Showing posts with label D. Show all posts
Showing posts with label D. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

The Earl's Untouched Bride // Annie Burrows

นี่เป็นหนังสืออีกเรื่องค่ะที่แม็กซ์ซื้อมาโดยดูจากพล็อต ทั้งที่ไม่เคยอ่าน หรือรู้จักนักเขียนคนนี้มาก่อนเลย ซึ่งก็เป็นข้อดีค่ะ เพราะว่าแม็กซ์จึงไม่มีความคาดหวังให้ถูกทำลายลงมากนัก

หลังจากอ่านจบบอกตามตรงนะคะ เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะที่จะนำมาแปลเป็นภาษาไทยดีนะคะ เพราะว่ามีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะถูกใจแฟนหนังสือเมืองไทย แม้จะไม่ถึงกับถูกใจแม็กซ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

The Earl's Untouched Bride ของแอนนี่ เบอร์โรวส์

เรื่องราวเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เยิ่นเย้อน่าเบื่อ ซึ่งนี่คือข้อดีของหนังสือเล่มนี้ค่ะ เมื่อเอิร์ลแห่งวอลท์ตันถูกหญิงสาวที่เขาหมายมาดจะให้เป็นคู่หมั้นทิ้ง โดยหนีตามชายคนอื่นไป เขาคิดถึงการเสียหน้าที่เอิร์ลผู้สูงศักดิ์และทรงอำนาจอย่างเขาต้องได้รับ แต่แล้วคำตอบก็มาในรูปของเฮโลอิส (ขอให้อ่านออกเสียงเร็ว ๆ นะคะ) ซึ่งเป็นพี่สาวของหญิงหลายใจที่ทิ้งเขาไปนั่นเอง

เฮโลอิสเองก็มีปัญหาของเธอเองอยู่ นั่นเพราะชายที่แม่และพ่อของเธอต้องการให้เธอผูกไมตรีด้วย เป็นผู้ชายชนิดที่เธอไม่ต้องการ และดูเหมือนชาร์ล เอิร์ลแห่งวอลท์ตันจะเป็นคำตอบ ถ้าเขายอมรับเธอเป็นของแลกเปลี่ยนแทนน้องสาว ชาร์ลก็สามารถรักษาหน้า โดยทำให้คนอื่นเข้าใจว่า แท้จริงแล้วเขาหมายปองตัวเฮโลอิสอยู่ ไม่ใช่น้องสาวของเธอ ในขณะที่ตัวเฮโลอิสเองก็สามารถหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับชายที่ไม่ต้องการได้

เมื่อผลประโยชน์ลงตัว สองหนุ่มสาวจึงแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว และชีวิตการแต่งงานไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ลักษณะภายนอกที่แสนเย็นชาของชาร์ลเป็นอุปสรรคสำคัญ เขาทำให้เฮโลอิสไม่มั่นใจในความจริงใจที่เขามีต่อเธอ ในขณะที่เธอก็ตกหลุมรักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ และเช่นเดียวกัน มิตรภาพที่เฮโลอิสมีให้กับน้องชายพิการของชาร์ล ก็ำทำให้สงสัยในความแนบสนิทที่เกิดขึ้น

คนที่ชอบพล็อตเรื่องแนวเข้าใจผิด น่าจะชอบเรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ เพราะกระทั่งเกือบจะหน้าสุดท้ายแล้ว ทั้งชาร์ลและเฮโลอิสก็ยังมีเรื่องเข้าใจผิดกันไม่จบไม่สิ้น แต่สำหรับแม็กซ์ เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพล็อตเข้าใจผิดหรอกนะคะ แต่เรารู้สึกว่า มันมากเกินไป

มากจนกลบความน่ารักที่ชาร์ลมีให้กับเฮโลอิส ในฐานะคนอ่าน แม็กซ์รู้ว่าทั้งชาร์ลและเฮโลอิสคิดอะไรอยู่ และเราชอบความคิดของคนทั้งสอง สิ่งที่เราไม่ชอบก็คือ การแสดงของทั้งคู่ที่มีต่อกันและกัน เรารู้ว่าชาร์ลค่อยตกหลุมรักเฮโลอิส ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้เพราะความน่ารักมาก ๆ ของเธอ (และแม็กซ์ชอบคาแร็คเตอร์ของเฮโลอิสค่ะ เราว่าเธอน่ารักจริง) แต่ปัญหาก็คือ เฮโลอิสไม่เคยล่วงรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะเธอมักจะตีความการกระทำของชาร์ลไปในทางผิด ๆ และคิดเสมอว่าเขาไม่รักเธอ

แม็กซ์ไม่ได้ตำหนินางเอกนะคะ เพราะบางครั้งการกระทำของชาร์ลก็ตีความได้อย่างนั้น เพียงแค่แม็กซ์อยากเห็นความผูกพันของตัวละครมากขึ้น อยากเห็นทั้งคู่มีช่วงเวลาที่โรแมนติคต่อกัน โดยที่ไม่มีความเข้าใจผิดเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างให้ทั้งชาร์ลและเฮโลอิสมีช่วงเวลาหวาน ๆ ระหว่างกันเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้พระเอกนางเอกจะทะเลาะกันทั้งเรื่องนะคะ มันเป็นเหมือนทั้งคู่แสดงออกว่ารักกันมาก ๆ แต่ในใจก็คิดถึงเจ้าประเด็นเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นอยู่นั่นแหละ

แต่ถ้าไม่นับเรื่องพล็อตเข้าใจผิดที่เกลื่อนกลาด แม็กซ์ชอบคาแร็คเตอร์ของเฮโลอิสมาก เธอทำให้แม็กซ์นึกถึงนางเอกโรแมนซ์ที่ไม่เฟอร์เฟ็ค แต่น่ารักในตัวเอง เฮโลอิสมีข้อเสีย แต่มันก็ไม่ได้บั่นทอนตัวตนของเธอเลย ถ้าไม่นับเรื่องที่เธอชอบตีความว่า ทุกอย่างที่ชาร์ลทำเป็นเพราะเขาไม่รักเธอ เฮโลอิสเป็นนางเอกที่โดดเด่นเชียวล่ะ

ความสัมพันธ์ระหว่างชาร์ลและโรเบิร์ตน้องชายของเขาก็เป็น อีกส่วนที่แม็กซ์ชอบ เช่นเดียวกับมิตรภาพระหว่างเฮโลอิสและโรเบิร์ต เราพบว่าคนแต่งทำได้ดีมากค่ะ เพราะแม้เฮโลอิสจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโรเบิร์ต แต่เธอก็ทำให้เรารู้สึกว่า ทั้งคู่ผูกพันกันในแบบพี่น้องมากกว่าจะเกินเลยเป็นความรู้สึกลึกซึ้ง โดยเฉพาะการที่ไม่ได้เขียนให้โรเบิร์์ตต้องมาอกหักเพราะเฮโลอิสเป็นสิ่งที่ แม็กซ์ชอบมาก

โดยรวมเราให้เล่มนี่สอบผ่านนะคะ เพราะถือว่าเป็นงานเล่มแรกของนักเขียนคนนี้ที่เราอ่าน เราเชื่อว่าคงจะต้องมีเล่มต่อไปแน่นอน ปัญหาเดียวที่ทำให้เรารำคาญใจก็คือพล็อตการเข้าใจผิด แต่นั่นมันอาจจะเป็นเสน่ห์ที่ปฏิเสธไม่ได้ของแฟนหนังสือหลายคน

คะแนนที่ 57

Riding the Line // Kate Pearce

เคธ พีชเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดคนนึง (อาจจะชอบมากที่สุดแล้วตอนนี้ก็ว่าได้) เธอเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้หลายแนว แม้ทุกเล่มจะยังคงความเป็นอีโรติคไว้ แต่แนวเรื่องจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ฟิวเจอร์ริสติค (หรือโรแมนซ์ที่เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกอนาคต) หรือแนวย้อนยุค และรวมทั้งแนวปัจจุบันด้วย

แนวเรื่องของเคธที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือแนวย้อนยุค ที่เธอมีผลงานเขียนไปทั้งหมดสี่เล่ม โดยออกกับสนพ.อีลอร่าส เคฟ และอโฟไดท์เซีย เราชอบทั้งสี่เล่มมากน้อยต่างกัน แต่ก็พูดเต็มปากได้ว่าชอบค่ะ เรามีปัญหากับงานแนวฟิวเจอร์ริสติคที่เธอเขียนพอสมควร (สรุปว่าไม่ชอบแหละ) และยังตัดสินใจไม่ได้เกี่ยวกับแนวปัจจุบัน เพราะอ่านไปสองเล่ม ชอบมากเล่มนึง (Roping the Wind) และอ่านไม่จบอีกเล่มนึง (Where have all the cowboys gone?)

ดังนั้นเรื่องนี้ซึ่งเป็นแนวปัจจุบันเล่มที่สามของเธอที่เราอ่าน จึงเหมือนตัวตัดสิน

Riding the Line ของเคธ พีช

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่สามในชุดเดียวกับเรื่อง Roping the Wind และ Where have all the cowboys gone? (ซึ่งการเรียงลำดับอาจจะทำให้งงนิดหน่อย เพราะเรื่อง RTW ออกขายทีหลัง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเรื่อง WHATCG)

พระเอกของเรื่องคือ ดาโกต้า สก๊อตอาจจะไม่ได้ใช้นามสกุลเทอร์เนอร์เหมือนพี่ชายต่างมารดาสองคนของเขา แต่เขาก็เป็นน้องชายของเกรย์สัน (พระเอกเรื่อง WHATCG) และเจย์ (พระเอกเรื่อง RTW) และเช่นเดียวกับพี่ชายของเขา เขาถูกดึงดูดหาผู้หญิงที่เป็นด้านตรงข้ามทุกอย่างของเขาเอง

โรบิน สปาโรว์เป็นอดีตดาราเด็กในละครซีรี่ย์สุดฮิตที่สูญเสียทุกอย่างไปกับความ โด่งดังของตัวเอง โรบินก็เหมือนดาราเด็กในฮอลีวู้ดอีกหลายคนที่จบอนาคตการแสดงไปเพราะการ สำมะเลเทเมา ยาเสพติด และผู้ชาย ในวัยเพียงยี่สิบกว่าปี โรบินพบตัวเองถูกทิ้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐนิว เม็กซิโก หมดสิ้นหนทางที่จะเดินทางกลับไปยังลอสแองเจลิส

แต่เธอก็ได้พบกับดาโกต้าที่บังเอิญมารถเสียอยู่ในเมืองเดียวกัน โรบินมองไม่เห็นหนทางอื่นนอกจากจะเอาตัวเข้าแลกในการติดรถของดาโกต้าเพื่อไป ยังจุดหมาย สำหรับเด็กสาวที่สูญเสียไปหมดทุกอย่างเช่นเธอแล้ว การเอาร่างกายเข้าแลกในสิ่งที่ต้องการ มันจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สักนิดเดียว

แต่สำหรับดาโกต้ามันเป็นเรื่องใหญ่ เขาเป็นน้องชายผู้รักษาความสันติในครอบครัวที่เต็มไปด้วยผู้ก่อเรื่อง เขาเป็นคนประนีประนอมมากเสียจนเขาแทบจะไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง เขาถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นน้องชายผู้แสนดี และดาโกต้าก็เป็นอย่างนั้น เขายอมทุกอย่างแม้จะทำให้ชีวิตของตัวเองยุ่งยาก เพื่อไม่ให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเจย์ พี่ชายของเขาซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผลิตรองเท้าบู้ทเรียกให้เขาเดินทางไป ลอสแองเจลิสเพื่อถ่ายทำโฆษณารองเท้าที่เขาเป็นนายแบบ ดาโกต้าก็ไปอย่างว่าง่าย แม้อนาคตในฮอลีวู้ดจะไม่ใช่ในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน

เมื่อได้พบกับโรบิน ดาโกต้าค้นพบอีกด้านนึงของตัวเอง เขาก็เป็นแบดบอยได้ แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะให้เขาเอาเปรียบหญิงสาวที่เห็นได้ชัดว่ากำลังหมดหน ทาง ดาโกต้ายินดีให้โรบินร่วมเดินทางไปด้วย โดยไม่ต้องการของแลกเปลียน แต่สำหรับแฟนแนวอีโรติคก็ไม่ต้องเสียใจหรอนกะคะ เพราะเซ็กส์มันก็เริ่มขึ้นหลังจากนั้นไม่นานหรอก เพียงแต่ไม่ได้เกิดเพราะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เท่านั้นแหละ

ไม่รู้ว่าเพราะแม็กซ์อ่านอีโรติค โรแมนซ์มาเยอะจนเบือหน่ายฉากเซ็กส์ไปแล้วรึเปล่านะคะ เรากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นนิยายแนวปัจจุบันมากกว่าอีโรติค เพราะแม้จะมีฉากเซ็กส์ดาษดื่นในเรื่อง แต่เราก็ไม่รู้สึกว่ามันท่วมท้น เยอะแยะ จริงอยู่บางครั้งไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่กลับถูกแทรกเข้ามาเพื่อให้เป็นอีโรติค โรแมนซ์ซะงั้น

ในแง่ของตัวละคร โรบินเป็นผู้หญิงที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายหลายอย่างมาจนกร้านโลก เราพบว่าเธอมีพฤติกรรมตรงตามบุคลิคที่ถูกวางไว้ดี เธอไม่ใช่นางเอกในความฝันของนักอ่านโรแมนซ์ที่นิยมนางเอกแนวป้าลินน์ แต่เราว่าคาแร็คเตอร์ของเธอน่าสนใจดี (นึกถึงลินเซย์ โลแฮน หรือบริทนี่ย์) ปัญหาก็คือ จนกระทั่งตอนจบของเรื่อง เราไม่รู้สึกว่า โรบินเรียนรู้อะไรเลยจากประสบการณ์ที่เธอไ้ดพบในหนังสือเล่มนี้ เธอไม่ได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่นอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้เรียนรู้ที่จะยืนบนขาของตัวเองในการต่อสู้ปัญหา แม็กซ์จึงไม่รู้ว่า คนแต่งต้องการสื่ออะไร

คือแม็กซ์คิดยังงี้นะคะ ถ้านางเอกไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากดาโกต้า เธอก็น่าจะเป็นคนที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเธอเองได้ เรื่องมันก็จะเป็นสไตล์ว่า ฉันอาจจะรักเธอนะ แต่ฉันช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ผู้หญิงที่รอคอยความช่วยเหลือจากพระเอก แต่ถ้าจะเป็นแนวว่า พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย มันก็น่าจะเป็นธีมเรื่องที่นางเอกทำทุกอย่างด้วยตัวเองมานาน จนกระทั่งวันนึงพบผู้ชายที่เธอไว้วางใจพอที่จะช่วยแบ่งเบาปัญหาในชีวิตให้ เธอได้ และเธอก็เชื่อใจเขามากพอที่จะบอกเล่าปัญหาให้เขาฟัง ทั้งยังพร้อมจะรับความช่วยเหลือจากเขา

ในเรื่องนี้โรบินไม่เลือกทั้งสองอย่าง และมันทำให้เรารู้สึกนึกสงสารดาโกต้ามาในความสัมพันธ์ที่โรบินเป็นฝ่ายได้ เพียงอย่างเดียว เธอเลือกที่จะทิ้งเขาไป แม้จะให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการปกป้องเขา แต่แม็กซ์ิคิดว่าเป็นเพราะความไร้กึ๋นในการเผชิญหน้ากับปัญหามากกว่า ในอีกทางนึงเธอก็เลือกที่จะยอมเป็นเบี้ยล่างของคนร้าย ยอมทำตามความต้องการของคนร้ายโดยที่ไม่คิดจะหาโอกาสให้กับตัวเอง (และสุดท้ายแล้วก็เป็นดาโกต้าที่ต้องเข้ามาช่วยเธอจนได้) มันบ่งบอกถึงการยอมแพ้แก่ชีวิตของโรบินยิ่งนัก

และนี่แหละคือประเด็นที่แม็กซ์ไม่ชอบในเรื่องนี้อย่างรุนแรง

คะแนนที่ 57

To Bed a Beauty // Nicole Jordan

ด้วยความรู้สึกผิดที่ซื้อหนังสือเล่มสี่ในชุด The Courtship War มาแล้ว ทั้งที่เพิ่งอ่านเล่มหนึ่งในชุดไปเพียงเล่มเดียว แม็กซ์จึงลัดคิวหยิบเอาเล่มนี้มาอ่านทันที ทั้งที่ใจอยากจะอ่านเรื่องอื่นที่เพิ่งได้มามาก (โดยเฉพาะ Tempt All night ของนักเขียนขวัญใจตลอดกาลของเราอย่างลิซ คาร์ไลล์ แต่ก็คิดว่าเก็บของดีไว้อ่านช่วงเสาร์อาทิตย์ดีกว่า)

To Bed A Beauty ของนิโคล จอร์แดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Courtship War ที่สามเล่มแรกเป็นเรื่องราวของสามสาวพี่น้องในตระกูลลอร์ริ่งค์ ที่มีประวัติอันอื้อฉาว อันเนื่องมาจากมารดาของพวกเธอทั้งสามหนีตามชู้รักไป ทำให้สามสาวกลายเป็นที่น่ารังเกียจของวงสังคม แต่การแต่งงานของพี่สาวคนโตกับขุนนางยศท่านเอิร์ล (ซึ่งเป็นเรื่องราวในเล่มแรกในชุดเรื่อง To Pleasure A Lady) ก็เริ่มทำให้น้องสาวทั้งสองได้รับการยอมรับมากขึ้น

และโรสลิน ลอร์ริ่งก็แตกต่างจากพี่น้องของเธอ นั่นเพราะเธอไม่ได้รังเกียจการแต่งงาน และเปิดใจกว้างกับเรื่องนั้น อันที่จริงเธอได้หมายตาชายในฝันของตัวเองไว้แล้ว เขาก็คือเรนน์ เคนย่อน ท่านเอิร์ลแห่งฮาวิแลนด์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้กับที่เธออยู่ สิ่งที่โรสลินไม่คิดถึงก็คือ บางครั้งความคาดหวังก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเสมอ

นั่นเพราะว่า เมื่อหลายเดือนก่อน (ที่พี่สาวของเธอจะแต่งงาน) โรสลินซึ่งปลอมตัวไปร่วมงานเลี้ยงอันอื้อฉาว เนื่องจากที่นั่นเป็นงานเลี้ยงที่เหล่าขุนนางจะเข้ามาดูตัวสาว ๆ ที่พวกเขาจะเลือกไปทำเมียเก็บ เพื่อนสนิทของโรสลินเป็นหนึ่งในหญิงสาวกลุ่มนั้น และโรสลินอยากรู้ว่างานนั่นเป็นยังไง จึงแอบปลอมตัวเข้าไปด้วย และที่นั่นเธอก็ได้พบกับดรูว หรือดยุคแห่งอาร์เดน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับว่าที่สามีของพี่สาวเธอ

ทั้งสองติดใจกันตั้งแต่แรกเห็น แม้จะไม่ยอมรับความจริงกับตัวเอง จนกระทั่งได้พบกันอีกครั้งในงานแต่งงานของพี่สาวของโรสลิน และเพื่อนสนิทของดรูว ทั้งคู่ก็มีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น และโรสลินสารภาพความจริงกับเขาว่า เธอต้องการแต่งงานกับเอิร์ลแห่งฮาวิแลนด์ และมันจะต้องเป็นการแต่งงานด้วยความรัก ไม่ใช่ความเหมาะสม หรือชาติตระกูล โรสลินไม่ต้องการชีวิตสมรสแบบเดียวกับที่พ่อและแม่ของเธอมี เธอต้องการความรักในชีวิต และยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อให้ฮาวิแลนด์รักเธอ

ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ดรูวก็ไม่อาจให้คำตอบตัวเองได้เช่นกัน เขาพบว่าตัวเองถลำลึกลงไปกับการใช้เวลาในการสอนให้โรสลินรู้จักว่าผู้ชาย ต้องการอะไร (อย่าคิดมากนะคะ ไม่ใช่เรื่องเซ็กส์อย่างเดียว) และจากที่เคยเอ่ยปากว่าจะช่วยให้เธอสมหวังกับฮาวิแลนด์ ดรูวชักจะเกิดอาการหึงขึ้นมาแล้วล่ะสิ

โดยรวมแล้วนะคะ พล็อตเรื่องนี้ดีกว่าเล่มแรก มีความน่าสนใจมากกว่า แต่กระนั้นมันก็ยังน่าเบื่อ นิโคล จอร์แดนบอกว่า เธอเขียนเรื่องในชุดนี้ด้วยสไตล์ที่เบากว่าการเขียนเรื่องในอดีต แต่แม็กซ์มีความรู้สึกว่า เธออาจจะไม่เข้าใจว่า ความเบาของเนื้อเรื่องไม่ได้หมายความว่า เรื่องจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ ทุกอย่างในเรื่องนี้ราบเรียบไปหมด และตัวละครเองก็ไม่ได้มีความน่าสนใจพอที่จะแบกเรื่องทั้งเรื่องนี้เอาไว้ได้ มันจึงกลายเป็นความราบเรียบและไม่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

คนที่เขียนพล็อตเรื่องเบา ๆ จนดูเหมือนจะไร้สาระได้สนุก ในความเห็นของแม็กซ์ก็อย่างซูซาน อลิซาเบ็ท ฟิลลิปส์, จิล บาร์เน็ต (งานยุคเก่า ๆ ของเธอนะคะ), และ เจนนิเฟอร์ ครุยซี่ ซึ่งถ้าคุณอ่านหนังสือของพวกเธอ ก็จะเห็นชัดเจนเลยว่า พล็อตเรื่องธรรมดามาก แต่โดดเด่นในส่วนของตัวละครและบทสนทนา

ซึ่งนี่คือสิ่งที่ขาดหายไปจากนิยายของนิโคล จอร์แดน เธอโทนเรื่องให้เบาลง แต่ในเวลาเดียวกันคาแร็คเตอร์ของเธอก็ไม่แรงขึ้น ทั้งดรูวและโรสลินไม่มีอะไรเสียหาย แต่มีความน่าสนใจพอที่จะดึงให้แม็กซ์สนใจหนังสือเล่มนี้ได้ตลอดทั้งเล่ม เวลาที่ตัวละครสองตัวนี้อยู่ด้วยกัน มันไม่ีมีความน่าเชื่อในเรื่องของโรแมนซ์ ประกายไฟที่มี แม้ฉากเซ็กส์ยังฮ็อตสมราคาคุณจอร์แดน แต่มันก็ไม่ได้ร้อนแรงเพราะแรงโหยหาที่ตัวละครมีให้กันและกัน ทุกอย่างดูเสแสร้งและไม่สมจริง

และแม็กซ์บอกแล้วรึยังคะว่า น่าเบื่อ

เรื่องเริ่มมาน่าสนใจขึ้นตอนใกล้ ๆ จบเรื่องค่ะ เมื่อดรูวออกแนวพระเอ๊กพระเอกด้วยการตัดใจยกเธอให้กับผู้ชายที่ (เขาคิดว่า) เธอรัก อ่านแล้วน่ารักดีค่ะ แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ตอนนี้นี่แหละที่ทำให้เรื่องนี้ขุดตัวเองออกจากหลุมคะแนนต่ำกว่าห้าสิบได้

ลงท้ายเลยได้คะแนนที่ 57

Monday, February 16, 2009

Trouble in High Heels // Christina Dodd

หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของ Christina Dodd ที่ชื่อ Trouble in High Heels เรื่องราวที่ทนายความสาวสวยที่เพิ่งถูกแฟนหนุ่มทิ้ง จึงแต่งตัวออกไปล่อตะเข้ และหิ้วท่านเคาน์หนุ่มหล่อที่บังเอิญเป็นพระเอกของเรื่องกลับมาค้างอ้างแรม ด้วย

หนังสือที่อ่านสนุกตามสบายแนวคริสติน่า หนังสือที่อยู่ในระดับอ่านได้ อาจไม่น่าประทับใจเท่ากับงานเล่มอื่นในอดีตของเธอ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

จนกระทั่งความโง่มาเยือนนางเอก

เราไม่ใช่คนฉลาดนักหรอก แต่มักทนไม่ได้อย่างรุนแรงเวลาเจอนางเอกโง่ และแม่นางบรั่นดีนางเอกของเรื่องก็โง่กระทบใจอย่างยิ่ง

โง่จนอ่านแล้วทำลายความสุขที่ได้รับกับการอ่านไปจนหมดเรื่อง

โง่จนเครียด ต้องมาเขียนระบายในบลอก

พระเอกสุดหล่อของเราเป็นขุนนางชาวอิตาเลียนที่ต้องคดีขโมยเพชร ส่วนนางเอกก็เป็นทนายความของเขา ปัญหาก็คือ ก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะรู้ตัวว่าเป็นทนายความลูกความกัน ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ชั่วข้ามอาทิตย์มาก่อน

เราไม่เข้าใจว่าเหตุใดคริสติน่าถึงเขียนเรื่องที่นางเอกโง่ได้บัดซบขนาดนี้ ขนาดพระเอกบอกแล้วว่าขอให้ไว้ใจ ก็ยังแส่ไปหาเรื่อง จนสุดท้ายชาวบ้านก็ต้องเดือดร้อนมาช่วย

สิ่งที่เราทนไม่ได้ก็คือ ลงท้ายเรื่องแล้ว พระเอกยังต้องเป็นฝ่ายมาง้อ

ไม่เข้าใจว่าคำว่าไว้ใจคำเดียว เธอยังให้เขาไม่ได้ แล้วจะร่วมชีวิตกันไปรอดหรือยังไง

อ่านเรื่องนี้แล้วเครียดมาก

เสียดายเรื่องที่อาจจะสนุก แต่ลงเอยด้วยความโง่

ขนาดอ่านเรื่องของลินน์มาหลายเล่มติดกันแล้วนะ นางเอกของลินน์ยังไม่เคยมีพฤติกรรมโง่ขัดใจได้ขนาดนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่อ่านงานของคริสติน่าแล้วนางเอกจะโง่มากกว่านางเอก ของลินน์

Morrigan's Cross // Nora Roberts

หนังสือเล่มใหม่เกือบล่าสุดของเจ้าแม่แห่งวงการโรแมนซ์ นอร่า โรเบิร์ต หนังสือที่เป็นเล่มแรกในชุดหนังสือสามเล่ม

Morrigan's Cross ถือเป็นหนังสือที่นอร่าข้ามเส้นไปสู่แนวแฟนตาซีอย่างชัดเจนมากที่สุด เรื่องราวของความรักยังคงมี แต่ใจความใหญ่ของเรื่องคือแนวแฟนตาซีอย่างแท้จริง ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ภารกิจซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของชุดยังคงมีอยู่ คนอ่านจะยังไม่ได้ข้อสรุปอันใดเลยกับการจบเพียงแค่เล่มเดียว

และนั่นคือปัญหาสำหรับเรา

แน่ล่ะเราสนใจเนื้อเรื่อง เราชอบตัวละคร แต่ทุกอย่างดูด้อยเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเนื้อเรื่อง Hoyt (ขอเขียนชื่อภาษาอังกฤษ เพราะอ่านไม่ออกค่ะ) เป็นพ่อมดที่สูญเสียน้องชายฝาแฝดไปให้กับลิลิธ แวมไพร์ที่ทะเยอทะยานอยากครองโลก เขาสู้กับลิลิธในตอนต้นเรื่องแต่ไม่อาจเอาชนะเธอได้ เขาบาดเจ็บ ช้ำใจ จนกระทั่งได้พบกับมอร์ริแกน เทพแห่งการสู้รบตามตำนานของไอริช ผู้ที่มอบหมายให้เขาออกเดินทางเพื่อคนหาผู้ร่วมอุดมการณ์อีกห้าคนที่จะเริ่ม การต่อสู้เพื่อรักษาโลกไว้จากการทำลายของลิลิธ

และตามสไตล์ของนอร่า ทั้งหกคนก็คือพระเอกและนางเอกของเรื่องในชุดทั้งสามเล่ม

Hoyt เดินทางจากไอร์แลนด์เมื่อพันกว่าปีก่อน มาถึงนิวยอร์คในยุคปัจจุบันที่ซึ่งเขาได้พบกับน้องชายผู้กลายเป็นแวมไพร์อีก ครั้งหนึ่ง และแม้ว่า Cian (อ่านว่าคีย์แอนตามคำศัพท์ด้านหลังเล่ม) จะไม่สนใจต่อการช่วยเหลือโลก แต่ก็ยอมที่จะให้ความร่วมมือกับพี่ชายเพื่อกำจัดลิลิธ และที่นิวยอร์คนั่นเองเขาก็ได้พบกับแม่มดสาวที่กลายมาเป็นนางเอกของเขา

ทั้งหมดเดินทางจากนิวยอร์คไปที่ไอร์แลนด์เพื่อฝึกผีมือเพื่อเตรียมต่อสู้ กับลิลิธ หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีเนื้อเรื่องอีกเยอะในเล่มต่อไป และนั่นคือข้อด้อยสำหรับเรา อาจเพราะตอนที่อ่านเราไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นแฟนตาซีมากขนาดนี้ ถ้าเราเริ่มอ่านโดยคิดว่านี่เป็นแนวแฟนตาซีก็คงไม่แปลกอะไร เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันขาดเนื้อหาไปบางส่วนเพราะทั้งเรื่องมุ่งหน้าไปยัง การกำจัดลิลิธ หากแต่ตอนจบกลับไม่มีบทสรุป

สุดท้ายเราไม่ถึงกับไม่ชอบเรื่องนี้ แต่เพราะเรื่องมีความต่อเนื่องและเป็นแฟนตาซีมากกว่าที่คิดก็เลยทำให้เรา อ่านแล้วรู้สึกแปลก คำแนะนำที่ให้ได้สำหรับคนที่ยังไม่อ่านเรื่องนี้ก็คือ อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นโรแมนซ์ หรือหนังสือเล่มเดียวจบ หรือแม้กระทั่งเป็นหนังสือที่จบในตอน คิดว่านี่เป็นมหาการ์ฟ (สะกดยังไงนี่) อย่างหนังสือเรื่อง Lord of the ring ที่ต้องนั่งดูหนังสือกันสามปีกว่าจะจบ แล้วคุณจะสนุกกับเรื่องนี้มากขึ้น

The Spy who Wants Me // Lucy Monroe

ช่วงนี้แม็กซ์อามรณ์กำลังสูงมาก ๆ กับเรื่อง Crash into me ที่เราเขียนรีวิวไปแล้วเมื่อหลายบลอกก่อน เชื่อไหมคะว่าเป็นหนังสือที่ชอบมากขนาดโทรศัพท์ไปเที่ยวบอกเพื่อนทีละคนว่า มันสนุกขนาดไหน เผื่อว่ายอดขายของเขาจะได้ดีขึ้นไป ๆ แล้วยังเป็นเล่มที่ทำให้แม็กซ์ออกอาการแฟนเกิร์ลอย่างรุนแรง ด้วยการอีเมลล์ไปหาคนแต่ง บรรยายว่าตัวเองชอบงานของเขามากโคตร ๆ (และสำหรับคนที่อยากรู้ จิลตอบมาว่า เธออาจจะเขียนเรื่องของสตีเฟ่นในอีกสองหรือสามปีข้างหน้า)

ด้วยอารมณ์อย่างนี้ แม็กซ์รู้ดีว่าคงจะอ่านเรื่องอะไรที่ตามมาไม่ค่อยสนุกแน่ เราเลยไม่อยากเล่มที่เราคิดว่าจะสนุกมาก ๆ มาอ่านค่ะ มันก็เลยเป็นคิวของหนังสือเล่มนี้ ที่แม็กซ์ซื้อมาดองไว้ได้เกือบสองเดือนพอดี

The Spy who wants me ของลูซี่ มอนโรว์

ลูซี่ มอนโรว์เป็นชื่อนักเขียนขวัญใจแฟนละครน้ำเลี้ยงยุงลายในเมืองไทยหลายคน แต่พูดอย่างนี้ก็ไม่ใช่แม็กซ์ไม่อ่านงานที่เธอเขียนให้กับฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นหรอกนะคะ เราก็อ่าน แต่ต้องเป็นจังหวะที่อารมณ์ให้กับแนวนั้นมาก ๆ (ซึ่งไม่เกิดอาการอย่างนั้นมาหลายเดือนแล้วค่ะ) แต่เล่มนี้คงไม่เหมาะกับแฟนหนังสือแนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นหรอกนะคะ เพราะอย่างน้อยนางเอกของเราก็ไม่ได้ผุดผ่องเป็นยองใย

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุดที่ชื่อว่า The Goddard Project ซึ่งเป็นชื่อเรียกองค์กรสุดลับของรัฐบาลอเมริกัน ลึกลับขนาดบอกว่า ประธานธิบดีหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีองค์กรนี้อยู่ด้วย องค์กรนี้ตั้งตามชื่อโรเบิร์ต ก็อดดาร์ด นักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีอันนึงขึ้นมา แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ จนกระทั่งโดนขโมยไป แล้วถูกคนที่ขโมยนำไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นอาวุธที่มาทำร้ายทหารอเมริกันใน สงครามโลก ทำให้รัฐบาลตัดสินใจว่า จะให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว จึงตั้งองค์กรนี้ขึ้น เพื่อให้พิทักษ์และปกป้องเทคโนโลยีของชาวอเมริกัน

แต่หนังสือชุดนี้ว่าไปแล้วก็ยังไปต่อเนื่อง กับชุด Mercenary (ที่มี Ready, Willing, And Able ในชุดนั่นแหละ) อีกด้วย ดังนั้นตัวละครในสองชุดนี้จึงเดินตัดกันไปตัดกันมาสนุกมาก

เอลล์ เกรย์เป็นสายลับมือดีที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปสืบเรื่องความลับที่รั่วไหล ออกจากสถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง (สายลับของ TGP สืบรู้เรื่องนี้จากเรื่อง Deal with this ซึ่งเป็นเล่มสองในชุด) และเอลล์ถูกส่งมาเพื่อให้ค้นหาว่า ยังมีคนทรยศหลงเหลืออยู่ในสถาบันนั้นอีกหรือไม่

การมาของเธอไม่เป็นที่ต้องการของบรรดานักวิทยาศาสตร์ในสถาบันเท่าำไหรนัก พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีใครในหมู่พวกเขาเป็นคนทรยศ แต่เมื่อเอลล์ปรากฎตัวขึ้น เธอก็ทำให้โบ รัสตันถึงกับตกตะลึงได้ เพราะเธอสวยและมีเสน่ห์กว่าที่คาด ด้วยหน้าตาสง่างามอย่างชาวรัสเซีย (แต่เอลล์เป็นชาวยูเครน) การแต่งตัวที่ราวกับหลุดออกมาจากแคตาล็อคของหนังสือแฟชั่น แล้วยังความสามารถในศิลปะป้องกันตัวที่เก่งกาจอีกแหละ

เอลล์เป็นผู้หญิงชนิดที่นักวิทยาศาสตร์อย่างโบไม่เคยเจอ

และเช่นกัน โบก็ไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ดีกรีปริญญาเอกคนไหนที่เธอเจอ เขาเ็ป็นอดีตนักฟุตบอลฝีมือดี คนที่ถ้าเขาต้องการก็สามารถเข้าไปเล่นในลีกเอ็นเอฟเอลได้ แต่โบเลือกที่จะเรียนหนังสือต่อ และกลายเ็ป็นนักวิจัยค่าตัวแพง สติปัญญาของเขาอยู่ในระดับต้น ๆ ของประเทศ และสิ่งที่เขาค้นคิดก็กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ก่อการร้ายทั่วโลก

เอลล์แฝงกายเข้าไปในสถาบันวิจัยแห่งนั้นด้วยการบอกว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการรักษาความปลอดภัย ในขณะที่มีเพียงโบและเจ้านายของเขาเท่านั้นที่รู้ความจริงว่าเธอเป็นใคร แต่เมื่อไปถึงเอลล์ก็ต้องตกใจอย่างแรง เมื่อพบว่าพี่ชายของเธอก็ทำงานให้กับสถาบันแห่งเช่นกัน

หนังสือเรื่องนี้เริ่มต้นได้น่าอ่านมากค่ะ แม็กซ์พบว่าตัวเองสนใจในบุคลิคของเอลล์อย่างมาก เธอมีส่วนที่คล้ายกับเอลล์อีกคนที่เรารู้จัก (เอลล์ วู้ดจาก Legally Blond) เอลล์เป็นสายลับที่ไม่รู้สึกว่า งานที่ทำจะต้องหมายความว่า เธอจะต้องแต่งกายในชุดสีดำ หรือลายพรางทหาร เธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ทำเล็บจากร้านฝีมือดี ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ในตอนแรกแม็กซ์ชอบบุคลิกของเอลล์มากค่ะ เพราะแม้ว่ามันจะไม่เป็นจริงในวงการสายลับ (ผู้หญิงที่สวยขนาดเอลล์ไม่น่าจะเป็นสายลับที่ดีได้ เพราะเธอโดดเด่นเกินไป) มันก็สนุกที่ได้อ่าน

และเช่นเดียวกัน โบก็เป็นตัวละครที่น่าสนใจ แม็กซ์ชอบที่คนแต่งไม่ได้ทำให้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์แว่นหนาเตอะ เขามีหุ่นอย่างนักฟุตบอล (ตำแหน่งปีกนะคะ ไม่ใช่ออฟเฟนซีพ ไลน์ นั่นมันน่ากลัวเกินไป) แต่มีสมองขั้นเทพ เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตกับงานวิจัย แทนที่จะเป็นแสงสีของไฟสเตเดี้ยม เพราะเขาเชื่อในมันสมองของตัวเอง

ในส่วนของคาแร็คเตอร์แล้ว เอลล์และโบไปด้วยกันได้อย่างดีมาก ปัญหาก็คือ เมื่อทั้งสองมาพบกัน แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงประกายไฟที่ทั้งคู่มีให้กันเลยน่ะสิ

แน่ล่ะในเนื้อเรื่อง ทั้งสองถูกใจกันและกันเกือบในทันที แม็กซ์บอกไม่ถูกเหมือนกันนะคะ แต่มันราวกับว่า เมื่อโบและเอลล์อยู่ด้วยกัน เสน่ห์ที่ทั้งคู่เคยมี มันเลือนหายไปหมดไป พวกเขาไม่ใช่ตัวละครที่เราชอบอีกต่อไป ไม่ถึงกับทำให้เราเบื่อหน่ายอะไรนะคะ แต่มันไม่มีเสน่ห์อีกต่อไปแล้ว

ในส่วนของพล็อตก็เช่นกัน หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางเอกเป็นสายลับในองค์กรระดับชาติที่มีความ สำคัญมาก แต่สิ่งที่แม็กซ์เห็นก็คือ เอลล์ไม่เห็นจะทำอะไรที่เป็นการสืบความลับเลยสักนิดเดียว เบาะแสที่เธอได้เกี่ยวกับกลุ่มคนที่ต้องการจารกรรมข้อมูลจากสถาบันวิจัย ก็มาจากตัวละครอีกตัวที่เปิดเผยตัวเอง ไม่ใช่มาจากการสืบความลับของเอลล์สักนิด ความง่ายของคดีทำให้เราไม่รู้สึกถึงความสามารถของเอลล์ มันแทบจะไม่มีฉากที่เอลล์ได้โชว์ความเป็น "สายลับ" ของเธอสักนิด และนั่นทำให้เรารู้สึกว่าเธอเป็นเพียง นังบลอนด์หน้าโง่คนนึง ซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลย เพราะเอลล์ก็ไม่ได้โง่

ข้อผิดพลาดในการเขียนเรื่องนี้ก็คือ การเอาพล็อตสายลับมาปะปนกับเรื่องครอบครัว เพราะคนแต่งแบ่งแยกทั้งสองประเด็นไม่ได้เรื่องเลย มันทำให้เสียไปทั้งสองส่วน เอลล์ซึ่งมาปฏิบัติงานกลับใช้เวลาเกือบทั้งเรื่องไปกับการคิดเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการที่เธอปลีกหนีไปจากครอบครัวเป็นเวลาหลายปี ภายหลังการตายของสามี และใช้เวลาไปกับอาการปิ๊งกันกับโบ มันทำให้เอลล์ดูเป็นสายลับที่ห่วยแตก และทำให้พล็อตการสอบสวนด้อยลง

บางทีเราก็เป็นคนเอาใจยากค่ะ เพราะมีหนังสือบางเล่มเหมือนกันที่พล็อตสืบสวนด้อยลงไปแล้ว เราก็ยังคิดว่าเป็นหนังสือที่ดีอยู่ แต่กับเล่มนี้ เรารู้สึกว่า นางเอกไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่เลย เหมือนกับใช้เวลาทำงานมาหาสามีน่ะ

น่าเสียดายค่ะ เพราะแม็กซ์คิดว่า เล่มนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะทำให้เราชอบเล่มนี้ได้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว

คะแนนที่ 57

Friday, February 13, 2009

Dragon Series // Allyson James

แม็กซ์เริ่มต้นอ่านงานของอลิสัน เจมส์ตั้งแต่สมัยที่เธอเขียนให้กับสนพ.อีลอร่าส เคฟ ซึ่งเราค่อนข้างชอบงานของเธอพอสมควรเลยล่ะ (เรื่องฮ็อตได้ใจมาก) และเมื่อเรารู้ว่า เธอคือคนเดียวกับเจนนิเฟอร์ แอชลี่ย์ ก็ทำให้แม็กซ์เริ่มหันมาอ่านงานของเธอในนามปากกานั้นด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยที่เราติดตามเธอไปยังสนพ.เบิร์คเลย์ เมืีอเธอเริ่มต้นเขียนหนังสือชุดแนวพารานอมอลเกี่ยวกับมังกร

โดยคอนเซ็ปต์แล้วดูน่าสนใจค่ะ แม็กซ์จำได้ว่าสมัยที่เธอเริ่มต้นเขียนเรื่อง Dragon Heat ยังไม่ค่อยมีนักเขียนคนไหนเอาเรื่องมังกรมาเล่นมากนัก (ซึ่งเมื่อเทียบกับตอนนี้เริ่มมีมังกรเพ่นพ่านมากขึ้น) เมื่อเราอ่านเล่มแรกจบลง เราคิดว่าเธอเริ่มต้นได้ดี เรื่องอาจจะไม่ถึงกับสนุกถูกใจเรามาก แต่ก็ดูมีอนาคตไม่น้อย และมันก็ถูกพิสูจน์เมื่อแม็กซ์อ่านเล่มที่สองในชุด เรื่อง The Black Dragon (เดี๋ยวจะเขียนรีวิวให้อ่านกันค่ะ) ที่เราคิดว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดในชุด แต่แล้วในเล่มสาม และเราคิดว่าอาจจะเป็นเล่มสุดท้ายในชุดนะคะ กลับเป็นเหมือนการเดินถอยหลังลงคลอง


The Black Dragon ของอลิสัน เจมส์

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มอื่นในชุดอาจเป็นเพราะ มัลคอล์ม พระเอกของเรื่องเป็นตัวละครที่เกือบจะเป็นตัวร้ายในเล่มแรกของชุด (Dragon Heat) ในฐานะของคนที่ชอบตัวร้ายมากอย่างเรา เล่มนี้จึงถูกหยิบมาอ่านทันทีที่ซื้อมา (แต่ไม่ได้เขียนรีวิวเท่านั้นเอง มาเขียนตอนนี้เพราะเราเพิ่งอ่านเล่มสามจบไป เลยถือโอกาสรวบยอดทีเดียวไปเลย) และก็ไม่ผิดหวังค่ะ เราคิดว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่ให้ความหวังเรากับงานของอลิสันพอสมควรเลยล่ะ

มัลคอล์มเป็นมังกรสีดำที่ถูกคำสาปของแม่มดทำให้เขาติดอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นเวลานานหลายร้อยปี สิ่งเดียวที่เขาถวิลหาก็คือการกลับบ้านในโลกแห่งมังกร (โลกแห่งมังกรเป็นเหมือนมิติคู่ขนานไปกับโลกของเรา ต้องให้แม่มดให้พลังในการเปิดประตูข้ามมิติ มังกรจึงจะข้ามกลับไปได้) ดังนั้นเมื่อเขาได้พบกับซาบะ สาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น และเป็นแม่มดฝึกหัด เขาก็เห็นโอกาสที่จะใช้เธอในการส่งเขากลับบ้าน มัลคอล์มครองงำซาบะและให้เธอเป็นผู้ช่วยในการต่อสู้กับคาเล็บ มังกรสีทอง ที่คุ้มกันลิซ่า ซิงเกิ้ลตัน ผู้พิทักษ์ประตูแห่งมิติอยู่ ทั้งหมดนี่เป็นเหตุการณ์ในเล่มแรกในชุดค่ะ

แน่ล่ะ ในเล่มนี้ มัลคอล์มซึ่งสงบศึกกับทั้งคาเล็บและลิซ่าแล้ว กำลังจะได้กลับบ้าน หลังจากใช้เวลาในโลกมนุษย์มาหลายร้อยปี มัลคอล์มกลับได้พบกับคนเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาหวั่นไหว นั่นก็คือซาบะ เธอทำให้เขาคิดที่จะอยู่ต่อ แต่กระนั้นมัลคอล์มก็ข้ามประตูกลับไปในโลกแห่งมังกร แต่ก็ไม่ก่อนที่จะทิ้งสัญลักษณ์แทนกาย ที่ซาบะสามารถใช้เรียกตัวเขาให้กับมายังโลกมนุษย์ได้ทุกเมื่อ

ซาบะไม่ต้องการจะใช้มัน เธออาจใช้เวลากับมัลคอล์มโดยที่จิตใจของเธอถูกครอบงำ แต่ก็มีบางส่วนที่เธอรู้ดีกว่า เขาเป็นมากกว่านั้น มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ของเจ้านายและลูกน้องธรรมดา ซาบะรู้ว่า ตัวเองไม่อาจรั้งมัลคอล์มไว้ในโลกมนุษย์ได้นาน และไม่ต้องการเอาหัวใจเข้าไปเสี่ยง

แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก เมื่อพบว่าตัวเองกลายเป็นเป้าหมายของมังกรขาว ที่ต้องการพลังแม่มดในกายเธอ เพื่อใช้ในการทำลายโลก มัลคอล์มกลับมาอีกครั้ง และคราวนี้เขาสวมบทบาทที่ตัวเองไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร นั่นก็คือการเป็นพระเอก

อย่างที่บอกแต่แรกค่ะ เราชอบมัลคอล์ม ชอบความมีมิติของเขา ในยามที่เป็นตัวร้ายเล่มแรก เราพบว่าเขาน่าสนใจกว่าพระเอก ดังนั้นในเล่มที่เขาควรจะโดดเด่นเหนือใคร มัลคอล์มก็โดดเด่นได้จริง ความที่เขาเป็นมังกรดำ ที่มีนิสัยสนใจใฝ่รู้ และชอบอยู่ตามลำพัง ความเข้าใจมนุษย์ของมัลคอล์มก็มีจำกัด ถึงจะอยู่ในโลกมนุษย์มานานเป็นร้อย ๆ ปี แต่มัลคอล์มก็ยังไม่อาจเข้าใจมนุษย์ได้ถ่องแท้ ดังนั้นเมื่อเขาพบว่าตัวเองตกหลุมรักกับมนุษย์ มันจึงสร้างความสนุกสนานให้กับเนื้อเรื่องอย่างยิ่ง (เขาไม่เข้าใจว่าเธอทำไมจึงไม่เข้าใจว่าเขารักเธอ)

โดยรวมหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากกว่าเล่มแรก แต่สิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนกันก็คือ ความเบาบางของเนื้อเรื่อง แม็กซ์บรรยายไม่ถูกนะคะว่ามันคืออะไร แต่เรารู้สึกถึงความไม่จริงจังของตัวละครต่ออันตรายที่พวกเขากำลังเผชิญหน้า มันเหมือนกับว่าความกดดันในเรื่องมันไม่มากพอ แต่เมื่อคิดถึงอันตรายที่ตัวร้ายนำมา มันใหญ่หลวงนะคะ เพียงแต่เรารู้สึกว่าปฏิกริยาของตัวเอกในเรื่องไม่สมจริง หรือไม่ก็เป็นเพราะบรรยากาศในเรื่องดูผ่อนคลายเกินไป แต่นี่ก็เป็นเอกลักษณ์นึงของอลิสัน เจมส์ ซึ่งถ้าคุณอ่านงานของเธอมาสักระยะก็น่าจะเข้าใจ

เราไม่ได้บอกว่า มันแย่หรือเลวร้ายหรอกนะคะ เพียงแต่แม็กซ์เป็นคนที่ชอบเรื่องเครียดหน่อย (หรือไม่ก็ฮาแตกไร้สาระไปเลย) พอเจออะไรที่อยู่ตรงกลาง มันก็เลยทำให้เราไม่รู้สึกว่าเรื่องโดดเด่นจนถึงขนาดเข้าไปอยู่ในใจเราได้

เล่มนี้คะแนนที่ 70


The Dragon Master ของอลิสัน เจมส์

อันดับแรกเลยที่แม็กซ์มีปัญหากับหนังสือเล่มนี้ก็คือ เรามีความรู้สึกว่า อลิสันไม่ได้วางแผนที่จะเขียนเล่มนี้เลยตั้งแต่ต้น มันเหมือนกับว่าเธอวางแผนจะเขียนแค่สองเล่ม (Dragon Heat และ The Black Dragon) ซึ่งจากที่แม็กซ์ค้นข้อมูล ก็รู้ว่าตอนที่เซ็นต์สัญญากับเบิร์คเลย์ฉบับแรกนั้น อลิสันก็ขายหนังสือในชุดนี้ไปแค่สองเล่มเท่านั้น และอาจะเป็นได้ว่าชุดนี้ค่อนข้างฮิต จึงมีการให้เธอเขียนเรื่องต่อ และเธอก็เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา แต่อย่างที่บอกค่ะ มันไม่ใช่เล่มที่วางแผนมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นแม็กซ์จึงรู้สึกถึงความไม่สม่ำเสมอของเนื้อเรื่องมากเลยค่ะ

คาโรล ฮวน ที่แม้จะชื่อเหมือนชาวสแปนิช แต่ก็เป็นคนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย พบว่าตัวเองเผชิญหน้ากับชายร่างเปลือยเปล่าที่ข่มขู่ให้เธอบอกเหตุผลที่เธอ เรียกตัวเขามายังโลกมนุษย์ เซ็ธเป็นมังกรไฟที่มีพลังอันน่าทึ่ง เขาไม่พอใจนักที่ตัวเอกกลายเป็นเหยื่อของผู้ควบคุมมังกรอีกครั้ง หลังจากที่โชคดีหนีไปได้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

ปัญหาก็คือ คาโรลไม่ใช่คนที่เรียกเซ็ธมายังโลก ความจริงคือ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสืบทอดเชื้อสายของผู้ควบคุมมังกร แต่การมาของเซ็ธก็เป็นการปลุกพลังแฝงอันนี้ในกายของเธอให้ตื่นขึ้น จากคนที่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ คาโรลพบว่าตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางของมัน และมีความสามารถในการควบคุมมัน เพราะแม้แต่มังกรที่ทรงอำนาจที่สุด ก็ยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอได้

คาโรลเป็นตัวละครที่ปรากฎขึ้นมาในหนังสือชุดนี้ทั้งสองเล่ม แต่ในช่วงเวลาที่เธอมีบทบาท แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเธอมีความพิเศสอะไรซ่อนอยู่เลยสักนิด มันเป็นไปได้นะคะว่าคนแต่งอาจจะวางแผนเรื่องให้กับคาโรลอยู่แล้ว เพียงแต่เรารู้สึกว่า เจ้าความเป็น "ผู้ควบคุมมังกร" ของเธอ มันโผล่ขึ้นมาแบบซะงั้น (คือไม่มีที่มาที่ไป)

เรื่องนี้เป็นความขัดแย้งในตัวเองของคาโรล ที่พลังในกายผลักดันให้เธอแสวงหา และควบคุมมังกรให้มากที่สุด ในขณะที่ตัวตนที่เธอเป็นกลับรู้สึกว่าการกระทำนั้นมันน่ารังเกียจ แต่คาโรลก็ไม่มีทางเลือก เมื่อความจริงปรากฎว่า ปีศาจกำลังจะหลบหนีออกจากที่คุมขังได้แล้ว และเซ็ธเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ควบคุมมังกรในการจัดการกับปีศาจนั้น ภาระทั้งหมดจึงตกมายังเธอ ในกระทำในสิ่งที่เธออาจจะต้องเสียใจทีสุดในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเธอ และมังกรไฟของเธอผูกพันกันมากกว่าแค่มนตร์ตราที่ผูกพวกเขาเอาไว้

สำหรับเรื่องนี้แม็กซ์โอเคกับตัวละครทั้งสองคนนะคะ ไม่ถึงกับประทับใจ ส่วนหนึ่งเพราะเราติดภาพของคาโรลตอนที่เธอออกมาในสองเล่มแรก ที่เราไม่รู้สึกว่าคาแร็คเตอร์ของเธอน่าสนใจขนาดจะต้องมีเรื่องเป็นของตัว เอง เราคิดว่าเธอเป็นตัวละครทีน่าเบื่อ แม้ในเรื่องนี้จะมีการเล่าภูมิหลัง และทำให้เธอน่าสนใจขึ้น แม็กซ์ก็ยังอดนึกถึงภาพเดิม ๆ ของเธอในหัวไม่ได้ ในกรณีนี้ไม่ใช่ว่า อลิสันเปลี่ยนแปลงคาแร็คเตอร์ของคาโรลจากหน้ามือเป็นหลังมือหรอกนะคะ เธอยังคงเป็นเหมือนเดิมพอสมควร แต่เจ้าความรู้สึกว่า อลิสันไม่ได้วางแผนสำหรับการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็ค้างคาใจในรำคาญอยู่ เรื่อย

เซ็ธเป็นมังกรไฟที่รักสันโดษและชอบอยู่คนเดียว การถูกเรียกมาในโลกมนุษย์เป็นการทรมานที่เขาไม่ชอบอย่างรุนแรง แต่การได้เจอกับคาโรลเริ่มทำให้เขาเปลี่ยนใจ เซ็ธก็เช่นเดียวกับคาเล็บที่เรามีปัญหากับคาแร็คเตอร์ของเขา เพราะทั้งคู่มีพื้นฐานเป็นมังกรมากกว่ามนุษย์ ทำให้หลายครั้งเรารู้สึกว่า ตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมังกร (ในเรื่องของคาเล็บ เราคิดว่าตอนจบค่อนข้างลบล้างอาการติดขัดอันนี้ของเราได้พบสมควร โดยเฉพาะเมื่อเฉลยว่าแท้จริงแล้วลิซ่าเป็นใคร) แต่ในเล่มนี้ เซ็ธไม่เคยมีเซ็กส์มาก่อน (เคยแต่มีตอนที่ร่างเป็นมังกร) และมีคาโรลเป็นคนแรก ความรู้สึกของแม็กซ์ตอนที่อ่านน่ะมัน "ยี้" พอควรนะคะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองคิดมากไปไหม แต่เรานึกตลอดว่า ร่างที่แท้จริงของเซ็ธก็คือมังกรนะ ไม่ใช่คน

ความเป็นผู้ควบคุมมังกรของคาโรล และพลังอันไม่มีขีดจำกัดของเธอเป็นสิ่งที่ขัดใจแม็กซ์มาก เพราะมันลบล้างสิ่งที่อลิสันเขียนไว้ในสองเล่มแรกทั้งหมด ไม่มีการพูดถึงผู้ควบคุมมังกรในสองเล่มแรกเลย และเมื่อถูกพูดถึงก็กลายเป็นว่า นี่คือคนที่มีอำนาจมากที่สุด เรารู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามจะทำให้ตัวละครทุกเรื่องของเธอเป็นคนที่ทรง อิทธิพลมากที่สุด แต่การทำอย่างนั้น มันก็เป็นการทำลายตัวตนของตัวละครตัวอื่นของเธอที่เธอเขียนขึ้นมาก่อนแล้ว (สปอยล์) เพราะลิซ่า ก็เคยเป็นตัวละครที่ทรงอำนาจมากที่สุดมาก่อนเช่น แต่ในเล่มนี้คาโรลสามารถควบคุมคนคนนั้นได้อย่างง่ายดาย

เราอยากให้เล่มนี้เป็นเล่มสุดท้ายในชุด เพราะคิดว่าอลิสันหมดมุขที่จะเขียนเรื่องในซีรี่ย์ชุดนี้แล้ว

คะแนนที่ 57

Quinn's Return // Shannon Anderson & Return to Me // Shannon McKenna

หนังสือเล่มนี้เป็นความภาคภูมิใจของแม็กซ์ค่ะ ที่สามารถค้นหาจากตลาดหนังสือมือสองในเน็ตมาได้ แม็กซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้มาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพล็อตเรื่องเป็นยังไง เหตุผลเดียวที่เราอยากได้เล่มนี้ก็คือความจริงที่ว่า แชนน่อน แอนเดอร์สันเป็นนามปากกาของคนแต่งที่ใช้ชื่อว่า แชนน่อน แม็คเคนน่า

และคนที่อ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ หรือรู้จักแม็กซ์ ก็จะรู้ว่า แม็กซ์คลั่งไคล้แชนน่อน แม็คเคนน่ามากขนาดไหน

ก่อนที่แชนน่อนจะประสบความสำเร็จในนามของแม็คเคนน่า เธอเคยเขียนหนังสือเล่มเล็ก (ความยาวไม่ถึงสองร้อยหนา) ให้กับสนพ.ที่ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว โดยใช้นามปากกาว่าแชนน่อน แอนเดอร์สัน

หนังสือที่เธอเขียนในนามปากกาแชนน่อน แอนเดอร์สันมีห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้แม็กซ์มีในครอบครองแล้วสี่เล่ม เหลืออีกเล่มนึงค่ะ ซึ่งก็คงต้องตามหากันต่อไป

แม็กซ์เลือกหยิบเล่มนี้มาอ่านก่อนเลย เพราะดูพล็อตแล้วน่าสนดี เรื่องราวของชายหนุ่มที่เดินทางกลับมาบ้านเกิดหลังจากจากไปนานหลายปี

พล็อตอย่างนี้เป็นพล็อตที่ใช้กันบ่อยมากในนิยายโรแมนซ์ ดังนั้นเราจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ดังนั้นลองนึกถึงความแปลกใจของตัวแม็กซ์ดูสิคะที่เมื่อเราเริ่มต้นอ่าน ประโยคแรกในเล่มแล้วรู้สึกว่ามันคุ้น

เอาเป็นว่าโคตรคุ้นเลยแล้วกัน

นั่นก็เพราะหนังสือเรื่อง Quinn's Return ก็คือต้นแบบของหนังสืออีกเรื่องที่แชนน่อนเขียนในเวลาต่อมา ด้วยนามปากกาแชนน่อน แม็คเคนน่า โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Return to Me

หลังจากอ่านเล่มนี้จบ เราขอสรุปเลยแล้วกันว่า เรื่อง Quinn's Return ถูกนำกลับไปรีไซเคิล โดยยังคงรักษาพล็อตหลักของเรื่องเอาไว้เกือบหมด ทั้งประโยค คำพูด การบรรยายเรื่อง ถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง Return to Me กระทั่งชื่อของพระนางก็ยังเกือบจะเหมือนกัน

เราเลยถือเป็นโอกาสอันดีนะคะ รีวิวหนังสือทั้งสองเล่มนี้ไปในคราวเดียวกันเลยดีกว่า

Quinn's Return ของแชนน่อน แอนเดอร์สัน

แม็กซ์หาภาพปกของหนังสือเล่มนี้ไม่เจอนะคะ เลยไม่ได้เอามาลงให้ดูกัน (ถ้ามีโอกาสจะถ่ายรูปของเล่มที่แม็กซ์มีในครอบครอบมาลงแล้วกันนะคะ)

ไซม่อน ควินน์ซึ่งเป็นช่างภาพที่ประสบความสำเร็จ ตัดสินใจเดินทางกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อสะสางเกี่ยวกับมรดกของกัส ควินน์ผู้เป็นลุงที่เพิ่งเสียชีวิตไป แต่การกลับมาของเขาก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนทั้งเมือง ที่ยังคงจดจำพฤติกรรมห่าม ๆ ของเขาในวัยเด็กได้ และนั่นรวมทั้งเอลินอร์ คอนเนอร์ หญิงสาวตระกูลเก่าผู้เพียบพร้อม ผู้ซึ่งเติบโตมาพร้อม ๆ กับไซม่อน

เด็กทั้งสองผูกพันกันมาก ความผูกพันที่ดึงรั้งเอลินอร์เอาไว้ไม่ให้มีความสัมพันธ์กับใครอื่น จนกระทั่งในที่สุดเธอตัดสินใจที่จะตัดใจจากไซม่อนผู้ซึ่งนับแต่จากไปจาก เมืองเขาก็ไม่เคยติดต่อเธออีกเลย แอลลี่ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตที่เธอต้องการเสียที เธอตอบรับหมั้นจากชายหนุ่มเนื้อหอมของเมือง แบรด มิชเชลล์เป็นชายในฝันสำหรับผู้หญิงหลายคน แต่เมื่อไซม่อนกลับมา แอลลี่ก็พบความจริงว่า ตัวเองไม่เคยตัดใจไปจากเขาได้เลย

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือรักแบบเบสิค นั่นหมายถึงไม่มีอะไรในพล็อตมากไปกว่าเรื่องรักระหว่างไซม่อน และแอลลี่ เรื่องราวที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และไม่โทษแอลลี่เลยที่เลือกไซม่อน ในเมื่อแบรด และครอบครัวของเขาดูช่างห่วยแตก และแม็กซ์ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมแอลลี่ทนพวกนั้นได้จนถึงกับหมั้นหมายกับแบรด (ถ้าจะคิดว่าพวกนั้นลายยังไม่ออก ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะพฤติกรรมของพวกนี้มันแย่นะ ไม่น่าจะเก็บซ่อนไว้ได้นาน)

มันไม่แปลกอะไรสักนิดเมื่อแอลลี่เลือกไซม่อน แต่มันกลับกลายเป็นจุดด้อยของไซม่อนที่ไม่กล้าตัดสินใจ พระเอกของเราหวาดกลัวความรัก อย่างไม่มีเหตุผล มีการแย้ม ๆ ถึงการที่เขาถูกทารุณในวัยเด็กจากผู้เป็นลุงบ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนเพียงพอ แม็กซ์อ่านแล้วไม่เห็นใจ หรือสงสาร ออกจากหมั่นไส้ด้วยซ้ำที่เขาเลือกที่จะเดินจากแอลลี่ไป

แต่โดยรวมรู้อะไรไหมคะ แม็กซ์มองเห็นโอกาสของการที่หนังสือเล่มนี้จะได้รับการแปลเป็นภาษาไทย มากกว่าเรื่อง Return to Me (ที่เราคิดว่าดีกว่าหลายขุม) เสียอีก เพราะเรื่องนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่สนพ.ในเมืองไทยชอบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรื่องที่บางจ๋อย (แค่ร้อยหกสิบกว่าหน้า) นางเอกที่เป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง เก็บเนื้อเก็บตัวเอาไว้ให้พระเอก

แต่สำหรับแม็กซ์ คะแนนที่ 57

Return to Me ของแชนน่อน แม็คเคนน่า

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเอาเรื่อง Quinn's Return มาเขียนใหม่ และมันช่างเป็นการเขียนใหม่ที่เพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบให้เนื้อเรื่องอย่าง มาก

ตัวแม็กซ์เองกลายมาเป็นแฟนหนังสือของแชนน่อนก็เพราะเล่มนี้ (เราอ่านเรื่องนี้ก่อนอ่าน Quinn's Return ค่ะ) คนแต่งเขียนได้ดีมากขนาดที่เราไม่รู้เลยสักนิดว่าส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ส่วนแทรกขึ้น ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่อง

พล็อตของหนังสือเรื่องนี้เหมือนกับเรื่อง Quinn's Return ชนิดลอกกันมากเลยแหละ (ก็มันลอกกันจริง ๆ นี่) เพียงแต่ในเล่มนี้พระเอกของเราชื่อว่า ไซม่อน ไรลี่ย์ เขาเป็นช่างภาพระดับเจ้าของรางวัล และผ่านการถ่ายภาพในสงครามโหดมาแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด เพราะอีเมลล์ที่ได้รับจากกัส ผู้เป็นลุง ซึ่งในตอนเปิดเรื่องได้เสียชีวิตลงแล้ว ลุงของเขาได้ชื่อว่าเป็นคนเพื้ยนและชอบใช้ความรุนแรง ซึ่งไซม่อนรู้เป็นอย่างดี แต่ในอีเมลล์นั้นมันราวกับว่า กัสมีช่วงเวลาที่ชัดเจนเกิดขึ้น ในอีเมลล์กล่าวถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีตที่กัสได้เข้าไปเห็นเป็นพยาน การกระทำที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ การกระทำที่ตามหลอกหลอนกัส และเป็นสิ่งที่กัสต้องการให้ไซม่อนระวังตัวจากผลพวงของมัน

ไซม่อนเดินทางกลับมา และเขาก็ได้พบกับเอล หรือเอเลน เค้นต์ สาวน้อยที่บัดนี้ได้กลายเป็นเจ้าของโรงแรมชนิดเบดแอนด์เบรคฟาสต์ที่ซึ่งเขา มาเข้าพัก (ส่วนนี้เหมือน QsR ค่ะ) และเช่นเดียวกัน เอเลนที่รักไซม่อนมาตลอดชีวิต เธอตัดสินใจเลิกรอคอยการกลับมาของเขาแล้ว เธอได้หมั้นหมายกับแบรด ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม แต่แล้วการกลับมาของไซม่อนก็ทำให้เอเลนต้องทนทวนทุกอย่างอีกครั้ง

ในหนังสือเล่มนี้ ความผูกพันระหว่างไซม่อนและเอเลนถูกถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือไ้ด้ชัดเจน ทำให้แม็กซ์รู้สึกถึงความรักที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน จนกลายเป็นความรักฝังใจที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ก็ไม่อาจทำให้ไซม่อน และเอลลืมเลือนอีกฝ่ายได้เลย

ในเล่มนี้อดีตของไซม่อนถูกเล่าออกมามากพอจนทำให้แม็กซ์เข้าใจความต้องการ หลีกหนีความรักของเขา เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองว่าตัวเองไม่เหมาะกับความรัก เข้าใจเหตุผลที่เขาเลือกที่จะเดินออกจากชีวิตของเอล (ในขณะที่ QsR มันเป็นคำถามข้อใหญ่ที่เรามี) แม้จะไม่เห็นด้วยนะ แต่อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าพระเอกงี่เง่าที่เดินจากสิ่งดี ๆ อย่างเอลไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงฉากเซ็กส์ที่ฮ็อตกว่าอีกค่ะ ความสามารถของแชนน่อนก็คือ เธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบอะไรในเรื่องเลย การเพิ่มดีกรีความร้อนแรงไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องสูญเสียไป

นอกจากนี้แล้วการเติมพล็อตในส่วนของความลึกลับในอดีตของกัสที่ตามมาระราน ไซม่อนในปัจจุบันก็ทำให้เรื่องมีน้ำหนัก และน่าติดตามอ่านยิ่งขึ้น

และส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือ เรื่องนี้คู่หมั้นของเอลไม่ใช่ตัวร้ายที่เป็นอย่างใน Quinn's Return เพราะแบรดมาด้านลึกที่ซ่อนเอาไว้ เราชอบมาก ๆ ที่แชนน่อนเขียนแบรดในเวอร์ชั่นใหม่ ผู้ชายที่มีสองด้าน ด้านนึงอาจจะไม่ชอบไซม่อน (ใครจะชอบเขาได้ในเมื่อไซม่อนคือตัวปัญหาในวัยเด็ก และยังแย่งเอลไปจากแบรดอีก) ในอีกด้านนึงเขาก็ยังเป็นมนุษย์ที่รู้จักผิดชอบชั่วดี

คะแนนที่ 87

การที่แม็กซ์ได้มีโอกาสอ่าน Quinn's Return ที่แม้จะไม่ได้สนุกอะไร แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังหรอกนะคะว่าจะสนุก แม็กซ์คิดเสมอว่าหนังสือที่สั้นขนาดนั้น แทบจะไม่มีโอกาสที่จะสนุกขึ้นมาได้หรอก การที่เราได้เห็นต้นแบบของ Return to me ทำให้เราตระหนักแก่ใจถึงพัฒนาการของแชนน่อนในฐานะนักเขียนยิ่งขึ้น เพราะหนังสือทั้งสองเรื่องนี้ใช้พล็อตและการดำเนินเรื่องที่เกือบเหมือนกัน แต่การเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกลับทำให้ความเห็นที่เรามีต่อหนังสือสองเล่มนี้แตกต่าง กันไปโดยสิ้นเชิง

Passionate Thirsts // Cameron Dean

ยังอ่านไม่จบหรอกนะคะ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่เมื่อคืนนั่งอ่านเรื่อง The Rule of Seduction ใหม่อีกรอบ หลังจากถอนหายใจไปหลายสิบเฮือกกับพระเอกเรื่องนั้น เราก็เห็นควรว่า กาละเวลานี้ย่อมไม่เหมาะที่จะหยิบแนวโบราณมาอ่านอีกเป็นแน่ เพราะคิดว่าคงไม่มีหนังสือเล่มไหนเทียบเฮย์เดนได้เป็นแน่

ก็เลยมาถึงคิวหนังสือที่ซื้อมาเพราะไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร

ความกระหายที่ร้อนรุ่มเป็นหนังสือเล่มแรกของหนังสือชุดสามเล่ม ความต้องการอันเย้ายวนเป็นเล่มสอง และความหิวตลอดกาลเป็นเล่มสาม (ลองเล่นดูนะว่าแปลไทยเป็นอังกฤษได้ชื่อเรื่องว่าอะไรกันบ้าง เดี๋ยวจะเฉลยต้องจบบลอก)

นี่เป็นหนึ่งในหนังสือที่โหนกระแสแวมไพร์ออกมา คิดดูแล้วก็น่าสยองนะคะ ถ้าเทียบจำนวนหนังสือแล้ว โลกเรานี่คงมีมนุษย์แท้ไม่กี่คน เพราะส่วนใหญ่ไม่เป็นแวมไพร์ก็เป็นหมา หรือไม่ก็เป็นนางฟ้า เทพธิดากันหมด อย่างน้อยเรื่องนี้ก็มีความคิดหน่อยที่แวมไพร์ไม่ได้อยู่ในนิวออร์ลีน (อันนี้ต้องโทษแอน ไรซ์นะที่ดันเอาเลสเตทไปอยู่ที่นั่น ทำให้เมืองนี้แวมเพ่นพ่านไปหมด)

เรื่องนี้เป็นแวมไพร์ในเวกัส มีตอนเปิดเรื่องที่แปลกที่สุดเล่มหนึ่ง ใครอ่านก็ต้องนึกว่าเป็นฉากที่นางเอกเจอพระเอก และไม่ใช่

ก่อนอื่นขอเตือนว่า อย่าอ่านเล่มนี้โดยเอาคอนเซ็ปของโรแมนซ์มาวัด เรายังไม่แน่ใจนักว่าเรื่องนี้จะเป็นโรแมนซ์ เพราะเปิดเรื่องนางเอกก็คบอยู่กับผู้ชายคนอื่น พระเอกเคยเป็นคนรักเก่า และทำร้ายนางเอกจนเกือบปางตาย

นึกถึงอนิตา เบลก (ไม่ใช่อมิตา ทาทายังนะ) ของลอเรล เค. แฮมิลตันที่กลายเป็นต้นแบบของหนังสือหลายเล่ม นางเอกเรื่องนี้ไม่ถึงขนาดเซ็กซ์หมู่อย่างเล่มนั้น แต่ธีมเรื่องให้อารมณ์เดียวกับเรื่องของอนิตาก่อนที่เธอจะกลายเป็นผู้หญิง บ้าเซ็กส์ นางเอกเล่มนี้ให้ความรู้สึกเข้มแข็งใกล้เคียงกัน

ตอนที่อ่านถึงนี่พระเอกเพิ่งปรากฎกายมา มาถึงก็เข้าถึงเนื้อถึงตัวกันเลย ทั้งที่ครั้งสุดท้ายที่เจอกันกัดนางเอกไปจนเกือบตาย

พอดีง่วงมากก็เลยนอนก่อน เอาไว้อ่านจบแล้วมาต่อนะคะ

Passionate Thirsts // Cameron Dean

ตอนแรกว่าจะเขียนอีกเรื่องนึง แต่คิดแล้ว เขียนไปเหมือนหาเรื่องโดนด่า ก็เลยจะไม่เขียนมาก (โปรดสังเกตคำว่ามาก) เพราะจะยังเขียนอยู่แต่พูดน้อยลง

เรามักจะพูดถึงหนังสือที่เราชอบกับเพื่อนสนิท (ไปถามได้ ถ้าลองเราชอบเล่มไหน สายโทรศัพท์ไหม้ เพราะเราจะบังคับให้ฟังเราเล่าหลายรอบ รู้นะคะว่าเขาไม่อยากฟัง แต่เราอยากเล่า เป็นเพื่อนเราแล้วก็ต้องทนกันหน่อย) ส่วนคนอื่น ถ้าถามมาเราก็จะตอบ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสาระแนไปบอกโฆษณาให้ชาวบ้านที่ไม่รู้จักหน้าซื้อตามเราหรอก

ดังนั้นสำหรับคนอื่นถ้ามาถามแล้ว เชื่อซื้อไปอ่านแล้วไม่หนุก เป็นความเสี่ยงของคุณเอง อย่ามาพาดพิงถึงเรา เรื่องนี้ไม่ขอรับผิดชอบค่ะ โง่เองแล้วมาโทษชาวบ้านนี่ เป็นคนที่ใช้ไม่ได้

กลับมาที่เรื่อง "ความกระหายที่ร้อนรุ่ม" ตามเสียงเรียกร้องของแฟนผู้ติดตามบลอก (ทำเหมือนมีคนตามมาอ่านกันเยอะงั้นแหละ) เดากันได้ไหมว่าชื่อภาษาอังกฤษคืออะไร

Passionate Thirsts ของ Cameron Dean

ไม่รู้จักกันใช่ไหมล่ะ นั่นเพราะเธอเป็นนักเขียนหน้าใหม่ในวงการโรแมนซ์ แต่นี่ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกของเธอ เพราะเธอเป็นนักเขียนหนังสือสำหรับเยาวชนมาก่อน

แต่เรื่องนี้ไม่สำหรับเยาวชนนะคะ ค่อนข้างฮ็อตทีเดียวเลยล่ะ

ความกระหายนี่เป็นเล่มแรกในหนังสือชุดสามเล่ม คำว่าชุดนี้ไม่ใช่ชุดธรรมดา แต่เป็นชุดที่ต่อเนื่องกันมาก ต่อเนื่องกันขนาดอ่านเล่มนี้จบแล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวจริงแล้ว เป็นมายังไง

หน้าที่เกือบครึ่งเรื่องเล่าถึงฉากย้อนอดีตระหว่างนางเอกนักล่าแวมไพร์ กับชายผู้ที่เธอรักยิ่งชีวิต แต่ก็เกือบเอาชีวิตของเธอไป เราชอบคำบรรยายที่นางเอกใช้ในการบรรยายพระเอก "The man I loved, the vampire I hated"

พระเอกเรื่องนี้ไม่ได้ทำอะไรมาก นอกจากออกมาเท่ห์แล้วก็อ่อยนางเอก ต้องอ่านเล่มสองค่ะถึงจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ภายใต้เบื้องหลังหน้าหล่อเหลาของแอ ชหรือไม่

ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือเรื่องนี้ของเรายังอยู่ในระยะสับสน เพราะอ่านจบแล้วเรื่องนี้ก็ยังมีความน่าสนใจมากพอที่จะทำให้เราติดตามอยาก อ่านเล่มสองต่อ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเล่มแรกจะเขียนได้ดีขนาดกรี๊ดสลบ แต่ก็มีความน่าสนใจมากที่จะให้ติดตามต่อ

ปริศนาเกือบทั้งหมดในเรื่องยังไม่คลี่คลาย ไม่มีการอธิบายถึงการกระทำของแอชที่กัดนางเอกจนเกือบตาย แล้วทำไมเขาจึงโผล่มาหลังจากหายหน้าไปเกือบสองปี ไม่มีการอธิบายว่าทำไมถึงมีแวมไพร์ออกมาทำร้ายนางเอกเพื่อเป็นการเตือนไม่ ให้แอชเข้ามายุ่ง ศพหัวขาดที่พบตอนต้นเรื่องก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร มาจากไหน

หนังสือเรื่องนี้ไม่ใช่หนังสือเล่มเดียวจบ เวลาอ่านขอให้นึกถึงหนังสือการ์ตูนที่เข้าข่ายต้องติดตามตอนต่อไป

Hollywood husband, Contract wife // Jane Porter

เคยอ่านหนังสือที่เริ่มต้นได้น่าสนใจ ดำเนินเรื่องได้ดีเกินคาด มีฉากบีบหัวใจจนสั่นระริก แล้วก็บู้ม ระเบิดลง

คนแต่งมันทำบ้าอะไร ทำลายเนื้อเรื่องจนพังพินาศ จนแทบเขวี้ยงหนังสือทิ้งไม่ทัน (แต่ก็ไม่ได้ขว้างเพราะว่าเสียดายตังค์ที่ซื้อมา)

แล้วแม็กซ์ก็โทษตัวเองที่สอนไม่จำ ดันไปซื้อ Harlequin Presents มาอ่าน

แม็กซ์ไม่ได้โทษความน้ำเนาของเรื่อง เพราะเตรียมใส่หน้ากากกำจัดกลิ่นเน่าแล้ว ไม่ได้ติติงพฤติกรรมนางเอกที่น้ำตาคลอเบ้าบ่อยเหลือเกิน แล้วก็ไม่ได้ติงความเย็นชาของพระเอก หรือความโง่ที่หลงเชื่อตัวร้ายมากกว่านางเอก

แม็กซ์โทษคนแต่งที่เขียนไปเขียนมาต้องให้นางเอกไปขอโทษพระเอกในความผิด ของตัวเอง ทั้งที่ตาพระเอกตัวดีทิ้งนางเอกไปหาผู้หญิงคนอื่น เชื่อคำพูดของผู้หญิงคนอื่นมากกว่านางเอก

แม็กซ์ซื้อเล่มนี้มาเพราะติดใจบทนำของเรื่องที่นางเอกคิดในใจว่า "ตลอดเวลาห้าสัปดาห์ที่รู้จักพระเอก ไม่ได้ทำให้เธอชอบเขามากขึ้นมาสักนิด" อ่านดูแล้วนึกว่าจะเจอนางเอกที่มีกระดูกสันหลัง

ครึ่งเล่มแรกก็อ่านได้เพลินดี แม้ว่ากระดูกสันหลังนางเอกจะไม่ใช่ของสัตว์สปีชีย์เดียวกับมนุษย์ แต่ก็ยังดีกว่าของตัวหนอน เธอยืนหยัดต่อต้านเสน่ห์ของพระเอกได้สมศักดิ์ศรี ส่วนพระเอกก็ไม่ได้เย็นชาจนขนาดคนอ่านหาความรักที่เขามีให้นางเอกไม่เจอ

ส่วนผสมที่ลงตัว เนื้อเรื่องยิ่งสนุกขึ้นไปอีกการเล่นละครแกล้งเป็นแฟนกันของพระเอกและนางเอก เลยเถิดไปจนเป็นการแต่งงานที่แท้จริง เนื้อเรื่องพาเราเดินทางไปถึงแอฟริกาที่ซึ่งนางเอกเรียนรู้ว่าพระเอกไม่ใช่ แค่ดาราที่ใช้ชีวิตฉาบฉวย แต่ทุ่มเทชีวิตเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและเด็กผู้ยากไร้

แม็กซ์บอกแล้วว่าหนังสือมันน้ำเน่า แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทำใจตั้งแต่ต้น กลับรู้สึกสนุกด้วยซ้ำ

แต่แล้วชีวิตแต่งงานที่เริ่มผูกพันกันของพระนางก็ถูกทำลายลง โดยดาราหญิงแสนสวยที่เข้ามาแทรกกลางชีวิตของทั้งคู่ แม้ว่าพระเอกจะบอกอย่างชัดเจนว่าเขามีแค่เพียงมิตรภาพให้กับผู้หญิงอีกคน แต่นางเอกก็รู้สึกว่าพระเอกทุ่มเทตัวเองมากจนเกินไปในความสัมพันธ์ที่เขา พร่ำบอกเธอว่าเป็นแค่เพื่อน

ทั้งสองคุยกัน และเมื่อพระเอกปฏิเสธที่จะเลือกยืนอยู่ข้างนางเอก แต่กลับทิ้งเธอไป นางเอกก็เดินออกจากการแต่งงานของทั้งคู่

เรื่องมันน่าจะสนุกขึ้น ช่างบีบหัวใจเหลือเกิน หลายคนคงพูดแบบนี้ แม็กซ์เองก็คิดอย่างนี้ เรารออ่านฉากที่พระเอกจะต้องย้อนกลับมาขอโทษนางเอกให้กับความโง่ของตัวเอง ที่ไม่เลือกยืนข้างนางเอก

แต่แล้วคนแต่งทำอะไรรู้ไหมคะ

เขาแต่งให้นางเอกขอโทษพระเอกให้กับความไม่มั่นคงของตัวเอง บอกว่าเธอผิดเองที่ไม่มั่นคง ไม่เชื่อมั่นในตัวพระเอก

ใครจะไปเชื่อไหว (วะ) เล่นโทรศัพท์คุยกับผู้หญิงคนอื่นทั้งวัน แถมพอเจ้าหล่อนโทรมาก็รีบวิ่งแจ้นไปหา

อ่านแล้วเซ็งโว้ย แทนที่จะให้พระเอกขอโทษ ดันให้นางเอกเป็นฝ่ายผิด

อยากบีบคอคนแต่ง แล้วเขย่า เขย่า เขย่า แล้วถามว่า คิดอะไรอยู่ ถึงทำให้หนังสือที่น่าจะสนุก สลดลงได้ขนาดนี้

อ๋อ ลืมบอกไป เรื่องที่พูดถึงนี่เป็นของเจน พอร์เตอร์ค่ะ เรื่อง Hollywood husband, contract wife

Slow Burn & Shadow Dance // Julie Garwood

เพิ่งอ่านเรื่อง Slow burn ของจูลี่ การ์วู้ด (เราอ่านตามภาษาอังกฤษค่ะ ไม่ได้อ่านตามชื่อที่คนไทยเรียกกัน) จบไป และตอนนี้กำลังอ่านเล่มต่อซึ่งเป็นเรื่องของตัวละครที่คนรอคอยเรื่องของเขา มากที่สุด คือ Shadow Dance ที่เป็นเรื่องระหว่างจอร์แดน และโนอาห์

ความรู้สึกเราก็เหมือนกะชื่อบลอกค่ะ หนังสือระยะหลังของจูลี่ขาดหายองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในหนังสือโรแมนซ์ไป นั่นก็คือปฏิกริยาทางเคมีระหว่างพระเอกกะนางเอก หลายคนอาจเข้าข้างเธอโดยบอกว่า เดี๋ยวนี้จูลี่ไม่ได้เขียนโรแมนซ์แท้แล้ว แต่เป็นแนวสืบสวนโรแมนซ์มากกว่า

ซึ่งเราไม่เถียง แต่สำหรับแม็กซ์แล้วประกายไฟวูบวาบระหว่างพระเอกกะนางเอกของเธอหายไปตั้งแต่ เธอเขียนเรื่อง Prince Charming แล้วล่ะค่ะ ซึ่งนั่นก็ยังเป็นเรื่องสมัยที่เธอเขียนโรแมนซ์แท้อยู่นะ

เสน่ห์ของโรแมนซ์อยู่ที่ความรักระหว่างพระนาง และการที่เขียนเรื่องให้คนอ่านเชื่อว่าพระเอกและนางเอกรักกันได้ด้วยหน้า หนังสือประมาณ 300 กว่าหน้า คนแต่งจำเป็นต้องสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระเอกและนางเอกที่น่าเชื่อ และจูลี่ การ์วู้ดสอบตกในส่วนนี้ไป

หนังสือระยะหลังของเธอสอบผ่านในแง่พล็อตเรื่องที่น่าติดตาม ตัวละครที่เราชอบ นับว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนึ่ง แต่ด้วยมาตรฐานของจูลี่ การ์วู้ดในอดีต นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งกับฝีมือที่ถดถอยของเธอ

ทำให้แม็กซ์ตั้งคำถามว่า เธอมีปัญหาทางบ้านหรือเปล่า ถึงเขียนเรื่องแล้วไม่รู้สึกถึงความรักของตัวละครเลย

แม็กซ์ไม่ได้ต้องการอ่านหนังสือที่พระเอกพร่ำเพ้อบอกรักนางเอกทุกหน้า กระดาษ แค่ต้องการอ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่าตัวละครสองตัวนี้มันรักกัน ไม่ใช่ว่าอ่านอ่านไปแล้วก็งงว่ามันบอกรักกันทำไม อยากรู้สึกเชื่อในความรักของตัวละครเพราะเนื้อเรื่องพาไป ไม่ใช่เพราะคนแต่งสั่งให้ตัวละครบอกคนอ่าน

เรื่อง Slow Burn นี่ยังถือว่าดีกว่า Murder List, Killjoy, และ Heartbreaker ที่เราอ่านแล้วยังคิดไม่ตกว่าตัวเอกมันรักกันตอนไหน แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานมากเมื่อเทียบกับงานระดับคลาสิกของจูลี่

ส่วน Shadow Dance นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เรื่องราวของตัวละครที่น่าสนใจมากตัวนึง แต่อ่านแล้วกลับไม่รู้สึกรับรู้ถึงเสน่ห์ของเขาสักนิด

มันอาจจะดีกว่าถ้าแม็กซ์ลืมเลือนจูลี่ การ์วู้ดไปในฐานะที่เคยเป็นนักเขียนโรแมนซ์ แต่เธอก็ยังไม่อาจถือว่าเป็นนักเขียนแนวสืบสวนที่ดีหรอกนะ

ถ้าเทียบในระหว่างนักเขียนกันเอง จูลี่ การ์วู้ดเขียนแนวสืบสวนสอบสวน (โดยไม่เน้นเรื่องโรแมนซ์) สู้ลิซ่า การ์ดเนอร์ อดีตนักเขียนแนวโรแมนซ์ของฮาร์ลิควินไม่ได้เลย เรื่องราวของลิซ่า แม้จะเป็นสืบสวนที่ไม่เน้นเรื่องรักใคร่ของตัวเอก น่าติดตาม ตื่นเต้น จนเราไม่สนใจว่าตัวเอกไม่มีปฏิกริยาทางเคมีระหว่างกัน

ถ้าลดระดับการสืบสวนในเรื่องลงมา เรื่องของจูลี่ก็สู้ลินดา โฮเวิร์ดไม่ได้ เพราะตัวละครของเธอไม่มีประกายไฟให้เห็น

แล้วจูลี่ การ์วู้ดความวางตำแหน่งตัวเองอยู่ตรงไหนล่ะ

ถ้าเธออ่านภาษาไทยออก แม็กซ์ก็อยากบอกให้เธอกลับไปสู่สิ่งที่เธอถนัดเถอะ กลับไปเขียนเรื่องแนวย้อนยุคจะดีกว่าไหม

สรุป สรุป เดี๋ยวหาว่าเขียนเสียยาวแต่ไม่มีประเด็น แม็กซ์คิดว่า Slow Burn และน่าจะรวมถึง Shadow Dance ด้วย อ่านได้เพลิดเพลินค่ะ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ยังไม่เคยสัมผัสความยิ่งใหญ่ของจูลี่ การ์วู้ดสมัยที่เธอเขียนเรื่อง The Gift, Castles, Gentle Warrior, และอื่น ๆ อีกมากมาย

สำหรับคนที่เคยอ่านงานยุคก่อนของเธอมาแล้ว แม็กซ์ก็บอกได้ว่าจะรู้สึกเสียดายฝีมือ และเวลาที่เธอเอามาทุ่มเทในการเขียนเรื่องที่ไม่เหมาะกับสไตล์การเขียนของ เธอค่ะ

Autumn in Scotland // Karen Ranney

นี่ใช้บรรยายความรู้สึกที่แม็กซ์มีต่อหนังสือเล่มที่กำลังจะพูดถึงได้เป็นอย่างดี

เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แสนจะเอื่อยเฉื่อย

"ฤดูใบไม้ร่วงในสก๊อตแลนด์" ของคาเรน เรนนี่ย์ นักเขียนที่ขึ้นชื่อว่าเขียนเรื่องบีบหัวใจได้เจ็บจี๊ด มือตกกับหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ

โอเคแม็กซ์น้ำตาตกกับตอนจบ (นิดหน่อยค่า) แต่กว่าจะถึงฉากกินใจนี่ มันช่างงงงงงงน่าเบื่ออออออออเหลือออออออออเกินนนนนนนนน

คิดว่าน่าจะเข้าใจความรู้สึกของแม็กซ์นะค้า

เรื่องนี้ไม่ได้เลวร้าย ในเวลาเดียวกันมันก็ไม่มีอะไรที่น่าจดจำ

หนังสือที่ใช้พล็อตที่แสนจะคุ้นเคย สามีที่กลับมาหลังจากการจากกันไปหลายปี เรื่องก็คือ ผู้ชายที่กลับมา กลับไม่ใช่สามีของชาร์ล็อตต์น่ะสิ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของสามีของเธอ แต่ด้วยความเข้าใจผิด (เพราะหน้าตาดันคล้ายกัน) ทำให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นสามีของเธอ และดิกสัน (โคตรเกลียดผู้ชายชื่อนี้เลย) ก็ถูกใจเธอพอที่จะไม่แก้ความเข้าใจผิดนั้น

บอกอะไรให้ไหมคะ (ถึงไม่อยากรู้ แม็กซ์ก็จะบอกค่ะ) อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้เกิดแรงฮึดอยากไปหาหนังเรื่องซัมเมอร์สบี้มาดูอีกรอบค่ะ มันซึ้งและกินใจกว่ากันเยอะ แม้ว่าเรื่องนั้นพระเอกจะตายก็ตาม

กลับมาเข้าเรื่อง สรุปง่าย ๆ แฟนของคาเรนก็จงอ่านต่อไป มันไม่ได้เลวร้าย เพียงแต่น่าเบื่อมากกกกกกกกกเท่านั้นนนนนนนนนน

ส่วนคนที่คิดจะอ่านคาเรน แนะนำด้วยความหวังดีว่า อย่าเริ่มต้นที่เล่มนี้ เพราะคุณอาจจะผิดหวังแล้วก็จะพลาดโอกาสได้อ่านงานของนักเขียนที่ดีที่สุด ถ้าอยากอ่านคาเรน เรนนี่ย์ แม็กซ์แนะนำให้ไปอ่านเรื่อง Upon a wicked time หรือว่า After the kiss จะเวิร์กกว่าค่ะ

Tuesday, February 10, 2009

The Red Heart of Jade & Eye of Heaven // Marjorie M. Liu

แม็กซ์ขอเริ่มต้นด้วยการบอกว่า เราเชื่อในรักแรกพบ ถึงแม้จะไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่เชื่อว่ามันมีจริง

โอเคกลับสู่เรื่องของเรากัน นิยายโรแมนซ์เป็นหนังสือแนวที่ใช้มุขเรื่องรักแรกพบบ่อยมาก จนเกือบน่ารำคาญ

แค่เกือบงั้นเหรอ

ใช่แล้ว เพราะว่ารักแรกพบที่เขียนดีดี จะกลายเป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก ในทางกลับกัน การใช้แค่เพียงพบหน้า พระเอกก็รักจนแทบจะลากนางเอกแล้วโดยที่คนแต่งไม่เก่งพอจะทำให้คนอ่านเชื่อ ได้ว่าความรักนั้นจริงแท้แน่นอน ก็จะทำให้หนังสือที่ควรสนุก สลดไปทันตา

และนี่เป็นความเหมือนที่แตกต่างกันของหนังสือสองเรื่องของมาร์เจอรี่ เอ็ม หลิว (นักเขียนที่ไม่แน่ใจว่าเป็นลูกครึ่งจีนอเมริกัน หรือว่าเป็นเอบีซีกันแน่ --- อะไรคือเอบีซี แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่อักษรภาษาอังกฤษสามตัวแรก แต่เป็น American Born Chinese ถ้าคุณอยากเท่ห์ หรือแสดงให้ชาวบ้านรับรู้ว่าคนนี่ ของแท้เมดอินอเมริกา ก็ใช้คำนี้นะคะ)

นอกเรื่องอีกแล้วเรา (แต่มันอยากโชว์นี่) โอเค หนังสือสองเรื่องของมาร์เจอรี่ที่ชื่อว่า "หัวใจสีแดงของหยก" กะเรื่อง "ดวงตาแห่งสวรรค์"

ทั้งสองเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชุดที่สนุกใช้ได้ชุดหนึ่ง เรื่องราวของนักสืบที่มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ที่คอยปกป้องมนุษย์

The Red Heart of Jade เล่าเรื่องของดีน ผู้มีพลังจิตในการมองเห็นทางไกล เขาเห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกสถานที่หนึ่ง สิ่งที่เขาไม่เห็นก็คือ การมีชีวิตอยู่ของผู้หญิงที่เขารักจนหมดหัวใจคนที่เขาคิดว่าตายไปแล้วเมื่อ หลายปีก่อน

มิรี่เองก็เข้าใจว่าดีนตายไปแล้วเช่นกัน ความจริงก็คือทั้งสองต่างตายไปแล้ว และได้รับโอกาสคืนมาเพื่อที่จะทำให้คำสาปยาวนานหลายพันปีกลายเป็นจริง คำสาปที่ทำให้หลายคนเชื่อว่าจะทำลายล้างโลกได้ และทางเดียวที่จะหยุดมันได้ ดีนจะต้องเป็นคนฆ่ามิรี่

เรื่องนี้ตั้งแต่เปิดเรื่อง คนอ่านไม่ต้องลุ้นกับความรักของดีนแม้แต่น้อย พวกเรารับรู้ได้เลยว่าเขารักผู้หญิงคนนี้แค่ไหน และที่สำคัญมาร์เจอรี่ทำให้เราเชื่อในความรักนั้น ความรู้สึกที่บรรยาย การกระทำที่แสดงออก ทุกอย่างนำไปสู้ข้อสรุปเดียว นั่นก็คือความรักที่มีให้กัน ดังนั้นการกระทำทุกอย่างที่ดีนทำเพื่อปกป้อง และเสียสละเพื่อมิรี่ จึงดูน่าเชื่อ และสมจริง

ซึ่งต่างจาก Eye of Heaven ซึ่งเป็นเรื่องราวของบลู ผู้ชายที่มีพลังในการควบคุมกระแสไฟฟ้า กับรักแรกพบของเขา นักแสดงละครสัตว์สาวที่ใช้เวลาว่างแปลงร่างเป็นเสือ เรื่องนี้คนอ่านก็ถูกบอกตั้งแต่ต้นเช่นกันว่าบลูรักไอริสแค่ไหน เขายอมเสียทุกอย่าง เลือกกระทั่งผู้หญิงที่ตนเองรักเหนือกว่าน้องชายของตัวเอง

คีย์เวิร์ดที่สำคัญก็คือ "ถูกบอก" ที่เราใช้ในเรื่อง EOH และคำว่า "รับรู้" ในเรื่อง TRHOJ แม็กซ์เป็นคนดื้อ และสมกับที่เรียนสายวิทยาศาสตร์ นั่นคือไม่ชอบให้ใครมาบอก อย่างรู้ด้วยตัวเองมากกว่า ในเรื่องดวงตาแห่งสวรรค์ เราไม่รับรู้ถึงความรัก เราถูกบอกให้ทราบถึงความรัก และมัน ไม่ น่า เชื่อ เลย

และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้หนังสือเล่มนี้สอบตก แม้ว่าเรื่องราวจะสนุกสนานและตื่นเต้น (อาจจะมากยิ่งกว่าหยกสีแดงเสียอีก) เพราะเราไม่เชื่อว่าบลูจะรักไอริสขนาดนี้ และเมื่อไม่เชื่อก็ทำให้เรื่องหมดสนุก

The Marcelli Princess // Susan Mallery

แม็กซ์บอกไปแล้วว่าอ่านหนังสือจบไปสองเล่ม เล่มแรกก็คือค่าแห่งความรักที่ถือว่าอยู่ในส่วนดี อีกเรื่องก็คือเจ้าหญิงมาเซลี่ หรือ The Marcelli Princess ของซูซาน มัลโลลี

แม็กซ์ชอบชุดพี่น้องตระกูลมาเซลี่ และนี่ก็เป็นเล่มที่ห้าแล้วของชุด เป็นเรื่องของมีอา น้องนุขสุดท้อง แม็กซ์คาดหวังกับเล่มนี้มากด้วยหลายเหตุผล

หนึ่งเพราะปู่งี่เง่าของเธอตายไปแล้วตั้งแต่เล่มสี่ ฉากที่คนแต่งหวังเรียกน้ำตาคนอ่านใน The Marcelli Bride ตอนที่ปู่ตาย แม็กซ์อ่านไปดีใจจนเกือบเต้นระบำ เพราะเกลียดปู่ชั่วคนนี้มาก (ต้องอ่านทั้งชุดแล้วจะซึมซับว่าปู่มันงี่เง่ายังไง เริ่มตั้งแต่บังคับให้หลานสาวแต่งงานตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบกันทุกคน คนที่ดื้อไม่ยอมแต่งก็นั่งด่าว่าว่าขึ้นคาน คนที่แต่งแล้วตอนหลังโดนสามีทิ้งก็ซ้ำเติมว่าไม่มีน้ำยาเอาสามีไม่อยู่ ทำร้ายจิตใจหลานสาวสารพัด ตายไปได้แล้วก็ดี) เล่มนี้ปู่ตัวแสบไม่อยู่ แม็กซ์ก็เลยดีใจนึกว่าจะไม่มีพวกน่ารำคาญนิสัยเสียอยู่ในเรื่องให้รกสายตา อีก แต่ก็คิดผิด

สองเรื่องนี้เป็นแนวพาฝันที่ซูซานเป็นคนที่เขียนเรื่องน้ำเน่าได้ค่อน ข้างดี ไม่มีกลิ่นเหม็นมากจนเกินไป พล็อตเรื่องก็คือ มีอาที่อดีตเคยเป็นสายลับที่ตกหลุมรักโจรปล้นงานศิลปะพบว่าคนรักที่เป็นโจร ของเธอยังมีชีวิต และไม่เพียงแต่มีชีวิตอยู่เท่านั้นเขายังเป็นรัชทายาทแห่งอาณาจักรเล็ก ๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เป็นไงคะ เน่าไหม

พระเอกหรือก็ชื่อถูกใจ ราฟาเอล สำหรับแม็กซ์ที่ตกหลุมรักราฟาเอลที่คนวาดภาพมาดอนน่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน แม้จะสะกดไม่เหมือนกัน แต่อ่านคล้ายกันก็ได้ใจไปกว่าครึ่ง

แต่สุดท้ายแม็กซ์เกลียดเรื่องนี้นะ เพราะความชั่วเกินพิกัดของพระเอก

แม็กซ์ชอบพระเอกที่ติดเลวนิด ๆ เถื่อนหน่อย ๆ ไม่ต้องถึงขั้นตบนางเอกหน้าคว่ำหรอกนะ เพียงแต่เป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ พระเอกอย่างของแอน สจ๊วตที่มีพรสวรรค์ไม่ว่าจะเขียนยังไงก็ไม่ล้ำเส้นของแม็กซ์

แต่ราฟาเอลของซูซาน มัลโลลีนี่ล้ำเส้น ล้ำไปจนขนาดแม็กซ์ที่มีเขตแดนกว้างแล้วนะยังรับไม่ได้

แม็กซ์ไม่ได้พูดถึงความเลวชนิดตบตีทำร้ายนางเอกหรอกนะ เพราะนั่นมันล้ำไปตั้งแต่ยกมือแล้วล่ะ แต่เป็นนิสัยการกระทำที่แสดงออก

ราฟาเอลเป็นเจ้าชายมากจนเกินไป ไม่ใช่ประเภทเจ้าชายจิกมี่ที่อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ยะโสโอหัง และไม่รักนางเอกเอาเสียเลย

พล็อตเรื่องน่าสนใจและเน่าได้ใจเปิดเรื่องเมื่อราฟาเอลกลับมาหามีอา หลังจากพลัดพรากกันไปห้าปี หลังจากที่เขาเล่นละครฉากการตายของตัวเอง และมีอาหนีกลับอเมริกาไปอย่างเจ็บปวดที่รู้ว่าคนรักเสียชีวิต แถมตัวเองยังมีลูกติดท้องไปอีกหนึ่งคน ราฟาเอลกลับมาเพื่อบอกกับมีอาว่า เขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ เขาก็โดนหลอกเช่นกันว่าเธอตายแล้ว ตลอดเวลาเขายังรักเธออยู่เสมอ และเมื่อทราบข่าวว่าเขามีลูกชายตัวน้อย ๆ อายุ 4 ขวบด้วยหนึ่งคน เขาก็ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่

เขารีบขอเธอแต่งงานอย่างรวดเร็ว และแม้มีอาจะสับสนกับความเปลี่ยนแปลงที่คนรักจากโจรกระจอกกลายเป็นเจ้าชาย สูงศักดิ์ ด้วยเวลาเพียงครึ่งเล่มเขาก็ชนะใจเธอได้

สิ่งที่มีอาไม่รู้ แต่คนอ่านรู้ (เพราะคนแต่งบรรยายความรู้สึกของราฟาเอลให้รับทราบ) ก็คือ เขาไม่ได้มีความคิดอย่างที่พูดไปเลย เขาเห็นว่ามีอาเป็นผู้หญิงคนนึงที่เขาอยากได้ และเมื่อได้แล้วก็หมดความสนใจ เขาไม่ตามหาเธอเพราะไม่คิดว่ามีอาคู่ควรกับการแต่งงาน เป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วแล่น และเมื่อเขารู้ว่าผลพวงจากความสัมพันธ์นั้นก่อกำเนิดเด็กน้อยที่เป็นทายาท ราชบัลลังค์ของเขา เขาจึงเสแสร้งเล่นละครมาเพื่อตีสนิทกับมีอา ด้วยจุดประสงค์เพื่อขโมยตัวลูกชายกลับไปประเทศ

ราฟาเอลเป็นผู้ชายชนิดที่ควรเป็นตัวร้ายในหนังสือเล่มอื่น แต่ดันเป็นพระเอก พฤติกรรมแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกแต่งงานกับนางเอกเพื่อวางแผนให้นางเอกพาลูกกลับประเทศ แล้วทำการฮุบตัวลูกชาย (แล้วหย่านางเอกทิ้ง) หรือว่าการทิ้งให้นางเอกเข้าใจผิดมาตลอดห้าปีว่าตัวเองตาย (ในขณะที่ตัวเองมีผู้หญิงคนอื่นไปเรื่อย)

ที่สำคัญชั่วแล้วไม่รู้ตัวว่าชั่วอีกต่างหาก เพราะเมื่อมีอาจับได้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเขาแล้วไล่เขาไป เมื่อมาขอโทษแทนที่จะพูดถึงความผิดของตัวเอง กลับบอกนางเอกว่า "เสียใจที่โดนนางเอกจับ"

นี่นะพระเอก

เข้าใจความมุ่งหมายของคนแต่งนะที่จะเล่าว่า ราฟาเอลแข็งกระด้างเพราะถูกเลี้ยงมาอย่างนั้น แต่เขาแข็งเกินไป แข็งจนเราไม่รู้สึกถึงความเป็นพระเอกที่ซ่อนอยู่ภายใน มันถูกซ่อนมิดชิดจนมองไม่เห็นราศีพระเอก เข้าใจนะว่าคนแต่งจงใจสร้างบุคลิกของราฟาเอลให้ดูเป็นเจ้าชายที่เอาแต่ใจทำ ให้ไม่เข้าใจชีวิตปกติของคนธรรมดา

แต่มันมากเกินไป ล้ำเส้นการยอมรับได้ของแม็กซ์

Full Moon Rising // Keri Arthur

แม็กซ์เห่ออยากอ่านหนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่แรกที่ได้ยินข่าวถึงหนังสือ เรื่อง Full moon rising ของคีรี อาเธอร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วแล้วล่ะ (ส่วนคำถามว่าทำไมแม็กซ์ถึงจำได้ว่าเป็นเรื่องเมษานี่ แม็กซ์ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเมษาแน่รึเปล่า เดาเอาว่าประมาณนั้นแหละ) แต่ด้วยความงก เพราะตอนที่ออกเมื่อปีก่อนเป็นปกแข็ง แล้วแม็กซ์ได้ยินข่าวว่ากำลังจะออกเป็นปกอ่อนในเดือนธันวามคมอยู่แล้ว ก็เลยเกิดอาการงกแทรกแซง ตัดสินใจไม่ซื้อ

ใครจะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มันจะหายากหาเย็นเหลือเกิน ขนาดแม็กซ์สั่งล่วงหน้าไว้หลายเดือน ก็เกิดอาการหนังสือหายตัวระหว่างทางมาไม่ถึงหน้าร้าน จนทำให้แม็กซ์ต้องควักกระเป๋าดังหนึบสั่งซื้อมาจากผู้ค้าส่งอีกเจ้าหนึ่งที่ ชาร์จค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแพงกว่าปกติถึงห้าสิบบาท จึงจะได้หนังสือเล่มนี้มาอยู่ในกำมือน้อย ๆ

คืนพระจันทร์เต็มดวงเป็นหนังสือเล่มแรกที่ดำเนินเรื่องราวโดยไรลี่ย์ เจนสันลูกครึ่งหมาป่าและแวมไพร์ ส่วนผสมที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นไปได้ ซึ่งดูท่าทางแล้วคงเป็นหนังสือชุดยาวที่ไม่มีตอนจบเห็นในระยะสายตา

แม็กซ์เคยพูดถึงหนังสือแนวนี้มาแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าควรจะเรียกชื่อมันว่ายังไงดี จนกระทั่งเพื่อนผู้ทรงภูมิ (ซึ่งแม็กซ์ขอคารวะ) ก็ชี้ทางสว่างให้ แม็กซ์ถึงได้รู้กันว่าแนวนี้ที่กำลังฮิตกันในเมกา เรียกว่า Urban Fantasy

หรือแฟนตาซีในเมือง

แปลแล้วงงเปล่า ถ้าไม่งง แม็กซ์ของงงก่อนแล้วกัน แต่เพื่อความเท่ห์แม็กซ์ของเสแสร้งทำเป็นเข้าใจไปแล้วกัน

ไม่ว่าจะแปลว่ายังไง หนังสือแนว Urban Fantasy จะมีสูตรสำเร็จตายตัว เรื่องราวที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองของนางเอก ที่เป็นหญิงเก่งแกร่งอึด เรื่องราวแนวพารานอมอลแปลกประหลาด ผสมผสานไปกับการสืบสวนคดี

ฟังแล้วคุ้นว่าเหมือนหนังสือของลอเรล เค. แฮมิลตันไปล่ะ

เรื่องพระจันทร์นี่ก็ไม่ต่างออกไป อ่านไปอ่านมาอาจนึกว่าไรลี่ย์คืออนิต้าได้ง่าย เพียงแต่แม็กซ์ชอบไรลี่ย์มากกว่า ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าแม็กซ์คิดว่าพระจันทร์ดีกว่าอนิต้า อนิต้าคือต้นแบบที่ย่อมมีข้อผิดพลาด หนังสือเล่มอื่นชุดอื่นที่เดินตามรอยเท้า ย่อมมีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดได้มากกว่า การนำมาเปรียบเทียบกันย่อมไม่สมควร และแม็กซ์ไม่ขอบังอาจเปรียบเทียบ (เพราะอาจโดนรุมเหยียบได้)

ไรลี่ย์ เจนสันเป็นเลขานุกการในสำนักงานที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลบรรดาสิ่งมีชีวิตผิด ธรรมชาติจำพวกหมาป่า แวมไพร์ และสัตว์ประหลาดอื่นที่เราจะนึกออกกัน เธอไม่ใช่หนึ่งในการ์เดี้ยน หรือก็คือตำรวจที่คอยทำหน้าที่จัดการพวกที่ออกนอกเส้น แต่พี่ชายฝาแฝดของเธอเป็น และเมื่อเขาหายตัวไป ไรลีย์จึงต้องเริ่มสืบหาความจริง ซึ่งช่างโชคดีจริงจริงที่เป็นจังหวะเดียวกับช่วงพระจันทร์เต็มดวง

พระจันทร์เต็มดวงไม่ได้ทำให้บังคับให้หมาป่าต้องกลายร่างเป็นหมาเพียงอย่าง เดียว หากแต่ยังมีผลให้เลือดลมฉีดพุ่ง ชนิดคนอ่านเลือดกำเดากระจายกับฉากเซ็กส์อันหลากหลายระหว่างไรลีย์และคู่รัก ทั้งสามคนของเธอในเรื่องนี้

นางเอกมีคู่รักสามคน สองคนเป็นขาประจำทุกช่วงเวลาพระจันทร์เต็มดวง และอีกหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในเล่มเปิดเรื่อง ควินน์ที่อ่านยังไง้ยังไงก็ทำให้นึกถึงสุดที่รัก Roarke ของเรา ไม่ใช่ว่าเหมือนในด้านประทับใจหรอกนะคะ แต่เป็นด้านที่ทำให้แม็กซ์นึกถึงของก็อปปี้ชนิดไม่มีคุณภาพต่างหาก ควินน์เป็นอภิอภิอภิมหาเศรษฐี ทั้งหล่อทั้งเก่งทั้งเป็นแวมไพร์อายุพันสองร้อยปีที่แสนเร้าใจ แถมยังมีประสบการณ์อกหักมาจากหมาป่าสาว (ตัวอื่น) ทำให้ไม่กล้าวางใจไรลี่ย์ ทั้งที่รู้สึกต้องใจกับเธอเหลือเกิน

มาดพระเอ้กพระเอก คุณว่าไหม

แต่แม็กซ์ไม่ชอบล่ะ คนที่แม็กซ์ชอบมากกว่า แม้ไม่ถึงกับเชียร์ให้เป็นพระเอก เพราะคิดแล้วว่ามันน่าจะมีดีกว่านี้ คนนึงก็ตายตอนจบเล่มแรก ส่วนอีกคนก็มาตายในตอนจบเล่มสอง (ที่แม็กซ์ยังไม่ได้อ่าน แต่แอบเปิดอ่านตอนจบไปเรียบร้อยแล้ว) เห็นได้ชัดว่าแม็กซ์เป็นคนที่ดวงกินตัวละครขนาดไหน

ควินน์เองก็ออกตามหาพี่ชายนางเอกเช่นกันเพราะหวังว่าจะไขความลับที่เขากำลังติดตามหาได้ เมื่อทั้งสองเจอกันประกายไฟก็พรึบพรับ

ปริศนาในเรื่องนี้ยังไม่กระจ่างจบในเล่มนี้หรอกนะคะ ต้องติดตามไปอ่าน "รอยจูบแห่งบาป" อันเป็นเล่มสองในชุดต่อ แต่เล่มนี้ก็น่าสนใจพออยู่แล้วกับการแนะนำให้รู้จักกับตัวละครที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรนพี่ชายนางเอกที่เป็นหมาป่าเกย์กับคู่ขาอดีตหน่วยปฏิบัติการ พิเศษที่เปลี่ยนอาชีพเป็นช่างแต่งหน้า (ทำแอ๊ฟเฟ็คในภาพยนตร์) แจ๊คหัวหน้าองค์กรที่นางเอกทำงานให้ ควินน์ที่กล่าวไปแล้ว ทาลอนและมิสช่าสองหมาป่าคู่ขาประจำของนางเอก

เล่มนี้อาจไม่ดีเท่ากับอนิต้าในเล่มที่ดีที่สุด (ในความคิดของแม็กซ์) กับเรื่องObsidian butterfly แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวนางเอกในหนังสือแนว Urban Fantasy (ที่เขียนจนเกือบจะจบบลอก แม็กซ์ก็ยังไม่รู้ว่ามันจะแปลว่ายังไงดี) ที่น่าสนใจมากกว่าเล่มอื่นหลายช่วงตัว

หากท่านไม่เกรงคาวเลือดที่สาดกระจายในเรื่อง เซ็กส์ที่เปิดกว้าง โลกแห่งจินตนาการที่น่าสนใจ แม็กซ์แนะนำว่าคุณไม่น่าพลาดหนังสือชุดนี้ค่ะ

Enticed // Kathleen Dante

"ล่อลวง" หรือ Enticed ของเคธลีน ดังเต้เป็นภาคต่อของหนังสือแนวอีโรติกโรแมนซ์ที่แม็กซ์ให้ความสนใจอยากอ่าน มากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่แม็กซ์จะหยิบเรื่องนี้มาอ่านก่อน Lover Revealed แต่ก็คงเห็นแล้วว่าแม็กซ์เลือกที่จะเขียนถึง LR ก่อนเล่มนี้ ไม่ใช่เพราะไม่สนุกถึงกับอ่านไม่จบหรอกค่ะ แต่คิดแล้วว่า พูดถึงเรื่องที่สนุกมากกว่าก็คงดีกว่า

Enticed ไม่ถึงกับไม่สนุก แต่เมื่อเทียบกับความคาดหวังแล้ว ถือว่าสอบตก และน่าแปลกที่แม็กซ์เองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายความผิดหวังนี้ได้ยังไง ไม่ใช่เพราะ Entangled ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดจะสนุกโคตรหรอกนะ แต่มันน่าสนใจกว่านี้เยอะ

Enticed ราบเรียบในทุกอย่าง ตัวละคร พล็อตเรื่อง และเซ็กส์ อ่านไม่มีอาการหัวใจเต้นแรงหรืออะไรเลย ทุกอย่างสงบเงียบซึ่งมันไม่ดีเลยสำหรับหนังสือแนวอีโรติกโรแมนซ์

พระเอกของเรื่องนี้คือดิลล่อน (ทำไมช่วงนี้เจอพระเอกชื่อนี้บ่อยจังเลย) ซึ่งเป็นอดีตคู่หูของพระเอกเรื่อง Entangled ที่เมื่อได้พบกับจิตรกรสาวก็ตกหลุม (อะไรสักอย่างที่ไม่แน่ใจว่าเป็นรักหรือเซ็กส์) อย่างจัง จนกระทั่งตามเธอติด

เพราะความพยายามจะทำให้มีพล็อตเรื่องสืบสวนสอบสวน เบาะแสหลายอย่างถูกทิ้งไว้ให้คนอ่านตามสืบ ซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างสูง เพราะคนแต่งไม่โชว์ให้คนอ่านเห็นด้วยซ้ำว่า ตัวละครกำลังจะสืบเรื่องอะไร หรือมันเกิดอะไรขึ้น แค่ภาพระลึกที่นางเอกมองเห็นจากการสัมผัสสิ่งของบางอย่างมันไม่น่าสนใจเลย สักนิด

เรื่องนี้ถือว่าโชคดีมากที่แม็กซ์อารมณ์ไม่ค้าง เพราะเล่มที่อ่านต่อจากเล่มนี้คือ Lover Revealed ซึ่งเป็นหนังสือที่สนุกมากจนลบล้างบรรดาความผิดหวังที่เกิดจากเรื่องนี้ไป ได้

The Art of Seduction // Kathleen O'Neal

ความรู้สึกที่ได้จากการอ่านเรื่องนี้มันผสมกันเหมือนน้ำกับน้ำมัน มันผสมกันยังไงก็ไม่เข้ากันสักที เริ่มแรกก็คงเป็นความรู้สึกอยากอ่าน เพราะพล็อตเรื่องเด็ดมาก

เมื่อเมสันศิลปินตกยากได้รับการตอบปฏิเสธจากคณะกรรมการไม่ให้เธอนำผลงานเข้า ร่วมแสดงในงานเทศกาลศิลปะ เธอก็เหมือนเจอทางตัน เพราะหลังจากให้เวลากว่าห้าปีในปารีส หลังจากเดินทางมาถึงที่นี่จากบ้านเกิดในอเมริกาของเธอ เมสันก็ยังไม่พบกับความสำเร็จที่คาดหวัง และขณะยืนดูแม่น้ำอย่างเหนื่อยหน่าย หญิงสาวอีกคนก็กระโดดลงไปในแม่น้ำเพื่อฆ่าตัวตาย เธอก็รีบกระโดดลงตามไปเพื่อช่วยชีวิตหญิงผู้นั้น และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการหลอกลวงอันยิ่งใหญ่

The Art of Seduction ของแคธเทอลีน โอนีลพูดถึงทฤษฎีที่หลายคนเชื่อ นั่นก็คือ ศิลปินจะไม่ได้รับประโยชน์จากงานของตนเอง เพราะพวกเขาจะต้องตายเสียก่อนที่ผลงานของตัวเองจะดัง และเมื่อเมสันซึ่งถูกน้ำพัดออกห่างไปจากปารีส กลับมาถึงเมืองแห่งนี้ เธอก็พบว่า ตัวเอง หรือตัวตนที่ถูกเข้าใจว่าตายไปแล้วของเธอกลายเป็นศิลปินดัง ที่ผู้คนให้ความสนใจชนิดที่เธอเองไม่เคยได้รับมาก่อนในยามที่ทุกคนเชื่อว่า เธอมีชีวิตอยู่

เมสันเล่นละครเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความโด่งดังนั้น โดยการปลอมตัวเป็นน้องสาวของตนเองเพื่อขายงานที่มูลค่าเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน และเธอก็ได้พบกับริชาร์ด บุรุษหนุ่มผู้ลึกลับคนที่หลงใหลงานศิลปะของเธอ มากยิ่งกว่าตัวเธอเอง

ช่วงเริ่มต้นของเรื่องนี้น่าอ่านและน่าติดตามมาก ดัวยพล็อตเรื่องที่สร้างสรรน่าสนใจ ก่อนจะถึงช่วงอันแสนน่าเบื่อ เมื่อริชาร์ดที่หลงใหลงานศิลปะของเมสันพาตัวเข้ามาสนิทชิดเชื้อกับน้องสาว ของศิลปินที่เขาชื่นชอบ โดยไม่รู้เลยว่าทั้งสองคือคนคนเดียวกัน เรื่องราวช่วงนี้น่าเบื่อมาก จนแม็กซ์กำลังจะเลิกอ่านไปแล้ว เรื่องก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เมื่อเมสันรู้ข่าวว่าแท้จริงแล้วริชาร์ดเป็นนักสืบที่เชี่ยวชาญในการตาม จับอาชญากรรมเกี่ยวกับศิลปะ และการที่เธอปลอมแปลงการตายของตัวเองก็ถือว่าเป็นหนึ่งในอาชญากรรมนั้น ความหวาดระแวงเริ่มแทรกซึมเข้ามาในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ และนี่ทำให้เรื่องราวกลับมาสนุกอีกรอบ

แล้วก็กลับน่าเบื่ออีกเมื่อทั้งคู่ปรับความเข้าใจกันได้ เรื่องราวที่ตามมาก็คือการพร่ำบอกรักอันน่าเบื่อ และแน่ละแม็กซ์ก็กำลังจะเลิกอ่าน ตอนที่มันกลับมาสนุกอีกรอบ

คงพอเข้าใจความรู้สึกของแม็กซ์นะคะ ว่ามันปั่นป่วนแค่ไหนกับหนังสือเรื่องนี้ จะเลิกอ่านก็เลิกไม่ได้ เพราะดันสนุกขึ้นมา แต่ก็สนุกได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง

สุดท้ายก็คงให้คะแนนในระดับปานกลาง เพราะความสนุกมันวิ่งขึ้นวิ่งลงเหมือนคลื่น จุดครึ่งกลางก็เลยอยู่ตรงกลางพอดี

Night of the Huntress // Kathryn Smith

คงต้องยกความดีให้กับคริสตีน ฟีแฮน และเชอริลีน เคนย่อนที่ปลุกกระแสแวมไพร์ในโลกโรแมนซ์ (แม้ว่าสำหรับแม็กซ์ แม็กกี้ เชนยังคงเป็นผู้บุกเบิกที่ทำให้แม็กซ์รู้จักด้านมืดของโรแมนซ์แนวนี้อยู่ค่ะ ) ทำให้นักเขียนหลายคนหลายคนแห่ตามเขียนกันใหญ่ มีทั้งดีและไม่ดี ส่วนใหญ่จะไม่ดีค่ะ เพราะของลอกเลียนแบบนี่ ผลิตยังไงก็คุณภาพไม่เท่าของแท้หรอกนะ

นอกจาก J.R. Ward แล้ว แม็กซ์ไม่คิดว่ามีนักเขียนคนไหนที่สร้างเรื่องราวได้น่าติดตามเท่ากับยามที่ เชอริลีนออกชุดดาร์คฮันเตอร์ออกมาหรอกนะ มีความเห็นหนึ่งที่แม็กซ์ชอบมากและเห็นด้วยอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบ หนังสือสองชุดนี้ และเนื่องจากแม็กซ์ไม่ใช่คนประเภทที่เอาความคิดของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง เพื่อแสดงอวดภูมิให้คนรู้ตัว ข้าน่ะเก่งนะ (แม้ความคิดนั้นจะโพสต์อยู่ตามอินเตอร์เน็ต และมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ถูกจับได้ก็ตาม --- โอเคจะโฆษณาว่าตัวเองเป็นคนดีก็บอกมาเถอะ)

"Just my opinion, but JR Ward's Series makes Sherilyn Kenyon's Dark Hunter's series look like cotton candy. The Black Dagger Brotherhood is a hard core series. It is gritty and hard in a way that Sherilyn has not been able to achieve. Both are great series, just for different reasons" ความเห็นของคุณ kkiker แม็กซ์เก็บความได้มาจาก Romantic Time Board ค่ะ

แม็กซ์ว่าเป็นการให้ความแตกต่างระหว่างชุดบราเธอร์ฮู้ด กะดาร์คฮันเตอร์ได้ดีมาก

พักเรื่องนี้ไปก่อนแล้วกัน อันที่จริงวันนี้ตั้งใจจะพูดถึงหนังสือชุดแวมไพร์อีกชุดนึงค่ะ ชื่อคล้ายกับของเจอาร์ วาร์ด แต่คราวนี้เป็นชุด Brothorhood of Blood ของเคธลีน สมิท

เคธลีน สมิทเป็นนักเขียนแนวย้อนยุคที่ใช้ได้ ไม่ดี ไม่เลว อ่านได้ และแล้วเคธลีนก็หลงไปกะกระแสแวมไพร์ครองโลกโรแมนซ์ หันมาเขียนบ้าง แล้วคุณจะได้อะไรล่ะ จากนักเขียนแนวย้อนยุคที่ไม่ได้เขียนดีอะไร แม้ไม่เลวร้าย แต่ก็ไม่ถึงกับน่าจดจำ

คุณก็จะได้นิยายแวมไพร์โรแมนซ์ที่แม้ไม่เลวร้ายแต่ก็ไม่ถึงกับน่าจดจำ เรื่องราวของบิช็อบหนึ่งในหกนักรบยุคกลางที่ได้ดื่มน้ำจากจอกแห่งเลือดของลิ ลิธทำให้กลายเป็นแวมไพร์สายพันธุ์บริสุทธิ์ และตามสไตล์แวมไพร์โรแมนซ์พระเอกก็ต้องทนทุกข์กันสักหน่อย แต่เล่มนี้ดีหน่อยตรงที่บิช็อบยอมรับตัวตนของเขาได้

ส่วนนางเอกเราถือว่าโอเคนะคะ เป็นนักล่าแวมไพร์ที่ทำงานจริงจัง ไม่ได้เป็นแล้วดูเท่ห์อย่างเดียวเหมือนหนังสือบางเล่ม เรียกว่ามีผลงานเข้าตาคนอ่านทีเดียว ฝีมือใช้ได้ เรื่องนี้นางเอกจับพระเอกเป็นตัวประกันเพื่อหวังให้พระเอกยอมเปิดเผยที่อยู่ ของเพื่อนร่วมอาชีพ (แวมไพร์) แต่แล้วกลับกลายเป็นว่าทั้งคู่โดนตามล่าจากกลุ่มอำนาจมืดลึกลับ องค์กรที่หวังจะครอบครองจอกแห่งเลือดเพื่อเป็นหนทางไปสู่การครองโลก หนังสือเรื่องนี้ออกแนวแอ็คชั่นใช้ได้ค่ะ

สุดท้าย อย่าเข้าใจผิดนะคะ หนังสือ "ค่ำคืนแห่งนักล่า" หรือ Night of the huntress นี่ไม่ถึงกับไม่สนุก เพียงแต่ก็ไม่ถึงกับสนุก (งงป่ะ) เรื่องราวที่อ่านเพลิน ๆ วันเดียวจบขณะรออาหารงานเลี้ยงโต๊ะจีนออก ไม่สนุกจนถึงกับอยากเอากลับมานอนอ่านคนเดียวบนเตียง ไม่แย่ถึงขั้นอยากเอาไปปาฝาผนัง

Atlantis Rising // Alyssa Day

ตำนานแอตแลนติสเป็นเรื่องราวที่แม็กซ์ชอบและสนใจหาข้อมูลเป็นอย่างมาก ทวีปที่มีเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าเหนือล้ำอารยธรรมใดในโลกในเวลาเดียวกัน แอตแลนติสเป็นตัวอย่างที่ใช้สอนมนุษย์ในเกรงกลัวในความโลภ เพราะแอตแลนติสถูกเล่าขานว่าจมลงสู่พื้นมหาสมุทราเพราะศีลธรรมของคนเสื่อมลง จนพระเจ้าลงโทษให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนทวีปอันยิ่งใหญ่แห่งนี้สูญหายไปตลอดกาล

ไม่มีใครรู้ว่าแอตแลนติสมีจริงหรือไม่ แต่ดินแดนในฝันที่พลาโตเขียนถึงเป็นเรื่องราวที่นักเขียนหลายคนเอามาถักทอ เป็นเรื่องราวมากมาย แม็กซ์ยังแปลกใจอยู่ว่าทำไมโรแมนซ์ถึงไม่เอาดินแดนแห่งนี้ไปเป็นเบื้องหลัง ในการแต่งเรื่องเท่าใดนัก ส่วนใหญ่มักจะให้เป็นเพียงการอ้างถึงในการบอกเล่าที่มาของตัวละครบางตัว (อย่างแอชในดาร์คฮันเตอร์ หรือเหล่าแวมไพร์ฮาเฮของลินเซย์ แซนด์

แต่แล้วปีนี้นักเขียนสองคนต่างกรรมต่างเวลาเขียนเรื่องราวของผู้คนที่อาศัย อยู่ในดินแดนแอตแลนติสออกมา นั่นก็คือ Touch of darkness ของแคทเธอลีน สแปงเกอร์ซึ่งแม็กซ์ยังไม่ได้อ่าน และการเล่มนี้ที่มีชื่อชุดว่า The Warrior of Poseidon: Atlantis Rising

หนังสืออีกชุดนึงที่เดินตามรอยเท้าสูตรหนังสือแนว Paranormal นั่นก็คือเปิดตัวตัวละครผู้ชายชนิดเห็นแล้วน้ำลายหก ทั้งเท่ห์ ลึกลับน่าค้นหา ในขณะเดียวกันก็มีอดีตอันแสนทรมาน ความต่างก็คือนักรบเหล่านี้ไม่ใช่แวมไพร์ แต่เป็นอีกเผ่าพันธุ์นึงที่อาศัยอยู่ในทวีปแอตแลนติสซึ่งแม้จะจมหายไปจากสาย ตาชาวโลกก็ยังคงดำรงอยู่ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเทพโพไซดอน แต่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาโลกให้สงบปลอดภัย

เหตุผลแรกที่แม็กซ์ไม่ประทับใจหนังสือชุดนี้นักก็คือ คนแต่งไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้คนในแอตแลนติสนี้เลย แม็กซ์รู้จากคำพูดว่าบรรดานักรบแห่งโพไซดอนเหล่านี้มีอายุยืนนาน แต่ไม่รู้แน่ชัดว่ามีความเป็นอมตะ หรือแค่ช่วงชีวิตยาวเท่านั้น ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องราวการล่มสลายของแอตแลนติสมากพอจะทำให้เข้าใจสังคมที่ ดำรงอยู่ต่อมา ไม่รู้กระทั่งว่านางเอกเมื่อร่วมชีวิตกะพระเอกแล้ว จะมีชีวิตยืนยาวเช่นเดียวกันหรือไม่

เข้าใจว่าอลิสา เดย์คงต้องการเก็บประเด็นดังกล่าวไว้ใช้ในเล่มต่อไปในชุด แต่การที่ไม่อธิบายอะไรเลย ทำให้แม็กซ์รู้สึกเหมือนโผล่เข้าไปดูหนังตอนกลางเรื่อง ไม่รู้ว่ามันคืออะไร หรือเข้าใจเหตุผลอะไรเลย

และเหมือนสูตรหนังสือแนวพารานอมอล ชุดนี้ก็มีตัวละครชนิดที่เปิดตัวมาให้คนอ่านถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ ตัวละครที่ดูลึกลับ น่าสนใจ ที่คนแต่งไม่มีโครงการจะเขียนเรื่องราวของเขาเสียที ในดาร์คฮันเตอร์มีแอช ในฮันเตอร์มี มาลาไค ในบรีดมี โจนัส และในนักรบแห่งโพไซดอนมี อลาริค ผู้ทำหน้าที่เป็นพระผู้สื่อสารระหว่างเหล่านักรบกับเทพเจ้าโพไซดอน

เมื่อเปิดเรื่อง คอนลอนเจ้าชายแห่งแอตแลนติสถูกแวมไพร์ผู้ชั่วร้ายปล่อยตัวมา (ทำไมถึงปล่อยแม็กซ์อ่านจนจบเรื่องก็ไม่เก็ต) เมื่อซบซานมาถึงอาณาจักรใต้น้ำของตนก็พอว่าตรีศูล (เรียกชื่อถูกไหมเนี่ย) ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเทพโพไซดอนถูกขโมยไป เขาจึงรวมรวบเหล่านักรบประจำกายขึ้นมายังพื้นน้ำเพื่อตามหา ทำให้เขาพบกับไรลี่ย์ (ที่มีน้องสาวชื่อควินน์ ไม่เข้าใจว่าทำไมคนแต่งชอบตั้งชื่อผู้ชาย ให้ตัวละครผู้หญิง บางทีอ่านไปนึกว่ากำลังอ่านเรื่องเกย์อยู่นะเนี่ย) และพบว่ามนุษย์ผู้หญิงผู้นี้เป็นผู้มีความสามารถในการส่งโทรจิต ซึ่งเป็นความสามารถที่สูญหายไปกว่าพันปีแล้ว (นี่ก็เป็นอีกจุดที่อานแล้วไม่เชื่อ ก็แหมอ่านพารานอมอลมาตั้งเยอะ แต่ละเรื่องนางเอกก็ส่งโทรจิตได้เยอะแยะ เลยไม่รู้ว่ามันจะพิเศษตรงไหน)

และการที่เธออ่านจิตใจของเขาได้ รวมทั้งสามารถรับรู้ความสึกของเขาได้ ทำให้ไรลี่ย์ต้องเข้าไปพัวพันกับกลุ่มนักรบเหล่านี้อย่างไม่อ่านเลี่ยงได้ เรื่องราวที่เหลือก็เป็นการตามหาตรีศูล (trident) ซึ่งทำให้พวกเขาได้พบกับควินน์ น้องสาวนางเอก หรือว่าที่นางเอกของอลาริค เปิดตัวออกมาให้คนอ่านเกิดความรู้อยากอ่านสักหน่อย (แล้วก็ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่มีโครงการจะเขียนเรื่องของควินน์กะอลาริค จะเขียนเรื่องของตัวอื่นก่อน --- รู้สึกคุ้นไหมเนี่ย มุขนี้ เหมือนนักเขียนคนไหนเอ่ย)

การปูเรื่องที่ไม่ละเอียดพอนำความงุนงงมาสู่แม็กซ์ ทำให้บั่นทอนความสนุกในการอ่านเรื่อง เพราะไม่รู้ว่ามีที่มาที่ไปยังไง แถมคนตายในเรื่องก็ฟื้นกันง่ายเสียจนไม่รู้สึกว่าต้องลุ้น ตายแล้วก็ทำให้ฟื้นได้ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเทพโพไซดอน ง่ายไปหน่อยไหมเนี่ย

สรุปสรุป เล่มแรกของชุดนี้เป็นการเปิดตัวที่ไม่น่าประทับใจค่ะ เพราะการอธิบายความเป็นไปของโลกที่เรื่องราวเกิดขึ้นไม่ดีพอ ไม่มีความชัดเจน หรือบอกถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในเรื่อง แต่ (ตัวโตโตเลย)

แม็กซ์จะให้โอกาสอีกสักครั้งนะคะ เพราะชอบแนวคิดกับการเอาทวีปแอตแลนติสมาเล่น อีกอย่างอลิสัน เดย์ก็เพิ่งเขียนแนวพารานอมอลนี้เป็นเรื่องแรก (แม้จะเคยเขียนแนวอื่นในนามปากกาอื่นมาก่อน) ถือว่าเข้าหลักสามเล่มออกของแม็กซ์อยู่ แต่ถ้า Atlantis Awakening ยังเหมือนเล่มนี้ เห็นทีคงต้องหันไปซบอกหนุ่มแอตแลนติสของนักเขียนคนอื่นแล้วค่ะ