Showing posts with label 2004. Show all posts
Showing posts with label 2004. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Kiss me While I Sleep // Linda Howard

หลังจากถูกดองมานานถึงห้าปี ในที่สุดหนังสือเล่มนี้ถูกหยิบมาอ่าน มันไม่ใช่ความรู้สึกผิดของแม็กซ์หรอกนะคะที่ลงทุนซื้อฉบับปกแข็งมา (แต่ไม่ได้อ่านจนปกอ่อน และฉบับแปลกำลังจะออกขายแล้ว) แต่เป็นเพราะการเขียนรีวิวของคุณบีแห่งสำนักพิมพ์แก้วกานต์ที่นี่

แม็กซ์ก็รู้นะคะว่ามันเป็นการโฆษณาอย่างนึง (ก็แหมเขาอุตส่าห์ซื้อลิขสิทธิ์แล้วแปลขายนี่) แต่การบรรยายเนื้อเรื่อง และตัวละครทำให้เรารู้สึกว่า เรื่องนี้น่าอ่านมาก ดังนั้นพออ่านเรื่อง First Comes Marriage จบ ก็เลยหยิบเล่มนี้มาอ่านต่อทันที

และก็บอกได้ตั้งแต่เปิดเรื่องค่ะ ว่าเล่มนี้แตกต่างไปจาก FCM มาก และไม่ใช่แค่เรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติคสืบสวน ในขณะที่อีกเล่มเป็นแนวย้อนยุคนะคะ จังหวะในการดำเนินเรื่องก็คนละเรื่องกันเลย

แต่ก็เช่นเดียวกัน หนังสือแต่ละเล่มล้วนมีจังหวะของมันเอง และมีเสน่ห์ในตัวเอง เล่มนี้ก็เป็นเช่นนั้น

Kiss Me While I Sleep ของลินดา โฮเวิร์ด

หนังสือเรื่องนี้ถูกโฆษณาว่าเป็นเล่มที่สามในชุด (ต่อเนื่องกับ Kiss and Tell, และ All the Queen's Men) แต่ส่วนเกี่ยวข้องเดียวของเล่มนี้กับเล่มอื่นก็คือ ตัวเอกที่เป็นสายลับซีไอเอ และตัวละครที่ชื่อแฟรงค์ วินเนย์ (ถ้าใครจะจำเขาได้) เท่านั้นเอง ดังนั้นแม็กซ์จึงบอกได้เลยว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือสองเล่มแรกหรอกนะคะ คุณก็สามารถหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่านได้อย่างรู้เรื่องแน่นอน

ลิลี่ แมนส์ฟิลด์เป็นนักฆ่ารับจ้างที่ทำงานให้กับซีไอเอ แต่งานที่เธอเพิ่งทำเสร็จลงไปไม่ใช่งานที่ซีไอเอจะอนุมัติ เพราะซัลวาตอเร่ เนอฟ์วีที่แม้จะเป็นอาชญากรชั่วช้า แต่เขาก็ยังมีประโยชน์ต่อซีไอเอเป็นอย่างสูง มันไม่สำคัญหรอกว่าซัลวาตอเ่ร่คือคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของเพื่อนสนิท สองคนของลิลลี่ และที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาคือคนที่ออกคำสั่งฆ่าเด็กสาวที่เปรียบเสมือนลูกสาวของเธออีก และนั่นเป็นความผิดที่ลิลลี่ไม่อาจให้อภัยได้

และแม้จะต้องแลกด้วยชีิวิต ลิลลี่ก็จะต้องแก้แค้น ดังนั้นเมื่อแผนการวางยาพิษซัลวาตอเร่ดูจะไม่เป็นผล เพราะเขาปฏิเสธที่จะดื่มไวน์ที่เจือยาพิษ หากลิลลี่ไม่ดื่ม เธอแม้จะรู้ว่ามันมีอันตราย และอาจทำให้เธอตายได้ ลิลลี่ก็ดื่มมัน

แผนการสำเร็จ ซัลวาตอเร่ตาย แต่มันก็ทำให้ลิลลี่เจ็บหนัก เธออาจจะรอดแต่ร่างกายของเธอไม่แข็งแรงเหมือนเก่า มีรอยรั่วในหัวใจของเธอ ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยด่วย แต่ลิลลี่ไม่อาจรอเวลาได้ เพราะแม้หัวหน้าขององค์กรที่สั่งฆ่าได้ตายลงไปแล้ว แต่ลูกชายของเขาก็ยังคงอยู่ และเธอต้องการทำลายทุกอย่างที่พวกเนอฟ์วีมี

การกระทำของลิลลี่สร้างความตื่นตระหนกให้กับซีไอเอ พวกเขากลัวว่าเธอจำทำลายเครือข่ายสายลับของซีไอเอที่สร้างไว้กับพวกเนอฟ์วี แฟรงค์ วินเนย์จึงส่งตัวสายลับมือเอกอย่างลูคัส สเวนไปยังปารีสเพื่อจัดการกับปัญหาที่ชื่อว่าลิลลี่นี้เสีย

แต่ลูคัสไม่ใช่สายลับอย่างที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็นกัน เขาไม่ใช่เจมส์ บอนด์ที่เคร่งขรึมและไร้อารมณ์ขัน ลูคัสเป็นด้านที่ตรงข้ามของลิลลี่ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นเขาเลือกที่จะใช้วิธีที่ไม่เหมือนใคร เพราะแทนที่จะจับตัวเธอทันทีที่หาเธอพบ ลูคัสกับยื่นข้อเสนอช่วยเหลือลิลลี่ในภารกิจของเธอ และอย่างช้า ๆ หนุ่มเท็คซัสคนนี้ก็ได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ในหัวใจที่ดูเหมือนจะปิดตายไปแล้ว ของลิลลี่ได้

จุดเด่นที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ คาแร็คเตอร์ค่ะ โดยเฉพาะด้านที่แตกต่างกันมากของลูคัสและลิลลี่ เพราะแม้ทั้งสองจะทำงานในโลกด้านมืดของการเป็นนักฆ่าและสายลับ ทั้งสองก็มีวิธีการจัดการกับชีวิตส่วนตัวที่แตกต่างกัน ลิลลี่ซึ่งเป็นนักฆ่าถอนตัวออกจากโลก และตัดความสัมพันธ์กับทุกคนที่มีความหมาย นอกจากเพื่อนทั้งสอง และลูกสาวบุญธรรมของพวกเขา เด็กสาวที่ลิลลี่ช่วยชีวิตมาจากการปฏิบัติภารกิจครั้งนึง เด็กที่ลิลลี่ดูแลมาตลอด และเมื่อทั้งหมดถูกฆ่าตาย แรงยึดเดียวที่ลิลลี่มีต่อโลกใบนี้ก็ขาดผึงลง เธอไม่แคร์การมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ชีวิตทั้งหมดมีเพื่อแก้แค้น

ส่วนลูคัสดูเหมือนจะใช้การเป็นสายลับเป็นบันไดแห่งการเติบโต จากเด็กหนุ่มที่เข้าสู่ธุรกิจแห่งเงามืดเพราะต้องการความตื่นเต้น ลูคัสเติบโตขึ้นเป็นชายผู้รู้จักชีวิต และรับผิดชอบ แน่ล่ะเขาเสียใจกับการกระทำในอดีต แต่ก็รู้ว่าบางอย่างมันก็ไม่อาจแก้ไขได้ เขาก็แค่ทำสิ่งที่เหลือให้ดีที่สุด อย่างที่บอกนะคะลูคัสเป็นด้านตรงข้ามของลิลลี่ และเขาก็เข้ามาในชีวิตของเธอ ในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด

เพราะนอกจากเขาจะเป็นคู่หูในปฏิบัติการ เขายังนำรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมาให้เธอ และก็คือเขาที่นำชีวิตกลับมาให้กับลิลลี่อีกครั้ง

ในแง่นึงลูคัสเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังสือของลินดา โฮเิวิร์ดเท่าไหรนัก หรืออย่างน้อยคุณก็ไม่เห็นในตัวพระเอก เพราะเขาไมไ่ด้ออกอาการอัลฟ่า หรือหัวดื้อถือตัวเองเป็นใหญ่เลยสักนิด และมันก็เหมาะกับเนื้อเรื่อง เพราะลิลลี่ในเรื่องนี้ก็แข็งมากพอแล้ว แต่ลูคัสก็ไม่ใช่พระเอกสไตล์เบต้าหรอกนะคะ เขาเป็นสายลับซีไอเอ และมีความสามารถทุกอย่างที่สายลับควรมี เหนืออื่นใด เขานับถือลิลลี่ และนี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเอกจะคิดต่อนางเอกได้

จะว่าไปบทบาทของพระเอกและนางเอกในเล่มนี้ออกจะสลับกันอยู่นะคะ เพราะเป็นพระเอกที่ดึงนางเอกออกมาจากด้านมืด และช่วยให้เธอกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า หนังสือโรแมนติกสืบสวนเล่มนี้ ส่วนของโรแมนติกสอบผ่านค่ะ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสักพักใหญ่เลยล่ะ กว่าพระนางจะได้พบหน้ากัน (แต่ก็เป็นฉากการพบที่ช่างน่าตื่นเต้นอย่างมาก เมื่อลูคัสพุ่งรถเข้าไปขวางระหว่างลิลลี่กับมือปืนที่หมายมั่นเอาชีวิตของ เธอ)

ส่วนของสืบสวนต่างหากที่รบกวนใจของเรา ปกติแม็กซ์จะไม่ค่อยเรื่องมากกับพล็อตส่วนสืบสวน ซึ่งในกรณีนี้คือพล็อตที่เป็นทริลเลอร์ เพราะไม่มีการสืบสวนค่ะ เรารู้อยู่แล้วว่าผู้ร้ายเป็นใคร แต่เป็นการปฏิบัติภารกิจของลิลลี่มากกว่า แต่เล่มนี้คงเป็นเพราะการโฟกัสอย่างมากของลิลลี่ในการแก้แค้น ทำให้เรารู้สึกว่า หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้มันง่ายเกินไป

เพราะสำหรับคนที่กร้านโลกและมองโลกด้วยสายตาตายด้านอย่างลิลลี่ แม็กซ์รู้สึกไม่ค่อยเชื่อนักที่จู่ ๆ เธอจะไว้ใจลูคัสทั้งที่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร โดยให้เขามาร่วมปฏิบัติการด้วย จริงอยู่ที่เธอกำลังต้องการความช่วยเหลือ และเขาก็เข้ามาในเวลาที่เหมาะเจาะ แต่เราคิดว่า คาแร็คเตอร์ของลิลลี่น่าจะระวังตัวมากกว่านี้ (แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะคิดถูกที่ให้ลูคัสมาช่วยนะคะ แต่ในเวลาที่เจอกับเขา ลิลลี่กำลังหนีการตามล่า และไม่น่าจะไว้ใจใครง่าย ๆ)

แม็กซ์ชอบการสรุปเรื่องตอนจบ ที่เฉลยว่า แท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นยังไง เราคิดว่ามันเสียดสีดี (สปอยล์) ที่สุดท้ายแล้วคนที่บ่อนทำลายอาณาจักรเนอฟ์วีก็คือ คนที่จะได้ประโยชน์จากมันมากทีุ่สุด และเขาทำไปก็เพราะผู้หญิงคนเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า งานของลิลลี่ง่ายเกินไปหน่อยนะคะ เธอเสียสละไปมากเพื่องานนี้ เราจึงอยากให้มันเป็นงานที่ยากลำบาก (กว่านี้) เพื่อที่ทุกอย่างที่ลิลลี่ลงทุนไปดูคุ้มค่ามาก ๆ (เข้าใจลอคจิกของเราไหมคะ)

ปัญหาที่แม็กซ์มีต่อเล่มนี้ คงเพราะเรายังตัดสินใจไม่ได้น่ะค่ะว่า เรากำลังอ่านโรแมนซ์อยู่ หรือว่าอ่านทริลเลอร์ เพราะเรื่องนี้มันเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง ปัญหาการคือ การเป็นอย่างนึงมันจะทำให้อีกส่วนหนึ่งดูไม่ครบถ้วน ในแง่ของโรแมนซ์เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีค่ะ (แม้มันจะไม่ใช่โรแมนซ์ชนิดที่พระนางตัวติดกันตลอดเวลา) ลิลลี่เมื่อเลือกที่จะไว้ใจลูคัส เธอก็ไว้ใจเขาอย่างหมดใจ แม้กระทั่งตอนที่เธอคิดว่าเขาทรยศ เธอก็ยังรักเขา แต่ถ้าคิดในแง่ของทริลเลอร์ ยังมีหลายอย่างที่แม็กซ์ไม่ค่อยเชื่อนัก

แต่ในเมื่อบลอกนี้เป็น Mostly Romance เราก็จะเน้นในโรแมนซ์แล้วกันนะคะ ดังนั้นจึงสรุปว่า แนะนำให้อ่านกันดูแล้วกัน หนังสือเล่มนี้ไม่เหมือนกับเล่มไหนของลินดา โฮเวิร์ดที่อาจจะดูมีด้านมืดที่มากกว่า แต่การเดินทางออกจากด้านมืดของลิลลี่มาสู่แสงสว่าง (ด้วยความรักของพระเอก) ก็เป็นการเดินทางที่แฟนโรแมนซ์น่าจะชื่นชอบค่ะ

Monday, February 16, 2009

Crazy Hot // Tara Janzen (ฉบับภาษาไทย)

อ่านเรื่องนี้จบตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน แต่เมื่อวานเกิดอาเพศใหญ่ทำให้เข้าบลอคไม่ได้ก็เลยต้องหยุดไปวันนึงอย่างไม่ตั้งใจ

เรื่องนี้ (ชื่อภาษาไทยเป็นของสำนักพิมพ์นะคะ เราไม่ได้ตั้งเอง) แปลมาจากเรื่อง
Crazy Hot ของ Tara Janzen เป็นหนังสือไม่กี่เรื่องที่เราตั้งหน้าตั้งตารออ่านในฉบับภาษาไทย

ทำไมหรือ

เพราะเราชอบเรื่องชุดนี้มากน่ะสิ (ไม่น่าถาม)

คำตัดสินว่าไงงั้นหรือ เราคิดว่าแปลได้ดีค่ะ ซึ่งก็ไม่ผิดคาด เพราะนักแปลเรื่องนี้ถือว่ามีชื่อเสียงพอสมควรในวงการหนังสือโรแมนซ์ การแปลความถือได้ว่าถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ นอกจากจุดเล็กน้อยสองสามจุดก็ถือว่าดีค่ะ

เราไม่ได้ยกตัวเองเป็นท่านเปาตัดสินว่าหนังสือเรื่องไหนแปลดีหรือไม่ดีนะคะ เพราะว่าไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราวัดฝีมือการแปลจากมิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดของตัวเองก็คือ เราอ่านรู้เรื่องมากแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในวงการโรแมนซ์เพราะมีนักแปลหลายระดับ ตั้งแต่ไส้เดือนกิ้งกือไปจนถึงเทวดาบนสวรรค์ ถ้าคุณไม่เคยอ่านหนังสือที่แปลห่วย ลองมาอ่านโรแมนซ์สัก 10 เล่ม เชื่อได้เลยว่าจะต้องเจอสักเล่มสองเล่มที่เข้าขั้นห่วยขว้างติดกำแพง นักแปลบางคนเก่งขนาดแปลเรื่องสนุกให้เป็นเรื่องสงัด หนังสือสุดสนุกเป็นหนังสือสุดกร่อย

เป็นโชคดีของ Crazy Hot ที่ได้นักแปลมีฝีมือ

ถ้าไม่นับการไล่ตามห่านป่าในหน้า 30 ก็ถือว่าการแปลค่อนข้างสมบูรณ์แบบทีเดียว

หนังสือเรื่องนี้เป็นการเปิดตัวชุด The Mission (แม้ว่าหน้าปกภาษาไทยจะใช้ชื่อว่าชุด Crazy ก็ตาม) ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตแก็งค์โจรขโมยรถวัยกระเตาะที่เติบโตขึ้นมาแสบ ไม่แพ้กับอดีตวัยเด็ก แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติมากที่เด็กชายหน้าตาดี มีปัญหาทางบ้านจะมารวมกลุ่มกัน และโตขึ้นมาเป็นกลุ่มชายหนุ่มที่หน้าตาดี (ยังกะว่าเป็นไปได้ในชีวิตจริง ถามจริงเหอะถ้าเจอผู้ชายสุดหล่อคบกันเป็นเพื่อนสนิท คุณจะคิดว่าไง สำหรับเราแล้วเรดาร์เกย์ร้องลั่นเลย)

กลุ่มหนุ่มสุดหล่อ แสนเท่ห์เหล่านี้ทำงานให้กับหน่วยงานที่มิอาจเปิดเผยตัวได้ (อันนี้ไม่ใช่ข่าวลือ) มีหน้าที่พิทักษ์รักษาโลก ในภารกิจแรกควินน์ ยังเกอร์ที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บก็ได้มาเจอกะถ่านไฟเก่า ที่บังเอิญมาอยู่ผิดที่ผิดทาง

ตามสไตล์เรื่องชุดนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงแค่ข้ามคืน แต่นั่นจะเป็นค่ำคืนที่คุณเพลิดเพลินไปกับการผจญภัยของตัวละคร ได้ความรู้เรื่องรถขึ้นมาอีกเพียบ ได้อ่านฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ตามชื่อเรื่อง และที่สำคัญคุณจะได้พบกับกลุ่มตัวละครที่มีเสน่ห์ที่สุดกลุ่มหนึ่งในหน้า หนังสือ

Sunday, February 8, 2009

Ukiah Oregon Series

มีคนถามแม็กซ์มา (อีกแล้ว) ว่าตอนนี้ชอบนักเขียนแนวแฟนตาซี/ไซไฟคนไหนบ้าง คงต้องเริ่มด้วยการบอกว่านักเขียนที่จะพูดถึงนี่เขียนแนวแฟนตาซี/ไซไฟเป็น หลักค่ะ อาจมีโรแมนซ์บ้าง แต่ไม่ใช่จุดเด่นของเรื่อง (แม้ว่าแม็กซ์อาจจะชอบเรื่องนั้นเพราะประเด็นโรแมนซ์เป็นหลักบ้างก็มี)

ถ้าถามกลับไปสักเมื่อหกปีก่อน (ทำไมต้องเป็นหกปี ก็ไม่แน่ใจค่ะ แต่คงจะประมาณนั้นนะ) แม็กซ์คงตอบเสียงดังฟังชัดว่าลอเรล เค. แฮมิลตันเพราะเธอเป็นนักเขียนแนวนี้คนแรกที่แม็กซ์อ่านอย่างจริงจัง และชุดเมอริดิธ เจนทรี้ก็เปิดหูเปิดตาแม็กซ์ชนิดที่อีโรติกเล่มไหนทำไม่ได้เลย (ซึ่งนั่นก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ต้องคุยกันทีหลังนะคะ)

แต่กาลเวลาที่เปลี่ยนไป พร้อมกับรสนิยมขึ้นลงของแม็กซ์ทำให้ตอนนี้ลอเรล เค. และแม่หนูเจนทรี้ก็ตกอันดับไป ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่โดนเรื่องอื่นแซง

เวลานี้หลังจากอ่าน No Human Involved จบไปหมาด อันดับหนึ่งก็คงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์ แต่เพราะแม็กซ์สัญญากับคนอ่านบลอกไปแล้วว่าจะไม่รบกวนความสุขด้วยการพล่าม เรื่องชุดนี้อีก ก็เลยขอใช้เวลาพูดถึงอันดับสองในเวลานี้แล้วกัน

เวน สเปนเซอร์

ดูชื่อแล้วอาจนึกว่าคนแต่งเป็นผู้ชาย แต่เวนมาจากเวนดี้นะคะ ปัจจุบันเธอเขียนหนังสือสามชุด ซึ่งแม็กซ์ชอบทุกชุด แต่แน่นอนว่าย่อมมีลูกที่รักมากที่สุดนะคะ

ชุดที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดเป็นหนังสือชุดแรกที่เธอเขียน และแม้จะไม่ได้จบชุดอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ไม่มีเล่มใหม่ในชุดออกมาให้อ่านกันเลย นั่นก็คือชุด Ukiah Oregon เชื่อหรือไม่ว่า เล่มแรกในชุดมีการแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้ว ตอนที่แม็กซ์เห็นหนังสือเล่มนั้นที่จตุจักร ก็ยังคงมิคลาย ถ้าจำไม่ผิดชื่อไทยคือ "เอเลี่ยนพิทักษ์โลก"

เช่นเดิมคงต้องมีคำเตือนไว้ก่อน แม็กซ์กำลังจะสปอยล์หนังสือชุดนี้อีกแล้ว แต่สำหรับเพื่อนของแม็กซ์ที่มีโอกาสอ่านหรือไม่ได้อ่าน ก็คงจะพอรู้เรื่องสปอยล์ไปแล้วบ้างล่ะนะ เพราะแม็กซ์ก็กรี๊ดสลบไม่น้อยกับชุดนี้

Ukiah Oregon (อ่านว่า yoo-KAI-ah หรือสรุปว่าเขียนเป็นไทยยาก ขอให้ทับศัพท์แล้วกัน) เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกพบในป่าซึ่งถูกเลี้ยงโดยหมาป่า โดยนักมานุษยวิทยาสาวคนหนึ่งและถูกเธอเก็บกลับมาเลี้ยงเป็นลูก ตลอดเวลาเขารู้ว่าตัวเองแตกต่างจากเด็กคนอื่นทั่วไป เพียงแต่ไม่รู้ว่าความแตกต่างนั้นมันมากเพียงไรจนกระทั่งเขาได้พบและร่วมทำ งานกับแม็กซ์ (ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอกหรอกนะ) ซึ่งเป็นนักสืบเอกชน Ukiah มีความสามารถในการแกะรอย ในคดีหนึ่งที่เขาแกะรอยคนร้าย เขาถูกยิง น่าแปลกที่เขาไม่เป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ตอนแรกทุกคนเข้าใจว่าเขาตายแล้ว และคดีนั้นเองก็นำเขาไปสู่การพบกับชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเอง

อะไรที่ทำให้แม็กซ์รักหนังสือชุดนี้ ก็เหมือนกับหนังสือ romance นั่นแหละ คือความสัมพันธ์และปฏิกริยาที่ตัวละครในเรื่องมีต่อกัน แม็กซ์รักแม็กซ์ (ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอก) ที่เขารัก Ukiah เหมือนลูก แต่ไม่เคยปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นเด็กเล็ก ทั้งที่ Ukiah ก็อายุเพียงยี่สิบปี แม็กซ์รัก Ukiah ด้วยความไร้เดียงสาชนิดที่เด็กผู้ชายส่วนใหญ่สูญเสียมันไปตั้งแต่อายุไม่ถึง สิบห้า แม็กซ์ชอบฉากที่อินดิโก้ (นางเอกของชุดที่อายุมากกว่า และเป็นเอฟบีไอ) ปฏิบัติการหลอกเด็ก ฉากเซ็กส์ที่ไม่ได้โจ่งแจ้งหรือบรรยายอะไรมาก แต่อ่านแล้วน่ารักมาก แม็กซ์รักที่ Ukiah ถูกเลี้ยงมาโดยแม่สองคนที่เป็นคู่เลสเบี้ยน แม็กซ์รักที่เขารับคิดเทนนิ่งลูกชายของเขามาเลี้ยงโดยไม่มีข้อแม้ (ส่วนคิดเทนนิ่งมาได้ยังไงเนี่ย มันสปอยล์มากไปหน่อยค่ะ แต่เด็กคนนี้ไม่ได้เกิดมาตามปกติที่เราคิดกันหรอกนะ)

สำหรับแม็กซ์แล้ว หนังสือทุกเล่มที่แม็กซ์ชอบจะมีพื้นฐานมาจากการเขียนตัวละครที่น่าสนใจ ความสัมพันธ์ของตัวละครที่มีต่อกันซึ้ง ๆ (ฉากที่อินดิโก้ไม่ยอมมองหน้าพี่ชายฝาแฝดของ Ukiah เพราะทำใจไม่ได้ที่ต้องเห็นหน้า Ukiah แต่กลับไม่ใช่เขา และมันตอกย้ำเธอถึงความจริงที่ว่าเขาหายตัวไป ---- ซึ้งอย่างที่ไม่ต้องบรรยายความรู้สึก) โบนัสที่ได้นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้สำหรับเรื่องชุดนี้ก็คือ หนังสือแนวแฟนตาซี/ไซไฟที่พล็อตเรื่องน่าติดตาม ขนาดที่วางไม่ลงเลยทีเดียว

สำหรับคนที่ทรนงตัวว่าไม่อ่านโรแมนซ์ ก็ลองอ่านชุดนี้ดูนะคะ เพราะไม่แมนซ์หรอกนะ สำหรับแฟนโรแมนซ์ แม็กซ์ก็อยากให้ลองอ่านค่ะ เพราะสนุก (ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วน่ะ) สนุกจริงนะคะ

In Appriciation of Liz Carlyle

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนถึงเรื่อง Witch fire ที่เพิ่งอ่านจบไป แต่แล้วอาการลิซเครซี่ก็แทรกเข้ามากระทันหัน ก็เลยขออนุญาตเขียนถึงนักเขียนคนที่สำหรับแม็กซ์แล้ว คืออันดับหนึ่งในดวงใจ ณ เวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแนวย้อนยุค

ลิซ คาร์ไลล์อาจไม่มีหนังสือเล่มที่แม็กซ์เรียกได้ว่าเล่มโปรด ชอบมากจนสุดหัวใจ แต่กับงานของเธอ แม็กซ์กล้าเปิดอ่านโดยไม่ต้องทำใจเตรียมรับกับความผิดหวัง คะแนนเฉลี่ยหนังสือของเธออยู่ที่ 82 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดานักเขียนแนวย้อนยุค

และเพื่อเป็นการเตรียมฉลองให้กับหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่กำลังจะออกขาย (หรือจะมาถึงเมืองไทย) ในเร็ววันนี้ แม็กซ์ก็เลยอยากจะพูดถึงงานในอดีตของเธอ

My False Heart(83)หนังสือเล่มแรก เขียนขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 1999 เธอไม่เหมือนนักเขียนหน้าใหม่เลยสักนิด กับพล็อตเรื่องที่ดูแสนธรรมดา แต่ความพิเศษซึ่งเราถือว่าเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญสุดของเธอก็โดดเด่นจนแม็กซ์ ซึ่งอ่อนภาษาอังกฤษเหลือเกินในตอนนั้นยังมองเห็น ความลึก ความนุ่มนวล และความฉลาดในการใช้ภาษา การบรรยายตัวละครโดยไม่จำเป็นต้องใช้การบอกให้คนอ่านรับรู้ แต่กลับเป็นการทำให้คนอ่านซึมซาบเข้าไป ความละเมียดละไมที่หาได้ยากในงานของนักเขียนทั่วไป ทำให้เธอโดดเด่นแม้ว่าพล็อตเรื่องจะไม่มีอะไรเลย เรื่องการหลอกลวงของเอลเลียตที่บังเอิญหลบฝนไปในบ้านของเอแวนเจลีน แล้วถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักวาดรูปภาพเหมือนที่เธอจ้างมา ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางสูงศักดิ์กับหญิงสาวที่ดูไม่เหมาะสมกับเขานักก็ เริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อนของแม็กซ์คนนึงเคยพูดถึงฉากที่เป็นหัวใจของเรื่อง ซึ่งแม็กซ์เห็นด้วยเต็มที่ เมื่อเอลเลียตสารภาพกับนางเอกถึงเหตุผลที่เขาต้องปกปิดตัวตนของตนไว้ ทั้งที่ในฐานะของมาร์ควิสแห่งเรนน็อคเขาดูดีกว่านักวาดรูปปากกัดตีนถีบนัก "เพราะผมไม่เคยชอบผู้ชายที่ผมเป็น ผมไม่เคยชอบตัวตนของตัวเองและผมต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำให้คุณชอบผม แล้วผมจะคาดหวังได้อย่างไรเล่าที่จะให้คุณชอบผมอย่างที่ผมเป็น โดยไม่โกหก"

สำหรับงานเล่มแรก สอบผ่านฉลุยค่ะ และทำให้แม็กซ์กลายเป็นแฟนตัวจริงเสียงจริงของเธอมาจนถึงบัดนี้

A Woman Scorned (90) ตามมาในเดือนพฤษภาคม 2000 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าจะไม่ชอบ เพราะเป็นเรื่องราวของแม่ม่ายลูกติดสอง คนที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าสามีของตัวเอง กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แม็กซ์ก็ยังเป็นคนโง่ที่ปิดกั้นตัวเองเหมือนกันนะ แม็กซ์มีรสนิยมบางอย่างที่เป็นกำแพงทำลายโอกาสของตัวเอง แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องที่นางเอกแต่งงานมาก่อน หรือมีลูกติด หนังสือเล่มนี้พิสูจน์ให้แม็กซ์รู้ว่าตัวเองโง่แค่ไหน ความสนุกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของนางเอก หรือความหล่อเหลาของพระเอกหรอกนะ โจเน็ตนางเอกของเรื่องห่างไกลจากความเพียบพร้อม เธอถูกจัดให้แต่งงานกับชายสูงวัยกว่าตั้งแต่อายุน้อย เธอยอมรับกับมัน และทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกชายสองคนของเธอ และเมื่อสามีของเธอตายในลักษณะที่น่าสงสาร เธอก็ยืดหน้าต่อสู้กับคำครหา เธอเป็นผู้หญิงชนิดที่แม็กซ์อยากจะเป็น เพราะเธออารมณ์ร้ายแต่ยามรักก็สุดใจ เธอไม่แคร์สังคมและทำให้สังคมหมุนรอบตัวเธอได้ เธอไม่แคร์ที่ตัวเองจะเริ่มตกหลุมรักอดีตทหารที่เป็นอดีตพระที่ปัจจุบันเป็น ครูสอนหนังสือให้ลูกชายของเธอ ตอนเริ่มแรกแม็กซ์คิดว่านี่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเอกปลอมตัวเข้าไปอยู่ ในบ้านนางเอก เพราะโคลถูกน้าชายของเขาซึ่งเป็นน้องเขยของโจเน็ตให้เข้าไปสืบสวนการตายของ สามีของเธอ แต่ลิซก็เป็นนักเขียนที่ดีกว่านั้น เพราะนั่นไม่เคยเป็นประเด็นในเรื่อง

รสนิยมชอบผู้ชายสไตล์ดีแตกก็ได้มากจากเล่มนี้แหละ

Beauty likes the night (พฤศจิกายน 2000) เป็นเล่มที่สาม และถือว่าเป็นหนึ่งในเล่มที่อ่อนที่สุดของเธอ (77) สำหรับคนที่สงสัยคำว่า BLTN เป็นส่วนหนึ่งของบทกลอนที่ลอร์ดไบรอนเขียน ถ้าคุณเคยได้ยินนะ She walks in beauty... แม็กซ์จำได้แค่นี้แหละ กลอนไทยยังจำไม่ได้เลย จะจำกลอนฝรั่งได้ยังไง ใช่เปล่า เล่มนี้เป็นเรื่องความผูกพันในวัยเด็ก เมื่อเฮลีนซึ่งเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลเด็กที่มีความ ต้องการเป็นพิเศษ และแคมเป็นพ่อผู้ซึ่งไม่อาจทำให้ลูกสาวหายช็อคจากเหตุการณ์ที่ทำให้ภรรยาของ เขาต้องตายได้ แคมจึงติดต่อเฮลีนผู้ซึ่งเป็นหวานใจของเขาในวัยรุ่นสมัยที่พ่อของเขาและแม่ ของเธอเคยเป็นชู้กัน ความรักที่พลัดพลาก การเจอกัน และแน่นอนการช่วยเหลือเด็กน้อยให้กลับสู่ความเป็นปกติก็เกิดขึ้น อาจเพราะว่าตัวละครในเรื่องนี้ดีเกินไปมั้งคะ แม็กซ์ก็เลยไม่ค่อยปิ๊งเท่าไหร เพราะแคมก็เป็นพี่ชายที่แสนดี เสียสละ ยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก (และเลิกกับคนที่เขารักที่สุดไป) ก็เพื่อรักษาฐานะของครอบครัวไว้ เฮลีนเองก็ดีไม่แพ้กันความดีที่มากเกินไปไม่ค่อยเข้ากับแม็กซ์น่ะ ส่วนที่เด่นที่สุดในเรื่องนี้ และไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเบนท์ลีย์เป็นตัวละครที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดของลิซ คาร์ไลล์ เขายังปรากฎตัวในอีกหลายเล่มกว่าที่จะมีเรื่องเป็นของตัวเอง

แล้วลิซก็เขียนถึงแบดบอยอีกคนที่แม็กซ์ติดใจมากตั้งแต่เรื่อง A Woman Scorned นั่นก็คือเดวิด เดลาคอร์ต กับเรื่อง A Woman of Virtue (87) ในเดือน มีนาคม 2001 เดวิดมีภูมิหลังอันลึกลับ ที่ไม่ค่อยลับนักหรอกถ้าคุณอ่าน AWS แล้ว เขาเป็นน้องชายต่างแม่ของโจเน็ต และไม่ใช่ลูกชายของคนที่เขาสืบทอดบรรดาศักดิ์ นั่นเป็นปมในใจของเขา เดวิดคิดมาตลอดชีวิตว่าตนเองอาจจะเหมือนกับพ่อผู้ให้ดีเอ็นเอแก่เขา (แต่สมัยนั้นเขาไม่รู้จักดีเอ็นเอหรอกนะ แม็กซ์เรียกเองน่ะ) ซึ่งเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว และไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดว่าตัวเองดีพอสำหรับเซซิเลีย ทั้งที่มีโอกาสได้หมั้นหมายกับเธอแม้จะจากความเข้าใจผิดและเพื่อรักษาชื่อ เสียงของเธอเอาไว้ ทั้งคู่ก็ถอนหมั้น และเธอแต่งงานกับคนอื่น (แต่แฟนสาวเวอร์จิ้นไม่ต้องเสียใจ สามีเก่านางเอกไร้สมรรถภาพจ้า) เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยคว้ามาครอบครองได้ ส่วนที่ทำให้เรื่องนี้งดงามและอยู่ในความทรงจำของแม็กซ์ก็คือการบรรยายความ รู้สึกของตัวละคร ที่อ่านไปแล้วต้องถอนหายใจออกมาลึก ๆ หลายรอบ ตัวละครของลิซซับซ้อนและไม่ได้คิดอะไรง่าย ๆ จำพวก "ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ" วิธีการบอกรักของพวกเขาลึกล้ำ และมีความหมาย การกระทำเพียงเล็กน้อยก็สื่อให้เรารู้แล้วว่า เดวิดรักเซซิเลียมากเพียงใด ถ้ามีโอกาสและเป็นไปได้ แม็กซ์อยากจะแนะนำคนที่อยากอ่านเรื่องนี้ให้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษนะคะ เพราะการถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทยกับความลึกล้ำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และโอกาสที่จะ Lost in Translation ก็มีมากเหลือเกิน

No True Gentleman (83) ออกขายในเดือน กรกฎาคม 2002 เล่มนี้สร้างความฉงนให้กับแม็กซ์ค่ะ เพราะตอนที่อ่านครั้งแรกแม็กซ์ไม่ชอบเลยนะคะ คะแนนต่ำต้อยยิ่งกว่า BLTN เสียอีก แต่แล้วก็ต้องขอบคุณเพื่อนคนนึงที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาไทย และคุณกัญชลิกาคนแปลที่ทำให้แม็กซ์เมื่อได้อ่านเรื่องนี้อีกครั้งในฉบับภาษา ไทย (ซึ่งถ้าไม่แปลแม็กซ์คงไม่เลือกจะหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบหรอกค่ะ เพราะก็ไม่ชอบไง จะเอามาอ่านอีกทำไม) จึงทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรมากกว่าที่คิดนัก จนอ่านจบก็ทำให้แม็กซ์ทบทวนคะแนนอีกครั้ง และพบว่าบางครั้ง First Impression is not alway a last impression หนังสือซึ่งเป็นเรื่องราวของแม็กซ์ (ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอกนะ) ตำรวจน้ำที่ออกมามีบทใน A Woman of Virtue และแคทเธอรีนน้องสาวของพระเอกในเรื่อง Beauty likes the night ซึ่งเป็นตัวอย่างว่า จงอย่าเกิดเป็นน้องสาวของพระเอก เพราะคุณอาจจะโดนคนแต่งฆ่าสามีของคุณ แล้วจับคุณมาย้อมแมวเป็นนางเอกในหนังสือเล่มต่อไปของเธอได้ ในเล่มนี้แคทเธอรีนที่เสียสามีไป เดินทางมาลอนดอนเพื่อร่วมฤดูกาล การเป็นแม่ม้ายของเธอจึงเปิดโอกาสให้เธอสานความสัมพันธ์กับแม็กซ์ผู้ชายที่ ดูจะไม่เหมาะสมกับเธอเลยสักนิด เขาเป็นคนต่างชาติ (ยายของเขาเป็นอิตาเลียน) เป็นตำรวจ อาชีพที่ไม่เหมาะกับสังคมชั้นสูง และทั้งคู่ก็เข้าไปพัวพันกับการฆาตกรรมที่ใกล้ตัวเกินคาด

และแล้วเบนท์ลีย์ก็มีเรื่องเป็นของตัวเองเสียที หลังจากผลุบโผล่มาให้คนอ่านชื่นใจในหลายเล่ม กับเรื่อง The Devil you know (83) ในเดือน เมษายน 2003 หนังสือที่ชื่อตรงกับใจของแม็กซ์มาก ลิซฉลาดมากที่จับคู่หนุ่มเสเพล ไร้ความรับผิดชอบกับเฟรเดริก้า เด็กสาวที่อยู่ในความดูแลของเอเวนเจลีนจากเรื่อง My False Heart แล้วให้โคลโผล่มาให้เห็น แค่นี้ก็เป็นส่วนประกอบที่แม็กซ์ทำใจว่าจะชอบตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านแล้วล่ะ กับพล็อตเรื่องที่คงถูกใจแม่ยกหลายคนที่นางเอกท้อง ทำให้ทั้งสองจำใจต้องแต่งงานกัน การเดินทางของคู่ที่ดูไม่เหมาะสมกันเลย กับการค้นหาอดีตและไถ่บาปของเบนท์ลีย์ แม็กซ์สารภาพว่าตอนจบที่ความจริงในอดีตเกี่ยวกับเบนท์ลีย์เปิดเผยออก เราเสียน้ำตาไปหลายปี๊บมาก หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของอารมณ์ในเรื่องล้วน ๆ ค่ะ ไม่มีพล็อตประเภทผู้ร้ายจ้องจะฆ่านางเอก แล้วพระเอกต้องมาปกป้อง ทุกอย่างเป็นเรื่องของใจ ที่อยู่ข้างใน การยอมรับความผิดพลาดในอดีต และการเริ่มต้นใหม่ พูดง่าย ๆ ก็เป็นพล็อตที่ลิซเขียนได้ดีที่สุด

แล้วธีมชื่อเดวิ่ลก็ตามติดมากับเล่มต่อไปที่ออกในเดือน มีนาคม 2004 กับเรื่อง A Deal with the devil (83) เรื่องที่แม็กซ์ไม่ได้คิดว่าจะชอบ (อีกแล้ว) เพราะเป็นเรื่องของไจลล์ลูกเลี้ยงของเซซิเลียจาก A Woman of Virtue ตัวละครที่แม็กซ์ไม่เห็นว่าจะน่าสนใจสักนิด แต่พูดอย่างนี้ก็คงพอรู้ว่า สุดท้ายแม็กซ์ก็ต้องกลืนคำพูดตัวเอง เพราะกลายเป็นอีกเรื่องที่ชอบมากเมื่อนักการเมืองหนุ่มผู้เพียบพร้อมพบว่า ตัวเองติดตาตรึงใจกับแม่บ้านที่ดูแลบ้านของเขาเอง ทั้งที่รู้ว่าไม่เหมาะสม และไม่ถูกต้อง หรืออาจจะผิดศีลธรรมด้วยซ้ำ เขาก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ โอ้ย พล็อตพระเอกดีแตกอีกเล่มค่ะ (กรี๊ด) แต่ขอเตือนว่าอย่าเข้าใจผิด เพราะเล่มนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเบนท์ลีย์หรอกนะคะ เพียงแต่ตัวละครเคยเดินชนกันครั้งหรือสองครั้งในหน้าหนังสือเท่านั้นเอง

ธีมชื่อเดวิ่ลตามติดมาอีกเล่มซึ่งก็คือ The Devil to Pay (83) ในเดือน มกราคม 2005 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของลิซ เพราะเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่เธอเปลี่ยนแนวการเขียน แนวเรื่อง และที่สำคัญคือตัวละคร ไม่ใช่ว่าลิซไม่เคยเขียนเกี่ยวกับพระเอกที่เป็นหนุ่มเสเพลหรอกนะ แต่คุณต้องอ่านถึงจะรู้ว่าทำไมแม็กซ์จึงคิดว่า เดวิลลินไม่เหมือนพระเอกคนอื่น ๆ ของเธอ เขาหยาบกระด้าง ไร้มารยาท เสียงดัง และมีเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่งที่แม็กซ์ได้อ่าน เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับโจรสาวนามเองเจิ้ล ความร้อนแรงที่เกิดคาดก็เกิดขึ้น จุดที่ทำให้แม็กซ์ให้คะแนนเรื่องนี้ไม่มากไปกว่าเล่มอื่น ทั้งที่ชอบมากนะคะ ก็คงเป็นที่ซิโดนี่ นางเอกที่แม็กซ์ว่าทำไมไร้เหตุผลไปเยอะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับ TSTL (สำหรับคนที่อยากรู้ว่ามาจากคำว่า Too Stupid To Live) หรอกนะ และเล่มนี้เป็นเล่มเปิดตัวตัวละครที่จะกลายเป็นหนังสือที่เป็นที่รู้จักกัน ว่าเป็นไตรภาคเล่มแรกของเธอ (ซึ่งไม่จริงหรอก เพราะหนังสือทุกเล่มของลิซเกี่ยวพันกัน)

และแล้วก็มีถึงชุดที่โฆษณากันว่าเป็นไตรภาคชุดแรกของเธอ Sin, Lies, and Secrets ที่เริ่มต้นในเดือน ตุลาคม 2005 กับเรื่อง One little sin (53) หนังสือที่อ่อนที่สุดที่เธอเคยเขียน ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายอย่างที่คะแนนบอกหรอกนะคะ แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานของลิซแล้ว สอบตกค่ะ เพียงแม็กซ์ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า ถ้ามีโอกาสได้อ่านอีกรอบ (ซึ่งคงยาก) คะแนนก็อาจถูกรีวิวก็ได้ เหมือนอย่างที่เคยทำไปแล้วกับ NTG อะไรที่ทำให้เรื่องนี้ไม่เวิร์ค อันดับแรกก็คงเป็นพล็อตชนิดที่ไม่โดนเอาเสียเลย เมื่อพระเอกแก่กว่านางเอกสิบกว่าปี (เกือบสิบห้า) เรื่องของเพลย์บอยที่ชื่อเสียงเสียกะฉ่อน กับเด็กสาวสวยใสบริสุทธิ์ที่จำต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกับเขา เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่แม็กซ์ดันไม่ชอบ ความเป็นสุภาพบุรุษที่มากเกินไปของพระเอก ซึ่งถ้าดีแตกเสียหน่อย แม็กซ์อาจจะขึ้นคะแนนให้ก็ได้ ที่กว่าจะคิดได้ว่า ตัวเองก็เหมาะสมกับนางเอกเหมือนกันก็ช้าไปแล้ว

ด้วยความผิดหวังจากเล่มแรก ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันในเวลาหลายปีนับจากเริ่มอ่านงานของลิซ ที่แม็กซ์ไม่ตื่นเต้น ดีใจที่เรื่อง Two Little Lies (90) ออกขายในเดือน มกราคม 2006 แม็กซ์เป็นพวกเจ็บแล้วจำค่ะ แต่ในครั้งนี้ใช้กันไม่ได้เลย เพราะ TLL เป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่งของลิซ เรื่องราวของคู่รักวัยเยาว์ที่ปล่อยให้ทิฐิ ความโง่ และการอยากเอาชนะมาทำลายความสัมพันธ์ ต้องใช้เวลาเกือบสิบปี การแต่งงานกับคนผิด การหมั้นที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่จะบรรจบเรื่องราวของควิน และวิเวียนน่าลงได้ ในวัยเยาว์ควินตามตื้อจนชนะใจนักร้องโอเปร่าสาว เขามีความสัมพันธ์กับเธอ และทิ้งเธอไปในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วิเวียนน่าปราศจากความผิด ทิฐิของเธอทำให้เธอไม่ยอมเล่าความจริงที่เกิด คำโกหกเล็ก ๆ สองครั้ง กับชีวิตที่แห้งแล้งตลอดเกือบสิบปี จนกระทั่งทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง นี่เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์เรียกว่า Emotion Books ของลิซ แนวเรื่องที่เธอเขียนได้ดีที่สุด หนังสือที่อ่านไปแล้วเกิดอาการน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่จากความเศร้าหรอกนะคะแต่เป็นอารมณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากแต่ละตัวอักษร ที่อ่านไป

และเล่มล่าสุดของเธอที่แม็กซ์ได้อ่าน ไม่แปลกใจหรอกนะคะที่Three little secrets (80) จะดูเหมือนด้อยลงมา เพราะทฤษฎีของแม็กซ์ก็ยังคงเหมือนเดิมที่ว่า นักเขียนไม่สามารถสร้างมาสเตอร์พีชได้ติดติดกันนักหรอก แต่อย่างน้อยกับนักเขียนคนนี้ ความผิดหวังไม่วูบลงหรอก อาจจะรู้สึกว่าด้อยลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่เลย ส่วนหนึ่งเพราะเล่มนี้พล็อตเรื่องคล้ายคลึงกับ TLL พอสมควร ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกในอดีต การพลัดพรากก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่ลิซก็เก่งพอจะทำให้เล่มนี้ดูแตกต่างออกไป แล้ก็แทรกพารานอมอลเล็ก ๆ เข้าไปในเรื่องตามสมัยนิยม

และตอนนี้ทุกลมหายใจของแม็กซ์ก็มีแต่ Never lie to a lady หนังสือเล่มใหม่ และเล่มแรกในชุดใหม่ (ที่ยังไงก็ยังอยู่ในโลกใบเดิมกับที่ตัวละครในเล่มก่อนหน้าของเธออยู่)

สุดท้ายของเตือนนิดเดียวค่ะ คนที่ชอบโรแมนซ์แนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นที่นางเอกสวยใสวัยยี่สิบเอ็ด ผุดผ่องเป็นยองใย พระเอกรวยล้นฟ้า คงไม่เหมาะกับงานเล่มใหม่ของเธอหรอกนะคะ ไม่ใช่ว่าลิซเขียนไม่ได้ เพราะเธอเคยเขียนมาแล้ว (ใน One little sin) แต่สำหรับแม็กซ์ก็คงได้แต่ภาวนาว่า คงไม่มีอะไรมาดลใจให้เธอเขียนเรื่องแบบนั้นอีกเป็นอันขาด

เสียดายฝีมือค่ะ หนังสืออย่างนั้นปล่อยให้คนที่เหมาะสมเขียนไปดีกว่า คนที่เขียนเรื่องได้อารมณ์สุดสุดอย่างเธอ ไม่ควร ไม่ควร

Wednesday, January 21, 2009

Shadowheart // Laura Kinsale

แม็กซ์ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนรีวิวหนังสือเล่มนี้เองหรอกนะคะ เพราะเราจำได้ว่าเพื่อนของเราคนนึงเคยเขียนรีวิวหนังสือเล่มนี้ไว้ได้จับใจ ยิ่งนัก แต่พอกลับไปค้นดู ก็หาไม่เจอเสียแล้ว จะรบกวนให้เธอเขียนใหม่อีกรอบ ก็แสนจะเกรงใจเพราะรู้ว่าช่วงนี้เธองานยุ่งมาก ก็เลยเป็นเราอีกนั่นแหละที่เขียน ดังนั้นต้องขอโทษเริ่มต้นเลยแล้วกัน ถ้าเราไม่อาจบรรยายความงดงามของหนังสือเล่มนี้ได้อย่างที่มันเป็น

แต่จุดประสงค์จริง ๆ ที่เราเขียนรีวิวเรื่องนี้ในวันนี้ ก็เพราะเรามีหนังสือเล่มนี้อยู่ในมือ และอยากจะแจกให้กับแฟนของบลอกค่ะ แต่คงต้องบอกก่อนนะคะว่าหนังสือที่จะแจกเป็นมือสอง ไม่ใช่หนังสือ เราไม่แน่ใจว่าถ้าคุณต้องการซื้อหนังสือเล่มนี้ที่ยังใหม่อยู่จะยังพอหาได้ ไหมนะคะ

กติกาไม่มีอะไรมาก ขอแค่คุณคิดว่าคุณอยากอ่านเล่มนี้ และเขียนคอมเม้นต์ไว้ในบลอกนี้เท่านั้น ตั้งแต่วันนี้ (31 ตุลาคม) จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน

Shadowheart ของลอร่า คินเซล

สำหรับเพื่อนของแม็กซ์หลายคนที่เรากล้าเรียกว่าเป็นเซียนโรแมนซ์ตัวจริง เสียงจริง (ไม่ใช่พวกที่แอบแฝงและเรียกกันเองตามศาลเจ้าต่าง ๆ) ทุกคนต่างพูดว่าลอร่า คินเซลเป็นของขวัญจากสวรรค์ที่ประทานมาให้วงการหนังสือโรแมนซ์ เพราะเธอคนนี้แหละที่ทำให้แฟนโรแมนซ์มีหนังสือที่สามารถเอาหนังสือโรแมนซ์ไป ประชันกับหนังสือชนิดอื่น ๆ ได้ และไม่ใช่เพราะเธอเขียนเรื่องเครียดอ่านยากนะคะ (แม้ว่ามันจะเครียดและอ่านยากก็ตาม) แต่เป็นเพราะเธอเป็นนักเขียนที่ทำการบ้าน และรักความสมบูรณ์แบบอย่างรุนแรง งานเกือบทุกเล่มของเธอผ่านการรังสรรค์และสร้างสรรอย่างเต็มที่กว่าจะออกมา เป็นรูปเล่ม เรื่องราวความรักของเธอสะกดใจคนอ่าน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยมีคำว่าสูตรสำเร็จ

สำหรับแม็กซ์ เราคิดว่าเธอเป็นนักเขียนที่ดีมาก แต่ก็ขออนุญาตนะคะเปิดอก (ที่ไม่ต้องถอดเสื้อ) จนกระทั่งแม็กซ์ได้อ่าน Shadowheart เราไม่ค่อยรู้สึกถึงความเป็นอัจฉริยะของลอร่าเต็มที่ เราชอบงานของเธอ เสียน้ำตาไปกับหนังสือหลายเล่ม แต่ก็แค่นั้น ยังไม่มีหนังสือเล่มไหนของเธอที่อยู่ในสมองของเรายาวนาน และจดจำได้ตลอดเวลา

จนกระทั่ง Shadowheart

หนังสือเล่มที่เธอใช้เวลาถึงห้าปีในการเขียน และสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ Shadowheart ยังเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่เธอเขียนอีกด้วย แม็กซ์ไม่ได้บอกว่าลอร่า คินเซลเลิกเขียนหนังสือแล้วนะคะ เพียงแต่เธอไม่มีงานเล่มใหม่ออกมาอีกเลยนับจากนั้น

และนี่ก็ตอกย้ำความเชื่อของแม็กซ์ว่า ไม่มีอะไรตามมาต่อจากความสมบูรณ์แบบได้

อเลเกรโต้ เดอ นาวานาปรากฏกายครั้งแรกในนิยายของลอร่า คินเซลเรื่อง For my lady's heart (หนังสือที่อ่านยากที่สุดในชีวิตที่แม็กซ์เคยอ่านมา เพราะเขียนด้วยภาษาอังกฤษในยุคกลาง) เขาเป็นมือสังหารที่ถูกพ่อส่งตัวมาให้เป็นผู้คุม และผู้คุ้มครองเลดี้เมเลนเธ ซึ่งเป็นภรรยาหม้ายของเจ้าผู้ครองแคว้นมอนเตเวอร์เด้ ซึ่งความสำคัญของแคว้นนี้อยู่ตรงที่ตั้งของมัน ซึ่งเป็นดินแดนที่เป็นฉนวนระหว่างตระกูลนาวานา และริเอตต้า

ในฐานะของลูกนอกสมรส อเลเกรโต้ไม่มีความสำคัญอื่นใดนอกจากถูกเลี้ยงเพื่อให้เป็นนักฆ่าตามคำสั่ง ของบิดา แต่ในตอนท้ายของ FMLH เขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ใช่การกลับตัวอย่างทันทีทันใด เขาเริ่มตั้งข้อสงสัยถึงจุดมุ่งหมายของการมีชีวิตของเขา และในที่สุดก็แตกหักกับบิดาผู้โหดร้าย

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่าน FMLH อาจจะมีปัญหาบ้างกับการเข้าใจอเลเกรโต้ แต่แม็กซ์ไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องอ่านเล่มนั้นก่อนหรอกนะคะ แต่คุณอาจจะไม่ชื่นชมอเลเกรโต้ได้เต็มที่นักถ้าคุณไม่ได้อ่านถึงเขาในสมัย วัยรุ่น

กลับมาที่ Shadowheart หนังสือเปิดเรื่องที่เลดี้เอเลน่า ทายาทสาวเพียงคนเดียวแห่งแคว้นมอนเตเวอร์เด้ ปู่ของเธอเป็นสามีคนแรกของเลดี้เมเลนเธ (สามีคนที่สองของเธอคือพระเอกในเรื่อง FMLH) ในฐานะเจ้าหญิง แม้จะเป็นเพียงแคว้นเล็ก ๆ ในอิตาลี เอเลน่าก็ยังเป็นเบี้ยที่สำคัญในเกมการเมือง และเธอก็ถูกขายให้กับฟรังโก้ ปีเอโต ริเอตต้า

เอเลน่าต้องเดินทางออกจากอังกฤษซึ่งเป็นที่พักอาศัยของเธอมาหลายปี กลับไปที่อิตาลีอีกครั้งเพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับฟรังโก้ สิ่งที่เธอไม่คาดหวังก็คือ เธอจะได้เจอกับเรือโจรสลัดที่ผู้นำเป็นชายอันแสนลึกลับ

หนังสือเล่มนี้ใช้พล็อตที่เห็นอย่างดาษดื่นในโรแมนซ์ยุคโบราณ (หมายถึงโรแมนซ์ที่เขียนช่วงปี 70 ที่พระเอกเป็นโจรสลัดจอมโหดแล้วก็จับนางเอกไป บังคับให้มีเซ็กส์ด้วย จากนั้นก็เปิดเผยตัวว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นของนางเอก) แต่เมื่อเรื่องนี้เขียนโดยลอร่า คินเซล แม็กซ์ก็กล้าบอกว่า มันแตกต่าง อาจจะไม่ใช่ในส่วนของพล็อต เพราะผู้นำโจรสลัดคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น นั่นก็คืออเลเกรโต้นั่นเอง เขาจับตัวเอเลน่าเพราะต้องการใช้เธอเป็นเบี้ยในการแย่งชิงดินแดนของนาวา นากลับคืนมา

สิ่งที่ทำให้เล่มนี้แตกต่างและโดดเด่นเหนือหนังสือเรื่องอื่นก็คือ การดำเนินเรื่องที่ถูกและตรงกับยุคสมัย การแย่งชิงอำนาจของแคว้นต่าง ๆ ในอิตาลีมีความสมจริง การบรรยายฉากที่ปกติเราไม่ชอบอ่าน ก็เห็นภาพชัดเจน และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเขียนตัวละครที่ลึกซึ้งและกล้าหาญชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าลอร่า คินเซลจะทำ

พฤติกรรมหลายอย่างของตัวละครในเรื่องอาจดูงี่เง่า เช่น ความพยายามในการซื้อใบไถ่บาป แต่ก็จริงอย่างยิ่งในยุคสมัยที่พวกเขามีชีวิตอยู่ (ศตวรรษที่ 14) ความหมกหมุ่นในเรื่องศาสนาที่ค่านิยมของคนยุคปัจจุบันอย่างเราไม่มีวันเข้า ใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าศาสนาคือส่วนสำคัญของชีวิตของคนยุคนั้น

อเลเกรโต้เป็นตัวละครที่มาถึงทางแยกของชีวิต อดีตอันเลวร้ายกำลังไล่ตามเขาทัน การเป็นนักฆ่าไม่ใช่สิ่งที่คนจะยอมรับได้ง่ายนัก และความรู้สึกทุกอย่างกำลังตามมา และนี่อาจเป็นเหตุผลที่แม็กซ์ยอมรับความต้องการความเจ็บปวดของเขาได้ ยอมรับได้ว่า ทำไมเอเลน่าผู้อ่อนโยนจึงเป็นสิ่งที่อเลเกรโต้ยอมรับเข้ามาในชีวิต นั่นก็เพราะว่าเธอคือคนคนเดียวที่เข้าใจเขามากที่สุด เธอนำความเจ็บปวดมาสู่เขาในยามที่เขาต้องการ

นี่อาจเป็นหนังสือเล่มเดียวของลอร่า คินเซลที่ฉากเซ็กส์เป็นตัวนำเรื่อง แต่เมื่อพิจารณาจากอายุของตัวละคร เอเลน่าก็เพิ่งจะสิบเจ็ดปี ในขณะที่อเลเกรโต้อยู่ในวัยยี่สิบต้น ๆ มันก็ดูเหมาะสม

ความจริงก็คือ เล่มนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทางออกของหนังสือเล่มนี้ง่ายค่ะ การแก้ไขความขัดแย้งของสามแคว้นในอิตาลีดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่หลังจากอ่านมาเกือบห้าร้อยหน้าของงานที่เราเรียกว่าเป็นมาสเตอร์พีช แม็กซ์ให้อภัยและยอมรับ และที่สำคัญ นี่เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่แม็กซ์อ่านเพียงครั้งเดียว และสามารถเล่าเรื่องทั้งหมดทุกฉากทุกตอนให้เพื่อนฟังได้ แม้จะเป็นเวลาเกือบสี่ปีมาแล้วที่ได้อ่านไป

หนังสือเล่มนี้อ่านยาก และมีหลายประเด็นที่อาจไม่ต้องรสนิยมหลายคน แต่เป็นเรื่องที่เขียนแล้วซื่อสัตย์ต่อยุคสมัยมากที่สุดเล่มนึง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียความน่าอ่านแบบโรแมนซ์ไปเลย

คะแนนที่ 97