Showing posts with label Mary Jo Putney. Show all posts
Showing posts with label Mary Jo Putney. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

ร้ายนักรักเสียจริง

เมื่อวานได้นั่งคุยกับเพื่อนคอโรแมนซ์เหมือนกันหลายคน และหัวข้อสนทนาของพวกเราก็เป็นประเด็นที่ถูกใจแม็กซ์อย่างยิ่ง เพราะมันก็การพูดถึงลักษณะของตัวละครที่อยู่ในด้านสีเทา คนที่อาจจะไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ มีด้านมืดในจิตวิญญาณ แต่ในขณะเดียวกันก็มีแก่นบางอย่างที่แม้แต่ในยามที่เลวร้ายที่สุด ก็ไม่อาจละเมิดหลักการนั้นได้

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านโรแมนซ์ มักจะมองว่าโรแมนซ์เป็นหนังสือที่มีมิติเดียว และเล่นกับประเด็นที่มีแต่ความงดงาม หลายคนที่แม็กซ์มีโอกาสคุยด้วย พวกเขามองโรแมนซ์ว่าเป็นนิยายพาฝัน (ซึ่งนี่เป็นชื่อที่ใช้เรียกนิยายโรแมนซ์จริง ๆ) เรื่องราวที่นางเอกที่เป็นสาวน้อยแสนดี ได้พบกับพระเอกผู้พร้อมพรั่ง คนที่จะนำพาเธอไปสู่ชะตาชีวิตอันแสนสุขสม และทุกคนก็จะอยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป

แม็กซ์ไม่ปฏิเสธนะคะว่า มีนิยายโรแมนซ์แบบนั้น และไม่ปฏิเสธว่า นิยายแนวนั้นยังได้รับความนิยมจากคนอ่าน (หรือกระทั่งแม็กซ์เองในบางครั้งก็ต้องการหนังสือแนวนั้นเช่นกัน) แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่โรแมนซ์นำเสนอต่อคนอ่าน

ใ่ช้แล้วค่ะ โรแมนซ์มีด้านมืด ที่บางครั้งก็มืดเสียจนไม่แน่ใจว่าจะมีแสงสว่างอยู่ปลายอุโมงค์ไหม

โรแมนซ์มีความหลากหลายขนาดนั้น แต่นั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่นักอ่านชาวไทยรับรู้กันทั่วไป เพราะการกลั่นกรองจากสนพ. ที่ยังคิดว่า นักอ่านโรแมนซ์แสนจะไร้เดียงสาเสียจนไม่อาจอ้าแขนโอบกอดความมืดไว้ได้ (ซึ่งแม็กซ์ก็ไม่โทษสนพ.หรอกนะคะ เขาต้องมุ่งหวังเพื่อกำไรเป็นหลัก คนอ่านโรแมนซ์ในเมืองไทยก็มีมากเสียที่ไหนกันเล่า ดังนั้นเขาก็ต้องผลิตแนวที่ถูกใจตลาดไว้ก่อนเป็นเรื่องธรรมดา)

อันที่จริงแม็กซ์เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ Dark Romance เอาไว้แล้วค่ะแต่บลอกวันนี้แม็กซ์อยากจะพูดถึงโรแมนซ์ที่นำเสนอตัวละครที่ บางครั้งดูไม่ค่อยออกด้วยซ้ำว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้ายเพิ่มเติมสักเล็กน้อย (แต่บางคนก็ซ้ำกับบลอกนั้นล่ะค่ะ เพราะพวกเขาโดดเด่นขนาดนั้น)

วิธีการที่นักเขียนโรแมนซ์ใช้เป็นส่วนใหญ่ในการเขียนให้ตัวละครที่ออกจะร้าย สักหน่อยกลายร่างเป็นพระเอกก็คือ การเขียนเรื่องต่อเนื่อง ตัวละครตัวนึงอาจจะเป็นตัวร้ายในเล่มแรก ก่อนที่จะกลายเป็นพระเอกในเล่มต่อมา นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ใหม่เลยค่ะ นักเขียนหลายคนทำเช่นนั้น และได้ผล

นั่นก็เพราะว่า ตัวร้ายมักจะเป็นที่จดจำของคนอ่าน ยิ่งตัวร้ายที่ไม่ได้มีลักษณะของ "เกิดมาเลว" และเป็นคนที่มีเสน่ห์ในตัวเอง ก็ยิ่งเป็นตัวร้ายที่ได้ใจคนอ่าน สำหรับแม็กซ์แล้ว วิธีการนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อ คนแต่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของคนคนนั้น ในท้ายทีสุดพวกเขาอาจจะเป็นตัวเอก อาจจะเป็นคนที่ดีขึ้น แต่ความเป็นเขาจะต้องเหมือนเดิม แม็กซ์ไม่ต้องการตัวเอกแนวผู้เคร่งศาสนาเกิดใหม่หรอกนะคะ เราต้องการด้านมืดที่เคยจับใจเรานั้นอยู่ค่ะ

แม็กซ์จึงขอโอกาสนี้พูดถึงหนังสือที่ตัวละครที่เคยเป็นตัวร้าย กลายร่างเป็นตัวเอกแล้วกันค่ะ

เซบาสเตียน เซ็นต์วินเซ็นต์ จาก Devil in Winter ของลิซ่า เคลย์แพส

บอกตามตรงนะคะ แม็กซ์ไม่ค่อยจะ "เชื่อ" ความเป็นตัวร้ายของเซบาสเตียนใน It happened one autumn เท่าไหรนัก เราคิดเสมอว่า เซบาสเตียนไม่มีเหตุผลอะไรเลยในการลักพาตัวลิเลียนไป นอกจากลิซ่า ต้องการให้เขาดูเป็นตัวละครที่เลวร้าย เพื่อที่เธอจะได้โชว์ให้คนอ่านเห็นว่า เมื่อเขาเป็นพระเอกแล้ว มันจะน่าสนใจขนาดไหน

แต่แม้แม็กซ์จะไม่เชื่อในพฤติกรรมที่เลวร้ายของเขา แต่แม็กซ์เชื่อหมดใจกับเรื่องราวของเขาใน DIW จะมีพระเอกคนไหนที่ได้ใจแม็กซ์ไปเท่ากับเขาอีกแล้ว ชายเสเพลที่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียงเพราะความรัก ที่สำคัญแม็กซ์เชื่อในการเปลี่ยนแปลงนัก มันสมจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ความเจ้าเล่ห์ของเขาเลือนหายไปเลย

อิสเมล หรือเคาท์แห่งเอสมอนด์ จาก Captives of the Night ของลอเร็ตต้า เชส

อิสเมลเป็นพระเอกที่กลายร่างจากผู้ร้ายคนแรกที่แม็กซ์อ่าน และรักแรกก็เหมือนกันกับทุกคน มันยากที่จะเลือนหายไปจากใจ ก่อนหน้านั้นเรามักพบเจอแต่กับตัวละครที่มีมิติเดียว พระเอกที่อาจเคยทำผิดพลาดมาในอดีต แต่ความผิดนั้นก็เกิดจากความไม่ตั้งใจ ขาดเจตนา แต่มันไม่ใ่ช่สำหรับอิสเมล ใน The Lion's Daughter เขาคือน้องชายของสุลต่านที่ทำทุกอย่างเพื่อแย่งบัลลังค์ของพี่ชาย ไม่สำคัญว่าใครจะอยู่ในเส้นทางของเขา นั่นเป็นชีวิตที่อิสเมลรู้ัจักเพียงอย่างเดียว การได้มาซึ่งอำนาจคือการอยู่รอดในราชสำนักอันแสนอันตราย อิสเมลอาจจะใช้ข้ออ้างของความเป็นเด็ก (ยังไม่ถึงยี่สิบ) แต่เขาก็คือตัวการที่ทำให้พ่อของเลย์ล่าเสียชีวิต แม้เขาจะไม่ได้ลงมือ แต่ชีวิตของเลย์ล่าก็พินาศเพราะความไม่ยั้งคิดของเขา

ใน Captives of the night อิสเมลเติบโตขึ้น และเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต แม็กซ์อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่าเขายังรักษาด้านมืดของตัวเองเอาไว้นะคะ เพราะเขากลายเป็นผู้ชายที่ดีขึ้น แต่เส้นทางของการเรียนรู้ในการเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นมันก็น่าเชื่อและสมจริง ไม่ใช่การเปลี่ยนเป็นคนดีชนิดชั่วข้ามคืน เพียงเพราะคนแต่งจะให้เขาเป็นพระเอกในเล่มต่อไป

นิโคลัส คารุทชี่ จาก Knight Errant ของมาริลีน แพพพาโน่

แม็กซ์ลังเลระหว่างเอธาน จาก Rogue's Reform กับนิคค่ะ เพราะเรามักเปรียบเทียบตัวละครสองตัวนี้เสมอว่าอาจจะเป็นคาแร็คเตอร์ที่ดี ที่สุดที่มาริลีนเคยเขียน ทั้งสองมีความเหมือนกันตรงที่เป็นตัวร้ายในเล่มก่อนหน้า และเหมือนกันตรงที่ทั้งคู่ต้องไถ่บาปกับการกระทำของตัวเอง สุดท้ายแล้วแม็กซ์เลือกนิค แม้ว่าคาแร็คเตอร์ของเอธานจะดูน่าสนใจกว่า เพราะในความร้ายของเขา มันไม่ได้มีแรงผลักดันอย่างที่นิคได้รับ เอธานเป็นผู้ชายที่เลือกทางออกที่ง่าย แม้มันจะหมายถึงการโกหก และหลอกลวง เขาเลือกที่จะขายที่ดินทั้งที่ตัวเองไม่มีสิทธิให้กับแม่หม้ายลูกสองที่ฐานะ ไม่ได้ร่ำรวยไปกว่าเขา การกระทำของเอธานเลวร้ายกว่าที่นิค (ที่ทุกอย่างที่เลวร้ายแล้วเขาทำไปก็เพื่อการแก้แค้น)

เหตุผลเดียวที่เลือกนิค เพราะเราชอบเรื่อง Knight Errant มากกว่า ง่าย ๆ แค่นั้นเอง

อิลย่า พลาเคนสกี้ จาก Turbulent Sea ของคริสตีน ฟีแฮน

เช่นกันนะคะ อิลย่าไม่ถึงกับเข้าข่ายเป็นตัวร้ายในเล่มก่อนหน้า เพราะดูเหมือนว่าคนแต่งจะคิดมานานแล้วว่าจะให้เขาเป็นพระเอกในเล่มถัดไป แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้หรอกนะคะว่า พฤติกรรมหลายอย่างของเขาไม่ใช่สิ่งที่มีเกียรติและคาดหวังให้พระเอกกระทำเลย

อิลย่าเป็นตัวละครที่มีด้านมืดที่เด่นชัด มากขนาดที่แม็กซ์รู้สึกว่า ถ้าเขาไม่ได้ปักใจให้กับโจลี่ย์ (นางเอก) เขาก้ออาจจะไม่มีวันเดินออกมาจากความมืดได้แน่

จะสังเกตเห็นว่า ทั้งหมดเป็นพระเอก แม็กซ์คิดว่ามันเป็นความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันระหว่างคนอ่านที่เป็นผู้หญิง มีแนวโน้มที่จะให้อภัยพระเอกที่เคยร้ายมาก่อนได้มากกว่า นางเอกที่เคยร้าย อาจเพราะเรามีความอดทนต่อข้อเสียของคนเพศเดียวกันได้น้อยกว่า ทำให้การกลายสภาพของอดีตนางร้ายเป็นนางเอกจึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ น้อยมาก (โดยเฉพาะในโลกโรแมนซ์)

นอกจากนี้แล้วยังมีตัวเอกอีกประเภทที่ดูพฤติกรรมในเรื่องแล้ว ไม่สมจะเป็นพระเอกนางเอก (ในโรแมนซ์ เราคิดว่าเรื่องแนวอื่นมีความทนทานต่อคาแร็คเตอร์ที่ข้ามเส้นเหล่านี้ได้ อย่างไม่มีปัญหา) เอาเสียเลย แต่พวกเขาก็เป็น และสำหรับแม็กซ์ ตัวละครเหล่านี้แหละที่ทำให้ประสบการณ์การอ่านโรแมนซ์มีค่า เพราะขนาดคนที่ไม่ใช่คนดีที่สุด พวกเขาก็ยังได้พบกับความสมหวัง (และมันให้กำลังใจอย่างยิ่งสำหรับคนที่ "ร้าย" อย่างแม็กซ์ว่า สักวันเราก็คงจะเจอกะเขาบ้างนะ)

วิเวียน สวิฟ จาก Heart of Deception ของไทเลอร์ เชส

ไทเลอร์ เชสเป็นนักเขียนที่มีพรสวรรค์ และกล้าหาญเกินกว่าจะอยู่รอดในโลกของโรแมนซ์ ซึ่งหมายความว่า ปัจจุับันเธอเลิกเขียนนิยายไปแล้วค่ะ เรื่องราวของเธอมีด้านมืดที่อาจจะมากเกินกว่าที่นักอ่านโรแมนซ์ส่วนใหญ่จะ ยอมรับได้ และกระทั่งกับตัวเราเองที่คิดว่ามีความทนทานไม่น้อยแล้วนะคะ เรายังรับไม่ได้กับบางเรื่องของเธอ แต่ไม่ใช่สำหรับเล่มนี้ ซึ่งถ้าพูดตามตรง มันเป็นเรื่องที่เป็นสูตรสำเร็จที่สุดแล้วค่ะ

วิเวียน สวิฟเป็นเ้จ้าของโลกใต้ดินแห่งลอนดอน เธอและพี่ชายเป็นเจ้าพ่อและเจ้าแม่อาชญากรรมผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคอลิซา เบ็ธที่หนึ่ง กิจการผิดกฎหมายทั้งปวงอยู่ภายใต้อุ้งเท้าของสองพี่น้อง และทางเดียวที่จะเข้าถึงอาณาจักรใต้ดินอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ก็คือ การปลอมตัวเข้าไปเป็นคนรักของวิเวียน และนั่นเป็นหน้าที่ของเรฟ สายลับเบอร์หนึ่งแห่งราชสำนัก เรื่องราวแห่งการหลอกลวง และความรักในเวลาที่ไม่มีใครคาดคิด เรื่องราวที่นำด้านมืดที่สุดของตัวละครมาให้คนอ่านค้นพบ และยังรู้สึกว่าคุณเข้าใจพวกเขา

วิเวียนเป็นคาแร็คเตอร์ชนิดที่แทบจะหาไม่ได้ในโรแมนซ์ เธอไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ ไม่ไร้เดียงสา และเป็นคนเลือกเรฟเป็นชู้ัรัก แทนที่จะให้พระเอกเป็นฝ่ายเลือกเหมือนสูตรสำเ็ร็จของโรแมนซ์ทั่วไป เป็นอาชญากรผู้เหี้ยมโหดได้ถ้าจำเป็น ในขณะเดียวกันก็มีอดีตอันปวดร้าวซึ่งเป็นแรงผลักดันความเป็นไปในปัจจุบัน

ตอนจบของหนังสือเรื่องนี้เป็นสูตรไปสักนิดค่ะ ซึ่งผิดคาดมากสำหรับแม็กซ์ที่เคยอ่านงานเล่มอื่นของไทเลอร์มาก่อน แต่อาจเพราะตอนจบที่แสนจะแฮ็ปปี้เกินเหตุแบบนี้ก็ได้มั้งคะ ที่ทำให้เรารักเรื่องนี้มาก

เอเดียน จาก Uncommon Vows ของแมรี่ โจ พุธเน่ย์

สำหรับลูกชายคนเล็กผู้ซึ่งใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตในวัด เพื่อเตรียมตัวบวชเป็นพระ ข่าวการตายของคนทั้งครอบครัวย่อมไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดว่าจะได้รับในคืนวัน คริสต์มาส แต่ที่มากกว่านั้น เอเดียนพบว่าเขาคือทายาทคนสุดท้ายของตระกูลที่รอดชีวิต และอัศวินทุกคนที่มีชีวิตรอดจากการเข่นฆ่าคาดหวังให้เขาเป็นผู้นำ

จากชีวิตที่เรียบง่ายและถูกต้องดีงาม เอเดียนต้องเลือกชีวิตแห่งการต่อสู้และเอาชีวิต และในที่สุดมันก็กัดกินไปถึงดวงวิญญาณของเขา เมื่อเขาได้พบกับมิวเรียล หญิงสาวที่เขาบอกกับตัวเองว่า จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาครอบครอง และมันไม่สำคัญเลยว่าเธอจะยินยอมหรือไม่

อันที่จริงพฤติกรรมของเอเดียนไม่ได้ต่างจากพระเอกโรแมนซ์ยุคอัศวินส่วนใหญ่ เลย พวกนี้เห็นนางเอกก็ต้องการนางเอก จากนั้นก็บังคับหรือข่มขู่ให้ได้นางเอกมา สิ่งที่เอเดียนแตกต่างออกไปก็คือ เขามีการสำนึกผิด และไถ่โทษ และนั่นทำให้หนังสือเรื่องนี้โดดเด่นในความทรงจำของเรา เพราะโรแมนซ์ที่เราคุ้นเคยกัน พระเอกไม่เคยสำนึกผิด เพราะพวกเขาไม่เคยคิดว่าการกระทำของพวกเขาเป็นความผิด และเช่นเดียวกันเหล่านางเอกไร้กระดูกสันหลังก็เห็นตามว่า การที่พระเอกลักพาตัวพวกเธอมา เป็นเพราะความรัก ทั้งที่ความรักไม่เกี่ยวอะไรกันเลย

สุดท้ายแม็กซ์อยากจะบอกว่า โรแมนซ์ในด้านมืด ที่ซึ่งอาจจะแยกพระเอกกับผู้ร้ายไม่ออก เป็นความน่าสนใจชนิดที่แม็กซ์ปฏิเสธไม่ออก ก็เลยอยากทิ้งคำถามเพื่อน ๆ กันว่า มีตัวร้ายที่รักกันบ้างไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นตัวร้ายรีไซเคิลที่กลายเป็นพระเอกไปแล้ว หรือว่าตัวร้ายที่ร้ายจริงร้ายจัง

Sunday, February 8, 2009

The Marriage Spell // Mary Jo Putney

ก่อนจะอธิบายความหมายของหัวข้อบลอกวันนี้ ขอรีวิวหนังสือก่อนแล้วกันนะคะ

"มนต์แต่งงาน" หรือ The Marriage Spell ของนักเขียนขวัญใจแม็กซ์ตลอดกาลอย่างแมรี่ โจ พุทเนย์ ถือว่าสอบตก แม็กซ์เสียใจจนน้ำตาไหลอาบแก้มเลยนะคะที่ต้องพิมพ์ประโยคนี้ออกมา เพราะไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้สำหรับนักเขียนคนนี้ แต่ดูจากเทรนด์ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์อันนี้ก็ไม่ใช่ว่าคาดการณ์ไม่ได้

หนังสือเล่มสุดท้าของแมรี่ โจที่แม็กซ์คิดว่าสนุกจริง ก็ย้อนกลับไปเมื่อกว่าห้าปีก่อน กับเรื่อง The Barterred Bride หลังจากนั้น เธอก็หลงทิศทาง หันไปเขียนแนวโรแมนติกแฟนตาซี ไม่ใช่ว่าเธอเขียนไม่ดีหรอกนะ เพียงแต่เธอเขียนแนวอื่นได้ดีเกินกว่าจะต้องมาเสียเวลาเขียนแนวแฟนตาซีที่ ไม่ใช่แนวถนัดของเธอ

นักเขียนที่แม็กซ์เคยบอกว่า อ่านงานของเธอแล้วไม่มีเล่มไหนที่น้ำตาไม่ร่วง เพราะพล็อตเรื่องที่เรียกน้ำตาเหลือเกิน บวกกับฝีมือการเขียนที่ลึกล้ำ

ไม่มีอีกแล้วในหนังสือเล่มล่าสุดเล่มนี้

ในองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกับหนังสือชุดที่สร้างชื่อให้เธออย่าง Fallen Angels (ที่ได้ชื่อนี้เพราะตัวพระเอกในเรื่องใช้ชื่อเทพบุตรที่รับใช้พระเจ้า) หนังสือเรื่องนี้ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด Stone Saints เปิดเรื่องด้วยธีมที่แสนคล้ายคลึงกัน เหล่าลูกชายของขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์สูง ส่งลูกชายไปเข้าโรงเรียนที่เข้มงวด และเด็กชายเหล่านั้นก็ได้รู้จักกัน และเป็นเพื่อนกันมาจนกระทั่งโต

สิ่งที่แตกต่างระหว่าง FA และ SS ก็คือ ชื่อโรงเรียน และเวทมนตร์ ใน Fallen Angels เป็นเรื่องแนวย้อนยุคไปในสมัยรีเจนซี่ (และต่อเนื่องมาวิคตอเรียนนิดหน่อย) ในขณะที่ Stone Saints นั้นเป็นเรื่องที่เกิดในยุครีเจนซี่เช่นกัน แต่ดันมีของแถม เพราะในโลกของ SS นั้น เวทมนตร์มีอยู่จริง ความสามารถทางด้านเวทมนตร์เป็นที่ยอมรับ แต่กลับถูกรังเกียจโดยสังคมชั้นสูง ดังนั้นตระกูลที่มีทายาทแต่ดันแสดงความสามารถเหนือธรรมชาตินี้ ก็จะส่งลูกชายของตนไปยังโรงเรียน Stonebridge เพื่อกำจัดเวทมนตร์เหล่านั้นให้หมดสิ้น

แจ๊คก็เป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้น เขาไม่ไว้วางใจเวทมนตร์ แต่สุดท้ายก็เป็นเวทมนตร์นี่เองที่ช่วยชีวิตของเขาไว้ได้ เมื่อเขาประสบอุบัติเหตุตกม้าจนคอหัก แอ๊บบี้นางเอกซึ่งแอบหลังรักแจ๊คมานาน จึงถือเป็นโอกาสเพื่อแลกเปลี่ยนในการช่วยชีวิตเขาด้วยเวทมนตร์ของเธอ แจ๊คจะต้องยอมตกลงแต่งงานกับเธอ

ตอนต้นเรื่องน่าสนใจและสนุกอย่างมาก แต่เมื่อเวทมนตร์เข้ามาแทรกในเนื้อเรื่องในปริมาณและด้วยมุมมองที่ไร้เหตุผล ก็ทำให้เรื่องแย่ลง

ในเรื่องมีการพูดว่าแจ๊คไม่ไว้ใจเวทมนตร์ ถ้าเป็นแมรี่ โจคนเดิม เธอคงเขียนให้เขาค่อยซึมซับอีกด้านของเวทมนตร์จากแอ๊บบี้ จนในที่สุดก็ทำใจยอมรับตัวตนของภรรยาได้ แต่ไม่ใช่เลย ในเรื่องนี้ คนแต่งกลับให้คำตอบในการเกลียดเวทมนตร์ของแจ๊ค ว่าเป็นเพราะเขาโดนมนต์ให้เกลียดเวทมนตร์

ทุกอย่างในเรื่องที่ควรจะอธิบายด้วยความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของตัวละคร ถูกอธิบายโดยเวทมนตร์ ว่ามันเป็นตัวการรับผิดชอบทุกสิ่ง

แม็กซ์อ่านจบแล้ว ไม่รู้สึกถึงพัฒนาการของตัวละคร ไม่แน่ใจว่า ความรักที่มีระหว่างพระเอกกะนางเอกมันเกิดจากอะไรกันแน่

อาจจะเป็นเวทมนตร์

และนั่นเป็นการทำลายหนังสือที่ดีเล่มนี้โดยสิ้นเชิง ถ้าเพียงแต่แมรี่ โจไม่เอาเวทมนตร์มาเป็นตัวการอธิบายทุกอย่าง อย่างน้อยหนังสือเล่มนี้ก็คงจะไม่ใช่เล่มที่เลวร้ายที่สุดที่แม็กซ์เคยอ่าน ของแมรี่ โจก็ได้

คำตัดสินก็คือออกที่เลข 57 ค่ะ (เทียบกับ 97 ที่ Angel rogue และ Silks and shadow เคยได้)

เอาล่ะกลับมาเรื่องเสือเปลี่ยนลายกันได้แล้ว อันที่จริงก็ยังเป็นเรื่องของแมรี่ โจอยู่นั่นแหละ หลังจากที่ผิดหวังอย่างมากกับเล่มนี้ แม็กซ์ก็เกิดประกายความหวังหลังจากได้ข่าวว่า ในที่สุดแมรี่ โจก็จะย้ายสำนักพิมพ์ และหันกลับไปเขียนแนวย้อนยุคแท้อีกครั้ง โดยไม่มีแฟนตาซีมาปน

ไชโย

แต่แล้วอีกใจหนึ่งก็เซ็งหน่อย (แต่หน่อยเดียวเองนะ) เพราะรู้สึกชอบตัวละครในชุด Stone Saints ขึ้นมาแล้วน่ะสิ

แต่ข่าวดีระลอกสองก็ตามมา เพราะเห็นว่าแมรี่ โจจะเอาตัวละครในชุดนี้มารีไซเคิล จับมาเขียนใหม่ในหนังสือแนวย้อนยุคแท้ของเธอ เนื้อเรื่องยังเหมือนเดิม แต่ตัดองค์ประกอบเรื่องเวทมนตร์ออกไป

คิดไปก็เหมือนเสือเปลี่ยนลายนะคะ ตลกดี เพราะทำกันง่าย ๆ เลย อย่างในเรื่อง TMS นี่มีตัวละครชื่อ Duke of Ashby เธอก็เปลี่ยนใหม่เป็น Duke of Ashton เสีย ส่วนเรื่องราวอื่นก็คงเดิม ยกเว้นเวทมนตร์

แม็กซ์หวังว่าเธอจะกลับมาเป็นคนเดิมที่รู้จักในอีกไม่ช้า

Thursday, January 22, 2009

Fallen Angels // Mary Jo Putney

Fallen Angels ไม่ใช่ชื่อหนังสือนะคะ แต่เป็นชื่อชุดของหนังสือแนวย้อนยุคของนักเขียนที่ชื่อแมรี่ โจ พุธเน่ย์

บลอก ในวันนี้เป็นการตอบคำถามที่ถามแม็กซ์เกี่ยวกับหนังสือแนวย้อนยุคที่แม็กซ์ ชอบมากที่สุด เราใช้เวลาคิดหนักและคิดนานกับคำถามนี้นะคะ และบอกเลยว่า อาจจะมีหนังสือเล่มอื่นที่แม็กซ์ชอบมากกว่า แต่ขอบอกเลยว่าไม่มีหนังสือชุดไหนที่แม็กซ์ชอบมากกว่าชุดนี้ (ในการประเมินความชอบโดยรวมของหนังสือทั้งหมดในชุด เพราะบางเรื่องแม็กซ์อาจจะชอบมาก อย่าง Devilish ในชุดมัลโลเรน แต่เมื่อรวมกับเล่มอื่นในชุดแล้วก็ยังสู้ชุดนี้ไม่ได้)

แม็กซ์เริ่ม อ่านโรแมนซ์จากแนวปัจจุบัน แนวย้อนยุคหลายเล่มที่เริ่มอ่านก็ไม่น่าประทับใจ จนกระทั่งแม็กซ์ไปห้องสมุดแล้วเจอกับเรื่อง Thunders and Roses อย่างบังเอิญ แล้วเพื่อนคนนึงที่อยู่ในชมรมห้องสมุดเดียวกันพูดกะแม็กซ์ว่า "ทำไมไม่ยืมเล่มนี้ไปลองอ่านล่ะ สนุกดีนะ"

ด้วยความเกรงใจ และไม่มีต้นทุนอะไร (ห้องสมุดใช้ยืมฟรี) ก็เลยเอามา แล้วก็โชคดีอีกว่าช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาวอีสเตอร์ ก็เลยมีเวลา หลังจากอ่านหลายต่อหลายเล่มที่อยากอ่านจบไป ในที่สุดก็นั่งจ้องเรื่องนี้ จ้องไปจ้องมา ก็ไม่ได้ท้องเหมือนปลากัดหรอกนะคะ แต่ตัดสินใจหยิบมาอ่าน

และแมรี่ โจ พุธเน่ย์ก็ได้แฟนตลอดชีวิตอย่างแม็กซ์ไปเลย

Background ของชุด

Fallen Angels หรือเทวดาตกสวรรค์ไม่ใช่หนังสือแนวพารานอมอลหรอกนะคะ แต่เป็นชื่อนี้ถูกใช้เป็นชื่อชุดเพราะว่า ชื่อของพระเอกซึ่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนที่โรงเรียนอีตัน (ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดังของอังกฤษเขา เหล่าลูกขุนนางมาเรียนกันเพียบ) ล้วนแต่มีที่มาเป็นชื่อของเทวดา (หรือเซ็นต์ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เซ็นต์เซย่า)

กลุ่ม Fallen angels ดั้งเดิมมีสี่คน นิโคลัส, ราฟาเอล, ลูเซียน, และไมเคิล แต่ก็ด้วยความดังอีกนั่นแหละที่ทำให้สุดท้ายแล้วชุดนี้ขยายออกไปเป็น 7+3 ซึ่งเราจะพูดต่อไป

เล่มแรก Thunders and Roses (เขียนปี 1993)

พล็อต เรื่องเล่มนี้เป็นไปตามสูตรทุกอย่าง นิโคลัสพระเอกของเราเป็นลูกครึ่งยิปซี และนั่นเป็นเหตุผลทำให้เขาไม่ได้รับการยอมรับจากผู้เป็นปู่เพราะสายเลือดที่ ไม่บริสุทธิ์ นิคเดินทางกลับจากยุโรปหลังจากร่อนเร่อยู่ที่นั่นหลายปีระหว่างสงครามอังกฤษ - ฝรั่งเศส เขาละทิ้งอังกฤษบ้านเกิดไปหลังจากภรรยาของเขาเสียชีวิตลงในอุบัติเหตุรถม้า ที่หลายคนสงสัยว่าเขาเป็นตัวการ

นิคเป็นพระเอกโรแมนซ์ย้อนยุคของแท้ เสเพลและไม่ใส่ใจในอาณาเขตที่ตนเองเป็นเจ้าของ และนั่นทำให้แคลร์ซึ่งเป็นลูกสาวของนักเทศน์ประจำหมู่บ้านที่ต้องพึ่งพานิ คทนไม่ได้ เธอเดินทางมาพบเขาที่บ้าน และพยายามทำให้เขาสนใจความเป็นไปของคนในหมู่บ้านที่บัดนี้กำลังเดือดร้อนจาก ภาวะสงคราม และก็เหมือนพระเอกโรแมนซ์ทั่วไป นิคไม่ยอมทำความดีอะไรง่าย ๆ ถ้านางเอกของเราไม่ยอมให้บางอย่างกับเขาก่อน และเขาก็เรียกร้องให้แคลร์ยอมให้เขาจูบวันละครั้ง แล้วเขาจะยอมหันมาสนใจหมู่บ้านตามที่เธอต้องการ

นางเอกของเราก็เป็น นางเอกโรแมนซ์ขนานแท้เช่นกัน เพราะเธอก็ช่างเสียสละเพื่อคนอื่น อย่างที่บอกค่ะเล่มนี้ตามสูตร แต่จุดเด่นของเรื่องนี้ที่ทำให้เข้ามาอยู่ในใจของแม็กซ์ได้ก็คือการดำเนิน เรื่อง เพราะเมื่อยิ่งอ่านไป เราก็จะได้พบว่านิโคลัสไม่ใช่คนที่เราคิด เขามีอดีต และความเจ็บปวด รวมทั้งการทรยศที่ไม่ควรมีใครต้องเจอ

และ แคลร์ก็ไม่ใช่สาวน้อยตาใส อันที่จริงเธอจดจำเขาได้ พ่อของเธอเป็นติวเตอร์ให้เขาตอนที่เขาถูกพรากมาจากมารดาที่เป็นยิปซีในวัย เด็ก เธอมองเห็นประกายความดีในตัวเขา และคิดว่าเธอสามารถทำให้เขากลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้ (มันเป็นความเชื่อที่แม็กซ์ไม่คิดจะทำในชีวิตหรอกนะคะ แต่มันสนุกที่ได้อ่านในเล่มนี้ และแมรี่ โจ เขียนได้น่าเชื่อ)

หนังสือ เล่มนี้แนะนำให้แม็กซ์เริ่มต้นความคลั่งไคล้ที่มีต่อตัวร้าย โดยเฉพาะเมื่อนิโคลัสพาแคลร์เข้าลอนดอน และแนะนำให้รู้จักเหล่าเพื่อนรักสมัยเรียนของเขา นิโคลัสไม่คาดคิดว่าเพื่อนที่เขารักที่สุดอย่างไมเิคิลจะเปลี่ยนไป และกลายเป็นศัตรูคนสำคัญ นิคไม่รู้เหตุผล และไม่เข้าใจ แต่ไมเคิลดูเหมือนจะพยายามอย่างจริงจังที่จะฆ่าเขา เหตุผลทั้งหมดมันซ่อนอยู่ในอดีต อดีตที่นิคพยายามลืม

น่าแปลกที่ฉาก ที่แม็กซ์จดจำได้มากที่สุดในเล่มนี้ ไม่ใช่ฉากระหว่างพระเอกนางเอก เป็นฉากที่เมื่อหลังเกิดอุบัติเหตุเหมืองถล่มที่นิคและเหล่าคนงานติดอยู่ภาย ใน คนงานคนนึงเสียสละและช่วยนิคให้ออกมาข้างบนได้ ทั่งที่ในเวลานั้นเขายังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองเลยว่าเป็นคนดี และเมื่อคนงานคนนั้นซึ่งสุดท้ายก็รอดตายเช่นกันถูกถามคำถามว่าทำไมถึงช่วยนิ ค ก็ให้คำตอบที่ฮานะ แต่เราว่าลึกซึ้งที่สุด "เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาตาย เขาจะได้ไปสวรรค์ เขาไม่มีอะไรติดค้างกับพระเจ้า ในขณะที่นิคมีโอกาสเยอะมากที่จะลงนรก ดังนั้นเขาควรเสียสละให้นิครอดตายเพื่อจะได้มีเวลาไถ่บาปของตัวเอง"

คะแนนที่ 83

เล่มที่สอง Dancing on the wind (เขียนปี 1994)


เล่ม นี้ถ้านับเวลาตามเนื้อเรื่องจะเป็นเล่มสองในชุดในนะคะ แต่ออกขายเป็นเล่มที่สาม (เขียนทีหลัง) เล่าเรื่องของลูเซียน หนึ่งในแก็งค์ Fallen Angels ที่ก็ทำตัวสมกับชื่อลูเซียนด้วยการเป็นหัวหน้าสายลับใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ (อันนี้แม็กซ์ตั้งข้อสังเกตนะ มีใครเห็นอย่างเราบ้างไหมว่า พระเอกที่ชื่อลูเซียนนี่จะต้องมีอาชีพเป็นสายลับกันเป็นส่วนใหญ่) และเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เล่มนี้เขียนก่อนเรื่อง Lord of Ice ของแกลเลน โฟลีย์นะคะ (เพราะพล็อตสองเรื่องนี้มันโคตรจะเหมือนกัน ต้องให้เครดิตแมรี่ โจก่อนค่ะ)

ในฐานะหนังสือชุด Fallen Angels สอบผ่านในเรื่องที่ว่าคนอ่านไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มก่อนหน้าเพื่อที่จะอ่าน เล่มนี้ได้รู้เรื่อง Dancing on the wind เป็นเอกเทศจากเล่มอื่นในชุด อันที่จริงแทบจะไม่มีตัวละครอื่นเข้ามายุ่งในเรื่องด้วยซ้ำ

ธีมของ เล่มนี้ก็คือ คู่แฝด เพราะเริ่มต้นเรื่องลูเซียนเดินทางกลับมาอีตันอย่างคนหัวใจสลาย เขาสูญเสียพ่อแม่ และน้องสาวที่เป็นแฝดกับเขาในอุบัติเหตุ จากคนที่มีครอบครัวอันอบอุ่น เขากลายเป็นคนตัวคนเดียวในโลก และก็มีแต่เพื่อนที่อีตันเท่านั้นที่เป็นจุดเชื่อมต่อเดียวกับเขาเอาไว้

เวลา ผ่านไปลูเซียนกลายเป็นหัวหน้าสายลับใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ เขาขอร้องให้เพื่อนรักอีกคนอย่างราฟาเอลเดินทางไปยุโรปเพื่อติดต่อกับเคาส์ เตสสาวชาวฮังการี (ซึ่งคุณจะได้อ่านเรื่องนี้ต่อไป) ส่วนเขาจัดการค้นหาคนทรยศ และนั่นหมายถึงเขาต้องแทรกตัวเข้าไปในสมาคมลับที่เชื่อในลัทธิซาตาน

ไม่ มีอะไรเกี่ยวกับซาตานในลัทธินั้น นอกจากฟรีเซ็กส์และเหล้า ที่นั่นเขาได้พบกับหญิงสาวลึกลับ คนที่เป็นครั้งแรกในชีวิตทำให้เขารู้สึกบางอย่าง เธอต้องการบางอย่างจากสมาคมลับแห่งนี้ แต่เธอไม่ไว้ใจเขามากพอที่จะบอกความจริงทั้งหมด

คนที่ชอบอ่านเรื่อง ราวของตัวละครที่ฉลาด และทันกันน่าจะชอบเล่มนี้ค่ะ เพราะคิทนางเอกของเราก็ไม่เป็นรองหัวหน้าสายลับอย่างลูเซียนเลย เธอมีเป้าหมายและภารกิจ ที่บังเอิญลูเซียนยืนขวางอยู่

จุดอ่อนในเล่ม นี้สำหรับแม็กซ์คงอยู่ที่แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงอารมณ์ต่อเชื่อมกันระหว่างคิท และลูเซียนมากนัก อาจเพราะธีมหลักในเรื่องเป็นการพูดถึงความรักระหว่างพี่น้องที่เป็นคู่แฝด และการตามหาคนที่คิทต้องการเจอตัว (ซึ่งก็คือคู่แฝดของเธอนั่นแหละ) ทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่ได้รู้จักทั้งสองคนนี้ดีมากนัก และนี่คือข้อเสียเดียว (แต่ใหญ่นะ) สำหรับเรา

คะแนนที่ 63

เล่มที่สาม Petals in the strom (ดัดแปลงจากเรื่อง The Controversial countess เขียนใหม่ปี 1993)

เล่ม นี้เป็นเรื่องที่ดัดแปลงมาจากนิยายเก่าของแมรี่ โจเองและสำหรับคนที่มีทั้งสองเวอร์ชั่นก็ขอบอกว่า ถึงเปลี่ยนไปเยอะค่ะ เพิ่มเติมหลายฉาก แต่สาระสำคัญของเรื่องยังคงเหมือนเดิม

ราฟาเอลหรือ เรฟเป็นคนที่มีบรรดาศักดิ์สูงที่สุดในกลุ่ม Fallen Angels และเขาก็มีความทรนงตัวดังเช่นที่คนในบรรดาศักดิ์ของเขามี และนั่นทำให้เขาตัดสินใจพลาดครั้งสำคัญในชีวิต

ในวัยหนุ่ม (ยี่สิบต้น ๆ) เขาพบรักกับมาร์ก๊อต ลูกสาวของนายทหารชาวอังกฤษ ความรักดูดดื่มและรวดเร็ว เพียงชั่วข้ามคืนเขาก็หมั้นหมายกับเธอ และฝันถึงอนาคตอันแสนหวาน แต่ทุกอย่างก็พังทลายลง เขาพบว่าเธอทรยศเขากับชายอื่น เขาถอนหมั้น และทำให้เธอไม่อาจใช้ชีวิตในเกาะอังกฤษได้ มาร์ก๊อตจากไปพร้อมกับชื่อเสียงที่ป่นปี้

เกือบสิบปีผ่านไป เรฟได้รับการขอร้องจากลูเซียนเพื่อนซึ่งเป็นหัวหน้าสายลับ ให้เดินทางไปยุโรปเพื่อสืบข่าวเกี่ยวกับการประชุมสันติภาพหลังสงครามสสงบ เพื่อพบกับเคาส์เตสสาวชาวฮังการีซึ่งเป็นสายลับของอังกฤษ

และคนที่เขา ได้พบก็คือมาร์ก็อต ซึ่งบัดนี้คือแม็กกี้ สายลับสาวผู้แปลงกายเป็นเคาส์เตสจาโนส และมีเส้นสายและกุมความลับหลายอย่างของอังกฤษไว้ เรฟพบว่าเขายังไม่เคยลืมเธอไปจากใจ แม้จะไม่อาจให้อภัยกับการทรยศของเธอได้

แต่ การได้พบกับแม็กกี้อีกครั้ง เรฟก็ได้พบกับความจริงที่น่าเจ็บปวดที่ว่า คนที่ทรยศในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ใช่เธอ แต่เป็นเขาที่ไม่รักและเชื่อใจเธอมากพอ และก็เป็นเขานั่นเองที่ขับไล่เธอออกจากความปลอดภัยในอังกฤษ ไปสู่สงครามและความเจ็บปวดที่สุดที่ลูกผู้หญิงคนนึงได้พบ มาร์ก็อตเสียพ่อไปในการจลาจล ส่วนเธอก็ปางตายจากการถูกรุมโทรม และนั่นเปลี่ยนแปลงเธอจากหญิงสาวใสซื่อมาสู่สายลับอันตราย งานของเธอเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอมีชีวิต มันมอบเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ต่อให้เธอ

หนังสือเล่มนี้อ่านยากนะคะ เพราะอดีตของนางเอกที่ไม่โสภานัก แต่อยากให้อ่านกัน มันไม่สนุก และเจ็บปวด ซึ่งแม็กซ์คิดว่า เราเองก็ไม่ใช่คนที่เปิดกว้างมากพอหรอก เพื่อนคนนึงของเราให้ข้อคิดที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ ตรงที่ทำไมคนแต่งถึงใจร้ายกับแม็กกี้เอามาก ๆ ไม่ใช่เพราะเธอชอบแต่งเรื่องให้รันทดหรอกนะ แต่เพื่อเป็นการสั่งสอนเรฟในความผิดพลาดของเขา เพราะสุดท้ายแล้วคนที่เจ็บปวดไปกับอดีตของแม็กกี้ไม่ใช่ตัวเธอ (ซึ่งเธอยอมรับและทำใจกับมันได้แล้ว) แต่เป็นตัวเรฟเอง ที่รับรู้ว่าทุกอย่างที่เกิดกับแม็กกี้เป็นเพราะเขา ผู้ชายที่ควรจะรักเธอมากที่สุด

อย่างที่บอกค่ะ คะแนนไม่ค่อยสูงเท่าไหรที่ 60

เล่มที่สี่ Angel Rogue (ดัดแปลงจากเรื่อง The Rogue and the Runaway เขียนใหม่ปี 1995)

เล่มนี้เป็นเล่มที่แม็กซ์ชอบมากทีสุดในชุด แต่ก็เป็นเล่มที่ไม่ค่อยจะอยู่ในชุดเท่าไหรนักหรอกค่ะ โรบินพระเอกไม่ใช่เพื่อนนักเรียนร่วมรุ่นกับ Fallen Angels คนอื่น ๆ ความสัมพันธ์ที่เขามีต่อกลุ่มนี้ก็ผ่านมาร์ก็อตนางเอกของเรื่อง PITS

โร บินเป็นสายลับเกษียณอายุที่กลับมาอยู่บ้านในชนบท ปัญหาของเขาก็เหมือนกับสายลับทุกคน นั่นคือการว่างงานและความน่าเบื่อ จนกระทั่งเขาบังเอิญได้พบกับแม็กซี่ สาวน้อยลูกครึ่งอินเดียนแดงที่ออกเดินเท้าไปยังลอนดอนเพื่อสืบหาความจริง เกี่ยวกับการตายของพ่อ แรกพบเขาก็รู้ว่าตัวเองไม่อาจปล่อยให้สาวน้อยคนนี้ผจญภัยในถนนที่อันตราย ระหว่างทางไปลอนดอนตามลำพังได้ เขาทำทุกอย่างเพื่อให้เธอยอมรับเขาเป็นเพื่อนร่วมทาง

มันเป็นการเดินทางที่โรบินคิดว่าเขาช่วยเหลือแม็กซี่ แต่เมื่อถึงจุดหมายกลับเป็นเธอที่ช่วยเหลือดวงวิญญาณของเขาไว้

นั่น เพราะโรบินไม่ใช่เจมส์ บอนด์ที่ไร้ความรู้สึก ทุกอย่างที่เขากระทำไปในนามของประเทศชาติ มันหลอกหลอนเขาทุกขณะจิต เขาฆ่าคนที่อาจจะเป็นเพื่อน ทรยศคนที่ช่วยเหลือเขาด้วยความจริงใจ ทุกอย่างเพื่อประเทศ และมันกัดกร่อนดวงวิญญาณของเขา การเดินทางไปกับแม็กซี่ทำให้เขาค้นพบความสุขที่แท้จริงในชีวิตอีกครั้ง

หนังสือ เล่มนี้ไม่มีตัวร้ายนะคะ แต่นั่นไม่สำคัญเลย การไ้ด้เดินทางร่วมไปกับโรบินและแม็กซี่ การได้รู้จักตัวละครอย่างพวกเขาเป็นเรื่องสำคัญกว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้แม็กซ์รู้ถึงคุณค่าของหนังสือแนว Road Romance ที่ก่อนหน้านั้นไม่รู้ว่ามันสนุกตรงไหน

แล้วแม็กซ์บอกรึยังว่า โรบินเ็ป็นพระเอกที่แม็กซ์ใช้เทียบกับผู้ชายทุกคนที่แม็กซ์รู้จักในชีวิต จริง ผู้ชายที่หัวเราะได้เสมอแม้ในยามที่หัวใจของเขาเจ็บปวดที่สุด

คะแนนที่ 97

เล่มห้า Shattered Rainbows (ปี 1996)


เล่มนี้เป็นหนังสือในดวงใจของใครหลายคนค่ะ แต่สำหรับแม็กซ์ เล่มนี้ก็ยังเป็นรองอีกหลายเล่มในชุด ด้วยเหตุผลที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คนเรารสนิยมต่างกันจริง ๆ เพราะเหตุผลที่แม็กซ์ชอบเล่มนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ก็คือเหตุผลที่ทำให้เพื่อนของแม็กซ์หลายคนรักเล่มนี้

ขอเตือนสปอยล์ก่อนแล้วกันค่ะ เล่มนี้ต่างกับเล่มอื่นนิดนึงตรงที่เกี่ยวเนื่องกับ Thunders and Roses เยอะหน่อย เพราะพระเอกในเล่ม ไมเคิลเป็นตัวเกือบร้ายใน T&R เขาตกเป็นเหยื่อของผู้หญิงเจ้าเล่ห์ที่เล่นกับความรักของเขา เพราะเธอ ไมเคิลทรยศเพื่อนรักอย่างนิโคลัส เป็นชู้กับเมียเพื่อน และเมื่อหล่อนตายลง เขาก็ตกเป็นเครื่องมือในการแก้แค้น จนเกือบฆ่าเพื่อนรักลงกับมือ

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ไมเคิลจะเข็ดกับความรัก และผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว จนกระทั่งเขาได้เจอกับแคธเทอลีน เมลเบิร์น ภรรยาสาวและแสนจะเพรียบพร้อมของเพื่อนนายทหารของไมเคิล ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่พวกเขาได้รู้จักกัน ไมเคิลก็ได้รับรู้ว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร แต่เพราะเขาคือคนที่ไร้เกียรติและเคยทำพลาดกับผู้หญิงที่มีเจ้าของแล้ว เขาไม่กล้าจะกระทั่งคิดให้อะไรมันเกินเลยไปกว่านี้

และเช่นเดียวกัแคธเทอลีนก็มีศีลธรรมพอที่แม้จะรู้ว่า ตนเองเลือกผู้ชายผิดมาเป็นคู่ชีวิต และไมเคิลมีค่าเหนือสามีของเธอเพียงใด เธอก็เลือกที่จะไม่ทรยศคำสาบานที่ให้ไว้กับพระเจ้า เรื่องราวของความรักที่เจอกันช้าเกินไปกับคนสองคนที่มีเกียรติเกินกว่าจะให้ ความรักทำลายคุณธรรมทุกอย่างที่ตัวเองมี

ประเด็นนี้แหละที่ชนะใจเพื่อนของแม็กซ์หลายคน แต่สำหรับแม็กซ์มันรันทดไปหน่อยน่ะค่ะ สงสารทั้งไมเคิลและแคธเทอลีน อ่านไปน้ำตาก็ร่วงเผาะ สงสารก็สงสาร คนแต่งใจร้ายมาก ๆ ที่เลือกแคธเทอลีนที่มีเจ้าของแล้วให้เขา แต่ก็เพราะโรแมนซ์ที่สุดท้ายทุกอย่างก็คลี่คลายไปในทางที่ดีแหละค่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องรักระหว่างรบ ฉากหลังของเรื่องเกิดในช่วงก่อนศึกที่วอเตอร์ลู แมรี่ โจเขียนบรรยายฉากได้ดีมาก ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์และความตึงเครียดก่อนศึกครั้งใหญ่ครั้งนั้น ไมเคิลเป็นทหาร เป็นนักรบที่พร้อมยอมตายเพื่อชาติ แคธเทอลีนเป็นภรรยาของนายทหารที่ต้องเตรียมใจกับการจากไปได้ทุกเมื่อของสามี และเราต้องไม่ลืมความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ระหว่างชายและหญิงสองคน ที่น่าทึ่ง

ทั้งหมดนี่เป็นครึ่งแรกของเล่มค่ะ ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่องราวของแคธเทอลีน (ที่เป็นหม้ายตามระเบียบแล้ว) ขอให้ไมเคิลช่วยในการเดินทางไปยังเกาะสกายเพื่ออ้างสิทธิในมรดก สำหรับแม็กซ์รู้สึกว่าทั้งสองช่วงนี้ดูแยกจากกันมากไปหน่อย ทำให้เรื่องดูสะดุดและไม่ค่อยเ้ข้ากันเท่าไหร อารมณ์ของเรื่องก็เปลี่ยนไปพอสมควร และส่วนนี้แหละที่เรามองว่าเป็นข้อด้อย

เล่มนี้เป็นหนังสืออีกเล่มที่พล็อตอาจจี้จุดใครหลายคน รวมทั้งแม็กซ์ด้วย ที่ไม่ค่อยชอบเรื่องที่นางเอกกำลังแต่งงานอยู่แล้วดันมาเจอกับพระเอก แต่พูดเลยนะคะว่า ถ้าใครไม่อ่านเรื่องนี้เพราะพล็อตนี้ ก็เท่ากับว่าคุณพลาดหนังสือที่ดีมากที่สุดเรื่องนึงไปเลย

คะแนนที่ 83

เล่มที่หก River of fire (เขียนปี 1996)

พูดตามตรงก็คือ ชุด Fallen Angels ควรจะจบตั้งแต่ Shattered Rainbows ไปแล้วล่ะ เพราะสมาชิกคนสุดท้ายในกลุ่มก็แต่งงานไปอย่างแฮ็ปปี้แล้ว แต่ด้วยความดังของชุด ก็เลยต้องมีเสริมนิดเสริมหน่อยนะคะ โดยพระเอกในเล่มนี้เป็นตัวละครที่ออกมามีบทใน Shattered Rainbows โดยเป็นเพื่อนทหารของไมเคิล

และเช่นเดียวกับหนังสือทุกเรื่องของแมรี่ โจ ที่การหาข้อมูลของเธอแน่นปึกมาก เพราะหลังจากอ่านเล่มนี้ไปแล้ว แม็กซ์ก็กลายเป็นแฟนของนักวาดภาพนามโกแกงไปอย่างไม่รู้ตัว เพราะการบรรยายที่ทำให้เห็นภาพชัดเสียจนแม็กซ์อยากเห็นของจริง

เคนเน็ธอาจจะเป็นขุนนางมีบรรดาศักดิ์ แต่มรดกที่หลงเหลือไว้ให้เขาหลังจากสงครามสงบกลับเป็นบ้านร้าง และหนี้สินกองโต ดังนั้นเมื่อเขาได้รับข้อเสนอจากอดีตผู้บังคับบัญชาให้ช่วยสืบเกี่ยวกับการ ตามอย่างลึกลับของหญิงสาวคนนึง เขาจึงตอบตกลง แม้นั่นจะทำให้เขาต้องปลอมตัว และหลอกลวงคนอื่นก็ตาม

แต่แล้วการสืบหาความจริงครั้งนี้ก็พาเคนเน็ธเข้าไปสู่ความฝันในวัยเด็ก ที่เขาลืมเลือน ในอดีตเขารักการวาดภาพ แต่เพราะนั่นไม่ใช่งานอดิเรกที่เหมาะสมกับลูกชายขุนนาง เขาถูกบังคับให้ละทิ้งมันไป แต่ในตัวตนที่ถูกสร้างขึ้น เขาเข้าไปในบ้านของนักวาดรูปชื่อดังเพื่อสืบเกี่ยวกับการตายของภรรยาของชาย คนนั้น เขาแฝงกายเข้าไปในฐานะของศิลปินที่มีความใฝ่ฝันจะเรียนรู้จากนักวาดรูปชื่อ ดัง

และที่นั่นเขาก็ได้พบกับรีเบคก้า ลูกสาวของนักวาดรูปชื่อดัง หญิงสาวที่วิถีการใช้ชีวิตที่ผิดแปลกจากคนอื่น ทำให้เธอกลายเป็นคนนอก ความใฝ่ฝันจะเป็นนักวาดรูปของเธอยิ่งกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เธอไม่ได้รับ การยอมรับในสังคม แต่สำหรับเคนเน็ธที่ตลอดชีวิตก็เป็นคนนอก ทั้งสองเกิดมาเพื่อกันและกัน

ยอมรับค่ะว่า ตอนอ่านเรื่องนี้ เราล่องลอยไปกับสังคมแบบโบฮีเมียในเรื่อง การบรรยายความใฝ่ฝันที่จะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นรูปภาพชัดเจนและสวยงาม มาก แม็กซ์ชอบภาษาและการบรรยายเรื่องในเล่มนี้มาก ๆ

คะแนนที่ 83

เล่มที่เจ็ด One Perfect Rose (เขียนปี 1997)

หนังสือเล่มสุดท้ายในชุด (อย่างเป็นทางการ) และเป็นเล่มที่น้ำตาร่วงมากที่สุดแล้ว

เล่าเรื่องของสตีเฟ่น เคนย่อน พี่ชายของไมเคิล ท่านดยุคแห่งแอชเบอร์ตันผู้สุขุม เย็นชา และสมบูรณ์แบบ แม็กซ์พูดตรง ๆ เลยนะคะว่าไม่คิดว่าตัวเองจะชอบเล่มนี้ เพราะไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าสตีเฟ่นเป็นตัวละครทีน่าสนใจ ในเล่มที่เขาออกมามีบท (Shattered Rainbows) เขาก็เป็นแค่พี่ชายพระเอก เขาสมบูรณ์แบบทุกอย่าง หล่อเหลา ร่ำรวย เก่งกาจ ไม่มีอะไรน่าท้ายทาย แค่ตัวละครที่ออกมาผ่านหน้ากระดาษ

แต่ก็เป็นแมรี่ โจ พุธเน่ย์ที่พิสูจน์ว่าเธอเป็นนักเขียนที่มากกว่านักเขียนคนอื่น เธอโยนสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดกับคนสักคนให้กับสตีเฟ่น และโชคก็เป็นของคนอ่านที่ได้อ่านเรื่องราวการเดินทางเพื่อค้นพบตัวเองของเขา

ในฉากเปิดเรื่อง สตีเฟ่นได้รับแจ้งจากหมอส่วนตัวว่าเขากำลังจะตาย ด้วยวัยเพียงสามสิบกว่าปี มันเร็วเกินไป แม้เขาจะรู้สึกไม่สบายอย่างหนักมาตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่เขาไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายอย่างนี้ เขายังไม่ได้ใช้ชีวิต ตลอดเวลาเขาเป็นลูกชายตัวอย่าง เป็นคนรับผิดชอบ เป็นคนดูแลทรัพย์สมบัติของตระกูล ในขณะที่น้องชายกลายเป็นฮีโร่ในสงคราม เขาต้องอยู่โยงเฝ้าบ้าน และดูแลให้ทุกอย่างเรียบร้อย

แต่ความจริงก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เขามีอาการป่วย และหมอที่รักษาเขาก็เป็นหมอประจำครอบครัวยืนยันถือเวลาอันน้อยนิดของเขา

ความตายเป็นแรงกระตุ้นที่ดี เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่สตีเฟ่นทำบางอย่างที่ไม่เคยทำ เขาหนีไปจากความรับผิดชอบ หนีไปจากทุกอย่างที่ตัวเองรู้จัก เพื่อเรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วสตีเฟ่น เคนย่อนคือใคร นอกจากการเป็นเพียงแค่ดยุคแห่งแอชเบอร์ตันที่คนอื่นรู้จักกัน

แม็กซ์น่ะน้ำตามร่วงตั้งแต่สตีเฟ่นเริ่มนับถอยหลังเวลาแห่งการมีชีวิต อยู่ของเขาแล้ว การเดินทางนำสตีเฟ่นไปพบหญิงสาว แม่ม่ายแห่งคณะละคร ผู้หญิงที่เขาอาจมีชีวิตอยู่จนแก่ก็ไม่มีสิทธิได้พบ แต่ความตายที่ใกล้เข้ามา นำเขามาพบกับเธอ โรสลินด์ หญิงสาวที่สำคัญต่อเขามากที่สุด หญิงสาวที่ทำให้เขาสัมผัสความรักเป็นครั้งแรก

ความรักที่อาจจะสายเกินไป

หนังสือเล่มนี้สวยงาม ทั้งการเขียน ตัวละคร แต่ก็ต้องยอมรับว่า เพื่อให้เล่มนี้จบอย่างมีความสุข ความน้ำเน่าหลายอย่างก็ต้องเ้ข้ามามีส่วนในเรื่องแต่แม็กซ์ว่าคนแต่งหา ทางออกให้กับการตายของสตีเฟ่นได้ดีนะคะ แม็กซ์ชอบน่ะ ไม่ถึงกับเป็นปาฏิหาริย์ มีเหตุผลรองรับได้ ส่วนที่แม็กซ์ว่ามันน้ำเน่าก็คงเป็นเรื่องชาติกำเนินของโรสลินด์น่ะ

แล้วก็ไม่ใช่ไม่ชอบนะคะ หลังจากเสียน้ำตาเป็นปี๊บไปกับเล่มนี้ อะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวละครมีความสุขอย่างสมบูรณ์ แม็กซ์ก็เอาทั้งนั้นแหละ

คะแนนที่ 90