Showing posts with label RT 2008. Show all posts
Showing posts with label RT 2008. Show all posts

Saturday, January 31, 2009

เดินทางตามความฝัน

แม็กซ์คิดว่าตัวเองโชคดีนะคะที่ได้ทำตามความฝันที่ตัวเองต้องการมาตลอด การเดินทางไปร่วมงาน RT Convention ไม่ใช่ความฝันอันแรกและอันเดียวที่แม็กซ์บรรลุ แม็กซ์ฝันมามาก และดิ้นรนไว้เยอะในการไปให้ถึง แต่ทริปการเดินทางไปอเมริกาครั้งนี้ ก็เป็นความฝันอีกอันที่แม็กซ์ไปถึง... ในที่สุด

ระยะเวลาทั้งหมดของทริปการเดินทางก็คือ 12 วัน 13 คืนในประเทศสหรัฐอเมริกา กับการท่องเที่ยวในสองเมืองคือพิสต์เบิร์ค และลอสแองเจลิส และรวมทั้งการเข้าร่วมงานหนังสือคนรักโรแมนซ์ที่จัดโดยนิตยสารโรแมนติค ไทม์ (ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น RT Bookclub ไปแล้ว)

แม็กซ์ก็เลยขออนุญาตใช้บลอกของตัวเองเป็นที่บันทึกการเดินทางครั้งนี้แล้วกันนะคะ

กรุงเทพ - ไทเป - แอลเอ (11 - 14 เมษายน 2551)

แม็กซ์แบกกระเป๋าเดินทางไปหนึ่งใบที่ข้างในใส่กระเป๋าไว้อีกใบนึง เพราะคาดว่าคงต้องแบกของกลับมาจากเมกาเยอะกว่าขาไปมาก กะเป้สุดที่รักอีกหนึ่งใบ น้ำหนักรวมทั้งหมดสิบกิโล ของที่เอาไว้ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า แล้วก็ของฝากให้เพื่อนที่อยู่ทางโน้น

เครื่องบินออกจากเมืองไทยเวลาประมาณเก้าโมงเช้า แม็กซ์ต้องไปต่อเครื่องที่กรุงไทเป ไต้หวัน ก็อย่างที่บลอกก่อนหน้าพูดไว้ บนเครื่องที่ใช้เวลาเดินทางสามชั่วโมงกว่า แม็กซ์ได้พบกับหนุ่มน้อย ที่น้อยจริง ๆ อายุประมาณ 15 - 16 ปี ที่กำลังจะเดินทางไปญี่ปุ่น (ซึ่งต้องไปต่อเครื่องที่ไทเปเหมือนกัน) เราพูดคุยกันสนุกมากตลอดทาง ทำให้แม็กซ์ไม่หลับ (เพราะแม็กซ์เป็นคนที่หลับง่ายมากเวลาขึ้นเครื่อง) ไปจนถึงไทเป

การเดินทางขาไปไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหรหรอกนะคะ นอกจากแม็กซ์ง่วงมากตอนรอขึ้นเครื่องไปแอลเอ ก็เลยเผลอหลับไป กว่าจะได้ขึ้นเครื่องไปแอลเอก็สี่โมงเย็น (เวลาไต้หวัน) แล้ว ที่น่าสนใจก็คือ คนที่ร่วมเดินทางไปแอลเอด้วยเนี่ยเหมือนชมรมผู้สูงอายุเลย เพราะเชื่อไหมว่า มีรถเข็นส่งผู้สูงอายุขึ้นเครื่องไม่ต่ำกว่า 30 คัน นี่ไม่รวมผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรงพอจะเดินขึ้นเครื่องได้เองอีกนะ

การเดินทางต่อมาอีกสิบสองชั่วโมงกว่าราบเรียบ แม็กซ์ไม่มีอะไรจะเล่าค่ะ นอกจากบอกว่านอนหลับตลอดทาง จะตื่นก็เฉพาะตอนเขาเสิร์ฟอาหารเท่านั้นแหละ (ยังไงก็ต้องตื่นมากินค่ะ จะได้คุ้ม)

และนี่คือภาพจากบนเครื่องบิน ภาพแรกของแอลเอ

แม็กซ์ไม่ใช่นักเดินทางที่รักความสบาย (แปลว่าไม่มีเงินมากพอจะซื้อความสบายให้ตัวเองได้) ดังนั้นแม็กซ์จึงไม่เรียกแท็คซี่จากสนามบินให้ไปส่งที่บ้านพัก แม็กซ์เลือกที่จะขึ้น FlyAway Bus ซึ่งเป็นรถสาธารณะที่สะดวกนะ แต่ราคาถูก แค่สี่เหรียญ (เทียบกับ 20 เหรียญหากเรียกแท็คซี่) ให้ไปส่งที่สถานีรถไฟใต้ดิน Union Station จากนั้นก็ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินราคา 1.25 เหรียญไปยังสถานี Hollywood/Highland ซึ่งอยู่ใกล้ที่พัก แล้วก็ทำการลาก ดึง และจูงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ผ่านย่านฮอลีวู้ดไปยังที่พัก ที่มีหน้าตาอย่างนี้

ซึ่งถือว่าดีมากนะสำหรับแม็กซ์ ในราคาคืนละ 25 เหรียญ มีทั้งครัวสำหรับทำอาหาร ห้องพักรวมที่นอนได้สี่คน แต่ช่วงที่แม็กซ์พักมีคนอยู่กันแค่สองคน ก็เลยถือว่าอยู่กันอย่างสบายไม่แออัด

ห้องพักไม่มีแอร์หรอกนะคะ แต่ตอนกลางคืนก็อาการเย็นสบายมาก ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

ค่าใช้จ่ายในแอลเอของแม็กซ์มีไม่เยอะนัก เพราะว่าซื้ออาหารมาทำกินเอง รวมทั้งเตรียมห่อเป็นอาหารกลางวันออกไปกินข้างนอกด้วย ทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องกินน้อยมาก จะมีเสียเยอะก็ตรงที่ไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์นี่แหละ เพราะแค่ค่าบัตรผ่านประตูเข้าไปก็หกสิบกว่าเหรียญแล้ว

แม็กซ์คิดว่าคนส่วนใหญ่คงอยากฟังเรื่องราวของการไปงาน RT มากกว่านะ ดังนั้นก็เลยจะขอข้ามเรื่องชีวิตในแอลเอไปก่อนแล้วกัน อันที่จริงมีอะไรสนุกและอยากเล่าให้ฟังนะคะ แต่เป็นวันหลังแล้วกัน

แอลเอ - ดีทรอยต์ - พิสต์เบิร์ค (15 - 20 เมษายน 2551)

การเดินทางไปพิสต์เบิร์คเริ่มต้นอย่างฮามาก เมื่อแม็กซ์ซึ่งโดนพิษอาการร้อนสุดสุดของแอลเอ (ไม่ใช่กรุงเทพแห่งเดียวที่ร้อนหรอกนะคะ) จนเลือดกำเดาไหล แล้วดันพกทิชชู่เปื้อนเลือดติดกระเป๋ากางเกงไปด้วย ถูกขอโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินให้ล้วงข้าวของทุกอย่างออก จากระเป๋าให้หมดเพื่อเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ ก็ถึงคราวแตกตื่นกันเมื่อทิชชู่เปื้อนเลือดปรากฎการออกมา แต่ก็ไม่มีเรื่องอะไรมากหรอกนะคะ เพราะหลังจากฟังคำอธิบาย กับดูท่าทางกระเหรี่ยงของแท้ของแม็กซ์แล้ว เขาก็ปล่อยให้ผ่านไปได้

แล้วก็มาถึงปัญหาของจริง เครื่องบินที่จะส่งแม็กซ์จากแอลเอไปดีทรอยต์ เพื่อต่อเครื่องไปพิสต์เบิร์คต่อดันมีปัญหาเครื่องเสีย จนต้องดีเลย์ ดีเลย์ และดีเลย์ ปัญหาคือ เกือบทุกคนบนเครื่องต้องไปต่อเครื่องที่ดีทรอยต์เพื่อไปที่ไหนสักแห่งทั้ง นั้น อาการโวยวาย ตะโกนด่าจึงเริ่มเกิดขึ้น และแน่ละ เมื่อมีการตะโกนด่า ก็ย่อมแน่ใจได้ว่า แม็กซ์ต้องเป็นหนึ่งในนั้น

ผลก็คือ แม็กซ์ได้คูปองแลกแทนเงินสดเพื่อใช้ในการซื้อของบนเครื่องบิน และบัตรกำนัลอีกสองสามอย่างมา และที่ดีไปกว่านั้น แม็กซ์วิ่งเร็วค่ะ ทำให้แม็กซ์แม้จะช้าไปสามชั่วโมงก็ยังทันขึ้นเครื่องต่อจากดีทรอยต์ไป พิสต์เบิร์ค

ดังนั้นในเวลาเก้านาฬิกาเช้า แม็กซ์จึงไปปรากฎกายที่เมืองพิสต์เบิร์ค สถานที่จัดงาน RT เมืองที่แม็กซ์บอกได้เลยว่ายังไม่พร้อมกับการชุมนุมกันของแฟนพันธุ์แท้โร แมนซ์

อากาศในพิสต์เบิร์คแตกต่างจากแอลเอชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า ขณะที่แม็กซ์ต้องเผชิญหน้ากับวันที่อากาศร้อนที่สุดในแอลเอ แม็กซ์ก็มาเจอกับฤดูร้องสไตล์พิสต์เบิร์ค ซึ่งนั่นก็คือ 6 องศาเซลเซียส คงไม่ต้องบอกว่าแม็กซ์แปลงร่างเป็นมนุษย์เอสกิโมได้รวดเร็วเพียงใดนะคะ

โรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงานคือโรงแรมใหญ่และดังที่ชื่อคุ้นหูกันว่า ฮิลตัน แต่ขอบอกได้เลยว่าฮิลตันแห่งนี้คงเป็นลูกของที่พ่อแม่ไม่รักเป็นแน่ เพราะมันเป็นฮิลตันชนิดที่คุณไม่คิดว่าจะได้เจอไม่ว่าในชีวิตนี้ หรือชีวิตไหน

แม็กซ์ไม่ค่อยมีประสบการณ์กับการพักโรงแรมราคาแพงหรอกนะคะ แต่กระนั้นแม็กซ์ก็รู้ดีว่าฮิลตันที่พักเนี่ย มันไม่ได้ดีไปกว่าโฮสเต็ลที่แม็กซ์พักในแอลเอเลยสักนิด การก่อสร้างเพื่อปรับปรุงสถานที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย เศษผง เศษฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ลิฟท์ที่ไม่พอกับจำนวนคนมาพัก ห้องอาหารที่ไม่พร้อมรับแขกที่อยู่

อันที่จริงไม่มีอะไรในพิสต์เบิร์คเลยที่พร้อมกับการมาของงาน RT

และนั่นหมายถึง RT เองด้วยค่ะ

งานหนังสือโรแมนซ์

ขอแยกหัวข้อมาเป็นอีกบลอกนึงเลยนะคะ เพราะแม้งานนี้จะเป็นเหตุผลทำให้แม็กซ์ตัดสินใจไปเที่ยวเมกาครั้งนี้ แต่มันก็ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าหรือไม่ (ความคุ้มค่าสำหรับแม็กซ์มันเกินพอไปตั้งแต่วันที่แม็กซ์เข้าไปใน LACMA ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ของเมืองแอลเอแล้วล่ะค่ะ แต่นั่นเป็นเรื่องเล่าสำหรับวันอื่น)

แม็กซ์มาร่วมงานนี้โดยมีเพื่อนมาด้วยอีกสองคน คนนึงลงทะเบียนร่วมงานนี้เช่นเดียวกับแม็กซ์ แต่ในฐานะของเจ้าของร้านหนังสือ แม็กซ์มาในฐานะนักอ่าน ส่วนเพื่อนอีกคนเป็น companion นั่นคือไม่เข้าร่วมการสัมนา แต่ร่วมงานเลี้ยงตอนกลางคืน เราสามคนต่างคนต่างเดินทางมากัน แม็กซ์เป็นคนแรกที่มาถึง และพบว่า ห้องพักของแม็กซ์ยังไม่เรียบร้อย ยังไม่พร้อมให้แม็กซ์เข้าพัก

โอเค แม็กซ์ก็เลยไปเดินเที่ยวในเมืองพิสต์เบิร์ค (ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องเล่าของมันเองอีกเช่นกัน) หลังจากเดินอยู่หลายชั่วโมง กลับมาก็ยังได้ยินคำตอบเดิมว่า ห้องพักยังไม่พร้อม คราวนี้ก็เลยมีการแสดงงิ้วจากเมืองไทยให้ฝรั่งดู ผลก็คือ แม็กซ์ได้เข้าไปพักในห้องพัก ที่แม้ทางเดินภายนอกจะยังระเกะระกะไปด้วยสายไฟ ภายในห้องก็ถือว่า อยู่ได้คร้าบ

หมดเรื่องโรงแรมแล้วก็มาถึงตัวงาน RT เอง

ถ้าถามแม็กซ์ว่า ไปงานนี้มาแล้ว ปีหน้าคิดอยากจะไปอีกไหม คำตอบของแม็กซ์ก็คงเป็นว่า "ถ้าแม็กซ์ไปในฐานะของนักอ่านอีกครั้ง แม็กซ์คงไม่ไป"

เพราะอะไรน่ะหรือ

ตามความเห็นของแม็กซ์ ขอย้ำว่าเป็นความเห็นของแม็กซ์ คนที่ไปร่วมงานนี้เสียเงินเท่ากัน แต่ได้ในสิ่งที่ไม่เท่ากัน และนักอ่านคือกลุ่มที่ถูกละเมิดมากที่สุด นักอ่านถูกปล่อยให้ต่อสู้ดิ้นรนในการแย่งหาโต๊ะอาหาร แย่งหนังสือที่แจก แย่งทุกอย่างกันเอง ในขณะที่คนอีกกลุ่มได้รับของเหล่านั้นฟรี ชนิดที่ประเคนให้กัน

แต่แม็กซ์ไม่เสียใจนะที่ไป เพราะมันเป็นประสบการณ์ที่คุณไม่สามารถรับฟังการเล่าจากใครอื่นได้ คุณต้องเห็น และได้ยินด้วยตัวเอง และการได้พบกับนักเขียนที่คุณชื่นชอบ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรเทียบได้

และสิ่งที่แม็กซ์ประทับใจที่สุดในงานนี้ก็คือ การได้เจอกันนักเขียน ซึ่งแม็กซ์บอกได้เลยนะว่าเป็นกันเองกันคนอ่านมาก นักเขียนหลายคนที่ดังมาก ๆ ไม่มีอาการถือตัว เล่นตัว หรือทำอะไรกับตัวเลย

งานนี้จัดทั้งหมด 5 วัน โดยตอนกลางวันจะเป็นเวิร์คช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้พูดคุย กัยนักเขียนในบรรยากาศที่คล้ายกับห้องเรียน เราสามารถถามนักเขียนในสิ่งที่เราอยากรู้ ส่วนตอนกลางคืนก็เป็นงานปาร์ตี้แฟนซีที่แต่ละคนแต่งตัวกันสุดสุด

แม็กซ์ชอบเวิร์คช็อปที่เข้าไปฟัง แต่บอกตามตรงนะคะว่า นักเขียนไม่ได้มีการเตรียมตัวในการพรีเซ้นต์งานเท่าไหร ส่วนมากจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่เข้าไปฟังถามคำถามกันมากกว่า

เวลาส่วนใหญ่ในงานนี้ของแม็กซ์ก็คือการตามล่านักเขียนเพื่อขอลายเซ็นต์ ซึ่งอันนี้เป็นเป้าประสงค์ใหญ่ที่สุดเลยล่ะ และก็ขอรายงานด้วยความภาคภูมิใจว่า นอกจากนักเขียนในเป้าหมายสองสามคน แม็กซ์ได้ลายเซ็นต์มาครบค่ะ

มาดูบรรยากาศทั่ว ๆ ไปกัน ผ่านรูปนะคะ

เป็นรูปของบรรดานายแบบภาพปกของสนพ.อีลอร่าส เคฟ ที่มารับจ้างถ่ายภาพเพื่อหาเงินสนับสนุนการกุศล ผู้หญิงตรงกลางนี่ บอกตามตรงว่าแม็กซ์ไม่รู้ว่าคือใครหรอกค่ะ พอดีเห็นเค้าถ่ายกันอยู่ ก็เลยไปถ่ายบ้าง กะจะเอามาให้ดูกัน

ข่าวลือ (ที่น่าจะจริง เพราะได้ยินมาจากปากของเพื่อนคนที่ประสบเหตุกับตัว) มีหนึ่งในนายแบบเหล่านี้ปิ๊งนักเขียนสาวสวยมาก (ยืนยันว่าสวยจริง) ถึงขนาดตามสาวเจ้าไปยังห้องพัก ซึ่งสร้างความแตกตื่นอย่างรุนแรงให้เธอ (เธอแต่งงานแล้ว และรักสามีมาก) จนเกิดเหตุการณ์ตบแต่ไม่จูบกันขึ้น ข่าวล่ามาเร็วก็คือบรรดานายแบบเหล่านี้ถูกส่งตัวกลับบ้านในวันศุกร์ ทั้งที่งานมีจนถึงวันอาทิตย์

พูดถึงบรรดานายแบบภาพปกแล้ว แม็กซ์ก็สงสารพวกนี้นะ เพราะเหมือนกับผู้หญิงที่ถูกกระทำเป็นวัตถุทางเพศในงานอื่น งานนี้ผู้ชายก็ถูกกระทำเช่นกัน สำหรับงานที่มีผู้ร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง บรรดาหนุ่ม ๆ หน้าตาดี หุ่นล่ำบึกก็กลายเป็นวัถตุทางเพศ ให้จับ ขย้ำ และทำอะไรหลายอย่าง แม็กซ์เองก็พูดกะเพื่อน (อย่างเบา ๆ) ถึงความไม่เห็นด้วยในพฤติกรรมนี้

จนกระทั่งหนุ่มคนนี้ที่ทำให้อดใจไม่อยู่จริง ๆ แม็กซ์แอบปิ๊งและคิดในใจตั้งแต่แรกเห็นในล็อบบี้แล้วล่ะว่า ผู้ชายคนนี้โคตรจะโดนใจเลย หล่อใจสั่น มือสั่น แล้วโอกาสก็อำนวยในงานเลี้ยงตอนกลางคืนของคืนนึง ที่แม็กซ์สบโอกาสเห็นเขาอยู่ตามลำพัง ก็เกิดอาการควบคุมตัวเองไม่อยู่ (น้ำลายมันหกแล้ว) รีบตรงเข้าไปขอถ่ายรูปด้วย

อันนี้เป็นรูปจากเว็บไซด์ของเขานะคะ รูปที่แม็กซ์ถ่ายคู่กะเค้านี่มันออกอากาศไม่ค่อยจะได้น่ะค่ะ เขาชื่อ คริส วินเตอร์ เป็นหนึ่งในผู้เข้าประกวดมิสเตอร์โรแมนซ์ ซึ่งเป็นการประกวดชายงามซึ่งผู้ชนะจะได้เป็นนายแบบภาพปกหนังสือโรแมนซ์ของสน พ.ดอร์เชสเตอร์ ในบรรดาเก้าหนุ่มที่เข้าประกวด ก็มีคุณคริสนี่แหละที่เตะตา

ไม่อยากจะบอกว่าเขากอดแม็กซ์ด้วย กรี๊ด ๆๆๆๆ

และแน่นอนว่าสายตาของแม็กซ์ย่อมแหลมคม ก็เพราะคริสนี่แหละคือผู้ชนะในการประกวดมิสเตอร์โรแมนซ์

แต่ก็มีข่าวลือมาอีกว่า หลังจากชนะเขาก็โดนทำร้ายโดนคนเข้าประกวดอีกคนที่ทราบต่อมาภายหลังว่ามีประวัติมีปัญหาทางจิต

อันนี้เป็นภาพถ่ายของหนึ่งในโต๊ะของแจกฟรีที่บรรดานักเขียนเอามาทิ้งไว้ให้ ผู้เข้าร่วมงานหยิบกันตามสบาย ซึ่งแม็กซ์ก็หยิบมาเยอะเสียด้วยค่ะ ถ้าใครอยากได้อะไรของนักเขียนคนไหนเป็นพิเศษก็บอกกันได้นะคะ

โต๊ะไว้ของอย่างนี้มีเป็นสิบโต๊ะ ของแจกก็แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สุดอย่างที่คั่นหนังสือ ภาพปก ไปจนถึงปากกา สติกเกอร์ ช็อคโคแล็ค หมากฝรั่ง ที่ติดตู้เย็น หรือกระทั่งถุงยางอนามัย แต่แม็กซ์ไม่ได้เอาถุงยางกลับมาด้วยหรอกนะ (แม่รู้เข้า ฆ่าตายแน่)

แล้วก็มาถึงงานเลี้ยงตอนกลางคืน แต่ละชุดที่แต่งกัน แม็กซ์อยากให้คุณมาเห็นยิ่งนัก ไม่สามารถถ่ายมาให้ดูกันได้หมดค่ะ คนที่กล้า เธอก็ช่างกล้า แม็กซ์เลือกถ่ายมาเฉพาะคนที่แม็กซ์เห็นว่าแต่งแล้วสวยดีนะคะ พวกแต่งแล้วดูประหลาด ก็ปล่อยเขาไปเถอะ

งานเลี้ยงตอนกลางคืนมีสี่งานใหญ่ ๆ คืนแรกเจ้าภาพคือ สนพ.อีลอร่าส เคฟ ธีมของงานคือ ฮอลีวู้ดในยุค 50 ชุดที่แม็กซ์เห็นแล้วปิ๊งที่สุดก็เป็นสาวเจ้าคนนี้ค่ะ เธอเป็นนักอ่านอีกคนนึงที่มาเข้าร่วมงาน

งานนี้ตามความรู้สึกก็ขอบอกว่าเป็นงานเพื่อการประชาสัมพันธ์ของสนพ.อีลอร่า สเขา ซึ่งก็โอเคนะ เมื่อคิดว่าเขาเลี้ยงเหล้าให้แขก งานออกจะน่าเบื่อเล็กน้อย เมื่อพิธีกรบนเวทีซึ่งเป็นคนของสนพ.เอง จำชื่อนายแบบและนักเขียนของตัวเองที่มาร่วมงานไม่ได้ แล้วยังการแนะนำตัวนักเขียนของสนพ.เกือบร้อยคน หรือร้อยกว่าคนนี่แหละ ลองคิดดูว่ามันยาวนานแค่ไหน

งานดำเนินไปพร้อมกับการเต้นของหนุ่มนายแบบหน้าปกของสนพ. ที่เสียงเล่าอ้างกันว่า ดูถูกความเป็นอเมริกันมาก ด้วยการนำเพลงปลุกใจรักชาติมาเต้นกับท่าจ้ำบะ รวมทั้งเสียงกระซิบ (ที่ไม่เบาเท่าไหร เพราะแม็กซ์ดันแอบได้ยิน) ว่าตอนที่หนุ่มนายแบบพานักเขียนขึ้นเวที มีการแอบล้วงแอบควักนักเขียนไปบ้างไม่มากก็น้อย

งานเลี้ยงในคืนวันที่สองเป็นธีมแฟรี่บอล นั่นคือต้องติดปีก แต่งกันตามจินตนาการ ในงานนี้มีการมอบรางวัลสุดยอดการแต่งงานด้วย ซึ่งแม็กซ์แม้จะชอบชุดของคนชนะ แต่ก็ไม่ถูกใจ คิดว่าไม่เห็นจะเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ของงานเท่าไหนนัก รูปข้างล่างต่างหากที่แม็กซ์ชอบมาก (คนขวานะคะ ตอนที่ขอถ่ายรูปนี่ ตั้งใจจะถ่ายคนขวาคนเดียว แต่คนซ้ายแกนึกว่าแม็กซ์ขอถ่ายแกด้วย แม็กซ์ก็เกรงใจ ไม่อยากทำลายน้ำใจ ก็เลยต้องติดแกมาอีกคน)

งานคืนวันที่สามเป็นงานที่ฮีธเธอร์ แกรมห์เป็นคนจัด เป็นงานเลี้ยงประจำปีก็ได้ ธีมเป็นแวมไพร์ แต่ดูเหมือนคนจะแต่งอะไรก็ตามที่พวกเขาอยากแต่งมากัน หนึ่งในนั้นก็คือรูปนี้ค่ะ

สิ่งพิเศษในงานแวมไพร์บอลก็คือ ละครที่ฮีธเธอร์ แกรมห์ และคราวนี้มาพร้อมกับเฮเลน รอสเบิร์คแสดง ละครที่ยาวเกินไป ประหลาดเกินไป และน่าเบื่อเกินไปกว่าที่จะสนุก

มันไม่ได้เลวร้ายหรอกนะคะ มีช่วงเวลาที่มีอารมณ์ขันบ้าง (ไม่มากนัก) แต่ข้อเสียใหญ่ของมันก็คือความยาวที่เกินความจำเป็น แม็กซ์พบว่าตัวเองเดินออกจากงานบ่อยครั้ง แม้ว่าจะด้วยเหตุผลที่แตกต่างออกไป

นั่นเพราะในช่วงกลางวันของวันนั้น แม็กซ์ได้รับการติดต่อจากคุณแม่ผู้หวังดีคนนึง ที่บอกกับแม็กซ์ว่า "อย่าลืมมางานในคืนวันนี้นะ เพราะฉันแนะนำลูกชายของฉันให้เธอรู้จัก"

ว้าว

เห็นไหมคะว่าแม็กซ์น่าประทับใจขนาดไหน

ดังนั้นในคืนวันนั้น แม็กซ์จึงชะเง้อคอมองซ้ายทีขวาที มองหาพ่อหนุ่มคาวบอยกะแม่ของเขา และในที่สุดก็ได้เจอซึ่งหล่อสมราคาคุยค่ะ มารู้ภายหลังว่าพ่อหนุ่มทราวิ สเนี่ยเคยเป็นผู้เข้าประกวดมิสเตอร์โรแมนซ์เมื่อปีก่อน (แล้วได้ที่สอง) เป็นลูกชายที่รักแม่มาก ขับรถมาส่งแม่ที่งาน แล้วก็อยู่เป็นเพื่อน รูปที่เอามาลงเป็นรูปที่ถ่ายในงาน RT เมื่อปีก่อนค่ะ (อีกเช่นกัน รูปที่ถ่ายกะแม็กซ์นี่ มันเอามาลงไม่ได้ค่ะ)

แล้วก็มาถึงงานเลี้ยงงานสุดท้ายที่เจ้าภาพคือสนพ.ดอร์เชสเตอร์ ที่คอนเซ็ปต์ของงานคือรองเท้าบู๊ท และหญิงสาวคนนี้คือคนที่แม็กซ์ยกนิ้วให้ค่ะ รูปอาจดูไม่ชัด แต่ขอให้สังเกตรองเท้าของเจ้าหล่อน เธอยืนได้ด้วยปลายเท้าของจริงค่ะ

และที่ทำเท่ห์มากก็คือ การแจกหนังสือชนิดหน้ามืดตาลาย แม็กซ์ถือว่าทั้งงานนี้ ไม่มีใครสปอร์ตเท่าดอร์เชสเตอร์อีกแล้วนะ

แต่เหตุผลที่แม็กซ์ไปงานของดอร์เชสเตอร์ ไม่ใช่เพราะแค่หนังสือฟรีหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะพ่อหนุ่มคริส เคลเลอร์ต่างหาก คนที่ตกกะใจอย่างรุนแรงที่จู่ ๆ มีคนเข้าไปขอถ่ายรูปด้วย

เขาเป็นใครน่ะเหรอ

ถ้าคุณอ่านหนังสือเรื่อง Single White Vampire ของลินเซย์ แซนด์ล่ะก้อ น่าจะพอจำเขาได้นะ พ่อหนุ่มซีเคคนที่เป็นหนึ่งในเอดิเตอร์ในเรื่อง หนุ่มซีเคถูกสร้างมาจากคริส เคลเลอร์นี่เองค่ะ ซึ่งตัวจริงก็ขอบอกว่าเขาน่ารักมาก และตอนนี้กลายเป็นขาใหญ่แห่งดอร์เชสเตอร์ไปแล้วด้วยนะ

ไว้พรุ่งนี้มาว้าวเรื่องนักเขียนค่ะ

ความประทับใจกับนักเขียน

ยังไม่เลิกพูดเรื่องงานหนังสือที่ไปมานะคะ เพราะเสียเงินไปเยอะเพื่อไปงานนี้ ก็ต้องพูดถึงมากหน่อยเป็นธรรมดา

ขอบอกตามตรงว่าวัตถุประสงค์ดั้งเดิมที่เราอยากไปงานนี้ก็เพราะชอบของฟรีค่ะ ตั้งใจอย่างยิ่งยวดว่า ยังไงงานนี้ต้องได้ของแจกฟรีในงานมาให้ได้มากที่สุด แต่สุดท้ายเมื่อไปถึง ก็กลับพบว่า สิ่งที่เราต้องการอย่างที่สุดก็คือการได้พูดคุยกับนักเขียน

บรรยากาศมันพาไปอย่างมาก

แม็กซ์ไม่อาจพูดได้ว่า สนิทหรือรู้จักนักเขียนคนไหนเป็นพิเศษหรอกนะคะ ดังนั้นที่แม็กซ์กำลังจะพูดถึงต่อไปเป็นความรู้สึกชนิดผิวเผินที่ตัวเองได้ รับเท่านั้นเองนะคะ

นักเขียนคนแรกที่เราได้พบในงาน ชนิดที่ไม่ใช่แค่การเดินผ่านแล้วเห็นในล็อบบี้ หรือลิฟต์โรงแรมก็คือ วาเนสซ่า กิลฟอย หลายคนคงจะไม่รู้จักเธอ แม็กซ์เองก็ไม่รู้จักหรอกค่ะ เธอเป็นนักเขียนให้กับสนพ.อีลอร่าส เคฟ เขียนเรื่องแนวพารานอมอล ซึ่งแม็กซ์ยังไม่เคยได้อ่าน (แต่คิดว่าคงจะอ่านค่ะ) เธอเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีมาก แล้วก็มีจิตใจดีมากอีกด้วย จากที่ได้พูดคุยกัน เธอเป็นคนมองโลกในแง่ดี และไม่เห็นข้อเสียของใครเลยด้วยซ้ำ

ระหว่างที่แม็กซ์ร่อนเร่สายตาสอดส่ายมองหาของแจกฟรี แม็กซ์ก็ได้หลงเข้าไปในห้องสัมนาห้องนึง ซึ่งคนนั่งกันเต็มห้อง อย่างไม่รู้เรื่องอะไรนัก แม็กซ์เห็นนักเขียนนั่งกันอยู่สามคน มีคนเดินเข้าไปรุมล้อมพวกเธอมากมาย ด้วยประสานิสัยไทยมุงที่อยู่ในดีเอ็นเอ แม็กซ์ก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปสืบว่า มันคืออะไร และก็ได้รู้ว่าสามสาวในรูปเป็นหนึ่งในนักเขียนชื่อดังที่สุดกลุ่มหนึ่ง

เรียงจากซ้ายไปขวาคือ แอลเอ แบงค์ ผู้โด่งดังจากซีรี่ย์ชุด แวมไพร์ฮันเตรส (ที่ตอนนี้แม็กซ์ถอนหายใจด้วยความโล่งอกได้แล้ว เพราะหลังจากคุยกับเธอ แอลเอยืนยันว่าชุดนี้จบแฮ็ปปี้เอ็นดิ้งแน่นอน) ถัดมาคือแมรี่เจนิส เดวิสสัน ที่หลายคนรู้จักจากชุดเบ็ตซี่ และคนขวามือสุดคือนักเขียนหน้าใหม่ (ในวงการพรินต์บุ๊ค แต่คนอ่านอีบุ๊คคงคุ้นกับชื่อของเธอ) นั่นคือ ดาโกต้า แคสสิดี้

แอลเอ แบงค์เป็นคนที่อบอุ่นมาก อันนี้เป็นความรู้สึกที่ได้จากการพูดคุยกันแค่แป๊บเดียวนะคะ เพราะแม็กซ์เป็นคนแปลกหน้า แต่เธอจับมือแม็กซ์ไว้ขณะที่กำลังพูดคุยกับเธอตลอด และทำให้แม็กซ์มีความรู้สึกว่าเธอสนใจในสิ่งที่แม็กซ์กำลังพูด

แมรี่เจนิส เดวิสสัน นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่แม็กซ์เจอกับเธอ เราเจอกันตลอดงานหลายครั้ง (หรือพูดให้ถูกแม็กซ์เจอกับเธอมากกว่า เพราะเธอเป็นคนดังเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นแม็กซ์ ในขณะที่แม็กซ์สังเกตเห็นเธอหลายครั้ง) และแม็กซ์บอกได้เลยว่า จากการที่ได้ยินเธอพูด ไม่ว่าจะเป็นการพูดอย่างเป็นทางการในเวิร์คช็อป หรือว่าการพูดคุยตามธรรมดา มันทำให้แม็กซ์เกิดความรู้สึกอยากกลับไปอ่านหนังสือของเธออีกครั้ง นั่นเพราะว่า เธอเป็นคนที่มีอารมณ์ขันได้ฮาสุดสุด เป็นคนอารมณ์ดีมาก เป็นคนที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนตลอด

ส่วนดาโกต้า แคสสิดี้ เธอเป็นคนที่มีน้ำเสียงเซ็กซี่อย่างมาก และเธอเรียกคนว่า "ดาร์ลิ่ง" ตลอดเวลา ซึ่งแม็กซ์พบว่าตัวเองชอบมาก และเช่นเดียวกับแมรี่เจนิส เธอเป็นคนที่มีอารมณ์ขันมาก ๆ

แต่คนที่ทำให้แม็กซ์ช็อคโลก ตกใจทำอะไรไม่ถูกไปเลยก็คือ คนที่สี่ ที่ไม่อยู่ในรูปนี้ เธอเป็นหนึ่งในนักเขียนที่มาร่วมทำเวิร์คช็อปอันนี้เช่นกัน แต่เธอนั่งแยกตัวออกมาต่างหาก ท่าทางแปลกแยก และดูโดดเดี่ยวนิด ๆ แม็กซ์น่าจะรู้นะว่าเธอเป็นใคร

แม็กซ์จะไม่โกหกว่าตัวเองเป็นคนเก่งหรือฉลาดขนาดที่รู้ล่วงหน้าว่าเธอคือใคร ตอนที่แม็กซ์ขอเธอถ่ายรูป แม็กซ์ขอเธอถ่ายรูป เพราะรู้สึกว่าตัวเองขอถ่ายรูปนักเขียนทั้งสามคนนั้นแล้ว หากไม่ถ่ายรูปเธอด้วย มันก็คงดูไม่สุภาพเท่าไหรนัก และนั่นเป็นผลความดีที่แม็กซ์ได้รับกับตัวอย่างทันควัน

เพราะหลังการสัมนาเริ่มขึ้น เธอก็แนะนำตัว และแม็กซ์ก็อึ้งกิมกี่ เพราะว่าเธอคือแคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

คนที่อ่านบลอกของแม็กซ์มาตลอดก็คงรู้ว่า แม็กซ์คลั่งไคล้หนังสือชุด Women of the otherworld ขนาดไหน และตรงหน้าของแม็กซ์ก็คือคนที่สร้างสรรงานชุดนี้ขึ้นมา

หรือพูดให้ถูกคนที่สร้างตัวละครอย่างเคลย์ตัน, เจรามี่, อีเลน่า, นิค, ลูคัส, เพจ, อีฟ ทำเอาแม็กซ์กรี๊ดสลบ ไม่อยากจะเชื่อว่าได้อยู่ในห้องเดียวกับเธอ

โอ้ แม็กซ์พูดไม่ออกเอาเลย

และแคลลี่ย์ก็เป็นนักเขียนที่มีแพสชั่นในงานเขียนของตัวเองอย่างมาก มันปรากฎอยู่ในทุกคำพูดของเธอเมื่อพูดเกี่ยวกับงานเขียนของตัวเอง "ฉันเขียนงานอย่างที่ฉันอยากเขียน ไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการ" และนั่นทำให้เธอต้องใช้เวลาหลายปีเหลือเกินกว่าที่หนังสือเรื่อง Bitten ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของเธอจะมาถึงอเมริกา (ทั้งที่เขียนเสร็จและออกขายในแคนาดาและอังกฤษก่อนหน้านั้นตั้งหลายปี)

ของแถมของการหลงเข้าไปในห้องนั้นก็คือ แม็กซ์ยังได้พบกับเจอาร์ วาร์ด ซึ่ง เป็นคนที่จะเข้ามาพูดในหัวข้อถัดไปด้วย จากจำนวนคนที่เข้าไปรุมล้อมเธอ แม็กซ์บอกตามตรงว่าไม่ได้มีโอกาสได้คุยอะไรกับเธอมากนัก นอกจากบอกอย่างเสียงสั่น ๆ ว่าชอบงานของเธอมาก และเป็นไปได้ไหมหากจะขอลายเซ็นต์ และถ่ายรูปคู่กับเธอ ซึ่งเธอก็ยอมให้ถ่ายอย่างไม่อิดออด ของแถมก็คือ แม็กซ์ยังได้พบกับเจสสิก้า แอนเดอร์เซ่น นักเขียนคนที่แม็กซ์ทำนายว่าจะเป็นนักเขียนที่ดังมาก ๆ อีกคน

รูปที่เอามาฝากกันไม่ได้ถ่ายในวันแรกที่แม็กซ์เจอกับเจอาร์ แต่เป็นงานนึง ที่เจอาร์ วาร์ด แมรี่เจนิส และคริสตีน ฟีแฮนเปิดโอกาสให้นักอ่านถามคำถามเกี่ยวกับหนังสือของเธอชนิดที่ไม่มีการ เซ็นเซอร์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเธอจะเฉลยปริศนาทั้งหมดที่มีในเรื่องหรอกนะคะ

สิ่งที่แม็กซ์ประทับใจมาก ๆ ในวันนั้นก็คือ ความรู้สึกเป็นมิตร และเพื่อนร่วมอาชีพกันอย่างมากของนักเขียนทั้งสามคนซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า น่าจะเป็นคู่แข่งซึ่งกันและกัน เจอาร์ให้เกียรติคริสตีนตลอดในระหว่างการพูด แมรี่จานิสปล่อยมุขตลกแซวคนโน้นทีคนนี้ที ในขณะเดียวกันก็ชื่นชม โดยเฉพาะคริสตีน ที่แมรี่เจนิสบอกว่าเป็นคนที่ส่งเสริมให้เธอมีอาชีพที่เป็นอยู่ เพราะคริสตีนเป็นคนที่โปรโมตงานเรื่อง Undead and Unwed ของแมรี่เจนิส สมัยที่เธอเป็นเพียงนักเขียนอีบุ๊คกระจอก ๆ ในขณะที่คริสตีนเป็นคนดังที่ไม่จำเป็นต้องสนใจส่งเสริมงานของใครเลย

คริสตีน ฟีแฮนดูเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ และเช่นเดียวกับนักเขียนคนอื่น สุภาพกับนักอ่าน ๆ แล้วก็ใจดีสุดสุด เมื่อเธอทำการแจกการ์ตูนเรื่องดาร์คฮันเกอร์พร้อมลายเซ็นต์ให้กับนักอ่านที่ ไปร่วมงานฟรีเจ้าค่ะ

อ้อ แล้วแม็กซ์พูดถึงน้ำดื่มยี่ห้อคาร์พาเธียนแล้วรึยัง อาจจะหอบกลับมาฝากให้เพื่อนที่เมืองไทยดูกันนะคะ แต่เขาห้ามของเหลวเข้าเครื่องบิน (มันเป็นข้ออ้างมากกว่าค่ะ อันที่จริงคือลืมคิดไป)

แล้วยังมีงานนึงที่แม็กซ์พลาดไม่ได้ เมื่อสี่ผู้ยิ่งใหญ่ (อันที่จริงแม็กซ์อยากบอกว่าสามนะ แต่ไหน ๆ มากันสี่คน ก็เรียกว่าสี่แล้วกัน) ที่แมรี่ บาล็อคธ์ แมรี่ โจ พุธเนย์ แพทริเซีย ไรซ์ และนิโคล จอร์แดน เปิดโอกาสให้แฟนหนังสือพูดคุยด้วย

แม็กซ์ถือว่าพวกเธอเป็นเสาหลัก และเสาเอกแห่งวงการโรแมนซ์ย้อนยุคเลยนะคะ โดยเฉพาะแมรี่ โจ (คนที่สองจากขวา) ที่แม็กซ์ถือว่าเป็นคนที่ทำให้แม็กซ์หันมารักนิยายโรแมนซ์แนวย้อนยุคอย่าง จริงจัง

แต่ความรู้ใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็คือ แพทริเซีย ไรซ์ (คนซ้ายสุด) เขียนเรื่องของไมเคิลจากเรื่อง The Marquess แล้ว แต่ไม่มีสนพ.ไหนซื้อไปพิมพ์ ซึ่งสิ่งนี้แม็กซ์ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงที่ไม่น่าให้อภัยได้

แม็กซ์บอกรึยังว่ารักเรื่อง The Marquess มากแค่ไหน

ส่วนแมรี่ บาล็อกธ์ก็พูดถูกใจมากเรื่องที่เธอทนไม่ได้กับการที่นักเขียนสมัยนี้เอาตัว ละครของเจน ออสเต็นมาเขียนใหม่ เธอบอกให้พวกนั้น "ไปหาตัวละครของตัวเองมาเขียนได้ไหม และปล่อยเจนให้อยู่ตามลำพัง" นั่นสะท้อนความรู้สึกของแม็กซ์ตรงเป๊ะเลย

และจะลืมคนนี้ได้ยังไง แมเดลีน ฮันเตอร์ นักเขียนอีกคนที่แม็กซ์อยากพบมากที่สุด เพียงเพื่อจะบอกกับเธอว่า แม็กซ์รักเฮย์เดน และรอคอยการมาของคริสเตียนมาแค่ไหน (สำหรับคนที่อยากรู้ The Sin of Lord Easterbrook จะวางขายในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าค่ะ)

ยังมีนักเขียนอีกหลายคนที่แม็กซ์ยังไม่ได้พูดถึงค่ะ แต่เนื่องจากวันนี้กินยาเข้าไป ทำให้ง่วงมาก วันนี้ก็เลยของจบข่าวเอาดื้อ ๆ แล้วกัน

ส่งท้ายงานหนังสือ

นี่จะเป็นบลอกสุดท้ายเกี่ยวกับงาน RT Convention แล้วนะคะ คาดว่าหลายคนคงชักจะเบื่อแล้วล่ะ เพราะแม็กซ์เองก็เริ่มเบื่อบ้างแล้ว แต่ด้วยเหตุผลเดิมที่เสียเงินและเวลาเยอะในการถ่อชีวิตไปจนถึงงานนั้น หากไม่เอามาพูดถึงเยอะหน่อย เดี๋ยวจะไม่คุ้ม

มาดูสภาพของทั้งหมดที่แม็กซ์ขนกลับมาแล้วกัน กระเป๋าสี่ใบ ใบล่างดำหนักยี่สิบสามกิโล ใบสีน้ำเงินหนักสิบกิโลเป็นแครี่ออนบนเครื่องของแม็กซ์ ส่วนใบหลากสีใบใหญ่หนักยี่สิบหกกิโล ใบสี่ดำข้างบนหนักสิบหกกิโล เป็น "กระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์" ซึ่งเป็นโกหกคำโตที่แม็กซ์บอกกับเจ้าหน้าที่สายการบิน ทั้งที่ข้างในกระเป๋ามีแต่หนังสือ

แล้วที่แสบที่สุดก็คือ เจ้ากระเป๋าสีดำ ซึ่งมีน้ำหนักยี่สิบสามกิโลดันแตกช่วงเปลี่ยนเครื่องที่แอลเอขากลับอีกต่าง หาก กระเป๋าแตกชนิดที่ไม่เหลือซาก ต้องเอาสก๊อตเทปมาปิดทั่วตัว อย่างรูปที่เห็น

ส่วนของภายในกระเป๋า (ไม่นับเสื้อผ้ากะของอีกนิดหน่อยที่ซื้อติดมือกลับมา) เป็นหนังสือสภาพอย่างที่เห็นในรูป

รูปนี้เป็นภาพถ่ายจากด้านบนค่ะ

อันนี้เป็นภาพทางด้านข้าง

แล้วก็หนังสือพวกนี้แหละค่ะเป็นเหตุผลที่แม็กซ์หายหน้าไปหลายวัน นั่นก็เพราะว่าได้เวลาถูกเรียกตัวไปจัดชั้นหนังสืออีกครั้ง ซึ่งโครงการนี้แม้จะทำมาแล้วสองวัน ก็ยังไม่สำเร็จ ยังไม่สามารถยัดหนังสือทั้งหมดให้ลงในชั้นได้

กลับมาพูดถึงนักเขียนที่แม็กซ์ได้เจอกันอีกรอบค่ะ โดยรวมแม็กซ์พูดจากใจเลยนะคะว่า มีประสบการณ์ในทางบวกกับเหล่านักเขียนมาก ไม่มีใครที่ให้ความรู้สึกว่าหยิ่งหรือเล่นตัวเลย ส่วนใหญ่เป็นกันเองมาก แล้วก็ยินดีที่จะได้พูดคุยกับนักอ่าน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างในงานมันสวยงามเหมือนความฝันหรอกนะคะ

ฝันร้ายมันก็ต้องมีบ้างเหมือนกัน

<เดี๋ยวมาเขียนต่อพรุ่งนี้ค่ะ>

ปิดท้ายจริง ๆ คราวนี้

หลังจากพูดถึงเรื่องดีดี สนุก ๆ ของงาน RT มาเยอะ ก็ลองมาฟังด้านมืดบ้างแล้วกัน มันไม่ได้เลวร้ายอะไรมากหรอกนะคะ แค่เป็นความเห็นของแม็กซ์ในฐานะ "คนนอก" ที่มองงานนี้

ถ้าทุกคนลองหาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับงานหนังสืออันนี้ตามอินเตอร์เน็ต ข้อมูลส่วนใหญ่ที่คุณได้ก็จะเป็นทางบวก ความสนุกของงาน ความใจดีของนักเขียน มิตรภาพที่ก่อเกิด

แม็กซ์ไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นหรอกนะคะ ทั้งหมดมีอย่างที่โฆษณา และพูดถึงกัน

สิ่งที่แม็กซ์ไม่ชอบจากงานนี้มาก ๆ ก็คือ การปฏิบัติต่อคนที่มาร่วมงานอย่างแตกต่างกัน มันไม่ใช่การเหยียดผิดที่แม็กซ์เป็นคนเอเชียหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะฐานะที่คุณลงทะเบียนไปมากกว่า แม็กซ์ไม่รู้ว่าคนที่ลงทะเบียนในฐานะ "นักอ่าน" คนอื่นจะรู้สึก หรือรับรู้ความจริงเรื่องความไม่เท่าเทียมนี้หรือไม่ แต่แม็กซ์ซึ่งมีเพื่อนร่วมห้องที่ลงทะเบียนเป็น "เจ้าของร้านหนังสือ" รู้ และไม่ชอบอย่างมาก

และแม้จะเข้าใจว่าทำไม "เจ้าของร้านหนังสือ" ถึงได้รับการปฏิบัติอย่างวีไอพี ในขณะที่ "นักอ่าน" เป็นเพียงคนธรรมดา (ทั้งที่ผู้มาร่วมงานไม่ว่าในฐานะใด ก็เสียค่าลงทะเบียนเท่ากัน) แต่ก็ไม่ได้ทำให้แม็กซ์นึกชื่นชมระบบศักดินานี้ขึ้นมาหรอกนะคะ

มาจาระนัยถึงความ "ไม่ชอบใจ" ที่แม็กซ์รู้สึกกันค่ะ

แม็กซ์ไปงานครั้งนี้พร้อมเพื่อนอีกสองคน คนนึงไม่ร่วมงาน เพียงแค่พักที่โรงแรมเดียวกัน (แต่เธอจ่ายเงินมาร่วมงานตอนกลางคืน) ส่วนอีกคนลงทะเบียนในฐานะเจ้าของร้านหนังสือ พวกเราสามคนมีนิสัยที่เหมือนกันอย่างมากในเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง ฉะนั้นไม่มีหรอกนะคะ ประเภท เธอไปไหน ฉันไปด้วย พวกเราต่างคนต่างเดิน วันทั้งวันแทบไม่เจอหน้ากัน เพราะความสนใจมันต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อถึงงานเลี้ยงอาหารแม็กซ์จะเดินเข้าไปในงาน กับเพื่อนใหม่ที่พบกันตอนกลางวัน

และสิ่งที่แม็กซ์ได้เจอในงานเลี้ยงอาหารกลางวันมื้อแรก (ซึ่งเฮเลน ร็อธเบิร์คเป็นเจ้าภาพ) ก็คือที่นั่งมีไม่พอกับจำนวนคนที่ไปร่วมงาน สุดท้ายแม็กซ์ก็ต้องเดินออกเพื่อไปซื้อแฮมเบอร์เกอร์จากร้านฟาส์ทฟู้ดข้าง โรงแรมมากิน หลายคนบอกว่า มันไม่ใช่ความผิดของ RT ผู้จัดงาน เป็นความผิดของโรงแรม แต่แม็กซ์โทษ RT นะ ในฐานะคนจัด เขาต้องรู้ว่าจะมีคนมาร่วมงานกี่คน อย่างเลวที่สุดก็ต้องเตรียมโต๊ะอาหารให้พอกับคนที่มางาน

ความแตกต่างระหว่าง "นักอ่าน" และ "เจ้าของร้านหนังสือ" มันเริ่มปรากฎก็งานวันนี้ล่ะ เพราะแม็กซ์รู้จากเพื่อนว่า มีการจองโต๊ะอาหารให้กับกลุ่ม "เจ้าของร้านหนังสือ" เพื่อเป็นการแน่ใจได้ว่า เจ้าของร้านหนังสือจะมีโต๊ะนั่ง

เชื่อไหมคะว่า หลังจากวันนั้น แม็กซ์กลายร่างเป็นหุ้นส่วนในร้านหนังสือของเพื่อน และได้รับการต้อนรับที่ดีระดับวีไอพีนับจากนั้น

แต่นั่นคือการโกหก ทำไม RT ไม่สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นล่ะ ทำไมต้องทำให้คำโกหกกลายเป็นสิ่งจำเป็น

เรื่องการจองโต๊ะอาหารให้กับเจ้าของร้านหนังสือไม่ใช่สิ่งเดียว บรรดาของฟรีที่โฆษณาว่าแจกไม่อั้นในงาน แม็กซ์ยืนยันว่าแจกจริง และใจดีจริง แต่เบื้องหลังที่หลายไม่รู้ก็คือ "เจ้าของร้านหนังสือ" ได้รับหนังสือโดยไม่ต้องไปยืนเข้าแถว แบมือขอเหมือนเด็กอนุบาล พวกเขาได้รับชนิดต้องแอบเอาไปโยนทิ้ง เพราะขนกลับมากันไม่หมด ในขณะที่นักอ่านต้องตบตีแย่งชิงกันมันส์มาก

แล้วยังงานเลี้ยงที่เฉพาะเจ้าของร้านหนังสือเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าร่วมอีกล่ะ

แม็กซ์สนุกไปกับงานนี้นะคะ แต่ไม่รู้ว่าที่สนุกเป็นเพราะแม็กซ์โชคดีกว่า "นักอ่าน" คนอื่น เพราะบังเอิญมีเพื่อนเป็นเจ้าของร้านหนังสือรึเปล่า เพราะนั่นทำให้แม็กซ์มีโต๊ะกินข้าวโดยที่ไม่ต้องแย่ง ได้ของฟรีโดยที่ไม่ต้องเข้าแถว และได้รับการปฏิบัติจากนักเขียนหลายคนราวกับเป็นเจ้าหญิง เพราะเข้าใจผิดว่าแม็กซ์เป็นเจ้าของร้านหนังสือ

เรื่องนักเขียนปฏิบัติต่อเจ้าของร้านหนังสืออย่างดี แม็กซ์ไม่เอามาเป็นประเด็นนะคะ เพราะนักเขียนก็เสียเงินค่าลงทะเบียนมาในงานนี้เช่นกัน เขาก็ต้องย่อมเลือกที่จะใช้ประโยชน์ของงานเพื่อความก้าวหน้าของอาชีพ การเอาใจเจ้าของร้านหนังสือเป็นสิ่งที่สมควรทำ เพราะอย่างที่แม็กซ์เล่าค่ะ แม็กซ์ไม่ได้รู้สึกว่า นักเขียนปฏิบัติต่อนักอ่านอย่างที่ "ด้อยกว่า"

ไม่เหมือนกับที่ RT ทำต่อนักอ่าน

ดังนั้นนี่จึงเป็นที่มาของคำตอบที่ว่า "แม็กซ์จะไปงาน RT อีกไหม" ซึ่งแม็กซ์ตอบว่า หากจะไป ก็คงไม่ในฐานะของนักอ่านอีก

แม็กซ์ไม่ชอบความไม่เท่าเทียมกัน (โดยเฉพาะเมื่อแม็กซ์จ่ายเงินค่าลงทะเบียนเท่ากับเจ้าของร้านหนังสือ)

นอกจากความไม่เท่าเทียมที่เล่าแล้ว งานก็สนุกสมกับที่ตั้งใจไปล่ะค่ะ โดยเฉพาะคนที่ได้เจอในงานที่ไนซ์มาก ๆ ทุกคนที่ได้เจอ มันอาจไม่เหมือนคำโฆษณาประเภทที่ว่า เราจะไปได้เพื่อนสนิทที่นั่นหรอกนะคะ แต่แม็กซ์ก็เป็นคนที่สนิทกับใครยากอยู่แล้ว แต่สำหรับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกัน ความเอื้ออาทรที่ให้แก่กัน มันล้นเหลือค่ะ

สุดท้ายก็จะจบบลอกก็เลยอยากขอบคุณหลายคน ๆ ที่ให้ความรู้สึกดีดีและประทับใจกับทริปครั้งนี้

โรส เพื่อนยากและเกือบจะเป็นเพื่อนตายหลายครั้ง ที่ยอมให้เรากลายเป็นหุ้นส่วนโดยที่ไม่ต้องทำอะไร ที่แนะนำให้เรารู้จักกับเรเน่ เบอร์นาร์ด และที่สำคัญเซเลส แบรดลีย์

มน ที่แนะนำให้เรารู้จักพิสต์เบิร์คในแง่มุมที่เฉพาะคนพิสต์เบิร์คเท่านั้นจะได้รู้จัก

โรสแมรี่ คนที่รู้จักทุกคนในวงการ และทำให้ชั่วเวลาสั้น ๆ แม็กซ์กลายเป็น "the IN crown"

เจซี ผู้อยากเป็นนักเขียน แม็กซ์เชื่อว่าเธอทำได้ ขอบคุณกับความน่ารัก และเป็นเพื่อนที่พิสูจน์ว่า เพื่อนไม่จำเป็นต้องมีอะไรที่เหมือนกัน ก็สนิทกันได้ (ถ้าคุณรู้จักแม็กซ์ ก็ลองนึกในด้านตรงข้ามทุกอย่าง และนั่นคือเจซี)

ทอม เพื่อนผู้รักกีฬาที่หาได้ยากยิ่งในหมู่ความบ้าอีกชนิดนึง ขอบคุณที่เล่าเรื่องแคมเดนยาร์ด และทำให้แม็กซ์ฝันว่า สักวันนึงจะต้องได้ไปเยือน และนั่งดูโอริออลในสนามนั้นให้ได้ ผู้เข้าใจว่าทำไมแม็กซ์ถึงโอดครวญยิ่งนักเมื่อรู้ว่าพิสต์เบิร์ค ไพเรตไม่ได้เล่นเกมในบ้านในสัปดาห์ที่แม็กซ์ไป

แมดเดลีน ฮันเตอร์ที่ใจดีเผื่อแผ่มาถึงเพื่อน ๆ ของแม็กซ์ เมื่อเราบอกเธอว่า มีแฟนหนังสือของเธออยู่ในเมืองไทยมากมาย และแต่ละคนก็ล้วนใจจดจ่อกับงานเล่มใหม่ของเธอ (ซึ่งแม็กซ์พูดไม่จริงร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะคะ เพราะเท่าที่รู้ คนอยากอ่านเรื่องของคริสเตียนมากกว่า)

แจ็คเกอลีน แฟรงค์ที่น่ารักและเป็นกันเองมาก ขอบคุณสำหรับสำรับไพ่ชุดไนท์วอร์คเกอร์ที่เธอสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ แต่ก็ยังอุตส่าห์มอบให้แม็กซ์

เฮเลนเคย์ ไดมอนที่มอบของที่แม็กซ์คิดว่ามีค่าที่สุดที่ได้รับจากการเดินทางครั้งนี้ให้

โลอิส เกรแมนที่ใจดีกับคนต่างถิ่น และแนะนำให้รู้จักกับลูกชายสุดหล่อของเธอ (อันนี้แหละสำคัญ)

สำหรับคนที่อ่านแล้วคิดว่าสนุกดีน่าไป แม็กซ์ก็อยากจะชวนว่า ปีหน้าไปออสเตรเลียกัน เดือนกุมภาพันธ์ก็จะมีงานในลักษณะคล้ายคลึงกับงาน RT ที่เมลเบิร์น เดินทางใกล้ว่า และนักเขียนออสซีและนิวซีแลนด์ที่น่าสนใจก็มีมาก ลองคิดดู นักอ่านชาวเมกันเองยังแทบไม่มีปัญญาไปงานนี้เลย เราอยู่ใกล้นิดเดียว นั่งเครื่องบินแค่เก้าชั่วโมง (ถ้าแม็กซ์ไม่ผิดนะ)

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงาน RT

ถือว่าบลอกนี้เป็นควันหลงแล้วกันนะคะ ไม่ได้เกี่ยวกับงาน RT Convention โดยตรง (เพื่อจะได้ไม่ผิดคำพูดว่าจะพูดถึงเป็นบลอกสุดท้ายไปเมื่อวาน) แต่เป็นสิ่งที่แม็กซ์ได้เรียนรู้จากการได้พบกับบุคคลในแวดวงโรแมนซ์ชนิดตัว ต่อตัว

1. นักเขียนบางคนก็... ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร

แม็กซ์เป็นเพียงแฟนหนังสือ ที่ทำงานเต็มเวลาในบริษัทเอกชน มีผู้ชายที่เกือบเป็นแฟน มีเพื่อนที่ยังไม่เกลียดขี้หน้า ติดซีรี่ย์มากจนจำไม่ถูกว่ามีเรื่องอะไรบ้าง แล้วยังต้องหาเวลามานั่งอ่านนิยายอีก (ซึ่งหมายความว่าแม็กซ์ไม่ได้มีเวลามา นั่งติดตามข่าวคราว หรือทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับเรื่องที่เกิดในวงการโรแมนซ์) แต่แม็กซ์ก็ยังรู้ว่าสนพ.อีลอร่าส เคฟ และเจ้าของสนพ.ซอว์อิน (ใครรู้ไหมว่ามาจากภาษาอังกฤษคำว่าอะไร) มีเรื่องฟ้องร้องกัน นั่นเพราะเจ้าของซอว์อินเคยเป็นหุ้นส่วนและเป็นประธานอีลอร่า แต่ต่อมาถูกหุ้นส่วนที่มีหุ้นมากกว่าไล่ออก เธอจึงมาตั้งซอว์อิน และตอนนี้ก็ฟ้องต่อศาลเพื่อขอส่วนแบ่งตามที่เธอถือหุ้นในอีลอร่า

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่แพร่หลายในเน็ต แม็กซ์ถึงขนาดได้อ่านคำฟ้อง แต่เชื่อไหมว่า มีนักเขียนของอีลอร่าเป็นสิบคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ ไม่รู้อะไรเลย ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาด้วยซ้ำ

โอเคถ้าจะคิดว่านี่เป็นเรื่องลึกลับ หรือห่างไกลเกินตัวเกินไป แต่เชื่อไหมอีกล่ะว่า นักเขียนบางคนไม่รู้จักสัญญาที่ตัวเองเซ็นต์ว่ามีลักษณะยังไงบ้าง

แม็กซ์ซึ่งในชีวิตไม่เคยเซ็นต์สัญญาขายหนังสือให้สนพ.ไหนนะคะ ขอเล่าความรู้ที่มีเพียงหางอึ่งให้รู้กันอย่างคร่าว ๆ (และขอบอกว่านี่เป็นวิธีปฏิบัติของเมกานะคะ ไม่ใช่เมืองไทย แม็กซ์ไม่ค่อยรู้เรื่องเมืองไทยค่ะ อยู่เมืองนอกนาน -- ว่าไปนั่น) ปกติถ้าคุณขายหนังสือเล่มเดียวก็เซ็นต์สัญญาขายเล่มนั้น รายละเอียดในสัญญาก็แล้วแต่ต่อรองกัน แต่บางครั้งมีสัญญาชนิดที่เรียกว่า สัญญาขายหนังสือสองเล่ม หรือสามเล่ม (หรือสี่เล่มแล้วแต่นะ) ซึ่งในความเป็นจริงตัวนักเขียนอาจจะเพิ่งเขียนนิยายเสร็จไปเล่มเดียวก็ได้

สัญญาประเภทนี้ทางสนพ.ก็จะให้กับนักเขียนที่ดูมีอนาคต ก็เลยอยากจะจองตัวไว้ให้เขียนให้ตัวเองต่อ สัญญาประเภทนี้ก็จะผูกพันนักเขียนว่า ถ้าเขียนนิยายเล่มถัดไป ก็ต้องเอามาขายให้กับสนพ.นี้ก่อน ในราคาที่ตกลงกันตามสัญญา (อันที่จริงรายละเอียดมีมากกว่านี้นะคะ แต่นี้คร่าวที่สุดแล้ว)

ลองคิดดูง่าย ๆ ว่า สัญญาประเภทไหนจะดีกว่ากัน ส่วนตัวแม็กซ์แล้วคิดว่าสัญญาขายหลายเล่มย่อมดีกว่า เพราะมันเป็นการรับประกันรายได้ให้นักเขียนว่ายังไงก็มีคนซื้อเล่มต่อไปแน่ ส่วนคนที่ได้สัญญาเล่มเดียว จริงอยู่มีอิสระที่จะขายเล่มต่อไปให้ใครก็ได้ แต่มีใครอยากร่อนเร่หาที่พักไปเรื่อย ๆ บ้างล่ะ

ในงาน RT แม็กซ์ก็ได้เจอกับนักเขียนที่ไร้เดียงสาอย่างไม่น่าเชื่อ เธอขายงานมาแล้วสี่ห้าเล่มให้กับสนพ.เดียวกัน แต่เธอได้เพียงสัญญาเล่มเดียวมาตลอด (นั่นหมายความว่า เธอขายทีละเล่ม เมื่อเขียนเสร็จ) เท่าที่รู้ยอดขายหนังสือของเธอไม่ค่อยดีนัก (และอาจจะเป็นเหตุผลของสัญญาเล่มเดียว) เธอคุยอวดให้แม็กซ์ฟังถึงสัญญาที่เธอได้จากสนพ.ของเธอว่า "ดีกว่า" นักเขียนของคนอื่นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะคนอื่น ๆ ที่เธอคุยด้วย ล้วนถูกจองตัวให้เขียนหลายเล่ม

เธอบอกว่า พวกนั้นถูกผูกมัด ทำให้ไม่สามารถย้ายไปเขียนให้คนอื่นได้ ในขณะที่เธอมีอิสระ (ซึ่งแม็กซ์มองว่าเป็นความเสี่ยง) และเมื่อแม็กซ์ซักว่า ทำไมสนพ.ถึงเลือกปฏิบัติเช่นนั้น เธอก็ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า สนพ.คงรู้ว่า หากขอให้เธอเซ็นต์สัญญาขายหลายเล่ม เธอคงไม่ยอมเซ็นต์ ดังนั้นจึงต้องยอมตามเธอ (แต่เมื่อซักก็รู้ว่า สนพ.ไม่เคยถามเธอ เพียงแต่ส่งสัญญามาทางไปรษณีย์ให้เซ็นต์เท่านั้นเอง)

นอกจากเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องมากที่แม็กซ์คิดว่านักเขียนน่าจะรู้ แต่ไม่รู้ ซึ่งเข้าใจนะ เพราะพวกเขาก็ย่อมมีความสนใจที่แตกต่างกัน เขาอาจรู้ในบางเรื่องเก่งมาก แต่ไม่สนใจในบางเรื่อง แต่การไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับความเป็นไปในอาชีพของตัว เอง นั่นแปลกมาก

2. นักเขียนบางคนก็แปลกมาก ๆ

ยังขอยืนยันว่า นักเขียนทุกคนที่แม็กซ์เจอ (กับตัว) น่ารัก และเป็นกันเองบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดแม็กซ์จากการคิดว่า บางคนก็แปลกจิงจิง

มีอยู่คนนึง (ซึ่งเป็นนักเขียนดังระดับนิวยอร์คไทม์) ที่พูดย้ำไปย้ำมาว่า ตัวเองถูกเลี้ยงมาโดยพวกภูติพรายสารพัดสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ และนี่เป็นเหตุผลที่เธอหันมาเขียนเรื่องเหนือธรรมชาติ

ตอนแรกแม็กซ์ก็คิดว่าเธอพูดเล่นนะคะ แต่หลังจากย้ำคำพูดนี้อยู่สิบกว่ารอบ แม็กซ์ก็เลยเชื่อว่า เธอเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง

แต่หากคิดว่านักเขียนก็เป็นคนกลุ่มนึงที่ย่อมมีความแตกต่างในตัวเอง มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยนะคะ

3. คนแปลกหน้าก็มีน้ำใจต่อกันได้

แม็กซ์เจอนักอ่านซึ่งเป็นแฟนหนังสือของแมรี่ บาล็อคธ์ เชื่อไหมว่า แม็กซ์บังเอิญเดินเจอกับเธออยู่สองสามครั้งในสองวัน พอวันสุดท้ายเธอเดินมาและถามแม็กซ์ว่า "มีหนังสือเรื่อง..." ซึ่งเป็นหนังสือที่หายากมาก ๆ ของแมรี่ ราคาขายกันในอินเตอร์เน็ตอยู่ที่ร้อยเหรียญอัพ เธอบอกว่า เธอมีอยู่สองเล่ม และอยากจะให้แม็กซ์เล่มนึง

แม็กซ์ไม่ได้รับมาหรอกนะคะ ไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่เพราะมีแล้ว ถึงกระนั้นนี่ก็เป็นความมีน้ำใจของคนแปลกหน้า สิ่งที่แม็กซ์เสียใจก็คือ ด้วยความยุ่งและวุ่นวาย แม็กซ์ลืมของที่อยู่ติดต่อเธอเอาไว้

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของความมีน้ำใจนะคะ ซึ่งเมื่อปีก่อนแม็กซ์ผิดหวังในเรื่องน้ำใจจากคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนไปคนนึง ถึงจะไม่ได้ทำให้แม็กซ์ท้อหรือหมดกำลังใจหรอกนะคะ แต่การได้พบกับคนที่ไม่รู้จัก ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นเพื่อน ไม่เคยให้ของหรือความช่วยเหลือกับเขา แต่เขาคิดถึงแม็กซ์ในแง่ดีมากพอที่จะเอ่ยปากถาม (แค่ถามมันก็มากพอแล้วล่ะค่ะ เพราะมันเป็นเครื่องแสดงว่าเขามีน้ำใจให้เรา)

เพราะสุดท้ายแม็กซ์ก็ไม่ได้อยากได้ของเขาหรอกนะคะ ของก็แค่นอกกายค่ะ เพราะถ้าแม็กซ์งกและอยากได้ ก็คงโกหกบอกเธอว่ายังไม่มีเล่มนั้น รับของมา แล้วเอามาขายในอินเตอร์เน็ต (และคงช่วยแบ่งเบาภาระเครดิตการ์ดตอนนี้ได้เยอะเลยล่ะ จะบอกให้) แต่แม็กซ์ไม่ได้อยากได้ แค่คำพูดก็มากพอแล้ว

4. แอนย่า แบสไม่รับปากที่จะเขียนเรื่องของสเตฟาน คนที่ตามอ่านบลอกแม็กซ์ก็คงพอรู้ว่า แม็กซ์มีความผูกพันกับ "ตัวเกือบร้าย" ในชุด Elemental Witches มากแค่ไหน แอนย่าบอกว่า "เขาไม่ใช่พระเอกในเล่มสี่ แต่เธอยังไม่ตัดสินใจว่าจะให้เขากลับตัวหรือไม่" แม็กซ์ทั้งขอทั้งร้อง แต่ดูเหมือนแอนย่าจะมีปัญหากับการเขียนให้สเตฟานกลับตัว ข่าวดี (นิด ๆ) ก็คือลอเรน เดนซึ่งเป็นนักเขียนและเพื่อนของแอนย่า ก็คิดเหมือนแม็กซ์ และดูเหมือนจะกระตุ้นให้เธอเขียนเรื่องของสเตฟานเช่นกัน

5. มาย่า แบงค์บอกว่า คนที่ชอบเรื่อง Colter's Woman น่าจะชอบเรื่อง Be with me ซึ่งจะออกปลายปีนี้ แม็กซ์นั่งคุยกับเธอนานเหมือนกัน เรื่องที่ว่าแม็กซ์ชอบเรื่อง CW ไม่มากอย่างที่ควรเป็น เธอคิดว่าประเด็นที่ทำให้แม็กซ์ลังเลคือเรื่องพี่น้องใช้ผู้หญิงร่วมกัน ซึ่งแม็กซ์ก็แก้ความเข้าใจผิดไปว่า ไม่ใช่เลย แต่เป็นเรื่องที่ CW มันสั้นไปต่างหาก ทุกอย่างดูรวบรัดและสรุปเร็วไป ทางมาย่าก็เลยบอกว่า อย่างนั้นต้องอ่าน BWM เพราะว่าเล่มนี้จะยาวกว่า และลึกกว่าในด้านอารมณ์ แล้วจะรอดูค่ะ

6. หนังสือเล่มถัดไปจาก The Northern Devil ของไดแอนด์ ไวด์ไซด์ไม่ใช่เรื่องของโลเวลล์และพอร์เชีย แต่จะเป็นเรื่องลูกชายของวิลเลี่ยม โดโนแวนซึ่งจะเป็นการเขียนก้าวกระโดดไปจากเส้นเวลาในเรื่องหลายปี แต่เธอบอกว่า เธอไม่อาจสลัดความคิดที่ว่าวิลเลี่ยมจะต้องหลานออกไปได้ ดังนั้น The Blue Eye Devil (ที่ไม่ใช่ของลิซ่า เค.) น่าจะออกปีหน้ากลางปีค่ะ จากนั้นถึงจะเป็นคิวของโลเวลล์ ส่วนชุดเท็กซัสแวมไพร์ของเธอก็จะจบชุดไปพร้อมกับ Bond of darkness แต่ถ้าโชคดีเบิร์คเลย์ยอมรับข้อเสนอของเธอ เราก็จะได้อ่านกันต่อเกี่ยวกับตัวละครที่เธอทิ้งท้ายเอาไว้ในเล่มนั้น

7. หากคุณอยู่ในงานปาร์ตี้ไปจนถึงดึก ๆ ก็อาจจะเห็นของดีที่เด็ดไม่แพ้นิยายอีโรติกโรแมนซ์ก็ได้ อันนี้แม็กซ์ไม่ได้เห็นกะตาหรอกนะคะ แต่มีคนเล่าให้ฟัง ระหว่างนายแบบหน้าปกหนังสือ (ที่ไม่ดังหรอกค่ะ) กะหญิงสาวที่พันกันนัวเนียไปหมด

8. มาร์เจอรี่ เอ็ม หลิวเป็นผู้หญิงที่สวยโคตร นี่เป็นคำพูดในฐานะผู้หญิงด้วยกันนะคะ ทั้งสูงและสวย สง่า เสียงเพราะมาก ไม่รู้จะบรรยายอะไรมากไปกว่านี้แล้ว

9. เชอริล โฮลต๋จะเลิกเขียนอีโรติก โรแมนซ์แล้ว (ข่าวร้ายของสนพ.น้อยตร.นะคะ) แต่จะหันไปเขียนแนวย้อนยุคธรรมดาแทน ยังเป็นโรแมนซ์อยู่ แต่ไม่เน้นเซ็กส์เป็นอาจิณอีกต่อไป ซึ่งแม็กซ์ที่ชอบงานในอดีตของเธอมากกว่าดีใจนะคะ แต่จะเปลี่ยนไปออกกะสนพ.แกรนต์เซ็นทรัล

10. เซเลส แบรดลีย์บอกว่ายังไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเขียนชุด The Liar's Club ต่อหรือเปล่า เธออยากเขียนแต่สนพ.ไม่พูดออกมาให้เด็ดขาด ไม่ยอมตัดสินใจ --- ข่าวนี้เศร้ามากสำหรับแม็กซ์ค่ะ

11. หนังสือชุดเบ็ตซี่ กะวินด์แฮมเวอร์วูลฟ์ของแมรี่ เจนิส เดวิสสันจะมาเจอกันใน Undead & Unworthy เมื่อเบ็ตซี่และซินแคลร์เดินทางไปพบกับไมเคิลเพื่อเคลียร์ปัญหาระหว่างแวมไพ ร์และหมาป่า ฉากเด็ดที่เธอบอกให้คนอ่านรอก็คือฉากที่เบ็ตซี่สั่งให้ซิลแคลร์หุบปากและ นั่งลง เพราะ "ฉันเป็นราชินีนะยะ"

12. ในเล่มปกแข็งชุดคาร์พาเธียนที่จะออกของคริสตีน ฟีแฮนเรื่อง Dark Curse จะมีฉากที่สภาแวมไพร์ออกกฏห้ามผู้หญิงลุกขึ้นต่อสู้ (เรียกเสียงฮือฮาจะจากคนทั้งห้องที่ประชุม)

13. แมรี่ โจ พุธเน่ย์ยืนยันว่าเธอจะเขียนเรื่องของแอช (ที่ไม่ใช่แอชรอนของเจ๊เชอรี่) ซึ่งเป็นตัวละครในเรื่อง The Marriage Spell ซึ่งเป็นแนวพารานอมอล ให้ออกมาในรูปแบบที่ไม่ใช่พารานอมอล เพราะเธอเปลี่ยนสนพ.

14. หนังสือชุดต่อจาก Simply ของแมรี่ บาล็อคธ์จะออกติดกันสี่เล่มในสี่เดือน เริ่มต้นปีหน้าประมาณเดือนกุมภา/มีนา แต่เล่มที่สี่จะออกเป็นปกแข็งเรียกเงินคนอ่าน เป็นเรื่องราวของพี่น้องสี่คนที่น้องชายคนเล็กลาภลอยทับด้วยการได้รับ บรรดาศักดิ์จากญาติห่าง ๆ ทำให้พวกเขาต้องเดินทางเข้าลอนดอน

15. นิโคล จอร์แดนบอกว่าเธอเปลี่ยนแนวเขียนนิยายของตัวเองหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ทำให้เธออยากเขียนเรื่องที่เบาและสนุกขึ้น ไม่มีประเด็นหนัก ๆ มาให้เครียดอีก และข่าวดีคือ เธอเพิ่งเซ็นต์สัญญากับบัลเลนไทน์เพื่อออกหนังสืออีกสามเล่ม

16. เจอาร์ วาร์ดจะเขียนชุด BDB จนถึงเรื่องของรีเวจน์ (ซึ่งจะออกในเดือนมิถุนา/กรกฏาปีหน้า เป็นปกแข็ง) จากนั้นเธอจะเริ่มต้นชุดใหม่แนว Urban Fantasy ที่น่าจะจบในเจ็ด หรือสิบสี่เล่ม (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเป็นมุขตลกหรือพูดจริง) เธอยังไม่รู้ว่า BDB เล่มต่อจากรีเวจน์จะมีคิวออกหรือเขียนเมื่อไหร แต่เธอเชื่อว่าถ้าเขียนน่าจะเป็นเรื่องของจอห์น แมธทิว และประเด็นเรื่องทอร์จะกลับมาหรือไม่ จะถูกไขในเล่มของฟิวรี่

อันที่จริงคำตอบของคำถามเกือบทุกอย่างอยู่ในเล่มของฟิวรี่ และอันนี้แม็กซ์คิดเอาเองโดยไม่มีคำใบ้นะ เพนย์อาจจะเป็นนางเอกของรีเวจน์ เพราะเธอจะถูกปลดปล่อยโดยเวอร์จิ้น และบอกให้ "แม่" ไปตายซะ

ในอีกตัวตนนึง เจสสิก้า วาร์ดยอมรับว่าเธอมีสัญญาเขียนเรื่องพี่น้องตระกูลโอแบนยันอีกสองเล่ม แต่... ไม่รู้ว่าจะมีเวลาเขียนให้ได้เมื่อไหร

17. เรเชล วินเซ็นต์ซึ่งเป็นนักเขียนแนว Urban Fantasy ที่กำลังมาแรงมาก บอกว่า เธอไม่สามารถการันตีได้ว่า นิยายของเธอจะจบลงอย่างมีความสุข (และนี่เป็นเหตุผลที่แม็กซ์ไม่ซื้อหนังสือของเธอกลับมาสักเล่ม ทั้งที่ตั้งใจว่าจะซื้อ)

18. นิยายเรื่องใหม่ของแองเจล่า ไนท์อยู่ในโลกเดียวกับเรื่อง Jane's Warlord แต่ไม่ถึงกับต่อเนื่องกันมากนัก ชื่อเรื่องว่า The Time Hunter: The warrior จะออกขายเดือนกรกฎา/สิงหานี้แหละ

19. เดไลล่าห์ เดฟลินยังจะเขียนเรื่องในชุด Darkness ต่อไป โดยเล่มสามเป็นเรื่องของอเล็กซ์ (กรี๊ดมาก เพราะแม็กซ์อยากอ่าน) ตัวละครลึกลับที่ปรากฎตัวใน Seduced by darkness (เล่มสอง) แม็กซ์ยอมรับตามตรงนะว่าหนังสือของเดไลล่าห์นี้เป็น Guilty Pleasures ของแม็กซ์อย่างแรง เพราะอ่านไปก็หน้าแดงไป เรื่องไม่มีพล็อตนักหรอก แต่เซ็กส์ซู้ดยอด

20. ซานดร้า ฮิลล์แปลกใจมากที่มีนิยายของเธอวางขายในประเทศไทยด้วย เธอถามแม็กซ์ว่ามีขายในลักษณะไหนบ้าง เป็นของใหม่ หรือมือสอง แม็กซ์บอกว่ามีทั้งสองอย่าง แต่ก็ยังอุบไว้นะว่า แท้จริงแล้วมีฉบับแปลไทยอีกต่างหาก ไม่อยากกวนน้ำให้ขุ่นไปกว่านี้แล้วค่ะ เพราะแค่พี่บานตามเล่มงาน สนพ.ในเมืองไทยก็แย่แล้ว

21. แม้กระทั่งรองประธานบริษัทที่เป็นเจ้าของสนพ.ฮาร์ลิควิน ก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไม นิยายของฮาร์ลิควินจึงไม่ยอมพิมพ์เดือนและปีที่หนังสือเล่มนั้นออกจำหน่ายใน ปกในของเล่ม ข้อมูลนี้ได้มาตอนที่แม็กซ์เข้าฟังการสัมนาของฮาร์ลิควิน แล้วมีแฟนหนังสือถาม

ส่วนแม็กซ์ถามเขาไปว่า ทำไมหนังสือของฮาร์ลิควินถึงได้สั่งยากสั่งเย็นยิ่งนัก ซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบที่รู้เรื่องเช่นกัน (คาดว่ารองประธานคงดูเรื่องหนังสืออย่างเดียว การตลาดบ่ฮู้)

22. อลิซาเบ็ธ สก๊อตคือคนคนเดียวกับจานิซ เมย์นาร์ด นี่เป็นความรู้ใหม่อย่างมาก

23. ในที่สุดแคธเทอลีน อาร์ซาโร่ก็เขียนเรื่องต่อจาก The Moon's Shadow