Showing posts with label Category. Show all posts
Showing posts with label Category. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Dangerous To Touch // Jill Sorenson

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์เรื่อง Crash into Me ที่เขียนไว้เมื่อช่วงต้นเดือนคงจะพอรู้ว่า แม็กซ์ชอบงานของนักเขียนหน้าใหม่อย่างจิล ซอเรนสันมากแค่ไหนนะคะ และก็เป็นโชคดีของเราอีกค่ะที่เมื่อปีก่อน แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อหนังสือเรื่องนี้เอาไว้แล้ว (มิฉะนั้นถ้าไม่สั่ง ตอนนี้คิดจะสั่งก็ไม่มีของขายแล้วล่ะ เพราะหนังสือของฮาร์ลิควินหมดเร็วมาก) ทำให้เรามีงานของจิลอีกเล่มเอาไว้อ่าน

ในฐานะที่หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มแรกที่จิล ซอเรนสันเขียน แม็กซ์ให้คะแนนสอบผ่านนะคะ แต่สำหรับนักเขียนที่เขียนเรื่องอย่าง Crash into Me เธอสอบตก เพราะเรื่องนี้ไม่อาจเทียบกันได้เลย

ปัญหาใหญ่ที่เรามองเห็นก็คือ ขนาดความยาวของเรื่อง ในขณะที่ CIM หนามากกว่าสี่ร้อยหน้า หนังสือเรื่องนี้หนาเพียง 215 หน้า ในขณะที่ความเข้มข้นของพล็อตเรื่องก็มีมากพอกัน ทำให้เวลาเราอ่านเล่มนี้ เรารู้สึกถึง "ความขาด" ของเนื้อเรื่องไปหลายส่วนเลยล่ะ

Dangerous to Touch ของจิล ซอเรนสัน

ซิดนี่ย์ มาร์โลว์เป็นหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์พิเศษ นั่นก็คือเธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้โดยการสัมผัส และเหตุการณ์ที่เธอเห็นก็ไม่ใช่สิ่งที่ซิดนี่ย์ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องเลย เพราะมันคือเหตุการณ์ฆาตกรรมหญิงสาวคนนึง นิมิตที่เธอเห็นผ่านการสัมผัสสุนัขของหญิงสาวผู้นั้น

และแม้รู้ว่าจะไม่มีใครเชื่อ ซิดนี่ย์ก็ตัดสินใจแจ้งสิ่งที่เห็นกับตำรวจ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เธอพูด ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ เพราะเป็นเพียงคนเดียวที่บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ผู้หมวดมาร์ค ครูซถูกส่งมาติดตามความเคลื่อนไหวของซิดนี่ย์ เพราะหวังว่าเธอจะนำเขาไปสู่ฆาตกรตัวจริง และหวังว่ามันจะทันเวลาก่อนที่ฆาตกรรายนั้นจะฆ่าอีกครั้ง

พล็อตหนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นมาตรฐานของแนวโรแมนติคสืบสวนทั่วไปนะ คะ นางเอกที่เห็นนิมิต พระเอกที่เป็นตำรวจไม่เชื่อในสิ่งที่เธอเห็น และตั้งคำถามทุกอย่าง (คุ้น ๆ กันไหม กับพล็อตนี้ เรื่องนึงที่โดดเด่นในใจแม็กซ์ก็คือเรื่อง Dream man ของลินดา โฮเวิร์ด) ในขณะเดียวกันมาร์คก็ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้จับตามองพฤติกรรมของ ซิดนี่ย์ทุกอย่าง และนั่นหมายถึงการติดเครื่องดักฟังที่บ้านของเธอด้วย (แม็กซ์ผิดหวังนิดนึงนะคะที่ไม่มีการใช้พล็อตเครื่องดักฟังกับฉากรัก เรานึกถึงเรื่อง Behind Closed door ของแชนน่อน แม็คเคนน่าน่ะค่ะ)

แต่เมื่อดูเหมือนว่าซิดนี่ย์จะพูดความจริง มาร์คก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าระหว่างอาชีพ กับการปกป้องซิดนี่ย์จากคนร้าย

ในด้านนึงหนังสือเรื่องนี้มีพล็อตที่คล้ายกับ Crash into me พอสมควร เพราะพระเอกในเล่มนี้ (หรือนางเอกใน CIM) ปลอมตัวเข้าไปตีสนิทกับนางเอก เพื่อสืบข้อมูลของเธอ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะยอมสละอาชีพที่ตัวเองรักเพื่อปกป้องเธอ (เช่นเดียวกับที่นางเอกใน CIM เลือกที่จะเข้าข้างพระเอกทั้งที่หลักฐานชี้ว่าเขาเป็นคนผิด) แม็กซ์ชอบที่ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีการลงโทษที่มาร์คเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย (หรือซิดนี่ย์) เราอ่านหนังสือแนวนี้หลายเล่ม แทบจะไม่มีเล่มไหนพูดถึงผลพวงของการเข้าไปยุ่งเกี่ยว (ทางเพศ) กับผู้ต้องสงสัยสักเล่ม เล่มนี้ให้มุมมองที่สมจริงมากกว่า

ข้อเสียก็เหมือนอย่างที่แม็กซ์พูดไปแล้ว ด้วยข้อจำกัดเรื่องหน้ากระดาษ ทุกอย่างในเล่มเร่งรัดและดูไม่เป็นจังหวะกับเนื้อเรื่อง กระทั่งการเฉลยตัวคนร้ายตอนจบเรื่องก็ราวกับว่า คนแต่งมีอะไรในใจมากกว่านี้ แต่หน้ากระดาษมันหมดเสียก่อน ก็เลยไม่ได้เขียน แม็กซ์อยากรู้ค่ะว่า ถ้าให้จิลเขียนเล่มนี้ใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่ได้วางขายกับฮาร์ลิควิน (ซึ่งมีนโยบายในการจำกัดหน้ากระดาษมาก) เรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง

เพราะเล่มนี้มีองค์ประกอบที่จะเป็นหนังสือที่สนุกไ้ด้ค่ะ เพียงแต่วิธีการนำเสนอเรื่องราวยังไม่ดีพอ มันสั้น และห้วนเกินไป จนแม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเรารู้จักตัวละครเลย (ซึ่งนี่เป็นเรื่องแย่ที่สุด เพราะแม็กซ์ชอบการกำหนดคาแร็คเตอร์ของจิลมาก เรื่อง CIM ได้ใจเราไปเต็ม ๆ เพราะคาแร็คเตอร์นี่แหละ ไม่ใช่พล็อต)

คะแนนที่ 63

Monday, February 16, 2009

Second-time Bride // Lynne Graham

เป็นเวลาตีหนึ่งกว่า ในขณะที่กำลังเดินไปเข้าห้องน้ำครั้งสุดท้ายก่อนนอน ด้วยนิสัยที่ต้องมีหนังสือติดมือทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำก็ยืนเลือกกอง หนังสือข้างเตียงอยู่พักใหญ่ ถึงเราจะกำลังอ่านเรื่อง Good girl gone bad ของ Karin Tabke อยู่ แต่คิดแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะเอาเข้าไปอ่านในห้องน้ำ (ด้วยปัจจัยหลายประการ) ก็เลยหยิบหนังสือแปลเรื่องวิวาห์วนของเจ้าแม่ไข้เลือดออก ลินน์ เกรแฮมเข้าไปอ่าน

หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้ซื้อมาเองค่ะ ปกติเราไม่อ่านงานของนักเขียนคนนี้เท่าไหร เรื่องนี้ได้มาเพราะเป็นอานิสงค์ของเพื่อนที่มีหนังสือเรื่องนี้หลายเล่ม ก็เลยได้ฟรีมาเล่มหนึ่ง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้นทุนต่ำ เรื่องลินน์เปลี่ยนไป เราเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือที่สนุกมาก ถือว่าสนุกที่สุดที่เราเคยอ่านงานของเจ้าแม่น้ำเน่ารายนี้มาเลยก็ว่าได้

เรื่องนี้แตกต่างไปจากรูปแบบประจำของนางพญายุง เพราะนางเอกไม่ใช่สาวน้อยวัยกระเตาะที่โชค (โคตร) ดีที่พบรักกับเศรษฐีสารพัดประเทศที่แสนเย็นชา ผู้ชายที่ไม่น่าเชื่อว่าจะรอดปากเหยี่ยวปากกามาจนพบกะนางเอกได้ (ก็แหมหล่อรวยขนาดนั้น ยังเป็นโสดอยู่อีก ถ้าเป็นในชีวิตจริงคงไม่แคล้วโดนเม้าท์ว่าเป็นอีแอบแหง)

นางเอกเรื่องนี้เป็นสาวแก่วัย 30 ปี (แก่ความคิดของคุณลินน์นะคะ สำหรับเราแล้ว 30 ยังแจ๋วค่ะ) ที่เคยมีความหลังแต่งงานกับเศรษฐีชาวอิตาเลียน ชีวิตคู่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกับเรือพ่วงอีกหนึ่ง เธอได้รับมาพบกับอดีตสามีอีกครั้งพร้อมกับการเปิดเผยความลับที่เก็บซ่อนมา นาน (ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากเธอมีลูกกับเขา -- นางเอกในโรแมนซ์ไม่ค่อยซับซ้อนนักหรอกค่ะ ถ้ามีความลับส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องนี้) แล้วทั้งคู่ก็กลับมามีโอกาสที่สองอีกครั้ง (อนึ่งเรื่องนี้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Second-time bride นะคะ ไม่ใช่ Second-hand bride อย่างที่บอกไว้ในคำนำ)

พล็อตเรื่องเน่าสนิท แต่ถ้าคุณเป็นแฟนประจำของลินน์ เราขอเตือนคุณ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ลินน์ธรรมดา แต่เป็นลินน์ที่เสียสติ เพราะเธอเขียนได้ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ อ่านเรื่องนี้แล้วชอบความมีกระดูกสันหลังของนางเอกไม่ตัวอ่อนปวกเปียวไปด้วย เซ็กส์ ส่วนพระเอกก็มีด้านอื่นนอกจากความแข็งกร้าว (ดั่งชาติชาตรีที่ยึดมั่นว่าเก็กไว้ก่อนพ่อสอนไว้) แม้จะเป็นสไตล์ลินน์ที่คนอ่านไม่ได้รับรู้ความคิดของพระเอก เพราะมัวแต่บรรยายถึงความรู้สึกของนางเอก แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความรักที่เขามีให้

เราชอบเรื่องนี้ค่ะ และตอนนี้กำลังลังเลอยู่ว่าควรจะอ่านเรื่องอื่นของเจ๊ลินน์อีกดีไหม เพราะกลัวค่ะว่าจะไม่สนุกเท่ากับเล่มนี้

ข้อน่าสังเกตก็คือ หนังสือเรื่องนี้เขียนไว้เมื่อนานมาแล้ว เมื่อมาเทียบกับงานในปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่าจะพัฒนาได้ลงขนาดนี้

Friday, February 13, 2009

Hollywood husband, Contract wife // Jane Porter

เคยอ่านหนังสือที่เริ่มต้นได้น่าสนใจ ดำเนินเรื่องได้ดีเกินคาด มีฉากบีบหัวใจจนสั่นระริก แล้วก็บู้ม ระเบิดลง

คนแต่งมันทำบ้าอะไร ทำลายเนื้อเรื่องจนพังพินาศ จนแทบเขวี้ยงหนังสือทิ้งไม่ทัน (แต่ก็ไม่ได้ขว้างเพราะว่าเสียดายตังค์ที่ซื้อมา)

แล้วแม็กซ์ก็โทษตัวเองที่สอนไม่จำ ดันไปซื้อ Harlequin Presents มาอ่าน

แม็กซ์ไม่ได้โทษความน้ำเนาของเรื่อง เพราะเตรียมใส่หน้ากากกำจัดกลิ่นเน่าแล้ว ไม่ได้ติติงพฤติกรรมนางเอกที่น้ำตาคลอเบ้าบ่อยเหลือเกิน แล้วก็ไม่ได้ติงความเย็นชาของพระเอก หรือความโง่ที่หลงเชื่อตัวร้ายมากกว่านางเอก

แม็กซ์โทษคนแต่งที่เขียนไปเขียนมาต้องให้นางเอกไปขอโทษพระเอกในความผิด ของตัวเอง ทั้งที่ตาพระเอกตัวดีทิ้งนางเอกไปหาผู้หญิงคนอื่น เชื่อคำพูดของผู้หญิงคนอื่นมากกว่านางเอก

แม็กซ์ซื้อเล่มนี้มาเพราะติดใจบทนำของเรื่องที่นางเอกคิดในใจว่า "ตลอดเวลาห้าสัปดาห์ที่รู้จักพระเอก ไม่ได้ทำให้เธอชอบเขามากขึ้นมาสักนิด" อ่านดูแล้วนึกว่าจะเจอนางเอกที่มีกระดูกสันหลัง

ครึ่งเล่มแรกก็อ่านได้เพลินดี แม้ว่ากระดูกสันหลังนางเอกจะไม่ใช่ของสัตว์สปีชีย์เดียวกับมนุษย์ แต่ก็ยังดีกว่าของตัวหนอน เธอยืนหยัดต่อต้านเสน่ห์ของพระเอกได้สมศักดิ์ศรี ส่วนพระเอกก็ไม่ได้เย็นชาจนขนาดคนอ่านหาความรักที่เขามีให้นางเอกไม่เจอ

ส่วนผสมที่ลงตัว เนื้อเรื่องยิ่งสนุกขึ้นไปอีกการเล่นละครแกล้งเป็นแฟนกันของพระเอกและนางเอก เลยเถิดไปจนเป็นการแต่งงานที่แท้จริง เนื้อเรื่องพาเราเดินทางไปถึงแอฟริกาที่ซึ่งนางเอกเรียนรู้ว่าพระเอกไม่ใช่ แค่ดาราที่ใช้ชีวิตฉาบฉวย แต่ทุ่มเทชีวิตเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและเด็กผู้ยากไร้

แม็กซ์บอกแล้วว่าหนังสือมันน้ำเน่า แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทำใจตั้งแต่ต้น กลับรู้สึกสนุกด้วยซ้ำ

แต่แล้วชีวิตแต่งงานที่เริ่มผูกพันกันของพระนางก็ถูกทำลายลง โดยดาราหญิงแสนสวยที่เข้ามาแทรกกลางชีวิตของทั้งคู่ แม้ว่าพระเอกจะบอกอย่างชัดเจนว่าเขามีแค่เพียงมิตรภาพให้กับผู้หญิงอีกคน แต่นางเอกก็รู้สึกว่าพระเอกทุ่มเทตัวเองมากจนเกินไปในความสัมพันธ์ที่เขา พร่ำบอกเธอว่าเป็นแค่เพื่อน

ทั้งสองคุยกัน และเมื่อพระเอกปฏิเสธที่จะเลือกยืนอยู่ข้างนางเอก แต่กลับทิ้งเธอไป นางเอกก็เดินออกจากการแต่งงานของทั้งคู่

เรื่องมันน่าจะสนุกขึ้น ช่างบีบหัวใจเหลือเกิน หลายคนคงพูดแบบนี้ แม็กซ์เองก็คิดอย่างนี้ เรารออ่านฉากที่พระเอกจะต้องย้อนกลับมาขอโทษนางเอกให้กับความโง่ของตัวเอง ที่ไม่เลือกยืนข้างนางเอก

แต่แล้วคนแต่งทำอะไรรู้ไหมคะ

เขาแต่งให้นางเอกขอโทษพระเอกให้กับความไม่มั่นคงของตัวเอง บอกว่าเธอผิดเองที่ไม่มั่นคง ไม่เชื่อมั่นในตัวพระเอก

ใครจะไปเชื่อไหว (วะ) เล่นโทรศัพท์คุยกับผู้หญิงคนอื่นทั้งวัน แถมพอเจ้าหล่อนโทรมาก็รีบวิ่งแจ้นไปหา

อ่านแล้วเซ็งโว้ย แทนที่จะให้พระเอกขอโทษ ดันให้นางเอกเป็นฝ่ายผิด

อยากบีบคอคนแต่ง แล้วเขย่า เขย่า เขย่า แล้วถามว่า คิดอะไรอยู่ ถึงทำให้หนังสือที่น่าจะสนุก สลดลงได้ขนาดนี้

อ๋อ ลืมบอกไป เรื่องที่พูดถึงนี่เป็นของเจน พอร์เตอร์ค่ะ เรื่อง Hollywood husband, contract wife

Infatuation // Alison Kent & Her book of Pleasure // Marie Donovan

แม็กซ์ขออวดว่าเป็นคนหนึ่งที่ติดตามหนังสือของฮาร์ลิควิน เบลซตั้งแต่เล่มแรกที่ออกขายเมื่อหกปีก่อน ตอนแรกยอมรับว่าบ้ามาก เรียกว่าเห็นเป็นต้องซื้อ แต่หลังจากอ่านมาได้ระยะหนึ่งก็เริ่มผิดหวัง ผิดหวัง และผิดหวัง

คนที่อยากรู้ว่าอะไรคือหนังสือของฮาร์ลิควิน เบลซ ก็ต้องลองไปหยิบหนังสือของสำนักพิมพ์ พัดลมซี (ลองแปลกันเองนะคะว่าแม็กซ์หมายถึงสำนักพิมพ์ไหน) ดู เล่มที่จ่าหัวบอกว่า ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีนั่นแหละมาอ่าน เพราะหนังสือส่วนใหญ่ของสำนักพิมพ์นี้แปลมาจากฮาร์ลิควิน เบลซกันทั้งนั้น ก็เซ็กซ์มันร้อนฉ่า สะใจคนอ่านดี ยอดขายก็พุ่งนี่ค่ะ

แม็กซ์ชอบอ่านเซ็กซ์ก็เลยชอบอ่านเบลซ นี่พูดกันตรง ๆ เลยนะ แต่ถ้าอ่านบลอกของแม็กซ์มาบ้างก็คงจะรู้เดาประโยคต่อไปของแม็กซ์ได้ "เซ็กซ์เพียงอย่างเดียว ไม่เคยเพียงพอ" ถ้ามีแต่ฉากเซ็กซ์โดยปราศจากความผูกพันของตัวละคร ก็เหมือนก็ดูหนังโป๊ ปลุกใจเหล่าลูกเสือ ที่ไม่เห็นจะน่าสนใจ ดูแล้วสะอิดสะเอียนไปเสียอีก

หนังสือของเบลซหลายเล่ม ส่วนใหญ่ด้วยซ้ำที่เป็นพล็อตแนว เซ็กซ์เพื่อเซ็กซ์ อ่านแล้วไม่เห็นความผูกพันของตัวละคร ทำให้ท้ายที่สุด แม็กซ์ก็เลยชักจะขยาด จะซื้อเบลซเล่มไหนก็ต้องเลือกที่นักเขียนก่อน

นักเขียนเบลซคนแรกที่แม็กซ์ทุ่มให้หมดใจก็คือ อลิสัน เคน ที่เดี๋ยวนี้เขียนเบลซไม่หนุกมาหลายเล่ม ตามคติดังแล้วไม่ต้องเขียนดี แต่เบลซเล่มล่าสุดของเธอที่ชื่อว่า Infatuation ก็สนุกใช้ได้ แม้จะไม่อาจเทียบเท่ากับ Indiscretion ซึ่งจนถึงทุกวันนี้แม็กซ์ยังยกให้เป็นสุดยอดหนังสือเบลซตลอดกาลอยู่ค่ะ

คนไทยอาจนึกรายการประเภทนี้ไม่ออก แต่ในอเมริกานี่ถือว่าสารคดีแนวเรียลิตี้ที่ดังมาก นึกถึงรายการอเมริกัน ช็อปเปอร์ทางช่องดิสคอฟเวอรี่ แต่เรนนี่หล่อกว่านั้น (จากคนบรรยายของคนอ่าน)

เล่มนี้แม็กซ์ถือว่าอลิสันกลับมาได้สวยค่ะ หลังจากทำเราผิดหวังกับเบลซหลายเล่มติดกัน

นอกจากอลิสันแล้ว แม็กซ์ลองอ่านงานของนักเขียนอีกหลายคน แต่ก็ไม่คืบหน้านัก คนที่ตอนนี้ตามอ่านอยู่ก็แค่อยู่ในระดับที่ใช้ได้เท่านั้นเอง ไม่ถึงกับน่าจำจดมากนัก จนกระทั่งแม็กซ์ได้อ่านงานของ มาเรีย โดโนแวน

งานเล่มแรกของเธอกับเบลซ ซึ่งเป็นเล่มแรกในชีวิตของเธอด้วยคือ Her body of pleasure เรื่องราวของสายสืบของหน่วยงานดีอีเอ (ปราบปรามยาเสพติด) ที่หนีตายจากการตามล่าจนต้องปลอมรับสมอ้างเป็นน้องชายของตัวเองที่เป็นนาย แบบสุดฮ็อต แล้วตกกระไดพลอยโจนกลายเป็นนายแบบนู้ดให้กับนางเอกที่เป็นช่างแกะสลัก เรื่องนี้มีครบทุกรส ทั้งตื่นเต้น บรรยากาศในเรื่องที่เร่าร้อนจนควันขึ้น พระเอกนางเอกที่ถูกวางบุคลิกมาอย่างดี จนแม็กซ์ถือว่าเป็นหนังสือเล่มเล็กที่สนุกที่สุดที่ได้อ่านในปี 2005

มาเรียหายหน้าไปปีนึง ก่อนจะกลับมาด้วยงานภาคต่อ เรื่องราวของมิชิโกะ หรือเมแกน มิชิโกะ โอมัลลี่ ลูกครึ่งไอริช-ญี่ปุ่น เพื่อนของนางเอกเล่มแรก แม็กซ์ชอบหน้าปกเล่มนี้มาก ๆ นางเอกสวยสมกับที่เป็นลูกครึ่งเอเชียฝรั่ง (ดูเหมือนสุนิสา เจ๊ทต์หน่อย ๆ นะคะ) เล่มนี้ขาดความตื่นเต้นไป เพราะตัวร้ายงี่เง่ามาก แต่ความรักความสัมพันธ์ความเร่าร้อนของตัวเอกยังอยู่ครบ อาจสนุกสู้เล่มแรกไม่ได้ แต่ Herbook of pleasure ก็ไม่ถึงกับทำให้ผิดหวัง

ดังนั้นในเวลานี้ มาเรีย โดโนแวนกลายเป็นหนังสือเบลซมือหนึ่งสำหรับแม็กซ์ไปแล้วค่ะ ตอนนี้อยากอ่านเล่มยาวสักหน่อยของเธอมากค่ะ

Tuesday, February 10, 2009

The Protectors // Beverly Barton

บลอกวันนี้เป็นฉบับคุณขอมานะค้า สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องของหนังสือที่มีชื่อชุดว่า The Protectors ของเบฟเวอรี่ บาร์ตัน

หนังสือชุดที่มีจุดเริ่มต้นในช่วงปี 90 ที่แม้เวลาจะเกือบยี่สิบปีแล้ว ชุดนี้ก็ยังอยู่ในใจคนอ่านตลอดมา หนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวของคนที่ทำงานให้กับสำนักงานนักสืบและบอดี้การ์ด ที่มีชื่อว่าดันดี (ตามนามสกุลของผู้ก่อตั้ง) สำนักงานที่คนที่ไร้คู่ หรืออยากมีแฟน โปรดกรุณารีบเข้าไปทำซะ เพราะบริษัทนี้มีอัตราเทิร์นโอเวอร์ของพนักงานสูงมาก และส่วนใหญ่ก็มักจะลาออกไปแต่งงานกัน พล็อตเรื่องอาจไม่มีอะไรใหม่ หลายเล่มก็ลอกกันไปลอกกันมา แต่ก็ถือว่าเป็นหนังสือชุดที่คุณภาพโดยรวมของชุดอยู่ในระดับสูงค่ะ

จุดเด่นของชุดนี้ก็คือการเขียนบทส่งท้ายที่หวานแหว๋ว ทำให้คนอ่านเชื่อได้จริงใจว่าอนาคตของตัวเองจะโรยไว้ด้วยกลีบกุหลายเช่นไร บ้าง อ่านแล้วให้ความรู้สึกดีกับชีวิตอย่างยิ่งค่ะ

1. Yankee Lover (กรกฎาคม 1990)

หนังสือที่มีจุดเริ่มต้นของชุดผู้พิทักษ์นี่เป็นหนังสือเล่มเล็ก ที่ออกกับ Silhouette Desire ที่มีชื่อว่า Yankee Loverเรื่องนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบริษัทดันดีหรอกนะ เพียงแต่ว่าพระเอกในเรื่องเป็นคู่หูกับแซม ดันดี ผู้ก่อตั้งบริษัท เล่มนี้ แฮ่ แฮ่ แม็กซ์ยังไม่ได้อ่านหรอกค่ะ ไม่ชอบดีไซร์ และไม่ชอบงานของเบฟเวอรี่ที่เขียนให้กับดีไซร์ด้วย

2. This Side of Heaven (ตุลาคม 1992)

เล่มนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการหรอกนะ แต่เกี่ยวข้องตรงที่แซม ดันดี (อีกแล้ว) เข้าไปโผล่อยู่ในเรื่องด้วย เรื่องนี้ถือเป็นการฝึกฝึมือของเบฟเวอรี่ ซึ่งแปลว่ามันยังไม่สนุกหรอกค่ะ เพียงแต่น่าจะสนุก แต่อ่านยังไงมันก็ดันไม่สนุก

3. Paladin's Woman (สิงหาคม 1993)

เรื่องนี้พูดได้อย่างเดียวค่ะ หนังสือที่ดีที่สุดของเบฟเวอรี่ บาร์ตัน ไม่ว่าแม็กซ์จะอ่านเรื่องไหนก็ตามของเธอ ทุกเรื่องจะถูกเปรียบเทียบกับหนังสือเล่มนี้ หนังสือที่มีครบทุกอย่างที่คุณต้องการในโรแมนซ์ พระเอกที่หล่อบาดใจสไตล์ลาติน (รู้รึยังว่าแม็กซ์มีจุดอ่อนตรงนี้) นางเอกที่ตกอยู่ในอันตรายที่พระเอกต้องมาคอยปกปักษ์คุ้มครอง นิค โรเมโร่เป็นนักสืบในสำนักงานดันดี (ที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ได้อยู่ในชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการ ทั้งที่มีองค์ประกอบทุกอย่างครบถ้วน) ที่บังเอิญไปช่วยหยุดยั้งความพยายามในการลักพาตัวทายาทสาวของอภิมหาเศรษฐี และกลายเป็นองครักษ์คุ้มครอบเธอ เรื่องราวที่เรียบง่ายแต่โดนใจ พล็อตที่ถ้าคนแต่งไม่แน่จริง ก็จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงหนังสืออีกเล่มนึงที่อ่านแล้วลึมผ่าน แต่ Paladin's Woman ที่แม้จะเขียนมานานกว่า 13 ปีแล้ว ยังคงอยู่ในใจแม็กซ์ โดยไม่รู้สึกถึงความเก่าแม้แต่น้อย

4. The Outcast (มกราคม 1995)

เล่มนี้ก็ยังไม่ใช่ชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นเรื่องราวของหลานสาวของแซม ดันดี ที่เข้าไปพัวพันกับผู้ชายที่ไม่คู่ควรกับเธอ เขาเป็นลูกนอกสมรสของเศรษฐีในเมือง เป็นคนที่ถูกดูแคลนมาตลอดชีวิตว่าไม่มีวันประสบความสำเร็จในเรื่องใดเลย เป็นคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรตัวร้าย นิยายเรื่องนี้ถือเป็นแบบอย่างที่จูลี่ตัวละครในหนังสือเรื่องนึงที่ ถูกกล่าวขวัญกันมากที่สุดของจูดิธ แม็คน็อคเรื่อง Perfect ไม่มีวันเป็นได้ (ใครจำฉากที่เธอพาตำรวจมาจับพระเอกกันได้บ้างไหม) เพราะอลิซาเบ็ทเชื่อมันในผู้ชายของเธอ ไม่ว่าใครจะพูดว่ายังไงก็ตาม

5. Defending His Own (ตุลาคม 1995)

ในที่สุดก็มาถึงเล่มแรกอย่างเป็นทางการในชุดผู้พิทักษ์เสียที น่าแปลกที่แม้จะเป็นเล่มแรก แต่ตัวละครในเรื่องนี้กลับถูกพูดถึงน้อยที่สุด ไม่เป็นที่จดจำเอาเสียเลย พล็อตเรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่ เป็นเรื่องการกลับมาบ้านเกิดอีกครั้งของบอดี้การ์ดหนุ่ม แอช แม็คลาฟลินที่ทำให้เขาได้พบกับถ่านไฟเก่า ในหนังสือของเบฟเวอรี่นี่ เรื่องแนวถ่านไฟเก่ามีเยอะมาก และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่แม็กซ์ชอบงานของเธอ เพราะแม็กซ์ชอบพล็อตอย่างนี้ น่าเสียดายเรื่องนี้ไม่เป็นที่น่าจดจำเลยล่ะค่ะ อ่านเรื่องอื่นดีกว่านะคะ แต่ในเล่มนี้เองก็ได้แนะนำให้คนอ่านได้รู้จักกับตัวละครที่น่าจดจำที่สุดของ ชุดนี้ ไซม่อน โร้ค ที่ต่อมากลายเป็นพระเอกในหนังสืออีกเล่มที่แม็กซ์ยังคงกรี๊ดสลบจนถึงทุก วันนี้

6. Defending Jeannie (มกราคม 1996)

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของแซม ดันดี เจ้าของสำนักงานนักสืบดันดี ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ชื่อว่าจีนนี่ที่เป็นหมอรักษาทางจิตวิญญาณ เธอมีพลังจิตที่สามารถรับรู้ และซึมซับความรู้สึกของคนรอบข้างได้ เป็นอีกครั้งนึงที่กลิ่นอายแนวพารอนอมอลที่เบฟเวอรี่ใช้ในเรื่อง This Side of Heaven ถูกนำเอามาใช้อีกครั้งหนึ่ง และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มันไม่เวิร์ค น่าเสียดายเรื่องนี้มากค่ะ เพราะเป็นเรื่องของแซมเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวสำคัญมากของชุดนี้

7. Blackwood's Woman (เมษายน 1996)

เป็นอีกเล่มนึงในชุดผู้พิทักษ์ที่น่าผิดหวัง แม็กซ์ไม่ชอบนางเอกที่อ่อนแอ และพล็อตเรื่องที่ทารุณจิตใจสาวน้อย (ในขณะที่อ่าน) ไปสักหน่อย เจ.ที. แบล็กวู้ดเป็นหุ้นส่วนในบริษัทดันดี (ที่น่าแปลกว่าหลังจากเล่มนี้แล้ว ไม่เคยมีใครพูดถึงเขาสักนิดในเรื่อง ทำเสมือนว่าแซมโกงหุ้นของเจ.ที.ไปหมดสิ้น แต่เราก็รู้ดีนี่ว่าพระเอกในหนังสือโรแมนซ์ไม่ทำอย่างนั้นกันหรอกใช่ไหม) ที่เข้าไปปกป้องสาวน้อยอ่อนแอ (แม็กซ์เกลียดนางเอกอย่างนี้) เลิกพูดแล้วกันเถอะนะคะ เล่มต่อไปดีกว่า

8. Roarke's Wife (กันยายน 1997)

หนังสืออีกเล่มของเบฟเวอรี่ที่อยู่ในระดับสุดยอดสำหรับแม็กซ์ พล็อตเรื่องเน่าสนิทสุดคลาสสิกสำหรับแม็กซ์ เรื่องราวที่นางเอกต้องหาซื้อผู้ชายมาเป็นพ่อพันธุ์ในกับตัวเองตามพินัยกรรม ของคุณปู่ที่กำหนดให้เธอแต่งงานและมีลูกภายในเวลาที่กำหนด และบรรดาญาติที่คอยแก่งแย่งชิงมรดก และมุ่งปองร้ายเธอ หนังสือที่พล็อตดูงี่เง่าสนุกขึ้นมาได้เพราะตัวละครที่ยอดเยี่ยม แม็กซ์ชอบทั้งโร้คและคลีโอ โอ้ยพูดแล้วอยากกลับไปอ่านอีกรอบจังเลย

9. A Man Like Morgan Kane (พฤศจิกายน 1997)

มอร์แกน เคนปรากฎตัวในเรื่อง Roarke's Wife ในฐานะของนักสืบหนุ่มที่สวมชุดของอาร์มานี่ และขับรถเฟอรารี่ เท่ห์ซะขนาดนั้น แล้วแม็กซ์จะไม่กรี๊ดได้ยังไง สำหรับเล่มนี้แม็กซ์ถือว่าเป็นเล่มล้างตา Defending His Own ค่ะ เพราะพล็อตเหมือนกันยังกับถอดด้ามมา เพียงแต่เล่มนี้สนุกค่ะ เรื่องราวของพระเอกที่เดินทางกลับบ้านเดิม และพบกับคนรักที่พลัดพรากกันไปนานของตัวเอง ผู้หญิงที่เขารักมาตลอดชีวิต แต่เพราะความกลัวที่จะผูกพันทำให้เขาสูญเสียเธอไป และนี่คือโอกาสที่สองของเขา คนที่จิตใจอ่อนไหวชอบนางเอกเอาะก็อย่าอ่านแล้วกัน เพราะเล่มนี้นางเอกปาเข้าไปสามสิบกว่า ตอนจบของเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในบรรดาตอนจบสุขสันต์ของ เบฟเวอรี่

10. Gabriel Hawk's Woman (มกราคม 1998)

เกเบรียล ฮ็อคค์เป็นด้านตรงข้ามของเคน เขาเป็นลูกครึ่งเม็กซิกันที่หยาบกระด้าง อดีตซีไอเอหนุ่มที่ผันตัวเองมาเป็นนักสืบในสำนักงานดันดีถูกว่าจ้างโดยครู สาวโรงเรียนอนุบาลให้เข้าไปในประเทศแถบอเมริกาใต้เพื่อตามหาพี่ชายของเธอ หนังสือแนวแรมโบ้โรแมนซ์ (ชอบชื่อที่แอน สจ๊วตตั้งนี้มากเลยล่ะ) ที่เป็นเรื่องราวการผจญภัยในป่าลึกในประเทศแถบอเมริกาใต้ของพระเอกและนางเอก สำหรับแม็กซ์เล่มนี้ถือเป็นแรมโบ้โรแมนซ์ที่ควรค่าแก่การอ่านอย่างยิ่ง

11. Keeping Annie Safe (กรกฎาคม 1999)

เดน คาร์ไมเคิลเป็นผู้บริหารสำนักงานนักสืบดันดีแทนที่แซม ดันดีที่เกษียณตัวเองไปหลังจากแต่งงาน และเล่มนี้เป็นคราวของเขาบ้าง ในระหว่างการพักร้อนตกปลาอย่างสงบ เขาก็เข้าไปพัวพันกับแอนนี่ที่ถูกลอบทำร้ายจากคนร้ายลึกลับซึ่งนำเขากลับไป ยังบ้านเกิด พล็อตมันคุ้นมากเลยใช่ไหมล่ะ เล่มนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์ตั้งความหวังไว้เยอะค่ะ เพราะชอบเดนมาก แต่ก็ผิดหวัง

12. Murdock's Last Stand (มกราคม 2000)

แรมโบ้โรแมนซ์อีกเล่ม แต่คราวนี้เป็นแรมโบ้ภาคสี่ค่ะ พระเอกนางเอกแก่ตัวกันแล้ว สี่สิบกว่าทั้งคู่ แต่สนุกนะคะ อาจจะสู้เกเบรียล ฮ็อคค์ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าแรมโบ้ระดับคุณภาพสูงค่ะ เรื่องนี้เมอร์ด็อคได้รับการว่าจ้างจากแคธเทอลีนนางเอกให้พาเธอเข้าไปจ่าย เงินค่าไถ่ชีวิตบิดาที่หายจากกันไปนาน พล็อตง่ายไม่มีอะไรอีกแล้ว แต่แม็กซ์ชอบตัวละครค่ะ

13. Egan Cassidy's Kid (กรกฎาคม 2000)

หนังสือที่แม็กซ์อยากจะบอกว่า ลืมมันไปเสียเถอะ ไม่ใช่ว่าไม่สนุกมากหรืออะไรหรอกนะคะ แต่มันไม่มีอะไรที่น่าจดจำเลยต่างหาก

14. Navajo's Woman (มีนาคม 2001)

แม็กซ์ถือว่าเล่มนี้เป็น The Protectors: The New Generation นะค้า เพราะเป็นการเริ่มต้นตัวละครชุดใหม่เลย เนื่องจากชุดเก่าที่ใช้อยู่ก็พากันหนีงานลาออกไปแต่งงานกันหมดแล้ว เล่มนี้ก็เลยมีการแนะนำตัวละครใหม่หลายตัว เพราะให้คนอ่านดูตัวก่อนจะเป็นพระเอกในเล่มต่อไป แล้วว่าโจพระเอกจะเคยออกมามีบทชนิดที่น่าลืมเลือนในเรื่องแบล็กวู้ดมาแล้ว แต่ถ้าคุณจำเขาไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ และก็ไม่น่าแปลกอีกหรอกถ้าคุณอ่านเล่มนี้จบแล้วคุณก็จะยังจำเขาไม่ได้ เพราะเรื่องนี้อีกเช่นกัน ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย

15. Whitelaw's Wedding (พฤษภาคม 2001)

นี่เป็นอีกเรื่องนึงที่ดูเหมือนจะสนุก แต่ก็ดันไม่สนุก เรื่องราวที่พระเอกต้องทำงานเกินหน้าที่ของความเป็นบอดี้การ์ดที่ต้องรับสม อ้างแต่งงานกะนางเอกไปในคราวเดียวกันเพื่อคุ้มครองชีวิตของเธอ พล็อตที่แม็กซ์ชอบ แต่ไม่สนุกค่ะ

ขอหยุดพักกลับบ้านก่อนนะคะ ตรงที่เล่มสิบห้านี่แหละ ยังเหลืออีกสิบกว่าเล่ม เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ

จับฉ่ายหนังสือ

ถือเป็นการเก็บตกหนังสือที่ได้อ่านในช่วงที่ผ่านมาแล้วกันค่ะ มีหลายเรื่องหลายแนว หนุกบ้างไม่หนุกบ้างปนกันไป

1. Bound by Marriage ของนรินี ซิงค์ นักเขียนชื่อคล้ายคนไทย แต่ต้องสงสัย (โดยแม็กซ์) ว่าจะเป็นคนที่มีเชื้อสายอินเดีย หนังสือที่อ่านอ่านไปต้องพลิกกลับมาดูหน้าปกอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ฮา ร์ลิควิน เพรสเซ่น เพราะพล็อตเรื่องมันเหมือนยังกะแกะ เรื่องราวที่นางเอกตกลงแต่งงานกับพระเอกเพื่อแลกกับการที่เขาจะช่วยเธอรักษา ไร่อันเป็นสมบัติสำคัญของตระกูลเอาไว้ได้ พระเอกที่ใจแข็งต่อความรัก และเย็นชา ยกเว้นในห้องนอน พล็อตอาจจะเหมือนนะคะ แต่แม็กซ์ชอบวิธีการเขียนและการดำเนินเรื่องของนักแต่งคนนี้ เน่าแต่มีเครื่องกรองอากาศค่ะ อากาศก็เลยบริสุทธิ์ เป็นหนังสือเล่มสั้นหนาเพียง 180 กว่าหน้า อ่านแป๊บเดียวจบค่ะ อ่านแล้วเลยทำให้ชอบงานของนักเขียนคนนี้ค่ะ แต่คิดแล้วอาจจะช้าไปสักหน่อย เพราะมีเพื่อนหลายคนรายงานมานานแล้วล่ะค่ะว่าคนนี้ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของวง การเลยทีเดียว

2. I'm in no moon for love ของราเชล กิ๊บสัน หนังสือที่แม็กซ์อาจจะชอบมากถ้าได้อ่านสักเมื่อห้าปีก่อน แต่ ณ เวลานี้ แม็กซ์เปลี๋ยนไป เกรดของเรื่องก็เลยอยู่แค่ในระดับกลางทั้งที่มีองค์ประกอบทุกอย่างครบที่จะ เป็นหนังสือที่ดีมากได้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะสูตรสำเร็จมากเกินไปรึเปล่า ก็เลยทำให้เกรดไม่สูงอย่างที่คิด จุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือการให้ความสนใจกับตัวพระเอกเป็นหลัก หนังสือโรแมนซ์ส่วนใหญ่จะเน้นที่นางเอก และทุกอย่างเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับนางเอก แต่เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่คนอ่านได้รู้จักพระเอกดีกว่านางเอกค่ะ เรื่องราวการค้นพบตัวเองของเซบาสเตียนนักข่าวชื่อดังที่เดินทางไปแล้วทั่ว โลก ที่สุดท้ายก็กลับมาบ้านเพื่อทำความรู้จักกับพ่อของตัวเองที่ห่างเหินกันไป นาน และในเวลาเดียวกันเขาก็ได้พบกับแคลร์ที่เคยเป็นเพื่อนในวัยเด็ก ซึ่งบัดนี้กลายมาเป็นนักเขียนนิยายโรแมนซ์ไปแล้ว แต่แคลร์ก็ยังไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเรื่องความรัก เธอเพิ่งเดินไปพบคู่หมั้นของเธอมีอะไรกะช่างซ่อมซึ่งเป็นผู้ชายอีกคน ไม่ต้องสงสัยว่าแคลร์ช็อคหนัก และในวันรุ่งขึ้นก็ตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่บนเตียงเดียวกับเซบาสเตียน หนังสืออาจเริ่มต้นด้วยพล็อตแนว One night stand แต่ความรักของเซบาสเตียนและแคลร์ต้องใช้เวลา ความรักที่พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ความรู้สึกผูกพักที่ลึกซึ้งมากขึ้น

3. Arousing Suspicion ของแมเรี่ยน สติลลิงค์ หนังสือที่ได้เกรดเอจากออลอะเบ้าท์โรแมนซ์ ซึ่งเป็นเว็บไซด์ชื่อดัง แต่ใครจะรู้บ้างว่าก่อนที่แมเรี่ยนจะกลายมาเป็นนักเขียน เธอเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์หนังสือที่ทำงานให้กับเว็บไซด์แห่งนั้น ดังนั้นคงไม่แปลกถ้าแม็กซ์จะบอกว่า ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหรหรอกนะกับเกรดที่เห็น แต่ส่วนตัวแม็กซ์ก็ขอบอกว่า มันไม่ใช่เอสำหรับแม็กซ์ ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ อยู่ในระดับทีอ่านได้ จนกระทั่งฉากที่นางเอกไปเผชิญหน้ากะสามีเก่าแล้วโดนข่มขู่ นางเอกไม่มีความเข้มแข็งอะไรแม้แต่อ่าน ทำให้การอ่านนับจากนักดิ่งลงเหว หนังสือแนวสืบสวนที่นางเอกเป็นนักทำนายความฝันซึ่งเข้าไปพัวพันกับการ ฆาตกรรมหลายศพ ที่เธอตกเป็นเป้าหมายของฆาตกรโหดนั้น ตัวจริงของฆาตกรเมื่อเฉลยไม่เป็นที่น่าแปลกใจด้วยซ้ำ ปริศนาไม่ลึกลับหรือต้องคาดเดาอะไร จะมีที่น่าสนใจอยู่บ้างก็คงเป็นอีธานพี่ชายของพระเอกที่ปรากฎตัวในฐานะเจ้า ของบริษัทนักสืบเอกชนชื่อดังและร่ำรวย พร้อมด้วยอดีตอันลึกลับ

4. Dangerous Games ของโลร่า ลีย์ เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์คาดหวังไว้ไม่น้อย ก็พระเอกเป็นทหารหน่วยซีล หนังสือจากปลายปากกาของนักเขียนที่การันตีความฮ็อต พล็อตเรื่องแนวโรแมนติกสืบสวน คนอ่านจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก แต่สรุปว่า ต้องการอีกเยอะค่ะ เพราะนอกจากเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์แล้ว แทบจะไม่มีอะไรเลย อ่านแล้วอึ้งในความมั่วของคนแต่ง ที่อยู่ดีดีก็เอาทหารหน่วยซีลไปทำงานให้กับหน่วยปราบปราบยาเสพติด ทำยังกะว่าจะร่วมมือกันได้ง่าย ๆ แล้วยังเรื่องบังเอิญสารพัดที่เกิดในเรื่องนั่นอีก เริ่มตั้งแต่เจ้านายนางเอกติดต่อให้พระเอกเข้าไปร่วมกลุ่มทำงาน เมื่อพระเอกปฏิเสธโอกาสจึงมาถึงนางเอกซึ่งบังเอิญเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิท ที่สุดของพระเอก และที่น่าเกลียดต่อก็คือ เมื่อพระเอกรู้ว่านางเอกซึ่งเป็นตำรวจ เป็นตำรวจนะ มาทำงานเสี่ยงอันตรายก็ไปสั่งให้เจ้านายนางเอกดึงตัวนางเอกออกจากคดี แล้วตัวพระเอกจะเข้าไปทำแทน ซึ่งเจ้านายนางเอกก็ตกลง มันอะไรกันวะ โคตรมั่วเลย เรื่องราวความมั่ว (เพราะไม่หาข้อมูล) ก็ดำเนินต่อไป เมื่อแม้จะรู้ว่าคนร้ายรู้แล้วว่านางเอกเป็นสายตำรวจปลอมตัวไป ก็ยังไม่คิดจะเอาตัวนางเอกออกไปคุ้มกัน ยังปล่อยให้ปลอมตัว (ที่ทุกคนรู้แล้วว่านางเอกเป็นตำรวจ) โดยคิดเอาเองว่าผู้ร้ายจะต้องหาทางแก้แค้นนางเอกเป็นแน่ ซึ่งนี่ไม่ใช่พฤติกรรมปกติของผู้ร้ายที่หวังจะประสบความสำเร็จในอาชีพหรอกนะ แต่เนื่องจากเป็นพระเอกก็แน่นอนย่อมคาดการณ์ถูก ทั้งที่โอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างนั้นแทบจะเป็นศูนย์ สรุปว่าเรื่องนี้นอกจากเซ็กซ์แล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย (แต่แค่นั้นก็มากเกินพอสำหรับหลายคนแล้วล่ะ)

5. Mistress of Redemption ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์ เลือกเล่มนี้มาอ่านเพราะโฆษณาตั้งแต่ต้นว่าพระเอกเล่มนี้เป็นผู้ร้ายชนิดที่ ร้ายมาก ๆ ในเล่มอื่น ร้ายขนาดที่คนแต่งเองยังไม่คิดว่าจะทำให้เขากลับมาเป็นพระเอกได้ และเมื่ออ่านจบก็ขอบอกว่าพฤติกรรมในอดีตของพระเอกรายนี้ร้ายสมราคมค่ะ ร้ายกว่าที่คิดเยอะมาก ร้ายจนขนาดที่ถ้ารู้มาก่อนล่วงหน้า แม็กซ์ก็คงเลือกจะไม่อ่านเล่มนี้ (แต่กว่าจะรู้ก็เกือบจบเรื่องแล้วแหละ) แต่อาจเพราะเนื้อเรื่อง พอถึงจุดความเลวที่แม็กซ์คิดว่าตัวเองไม่น่าจะยอมรับได้ แม็กซ์กลับปล่อยวางมันและอ่านต่อจนจบเรื่อง หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับทุกคน และแม็กซ์ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเหมาะกับใครหรือเปล่า ทั้งพระเอกและนางเอกในเรื่องไม่ใช่มนุษย์ชนิดที่คุณอยากจะพบเจอในชีวิต แต่เรื่องราวของพวกเขาก็คงความน่าสนใจ จุดที่แม็กซ์ไม่ชอบและคิดว่าเป็นข้อด้อยที่สุดของเรื่องก็คือการเลือกทำให้ เรื่องนี้กลายเป็นแนวพารานอมอลไป การเอานรกเข้ามามีบทบาทในเรื่องอาจเป็นทางออกที่ดีในการไถ่บาปให้ตัวเอก แต่มันกลับมาเป็นหาทางออกที่ด้อยด้วยปัญญาไปสักหน่อย แม็กซ์ชอบเรื่องราวที่ตัวละครเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองด้วยปัญญาของ ตนมากกว่า อาจเป็นเพราะความคิดพื้นฐานของแม็กซ์ที่เป็นศาสนาพุทธที่คิดว่าทุกอย่าง บรรลุได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่การไถ่บาปกับพระเจ้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ผิดหวังค่ะ และแม็กซ์ก็รับเอาโจอี้เข้าเป็นหนึ่งในนักเขียนที่น่าติดตาม และทำให้หนังสือที่กำลังจะออกใหม่ของเธอกลางปีนี้เรื่อง The Vampire Queen's Servant ดูน่าสนใจขึ้นมาอย่างมาก

Sunday, February 8, 2009

Raintree: The Trilogy

ถ้าเบื่อคนรวยที่เอาแต่ใจ และชอบใช้อำนาจและเงินในการแก้ปัญหาอย่างคุณพ่อของน้องเบคอนที่โด่งดังอยู่ ในขณะนี้ แม็กซ์ก็แนะนำให้หันหน้าเข้าสู่โลกของโรแมนซ์ เพราะแม้จะดูไม่สมจริงเท่าไหรนักแต่ในโลกสีชมพูหวานแห่งนี้ คนรวยส่วนใหญ่มักเป็นคนดี และชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพระเอก เรื่องเสียสติชั่ววูบ (ถ้าเชื่อมันนะ) แล้วเหยียบคันเร่งไล่ชนชาวบ้านนี่ไม่ต้องพูดถึง พระเอกของเราไม่ทำกันหรอกนะ

กลับเข้าเรื่องของเราก่อนแม็กซ์จะของ ขึ้นดีกว่า พูดเรื่องไอ้ชั่วนี่ทีไหรแล้ว สัตว์ประหลาดหลุดมาจากปากทุกที ไม่อยากใช้คำหยาบในการเขียนบลอกค่ะ

แม็กซ์สนใจหนังสือยี่ห้อน็อคเทอร์ของ ฮาร์ลิควินตั้งแต่เริ่มมีข่าวว่าจะออกขายเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสได้อ่านเท่าไหร นอกจากเรื่อง Blood Secrets ของ วีวี่ อันนา ที่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหรนัก (แต่คาดว่าไม่เกี่ยวกับตัวหนังสือหรอกนะ แต่เป็นเพราะคนแต่งแกดันออกมาบอกว่า แกได้แรงบัลดาลใจในการเขียนพระเอกมาจากกิล กริสซั่ม ก็เลยทำเอาแม็กซ์หมดมู้ดไปเลย เพราะแม็กซ์มันชอบเด็กเอ๊าะ ๆ อ่ะ เห็นหน้าป๋ากิลแล้วมันแมนซ์ไม่ออกเท่าไหรน่ะ ก็เลยไม่คิดว่าเป็นความผิดของหนังสือเขาหรอกนะ)

แต่ก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือยี่ห้อนี้ติดกันสามเล่ม จากสามนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมาก กับหนังสือชุด เรนทรี

สำนักพิมพ์ฉลาดมากที่เริ่มต้นด้วยนักเขียนที่ดังที่สุดในสามคน กับเรื่องไฟนรค Inferno ของ ลินดา โฮเวิร์ด แต่เรื่องนี้แหละกลับเป็นปัญหากะแม็กซ์มากที่สุด เกือบทำให้แม็กซ์เลิกอ่านชุดนี้ไปแล้วเชียวนะ เพราะมันไม่น่าสนใจเอาเสียเลย

แม็กซ์ไม่รู้ว่าจะต้องใช้คำไหนมา อธิบายได้ดีไปกว่านี้นะ ไม่ใช่ว่ามีข้อเสียอะไรที่เห็นได้ชัดเจนหรอก เพียงแต่แม็กซ์คาดหวังงานที่ดีกว่านี้จากหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของแม็กซ์ อาจเป็นแม็กซ์เองที่ผิดที่ตั้งความหวังไว้สูง แต่ทำไงได้ล่ะ

เล่มแรกเหตุการณ์เกิดขึ้นในรีโน ในคาสิโนที่ชื่ออินเฟอร์โน ซึ่งมีเจ้าของคือดังเต้ พี่ชายคนโตของตระกูลเรนทรี อย่างที่บอก เรนทรีไม่ใช่ตระกูลของคนมีเงินธรรมดา แต่เรนทรีเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ความสามารถของดังเต้ที่เด่นชัดก็คือ การควบคุมไฟ แต่ในช่วงเวลาที่ใกล้กับเทศกาลฉลองฤดูร้อน อำนาจของเขาแข็งแกร่งขึ้น จนยากที่จะควบคุม และก็ยิ่งยากขึ้นเมื่อเขาได้พบกับลอว์น่า หญิงสาวที่เขาสงสัยว่าเข้ามาโกงเงินในคาสิโนของเขา เมื่อเขาและเธอเผชิญหน้ากัน เขาก็พบว่าลอว์น่าไม่ใช่คนธรรมดา เธอมีพลังพิเศษที่แข็งแกร่งไม่น้อย ซึ่งนั่นนำมาซึ่งอีกคำถามนึง เธอเป็นคนของอันซาราหรือไม่

อะไรคืออันซาร่า

ทั้งอันซาร่าและเรนทรีมีที่มาจาก บรรพบุรุษเดียวกัน แต่อันซาร่าเลือกที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อมนุษย์ และเมื่อสองร้อยปีก่อน เรนทรีและอันซาราก็ทำสงครามกัน สงครามที่ทำลายอันซาราย่อยยับ มีเพียงคนเพียงหยิบมือที่เรนทรีปล่อยให้มีชีวิตรอด

ไม่มีใครคิดว่าอันซาราจะสร้างความเข้ม แข็งและกลับมาท้าทายเรนทรีอีกครั้งได้ แต่พวกเขาก็คิดผิด เพราะไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในอินเฟอร์โนไม่ใช่อุบัติเหตุ หากแต่เป็นเวทมนตร์ที่อันซาราสร้างขึ้น แผนการเพื่อกำจัดเรนทรีคนที่แข็งแกร่งที่สุด เรนทรีที่เป็นเชื้อพระวงค์

แน่ล่ะไม่มีใครอยู่ในฐานะที่สูงเกิน กว่าดังเต้ เขาเปรียบเสมือนราชาแห่งเผ่าเรนทรี คนที่ทรงอำนาจสูงสุด ปัญหาก็คือ เวลาอ่านแม็กซ์ไม่คิดว่าดังเต้จะเก่งสมราคาคุยเลย

นอกจากนี้แล้วปฏิกริยาทางเคมีอันเป็น สัญลักษณ์หลักของลินดาก็หายไป แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความคู่กันของดังเต้และลอว์น่าเลยสักนิด และนี่คงเป็นสาเหตุสำคัญที่เรื่องนี้ได้แค่ 50 คะแนนจากแม็กซ์

เพราะความผิดหวังในเล่มแรกแม็กซ์เกือบจะไม่หยิบเล่มสองมาอ่านแล้วนะ ถ้าไม่เป็นเพราะเอ็มม่า

ใครคือเอ็มม่า

เธอเป็นตัวละคร (อาจเรียกอย่างนั้นก็ได้) ที่ไม่เคยออกมาโผล่ให้คนอ่านเห็น เพราะเธอเป็นเพียงดวงจิตที่พระเอกในเล่มสองเรื่อง Haunted ที่เขียนโดยลินดา วินสเต็ท โจนท์ ติดต่อได้

ฉากแรกที่แม็กซ์ได้เห็นเอ็มม่า แม็กซ์ก็รู้ว่า ไม่อ่านต่อไม่ได้แล้ว กิเดียน เรนทรีเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งบังลังค์ของเรนทรี ตำแหน่งที่เขาไม่ต้องการ ทำให้เขาส่งขอขวัญเป็นเครื่องลางที่ส่งเสริมการมีลูกเร็ว ๆ ให้กับพี่ชายเป็นประจำ แน่ล่ะเขาต้องช็อคเมื่อเขาเริ่มฝันถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเอ็มม่า ที่เรียกเขาว่าแด๊ดดี้ตลอดเวลา ไม่อยากอธิบายมากค่ะ ต้องอ่านเอง แล้วก็จะรู้ว่าทำไม แม็กซ์ถึงชอบเอ็มม่าขนาดนี้

ก่อนหน้าไม่ค่อยสนใจงานของลินดานัมเบอร์ทูคนนี้เท่าไหร แต่หลังจากอ่านเรื่องนี้จบไป พูดตามตรงค่ะว่า ชนะลินดาเบอร์หนึ่งขาดลอย

มาเล่าเรื่องย่อ ๆ กันดีกว่า กิเดียนลูกชายคนที่สองแห่งเรนทรี มองเห็นผี เหมือนคำพูดอมตะในเรื่อง The Sixth Senses (แต่ก็ไม่ได้เอามาใช้ในเรื่องนี้หรอกนะ) I see dead people กิ เดียนรักษาสติให้กับตัวเองด้วยการเป็นตำรวจ และช่วยไขคดี และช่วยเหล่าวิญญาณที่เขาพบให้หลุดพ้นไปจากโลก เขาเป็นตำรวจที่มีอัตราการไขคดีที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ ก็เขาพูดกับวิญญาณได้ ทำให้เขารู้ตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นฆาตกร ทำให้นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเป็นคนที่แตกต่าง ก็ทำให้เขายากที่จะทำงานด้วย ดังนั้นเมื่อตำรวจหน้าใหม่โผล่เข้ามาในเมืองอย่างโฮป เธอจะถูกเลือกให้เป็นคู่หูของเขา เพราะไม่มีใครอยากทำงานร่วมกับเขานัก

คู่หูที่แตกต่างกัน แต่โฮปไม่เคยทำตัวน่าเบื่อหรือน่ารำคาญ (อย่างน้อยการสำหรับแม็กซ์นะ ที่ภูมิต้านทานความน่ารำคาญของนางเอกสูงสักหน่อย) เธออาจสงสัยในคำพูดของกิเดียน แต่เธอก็ฉลาดพอจะดูออก และได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียงกับความจริงที่สุด ความจริงที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่เมื่อไม่มีข้อสรุปอื่น เธอก็มีสติพอจะยอมรับมัน

ในเล่มนี้ศัตรูร้ายกาจอย่างอันซาราก็ ยังตามจ้องฆ่าสมาชิกในราชวงค์ของเรนทรีอีกเช่นกัน โดยกิเดียนและญาติของเขาที่ชื่อเอคโค่เป็นเป้าหมาย นั่นเพราะกิเดียนเป็นทายาทของดังเต้ และเอคโค่มีความสามารถในการมองเห็นอนาคตได้ แผนการบุกโจมตีถิ่นกำเนิดของเหล่าเรนทรีกำลังจะเริ่มในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้าง หน้า อันซาราไม่อาจปล่อยให้งานนี้พลาดไปได้

แม็กซ์ลืมบอกไปว่า หนังสือทั้งเล่มเล่มนี่ ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่การโจมตีจะเริ่มขึ้น คาสิโนของดังเต้ก็ถูกเผา ฆาตกรโรคจิตออกอาลวาดฆ่าเพื่อนร่วมห้องของเอคโค่ ซึ่งนำไปสู่การสืบสวนของกิเดียนและโฮป และในเวลาเดียวกันที่ถิ่นกำเนิดของเรนทรีก็เกิดเรื่อง

แม็กซ์ชอบเล่มนี้ที่สุดค่ะ ได้ 73

เล่มสุดท้ายปิดท้ายด้วยเรื่องของเมอร์ซี่ น้องสาวคนสุดท้องแห่งเรนทรี เธอเป็นผู้รักษาถิ่นกำเนิดของเผ่า ในเรื่อง Sanctuary ของเบฟเวอรี่ บาร์ตัน เมอร์ซี่ต้องเผชิญหน้ากับอดีต และความลับดำมืดที่เธอเก็บมานานเจ็ดปี

เพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน เธอมีความสัมพันธ์กับ Judah (ออกเสียงไม่ถูกเท่าไหร แต่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนชาวยิวว่าควรจะอ่าน Yehudah นะ) โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า เขาเป็นคนของเผ่าอันซารา จนกระทั่งเมื่อเธอตั้งท้องจึงได้รู้ว่า ตนเองหลงติดกับดักล่อลวงของอันซาราเข้าให้แล้ว เธอหนีจากเขาไป แล้วเก็บเรื่องราวของอีฟลูกสาวเป็นความลับ เมอร์ซี่อาจจะรู้ว่าจูดาห์ (อ่านอย่างไทยนะคะ) เป็นอันซารา แต่เธอยังไม่รู้ว่าเขาไม่ใช่อันซาราทั่วไป เขาดำรงตำแหน่งเทียบเท่ากับดังเต้ ถือเป็นกษัตริย์แห่งอันซารา ผู้มีอำนาจเวทมนตร์สูงสุด

จูดาห์เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของแม็กซ์ ไม่ใช่ว่าแม็กซ์ไม่ชอบเขานะ แต่บางครั้งความคิดของเขาก็ทำให้แม็กซ์กลัว เพราะดูเขาจะจริงจังในความพยายามฆ่าเมอร์ซี่ และเผ่าเรนทรีอย่างมาก ซึ่งก็ดีหรอกนะในการทำให้สมจริงถึงความขัดแย้งของสองเผ่าพันธุ์นี้ แต่ในขณะเดียวกัน หนังสือโรแมนซ์มันก็ดูโหดชอบกลนะที่พระเอกประกาศในบทนำว่า เขาเป็นคนเดียวที่มีสิทธิในการฆ่าเมอร์ซี่ ซึ่งเป็นนางเอก และตามมาด้วยการบรรยายความรู้สึกให้คนอ่านรู้ว่า คำประกาศนั่นไม่ใช่แค่คำพูดเลื่อนลอย แต่เขาตั้งใจจะทำเช่นนั้นจริง ๆ

แต่แม้จูดาห์ยังคงมุ่งมั่นในการทำลาย ล้างเรนทรี เขาก็รู้ดีว่าเวลายังมาไม่ถึง อันซารายังไม่เข้มแข็งพอ ดังนั้นแผนการของพี่ชายต่างมารดาที่จ้องทำลายล้างเรนทรีจึงเปรียบเสมือนการ คิดกบฎ และยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น เมื่อผู้หยั่งรู้แห่งอันซารา ประกาศว่า อันซาราจะย่อยยับดับสูญ และมีเพียงผู้เดียวที่จะช่วยรักษาเผ่าเอาไว้ได้ ซึ่งก็คืออีฟ ลูกสาวที่เขาไม่เคยรู้จัก

นอกจากจูดาห์แล้ว เมอร์ซี่ก็มีปัญหาไม่แพ้กัน เพราะแม็กซ์ถูกบอกตลอดทั้งเรื่องว่าเมอร์ซี่เป็นเรนทรีที่ทรงอำนาจ แต่ตลอดทั้งเรื่องแม็กซ์ต้องเห็นเมอร์ซี่ถูกช่วยเหลือโดยจูดาห์ โอเคเธอใช้พลังหมดไปในการช่วยรักษาชาวบ้าน แต่มันก็น่ารำคาญไม่น้อยที่ต้องอ่านครั้งแล้วครั้งเล่าที่นางเอกใช้พลังจน หมดตัว จนโดนคนร้ายลอบทำร้ายเอา ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะมีชีวิตอยู่มาได้นานขนาดนี้นะคะ

แล้วอีฟล่ะ ความรู้สึกของแม็กซ์ยังบอกไม่ถูกค่ะ อีฟเป็นตัวละครเด็กที่โดดเด่น แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า มากเกินไปหน่อยนะ อีฟรู้ทุกเรื่อง เธอรู้ว่าใครเป็นพ่อของเธอ รู้ถึงอันตรายก่อนที่มันจะเกิดขึ้น รู้กระทั่งว่าอนาคตจะเป็นยังไง เธออายุหกขวบ แต่รู้ไปหมด ในขณะเดียวกัน อีกด้านเธอก็ยังเป็นเด็กหกขวบที่ต้องการพ่อ นี่เป็นจุดที่แม็กซ์ชอบ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า เธอไม่ค่อยแคร์แม่ของเธอเลยนะ

โดยรวมเรื่องนี้สนุกนะคะ ในเรื่องของความน่าติดตาม ถือว่าพลาดไม่ได้ แม็กซ์ชอบพระเอกแนวจูดาห์อยู่แล้ว (แม้จะมากไปหน่อยบางครั้ง) คะแนนอยู่ที่ 70 ค่ะ

Saturday, February 7, 2009

The Italian Prince's Pregnant Bride // Sandra Marton & A Husband's Vendetta // Sara Wood

ช่วงไม่ถึงสองอาทิตย์ แม็กซ์หยิบหนังสือของฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นมาอ่านสองเล่ม ซึ่งนั่นแทบจะไม่ค่อยเกิดขึ้นเลย

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ ฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นคือหนังสือที่แนวเรื่องคล้ายกับลินน์ เกรแฮม ที่เขียนถึงพระเอกที่รวยล้นฟ้า เป็นคนต่างชาติที่ไม่ใช่อเมริกัน นิยมสัญชาติกรีก อิตาเลียน สเปนิชเป็นหลัก แต่ชาติอื่ก็ไม่ว่ากัน คุณสมบัติขอให้หล่อ รวย และดูเท่ห์ไว้ก่อน

ส่วนนางเอกจะเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา สวย ใส (ไร้สมองนิดหน่อย) ที่สำคัญเป็นคนดี เสียสละ ส่วนใหญ่มักจะยากจน เพื่อให้เรื่องราวแนวซินเดอเรลล่าไปรอด

ข้อดีของเพรสเซ่นก็คือ อ่านง่าย จบเร็ว ส่วนใหญ่แม็กซ์ใช้เวลาราวชั่วโมงก็อ่านจบ เนื้อเรื่องไม่ต้องคิดมาก (แต่ถ้าอ่านเยอะเกินไปอาจเกิดอาการสำลักน้ำครำได้)

เพรสเซ่นสองเล่มที่แม็กซ์หยิบมาอ่านเขียนโดยนักเขียนสองคน แนวเรื่องที่แตกต่าง และคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

It was payday for Prince Nicolo Barbieri. The Italian aristocrat's negotiations to take over Manhattan's SCB bank were about to bear fruit. But he wasn't expecting Aimee Black, granddaughter of the bank's current owner--who was pregnant with Nicolo's baby! Nicolo felt duty bound to marry Aimee and give his child his name. But Aimee had other ideas about surrendering herself to this arrogant foreigner, who surely didn't love her!

หนังสือเล่มแรกในชุดสามเล่มที่พระเอกเป็นเจ้าชายจากสามประเทศ โอเคแม็กซ์ไม่ค่อยรู้เรื่องไฮโซสมัยใหม่เท่าไหร แต่ยังงงอยู่ว่าอิตาลีนี่ยังมีเจ้าชายเหลืออยู่ด้วยเหรอ (อันนี้ไม่รู้จริงนะ) แล้วเนื้อเรื่องที่มันดูงงพิกล ที่พระเอกรังเกียจลูกคนรวย แล้วบรรยายเหมือนพระเอกเคยจนมาก่อน แต่ก็ไม่ได้เล่าอะไรมากกว่า (แต่ก็ไม่แน่อีกเช่นกัน เพราะแม็กซ์ยอมรับว่าอ่านเรื่องนี้แบบไม่ตั้งใจแม้แต่น้อย เพราะมันไม่น่าสนใจสักกะหน่อย)

และเหมือนกับเพรสเซ่นทุกเล่ม ที่นางเอกเป็นตัวการทำลายทั้งเรื่อง เอมี่เป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญ เรื่องบรรยายเหมือนคุณเธอจะเก่งแสนเก่ง เรียนจบปริญญาโท แต่เลือกที่จะทำงานให้ปู่ที่ไม่เห็นคุณค่าของเธอสักนิด แต่สาวน้อยเอมี่ก็ยังมีศักดิ์ศรีที่แม้จะเป็นลูกคนรวย ร้วย รวย เธอก็ไม่ยอมรับเงินของตระกูล อาศัยอยู่ในอพาทเมนต์ซ่อมซ่อ (แต่ดันรับเงินของตระกูลเรียนจนจบปริญญาโท -- ฝรั่งส่วนมากเขาไม่ใช้เงินพ่อแม่ในการเรียนปริญญาโทกันหรอกค่ะ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงทั่วไปนะ) เอมี่รับเงินเพื่อเรียน แต่ไม่รับเงินเพื่อใช้ชีวิต

คนแต่งบรรยายว่าเธอเก่ง แต่ไม่เคยโชว์ให้คนอ่านเห็นถึงความเก่ง อันที่จริงเธอเก่งถึงขนาดว่า ถ้าไม่ทำงานให้ปู่ของเธอ เธอไม่มีปัญญาหางานที่อื่นทำด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเก่งยังไงค่ะ

เอมี่เป็นสาวน้อยสวยใสที่มีเซ็กส์กะพระเอกในครั้งที่สองที่เจอกัน ในห้องน้ำ ในบาร์ แม็กซ์ไม่คิดว่าแฟนเพรสเซ่นจะพอใจกับพฤติกรรมของเอมี่นักหรอกนะ แม็กซ์เองก็ยังรู้สึกประหลาด

เอมี่เป็นคนดี รักคุณปู่ (ที่นิสัยชั่วบัดซบ) ของเธอมาก จนยอมแต่งงานกับพระเอก เพื่อหาทายาทให้คุณปู่ เพื่อรับมรดก

เอมี่คือปัญหา ที่ทำให้แม็กซ์อย่างเขวี้ยงหนังสือเล่มนี้ทิ้งขยะ แต่ก็เสียดายเงินร้อยกว่าบาทที่ซื้อมา

เอมี่คือเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ได้คะแนนแค่ 35 ค่ะ

เล่มที่สองเป็นเรื่องของซาร่า วู้ด นักเขียนทีตอนนี้แม็กซ์อยากจะบอกว่าเป็นคนแต่งของเพรสเซ่นที่แม็กซ์ยกให้เป็นนัมเบอร์วันแล้วนะ

เล่มนี้เป็นเรื่องที่สองของซาร่าที่แม็กซ์ ไม่ถึงกับดีเท่าเล่มแรก แต่ก็ยังดีกว่าเพรสเซ่นที่ลอยเกลื่อนอยู่ในตลาด

Although Luc Maccari's marriage had blistered with passion, his wife had abandoned him when he needed her most. Now Ellen wanted him back. Luc decided to teach her a lesson. He'd give her a taste of what she'd sacrificed the day she walked out.

เอเลนทิ้งลุคและเจมม่าลูกสาวของเธอไปหลังจากที่คลอดเจมม่าได้ไม่นาน นั่นทำให้ลุคเจ็บจนแทบขาดใจ เขารักเอเลนมาก แต่มันก็สอนบทเรียนให้เขา เอเลนเป็นสาวน้อยที่
ถูกตามใจ เธอเป็นลูกคนรวยที่ขัดคำสั่งบิดามาแต่งงานกับคนต่างชาติจน ๆ อย่างเขา และเมื่อชีวิตมันยุ่งยาก และไม่แสนสุขอีกต่อไป เอเลนก็เก็บกระเป๋า และเดินจากเขาและลูกไป

นั่นเป็นสิ่งที่ลุครับรู้ และนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เอเลนเดินจากสามี และลูกของเธอไป แต่เมื่ออ่านได้สักบทสองบท คนอ่านก็จะรู้ว่าการกระทำของเอเลนสามารถอธิบายได้ เธอเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดบุตร และไม่อาจอธิบายให้สามีที่ทำงานหนักตลอดเวลาอย่างลุคเข้าใจถึงความเจ็บปวด ทางจิตใจของเธอได้ เอเลนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก นอกจากเดินจากบุคคลสองคนที่เธอรักที่สุดไป เพราะรู้ว่าการอยู่ต่อจะเป็นการทำร้ายเขาทั้งคู่มากกว่า

แม็กซ์โอเคกับคำอธิบาย อย่างน้อยมันก็ดีกว่าพล็อตเข้าใจผิดที่ถูกใช้เป็นหมื่นครั้งในเพรสเซ่น ลุคมีเหตุผลที่จะเกลียดเอเลน และเอเลนมีเหตุผลที่จะหยิ่งในศักดิ์ศรี

ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ การยอมรับของเอเลนที่มีต่อโรคของตัวเอง จากความรู้หางอึ่งที่แม็กซ์มี และพฤติกรรมของคนระดับนางเอกโรแมนซ์ เธอไม่น่าที่จะเลิกรู้สึกผิดได้ดีขนาดนี้

นางเอกโรแมนซ์ แม้จะมีเหตุผลที่อธิบาย และเชื่อถือได้ จำเป็นต้องรู้สึกผิดสักนิดต่อการที่ตัวเองเดินจากสามีและลูกสาวผู้เป็นที่ รักของเธอไปบ้างสินะ แต่เอเลนยอมรับข้อจำกัดของตัวเองได้ดี เกินไปสักนิด

แต่อย่างน้อยตัวละครของซาร่า วู้ดก็มีสามัญสำนึก มีความเป็นมนุษย์ที่แม็กซ์เข้าใจได้ ลุคร้ายกาจกับเอเลนเพราะเขารักเธอ แต่ไม่คิดว่าเธอรักเขา และการที่ทิ้งเขาและลูกไป นั่นเป็นเหตุผลที่ใช้ได้ ไม่ใช่ว่าทำเป็นเถื่อน โหด แล้วก็ดุ แต่อีกสองหน้ามาบอกรักนี่ ม่ายหวายค่ะ

เป็นเพรสเซ่นที่โอเค คะแนนอาจไม่สูงนัก แต่ถือว่าสูงมากสำหรับแม็กซ์ คนที่ไม่ถูกโรคกับเพรสเซ่นเอาเสียเลย ที่ 60

The Greek Prince's Chosen Wife // Sandra Marton

งานนี้ไม่รู้จะด่าใครดีนอกจากตัวเอง ที่เซ่อซ่าโง่เง่าหยิบเอางานที่รู้อยู่ทั้งรู้ว่าเน่าขนาดไหนมาอ่าน แต่โปรดอภัยให้แม็กซ์ด้วยเถิด เพราะถึงจะทำใจไว้แล้วว่าเน่า แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะทุเรศ และเลวร้ายได้ขนาดนี้

และคงต้องขออภัยบรรดาแฟนหนังสือแนวเพรสเซ่นด้วย แต่พูดตามตรงนะ แม็กซ์ก็ไม่คิดว่าแฟนตัวจริงเสียงจริงของเพรสเซ่นจะชอบเล่มนี้นักหรอก

ก็นางเอกมันไม่จิ้น

ซึ่งนั่นโอเคสำหรับแม็กซ์นะ แต่หล่อนโง่

แต่นั่นก็ยังไม่เลวร้ายขนาดต้องด่ากันออนไลน์

มันเป็นองค์ประกอบหลายอย่าง ของความเลวร้ายที่มาผสมปนเปกัน จนแม็กซ์เกิดอาการเอียน จนกลายเป็นเครียด

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า The Greek Prince's Chosen wife ของแซนดร้า มาร์ตัน แม็กซ์รีบโพสต์เพราะหวังลึก ๆ ว่าจะทันเวลาเตือนใจเพื่อนที่กำลังหลงผิดคิดจะซื้อเล่มนี้มาอ่าน

ขอบอกตามตรงว่า แม้คุณจะมีรสนิยมไม่เหมือนแม็กซ์แม้แต่นิดเดียว คุณก็จะไม่ชอบเรื่องนี้หรอก ของบางอย่างมันทุเรศอย่างเป็นยูนิเวอร์แซล

เอาพล็อตเรื่องกันก่อน ไอวี่ แมดดิสันตั้งท้องจากการผสมเทียมลูกของพี่สาวบุญธรรมที่เพิ่งตายลงกะพระเอก ของเรา และแน่นอนตามประสาพระเอกเพรสเซ่น เขาก็ต้องบังคับให้นางเอกสุดแสนสวนและเป็นนางแบบของเราเดินทางไปกรีกกับเขา เพื่อรอให้คลอดลูก แล้วเขาจะได้เอาเด็กไปเลี้ยง

นั่นคือพล็อต และนี่คือเรื่องราวของความหายนะที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเอามาเขียนเป็น หนังสือ (โอเคสปอยล์แล้วนะ ถ้ายังอยากอ่านเล่มนี้กันอยู่ ก็หยุดอ่านตรงนี้เลยค่ะ)

เริ่มจากการผสมเทียมที่พูดถึงเกิดขึ้นจากการเอาถุงยางที่พระเอกใช้กับพี่สาว บุญธรรมของนางเอก (ซึ่งแม็กซ์คาดว่า คงจะต้องถูกพระเอกถอดทิ้งถังขยะไปแล้วก่อนจะถูกเก็บขึ้นมา) เอามาผสมให้กับนางเอก นึกเอาแล้วกัน ทิ้งขยะไปแล้ว แล้วนึกเอาแล้วกันว่ามีหมอที่ยอมทำเรื่องพรรณนี้ เป็นไปได้ไหมว่าคนปกติจะเอาถุงยางใช้แล้ว ถือเดินไปคลีนิคผสมเทียม แล้วส่งให้ แล้วเชื่อไหมว่าหมอจะยอมทำให้

แล้วก็มาถึงอดีตอันแสนโหดร้ายของนางเอกที่เคยโดนข่มขืนตอนเด็ก นางเอกของเราในโลกศตวรรษที่ยี่สิบยังโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุที่ไปยั่วคนที่ ข่มขืนเธอตอนเธออายุไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำ เพราะพี่สาวบุญธรรมที่เธอแสนจะเทิดทูนบูชาบอกเธอว่า เธอเป็นฝ่ายผิด คนแต่งคาดว่าจะให้เชื่อหรือไงว่า นางเอกที่เธอพร่ำบอกว่าเป็นนางแบบระดับซุปเปอร์โมเดลผ่านอะไรมาเยอะ เห็นอะไรมาเยอะ เดินทางไปทั่วโลก จะเชื่อฝังหัวเพราะคำพูดของพี่สาวชั่ว ๆ คนนี้ แล้วก็เปลี่ยนความคิดไวยังกับโกหกเพราะผู้ชายคนเดียวบอกเธอว่า "คุณไม่ผิด คุณเป็นเด็ก คุณไม่ได้ยั่วเขา" หล่อนเชื่อง่ายขนาดนี้ แล้วทำไมถึงเพิ่งคิดได้วะ

แล้วยังไอ้ความไร้แผนการ ในเรื่องมีฉากที่นางเอกเพียรพยายามจะหนีไปจากบ้านของพระเอก เธอเพิ่งรู้ตัวว่าพระเอกพาเธอมากรีกเพื่อกักขังไว้ "ฮัลโล หล่อนเป็นคนหรือบัพพาโลกันแน่ แค่ยอมให้เขาพาหล่อนมากรีก นั่นก็มากพอแล้ว" ไม่เคยดูสารคดีเรื่องสามีชาวกรีกหรือไง ที่ไม่เคยให้สิทธิผู้หญิงเกี่ยวกับเรื่องลูกเลยสักนิด (กม.กรีกบอกว่าพ่อที่ไม่มีสิทธิในการเลี้ยงดูลูกสามารถลักพาตัวเด็กมาที่กรี กได้โดยไม่ผิดกม.)

แล้วยังมีฉากชนิดละครน้ำเน่ายังอายเมื่อพี่สาวที่ตายไปแล้วตอนต้นเรื่องฟื้น คืนชีพขึ้นมา แถมยังอธิบายด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องใช้สมองคิด รถตกเขาแต่ไม่ตาย คลื่นซัดไปเกยหาด เลยต้องพักรักษาตัว

ความชั่วของตัวพี่สาวมันมากเสียจนไม่เข้าใจว่าทำไมยายนางเอกแสนดีของเราถึง ไม่เก็ตนะว่า ยายนี่มันเลว มันมากเกินกว่าความดีของนางเอกเพรสเซ่น

ความโง่ที่มากกว่านางเอกเพรสเซ่นจะเป็นได้

ความห่วยที่ไม่หาได้ยากยิ่ง

คะแนนที่ 13

ขอแก้ข่าวเพิ่มเติมนิดนึงค่ะ มีคนมาคอนเฟิร์มว่าถุงยางไม่ได้โดนทิ้งถังขยะก่อนนะคะ แต่โดนพี่สาวนางเอกถอดให้กับมือ

The Billionaire Next Door // Jessica Bird

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ แม็กซ์ก็ขอบอกว่าเจสสิก้า เบิร์ดเป็นอีกนามปากกาของเจ.อาร์.วาร์ด อันที่จริงนี่เป็นนามปากกาแรกของเธอด้วยซ้ำ แต่ใช้ชื่อนี้แล้วไม่เวิร์ค เขียนยังไงก็ไม่ดังสักที ทางสนพ.หัวใสก็เลยจับเธอมาใส่ตะกร้าเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม เปลี่ยนแนวเรื่องจนกลายมาเป็นนักเขียนระดับ NYT อย่างทุกวันนี้

แต่ดูเหมือนฝีมือของเจ.อาร์.วาร์ดก็ติดมายังเจสสิก้าบ้างเหมือนกัน หลังจากสี่เล่มแห่งความผิดหวังในนามปากกานี้ เธอก็ใช้เจสสิก้า เบิร์ดเขียนเรื่องให้กับฮาร์ลิควินในหัว ซิลลูเล็ต สเปเชี่ยล เอ็ดดิชั่น ตอนนี้ออกมาแล้วห้าเล่ม และ TBND เป็นเล่มล่าสุด

และก็เป็นเล่มแรกที่เป็นงานเล่มเล็กของเธอที่แม็กซ์ได้อ่าน

และขอบอกว่าชอบมาก

เป็นงานเล่มเล็กที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในรอบปีนี้เลย เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อย พล็อตหวาน อ่านแล้วเพลินเป็นที่สุด เรื่องราวของอภิมหาเศรษฐีที่สร้างตัวจากมือเปล่าอย่างฌอน โอแบนยอนที่ตกหลุมเสน่ห์ของพยาบาลสาวใจดี น่ารักอย่างลิซซี่ บอนด์

พล็อตเรื่องที่ไม่ต่างอะไรกับนิยายน้ำเน่าที่หลายคนชอบอ่าน แต่มันไม่มีความรู้สึกว่าเน่าสักนิด ทุกอย่างลงตัว น่าอ่านไปหมด

ชายและหญิงที่แสนจะแตกต่างกันคงไม่ได้พบกัน ถ้าไม่เป็นเพราะเอ็ดดี้ โอแบนยอนพ่อของฌอนไม่เสียชีวิตลง ลิซซี่ซึ่งสนิทสนมกับผู้ให้เช่าบ้านเธออย่างเอ็ดดี้อย่างมาก ต้องเป็นคนโทรไปแจ้งข่าวร้ายการเสียชีวิตของบิดาให้ฌอนทราบ สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ สำหรับฌอนแล้วมันไม่ใช่ความเสียใจ แต่กับเป็นการสิ้นสุดลงของฝันร้าย

เอ็ดดี้ไม่ได้เป็นผู้ชายอย่างที่ลิซซี่รู้จักในตอนหนุ่ม เขาห่างไกลจากคำว่าพ่อที่ดีอย่างมาก และนั่นทำให้มันเป็นแผลเป็นใหญ่หลวงสำหรับลูกชายทั้งสามคนของเขา

สำหรับฌอนที่ผู้หญิงทุกคนที่เขารู้จักต้องการบางสิ่งจากเขาเสมอ ลิซซี่เป็นความแตกต่าง เรื่องราวความรักแนวหวานอ่านสบาย แต่ไม่เลี่ยนที่แม็กซ์อยากแนะนำให้อ่านกัน

แน่ละมันมีช่วงเวลาพระเอกงี่เง่า แต่นางเอกก็เชิดหน้ามีศักดิ์ศรี สนุกดีค่ะ

หลายคนอ่านเรื่องนี้คงบอกว่าอยากอ่านเรื่องของแม็คพี่ชายคนโต แต่สำหรับแม็กซ์เป็นเรื่องราวของบิลลี่น้องชายคนเล็กค่ะที่อยากอ่าน เพราะก็เพิ่งจะเคยเห็นในเรื่องนี้แหละที่ให้พระเอกเป็นนักฟุตบอลแล้วไม่ได้ เล่นตำแหน่งควอเตอร์แบ็ค (หรือปีกอย่างบีที) แต่เป็นไลน์แบ็คเกอร์ ซึ่งนี่เหมาะสมที่สุดแล้ว เมื่อคิดว่าทีมที่บิลลี่เล่นให้คือนิวอิงค์แลนด์ แพทเทรียต ก็เพราะทีมนี้จุดแข็งอยู่ที่ไลน์แบ็คเกอร์ (ถ้าไม่นับทอม เบรดี้นะ)

แม็กซ์นึกถึงไมค์ วลาเบลค่ะ ตอนที่อ่านถึงบิลลี่

โอเคกลับเข้าเรื่อง ต้องขอโทษทีที่ฝันไปพักใหญ่ แต่แหมตอนนี้ไม่พูดถึงแพทเทรียตคุณก็ไม่ใช่แฟนฟุตบอลตัวจริงน่ะสิ

สรุปว่าชอบเล่มนี้ และอยากให้หามาอ่านกัน เรื่องไม่มีสาระให้หนักสมอง ไม่ต้องคิดมาก ไม่ซับซ้อนเหมือนพล็อตแนวพารานอมอล แค่ความหวานง่าย ๆ

อ้ออีกอย่าง อ่านเล่มนี้จะได้แถมนิดนึงตรงฌอนเป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็กกะบุช โอนีลตัวละครจากแบล็คเด็กเกอร์ด้วยนะ (มีข่าวลือมาว่า อีกเล่มของเธอที่เขียนในนามเจสสิก้า เบิร์ดพระเอกเป็นญาติกะซาดิตส์ด้วยนะ)

คะแนนที่ 82

เราไม่ได้อ่านช้าลงนะ

หลังจากออกบลอกตอบคำถามไปแล้ว ก็มีเสียงลือหึ่ง ๆ มาเข้าหูว่า "ไหนบอกว่าอ่านหนังสือได้วันละเล่มไง แต่ทำไมรีวิวไม่มีออกมาเลย"

วันนี้ก็เลยขอแก้ข่าวว่า แม็กซ์ไม่ได้รีวิวหนังสือทุกเล่มที่อ่านหรอกนะคะ มันอยู่ที่อารมรณ์ค่ะว่าบิวท์ได้รึเปล่า ยกตัวอย่างแล้วกัน หนังสือต่อไปนี้เป็นเล่มที่แม็กซ์อ่านในเดือนธันวาคม

1. Deal with this ของลูซี่ มอนโรว์ หนังสือสนุกใช้ได้ ดีกว่าหลายเล่มที่ผ่านมาของลูซี่ พระเอกที่เป็นสายลับปลอมตัวเป็นนักข่าวไปเช่าบ้านดาราสาวเพื่อสืบความลับใน กองถ่ายของเธอ อลัน ไฮแอตเป็นพระเอกตามสูตรหนังสายลับ ทั้งหล่อ ทั้งเก่งสารพัด และเซ็กซี่อย่างไม่น่าเชื่อ เล่มนี้เป็นเรื่องที่เชื่อมหนังสือชุด The Goddard Project (เรื่อง Satisfaction Guaranteed) ด้วยพระเอก กับเรื่อง The Real Deal (ซึ่งเป็นหนังสือของลูซี่ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด) ทางนางเอก พล็อตเรื่องไม่ค่อยมีอะไรให้ลุ้นเท่าไหร ผู้ร้ายก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนัก แต่แม็กซ์ชอบตัวละครในเรื่อง แม็กซ์เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบจิลเลี่ยนเท่าไหร กับความเปิดเผยและยอมรับทางเพศของเธอ แต่นั่นทำให้เธอเป็นคนที่แม็กซ์เชื่อว่าจะปราบอลันได้อยู่

คะแนนที่ 73

2. The Mane Event ของเชลลี่ย์ ลอว์เรสตัน เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นสองเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์สิงโต (นั่นคือคนที่แปลงร่างเป็นสิงโตได้ ไม่ใช่คนที่เกิดมาหน้ามีขนเหมือนสิงโตนะ) เล่มแรก Christmas Pride เป็นเรื่องรักเก่าที่บ้านเกิด อันเป็นเรื่องยอดฮิตในดวงใจของใครบางคนที่แม็กซ์รู้จัก เมซและเดซ (ตั้งชื่อได้ไงเนี่ย) เป็นเพื่อนนักเรียน และเมซ (พระเอก) ก็หลงรักเดซ (นางเอก) อย่างสุดหัวใจ ก็อกหักดักโป๊ะเมื่อเดซซึ่งย้ายโรงเรียนไปแล้วก็ไม่ยอมติดต่อกับเมซอีก ในตอนเด็กเมซซึ่งเป็นพันธุ์สิงโตมีพัฒนาการอย่างสิงโตเด็กคือ ตัวเล็ก ทำให้เขาไม่เป็นที่น่าประทับใจของสาว ๆ เท่าไหรนัก เวลาผ่านไปเมซไปเข้าคอร์สพระเอก (นั่นคือเข้าหน่วยซีล) เมื่อปลดประจำการเขาก็กลับมาเพื่อตามหาผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจอีกครั้ง และก็เจอเธอในบ้านของพี่สาวเขาเอง เมื่อเดซเข้าไปสืบคดีการตายของเผ่าสิงโตคนนึง แม็กซ์ชอบเล่มมากกว่าอีกเรื่องในเล่มเดียวกันนะ เพราะแม้จะมีพล็อตแบบลินน์ประเภทพี่สาวขาวีนของพระเอก แต่ก็ไม่เป็นผลต่อความรักของทั้งคู่

โดยรวมเล่มนี้อ่านฆ่าเวลาสนุก ๆ เป็นพารานอมอลแบบไม่ซีเรียส ไม่ตลกเห็นแก่ตัวอย่างแมรี่ จานิส ดาวิดสัน ไม่ถึงกับตลกลามกอย่างซานดร้า ฮิลล์ เป็นอะไรที่อยู่กลาง ๆ

คะแนนที่ 57

3. The Desert bride of Al Zayed ของเทสซ่า เรดลีย์ หนังสือเล่มนี้ออกกะหัวดีไซร์ แต่อ่านไปแล้วให้ความรู้สึกเป็นเพรสเซ่นมาก ชักจะสงสัยแล้วนะคะว่า เดี๋ยวนี้ดีไซร์ออกงานมาคล้ายกับเพรสเซ่นมากเหลือเกิน แต่แม็กซ์กลับรู้สึกชอบงานของดีไซร์มากกว่านะ เพราะนางเอกไม่ค่อยจะโง่ ซื่อ แล้วก็ไร้เดียงสาเท่า แม้ว่าพล็อตจะก๊อปกันมาเต็มที่ก็ตาม ในเล่มนี้นางเอกซึ่งเป็นเมียลูกชายเจ้าผู้ครองนครที่ทะเลาะและแยกกันไปห้าปี ต้องการขอหย่า ซึ่งพระเอกของเราก็ไม่ยอมง่าย ๆ ต่อรองให้นางเอกกลับมาที่ประเทศของตัว แล้วเล่นละครเป็นภรรยาผู้รักใคร่กันไปสักเดือนสองเดือนแล้วจะยอมหย่าให้ เรื่องไม่มีอะไรนักหรอก (มันมีอะไรก็ยากนะ หนังสือหนายังไม่ถึงสองร้อยหน้าเลย) แค่เรื่องของความเข้าใจผิด (ที่แม้จะงี่เง่า แต่เราให้อภัยพระเอกในความงี่เง่าอันนี้นะ เพราะคนที่ใส่ร้ายนางเอกเป็นคนที่พระเอกควรจะเชื่อ) แล้วก็ตอนจบที่คิดจะให้หักมุม แต่อ่านแล้วรู้สึกขัด ๆ

คะแนนที่ 50

4. The Down Home Zombie Blues ของลินเนีย ซินแคลร์ แม็กซ์อ่านเล่มนี้แล้วก็เห็นด้วยกับคนที่แนะนำให้อ่านอย่างเต็มหัวใจว่า เล่มนี้น่าจะเอาไปสร้างเป็นหนังแอ๊คชั่นไซไฟ เพราะเรื่องราวอ่านแล้วราวกับดูหนัง มันไม่ใช่โรแมนซ์หวานฉ่ำ เป็นเรื่องราวของนางเอกซึ่งเป็นทีมปราบซอมบี้จากนอกโลกตามรอยซอมบี้ที่หนีมา ยังโลก แล้วได้เจอกับพระเอกที่เป็นนายตำรวจที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เล่มนี้บทนางเอกเด่นและเก่งมาก แต่ก็ไม่ทำลายพระเอกสักเล็กน้อย อ่านแล้วสนุกเหมือนดูหนังค่ะ

คะแนนที่ 50 (ถ้าคิดว่าเป็นโรแมนซ์) และ 73 (ถ้าคิดว่าเป็นแนวอื่น)

5. Dark Lies ของวีวี แอนนา แม็กซ์ผิดหวังกับเล่มแรกในชุดนี้มาก เรื่อง Blood Secrets มีพระเอกและนางเอกที่ไม่น่าสนใจ พล็อตที่ไม่น่าสนใจ และตัวเอกที่ไม่มีความเก่งอะไรเลย ผู้ร้ายก็หนีไปได้ จนออกมาอาลวาดต่อในเล่มสอง แต่สำหรับเล่มนี้ แม้จะยังจับผู้ร้ายตัวจริงไม่ได้ แม็กซ์กลับชอบตัวละครมากกว่าเพราะมีความลึกที่เล่มหนึ่งขาดไป เจซ เป็นมนุษย์หมาป่าที่โดนทำร้ายอย่างหนักด้วยน้ำมือของมนุษย์ ดังนั้นเขาจึงกระอักกระอ่วนอย่างยิ่งที่พบว่าตัวเองหลงใหลทาล่าที่เป็น มนุษย์ แต่ทั้งคู่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อสืบสวนคดีฆาตกรรม แล้วเขาก็พบว่าทาล่าเป็นยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดา แม็กซ์ชอบตัวละครนะคะ แต่ก็ยังคิดว่าพล็อตเรื่องยังไม่ลงตัว แล้วยังไม่ชอบองค์ประกอบในอีกหลาย ๆ อย่าง ความจริงเกี่ยวกับทาล่าทำให้แม็กซ์คิดว่า มันไม่น่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เจซเลิกเกลียดมนุษย์ แม้ว่าหนังสือจะจบลงอย่างที่ว่าเขาทำใจยอมรับมนุษย์ได้มากขึ้น แล้วยังฆาตกรที่หนีไปได้อีกล่ะ ให้ตายเถอะ เขียนผู้ร้ายใหม่มันก็ไม่ได้ยากอะไรนะ ทำไมถึงต้องรีไซเคิลผู้ร้ายกัน มันทำให้ตัวเอกดูไม่ได้เรื่องเลยที่จับผู้ร้ายไม่ได้

คะแนนที่ 70

A Man in a Million // Jessica Bird

เจสสิก้า เบิร์ดเป็นอีกนามปากกานึงของเจอาร์ วาร์ด หรือจะพูดให้ถูกก็คงต้องบอกว่าเจ อาร์ วาร์ด เป็นอีกนามปากกานึงของเจสสิก้า เบิร์ด เพราะเจสสิก้าเกิดขึ้นในโลกน้ำหมึกก่อนเจ อาร์ แต่ก็เกิดก่อนไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จมากกว่า และในกรณีนี้มันก็จริง เพราะนักเขียนคนที่ใช้นามปากกาเจอาร์ และเจสสิก้า "เกิด" และได้รับการยอมรับจากแฟนหนังสือถึงขนาดกลายเป็นลัทธิหนึ่งในโลกโรแมนซ์ก็ เพราะแบล็ก เด็กเกอร์ บราเธอร์ฮู้ดของเจอาร์ ไม่ใช่เรื่องแนวสมัยใหม่ภายใต้ชื่อเจสสิก้า

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่างานของเจสสิก้า เบิร์ดจะไม่ได้เรื่อง

A Man in million เป็นหนังสือเล่มที่สองของเจสสิก้าที่แม็กซ์ได้มีโอกาสอ่านจนจบ (แม็กซ์เคยอ่านงานของเจสสิก้าสมัยที่เขียนให้บัลเลนไทน์ แต่ไม่จบค่ะ ตอนนี้กำลังบิวท์อารมณ์ตัวเองให้กลับไปอ่านต่อให้ได้ เพราะชักจะมีกำลังใจแล้ว เพราะสองเล่มที่อ่านจบไป มันดี ดี้ ดี ที่ไม่ใช่สนพ.มันดี)

โดยภาพรวมแม็กซ์ชอบเล่มนี้น้อยกว่า The Billionaire next door ที่แม็กซ์คิดว่าลงตัวมากกว่า แต่แม็กซ์ชอบสไปค์ โคตรชอบเลยด้วยซ้ำ

สไปค์ มอริอาตี้ ชายในชุดหนัง ขี่มอเตอร์ไซด์คันโต ท่าทางนักเลงมาดเขื่อง รู้ว่าตัวเองไม่เหมาะ และไม่คู่ควรอย่างยิ่งกับแมดเดลีน แม็คไกว์ ทายาทสาวผู้ร่ำรวยแห่งวงสังคม แต่เขาก็ไม่อาจหยุดตัวเองให้ปรารถนาตัวเธอได้ ทั้งคู่รู้จักกันผ่านเพื่อนสนิทของเขา (ซึ่งก็คือพระเอกใน TBND นั่นเอง) และก็เป็นฌอน โอแบนยอนที่เป็นพ่อสื่อให้ทั้งคู่ใกล้ชิดกัน เมื่อแมดต้องการเพื่อนสักคนให้กำลังใจในการเผชิญหน้ากับพี่ชายต่างแม่ เธอต้องการดึงเอาการควบคุมหุ้นมรดกที่พ่อทิ้งไว้ให้กลับมาอยู่ในความดูแลของ เธอเองอีกครั้ง แต่นั่นหมายความว่าเธอต้องกลับไปพูดจากับพี่ชายที่ร้ายกาจกับเธออีกครั้ง

แมดไม่ต้องการไปตามลำพัง และสไปค์ด้วยท่าทางไม่ยี่หระต่อคำวิจารณ์ดูจะเป็นทางเลือกที่ดี

หนังสือเล่มนี้เป็นงานของซิลลูเล็ตเล่มเล็กไม่หนามาก คุณคาดหวังว่าจะเจอหนังสือที่ให้คุณค่า สาระระดับดิกชั่นนารีไม่ได้หรอกนะ เป็นเรื่องรักหวาน ๆ อ่านสบาย และมีพระเอกที่ทำให้แม็กซ์ร้องกรี๊ดสลบ

จุดอ่อนของเรื่องก็คือนางเอกนั่นแหละ แมดเป็นผู้หญิงที่มีปัญหาในเรื่องความมั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง ทำให้เธอตั้งข้อสงสัยในการกระทำทุกอย่างของสไปค์ ไม่ไว้ใจเขา และมักตีความคำพูดของเขาผิด ๆ (แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่สไปค์ทำเช่นกัน แต่แม็กซ์ทนกับความผิดพลาดของตัวละครผู้ชายได้มากกว่านางเอกค่ะ) แต่ก็ยังมีข้อดีก็คือ ทุกครั้งที่ความเข้าใจผิดเกิดขึ้น แมดและสไปค์จะทำความเข้าใจกันในเกือบจะทันที จึงทำให้เรื่องนี้หนีพ้นพล็อตแนว "เข้าใจผิดกันทุกชาติ" ไปได้

คะแนนที่ 73

ป.ล. ขอถามผู้รู้หน่อยแล้วกัน แม็กซ์ได้ยินข่าวลือมาว่าสไปค์เป็นญาติกับซาดิสต์ในแบล็คเด็กเกอร์ แต่แม็กซ์อ่านแล้วไม่เจอประเด็นนี้ล่ะค่ะ คนที่รู้บอกได้ไหมคะว่าตรงไหน สิ่งที่แม็กซ์ค่อนข้างแน่ใจจากที่อ่านเจอก็คือ พ่อของสไปค์น่าจะเป็นพวกแวมไพร์ หรือไม่ก็แบล็คเด็กเกอร์แน่ ๆ ทำให้สไปค์ได้ตาสีเหลืองมา แต่ตรงไหรเหรอที่บอกว่าเขาเป็นญาติของซาดิสต์

Saturday, January 31, 2009

Last Wolf Standing & Last Wolf Hunting // Rhyannon Byrd

บลัดรันเนอร์เป็นเรื่องราวของนักล่าหมาป่านอกรีตที่ทำผิดกฎของเผ่าพันธุ์ บรรดาบลัดรันเนอร์ หรือนักล่ามีที่มาจากบรรดาลูกครึ่งของหมาป่าพันธุ์แท้กับมนุษย์ กลุ่มลูกครึ่งนี้จะไม่ได้รับการยอมรับให้มีศักดิ์และสิทธิเทียบเท่าสมาชิก ที่มีสายเลือดบริสุทธิ์จนกว่าจะล่าพวกนอกรีตครบจำนวนที่ตั้งเป้าไว้เสียก่อน เมื่อนั้นพวกนี้จึงจะกลายเป็นสมาชิกของฝูงอย่างเต็มตัว

ข่าวว่าเรื่องชุดนี้จะมีอย่างน้อยหกเล่ม สามเล่มออกปีนี้ติดกันสามเดือนตั้งแต่เดือนมีนาจนถึงพฤษภา แม็กซ์อ่านไปแล้วและจะรีวิวให้ฟังกันก่อนสองเล่มค่ะ

เริ่มต้นด้วย Last Wolf Standing หนังสือที่แม็กซ์คงบอกได้แค่ว่า ไม่เห็นจะมีอะไรใหม่หรือแตกต่างเป็นจุดเด่นมากไปกว่าแค่เป็นหนังสือแนว พารานอมอลโรแมนซ์อีกเล่ม

เมสัน ดิลลิงเจอร์ได้พบกับ "คู่แท้" ของเขาในเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างที่สุด นั่นเพราะเขากำลังอยู่ระหว่างการล่าศัตรูตัวร้าย หมาป่าแหกกฎที่ชื่อซิมมอนด์ แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธทอร์เรนซ์ได้ ทั้งที่รู้ว่าซิมมอนด์จะต้องใช้เธอเนเครื่องมือในการตอบโต้เขา แต่เขาต้องการเธอราวกับเป็นออกซิเจน ไม่อาจขาดเธอได้

ปัญหาแรกของเรื่องนี้ก็คือ ชื่อของนางเอก ที่อ่านไปทำให้แม็กซ์เกิดความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านเรื่องแนว MM อยู่พิกล ทอร์เรนซ์ยังไงยังไงก็ไม่ใช่ชื่อของผู้หญิง แม็กซ์ยอมรับและทำให้ไม่ได้ อ่านไปอารมณ์สะดุดตลอด

อีกเรื่องคือความที่ไม่มีอะไรใหม่เลยในพล็อตเรื่อง เมสันเจอทอรี่ (ขอเรียกอย่างนี้นะ ทำใจกะทอร์เรนซ์ไม่ได้จริงจริง) เขารับรู้ในทันทีว่าเธอเป็นคู่ของเขา ซิมมอนด์กลายจากผู้ถูกล่ามาเป็นนักล่าด้วยการตามล่าทอรี่ เมสันจำเป็นต้องปกป้องเธอ ในขณะเดียวกันก็พยายามทำให้เธอยอมรับเขาเป็นคู่ แต่ปากก็บอกเธอตลอดเวลาว่า เขาไม่อาจรักเธอได้ เพราะอดีตที่พี่ชายของเขาเองเคยประสบมา

ไม่ใช่ว่าไม่สนุกนะคะ อาจเป็นเพราะแม็กซ์อ่านเรื่องแนวนี้มามากเกินไป สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับแนวพารานอมอลเท่าไหร น่าจะชอบเล่มนี้นะคะ เพราะการเขียนถือว่าสมูธและลงตัวใช้ได้

คะแนนที่ 57

เล่มสองเป็นเรื่องราวของบลัดรันเนอร์นามเจรามี่ เบิร์นหันหลังให้กับเผ่าที่ ปฏิเสธไม่ยอมรับความเป็นลูกผสมของเขาเมื่อสิบปีก่อน ตอนนี้เขากลับมาแล้วเพื่อสืบหาคนทรยศ (ตอนจบใน Last Wolf Standing มีการค้นพบว่าซิมมอนด์มีผู้ร่วมอุดมการณ์อีกคน แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร)

เล่มนี้การเขียนและพล็อตเรื่องดีกว่าเล่มแรกค่ะ เพราะมันทำให้แม็กซ์มีความรู้สึกร่วมไปได้ตลอดทั้งเล่ม และยังทำให้คนอ่านเข้าใจความขัดแย้งระหว่างพวกหมาป่าสายเลือดบริสุทธิ์และ เหล่าลูกครึ่งอย่างพวกพระเอกด้วย ความกดดันที่เจรามี่ได้รับในเรื่องมันมากพอจะทำให้แม็กซ์ติดตามอ่านถึงความ ไม่ยุติธรรมที่เขาได้รับ และคาดหวังว่า ในที่สุดเขาจะได้รับการยอมรับ (เหมือนอย่างที่วูลฟ์ แม็คเคนซี่ได้รับในเรื่อง MacKenzie's Mountain) แต่ขอโทษนะคะที่ต้องบอกว่า มันมาไม่ถึง

แต่แม็กซ์ก็ยังชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มแรก เพราะมันทำให้แม็กซ์มีความรู้สึกร่วมไปได้ตลอด (มากกว่าความรู้สึกราบเรียบที่ได้จากเล่มแรก) แม้ว่าหลายครั้งแม็กซ์อยากตะโกนบอกให้เจรามี่ทิ้งกลุ่มคนพวกนี้ไป ปล่อยให้พวกนั้นเผชิญกับเคราะห์ร้ายกันเองแล้วกัน

ปัญหาใหญ่ของแม็กซกับเรื่องนี้ก็คือ จิลเลี่ยนนางเอก เพราะเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้เจรามี่เดินออกจากเผ่าด้วยความโลเล งี่เง่า ไร้สมอง หรือสรุปง่าย ๆ ว่า ความทุเรศของเธอ

ทั้งคู่เจอกันเมื่อสิบปีก่อน เมื่อจิลเลี่ยนเดินทางกลับมาที่เผ่าหลังจากจากไปเรียนกหนังสือ เพียงแว่บแรกเจรามี่ก็รู้ว่าเธอคือ "คู่แท้" ของเขา เขาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง (หรือพูดให้ถูกเป็นหมาผู้หญิง) ก็สิ้นลายเพราะเธอ แต่ความเป็นเลือดผสม และจิลเลี่ยนอยู่ในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งสำคัญของเผ่า ทำให้ทุกคนเห็นว่าทั้งคู่ไม่เหมาะสมกัน

และที่น่าโมโหก็คือ ยายจิลเลี่ยนไม่เคยมีความเชื่อมั่นในตัวเจรามี่เลย เธอเชื่อทุกคนที่ใส่ความเขา หันหลังให้เขา และที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ สิบปีผ่านไป เธอก็ยังไม่สำนึก พฤติกรรมของเธอมันก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีการเรียนรู้ แม้กระทั่งตอนที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาเริ่มลึกซึ้งขึ้นหลังจากที่เจ รามี่กลับมา เธอก็ยังเลือกที่จะเชื่อคนอื่นมากกว่าเขาอีก

มันเป็นความน่าอึดอัดและโคตรโมโห แต่แม็กซ์พยายามคิดในแง่ดีนะว่า หนังสือที่ทำให้แม็กซ์เกิดอารมณ์ของขึ้นได้ขนาดนี้ ก็ถือว่ามีดี อย่างน้อยก็มากกว่าเรื่องที่อ่านไปแล้วรู้สึกเซ็ง

เล่มนี้จะคะแนนเยอะกว่านี้มากเลยถ้าจิลเลี่ยนคุกเข่าลงขอโทษเจรามี่ แล้วกราบงาม ๆ สักสองสามที แต่เมื่อหล่อนไม่ทำ และเจรามี่ก็ใจง่ายให้อภัยเร็วเหลือเกิน คะแนนอยู่ที่ 60

โดยสรุป แม็กซ์ก็ยังให้เรียนนอนสอบผ่านนะคะ ถือว่าเป็นหนังสือสองเล่มแรก (ถ้าไม่นับงานที่เขียนให้กับอีลอร่า)

Last Wolf Watching // Rhyannon Byrd

หนังสือที่โฆษณาว่าเป็นเล่มสุดท้ายในชุดไตรภาคเรื่องราวของบลัดรันเนอร์ (ขี้เกียจอธิบายอีกรอบค่ะว่า บลัดรันเนอร์คืออะไร คลิกเข้าไปอ่านในรีวิวเก่า แล้วกันนะคะ)

และดูเหมือนเพื่อเป็นการชดเชยนางเอกห่วย ๆ ในเล่มสอง (ซึ่งเป็นเล่มที่แม็กซ์ชอบพล็อตและพระเอกมาก แต่อยากตบนางเอกให้หน้าหงาย) เล่มนี้เลยมีนางเอกที่น่าอ่านที่สุดเล่มนึง

มิชาเอล่าเป็นหญิงสาวที่มีสัมผัสรับรู้ถึงสิ่งเหนือธรรมชาติได้ เธอสามารถมองเห็นจิตใจและความคิดของคนอื่นได้ (แต่ก็ไม่ทุกคนนะคะ ถ้าพวกนั้นมีความควบคุมตัวเองที่ดี เธอก็อ่านพวกเขาไม่ออก) ซึ่งนั่นทำให้เธอทำใจยอมรับความจริงที่ว่า มีมนุษย์หมาป่าอยู่ในโลก และอาศัยปะปนกับมนุษย์ธรรมดาอย่างเราได้ง่ายดาย และเนื่องจากเธอเป็นเพื่อนของนางเอกเล่มหนึ่ง นั่นก็มากพอจะทำให้เธอและน้องชายถูกตามล่าจากพวกหมาป่านอกรีต

และน้องชายของเธอก็ตกเป็นเหยื่อ เขารอดตายจากการดักทำร้าย แต่ก็ต้องกลายเป็นหนึ่งในคนที่แปลงร่างเป็นหมาป่าได้ และทำให้ชีวิตของเธอต้องเข้ามาพัวพันมากขึ้น และเมื่อบรอดี้ หนึ่งในบลัดรันเนอร์ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของหมาป่านอกลู่แสดงอาการเป็นเจ้า ของเธออย่างชัดเจน เธอยิ่งกลายเป็นเป้าให้ปองร้าย

แม็กซ์ชอบมิชาเอล่ามาก เธอเป็นนางเอกชนิดที่รู้ใจตัวเองว่าต้องการอะไร หรือใคร และพร้อมจะทนกับการตอบปฏิเสธของชายที่เธอมั่นใจว่ารัก ซึ่งเธอจำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เพราะบรอดี้เป็นหนึ่งในพระเอกที่น่าเบื่อหน่าย ประเภทที่คิดว่าตัวเองรู้ดี และนึกเสมอว่าตัวเองไม่คู่ควรกับนางเอก แล้วยังแสดงอาการผลักไล่ไสส่งไม่หยุดหย่อน

เล่มนี้จึงเต็มไปด้วยฉาก ไล่-จูบ ไล่-จูบ เพราะพระเอกเราตัดใจทิ้งนางเอกไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ย้ำคิดย้ำทำว่าตัวเองไม่เหมาะกับเธอ และนั่นทำให้หนังสือที่น่าจะสนุก กลายเป็นน่ารำคาญเอาง่าย ๆ

ขอบอกว่าบรอดี้เล่นตัวจนน่าเบื่อ

สิ่งที่เหมือนกับสองเล่มแรกในชุดก็คือ การเหยียดหยามทางเผ่าพันธุ์ (ที่บรรดาหมาป่าสายเลือดบริสุทธิ์มีต่อพวกลูกครึ่งหมาป่ากะมนุษย์) ยังมีอยู่เพียบ และนี่เป็นประเด็นที่แม็กซ์ไม่ชอบ ไม่ชอบเพราะมีความรู้สึกว่า ถ้าพวกหมาป่าเลือดบริสุทธิ์มันเล่นตัว และเย่อหยิ่งขนาดนั้น บรรดาบลัดรันเนอร์ก็น่าจะปล่อยให้พวกมันต่อสู้กับหมาป่านอกแถวกันเองแล้วกัน ไม่น่าจะไปช่วยมันเลย

แถมตอนจบของชุด (เฉพาะสามเล่มนี้) ก็ยังไม่เห็นจะดูว่าพวกเลือดบริสุทธิ์จะซาบซึ่งในบุญคุณของเหล่าบลัดรันเนอร์เลย

ที่แม็กซ์คิดอย่างนี้ อาจเพราะแม็กซ์ไม่มีคุณสมบัติเป็นพระเอกนางเอกได้มั้ง เวลาเจอใครร้ายเข้าใส่ แม็กซ์จะร้ายกลับเป็นร้อยเท่า และไม่ชอบเสนอหน้าไปในที่ที่คนเขาไม่ต้องการเราด้วย แต่ทั้งหมดนี่เหล่าบลัดรันเนอร์ไม่ทำ สวมบทพ่อพระเป็นคนดีโคตร ๆ

เคยบอกไหมว่า แม็กซ์ไม่ชอบพระเอกชนิดดีร้อยเปอร์เซ็นต์นักหรอก

กลับมาที่พล็อต ด้วยความที่ว่าเล่มนี้เป็นเล่มสามในชุด และบางประเด็นเป็นเรื่องที่เปิดมาตั้งแต่เล่มหนึ่ง เล่มสอง ดังนั้นไม่แนะนำให้อ่านเล่มนี้ก่อนเล่มอื่นนะคะ ไม่ถึงกับทำให้อ่านไม่รู้เรื่องหรอก แต่มันจะสปอลย์เล่มแรก ๆ ไปนะสิ

โดยรวม หนังสือชุดนี้อ่านได้ ถือเป็นการเปิดตัวในระดับพรินต์บุ๊คที่ใช้ได้ของเรียนน่อน แต่ไม่ถึงกับทำให้ตื่นเต้นว่ามีนักเขียนแนวพารานอมอลที่น่าจับตามองหรอกนะคะ หนังสือของเธอก็เป็นแค่ "อีกเล่มนึงในแนวพารานอมอลที่ขายกันดาษดื่น"

คะแนนที่ 57

Scions: Resurrection // Patrice Michelle

Resurrection เป็นหนังสือเล่มแรกในชุด Scions (ที่เขียนภาษาอังกฤษ เพราะไม่รู้ว่าควรจะต้องออกเสียงภาษาไทยยังไง แต่คิดว่าน่าจะเป็นซีชั่นนะคะ) เรื่องราวของโลกมนุษย์ที่แตกต่างไปจากโลกที่เราอยู่กัน

ฟังแล้วก็คงงง งั้นขออธิบายเพิ่มเติมแล้วกัน

โลกในเรื่องชุดนี้ เป็นโลกที่มนุษย์เชื่อว่าแวมไพร์สูญพันธุ์ไปแล้ว เน้นตรงคำว่าสูญพันธุ์ เพราะมันหมายความว่า มนุษย์เรารู้แล้วว่าแวมไพร์มีอยู่จริง เพียงแต่เลือดของมนุษย์กลายเป็นพิษ ทำให้แวมไพร์ตายกันหมด ไม่สามารถมีชีวิตอยู่กันได้

แต่แล้วนิยายของอารีแอล สวอนสันก็สร้างความฮือฮาเมื่อเธอวางโครงเรื่องอยู่บนความจริงที่ว่า แวมไพร์ยังมีชีวิตอยู่ และหลบซ่อนอยู่ท่ามกลางเหล่ามนุษย์นี่เอง และที่มากไปกว่านั้น ในนิยายของเธอ มีการพูดถึงคำทำนาย

คำทำนายที่มีอยู่ในหมู่แวมไพร์ และนั่นมันก็มากพอจะทำให้เธอถูกตามล่า ความหวังเดียวของอารีแอลอยู่ที่แวมไพร์นอกคอกที่ชื่อ เจชิน แบล็ค

เป็นเวลากว่าสิบปีที่เจชินโดนเนรเทศออกจากกลุ่มแวมไพร์ แต่เขายังไม่หมดความเชื่อถือใน "คำทำนาย" ซึ่งทำนายถึงหญิงสาวผู้เป็นมนุษย์ และจะมาเคียงคู่กับผู้นำที่แท้จริงของเหล่าแวมไพร์ และนำพวกเขาไปสู่การอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างสงบ

ปัญหาก็คือ เจชินไม่ใช่ผู้นำแวมไพร์ ดังนั้นเขาจึงไม่อาจมีวันได้เคียงคู่กับอารีแอล แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังทำทุกวิถีทางเพื่อคุ้มครองเธอ ทั้งจากนักล่าแวมไพร์ (ซึ่งเป็นพวกมนุษย์) และเหล่าแวมไพร์ที่นำทีมโดยผู้นำที่ชั่วร้าย

จะว่าไปแล้วเล่มนี้ก็สนุกน่าติดตามค่ะ แต่แม็กซ์มีความรู้สึกว่า คนแต่งไม่ได้มีการวางพล็อตล่วงหน้าเท่าไหรนัก การแก้ปัญหาหลายอย่างทำได้เพราะข้อมูลใหม่ ที่คนอ่านไม่เคยรู้มาก่อน อยู่ดีดีตัวละครก็ "บอก" คนอ่านว่า ทำอย่างนี้ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การท้าทายของเจชินต่อผู้นำแวมไพร์ ที่ตลอดทั้งเรื่อง เขายอมรับความจริงมาตลอดว่าเบรเดนเป็นผู้นำของแวมไพร์ แม้เขาจะไม่ชอบเบรเดน แต่ในเรื่องก็ไม่เคยเสนอทางเลือกอื่นให้ แต่จู่ ๆ เมื่อเบรเดนแสดงความเป็นตัวร้ายออกมา เจชินก็คิดออกทันใดถึงวิธีการในการ "กำจัด" เบรเดน ข้อมูลที่คนอ่านไม่เคยรู้มาก่อน

แล้วยังมีอีกหลายส่วนในเรื่องที่ไม่มีการอธิบายอย่างชัดเจน เช่น เรารู้ว่า เจชินใช้ชีวิตรอดตามลำพังในหมู่มนุษย์ ด้วยการดื่มเลือดสังเคราะห์ แต่เราไม่รู้ว่าพวกแวมไพร์คนอื่นอยู่รอดกันได้อย่างไร (ดื่มเลือดกันเองงั้นเหรอ เพราะในเรื่องบอกแล้วว่าเลือดมนุษย์เป็นพิษกับพวกแวมไพร์) แล้วยังมีตอนที่พระเอกพูดอีกว่า การที่เขาดื่มเลือดสังเคราะห์ทำให้เขาแข็งแกร่งว่าแวมไพร์คนอื่น แต่กลับไม่มีคำอธิบายว่าเพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น

แล้วยังเรื่องที่ทำไมนางเอกถึงได้เขียนนิยายออกมาตรงกับข้อเท็จจริงในโลก ของแวมไพร์อีกล่ะ ไม่มีการอธิบาย เพราะจากเนื้อเรื่องเห็นได้ชัดว่า นางเอกไม่ได้ข้อมูลเหล่านั้นมาจากการหาข้อมูล หรือความทรงจำในอดีต (แม้อดีตของนางเอกจะพัวพันกับเหล่าแวมไพร์ก็ตาม) แม็กซ์เชื่อว่าเธอได้ข้อมูลมาจากความฝัน แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่มีการพูดถึงอย่างชัดเจนเลย

แม็กซ์คิดว่าพล็อตเรื่องมีรูโหว่ใหญ่มาก และหากจะให้อภัยโดยคิดว่า นี่เป็นเล่มแรก คนแต่งอาจจะยังไม่เปิดข้อมูลทั้งหมด เพราะจะเก็บไว้เฉลยในเล่มต่อมา ก็ไม่น่าเป็นได้ เพราะตอนนี้เล่มสองออกมาแล้ว เป็นเรื่องราวของมนุษย์หมาป่า ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับแวมไพร์ (แต่ข้อสงสัยของแม็กซ์เป็นเรื่องของแวมไพร์)

อีกคำอธิบายนึงที่อาจใช้อธิบายช่องว่างในพล็อตเรื่องที่มีเยอะมากอันนี้ อาจเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้ออกกะสนพ.ซิลูเอ็ด น็อคเทิร์นซึ่งจำกัดความยาวของเนื้อเรื่องเอาไว้ และด้วยความที่เล่มนี้เป็นนิยายที่ดำเนินเรื่องด้วยพล็อตค่อนข้างมาก อาจจะมีหลายส่วนที่อธิบายเรื่องให้เข้าใจได้มากกว่าโดนตัดออกไป เพื่อไม่ให้หนังสือหนาเกินข้อจำกัดที่มี บางทีเรื่องอาจจะสมบูรณ์มากกว่านี้ ถ้าไม่มีข้อจำกัดด้วยความยาวของเรื่อง

โดยรวม ไม่ใช่เล่มนี้แย่อะไรหรอกนะคะ เพียงแต่มันให้ความรู้สึกว่า มันน่าจะดีกว่านี้ได้เยอะเท่านั้นเอง ดังนั้นมันจึงไม่ถึงกับเลวร้ายขนาดว่าจะไม่ติดตามอ่านต่อในเล่มสองหรอกค่ะ แต่ก็เพราะความไม่ลงตัวเท่าไหรของเล่มแรก ก็เลยไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องชุดนี้น่าอ่านขนาดต้องรีบหยิบเล่มสอง ขึ้นมาเพื่ออ่านในทันที (เพราะตอนนี้เล่มสองก็มีอยู่ในความครอบครองแล้วล่ะ)

คะแนนที่ 53

Knight Errant // Marilyn Pappano

ดูเหมือนช่วงอาทิตย์นี้จะเป็นไล่ตอบคำถามที่ฝากแม็กซ์เอาไว้ ไม่ว่าจะทิ้งไว้ที่บลอกแห่งนี้ ในอีเมลล์ หรือถามกันเป็นการส่วนตัวนะคะ (สำหรับคนที่ไม่รู้อีเมลล์ของแม็กซ์คือ maxtreming@yahoo.com)

วันนี้ก็เป็นตอบคำถามที่ว่า อะไรทำให้แม็กซ์กลายเป็นนักอ่านที่ชื่นชอบพระเอก/นางเอกที่เคยเป็นตัวร้ายมา ก่อน หรือมีพฤติกรรมที่ออกกึ่งดีกึ่งเลว (และแม็กซ์ไม่ได้หมายความของคำว่าร้าย กับการทำร้ายจิตใจนางเอกนะคะ แม็กซ์ทนพระเอกชนิดที่ทำอย่างนั้นไม่ค่อยจะได้หรอก)

พอโดนถามเราก็เลยกลับไปคิด และได้คำตอบมาเป็นหนังสือเล่มนี้

Knight Errant

นึกถึงแม็กซ์ตอนเริ่มอ่านโรแมนซ์ใหม่ ๆ แม็กซ์เริ่มต้นอ่านจากงานของนอร่า โรเบิร์ต และเจนย์ แอน เครนซ หนังสือของพวกเธอทันสมัย ตัวละครน่าอ่าน พล็อตเรื่องสนุกสมใจ มันเป็นการเปิดตาของแม็กซ์ให้รู้จัก และรักโรแมนซ์มาจนถึงทุกวันนี้

ต้องยอมรับนะคะ ตัวละครของนอร่า และเจนย์เป็นคนดี พวกเขาอาจไม่สมบูรณ์แบบ หรือรวยล้นฟ้า (มากนัก) แต่พวกเขาอยู่ฝ่ายธรรมะ ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย (การที่แม็กซ์ชอบพระเอกที่เคยเลวมาก่อน ไม่ต้องทำให้ความชอบพระเอกที่นิสัยดีลดลงนะคะ มันไม่ใช่ Mutually Exclusive)

แม็กซ์อ่านงานของนักเขียนสองคนนี่ยาวนานเลยค่ะ (เพราะรวมหนังสือที่เธอสองคนเขียนในหลายนามปากกาก็มากกว่าสองร้อยเล่มแล้ว) จนกระทั่งเพื่อนที่รู้ใจ (you know who you are) ยื่นหนังสือเล่มนี้ และอีกห้าเล่มในชุดเดียวกันมาให้แม็กซ์อ่าน พร้อมพูดว่า

"ทนอ่านเล่มหนึ่งถึงเล่มสามหน่อยนะ แล้วทุกอย่างมันจะดีขึ้น แต่ทุกอย่างจะคุ้มค่าถ้าอ่านถึงเล่มนี้"

หนังสือทั้งหกเล่มอยู่ในชุด Southern Knights เล่าเรื่องของผู้พิทักษ์ธรรมในเมืองนิวออร์ลีน (จึงเป็นที่มาของชื่อชุดที่ว่า อัศวินแห่งภาคใต้ -- นิวออร์ลีนอยู่ทางใต้ของเมกา) ดั้งเดิมชุดนี้ตั้งใจจะเขียนออกมาแค่สามเล่ม เล่าเรื่องของนายตำรวจสามคนที่พยายามเอาผิดและนำตัวจิมมี่ ฟอลโคนมาลงโทษ แต่ด้วยความฮิตทำให้คนแต่งเขียนต่อมาอีกสามเล่ม เล่าเรื่องคนธรรมดาที่สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่บนซากความล่มสลายที่จิมมี่ทำเอา ไว้ (เพราะอัศวินไม่จำเป็นต้องเป็นตำรวจเสมอไป)

สามเล่มแรกเป็นจริงอย่างที่เพื่อนของแม็กซ์เตือน มันน่าเบื่อ และกว่าจะอ่านจบได้ แม็กซ์ก็เกือบบอกศาลากับคนแต่งคนนี้เด็ดขาดหลายต่อหลายรอบ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในเพื่อนคนนี้ (เขาเป็นคนที่รสนิยมดีมาก -- ที่บอกว่าดี เพราะมันตรงกับแม็กซ์สุดสุด) แม็กซ์ทน ทน ทน แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่าน อ่าน อ่าน อ่านให้จบ

สิ่งเดียวที่ทำให้สามเล่มนี้น่าสนใจก็คือ นิโคลัส คารุทชี่ ทนายความตัวแสบของจิมมี่ ฟอลโคน เขามีเสน่ห์ และร้ายได้ใจ เป็นคนที่ทำให้งานแห่งความชั่วร้ายของจิมมี่สำเร็จลงได้ แม็กซ์ควรจะไม่ชอบเขาเหมือนอย่างที่เกลียดจิมมี่ (ก็เขาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรแห่งความเลว) แต่ก็พบว่าเกลียดเขาไม่ลง ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง แม็กซ์พบว่าเขาเป็นตัวละครที่น่าค้นหาที่สุดในชุดนี้แล้ว

หลังจากจบสามเล่ม เรื่องราวที่ควรจะจบลงด้วยการจับคุมจิมมี่ และนิโคลัสเข้าคุก หนังสือชุดนี้ก็ถูกเปิดตอนต่อมาด้วยเรื่องราวของตัวละครรอง (ที่ออกในสามเล่มแรก) เล่าเรื่องการฟื้นฟูย่านสลัมอันเคยเป็นถิ่นหากินของจิมมี่

หนังสือสามเล่มหลัง เป็นหนังสือที่ดีที่สุดชุดนึงที่แม็กซ์เคยได้มีโอกาสอ่าน ตัวละครที่ไม่ต้องการเป็นวีรบุรุษ แต่พวกเขาก็เป็น ตัวละครที่ต้องการแค่ทำในส่วนที่ต้องทำ กลับกลายเป็นการกระทำอันยิ่งใหญ่

แต่ในบรรดาสามเล่มหลัง (ที่ดีมากแล้ว) มันเป็นเล่มสุดท้ายเล่มนี้ที่ชื่อว่า Knight Errant ที่กำหนดความชอบของแม็กซ์มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันเป็นเรื่องของนิโคลัส คารุทชี่

ตัวละครที่จับความสนใจของแม็กซ์ตั้งแต่แรกที่เขาออกมา แม้จะในฐานะของตัวร้าย เมื่อเขากลับมาในฐานะของพระเอก มันยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก

เป็นเวลากว่าห้าปีแล้วหลังจากนิโคลัสขึ้นให้การเพื่อปรักปรัมจิมมี่ ฟอลโคน มันเปิดเผยออกมาว่า เหตุผลที่นิโคลัสเลือกที่จะทำงานให้กับมาเฟียอย่างจิมมี่ ทั้งที่เรียนจบจากฮาร์วาร์ดด้านกฏหมาย และควรจะได้ออกไปไกลจากสลัมอันเป็นบ้านเกิด เขาละทิ้งอนาคตอันยาวไกลทั้งหมดก็เพื่อการแก้แค้น

คนรักของเขาตายโดยฝีมือของจิมมี่ นับจากนั้นนิโคลัสก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ใกล้ชิดกับจิมมี่ และนั่นหมายความถึงการทำทุกอย่างที่ผิดกฎหมายเพื่อให้จิมมี่ไว้ใจ เขาถลำลึกลงไปอย่างไม่อาจถอนตัวได้ แม็กซ์ชอบการที่เขาพูดกับนางเอกเล่มสาม เมื่อความจริงเปิดออกมาว่า เขาคือสายที่ให้ข่าวเกี่ยวกับจิมมี่ (แล้วเธอรู้สึกผิดอย่างมากที่เกลียดเขามาตลอด) เขาบอกให้เธอไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะเขาเป็นคนเลวอย่างที่เธอเข้าใจ การที่จะทำให้ความชั่วอย่างจิมมี่ไว้ใจ เขาไม่อาจเป็นคนดีได้ เขาต้องเลว และเขาก็เลวอย่างที่จำเป็นต้องเป็น

นิโคลัสไม่เคยหาข้ออ้างให้กับการกระทำของตัวเอง และนั่นเป็นคุณสมบัติที่แม็กซ์ตกหลุมรักเขา

ห้าปีผ่านไปหลังจากการเปิดโปงการกระทำผิดของจิมมี่ นิโคลัสซึ่งได้รับโทษจำคุกห้าปีสำหรับการกระทำในส่วนของเขา เขาออกจากคุก และกลับไปบ้านเกิดในสลัมอย่างผู้แพ้ จิมมี่แทบจะไม่ได้ใช้เวลาในคุกเลยด้วยซ้ำ (จิมมี่ชนะคดีด้วยการข่มขู่พยาน) ในขณะที่นิโคลัสสูญเสียทุกอย่าง ใบอนุญาตทนายความของเขาโดนยึดจากการที่เขาทำงานให้จิมมี่ ชีวิตที่อยู่บนเส้นด้าย เพราะจิมมี่ได้ออกคำสั่งฆ่าเขามาแล้ว

ไม่มีใครยินดีที่จะช่วยเหลือนิโคลัส เพราะการกระทำในอดีตของเขา และเขาก็ไม่ต้องการมันด้วย เขาหมดหวัง เพราะแม้เขาจะเสียสละทุกอย่าง ก็ยังไม่อาจล้มจิมมี่ได้ เขาทำดีที่สุด แต่กลับไม่ได้อะไรเลย จะว่าไปเขารอวันตาย

ลานี่ ฟาร์เรลเป็นเอฟบีไอที่ถูกส่งมาคุ้มกันนิโคลัสอย่างลับ ๆ เพราะเขาปฏิเสธการคุ้มกันทุกอย่าง เธอไม่อาจบอกความจริงเขาได้ ในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยพัฒนาขึ้น หัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การเอาผิดจิมมี่ หรือการต่อสู้กับนักฆ่าที่ตามล่านิโคลัส หากแต่เป็นการรักษาแผลใจของชายหญิงสองคน นิคสูญเสียรักแรกของเขา เสียทุกอย่างที่สร้างมาทางอาชีพเพื่อการแก้แค้น และไม่ต้องการรักใครอีก เพราะรู้ว่า มันจะเป็นการเซ็นต์คำสั่งฆ่าเธอเช่นกัน (จิมมี่จะฆ่าทุกคนที่เขารัก) ในขณะที่ลานี่ต้องต่อสู้กับอดีตที่มารดาฆ่าตัวตาย และความลับที่ตัวเองเป็นเอฟบีไอ และกำลังหลอกลวงนิคอยู่

การแก้ปัญหาเรื่องจิมมี่มันง่ายโคตร ๆ แต่ก็นะ แม็กซ์ไม่ได้อ่านเรื่องนี้โดยคิดว่ามันเป็นแนวโรแมนติกสืบสวนอยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงไม่มีผลอะไรต่อความชอบ นั่นเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่ว่าด้วยความรู้สึกล้วน ๆ (แม็กซ์ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้) มันเป็นความรักที่สมบูรณ์แบบของคนที่ไม่สมบูรณ์แบบเอาเสียเลย

นิโคลัส คารุทชี่เป็นจุดเริ่มต้นแรกของแม็กซ์ในการชอบอ่านเรื่องราวของคนที่ไม่ สมบูรณ์แบบ คนที่ในบางมุมมองอาจจะเป็นคนเลว แต่แม็กซ์คิดเสมอว่า ทุกคนมีหลายด้าน บางครั้งด้านที่เราเห็นอาจจะเป็นมุมที่มืดที่สุดของคนคนนั้น และถ้าเราคิดว่าด้านที่มืดของเขาน่าสนใจ ลองคิดดูสิคะว่า มุมที่สว่างกว่า (หรือมืดน้อยกว่า) มันจะยิ่งน่าสนใจขนาดไหน

คะแนนที่ 93

Bare Necessaries // Marie Donovan & Shaken and Stirred // Kathleen O'Reilly

ในบรรดาหนังสือของเล่มเล็ก ๆ ของฮาร์ลิควินที่แม็กซ์ซื้อ+อ่านมากที่สุดเวลานี่ก็คงเป็น ฮาร์ลิควิน เบลซค่ะ และขอบอกเลยแล้วกันว่าไม่ใช่เพราะเซ็กส์ (แม้ว่าจะเป็นที่ฮิตกันมากในหมู่นักอ่านชาวไทยที่นิยมเสือป่า ดูได้จากสนพ.น้อยตร.นำมาแปลและขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน) แต่ที่แม็กซ์ติดตามอ่านก็เพราะ นักเขียนที่เขียนให้กับอิมพรินต์นี้ (ขอให้ศัพท์ฝรั่งหน่อยแล้วกันค่ะ เพราะแปลไทยไม่ถูกว่าควรใช้คำว่าอะไร แต่อธิบายง่าย ๆ ได้ว่า สนพ.นี่จะมีอิมพรินต์หลายอัน เช่นสนพ.อมรินทร์ ออกนิตยสารแพรว นี่ก็ถือว่าแพรวเป็นหนึ่งในอิมพรินต์ของอมรินทร์) เป็นนักเขียนโปรดของแม็กซ์ และยังไม่เลิกเขียน ซึ่งต่างจากซิลลูเอ็ด อินทริเมต โมเม้นต์ที่โดนทิ้งร้างไปแล้ว

วันวานได้คิวอ่านหนังสือเบลซสองเล่ม จากนักเขียนคนนึงที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด (ที่เขียนให้เบลซ) และนักเขียนอีกคนนึงที่ได้ชื่อว่าน่าสนใจที่สุดในพ.ศ.นี้

หนังสือสองเล่มนี้มีแนวเรื่องที่คล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ (มันไม่ใช่เหตุผลที่แม็กซ์หยิบมาอ่าน) ตรงที่ทั้งพระเอกและนางเอกรู้จักกันมาก่อนหน้าที่หนังสือจะเปิดเรื่องขึ้น อีก และที่น่าสนใจก็คือ วิธีการดำเนินเรื่องแตกต่างกันไปอย่างมาก

Bare Necessaries ของมาเรีย โดโนแวน

แม็กซ์กลายเป็นแฟนตัวจริงเสียงจริงของมาเรียตั้งแต่ได้อ่านหนังสือเล่มแรก ของเธอ (ที่ออกกะเบลซเช่นกัน) เรื่อง Her body of pleasure ที่เอ็กซ์ได้อย่างนุ่มนวลมาก แม้ว่าจะผิดหวังกะเล่มสอง Her Book of Pleasure แต่นั่นก็ไม่ทำให้แม็กซ์หวั่นไหว ยังตามติดซื้อผลงานเล่มที่สามของเธอมาอ่าน

ความรู้สึกทีได้ แม้จะไม่อาจเทียบกับ Her Body of Pleasure ได้ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลย

บริทจิตเป็นสาววิสคอนซิน (สรุปว่าบ้านนอก) ที่เดินทางมาเรียนในชิคาโก้ หลังจากใช้เวลาเก็บเงินเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนแฟชั่นเป็นเวลาหกปี (แปลว่านางเอกไม่ใช่สาวน้อยวัยขบเผาะหรอกนะ อายุยี่สิบกว่าแล้ว) แต่ชีวิตในเมืองใหญ่ไม่เรื่องง่าย เธอจึงมีอาชีพเสริมด้วยการทำชุดชั้นในให้กับลูกค้ากลุ่มที่ถูกมองข้าม อย่างพวกนักเต้นระบำเปลื้องผ้า ที่มีความต้องการชุดชั้นในที่พิเศษไม่เหมือนใคร แต่ในวันนึงเมื่อเธอเดินทางไปยังคลับเปลื้องผ้าเพื่อส่งของให้ลูกค้า อดัมผู้เป็นเพื่อนสนิทกับพี่ชาย (ที่หวงน้องสาว) ของเธอก็บังเอิญมาเห็นเข้า และนำไปสู่เรื่องเข้าใจผิดว่า บริทจิตเป็นหนึ่งในสาวนักเต้น

พล็อตเรื่องของเบลซหาสาระอะไรไม่ค่อยได้หรอกนะคะ แต่ท่ามกลางความไร้สาระ หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างน้องสาว และเพื่อนของพี่ชายได้ดีมาก ๆ เล่มนึง

อดัมซึ่งปิ๊งบริทจิตตั้งแต่เห็นเธอสมัยยังเอ๊าะ แต่ไม่กล้าตามจีบ เพราะรู้สึกว่าเธอยังเด็กเกินไป และรู้ว่าบรรดาพี่ชายของเธอซึ่งเป็นเพื่อนของเขาคงเอาเขาตายแน่ ถ้ากล้ามาแหยมกับน้องสาว เขากลบเกลื่อนความรู้สึกที่มีต่อเธอด้วยการหนีหน้า ทั้งที่อยู่ในชิคาโก้ด้วยกัน แม้ว่าพี่ชายของเธอจะทั้งเน้นทั้งย้ำให้เขาดูแล "น้องสาว" คนนี้ให้ดี แต่เมื่อโอกาสมาเยือน เขาได้เจอเธออีกครั้ง อารามตกใจว่าเธอกลายเป็นนักเต้นเปลื้องผ้าไปแล้ว ทำให้อดัมรีบเสนอความช่วยเหลือทางการเงิน และพาตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับเธออีกครั้ง

เช่นเดียวกับเบลซเล่มอื่น ที่เซ็กส์ระหว่างตัวเองมาเร็วและแรง แต่ที่ดีกว่าคือ เล่มนี้ด้วยความที่ตัวละครรู้จักกันมานาน (และปิ๊งกันมานานกว่านั้น) ฉากเข้าด้ายเข้าเข็มจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกฝืน มันเป็นไปตามธรรมชาติดี

และที่ดีกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ได้ใช้พล็อตเข้าใจผิด หรือให้บริทจิตหลอกอดัมต่อไปเรื่อย ๆ ว่าเธอเป็นนักเต้นเปลื้องผ้า หลังจากการพบกันสองครั้ง เธอก็สารภาพความจริง และนี่เป็นส่วนที่แม็กซ์ชอบ เพราะตัวละครทั้งสองซื่อสัตย์ต่อกันอย่างมาก

แม้จะบอกกับตัวเองว่าทั้งคู่ยังอยากมีชีวิตที่เป็นอิสระ แต่การดำเนินเรื่องก็ทำให้เห็นชัดว่า สองคนนี่เหมาะกันแค่ไหน

ความสับสนของอดัมที่มีต่ออาชีพของตัวเอง (เขาเป็นนายหน้าค้าดัชนีการเกษตร -- ซึ่งเป็นงานที่เครียดที่สุดในโลกชนิดนึง แม็กซ์เคยทำและรับรองได้) ทำให้เขาหลงใหลชีวิตในชนบทอย่างที่บริทจิตมี ในขณะที่บริทจิตก็เบื่อหน่ายความธรรมดาของชนบทที่เธอต้องทนมาตลอดชีวิตเป็น อุปสรรคสำคัญ เพราะเธอรู้ว่า อดัมอยากกลับไปอยู่วิสคอนซิน ในขณะที่เธอต้องการเป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดัง และเมืองใหญ่เท่านั้นที่เหมาะกับเธอ

มันเป็นความขัดแย้งที่เข้าใจได้ และแม็กซ์ชอบวิธีการแก้ปัญหาที่คนแต่งใช้ มันเป็นการพบกันครึ่งอย่างที่ตัวละครไม่ได้คิดว่า มันเป็นการเสียสละเลยสักนิดเดียว มันทำให้เชื่อว่า เมื่อรักแล้ว แค่นี้เป็นเรื่องเล็กแค่ไหน

คะแนนที่ 63 (อย่าคิดว่าน้อยนะคะ ปกติแม็กซ์ไม่ค่อยให้คะแนนหนังสือเล่มเล็กเยอะอยู่แล้วล่ะ)

Shaken and Stirred ของแคธลีน โอไรลี่ย์

หนังสือเล่มแรกในชุด Those Sexy O'Sullivan และอาจจะเป็นชื่อชุดที่แม็กซ์เห็นด้วยว่า ไม่ได้โอ้อวดไปเลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะพี่น้องตระกูลโอซัลลิแวนนี่เซ็กซี่จริง รับประกันได้

แม็กซ์อ่านเล่มแรกแล้วก็ตกหลุมรักสามหนุ่มตระกูลนี้เข้าให้แล้วค่ะ เพื่อนคนนึงของแม็กซ์บอกก่อนที่แม็กซ์จะตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้มาอ่านว่า "พระเอกของแคธลีน โอไรลี่ย์ให้อารมณ์พระเอกของนอร่า โรเบิร์ตมาก" และนั่นก็มากพอจะทำให้แม็กซ์สั่งซื้อเรื่องชุดนี้ทั้งชุด เพราะพระเอกของนอร่า โรเบิร์ตดีที่สุดในโลกโรแมนซ์ (คำว่าดีไม่ใช่ว่าเป็นคนดีที่สุดนะคะ แต่มันลงตัวจริง ๆ)

อ่านไปแล้วก็เห็นด้วยค่ะ เกบ โอซัลลิแวนเป็นหนึ่งในสามพี่น้องที่เป็นเจ้าของบาร์ที่ชื่อว่า "ไพรม" บาร์เหล้าที่สืบทอดกันมาในตระกูลโอซัลลิแวนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยห้ามค้า เหล้าโน่นแล้ว เกบเป็นผู้ชายที่รู้จักตัวเองดีว่าต้องการอะไร เขารู้ตั้งแต่หกขวบว่า อยากเป็นเจ้าของบาร์ ดำเนินรอยตามลุงที่ทำกิจการในครอบครัว เขามั่นใจในตัวเอง แต่ไม่ขนาดเย่อหยิ่ง เขาพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่

ซึ่งแตกต่างจากเทสซ่า บาร์เทนเดอร์ที่ทำงานให้เขา เทสซ่าย้ายมานิวยอร์คเมื่อสี่ปีก่อน และทำงานให้เกบนับจากนั้น เธอมีความสัมพันธ์ในอดีตที่เลวร้าย เธอหลงเชื่อคารมแฟนหนุ่ม เลิกเรียนมหาลัย แล้วออกมาใช้ชีวิตล่องลอยไปให้แฟนเลี้ยง แต่เมื่อเขาเบื่อ เขาก็ทิ้งเธอไปอย่างไม่ชายตามอง เทสซ่าต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมกับใบประกาศว่าจบม.6 ในเมืองที่ค่าครองชีพอาจจะสูงที่สุดในโลก

เธอเรียนบัญชีเพราะคิดว่ามันเป็นอาชีพที่จะหาเงินได้เยอะ แต่เกลียดมัน เธออยากมีอิสระและยืนบนขาของตัวเองได้ แต่เธอกำลังจะถูกไล่ออกจากอพาทเม้นต์ โดยไม่มีทางเลือก เธอตอบรับข้อเสนอของเกบที่จะย้ายไปเป็นรูมเมทของเขา ตลอดเวลาสี่ปี เกบเป็นกำลังใจ เป็นเสาหลักที่คอยช่วยเหลือเธอ การย้ายไปอยู่ตามลำพังกับผู้ชายไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เทสซ่าก็คิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอที่จะไม่ตกบ่วงเสน่ห์ของเกษ

และก็เพียงวันเดียวที่เซ็กส์เริ่มขึ้น (ก็มันเป็นเบลซนี่คะ) แต่เทสซ่าหาทางออกให้การกระทำของตัวเองด้วยการเสแสร้งว่าเกบเป็นคนแปลกหน้า ความสัมพันธ์ที่ตามมานับจากนั้นก็มีรูปแบบเดียวกัน

แม็กซ์เข้าใจนะว่า เล่มนี้เป็นเรื่องการค้นพบตัวเองของเทสซ่า หนทางที่เธอยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ แม็กซ์เข้าใจและสนับสนุนนางเอกโรแมนซ์ที่เก่ง และไม่ต้องอ้อนพระเอกหากิน แต่เทสซ่ามันมากเกินไป เธอใจร้ายกับเกบมาก ขอให้เข้าใจนะคะ เกบเป็นพระเอกโรแมนซ์ที่น่ารัก และดีมาก ๆ การที่เห็นเขาถูกปฏิบัติเหมือนของไม่มีค่าจากเทสซ่ามันทำร้ายจิตใจบอบบางของ แม็กซ์มากเกินไป

เทสซ่าขอให้เกบรอ รอจนถึงวันที่เธอเข้มแข็ง และเป็นอิสระ วันที่เธอประสบความสำเร็จในชีวิต ก่อนที่เธอจะยอมเปิดใจรับเขาเข้ามา เธอคิดถึงตัวเองมากกว่า (ซึ่งเป็นข้อดีนะคะ ในชีวิตจริง แต่มันไม่โรแมนติกในโรแมนซ์ โดยเฉพาะในเรื่องที่พระเอกน่ารักอย่างนี้ ถ้าพระเอกแบบเจ้าแม่ยุ่งน้ำเน่า มันก็น่าอ่านล่ะนะ)

เป็นอีกเล่มที่ให้คะแนนยาก เพราะแม็กซ์ชอบพระเอกเหลือเกิน ในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบความใจร้ายของนางเอกเลย คะแนนที่ 53

ขอทิ้งท้ายไว้ว่า เห็นแม็กซ์ชมเกบขนาดนี้ แต่เขายังไม่ใช่พี่น้องตระกูลโอซัลลิแวนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดหรอกนะคะ รอพบกับเดเนียลวันพรุ่งนี้ กับหนังสือที่อาจจะเป็นหนังสือเล่มเล็กที่ดีที่สุดแห่งปีนี้

Sex, Straight up // Kathleen O'Reilly

แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือแล้วร้องไห้หนักขนาดนี้มานานมากแล้วล่ะค่ะ ส่วนใหญ่ ก็ร้องแค่ฉากใดฉากหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าเกือบจะทั้งเรื่องอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องมันรันทด ชีวิตบัดซบหรอกนะคะ เพียงแต่ประเด็นในเรื่องมันโดนใจแม็กซ์เข้าไปเต็ม ๆ เลยน่ะค่ะ

อย่างที่โฆษณากันไว้เมื่อวาน หนังสือเล่มนี้ดีจริง ๆ (และแม็กซ์เชื่อว่าคงมีคนหลงเข้ามาอ่านบลอกนี้กันหลายคน เพราะเห็นชื่อหัวข้อบลอกแล้วมันดูปลุกใจดี แต่ก็ขอบอกว่าเซ็กส์มันไม่ได้แรงอย่างชื่อเรื่องหรอกนะคะ)

Sex, Straight up ของแคธลีน โอไรลี่ย์

สำหรับคนอ่านโรแมนซ์ แม็กซ์เชื่อว่า พวกเราเชื่อในคำกล่าวอันนี้ "Love was forever. A promise was forever." (แม็กซ์โค้ดมาจากเรื่องนี้นะคะ เป็นฉากที่พระเอกตื่นนอนขึ้นมาแล้วขึ้นถึงเมียของเขา)

สำหรับเดเนียลแล้ว เขาเองก็เชื่อเช่นนั้น เขาเป็นลูกคนกลางในบรรดาพี่น้องสามคน เป็นคนที่เงียบที่สุด ไม่มีเสน่ห์เท่ากับฌอน พี่ชายคนโต ไม่ได้เป็นคนไนซ์เหมือนเกบ น้องคนเล็ก เดเนียลเป็นนักบัญชี เขาวางแผน และคิดอย่างเป็นระบบ เขายังแตกต่างจากพี่น้องตรงที่เขาพบรักแท้ของเขาแล้ว เธอชื่อมิเชลล์ พวกเขาแต่งงานกันได้ห้าเดือน หลังจากคบหาดูใจกันมาปีนึง เธอเองก็เป็นนักบัญชี ทำงานที่เดียวกับเขา ชีวิตของพวกเขายาวไกล และสดใส จนกระทั่ง...

วันอังคาร์ในเช้าทีสดใสของเดือนกันยายน ปี 2001 และอย่างที่บรรยายไว้ในเรื่อง ชีวิตของเขาก็พังทลายลง

"But then one September morning seven years ago, bright sunlight mocking in the sky, that all exploded, along with two airliners, two buildings and two thousand, severn hundred and forty people -- one of whom was his wife.

Gone."

มิเชลล์เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 9/11 และเดเนียลซึ่งออกไปซื้อกาแฟขณะที่เกิดเหตุรอดตาย

ปกติแม็กซ์ไม่ใช่คนที่ชอบอ่านเรื่องที่พระเอกเคยมีรักแท้กับผู้หญิงคนอื่นมา ก่อนนางเอกนะคะ แม็กซ์ไม่ชอบความรู้สึกของการเป็นเป็นที่สอง หรือมาทีหลัง แต่เล่มนี้แคธลีนเขียนได้ดีมาก ๆ จนประเด็นนี้ไม่รบกวนจิตใจแม็กซ์เลย ทั้งที่มันเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรื่อง

มันเป็นไปได้ไหมสำหรับคนที่เหลืออยู่ที่จะมีชีวิตต่อ มีความรักครั้งใหม่ และมีความสุขอีกครั้ง

เจ็ดปีผ่านไปแล้ว ความเศร้าเสียใจเริ่มเลือนหายไป และนั่นยิ่งเพิ่มความรู้สึกผิดให้เดเนียล เขาสัญญาที่จะรักมิเชลล์ตลอดไป ความรักมันควรจะอยู่ตลอดไป แต่เขารู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นเรื่อย ๆ การอยู่ตามลำพังในเมืองใหญ่ การจมอยู่กับความรู้สึกผิดตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องง่าย หรือดีต่อสุขภาพจิตเลย แต่เดเนียลก็ปฏิเสธที่จะเดินหน้าต่อไปในชีวิต

จนกระทั่งเขาได้พบกับแคทเทอลีน ขณะที่ไปพักร้อนช่วงสุดสัปดาห์ ความเศร้าในดวงตาของเดเนียลเรียกหาเธอ ในฐานะของศิลปิน เธอรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดในวิญญาณ ทั้งสองคนถูกดึงดูดเข้าหากัน และได้ใช้เวลาชั่วสั้น ๆ นั้นกับกันและกัน โดยไม่หวังจะมีอะไรที่มากไปกว่านั้น

สุดสัปดาห์นั้นจบลง พร้อมกับการเข้าใจผิด เพราะแคทเทอลีนพบแหวนแต่งงานของเขาเข้า และคิดว่าเขาแต่งงานแล้ว ส่วนเดเนียลเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายได้อย่างไรว่า ทำไมเขายังสวมแหวนแต่งงานอยู่ ทั้งที่เมียก็ตายไปตั้งเจ็ดปีแล้ว เขาจะอธิบายเรื่องเศร้าที่เกิดกับเขาได้อย่างไร

ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง เมื่อเดเนียลเป็นหนึ่งในทีมงานที่ถูกส่งเข้ามาตรวจสอบบัญชีในบริษัทที่แคทเท อลีนทำงานอยู่ (และปู่ของเธอเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย) และความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่พยายามบอกว่า ไม่อาจเป็นได้มากกว่าเซ็กส์ก็เริ่มขึ้น

ฟังพล็อตเรื่องนี้ก็รู้สึกเหมือนพระเอกเห็นแก่ตัวมาก ๆ นะคะ เพราะเขาเป็นคนที่ไม่อาจเปิดใจยอมรับนางเอกเข้ามา เป็นคนที่หมกหมุ่นอยู่กับความรักในอดีต และพยายามที่จะกันแคทเทอลีนออกไปจากชีวิต แต่แม็กซ์ก็พบว่าตัวเองเกลียดเขาไม่ลง ไม่ใช่ว่าเดเนียลไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรลงไปกับแคทเทอลีน แต่เขาไม่รู้ว่า "ควร" จะต้องทำยังไง เขาควรจะมีรักแท้เพียงครั้งเดียว เขาควรจะซื่อสัตย์ต่อความรักจนวันตาย แม้มิเชลล์จะจากไปก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว เขาต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดที่ว่าตัวเองเป็นคนทรยศต่อความรัก นี่เป็นฉากหนึ่งที่เขาพูดคุยกับแม่ของมิเชลล์ แม็กซ์ชอบแม่ของมิเชลล์นะคะ เพราะเป็นเธอที่ให้เหตุผลกับเดเนียล "

"Loving someone isn't something you put behind you... it's forever"

She's not coming back, Daniel. What? You're going to be alone for the rest of your life? Another fifty years? Is that really that you want?"

"I made a promise to your daughter. Ihad our life so completely and carefully planned. It wasn't supposed to be fucked. She didn't deserve it.

"She didn't deserve it, and neither did you. You can't live like this forever, Daniel. She wouldn't want you to"

"Michelle's gone now and I can't change that, and you can't change that. I wasn't supposed to bury a daughter, you weren't supposed to bury a wife, but we did. and you're too young for this."

เห็นอย่างนี้เดเนียลไม่ใช่พระเอกทมทุกข์นะคะ แต่เขามีหลักการ มีแผนการ และมีแผลในใจที่ใหญ่มาก เขารู้ตัวว่ารักแคทเทอลีน แต่ไม่กล้าสานความสัมพันธ์ให้มากไปกว่านี้ เพราะเขาไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะมีวันทำใจให้รักเธอโดยไม่รู้สึกผิดต่อมิเชลล์ได้ไหม

และแม็กซ์ชอบการที่เขาคิดได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงชีวิต หรือมีคนมาพร่ำสอนชี้ทางสว่างให้ เพราะเรื่องอย่างนี้มันต้องคิดตกด้วยตัวเองค่ะ

พูดตามตรงนะคะ แม็กซ์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าเป็นเราเอง เกิดตายก่อนคนที่เรารัก (และเขารักเรา) เราจะคาดหวังให้เขาไว้ทุกข์ให้เราไปตลอดชีวิตเลยเหรอ (แต่ที่แน่ ๆ แม็กซ์ไม่ต้องการให้ใครฆ่าตัวตายตามแม็กซ์ไปหรอกนะคะ ไม่บ้าหนังเกาหลีขนาดนั้น)

หนังสือเล่มนี้ท้าทายความเชื่อของแม็กซ์เรื่อง พระเอกโรแมนซ์มีรักแท้ได้แค่ครั้งเดียวมาก อย่างที่บอก ปกติไม่ชอบพล็อตแนวนี้อย่างแรง แต่เล่มนี้สอบผ่านค่ะ ผ่านแบบได้เอเสียด้วย

คะแนนที่ 83

Nightcap // Kathleen O'Reilly

หนังสือเล่มสุดท้ายในชุดพี่น้องตระกูลโอซัลลิแวน และขอแก้ความเข้าใจผิด (ของตัวเองนั่นแหละ) เรื่องลำดับความเป็นพี่น้องของพระเอกทั้งสามคน แม็กซ์บอกไว้ในรีวิวของเรื่อง Sex, Straight up ว่าเดเนียลเป็นน้องคนกลาง (เพราะตอนที่อ่านได้ความอย่างนั้นจริง ๆ สงสัยจะเมาคาร์บอนไดอ็อกไซด์ เนื่องจากอ่านตอนนั่งรถเมล์) แต่แท้จริงแล้วเดเนียลเป็นพี่ชายคนโต ส่วนพระเอกของเล่มนี้ฌอนเป็นน้องคนรอง ส่วนเกบเป็นคนเล็ก

Nightcap ของแคธลีน โอไรลี่ย์

เล่มนี้ก็เหมือนกับสองเล่มแรกตรงที่พระเอกน่ารักมากกกกกกกก อ่านแล้วกรี๊ดสลบ ยิ่งฌอนเป็นคนที่ได้ชื่อว่าเสน่ห์แพรวพราว สาว ๆ ติดกันเกรียวอยู่แล้วด้วย เล่มนี้แสดงให้เห็นด้านที่ลึกมากขึ้นของเขาว่ามีอะไรมาไปกว่าความหล่อเหลา

ฌอน โอซัลลิแวนกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ ที่แม้แต่ความเป็นทนายความผู้กว้างขวางในนิวยอร์คของเขาก็แก้ไขด้วยตัวเอง ไม่ได้ เพราะเป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่เกบ น้องชายของเขาซื้อตึกข้าง ๆ บาร์ที่พวกเขาเป็นเจ้าข้องเพื่อปรับปรุงและขยายต่อเติมบาร์ประจำตระกูลของ พวกเขาให้ใหญ่ขึ้น แต่อุปสรรคสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตก่อสร้าง การตรวจงานจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร (ของนิวยอร์คนะ ไม่ใช่เมืองไทย) ที่พยายามทำให้อาคารของพวกเขาเป็นเขตอนุรักษ์ไม่อาจปรับปรุงได้

อุปสรรคทั้งหลายดูเหมือนจะมีต้นกำเนิดมาจากสำนักงานของนายาเทศมนตรี และคลีโอ โรว์ลิ่งค์ดูจะเป็นคนเพียงคนเดียวที่ช่วยฌอนแก้ปัญหาได้

แต่ก่อนที่เธอจะช่วยเขาแก้ปัญหา ก็เป็นฌอนที่แก้ปัญหาให้คลีโอในฐานะของรองนายกเทศมนตรีซึ่งได้รับมอบหมายให้ จัดการประนีประนอมกับเหล่าคนงาน ซึ่งเขาก็ช่วยยุติการสไตร์คของสหภาพแรงงานในนิวยอร์คได้

หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยการบอกเล่าถึงความเก่งของคลีโอ ซึ่งแม็กซ์อ่านจนจบทั้งเรื่อง ก็เห็นแค่ฉากเดียวที่พิสูจน์ว่าเธอเก่งจริง (ยังดีนะที่มีฉากนั้น) ทำให้มันไม่ได้ผล และแม็กซ์รู้สึกว่าคลีโอเป็นผู้หญิงที่ไม่คู่ควรกับฌอนเลย

และนี่คือปัญหา เช่นเดียวกับเล่มแรก เพราะคลีโอไม่คู่ควรกับฌอน อาจเป็นเพราะแคธลีนเขียนพระเอกได้ดีมาก ๆ ทำให้นางเอกจึงดูด้อยลงไปโดยปริยาย และทำให้เล่มนี้ และเล่มแรกไม่เวิร์คสำหรับแม็กซ์ ในขณะที่เล่มสองได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ เพราะแคธเทอลีนดูดีกว่าเทสซ่า (นางเอกเล่มหนึ่ง) และคลีโอในเล่มนี้

ปัญหาของคลีโอก็คือ เธอต้องรับภาระในการดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ และเธอหัวรั้นเกินกว่าจะหาความช่วยเหลือจากคนอื่น ทั้งที่มันเห็นได้ชัดแล้วว่า เธอรับมือกับมันไม่ไหว นั่นไม่ได้ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า คลีโอเป็นคนดีที่เสียสละเพื่อแม่หรอกนะคะ แต่มันดูเหมือนเธอเป็นคนโง่เกินกว่าจะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ (เพราะสุดท้าย รู้อะไรไหมคะ ก็เป็นฌอนอีกนั่นแหละที่ต้องขี่ม้าขาวมาช่วยเธอเอาไว้)

แม็กซ์รู้สึกว่าคลีโอเห็นแก่ตัวเกินกว่าให้อภัย ขอร้องล่ะนะ พระเอกดีดีอย่างนี้ไม่ใช่จะหากันเจอง่าย ๆ หรอกนะ ถึงจะเป็นพระเอกในนิยายโรแมนซ์ก็เหอะ (และลองนึกดู นิยายโรแมนซ์เต็มไปด้วยเศรษฐีปากเสีย ชีคบ้าอำนาจ และดยุคนักข่มขืน ฌอนถือว่าเป็นเพชรในตมทีเดียวล่ะ) ทำให้การอ่านเล่มนี้ขัดใจแม่ยกอย่างแม็กซ์ยิ่งนัก

บอกตามตรงว่าเสียดายฌอนค่ะ

คะแนนที่ 53

Friday, January 23, 2009

Dangerous Lover // Maggie Shayne

พอว่ากำัลังรอหนังสือล็อตของเดือนหน้าเข้า ก็เลยไม่อยากหยิบหน้าเล่มหนามาอ่านเท่าไหรค่ะ มองไปมองมา ก็เห็นหนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นอีกเล่มที่ดองข้ามปี และเพื่อให้จบจบกันไปเสียที ก็เลยเลือกมาอ่าน

Dangerous Lover ของแม็กกี้ เชน

แม็กกี้ เชนเป็นนักเขียนที่แม็กซ์ยกให้เป็นบรมครูแห่งแนวพารานอมอล ไม่ใช่เพราะเธอเขียนดีที่สุดหรอกนะคะ แต่เพราะเธอนักเีขียนคนแรก ๆ ที่เอาแวมไพร์มาเป็นพระเอกโรแมนซ์ (ย้อนไปไกลถึงปี 1993) ในยุคที่คนอ่านทั่วไปยังคิดถึงแวมไพร์ว่าเป็นปีศาจชั่วช้า แม็กกี้สร้างหนังสือชุดที่เรียกกันในเวลาต่อมาว่า Wings in the night ขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นให้กับแวมไพร์โรแมนซ์อีกหลายร้อยเล่มที่ตามมาในปัจจุบัน

แต่เล่มนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งในชุด WITN หรอกนะคะ แต่เป็นอีกชุดนึงของแม็กกี้ที่ชื่อว่า The Texas Brand ซึ่งคาดว่าคงดังไม่แพ้กัน จะไม่บอกว่าดังได้ยังไงในเมื่อชุดนี้ตอนนี้เขียนมาแล้วเกือบจะยี่สิบเล่ม เพียงแต่เล่มนี้เป็นชุดที่งอกออกมาจากชุด The Texas Brand ที่เรียกว่า The Oklahoma All-Girl Brands ซึ่งเป็นชุดที่เล่าเรื่องพี่น้องผู้หญิงห้าคน และเล่มนี้คือเล่มสุดท้ายในชุด ที่แม็กซ์ซื้อมาดองเค็มดองเปรี้ยวไว้นานมาก (หนังสือออกขายตั้งแต่ปี 2006)

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านชุด Brand เลย ก็ขอบอกว่าน่าจะอ่านรู้เรื่องนะ เพราะกว่าแม็กซ์จะหยิบเล่มนี้มาอ่าน เราก็ลืมเรื่องราวในเล่มก่อนหน้าไปหมดแล้ว เราก็ยังอ่านเล่มนี้ได้โดยไม่มีปัญหาอะไร

เรื่องราวของซีลีน ลูกสาวคนเล็กในบรรดาพี่น้องห้าคน เธอมีสัมผัสพิเศษ และเป็นแม่มด ที่ไม่ใช่แม่มดที่เราคุ้นเคยกัน (คือไม่ใช่แม่มดแบบแม่เลี้ยงของสโนว์ไวท์ แต่เป็นแม่มดที่มีความเชื่อทางศาสนา เชื่อในการไม่ทำร้ายคนอื่น และมีคาถาอาคม แต่ไม่ทำร้ายใคร) ในคืนวันนึงขณะที่เธอและเพื่อนซึ่งเป็นแม่มดที่ความเชื่อเหมือนกันออกไปทำ พิธีกลางแสงจันทร์ เธออธิษฐานขอให้ตัวเองได้พบกับคู่แท้ และในทันใดก็มีผู้ชายที่ถูกทำร้ายหนีตายมาล้มตรงหน้า

ซีลีนพาเขาส่งโรงพยาบาล แต่นั่นกลับเป็นการทำให้เธอถูกเปิดโปงว่าเป็นแม่มด และทำให้เธอมีปัญหากับแม่ซึ่งไม่เข้าใจความเป็นแม่มดของเธอว่ามันไม่ใช่สิ่ง เลวร้าย ด้วยความกดดันจากแม่ ซีลีนตัดสินใจหนีไปพักผ่อนตามลำพังในเคบินกลางป่า

และด้วยความบังเอิญ (หรือโชคชะตา ตามที่ซีลีนเชื่อ) ชายหนุ่มผู้ถูกทำร้ายปางตาย และเมื่อฟื้นพบว่าความจำเสื่อมหนีออกจากโรงพยาบาลมาพบกับเธอระหว่างทาง ทั้งสองเดินทางพร้อมกันไปยังเคบินที่ซีลีนขอยืมจากเพื่อน

ด้วยความสามารถทางเวทมนตร์ทำให้ซีลีนรู้ว่าเขาชื่อคอรี่ย์ และเป็นคู่ชีิวิตของเธอ เพียงแต่คอรี่ย์ไม่รู้ และยังมีศัตรูที่ตามฆ่าคอรี่ย์ติดตามพวกเขาอีก และด้วยเหตุผลบางอย่างเพื่อนของซีลีนที่ทำพิธีในคืนวันนั้นถูกลอบฆ่าเรียงคน

หนังสือเล่มนี้ไม่หนานะคะ (แค่สองร้อยห้าสิบหนา) แต่เรื่องเยอะ ซึ่งก็ดีนะคะ ไม่อย่างงั้นเบื่อตายเลย เพราะขนาดพล็อตเยอะอย่างนี้ก็ยังน่าเบื่อ แม็กซ์อ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกเหมือนโดนยัดเยียดความรู้เกี่ยวกับแม่มด (ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนตัวของแม็กกี้ เชน คนแต่งที่เป็นหัวหน้าสำนักแม่มดในชีวิตจริงด้วย) มันมากเกินไป และแม็กซ์ว่า ทำได้อย่างไม่มีรสนิยมเลย

ปัญหาของแม็กซ์กับหนังสือเล่มนี้ก็คือ แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าตัวละครในเรื่องมีชีวิตเหมือนคนจริง ๆ ซีลีนดูเหมือนนางเอกในนิยายน่ะ ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงนะคะ แต่ดูไม่สมจริงอย่างมาก ส่วนคอรี่ย์ก็... พูดไม่ถูกอีกค่ะ ดูไม่มีชีวิต เหมือนถูกยัดเยียดเข้ามาในเรื่องยังไงก็ไม่รู้ ตัวร้ายก็ดูไม่น่าจะมีเหตุผลที่ต้องทำขนาดนั้น (ไล่ฆ่าเพื่อนของซีลีนทีละคน และตามทำร้ายซีลีน แต่พอจับได้ ก็ไม่เห็นว่าจะทำอะไรได้เรื่องเลย) เรื่องมันดูเล็กนิดเดียว ไม่น่าถึงขนาดต้องฆ่ากันด้วยซ้ำ

นี่บอกตามตรงนะคะว่าไม่ได้คาดหวังอะไรเท่าไหรเลย เพราะปกติอ่านงานของแม็กกี้ เชนที่ไม่ใช่แนวพารานอมอลเต็ม ๆ (อย่างชุด WITN) แม็กซ์ก็ไม่ค่อยปิ๊งอยู่แล้ว คะแนนที่ 37

ป.ล. แม็กซ์ขอบอกว่า สำหรับคนที่สนใจงานของแม็กกี้ เช่น เห็นคะแนนอย่างนี้อย่างเพิ่งตกใจนะคะ แม็กซ์อยากแนะำนำให้หาชุด WITN มาอ่าน หรือไม่ก็ชุด Rush ที่มีสองเล่ม (หายากโคตร ๆ แต่สนุกโคตรๆ เช่นกัน) นั่นคือเรื่อง Fairytale และ Forever Enchanted (ซึ่งเล่มนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้แม็กซ์หันมากรี๊ดพระเอกที่เคย เป็นตัวร้ายมาก่อน)

ป.ล.ล. สุดท้ายจริง ๆ ขออธิบายว่า ช่วงมีงาน RWA แม็กซ์คงมีการโพสต์บลอกวันละสองโพสต์นะคะ เพราะโพสตร์นึงจะเป็นการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวพิเศษ ส่วนอีกอันก็เป็นบลอกของแม็กซ์พล่ามไปตามเรื่องตามราว