Showing posts with label Diane Whiteside. Show all posts
Showing posts with label Diane Whiteside. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

Kisses Like a Devil // Diane Whiteside

ไดแอน ไวท์ไซด์เป็นหนึ่งในนักเขียนอีบุ๊คที่แม็กซ์ติดตามงานของเธอเรื่อยมาหลังจาก ที่เธอเซ็นต์สัญญากับสนพ.ในนิวยอร์ค (เบิร์คเลย์ และเคนซิงตัน) หนังสือเรื่อง The Irish Devil ถือเป็นหนังสือที่เปิดโลกให้แม็กซ์เล่มนึงเลยที่เดียว (กับฉากรักที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก)

นอกจากงานแนวเวสเทิร์นแล้ว ไดแอนยังเขียนเรื่องแนวพารานอมอลในชุด The Texas Vampire อีกด้วย (ซึ่งเรา็อ่านไปแล้วทุกเล่มในชุด) แม็กซ์บอกไม่ถูกนะคะว่าเราชอบแนวไหนของเธอมากกว่ากัน แต่โดยรวมแล้ว เธอถือว่าเป็นนักเขียนที่แม็กซ์พลาดอ่านไม่ได้

แต่กระนั้นแม็กซ์ก็รู้สึกอยู่เสมอว่า งานในระยะหลังของเธอนั้น มีคุณภาพที่ไม่อาจเทียบเคียงงานในระยะแรกไม่ได้ มันไม่ได้เกี่ยวหรอกนะคะว่า ฉากเซ็กส์ในเรื่องของเธอมันอ่อนด้อยลงไป แต่มันเป็นความรู้สึก "ดิบ" ที่ขาดหายไปจากในเรื่อง เราคงจะพูดประเด็นนี้ต่อไปนะคะ

Kisses Like A Devil ของไดแอน ไวท์ไซด์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มห้าในชุด Devil แต่เป็นเล่มแรกในเจเนเรชั่นที่สองของตระกูลโดโนแวน (ซึ่งเล่มแรกในชุดเรื่อง The Irish Devil เป็นเรื่องของวิลเลี่ยม โดโนแวนซึ่งเป็นพ่อของพระเอกเล่มนี้) ซึ่งหลังจากเล่มนี้ เท่าที่สอบถามคนแต่งพบว่า เธอจะย้อนกลับไปเขียนเรื่องของโลเวลล์และพอร์เชียที่ทิ้งค้างเอาไว้จากเล่ม สี่ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าเนื้อหาในเรื่องนี้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างไปจากเล่มอื่น ๆในชุดก็คือ เรื่องราวไม่ได้เกิดขึ้นในตะวันตกของสหรัฐอเมริกาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดในประเทศยุโรปเล็ก ๆ ที่สมมุติขึ้น (ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นการเลียนแบบแคว้นเล็ก ๆ ในเยอรมันก่อนที่จะทำการรวบประเทศสำเร็จในศตวรรษที่สิบเก้า)

เมเรดิธ ดันแคนเป็นเด็กสาวที่เติบโตขึ้นในประเทศ Eisengau (ออกเสียงไม่ถูก ใครที่เรียนภาษาเยอรมันบอกมาด้วยก็ดีค่ะ) ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่แถบออสเตรีย และเยอรมันในปัจจุบัน (แต่สมัยนั้นยังไม่มีเยอรมันนะคะ มีแต่ปรัสเซีย) ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตอาวุธ ซึ่งเมเรดิธเองเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และในขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายพลผู้เลื่องชื่อด้านการ ผลิตอาวุธไปในเวลาเดียวกัน

งานที่เธอทำเปิดโอกาสให้เมเรดิธสามารถขโมยแบบแปลนอาวุธมหาประลัยออกมาได้ เมเรดิธคิดที่จะใช้แผนการนั้นเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยการปฏิวัติที่เธอแอบ เป็นส่วนหนึ่ง เพราะในประเทศแห่งนี้ ประชาชนได้ถูกแบ่งออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ และเหล่าคนงานก็ถูกกดขี่ข่มเหงโดยไม่ได้รับความยุติธรรม เมเรดิธซึ่งเป็นสาวที่มีหัวคิดก้าวหน้า ทนรับความแตกต่างพวกนี้ไม่ได้ เธอจึงเข้าร่วมพรรคแรงงานเพื่อต่อสู่อย่างลับ ๆ

แต่การเข้าแทรกแซงของรัสเซียต่อสมาชิกพรรคทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจใน อุดมการณ์ของพวกเขา ดังนั้นแทนที่จะส่งมอบแบบแปลนตามแผนที่วางกัน เธอตัดสินใจเก็บมันไว้กับตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ครอบครัวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชั้นสูงก็ได้กดดันให้เมเรดิธแต่งงานกับ นายพลคนที่เธอเป็นเลขาให้ โดยไม่สนใจเลยว่านายพลคนนั้นมีชื่อเสียในเรื่องการทำร้ายภรรยาคนก่อน พ่อเลี้ยงและแม่ของเธอไม่สนใจถึงความเป็นอยู่ของเมเรดิธแม้แต่นั้น ขอเพียงใช้เธอเป็นบันไดในการก้าวขึ้นสู่สังคมชั้นสูงเท่านั้น

นั่นทำให้เมเรดิธไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำลายชื่อเสียงของตัวเอง ชนิดที่ไม่มีทางที่นายพลคนนั้นจะสนใจเธออีก เมเรดิธเลือกไบรอัน โดโนแวน หนุ่มอเมริกันที่เดินทางมายังประเทศของเธอเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประมูล ซื้ออาวุธที่เมเรดิธขโมยแปลนการสร้างมา

ทั้งสองหนุ่มสาวมีโอกาสได้พบกันก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อไบรอันช่วยเหลือเมเรดิธจากตำรวจ เมื่อครั้งที่เธอออกไปช่วยพรรคหาเสียงเรื่องสิทธิของคนงาน และมันไม่ใช่เรื่องลำบากเลยที่เมเรดิธจากมอบตัวให้ไบรอัน แต่ยิ่งทั้งคู่ผูกพันกันมากเท่าไหร ทั้งสองก็พบว่าอุดมการณ์ของทั้งคู่อาจจะทำให้ทั้งสองแยกออกจากกันตลอดกาล

ไบรอันโดโนแวน เป็นลูกชายคนที่สองของวิลเลี่ยม โดโนแวนซึ่งเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลก พ่อของเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลทั้งในด้านการเงิน และการเมือง ไบรอันเองก็เป็นเพื่อนสนิทกับเท็ดดี้ รูสเวลส์ ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นเท็ดดี้นี่เองที่ขอร้องให้ไบรอันไปที่ Eisengau เพื่อดูพัฒนาการของอาวุธสมัยใหม่ อาวุธที่อเมริกาเกรงกลัวว่ารัสเซียจะได้ไปครอบครอง และเปิดศึกเพื่อชิงอลาสก้า ที่รัสเซียเป็นคนขายให้อเมริกาเองกลับมา (เพราะหลังจากขายไปแล้ว มีการขุดพบน้ำมันในอลาสก้า ทำให้รัสเซียรู้สึกเสียหน้ามากที่ขายไปในราคาถูก)

ในฐานะของชายโสดที่มีพร้อมทุกอย่าง ไบรอันไม่เคยคิดการแต่งงาน เขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้หญิงคนไหนเอาชนะใจของเขาได้ จนกระทั่งได้พบกับหญิงสาวที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ หญิงสาวที่ปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานกับเขา เพราะไม่เชื่อในสิทธิของสตรี ไม่ต้องการเป็นเครื่องมือให้พ่อของเขาใช้ในการผลิตอาวุธจากความลับที่เธอ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้อยู่

แม็กซ์ไม่ใช่คนที่ชอบพล็อตเรื่องแนวตะวันตกเท่าไหรนะคะ ดังนั้นเมื่อเจอว่าไดแอนเปลี่ยนฉากมาใช้ประเทศในยุโรปเป็นสถานที่ดำเนิน เรื่อง เราจึงรู้สึกว่าน่าสนใจมาก ยิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติ และอุดมการณ์ เราก็ยิ่งชอบมาก ปัญหาก็คือ ตลอดทั้งเรื่องคนแต่งไม่เคยทำให้เราเชื่อในความมีอุดมการณ์ของเมเรดิธได้เลย

เธอดูเหมือนหญิงสาวที่ปากก็ร้องตะโกนเรื่องปฏิวัติ แต่ไม่มีสติปัญญา, ความมุ่งมั่น, หรือองค์ประกอบอะไรเพียงพอที่จะเป็นนักปฏิวัติ เราดูเธอพูดและคิดเรื่องปฏิวัติเหมือนเด็กกำลังเล่นขายของ เมเรดิธเป็นความน่าอับอายของตัวละครแนวนักปฏิวัติ สิ่งที่เธอทำเพื่อความเชื่อของเธอก็คือ การขโมยแผนการสร้างอาวุธ โดยมีจุดมุ่งหมายว่าจะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องเงินจากผู้นำของ ประเทศ หวังให้เขาจ่ายค่าไถ่เพื่อให้ได้แปลนอันนี้กลับไป

คิดว่าไงกันบ้างคะ เกี่ยวกับแผนการของเธอ

ทั้งที่ในเรื่องก็บ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิด ขึ้น แม็กซ์ไม่เข้าใจว่า ทำไมบรรดาพรรคแรงงานที่รวมตัวกันถึงไม่ทุ่มเททุกอย่างไปที่การเลือกตั้งนั้น หากจะบอกว่า มันเป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการโกงโดยฝ่ายผู้ปกครอง แล้วทำไมตอนจบเรื่องถึงได้แก้ปัญหาเรื่องอุดมการณ์ของเมเรดิธด้วยผลการเลือก ตั้งเล่า นี่จึงแสดงว่าการเลือกตั้งมีความหมายเพียงพอในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

แล้วยังกลุ่มคนที่เมเรดิธรวมตัวด้วยเพื่อร่วมกันในการต่อสู่เพื่อการ เปลี่ยนแปลงอีกล่ะ แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า คนแต่งต้องการแสดงให้เห็นความหมดหวังของเมเรดิธว่า คนพวกนี้เปลี่ยนไปเข้ากับพวกรัสเซีย (ด้วยความโง่คิดว่ารัสเซียจะช่วยพวกเขาได้) แต่มันกลับกลายเป็นการเน้นย้ำความเบาปัญญาของเมเรดิธ ที่คบหากับคนที่ไร้อุดมการณ์และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมาได้หลายปี โดยที่ดูไม่ออกเลยว่าคนพวกนั้นล้วนเห็นแก่ตัว

กระทั่งคนที่เมเรดิธอ้างว่าเป็นเพื่อนสนิท ก็ดูจะแปรพักตร์ง่ายดายเหลือเกิน และด้วยเหตุผลที่งี่เง่ามาก (ไปหลงผู้ชายที่เป็นสายลับรัสเซีย) นี่มันเป็นการบ่งชี้สติปัญญาของนางเอกของเราชนิดที่แม็กซ์ไม่เชื่อแม้แต่ วินาทีเดียวว่าเธอมีความจริงใจในอุดมการณ์ของตัวเอง

แล้วยังเรื่องที่เธอแสดงออกอย่างตลอดเวลาว่าไม่เชื่อใจพ่อของไบรอัน ทั้งที่เจ้าหล่อนก็ไม่เคยได้พบกับวิลเลี่ยมมาก่อน แค่เธอรู้ว่าวิลเลี่ยมเป็นเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล คุณเธอก็สรุปเอาเองว่า วิลเลี่ยมจะต้องบังคับให้เธอคายความลับเกี่ยวกับอาวุธที่ตนเองรู้ คนที่แม็กซ์เกลียดที่สุดก็คนที่คิดยังงี้ ทำไมคนร่ำรวยต้องเป็นคนเลวเสมอนั้นเหรอ เมเรดิธเอาข้อสรุปนั้นมาจากอะไร ทั้งที่ใจเธอก็ยอมรับว่ารักไบรอัน ทำไมเธอไม่คิดว่า คนที่เป็นพ่อของเขา และเลี้ยงดูผู้ชายคนที่เธอรักได้ น่าจะมีความดีในตัวบ้าง และไบรอันก็ไม่เคยพูดเกี่ยวกับพ่อของเขาในทางที่เลวร้าย แค่บอกว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต สร้างตัวเองมาจากศูนย์ จนกลายเป็นคนที่มีอิทธิพล

เมเรดิธสรุปทุกอย่างจากปัญญาที่อ่อนด้อย โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ว่าวิลเลี่ยมเป็นคนเลว ในขณะเดียวกันเธอก็หลอกตัวเองเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เป็นมารดาของเธอเอง ตลอดทั้งเรื่องคนอ่าน และเมเรดิธได้พบกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัวอย่างทุเรศของคนเป็นแม่ของเธอ แต่กระทั่งในตอนท้ายเรื่อง (หลังจากที่แม่ของเธอเอาเธอไปขายให้กับนายพลที่แก่ราวกับพ่อ) เมเรดิธก็ยังโต้เถียงกับไบรอันว่า แม่ของเธอจะต้องปกป้องเธอจากศัตรู โดยเจ้าหล่อนปฏิเสธความคุ้มครองของไบรอัน

แม็กซ์เกลียดอีนางเอกคนนี้มากเลย (อ่านแล้วได้ความรู้สึกเกลียดของแม็กซ์ไหมเนี่ย)

ในด้านตรงข้ามกับเมเรดิธ ไบรอันเป็นตัวละครที่ราบเรียบ แม็กซ์ไม่คิดว่านั่นเป็นความตั้งใจของคนแต่งหรอกนะคะ ความผิดพลาดข้อแรกของเธอก็คือ การสร้างให้ไบรอันเป็นลูกชายของวิลเลี่ยม โดโนแวน แถมในเรื่องก็ยังดึงเอาวิลเลี่ยมเข้ามามีส่วนในแผนการของไบรอันอีก วิลเลี่ยมเป็นตัวละครชนิดที่ออกมาแล้วขโมยซีนกันซึ่งหน้า (เตือนให้นึกถึงมาร์ควิสแห่งโรธการ์มาก) ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับพ่อแล้ว ไบรอันยังไม่ได้ขี้เท้าของเขาเลย

นั่นไม่ใช่ความผิดของไบรอัน เพราะจากภูมิหลังของเขา ไบรอันไม่มีทางที่จะโดดเด่นขึ้นมาได้ เขาเป็นลูกชายของชายผู้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นไม่ว่าคนแต่งจะบรรยายความสำเร็จที่ไบรอันสร้างขึ้นมาให้ตัวเองมาก เพียงใด มันก็ไม่อาจเทียบเท่ากับสิ่งที่วิลเลี่ยมสร้างขึ้นมาได้

แต่นั่นก็ยังสอบผ่านสำหรับเรานะคะ แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ไบรอันโดดเด่นเกินหน้าวิลเลี่ยม (มันอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้) แต่การที่เขาโง่พอที่จะมาเลือกยัยโง่กว่าอย่างเมเรดิธ มันเป็นสิ่งที่เราคิดแล้วก็สงสารเขานะ ในขณะเดียวกันก็สงสารวิลเลี่ยมที่มีลูกชายโง่ปานนี้

เรื่องแปลกคืออะไรรู้ไหมคะ แม้ว่าแม็กซ์จะผิดหวังกับเล่มนี้มาก เรากลับรู้สึกอยากอ่านเรื่องราวของลูกชายที่เหลืออีกสามคนของวิลเลี่ยม โดยเฉพาะสเปนเซอร์ที่ออกมามีบทไม่เยอะค่ะ แต่ให้ความรู้สึกว่าเค้าอาจจะเป็นคนที่คล้ายกับวิลเลี่ยมมากที่สุดก็เป็นได้

สำหรับเล่มนี้ พูดตรง ๆ นะคะว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ผลมันก็ยังแย่กว่าที่คาดอีกน่ะ คะแนนที่ 43

Friday, February 13, 2009

ความอดทนคุณมีแค่ไหน

ยังอ่านเรื่อง "ความกระหายที่ร้อนรุ่ม" ไม่จบหรอกค่ะ ง่วงหลับไปตั้งแต่หัววัน คงเป็นเพราะว่าซึมจากความผิดหวังที่ได้รู้ถึงหนังสือเรื่องที่จะเป็นตอนต่อ จาก "ความผูกพันกันด้วยเลือด" หรือ Bond of Blood ของ Diane Whiteside (อ่านชื่อหนังสือนี่เดาได้สองแง่นะคะ ถ้าไม่เป็นเรื่องพี่น้องกุ๊กกิ๊กกันก็เป็นเรื่องแวมไพร์ เรื่องนี้เป็นอย่างหลังนะคะ เรายังไม่แก่กล้าพอจะอ่านหนังสือแบบแนวแรก)

ขอเล่าประวัติศาสตร์ก่อนแล้วกัน (ขอเตือนก่อนว่าบลอกนี้ไร้สาระค่ะ เพราะเป็นการบ่นล้วน เกิดจากอาการเจ็บใจของคนที่ไม่ได้ดั่งใจ) เรื่อง BOB (ที่ไม่ใช่หนังสือเล่มที่ห่วยที่สุดของลอร่า ลีย์) นี่ถูกวางแผนมาตั้งแต่ปี 2000 แล้วว่าจะออกกับอีลอร่าสเคฟ เรื่องนี้ถูกนำทางโดยเรื่อง The Hunter's Prey: The Tales of Texas Vampires ซึ่งถูกเขียนขึ้นมาตั้งแต่ยุคสมัยที่แวมไพร์ยังไม่ได้ครองโลกโรแมนซ์เหมือน อย่างตอนนี้ เรื่องฮันเตอร์นี่เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นแนวอีโรติก (ตาโตกันละสิ) ที่เล่าเรื่องของแวมไพร์ (จะใครที่ไหนได้) 3 คน ซึ่งก็คือ ดอนราฟาเอล เปเรซ, อีธาน เทมเพิลตัน, และฌอง มาเรีย เซ็นต์จัส (อ่านแบบภาษาอังกฤษนะคะ ใครเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศสบอกว่าก็จะดีมากค่ะว่าอ่านยังไง - Jean Marie St.Just) ที่มีนิสัยพระเอกโรแมนซ์ยุคก่อนเจอนางเอกนั่นก็คือ มั่วไปทั่ว

เหยื่อนักล่านี่สนุกนะคะ ไปหาอ่านกันได้เพราะตอนนี้ออกมาพิมพ์ขายกับเบิร์กเลย์แล้ว หลังจากเป็นอีบุ๊คอยู่หลายปี โอเคกลับมาที่เรื่อง เดี๋ยววันนี้จะเล่าไม่จบ หรือไม่คุณก็เบื่อเลิกอ่านไปก่อน หลังจากเล่มนี้ออกขายกะอีลอร่าประมาณปี 1999 ก็มีการโฆษณาเสียยกใหญ่ว่าจะออกเรื่องของดอนราฟาเอลในชื่อ Bond of Blood มีการเอาบทแรกในเรื่องมายั่วบรรดานักอ่านเรียบร้อย

แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เรื่องนี้เป็นหมันไป จนกระทั่งไดแอนเลิกเขียนอีบุ๊คมาเขียนให้กับสำนักพิมพ์ในนิวยอร์ค (ศัพท์คำนี้เราไม่ได้บัญญัติขึ้นเองนะคะ เขาใช้กันว่า NY Publishing House แม้ว่าบางสำนักพิมพ์จะไม่ได้อยู่ในนิวยอร์คก็ตาม) เธอก็กลับไปออกเรื่องแนวตะวันตกแทน

แล้วจู่ ๆ หลังจากเวลาผ่านไปหลายยยยยปี ก็มีคิวเรื่อง Bond of Blood ออก สำหรับเราถือเป็นเป็นข่าวสำคัญแห่งปีนี้ทีเดียว แต่ด้วยเหตุผลที่คุณเองก็คงจะคิดว่า ยายนี่มันเพี้ยนแน่

เพราะเราไม่ได้อยากอ่านเรื่องของดอนราฟาเอล ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเราไม่คิดสักนิดว่าเรื่องของเขาน่าสนใจ คนที่เราเล็งไว้คืออีธาน เทมเพิลตันมากกว่า

ด้วยเหตุผลที่ถ้าเราบอกคุณตรงนี้ คุณอาจจะบอกศาลาไม่ซื้อหนังสือของทั้งดอนราฟาเอลและอีธานมาอ่าน

เพาะเรามีโอกาสได้อ่านเรื่องสั้นฉบับก่อนพิมพ์ (หมายความว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ถูกตีพิมพ์) ที่เป็นเรื่องราวระหว่างดอนราฟาเอลและอีธานที่ให้ความรู้สึกแนววายมาก ในตอนนั้นอีธานเป็นแวมไพร์ใหม่ที่ต้องถูกฝึก (ในเรื่องที่คุณก็น่าจะนึกออก พูดนำทางมาขนาดนี้แล้ว) โดยดอนราฟาเอล

ด้วยเหตุผลใดก็ตามความสัมพันธ์ในเชิงนี้ของทั้งคู่ถูกตัดเมื่อไดแอนนำเอา เรื่องของทั้งคู่มาตีพิมพ์ (ทั้งในแบบอีบุ๊คและที่พิมพ์กับเบิร์คเลย์) นั่นไม่ได้ทำให้เรื่องเสียอรรถรสไปหรอกค่ะ แต่ถ้ามีโอกาสอ่านเรื่องนั้นได้ก็จะดีมากนะคะ เซ็กซี่มาก (ไม่รู้ว่าเราเป็นคนเดียวหรือเปล่าที่เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วย กัน ดูมีเสน่ห์มาก แต่เป็นในหน้าหนังสือนะคะ ชีวิตจริงไม่เอาเด็ดขาด)

กลับเข้าเรื่องอีกรอบ เขียนไปถึงไหนแล้ว (เห็นหรือยังคะว่าบลอกไม่ค่อยมีประเด็นเท่าไหร) โอเคเราชอบอีธานด้วยเหตุผลประหลาด เพราะเขาเป็นเบี้ยล่าง (งงล่ะสิว่าหมายความว่ายังไง) พระเอกในนิยายส่วนใหญ่จะเป็นอัลฟ่า อีธานไม่เพียงแต่ไม่ใช่อัลฟ่า แต่เป็นยิ่งกว่าเบต้า เขา submissive (ไปลองเปิดดิกเอาเองค่ะ กลัวบลอกจะโดนเซ็นเซอร์ แค่นี้ก็เสี่ยงแล้ว) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรับอีกบทบาทนึงไม่ได้

เขาทำให้เรานึกถึงฌอน พระเอกอีกคนของไดแอนจากเรื่อง The Switch ที่สำคัญเขาทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องราวของเขาคงจะน่าสนใจ เพราะเราคาดเดาไม่ออก เรารู้ว่าดอนราฟาเอลจะเป็นอัลฟ่า และใช้เสน่ห์ทางเพศอย่างเหลือหลายข่มขู่นางเอก เราไม่ชอบผู้ชายฝรั่งเศสดังนั้นจึงไม่สนใจฌอง มาเรีย ก็เหลือแต่อีธานที่เราคาดเดาไม่ถูกว่าเรื่องราวของเขาจะมาแนวไหน อีกทั้งเรายังคาดเดานางเอกให้เขาเอาไว้แล้ว สเตฟานีเท็กซัส แรงเจอร์ที่ส่วนใหญ่จะเป็นคนถือไพ่ใบเหนือกว่าในความสัมพันธ์ทางเพศของทั้ง คู่เอาไว้ (อยู่ข้างบนนั่นแหละ)

กลับมาที่หัวข้อบลอก ความอดทนคุณมีแค่ไหน เราไม่รู้ค่ะ แต่ของเรารู้สึกจะน้อยลงไปทุกที เพราะหลังจากได้เรื่อง Bond of Blood มา ด้วยการเสียเงินโคตรแพง (เอาไว้มีเวลาคงได้มีอีกบลอกนึงเป็นการบ่นร้านหนังสือ) เราก็พบว่าตอนต่อไปของหนังสือเรื่องนี้คือ "ความผูกพันกันด้วยไฟ" - Bond of Fire และเป็นเรื่องราวของฌอง มาเรีย

กรี๊ดด้วยความผิดหวัง เอามือทุบที่นอนแล้วพร่ำบอกว่า "ฉันอยากอ่านเรื่องของอีธานนะโว้ย" เอาไอ้ฝรั่งเศสนี่กลับไป (ขออภัยคนฝรั่งเศสด้วย แต่จนบัดนี้เราก็ยังไม่เจอหนุ่มฝรั่งเศสที่หล่อได้ใจเลยอ่ะ - ขออภัยด้วยโจฮานที่คุณไม่ใช่สเป็คของฉัน)

ดูลาดเลาแล้วคงอย่างน้อยปี 2008 กว่าจะได้อ่านเรื่องของอีธานมาอ่าน

แต่คนอ่านจะมีสิทธิอะไรนอกจากรอ

ปล. นอกเรื่อง ขอบคุณคุณดีดีที่มาคอมเม้นต์นะคะ ดีใจแทบแย่ที่รู้ว่ามีคนสนใจมาอ่านบลอกไร้สาระของเรานี่

Bond of Blood // Diane Whiteside

อ่านจบไปเมื่อคืนตอนตีสามกว่า สนุกใช้ได้สมราคาที่ซื้อมาค่ะ ซึ่งนี่เป็นคำพูดที่ถือว่าชมหนังสือเรื่องนี้มากแล้ว เพราะถ้ารอสั่งตามปกติหนังสือเรื่องนี้จะราคาประมาณ 500 - 600 บาท แต่นี่เราใช้วิธีสั่งแบบพิเศษเพื่อให้ได้หนังสือเร็วที่สุดก็เลยจ่ายไป ประมาณ 1,500 บาท

เรื่องนี้ถือเป็นเล่มแรก (ชนิดที่มีนางเอก) ในหนังสือชุดแวมไพร์จากเท็กซัส เล่มที่ออกก่อนหน้าเป็นเรื่องสั้นเล่าเรื่องราวของเหล่าพระเอกก่อนที่จะเจอ นางเอกที่ใช้ชีวิตคุ้มค่าทางเซ็กส์มาก

เรื่องนี้เล่าตัดสลับยุคปัจจุบันกับเรื่องราวในอดีตของราฟาเอล เปเรซผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ของแวมไพร์แห่งเท็กซัส

เริ่มต้นด้วยคำเตือนแล้วกัน

1. เรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนที่กลัวโฮโม ใจเปิดกว้างหน่อยในประเด็นนี้ แม้ว่าในเรื่องจะไม่พูดถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศโดยตรง แต่พระเอกก็ยอมรับกับนางเอกว่าเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ (และยิ่งไปกว่านั้นยอมรับว่าแวมไพร์มักจะเป็นไบเซ็กส์ชั่ลกันเกือบหมด ยกเว้นบางคนที่เป็นโฮโมเซ็กส์ชั่ล) แต่แฟนแนววายก็ไม่ต้องเฮนะคะ ไม่มีอะไรในเรื่องที่พูดถึงอย่างชัดเจน

2. เรื่องนี้ไม่เหมาะกับพวกอนุรักษ์นิยม ประเภทนางเอกต้องผุดผ่องเป็นยองใย นางเอกเรื่องนี้ผ่านผู้ชายมาสามคนก่อนพระเอก ดังนั้นถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องอ่าน

นอกจากนี้เราอยากแนะนำให้อ่านค่ะ คนที่ไม่กลัวเรื่องราวที่มีเซ็กส์ร้อน พระเอกเท่ห์ ตัวประกอบที่แทบจะตะโกนให้ได้ยินว่า "เล่มหน้าข้าจะเป็นพระเอกต่อนะ"

ประเด็นความขัดแย้งในเรื่องนี้ไม่ได้จบลงพร้อมกับเล่มนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องติดตามไปอ่านกันต่อใน Bond of Fire เล่มนี้เป็นเพียงการเปิดประเด็นเมื่อมาดามเซเลสต์หัวหน้าแวมไพร์จากนิวออร์ ลีนต้องการรวมอาณาจักรของเธอกับเท็กซัสของราฟาเอล เมื่อเขาปฏิเสธศึกแวมไพร์ก็เกิดขึ้น (อาจไม่ใช่ระหว่างดาร์คฮันเตอร์กะคาร์พาเธียน)

ในระหว่างความพยายามลอบสังหารราฟาเอล เขาก็ได้พบกับหญิงสาวที่ต้องตาต้องใจเขาจนไม่อาจปฏิเสธเธอได้ ที่มากกว่านั้นเธอคือภรรยาของเขาในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ผู้ที่กลับชาติมา เกิด

เรื่องนี้เซ็กส์ไม่มากอย่างที่คิดซึ่งเป็นเรื่องดี แต่เซ็กส์ที่มีการแทบจะเผาหน้ากระดาษให้ไหม้ได้

อ้ออีกเรื่องนึงที่เราอยากบอก เพราะเคยโพสต์ไว้ที่บลอกก่อนถึงเรื่อง Bond of Fire ที่เราค่อนข้างผิดหวังที่ไดแอนไม่เขียนเรื่องของอีธาน เทมเพิลตัน ตอนนี้เราชักจะอยากอ่านแล้วล่ะค่ะ ไม่ใช่เพราะเราชอบคนฝรั่งเศสมากขึ้นมา แต่เพราะเราคิดว่านางเอกเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก เธอเป็นพี่สาวของนังตัวร้ายจากนิวออร์ลีนที่พยายามยึดอาณาจักรของราฟาเอลเรา สนใจเพราะนางเอกเป็นแวมไพร์เหมือนกัน เราชอบเรื่องที่นางเอกมีฐานะที่ไม่ด้อยไปกว่าพระเอกค่ะ

Saturday, February 7, 2009

Bond of Fire // Diane Whiteside

แม้ว่าเล่มนี้จะเป็นเล่มสองอย่างเป็นทางการของชุดเท็คซัสแวมไพร์ แต่แม็กซ์ก็ขอแนะนำให้คนที่คิดอ่านเรื่องชุดนี้อ่านเล่มนี้ก่อน Bond of Blood ที่ออกมาก่อน เพราะว่า BOF เล่าเรื่องย้อนหลังไปก่อนที่เหตุการณ์ใน BOB จะเกิด แม้ว่าตอนจบของเรื่องจะล่าช้ากว่า

หนังสือชุดเท็คซัสแวมไพร์เริ่มต้นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ชื่อว่า The Hunter's Prey ซึ่งเป็นเรื่องสั้นของตัวละครสามตัว ราฟาเอล, อีธาน เทมเพิลตัน และฌอน มาเรีย ซินจัสต์ เรื่องสั้นเป็นเรื่องราวของพวกเขาก่อนที่จะได้พบกับคู่ชีวิตของตัวเอง เป็นหนังสือที่เน้นความเป็นอีโรติคมากกว่าโรแมนซ์

ในเล่มแรกอย่างเป็นทางการเป็นเรื่องราวของราฟาเอล ผู้นำของเหล่าแวมไพร์แห่งเท็คซัส ซึ่งแม็กซ์เคยรีวิวไปแล้ว ในเล่มนี้เป็นเรื่องราวของหัวหน้าหน่วยสายลับ และแวมไพร์คนแรกที่ราฟาเอลสร้างขึ้นอย่างฌอน มาเรีย

ในฐานะที่เป็นลูกชาย (แม้จะนอกสมรสก็ตาม) ของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ ฌอน มาเรียคุ้นเคยกับกฏเกณฑ์ในราชสำนัก และนั่นเป็นสิ่งที่ดีเมื่อเขาพบว่าตัวเองอยู่ในวังแวร์ซายส์ สองปีก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส

ฌอน มาเรียมีชีวิตยืนยาวนานกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป แม้ว่าเขาจะไม่ใช่แวมไพร์ ชีวิตเขาอาจอยู่นานขึ้น แต่เขาก็ต้องผูกตัวเองติดกับซาร่า นั่นเพราะเขาเป็นทาสรับใช้ของซาร่า มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเลือดของเธอ ดังนั้นมันไม่สำคัญเลยเมื่อเขาพบว่าตัวเองมีความรักกับเฮลีน เคาท์เตสม่ายสาวคนสวย

เขารู้ว่าอนาคตระหว่างกันเป็นไปไม่ได้ เมื่อเขาอยู่ในโลกแห่งความลับ มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองซาร่า และราฟาเอล เขาไม่มีอิสระเพียงพอที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง

ความรักระหว่างเฮลีนและฌอน มาเรียไม่ใช่เรื่องที่ต้องลุ้น ทั้งคู่ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น และยอมรับในความจริง แต่ความแตกต่าง โอกาสที่พลาดไป และครอบครัวของทั้งคู่ต่างหากที่ทำให้ทั้งสองต้องแยกจากกันนานกว่าสองร้อยปี

ด้วยความบังเอิญ (ที่อาจจะไม่น่าเชื่อนัก) ทั้งเฮลีน และฌอน มาเรียพบว่าตัวเองเป็นแวมไพร์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด และเจอว่าคนที่พวกเขารักที่สุดยังมีชีวิตอยู่ แต่แล้วด้วยหน้าที่ก็ทำให้ทั้งคู่แยกจากกันจนได้

ถ้าใครคิดจะอ่านเรื่องนี้ด้วยชื่อเสียงที่ว่าไดแอน ไวด์ไซด์ขึ้นชื่อเรื่องอีโรติก ก็ขอบอกว่าเสียใจด้วยจ้า เพราะแม็กซ์ไม่คิดว่าเล่มนี้เป็นอีโรติกเท่าไหรนะ โอเคฉากเซ็กส์ก็ฮ็อตไม่ด้อยไปเลย แต่มันไม่ใช่โฟกัสของเรื่อง อันที่จริงถ้าไม่มากเกินไป แม็กซ์อยากจะจัดประเภทให้เล่มนี้เป็น Inspirition Romance ด้วยซ้ำ เนื่องจากมีหลายฉากมากในเล่มที่ตัวละครอ้างคำกล่าวในคัมภีร์ไบเบิ้ล แล้วจะมีหนังสือสักกี่เล่มที่ตัวร้ายสำนึกผิดได้ด้วยตัวเอง แล้วก็ยอมตายเพื่อช่วยชีวิตพระเอกนางเอก

แม็กซ์ชอบเล่มนี้ เพราะมันทำให้แม็กซ์เข้าใจสังคมของเหล่าแวมไพร์แห่งเท็คซัสมากขึ้น (ก็เลยบอกไงว่าให้อ่านเล่มนี้ก่อน)

คะแนนที่ 67

Saturday, January 31, 2009

The Northern Devil // Diane Whiteside

หายหน้าไปช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เพราะผีชาแมนคิงเข้าสิง กลับไปรำลึกอดีตนั่งอ่านตั้งแต่เล่มแรกจนเล่มสามสิบสอง เอาไว้รวบรวมสติกลับมาได้ อาจจะรีวิวการ์ตูนให้ฟังกันบ้างค่ะ เพราะองค์ประกอบหนึ่งที่แม็กซ์ชอบในการ์ตูนเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นโรแมนซ์ เหมือนกัน

เข้าเรื่อง The Northern Devil แล้วกัน เล่มนี้เป็นหนังสือเก่า ออกขายตั้งแต่ปีก่อน แม็กซ์อ่านไปครึ่งเล่มแล้ววางทิ้งนิ่งสนิทจนฝุ่นจับ แต่ด้วยอาการคลั่งอีธาน พระเอกในหนังสือเล่มที่จะออกล่าสุดของไดแอนคนแต่ง ก็เลยขุดเอากลับมาอ่านอีกครั้ง

แล้วก็ดีใจที่หยุดอ่านไปเมื่อปีก่อน นั่นเพราะหากแม็กซ์ทูซี้ทนอ่าน ก็คงสรุปว่าเล่มนี้ไม่หนุก ไม่ได้เรื่องเลย เพราะใจแม็กซ์ตอนนั้นหน้ามืดมัวแต่คิดว่าเล่มนี้มันแนวอีโรติค โรแมนซ์ อ่านไปสายตาก็พลอยสอดส่องแต่ฉากอย่างว่าอยู่เรื่อย ทำให้ไม่อาจเข้าถึงเนื้อเรื่องได้

ความจริง เล่มนี้ไม่ใช่อีโร แม้จะมีฉากรักเกลื่อน มันเป็นแนวเวสเทิร์นสำหรับหลายคนที่คิดถึง และสำหรับคนที่ไม่ชอบแนวเวสเทิร์นอย่างแม็กซ์ ก็ถือว่าใช้ได้พอควรเลยล่ะ

ลูคัสเป็นชายหนุ่มที่มาจากตระกูลที่ร่ำรวย แต่เขาปฏิเสธที่จะตกอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมจากครอบครัวอันมั่งคั่งของเขา ลูคัสหนีออกจากบ้านและกลายเป็นทหาร หลังจากสงครามกลางเมือง เขาเข้าร่วมกับวิลเลี่ยม โดโนแวน (พระเอกใน The Irish Devil หนังสือเล่มแรกในชุดนี้) และกลายเป็นบุคคลผู้ร่ำรวยด้วยลำแข้งของตัวเอง

เขามีมิตรภาพอันดีกับราเชล ซึ่งกลายเป็นเพื่อนอีกคนของเขาหลังจากเธอแต่งงานกับเพื่อนสนิทของเขา แต่เพียงไม่น่าราเชลก็กลายเป็นม่าย ม่ายสาวผู้ร่ำรวย และเป็นที่หมายปองของชายหลายคน และหนึ่งในผู้หมายปองเธอนั้น ใช้วิธีการสกปรกจับตัวเธอไว้เพื่อบังคับให้แต่งงาน เพื่อเขาจะได้ครอบครองทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเธอ

ด้วยความบังเอิญราวกับโกหก และเกิดขึ้นในนิยายได้เท่านั้น เจ้าคนชั่วร้ายนั้นบังคับราเชลมายังตะวันตก ด้วยแผนร้ายอีกอันที่จะลอบสังหารวิลเลี่ยม โดโนแวน และบังเอิญอีกที่ลูคัสอยู่แถวนั้นพอดีในเวลาที่ราเชลหลบหนีการควบคุมตัวมา ได้

เหตุการณ์ต่อมา แฟนโรแมนซ์ก็คงพอเดากันได้ ลูคัสช่วยเหลือราเชล และทางเดียวที่เขาจะปกป้องเธอได้ ก็คือการแต่งงานกับเธอ การแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรักเริ่มต้นขึ้น อย่างน้อยสิ่งที่พวกเขามีร่วมกันก็คือ เซ็กส์ แต่อย่างที่บอก อย่าคิดว่านี่มันแนวอีโรติก โรแมนซ์นะคะ มันไม่ใช่ (เท่าไหรนัก)

ลูคัสและราเชลต้องแข่งกับเวลาเพื่อเดินทางไปเตือนวิลเลี่ยมถึงแผนร้ายที่คิด เอาชีวิตของเขา ในขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มต้นความพยายามปรับตัวเข้าหากัน

พล็อตไม่มีอะไรมาก ลูคัสคิดว่าราเชลยังรักอดีตสามีของเธออยู่ ส่วนเธอก็คิดว่าเขามอบหัวใจให้กับเมียเก็บที่โดนฆ่าตาย อาการอัลฟ่าเมลของลูคัสพุ่งพรวดทำตัวไม่น่ารัก ทำให้เธอโกรธ หญิงสาวโดยผู้ร้ายจับตัวกลับไป พระเอกตามไปช่วย

พล็อตสแตนดาร์ท แต่โดยรวมแม็กซ์ว่าสอบผ่านค่ะ

คะแนนที่ 60

Wednesday, January 21, 2009

Bond of Darkness // Diane Whiteside

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่รอคอยด้วยความอยากอ่านมาหลายปีแล้วค่ะ ตั้งแต่ยังไม่รู้ชื่อเรื่อง แต่เพราะพระเอกของเล่มนี้เป็นตัวละครที่ออกมามีบทบาทในหนังสือรวมเรื่องสั้น ที่ชื่อว่า Hunter's Prey ที่ออกขายเมื่อหลายปีก่อน (น่าจะเกือบสี่ห้าปีแล้วมั้งคะ และเกือบสิบปีเมื่อนึกย้อนไปถึงเวลาที่แม็กซ์อ่านเรื่องของเขาสมัยที่ไดแอ นยังเขียนเรื่องให้คนอ่านฟรีในเน็ต)

ด้วยความคาดหวังมากขนาดนี้ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เลยอาจจะไม่ถึงจุดที่บอกได้ว่าสมใจทุกอย่างหรอกค่ะ แต่ก็ถือว่าเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มนึงสำหรับเรา

Bond of Darkness ของไดแอน ไวด์ไซด์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด และเล่มที่สี่ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์ในเท็คซัส (อ่านแล้วคงงงนะคะ เรื่องมันก็ยังงี้ค่ะ เล่มแรกของชุดเลยเป็นเรื่องสั้นที่เล่า่ชีวิตของแวมไพร์สามคน แต่เล่มนั้นไม่ใช่โรแมนซ์ หลังจากเรื่องสั้นเล่มนั้นออกมาแล้ว คนเขียนก็เริ่มเขียนเรื่องของแวมไพร์ที่เป็นตัวเองในเรื่องสั้นทั้งสามคน เริ่มต้นเล่มแรกที่ Bond of Blood ตามมาด้วย Bond of Fire และลงท้ายด้วยเล่มนี้)

แม็กซ์ชอบวิธีการเขียนของไดแอนในการเล่าเรื่องค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าวิธีที่เธอเลือกใช้นี้จะเหมาะกับคนอ่านที่เริ่มต้นอ่านเรื่อง ในชุดนี้ที่เล่มนี้หรือไม่ นั่นก็เพราะว่า หนังสือทั้งสามเล่มในชุดนี้มีพล็อตเรื่องเดียวกันทั้งหมด เพียงแต่จุดจบของแต่ละเล่มต่างเวลากันเท่านั้น

พล็อตหลักก็คือ ความพยายามแย่งชิงอำนาจที่หัวหน้าแวมไพร์แห่งเมืองนิวออร์ลีนพยายามแย่งจาก ดอน ราฟาเอล ซึ่งเป็นหัวหน้าแวมไพร์แห่งเท็คซัส ดังนั้นจึงส่งลูกน้องสารพัดคนเข้ามาในเท็คซัสเพื่อบ่อนทำลายฐานอำนาจของดอน ราฟาเอล

หนังสือเล่มนี้เปิดเรื่องย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่มาดามเซเลสต์ซึ่งเป็นหัว หน้าแวมไพร์แห่งนิวออร์ลีนเป็นเพียงแวมไพร์กระจอกธรรมดา แต่ด้วยความที่เธออยากเคียงคู่กับดอน ราฟาเอล จึงทำทุกอย่างเพื่อขึ้นสู่อำนาจ เพราะคิดว่าราฟาเอลจะยอมรับเธอเป็นคู่ชีวิตก็ต่อเมื่อเธอยิ่งใหญ่เทียบเคียง เขาได้ แต่เธอคิดผิด ดังนั้นเมื่ออีกสองร้อยปีต่อมาเมื่อเซเลสต์ยื่นข้อเสนอให้ราฟาเอลรวมดินแดน เท็คซัส และนิวออร์ลีนของเธอเข้าด้วยกัน เพราะให้พวกเขาทั้งสองกลายเป็นแวมไพร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ราฟาเอลปฏิเสธ เธอจึงประกาศสงคราม

นี่เป็นพล็อตเรื่องเดียวกับที่ใช้ในเล่มหนึ่ง และสองในชุดค่ะ วิธีการเล่าเรื่องของไดแอนก็คือ ในเล่มนี้มุมมองถูกเล่าผ่านทางอีธาน เทมเพิลตัน ซึ่งเป็นเสมือนแม่ทัพใหญ่ของราฟาเอล เริ่มตั้งแต่การที่เขาต้องวางแผนต่อสู้กับศัตรูที่บุกเข้ามาในพื้นที่ ความพยายามที่ต้องปกป้องราฟาเอลจากคนร้าย สรุปก็คือพล็อตเดียวกัน แต่ต่างมุมมองเท่านั้นเอง

ดังนั้นแม็กซ์จึงไม่คิดว่า คนที่ไม่ได้อ่านเรื่องในชุดนี้มาก่อนควรจะเริ่มต้นอ่านที่เล่มนี้ เพราะมันจะสปอยล์ทุกอย่างในสองเล่มแรกค่ะ นั่นเพราะเล่มนี้พูดถึงบทสรุปในเล่มแรก และเล่มสองไว้พอสมควร นั่นเพราะเล่มนี้เริ่มต้นที่จุดเวลาเดียวกัน แต่เรื่องจบลงทีหลัง เหตุการณ์ที่เป็นตอนจบในสองเล่มแรก ก็ถูกเล่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดในเล่มนี้ด้วย

กลับมาที่พล็อตเรื่องกันต่อค่ะ (ที่พูดไปทั้งหมดนี่เป็นการเกริ่นเท่านั้นเองค่ะ) ในฐานะของแม่ทัพแห่งกองทัพแวมไพร์เท็คซัส มันเป็นหน้าที่ และเป็นความรับผิดชอบของอีธานในการทำศึก และปกป้องราฟาเอลจากศัตรู เขาทำด้วยความรักและภักดีที่มีต่อแวมไพร์ผู้ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดเขา (ราฟาเอลเป็นคนเปลี่ยนอีธานเป็นแวมไพร์)

ความสัมพันธ์ระหว่างอีธานและราฟาเอลเป็นเรื่องเข้าใจยากพอสมควร (ไม่ใช่เป็นเกย์หรอกนะคะ แต่ถ้าถามว่าทั้งสองคนเคยมีความสัมพันธ์กันไหม คำตอบก็คือว่าใช่) ซึ่งตอนนึงในเรื่องนางเอกก็ถึงกับพูดออกมาว่า ทำไมราฟาเอลถึงได้ทำกับอีธานถึงเพียงนี้ และคำตอบที่เขาให้กับเธอก็คือ เธอไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของพวกเขาหรอก มันเป็นความผูกพันด้วยความมืด (นั่นก็คือชื่อเรื่อง)

ในฐานะของผู้นำ ราฟาเอลเป็นเจ้านายที่เข้มงวด แม้เขาจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องแวมไพร์ผู้รับใช้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มีกฎเหล็กที่ไม่อาจฝ่าฝืนได้ หนึ่งในนั้นก็คือ ห้ามแวมไพร์ทุกคนในเท็คซัสเปลี่ยนมนุษย์เป็นแวมไพร์ มีเฉพาะราฟาเอลคนเดียวเท่านั้นที่ทำเช่นนั้นได้ นั่นก็เพราะว่าเขาไม่ต้องการให้ความจงรักภักดีของแวมไพร์ในดินแดนของตัวเอง ขึ้นตรงกับคนอื่น (แวมไพร์จะมีสายสัมพันธ์ผูกพันกับคนที่เปลี่ยนพวกเขา ดังนั้นหากราฟาเอลเป็นคนเปลี่ยนแวมไพร์เหล่านั้น เขาจะเชื่อมั่นได้ว่าพวกนั้นจะต้องภักดีต่อเขาอย่างไม่มีข้อแม้) และที่มากไปกว่านั้น ราฟาเอลไม่อนุญาตให้เปลี่ยนผู้หญิงเป็นแวมไพร์เด็ดขาด นั่นก็เพราะอัตราความเสี่ยงของแวมไพร์หญิงมีมาก พวกเธอมักจะเป็นบ้าหลังการเปลี่ยน และต้องถูกฆ่าทิ้ง

กฎที่มีเป็นอุปสรรคสำคัญของอีธาน เพราะเป็นเวลาสิบห้าปีแล้วที่เขาได้พบกับผู้หญิงที่เขารัก เธอชื่อสเตฟานี อแมนด้า คนที่ต้องการให้ทุกคนเรียกเธอว่าสตีฟ เพราะเธอเป็นเท็คซัสแรงเจอร์ (เป็นตำรวจชนิดนึงในเท็คซัส เทียบกับเอฟบีไอ แต่ทำงานในรัฐเท็คซัสเท่านั้น) ทั้งคู่พบกัน และมีความสัมพันธ์กันมาตลอดสิบห้าปี จนกระทั่งสตีฟแต่งงานไปเมื่อสามปีก่อน

เพราะรักเธอมาก และรู้ว่า เขาไม่มีวันให้ในสิ่งที่เธอสมควรได้รับได้ (ครอบครัว และลูก) อีธานปล่อยเธอไป ตลอดเวลาเขาไม่เคยแสดงออกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นอะไรมากไปกว่าเซ็กส์ เพราะเขาไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับเธอได้ เขาไม่อาจทรยศและฝืนกฎที่ราฟาเอลตั้งขึ้นได้

แต่แล้วคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในเทคซัสก็พาสตีฟกลับเข้ามาในชีวิตของอีธาน อีกครั้ง เพราะความสัมพันธ์ที่เธอมีกับแวมไพร์ทำให้สตีฟรู้ว่า ศพที่พบด้วยรอยแผลลักษณะนี้มีเพียงแวมไพร์เท่านั้นที่ทำได้ เธอติดต่ออีธานเพื่อขอความช่วยเหลือ (สำหรับคนที่ไม่สบายใจ สตีฟหย่าแล้วค่ะในเวลานั้น) และนั่นทำให้ทั้งคู่กลับเข้าสู่ความสัมพันธ์อีกครั้ง

หนังสือเล่มนี้ต่างจากโรแมนซ์เล่มอื่น ตรงที่พระเอกรักนางเอกหมดใจ ในขณะที่ช่วงแรกเธอคิดถึงเขาในลักษณะของคู่นอนเพื่อผ่อนคลาย แต่ความเชื่อมั่นที่เธอมีให้อีธานอย่างไม่มีข้อแม้ก็เป็นการบอกอย่างลึก ๆ แล้วล่ะว่า เธอรู้สึกเช่นไรกับเขา แม้จะไม่ยอมรับกับตัวเองก็ตาม

โดยรวมทั้งชุด แม็กซ์ชอบเล่มนี้ที่สุดค่ะ คะแนนที่ 73

Beyond the Dark // An Anthology

สุดสัปดา์ห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นช่วงวันว่างที่แม็กซ์อ่านหนังสือได้น้อยเล่ม ที่สุดก็ว่าได้ค่ะ ไม่ใช่เพราะความเบื่อ แต่เป็นเพราะต้องใช้เวลาทุ่มเทสมาธิอย่างสูงให้กับหนังสือของเมลจีน บรู๊ค (อย่างที่เขียนในบลอกที่รีวิวเรื่องของเธอแหละค่ะว่า ต้องตั้งใจมาก ๆ ในการอ่าน เพื่อให้ได้ความสนุกเต็มคราบ)

วันนี้รีวิวจึงเป็นการเอาของเก่ามาขาย เราอ่านเล่มนี้จบไปสักตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วล่ะค่ะ เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเคลียร์หนังสือรวมเรื่องสั้นออกไปให้ได้มากที่ สุดของเรา

หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Beyond the dark

หนังสือเล่มนี้ออกตามแนวของหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ประสบความสำเร็จหลาย เรื่องของเบิร์คเลย์ ที่เอานักเขียนแนวพารานอมอลดัง ๆ หลายคนมาชนกัน และจำว่าไป เล่มนี้ถือว่าเอานักเขียนในระดับ "ดังแล้ว" หลายคนมาเจอกันเลยทีเดียว (เมื่อเทียบกับเล่มอื่นที่ส่วนใหญ่มักมีนักเขียนระดับดังสักสองคน ส่วนอีกสองคนเป็นนักเขียนหน้าใหม่)

Dragon Dance ของแองเจล่า ไนท์

เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ได้ต่อเนื่องกับหนังสือชุดใดของแองเจล่านะคะ แต่เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่า น่าจะเขียนเป็นชุดให้เป็นเรื่องเป็นราวมาก เพราะคอนเซ็ปต์ของเรื่องน่าสนใจมาก แนวเอ็กซ์เมน (ที่ฮิวจ์ แจ๊คแมนเล่นนะคะ ไม่ใช่รายการเกาหลีตีหัวที่ฉายที่ยูบีซี) ยังไงยังงั้นเลย

ในโลกของเรื่องสั้นเรื่องนี้ จู่ ๆ มนุษย์โลกเริ่มแสดงความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ออกมา ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เมื่อมันเกิดขึ้น มนุษย์คนนั้นมักจะสูญเสียความควบคุมตัวเอง ออกอาการคลั่งและทำร้ายผู้คน หนึ่งในนั้นจับครอบครัวของตัวเองไว้เป็นตัวประกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเอเรียลในการช่วยเหลือ แต่ในระหว่างความพยายามเข้าจับกุมคนร้าย เอเรียลโดนลูกหลงจากการปล่อยพลัง (ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของคนร้าย) และนั่นกลายเ็ป็นการกระตุ้นความสามารถพิเศษในตัวเธอเช่นกัน

และเอเรียลก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของแทร็คเกอร์ หนึ่งในมนุษย์ผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อห้าปีก่อน เมื่อเขาถูกกระตุ้นด้วยพลังบางอย่าง จนความสามารถพิเศษปรากฎ จากครูในโรงเรียนมัธยม เขากลายเป็นยอดมนุษย์ที่คอยปกป้องมนุษย์ด้วยกัน

เราชอบพล็อตเรื่องนี้นะคะ และชอบโลกที่แองเจล่าสร้างขึ้นมามาก ปัญหาก็คือ เรื่องมันสั้นเกินกว่าจะบอกเล่าความซับซ้อนของโลกนี้ได้ชัดเจน เราอยากให้เธอเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นชุดเต็ม ๆ มากกว่า ว่าไปแล้ว เราคิดว่าน่าสนใจกว่าชุด Mageverse ของเธอด้วยซ้ำ (เพราะเราเบื่อชุดนั้นแล้วด้วยค่ะ)

คะแนนที่ 67

Caught by the tides ของไดแอนน์ ไวท์ไซด์

เช่นเดียวกันเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับชุดที่ไดแอนน์เขียนอยู่หรอกนะคะ เป็นเรื่องในยุครีเจนซี่ที่ไม่เหมือนกับที่เรารู้จักกันในประวัติศาสตร์

เพราะในเรื่องนี้ การมีอยู่ของพ่อมดและแม่มดได้รับการยอมรับ เวทมนตร์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และในสมัยสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ความสามารถของพ่อมดกลายเป็นสิ่งสำคัญ โอเว่นผู้เป็นพ่อมดแห่งราชสำนักได้รับมอบหมายให้นำข่าวสารสำคัญเดินทางข้าม ช่องแคบระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสมาส่งให้กับฐานปฏิบัติการในลอนดอน แต่ระหว่างเดินทาง เรือของเขาถูกโจมตีโดยพ่อมดที่เป็นสายลับของฝรั่งเศสจนเรือแตก เขาได้รับการช่วยเหลือจากหญิงม้ายที่ดูเผิน ๆ เป็นคนที่ไม่มีเวทมนตร์ แต่ความจริงแล้วเธอมีพลังที่เป็นที่ต้องการของพ่อมดทุกคน

เช่นเดียวกันนะคะ เราชอบโลกที่ไดแอนน์สร้างขึ้นในเรื่อง คิดว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่ก็ติดปัญหาเดิมล่ะค่ะ ตรงที่เป็นเรื่องสั้น ทำให้ไม่สามารถสำรวจรายละเอียดทั้งหมดได้ การดำเนินเรื่องโดยเฉพาะในส่วนของพระนางก็ดูรวบรัดไปมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นความผิดของคนแต่งด้วยแหละ เพราะวางภูมิหลังของโอเว่นไว้เยอะ แม้จะทำให้เขาดูน่าสนใจ แต่เรื่องมันก็สั้นเกินกว่าจะทำให้ดูได้ข้อสรุปที่สมเหตุผลได้

อ้อ อ่านเล่มนี้แล้วทำให้นึกย้อนไปสมัยดูหนังจีนตอนเด็ก ๆ น่ะค่ะ ที่เวลาพระเอกนางเอกจะมีฉากเข้าพระเข้านางกันเนี่ย ต้องมีพิธีเปิดลมปราณ (ที่นางเอกต้องเสียความบริสุทธิ์) เป็นข้ออ้างในการให้พระนางเข้าหอ ไม่นึกน่ะค่ะว่าฝรั่งก็ใช้พล็อตนี้เหมือนกัน (อันที่จริงแม็กซ์ก็เคยอ่านเจอในเล่มอื่นเหมือนกันแหละ เพียงแต่ไม่ใช่ในช่วงสี่ห้าปีนี้เท่านั้นเอง)

เรื่องนี้คงจะดีกว่านี้เยอะค่ะ ถ้าเป็นเรื่องยาว คะแนนที่ 57

Queen of all She Surveys ของเอ็มม่า โฮลี่

เรื่องนี้ถือเป็นภาคต้นของชุด Demons ของเอ็มม่า โฮลี่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องในชุดเพื่อทำความเข้าใจเล่มนี้หรอกนะคะ เพราะเรื่องนี้เล่าเรื่องตั้งแต่อาณาจักรยาม่า (ซึ่งเป็นอาณาจักรของกลุ่มชนที่มนุษย์เรียกว่าปีศาจในนิยายเล่มต่อ ๆ มาของเอ็มม่าเขา) ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น

ในเวลานั้นบ้านเมืองถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ราชินีทู (Tou) กำลังเป็นฝ่ายมีชัยในศึกที่เธอทำกับกษัตริย์เรจน่าผู้โหดร้าย เพื่อเจรจาสงบศึกราชาเรจน่าตัดสินใจส่งลูกชาย เมมน่อน ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของเขา มาเป็นเครื่องบรรณาการ

เรื่องนี้ได้ใจแม็กซ์แล้วตั้งแต่พล็อตค่ะ แต่ก็คงต้องเตือนกันไว้หน่อยสำหรับแฟนโรแมนซ์ว่า บางฉากในเรื่องอาจจะไม่เหมาะกับแฟนโรแมนซ์ขวัญอ่อนนะคะ นางเอกในเรื่องมีฮาเรมส่วนตัวที่เธอเก็บสะสมบรรดาเจ้าชายต่าง ๆ ที่ถวายตัวเข้ามารับใช้ กว่าพระเอกเราจะฟันฝ่ามาเป็นหนึ่งเดียวของราชินีได้ มันก็มีฉากล่อแหลมพอสมควรล่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในเล่มนี้ของเราค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราชอบพล็อต และมันทำให้เรารู้จักเรื่องราวของชาวยาม่าชัดเจนขึ้นไปอีก โดยเฉพาะสำหรับคนที่อ่านเรื่อง Demon's Fire จะคงพอนึกออกเพราะมีฉากที่นางเอกในเรื่อง DF เข้าไปในหลุมศพของราชินีทู (เรื่องสั้นนี้เขียนก่อนนะคะ)

คะแนนที่ 73

In a Wolf's Embrace ของโลร่า ลีย์

เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในชุดบรีดของโลร่า ลีย์ค่ะ สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านชุดนี้มาก่อนก็อาจงงนิดหน่อยกับพล็อตพื้นฐานของชุดที่ เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่ถูกสร้างขึ้นโดยการตัดต่อพันธุกรรม และเอาดีเอ็นเอของสัตว์เข้ามาผสม ทำให้พวกเขามีลักษณะพิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดา

แต่คนที่อ่านเรื่องในชุดอยู่แล้ว ก็คงอ่านได้ไม่มีปัญหา พล็อตเรื่องก็เป็นไปตามแนวของโลร่าอย่างมาก ไม่ต้องคาดเดาอะไรให้เหนือย เรื่องราวที่แมทเธียสซึ่งเป็นมือสังหารชาวบรีดถูกส่งไปฆ่าศัตรู ซึ่งในการเข้าถึงเป้าหมายเขาจำเป็นต้องหลอกลวงเกรซ หญิงสาวสวยและไร้เดียงสาให้เป็นเครื่องมือ แต่ในขณะที่กำลังลงมือฆ่า เกรซก็ดันเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์เสียก่อน ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายในการตามล่าของฝ่ายศัตรูไปด้วย

เพื่อให้เรื่องสมกับเป็นแนวบรีดทุกเล่ม เกรซและแมทเธียสก็เป็นคู่แท้ซึ่งกันและกัน (และการเป็นคู่แท้ในชุดบรีดหมายถึงเซ็กส์และเซ็กส์)

ในฐานะของคนที่ชอบชุดนี้ แม็กซ์ไม่มีอะไรบ่น แต่ถ้าคุณเริ่มเบื่อชุดนี้ หรืออ่านชุดนี้แล้วไม่เวิร์ค ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนักหรอกในการอ่านเรื่องนี้

คะแนนที่ 67