Showing posts with label Linda Howard. Show all posts
Showing posts with label Linda Howard. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Kiss me While I Sleep // Linda Howard

หลังจากถูกดองมานานถึงห้าปี ในที่สุดหนังสือเล่มนี้ถูกหยิบมาอ่าน มันไม่ใช่ความรู้สึกผิดของแม็กซ์หรอกนะคะที่ลงทุนซื้อฉบับปกแข็งมา (แต่ไม่ได้อ่านจนปกอ่อน และฉบับแปลกำลังจะออกขายแล้ว) แต่เป็นเพราะการเขียนรีวิวของคุณบีแห่งสำนักพิมพ์แก้วกานต์ที่นี่

แม็กซ์ก็รู้นะคะว่ามันเป็นการโฆษณาอย่างนึง (ก็แหมเขาอุตส่าห์ซื้อลิขสิทธิ์แล้วแปลขายนี่) แต่การบรรยายเนื้อเรื่อง และตัวละครทำให้เรารู้สึกว่า เรื่องนี้น่าอ่านมาก ดังนั้นพออ่านเรื่อง First Comes Marriage จบ ก็เลยหยิบเล่มนี้มาอ่านต่อทันที

และก็บอกได้ตั้งแต่เปิดเรื่องค่ะ ว่าเล่มนี้แตกต่างไปจาก FCM มาก และไม่ใช่แค่เรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติคสืบสวน ในขณะที่อีกเล่มเป็นแนวย้อนยุคนะคะ จังหวะในการดำเนินเรื่องก็คนละเรื่องกันเลย

แต่ก็เช่นเดียวกัน หนังสือแต่ละเล่มล้วนมีจังหวะของมันเอง และมีเสน่ห์ในตัวเอง เล่มนี้ก็เป็นเช่นนั้น

Kiss Me While I Sleep ของลินดา โฮเวิร์ด

หนังสือเรื่องนี้ถูกโฆษณาว่าเป็นเล่มที่สามในชุด (ต่อเนื่องกับ Kiss and Tell, และ All the Queen's Men) แต่ส่วนเกี่ยวข้องเดียวของเล่มนี้กับเล่มอื่นก็คือ ตัวเอกที่เป็นสายลับซีไอเอ และตัวละครที่ชื่อแฟรงค์ วินเนย์ (ถ้าใครจะจำเขาได้) เท่านั้นเอง ดังนั้นแม็กซ์จึงบอกได้เลยว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือสองเล่มแรกหรอกนะคะ คุณก็สามารถหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่านได้อย่างรู้เรื่องแน่นอน

ลิลี่ แมนส์ฟิลด์เป็นนักฆ่ารับจ้างที่ทำงานให้กับซีไอเอ แต่งานที่เธอเพิ่งทำเสร็จลงไปไม่ใช่งานที่ซีไอเอจะอนุมัติ เพราะซัลวาตอเร่ เนอฟ์วีที่แม้จะเป็นอาชญากรชั่วช้า แต่เขาก็ยังมีประโยชน์ต่อซีไอเอเป็นอย่างสูง มันไม่สำคัญหรอกว่าซัลวาตอเ่ร่คือคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของเพื่อนสนิท สองคนของลิลลี่ และที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาคือคนที่ออกคำสั่งฆ่าเด็กสาวที่เปรียบเสมือนลูกสาวของเธออีก และนั่นเป็นความผิดที่ลิลลี่ไม่อาจให้อภัยได้

และแม้จะต้องแลกด้วยชีิวิต ลิลลี่ก็จะต้องแก้แค้น ดังนั้นเมื่อแผนการวางยาพิษซัลวาตอเร่ดูจะไม่เป็นผล เพราะเขาปฏิเสธที่จะดื่มไวน์ที่เจือยาพิษ หากลิลลี่ไม่ดื่ม เธอแม้จะรู้ว่ามันมีอันตราย และอาจทำให้เธอตายได้ ลิลลี่ก็ดื่มมัน

แผนการสำเร็จ ซัลวาตอเร่ตาย แต่มันก็ทำให้ลิลลี่เจ็บหนัก เธออาจจะรอดแต่ร่างกายของเธอไม่แข็งแรงเหมือนเก่า มีรอยรั่วในหัวใจของเธอ ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยด่วย แต่ลิลลี่ไม่อาจรอเวลาได้ เพราะแม้หัวหน้าขององค์กรที่สั่งฆ่าได้ตายลงไปแล้ว แต่ลูกชายของเขาก็ยังคงอยู่ และเธอต้องการทำลายทุกอย่างที่พวกเนอฟ์วีมี

การกระทำของลิลลี่สร้างความตื่นตระหนกให้กับซีไอเอ พวกเขากลัวว่าเธอจำทำลายเครือข่ายสายลับของซีไอเอที่สร้างไว้กับพวกเนอฟ์วี แฟรงค์ วินเนย์จึงส่งตัวสายลับมือเอกอย่างลูคัส สเวนไปยังปารีสเพื่อจัดการกับปัญหาที่ชื่อว่าลิลลี่นี้เสีย

แต่ลูคัสไม่ใช่สายลับอย่างที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็นกัน เขาไม่ใช่เจมส์ บอนด์ที่เคร่งขรึมและไร้อารมณ์ขัน ลูคัสเป็นด้านที่ตรงข้ามของลิลลี่ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นเขาเลือกที่จะใช้วิธีที่ไม่เหมือนใคร เพราะแทนที่จะจับตัวเธอทันทีที่หาเธอพบ ลูคัสกับยื่นข้อเสนอช่วยเหลือลิลลี่ในภารกิจของเธอ และอย่างช้า ๆ หนุ่มเท็คซัสคนนี้ก็ได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ในหัวใจที่ดูเหมือนจะปิดตายไปแล้ว ของลิลลี่ได้

จุดเด่นที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ คาแร็คเตอร์ค่ะ โดยเฉพาะด้านที่แตกต่างกันมากของลูคัสและลิลลี่ เพราะแม้ทั้งสองจะทำงานในโลกด้านมืดของการเป็นนักฆ่าและสายลับ ทั้งสองก็มีวิธีการจัดการกับชีวิตส่วนตัวที่แตกต่างกัน ลิลลี่ซึ่งเป็นนักฆ่าถอนตัวออกจากโลก และตัดความสัมพันธ์กับทุกคนที่มีความหมาย นอกจากเพื่อนทั้งสอง และลูกสาวบุญธรรมของพวกเขา เด็กสาวที่ลิลลี่ช่วยชีวิตมาจากการปฏิบัติภารกิจครั้งนึง เด็กที่ลิลลี่ดูแลมาตลอด และเมื่อทั้งหมดถูกฆ่าตาย แรงยึดเดียวที่ลิลลี่มีต่อโลกใบนี้ก็ขาดผึงลง เธอไม่แคร์การมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ชีวิตทั้งหมดมีเพื่อแก้แค้น

ส่วนลูคัสดูเหมือนจะใช้การเป็นสายลับเป็นบันไดแห่งการเติบโต จากเด็กหนุ่มที่เข้าสู่ธุรกิจแห่งเงามืดเพราะต้องการความตื่นเต้น ลูคัสเติบโตขึ้นเป็นชายผู้รู้จักชีวิต และรับผิดชอบ แน่ล่ะเขาเสียใจกับการกระทำในอดีต แต่ก็รู้ว่าบางอย่างมันก็ไม่อาจแก้ไขได้ เขาก็แค่ทำสิ่งที่เหลือให้ดีที่สุด อย่างที่บอกนะคะลูคัสเป็นด้านตรงข้ามของลิลลี่ และเขาก็เข้ามาในชีวิตของเธอ ในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด

เพราะนอกจากเขาจะเป็นคู่หูในปฏิบัติการ เขายังนำรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมาให้เธอ และก็คือเขาที่นำชีวิตกลับมาให้กับลิลลี่อีกครั้ง

ในแง่นึงลูคัสเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังสือของลินดา โฮเิวิร์ดเท่าไหรนัก หรืออย่างน้อยคุณก็ไม่เห็นในตัวพระเอก เพราะเขาไมไ่ด้ออกอาการอัลฟ่า หรือหัวดื้อถือตัวเองเป็นใหญ่เลยสักนิด และมันก็เหมาะกับเนื้อเรื่อง เพราะลิลลี่ในเรื่องนี้ก็แข็งมากพอแล้ว แต่ลูคัสก็ไม่ใช่พระเอกสไตล์เบต้าหรอกนะคะ เขาเป็นสายลับซีไอเอ และมีความสามารถทุกอย่างที่สายลับควรมี เหนืออื่นใด เขานับถือลิลลี่ และนี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเอกจะคิดต่อนางเอกได้

จะว่าไปบทบาทของพระเอกและนางเอกในเล่มนี้ออกจะสลับกันอยู่นะคะ เพราะเป็นพระเอกที่ดึงนางเอกออกมาจากด้านมืด และช่วยให้เธอกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า หนังสือโรแมนติกสืบสวนเล่มนี้ ส่วนของโรแมนติกสอบผ่านค่ะ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสักพักใหญ่เลยล่ะ กว่าพระนางจะได้พบหน้ากัน (แต่ก็เป็นฉากการพบที่ช่างน่าตื่นเต้นอย่างมาก เมื่อลูคัสพุ่งรถเข้าไปขวางระหว่างลิลลี่กับมือปืนที่หมายมั่นเอาชีวิตของ เธอ)

ส่วนของสืบสวนต่างหากที่รบกวนใจของเรา ปกติแม็กซ์จะไม่ค่อยเรื่องมากกับพล็อตส่วนสืบสวน ซึ่งในกรณีนี้คือพล็อตที่เป็นทริลเลอร์ เพราะไม่มีการสืบสวนค่ะ เรารู้อยู่แล้วว่าผู้ร้ายเป็นใคร แต่เป็นการปฏิบัติภารกิจของลิลลี่มากกว่า แต่เล่มนี้คงเป็นเพราะการโฟกัสอย่างมากของลิลลี่ในการแก้แค้น ทำให้เรารู้สึกว่า หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้มันง่ายเกินไป

เพราะสำหรับคนที่กร้านโลกและมองโลกด้วยสายตาตายด้านอย่างลิลลี่ แม็กซ์รู้สึกไม่ค่อยเชื่อนักที่จู่ ๆ เธอจะไว้ใจลูคัสทั้งที่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร โดยให้เขามาร่วมปฏิบัติการด้วย จริงอยู่ที่เธอกำลังต้องการความช่วยเหลือ และเขาก็เข้ามาในเวลาที่เหมาะเจาะ แต่เราคิดว่า คาแร็คเตอร์ของลิลลี่น่าจะระวังตัวมากกว่านี้ (แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะคิดถูกที่ให้ลูคัสมาช่วยนะคะ แต่ในเวลาที่เจอกับเขา ลิลลี่กำลังหนีการตามล่า และไม่น่าจะไว้ใจใครง่าย ๆ)

แม็กซ์ชอบการสรุปเรื่องตอนจบ ที่เฉลยว่า แท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นยังไง เราคิดว่ามันเสียดสีดี (สปอยล์) ที่สุดท้ายแล้วคนที่บ่อนทำลายอาณาจักรเนอฟ์วีก็คือ คนที่จะได้ประโยชน์จากมันมากทีุ่สุด และเขาทำไปก็เพราะผู้หญิงคนเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า งานของลิลลี่ง่ายเกินไปหน่อยนะคะ เธอเสียสละไปมากเพื่องานนี้ เราจึงอยากให้มันเป็นงานที่ยากลำบาก (กว่านี้) เพื่อที่ทุกอย่างที่ลิลลี่ลงทุนไปดูคุ้มค่ามาก ๆ (เข้าใจลอคจิกของเราไหมคะ)

ปัญหาที่แม็กซ์มีต่อเล่มนี้ คงเพราะเรายังตัดสินใจไม่ได้น่ะค่ะว่า เรากำลังอ่านโรแมนซ์อยู่ หรือว่าอ่านทริลเลอร์ เพราะเรื่องนี้มันเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง ปัญหาการคือ การเป็นอย่างนึงมันจะทำให้อีกส่วนหนึ่งดูไม่ครบถ้วน ในแง่ของโรแมนซ์เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีค่ะ (แม้มันจะไม่ใช่โรแมนซ์ชนิดที่พระนางตัวติดกันตลอดเวลา) ลิลลี่เมื่อเลือกที่จะไว้ใจลูคัส เธอก็ไว้ใจเขาอย่างหมดใจ แม้กระทั่งตอนที่เธอคิดว่าเขาทรยศ เธอก็ยังรักเขา แต่ถ้าคิดในแง่ของทริลเลอร์ ยังมีหลายอย่างที่แม็กซ์ไม่ค่อยเชื่อนัก

แต่ในเมื่อบลอกนี้เป็น Mostly Romance เราก็จะเน้นในโรแมนซ์แล้วกันนะคะ ดังนั้นจึงสรุปว่า แนะนำให้อ่านกันดูแล้วกัน หนังสือเล่มนี้ไม่เหมือนกับเล่มไหนของลินดา โฮเวิร์ดที่อาจจะดูมีด้านมืดที่มากกว่า แต่การเดินทางออกจากด้านมืดของลิลลี่มาสู่แสงสว่าง (ด้วยความรักของพระเอก) ก็เป็นการเดินทางที่แฟนโรแมนซ์น่าจะชื่นชอบค่ะ

Tuesday, February 10, 2009

Drop Dead Gorgeous // Linda Howard

ใครที่อ่าน To die for คงจำแบลร์ มัลโลรี่ (หรือที่กำลังจะกลายเป็นแบลร์ บลัดสเวิร์ธตอนจบเรื่อง) ได้ คนส่วนใหญ่ชอบเธอ แต่แน่นอนว่าหลายคนก็ไม่ชอบ

ดังนั้นคนไม่ชอบไม่ต้องอ่านนะคะ เสียเวลาเปล่า เพราะแบลร์ยังเหมือนเดิม แสบอย่างเก่าที่เราจำได้

แบลร์เป็นตัวละครที่แปลกไปจากที่ลินดา โฮเวิร์ดเคยเขียน อดีตเชียร์ลีดเดอร์นักเรียนทุน (ทุนเชียร์ลีดเดอร์ ซึ่งแม็กซ์อาศัยโอกาสนี้ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรับรู้ว่าจบมาจากอเมริกาบอกเลย ว่าเป็นความจริง มันมีทุนอย่างนี้จริง และคนที่ได้ทุนพวกนี้ก็ไม่ใช่พวกสวยไร้สมองอย่างที่พวกเราคิดว่าเชียร์ลี ดเดอร์เป็นกัน) พูดกันตามจริงแมกซ์ชอบแบลร์อาจเพราะรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจเธอ

แม็กซ์ไม่อาจเอื้อมจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกะนางเอกในนิยายหรอกค่ะ ไม่คิดสั้นขนาดนั้น ก็แหมรู้กันอยู่ว่าพระเอกในนิยายนี่มันทั้งหื่น ทั้งโหด แม็กซ์เป็นสาวน้อยแสนเปราะบาง รับไม่ไหวหรอก (แต่ถ้า Roarke มาเองนี่ โอเคเลยค่า) แต่แม็กซ์รู้สึกผูกพันกับแบลร์เป็นพิเศษ เพราะพฤติกรรมหลายอย่าง หลายสิ่งที่แบลร์คิด แม็กซ์คิดเหมือนกัน

อย่างเรื่องร้องไห้หลังดูเกมส์ฟุตบอลนี่ ตอนอ่านแม็กซ์ซาบซึ้งจนน้ำตาเกือบไหลออกมา ดีใจที่ในที่สุดก็มีคนบ้าเหมือนเรา (แม้จะอยู่ในนิยายก็ตาม)

เรื่องนี้อาจทำให้ดูเหมือนเป็นแนวโรแมนติกสืบสวน แต่ความจริงแล้วก็คือเรื่องของแบลร์ในการเตรียมตัวแต่งงานกะไวแอตนั่นเอง การสืบสวนไม่ค่อยสำคัญเท่ากับการสนุกไปกับวิธีการที่เธอปั่นหัวชายที่เธอรัก ผู้ร้ายในเรื่องงี่เง่าไปหน่อย แต่ด้วยว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก ก็พอจะให้อภัยได้

คนที่ชอบแบลร์อย่าพลาดเรื่องนี้ แต่คนที่ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน เพราะแบลร์กลับมาแล้ว แถมร้ายกว่าเดิม

Cover of Night // Linda Howard

หนังสือเล่มล่าสุดที่อาจจะเก่าไปแล้วสำหรับหลายคนเรื่อง Cover of night หรือแปลเป็นไทยว่า "เรื่องไม่เป็นเรื่อง" ของลินดา โฮเวิร์ด เป็นตัวอย่างที่ดีว่า บางครั้งนักเขียนที่ดีก็มีวันพลาดกันได้

แม็กซ์ไม่ได้สอบตกอังกฤษหรอกนะ ถึงได้แปลผิด แต่อ่านเล่มนี้ไปก็รู้สึกว่า เรากำลังอ่านเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่เลย หนังสือเล่มนี้ผิดพลาดตั้งแต่ไม่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักพอสำหรับเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น ซึ่งดันเป็นจุดสำคัญของเรื่อง

น่าเสียดายที่องค์ประกอบอื่นในเรื่องอยู่ในระดับค่อนข้างดี แม็กซ์ชอบทั้งพระเอกและนางเอก โดยเฉพาะลูกนางเอกที่น่ารักมากกกกกกก แม็กซ์ชอบเนื้อเรื่องที่คนในเมืองร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีใครเอ่ยปากโทษว่านางเอกเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

แต่ขอร้องเถอะ ผู้ร้ายน่ะ น่าสมเพศมาก อ่านหนังสือมาเยอะแล้ว ไม่เคยเจอผู้ร้ายที่งี่เง่า โง่ และไร้ประสิทธิภาพขนาดนี้ แผนการอันเป็นหัวใจของเรื่องในการคุกคามนางเอก กลับเป็นแผนที่เล่าให้เด็กอายุ 8 ขวบฟังยังหัวเราะลั่น

โอเค พล็อตเรื่องก่อน หนังสือเรื่อง "เรื่องไม่เป็นเรื่อง" นี้ เปิดตัวขึ้นเมื่อแขกคนนึงในโรงแรมที่นางเอกเป็นเจ้าของอยู่ หนีหายไปโดยทิ้งข้าวของทั้งหมดเอาไว้ในห้อง เรื่องดำเนินต่อไปจนทำให้เราทราบว่า แขกคนนั้นเป็นนักบัญชีของเจ้าพ่อใหญ่ที่หนีมาพร้อมข้อมูลสำคัญเพื่อกรรโชก เงินจากเจ้าพ่อ ตาเจ้าพ่อก็เลยจ้างมือดี (ไม่รู้ว่าดียังไง หาลูกน้องได้ห่วยแตก) มาตามหา ซึ่งก็ตามรอยไปจนถึงโรงแรมของนางเอก ก็เลยส่งลูกน้องที่คิดแล้วนะว่าเก่งสุดสุดมา อ่านเรื่องแล้วยังไงก็ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าผู้ร้ายโง่สองคนนี่จะสามารถทำงาน หรือความชั่วร้ายมาได้เป็นปีปีโดยไม่โดนจับ ก็แผนการแต่ละอย่างล้วนไมได้เรื่อง

เมื่อรู้ว่านางเอกสงสัย เจ้าสองคนนี่ก็เลยจับนางเอกและเพื่อนไว้ แล้วบังคับให้พาไปหาข้าวของที่นักบัญชีเจ้าพ่อทิ้งไว้ และแล้วพระเอกของเรา ซึ่งแม็กซ์ชอบบุคลิกมาก ก็เปลี่ยนจากช่างซ่อมของจิปาถะที่แสนจะขี้อายกลายเป็นฮีโร่ด้วยการเข้ามา จัดการผู้ร้าย ที่โฆษณาว่าเป็นมือสุดเหี้ยมเสียอยู่หมัด

ส่วนผู้ร้ายโง่เมื่อพบว่าท่ามกลางข้าวของที่ยึดมาได้จากนางเอกไม่มีของที่ตน เองถูกสั่งให้มาตามหา ก็คิดแผนการเฉียบแหลมที่คนโง่โดยเฉพาะเท่านั้นจะคิดได้ นั่นคือยึดเมือง ตัดน้ำตัดไฟ เอาปืนมาไล่ยิงคนในเมือง ปิดทางเพื่อข่มขู่ในคนในเมืองส่งตัวนางเอกให้ ไม่เข้าใจว่าเรื่องง่าย ๆ กับแค่จับลูกนางเอกไปเป็นตัวประกันแล้วขู่ให้นางเอกทำตามมันยากตรงไหน ถึงไม่ทำกัน ต้องใช้แผนการที่ทั้งยุ่งยากและเสียเวลาขนาดนี้

และเรื่องการยึดเมืองนี่แหละที่เป็นประเด็นในเรื่อง เพื่อโชว์ความเป็นพระเอกของพระเอก ว่าเก่งกาจแค่ไหนในการคลานไปยังที่ต่าง ๆ ในเมืองโดยไม่มีใครจับได้ แต่เพราะผู้ร้ายที่ไม่คู่ควรก็เลยทำให้ไม่มีความน่าตื่นเต้นหรือต้องลุ้น อะไรกันเลย เพราะยังไงก็สู้พระเอกและพรรคพวกไม่ได้

หลายครั้งที่แม็กซ์พูดว่า หนังสือแนวโรแมนติกสืบสวนนี่มักจะสอบตกในส่วนของโรแมนซ์ และผ่านฉลุยในเรื่องสืบสวน แต่กับเรื่องนี้ แม็กซ์คงต้องบอกว่ามันเป็นตรงกันข้าม แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกที่ใช้เวลาพัฒนาขึ้นมา ชอบที่พระเอกเมื่อเห็นนางเอกก็ตัดสินใจอยู่ต่อในเมืองที่เขามาเยือนเพียง ชั่วคราว ชอบที่เขารอคอยนางเอกอย่างอดทนจนเวลาที่เหมาะสมมาถึง แต่เรื่องนี้สอบตกชนิดร้ายแรงกับพล็อตที่เหลือ ความไม่ได้เรื่อง และงี่เง่ามากของพล็อตทำลายหนังสือที่น่าจะดีเล่มนี้ลง

ทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องที่เอามาเป็นพล็อตหนังสือนั่นเอง

Sunday, February 8, 2009

Raintree: The Trilogy

ถ้าเบื่อคนรวยที่เอาแต่ใจ และชอบใช้อำนาจและเงินในการแก้ปัญหาอย่างคุณพ่อของน้องเบคอนที่โด่งดังอยู่ ในขณะนี้ แม็กซ์ก็แนะนำให้หันหน้าเข้าสู่โลกของโรแมนซ์ เพราะแม้จะดูไม่สมจริงเท่าไหรนักแต่ในโลกสีชมพูหวานแห่งนี้ คนรวยส่วนใหญ่มักเป็นคนดี และชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพระเอก เรื่องเสียสติชั่ววูบ (ถ้าเชื่อมันนะ) แล้วเหยียบคันเร่งไล่ชนชาวบ้านนี่ไม่ต้องพูดถึง พระเอกของเราไม่ทำกันหรอกนะ

กลับเข้าเรื่องของเราก่อนแม็กซ์จะของ ขึ้นดีกว่า พูดเรื่องไอ้ชั่วนี่ทีไหรแล้ว สัตว์ประหลาดหลุดมาจากปากทุกที ไม่อยากใช้คำหยาบในการเขียนบลอกค่ะ

แม็กซ์สนใจหนังสือยี่ห้อน็อคเทอร์ของ ฮาร์ลิควินตั้งแต่เริ่มมีข่าวว่าจะออกขายเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสได้อ่านเท่าไหร นอกจากเรื่อง Blood Secrets ของ วีวี่ อันนา ที่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหรนัก (แต่คาดว่าไม่เกี่ยวกับตัวหนังสือหรอกนะ แต่เป็นเพราะคนแต่งแกดันออกมาบอกว่า แกได้แรงบัลดาลใจในการเขียนพระเอกมาจากกิล กริสซั่ม ก็เลยทำเอาแม็กซ์หมดมู้ดไปเลย เพราะแม็กซ์มันชอบเด็กเอ๊าะ ๆ อ่ะ เห็นหน้าป๋ากิลแล้วมันแมนซ์ไม่ออกเท่าไหรน่ะ ก็เลยไม่คิดว่าเป็นความผิดของหนังสือเขาหรอกนะ)

แต่ก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือยี่ห้อนี้ติดกันสามเล่ม จากสามนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมาก กับหนังสือชุด เรนทรี

สำนักพิมพ์ฉลาดมากที่เริ่มต้นด้วยนักเขียนที่ดังที่สุดในสามคน กับเรื่องไฟนรค Inferno ของ ลินดา โฮเวิร์ด แต่เรื่องนี้แหละกลับเป็นปัญหากะแม็กซ์มากที่สุด เกือบทำให้แม็กซ์เลิกอ่านชุดนี้ไปแล้วเชียวนะ เพราะมันไม่น่าสนใจเอาเสียเลย

แม็กซ์ไม่รู้ว่าจะต้องใช้คำไหนมา อธิบายได้ดีไปกว่านี้นะ ไม่ใช่ว่ามีข้อเสียอะไรที่เห็นได้ชัดเจนหรอก เพียงแต่แม็กซ์คาดหวังงานที่ดีกว่านี้จากหนึ่งในนักเขียนคนโปรดของแม็กซ์ อาจเป็นแม็กซ์เองที่ผิดที่ตั้งความหวังไว้สูง แต่ทำไงได้ล่ะ

เล่มแรกเหตุการณ์เกิดขึ้นในรีโน ในคาสิโนที่ชื่ออินเฟอร์โน ซึ่งมีเจ้าของคือดังเต้ พี่ชายคนโตของตระกูลเรนทรี อย่างที่บอก เรนทรีไม่ใช่ตระกูลของคนมีเงินธรรมดา แต่เรนทรีเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ความสามารถของดังเต้ที่เด่นชัดก็คือ การควบคุมไฟ แต่ในช่วงเวลาที่ใกล้กับเทศกาลฉลองฤดูร้อน อำนาจของเขาแข็งแกร่งขึ้น จนยากที่จะควบคุม และก็ยิ่งยากขึ้นเมื่อเขาได้พบกับลอว์น่า หญิงสาวที่เขาสงสัยว่าเข้ามาโกงเงินในคาสิโนของเขา เมื่อเขาและเธอเผชิญหน้ากัน เขาก็พบว่าลอว์น่าไม่ใช่คนธรรมดา เธอมีพลังพิเศษที่แข็งแกร่งไม่น้อย ซึ่งนั่นนำมาซึ่งอีกคำถามนึง เธอเป็นคนของอันซาราหรือไม่

อะไรคืออันซาร่า

ทั้งอันซาร่าและเรนทรีมีที่มาจาก บรรพบุรุษเดียวกัน แต่อันซาร่าเลือกที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อมนุษย์ และเมื่อสองร้อยปีก่อน เรนทรีและอันซาราก็ทำสงครามกัน สงครามที่ทำลายอันซาราย่อยยับ มีเพียงคนเพียงหยิบมือที่เรนทรีปล่อยให้มีชีวิตรอด

ไม่มีใครคิดว่าอันซาราจะสร้างความเข้ม แข็งและกลับมาท้าทายเรนทรีอีกครั้งได้ แต่พวกเขาก็คิดผิด เพราะไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในอินเฟอร์โนไม่ใช่อุบัติเหตุ หากแต่เป็นเวทมนตร์ที่อันซาราสร้างขึ้น แผนการเพื่อกำจัดเรนทรีคนที่แข็งแกร่งที่สุด เรนทรีที่เป็นเชื้อพระวงค์

แน่ล่ะไม่มีใครอยู่ในฐานะที่สูงเกิน กว่าดังเต้ เขาเปรียบเสมือนราชาแห่งเผ่าเรนทรี คนที่ทรงอำนาจสูงสุด ปัญหาก็คือ เวลาอ่านแม็กซ์ไม่คิดว่าดังเต้จะเก่งสมราคาคุยเลย

นอกจากนี้แล้วปฏิกริยาทางเคมีอันเป็น สัญลักษณ์หลักของลินดาก็หายไป แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความคู่กันของดังเต้และลอว์น่าเลยสักนิด และนี่คงเป็นสาเหตุสำคัญที่เรื่องนี้ได้แค่ 50 คะแนนจากแม็กซ์

เพราะความผิดหวังในเล่มแรกแม็กซ์เกือบจะไม่หยิบเล่มสองมาอ่านแล้วนะ ถ้าไม่เป็นเพราะเอ็มม่า

ใครคือเอ็มม่า

เธอเป็นตัวละคร (อาจเรียกอย่างนั้นก็ได้) ที่ไม่เคยออกมาโผล่ให้คนอ่านเห็น เพราะเธอเป็นเพียงดวงจิตที่พระเอกในเล่มสองเรื่อง Haunted ที่เขียนโดยลินดา วินสเต็ท โจนท์ ติดต่อได้

ฉากแรกที่แม็กซ์ได้เห็นเอ็มม่า แม็กซ์ก็รู้ว่า ไม่อ่านต่อไม่ได้แล้ว กิเดียน เรนทรีเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งบังลังค์ของเรนทรี ตำแหน่งที่เขาไม่ต้องการ ทำให้เขาส่งขอขวัญเป็นเครื่องลางที่ส่งเสริมการมีลูกเร็ว ๆ ให้กับพี่ชายเป็นประจำ แน่ล่ะเขาต้องช็อคเมื่อเขาเริ่มฝันถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเอ็มม่า ที่เรียกเขาว่าแด๊ดดี้ตลอดเวลา ไม่อยากอธิบายมากค่ะ ต้องอ่านเอง แล้วก็จะรู้ว่าทำไม แม็กซ์ถึงชอบเอ็มม่าขนาดนี้

ก่อนหน้าไม่ค่อยสนใจงานของลินดานัมเบอร์ทูคนนี้เท่าไหร แต่หลังจากอ่านเรื่องนี้จบไป พูดตามตรงค่ะว่า ชนะลินดาเบอร์หนึ่งขาดลอย

มาเล่าเรื่องย่อ ๆ กันดีกว่า กิเดียนลูกชายคนที่สองแห่งเรนทรี มองเห็นผี เหมือนคำพูดอมตะในเรื่อง The Sixth Senses (แต่ก็ไม่ได้เอามาใช้ในเรื่องนี้หรอกนะ) I see dead people กิ เดียนรักษาสติให้กับตัวเองด้วยการเป็นตำรวจ และช่วยไขคดี และช่วยเหล่าวิญญาณที่เขาพบให้หลุดพ้นไปจากโลก เขาเป็นตำรวจที่มีอัตราการไขคดีที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ ก็เขาพูดกับวิญญาณได้ ทำให้เขารู้ตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นฆาตกร ทำให้นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเป็นคนที่แตกต่าง ก็ทำให้เขายากที่จะทำงานด้วย ดังนั้นเมื่อตำรวจหน้าใหม่โผล่เข้ามาในเมืองอย่างโฮป เธอจะถูกเลือกให้เป็นคู่หูของเขา เพราะไม่มีใครอยากทำงานร่วมกับเขานัก

คู่หูที่แตกต่างกัน แต่โฮปไม่เคยทำตัวน่าเบื่อหรือน่ารำคาญ (อย่างน้อยการสำหรับแม็กซ์นะ ที่ภูมิต้านทานความน่ารำคาญของนางเอกสูงสักหน่อย) เธออาจสงสัยในคำพูดของกิเดียน แต่เธอก็ฉลาดพอจะดูออก และได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียงกับความจริงที่สุด ความจริงที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่เมื่อไม่มีข้อสรุปอื่น เธอก็มีสติพอจะยอมรับมัน

ในเล่มนี้ศัตรูร้ายกาจอย่างอันซาราก็ ยังตามจ้องฆ่าสมาชิกในราชวงค์ของเรนทรีอีกเช่นกัน โดยกิเดียนและญาติของเขาที่ชื่อเอคโค่เป็นเป้าหมาย นั่นเพราะกิเดียนเป็นทายาทของดังเต้ และเอคโค่มีความสามารถในการมองเห็นอนาคตได้ แผนการบุกโจมตีถิ่นกำเนิดของเหล่าเรนทรีกำลังจะเริ่มในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้าง หน้า อันซาราไม่อาจปล่อยให้งานนี้พลาดไปได้

แม็กซ์ลืมบอกไปว่า หนังสือทั้งเล่มเล่มนี่ ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่การโจมตีจะเริ่มขึ้น คาสิโนของดังเต้ก็ถูกเผา ฆาตกรโรคจิตออกอาลวาดฆ่าเพื่อนร่วมห้องของเอคโค่ ซึ่งนำไปสู่การสืบสวนของกิเดียนและโฮป และในเวลาเดียวกันที่ถิ่นกำเนิดของเรนทรีก็เกิดเรื่อง

แม็กซ์ชอบเล่มนี้ที่สุดค่ะ ได้ 73

เล่มสุดท้ายปิดท้ายด้วยเรื่องของเมอร์ซี่ น้องสาวคนสุดท้องแห่งเรนทรี เธอเป็นผู้รักษาถิ่นกำเนิดของเผ่า ในเรื่อง Sanctuary ของเบฟเวอรี่ บาร์ตัน เมอร์ซี่ต้องเผชิญหน้ากับอดีต และความลับดำมืดที่เธอเก็บมานานเจ็ดปี

เพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน เธอมีความสัมพันธ์กับ Judah (ออกเสียงไม่ถูกเท่าไหร แต่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนชาวยิวว่าควรจะอ่าน Yehudah นะ) โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า เขาเป็นคนของเผ่าอันซารา จนกระทั่งเมื่อเธอตั้งท้องจึงได้รู้ว่า ตนเองหลงติดกับดักล่อลวงของอันซาราเข้าให้แล้ว เธอหนีจากเขาไป แล้วเก็บเรื่องราวของอีฟลูกสาวเป็นความลับ เมอร์ซี่อาจจะรู้ว่าจูดาห์ (อ่านอย่างไทยนะคะ) เป็นอันซารา แต่เธอยังไม่รู้ว่าเขาไม่ใช่อันซาราทั่วไป เขาดำรงตำแหน่งเทียบเท่ากับดังเต้ ถือเป็นกษัตริย์แห่งอันซารา ผู้มีอำนาจเวทมนตร์สูงสุด

จูดาห์เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของแม็กซ์ ไม่ใช่ว่าแม็กซ์ไม่ชอบเขานะ แต่บางครั้งความคิดของเขาก็ทำให้แม็กซ์กลัว เพราะดูเขาจะจริงจังในความพยายามฆ่าเมอร์ซี่ และเผ่าเรนทรีอย่างมาก ซึ่งก็ดีหรอกนะในการทำให้สมจริงถึงความขัดแย้งของสองเผ่าพันธุ์นี้ แต่ในขณะเดียวกัน หนังสือโรแมนซ์มันก็ดูโหดชอบกลนะที่พระเอกประกาศในบทนำว่า เขาเป็นคนเดียวที่มีสิทธิในการฆ่าเมอร์ซี่ ซึ่งเป็นนางเอก และตามมาด้วยการบรรยายความรู้สึกให้คนอ่านรู้ว่า คำประกาศนั่นไม่ใช่แค่คำพูดเลื่อนลอย แต่เขาตั้งใจจะทำเช่นนั้นจริง ๆ

แต่แม้จูดาห์ยังคงมุ่งมั่นในการทำลาย ล้างเรนทรี เขาก็รู้ดีว่าเวลายังมาไม่ถึง อันซารายังไม่เข้มแข็งพอ ดังนั้นแผนการของพี่ชายต่างมารดาที่จ้องทำลายล้างเรนทรีจึงเปรียบเสมือนการ คิดกบฎ และยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น เมื่อผู้หยั่งรู้แห่งอันซารา ประกาศว่า อันซาราจะย่อยยับดับสูญ และมีเพียงผู้เดียวที่จะช่วยรักษาเผ่าเอาไว้ได้ ซึ่งก็คืออีฟ ลูกสาวที่เขาไม่เคยรู้จัก

นอกจากจูดาห์แล้ว เมอร์ซี่ก็มีปัญหาไม่แพ้กัน เพราะแม็กซ์ถูกบอกตลอดทั้งเรื่องว่าเมอร์ซี่เป็นเรนทรีที่ทรงอำนาจ แต่ตลอดทั้งเรื่องแม็กซ์ต้องเห็นเมอร์ซี่ถูกช่วยเหลือโดยจูดาห์ โอเคเธอใช้พลังหมดไปในการช่วยรักษาชาวบ้าน แต่มันก็น่ารำคาญไม่น้อยที่ต้องอ่านครั้งแล้วครั้งเล่าที่นางเอกใช้พลังจน หมดตัว จนโดนคนร้ายลอบทำร้ายเอา ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะมีชีวิตอยู่มาได้นานขนาดนี้นะคะ

แล้วอีฟล่ะ ความรู้สึกของแม็กซ์ยังบอกไม่ถูกค่ะ อีฟเป็นตัวละครเด็กที่โดดเด่น แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า มากเกินไปหน่อยนะ อีฟรู้ทุกเรื่อง เธอรู้ว่าใครเป็นพ่อของเธอ รู้ถึงอันตรายก่อนที่มันจะเกิดขึ้น รู้กระทั่งว่าอนาคตจะเป็นยังไง เธออายุหกขวบ แต่รู้ไปหมด ในขณะเดียวกัน อีกด้านเธอก็ยังเป็นเด็กหกขวบที่ต้องการพ่อ นี่เป็นจุดที่แม็กซ์ชอบ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า เธอไม่ค่อยแคร์แม่ของเธอเลยนะ

โดยรวมเรื่องนี้สนุกนะคะ ในเรื่องของความน่าติดตาม ถือว่าพลาดไม่ได้ แม็กซ์ชอบพระเอกแนวจูดาห์อยู่แล้ว (แม้จะมากไปหน่อยบางครั้ง) คะแนนอยู่ที่ 70 ค่ะ