Showing posts with label 2008. Show all posts
Showing posts with label 2008. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Dangerous To Touch // Jill Sorenson

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์เรื่อง Crash into Me ที่เขียนไว้เมื่อช่วงต้นเดือนคงจะพอรู้ว่า แม็กซ์ชอบงานของนักเขียนหน้าใหม่อย่างจิล ซอเรนสันมากแค่ไหนนะคะ และก็เป็นโชคดีของเราอีกค่ะที่เมื่อปีก่อน แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อหนังสือเรื่องนี้เอาไว้แล้ว (มิฉะนั้นถ้าไม่สั่ง ตอนนี้คิดจะสั่งก็ไม่มีของขายแล้วล่ะ เพราะหนังสือของฮาร์ลิควินหมดเร็วมาก) ทำให้เรามีงานของจิลอีกเล่มเอาไว้อ่าน

ในฐานะที่หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มแรกที่จิล ซอเรนสันเขียน แม็กซ์ให้คะแนนสอบผ่านนะคะ แต่สำหรับนักเขียนที่เขียนเรื่องอย่าง Crash into Me เธอสอบตก เพราะเรื่องนี้ไม่อาจเทียบกันได้เลย

ปัญหาใหญ่ที่เรามองเห็นก็คือ ขนาดความยาวของเรื่อง ในขณะที่ CIM หนามากกว่าสี่ร้อยหน้า หนังสือเรื่องนี้หนาเพียง 215 หน้า ในขณะที่ความเข้มข้นของพล็อตเรื่องก็มีมากพอกัน ทำให้เวลาเราอ่านเล่มนี้ เรารู้สึกถึง "ความขาด" ของเนื้อเรื่องไปหลายส่วนเลยล่ะ

Dangerous to Touch ของจิล ซอเรนสัน

ซิดนี่ย์ มาร์โลว์เป็นหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์พิเศษ นั่นก็คือเธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้โดยการสัมผัส และเหตุการณ์ที่เธอเห็นก็ไม่ใช่สิ่งที่ซิดนี่ย์ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องเลย เพราะมันคือเหตุการณ์ฆาตกรรมหญิงสาวคนนึง นิมิตที่เธอเห็นผ่านการสัมผัสสุนัขของหญิงสาวผู้นั้น

และแม้รู้ว่าจะไม่มีใครเชื่อ ซิดนี่ย์ก็ตัดสินใจแจ้งสิ่งที่เห็นกับตำรวจ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เธอพูด ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ เพราะเป็นเพียงคนเดียวที่บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ผู้หมวดมาร์ค ครูซถูกส่งมาติดตามความเคลื่อนไหวของซิดนี่ย์ เพราะหวังว่าเธอจะนำเขาไปสู่ฆาตกรตัวจริง และหวังว่ามันจะทันเวลาก่อนที่ฆาตกรรายนั้นจะฆ่าอีกครั้ง

พล็อตหนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นมาตรฐานของแนวโรแมนติคสืบสวนทั่วไปนะ คะ นางเอกที่เห็นนิมิต พระเอกที่เป็นตำรวจไม่เชื่อในสิ่งที่เธอเห็น และตั้งคำถามทุกอย่าง (คุ้น ๆ กันไหม กับพล็อตนี้ เรื่องนึงที่โดดเด่นในใจแม็กซ์ก็คือเรื่อง Dream man ของลินดา โฮเวิร์ด) ในขณะเดียวกันมาร์คก็ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้จับตามองพฤติกรรมของ ซิดนี่ย์ทุกอย่าง และนั่นหมายถึงการติดเครื่องดักฟังที่บ้านของเธอด้วย (แม็กซ์ผิดหวังนิดนึงนะคะที่ไม่มีการใช้พล็อตเครื่องดักฟังกับฉากรัก เรานึกถึงเรื่อง Behind Closed door ของแชนน่อน แม็คเคนน่าน่ะค่ะ)

แต่เมื่อดูเหมือนว่าซิดนี่ย์จะพูดความจริง มาร์คก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าระหว่างอาชีพ กับการปกป้องซิดนี่ย์จากคนร้าย

ในด้านนึงหนังสือเรื่องนี้มีพล็อตที่คล้ายกับ Crash into me พอสมควร เพราะพระเอกในเล่มนี้ (หรือนางเอกใน CIM) ปลอมตัวเข้าไปตีสนิทกับนางเอก เพื่อสืบข้อมูลของเธอ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะยอมสละอาชีพที่ตัวเองรักเพื่อปกป้องเธอ (เช่นเดียวกับที่นางเอกใน CIM เลือกที่จะเข้าข้างพระเอกทั้งที่หลักฐานชี้ว่าเขาเป็นคนผิด) แม็กซ์ชอบที่ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีการลงโทษที่มาร์คเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย (หรือซิดนี่ย์) เราอ่านหนังสือแนวนี้หลายเล่ม แทบจะไม่มีเล่มไหนพูดถึงผลพวงของการเข้าไปยุ่งเกี่ยว (ทางเพศ) กับผู้ต้องสงสัยสักเล่ม เล่มนี้ให้มุมมองที่สมจริงมากกว่า

ข้อเสียก็เหมือนอย่างที่แม็กซ์พูดไปแล้ว ด้วยข้อจำกัดเรื่องหน้ากระดาษ ทุกอย่างในเล่มเร่งรัดและดูไม่เป็นจังหวะกับเนื้อเรื่อง กระทั่งการเฉลยตัวคนร้ายตอนจบเรื่องก็ราวกับว่า คนแต่งมีอะไรในใจมากกว่านี้ แต่หน้ากระดาษมันหมดเสียก่อน ก็เลยไม่ได้เขียน แม็กซ์อยากรู้ค่ะว่า ถ้าให้จิลเขียนเล่มนี้ใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่ได้วางขายกับฮาร์ลิควิน (ซึ่งมีนโยบายในการจำกัดหน้ากระดาษมาก) เรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง

เพราะเล่มนี้มีองค์ประกอบที่จะเป็นหนังสือที่สนุกไ้ด้ค่ะ เพียงแต่วิธีการนำเสนอเรื่องราวยังไม่ดีพอ มันสั้น และห้วนเกินไป จนแม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเรารู้จักตัวละครเลย (ซึ่งนี่เป็นเรื่องแย่ที่สุด เพราะแม็กซ์ชอบการกำหนดคาแร็คเตอร์ของจิลมาก เรื่อง CIM ได้ใจเราไปเต็ม ๆ เพราะคาแร็คเตอร์นี่แหละ ไม่ใช่พล็อต)

คะแนนที่ 63

Wednesday, March 4, 2009

Crossfire // JoAnn Ross

วันนี้อัพบลอกช้ากว่าปกติค่ะ เพราะมีงานเลี้ยงรวมรุ่นเพื่อนสมัยมัธยม ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอสมควร เพราะพวกเราไม่ได้เจอกันชนิดเยอะขนาดนี้มานานมากแล้ว และก็เช่นเดียวกับทุกอย่างที่เวลาทำให้การกลับมาพอกันอีกครั้งเป็นเรื่องน่า สนใจมาก

ดังนั้นจึงไม่ผิดปกติเลยที่แม็กซ์จะบรรจงแต่งตัวแต่งหน้าเสียเช้งกระเด๊ะ เพราะไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่าการได้พบเพื่อนเก่าแล้วคุณดูแย่กว่าเดิม ว่าไหมคะ

งานเลี้ยงจบลงด้วยดี แต่บางครั้งแม็กซ์รู้สึกเหมือนกันว่า มันเป็นการใส่หน้ากากเข้าหากัน โดยเฉพาะกับเพื่อนที่ไม่ค่อยจะสนิทกันนัก พวกเราจะพูดกันถึงเรื่องนอกกาย ราวกับพยายามเอาทุกอย่างในชีวิตมาอวดกัน ฉันทำงานที่นั่นที่นี่ และประสบความสำเร็จในชีวิตขนาดไหน

นั่นทำให้แม็กซ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของงานแบบนี้เหมือนกัน เพราะกับเพื่อนที่สนิทกันอยู่แล้ว พวกเราพบกันเสมอ และสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่กับงานที่มีสเกลใหญ่อย่างนี้ (กับเพื่อนทั้งรุ่นที่เรียนจบโรงเรียนเดียวกัน) เรารู้สึกว่า มันจำเป็นด้วยเหรอ เพราะเมื่องานจบลง พวกเราก็ลืมมันไป อาจจะสะใจนิดหน่อยที่ตัวเองอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าเืพื่อนคนอื่น ดีใจที่เห็นคู่แข่งในสมัยมัธยมมีชีวิตที่เรามองว่าแย่กว่าเรา

จบเรื่องบ่นนะคะ กลับมาเข้ารีวิวประจำกันดีกว่า

Crossfire ของโจแอน รอสส์

แม็กซ์ไม่ได้ตั้งความหวังมากมายอะไรกับการอ่านหนังสือเล่มนี้เลยนะคะ เพราะอ่านงานของโจแอนมาหลายเล่ม ไม่มีเล่มไหนโดดเด่นจนน่าจำจด

สำหรับหนังสือเล่มนี้ก็อาจจะเข้าข่ายเดียวกันก็ได้ แม้กซ์ไม่มั่นใจว่าหลังจากนี้ไปสองเดือน เราจะยังจำเรื่องราวในเล่มนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยในระหว่างที่อ่านเล่มนี้ เราก็รู้สึกลุ้นไปกับเนื้อเรื่องตลอดเล่ม ซึ่งนี่ถือเป็นพัฒนาที่ดีขึ้นมากแล้วล่ะสำหรับโจแอน รอสส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด High Risk ซึ่งแม็กซ์ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มันหมายความว่าอะไร เพราะมันไม่ใช่ชื่อบริษัท หรือหน่วยงานที่ตัวเอกสังกัดอยู่เลย แต่คิดว่าคงจะเป็นนิยายที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทที่ชื่อว่า ฟินิกซ์ ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยชั้นหรูที่ทำงานคุ้มกันบุคคลผู้มีชื่อเสียง และงานอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ซึ่งบริษัทแห่งนี้ตัวเอกของหนังสือทั้งสองเล่มในชุดต่างทำงานให้ (แม้ว่าในเล่มแรก พระเอกของเราจะยังไม่ได้เข้าทำงานในบริษัทนี้หรอกนะ) แต่ก็นั่นแหละ เพราะเนื้อเรื่องของเล่มนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบ.ฟินิกซ์สักนิดเดียว

เรื่องเปิดตัวได้อย่างน่าอ่าน เมื่อมีมือปืนออกไล่ล่าฆ่าคนอย่างไม่เลือกในเมืองซัมเมอร์เซ็ต ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนักศึกษาวิชาทหารชื่อดังของอเมริกา นายทหารระดับสูงสองคนถูกฆ่าตายภายในวันเดียว และนั่นดึงเอาเคท คาเวนนอร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ในฐานะเจ้าหน้าพิเศษแห่งเอฟบีไอ ในคดีฆาตกรรมที่สองที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวิชาทหารชื่อดังแห่งนั้น เคทก็ได้พบกับควินน์ แม็คเคด อดีตทหารหน่วยซีลที่ปลดประจำการ โดยปัจจุบันควินน์เป็นนักเขียนนิยายชื่อดัง ในขณะเดียวกับที่ทำงานพาร์ทไทม์ให้กับบ.ฟินิกซ์ ไปพร้อมกับเป็นอาจารย์พิเศษในโรงเรียนดังกล่าว ควินน์ซึ่งยังเป็นนักแม่นปืนประจำหน่วยซีลอยู่ในเหตุการณ์ฆาตกรรมศพที่สอง ด้วย ลูกปืนวิ่งผ่านศีรษะของเขาไปเพียงนิดเดียว และปลิดชีพเพื่อนอาจารย์คนนึงในโรงเรียน และนั่นนำควินน์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีนี้อย่างไม่อาจเลี่ยงได้

แต่ควินน์และเคทไม่ใช่คนแปลกหน้าระหว่างกัน ควินน์เคยออกเดทกับเพื่อนร่วมห้องของเคทในสมัยที่เธอเรียนมหาวิทยาลัย และเมื่อตอนที่เคทเพิ่งหย่าขาดจากสามีใหม่ ๆ และยังเจ็บปวดกับการเลิกร้างครั้งนั้น เคทก็ยังเผลอใจมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งชั่วข้ามคืนกับควินน์อีก ความสัมพันธ์ที่เคทพยายามลืมว่ามันเกิดขึ้น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ควินน์ถวิลหาอยู่เรื่อยมา

การที่ต้องมาทำงานร่วมกันทำให้ทั้งสองมีโอกาสที่จะได้รู้จักกันอย่างลึก ซึ้งมากขึ้น แม็กซ์ชอบพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวเอกค่ะ มันแตกต่างจากหนังสือหลายเรื่องของโจแอนที่ดูเร่งเร้ามากเกินไป เราพบว่าในเรื่องนี้จังหวะของความสัมพันธ์เป็นไปอย่างสอดคล้องกับเนื้อ เรื่อง และทำให้ดูน่าเชื่อมาก ๆ ว่าทั้งคู่มีใจให้กันอย่างแท้จริง

จุดอ่อนที่แม็กซ์ไม่ชอบงานเรื่อง Freefall ของโจแอน ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดก็คือ จังหวะการมีความสัมพันธ์ระหว่างพระนางดูไม่น่าเชื่อ และไม่ถูกที่ถูกเวลาสำหรับเรื่องแนวโรแมนติคสืบสวน แต่ในเล่มนี้โจแอนทำได้ดี และนั่นทำให้เรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้น่าอ่าน แม้ว่าเรื่องราวในส่วนสืบสวนจะยังทำได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อเฉลยตัวคนร้ายออกมาแล้ว ดูจะกลายเป็นแอนตี้ไคลแม็คซ์ไปซะงั้น

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าจะจดจำเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่อาจะเป็นเพราะว่าเล่มนี้เ็ป็นเรื่องของโจแอน รอสส์ที่เราคิดว่าเธอมีพัฒนาการในทั้งส่วนของคาแร็คเตอร์ และจังหวะในการดำเนินเรื่องขึ้นอย่างชัดเจน เราจึงมองหนังสือเล่มนี้ด้วยสายตาที่อ่อนโยนพอควรเลยล่ะ

คะแนนที่ 63

To Bed a Beauty // Nicole Jordan

ด้วยความรู้สึกผิดที่ซื้อหนังสือเล่มสี่ในชุด The Courtship War มาแล้ว ทั้งที่เพิ่งอ่านเล่มหนึ่งในชุดไปเพียงเล่มเดียว แม็กซ์จึงลัดคิวหยิบเอาเล่มนี้มาอ่านทันที ทั้งที่ใจอยากจะอ่านเรื่องอื่นที่เพิ่งได้มามาก (โดยเฉพาะ Tempt All night ของนักเขียนขวัญใจตลอดกาลของเราอย่างลิซ คาร์ไลล์ แต่ก็คิดว่าเก็บของดีไว้อ่านช่วงเสาร์อาทิตย์ดีกว่า)

To Bed A Beauty ของนิโคล จอร์แดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Courtship War ที่สามเล่มแรกเป็นเรื่องราวของสามสาวพี่น้องในตระกูลลอร์ริ่งค์ ที่มีประวัติอันอื้อฉาว อันเนื่องมาจากมารดาของพวกเธอทั้งสามหนีตามชู้รักไป ทำให้สามสาวกลายเป็นที่น่ารังเกียจของวงสังคม แต่การแต่งงานของพี่สาวคนโตกับขุนนางยศท่านเอิร์ล (ซึ่งเป็นเรื่องราวในเล่มแรกในชุดเรื่อง To Pleasure A Lady) ก็เริ่มทำให้น้องสาวทั้งสองได้รับการยอมรับมากขึ้น

และโรสลิน ลอร์ริ่งก็แตกต่างจากพี่น้องของเธอ นั่นเพราะเธอไม่ได้รังเกียจการแต่งงาน และเปิดใจกว้างกับเรื่องนั้น อันที่จริงเธอได้หมายตาชายในฝันของตัวเองไว้แล้ว เขาก็คือเรนน์ เคนย่อน ท่านเอิร์ลแห่งฮาวิแลนด์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้กับที่เธออยู่ สิ่งที่โรสลินไม่คิดถึงก็คือ บางครั้งความคาดหวังก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเสมอ

นั่นเพราะว่า เมื่อหลายเดือนก่อน (ที่พี่สาวของเธอจะแต่งงาน) โรสลินซึ่งปลอมตัวไปร่วมงานเลี้ยงอันอื้อฉาว เนื่องจากที่นั่นเป็นงานเลี้ยงที่เหล่าขุนนางจะเข้ามาดูตัวสาว ๆ ที่พวกเขาจะเลือกไปทำเมียเก็บ เพื่อนสนิทของโรสลินเป็นหนึ่งในหญิงสาวกลุ่มนั้น และโรสลินอยากรู้ว่างานนั่นเป็นยังไง จึงแอบปลอมตัวเข้าไปด้วย และที่นั่นเธอก็ได้พบกับดรูว หรือดยุคแห่งอาร์เดน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับว่าที่สามีของพี่สาวเธอ

ทั้งสองติดใจกันตั้งแต่แรกเห็น แม้จะไม่ยอมรับความจริงกับตัวเอง จนกระทั่งได้พบกันอีกครั้งในงานแต่งงานของพี่สาวของโรสลิน และเพื่อนสนิทของดรูว ทั้งคู่ก็มีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น และโรสลินสารภาพความจริงกับเขาว่า เธอต้องการแต่งงานกับเอิร์ลแห่งฮาวิแลนด์ และมันจะต้องเป็นการแต่งงานด้วยความรัก ไม่ใช่ความเหมาะสม หรือชาติตระกูล โรสลินไม่ต้องการชีวิตสมรสแบบเดียวกับที่พ่อและแม่ของเธอมี เธอต้องการความรักในชีวิต และยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อให้ฮาวิแลนด์รักเธอ

ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ดรูวก็ไม่อาจให้คำตอบตัวเองได้เช่นกัน เขาพบว่าตัวเองถลำลึกลงไปกับการใช้เวลาในการสอนให้โรสลินรู้จักว่าผู้ชาย ต้องการอะไร (อย่าคิดมากนะคะ ไม่ใช่เรื่องเซ็กส์อย่างเดียว) และจากที่เคยเอ่ยปากว่าจะช่วยให้เธอสมหวังกับฮาวิแลนด์ ดรูวชักจะเกิดอาการหึงขึ้นมาแล้วล่ะสิ

โดยรวมแล้วนะคะ พล็อตเรื่องนี้ดีกว่าเล่มแรก มีความน่าสนใจมากกว่า แต่กระนั้นมันก็ยังน่าเบื่อ นิโคล จอร์แดนบอกว่า เธอเขียนเรื่องในชุดนี้ด้วยสไตล์ที่เบากว่าการเขียนเรื่องในอดีต แต่แม็กซ์มีความรู้สึกว่า เธออาจจะไม่เข้าใจว่า ความเบาของเนื้อเรื่องไม่ได้หมายความว่า เรื่องจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ ทุกอย่างในเรื่องนี้ราบเรียบไปหมด และตัวละครเองก็ไม่ได้มีความน่าสนใจพอที่จะแบกเรื่องทั้งเรื่องนี้เอาไว้ได้ มันจึงกลายเป็นความราบเรียบและไม่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

คนที่เขียนพล็อตเรื่องเบา ๆ จนดูเหมือนจะไร้สาระได้สนุก ในความเห็นของแม็กซ์ก็อย่างซูซาน อลิซาเบ็ท ฟิลลิปส์, จิล บาร์เน็ต (งานยุคเก่า ๆ ของเธอนะคะ), และ เจนนิเฟอร์ ครุยซี่ ซึ่งถ้าคุณอ่านหนังสือของพวกเธอ ก็จะเห็นชัดเจนเลยว่า พล็อตเรื่องธรรมดามาก แต่โดดเด่นในส่วนของตัวละครและบทสนทนา

ซึ่งนี่คือสิ่งที่ขาดหายไปจากนิยายของนิโคล จอร์แดน เธอโทนเรื่องให้เบาลง แต่ในเวลาเดียวกันคาแร็คเตอร์ของเธอก็ไม่แรงขึ้น ทั้งดรูวและโรสลินไม่มีอะไรเสียหาย แต่มีความน่าสนใจพอที่จะดึงให้แม็กซ์สนใจหนังสือเล่มนี้ได้ตลอดทั้งเล่ม เวลาที่ตัวละครสองตัวนี้อยู่ด้วยกัน มันไม่ีมีความน่าเชื่อในเรื่องของโรแมนซ์ ประกายไฟที่มี แม้ฉากเซ็กส์ยังฮ็อตสมราคาคุณจอร์แดน แต่มันก็ไม่ได้ร้อนแรงเพราะแรงโหยหาที่ตัวละครมีให้กันและกัน ทุกอย่างดูเสแสร้งและไม่สมจริง

และแม็กซ์บอกแล้วรึยังคะว่า น่าเบื่อ

เรื่องเริ่มมาน่าสนใจขึ้นตอนใกล้ ๆ จบเรื่องค่ะ เมื่อดรูวออกแนวพระเอ๊กพระเอกด้วยการตัดใจยกเธอให้กับผู้ชายที่ (เขาคิดว่า) เธอรัก อ่านแล้วน่ารักดีค่ะ แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ตอนนี้นี่แหละที่ทำให้เรื่องนี้ขุดตัวเองออกจากหลุมคะแนนต่ำกว่าห้าสิบได้

ลงท้ายเลยได้คะแนนที่ 57

Sunday, February 8, 2009

The Last Man Standing // Victoria Alexander

อย่างที่บอกค่ะ อาทิตย์ที่ผ่านมา แม็กซ์ตัดสินใจใช้การสะสางหนังสือค้างเก่าของวิคทอเรีย อเล็กซานเดอร์ที่ตัวเองซื้อมาทิ้งค้างไว้นาน

เราเลือกที่จะเริ่มอ่านชุด The Last Man Standing ซึ่งเ็ป็นเรื่องของเพื่อนสี่คนที่เดิมพันกันว่า ใครจะรักษาชีวิตโสดไว้ได้นานที่สุด แม็กซ์เขียนรีวิวของหนังสือสองเล่มแรกในชุดไปแล้ว และนี่คือสองเล่มสุดท้ายในชุดค่ะ

โดยรวมแล้วแม็กซ์ขอเรียกหนังสือชุดนี้ว่า ไร้น้ำหนัก ไม่ใช่ว่าไร้สาระนะคะ แต่ไม่มีอะไรมากพอที่จะดึงดูดใจแม็กซ์ให้จดจำมันได้นานนักหรอก พล็อตเรื่องง่าย ๆ เรื่องราวของหนุ่มสาวที่ชีวิตดีพร้อมทุกอย่าง ตัวละครในเรื่องเกือบทุกคนเป็นคนดี พระนางเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่อบอุ่น (ซึ่งไม่ใช่ความผิดอะไรนะคะ) แล้วมีชีวิตอย่างเจ้าชายเจ้าหญิงในฝัน นี่เป็นความรักอย่างเทพนิยาย ชนิดที่ไม่มีแม่มด หรือแม่เลี้ยงใจร้ายมาวุ่นวายกับตัวเอก

ในหนังสือสองเล่มสุดท้ายในชุด พล็อตเรื่องที่ใช้ก็เ็ป็นพล็อตที่นักอ่านโรแมนซ์คุ้นเคยอย่างมาก และไม่ใช่แค่หนังสือโรแมนซ์เท่านั้นนะคะที่ใช้ แม็กซ์คิดว่ามันเป็นพล็อตสุดฮิตในเมืองไทยอีกด้วย เราเจอหนังหรือละครที่ใช้พล็อตอย่างนี้หลายรอบมากเลย

Secrets of a Proper Lady ของวิคทอเรีย อเล็กซานเดอร์

หนังสือเล่มที่สามในชุด และเป็นเรื่องที่ใช้พล็อตแนวที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุดพล็อตนึง การปลอมตัวเป็นสาวใช้ของนางเอก และที่มากไปกว่านั้น พระเอกของเราก็ปลอมตัวเป็นคนสนิทของตัวเองมาคบกับนางเอกเช่นกัน

เลดี้คอร์เดเลียได้รับการบอกกล่าวจากผู้เป็นบิดาถึงการจับคู่เธอกับนัก ธุรกิจจากอเมริกาที่ชื่อว่า เดเนี่ยล ซินแคลร์ การจับคู่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การบอกกล่าวเฉย ๆ แต่เป็นแรงกดดันที่เธอไม่คิดว่าจะได้รับ เมื่อบิดาบอกเธอว่า ความร่ำรวยของตระกูลขึ้นอยู่กับการแต่งงานของเธอ เพราะเขาและพ่อของเดเนี่ยลต้องการร่วมทุนกิจการกัน แต่มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าทั้งสองหนุ่มสาวไม่แต่งงานกัน

แต่คอร์เดเลียผู้ซึ่งอยู่เป็นสาวโสดเพราะเลือกมาก ไม่ใช่เพราะไม่มีใครขอแต่งงาน ไม่คิดว่าเธอจะตกลงแต่งงานง่าย ๆ กับชายที่ไม่รู้จักได้ เธอคิดแผนการบรรเจิดขึ้น เธอเ้ข้าไปตีสนิทกับวอร์เรน ชายผู้ซึ่งเป็นเลขาส่วนตัวของเดเนียล เพียงแต่เธอไม่ได้พบกับเขาในชื่อของตัวเอง เธอยืมชื่อซาร่าห์ ซึ่งเป็นคนสนิทส่วนตัว (หรือ Companion) มาใช้ สิ่งที่คอร์เดเลียไมู่รู้ก็คือ ชายคนที่เธอพบเจอนั้นไม่ใช่วอร์เรน หากแต่เป็นเดเนียลเอง

ความสับสนและเข้าใจผิดจึงเกิดขึ้น เมื่อคอร์เดเลียพบว่าวอร์เรนเป็นคนที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกกดดันจากการที่ต้องช่วยรักษาความมั่งคั่งของครอบครัว ไว้ด้วยการแต่งงานกับเดเนียล ส่วนเดเนียลซึ่งใช้ชีวิตเป็นอิสระจากบิดาด้วยการสร้างฐานะด้วยตัวเอง เขาไม่มีความตั้งใจจะแต่งงานกับคอร์เดเลียเลย แต่การได้พบกับซาร่าห์ ก็เริ่มทำให้เขาคิดว่า บางทีการแต่งงานก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เพียงแต่ไม่ใช่กับคอร์เดเลีย

หนังสือเรื่องนี้เหมือนละครไทย (หรือนิยายไทย) หลายเรื่อง ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ดูถูกประเทศไทยหรอกนะคะ อันที่จริงฝรั่งก็ใช้พล็อตนี้ไม่น้อย เพียงแต่ก็หลายปีแล้วนะคะที่เราไม่ได้อ่านเจอพล็อตนี้ ซึ่งพอได้เจอก็แปลกดีในรูปแบบนึง แน่นอนว่าไม่ถูกใจแม็กซ์ แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด จนถึงกับทำให้เราเกลียดเล่มนี้

ส่วนหนึ่งคงเพราะธีมเรื่องมันไม่ซีเรียส มันไม่มีอะไรซีเรียสในเนื้อเรื่องเลย กระทั่งตอนที่พ่อของคอร์เดเลียบอกว่า ความร่ำรวยของครอบครัวจะลดน้อยถอยลงไป มันก็ไม่ใช่การกดดันลูกสาวให้ต้องยอมพลีกายเพื่อรักษาครอบครัวเองไว้ คอร์เดเลียมีทางเลือกเสมอ การปฏิเสธเดเนียลไม่ได้ทำให้ครอบครัวหมดตัว และทั้งพ่อ แม่ พี่สาวของเธอจะยอมรับการตัดสินใจของเธอเสมอ

มันเป็นประสบการณ์การอ่านแบบไร้ความกดดัน เพราะตัวละครในเรื่องไม่มีแรงบีบคั้นอะไรจากพล็อตเรื่องเลย กระทั่งประเด็นที่ทั้งคอร์เดเลียและเดเนียลหลอกลวงกันและกันว่าเป็นคนอื่น ก็ยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะส่งผลต่อการกระทำของตัวละครในเหตุการณ์ที่ตามมา หลังความจริงเปิดเผยด้วยซ้ำ

เราไม่ถึงกับจะบอกว่า ควรถอยห่างจากเล่มนี้นะคะ แม็กซ์เชื่อว่า มีนักอ่านบางกลุ่มที่คงชอบเรื่องแนวนี้ เพราะมันอ่านแล้วสบายใจ มีแต่คนดี ๆ เต็มไปหมดทั้งเรื่อง พระเอกนางเอกก็ไม่เลวร้ายอะไร แต่สำหรับแม็กซ์มันอาจจะดีเกินไปค่ะ

คะแนนที่ 43

และตามมาด้วยเล่มสุดท้ายในชุด

Seduction of a Proper Gentleman ของวิคทอเรีย อเล็กซานเดอร์

โอลิเวอร์ ลีย์ตันเป็นผู้ชนะในเดิมพันระหว่างเพื่อน เขาเป็นชายคนสุดท้ายในบรรดาหนุ่มสี่คนที่รักษาความโสดของตัวเองเอาไว้ได้ ปัญหาก็คือ โอลิเวอร์ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นผู้ชนะ เขาพร้อมที่จะเปิดหัวใจตอบรักความรัก เขาอยากแต่งงาน ถ้าเพียงเขาเจอหญิงสาวที่เขารัก แต่กลับกลายเป็นเขาที่ชนะการแข่งขัน เพื่อนทั้งสามล้วนมีความสุขไปกับชีวิตแต่งงานกับหญิงสาวที่พวกเขาพอใจ แต่โอลิเวอร์ชนะเดิมพัน รางวัลก็คือเงินไม่กี่เพนนี กับเหล้าหนึ่งขวด

บางครั้งชีวิตก็ไม่ยุติธรรมอย่างนั้น

แต่ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อแคธลีน แม็คเดวิด สาวชาวสก๊อตที่เดินทางมาลอนดอนเพื่อแต่งงานกับโอลิเวอร์ การแต่งงานที่โอลิเวอร์ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

แม็กซ์บอกเลยนะคะว่า ชอบพล็อตเปิดเรื่องนี้มาก เราคิดว่ามันน่าสนใจ แคธลีนตกลงใจแต่งงานกับโอลิเวอร์เพื่อล้างคำสาปที่เมื่อห้าร้อยปีก่อน คนในตระกูลของเธอและเขาปฏิเสธการแต่งงานระหว่างกัน ซึ่งทำให้นับจากนั้นคนทั้งสองครอบครัวล้วนเสียชีวิตลงในวัยเยาว์ แคธลีนมีแผนการบางอย่างที่จะ "จับ" โอลิเวอร์ให้อยู่ และแม็กซ์คิดว่าพล็อตแนวนี้มันดูน่าสนใจดี

ก่อนที่เรื่องจะพลิกจากความน่าสนใจเป็นความน่าเบื่ออย่างยากจะบรรยาย เพราะวิคทอเรียเลือกที่จะใช้พล็อตเก่าแก่อันดับหนึ่งในโรแมนซ์น่ะสิ จู่ ๆ แคธลีนก็เกิดอาการความจำเสื่อม และถูกส่งตัวไปยังบ้านของโอลิเวอร์ และทำให้สาวสายความจำเสื่อมเริ่มผูกพันกับเอิร์ลหนุ่มสุดหล่อ

เช่นเดียวกับเล่มอื่น ๆ ในชุดนะคะ มันไม่ได้เลวร้าย แต่มันไม่น่าสนใจ โอลิเวอร์เป็นพระเอกดีเลิศ เขาเป็นท่านเอิร์ลที่ดี เป็นลูกชายผู้ดูแลแม่ และรักครอบครัว เป็นสุภาพบุรุษที่ไม่เอาเปรียบหญิงสาวความจำเสื่อมที่มาอาศัยอยู่ในบ้าน เขารักแท้ขนาดพูดกับแคธลีนว่าเขาจะรอจนกว่าเธอจำเรื่องราวทุกอย่างได้ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่มีใครอื่นในชีวิต ไม่สำคัญว่ามันจะนานแค่ไหน โอลิเวอร์ก็พร้อมจะรอ

ส่วนแคธลีนเมื่อความจำเสื่อมก็เป็นสาวเฟอร์เฟ็คในโรแมนซ์ เธอเป็นคนดี อาจจะสับสนเพราะจำความไม่ได้ แต่เธอก็ดูเหมาะสมกับโอลิเวอร์ทุกอย่าง อุปสรรคเดียวในความรักของทั้งสองก็คือ ความทรงจำที่หายไป (ทำให้ไม่มีใครแน่ใจว่าแคธลีนมีครอบครัวแล้วรึยัง)

สำหรับแม็กซ์แล้ว มันเป็นทิศทางของเรื่องที่เราไม่ชอบ เราอยากให้แคธลีนเจ้าเล่ห์มากกว่านี้ เราอยากเห็นโอลิเวอร์ดีแตก แต่มันไม่เกิดในเรื่องนี้ ทุกอย่างมันสมูทไปเสียหมด เรื่องราวความรักของชายหญิงที่เหมาะสม เ็ป็นคนดี

แต่บางครั้งความดีมันไม่ได้น่าสนใจ

และสุดท้ายประเด็นที่ขัดใจเรามากที่สุด (สปอยล์) ก็ คือการเอาเวทมนตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง มันพลิกทิศทางของเรื่องในชุดไปหมด แล้วก็ทำลายเนื้อเรื่องด้วย อาการความจำเสื่อมของแคธลีนถูกอธิบายได้ด้วยเวทมนตร์ แล้วยังคำสาปนั่นอีก มันทำให้แคธลีนดูปัญญาอ่อนไปเลย เมื่อเธอออกอาการเชื่อถือคำสาปจนไร้เหตุผล

คะแนนที่ 40

สรุปรวมเรื่องในชุดนี้ ถ้าดูจากคะแนนอาจจะน้อยมาก (ส่วนใหญ่ได้ F) แต่แม็กซ์ก็ยังคิดนะคะว่า ต้องมีนักอ่านอีกหลายคนที่น่าจะชอบวิธีการเขียนเรื่องของวิคทอเรีย เธอเป็นคนที่เขียนเรื่องพล็อตแนวไร้น้ำหนัก (พล็อตชนิดที่ไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เลยในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภายนอกกับตัวร้าย หรือความขัดแย้งภายในระหว่างตัวเอกกันเอง) ได้ดีมากคนนึง ปัญหาของแม็กซ์ต่อมันก็คือ แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องที่ไร้ความขัดแย้ง ดังนั้นนี่อาจเป็นความผิดของเราเองที่ไม่ชอบงานของเธอ

Saturday, February 7, 2009

Cutting Loose // Tara Janzen

กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด

นั่นคือเสียงของแม็กซ์ขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ และก็เหมือนกับทุกเล่มในชุดสตีล สตรีทของทาร่า แจนเซ่น (ออกเสียงอย่างถูกต้องว่า แทร่า เจนเซ่น อย่างที่ผู้รู้คนนึงบอกแม็กซ์มา) ที่แม็กซ์กรี๊ดไปกับตัวละครทุกตัวในเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะพระเอกและนางเอก

เล่มนี้แตกต่างจากเล่มก่อนหน้า On the loose ที่แทบจะไม่มีหนุ่ม ๆ จากสตีล สตรีทโผล่หน้ามาให้เห็นเท่าไหร เล่มนี้อาจจะมีแค่ดีแลนที่เห็นหน้ากันในเรื่อง แต่เรื่องราวในอดีตของพวกสตรีล สตรีท ก็ถูกเล่าให้เห็นผ่านสายตาของสมาชิกก่อตั้งสตีล สตรีทคนสุดท้ายที่ในที่สุดก็กลับบ้าน

อเลฮานโดร แคมโปส หรือชื่อจริงในนามของแซคคารีย์ ไพร์ด (หรืออาจจะอ่านว่าพราเด แม็กซ์ไม่ค่อยแน่ใจนัก) ถูกเรียกตัวมาจากงานในเอล ซัลวาดอร์เพื่อตามหาเครื่องมือถอดรหัสที่บังเอิญตกไปอยู่ในมือของคุณครูผู้ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างลิลี่ ร็อบบินส์ ผู้ที่เขาพบตั้งแต่ในเรื่อง OTL

ด้วยเหตุผลบางอย่าง (ที่เล่มนี้ไม่เฉลย) แซคเดินจากเพื่อนของเขาในสตีล สตรีท ออกไปทำงานให้กับซีไอเอ แต่ภารกิจในงานนี้ทำให้เขาต้องกลับไปหา "บ้าน" ของเขาอีกครั้ง

เนื้อเรื่องของเล่มนี้ก็ยังเดินตามสูตรนิยายทุกเล่มในชุด นั่นคือ เป็นเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นที่เกิดขึ้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง ในเล่มนี้แซคต้องตามหาตัวลิลี่ และพาเธอไปสู่ความปลอดภัย ท่ามกลางการตามล่าของทุกฝ่ายที่ต้องการความลับที่ลิลี่ถือไว้อย่างไม่รู้ตัว

เหตุผลที่แม็กซ์ให้คะแนนเล่มนี้เหนือกว่า OTL ไม่ใช่เพราะเรื่องราวสนุกกว่าหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะเล่มนี้แม็กซ์ได้เจอกับบรรดาเพื่อนเก่าอีกครั้ง

เมื่อดีแลนต้องนำทีมบรรดาสมาชิกสาว ๆ (ที่ได้มาจากการแต่งงาน) ในการทำภารกิจสนับสนุนแซคในงานของเธอ เนื่องจากสมาชิกคนอื่นติดภารกิจ และที่ฮาสุดก็คงเป็นคริสเตียนที่ติดภารกิจพาครอบครัวไปเที่ยวดิสนี่ย์แลนด์ (น่ารักโคตร)

ในเล่มนี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่เราได้เรียนรู้เรื่องราวในวัยรุ่นของหนุ่ม ๆ แห่งถนนสตีล รู้ว่าผู้หญิงคนแรกในชีวิตของเขาเป็นใคร รู้ว่าครีดน่ากลัวขนาดไหนด้วยวัยเพียงสิบสามปี และรู้ว่าพวกเขารักเพื่อนอย่างไม่มีข้อยกเว้น

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มที่ดีที่สุดในชุด (สำหรับแม็กซ์มันเป็นครีดเสมอมา แต่เล่มนี้ก็ทำให้แม็กซ์รู้แล้วล่ะว่าทำไมตัวเองถึงกรี๊ดครีดมากกว่าคนอื่น -- นั่นเพราะในเล่มอื่น พระเอกและนางเอกจะเป็นคนที่รู้จักกันหรือปิ๊งกันมาก่อนแล้วทั้งนั้น แต่สำหรับครีด เขาและโคดี้เจอกันในตอนเริ่มต้นเรื่อง และเขาพร้อมจะละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อเธอ) แต่เล่มนี้เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของแฟนหนังสือชุดนี้ ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

คะแนนที่ 80 แต่เมื่ออ่านเล่มนี้ในองค์ประกอบของความเป็นชุด คะแนนมันเหนือกว่านี้มาก มากนัก

The Accidental Vampire // Lynsay Sands

หนังสือตอนต่อของตระกูลแวมไพร์สุดฮา ที่แม็กซ์ยกให้เป็นอันดับหนึ่งในหนังสือแนวนี้ มาถึงเรื่องราวของวิคเตอร์ ผู้เป็นพ่อของวินเซ็นต์จากเรื่อง A Bite to Remember

วิคเตอร์เป็นตัวละครที่ไม่เคยปรากฎตัวในเรื่องมาก่อน และจากชื่อเสียงของเขา เราไม่คาดว่าจะได้อ่านเรื่องราวของเขาเป็นเป็นอย่างนี้ เราคิดว่าเรื่องของเขาน่าจะมืดสักหน่อย เครียดสักนิด แต่มันไม่ใช่เลย

เรื่องราวที่ดูไร้สาระ ไม่มีผู้ร้ายเป็นตัวเป็นตนจริงจัง

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องไม่สนุกหรอกนะ

วิคเตอร์และเพื่อนดีเจ (เพื่อนชื่อดีเจ ไม่ใช่เป็นดีเจหรอกนะ) เดินทางมายังเมืองเล็ก ๆ ในแคนาดาเพื่อสืบสวนคดีประหลาด ในฐานะที่เป็นเหมือนตำรวจผู้ควบคุมพฤติกรรมของเหล่าแวมไพร์นอกเหล่า การลงประกาศหาคู่ในหนังสือพิมพ์ที่เฉพาะเจาะจงชายหนุ่มที่เป็นแวมไพร์เป็น เรื่องยิ่งกว่าแปลก แต่ถึงกระนั้นวิคเตอร์ก็ยังคาดว่า มันน่าจะเป็นเรื่องล้อกันเล่น

แต่แล้วเขาก็ได้เจอกับเอลวี่ แบล็ค แวมไพร์ประจำเมือง ซึ่งทำผิดเกือบทุกกฎข้อห้ามของแวมไพร์ เธอไม่เก็บความลับเรื่องตัวเองเป็นแวมไพร์เอาไว้ เธอดื่มเลือดโดยตรงจากมนุษย์ และอื่นอื่นอีกมากมาย (ที่ไม่ใช่เพลงของเฉลียง) นั่นก็มากพอจะทำให้เธอโดนโทษประหารชีวิตได้แล้ว

ปัญหาก็คือ วิคเตอร์ที่ควรจะเป็นตำรวจตรวจสอบพฤติกรรมของเอลวี่ กลับตกหลุมเสน่ห์เธออย่างจังน่ะสิ

คนคิดจะอ่านเอาสาระไปสอบเอ็นทรานซ์ก็คงไม่ได้อะไรมากหรอกนะ เพราะเรื่องมันไร้สาระ แต่ดันเป็นไร้สาระแบบที่แม็กซ์ชอบมากน่ะสิ ไม่ว่าจะเป็นมุขที่ว่าเอลวี่ซึ่งเป็นแวมไพร์โดยอุบัติเหตุ (และมันก็เป็นอุบัติเหตุจริง ๆ) ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเป็นแวมไพร์เลยน่ะสิ เธอไม่รู้ว่าแวมไพร์กินอาหารได้ ทำให้อดข้าวอยู่กว่าห้าปี พอรู้ความจริงก็เกิดอาการสติแตก วิ่งไปซื้อขนมและอาหารในซุปเปอร์มาร์เก็ตกลางดึก หรือเมื่อเธอรู้ความจริงว่าแวมไพร์ไม่จำเป็นต้องนอนในโลง แต่นอนบนเตียงได้

บางคนอาจจะมองว่า นางเอกมันไร้... (แล้วแต่จะเติมคำในช่องว่างนะว่า สมอง หรือเดียงสา) แต่แม็กซ์มองว่ามันเป็นเสน่ห์ของหนังสือที่เขียนให้อ่านแบบฮา ๆ กัน ก็เลยไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ หรือยึดว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญ (for the record แม็กซ์ไม่เคยเห็นว่าหนังสือในชุดนี้เล่มไหนที่นางเอกน่ารำคาญ พวกเธออาจจะทำตัวประหลาด หรือแปลก แต่แม็กซ์ก็ให้อภัยถือว่า พวกเธอทำตัวฮาให้ขำกันสนุก)

สรุปว่า ถ้าอยากอ่านเอาเสียงหัวเราะก็แนะนำให้อ่านกันค่ะ ไม่ถึงกับดีเลิศประเสริฐศรี เพราะมีหลายประเด็นที่ไม่ยอมเขียนให้กระจ่าง ไม่ว่าจะเป็นการคืนดีระหว่างพ่อลูกตระกูลวิ (วินเซ็นต์ กะวิคเตอร์) หรือเรื่องราวในอดีตอีกหลายเรื่อง

คะแนนที่ 80

Friday, February 6, 2009

Mark of the Vampire Queen // Joey W. Hill

หนังสือเล่มที่แม็กซ์รอคอยแห่งปี 2008 ตกมาอยู่ในมือของแม็กซ์ได้เร็วอย่างไม่คาดคิด และไม่น่าเชื่อ เพราะหนังสือเล่มนี้มีตารางจะออกขายในเดือนกุมภา แต่เพื่อนที่แสนดีของแม็กซ์ก็กรุณาต่อแม็กซ์อย่างยิ่งในการหาของขวัญชิ้นนี้ มาให้

ขอบคุณมากนะคะ JA ที่อุตส่าห์คิดถึงกัน

คงเริ่มต้นเหมือนภาคบังคับของหนังสือเล่มต่อทุกเล่ม เนื่องจากเรื่องนี้เป็นตอนต่อที่แนบแน่นอย่างยิ่งกับ The Vampire Queen's Servant ดังนั้นสำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน หรือยังคิดว่าชาตินี้จะอ่านเรื่อง TVQS ก็บอกเลยแล้วกันว่ารีวิวนี้สปอยล์แหลก

เรื่องราวเริ่มต้นต่อเนื่องจากตอนจบของ TVQS ทันที เมื่อลิซซ่ายอมรับจาค็อบเข้ามาเป็นข้ารับใช้ แม้เธอจะรู้ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาสั้นลงไปตามตัวเธอด้วย นั่นเพราะลิสซ่าติดเชื้อโรค "ดีไลลาห์" ที่เป็นโรคติดต่อในหมู่แวมไพร์ ซึ่งทำให้ชีวิตอันยาวนานไม่มีที่สิ้นสุดของพวกเขาจบลง ลิซซ่าเหลือเวลาอยู่บนโลกเพียงไม่กี่เดือน และเนื่องจากข้ารับใช้ของแวมไพร์จะจบชีวิตลงทันทีที่เจ้านายของพวกเขาตายลง เวลาบนโลกของจาค็อบก็จึงสั้นลงตามไปด้วย

แต่ก่อนที่จะตายลิสซ่ามีภารกิจสำคัญ นั่นก็คือการเผชิญหน้ากับสภาแวมไพร์ เพื่อหาความคุ้มกันให้กับทุกคนที่อยู่ในการปกครองของเธอ หากเธอหลอกลวงสภาต่อไปได้ ก็เป็นเวลามากกว่าห้าปี กว่าที่ใครจะรู้ว่าเธอตาย และนั่นก็มากพอจะทำให้คนในปกครองของเธอคุ้มกันตัวเองต่อไปได้

คนที่คาดหวังธีมเรื่องและเซ็กส์ในเรื่องนี้ให้เป็นแนว BDSM อย่างเล่มแรกคงต้องผิดหวัง เพราะเล่มนี้ไม่เน้นเท่าไหร อันที่จริงแม็กซ์ก็อยากจะบอกว่าดีกรีในเรื่องเซ็กส์มันก็น้อยลงไปนะ ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มันน้อยกว่าเล่มแรกในเรื่องความร้อนแรง

แต่ในเรื่องของอารมณ์มันไม่ลดถอยลงเลย อาจจะมากกว่าด้วย

แม็กซ์ยอมรับเลยนะว่าร้องไห้ไปหลายถังในฉากที่จาค็อบยอมเสียสละตัวเองเพื่อ ช่วยชีวิตลิสซ่า ร้องทั้งที่รู้นะว่ายังไงก็ต้องจบแฮ็ปปี้ แต่ก็ยังไม่วายร้อง

ความรักระหว่างจาค็อบและเจ้านายสาวของเขาอาจไม่ใช่ความรักสำหรับทุกคน (แม็กซ์คนนึงล่ะที่ไม่ต้องการในชีวิตจริง) แต่มันเป็นจินตนาการที่ทำให้แม็กซ์หลงเชื่อ สำหรับผู้ชายที่แสวงหาที่ของตัวเองอย่างจาค็อบ ลิสซ่าคือจุดหมายสุดท้าย คือทุกอย่างที่เขาค้นหา ในขณะที่สำหรับลิสซ่า ราชินีคนสุดท้ายแห่งแวมไพร์ผู้มีชีวิตยาวนานกว่าพันปี ผู้ที่คิดว่าตัวเองเย็นชากับชีวิต และพบเห็นมาแล้วทุกอย่าง จาค็อบคือสิ่งที่ขาดไป คือคนที่เธอรอคอย คือคนที่ทำให้รู้ว่า ความตายมันไม่น่ากลัวสักนิด หากมีเขาเคียงคู่ไปด้วย

หลายคนอาจบอกว่า เรื่องนี้มันบังเอิญและแก้ปัญหาง่ายไปสักหน่อย ซึ่งแม็กซ์ก็คิดนะ แต่มันไม่สำคัญเลยสักน้อย เพราะนั่นทำให้เรื่องราวจบลงด้วยดี

เป็นหนังสือปิดฉากหนังสือชุดต่อเนื่องกันสองเล่มที่ดีมาก ๆ ค่ะ

คะแนนที่ 87 (เท่ากับเล่มแรก)

The Song // Jean Johnson

เรื่องของพี่น้องแปดคน ที่มาจากแฝดสี่คู่ เกิดวันเดียว ห่างกันคู่ละสองปี ซึ่งเป็นไปตามคำทำนายเมื่อพันปีก่อนว่า การเกิดของทั้งแปดคนนี้จะเป็นความพินาศย่อยยับของอาณาจักรที่พวกเขาอาศัย อยู่ หากพี่ชายคนโตมีความสัมพันธ์กับสาวบริสุทธิ์ และนั่นเป็นเหตุทำให้ทั้งแปดคนต้องถูกขับไล่ และเนรเทศออกจากอาณาจักรคาตัน ไปอยู่บนเกาะไนท์ฟอลอันห่างไกล

นี่เป็นธีมเรื่องหลักของหนังสือชุด Sons of destiny ของจีน จอห์นสัน หนังสือแนวพารานอมอลในโลกคู่ขนานกับโลกที่เรารู้จักกัน ดินแดนที่เชื่อและใช้เวทมนตร์ราวกับมันเป็นอวัยวะของร่างกาย

แม็กซ์ผิดหวังกับเล่มแรก The Sword อย่างมาก เพราะไม่มีอะไรแทบจะเกิดขึ้นในเรื่องเลย นอกจากการทำความสะอาดบ้านของนางเอก วิธีการที่คนแต่งใช้ในการแนะนำพี่น้องทั้งแปดคน โดยให้ตัวละครแต่ละคนพูดตามลำดับความเป็นพี่น้อง ลักษณะของตัวละครที่ไม่โชว์จุดเด่นของพวกเขามากพอขนาดที่คนอ่านจะจำได้ (โดยที่ไม่ต้องบอกชื่อว่า ใครกำลังพูด หรือกำลังทำอะไรอยู่)

สำหรับคนที่อยากอ่านรีวิวอีกรอบ คลิกได้ที่รูปปกหนังสือนะคะ ทำลิงค์ไว้ให้แล้ว

และนั่นเป็นเหตุผลที่แม็กซ์ไม่อ่าน The Wolf เล่มสอง ที่เป็นเรื่องราวของวูลฟ์เฟอร์ฝาแฝดของเซเบอร์พี่ชายคนโต (และเป็นพระเอกเรื่อง The Sword) เพราะไม่เห็นว่าพล็อตจะน่าสนใจเท่าไหรนัก ทั้งยังผิดหวังกับเล่มแรกไม่หาย สำหรับคนที่อยากรู้ พล็อตเรื่องเล่มสองเล่าถึงวูลฟ์เฟอร์และอลิสเด็กสาวข้างบ้านที่ปิ๊งกันมา ตั้งแต่เธออายุสามขวบ อลิสเป็นเด็กสาวขี้อาย และถูกควบคุมทุกฝีก้าวโดยลุงอันชั่วร้าย แต่เมื่ออลิสรู้ว่าลุงของเธอกำลังวางแผนทำร้ายพี่น้องทั้งแปดแห่งเกาะไน ท์ฟอล เธอจึงหนี และเดินทางมาไนท์ฟอลเตือนให้พวกเขารู้ถึงภยันตรายที่กำลังจะเกิด และนั่นก็ทำให้เธอได้กลับมาพบกับชายที่เธอรักอย่างสุดหัวใจอีกครั้ง

แต่เป็น The Master เล่มสามที่ทำให้แม็กซ์กลับมามีศรัทธาในชุดนี้อีกครั้ง เรื่องของดอมินอร์ น้องชายคนที่สาม เล่มนี้เองที่แม็กซ์คิดว่า คนแต่งพัฒนาฝีมือทำให้เรื่องกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น หนังสือเล่มนี้ก็ยังไม่อาจทำให้แม็กซ์คิดว่า พล็อตเรื่องของเธอมีจุดเด่นอะไรเป็นพิเศษ

เช่นกันค่ะ รีวิวเขียนแล้ว ตามอ่านได้ด้วยการคลิกที่ปกหนังสือ

พูดถึงสามเล่มไปคร่าว ๆ แล้วนะคะ ในที่สุดก็มาถึงเล่มที่ตั้งใจจะรีวิวให้อ่านกันกับเล่มนี้ The Song

ความน่าสนใจของ The Master ก็มีมากพอจะทำให้แม็กซ์หยิบเอา The Song เล่มสี่ในชุดมาอ่านเกือบจะในทันทีที่ซื้อมา แม้ว่าตัวอีวานอร์พระเอกและเมอริลนางเอกจะดูไม่น่าสนใจเอาเลย

และคำตัดสินก็คืออีวานอร์และเมอริลก็ไม่น่าสนใจจริงด้วย ความรักของทั้งคู่มันราบเรียบ ลงตัว ไปเกือบจะในวินาทีแรกที่ทั้งสองพบกัน ไม่ต้องลุ้น ไม่มีทะเลาะ ไม่มีความขัดแย้ง และนั่นคือความไม่น่าสนใจ

อีวานอร์เป็นพ่อมดที่พลังอำนาจอยู่ที่เสียงของเขา ซึ่งเขาสูญเสียมันไปใน The Wolf สำหรับคนที่อยู่กับเสียงเพลงมาตลอดชีวิต นั่นเป็นความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ได้ และแล้วความหวังที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็มาในรูปของหมอสาวแสนสวย คนที่เขาเชื่อว่า นอกจากจะเป็นผู้รักษากล่องเสียงให้เขาแล้ว จะยังเป็นเจ้าสาวแห่งโชคชะตาให้กับเขาอีกด้วย

อย่างที่บอกค่ะ ไม่ต้องลุ้นเรื่องความรัก เพราะอีวานอร์เชื่อฟังคำทำนายโบราณมาก เพราะแฝดผู้พี่ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สามได้เมียไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวเขาบ้าง เมื่อผู้หญิงคนที่สี่มาเยือนครอบครัวหนุ่มแปดคนนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามลำดับ และคำทำนาย

ส่วนของโรแมนซ์อาจจะไม่เรียกว่าสอบตกนะ แต่มันไม่มีอะไรให้ลุ้นเลย ทั้งอีวานอร์และเมอริลเข้ากันได้ดีมาก พูดคุยกันเหมือนคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันมานานสักยี่สิบปี (คู่ที่ยังไม่ได้คิดจะเลิกกันนะ)

แต่ท่ามกลางความไม่น่าสนใจของพระเอกนางเอก แม็กซ์กลับพบว่าตัวเองหลงเข้าไปในโลกแห่งไนท์ฟอล คาตัน และจินตนาการของจีน จอห์นสัน เกี่ยวกับพี่น้องทั้งแปดคน หากแม็กซ์จะบอกว่า ความน่าสนใจของฉากหลังของเรื่องเอาชนะความน่าเบื่อของพระเอกนางเอกได้ ก็คงไม่ไกลจากความจริงนัก เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

แม็กซ์ชอบที่จะได้ติดตามรู้ถึงความเป็นไป และอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่น้องที่เหลือ ชอบตัวละครรองที่มีพลังเวทมนตร์เหลือเฟืออย่างไรเดน (น้องคนที่หก) และมอร์แกนเนน (น้องคนสุดท้อง) อยากรู้ว่าเมื่อไรคอร์เรนเนน (น้องคนที่เจ็ด) จะได้เจอผู้หญิงที่เขารอคอยเสียที

แม็กซ์อยากรู้ว่าเกาะไนท์ฟอลจะมีอนาคตเป็นเช่นไรหลังจากที่เคลลี่ (นางเอกเล่มหนึ่ง) ประกาศอิสรภาพไปแล้ว

คะแนนเล่มนี้ไม่ค่อยสูงหรอกนะคะ ที่ 63 แต่เรื่องราวที่เป็นฉากหลังของหนังสือชุดนี้น่าสนใจมากพอจะทำให้แม็กซ์ ตั้งใจจะอ่านต่อไปจนจบชุดค่ะ แม้ว่าจะไม่ถึงกับปิ๊งอะไรกับตัวเอกในเรื่องมากนัก (เพราะปิ๊งตัวละครรองอย่างไรเดนไปอย่างจังแล้วน่ะสิคะ)

Riding Wild // Jaci Burton

หนังสือที่เห็นพล็อตแว่บแรกก็นึกถึงชุดสตีลสตรีทขึ้นมาทันควัน เรื่องของอดีตอาชญากรวัยละอ่อนที่ถูกเลือกมาเป็นสายลับรัฐบาล ความแตกต่างก็แค่ตรงที่แก๊งค์ไวด์ไรเดอร์ในชุดนี้บ้ามอเตอร์ไซด์แทนที่จะ เป็นรถยนต์อย่างหนุ่มเอสดีเอฟเป็นกัน

ความเหมือน และที่สำคัญความสนุกมีแค่นั้นแหละ เพราะ Running Wild ไม่มีอะไรที่สามารถเทียบแม้กระทั่งเล่มที่เลวร้ายที่สุดในชุดสตีลสตรีทอย่าง Crazy Kisses ได้เลยด้วยซ้ำ

เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วที่ลิลลี่ได้พบกับแม็คคู่รักสมัยยังเอ๊าะ เขาทิ้งเธอไปหลังจากจัดการเผด็จศึกเธอเสร็จ สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ แม็คทำเช่นนั้นเพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่คู่ควรกับลิลลี่ เธอเป็นลูกสาวมหาเศรษฐีที่กำลังจะไปเรียนมหาวิทยาลัยระดับไอวี่ลีค ส่วนเขาเป็นแค่โจรกระจอกที่อยู่ไปวันวัน

เวลาผ่านไปทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง ลิลลี่ไม่ใช่สาวน้อยบอบบางอีกต่อไป เธอเป็นนักสืบเอกชนที่ได้รับการว่าจ้างให้จับตาดูพิพิธภัณฑ์ ในขณะที่แม็คเข้าไปขโมยของในนั้น หลังจากความชุลมุนลิลลี่พบว่าตัวเองกลายเป็น "นักโทษ" และต้องหนีการตามล่าไปพร้อมกับแม็ค

และเหมือนกับชุดสตีลสตรีท แม็คไม่ใช่โจรกระจอก เขาเป็นสายลับรัฐบาลอยู่ในหน่วย "ไวด์ไรเดอร์" ที่ไม่น่าเชื่อว่า สายลับทั้งหน่วยจะบ้ามอเตอร์ไซด์เหมือนกันหมด งานของเขาคือการนำไวรัสล้างโลกที่ซ่อนอยู่ในของที่ขโมยมาจากพิพิธภัณฑ์ไปส่ง และเขาไม่อาจปล่อยให้ลิลลี่ขัดขวางงานของเขาได้

แม็กซ์ (อันนี้หมายถึงคนเขียนบลอกนะ) ขอถามหน่อยนะ มีสายลับปัญญาอ่อนคนไหนบ้างที่ต้องปฏิบัติงานสำคัญและลับสุดยอดกระเตง ผู้หญิงซ้อนท้ายแมงกะไซด์ไปทั้งเมกา พร้อมกับไวรัสล้างโลกบ้าง มีหัวหน้าสายลับปัญญาอ่อนพันธุ์ไหนบ้างที่สั่งให้ลูกน้องลากตัวนางเอกไป พร้อมกันทั่วประเทศ ขณะที่ผู้ร้ายอีกเป็นโขยงรอจับ

มันไม่มีความสมเหตุสมผลแม้แต่น้อย

โอเคคร้าบ แม็กซ์เข้าใจว่าเรื่องนี้มันขายเซ็กส์ ก็เป็นนิยายแนวอีโรนี่หว่า แต่ขอร้องว่า พล็อตมันสมจริงหน่อยได้เปล่า (วะ) อ่านไป ไม่มีความน่าเชื่อถือเลยสักนิด แล้วไอ้ความบ้ามอเตอร์ไซด์นี่ อ่านไปก็ไม่เห็นจะได้อารมณ์ (นึกถึงตอนเวลาอ่านเอสดีเอฟ มันได้อารมณ์มากเลยนะว่าพระเอกบ้ารถเครื่องแรงขนาดไหน) ดูแล้วเหมือนยัดเยียดเอามาก

คะแนนที่ 50

Kiss of Fire // Deborah Cooke

หลังจากปล่อยหมาป่าเพ่นพ่านในโลกโรแมนซ์กันเต็มไปหมด ก็ถึงคราวของมังกรกันบ้าง หลังจากที่อัลลิสัน เจมส์ปล่อยมังกรชุดแรกออกมา ก็ถึงทีของเดบอร่าห์ คุกบ้าง

ในเรื่อง Kiss of fire ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด Dragonfire ที่โฆษณาว่าเป็นหนังสือชุดไตรภาค (แต่แม็กซ์ไม่เชื่อหรอนกะ คิดว่า ถ้ามันฮิต ก็จะต้องขยายออกไปมากกว่าสามเล่มเป็นแน่ เพราะว่าเปิดตัวละครไว้เพียบเลย) เรื่องราวของมนุษย์มังกร

ตามตำนานมังกรหรือที่เรียกกันว่าไพร์ (Pyr) ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องคุ้มครองโลกและมนุษย์ แต่ในกลุ่มของไพร์เองก็กลับมากลุ่มที่แนวคิดแตกต่างซึ่งเห็นว่า มนุษย์นั่นแหละคือตัวการทำลายโลก ดังนั้นจึงต้องทำลายมนุษย์เพื่อปกป้องโลก กลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า สเลเยอร์ ทำให้ไพร์และสเลเยอร์เป็นศัตรูต่อกัน

ในเล่มแรกข้อมูลเกี่ยวกับไพร์และสเลเยอร์ยังไม่มีความชัดเจนนัก แต่ถึงกับทำให้ขัดใจนะ แต่ก็รู้สึกรำคาญพอสมควร เป็นคนไม่ชอบความลับน่ะค่ะ

เปิดเรื่องเล่มนี้กล่าวถึงศักราชใหม่แห่งโลกมังกร เมื่อช่างตีเหล็ก (The Smith) ซึ่งเป็นชื่อเรียกเปรียบเทียบมังกรพันธุ์พิเศษที่ทนไฟได้ กับผู้มองเห็นอนาคต (The Seer) มาพบกัน และก่อกำเนิดลูก จะทำให้เหล่าไพร์เข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองใหม่

ยุคใหม่คืออะไรไม่มีการพูดถึง แล้วปรากฎการที่เรียกว่า Firestorm เป็นอย่างไรก็ไม่อธิบายให้ชัด รู้แต่ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหล่าไพร์จะสามารถผลิตลูกได้ แต่เหตุผลอะไร ทำไมถึงต้องเกิดปรากฎการณ์นี้ ก็ไม่อธิบาย และเจ้าอาการ firestorm นี่ก็เกิดกะพระเอก โดยมีปฏิกริยากะนางเอกเท่านั้น (ไม่มีคำอธิบาย)

ดังนั้นการที่ควินน์มาเจอกับซาร่าจึงเป็นชะตาลิขิตที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ความรักไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เพราะเป็นโรแมนซ์ ยังไงยังไงพระเอกก็ต้องรักกะนางเอกจนได้

เล่มนี้พล็อตง่ายค่ะ หนุ่มมาหาสาวเพราะคำทำนาย สาวปิ๊งหนุ่มเพราะมาดแมนได้ใจ จากนั้นบรรดาตัวประกอบแต่อนาคตพระเอกก็โผล่มาแจมในเรื่อง ผู้ร้ายก็โผล่มา คนหนึ่งก็เป็นศัตรูข้ามศตวรรษของพระเอก พระเอกเผชิญหน้าตัวร้าย ฆ่าล้างแค้นให้ครอบครัว

หนุ่มและสาวก็อยู่กันอย่างมีความสุข

พล็อตเรื่องมันง่ายแค่นั้นจริง

คะแนนมันก็เลยง่าย ๆ อย่างนั้นด้วย ที่ 53

ลืมบอกไปว่าเดบอร่าห์ คุกนี่ก็เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ล่ะค่ะ เพราะนามปากกาเดิมของเธอคือแคลร์ เดอลาครัวซ์นั่นเอง

White Lies // Jayne Ann Krentz

เจนน์ แอนด์ ครานซ์เคยเป็นนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด โปรดสังเกตคำว่า "เคย" นะคะ เพราะเดี๋ยวนี้ความคลั่งไคล้งานของเธอที่แม็กซ์มีลดลงจากอดีตไปมากแล้ว เพราะกาลเวลาทำให้เธอเปลี่ยนสไตล์การเขียนเรื่อง ที่หันไปเน้นการสืบสวนมากขึ้น ซึ่งน่าเสียดายว่าการสืบสวนของเธอนั้นไม่อาจเทียบกับนักเขียนแนวสืบสวนคน อื่นที่แม็กซ์เป็นแฟนประจำไม่ได้ (เทส การ์ริทสัน)

แต่ก็ไม่ใช่ว่า เธอจะตกกระป๋อง เลิกร้างลางลากันไปเหมือนกะที่แม็กซ์เป็นกะจู้ด เดเวอร์โรซ์ งานของเจเอเคยังอ่านได้ สนุกเสียด้วยสิ เพียงแต่อย่าเอาไปเทียบกับงานในอดีตเท่านั้นเอง

ในเล่มล่าสุดที่ออกขายเป็นปกอ่อนเรื่อง White Lies เล่มนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในกลุ่มผลงานที่แม็กซ์ให้คำจำกัดความที่ว่า "Good but not great"

นั่นคืออ่านได้สนุก (ในขณะที่อ่าน) แต่ไม่มีอะไรหลงเหลือต่อไปในความทรงจำหลังจากนั้นมากนัก ข้อดีทุกอย่างในงานของเจเอเคยังมีอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นความเข้ากันได้ดีอย่างยิ่งระหว่างพระเอกนางเอก (ความรู้สึกที่ว่า ทั้งสองเกิดมาเพื่อกันและกันก็ยังคงมีอยู่) องค์ประกอบความเป็นครอบครัวที่ให้ความรู้สึกอย่างที่ชาวเอเชียอย่างแม็กซ์ เข้าใจได้ดีก็มีอยู่ครบ เพียงแต่มันไม่จับจิตจับใจเหมือนงานในอดีตเท่านั้นเอง

White Lies เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชุด Arcane Society ซึ่งเป็นเรื่องของกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษทางพลังจิต แต่แม้จะเป็นเล่มที่สองที่ออกขายในชุด แต่เรื่องนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่องกับเรื่อง Second Sight ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดเลย นั่นเพราะ SS เขียนภายใต้นามปากกาอแมนด้า ควิกและเป็นเรื่องในยุควิคตอเรียน ขณะที่ WL เป็นเรื่องแนวปัจจุบัน ส่วนเกี่ยวข้องเดียวที่มีก็คือสมาคมอาเคนเท่านั้นเอง

เจค ซัลเตอร์ปลอมตัวเข้ามาสืบหาความจริงตามคำสั่งของสำนักงานนักสืบเจ&เจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมอาเคนเกี่ยวกับตระกูลกราซบรูค แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับแคลร์ แลงคาสเตอร์ ลูกสาวนอกกฎหมายของเป้าหมายเขา และเธอมีพลังจิตในด้านการจับโกหก ซึ่งนั่นทำให้ปัญหาของเขาใหญ่ขึ้นไปอีก อันที่จริงพลังจิตของแคลร์สูงมากขนาดที่เธอไม่น่าจะมีชีวิตอย่างปกติได้ หลายคนคาดว่าเธอน่าจะเป็นบ้าเพราะต้องทนอยู่กับความจริงตลอดเวลาคนเราโกหก

แต่แคลร์มีมุมมองต่อการโกหกที่แปลกออกไป (และนั่นทำให้แม็กซ์ชอบเธอนะ)

เมื่อหกเดือนก่อนแคลร์ที่เพิ่งรู้ความจริงเกี่ยวกับผู้ที่เป็นบิดาแท้ ๆ ของเธอ ได้ติดต่อกับอลิซาเบธน้องสาวต่างแม่เป็นครั้งแรก และนั่นทำให้เธอเข้าไปพัวพันกับความวุ่นวายในชีวิตแต่งงานของอลิซาเบธ และเป็นเหตุหลักที่ทำให้เธอถูกเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการตายของแบรด สามีของอลิซาเบธ

การปรากฎตัวอีกครั้งในครอบครัวกราซบรูคนำปัญหามาให้แคลร์อย่างมาก เธอถูกลอบทำร้ายหลายครั้ง และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสืบความจริงของเจค

ตามสไตล์ของเจเอเค ทั้งเจคและแคลร์รู้ตั้งแต่ต้นถึงอาการปิ๊งของกันและกัน ไม่ว่าใครจะบอกว่าทั้งคู่ไม่เหมาะกันอย่างไร

อย่างที่บอกค่ะ อ่านได้ สนุกนะ แต่เดี๋ยวก็ลืม คะแนนที่ 70

Vampires are Forever // Lynsay Sands

มาถึงเล่มเก้าแห่งชุดอาร์ซาโน เรื่องราวของโธมัส แวมไพร์แสนดีที่โคตรจะสมบูรณ์แบบ แต่ใครที่รู้จักแม็กซ์ดีจะรู้ว่า คำว่า "สมบูรณ์แบบ" นี่เป็นข้อเสียมากกว่าข้อดีนะคะ เพราะแม็กซ์ไม่เชื่อว่าจะมีอะไรในโลกที่มันสมบูรณ์แบบ

ว่าด้วยเรื่องแวมไพร์ตระกูลอาร์ซาโนกันก่อน แม็กซ์ขอบอกว่า หนังสือชุดนี้เป็นหนึ่งในชุดที่แข็งแกร่งที่สุด หลังจากเก้าเล่มก็ยังไม่ทำให้แม็กซ์เบื่อ หรือคลายความน่าสนใจไปเลย ทั้งที่เรื่องราวก็ไม่ได้ร้อยเรียงกันเป็นชุดเหมือนอย่างที่ดาร์คฮันเตอร์ หรือแบล็คเด็กเกอร์เป็น หนังสือแต่ละเล่มในชุดอ่านขาดจากกันได้ เป็นอิสระซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน

สิ่งที่แม็กซ์ชอบชุดนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้อ่านเล่มแรกในชุด (แต่เป็นเล่มสามตามลำดับระยะเวลาในเรื่อง) เรื่อง Single white vampire นั่นคือ ทัศนคติที่มองต่อความเป็นแวมไพร์ ที่ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์ ดำมืด ลินด์เซย์ แซนด์คนแต่งมองแวมไพร์ในอีกมุมหนึ่ง ที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ของเรา เพียงแต่อายุยืนกว่าชาวบ้านสักหน่อยเท่านั้นเอง

พล็อตเรื่องของชุดไม่ได้มีอะไรใหม่ แวมไพร์จะรู้ตัวว่าได้พบกับ "คู่แท้" ของตัวเองก็ต่อเมื่อเขาเจอคนที่เขาไม่อาจอ่านใจ หรือควบคุมได้ คนคนนั้นจะเป็นคู่แท้ และความรักก็จะตามมา ในมุมหนึ่งมันคล้ายกับบรรดาเหล่ามนุษย์ถ่ำคาร์พาเธียนนะ เพียงแต่แวมไพร์ของลินเซย์เป็นชายหนุ่มยุคใหม่ ที่ไม่ได้คว้าตัวผู้หญิงที่เขาต้องการไปกกในรังตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้า เธอ

ชายเหล่านี้จีบสาว หรืออย่างน้อยก็พยายามจีบเหมือนพระเอกในโรแมนซ์ทั่วไป และนั่นเป็นเสน่ห์อีกอย่างของเรื่อง

ในเรื่องนี้โธมัสเดินทางมาจากแคนาดาเพื่อตามหามาร์เกอริตผู้เป็นป้าในลอนดอน หลังจากเธอขาดการติดต่อไปราวสามวัน โธมัสเป็นคนเดียวในตระกูลอาร์ซาโนที่ว่างพอ ในสายตาของ "ผู้สูงอายุ" หรือแวมไพร์ที่อายุเกินกว่าสี่ร้อยปี โธมัสเป็นชายหนุ่มที่ไม่เอาไหน หยิบโหย่ง ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตัวตนของเขาในเล่มก่อนหน้าก็เป็นเช่นนั้น

แต่คนอ่านคงรู้ดีว่า พระเอกของเราเป็นคนเช่นนั้นไม่ได้จริงไหมคะ และโธมัสก็มีอาชีพลับ ๆ ซ่อนอยู่ เขาเป็นนักแต่งเพลงชื่อดัง ฝีมือเยี่ยม นอกจากนี้แล้วเขายังเป็นชายที่แสนจะโรแมนติกที่สุด

ใจนึงของแม็กซ์รักโธมัสมากกกกกกกก เขาเป็นพระเอกโรแมนซ์ที่สมบูรณ์แบบ เมื่อเขารู้ตัวว่าผิด เขาขอโทษนางเอก และไม่ใช่ด้วยคำขอโทษธรรมดา เขาเตรียมน้ำอุ่นให้เธออาบ สั่งอาหารให้เธอทาน เตรียมเตียงให้เธอนอน นี่เป็นสิ่งที่เขาเธอให้อินเนส ทั้งที่เพิ่งพบกันวันแรก

เขาคิดถึงความรู้สึกของอินเนสตลอดเวลา เขาไม่รบเร้าเธอเรื่องการเป็นคู่แท้ ไม่ใช้ความมาโชสไตล์แวมไพร์กับเธอ เขาอดทนและรอให้เธอเดินเข้ามาหาเขาเอง

เขาเป็นชายที่สมบูรณ์แบบ

แต่ในเวลาเดียวกัน ความสมบูรณ์แบบก็น่าเบื่อค่ะ แม็กซ์ชอบทั้งพระเอกและนางเอก แต่เรื่องมันไม่มีโฟกัส การตามหามาร์เกอริตดูไม่มีน้ำหนักและน่าสนใจเพียงพอ และเนื่องจากมาร์เกอริตกำลังจะเป็นนางเอกในเล่มสิบ ปริศนาเกี่ยวกับการหายตัวไปของเธอก็ไม่ได้รับการแก้ หรือเฉลย

หนึ่งในสามส่วนแรกของเธอน่าสนใจ เพราะแม็กซ์ชอบโธมัสและอินเนส ก็เลยอยากรู้เรื่องราวของพวกเขา หนึ่งในสามส่วนสุดท้ายของเธอก็น่าสนใจ เพราะเริ่มมีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น ปัญหาคือช่วงกลางเรื่องที่ดูไร้จุดหมายไปสักนิด

ไม่ได้เลวร้าย แต่น่าเสียดายว่าเรื่องนี้น่าจะ "สมบูรณ์แบบ" ได้มากกว่านี้

คะแนนที่ 77

Heart of Fire // Kat Martin

อ่านเล่มนี้เพิ่งจบเมื่อคืนค่ะ แล้วก็คิดว่า เราต้องรีบมาเขียนรีวิวให้เร็วที่สุดโดยด่วน

ไม่ใช่ว่าหนังสือมันสนุกขนาดทนไม่ได้อกจะแตกต้องมาเล่าให้คนอื่นฟังหรอกนะคะ

แต่เป็นเพราะมันไม่น่าสนใจขนาดที่ว่า ถ้าไม่เขียนรีวิวเอาไว้ อีกไม่เกินสองอาทิตย์จะต้องลืมไปหมด ขนาดเล่าให้ใครฟังไม่รู้เรื่องเป็นแน่

เรื่องนี้เป็นหนังสือเล่มสองในชุดฮาร์ท ที่คาดว่าคงตั้งตามชื่อนิตยสารที่นางเอกทำงานให้ "Heart to Heart" ซึ่งนางเอกเล่มแรกเป็นเจ้าของ แม็กซ์ไม่ได้อ่านเล่มแรกหรอกนะคะ แต่คิดว่าก็คงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับคนที่ไม่ได้อ่านในการอ่านเล่มสองให้รู้ เรื่อง

พล็อตเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อนางเอกไปงานศพของพี่สาวต่างมารดา ทุกคนบอกคอรี่ว่าลอเรน (จำชื่อไม่ได้แน่นะคะ มันไม่น่าจดจำขนาดนั้น) ฆ่าตัวตายเพราะอับอายที่ท้องไม่มีพ่อ แต่คอรี่ไม่เชื่อ และต้องการพิสูจน์ความจริง ด้วยความสามารถในการเป็นคอลัมนิสต์ คอรี่สรุปอย่างรวดเร็วว่า เกรย์ขุนนางหนุ่มในละแวกบ้านในชนบท (ที่ลอเรนอาศัยอยู่) จะต้องเกี่ยวข้องแน่ โดยคิดเอาจากว่าเมียคนแรกของเกรย์ก็ตายเพราะจมน้ำ ดังนั้นสาวน้อยใจกล้าก็เลยปลอมตัวเป็นญาติทางการแต่งงานของเกรย์ แล้วใช้โอกาสเข้าไปอยู่ในบ้านของเขาเพื่อสืบหาความจริง

ผ่านไปครึ่งเล่มคอรี่ก็ไม่ได้อะไรมามากหรอกนะ นอกจากว่า ในคืนวันเกิดเหตุเกรย์อยู่กับเมียเก็บ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เกรย์จะเป็นคนฆ่าพี่สาวของเธอ (แม็กซ์เชื่อว่าคอรี่ไม่เคยได้ยินคำว่า "จ้างวานฆ่า" เลยในชีวิต) และนั่นทำให้เธอเปิดใจยอมรับความจริงว่า ความใกล้ชิดทำให้เธอตกหลุมรักเขาซะแล้ว และเรื่องก็เป็นไปตามสูตรของแคท มาร์ติน (หรืออย่างน้อยก็เหมือนกะเรื่อง A Perfect Sin ที่แม็กซ์อ่าน) นั่นคือ พระเอกถูกจับได้ว่าถลกกระโปรงนางเอกก็เลยถูกบังคับให้แต่งงานกัน แต่ด้วยบาดแผลในอดีตทำให้เขาไม่ยอมรับความรักที่มีต่อเธอ ทำเย็นชาเข้าใส่ ส่วนนางเอกก็น้ำตาตกใน

พล็อตนี้คงถูกใจหลายคน อันที่จริงก็โอเคสำหรับแม็กซ์นะ

ปัญหาคือ มันไม่ค่อยจะน่าสนใจเอาเลยน่ะสิ ไม่ได้แย่ ไม่ได้ดี แค่เฉย ๆ

คะแนนที่ 47

Dawn's Awakening // Lora Leigh

ก่อนจะอ่านแม็กซ์ไม่คิดว่าตัวเองจะชอบหนังสือเล่มนี้นะคะ เพราะตัวละครดอว์นที่เป็นนางเอกเป็นตัวละครชนิดที่แม็กซ์ไม่ชอบเอามาก ๆ เมื่อแรกที่ได้อ่านเจอเธอในเรื่อง Temping the beast ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด Feline Breed

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามชุดนี้ คงต้องอธิบายกันยาวหน่อยค่ะถึงที่มาที่ไป แรกเริ่มทีเดียวเลย โลล่า ลีย์คนแต่งเขียนเรื่องในเวอร์ชั่นที่คล้ายคลึงกับ Tempting the beast ออกขายกับสนพ.เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่เมื่อเธอโด่งดังจากการเขียนเรื่องชุดพี่น้องตระกูลออกัสที่ชอบใช้เมีย ร่วมกัน เธอก็เริ่มเขียนเรื่อง Wolf's Hope ที่มีพล็อตเรื่องอยู่ในโลกที่เธอสร้างไว้ในเรื่อง TTB

ในโลกแห่งชุดบรีด เหล่าบรีดถูกสร้างขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ตัดต่อพันธุกรรมของมนุษย์กับ สัตว์ชนิดต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างทหารที่สมบูรณ์แบบ และก็เหมือนกับการท้าทายพระเจ้าหลายครั้ง ผลลัพธ์มันมากเกินกว่าที่คิดไว้ เพราะบรีดก็คือมนุษย์ และท้ายที่สุดเมื่อพวกเขาแหกคุกออกมาจากบรรดาแล็บที่กักขังพวกเขาอยู่

ด้วยความที่โลล่าเริ่มเขียนเรื่องในชุดนี้ให้กับสามสำนักพิมพ์ แรกเริ่มเธอจึงแยกชุดออกมาเป็นเฟไลน์บรีดซึ่งเป็นเรื่องของเหล่าบรีดที่ถูก ตัดต่อพันธุกรรมของสัตว์ตระกูลแมว (ที่รวมเสือ, สิงโต เข้าไปด้วย) หรือเล่มแรกคือ Tempting the Beast, ชุดวูลฟ์บรีด เรื่องของเหล่าพันธุกรรมหมาป่าที่เธอเขียนให้อีลอร่าส เคฟ และชุดบรีดที่เริ่มต้นเรื่องด้วย Megan's Mark ที่เธอเขียนให้กับเบิร์คเลย์ โดยคราวนี้เธอเร่งเวลาในเรื่องให้ห่างจากชุดที่เขียนกับกับอีลอร่าไปอีกสิบ ปี เพื่อสร้างความแตกต่าง

แต่แล้วเบิร์คเลย์ก็ซื้อลิขสิทธิ์ทั้งหมดในชุดบรีด โลล่าจึงต้องแก้ปัญหาและรวมหนังสือทั้งหมดให้มาอยู่ในชุดเดียวกัน และนี่เป็นเป็นเหตุผลให้ดอว์นต้องรอถึงสิบปีก่อนที่จะลงเอยกับคู่ของเธอได้

เพราะเรื่องชุด Tempting the Beast และชุดที่โลล่าเขียนให้เบิร์คเลย์เวลาในเรื่องห่างกันสิบปี ทำให้ดอว์นและเซ็ธซึ่งเจอกันตั้งแต่ต้นแล้วไม่อาจลงเอยกันได้ (เพราะไทม์ไลน์ในชุดที่เขียนให้เบิร์คเลย์) ทั้งสองจึงต้องรอ --- อันนี้เป็นเหตุผลอันแท้จริง แต่ไม่ใช่เหตุผลของตัวละครในเรื่อง

กลับมาเข้าเรื่องแล้วกัน ใน Dawn's Awakening เปิดเรื่องเมื่อสิบปีก่อนเมื่อเซ็ธถูกเรียกมาดูวีดีโอเทปภาพก็ถูกทารุณกรรม (ทางเพศ) ของดอว์นสมัยที่เธอยังถูกขังอยู่ในแล็บโดยพวกผู้ร้าย ทำให้เขาที่แม้จะรักเธออย่างสุดหัวใจ ก็ต้องตัดใจไปจากเธอ เพราะรู้ว่าความต้องการที่เขามีต่อเธอมันท่วมท้นมากเกินไป และทำให้เธอที่แสนเปราะบางไม่อาจรับได้ เซ็ธเดินจากไปทั้งที่รู้ว่า เขาและเธอเป็นคู่แท้ซึ่งกันและกัน (การเป็นคู่แท้นี่เป็นปฏิกริยาทางเคมีที่เหล่าบรีดจะมีต่อคู่ของตัวเอง)

สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ดอว์นซึ่งเติบโตขึ้น และเข้มแข็งขึ้นอย่างที่แม็กซ์ถูกใจ ได้รับคำสั่งให้ไปคุ้มครองเซ็ธซึ่งเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่พวก บรีด และทำให้เธอต้องเผชิญกับเขาอย่างจัง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี และอย่างไม่คาดคิดเธอพบกว่า เขาหลุดพ้นจากการเป็นคู่ของเธอแล้ว

สำหรับพวกบรีด ปฏิกริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นเมื่อบรีดได้พบกับคู่ของพวกเขาเป็นสิ่งที่เหนือ การควบคุม และแก้ไขไม่ได้ มันเป็นจุดจบสำหรับทุกอย่าง สำหรับคนอื่น ในชีวิตของบรีดและคู่ของเขาจะมีเพียงกันและกัน สัมผัสจากคนอื่นนำมาซึ่งความเจ็บปวด

แต่เวลาสิบปีที่ห่างกันกลับทำให้เซ็ธหลุดพ้น และนั่นเป็นสิ่งที่ดอว์นยอมรับไม่ได้

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้แม็กซ์นั่งอ่านเล่มนี้ต่อเนื่องจากจบเมื่อตอนตีสี่ กว่า เพราะดอว์นในเล่มนี้ไม่ใช่ดอว์นที่น่ารำคาญ (ที่ทำให้แม็กซ์นึกถึงหมาบาดเจ็บใน TTB) อีกต่อไป เธอต่อสู้เพื่อคู่ของเธอ โดยไม่สนใจว่าเขาจะว่ายังไง

มันเป็นความแปลกใหม่หลังจากนั่งอ่านแต่พระเอกที่มีนิสัยอยากได้อะไรก็ต้อง ได้ฝ่ายเดียว ในเล่มนี้เป็นดอว์นที่มุ่งมั่นในเซ็ธ โดยไม่สนใจว่าการกระทำนั้นจะส่งผลต่อเขายังไง

ไม่ใช่ว่าดอว์นเห็นแก่ตัวนะ เพราะแม็กซ์ว่าโลล่าเขียนอธิบายได้ดีเกี่ยวกับปฏิกริยาทางร่างกายและจิตใจ ที่พวกบรีดมีหลังจากพบคู่แท้ของตนว่าสติไม่ค่อยจะเข้ามาเกี่ยวข้องเท่าไห รนัก

พล็อตเรื่องง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนอะไรค่ะ ดอว์นมีหน้าที่ต้องคุ้มครองเซ็ธจากการปองร้าย ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องเผชิญหน้ากับอดีตอันเจ็บปวดที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอด ส่วนพล็อตรองก็เป็นเรื่องของแคสซี่ (ตัวละครใน Elizabeth's Wolf หนึ่งในเรื่องชุดนี้) ที่ตอนนี้อายุสิบแปด ทำให้แม็กซ์ซึ้งและลุ้นตามไม่ค่อยออกค่ะ มันเด็กไปหน่อย (แต่ก็ดูท่าว่าโลล่าคงจะยังไม่เขียนเรื่องของเธอในเร็ว ๆ นี้หรอก)

หนังสือยังมีข้อผิดพลาดอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการที่มีคำสั่งให้ดอว์นคุ้มครองเซ็ธ ก่อนที่จะเปลี่ยนใจเพียงสองสามนาทีหลังจากดอว์นเผชิญหน้ากับเซ็ธ ดูแล้วมันประหลาดและไม่น่าเชื่อ

อ่านได้ไม่ผิดหวังสำหรับคนที่ติดตามชุดนี้อยู่ แต่แม็กซ์ของบอกว่าตอนนี้หายใจเข้าออกเป็นโจนาสไปแล้ว

คะแนนที่ 73

Mine to Possess // Nalini Singh

แม็กซ์ชอบโลกที่นรินี ซิงค์สร้างขึ้นค่ะ มันเป็นโลกที่ซับซ้อนน่าติดตาม แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ นั่นเพราะเทคนิคในการเล่าเรื่องของนรีนีเหนือนักเขียนที่ประสบการณ์เก๋าหลาย ขุม

ในแต่เล่มในชุดไซ/ชาร์เลนจิ้ง (หรือผู้มีพลังจิตและผู้แปลงร่างได้) จะนำเสนอคนอ่านถึงเรื่องราวในโลกยุคอนาคตที่มนุษย์โลกถูกแบ่งออกเป็นสามเผ่า พันธุ์ ผู้มีพลังจิตหรือไซซึ่งถือเป็นชนชั้นปกครอง มีอำนาจและเงินตรา (หรือเรียกว่าจักรวรรดิในสตาร์วอร์ก็ได้) และมนุษย์แปลงร่างที่ใช้ชีวิตติดอยู่กับธรรมชาติ ไม่ถึงกับเป็นศัตรูกับไซ แต่ก็ไม่ใช่พันธมิตร และมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้เป็นเหมือนผิ้งงานที่อยู่ตรงกลาง

นรินีเก่งมากตรงที่แต่ละเล่มเธอจะให้รายละเอียดในโลกที่ซับซ้อนแห่งนี้อย่าง พอดิบพอดี ไม่มากขนาดขัดขวางความรักระหว่างตัวเอก หรือน้อยแบบให้ต้องไปติดตามอ่านกันต่อในเล่มถัดไป แล้วสร้างความหงุดหงิดให้กับคนอ่าน

ใน Slave to sention เล่มแรกเล่มเรื่องของลูคัสหัวหน้าเป่าดาร์คริเวอร์ เผ่ามนุษย์เสือที่แหกกฎร่วมทำธุรกิจกับไซเป็นครั้งแรก นั่นเพราะลูคัสต้องการสืบหาฆาตกรโรคจิตที่ไล่ล่าหญิงสาวจากเผ่าผู้แปลงร่าง และเขาก็ได้พบกับซ่าช่าหญิงสาวชาวไซที่ถูกสอนมาตลอดชีวิตว่าเธอ "บกพร่อง" นั่นเพราะซ่าช่ามีความรู้สึกซึ่งแตกต่างไปจากชาวไซทั่วไป ในเล่มนี้เราได้รับการแนะนำให้รู้จักโลกอันซับซ้อน เข้าใจว่าใครเป็นใครในโลกแห่งนี้

ใน Vision of heat เป็นเรื่องราวของเฟธชาวไซผู้มีญาณวิเศษในการมองเห็นอนาคต เธอถูกตามปองร้ายจากฆาตกรโรคจิตเช่นกัน (สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมมีฆาตกรโรคจิตเยอะจังในเรื่องชุดนี้ แม็กซ์ก็ขอบอกว่ามีคำอธิบายค่ะ คำอธิบายที่ดีเสียด้วยล่ะ) ทำให้เธอวิ่งไปหาชายคนเดียวที่ทำให้เธอแหกกฎทุกอย่าง และข้อมูลที่คนอ่านได้ในเล่มนี้ก็คือ ชาวไซไม่ได้อยู่นิ่งเฉยจากการถูก "ควบคุม" มีความพยายามปฏิวัติในกลุ่มชาวไซอยู่ ซึ่งพ่อของเฟธเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญ

ส่วนเล่มสามที่จนกระทั่งบัดนี้ยังเป็นเล่มโปรดที่สุดของแม็กซ์อยู่ คือ Caressed by Ice เล่าเรื่องของจัดด์ชายชาวไซที่ตัดขาดจากไซเน็ตเพราะชีวิตรอดของครอบครัว แม้ว่าเขาจะเชื่อเสมอว่า คนอย่างเขาสมควรแล้วที่ต้องถูกควบคุม และในเล่มนี้เราก็ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติในไซเน็ตเพิ่มมากขึ้น

และก็มาถึงเล่มนี้ Mine to Possess ที่เป็นเล่มแรกที่จับคู่ระหว่างชาร์เลนจิ้งและมนุษย์ธรรมดาสามัญ (ซึ่งไม่สามัญเท่าไหรหรอกนะ) เรื่องของเคลย์และหญิงสาวที่รักมาตลอดชีวิต

ครั้งแรกที่เทลลี่พบกับเคลย์ (แบบเผชิญหน้ากัน) เธออายุสามขวบ ส่วนเขาเก้าขวบ เคลย์ขาหัก เทลลี่ซึ่งเป็นเด็กที่หวาดกลัวโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล และจับมือเขาให้กำลังใจขณะรอ นับจากนั้นเคลย์เป็นผู้พิทักษ์ของเทลลี่ แต่เขาก็ไม่สามารถคุ้มครองเธอจากความโหดร้ายของพ่อบุญธรรมของเธอได้ โดยที่เคลย์ไม่รู้เทลลี่โดยทารุณกรรมสารพัดรูปแบบจากพ่อและแม่บุญธรรม และเมื่อเขารู้ ด้วยวัยสิบสี่ปี เคลย์หักห้ามความโกรธไม่ได้ และฆ่าคนเป็นครั้งแรก

นั่นทำให้มิตรภาพหยุดลง

แม็กซ์ไม่ได้บอกว่าชอบเทลลี่เพราะความเข้มแข็งของเธอ แต่แม็กซ์รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจการกระทำของเธอนะ เทลลี่อายุเพียงแค่แปดปีตอนที่ทุกอย่างในชีวิตของเธอจบสิ้นลง เธอสูญเสียความมั่นคงในชีวิต เสียเคลย์ให้กับกฎหมาย และต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธออาจไม่ใช่นางเอกที่เข้มแข็งที่สุด แต่แม็กซ์เข้าใจเหตุผลว่าทำไมเทลลี่ถึงหลอกเคลย์ว่าตัวเองตายแล้ว เพื่อเริ่มต้นชีวิตโดยที่ไม่มีเขา ไม่ใช่ว่าแม็กซ์ชอบ แต่แม็กซ์เข้าใจ เธอเป็นเพียงแค่เด็กที่มีความคิดอ่านแบบเด็ก และเมื่อเวลาผ่านไป มันก็สายเกินกว่าจะย้อนกลับไปแก้ไขอดีตแล้ว

ยี่สิบปีผ่านไปเทลลี่เดินกลับเข้ามาในชีวิตของเคลย์อีกครั้ง คราวนี้เธอต้องการให้เขาช่วยเหลือในการตามหาเด็กในความดูแลของเธอที่หายตัว ไป แต่สำหรับเคลย์แล้วการได้รู้ว่าเทลลี่ยังมีชีวิตอยู่ และเลือกที่จะหลอกลวงเขาว่าเธอตายไปแล้ว เป็นความเจ็บปวดที่ยากจะทนได้

เล่มนี้แม็กซ์ว่ามีพล็อตที่น่าติดตามอ่านมากที่สุดค่ะ แม้ว่าตัวละครจะไม่ถูกใจ (แต่ก็ยากจะหาใครที่เทียบจัดด์ได้นะ) นัก เทลลี่มีประสบการณ์เลวร้ายในอดีตซึ่งติดตามเธอมาในปัจจุบันมากเกินไป ส่วนเคลย์ก็เป็นตัวละครที่แม็กซ์รู้สึกเหมือนไม่รู้จักดี (ฉากที่เขาออกในเล่มก่อนหน้า ก็ไม่ได้ทำให้แม็กซ์สนใจอะไร) นอกจากว่าเขารักเทลลี่ยิ่งกว่าอื่นใด (และนั่นถือเป็นข้อดีนะ)

พล็อตหลักของเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ถูกลืม หรือชาวไซที่ปฏิเสธการบำบัดเพื่อควบคุมอารมณ์ ชาวไซเหล่านี้ปะปนอยู่กะมนุษย์ จนกลายเป็นคนธรรมดาสามัญที่อาจจะมีความสามารถพิเศษนิดหน่อย และพวกเขากำลังถูกล่าเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทดลอง

ชอบเรื่องนี้นะคะ โดยเฉพาะที่พล็อตที่น่าติดตามอ่านมาก คะแนนที่ 73

Elijah // Jacquelyn Frank

อ่านเล่มนี้จบไปประมาณสามชาติกว่าแล้วค่ะ (ก็แค่เดือนที่แล้วเอง) แต่ไม่มีโอกาสได้เขียนถึงเสียที วันนี้ฤกษ์งามยามดี ไม่มีหนังสือใหม่จะเขียนถึง (เพราะยังอ่านเล่มที่กำลังอ่านอยู่ไม่จบ) ก็เลยขอหยิบเล่มนี้มาเขย่าเล่าให้ฟังแล้วกัน

อิลิจาห์เป็นเล่มสามในชุดไนท์วอร์คเกอร์ หรือเรื่องราวชาวเดม่อนที่ไม่ได้เป็นปีศาจอย่างที่เข้าใจ เดม่อนเป็นเพียงชนเผ่าในโลกเหนือธรรมชาติของแจ๊คเกอลิน แฟรงค์

แม็กซ์ชอบพล็อตเรื่องของเธอค่ะ คิดว่าน่าสนใจ และตัวนางเอกถือว่าสอบผ่านสบาย เพราะเราสังเกตมาพักใหญ่แล้วว่า ในแนวพารานอมอลส่วนใหญ่ นางเอกจะต้องเป็นตัวละครที่อ่อน ไม่ใช่ว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นะ แต่ดูไม่มีความสำคัญเท่าไหรเลยเมื่อเทียบกับพระเอก ตัวพระเอกมักจะมีลักษณะของ "Larger than Life" นั่นคือ ทั้งเก่ง ทั้งยิ่งใหญ่ ทั้งน่าสนใจ จนทำให้นางเอกกลายเป็นนางแจ๋วไปอย่างไม่รู้ตัว

แต่แจ๊กกี้เขียนนางเอกได้ดีค่ะ ความโดดเด่นไม่แพ้พระเอก

ปัญหาเดียว และคิดว่าใหญ่เหมือนกันที่แม็กซ์มีกะหนังสือของแจ๊คกี้ ก็คือภาษาในการเล่าเรื่อง มันทั้งวกวน วนเวียน จนเวียนกะบาล เธอมีเทคนิคในการเล่าเรื่องและอธิบายเหตุการณ์ในเรื่องให้ชวนปวดเฮ้ด ภาษาไม่ได้ยากนะคะ แต่การเรียงคำในเล่มน่ะสิที่เป็นปัญหา

และแม็กซ์ยินดีที่จะบอกว่าในเล่มสาม ปัญหาจุดนี้ของเธอคลี่คลายไปได้เยอะมาก อาจเพราะเขียนมาเยอะก็ได้ เลยมีประสบการณ์มาขึ้น ดังนั้นเลยทำให้เล่มนี้กลายเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของเธอในเวลานี้นะ เพราะแม็กซ์คาดว่าประสบการณ์ที่มากขึ้น จะทำให้เธอเรียบเรียงเรื่องได้ดีขึ้นกว่านี้แน่

เล่มนี้ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ในเรื่องกิเดี้ยน ที่ตัวร้ายเผยตัวออก และแม้จะทำการกวาดล้างครั้งใหญ่ในตอนจบของเรื่องกิเดี้ยน ซึ่งทำให้พระเอกและนางเอกในเรื่องได้เจอกันเป็นครั้งแรก ตัวร้ายก็วางแผนและกำลังจะฆ่าอิลิจาห์ ผู้ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพของเหล่าเดม่อน

อิลิจาห์เป็นนักรบ อันที่จริงเขาเป็นที่หวาดกลัวของเหล่ามนุษย์หมาป่าที่เคยทำสงครามกับเดม่อน มาเกือบร้อยปี ดังนั้นเขาจึงเป็นคนสุดท้ายที่จะเหมาะในการเป็นคู่ครองของราชินีแห่งหมาป่า

แต่โชคชะตาก็ลิขิตเช่นนั้น หลังจากที่เซียน่าช่วยอิลิจาห์ไว้จากเหล่าร้าย เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพาตัวเขาไปรักษาในบ้านพักฤดูหนาวของคนในราชสำนัก เพื่อความปลอดภัย และที่นั่นเองคนสองคนที่แตกต่างกันอย่างมากก็เริ่มต้นหนทางแห่งการตกหลุมรัก

แม็กซ์ชอบอิลิจาห์ และแม็กซ์ก็ชอบเซียน่า นั่นเป็นสิ่งแรกที่ทำให้แม็กซ์ชอบเล่มนี้ แม็กซ์ชอบความเข้มแข็งของเซียน่า ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของเธอ เธอรู้ว่าเธอไม่ใช่หญิงธรรมดา แต่มีฐานะเป็นราชินีที่มีความรับผิดชอบเต็มบ่า เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนายพลแห่งกองทัพเดม่อนเป็นสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้ จะไม่มีหมาป่าตัวไหนยอมรับอิลิจาห์เป็นราชาของพวกเขา

แม็กซ์ไม่ได้บอกว่า วิธีการที่เธอปฏิบัติต่ออิลิจาห์เป็นสิ่งถูกต้อง เซียน่าเห็นแก่ตัวหลายครั้ง ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอิลิจาห์ก็มาก แต่สำหรับคนที่เป็นราชินี นั่นเป็นสิ่งที่แม็กซ์คาดหวังให้ทำ

ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีข้อเสียนะ ข้อเสียมีเป็นร้อย (เวอร์ไปน่ะค่ะ) การเปลี่ยนใจของเซียน่าในเรื่องยอมรับอิลิจาห์เป็นคู่ครองมันก็ง่ายไปหน่อย แถมไม่บอกใบ้คนอ่านด้วยซ้ำว่ามีทางออกแบบนี้อยู่ด้วย แต่เมื่อเทียบกะสามเล่มแล้ว แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากกว่า

คะแนนที่ 73

Untamed // Hope Tarr

เห็นพล็อตเรื่องนี้แล้วถูกใจแม็กซ์มั่กมากค่ะ เพราะเรื่องตามแนวหนังสือที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดอย่างเรื่อง The Taming of the Shrew ของเชคสเปียร์ (ชอบขนาดที่ว่าตามไปชอบหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องนี้อย่าง Ten things I hate about you, และ The Taming of Shrew เวอร์ชั่นที่ฉายที่ช่องฮอลล์มาร์คของทางยูบีซีด้วย) ทำให้ตัดสินใจหยิบเล่มนี้ลัดคิวทุกเล่มมาอ่านทันใด ทั้งที่ยังไม่ได้อ่านสองเล่มแรกในชุดเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรนะคะ คุณสามารถอ่านเล่มนี้ได้รู้เรื่องโดยไม่ต้องอ่านสองเล่มแรก ธีมในชุดนี้ก็คือการเล่มเรื่องของเด็กชายสามคนที่เติบโตขึ้นในโรงเรียนประจำ ที่ชื่อว่าร็อคบูรี่ โดยพระเอกในเล่มนี้แพทริค โอโร้คซึ่งเป็นโจรข้างถนนถูกศาลตัดสินใจส่งไปดัดนิสัย

เวลาผ่านไปหลายสิบปี โร้คซึ่งบัดนี้โตแล้วรวย (ตามระเบียบ) มาลอนดอนเพือหาผู้หญิงที่เหมาะมาเป็นเมีย แล้วก็สะดุดตากับความงามอย่างจับใจของเลดี้แคธเทอรีน เขารับคำท้าพนันของหนุ่ม ๆ ที่มาติดพันเธอว่า จะสามารถจูบเธอได้ในที่รโหฐาน (สำหรับคนที่ไม่รู้ คำนี้หมายถึงสถานที่สาธารณะ) และเมื่อเขาทำได้จริง มันกลับกลายเป็นต้นเหตุทำให้ความสัมพันธ์ที่เริ่มพัฒนาไปได้ของทั้งคู่จบลง เพราะเมื่อเคทรู้ เธอโกรธและคิดว่าเขาหลอกใช้เธอ ทำให้เธอวางแผนหักหน้าทำให้เขาขายหน้าต่อสาธารณชน และนั่นทำให้โร้คเลิกความคิดแต่งงาน และวางแผนแก้แค้นเธอนับจากนั้น

เวลาผ่านไปอีกปีกว่า โร้คกลับมาพร้อมทั้งสัญญาใช้เงินของผู้เป็นบิดาของเคธ ข่มขู่บังคับให้เธอแต่งงานด้วย การแต่งงานอย่างรีบเร่งเกิดขึ้น จากนั้นก็ The Taming of the shrew

แม็กซ์บอกรึยังว่าชอบ TTOTS มาก ปัญหาก็คือ แม็กซ์ไม่ได้อยากอ่านเรื่องที่มีทุกอย่างเหมือนกับเรื่อง TTOTS น่ะสิ มันเหมือนกันอย่างกับว่าเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นไม่ใช่สิ่งที่แม็กซ์ต้องการ แม็กซ์อยากได้เรื่องที่ดัดแปลง ขอเน้นว่าดัดแปลง ไม่ใช่เขียน TTOTS อีกรอบ

มันเหมือนไปจนไม่มีอะไรใหม่ แผนการที่โร้คใช้กับเคธเหมือนกับที่แพตตูชิโอ้ ทำกับแคทเทอรีนใน TTOTS ไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นเป็นอาร์เรต เพราะในบทละครของเชคสเปียร์มันไม่มีฉากเซ็กส์ แค่นั้นเอง

ผิดหวังไปไม่น้อยค่ะ คะแนนที่ 43

Unleashing the Storm // Sydney Croft

มาถึงเล่มสองในชุด ACRO (อันเป็นชื่อย่อของหน่วยงานปฏิบัติการลับในเรื่อง) ต่อเรื่องจากเรื่อง Riding the storm

เล่มนี้แม็กซ์ว่ามีความน่าสนใจมากกว่าเล่มแรกนะ แม้ว่าตัวเอกจะดูไม่เด่นเท่า (หรืออย่างน้อยทอมมี่ก็สู้เรมี่ไม่ได้) แต่พล็อตรองในเรื่องเริ่มมีความชัดเจนและเกี่ยวเนื่องกันมากขึ้น ทำให้เห็นทิศทางความเป็นไปของชุดมากขึ้นเช่นกัน

ACRO ย่อมาจาก Agency for Covert Rare Operatives เป็นหน่วยงานลับที่มีภารกิจเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมสภาวะอากาศ โทรจิต การควบคุมจิตใจ หรือการสื่อสารกับสัตว์ ใน ACRO แห่งนี้ บรรดาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวประหลาด เสียสติ (เพราะคนไม่เข้าใจความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ของพวกเขา) ได้รับการยอมรับ สำหรับคนที่เคยดูหนังเรื่องเอ็กซ์เมน หรืออ่านการ์ตูนเรื่องดังกล่าวก็คงพอนึกออก เพราะมีความใกล้เคียงกันมาก ศัตรูที่สำคัญของ ACRO ก็คือ Itor ซึ่งเป็นองค์กรผู้ร้ายที่มีสายลับปฏิบัติการมีความสามารถเหนือธรรมชาติเช่น กัน เพียงแต่ฝักใฝ่ด้านชั่ว และต้องการทำลายโลก

ในเล่มสองนี้เป็นเรื่องของเอ็นเดอร์ หรือทอม ไนท์อดีตนายทหารหน่วยเดลต้าที่ทำความผิดขนาดรอโทษประหาร แต่เขาได้รับการช่วยเหลือออกจากคุกโดยเดฟลิน โอมัยรี่ ซึ่งเป็นหัวหน้า ACRO เขาได้รับมอบหมายให้ไปดึงตัวคิร่า โดโนแวน หญิงสาวที่มีความสามารถเหนือธรรมชาติในการสื่อสารกับสัตว์ได้ เขามีเวลาเพียงสี่สิบแปดชั่วโมงในการเกลี้ยกล่อมให้คิร่ายินยอมเข้าร่วมงาน กับ ACRO หากไม่สำเร็จ เขาจะต้องฆ่าหล่อนทิ้งก่อนที่เธอจะถูกดึงตัวไปโดย Itor

สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นอีโรติกโรแมนซ์ไปก็คงเป็นอาการ "อยาก" ผู้ชายของคิร่า ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในฤดูใบไม้ผลิ ทุกปีคิร่าต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้ ทุกสี่ชั่วโมงถ้าเธอไม่ได้สัมผัสแนบเนื้อกับชาย เธอจะตาย และนั่นเป็นเหตุผลที่ให้ทั้งเล่มเต็มไปด้วยฉากฉึกฉักระหว่างพระเอกกะนางเอก

แม็กซ์ขอบอกว่า เล่มนี้เป็นเล่มที่อ่านแล้วเหนื่อยมาก สงสารพระเอกก็สงสาร เคยไหมล่ะอ่านนิยายที่พระเอกนั่งบ่นให้นางเอกฟังว่า "มันเจ็บไปหมดแล้วนะ"

ถ้าไม่นับเซ็กส์โอเวอร์โหลด ก็ถือว่าพล็อตเรื่องส่วนอื่นโอเคค่ะ แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปข้างหน้า (และถอยหลังไปอีกก้าว) ระหว่างครีดและแอนนิก้า ซึ่งเป็นตัวละครรองที่มีบทตั้งแต่ในเล่มแรกในชุด อันที่จริงแม็กซ์ชอบครีดมาก

ในส่วนตัวพระเอกนางเอกก็ไม่น่าเกลียดหรอกนะ แม็กซ์แปลกใจตัวเองด้วยซ้ำที่ชอบคิร่ามากกว่าที่คิด เพราะเธอเป็นนางเอกประเภทที่ทั้งเรื่องช่วยตัวเองไม่ค่อยจะได้ (ก็แหม ทุกสี่ชั่วโมง เธอก็จะเกิดอาการ... นะ) เธอเกาะทอมติดหนึบยิ่งกว่าปลาหมึก เป็นแบบอย่างของนางเอกชนิดที่ไม่น่าจะชอบ (แต่ดันชอบ) นั่นอาจเพราะบุคลิกของทอมตอบสนองกับกับตัวคิร่ามาก เขามีลักษณะของพระเอกที่พร่ำพูดตลอดเวลาว่า "กูมันคนเลว" แต่เต็มไปด้วยเกียรติ และช่างปกป้องนางเอกอย่างมาก บุคลิกนี้มันเข้ากับความอ่อนแอของคิร่าอย่างทำให้เรื่องสนุก

แม็กซ์ชอบที่ทอมที่รักคิร่ามากพอจะเลิกกินเนื้อสัตว์ แม้จะรู้ว่าร่างกายเขาไม่มีวันอยู่ได้กับการเป็นมังสาวิรัต (สะกดผิดไหมคะ)

ชอบค่ะ คะแนนที่ 80 เท่ากับเล่มแรก แต่ขอบอกว่าในความรู้สึกแล้ว คิดว่าเล่มนี้ดีกว่านะคะ

Wild Jinx // Sandra Hill

ในที่สุดก็มาถึงเรื่องของทีจอห์นจนได้ (ทีมาจากคำว่าลิตเติ้ล ซึ่งเป็นชื่อเล่นใช้เรียกเด็ก เนื่องจากพระเอกเล่มนี้โผล่หน้ามาครั้งแรกตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก ก็เลยถูกเรียกว่าทีจอห์นจนติดปาก แม้ว่าในเล่มนี้จะกลายเป็นจอห์นเฉย ๆ ไปแล้วก็ตาม) หลังจากรอมาเกือบสิบปี ซานดร้า ฮิลล์ก็เขียนถึงน้องนุชสุดท้องของตระกูลเลอดักซ์ กับเล่มนี้ Wild Jinx

วันนี้จอห์นเป็นตำรวจหนุ่มวัยยี่สิบแปดที่ชีวิตกำลังถึงจุดพีคสุดสุด ในขณะที่ปลอมตัวเป็นสืบคดีมาเฟียใหญ่แห่งหลุยเซียน่าเขาก็ได้มีโอกาสได้พบ กับเพื่อนสมัยเด็ก ที่ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้วเคยแอบเผลอมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกันในขณะที่ เรียนมหาวิทยาลัย บัดดี้ซีลีนกลายเป็นนักข่าวที่เข้ามาทำคดีสืบสวนเรื่องสถานที่ค้าประเวณี ชื่อดัง

พรรคพวกตำรวจของบุกกวาดล้าง ทำให้จอห์นกลายเป็นพยานสำคัญซึ่งต้องถูกเก็บตัวเงียบ เขาตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจหาสมบัติกับทีมจิงซ์ (ซึ่งเป็นบริษัทล่าสมบัติที่เป็นตัวเชื่อมชุดพี่น้องตระกูลเลอดักซ์กับชุด จิงซ์) ซึ่งย่าของจอห์นจ้างมาให้หาสมบัติของโจรสลัดชื่อดัง

แต่แล้วด้วยความบังเอิญอีก ซีลีนก็ได้รับภารกิจให้เข้าไปทำข่าวการหาสมบัตินี้เช่นกัน และเมื่อเธอรู้ว่าจอห์นมาแอบซ่อนตัวในทีมนี้ เธอก็เลยโดนคำสั่งห้ามไปไหนมาไหนอีกคน (ให้เก็บตัวอยู่ในสถานที่หาสมบัติ) และนั่นเป็นสื่อให้เธอและจอห์นใกล้ชิดกันอย่างมาก (ขอเน้นว่ามาก)

สิ่งที่จอห์นไม่รู้ก็คือ ผลข้างเคียงของความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนเมื่อหกปีก่อนขณะที่ทั้งคู่ยังเรียน มหาวิทยาลัยอยู่นั้น ได้ส่งผลให้เกิดเด็กชายตัวน้อย ๆ (ที่น่ารักโคตร ๆ) ขึ้นมาคนนึง และซีลีนเก็บเป็นความลับไว้ไม่ให้จอห์นรู้ และแน่นอนว่าพระเอกของเราเมื่อได้รู้ความจริงก็รู้สึกเหมือนถูกทรยศ และกลายเป็นสาเหตุให้ความสัมพันธ์ที่ดูท่าจะไปด้วยดีเริ่มสั่นคลอน

เล่มนี้ไม่มีพล็อตเรื่องอะไรใหม่นะคะ อย่างความสัมพันธ์ระหว่างจอห์นกะซีลีนก็คล้ายกับเรื่องของลุกและซิลวี่ใน The Love Potion มาก (ขนาดที่ลุคยังเปรียบเทียบให้จอห์นฟัง) แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แม็กซ์ยังคงชอบเรื่องนี้อยู่มาก เพราะสไตล์การเขียนของซานดร้าน่าอ่าน และฮาเสมอ เล่มนี้อาจไม่ฮาดังลั่นเหมือนเวลาอ่านชุดไวกิ้งข้ามเวลานะ (นั่นมาตลกบริโภคมากไปหน่อย) แต่ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทั้งเรื่อง ที่สำคัญตัวละครในชุด บรรดาหนุ่ม ๆ ชาวเลอดักซ์ออกมากันเพียบ จุใจไปเลย

น่ารักดีค่ะ อ่านเพลิน (อ่านจนเลยเวลานอนไปอย่างไม่เสียดาย) คะแนนที่ 80

Simply Sexual // Kate Pearce

แม็กซ์ชอบงานเคธ เพียชตั้งแต่สมัยเธอเขียนให้กับอีลอร่าส เคฟแล้วล่ะ แต่ชอบเฉพาะแนวย้อนยุคนะคะ (ส่วนแนวฟิวเจอริสติกนี่ไม่หวายค่ะ) ดังนั้นหากจะถือว่าเล่มนี้ แม็กซ์รอคอย ก็อาจจะพูดได้

และนึกถึงความแปลกใจของแม็กซ์สิ เมื่อพบว่า Simply Sexual มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับหนังสือแนวย้อนยุคสองเล่มแรกที่เธอเขียนให้กับอีลอร่า ด้วย แม็กซ์ยิ่งดีใจใหญ่เลย แต่ก็ไม่ถึงกับเกี่ยวอะไรเยอะนักหรอกนะคะ เพียงแต่พระเอกและตัวละครรอง (ที่ควรเรียกให้ถูกว่า ว่าที่พระเอกเล่มหน้า) ถูกเอ่ยถึงในสองเล่มแรกมาก่อน

เล่มนี้เปิดตัวสมกับที่เป็นแนวอีโรฯ เพื่อนคนนึงของแม็กซ์บอกว่า อ่านเล่มนี้แล้วให้ความรู้สึกซูซาน จอห์นสันมาก ซึ่งแม็กซ์มิอาจยืนยันได้ เนื่องจากยังไม่เคยอ่านงานของเธอ พระเอกเปิดตัวด้วยการมั่วกับคนรับใช้ของนางเอก หลังจากที่มาบ้านนางเอกเพื่อดูตัวน้องสาวของนางเอกเพื่อมาเป็นเจ้าสาว

อดีตของวาเลนตินเจ็บปวด เขาถูกโจรสลัดจับตัวไปตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี และถูกขายให้กับซ่องในตะวันออกไกลเพื่อเป็น "สินค้า" ในวัยสิบแปดปีเขารอดออกมาได้ด้วยความกรุณาของพ่อนางเอกซึ่งเป็นนักเดินเรือ และบังเอิญไปพบวาเลนตินและเพื่อนเข้า บุญคุณอันนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขายอมแต่งงานกับหนึ่งในลูกสาวของผู้มี พระคุณเพื่อช่วยพยุงสถานการณ์อันย่ำแย่ของตระกูลนางเอกเอาไว้

เพียงแต่เมื่อเขาเจอนางเอก เขาก็รู้ว่า ซาร่าเป็นหญิงสาวที่เขาต้องการ ดังนั้นแม้ว่าพ่อเธอจะไม่เห็นด้วยในการให้ซาร่าแต่งงานกับเขา สุดท้ายด้วยความจนใจด้านการเงินก็ต้องยอม (ซาร่าไม่ได้ถูกเสนอให้วาเลนตินเลือก)

แม็กซ์ชอบวิธีดำเนินเรื่องของเคธที่รวดเร็วไม่เยิ่นเย้อ ไม่อ้อยอิ่งบรรยายฉากนึงเป็นย่อหน้า เรื่องราวดำเนินไปเร็วดีค่ะ หลังแต่งงาน (และประสบการณ์บนเตียงแต่งงานชนิดที่สมกับเป็นนิยายแนวอีโรฯ) วาเลนตินก็พบว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ บริษัทเขาถูกจ้องทำลายอย่างช้า ๆ และเป็นรูปแบบ ฐานะอันมั่งคั่งที่เขาสร้างขึ้นด้วยสองมือของตัวเองกำลังพินาศลงอย่างห้าม ไม่อยู่

และที่เลวร้ายกว่านั้น ศัตรูในอดีตก็กลับมาและจ้องฟาดฟันเขาอีกครั้ง

แม็กซ์ชอบวาเลนติน ชอบซาร่า ชอบความสัมพันธ์ของสองคนนี้ ชายผู้มีประสบการณ์ในอดีตที่ต้องพึ่งพาความสามารถทางเพศของตัวเอง กับหญิงสาวไร้เดียงสาที่เขาไม่เคยคิดว่าจะรับมือกับความเชี่ยวชาญในเรื่อง นี้ของเขาได้

และปีเตอร์ (ที่ไม่ใช่ปีเตอร์อีกคนนึงที่แม็กซ์ส่งเสียงกรี๊ดให้เสมอ) เพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม หุ้นส่วนที่ร่วมเป็นร่วมตายกับวาเลนติน แม็กซ์ไม่ค่อยชอบเขามากนักหรอกนะ คิดว่าอ่อนแอไปหน่อย แต่ก็เข้ากับตัวตนของเขาที่เคธบรรยายออกมาดีค่ะ ปีเตอร์จะเป็นพระเอกในเล่มถัดไปที่จะออกขายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ (ที่แม็กซ์คงไม่พลาดในการซื้ออ่าน)

ไม่รู้ว่าจำเป็นต้องเตือนไหมนะคะ เพราะหากเป็นคนที่อ่านงานแนวอีโรฯ ก็น่าจะทำใจเอาไว้บ้างแล้วกัน กับความมั่ว (ของตัวละคร) แต่อย่างน้อยเล่มนี้ แม็กซ์ก็คิดว่ามีเหตุผลเพียงพอ และน่าอ่านค่ะ

ชอบ คะแนนที่ 77