Showing posts with label Lara Adrian. Show all posts
Showing posts with label Lara Adrian. Show all posts

Sunday, February 8, 2009

Kiss of Midnight // Lara Adrian

เพิ่งเรื่อง Kiss of midnight ของลาร่า เอเดียนจบไป จากความหวังที่เต็มเปี่ยมว่ามันจะเป็นหนังสือขัดตาทัพขณะรอเล่มต่อไปในชุดแบ ล็ก เด็กเกอร์ บราเธอร์ฮู้ด

แม็กซ์หวังมากไปไหมเนี่ย

ตอนแรกที่ได้ข่าวของนักเขียนคนนี้ แม็กซ์ตื่นเต้นนะ คิดว่าจะเป็นหนังสือชุดแวมไพร์อีกชุดที่น่าอ่าน หวังและหวังว่ามันจะเป็นแนว ดาร์คแวมไพร์ ชนิดที่แม็กซ์ชอบ

ลางร้ายเริ่มตั้งแต่เมื่อเดือนก่อนที่แม็กซ์รู้ความจริงว่าลาร่า ไม่ใช่นักเขียนใหม่อย่างที่คิด แต่เป็นการแปลงกายของทีน่า เซ็นต์จอห์นนักเขียนแนวย้อนยุคที่แม็กซ์อ่านหนังสือของเธอไม่จบเลยสักเรื่อง

แม็กซ์ก็ยังอุตส่าห์มองโลกในแง่ดีอีก ก็เจอาร์ วาร์ดไม่ใช่คนเดียวกับเจสสิก้า เบิร์ดหรือ และแม็กซ์ก็ไม่ค่อยอ่านงานของเจสสิก้าจบเหมือนกัน บางทีทีน่าอาจจะเหมาะกับการเขียนแนวนี้ก็ได้นะ

เห็นได้ชัดว่าแม็กซ์ไม่โชคดีอย่างนั้น

เคลียร์ก่อนแล้วกันว่าหนังสือชุดนี้ไม่ได้เลวร้าย แต่มันก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเหนือหนังสือชุดแวมไพร์ที่ขายดาษดื่นในร้านหนังสือ

กลุ่มแวมไพร์ที่เป็นชนชั้นพิเศษเหนือแวมไพร์ทั่วไป ---- เช็ค

พระเอกเล่มแรกเป็นหัวหน้ากลุ่มแวมไพร์อันเก่งกาจนั้น ---- เช็ค

นางเอกเป็นมนุษย์ที่มีกรรมพันธุ์พิเศษที่เป็นคู่แท้ของแวมไพร์เหล่านั้น ---- เช็ค

กลุ่มแวมไพร์นั้นมีตัวละครที่ดูจะออกนอกลู่นอกทางสักหน่อย แนวเดียวกับซาเร็ค หรือซาดิสต์ --- เช็ค

องค์ประกอบที่ทำให้หนังสือชุดแบล็กเด็กเกอร์อยู่ในความทรงจำของแม็กซ์มีอยู่ครบในเรื่องนี้ สิ่งที่ขาดก็คือเสน่ห์ของเรื่อง

มันไม่น่าสนใจ แม็กซ์ไม่สนใจว่าลูแคน (พระเอก) หรือนางเอก (จำชื่อไม่ได้แล้ว เชื่อไหมเนี่ย) จะเป็นหรือตาย จะคู่กันไหม หรือจะทำอะไร

มันไม่น่าสนใจสักนิด

โอ้ยเซ็ง

Saturday, February 7, 2009

Kiss of Crimson // Lara Adrian

นี่ล่ะน้า ไม่รู้จักจำ ทั้งที่ผิดหวังไปกับเล่มแรกคือ Kiss of Midnight ไปแล้ว แม็กซ์ก็ยังทู่ซี้อ่านเล่มสอง Kiss of Crimson ต่ออีก

ไม่น่าเลยเรา

แต่อย่างน้อยเล่มนี้ก็ดีกว่า KOM นะ ไม่ถึงกะน่าเบื่อจากต้องเปิดผ่านเปิดผ่าน แต่ก็ไม่ได้น่าสนใจมากพอที่จะเขียนถึง

อันที่จริงแม็กซ์อ่านเล่มนี้จบไปสามชาติก่อนแล้ว ล่ะ แต่ไม่ได้มารีวิวให้ฟังกัน มันไม่น่าสนใจขนาดนั้น แต่เพราะเล่มที่อ่านล่าสุดยังไม่จบ ก็เลยขุดของเก่ามาเล่าใหม่แล้วกัน

ใน KOC พระเอกชื่อเท่ห์มากคือ ดังเต้ แต่ก็เช่นเดียวกับอีกดังเต้นึง (จาก Inferno ของ ลินดา โฮเวิร์ด) ที่เนื้อเรื่องไม่ได้ร้อนแรงอย่างชื่อสักกะนิด ทั้งที่เปิดเรื่องได้น่าอ่าน เมื่อดังเต้ซึ่งถูกลอบทำลายจากแวมไพร์ฝ่ายเลว ซมซานไปเจอกับนางเอกที่เป็นสัตวแพทย์ ด้วยความบังเอิญที่เป็นเกิดขึ้นบ่อยมากในหนังสือโรแมนซ์ นางเอกก็ดังเป็นคู่แท้ของเขาด้วย การเจอกันของทั้งคู่น่าสนใจ เมื่อนางเอกฮึดสู้ ไม่ยอมให้พระเอกดูดเลือดง่าย ๆ

แต่ลาร่าก็ทำลายความสนุกทั้งหมดนั่นลงไป เมื่อเขียนให้ดังเต้ลบความทรงจำของนางเอกลงทั้งหมด และจากนั้นเรื่องก็เริ่มลงเหว เพราะอะไรน่ะเหรอ

ลองคิดดูแล้วกัน หากพระเอกมีอำนาจในการลบความทรงจำของนางเอก นั่นก็หมายถึงเขาจะทำอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแคร์นางเอกสักนิด เพราะทำร้ายไป จะตบสักฉาดสองฉาดก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวลบความทรงจำก็หมดเรื่อง

แล้วก็ยังความน่าเบื่ออีกล่ะ น่าเบื่อจนไม่รู้ว่าจะเล่าอะไรให้ฟังดี เพราะมันเบื่อ เบื่อ เบื่อ แล้วก็เบื่อ

คงเข้าใจความเบื่อได้นะ

มันไม่เลวร้าย แต่ไม่น่าสนใจ เรื่องแวมไพร์โรแมนซ์ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น หรือเป็นเอกลักษณ์ เพียงแค่เกาะกระแสพารานอมอล

คะแนนที่ 47

Midnight Awakening // Lara Adrian

แม็กซ์อ่านหนังสือของลาร่า เอเดียน หรือเหล้าเก่าที่ชื่อทีน่า เซ็นต์จอห์นที่ตอนนี้กลายร่างจากนักเขียนแนวประวัติศาสตร์มาเป็นแนวพารานอมอ ลมาแล้วสองเล่ม

บอกตามตรงค่ะว่า ไม่เห็นจะรู้สึกว่าพิเศษ หรือน่าสนใจอะไร เป็นแค่ของก็อปปี้ฝีมือระดับแค่ซูโจว ไม่ใช่ของขึ้นห้างขายในปักกิ่ง เรื่องของเธอออกแนวมืด จึงมักถูกนำไปเทียบกับงานของเจอาร์ วาร์ด แต่ก็เป็นแค่นักวิ่งระดับกีฬ่าซีเกมส์ ที่ยังไม่ผ่านการตัดตัวเข้าโอลิมปิค

แต่แล้วแม็กซ์ก็ได้คำเล่าลือ และการยืนยันจากเพื่อนสนิทของแม็กซ์คนนึงว่า ไม่ควรพลาดเล่มสามในชุดเล่มนี้นะ เพราะตามความเห็นเขาแล้ว ดีกว่างานเล่มล่าสุดของเจอาร์ วาร์ดเสียอีก

ดังนั้นเมื่อได้หนังสือมา แม็กซ์ก็รีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว และกลับมาพร้อมรีวิวอันนี้

ซอว์รี่ มายเฟรนด์ แม็กซ์คงต้องบอกว่าการเทียบระดับกับเจอาร์ วาร์ดนั้น สำหรับแม็กซ์แล้ว มันยังไกลเกินไปสักหน่อย อาจเป็นเพราะว่าแม็กซ์ไม่ได้มีปัญหากับเรื่อง Lover Unbound อย่างที่เพื่อนรู้สึก ก็เลยทำให้ความรู้สึกติดลบที่มีต่อเจอาร์มีไม่มากเท่าเพื่อน เวลามาอ่านเล่มนี้ ก็เลยยังคิดว่าเจอาร์ยังดีกว่าอยู่

แต่แม็กซ์เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ลาร่า เอเดรียนมีอนาคต อย่างน้อยก็น่าสนใจพอจะทำให้แม็กซ์ตัดสินใจซื้อเล่มต่อไปในชุดของเธออ่านล่ะ (เพราะแม็กซ์มีกฎหนังสือสามเล่ม ถ้ามันห่วยสามเล่ม ก็เป็นอันจบกัน ดังนั้น MA จึงเป็นตัวตัดสินอนาคต ที่แม็กซ์บอกว่าสอบผ่าน)

เพื่อทบทวนสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักเหล่ามิดไนท์ บรีด แม็กซ์ขอวางพื้นฐานสั้น ๆ แล้วกัน เผ่าพันธุ์แวมไพร์ในโลกของชุดนี้เป็นมนุษย์ต่างดาวที่ยานอวกาศลงมายังโลก ตั้งแต่ในสมัยที่ความเจริญของอารยธรรมของมนุษย์ยังไม่มี เหล่ามนุษย์ต่างดาวพวกนี้โหดเหี้ยม เลวร้าย พวกเขากระหายเลือดเป็นอาหาร สาวชาวโลกที่มีรอยปานเป็นรูปหยดน้ำจะเป็นกลุ่มคนที่มีดีเอ็นเอเข้ากับพวก ต่างดาวและให้กำเนิดเหล่าลูกครึ่ง (พวกแวมไพร์มีแต่ผู้ชาย) ได้ ลูกของต่างดาวจะถูกเรียกว่า เจนวัน (หรือ Generation One) ที่มีความเป็นมนุษย์จากแม่ แม้จะยังเต็มไปด้วยความกระหายเลือดจากบิดา

เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าเจนวันทำสงครามกับผู้เป็นพ่อของพวกเขาเพื่อปกป้องมนุษย์ ให้กำเนิดองค์กรที่เรียกว่าออเดอร์ขึ้น โดยมีลูแคนเป็นผู้นำ (ลูแคนเป็นพระเอกเล่มแรก ที่ไม่หนุกเอาเลย) เวลาผ่านไป เหล่าต่างดาวตายลงจนหมด ภารกิจของเหล่าออเดอร์จึงเปลี่ยนไปเป็นการกำจัดแวมไพร์นอกเหล่า ที่พ่ายแพ้แก่ความกระหายเลือดและออกฆ่ามนุษย์ (นึกถึงพวกแวมไพร์ในชุดคาร์พาเธียนของฟีแฮน)

ในสังคมแวมไพร์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เหล่าออเดอร์กลายเป็นของโบราณที่ไม่ควรมีอยู่ และนั่นก็เป็นความคิดของเอลิส แม่ม่ายของแวมไพร์ในสังคมชั้นสูง แต่เธอก็เปลี่ยนความคิดทั้งหมดไป เมื่อลูกชายคนเดียวของเธอเป็นเหยื่อรายล่าสุดในสงครามที่ออเดอร์มีกับแวมไพ ร์นอกเหล่า

เอลิสสูญเสียทุกอย่าง เธอได้ความเป็นอมตะจากการดื่มเลือดของสามี (เหล่าเมียแวมไพร์เริ่มต้นด้วยการเป็นมนุษย์ และจะไม่กลายเป็นแวมไพร์ เพียงแต่จะได้รับความเป็นอมตะจากการดื่มเลือดจากคู่ของตน) เมื่อเขาตาย เธอก็ตัดสินใจที่จะตายตาม การหยุดดื่มเลือดทำให้ร่างกายเธอค่อยปรับสภาพกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาอีก ครั้ง

หลังจากสามีตายไปห้าปี ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ที่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อแคมเดนลูกชายของเธอตายลง จากนั้นชีวิตของเอลิสก็อยู่เพื่อแก้แค้น เธอออกตามล่าแวมไพร์นอกเหล่าด้วยตัวเอง และนั่นก็นำเธอไปสู่เส้นทางของทาเก้น แวมไพร์แห่งออเดอร์ที่เป็นเจนวัน

ทาเก้นเองก็สูญเสียมาไม่แพ้เอลิส ภรรยาของเขาก็เหยื่อของแวมไพร์นอกเหล่าเช่นกัน เขาเย็นชา แข็งกระด้าง ทำทุกอย่างเพื่อกำจัดศัตรู จนกระทั่งเอลิส

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของนกปีกหักสองตัวที่ได้รับโอกาสที่สองในชีวิตอีก ครั้ง คนที่ชอบนางเอกใสไร้อดีตคงไม่ชอบเล่มนี้ แม็กซ์ก็ไม่คิดว่าจะชอบเช่นกัน จนกระทั่งได้อ่าน แม็กซ์ชอบที่ทั้งทาเก้นและเอลิสเอาชนะความเจ็บปวดและกลับมาสู่เส้นความมี ชีวิตอีกครั้ง

โดยรวมเล่มนี้ทำให้แม็กซ์เชื่อว่ายังมีอนาคตสำหรับหนังสือชุดนี้ค่ะ คะแนนที่ 70 (เทียบกับเล่มแรก Kiss of midnight ที่ได้ 40 และ Kiss of crimson ที่ได้ 43)

Tuesday, January 20, 2009

Midnight Rising // Lara Adrian

ขอบคุณมาก ๆ นะคะสำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับบลอกแห่งนี้ อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจอย่างมาก ทำให้มีแรงฮึดดีค่ะ แต่ก็ต้องดูไปก่อนนะคะว่าสุดท้ายแล้วจะมีปัญญาทำได้มากน้อยแค่ไหน

ใครมีไอเดียอะไรเพิ่มเติมก็เสนอกันเข้ามาอีกก็จะดีมากเลยค่ะ เพราะตอนนี้อาจจะเป็นช่วงเดียวที่มีเวลาทำอะไรได้มากกว่าแค่เขียนบลอก เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ไม่ได้มีแผนไปไหนเป็นเรื่องเป็นราว

ไม่แน่ใจว่ารีวิวเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายของปีหรือไม่ (อยู่ที่ความฮึดค่ะ) แต่ที่แน่ ๆ เล่มนี้ไม่ใช่เล่มสุดท้ายที่ได้อ่านของปีนี้หรอกค่ะ คิดว่าคงจะมีเล่มอื่นที่คงจะได้อ่านก่อนสิ้นปีอีกแน่ แต่เราไม่คิดว่าจะมีเล่มไหนน่าสนใจขนาดให้เขียนรีวิวเท่านั้นล่ะค่ะ

สำหรับคนที่อ่านบลอกของแม็กซ์มานาน (หรือกลับไปอ่านย้อนหลัง) คงพอเคยเจอรีวิวของแม็กซ์เกี่ยวกับงานของลาร่า เอเดียนมาแล้ว และบอกได้เลยว่า รีวิวงานของเธอไม่ค่อยได้คะแนนดีเท่าไหรนักหรอกค่ะ และถ้าไม่ใช่เพราะเล่มสามของชุด (Midnight Awakening) ที่ไถ่บาปจนทำให้เราเห็นแววสนุกของหนังสือชุดนี้ เราคงเลิกอ่านไปแล้วล่ะ

สำหรับเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสี่ในชุด ไม่จะไม่ถึงกับน่าประทับใจอย่างเล่มสาม แต่ก็ดีพอจะทำให้แม็กซ์ตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้มาอ่านต่ออย่างแน่นอน

Midnight Rising ของลาร่า เอเดียน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Midnight Breed ที่เล่าเรื่องของกลุ่มแวมไพร์ที่เรียกตัวเองว่า "ออเดอร์" ซึ่งมีหน้าที่ในการคุ้มครองเหล่ามนุษย์ และแวมไพร์คนอื่น ๆ (ที่ไม่ใช่นักรบ) จากแวมไพร์นอกรีตที่เสียสติไปกับการดื่มเลือด ความเหมือนของหนังสือชุดนี้กับหนังสือชุด Black Dagger Brotherhood ของเจอาร์ วาร์ดเป็นเครื่องหมายติดลบตัวใหญ่มากสำหรับเรา ความคล้ายคลึงกันในด้านของพล็อตมีค่อนข้างเยอะมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของแวมไพร์ที่ปลีกตัวออกมาจากประชากรแวมไพร์ส่วนใหญ่ แวมไพร์กลุ่มนี้ หรือ "ออเดอร์" มีหน้าที่ในการคุ้มครองแวมไพร์เดินถนนธรรมดา ต่อสู้กับศัตรู และถูกมองโดยแวมไพร์อื่นว่าเป็นพวกหัวโบราณ และไม่จำเป็นต้องมีอยู่ต่อไปอีกก็ได้

ความที่เหมือนกันมาโดยเฉพาะกลิ่นอายของบรรยากาศในเรื่องที่ค่อนข้างมืด ทั้งในด้านบุคลิคของพระเอกที่เป็นแวมไพร์ และวิธีการเล่าเรื่อง ทำให้แม็กซ์ไม่ชอบสองเล่มแรกในชุด (Kiss of Midnight และ Kiss of Crimson) อย่างรุนแรง ซึ่งถ้าไม่ได้เล่มสาม (Midngith Awakening) เข้ามากู้สถานการณ์ เราก็เลิกอ่านไปแล้วแหละ

หนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสี่ในชุดอาจไม่ดีเท่าเล่มสาม แต่ก็พิสูจน์ว่าความสนุกของเล่มสาม ไม่ใช่เรื่องฟรุ๊ค ลาร่า เอเดียนยังมีอนาคตกับการเขียนเรื่องแนวพารานอมอลโรแมนซ์อยู่ค่ะ

แวมไพร์ในเรื่องไม่ใช่แวมไพร์ตามตำนานที่เรารู้จักกันจากหนังสือของแบรม สโตเกอร์หรอกนะคะ แต่แวมไพร์เป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากมนุษย์ต่างดาวแปดคนที่ลงจอดยานอวกาศ ของพวกเขาบนโลกเมื่อหลายพันปีก่อน มนุษย์ต่างดาวพวกนี้ทั้งโหดและชั่ว ราวกับได้ยีนส์มาจากท่านดยุคจอมโหดซึ่งเป็นหนังสือภาคบังคับของชมรมแห่ง หนึ่ง พวกนี้ออกข่มขืนหญิงสาวไปทั่ว และโดยที่พวกนี้ไม่รู้เลย หญิงสาวชาวโลกบางคนซึ่งมีลักษณะพิเศษ (คือมีพลังพิเศษบางอย่างเหนือธรรมชาติ) มียีนส์บางอย่างที่ทำให้พวกเธอสามารถสืบพันธุ์กับมนุษย์ต่างดาวพวกนี้ได้ พวกเธอให้กำเนิดบุตรซึ่งเป็นชายเสมอ บุตรของมนุษย์ต่างดาวถูกเรียกว่า "เจนวัน" (หรือ Generation One) ได้รวมตัวกัน ต่อสู้กับผู้เป็นพ่อเพื่อปกป้องมนุษย์ จนในที่สุดก็เอาชนะ และฆ่าต่างดาวทั้งแปดได้สำเร็จ

แต่กระนั้นโลกของเราก็ยังไม่ปลอดภัย เพราะทายาทรุ่นต่อมาก็ยังมีบางคนที่ตกเป็นทาสของความกระหาย อันเป็นลักษณะสืบเนื่องจากความเป็นต่างดาว พวกที่ตกเป็นทาสของความกระหาย จะออกนอกรีตจนไม่สามารถกลับคืนสู่ความปกติได้อีก พวกนี้ต้องถูกกำจัด และนั่นเป็นหน้าที่ของเหลือแวมไพร์ในกลุ่มออเดอร์

ริโอเป็นหนึ่งในสมาชิกของออเดอร์ แต่เขาไม่ใช่สมาชิกที่มีประสิทธิภาพมานานแล้ว นับตั้งแต่เขาถูกทรยศอย่างเจ็บปวด และแม็กซ์ขอบอกเลยนะคะว่า การอ่านต่อก็คือการสปอยล์เล่มแรกอย่างรุนแรง ดังนั้นถ้าไม่ชอบสปอยล์ ก็กรุณาหยุดอ่านได้แล้ว

ในตอนจบของเล่มสาม แวมไพร์เอเลี่ยนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของแวมไพร์ทั้งหมดตัวนึงซึ่งเหลือรอดชีวิต มาได้ถูกค้นพบโดยกลุ่มออเดอร์ แต่พวกเขามาถึงช้าเกินไป ห้องกักเก็บแวมไพร์ตนนั้นถูกเปิดออก และแวมไพร์อันตรายสุดสุดถูกค้นพบ ริโอหนึ่งในสมาชิกกลุ่มออเดอร์ถูกทิ้งไว้พร้อมระเบิดเพื่อทำลายถ้ำที่ใช้ เป็นห้องเก็บ เพื่อทำลายหลักฐานไม่ให้เล็ดรอดเข้าไปถึงสายตาของมนุษย์ ความลับเกี่ยวกับแวมไพร์ต้องถูกเก็บซ่อนไว้

แต่ริโอไม่ได้คิดแค่ระเบิดทำลายถ้ำอย่างเดียว เขาคิดจะทำลายตัวเองไปพร้อมกันด้วย เขาไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม การทรยศจากภรรยาผู้เป็นที่รักทำให้เขาบาดเจ็ดสาหัส บาดแผลทั่วตัว สภาพทางจิตใจเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย แต่ด้วยบางอย่างริโอไม่อาจลงมืดได้ จนกระทั่งเขาถูกค้นพบโดยดีแลน นักข่าวสาวที่เดินทางมาเที่ยวและค้นพบถ้ำแห่งนั้นเข้า

แล้วความลับดำมืดของเหล่าแวมไพร์ก็ตกไปอยู่ในมือของนักข่าวนิตยสารแท็ป ลอยด์ ริโอซึ่งเป็นผู้ทำพลาดให้ดีแลน ถ่ายรูปถ้ำเอาไว้ได้ เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นผู้รับผิดชอบในความผิดพลาดนี้ เขาติดตามและแย่งภาพถ่ายนั้นมาได้ แต่ก็ไม่ก่อนที่ดีแลนจะส่งรูปไปให้กับหัวหน้านักข่าวของเธอ ริโอไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกักตัวดีแลนไว้ก่อน เพื่อตามสืบว่า ยังมีใครอีกที่รู้เรื่องนี้บ้าง

สิ่งที่ริโอไม่คาดคิดก็คือ ดีแลนเป็นหนึ่งในมนุษย์ผู้หญิงที่มีลักษณะพิเศษ นั่นคือ เธอคือบรีดเมท หรือมนุษย์ผู้มีสภาวะที่สามารถเป็นคู่ของแวมไพร์ได้ (นั่นคือ เธอสามารถตั้งท้องให้กำเนิดแวมไพร์รุ่นต่อไปได้) ความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติของดีแลนก็คือ การมองเห็นวิญญาณ และก็เป็นวิญญาณที่เธอมองเห็นนี่เองที่นำเธอไปสู่ถ้ำที่ริโอหลบซ่อนอยู่

การที่ดีแลนเป็นบรีดเมททำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ริโอไม่อาจแค่ลบความทรงจำของดีแลนได้อีกต่อไปแล้ว เขาต้องให้เธอมีสิทธิเลือก นั่นคือเขาต้องเล่าความลับเกี่ยวกับแวมไพร์ให้เธอรู้ และขอให้เธอเลือกว่าต้องการจะใช้ชีวิตต่อไปแบบคนธรรมดา เขาก็จะลบความทรงจำทั้งหมดของเธอ หรือจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแวมไพร์ ที่ที่เธอจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป (บรีดเมทไม่ได้เป็นแวมไพร์นะคะ แต่จะมีชีวิตเป็นอมตะตราบเท่าที่ได้ดื่มเลือดของแวมไพร์ที่เป็นคู่ของเธอ เอง)

บอกตามตรงนะคะว่าเล่มนี้ดีเกินกว่าความคาดหวังเยอะมาก แม็กซ์ไม่คิดว่าเรื่องของริโอจะน่าสนใจอะไรเลย แม็กซ์ติดจะรำคาญเขาด้วยซ้ำในเล่มก่อนหน้า โอเคนะคะ เรารู้ว่าเขาถูกทรยศโดยเมียที่รัก เรารู้ว่าเขาเจ็บปวด แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดความรู้สึกน่ารำคาญที่แม็กซ์มีต่อเขา

แต่ในเล่มนี้เขาพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น เขายังเต็มไปด้วยบาดแผล และทำอะไรโง่ ๆ หลายอย่าง แต่ริโอไถ่บาปตัวเองได้ด้วยการที่เขารู้ใจตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครสั่งสอน เมื่อเขารู้ว่าตัวเองรักดีแลน เขาก็ยอมทุกอย่างเพื่อปล่อยให้เธอมีอิสระ แม้เขาจะต้องเสียเธอไปก็ตาม และสารภาพรักกับเธอโดยที่ไม่ต้องให้มีใครมาตบกบาล

ในส่วนของตัวเอก เราถือว่าโอเคกันทั้งคู่ค่ะ เหมาะสมกันดี ความสามารถพิเศษของดีแลนมีทริกหลอกคนอ่านนิดหน่อย ซึ่งก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่เราชอบ

ปัญหาของเล่มนี้ก็คือ ความรู้สึกว่า พล็อตเรื่องมันไม่ค่อยต่อเนื่องกับตัวเอกน่ะค่ะ นั่นเพราะว่า พล็อตหลักของเรื่องก็คือ การตามหาความเป็นไปของแวมไพร์เอเลี่ยนที่หายตัวไป และการตามฆาตกรรมแวมไพร์รุ่นเจนวันที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งหมดนี้ดูแล้วมันไม่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของริโอและดีแลนเลย ทำให้เวลาโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันจึงดูขัด ๆ แล้วยังไม่นับอีกว่า (สปอยล์) ในตอนจบที่ริโอเผชิญหน้ากับตัวร้าย เขาก็ไม่อาจจัดการตัวร้ายได้อีก

หนำซ้ำตอนสุดท้ายที่อุตส่าห์โยงเรื่องของดีแลนเข้าไปเกี่ยวกับตัวร้ายจนได้ ก็ดูไร้เหตุผล และไม่น่าเชื่ออีกต่างหากเพราะ (สปอยล์) เรา เข้าใจนะว่า ที่คนร้ายต้องการตัวดีแลนไปเพราะเธอเป็นบรีดเมท และอยากได้เธอไปเป็นแม่พันธุ์เพื่อเพาะเจนวันรุ่นใหม่ แต่ทำไมต้องเป็นดีแลน เพราะเธอไม่ใช่คนเดียวที่อยู่ตามลำพังในโลก เหมือนบรีดเมทคนอื่นที่เคยถูกลักพาตัวไป และเธอไม่ใช่เด็กสาวเหมือนอย่างที่เรื่องแสดงให้เห็นว่าบรีดเมทคนอื่นเป็น อีกต่างหาก เราเลยคิดว่า นี่เป็นความพยายามโยงเอาริโอไปเผชิญหน้ากับคนร้ายในตอนสุดท้ายเท่านั้นเอง

ยังสู้ Midnight Awakening ไม่ได้ค่ะ แต่ถือว่าน่าสนใจมากพอที่จะทำให้แม็กซ์อยากอ่านเล่มถัดไปในชุด

คะแนนที่ 67

Veil of Midnight // Lara Adrian

โอเคค่ะ ในที่สุดแม็กซ์ก็พูดได้อย่างเต็มปากแล้วล่ะว่า เราเป็นแฟนหนังสือชุดมิดไนท์บรีด เหมือนกับเพื่อนอีกหลายคนของเราแล้ว

สำหรับคนที่ไม่คุ้นหูกับชื่อนี้ เราคิดว่า คงอีกไม่นานก็น่าจะได้ยินกันบ้าง เพราะบอกตามตรงค่ะ เราเองซึ่งไม่ได้ประทับใจอะไรเลยกับสองเล่มแรกในชุด ตอนนี้ชักจะเอนเอียงไปเป็นกองเชียร์อีกหนึ่งคนของชุดนี้แล้วล่ะ

หนังสือชุดนี้ว่าแล้วก็เดินตามรอยของหนังสือแนวพารานอมอลโรแมนซ์ที่ดัง ติดตลาดหลายชุด แต่ที่หลายคนบอกว่าเหมือนทั้งรสและกลิ่นก็คงจะเป็นชุด BDB ของเจอาร์ วาร์ด ซึ่งแม็กซ์ก็เห็นว่าเหมือนใช้ได้เลยค่ะ แต่ความเป็นเมโลดราม่าของเรื่องยังไม่เท่า (ทำให้อาจจะไม่รู้สึกว่า อยากอ่านเล่มถัดไปในชุดอย่างรุนแรงมากนัก)

Veil of Midnight ของลาร่า เอเดียน

แม็กซ์เพิ่งพูดถึงแบ็คกราวน์ของหนังสือชุดนี้ไปที่บลอกนี้นะคะ (ขี้เกียจพิมพ์ซ้ำน่ะค่ะ ถ้าสนใจก็ตามไปอ่านกันดูค่ะ)

หนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มที่ห้าในชุด แม้จะไม่ถึงกับต่อเนื่องกับเล่มก่อนหน้า แต่เราคิดว่า ถ้าคุณเปิดเล่มนี้โดยที่ไม่มีพื้นเกี่ยวกับความเป็นแวมไพร์ของหนังสือชุดนี้ เลย ก็อาจจะเกิดอาการงงเล็กน้อย

นิโคลัยซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มออเดอร์ (ก็เหมือนกลุ่ม BDB นั่นแหละ) ถูกส่งมามอนทรีออลเพื่อเจรจากับเซอร์ไก ยาคุตซึ่งเป็นบรีด (หรือแวมไพร์) รุ่นเจนวัน (หรือลูกของมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลก) จากเหตุการณ์ในเล่มก่อน กลุ่มออเดอร์ค้นพบว่า ขณะนี้มีความพยายามในการเอาชีวิตบรีดรุ่นเจนวัน ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงยี่สิบกว่าคนทั่วโลก นิโก้เคยเตือนเซอร์ไกถึงอันตรายอันนี้มาแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่สนใจ เขาคิดว่าเขาเก่งกาจพอที่จะดูแลตัวเองได้ั แต่ลูแคนซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มออเดอร์ก็ยังยืนยันให้นิโก้เดินทางมายังแคนาดา เพื่อพูดคุยกับเซอร์ไกให้เห็นถึงความสำคัญของการลอบเอาชีวิตครั้งนี้

แต่เมื่อเขาไปถึง นิโก้ก็ได้พบกับเรนาต้า หญิงสาวมนุษย์ธรรมดาที่มีลักษณะพิเศษ นั่นคือเธอเป็นบรีดเมท (หรือผู้หญิงที่มียีนส์ที่ำทำให้เธอสามารถมีลูกกับเหล่าแวมไพร์ซึ่งเป็น ผู้ชายเท่านั้นได้) เรนาต้าทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้กับเซอร์ไก และเรนาต้านี่เองก็ทำให้นิโก้ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง

นิโก้เคยเหย้าแหย่และแซวเหล่าบรีดที่พบคู่ชีวิตทั้งหลาย ถึงความคลั่งไคล้หลงใหลที่เกิด แต่กับเรนาต้า เขาก็ได้พบกับผู้หญิงของเขาเอง ปัญหาก็คือ เธอเป็นผู้หญิงของเซอร์ไก

สำหรับเรนาต้า พวกบรีดเป็นคนที่โหดเหี้ยม เธอไม่ต้องการทำงานให้กับเซอร์ไก แต่ก็ไม่มีทางเลือก เธอมีพันธะที่ไม่อาจหนีได้ นั่นก็คือไมร่า เด็กสาวที่ถูกพาตัวมาทำงานให้กับเซอร์ไกเช่นกัน หญิงสาวสองคนที่ไม่มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือด แต่ผูกพักกันยิ่งนัก ไมร่าเป็นบ่วงที่ผูกตัวเธอเอาไว้กับเซอร์ไก แม้ว่าเธอจะเกลียดเขายิ่งนัก

การได้พบกับนิโก้ทำให้เรนาต้าเริ่มเปลี่ยนความคิด เพราะถึงภายนอกนิโก้จะดูไม่ต่างกับพวกบรีดที่เธอคุ้นเคย แต่เขาแตกต่าง เพราะแม้เขาจะเป็นคนเลือดร้อน แต่ความโกรธของเขาก็ไม่เคยรวมเธอเข้าไปอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อเรนาต้าพบว่า ไมร่าหายตัวไป นิโก้จึงเป็นความหวังเดียวของเธอในการตามหาไมร่า

ในบรรดาหนังสือชุดนี้ที่อ่านมาห้าเล่ม เรนาต้าเป็นนางเอกของชุดที่เราชอบมากที่สุด เพราะแม้เธอจะต้องใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่ไม่น่าพิศมัยมากนัก แต่เธอไม่เคยยอมแพ้ และเธอเป็นนางเอกที่เก่งจริง ไม่ใช่เก่งแต่ปาก หรือคำบรรยายของคนแต่ง แม็กซ์อ่านเรื่องนี้แล้วเชื่อค่ะ ว่าเธอเอาตัวรอดได้สมกับความเล่าลือ

และแม็กซ์ก็ยอมรับอีกแหละว่า ตั้งแต่อ่านชุดนี้มาแต่แรก เราสนใจในตัวนิโก้มากที่สุดแล้ว เขาเป็นบรีดที่เด็กที่สุด เป็นหนุ่มเลือดร้อน และชอบต่อสู้ชนิดเลือดสาด (ไม่นับว่าเขามีเชื้อสายรัสเซีย ซึ่งก็น่าจะรู้นะคะว่า แม็กซ์กรี๊ดกะหนุ่มรัสเซียยังไง) ในเล่มนี้เขาก็ยังคงลักษณะนั้นอยู่ เพียงแต่เมื่อเขาเจอกับเรนาต้า และยอมรับถึงความรู้สึกลึกซึ้งที่มีต่อเธอ เขาอ่อนโยนลงอย่างไม่เสียความเป็นตัวเอง

เราชอบตัวละครทั้งสองคนนี้ค่ะ ในส่วนของพล็อตก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว เป็นส่วนต่อเนื่องของพล็อตใหญ่ที่เริ่มดำเนินมาแล้วตั้งแต่ในเล่มสาม (Midnight Awakening) เรื่องราวที่มนุษย์ต่างดาวซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเหล่าบรีดทั้งหมดหนีรอดออกมา จากที่คุมขังได้สำเร็จ ในเล่มนี้เราได้ล่วงรู้ถึงแผนการที่ของกลุ่มตัวร้ายซึ่งก็ไม่ต้องใช้สติ ปัญญามากอะไรหรอกนะคะในการคาดเดา (แต่เฉลยให้รู้กันจัง ๆ ก็ดี)

นอกจากนี้แล้ว ในเล่มนี้ยังแบ่งเวลาให้กับพระเอกในเล่มต่อไปออกมามีบทบาทนิดหน่อยด้วย (แม้ว่าจะไม่เกี่ยวอะไรกับคู่นิโก้และเรนาต้าเลย) ซึ่งเราค่อนข้างเฉยกับเรื่องของเขานะคะ หันไปสนใจตัวละครที่ออกตอนใกล้จบเรื่องมากกว่า (ไม่บอกนะคะ เพราะอาจจะสปอยล์กันไปมากหน่อย)

โดยสรุป เล่มนี้เราถือว่าดีที่สุดในชุดในเวลานี้ค่ะ และเป็นเล่มที่ทำให้แม็กซ์ยอมรับว่า กลายมาเป็นแฟนหนังสือชุดนี้แล้วล่ะ

คะแนนที่ 73