเรียน และการงาน เพื่ออนาคตเขาจะได้ตอบแทนบรรดาพี่สาวของเขาให้มากที่สุด

แต่โอกาสของสตีเฟ่นมาเร็วกว่านั้น และผู้นำสารน์ก็คือเอลเลียต วัลเลซ ไวส์เคาท์ลินเกต

ด้วยวัยเพียงยี่สิบเก้าปี เอลเลียตจำเป็นต้องรับความรับผิดชอบรวดเร็วกว่าที่คาด เขาไม่คิดว่าผู้เป็นบิดาจะเสียชีวิตกระทันหัน และตนเองจะต้องกลายเป็นผู้ดูแลโจนาธาน เอิร์ลแห่งเมอร์ตัน แต่โจนาธานจะไม่มีวันโตเป็นผู้ใหญ่ เขาเสียชีวิตในวัยสิบหกปี และเอลเลียตซึ่งตามหาทายาทคนต่อไปก็พบว่า สตีเฟ่นซึ่งบัดนี้คือเอิร์ลแห่งเมอร์ตันก็มีอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น และนั่นยังทำให้เขาคงต้องรับผิดชอบภาระนี้ต่อไป

เอลเลียตคิดว่าทุกอย่างคงเป็นเรื่องง่าย เขาเดินทางมาหมู่บ้านหลังเขา แจ้งข่าวดีสุดสุดให้กับครอบครัวฮัซเทเบิ้ลทราบ จากนั้นก็พาตัวสตีเฟ่นไปเพื่อฝึกฝนให้เขาเป็นเอิร์ลผู้เหมาะสม เขาไม่คิดว่าจะได้พบกับครอบครัวที่รักใครใยดีกันเช่นนี้ ครอบครัวที่พี่สาวทั้งสามไม่ยอมให้สตีเฟ่นไปกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เย็นชาอย่างเขา

โดยไม่มีทางเลือก เอลเลียตตกลงพาทั้งสี่ไปพร้อมกัน แม้เขาจะไม่แน่ใจว่า จะทำยังไงถึงจะให้สังคมลอนดอนยอมรับสี่พี่น้องหลังเขาครอบครัวนี้ กับสตีเฟ่นเขาพอจะรู้ว่าควรทำเช่นไร แต่กับสามสาวที่แน่นอนว่าจะต้องออกสังคม เอลเลียตไม่มีทางเลือกมากนัก จำเป็นจะต้องมีใครสักคนที่มีฐานะทางสังคมสูงพอที่จะพาพวกเธอออกงาน เขาคาดหวังให้เป็นมารดาของเขา แต่ก็รู้ว่าเป็นภาระหนัก เนื่องจากน้องสาวคนเล็กของเขาก็จะออกงานในปีนี้เช่นกัน

แต่แล้วความคิดนึงก็แทรกเข้ามา ถ้าหากเอลเลียตซึ่งได้สัญญากับผู้เป็นปู่แล้วว่า จะแต่งงานก่อนอายุครบสามสิบปี เลือกที่จะแต่งงานกับมาร์กาเร็ตเล่า เธอซึ่งเป็นพี่สาวคนโต และจะดำรงฐานะไวส์เคาท์เตสลินเกต ก็จะพาน้อง ๆ ออกงานได้โดยไม่มีปัญหา ในขณะเดียวกันเขาก็จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ความรักไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพราะผู้ชายในตระกูลวัลเลซไม่เคยรักผู้หญิงที่พวกเขาแต่งงานด้วย

ทว่าก่อนที่เอลเลียตจะทำตามความคิด วาเนสซ่าซึ่งไม่ค่อยชอบหน้าเอลเลียตนัก เพราะไม่พอใจความหยิ่งทรนง และไร้อารมณ์ขันของเขา เสนอตัวเข้ามาแทน เธอรู้ว่า ถ้าเอลเลียตขอ เม็กก็คงตอบตกลงแต่งงานด้วยเป็นแน่ เพราะเม็กทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว แต่เธอไม่ต้องการให้พี่สาวต้องเสียสละมากไปกว่านี้อีกแล้ว เม็กควรจะมีโอกาสที่จะมีความหวัง เพื่อรอคอยการกลับมาของชายผู้เป็นที่รัก ในขณะที่วาเนสซ่าเอง เคยรักมาแล้ว ดังนั้นถ้าเป็นเธอที่จะเข้าสู่การแต่งงานที่ปราศจากความรัก ก็น่าจะเหมาะมากกว่า

การแต่งงานที่ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวปฏิเสธความรักจึงเกิดขึ้น และก็เหมือนโรแมนซ์ค่ะ ที่ความรักมันเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นกว่าหนังสือเรื่องอื่นในพล็อตเดียวกันก็คือ แม็กซ์เชื่อในความรักที่เกิดขึ้น

วาเนสซ่าไม่ได้หลงไปกับภาพลักษณ์ภายนอก ไม่ได้อ่อนระทวยไปกับความหล่อเหล่า หรือเป็นผู้ดีของเอลเลียต เธออ่านเขาออกตั้งแต่แรกเห็น ในครั้งแรกที่พวกเขาเจอกันที่งานเลี้ยงในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของเธอ เพียงแว่บแรก วาเนสซ่าก็อ่านเอลเลียตออกราวกับรู้จักเขามาทั้งชีวิต เธอรู้ว่า เขาไม่ได้ปลื้มไปกับงานเลี้ยงที่คนทั้งหมู่บ้านอุตส่าห์จัดขึ้น เขาเบื่อหน่าย และเหยียดหยามพวกเธอด้วยซ้ำ และนั่นทำให้เธอไม่ "ตกหลุมรัก" เขาตั้งแต่แรกเห็น

และเธอก็ไม่ "ตกหลุมรัก" เขาเมื่อได้พบเขาเป็นครั้งสอง และสาม (และสี่ และห้า) เพราะเอลเลียตยังเป็นคนเย็นชาที่ไม่มีความสุขกับชีวิต เขาไม่รู้จักเสียงหัวเราะ ไม่มีรอยยิ้ม สำหรับเขา ครอบครัวของเธอคือภาระหน้าที่

แต่เมื่อวาเนสซ่าตัดสินใจแต่งงานกับเขา เธอรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนสวยเหมือนพี่น้อง สิ่งเดียวที่เธอมอบให้กับการแต่งงานนี้ก็คือ เธอจะทำให้เอลเลียตมีความสุข และวาเนสซ่าก็เป็นคนที่นำความสุขมาให้กับคนรอบข้าง นั่นดูเหมือนจะเป็นข้อดีเดียวที่เธอมี

การแต่งงานทำให้ทั้งสองค้นพบว่า ทั้งคู่มีอะไรมากกว่านั้น เอลเลียตพบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธความเป็นวาเนสซ่าได้ เธอเป็นผู้หญิงที่หัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง เป็นคนที่นำความสว่างไสวมาให้กับคนรอบข้าง และเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดที่เขาเคยพบ (นั่นเพราะเขารู้จักเธอดียิ่งกว่าเปลือกนอก) ในขณะเดียวกันวาเนสซ่าก็ต้องการมากกว่าความสุขของเอลเลียต เธอต้องการความสุขของตัวเอง เธอต้องการความรัก แม้มันจะผิดสัญญาที่ให้กันไว้ตั้งแต่ต้น

ครึ่งเรื่องแรกของหนังสือเรื่องนี้ใช้เวลาไปกับการแนะนำตัวละครในชุดนะคะ แต่มันก็ไม่ได้น่ารำคาญ หรือเบื่อหน่ายอะไร เรื่องน่าเสียดายเดียวก็คือ แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างวาเนสซ่า กับเอลเลียตมากจนอยากให้คนแต่งใช้เวลากับพวกเขามากกว่านี้ (แต่ในทางกลับกัน เราก็ชอบเรื่องราวของพี่น้องฮัซเทเบิ้ลไม่น้อยเช่นกัน) ครึ่งหลังเรื่องเป็นการปรับตัวเข้าหากันของคู่สามีภรรยาที่ไม่คาดหวังความ รัก แต่ความรักก็มาเยือนพวกเขา

เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกมาก ๆ ไม่มีความรู้สึกว่าบังคับ หรือไม่สมจริงในพัฒนาการของความสัมพันธ์ของทั้งสอง ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น มันไม่มีช่วงเวลาที่จู่ ๆ เอลเลียตก็โพร่งขึ้นมาว่า รักเธอ รักเธอ แบบทำลายจังหวะเรื่องนะคะ แต่เมื่อคุณอ่านไปถึงจุดนึง คำว่า "รัก" มันก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการกระทำได้บ่งบอกทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว (และคำว่ารัก มันก็ตามมาเอง"

หนังสือเล่มนี้จบลง แบบไม่สนิทในประเด็นเรื่องของญาติห่าง ๆ ของตระกูลฮัซเทเบิ้ล คอนสแตนติน ฮัซเทเบิ้ลเป็นพี่ชายคนโตเอิร์ลคนเก่า แต่เขาไม่มีสิทธิได้บรรดาศักดิ์ เพราะดันเกิดก่อนที่พ่อและแม่จะแต่งงานกันได้สองวัน ทรัพย์สินและบรรดาศักดิ์ที่เป็นของสตีเฟ่น แท้จริงแล้วควรจะเป็นของเขา แต่คอนก็สูญเสียมันไปทั้งหมด

แม็กซ์เคยบอกไหมคะ ว่าชอบตัวละครแบบนี้แหละ ข่าวร้ายก็คือ เรื่องของคอนจะยังไม่ออกขายจนกว่าจะปีหน้า แถมยังออกเป็นปกแข็งอีกต่างหาก

วกกลับมาที่คะแนนเรื่องนี้ค่ะ อยู่ที่ 83

The Vampire's Bride // Gena Showalter

จีน่า โชว์วอลเตอร์เป็นนักเขียนที่แม็กซ์ติดตามอ่านมานานแล้วล่ะค่ะ ตั้งแต่เล่มแรกที่เธอเขียนจนถึงเล่มล่าสุด หลายครั้งเรารู้สึกว่า เธอเขียนเกือบจะดีแล้วล่ะ แต่ก็มักมีบางอย่างในเนื้อเรื่องทำให้เราละความสนใจในเนื้อเรื่องไปก่อนที่ จะจบทุกครั้ง แต่ก็ต้องยกให้นะคะว่า จีน่าเป็นคนที่เขียนเปิดเรื่องได้ดีที่สุดคนนึง

จนกระทั่งเมื่อปีก่อนที่แม็กซ์เริ่มต้นอ่านชุด The Lords of the underworld (โดยเฉพาะเรื่อง The Darkest Kiss และ The Darkness Pleasure) ที่เรารู้สึกว่า เธอมาถึงจุดที่เธอควรจะเป็นเสียที ถึงความสามารถที่เธอมี

ดังนั้นในปีนี้ที่เธอออกหนังสือเล่มล่าสุด แุถมยังเป็นเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์อยากอ่านมากที่สุดคนนึงในหน้านิยาย มันจึงเป็นสิ่งที่เราพลาดไม่ได้

The Vampire's Bride ของจีน่า โชว์วอลเตอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุดแอตแลนติส ซึ่งไม่ใช่ดินแดนในตำนานอย่างที่พวกเราส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะแอตแลนติสแม้จะเป็นดินแดนที่จมลงไปสู้ใต้ทะเล แต่มันไม่ใช่ที่อยู่ของเหล่ามนุษย์ แอตแลนติสเป็นที่ที่เหล่าพระเจ้า (ตามตำนานกรีกโรมันโบราณ ไม่ใช่พระเจ้าตามศาสนา) นำความผิดพลาดในอดีตของพวกเขามาซุกซ่อนไว้ นั่นเพราะว่าก่อนที่พวกเขาจะสร้างมนุษย์สำเร็จ พวกเขาทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มากมายที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเดม่อน, แวมไพร์, มังกร, และสิ่งมีชีวิตตามตำนานทั้งหลายมนุษย์เชื่อว่าไม่มีจริง

พวกนี้มีจริง และอาศัยอยู่ในแอตแลนติสซึ่งจมอยู่ใต้ทะเล พระเจ้าผู้สร้างพวกเขาทอดทิ้งพวกเขาไป ปล่อยให้อยู่กันตามลำพัง

เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์คิดว่าน่าสนใจมากที่สุดในชุด สองเล่มแรกในชุด (Heart of the dragon และ Jewel of Atlantis) จีน่าพูดถึงตัวละคร "ฝ่ายดี" นั่นก็คือมังกร พวกเขาต้องรับภาระในการเฝ้าประตูที่เชื่อมระหว่างแอตแลนติสและโลกมนุษย์ ในทั้งสองเล่มตัวร้ายก็คือ ฝ่ายนิมและแวมไพร์ แต่จะเป็นแวมไพร์มากกว่าที่โชว์ความร้ายกาจ ดังนั้นเมื่อเล่มสาม (The Nymph King) จับเอาราชาแห่งนิมมาเป็นพระเอก มันจึงไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่เมื่อมาถึงเล่มนี้ เป็นคราวของเลย์เอล ราชาแห่งแวมไพร์

คนที่อ่านสามเล่มแรกก็จะรู้ว่าเลย์เอลไม่ใช่คนร้ายที่ถูกเข้าใจผิด เขาร้าย และเป็นศัตรูของมังกรอย่างแท้จริง แต่ก็มีบางอย่างในตัวเขาที่ดึงดูดให้แม็กซ์คิดว่าเขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจ มาก ความจริงก็คือ เขาน่าสนใจที่สุด

เคยไหมล่ะคะที่คุณอ่านนิยายเล่มนึง แต่มองหาตัวร้ายให้ออกมามีบทเสียที เขาน่าสนใจว่าดาเรียส พระเอกที่เป็นมังกรในเล่มแรก เขาน่าสนใจว่าวาเลอเรียนพระเอกเล่มสาม และแน่นอนว่าเขาน่าสนใจกว่าเกรย์ มนุษย์ที่บุกลงไปในแอตแลนติสเพื่อค้นหาสมบัติอันล้ำค่าที่สุดแห่งแอตแลนติส

เพราะอะไรเหรอคะ

นั่นเพราะเลย์เอลมีมิติ เขาไม่ใช่มังกรที่วันทั้งวันพูดแต่เรื่องเกียรติยศ (และทำตัวห่วยแตก) เลย์เอลเจ้าเล่ห์ และร้ายกาจ ชนิดที่ได้ใจแม็กซ์เต็ม ๆ (และขอใบ้ว่า คนที่ชอบพระเอกแนวแอน สจ๊วต น่าจะรักเขามากอย่างที่แม็กซ์รัก)

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เลย์เอลเป็น ไม่ได้ทำให้การกระทำของเลย์เอลดูเป็นสิ่งที่ดีขึ้นมา แต่มันให้เหตุผลว่า อะไรทำให้เลย์เอลกลายเป็นคนเช่นนี้

เลย์เอลเริ่มต้นด้วยการเป็นพระเอกในนิยายโรแมนซ์ทั่วไป เขาเป็นคนที่มีเกียรติและรักครอบครัว ซูซานซึ่งเป็นคู่ชีวิตของเขากำัลังตั้งท้องลูกสาวคนแรก ตอนที่ทุกอย่างในชีวิตของเลย์เอลถูกแย่งชิงไปด้วยการกระทำที่โหดร้ายที่สุด เพราะเลย์เอลเป็นกษัตริย์แห่งแวมไพร์ เหล่ามังกรโทษเขาเป็นต้นเหตุที่ของพฤติกรรมอันเลวร้ายของแวมไพร์นอกรีต พวกนั้นบอกว่าเป็นความผิดของเลย์เอลที่ไม่ควบคุมแวมไพร์ให้อยู่ในแถว และลงโทษด้วยการข่มขืนและฆ่าซูซาน ทำลายศพของเธอต่อหน้าเลย์เอล และนั่นทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

เขามีชีวิตอยู่เพื่อการทำลายล้างมังกร ทุกการกระทำตลอดช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา ก็เพื่อทำล้ายมังกรให้หมดไปจากแอตแลนติส แม้ว่าพวกมังกรต้นเหตุที่ฆ่าซูซานจะถูกเขาลงโทษอย่างสาสมไปหมดแล้ว แต่ความเจ็บปวดก็ไม่อาจเลือนหายไปได้ เลย์เอลฆ่ามังกรต่อไป แม้ว่าพวกนั้นจะไม่ใช่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม ทำไมเขาต้องหยุดด้วยล่ะ ในเมื่อเขาเองก็ถูกลงโทษในการกระทำของคนอื่นเช่นกัน

"Hadn't he been blamed for the actions of others? It was only fair to use that same logic against the dragons."

ในศึกครั้งนึงที่เขาโจมตีเหล่ามังกรที่กำลังต่อสู้กับสาวอเมซอน (เพราะมังกรไปจับตัวทายาทแห่งบัลลังค์อเมซอนเอาไว้) เลย์เอลก็ได้พบกับผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกบางอย่าง เธอชื่อเดไลล่าห์ และเธอคือทุกอย่างที่เป็นด้านตรงข้ามของซูซาน

เดไลล่าห์เป็นนักรบแห่งเผ่าอเมซอน กลุ่มนักรบสตรีตามตำนาน เธอเข้มแข็ง เก่งกาจ ก็ไม่ต้องการผู้ชายคนไหน แต่มีอะไรบางอย่างในตัวแวมไพร์ที่โอหังคนนี้ แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มต้นอะไรกัน ทั้งหมด (รวมทั้งมังกรที่ต่อสู้กันอยู่) ก็ถูกเคลื่อนย้ายด้วยพลังอำนาจบางอย่าง ไปยังเกาะแห่งหนึ่ง เพื่อเข้าร่วมเกมการแข่งขันของเหล่าเทพเจ้า

หลังจากที่ทอดทิ้งแอตแลนติสมานาน เหล่าเทพเจ้าจดจำผู้คนที่เขาลืมไปได้ แต่ปัญหาคือ ต่างคนก็อยากจะเป็นผู้ครอบครองแอตแลนติสเพียงหนึ่งเดียว และเนื่องจากสิ่งมีชีวิตในแอตแลนติสแต่ละกลุ่มมีลักษณะเด่นจากเทพเจ้าแต่ละ องค์ พวกเขาจึงท้าพนันกัน ถ้าชนชาติที่พวกเขาให้การสนับสนุนเป็นผู้ชนะในเกมการแข่งขัน เทพเจ้าองค์นั้นก็จะมีสิทธิกลับไปที่แอตแลนติสได้

นักรบผู้เก่งสุดของแต่ละชนชาติถูกเลือกมาอย่างละสองคน ทั้งเลย์เอล และเดไลล่าห์เป็นตัวแทนของชนชาติของเขาพวกเขา ในเกมที่พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะเล่น แต่ก็ไม่มีทางเลือก โดยเฉพาะถ้าพวกเขาอยากมีชีวิตรอดกลับไปแอตแลนติส

ผู้เล่นทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นสองทีม แต่เลย์เอลและเดไลล่าห์อยู่กันคนละทีม ซึ่งนั่นทำให้เรื่องยุ่งขึ้นไปอีก ทีมที่แพ้การแข่งขันในแต่ละครั้งจะต้องเลือกผู้เล่นคนนึงออกมาให้ถูกฆ่า นึกถึงรายการทีวีเซอร์ไวเวอร์น่ะค่ะ รูปแบบเหมือนกันเลย เพียงแต่คนที่ถูกคัดออกไม่ได้กลับบ้าน แต่จะเผชิญหน้ากับความตายเท่านั้นเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างเลย์เอลและเดไลล่าห์น่าสับสน วินาทีนึงเลย์เอลไม่อาจเก็บความสนใจที่ตนเองมีต่อเธอได้ อีกวินาทีนึงเขาพยายามผลักไสเธอออกไป (เพราะรู้สึกผิดที่ปันใจให้หญิงอื่นนอกจากซูซาน) แต่เขาก็ไม่อาจขับไล่เธอได้นาน ทุกครั้งเขาก็จะกลับมาหาเธอ

แม็กซ์ชอบบทสนทนาในฉากนี้มากนะคะ เพราะคิดว่ามันบรรยายอาการของเลย์เอลได้ดีที่สุด

"You confuse me" she said softly

"I know. I confuse myself"

และที่สำคัญแม็กซ์เข้าใจความรู้สึกของเลย์เอลนะคะ เขาจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้คนรักตายโดยไม่อาจช่วยเธอได้ เขามีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้น แต่เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่าง เลย์เอลได้พบกับหญิงสาวอีกคน คนที่ทำให้เขากลับมามีความรู้สึก เพียงแต่เขารู้สึกว่า เขาไม่สมควรมีความสุข ไม่ควรลืมเลือนคนรักคนแรก แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองได้ เขาต้องการเดไลล่าห์ และไม่อาจอยู่ห่างจากเธอได้

แม้ว่าการที่อยู่ต่างทีม จะหมายความว่า หากเขาต้องการให้เดไลล่าห์มีชีวิตอยู่ต่อ และไม่เสี่ยงกับการถูกคัดออก เขาจะทำให้เพื่อนร่วมทีมเดียวกันแพ้การแข่งขัน

และเดไลล่าห์ เธอเป็นนางเอกที่เหมาะกับเลย์เอล หรืออย่างน้อยเลย์เอลที่เขากลายมาเป็นหลังจากสูญเสียซูซาน เธอชื่นชมความแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมของเลย์เอล และคิดว่ามันเป็นลักษณะที่ดี ในฉากแรกที่เธอได้พบกับเลย์เอลระหว่างการรบ เมื่อเลย์เอลทำให้เธอล้มลงไปนอนกับพื้นได้เป็นครั้งแรก เธอไม่ได้โกรธที่เขาทำร้ายผู้หญิง แต่มันความประทับใจ เขาเอาชนะเธอที่เป็นนักรบอเมซอนได้ นั่นทำให้เขาเป็นผู้ชายที่คู่ควร

"That bastard! Delilah thought. That bloodsucking fiend. That black-hearted warrior. That ... man! He had no concscience, no sense of fairness. And she.. liked it. A sigh slipped from her, and she nearly melted to the ground in a boneless heap of feminine delight."

และความตรงไปตรงมาของเดไลล่าห์ก็เป็นส่วนต่อที่ดีกับความโลเลของเลย์เอล (ว่าเขาควรจะมีความสัมพันธ์กับเดไลล่าห์หรือไม่) เพราะทำให้เธอมองเห็นเจตนาที่แท้จริงของเลย์เอล ไม่ใช่แค่การกระทำ ตลอดทั้งเรื่อง ปากเลย์เอลบอกว่าเขาไม่ต้องการเธอ แต่เดไลล่าห์ก็มองออกว่า เขาปากไม่ตรงกับใจ

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบเรื่องที่พระเอกมีรักกับผู้หญิงอื่นมาก่อนเจอกับนาง เอกนะคะ เรามักรู้สึกว่า ทำให้นางเอกเป็นเบอร์สอง หรือเป็นตัวแทน แต่เล่มนี้เราพอจะเข้าใจว่าทำไมคนแต่งต้องทำ มันจำเป็นเพื่อที่จะเสนอด้านที่ถูกทรมานของเลย์เอลให้คนอ่านเห็น และอะไรจะทรมานพระเอกในโรแมนซ์ได้เท่ากับการเสียคนรัก

แต่เราคิดว่า คนแต่งแยกแยะได้ดีนะคะว่า เดไลล่าห์ไม่ใช่ัตัวแทนของซูซาน อันที่จริงเลย์เอลในอดีต คนที่รักซูซานไม่ใช่คนที่จะรักเดไลล่าห์ เธออาจจะแข็งกร้าวเกินไป เขาต้องการคนที่อ่อนโยน และไร้เดียงสาต่อโลกอย่างซูซาน และเช่นเดียวกัน คนที่เลย์เอลกลายมาเป็น คนที่ถูกไฟแห่งความแค้นแผดเผา คนที่ทำหลายอย่างที่ต้องเสียใจภายหลัง เขาไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่ซูซานตกหลุมรัก และเขาก็ไม่ใช่ผู้ชายของเธออีกต่อไป หากแต่เป็นเดไลล่าห์ต่างหากที่เหมาะสมกับเขา และแม้จะได้ซูซานกลับมา เลย์เอลก็พบว่าเขาเปลี่ยนแปลงไป (เพราะความสูญเสียซูซาน) จนซูซานไม่ใช่คนที่เขาต้องการอีก หากแต่เป็นเดไลล่าห์คนเดียวสำหรับเขา

อ่านรีวิวแล้วคนพอรู้นะคะว่าแม็กซ์รักตัวละครมากแค่ไหน แต่ปัญหาใหญ่สุดของเรากลับเป็นที่พล็อตค่ะ

เคยบ้างไหม ที่คุณชอบตัวละครมาก ๆ แต่พล็อตเรื่องห่วยแตก และเล่มนี้ก็เป็นยังงั้น แม็กซ์ไม่ชอบพล็อตเรื่องเลย ไม่ชอบจริง ๆ มันดูปัญญาอ่อนและไร้สาระ ไม่มีทิศทาง แม็กซ์อยากเห็นเลย์เอลและเดไลล่าห์ในพล็อตเรื่องในโลกแห่งแอตแลนติสมากกว่า ไมใช่การเป็นตัวแทนเทพเจ้าแข่งเกมบ้า ๆ นี่ มันเป็นการเอาตัวละครออกจากโลกแห่งความจริง (ของพวกเขา ซึ่งก็คือแอตแลนติส) มาอยู่ในสถานการณ์ปลอม ๆ ที่ดูไม่สมจริงเนี่ย

เสียดายตัวละครและความเป็นไปได้ที่ว่าเรื่องนี้จะสนุกยิ่งไปกว่านี้

เพราะแม้จะเป็นพล็อตห่วย ๆ เรื่องนี้มันก็ยังสนุกค่ะ เพียงแต่มันไ่ม่ถึงจุดที่มันควรจะเป็นได้

คะแนนที่ 83

Desire Unchained // Larissa Ione

ท่ามกลางหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่ออกมาดาษดื่นในตลาด หนังสือเรื่อง Pleasure Unbound โดด เด่นมากกว่าเล่มไหนที่แม็กซ์อ่านเมื่อปีที่แล้ว และเืมื่อคิดว่า หนังสือเล่มนั้นเป็นเพียงเล่มแรกของชุด ก็ิยิ่งทำให้แม็กซ์เกิดความอยากอ่านเล่มต่อ ๆ มาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า เล่มสองและสามในชุดจะออกขายติด ๆ กัน ห่างกันเพียงแค่สองเดือน

และหลังจากอ่านเล่มนี้จบลง ก็บอกได้เลยค่ะว่า ลาลิสสาคนแต่งเรื่องชุดนี้กลายเป็นหนึ่งในนักเขียนแนวพารานอมอลแถวหน้าที่ แม็กซ์อยู่ในอาการที่เรียกว่า ต้องอ่านแล้วล่ะ เพราะไม่น่าเชื่อนะคะ (เมื่อคิดว่าเล่มแรกดีมาก) เล่มที่สองในชุดนี้ ยังสนุกมากกว่าเสียอีก

Desire Unchained ของลาลิสสา ไอโอน

อย่างที่เกริ่นนำไปแล้วนะคะ เล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุดเดมอนนิก้า ซึ่งเป็นเรื่องราวของสามพี่น้องปีศาจสายพันธ์ซิมินัส (ซึ่งเป็นหนึ่งในปีศาจทางเพศ) ที่ร่วมกันบริหารโรงพยาบาลสำหรับปีศาจ และเช่นเดียวกับหนังสือชุดทั่ว ๆ ไป หนังสือชุดนี้ก็เดินตามรอยสูตรตัวละครที่เป็นองค์ประกอบของเรื่องในหนังสือ ชุดไตรภาคนั่นคือ

พี่ชายใหญ่ผู้รับผิดชอบ (อายโดลอนใน Pleasure Unbound)

น้องคนรองผู้ง่าย ๆ สบายกับชีวิต (เชดในเล่มนี้แหละ)

และน้องคนเล็กผู้ทุกข์ทรมาน (ราธใน Passion Unleased ที่ยังไม่ออกขาย)

แม็กซ์ไม่ค่อยจะตื่นเต้นกับการได้อ่านเรื่องของเชดเท่าไหรนักหรอกนะคะ อย่างน้อยก็จนกระทั่งได้อ่านตัวอย่างหนังสือที่ลาลิสสาโฆษณาไว้ในเว็บไซด์ ของเธอ จากนั้นเราก็อยากอ่านเล่มนี้มาตลอด เพราะมันเป็นการเล่นประเด็นที่เราชอบมาก ๆ ประเด็นนึง

เชดเป็นปีศาจซิมินัสที่กำลังจะอายุครบหนึ่งร้อยปี และนั่นหมายความว่า เขาจะเจริญเต็มวัยเต็มที่ และจะสามารถสืบพันธุ์ได้ และสำหรับซิมินัสนั่นเป็นเหมือนคำสาป เพราะซิมินัสที่อายุครบร้อยปีแล้วยังไม่มีคู่เป็นตัวเป็นตน พวกเขาจะกลายเป็นปีศาจที่กระหายหิวทางเพศอย่างรุนแรง และไม่สนใจความผิดชอบชั่วดีอีกต่อไป เชดก็เสียพี่ชายไปให้กับความบ้าคลั่งแล้วคนนึง

และยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก เพราะเชดยังโดนคำสาปจากพ่อมดเมื่อแปดสิบปีก่อน เมื่อเขาย่องไปตีท้ายครัวพ่อมด ทำให้โดนสาปให้ไม่รู้จักความรัก และเมื่อใดก็ตามที่เขารักหญิงสักคน เชดก็จะกลายเป็นเงาตลอดไป ไร้ตัวตัว ไร้ร่าง และอยู่อย่างทรมาน ดังนั้นนี่จึงเป็นข้ออ้างที่เชดใช้ชีวิตอย่างที่เขาใช้ จากหญิงคนนึงไปยังอีกคน ทุกอย่างก็เพื่อความสุขทางกาย

จนกระทั่งเขาถูกกลุ่มนักค้าอวัยวะปีศาจในตลาดมืดจับตัวมา และหญิงสาวที่ถูกขังอยู่ในห้องเดียวกับเขาก็คือคนจากในอดีตอันเสเพลของเขา นั่นเอง เพียงแต่คราวนี้รูน่าไม่ใช่มนุษย์ผู้ไร้เดียงสา และหลงรักชายที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นปีศาจ เพราะการทรยศของเชด (ที่ยุ่งกับผู้หญิงอื่นระหว่างที่กำลังคบกับเธอ) ทำให้รูน่ากลายเป็นเหยื่อของมนุษย์หมาป่า ทำให้เธอสูญเสียความเป็นมนุษย์ของตัวเองไปด้วย ทำให้เธอต้องก้าวเข้าสู่ด้านมืดอันเป็นโลกของปีศาจ

แม็กซ์คิดว่า ไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มแรกในชุดหรอกนะคะ ก็สามารถเข้าใจความเป็นไปในเนื้อเรื่องได้อย่างไม่น่าปวดหัวอะไร เพียงแต่ถ้าอ่านเล่มนี้ก่อนเล่มแรก ก็จะมีสปอยล์ของเล่มแรกโผล่มายุ่บยั่บไปหมดเท่านั้นเอง (หลายอย่างที่เป็นไคลแม็กซ์ในเล่มแรกก็ถูกเฉลยซะงั้นในเล่มนี้) และนั่นรวมทั้งตัวตนของหัวหน้าแก๊งค์ค้าอวัยวะปีศาจซึ่งเป็นตัวร้ายที่ต่อ เนื่องมาจากเล่มแรกด้วย

ดังนั้นบอกก่อนเลยนะคะว่า ถ้าอ่านต่อก็จะเป็นสปอยล์แล้ว แม็กซ์จะไม่กาสีดำนะคะ เพราะคิดว่าคงเล่าอะไรไม่ได้ถ้ามัวแต่กลัวสปอยล์ หยุดอ่านตรงนี้แล้วกันค่ะ ถ้าไม่อยากรู้

เป็นอย่างที่แม็กซ์คาดไว้ หัวหน้าแก๊งค์ค้าอวัยวะก็คือคนจากอดีตของสามพี่น้องนั่นเอง (ซึ่งก็คือโร้ค พี่ชายคนโตที่ถูกเข้าใจกันว่าตายไปแล้ว) ไฟไหม้อันเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนคิดว่าโร้คตาย ได้ทำลายรูปลักษณ์ของเขา (และยิ่งไปกว่านั้นทำลายความสามารถทางเพศของเขาด้วย ทำให้โร้คซึ่งเป็นปีศาจสายพันธุ์ทางเพศ ไม่อาจมีเซ็กส์ได้ มันยิ่งทำให้เขาคลั่งเข้าไปใหญ่) และโร้คคิดว่า คนที่วางแผนกำจัดเขาก็คือ น้องชายทั้งสามของเขานั่นเอง

แม้ว่าเชดจะปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แต่เหตุผลก็ใช้ไม่ได้กับชายที่ต้องการแก้แค้น โร้ควางแผนที่จะตอบแทนเชดอย่างเจ็บปวด และเพราะเขาล่วงรู้ถึงคำสาปที่เชดกำลังเผชิญ เขาจึงต้องการให้เชดได้รับผลการคำสาปนั้น ด้วยการหลอกให้เชดและรูน่ากลายเ็ป็นคู่กัน (ผ่านการควบคุมทางจิตใจที่โร้คมีความสามารถ)

และเชดรู้ดีว่า เขาจะต้องตำหลุมรักรูน่าในไม่ช้า ทางออกเดียวของเขาก็คือ ฆ่ารูน่าก่อนที่เขาจะรักเธอจนหมดใจ (และตัวตนของเขาก็จะสลายไปเพราะความรักนั้น)

แม็กซ์ชอบหนังสือเล่มนี้เพราะความซื่อตรงต่อตัวละครค่ะ เื่รื่องราวในชุดเดมอนนิก้า เป็นเรื่องราวของปีศาจ (ที่ไม่ใช่ปีศาจอย่างที่เรารับรู้ทั่วไปหรอกนะคะ) ที่มีทั้งปีศาจที่ดี และเลว แต่โดยเนื้อแท้แล้ว พวกเขาคือปีศาจ ดังนั้นความรุนแรงจึงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต (เพราะคุณมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะ ร่างกายสามารถรักษาตัวเองได้ ความเจ็บปวด และเลือดออกจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรอีกต่อไป) ทำให้หลายฉากอาจจะดูรุนแรงไปบ้างนะคะ แต่มันสมจริง และสมกับคาแร็คเตอร์ที่คนแต่งวางไว้ให้ตัวละคร

อย่างฉากที่อายโดลอนซึ่งเป็นศัลยแพทย์ในโรงพยาบาล (ที่รักษาปีศาจ) เห็นด้วยกับราธเรื่องการฆ่ารูน่า มันไม่ใช่การกระทำที่เขาอยากทำ แต่เขารู้ว่ามันจำเป็น เพราะทางเลือกอีกอย่างนึงเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้ (เพราะนั่นคือการเสียเชดไป และอายโดลอนก็รักน้องชายของเขามากพอที่จะข้ามเส้นแห่งความถูกต้องดีงาม)

เช่นเดียวกับในเล่มแรกที่แม็กซ์ชอบบรรยากาศในโลกปีศาจที่ลาลิสสาสร้าง ขึ้น แม้ว่ามันจะไม่ชัดเจนเท่ากับใน PU เพราะเรื่องราวเน้นไปที่ตัวละครมากกว่า

และเชดเป็นตัวละครที่ผิดคาดค่ะ เขามีความลึกมากกว่าความเสเพลที่แสดงออกให้เห็น ในขณะเดียวกันรูน่าก็เข้มแข็งสมกับที่คนแต่งกำหนดให้เธอเป็นมนุษย์หมาป่า ทั้งคู่หนีออกมาจากที่คุมขังของโร้คด้วยกัน แต่ผลพวงของการกลายเป็นคู่กันทำให้ทั้งสองไม่อาจแยกจากกันได้ เรารู้สึกถึงความต่อเนื่องกันระหว่างเชดและรูน่า และเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า ทำไมพี่น้องของเชดถึงได้แน่ใจว่า หากเชดเลือกหญิงใดเป็นคู่แล้ว เขาจะต้องตกหลุมรักเจ้าหล่อนได้อย่างไม่ยากเย็นกัน เพราะเชดไม่ใช่พระเอกชนิดที่ปฏิเสธความรัก แต่วิ่งหนีความรักเพราะกลัวคำสาป ในอีกนึงเราก็มีคิดเหมือนกันว่า รูน่าเฮงพอดีที่เข้าใจชีวิตของเชดในช่วงนี้ (ทำให้เธอกลายเป็นนางเอกของเขาในที่สุด) แต่ความโดดเด่นของรูน่าเองก็มีความพิเศษ และเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ความคิดนี้ไม่ถึงกับกลายเป็นประเด็นน่าขัดใจใหญ่ อะไร

แล้วเราก็ชอบที่ตัวร้ายในเรื่องนี้มีมิติ โร้คไม่ใช่ตัวร้ายชนิดที่แม็กซ์แอบเทใจให้หรอกนะคะ ก่อนหน้าที่จะเกิดการลอบทำร้าย เขาก็ไม่ใช่ปีศาจที่ดีนัก มีเพียงอายโดลอนคนเดียวที่เข้าถึงจิตใจของเขาได้ (และมันก็ถูกพูดถึงผ่านเรื่อง PU ไปเยอะพอสมควร) ในขณะที่เชดและราธก็ไม่ค่อยจะชอบใจพี่ชายคนนี้นัก แต่กระนั้นการที่เขากลายสภาพเป็นคนโฉดและเลวชนิดเกินพิกัดก็มีเหตุผล เขาอาจจะเข้าใจผิดว่าน้องชายทั้งสามวางแผนทำร้ายเขา (ซึ่งเขาคิดผิดในทางนึง แต่ก็ถูกในอีกทางนึง) นั่นใำ้ห้เขามีเหตุผลเพียงพอในการตามจองเวรน้องชาย และแม็กซ์ก็ชอบที่แม้กระทั่งโร้คเองก็ยังมีความรัก (ซึ่งมันกลายเป็นจุดจบของเขาเช่นกัน)

ส่วนเดียวในเรื่องที่แม็กซ์ไม่ชอบก็คือ เรื่องความรักของคู่รอง ที่ดำเนินต่อเนื่องมาจากเล่มแรก ข่าวว่าความรักของคู่นี้จะลงเอยในเล่มสาม แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเราไม่อยากอ่านเรื่องของเจมและไคแนนเป็นเพราะเราชอบเชดและ รูน่ามาก ๆ จนไม่อยากให้คนแต่งไปเสียเวลากับคู่อื่น หรือว่าเรื่องราวของสองคนนั้นมันจะไม่ได้เรื่องจริง ๆ

ความน่าปวดหัวของหนังสือชุดนี้ก็คือ มีคำศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับปีศาจเยอะหน่อยนะคะ โดยที่ไม่มีคำอธิบายให้ไว้ในหนังสือ ซึ่งเรื่องนี้ทางลาลิสสาเองก็คงรู้ดี (เพราะแม็กซ์ก็เป็นคนอ่านคนนึงที่บ่นให้เธอฟัง) เธอจึงจัดทำหนังสือที่เรื่องว่า The Demonica Compendium ซึ่งรวบรวมคำศัพท์ และรายชื่อตัวละครเด่น ๆ ในชุดเอาไว้ คนที่สนใจก็ลองคลิกไปอ่านกันได้นะคะ ลิงค์อยู่ที่ไซด์บาร์ด้านขวาบนสุดค่ะ ในเล่มนี้ยังมีเรื่องสั้นที่เป็นตอนที่โร้ค,อายโดลอน, และเชดเข้าไปช่วยราธมาจากบรรดาญาติแวมไพร์ที่หมายเอาชีวิตเขาด้วยค่ะ

คะแนนที่ 83

A Vampire's Claim // Joey W. Hill

โจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์เป็นนักเขียนนิยายแนวพารานอมอลอีโรติคโรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด (อย่างน้อยก็ในเวลานี้) และก็เป็นโชคดีของแม็กซ์มาก ๆ ที่ปีนี้มีหนังสือใหม่ของเธอออกมาหลายเรื่อง

เราชอบงานของโจอี้ไม่ใช่เพราะว่ามันวาบหวาม (แม้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น) แต่เป็นที่อารมณ์ในเรื่องของเธอมันท่วมท้นและรุนแรง แม้กระทั่งเรื่องนี้ที่แม็กซ์รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่อาจจะเบาที่สุดที่เธอเขียนมาให้กับเบิร์กเลย์แล้วนะคะ มันก็ยังมีช่วงเวลาที่แม็กซ์สัมผัสถึงเบาะบางของตัวละครได้

A Vampire's Claim ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มทีสามในชุดแวมไพร์ที่เริ่มต้นด้วยหนังสือคู่สองเล่ม (The Vampire Queen's Servant และ Mark of the Vampire Queen) แต่ในลำดับการเล่าเรื่องนี้ เหตุการณ์ในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าสองเล่มแรกค่ะ เล่าเรื่องราวของตัวละครที่มีบทบาทใน MOVQ และเล่มนี้เล่าเหตุการณ์ย้อนไปตั้งแต่ต้นในออสเตรเลียยุคปีค.ศ. 1953

เดฟลินหนุ่มชาวออสซี่ที่เดินเข้าไปในบาร์ คาดหวังว่าจะเจอผู้หญิงสักคนที่จะช่วยให้ค่ำคืนอันยาวนานสั้นลงมาบ้าง หลังจากที่เขาสูญเสียภรรยาและลูกชายไปกับการฆาตกรรม เดฟก็กลายเป็นคนไร้รัง เขากลายไปเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อสู้กับญี่ปุ่นเพื่อปกป้องออสเตรเลีย เพราะความรุนแรงเป็นทางออกเดียวที่เขาค้นพบ จากนั้นเดฟก็ใช้ชีวิตร่อนเร่ รับจ้างทำงานอยู่ในดินแดนที่เรียกกันว่าเอาท์แบ็ค (ซึ่งเป็นบริเวณตอนกลางของประเทสออสเตรเลียที่เป็นทะเลทราย และแห้งแล้ง) เดฟไม่ใช่คนที่มีความศิวิไลซ์นัก ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่หญิงสาวที่ดูมีชาติตระกูล และเป็นผู้ดีมาก ๆ อย่างเลดี้ดาเนียล่า เดินตรงเข้ามาหาเขา และอย่างไม่ปิดบังนัก บอกว่าต้องการเขา

ตามสไตล์เรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์นะคะที่ทั้งคู่จบลงกันบนเตียงอย่างรวดเร็ว แต่เดฟก็ต้องพบกับความแปลกใจเมื่อเลดี้แดนนี่ (หรือเลดี้ดีอย่างที่คนอื่นเรียก) ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เธอเป็นแวมไพร์ แต่นั่นไม่สำคัญเลย เพราะสิ่งที่เขาได้รับจากเธอมันคุ้มค่ากับเลือดที่เธอดื่มจากเขา

ในเช้าวันรุ่งขึ้น เดฟตื่นขึ้นมาตามลำพัง พร้อมกับจดหมายที่แดนนีทิ้งเอาไว้ ชักชวนให้เขาไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานที่สถานีเลี้ยงแกะของเธอ ซึ่งเขาก็ไม่มั่นใจนักว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่จะเข้าไปพัวพันกับเธอมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเป็นแวมไพร์ที่ทำให้เดฟถอยหนี แต่เป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตหลังจากที่ภรรยาและลูกตายลง เดฟเริ่มรู้สึกผูกพันกับใครสักคน

และความผูกพันอันนี้ก็มากพอที่จะทำให้เดฟรีบบึ่งไปช่วยแดนนี่ เมื่อเขารู้ว่าแวมไพร์คู่ปรับวางแผนลอบทำร้ายเธออยู่ เดฟไปทันเวลาและช่วยชีวิตแดนนี่เอาไว้ได้ และดูเหมือนชีวิตของเขาจะเข้าไปพัวพันกับเธออย่างขาดกันไม่ได้

แม้ฉากเซ็กส์ในเรื่องจะเป็นแนว BDSM ตามแนวเรื่องชุดแวมไพร์ของโจอี้ แต่มันแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างจาค็อบและลิสซ่า (จากเรื่องคู่ Vampire Queen) เพราะแดนนี่ไม่ใช่แวมไพร์ในโลกยุคเก่าที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียม เธอเป็นแวมไพร์อายุน้อย แต่มีอิทธิพลสูงเนื่องจากชาติกำเนิด เธอเป็นเด็กที่เกิดจากแวมไพร์สองคน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย ยิ่งไปกว่านั้น มารดาของเธอเพิ่งตายลง ทำให้แดนนี่กลายเป็นทายาทอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในเอ้าท์แบ็ค อาณาจักรอันเป็นที่หมายปองของหลายคน

ในทางนึง หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองอย่างยิ่ง การแย่งอำนาจระหว่างแวมไพร์คนอื่น และแดนนี่ ผู้ซึ่งปฏิเสธอำนาจมาตลอด เธอเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบในเอ้าท์แบ็ค แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าแดนนี่ต้องการมีชีวิตรอด เธอก็ต้องเล่นการเมืองของแวมไพร์ให้เป็น และเดฟก็เป็นองค์ประกอบที่เธอไม่อาจขาดเขาได้ ในขณะเดียวกันแดนนี่ก็แข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดในสังคมแวมไพร์อันโหดเหี้ยม ได้ด้วยตัวเอง ฉากที่เธอกำจัดคู่ปรับซึ่งเป็นศัตรูเก่า แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแดนนี่ก็สามารถทำในสิ่งที่จำเป็นได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะรังเกียจทางเลือกที่เธอทำ แต่เธอรู้ว่าต้องทำ

ในทางนึงแดนนี่ยังเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ เธอเป็นแวมไพร์ที่อายุน้อย (แค่สองร้อยกว่าปี) และไม่ต้องการเล่นเกมแย่งอำนาจกับแวมไพร์ผู้ถวิลหามัน แดนนี่เคยเลือกที่จะหนีไปจากการเผชิญหน้า และพบว่ามันไม่ใช่ทางออก ครั้งนี้เธอกลับมาเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต โดยไม่ลังเลว่าจะต้องเีสี่ยงชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังแสดงความไร้เดียงสาที่คิดว่า เธอเป็นเพียงคนเดียวที่จะแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้องได้ แม็กซ์ชอบความไม่สมบูรณ์แบบของคาแร็คเตอร์ค่ะ

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างแดนนี่ และเดฟ มันเป็นความรักชนิดที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในการอธิบาย เราพบว่าทั้งสองคือส่วนที่ขาดระหว่างกัน เดฟในตัวตนก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาและลูก คงไม่ใช่คนที่เหมาะจะเป็นคนรับใช้ของเลดี้ดี แต่เดฟที่ผ่านความสูญเสีย จนแทบจะไม่แคร์อะไรในชีวิตแล้ว การได้ทำหน้าที่เป็นคนรับใช้ (ซึ่งเป็นตำแหน่งเสมือนคนสนิทที่สุดของแวมไพร์คนนั้น) ได้ดูแลแดนนี่ มันกลายเป็นเป้าหมายในชีวิตที่เดฟกำลังต้องการ

ในแง่นึงความรักระหว่างแดนนี่และเดฟไม่ใช่เรื่องต้องห้ามมากเท่าที่ลิสซ่า และจาค็อบต้องเผชิญ (การที่แวมไพร์แคร์ความรู้สึกของคนรับใช้ของตัวเองมากเกินไป ถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ และต้องห้ามในสังคมแวมไพร์) นั่นเพราะแดนนี่เป็นแวมไพร์ที่อยู่ในซีกโลกที่ไม่ได้เป็นจุดสนใจ และฐานะของแดนนี่เองก็ไม่ใช่ราชินีแห่งแวมไพร์เหมือนอย่างลิสซ่า (ซึ่งมีความคาดหวังมากกว่า) และเพราะว่าเป็นเรื่องราวความรักระหว่างแวมไพร์และข้ารับใช้ของเธอ ตอนจบของเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นไปแบบอนุรักษ์นิยมนะคะ ไม่มีการแต่งงานในโบสถ์ ไม่มีการแสดงความยินดีในความรักของทั้งสอง แต่มันเป็นฉากจบที่แม็กซ์พอใจ

เช่นเดียวกับงานเกื่อบทุกเรื่องของโจอี้ ที่ตัวละครรองมีความน่าสนใจมาก ๆ และดูจากข้อมูลในเว็บไซด์ของเธอแล้ว เธอก็ยังมีแผนที่จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครอีกหลายตัวที่มีบทในเล่ม นี้ ซึ่งเราชอบค่ะ

สนุกอย่างที่คาดค่ะ ในด้านอารมณ์อาจจะไม่ถึงกับทำให้แม็กซ์ร้องไห้ (เหมือนกับเล่มอื่น ๆ ของเธอที่เราเคยอ่านมา) แต่มันก็เป็นประสบการณ์การอ่านที่ประทับใจ และคุ้มค่า

คะแนนที่ 85

Wednesday, March 4, 2009

The Warlord's Daughter // Susan Grant

แม็กซ์ค่อนข้างชอบงานเขียนของซูซาน แกรนต์ค่ะ และบอกตามตรงว่า เท่าที่อ่านงานของเธอมาก็ยังไม่ถึงกับมีเล่มไหนที่น่าผิดหวัง เรื่องราวของเธออาจจะไม่ใช่พล็อตเรื่องแนวอ่านงานสบายใจ หลายประเด็นที่เธอยกขึ้นมาหนัก แต่เธอเป็นคนที่เขียนเรื่องที่พล็อตหนักออกมาให้เกิดความรู้สึกว่าไม่หนัก ได้เก่งมาก

และเรื่องนี้ก็เช่นกันค่ะ

The Warlord's Daughter ของซูซาน แกรนต์

หนังสือเล่มนี้โฆษณา (อีกแล้ว) ว่าเป็นเล่มที่สองในชุด The Borderland ที่ต่อเนื่องกับเรื่อง Moonstruck แต่ความจริงก็คือ เรื่องนี้ผูกพักและเกี่ยวข้องกับหนังสืออีกหลายเล่ม โดยเฉพาะชุดไตรภาคชุด Otherworldly men (Your Planet or Mine?, My Favorite Earthling, and How to lose an Extraterrestrial in 10 days)

แม็กซ์คิดว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องในชุดนี้มาก่อนเลย ก็น่าจะอ่านเรื่องนี้รู้เรื่องอย่างไม่มีปัญหาอะไรนะคะ แต่อาจจะเกิดอาการ "มันต้องมีเรื่องของตัวละครตัวนั้นตัวนี้มาก่อนแน่เลย" รวมทั้งมันจะเป็นการสปอยล์พล็อตของเล่มก่อนหน้าอีกนิดหน่อยค่ะ

ขอพูดแบ็คกราวด์ของหนังสือชุดนี้หน่อยแล้วกัน (ทั้งชุด The Borderland และ Otherworldly Men)

ในชุด OM โลกมนุษย์ได้รับการติดต่อจากต่างดาวซึ่งมีแผนการจะนำโลกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของฝ่ายพันธมิตร แต่การเป็นส่วนหนึ่งหมายถึงมนุษย์โลกจะต้องกลายเป็นผู้อพยพ เป็นพลเมืองชั้นสองในสังคมของเหล่าพันธมิตรอันยิ่งใหญ่ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เราต้องการ หนึ่งในทหารของฝ่ายพันธมิตรที่เมื่อหลายสิบปีก่อนตกหลุมรักเด็กน้อยชาวโลก ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือเกียรติยศเดินทางมายังโลก เพื่อเตือนให้โลกรับรู้ถึงภัยคุกคามอันนี้ และในที่สุดก็ด้วยแผนการอันแยบยลก็หลอกฝ่ายพันธมิตรได้สำเร็จว่า โลกเรามีกองทัพกันน่าเกรงขาม (พล็อตนี้อยู่ใน Your plantnet or mine)

แต่เพราะฝ่ายพันธมิตรเกรงกลัวมนุษย์โลก (เพราะโดนหลอกสำเร็จ) ราชินีซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายพันธมิตรจึงต้องการได้ฝ่ายโลกเป็นพวก ก่อนที่โลกจะหันไปเป็นพวกเดียวกับเดรคเค่น อันเป็นศัตรูสูงสุดของฝ่ายพันธมิตร เธอจึงเจรจาจนได้สามีชาวโลกมาเป็นตัวประกัน (และนี่เป็นพล็อตของเล่มสองเรื่อง My Favorite Earthling) ผลสรุปของเล่มนี้ก็คือ การยุติสงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตร และเดรคเค่นอันมีมานาน เมื่อราชินีฆ่าผู้นำสูงสุดของเดรคเกอร์ได้สำเร็จ

ฝ่ายเดรคเค่นซึ่งเป็นตัวร้ายใหญ่ในเรื่องชุด OM ก็ถึงกาลอวสาร จนกระทั่งมาถึงชุดนี้ The Tales of the Borderlands ที่เล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังฝ่ายเดรคเค่นยอมแพ้

โฟกัสของเรื่องราวในเล่มนี้ก็คือ ลูกสาวของอดีตผู้นำสูงสุดของฝ่ายเดรคเค่น อเรนก้าเป็นสาวน้อยที่ไม่มีอะไรเหมือนผู้เป็นบิดาเลย แน่ละเธอเป็นผู้หญิง อ่อนแอ สายตาสั้น เธอถูกกำหนดให้เป็นเพียงเบี้ยตัวนึงในเกมการเมืองของบิดา แต่แล้วสงครามที่สงบลงอย่างกระทันหันก็เปิดโอกาสให้กับเรนเป็นครั้งแรก

เธอมีอิสระที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้อง ถ้าเพียงแต่เธอสามารถหลบหนีการตามล่าจากคนทั่วทั้งจักรวาลที่ล้วนแต่มีจุด มุ่งหมายในการเอาเธอไปใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เธอไปเป็นสัญลักษณ์ในความพยายามก่อกบฎของฝ่ายเดรคเค่น หรือเอาตัวเธอไปลงโทษทรมานแทนที่บิดา (ที่บังอาจตายเร็วไปหน่อย)

แต่มีชายเพียงคนเดียวที่ต้องการเรนอย่างที่เธอเป็น เขาคือเอราล แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรเดรคเค่น และคือคนทรยศที่ล้มอาณาจักรของตัวเอง เพียงเพื่อจะปลดปล่อยเรนให้เป็นอิสระ (และแก้แค้นพ่อของเขาซึ่งเป็นแม่ทัพของเดรคเค่นในเวลาเดียวกัน) เอราลคือกุญแจสำคัญที่เดรคเค่นแพ้สงคราม แต่เมื่อสงครามจบสิ้น อาณาจักรสูญสลาย สิ่งที่เดียวที่เอราลต้องการก็คือเรน

เด็กสาวที่เขาได้มีโอกาสพบเพียงครั้งเดียว และก็เป็นเพียงแค่สบตาเดียวเท่านั้นที่เขาตัดสินใจจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอ

และเอราลก็รู้ถึงอันตรายที่ไล่ล่าเรนอยู่ เขารู้ว่าทุกฝ่ายต่างต้องการบางอย่างจากลูกสาวคนเดียวของอดีตผู้นำเดรคเค่น ดังนั้นเมื่อโอกาสเปิด หลังสงคราม เขาออกตามหาเธอทันที ด้วยข้อได้เปรียบที่มี เอราลหาตัวเรนเจออย่างรวดเร็ว แต่มันก็เกือบสายเกินไป เมื่อประกาศจับทั้งเขา และเธอออกมาแล้ว นั่นทำให้ทางเลือกของเอราลน้อยลงไปใหญ่ ทางออกเดียวที่เขาหาเจอก็คือ การไว้ใจอดีตกัปตันยานลักลอบขนของเถื่อนที่เป็นชาวพันธมิตร และเพื่อเป็นการไถ่บาปที่บิดาได้เคยกระทำลงไป เรนเลือกที่จะออกขนหา "สมบัติ" ที่เธอเท่านั้นจะเป็นผู้ค้นพบ

หนังสือเรื่องนี้เปิดเรื่องได้น่าอ่านมาก ๆ และแสดงความสามารถของซูซาน แกรนต์ในการวางพล็อต เพราะเล่มนี้เป็นการผูกเอาองค์ประกอบหลายอย่างที่ดูจะไม่ลงตัวในเล่มก่อน หน้า มาสรุปเป็นผลที่เหมาะเจาะ ราวกับว่าเธอวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้เสียอีก ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้เป็นการเล่าย้อน เรื่องราวในเล่มก่อนหน้า แต่ต่างมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายว่าทำไมเจเร็ดถึงช่วยเหลือเคียร่ได้อย่างไม่มีปัญหา นัก (ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นขัดใจเราใน My Favorite Earthling) หรือการต่อเนื่องเรื่องราวของตัวละครรองที่ทิ้งท้ายเอาไว้ใน Moonstruckที่ต่อเนื่องเรื่องของโบลิวาร์ซึ่งเป็นตัวละครรองในเล่มนั้นที่ สูญเสียความทรงจำไป

แต่ในทางกลับกัน การเกริ่นนำเรื่องราวของเล่มนี้ (ที่เกี่ยวเนื่องกับเล่มอื่น) แม้จะน่าสนใจ แต่ก็ดึงโฟกัสของเรื่องออกไปจากโรแมนซ์ ทำให้แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า หนังสือเรื่องนี้จะถือว่าเป็นโรแมนซ์ที่ดีได้ไหม มันเป็นหนังสือที่สนุก น่าอ่านมาก ๆ อันนี้จริงค่ะ แต่ในฐานะของโรแมนซ์ เราไม่แน่ใจนัก

เพราะต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องก่อนที่เรนและเอราลจึงได้พบกัน และมันเป็นการพบกันที่ง่ายดายโดยที่ไม่ต้องลุ้น เอราลรู้ใจตัวเองมานานแล้วว่า รักเรนแค่ไหน ในขณะเีดียวกันเรนเมื่อรู้ว่า เอราลต้องเสียสละมากเพียงใดเพื่อให้ได้อยู่กับเธอ (ในความสงบ ไม่ใช่สงคราม) เธอก็ตกหลุมรักเขาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพล็อตโรแมนซ์มันจึงไม่มีการลุ้น หรือต้องคิดมาก

เช่นเดียวกับ Moonstruck ที่เล่มนี้ก็ยังใช้ธีมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสงบหลังสงคราม ที่มันไม่ได้สงบอย่างที่คิด การที่สองชาติที่เป็นศัตรูกันมากกว่าพันปี จู่ ๆ จะบอกว่า ทุกอย่างจบสิ้น และเราจับมือเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้ง่ายหรอกค่ะ และแม็กซ์ก็ชอบเรื่องชุดนี้ (Borderland) ที่ตรงนี้แหละ เพราะมันสำรวจลงไปในความหมายของคำว่า "สันติภาพ" ที่ไม่ใช่แค่การปล่อยนกพิราบ หรือการเจรจาสงบสุข

มันเป็นเรื่องราวของการเดินทางเพื่อไปสู่ความเข้าใจกันในความแตกต่างระหว่าง ชนชาติ การเรียนรู้ว่า สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดก็คือมนุษย์ที่มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ความแตกต่างเป็นเพียงภาพลวงตา แม้ว่าในเล่มนี้ธีมเรื่องจะไม่ถึงกับเด่นชัดอย่างที่นำเสนอใน Moonstruck แต่นี่เป็นมุมมองที่เราคิดว่าน่าสนใจ และไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหน (โดยเฉพาะโรแมนซ์) เอามาเล่นเท่าไหรนัก เราจึงพอใจกับประเด็นนี้มากค่ะ

โดยรวมเป็นหนังสือที่อ่านแล้วสนุก น่าติดตามเกือบทั้งเล่ม แม้จะไม่ค่อยโรแมนซ์เท่าไหร (ตามความคิดแม็กซ์) แต่ก็นำเสนอประเด็นที่ไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยของแฟนแนวโรแมนซ์เท่าไหรนัก ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ดีค่ะ

คะแนนที่ 70

Submission // Cherie Feather

มาตามเสียงเรียกร้องนะคะ หลายคนถามมาว่าทำไมแม็กซ์ถึงได้ห่างหายไปจากการรีวิวเรื่องแนวปลุกใจเสือป่าไปนานเลย

คำตอบไม่ใช่ว่ากลัวพี่บานหรอกนะคะ (ซึ่งจนบัดนี้เราก็ไม่เข้าใจคำพร่ำที่ว่า อย่าพูดถึงพี่บานในทางที่ไม่ดี เพราะว่าแกคอยตรวจตราอินเตอร์เน็ตอยู่ แม็กซ์ไม่เชื่อหรอกนะคะว่าเขาจะมีเวลา เพราะแค่วิ่งหาเงินส่งส่วยนาย แล้วก็รังแกประชาชนไปวันวัน พี่บานก็ไม่มีเวลาทำอะไรแล้วล่ะ)

ที่ไม่ค่อยได้รีวิว เพราะแม็กซ์ยังไม่เจอเรื่องที่ปิ๊งจัง ๆ ให้รีวิวต่างหากค่ะ ดังนั้นเมื่อเราอ่านเล่มนี้จบลง และถือว่าสอบผ่านสำหรับงานเล่มแรกของนักเขียนคนนี้ที่เราได้อ่าน แม็กซ์จึงไม่รอช้า เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกัน

Submission ของเชอรี่ เฟทเธอร์

ดูชื่อเรื่องและหน้าปกก็น่าจะพอเดากันออกว่า เล่มนี้มันเป็นอีโรติคโรแมนซ์แนวไหนกันแน่ คงไม่ต้องพูดออกมาให้ชัดเจนหรอกนะคะ

เชอรี่ เฟทเธอร์ ไม่ใช่นักเขียนใหม่อย่างที่คิดหรอกนะคะ เธอเขียนโรแมนซ์ให้กะสนพ.ฮาร์ลิควินในนามปากกาเชียรี่ ไวท์เฟทเธอร์ ซึ่งแม็กซ์ก็ยังไม่เคยอ่านหรอกนะคะ แต่มีงานของเธอในนามปากกานั้นออกขายไม่น้อย บางเล่มก็มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว

แต่เมื่อเธอหันมาเขียนเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์ ก็เลยตั้งนามปากกาขึ้นมาใหม่ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเล่มที่สองในนามปากกานี้ ซึ่งนางเอกในเรื่องเป็นเพื่อนสนิท และลูกน้องของนางเอกในเล่มแรก (The Art of desire ซึ่งเรายังไม่ได้อ่าน แต่คิดว่าคงอีกไม่นานก็จะหยิบมาแล้วล่ะ เำพราะประทับใจเล่มนี้มาก)

พล็อตเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์มีอะไรไม่มากหรอกนะคะ เริ่มต้นเรื่องเมื่อกิกี้ ดิออนไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของศิลปินแนว BDSM ชื่อดังอย่างเอธาน เทียร์นีย์ ชายผู้ซึ่งเปิดเผยอย่างมากในสิ่งที่เขาต้องการ และเพียงแรกเห็นหน้า เอธานก็รู้ว่าเขาต้องการกิกี้ ต้องการเธอในฐานะนางแบบงานศิลป์แนว BDSM ของเขา และยังต้องการเธอเป็นคู่ขาทางเพศในฐานะของซับ ต่อตัวเขาที่เป็นดอม

และมันก็ใช้เวลาไม่นานเลยในการเกลี้ยกล่อมกิกี้ที่แม้จะไม่เคยมี ประสบการณ์ทางเพศแบบ BDSM ให้ยอมพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนา เธอกลายเป็นนักเรียนที่เต็มใจ และตอบตกลงย้ายมาอยู่กับเอธานอย่างรวดเร็ว แต่ในบ้านหลังที่ทั้งสองอาศัยอยู่ ไม่ได้มีเพียงพวกเขาสองคน ยังมีดวงวิญญาณในอดีตที่ต้องการปลดปล่อยจากบ่วงที่ผูกพวกเขาเอาไว้ด้วย และดูเหมือนว่า มันจะเป็นภาระที่กิกี้และเอธานต้องจัดการ

นอกจากนี้แล้ว การเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของผีสองตนที่อาศัยอยู่ในบ้าน ผ่านทางจดหมายก็ยังเป็นการเพิ่มเรื่องราวที่น่าสนใจของตัวละครอีกคู่นึง ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จบลงอย่างมีความสุข แ่ต่การเดินทางของทั้งสองก็ยังน่าสนใจ แม็กซ์คิดด้วยซ้ำว่าเรื่องราวของคู่นี้ น่าจะเป็นอีโรติค โรแมนซ์ที่ดีอีกเล่มนึงได้เลยด้วยซ้ำ (ถ้าเพียงแต่ตอนจบมันดีกว่านี้)

และแน่นอน แม็กซ์จะไม่คิดว่าหนังสืออีโรติคโรแมนซ์เป็นหนังสือที่ดี ถ้าเรื่องมันไม่อีโรติค และเรื่องนี้สอบผ่านค่ะ เรารู้สึกถึงความซื่อสัตย์และจริงใจต่อกันในเรื่องเพศ ไม่มีความรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นการเสแสร้ง หรือเติมแต่งเพียงเพื่อให้ได้ฉากเซ็กส์ตามโควต้า

พล็อตเรื่องไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหรค่ะ สำหรับแม็กซ์นะ แต่เป็นคาแร็คเตอร์มากกว่าที่ทำให้เรารู้สึกเข้าถึงเรื่องนี้มาก แม็กซ์อ่านเรื่องแนวอีโรติค และอีโรติคโรแมนซ์มาก็เยอะนะคะ แต่เรารู้สึกว่าเอธานเป็นคนที่จริงใจและซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตัวเอง มาก เขาค้นพบว่าตัวเองไม่เหมือนชายธรรมดาทั่วไป ความต้องการทางเพศของเขาออกจะแปลก หรืออาจจะเรียกว่าวิปริตในสายตาของคนหลายคน ซึ่งรวมทั้งพ่อแม่ของเขาเอง แต่เอธานเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน และทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต โดยที่ไม่แสดงอาการรังเกียจตัวเอง หรือแปลกแยกตัวเองออกจากคนที่คิดต่างกัน ในฐานะของทายาททรัพย์สมบัติมหาศาล เอธานสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่เขาต้องการ และนั่นหมายความว่าเขาสามารถซื้อบ้านโบราณราคาแพง เพียงเพราะเขาอ่านจดหมายของผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้วรู้สึก ผูกพัน เขาก็ทำมัน และเมื่อเขาได้พบกับหญิงสาวที่เขา้ต้องการอย่างกิกี้ เขาก็เร่งรัดทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมา

จะว่าไปเอธานก็เหมือนพระเอกโรแมนซ์แนวที่เอาแต่ใจตัวเอง ชนิดอยากได้อะไรก็ต้องได้ ในแง่มุมที่คนแต่งนำเสนอเอธานต่อคนอ่าน กลับทำให้ลักษณะนี้ของเขากลายเป็นสิ่งที่ดีไปได้ เพราะเมื่อเขายอมอ่อน มันน่าอ่านมาก และสำหรับชายที่ไม่เคยปลดปล่อยความควบคุม ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการงาน และเรื่องส่วนตัวในห้องนอน เอธานยอมพ่ายแพ้แก่ความรักเป็นครั้งแรก ฉากที่เอธานยอมให้กิกี้กลายเป็นคนควบคุมความสัมพันธ์แบบ BDSM เป็นฉากที่น่าอ่าน และเป็นยิ่งกว่าการบอกว่ารักจากปากมากนัก

ปกติหนังสืออีโรติคโรแมนซ์แนว BDSM จะไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของแม็กซ์เท่าไหรนะคะ (ยกเว้นว่าเป็นเรื่องแนวที่นางเอกเป็นดอม) แต่เล่มนี้สอบผ่านฉลุยมาก และมันยังเปิดหูเปิดตาแม็กซ์ในอีกหลายเรื่องเลยล่ะเกี่ยวกับความต้องการทาง เพศที่แตกต่างอย่างนี้

คะแนนที่ 77

Tempted All Night // Liz Carlyle

สำหรับคนที่ยังไม่รู้นะคะ แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์ และถ้าอ่านไม่ชัดก็โปรดอ่านอีกครั้งหนึง

แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์

ลิซ คาร์ไลล์เป็นนักเขียนที่อาจจะไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่ลึกล้ำ หรือสร้างสรรสุดคำบรรยาย แต่วิธีการในการดำเนินเรื่อง จังหวะของการเล่าเรื่องราว และตัวละครของเธอมีชีวิตเสมือนจริงสำหรับเรา แม็กซ์รักโลกที่ตัวละครของลิซอาศัยอยู่ซึ่งทั้งหมดรู้จักกัน (นั่นหมายความว่า หนังสือทุกเล่มของเธอเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) ดังนั้นแม้กระทั่งตัวละครรองที่มีบทออกมาเพียงไม่กี่ฉาก ก็ทำให้แม็กซ์มีความสุขที่เห็นเธอกล่าวถึงพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่ว่า ลิซจะเอาตัวละครมาเดินโชว์อย่างไร้ความหมายหรอกนะ เธอเลือกเอาตัวละครที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง และใช้อย่างมีประโยชน์สูงสุด

Tempted All Night ของลิซ คาร์ไลล์

หนังสือเล่มนี้ไม่โฆษณาว่าเกี่ยวข้องหรืออยู่ในชุดของเล่ม ไหนเป็นพิเศษ แต่ก็เช่นเดียวกับหนังสือทุกเล่มของลิซ ที่มันมีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด โดยเฉพาะเล่มนี้ที่เป็นเรื่องราวของเลดี้ฟีดร้า นอร์ธติ้งแฮม น้องสาวของท่านมาร์ควิส แห่งแนช ซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง Never Lie to a Lady แต่ไม่จำเป็นหรอกนะคะที่จะต้องอ่านเรื่องนั้นก่อน เพราะบอกตามตรง แม็กซ์อ่านเล่มนั้นแล้ว และฟรีด้าก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษเลย

เลดี้ฟีดร้าเป็นสาวแก่วัยยี่สิบสองปีที่ดูเหมือนจะพอใจกับ สถานภาพของตัวเอง เธอรับหน้าที่ดูแลแม่และน้องสาวที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องนัก ดูเหมือนเธอจะเป็นคนเดียวในครอบครัวที่มีสมองเพียงพอที่จะรับรู้ความจริง แห่งโลก ในขณะที่แม่และน้องสาวก็เป็นเหมือนหญิงสาวในยุครีเจนซี่ตอนปลายทั่วไปที่วัน ทั้งวันคิดถึงแต่เรื่องงานเลี้ยง คู่ครองและความเหมาะสม

แต่เป็นเพราะความผิดพลาดร้ายแรงในวัยเยาว์ ฟรีด้าได้รับบทเรียนสำคัญของชีวิต และนั่นเตือนเธอให้ระมัดระวังในการใช้ชีวิต ในเรื่องความรักที่เธอคิดว่า ตัวเองไม่มีสิทธิที่จะคิดถึงมันอีกต่อไป และก็เหมือนทุกอย่างในโลกที่เมื่อคุณเลิกคิดถึง มันก็จะเดินเข้ามาในชีวิตของคุณเอง

และความยั่วยวนก็มาในรูปของลอร์ดเอวอนคริฟท์ หรือที่เขาไม่ชอบให้ใครเรียกเขาด้วยบรรดาศักดิ์ แม้จะเป็นถึงทายาทท่านเอิร์ลผู้ทรงอำนาจที่สุดคนนึงในอังกฤษ ทริสแทน ทาลบอตคือด้านตรงกันข้ามจากบิดาผู้เคร่งเครียด มันอาจจะเป็นเลือดต่างชาติที่เขาได้รับจากมารดา แต่ทริสแทนก็ไม่ใช่ขุนนางหนุ่มแบบที่คนในตระกูลทาลบอตต้องการ และทริสแทนก็ทำทุกอย่างเพื่อทำให้ความเชื่อนั้นเป็นจริง เขาเป็นชายเสเพลที่อาศัยอยู่บนขอบแห่งความเหมาะสม เป็นที่ต้องการของสาว ๆ ในลอนดอน และถูกคิดว่าภายใต้หน้าตาอันแสนหล่อเหลาไม่มีอะไรอยู่ตรงกลางใบหูของเขาเลย

แต่นั่นเป็นเพียงฉากหน้า และเช่นเดียวกับฟีดร้าที่ความเยือกเย็นและเหมาะสมของเธอก็เป็นฉากหน้าเช่นกัน

เหตุการณ์ฆาตกรรมที่ฟีดร้าโชคร้ายพอที่จะเป็นพยานเป็น เหตุผลที่ทำให้ทั้งสองได้รู้จัก แต่โชคชะตาของทั้งคู่เริ่มต้นนานกว่านั้นมาก เมื่อทริสแทนช่วยฟีดร้าไว้ระหว่างที่เธอเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงในการตามหาสาว ใช้ที่หนีหายไป ในมุมลึกสุดแห่งความดีงาม ฟีดร้าถูกช่วยเหลือเอาไว้จากชายขี้เมาแต่ยังมีศีลธรรมมากพอจะรู้ว่าเธอต้อง การความช่วยเหลือ

ทริสแทนซึ่งได้รับการขอร้องจากบิดาผู้ใกล้เสียชีวิตให้สืบ สวนความจริงที่เกิดขึ้น นั่นเพราะชายผู้เสียชีวิตต่อหน้าฟีดร้านั้นเป็นชาวรัสเซีย และทำงานให้กับแม่เล้าชื่อดัง ผู้ซึ่งเป็นอดีตสายลับรัสเซีย ซึ่งในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสงบระหว่างรัสเซียกับโปแลนด์ นี่เป็นสิ่งที่ควรจับตาดู ทริสแทนตอบรับคำขอจากบิดาอย่างเสียไม่ได้ และไม่คิดว่าตัวเองจะได้ข้อมูลอะไรมากนักจากการสัมภาษณ์หนึ่งในพยาน

แต่นั่นเป็นก่อนที่เขาจะได้พบกับฟี สำหรับชายที่ได้ผู้หญิงทุกคนที่ต้องการ ฟีคือความท้าทาย และเธอคือความไร้เดียงสาที่เขารู้ตัวว่าไม่ควรแตะต้อง แต่มันยากที่จะห้ามใจตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ฟีก็รู้เรื่องชาวรัสเซียผู้ตายคนนั้นมากกว่าที่เธอบอกกับทุกคน ในการตามหาสาวใช้ที่เธอแน่ใจว่าทำงานให้กับซ่องแห่งเดียวกัน ฟีเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่อาจจะใหญ่เกินตัว แต่อย่างน้อยเธอก็ยังฉลาดพอจะรู้ว่า ควรจะต้องพูดความจริงกับทริสแทน

เช่นเดียวกับหนังสือทุกเรื่องของลิซนะคะ ที่พล็อตไม่ใช่องค์ประกอบใหญ่ หากแต่เป็นการดำเนินเรื่องมากกว่า แม็กซ์พบว่าตัวเองหลงเข้าไปกับความเป็นทริสแทน และฟี เรารู้จักพวกเขาเหมือนเป็นคนสนิท ล่วงรู้สิ่งที่พวกเขาคิด รู้ว่าอะไรคือแรงผลักดัน ความเศร้าโศก และแรงบันดาลใจ

ทริสแทนต้องต่อสู้กับความแตกต่างมาตลอดชีวิต เพราะแม่ที่เป็นชาวต่างชาติ เขาจึงไม่ใช่ขุนนางอังกฤษผู้เหมาะสม ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาเกินกว่าที่จะมีปัญญา เขาถูกมองเป็นเพียงหนุ่ีมหน้าสวยที่ไร้สมอง แต่เขาก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ความเข้าใจผิดอันนี้แหละที่เป็นความผิดพลาดร้ายแรง ทริสแทนเป็นคาแร็คเตอร์ชนิดที่ลิซไม่ค่อยเขียนถึงบ่อย เราคิดว่าเขามีลักษณะใกล้เคียงกับเดวิลลิน (จาก The Devil to Pay) ในแง่ของทัศนคติที่เขามองโลก ที่แม้จะรู้ว่ามันไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการว่าหน่ายโลก เหมือนพระเอกโรแมนซ์ที่เป็นชายเสเพลทั่วไปเป็นกัน ในอีกแง่นึงเขามีลักษณะเบนท์ลี่ย์ควรจะเป็น (แต่ในเรื่อง The Devil you know ที่เบนท์ลี่ย์เป็นพระเอกเองกลับมีความมืดมากกว่ามาก) ชายที่รู้จักตัวเองเป็นอย่างดี และยอมรับความเป็นตัวเองได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ความดีพร้อมก็ตาม

ฟีดร้าคือด้านตรงกันข้าม เธอหมกหมุ่นกับความผิดพลาดในอดีต และปล่อยให้มันครอบงำชีวิต หลังจากอ่านเล่มนี้ แม็กซ์เชื่อในการจับคู่ทริสแทนกับเธอ เพราะเราคิดว่า เขาอาจจะเป็นคนเดียวที่ทำให้ฟีปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาได้ ตัวตนที่เราเชื่อว่า คนอ่านเองก็อาจจะคิดไม่ถึง (และแม็กซ์บอกรึยังว่าเซ็กส์ซีนในเล่มนี้ฮ็อตมาก)

ในตอนต้นเรื่องแม็กซ์มีปัญหานิดหน่อยในส่วนของมิตรภาพระหว่างฟีและโซอี้ อาร์มสตรองค์ (ซึ่งจะเป็นนางเอกในเล่มหน้า Wicked All Day) เพราะทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันในวันที่เกิดการฆาตกรรม แต่ดูเหมือนทั้งสองจะกลายเป็นเพื่อนสนิท ซึ่งสำหรับคนที่เก็บตัวอย่างฟี เรารู้สึกว่ามันไม่สมจริง แต่พอได้อ่านมากขึ้น และรู้จักฟีมากขึ้น เราก็เข้าใจว่าอะไรคือแรงผลักดันให้ฟีคบหากับโซอี้ (และลิซก็อธิบายในส่วนนี้ผ่านทางคำพูดของโซอี้เช่นกัน) นั่นเพราะโซอี้คือด้านตรงกันข้ามทุกอย่างของฟี เธอคือผู้หญิงที่ฟีอยากจะเป็น แต่ไม่อาจเ็ป็นได้ ความแตกต่างดึงดูดทั้งสองสาวให้เป็นเพื่อนกัน และมิตรภาพที่เกิดขึ้นดูน่าเชื่อสำหรับเรา (และแน่นอนว่าทำให้โซอี้เป็นตัวละครทีน่าสนใจมาก เธอเป็นผู้หญิงที่มีชีวิตชีวามาก และแม็กซ์อยากรู้ทีุ่สุดว่าใครจะเป็นพระเอกของเธอ --- นอกเรื่องนะคะ เราคิดว่าจะเป็นลอร์ดเมอร์เซอร์)

กลับมาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทริสแทนและฟีดร้า อย่างที่บอกค่ะ แม็กซ์ชอบการจับคู่ตัวละครสองตัวนี้ ทริสแทนคือผลไม้ต้องห้ามของฟี ทำให้เธอกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็ยังไม่อาจให้อภัยตัวเองต่อความผิดพลาดในอดีตได้ ทำให้เธอไม่กล้าที่จะคว้าความรักที่ถูกเสนอ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่อาจวางมือจากเขาได้ แม้ในช่วงเวลาที่เธอคิดว่าเขาไม่สนใจเธออีกต่อไปแล้ว (แม็กซ์ชอบฉากที่ฟีไปยังบ้านทริสแทน แม้จะคิดว่าเขาไม่ใยดีเธอแล้วก็ตาม)

ในขณะที่ทริสแทน แม็กซ์ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจาก เฟอร์เฟ็ค ไม่ใช่ว่าเขาเป็นชายผู้สมบูรณ์แบบหรอกนะคะ เพราะเขาห่างไกลจากคำนั้น แต่เขาเฟอร์เฟ็คกับเรื่อง ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เราชอบทัศนคติของเขา เข้าใจว่าอะไรทำให้เขากลายเป็นชายเสเพล (ในเมื่อความพยายามเดียวที่จะเป็นคนมีอุดมคติผลักดันให้เขาเข้าไปมีส่วนใน การสังหารหมู่) เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยอมทำตามคำขอของผู้เป็นบิดา ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยถูกมองจากชายคนนั้นว่าคู่ควรกับการเป็นทายาืท

อ่านมาขนาดนี้รู้รึยังคะว่า แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์ แต่อยากจะบอกทุกคนว่า การอ่านหนังสือของเธอไม่ใช่สิ่งที่เร่งรีบ เพราะการเดินทางไปพร้อมกับถ้อยคำในหน้าหนังสือของเธอสำคัญมากพอ ๆ กับการได้เรื่องราวของตัวละคร แม็กซ์ชอบความคิด ความรู้สึกของตัวละคร มากพอ ๆ กับที่อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

นี่ไม่ใช่หนังสือของลิซที่แม็กซ์รักมากที่สุด แต่ก็เป็นเล่มที่เราไม่ผิดหวัง

คะแนนที่ 83 (มีการแก้คะแนนนะคะ เพราะพอคิดดูให้ดีแล้ว แม็กซ์ยังรู้สึกว่าตัวเองชอบงานเรื่องอื่นของเธอมากกว่าเรื่องนี้ แต่ดันให้คะแนนน้อยกว่า ก็เลยมาปรับคะแนนเรื่องนี้ใหม่)

Edited to Add: ตามเสียงเรียกร้องนะคะ (สปอยล์) ด้วยวัยสิบห้าปีฟีดร้าพลาดท่าหลงคารมหนุ่มจนตั้งท้อง ก่อนที่จะถูกบังคับทำแท้งไปน่ะค่ะ ทำให้เธอรู้สึกผิดมากนับจากนั้น

Talk Me Down // Victoria Dahl

หนังสือเรื่องนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันมากในโลกอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะในสองเว็บไซด์ชื่อดังนั่นก็คือเดียร์ ออเตอร์ และสมาร์ทบิชเชส ซึ่งเสียงเล่าลือพวกนี้ก็มีมากพอที่จะให้แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อเรื่องนี้ หลังจากที่ทีแรกคิดว่าจะไม่สั่งแล้วนะ

วิคทอเรีย ดาห์ลเ็ป็นนักเขียนแนวย้อนยุคที่เพิ่งผันตัวมาเขียนแนวปัจจุบันเป็นเล่มแรก นั่นเป็นซึ่งที่แม็กซ์แปลกใจอย่างยิ่งเมื่ออ่านงานเล่มนี้ของเธอ และพบว่าเสียง (voice) ของเธอมีความเป็นปัจจุบันและทันสมัยมาก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับนักเขียนอย่างจูลี่ การ์วู้ดสมัยที่เขียนแนวปัจจุบันเล่มแรก ๆ ก็ยังสู้เธอไม่ได้ เพราะเรื่อง Heartbreaker ใช้ภาษาที่เยิ่นเย้อและน่ารำคาญที่สุดเล่มนึง ในขณะที่เล่มนี้ของวิคทอเรียมีความทันสมัย และทันยุคอย่างยิ่ง ในส่วนของภาษา

Talk Me Down ของวิคทอเรีย ดาห์ล

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดทัมเบิ้ล ครีค เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กับแอสเพนซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชื่อดังในอเมริกา เมืองที่มีช่วงเวลาอันเงียบเหงาเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นในฤดูกาลท่องเทียว เมื่อนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาแอสเพน เมืองนี้จึงจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเพราะความล้าหลังนี้เอง มันจึงเป็นเรื่องน่าแปลกอย่างยิ่งเมื่อมอลลี่ เจนนิ้งค์เลือกที่จะกลับมาอาศัยอยู่ในบ้านเกิดของเธออีกครั้ง หลังจากจากไปนานหลายปี

แต่มอลลี่กลับมาครั้งนี้ก็ไม่ใช่เพราะต้องการความสงบ มันเป็นการวิ่งหนีปัญหา แฟนหนุ่มที่เป็นนายตำรวจหน่วยเจรจาตัวประกันกำลังคุกคามชีวิตส่วนตัวเธอ อย่างน่ารำคาญ มอลลี่คิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะแล้วล่ะที่จะย้ายออกจากเดนเวอร์ และกลับมาที่ทัมเบิ้ล ครีค

การกลับมาครั้งนี้มอลลี่ยังได้เจอกับโบนัสก้อนโต มาในรูปของหัวหน้าตำรวจประจำเมืองที่ชื่อว่า เบน ลอว์สัน หนุ่มสุดฮ็อตเพื่อนสนิทของพี่ชายที่มอลลี่แอบปิ๊งมาตั้งแต่ในสมัยวัยรุ่น และเบนนี่แหละคือแรงบันดาลใจให้มอลลี่เขียนนิยายอีโรติคสุดร้อนแรงเล่มแรก ของเธอ งานที่ต่อมามอลลี่ยึดเป็นอาชีพ

มอลลี่เป็นหญิงสาวชนิดที่เบนไม่เคยเจอมาก่อน สาวน้อยจากเมืองใหญ่ที่กล้าจะพูดในสิ่งที่เธอต้องการ แต่ตำรวจในเมืองหลังเขาอย่างเขาก็มีหลักการประจำใจเหมือนกัน ในเรื่องที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงในเมือง แม้ว่านั่นจะหมายความว่า เขาไม่อาจมีเซ็กส์ในช่วงฤดูหนาวได้ก็ตาม (เพราะเบนขับรถไปหาสาวนอกเมืองฝ่าหิมะไปไม่ได้) แต่มอลลี่เด็กสาวที่เขาเห็นมาตั้งแต่ใส่ผ้าอ้อมก็ได้เติบโตเป็นสาว แถมกล้าเสียด้วยสิ

อาการตบะแตกของตำรวจหนุ่มผู้เถรตรงจึงเกิดขึ้น

ความวุ่นวายเริ่มมากขึ้น เมื่อการกลับมาของมอลลี่ไม่ถูกโรคกับคนบางคน คนที่ต้องการให้มอลลี่ออกไปจากเมืองอันเงียบสงบของพวกเขา นายตำรวจหนุ่มจึงต้องทำหน้าที่ปกป้องหญิงสาวปากกล้าคนนี้

มอลลี่เป็นตัวละครที่แตกต่างไปจากนางเอกนิยายโรแมนซ์ทั่วไป เธอตรงไปตรงมา และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เธอไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่หน้าแดงเมื่อคิดถึงเรื่องเซ็กส์ แม็กซ์คิดว่า คนอ่านหลายคนอาจจะมีปัญหานิดหน่อยกับคาแร็คเตอร์ของมอลลี่ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่เคยอ่านนิยายแนวชิคลิค ก็น่าจะคุ้นเคยกับนางเอกคาแร็คเตอร์แบบนี้นะคะ ข้อดีกว่าของมอลลี่ก็คือ เธอไม่ใช่คนหลงตัวเอง หรือเอาแต่คิดถึงตัวเองเหมือนบรรดานางเอกแนวชิคลิคส่วนใหญ่

สำหรับแม็กซ์ มอลลี่เป็นนางเอกที่เรารู้สึกสื่อถึง เพราะเรานึกถึงเพื่อนหลายคนของเรา (ที่เป็นอเมริกัน)ได้เลย ที่มีลักษณะแบบนี้ เธอเป็นนางเอกที่เราเชื่อว่า เป็นไปได้ในชีวิต (ซึ่งต่างจากนางเอกโรแมนซ์ทั่วไปที่ไม่น่าจะมีหลงเหลืออยู่แล้ว)

ส่วนเบนพระเอกของเรา ไม่รู้จะใช้บรรยายว่ายังไงนะคะ นอกจากจะบอกว่า น่ารักมาก และก็น่าสงสารมากในขณะเดียวกัน เพราะแม้เขาจะมีความตั้งใจดีเพียงใด ก็ไม่อาจเอาชนะการยั่วของมอลลี่ได้หรอก ไม่มีโอกาสด้วยซ้ำ และพล็อตแนวพระเอกดีแตกนี่ก็มีหนึ่งในพล็อตที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดเลยล่ะ

ในส่วนของคาแร็คเตอร์ หนังสือเล่มนี้กินขาดนะคะ เราชอบทั้งพระเอกและนางเอกเรียกว่าได้ใจเราเป็นเต็ม ๆ ส่วนที่ยังคงเป็นปัญหาก็เลยตกเป็นส่วนของพล็อต ที่หลายครั้งเรารู้สึกถึงความไม่ต่อเนื่อง เดี๋ยวจะลุ้นเป็นแนวสืบสวน เดี๋ยวจะเป็นโรแมนติค คอมเมดี้ ทำให้อ่านไปอารมณ์ก็สะดุดไป เพราะไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหนกันแน่ แต่โดยรวมแล้วเรื่องนี้สอบผ่านค่ะ (มากพอที่จะทำให้แม็กซ์เอาหนังสือของวิคทอเรีย ดาห์ลไปวางไว้บนชั้นหนังสือได้ แทนที่จะเก็บใส่ถุงไว้ในตู้เสื้อผ้า)

อ่านจบแล้วทำให้คิดว่า จะกลับไปเอาเรื่องแนวย้อนยุคของเธอมาอ่านค่ะ น่าสนใจดี

คะแนนที่ 70

Bride by Command // Linda Winstead Jones

อันที่จริงแม็กซ์มีหนังสือหลายเล่มที่อยากอ่านมาก ๆ เข้าคิวรออ่านอยู่นะคะ แต่เพราะอะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายทำให้เราหยิบเอาเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน และผลก็ผิดคาดไปมาก ๆ เลยค่ะ เพราะมันสนุกกว่าที่คิด

บางทีอาจเ็ป็นเพราะความที่แม็กซ์ไม่คาดหวังอะไรเลยก็เป็นได้


Bride by Command ของลินดา วินสเต็ด โจนส์

สำหรับหนังสือเล่มที่สาม และเป็นเล่มสุดท้ายในชุด The Emporor's Bride (แต่เป็นเล่มที่เก้าของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอาณาจักรโคลัมไบแนน) เรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อจักรพรรดิ์ยาห์นแห่งโคลัมไบแนนออกคำสั่งให้นำ ตัวหญิงสาวหกคนที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาจักรของเขามายังพระราชวังเพื่อ ที่เขาจะได้ทำการเลือกเจ้าสาว และแต่งตั้งให้เธอเป็นราชินีเพื่อมีรัชทายาทสืบทอดบัลลังค์

แม็กซ์ไม่อ่านหนังสือเรื่องนี้เรียงลำดับตั้งแต่เล่มแรกหรอกนะคะ เราเริ่มต้นอ่านที่เล่มที่สองในชุด (เรื่อง 22 nights ซึ่งบอกตามตรงว่าไม่ได้ประทับใจอะไรมากมายเลย) ดังนั้นจึงคงไม่แปลกอะไรถ้าแม็กซ์จะไม่คาดหวังมากมายนักกับเล่มนี้ แม้ว่ายาห์นจะเป็นลูกชายของตัวละครที่อยู่ในความคิดคำนึงของแม็กซ์มานานหลาย ปี

สำหรับคนที่อ่านหนังสือชุด Sisters of the sun ซึ่งเป็นหนังสือชุดสามเล่มแรกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรโคลัมไบแนน (ลินดาเขียนหนังสือที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในอาณาจักรแห่งนี้ทั้งหมดสามชุด ค่ะ ชุดละสามเล่ม) ก็คงจะพอจำเซบาสเตียนซึ่งเป็นจักรพรรดิ์ผู้ชั่วร้าย และเป็นตัวร้ายของหนังสือชุดนั้นได้ แม็กซ์ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดกันยังไงนะคะ แต่เซบาสเตียนเป็นตัวละครที่น่าจดจำ เป็นคนที่เลวอย่างแท้จริง แต่ภายใต้ความเลวนั้น เซบาสเตียนมีความลึกซ่อนเอาไว้ เขาไม่ได้เลวเพราะเกิดมาพร้อมดีเอ็นเอที่กำหนดให้เขาเลว แต่เขาเป็นผลิตผลจากการเลี้ยงดู เขาเป็นจักรพรรดิ์ที่ได้ทุกอย่างตามใจ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เขาเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความชั่ว

ยาห์นเป็นลูกชายของเซบาสเตียน แต่เขาไม่ควรจะได้เป็นจักรพรรดิ์ด้วยซ้ำ บัลลังค์ที่เป็นของพ่อเขาถูกแย่งชิงไป แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือชุดที่สอง (เล่มที่สี่ - หกในชุดนี้) ทำให้สุดท้ายแล้วยาห์นก็ไม่อาจหนีพรหมลิขิตชีวิตของเขาได้ ในที่สุดเขาก็เป็นจักรพรรดิ์ และถ้าเขาไม่เข้าข้างตัวเองมากนัก เขาก็เป็นจักรพรรดิ์ที่ดี เขาปกครองบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย หน้าที่เพียงอย่างเดียวที่เขายังไม่ได้ทำ ก็คือการให้กำเนิดรัชทายาท

ถึงกระนั้นยาห์นก็ยังถวิลหาชีวิตที่เขายังเป็นคนเีพียงคนธรรมดาสามัญ ชายที่สามารถแต่งงานเพราะความรักได้ ไม่ใช่ความเหมาะสมเหมือนอย่างที่จักรพรรดิ์ทำ ดังนั้นเมื่อมีโอกาส หญิงสาวคนนึงที่ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของจักรพรรดิ์อาศัยอยู่ไม่ ห่างจะเขตพระราชวังนัก ยาห์นจึงปลอมตัวเป็นทหารราชองค์รักษ์ของตัวเองเดินทางไปเพื่อรับเธอเข้าวัง

แต่เมื่อไปถึงเขาก็พบว่า เลดี้มอร์แกนน่าไม่ต้องการเป็นจักรพรรดินี เธอไม่ต้องการแต่งงานเลยด้วยซ้ำ นั่นเพราะมอร์แกนน่ามีพลังอันน่ากลัว ในยามใดก็ตามที่เธอไม่อาจควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ มอร์แกนน่าจะปลดปล่อยพลังอันแสนเยือกเย็นที่มากพอจะเปลี่ยนมนุษย์จนกลายเป็น ผลึกคริสตัลที่พร้อมจะแตกสลายไปตลอดกาล

ดังนั้นเมื่อได้รับคำเชิญจากจักรพรรดิ์ มอร์แกนน่าปฏิเสธ และนั่นนำไปสู่การโต้เถียงกันระหว่างเธอและพ่อเลี้ยง และนั่นก็เปิดโอกาสที่ยาห์นไม่อาจห้ามตัวเองได้ เมื่อพ่อเลี้ยงของเธอพูดว่าจะยกให้เธอกับชายคนแรกที่เดินผ่านหน้าประตูห้อง ที่พวกเขาอยู่ และยาห์นก็คือชายคนนั้น

จากจุดเริ่มต้นเพียงเพราะต้องการสั่งสอนมอร์แกนน่า หญิงสาวที่ยาห์นคิดว่าถูกเลี้ยงตามใจจนเสียคน (เขาไม่รู้ว่าเธอไม่ต้องการแต่งงานเพราะอะไร) แต่ระหว่างที่ทั้งสองร่วมทางกันเพื่อไปยังเมืองหลวง ยาห์นซึ่งไม่เคยคิดว่า จะเลือกเธอ ก็พบว่าตัวเองไม่อาจตัดใจไปจากหญิงสาวคนนี้ได้

และเช่นเดียวกัน แม้จะมีความตั้งใจจะไม่แต่งงาน แต่การที่เธอได้ใกล้ชิดกับทหารราชองครักษ์ผู้ต้อยต่ำ มอร์แกนน่ากลับค้นพบชีวิตที่เธอใฝ่ฝัน มันอาจจะไม่ใช่ปราสาทราชวังหรูหรา เป็นเพียงห้องเช่าเหนือโรงเตี้ยม (ที่ซึ่งยาห์นพอเธอมาอยู่หลังจากมาถึงเมืองหลวง) มอร์แกนน่ากลับค้นพบสิ่งที่หัวใจของเธอต้องการอย่างแท้จริง

แต่คำหลอกลวงยังคงอยู่ และยาห์นรู้ว่า ถ้ามันเปิดเผย เขาอาจจะสูญเสียหญิงสาวคนเดียวที่เขารักไปตลอดกาล

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่คิดว่าตัวเองจะชอบเรื่องนี้มากขนาดนี้ มันไม่ได้ถึงกับเริ่มต้นพร้อมกับเสียงรัวกลองนะคะ แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งหลงเข้าไปกับเนื้อเรื่อง กับความรักที่ค่อยก่อตัวขึ้น ถึงความถวิลหาที่ทั้งยาห์นและมอร์แกนน่ามีต่อกัน ยิ่งซึมซับและเชื่อมั่นว่า เพราะความรักทำให้มอร์แกนน่าเลือกที่จะอยู่กับทหารจน ๆ แทนที่จะเป็นปราสาทราชวัง เชื่อว่ายาห์นที่แม้หลอกลวง แต่ก็เขาก็พอใจตัวตนที่เขาเป็นกับมอร์แกนน่ามากกว่าต่อหน้าขุนนาง

ฉากหนึ่งที่มอร์แกนน่ากล่าวหาว่าเขาหลอกลวงเธอมาตลอด ว่าเขาไม่เคยบอกเธอเลยว่า ตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นใคร ดังนั้นความรักที่เกิดขึ้นจึงมีพื้นฐานมาจากคำโกหก และยาห์นตอบเธอว่า ตัวตนของเขาที่อยู่กับเธอคือความเป็นจริง ในขณะที่จักรพรรดิ์ต่างหากคือความหลอกลวง

นั่นมันอธิบายได้ทุกอย่าง

ส่วนน่าขัดใจเดียวที่แม็กซ์รู้สึกในเรื่องนี้คือ ประเด็นเรื่องเอริค น้องชายฝาแฝดของยาห์น (ซึ่งเป็นพระเอกเล่มแรกในชุดเรื่อง Untouchable ซึ่งแม็กซ์ยังไม่ได้อ่าน) แม็กซ์อาจจะคาดหวังตอนจบที่ซุปเปอร์แฮ็ปปี้เอ็นดิ้งค์มากเกินไปมั้งคะ เราเลยรู้สึกว่า อยากเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเอริค และยาห์นคลี่คลายไปมากกว่านี้ เรารู้สึกเหมือนมันยังขาดส่วนนี้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดไป (เพราะยาห์นและเอริคไม่ใช่พี่น้องธรรมดา แต่เป็นฝาแฝดนะคะ)

แต่โดยรวมถือว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจ และสนุกถูกใจมากค่ะ

คะแนนที่ 80

Gorgeous As Sin // Susan Johnson

ยอมรับตามตรงเลยนะคะว่า แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังผลจากการอ่านหนังสือเรื่องนี้ว่า จะออกมาเป็นยังงี้ มันผิดไปจากที่คาดทุกอย่างเลยค่ะ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นรีวิว ขอแม็กซ์ท้าวความย้อนอดีตกันสักหน่อยแล้วกัน

สมัยที่แม็กซ์เริ่มต้นอ่านโรแมนซ์ใหม่ ๆ เพื่อนคนนึงของเราซึ่งเรานับถือให้เป็นผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องโร แมนซ์ (เขาอ่านโรแมนซ์ทุกเรื่องที่แม็กซ์รู้จัก และยังแนะนำเรื่องที่เราไม่รู้จักอีกเป็นร้อย ๆ เล่ม) บอกกับเราว่า แม็กซ์ไม่น่าจะชอบงานของซูซาน จอห์นสันนะ ซึ่งถือว่าแปลกมาก เพราะเขาเองก็อ่านงานของซูซานอยู่

แต่เราก็เชื่อเขานะคะ ดังนั้นจึงแทบจะไม่เคยซื้องานของซูซานมาอ่านเลย จนกระทั่งระยะหลังในช่วงสามสี่ปีที่ผ่าน ที่เราเริ่มรู้สึกว่า น่าจะลองอ่านงานของเขาได้แล้วนะ เพราะซูซานก็เป็นนักเขียนดัง และมีหลายคนชอบงานของเขามาก แม็กซ์จึงไปซื้องานเก่าของเธอเรื่องนึง เรื่องที่หลายคนยกให้เป็นหนังสือในดวงใจ

และแม็กซ์ไม่ชอบมันค่ะ มันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะดีได้ แต่แม็กซ์รู้สึกว่า พระเอกเสเพลเกินกว่าที่จะจริงใจรักนางเอกเพียงคนเดียวในตอนจบเรื่องได้ นางเอกมักเริ่มต้นที่เป็นสาวน้อยไร้เดียงสา แม้ว่าคาแร็คเตอร์ของเธอจะพัฒนาไปพอสมควรในเรื่อง แต่เรากลับรู้สึกว่า เธอไม่ถึงกับมีเสน่ห์มากพอจะรั้งตัวหนุ่มเสเพลอย่างพระเอกของเราได้

ดังนั้นแม็กซ์จึงหยุดอ่านงานของซูซาน จอห์นสันไป จนกระทั่งไปเจอชื่อของหนังสือเรื่องนี้ในเน็ต

มีคนถามแม็กซ์ในบลอกว่า เราใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกซื้อหนังสือ ซึ่งแม็กซ์ตอบว่า มันหลากหลายและขึ้นอยู่กับอารมณ์อย่างแท้จริง และครั้งนี้ก็เช่นกัน สิ่งแรกที่ดึงดูดแม็กซ์ไปที่หนังสือเรื่องนี้ก็คือ ชื่อเรื่อง เราคิดว่าหนังสือเรื่องนี้มีชื่อเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก

และนั่นมากพอที่จะทำให้แม็กซ์ซื้อหนังสือเรื่องเมื่อเห็นมันในร้าน หนังสือได้ แม้ว่าเราจะบอกกับตัวเองว่า อย่าไปคาดหวังอะไรมากจากมัน โดยเฉพาะเมื่อยิ่งดูจากเนื้อเรื่องแล้ว มันเป็นพล็อตเดิม ๆ ที่ซูซาน จอห์นสันชอบใช้ เรื่องราวของขุนนางหนุ่มผู้ร่ำรวย เสเพล และได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ จนกระทั่งเขาได้พบกับผู้หญิงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้

Gorgeous As Sin ของซูซาน จอห์นสัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Bruton Street Bookstore (ซึ่งเห็นบอกกันว่าจะมีทั้งหมดสี่เล่ม) เช่นเดียวกับงานทุกเล่มของซูซาน จอห์นสัน พระเอกของเรา ฟิทซ์ มังค์ตัน เป็นขุนนางชั้นสูง โดยเป็นถึงดยุคแห่งโกรฟแลนด์ และนอกจากจะเป็นชายเสเพลผู้ร่ำรวย เขายังประสบความสำเร็จในธุรกิจ และหนึ่งในโครงการที่ฟิทซ์สนใจทำก็คือ การพัฒนาที่ดิน แต่ปัญหาก็คือ ร้านหนังสือเล็ก ๆ ของโรสลินด์ เซ็นต์วินเซ็นต์

โรสลินด์เป็นแม่หม้ายของสามีผู้ไร้ความรับผิดชอบ เธอมีความสุขกับร้านหนังสือที่ซึ่งเธอใช้เป็นสถานที่ในการพบปะกับผู้คน และมีชีวิตอย่างที่เธอต้องการ นั่นก็คืออิสระที่ผู้หญิงในยุควิคทอเรียตอนปลายเริ่มจะมีกัน ดังนั้นเธอจึงไม่สบอารมณ์อย่างมากที่อยู่ ๆ ดยุคผู้เอาแต่ใจ ก็จะใช้เงินฟาดหัว แล้วสั่งให้เธอย้ายออกไปจากร้านหนังสือที่เป็นเสมือนบ้านของเธออีก

ซึ่งโรสลินด์ก็กล้าพอที่จะบอกกับฟิทซ์เช่นนั้นเมื่อเขาเดินทางมาที่ร้าน หนังสือของเธอเพื่อเจรจาขอซื้อร้าน และนั่นทำให้ฟิทซ์ที่ไม่เคยไม่ได้อะไรที่ตัวเองต้องการโกรธมาก เขาถึงกับสั่งให้ลูกน้องทำทุกอย่างเพื่อให้โรสลินด์ย้ายออกไป ถึงแม้มันจะไม่ค่อยถูกกฎหมายนัก

แต่การที่ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงข้ามกัน ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ลบเลือนอีกฝ่ายออกไปจากใจได้ อย่างไม่เต็มใจ ฟิทซ์ถูกดึงดูดโดยแม่หม้ายปากร้ายคนนี้ อย่างไม่ต้องการ โรสลินด์ก็ไม่อาจปฏิเสธฟิทซ์ได้ แม้ว่าเมื่อค่ำคืนจบลง ทั้งคู่จะกลายเป็นศัตรูที่ต้องต่อกรกันอีกครั้ง

แม็กซ์ชอบเรื่องนี้นะคะ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เพราะบอกตามตรงนะคะว่า คาแร็คเตอร์ของฟิทซ์นั้นเป็นผู้ชายชนิดที่แม็กซ์เกลียดที่สุดในหนังสือโร แมนซ์ เขาเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ และคิดถึงตัวเอง พฤติกรรมหลายอย่างของเขาก็ไม่เ็ป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักอ่านโรแมนซ์ และมันไม่ใช่แค่เรื่องทำร้ายจิตใจนางเอก (สปอยล์) เขามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นในเวลาช่วงเดียวกับที่อยู่กับนางเอกแล้ว บอกตามตรงนะคะ หลังจากฉากนั้นผ่านไป แม็กซ์ถามตัวเองเลยล่ะว่า ยังชอบเรื่องนี้อยู่ไหม

คำตอบที่น่าแปลกใจก็คือ เรายังชอบค่ะ ด้วยเหตุผลบางอย่าง มันเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เรื่องนี้เวิร์ค

เพราะบางครั้งคุณไม่จำเป็นต้องชอบพระเอก (หรือกระทั่งนางเอก) ในการอ่านหนังสือให้สนุกได้

หนังสือเรื่องนี้สอบผ่านสำหรับแม็กซ์ เพราะความสอดรับกันของทั้งพระเอกและนางเอก อย่างที่บอกค่ะฟิทซ์ไม่ใช่คนที่มีพฤติกรรมเป็นพระเอกนิยายโรแมนซ์ในสายตาของ เรา แต่ในขณะเดียวกัน โรสลินด์ก็รู้จักเขาดี อย่างที่เขาเป็น และเธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เธอคือคนที่เหมาะกับเขามากที่สุด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เราเชื่อค่ะว่า สองคนนี้จะไปกันรอด เราเชื่อว่า โรสลินด์จะทำให้ฟิทซ์กลายเป็นสามีที่ดีที่สุด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่นิยายหลายเล่มไม่อาจทำได้

เราเชื่อว่า แม้ทั้งฟิทซ์และโรสลินด์จะไม่ใช่คาแร็คเตอร์ที่น่าจดจำ แต่พวกเขาทั้งสองมีเรื่องราวความรัก (ถ้าคุณจะเรียกว่าอย่างนั้นนะ) ที่น่าเชื่อ นั่นเพราะโรสลินด์รู้จักฟิทซ์ดีที่สุด เธอรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง และมีข้อเสียยังไงซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว เธอเลือกที่จะยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น

แต่นั่นคือสำหรับแม็กซ์ เราไม่แน่ใจว่า หนังสือเล่มนี้จะเวิร์คสำหรับคนอื่นไหม เพราะประเด็นที่ล่อแหลมมีเยอะเหลือเกิน คุณเคยอ่านหนังสือที่พระเอกเรียกนางเอกด้วยคำที่ขึ้นต้องด้วย B (ซึ่งตามด้วยพยัญชนะอีกสี่ตัว) และ C (ที่ตามด้วยพยัญชนะอีกสามตัว) เราเกลียดพระเอกที่ใช้คำแบบนี้เรียกนางเอก แต่ฟิทซ์ทำ และเขาทำจนกระทั่งท้ายเรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้เรา (อาจจะเรียกว่า) ให้อภัยเขาได้ ก็คือ ฟิทซ์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากคนที่เขาเป็น แต่ในท้ายทีสุดแม็กซ์ก็เชื่อว่า เขาจะหยุดตัวเองลงที่โรสลินด์ และซื่อสัตย์ต่อเธอตลอดไป นั่นเพราะโรสลินด์คือผู้หญิงที่เหมาะสมกับเขา และเขาก็รักเธอในแบบของเขาเอง ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ความรักเสียสละอันยิ่งใหญ่ แต่ก็คือรัก ชนิดที่คนอย่างเขาทำได้มากที่สุด

ถ้าใครคาดหวังว่าจะอ่านเจอพระเอกที่สำนึกผิด แล้วคุกเข่าลงไปขอโทษนางเอกคงผิดหวังนะคะ เพราะดยุคของเราไม่เคยขอโทษใคร เขาไม่โทษตัวเองด้วยซ้ำที่เป็นต้นเหตุให้โรสลินด์ติดคุก (เพราะการวางแผนของเขาและลูกน้องในการเอาชนะเธอ) แต่ก็แปลกอีกนั่นแหละที่แม็กซ์โอเคมาก ๆ กับมัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่าเรื่องนี้เวิร์ค ก็คงเป็นคาแร็คเตอร์ของโรสลินด์ เธอคู่ควรกับฟิทซ์อย่างแท้จริง แน่ละเธออาจจะไม่ใช่นางเอกที่เพียบพร้อม แต่เธอมีความมุ่งมั่นไม่น้อยไปกว่าฟิทซ์ในการเอาชนะในการต่อสู้กับเขา และเธอก็เป็นผู้หญิงที่รักศักดิ์ศรีตัวเองพอที่จะไม่แคร์ฟิทซ์ (มากจนเกินไป)

อาจเพราะเรื่องนี้เขียนในช่วงตอนปลายศตวรรษที่ 19 ก็ว่าได้ค่ะ เลยทำให้แม็กซ์สามารถยอมรับด้านที่เลวร้ายของตัวละครได้ดีกว่า เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอพระเอกที่เป็นสุภาพบุรุษหรือคนดีทุกกระเบียดนิ้ว และเราก็ไม่ได้พบกับเขาในเล่มนี้

มันจึงไม่มีความผิดหวัง

ดีเกินคาดมาก ๆ ค่ะ คะแนนที่ 73

The Earl's Untouched Bride // Annie Burrows

นี่เป็นหนังสืออีกเรื่องค่ะที่แม็กซ์ซื้อมาโดยดูจากพล็อต ทั้งที่ไม่เคยอ่าน หรือรู้จักนักเขียนคนนี้มาก่อนเลย ซึ่งก็เป็นข้อดีค่ะ เพราะว่าแม็กซ์จึงไม่มีความคาดหวังให้ถูกทำลายลงมากนัก

หลังจากอ่านจบบอกตามตรงนะคะ เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะที่จะนำมาแปลเป็นภาษาไทยดีนะคะ เพราะว่ามีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะถูกใจแฟนหนังสือเมืองไทย แม้จะไม่ถึงกับถูกใจแม็กซ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

The Earl's Untouched Bride ของแอนนี่ เบอร์โรวส์

เรื่องราวเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เยิ่นเย้อน่าเบื่อ ซึ่งนี่คือข้อดีของหนังสือเล่มนี้ค่ะ เมื่อเอิร์ลแห่งวอลท์ตันถูกหญิงสาวที่เขาหมายมาดจะให้เป็นคู่หมั้นทิ้ง โดยหนีตามชายคนอื่นไป เขาคิดถึงการเสียหน้าที่เอิร์ลผู้สูงศักดิ์และทรงอำนาจอย่างเขาต้องได้รับ แต่แล้วคำตอบก็มาในรูปของเฮโลอิส (ขอให้อ่านออกเสียงเร็ว ๆ นะคะ) ซึ่งเป็นพี่สาวของหญิงหลายใจที่ทิ้งเขาไปนั่นเอง

เฮโลอิสเองก็มีปัญหาของเธอเองอยู่ นั่นเพราะชายที่แม่และพ่อของเธอต้องการให้เธอผูกไมตรีด้วย เป็นผู้ชายชนิดที่เธอไม่ต้องการ และดูเหมือนชาร์ล เอิร์ลแห่งวอลท์ตันจะเป็นคำตอบ ถ้าเขายอมรับเธอเป็นของแลกเปลี่ยนแทนน้องสาว ชาร์ลก็สามารถรักษาหน้า โดยทำให้คนอื่นเข้าใจว่า แท้จริงแล้วเขาหมายปองตัวเฮโลอิสอยู่ ไม่ใช่น้องสาวของเธอ ในขณะที่ตัวเฮโลอิสเองก็สามารถหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับชายที่ไม่ต้องการได้

เมื่อผลประโยชน์ลงตัว สองหนุ่มสาวจึงแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว และชีวิตการแต่งงานไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ลักษณะภายนอกที่แสนเย็นชาของชาร์ลเป็นอุปสรรคสำคัญ เขาทำให้เฮโลอิสไม่มั่นใจในความจริงใจที่เขามีต่อเธอ ในขณะที่เธอก็ตกหลุมรักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ และเช่นเดียวกัน มิตรภาพที่เฮโลอิสมีให้กับน้องชายพิการของชาร์ล ก็ำทำให้สงสัยในความแนบสนิทที่เกิดขึ้น

คนที่ชอบพล็อตเรื่องแนวเข้าใจผิด น่าจะชอบเรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ เพราะกระทั่งเกือบจะหน้าสุดท้ายแล้ว ทั้งชาร์ลและเฮโลอิสก็ยังมีเรื่องเข้าใจผิดกันไม่จบไม่สิ้น แต่สำหรับแม็กซ์ เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพล็อตเข้าใจผิดหรอกนะคะ แต่เรารู้สึกว่า มันมากเกินไป

มากจนกลบความน่ารักที่ชาร์ลมีให้กับเฮโลอิส ในฐานะคนอ่าน แม็กซ์รู้ว่าทั้งชาร์ลและเฮโลอิสคิดอะไรอยู่ และเราชอบความคิดของคนทั้งสอง สิ่งที่เราไม่ชอบก็คือ การแสดงของทั้งคู่ที่มีต่อกันและกัน เรารู้ว่าชาร์ลค่อยตกหลุมรักเฮโลอิส ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้เพราะความน่ารักมาก ๆ ของเธอ (และแม็กซ์ชอบคาแร็คเตอร์ของเฮโลอิสค่ะ เราว่าเธอน่ารักจริง) แต่ปัญหาก็คือ เฮโลอิสไม่เคยล่วงรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะเธอมักจะตีความการกระทำของชาร์ลไปในทางผิด ๆ และคิดเสมอว่าเขาไม่รักเธอ

แม็กซ์ไม่ได้ตำหนินางเอกนะคะ เพราะบางครั้งการกระทำของชาร์ลก็ตีความได้อย่างนั้น เพียงแค่แม็กซ์อยากเห็นความผูกพันของตัวละครมากขึ้น อยากเห็นทั้งคู่มีช่วงเวลาที่โรแมนติคต่อกัน โดยที่ไม่มีความเข้าใจผิดเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างให้ทั้งชาร์ลและเฮโลอิสมีช่วงเวลาหวาน ๆ ระหว่างกันเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้พระเอกนางเอกจะทะเลาะกันทั้งเรื่องนะคะ มันเป็นเหมือนทั้งคู่แสดงออกว่ารักกันมาก ๆ แต่ในใจก็คิดถึงเจ้าประเด็นเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นอยู่นั่นแหละ

แต่ถ้าไม่นับเรื่องพล็อตเข้าใจผิดที่เกลื่อนกลาด แม็กซ์ชอบคาแร็คเตอร์ของเฮโลอิสมาก เธอทำให้แม็กซ์นึกถึงนางเอกโรแมนซ์ที่ไม่เฟอร์เฟ็ค แต่น่ารักในตัวเอง เฮโลอิสมีข้อเสีย แต่มันก็ไม่ได้บั่นทอนตัวตนของเธอเลย ถ้าไม่นับเรื่องที่เธอชอบตีความว่า ทุกอย่างที่ชาร์ลทำเป็นเพราะเขาไม่รักเธอ เฮโลอิสเป็นนางเอกที่โดดเด่นเชียวล่ะ

ความสัมพันธ์ระหว่างชาร์ลและโรเบิร์ตน้องชายของเขาก็เป็น อีกส่วนที่แม็กซ์ชอบ เช่นเดียวกับมิตรภาพระหว่างเฮโลอิสและโรเบิร์ต เราพบว่าคนแต่งทำได้ดีมากค่ะ เพราะแม้เฮโลอิสจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโรเบิร์ต แต่เธอก็ทำให้เรารู้สึกว่า ทั้งคู่ผูกพันกันในแบบพี่น้องมากกว่าจะเกินเลยเป็นความรู้สึกลึกซึ้ง โดยเฉพาะการที่ไม่ได้เขียนให้โรเบิร์์ตต้องมาอกหักเพราะเฮโลอิสเป็นสิ่งที่ แม็กซ์ชอบมาก

โดยรวมเราให้เล่มนี่สอบผ่านนะคะ เพราะถือว่าเป็นงานเล่มแรกของนักเขียนคนนี้ที่เราอ่าน เราเชื่อว่าคงจะต้องมีเล่มต่อไปแน่นอน ปัญหาเดียวที่ทำให้เรารำคาญใจก็คือพล็อตการเข้าใจผิด แต่นั่นมันอาจจะเป็นเสน่ห์ที่ปฏิเสธไม่ได้ของแฟนหนังสือหลายคน

คะแนนที่ 57

Riding the Line // Kate Pearce

เคธ พีชเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดคนนึง (อาจจะชอบมากที่สุดแล้วตอนนี้ก็ว่าได้) เธอเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้หลายแนว แม้ทุกเล่มจะยังคงความเป็นอีโรติคไว้ แต่แนวเรื่องจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ฟิวเจอร์ริสติค (หรือโรแมนซ์ที่เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกอนาคต) หรือแนวย้อนยุค และรวมทั้งแนวปัจจุบันด้วย

แนวเรื่องของเคธที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือแนวย้อนยุค ที่เธอมีผลงานเขียนไปทั้งหมดสี่เล่ม โดยออกกับสนพ.อีลอร่าส เคฟ และอโฟไดท์เซีย เราชอบทั้งสี่เล่มมากน้อยต่างกัน แต่ก็พูดเต็มปากได้ว่าชอบค่ะ เรามีปัญหากับงานแนวฟิวเจอร์ริสติคที่เธอเขียนพอสมควร (สรุปว่าไม่ชอบแหละ) และยังตัดสินใจไม่ได้เกี่ยวกับแนวปัจจุบัน เพราะอ่านไปสองเล่ม ชอบมากเล่มนึง (Roping the Wind) และอ่านไม่จบอีกเล่มนึง (Where have all the cowboys gone?)

ดังนั้นเรื่องนี้ซึ่งเป็นแนวปัจจุบันเล่มที่สามของเธอที่เราอ่าน จึงเหมือนตัวตัดสิน

Riding the Line ของเคธ พีช

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่สามในชุดเดียวกับเรื่อง Roping the Wind และ Where have all the cowboys gone? (ซึ่งการเรียงลำดับอาจจะทำให้งงนิดหน่อย เพราะเรื่อง RTW ออกขายทีหลัง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเรื่อง WHATCG)

พระเอกของเรื่องคือ ดาโกต้า สก๊อตอาจจะไม่ได้ใช้นามสกุลเทอร์เนอร์เหมือนพี่ชายต่างมารดาสองคนของเขา แต่เขาก็เป็นน้องชายของเกรย์สัน (พระเอกเรื่อง WHATCG) และเจย์ (พระเอกเรื่อง RTW) และเช่นเดียวกับพี่ชายของเขา เขาถูกดึงดูดหาผู้หญิงที่เป็นด้านตรงข้ามทุกอย่างของเขาเอง

โรบิน สปาโรว์เป็นอดีตดาราเด็กในละครซีรี่ย์สุดฮิตที่สูญเสียทุกอย่างไปกับความ โด่งดังของตัวเอง โรบินก็เหมือนดาราเด็กในฮอลีวู้ดอีกหลายคนที่จบอนาคตการแสดงไปเพราะการ สำมะเลเทเมา ยาเสพติด และผู้ชาย ในวัยเพียงยี่สิบกว่าปี โรบินพบตัวเองถูกทิ้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐนิว เม็กซิโก หมดสิ้นหนทางที่จะเดินทางกลับไปยังลอสแองเจลิส

แต่เธอก็ได้พบกับดาโกต้าที่บังเอิญมารถเสียอยู่ในเมืองเดียวกัน โรบินมองไม่เห็นหนทางอื่นนอกจากจะเอาตัวเข้าแลกในการติดรถของดาโกต้าเพื่อไป ยังจุดหมาย สำหรับเด็กสาวที่สูญเสียไปหมดทุกอย่างเช่นเธอแล้ว การเอาร่างกายเข้าแลกในสิ่งที่ต้องการ มันจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สักนิดเดียว

แต่สำหรับดาโกต้ามันเป็นเรื่องใหญ่ เขาเป็นน้องชายผู้รักษาความสันติในครอบครัวที่เต็มไปด้วยผู้ก่อเรื่อง เขาเป็นคนประนีประนอมมากเสียจนเขาแทบจะไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง เขาถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นน้องชายผู้แสนดี และดาโกต้าก็เป็นอย่างนั้น เขายอมทุกอย่างแม้จะทำให้ชีวิตของตัวเองยุ่งยาก เพื่อไม่ให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเจย์ พี่ชายของเขาซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผลิตรองเท้าบู้ทเรียกให้เขาเดินทางไป ลอสแองเจลิสเพื่อถ่ายทำโฆษณารองเท้าที่เขาเป็นนายแบบ ดาโกต้าก็ไปอย่างว่าง่าย แม้อนาคตในฮอลีวู้ดจะไม่ใช่ในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน

เมื่อได้พบกับโรบิน ดาโกต้าค้นพบอีกด้านนึงของตัวเอง เขาก็เป็นแบดบอยได้ แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะให้เขาเอาเปรียบหญิงสาวที่เห็นได้ชัดว่ากำลังหมดหน ทาง ดาโกต้ายินดีให้โรบินร่วมเดินทางไปด้วย โดยไม่ต้องการของแลกเปลียน แต่สำหรับแฟนแนวอีโรติคก็ไม่ต้องเสียใจหรอนกะคะ เพราะเซ็กส์มันก็เริ่มขึ้นหลังจากนั้นไม่นานหรอก เพียงแต่ไม่ได้เกิดเพราะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เท่านั้นแหละ

ไม่รู้ว่าเพราะแม็กซ์อ่านอีโรติค โรแมนซ์มาเยอะจนเบือหน่ายฉากเซ็กส์ไปแล้วรึเปล่านะคะ เรากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นนิยายแนวปัจจุบันมากกว่าอีโรติค เพราะแม้จะมีฉากเซ็กส์ดาษดื่นในเรื่อง แต่เราก็ไม่รู้สึกว่ามันท่วมท้น เยอะแยะ จริงอยู่บางครั้งไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่กลับถูกแทรกเข้ามาเพื่อให้เป็นอีโรติค โรแมนซ์ซะงั้น

ในแง่ของตัวละคร โรบินเป็นผู้หญิงที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายหลายอย่างมาจนกร้านโลก เราพบว่าเธอมีพฤติกรรมตรงตามบุคลิคที่ถูกวางไว้ดี เธอไม่ใช่นางเอกในความฝันของนักอ่านโรแมนซ์ที่นิยมนางเอกแนวป้าลินน์ แต่เราว่าคาแร็คเตอร์ของเธอน่าสนใจดี (นึกถึงลินเซย์ โลแฮน หรือบริทนี่ย์) ปัญหาก็คือ จนกระทั่งตอนจบของเรื่อง เราไม่รู้สึกว่า โรบินเรียนรู้อะไรเลยจากประสบการณ์ที่เธอไ้ดพบในหนังสือเล่มนี้ เธอไม่ได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่นอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้เรียนรู้ที่จะยืนบนขาของตัวเองในการต่อสู้ปัญหา แม็กซ์จึงไม่รู้ว่า คนแต่งต้องการสื่ออะไร

คือแม็กซ์คิดยังงี้นะคะ ถ้านางเอกไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากดาโกต้า เธอก็น่าจะเป็นคนที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเธอเองได้ เรื่องมันก็จะเป็นสไตล์ว่า ฉันอาจจะรักเธอนะ แต่ฉันช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ผู้หญิงที่รอคอยความช่วยเหลือจากพระเอก แต่ถ้าจะเป็นแนวว่า พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย มันก็น่าจะเป็นธีมเรื่องที่นางเอกทำทุกอย่างด้วยตัวเองมานาน จนกระทั่งวันนึงพบผู้ชายที่เธอไว้วางใจพอที่จะช่วยแบ่งเบาปัญหาในชีวิตให้ เธอได้ และเธอก็เชื่อใจเขามากพอที่จะบอกเล่าปัญหาให้เขาฟัง ทั้งยังพร้อมจะรับความช่วยเหลือจากเขา

ในเรื่องนี้โรบินไม่เลือกทั้งสองอย่าง และมันทำให้เรารู้สึกนึกสงสารดาโกต้ามาในความสัมพันธ์ที่โรบินเป็นฝ่ายได้ เพียงอย่างเดียว เธอเลือกที่จะทิ้งเขาไป แม้จะให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการปกป้องเขา แต่แม็กซ์ิคิดว่าเป็นเพราะความไร้กึ๋นในการเผชิญหน้ากับปัญหามากกว่า ในอีกทางนึงเธอก็เลือกที่จะยอมเป็นเบี้ยล่างของคนร้าย ยอมทำตามความต้องการของคนร้ายโดยที่ไม่คิดจะหาโอกาสให้กับตัวเอง (และสุดท้ายแล้วก็เป็นดาโกต้าที่ต้องเข้ามาช่วยเธอจนได้) มันบ่งบอกถึงการยอมแพ้แก่ชีวิตของโรบินยิ่งนัก

และนี่แหละคือประเด็นที่แม็กซ์ไม่ชอบในเรื่องนี้อย่างรุนแรง

คะแนนที่ 57

Kisses Like a Devil // Diane Whiteside

ไดแอน ไวท์ไซด์เป็นหนึ่งในนักเขียนอีบุ๊คที่แม็กซ์ติดตามงานของเธอเรื่อยมาหลังจาก ที่เธอเซ็นต์สัญญากับสนพ.ในนิวยอร์ค (เบิร์คเลย์ และเคนซิงตัน) หนังสือเรื่อง The Irish Devil ถือเป็นหนังสือที่เปิดโลกให้แม็กซ์เล่มนึงเลยที่เดียว (กับฉากรักที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก)

นอกจากงานแนวเวสเทิร์นแล้ว ไดแอนยังเขียนเรื่องแนวพารานอมอลในชุด The Texas Vampire อีกด้วย (ซึ่งเรา็อ่านไปแล้วทุกเล่มในชุด) แม็กซ์บอกไม่ถูกนะคะว่าเราชอบแนวไหนของเธอมากกว่ากัน แต่โดยรวมแล้ว เธอถือว่าเป็นนักเขียนที่แม็กซ์พลาดอ่านไม่ได้

แต่กระนั้นแม็กซ์ก็รู้สึกอยู่เสมอว่า งานในระยะหลังของเธอนั้น มีคุณภาพที่ไม่อาจเทียบเคียงงานในระยะแรกไม่ได้ มันไม่ได้เกี่ยวหรอกนะคะว่า ฉากเซ็กส์ในเรื่องของเธอมันอ่อนด้อยลงไป แต่มันเป็นความรู้สึก "ดิบ" ที่ขาดหายไปจากในเรื่อง เราคงจะพูดประเด็นนี้ต่อไปนะคะ

Kisses Like A Devil ของไดแอน ไวท์ไซด์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มห้าในชุด Devil แต่เป็นเล่มแรกในเจเนเรชั่นที่สองของตระกูลโดโนแวน (ซึ่งเล่มแรกในชุดเรื่อง The Irish Devil เป็นเรื่องของวิลเลี่ยม โดโนแวนซึ่งเป็นพ่อของพระเอกเล่มนี้) ซึ่งหลังจากเล่มนี้ เท่าที่สอบถามคนแต่งพบว่า เธอจะย้อนกลับไปเขียนเรื่องของโลเวลล์และพอร์เชียที่ทิ้งค้างเอาไว้จากเล่ม สี่ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าเนื้อหาในเรื่องนี้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างไปจากเล่มอื่น ๆในชุดก็คือ เรื่องราวไม่ได้เกิดขึ้นในตะวันตกของสหรัฐอเมริกาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดในประเทศยุโรปเล็ก ๆ ที่สมมุติขึ้น (ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นการเลียนแบบแคว้นเล็ก ๆ ในเยอรมันก่อนที่จะทำการรวบประเทศสำเร็จในศตวรรษที่สิบเก้า)

เมเรดิธ ดันแคนเป็นเด็กสาวที่เติบโตขึ้นในประเทศ Eisengau (ออกเสียงไม่ถูก ใครที่เรียนภาษาเยอรมันบอกมาด้วยก็ดีค่ะ) ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่แถบออสเตรีย และเยอรมันในปัจจุบัน (แต่สมัยนั้นยังไม่มีเยอรมันนะคะ มีแต่ปรัสเซีย) ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตอาวุธ ซึ่งเมเรดิธเองเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และในขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายพลผู้เลื่องชื่อด้านการ ผลิตอาวุธไปในเวลาเดียวกัน

งานที่เธอทำเปิดโอกาสให้เมเรดิธสามารถขโมยแบบแปลนอาวุธมหาประลัยออกมาได้ เมเรดิธคิดที่จะใช้แผนการนั้นเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยการปฏิวัติที่เธอแอบ เป็นส่วนหนึ่ง เพราะในประเทศแห่งนี้ ประชาชนได้ถูกแบ่งออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ และเหล่าคนงานก็ถูกกดขี่ข่มเหงโดยไม่ได้รับความยุติธรรม เมเรดิธซึ่งเป็นสาวที่มีหัวคิดก้าวหน้า ทนรับความแตกต่างพวกนี้ไม่ได้ เธอจึงเข้าร่วมพรรคแรงงานเพื่อต่อสู่อย่างลับ ๆ

แต่การเข้าแทรกแซงของรัสเซียต่อสมาชิกพรรคทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจใน อุดมการณ์ของพวกเขา ดังนั้นแทนที่จะส่งมอบแบบแปลนตามแผนที่วางกัน เธอตัดสินใจเก็บมันไว้กับตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ครอบครัวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชั้นสูงก็ได้กดดันให้เมเรดิธแต่งงานกับ นายพลคนที่เธอเป็นเลขาให้ โดยไม่สนใจเลยว่านายพลคนนั้นมีชื่อเสียในเรื่องการทำร้ายภรรยาคนก่อน พ่อเลี้ยงและแม่ของเธอไม่สนใจถึงความเป็นอยู่ของเมเรดิธแม้แต่นั้น ขอเพียงใช้เธอเป็นบันไดในการก้าวขึ้นสู่สังคมชั้นสูงเท่านั้น

นั่นทำให้เมเรดิธไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำลายชื่อเสียงของตัวเอง ชนิดที่ไม่มีทางที่นายพลคนนั้นจะสนใจเธออีก เมเรดิธเลือกไบรอัน โดโนแวน หนุ่มอเมริกันที่เดินทางมายังประเทศของเธอเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประมูล ซื้ออาวุธที่เมเรดิธขโมยแปลนการสร้างมา

ทั้งสองหนุ่มสาวมีโอกาสได้พบกันก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อไบรอันช่วยเหลือเมเรดิธจากตำรวจ เมื่อครั้งที่เธอออกไปช่วยพรรคหาเสียงเรื่องสิทธิของคนงาน และมันไม่ใช่เรื่องลำบากเลยที่เมเรดิธจากมอบตัวให้ไบรอัน แต่ยิ่งทั้งคู่ผูกพันกันมากเท่าไหร ทั้งสองก็พบว่าอุดมการณ์ของทั้งคู่อาจจะทำให้ทั้งสองแยกออกจากกันตลอดกาล

ไบรอันโดโนแวน เป็นลูกชายคนที่สองของวิลเลี่ยม โดโนแวนซึ่งเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลก พ่อของเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลทั้งในด้านการเงิน และการเมือง ไบรอันเองก็เป็นเพื่อนสนิทกับเท็ดดี้ รูสเวลส์ ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นเท็ดดี้นี่เองที่ขอร้องให้ไบรอันไปที่ Eisengau เพื่อดูพัฒนาการของอาวุธสมัยใหม่ อาวุธที่อเมริกาเกรงกลัวว่ารัสเซียจะได้ไปครอบครอง และเปิดศึกเพื่อชิงอลาสก้า ที่รัสเซียเป็นคนขายให้อเมริกาเองกลับมา (เพราะหลังจากขายไปแล้ว มีการขุดพบน้ำมันในอลาสก้า ทำให้รัสเซียรู้สึกเสียหน้ามากที่ขายไปในราคาถูก)

ในฐานะของชายโสดที่มีพร้อมทุกอย่าง ไบรอันไม่เคยคิดการแต่งงาน เขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้หญิงคนไหนเอาชนะใจของเขาได้ จนกระทั่งได้พบกับหญิงสาวที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ หญิงสาวที่ปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานกับเขา เพราะไม่เชื่อในสิทธิของสตรี ไม่ต้องการเป็นเครื่องมือให้พ่อของเขาใช้ในการผลิตอาวุธจากความลับที่เธอ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้อยู่

แม็กซ์ไม่ใช่คนที่ชอบพล็อตเรื่องแนวตะวันตกเท่าไหรนะคะ ดังนั้นเมื่อเจอว่าไดแอนเปลี่ยนฉากมาใช้ประเทศในยุโรปเป็นสถานที่ดำเนิน เรื่อง เราจึงรู้สึกว่าน่าสนใจมาก ยิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติ และอุดมการณ์ เราก็ยิ่งชอบมาก ปัญหาก็คือ ตลอดทั้งเรื่องคนแต่งไม่เคยทำให้เราเชื่อในความมีอุดมการณ์ของเมเรดิธได้เลย

เธอดูเหมือนหญิงสาวที่ปากก็ร้องตะโกนเรื่องปฏิวัติ แต่ไม่มีสติปัญญา, ความมุ่งมั่น, หรือองค์ประกอบอะไรเพียงพอที่จะเป็นนักปฏิวัติ เราดูเธอพูดและคิดเรื่องปฏิวัติเหมือนเด็กกำลังเล่นขายของ เมเรดิธเป็นความน่าอับอายของตัวละครแนวนักปฏิวัติ สิ่งที่เธอทำเพื่อความเชื่อของเธอก็คือ การขโมยแผนการสร้างอาวุธ โดยมีจุดมุ่งหมายว่าจะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องเงินจากผู้นำของ ประเทศ หวังให้เขาจ่ายค่าไถ่เพื่อให้ได้แปลนอันนี้กลับไป

คิดว่าไงกันบ้างคะ เกี่ยวกับแผนการของเธอ

ทั้งที่ในเรื่องก็บ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิด ขึ้น แม็กซ์ไม่เข้าใจว่า ทำไมบรรดาพรรคแรงงานที่รวมตัวกันถึงไม่ทุ่มเททุกอย่างไปที่การเลือกตั้งนั้น หากจะบอกว่า มันเป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการโกงโดยฝ่ายผู้ปกครอง แล้วทำไมตอนจบเรื่องถึงได้แก้ปัญหาเรื่องอุดมการณ์ของเมเรดิธด้วยผลการเลือก ตั้งเล่า นี่จึงแสดงว่าการเลือกตั้งมีความหมายเพียงพอในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

แล้วยังกลุ่มคนที่เมเรดิธรวมตัวด้วยเพื่อร่วมกันในการต่อสู่เพื่อการ เปลี่ยนแปลงอีกล่ะ แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า คนแต่งต้องการแสดงให้เห็นความหมดหวังของเมเรดิธว่า คนพวกนี้เปลี่ยนไปเข้ากับพวกรัสเซีย (ด้วยความโง่คิดว่ารัสเซียจะช่วยพวกเขาได้) แต่มันกลับกลายเป็นการเน้นย้ำความเบาปัญญาของเมเรดิธ ที่คบหากับคนที่ไร้อุดมการณ์และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมาได้หลายปี โดยที่ดูไม่ออกเลยว่าคนพวกนั้นล้วนเห็นแก่ตัว

กระทั่งคนที่เมเรดิธอ้างว่าเป็นเพื่อนสนิท ก็ดูจะแปรพักตร์ง่ายดายเหลือเกิน และด้วยเหตุผลที่งี่เง่ามาก (ไปหลงผู้ชายที่เป็นสายลับรัสเซีย) นี่มันเป็นการบ่งชี้สติปัญญาของนางเอกของเราชนิดที่แม็กซ์ไม่เชื่อแม้แต่ วินาทีเดียวว่าเธอมีความจริงใจในอุดมการณ์ของตัวเอง

แล้วยังเรื่องที่เธอแสดงออกอย่างตลอดเวลาว่าไม่เชื่อใจพ่อของไบรอัน ทั้งที่เจ้าหล่อนก็ไม่เคยได้พบกับวิลเลี่ยมมาก่อน แค่เธอรู้ว่าวิลเลี่ยมเป็นเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล คุณเธอก็สรุปเอาเองว่า วิลเลี่ยมจะต้องบังคับให้เธอคายความลับเกี่ยวกับอาวุธที่ตนเองรู้ คนที่แม็กซ์เกลียดที่สุดก็คนที่คิดยังงี้ ทำไมคนร่ำรวยต้องเป็นคนเลวเสมอนั้นเหรอ เมเรดิธเอาข้อสรุปนั้นมาจากอะไร ทั้งที่ใจเธอก็ยอมรับว่ารักไบรอัน ทำไมเธอไม่คิดว่า คนที่เป็นพ่อของเขา และเลี้ยงดูผู้ชายคนที่เธอรักได้ น่าจะมีความดีในตัวบ้าง และไบรอันก็ไม่เคยพูดเกี่ยวกับพ่อของเขาในทางที่เลวร้าย แค่บอกว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต สร้างตัวเองมาจากศูนย์ จนกลายเป็นคนที่มีอิทธิพล

เมเรดิธสรุปทุกอย่างจากปัญญาที่อ่อนด้อย โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ว่าวิลเลี่ยมเป็นคนเลว ในขณะเดียวกันเธอก็หลอกตัวเองเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เป็นมารดาของเธอเอง ตลอดทั้งเรื่องคนอ่าน และเมเรดิธได้พบกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัวอย่างทุเรศของคนเป็นแม่ของเธอ แต่กระทั่งในตอนท้ายเรื่อง (หลังจากที่แม่ของเธอเอาเธอไปขายให้กับนายพลที่แก่ราวกับพ่อ) เมเรดิธก็ยังโต้เถียงกับไบรอันว่า แม่ของเธอจะต้องปกป้องเธอจากศัตรู โดยเจ้าหล่อนปฏิเสธความคุ้มครองของไบรอัน

แม็กซ์เกลียดอีนางเอกคนนี้มากเลย (อ่านแล้วได้ความรู้สึกเกลียดของแม็กซ์ไหมเนี่ย)

ในด้านตรงข้ามกับเมเรดิธ ไบรอันเป็นตัวละครที่ราบเรียบ แม็กซ์ไม่คิดว่านั่นเป็นความตั้งใจของคนแต่งหรอกนะคะ ความผิดพลาดข้อแรกของเธอก็คือ การสร้างให้ไบรอันเป็นลูกชายของวิลเลี่ยม โดโนแวน แถมในเรื่องก็ยังดึงเอาวิลเลี่ยมเข้ามามีส่วนในแผนการของไบรอันอีก วิลเลี่ยมเป็นตัวละครชนิดที่ออกมาแล้วขโมยซีนกันซึ่งหน้า (เตือนให้นึกถึงมาร์ควิสแห่งโรธการ์มาก) ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับพ่อแล้ว ไบรอันยังไม่ได้ขี้เท้าของเขาเลย

นั่นไม่ใช่ความผิดของไบรอัน เพราะจากภูมิหลังของเขา ไบรอันไม่มีทางที่จะโดดเด่นขึ้นมาได้ เขาเป็นลูกชายของชายผู้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นไม่ว่าคนแต่งจะบรรยายความสำเร็จที่ไบรอันสร้างขึ้นมาให้ตัวเองมาก เพียงใด มันก็ไม่อาจเทียบเท่ากับสิ่งที่วิลเลี่ยมสร้างขึ้นมาได้

แต่นั่นก็ยังสอบผ่านสำหรับเรานะคะ แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ไบรอันโดดเด่นเกินหน้าวิลเลี่ยม (มันอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้) แต่การที่เขาโง่พอที่จะมาเลือกยัยโง่กว่าอย่างเมเรดิธ มันเป็นสิ่งที่เราคิดแล้วก็สงสารเขานะ ในขณะเดียวกันก็สงสารวิลเลี่ยมที่มีลูกชายโง่ปานนี้

เรื่องแปลกคืออะไรรู้ไหมคะ แม้ว่าแม็กซ์จะผิดหวังกับเล่มนี้มาก เรากลับรู้สึกอยากอ่านเรื่องราวของลูกชายที่เหลืออีกสามคนของวิลเลี่ยม โดยเฉพาะสเปนเซอร์ที่ออกมามีบทไม่เยอะค่ะ แต่ให้ความรู้สึกว่าเค้าอาจจะเป็นคนที่คล้ายกับวิลเลี่ยมมากที่สุดก็เป็นได้

สำหรับเล่มนี้ พูดตรง ๆ นะคะว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ผลมันก็ยังแย่กว่าที่คาดอีกน่ะ คะแนนที่ 43

Monday, February 16, 2009

All Around the Web

G.A. Aiken/Shelley Laurenston

ข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวใหม่นะคะ แม็กซ์รู้มาสักระยะนึงแล้ว แต่ก็เหมือนส่วนใหญ่ที่เรายังพูดไม่ได้จนกว่าจะเป็นทางการ (นั่นคือ มีการประกาศอย่างชัดเจนโดยคนที่เกี่ยวข้อง) เป็นข่าวดีของแฟนหนังสือชาวไทยที่อยากอ่านงานของจี.เอ. ไอเก้น หรือในอีกนามปากกาที่เธอใช้คือ แชลลี่ ลอว์เรนสตัน ซึ่งเป็นนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ ที่สุดตอนนี้ เพราะว่ามีสนพ.ไทยแห่งหนึ่งได้ดำเนินการซื้อลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะเป็นสนพ.ไหน แม็กซ์ว่ารอเขาประกาศตัวเองก่อนคงจะดีกว่านะคะ เพราะเราดูแล้วมันเงียบชอบกล

Nalini Singh's Branded by Fire

สำหรับคนที่อยากรู้พล็อตเรื่องของหนังสือเล่มที่หกในชุดไซ/เชนจิ้งส์ ที่จะออกขายเดือนกรกฎาคมปีนี้

When a brilliant changeling researcher is kidnapped, DarkRiver sentinel Mercy, a cat, and SnowDancer lieutenant Riley, a wolf, must work together to track the young man—before his shadowy captors decide he’s no longer useful. Along the way, the two dominants may find that submitting to one
another uncovers not just a deadly conspiracy, but a passion so raw that it’ll leave them both branded by fire.

Edward is BACK

แต่ไม่ใช่เอ็ดเวิร์ดที่ทำให้สาวน้อยหัวใจอ่อนระทวยไปทั่วโลกจากทไวไลท์หรอก นะคะ เป็นเอ็ดเวิร์ดนักฆ่าจากหนังสือชุดอนิต้า เบลคของลอเรล เค. แฮมิลตันต่างหาก เพราะในหนังสือเรื่องล่าสุด Skin Trade ที่มีพล็อตออกมาแล้วว่า เอ็ดเวิร์ดจะมีบทบาทในเล่มนี้ด้วย และในฐานะของคนอ่านที่ชอบเอ็ดเวิร์ดคนนี้มาก อารมณ์อยากอ่านหนังสือชุดนี้เลยเริ่มฟื้นกลับมาแล้ว

When a vampire serial killer sends Anita Blake a grisly souvenir from Las Vegas, she has to warn Sin City’s local authorities what they’re dealing with. Only it’s worse than she thought. Ten officers and one executioner have been slain—paranormal style. Anita heads to Vegas, where’s she’s joined by three other federal marshals, including the ruthless Edward. It’s a good thing he always has her back, because when she gets close to the bodies, Anita senses “tiger” too strongly to ignore it. The weretigers are very powerful in Las Vegas, which means the odds of her rubbing someone important the wrong way just got a lot higher.

Lover Avenged's Plot

แม็กซ์เคยบอกไปแล้วว่านางเอกของรีเวนจ์คือใคร และนี่คือพล็อตเรื่องคร่าว ๆ ที่หลุดออกมานะคะ

Rehvenge has always kept his distance from the Brotherhood—even though his sister is married
to a member, for he harbors a deadly secret that could make him a huge liability in their war against the lessers. As plots within and outside of the Brotherhood threaten to reveal the truth about Rehvenge, he turns to the only source of light in his darkening world, Ehlena, a vampire untouched by the corruption that has its hold on him—and the only thing standing between him and eternal destruction.

ดูท่าทางเล่มนี้เราจะได้พอลลี่แอนน่าเป็นนางเอกอีกแล้ว

นอกจากนี้เดือนตุลาคมปีนี้เราก็จะได้หนังสือเล่มแรกในชุดใหม่ของเจอาร์ วาร์ดมาอ่านกัน ชื่อเรื่องว่า Covet ซึ่งเป็นแนวพารานอมอล แต่ไม่ใช่แวมไพร์ เป็นเรื่องราวของเหล่าเทวดา (และนางฟ้า) ตกสวรรค์ เพราะใช้ชื่อชุดว่า A Novel of the Fallen Angels สำหรับคนที่อ่านเรื่องสั้นของวาร์ดในเรื่อง Dead After Dark ก็น่าจะพอรู้แล้วนะคะว่าแนวเรื่องเป็นยังไง สำหรับแม็กซ์เราคิดว่าน่าสนใจดี

ข่าวที่ดีกว่าก็คือ เจอาร์จะไม่หยุดเขียนชุด BDB แต่จะออกเป็นปกแข็งปีละเล่ม ในขณะที่ชุด FA จะออกเป็นปกอ่อน ปีละเล่มเช่นกัน (คล้าย ๆ กับที่สเตฟานี ลอว์เรนส์ทำน่ะค่ะ)

The Wait is finally over

สุดท้ายคงเป็นการบอกว่า การรอคอยเป็นเวลาสองปีกว่ากำลังจะจบลงแล้ว ในที่สุดแม็กซ์ก็จะได้รู้ว่าระหว่าง แม็กซ์ (ชื่อตัวละครในเรื่องนะคะ) กับเซบาสเตียน ใครจะได้หัวใจของวิคทอเรียไปครอง ใน As Shadows Fade หนังสือชุดที่สนุกที่สุดที่แม็กซ์ไม่ใจร้ายพอที่จะรีวิวให้ใครอ่าน (เพราะกลัวว่าเพื่อนจะเกิดอารมณ์ค้างอย่างเดียวกับเรา)

The Spy who Wants Me // Lucy Monroe

ช่วงนี้แม็กซ์อามรณ์กำลังสูงมาก ๆ กับเรื่อง Crash into me ที่เราเขียนรีวิวไปแล้วเมื่อหลายบลอกก่อน เชื่อไหมคะว่าเป็นหนังสือที่ชอบมากขนาดโทรศัพท์ไปเที่ยวบอกเพื่อนทีละคนว่า มันสนุกขนาดไหน เผื่อว่ายอดขายของเขาจะได้ดีขึ้นไป ๆ แล้วยังเป็นเล่มที่ทำให้แม็กซ์ออกอาการแฟนเกิร์ลอย่างรุนแรง ด้วยการอีเมลล์ไปหาคนแต่ง บรรยายว่าตัวเองชอบงานของเขามากโคตร ๆ (และสำหรับคนที่อยากรู้ จิลตอบมาว่า เธออาจจะเขียนเรื่องของสตีเฟ่นในอีกสองหรือสามปีข้างหน้า)

ด้วยอารมณ์อย่างนี้ แม็กซ์รู้ดีว่าคงจะอ่านเรื่องอะไรที่ตามมาไม่ค่อยสนุกแน่ เราเลยไม่อยากเล่มที่เราคิดว่าจะสนุกมาก ๆ มาอ่านค่ะ มันก็เลยเป็นคิวของหนังสือเล่มนี้ ที่แม็กซ์ซื้อมาดองไว้ได้เกือบสองเดือนพอดี

The Spy who wants me ของลูซี่ มอนโรว์

ลูซี่ มอนโรว์เป็นชื่อนักเขียนขวัญใจแฟนละครน้ำเลี้ยงยุงลายในเมืองไทยหลายคน แต่พูดอย่างนี้ก็ไม่ใช่แม็กซ์ไม่อ่านงานที่เธอเขียนให้กับฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นหรอกนะคะ เราก็อ่าน แต่ต้องเป็นจังหวะที่อารมณ์ให้กับแนวนั้นมาก ๆ (ซึ่งไม่เกิดอาการอย่างนั้นมาหลายเดือนแล้วค่ะ) แต่เล่มนี้คงไม่เหมาะกับแฟนหนังสือแนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นหรอกนะคะ เพราะอย่างน้อยนางเอกของเราก็ไม่ได้ผุดผ่องเป็นยองใย

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุดที่ชื่อว่า The Goddard Project ซึ่งเป็นชื่อเรียกองค์กรสุดลับของรัฐบาลอเมริกัน ลึกลับขนาดบอกว่า ประธานธิบดีหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีองค์กรนี้อยู่ด้วย องค์กรนี้ตั้งตามชื่อโรเบิร์ต ก็อดดาร์ด นักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีอันนึงขึ้นมา แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ จนกระทั่งโดนขโมยไป แล้วถูกคนที่ขโมยนำไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นอาวุธที่มาทำร้ายทหารอเมริกันใน สงครามโลก ทำให้รัฐบาลตัดสินใจว่า จะให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว จึงตั้งองค์กรนี้ขึ้น เพื่อให้พิทักษ์และปกป้องเทคโนโลยีของชาวอเมริกัน

แต่หนังสือชุดนี้ว่าไปแล้วก็ยังไปต่อเนื่อง กับชุด Mercenary (ที่มี Ready, Willing, And Able ในชุดนั่นแหละ) อีกด้วย ดังนั้นตัวละครในสองชุดนี้จึงเดินตัดกันไปตัดกันมาสนุกมาก

เอลล์ เกรย์เป็นสายลับมือดีที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปสืบเรื่องความลับที่รั่วไหล ออกจากสถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง (สายลับของ TGP สืบรู้เรื่องนี้จากเรื่อง Deal with this ซึ่งเป็นเล่มสองในชุด) และเอลล์ถูกส่งมาเพื่อให้ค้นหาว่า ยังมีคนทรยศหลงเหลืออยู่ในสถาบันนั้นอีกหรือไม่

การมาของเธอไม่เป็นที่ต้องการของบรรดานักวิทยาศาสตร์ในสถาบันเท่าำไหรนัก พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีใครในหมู่พวกเขาเป็นคนทรยศ แต่เมื่อเอลล์ปรากฎตัวขึ้น เธอก็ทำให้โบ รัสตันถึงกับตกตะลึงได้ เพราะเธอสวยและมีเสน่ห์กว่าที่คาด ด้วยหน้าตาสง่างามอย่างชาวรัสเซีย (แต่เอลล์เป็นชาวยูเครน) การแต่งตัวที่ราวกับหลุดออกมาจากแคตาล็อคของหนังสือแฟชั่น แล้วยังความสามารถในศิลปะป้องกันตัวที่เก่งกาจอีกแหละ

เอลล์เป็นผู้หญิงชนิดที่นักวิทยาศาสตร์อย่างโบไม่เคยเจอ

และเช่นกัน โบก็ไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ดีกรีปริญญาเอกคนไหนที่เธอเจอ เขาเ็ป็นอดีตนักฟุตบอลฝีมือดี คนที่ถ้าเขาต้องการก็สามารถเข้าไปเล่นในลีกเอ็นเอฟเอลได้ แต่โบเลือกที่จะเรียนหนังสือต่อ และกลายเ็ป็นนักวิจัยค่าตัวแพง สติปัญญาของเขาอยู่ในระดับต้น ๆ ของประเทศ และสิ่งที่เขาค้นคิดก็กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ก่อการร้ายทั่วโลก

เอลล์แฝงกายเข้าไปในสถาบันวิจัยแห่งนั้นด้วยการบอกว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการรักษาความปลอดภัย ในขณะที่มีเพียงโบและเจ้านายของเขาเท่านั้นที่รู้ความจริงว่าเธอเป็นใคร แต่เมื่อไปถึงเอลล์ก็ต้องตกใจอย่างแรง เมื่อพบว่าพี่ชายของเธอก็ทำงานให้กับสถาบันแห่งเช่นกัน

หนังสือเรื่องนี้เริ่มต้นได้น่าอ่านมากค่ะ แม็กซ์พบว่าตัวเองสนใจในบุคลิคของเอลล์อย่างมาก เธอมีส่วนที่คล้ายกับเอลล์อีกคนที่เรารู้จัก (เอลล์ วู้ดจาก Legally Blond) เอลล์เป็นสายลับที่ไม่รู้สึกว่า งานที่ทำจะต้องหมายความว่า เธอจะต้องแต่งกายในชุดสีดำ หรือลายพรางทหาร เธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ทำเล็บจากร้านฝีมือดี ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ในตอนแรกแม็กซ์ชอบบุคลิกของเอลล์มากค่ะ เพราะแม้ว่ามันจะไม่เป็นจริงในวงการสายลับ (ผู้หญิงที่สวยขนาดเอลล์ไม่น่าจะเป็นสายลับที่ดีได้ เพราะเธอโดดเด่นเกินไป) มันก็สนุกที่ได้อ่าน

และเช่นเดียวกัน โบก็เป็นตัวละครที่น่าสนใจ แม็กซ์ชอบที่คนแต่งไม่ได้ทำให้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์แว่นหนาเตอะ เขามีหุ่นอย่างนักฟุตบอล (ตำแหน่งปีกนะคะ ไม่ใช่ออฟเฟนซีพ ไลน์ นั่นมันน่ากลัวเกินไป) แต่มีสมองขั้นเทพ เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตกับงานวิจัย แทนที่จะเป็นแสงสีของไฟสเตเดี้ยม เพราะเขาเชื่อในมันสมองของตัวเอง

ในส่วนของคาแร็คเตอร์แล้ว เอลล์และโบไปด้วยกันได้อย่างดีมาก ปัญหาก็คือ เมื่อทั้งสองมาพบกัน แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงประกายไฟที่ทั้งคู่มีให้กันเลยน่ะสิ

แน่ล่ะในเนื้อเรื่อง ทั้งสองถูกใจกันและกันเกือบในทันที แม็กซ์บอกไม่ถูกเหมือนกันนะคะ แต่มันราวกับว่า เมื่อโบและเอลล์อยู่ด้วยกัน เสน่ห์ที่ทั้งคู่เคยมี มันเลือนหายไปหมดไป พวกเขาไม่ใช่ตัวละครที่เราชอบอีกต่อไป ไม่ถึงกับทำให้เราเบื่อหน่ายอะไรนะคะ แต่มันไม่มีเสน่ห์อีกต่อไปแล้ว

ในส่วนของพล็อตก็เช่นกัน หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางเอกเป็นสายลับในองค์กรระดับชาติที่มีความ สำคัญมาก แต่สิ่งที่แม็กซ์เห็นก็คือ เอลล์ไม่เห็นจะทำอะไรที่เป็นการสืบความลับเลยสักนิดเดียว เบาะแสที่เธอได้เกี่ยวกับกลุ่มคนที่ต้องการจารกรรมข้อมูลจากสถาบันวิจัย ก็มาจากตัวละครอีกตัวที่เปิดเผยตัวเอง ไม่ใช่มาจากการสืบความลับของเอลล์สักนิด ความง่ายของคดีทำให้เราไม่รู้สึกถึงความสามารถของเอลล์ มันแทบจะไม่มีฉากที่เอลล์ได้โชว์ความเป็น "สายลับ" ของเธอสักนิด และนั่นทำให้เรารู้สึกว่าเธอเป็นเพียง นังบลอนด์หน้าโง่คนนึง ซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลย เพราะเอลล์ก็ไม่ได้โง่

ข้อผิดพลาดในการเขียนเรื่องนี้ก็คือ การเอาพล็อตสายลับมาปะปนกับเรื่องครอบครัว เพราะคนแต่งแบ่งแยกทั้งสองประเด็นไม่ได้เรื่องเลย มันทำให้เสียไปทั้งสองส่วน เอลล์ซึ่งมาปฏิบัติงานกลับใช้เวลาเกือบทั้งเรื่องไปกับการคิดเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการที่เธอปลีกหนีไปจากครอบครัวเป็นเวลาหลายปี ภายหลังการตายของสามี และใช้เวลาไปกับอาการปิ๊งกันกับโบ มันทำให้เอลล์ดูเป็นสายลับที่ห่วยแตก และทำให้พล็อตการสอบสวนด้อยลง

บางทีเราก็เป็นคนเอาใจยากค่ะ เพราะมีหนังสือบางเล่มเหมือนกันที่พล็อตสืบสวนด้อยลงไปแล้ว เราก็ยังคิดว่าเป็นหนังสือที่ดีอยู่ แต่กับเล่มนี้ เรารู้สึกว่า นางเอกไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่เลย เหมือนกับใช้เวลาทำงานมาหาสามีน่ะ

น่าเสียดายค่ะ เพราะแม็กซ์คิดว่า เล่มนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะทำให้เราชอบเล่มนี้ได้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว

คะแนนที่ 57