Showing posts with label B. Show all posts
Showing posts with label B. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

First Comes Marriage // Mary Balogh

ใช้เวลาอ่านเรื่องนี้ไปสองวันเต็มเลยค่ะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะหนึ่งของหนังสือที่เขียนโดยแมรี่ บาล็อคธ์ที่คุณต้องใช้เวลาในการซึบซัมเรื่องราวที่เธอสร้างสรร ไม่ใช่ว่าเธอใช้ภาษายากหรอกนะคะ แต่เป็นจังหวะของเรื่องที่คุณไม่อาจเร่งให้มันเร็วขึ้นได้ และเช่นกันไม่ใช่เรื่องราวที่เธอเล่าจะน่าเบื่ออะไรเลยนะคะ เพียงแต่มันไม่ใช่หนังแอ็คชั่นที่คุณดูแล้วจบในครั้งเดียว หนังสือของเธอเป็นความประณีตที่น่าดื่มด่ำ

และเช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องแรกในหนังสือชุดห้าเล่มที่ เล่าเรื่องราวของตระกูลฮัซเทเบิ้ล ที่ประกอบด้วยพี่สาวสามคน และน้องชาย กับญาติห่าง ๆ อีกหนึ่งคน เล่มนี้เป็นเรื่องราวของวาเนสซ่า พี่สาวคนรอง ที่ได้พบกับความรักในการแต่งงานชนิดที่เธอไม่เคยคาดหวัง

First Comes Marriage ของแมรี่ บาล็อคธ์

พี่น้องสามสาวและหนึ่งหนุ่มแห่งตระกูลฮัซเทเบิ้ลมีชีวิตที่เรียบง่ายใน ชนบท มาร์กาเร็ตพี่สาวคนโตในวัยยี่สิบห้าปีเป็นผู้ดูแลน้อง ๆ มานับจากการตายของผู้เป็นบิดา เมื่อตอนเธออายุได้เพียงสิบเจ็ดปี เม็คทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แม้ว่านั่นจะหมายความว่า เธอจะต้องเสียสละคนรักเมื่อจำใจต้องปฏิเสธคำขอแต่งงานจากเขาก็ตาม แต่เม็คก็ไม่เคยเสียใจ

วาเนสซ่า น้องสาวคนรองเป็นคนเดียวในครอบครัวที่แต่งงาน แต่ชีวิตคู่ของเธอก็ช่างสั้นนัก เพราะเพียงแค่ปีเดียวสามีของเธอก็เสียชีวิตลง แต่นั่นก็เป็นเรื่องทีคาดกันเอาไว้อยู่แล้ว เพราะเขาป่วยหนักมาตั้งแต่ก่อนการแต่งงาน แต่วาเนสซ่าก็ยังเต็มใจที่จะแต่งงานกับเขา เพราะเธอต้องการทำให้ช่วงชีวิตสุดท้ายของเขามีความสุขที่สุด การทำให้คนอื่นมีความสุข มีเสียงหัวเราะเป็นพรสวรรค์ของวาเนสซ่า สาวน้อยที่อาจจะเป็นคนที่สวยน้อยที่สุดในครอบครัว

แคธทารีน น้องสาวคนที่สามเป็นครูอยู่ในหมู่บ้าน เธอก็เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่สวยงาม ชายหนุ่มจากทั่วหมู่บ้านล้วนหมายปองเธอ แต่ก็ไม่มีใครที่เป็นคนพิเศษในชีวิตของเธอได้

และสตีเฟ่น น้องชายคนเล็ก ผู้ที่ถึงจะเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน แต่เขาก็ยังถูกมองเป็นเด็ก กระนั้นสตีเฟ่นก็รู้หน้าที่ของตัวเอง เขารู้ว่าพี่สาวของเขาเสียสละชีวิตเพื่ออนาคตของเขามากเพียงใด ดังนั้นสตีเฟ่นจึงหวังที่จะทำเต็มที่ในการเรียน และการงาน เพื่ออนาคตเขาจะได้ตอบแทนบรรดาพี่สาวของเขาให้มากที่สุด

แต่โอกาสของสตีเฟ่นมาเร็วกว่านั้น และผู้นำสารน์ก็คือเอลเลียต วัลเลซ ไวส์เคาท์ลินเกต

ด้วยวัยเพียงยี่สิบเก้าปี เอลเลียตจำเป็นต้องรับความรับผิดชอบรวดเร็วกว่าที่คาด เขาไม่คิดว่าผู้เป็นบิดาจะเสียชีวิตกระทันหัน และตนเองจะต้องกลายเป็นผู้ดูแลโจนาธาน เอิร์ลแห่งเมอร์ตัน แต่โจนาธานจะไม่มีวันโตเป็นผู้ใหญ่ เขาเสียชีวิตในวัยสิบหกปี และเอลเลียตซึ่งตามหาทายาทคนต่อไปก็พบว่า สตีเฟ่นซึ่งบัดนี้คือเอิร์ลแห่งเมอร์ตันก็มีอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น และนั่นยังทำให้เขาคงต้องรับผิดชอบภาระนี้ต่อไป

เอลเลียตคิดว่าทุกอย่างคงเป็นเรื่องง่าย เขาเดินทางมาหมู่บ้านหลังเขา แจ้งข่าวดีสุดสุดให้กับครอบครัวฮัซเทเบิ้ลทราบ จากนั้นก็พาตัวสตีเฟ่นไปเพื่อฝึกฝนให้เขาเป็นเอิร์ลผู้เหมาะสม เขาไม่คิดว่าจะได้พบกับครอบครัวที่รักใครใยดีกันเช่นนี้ ครอบครัวที่พี่สาวทั้งสามไม่ยอมให้สตีเฟ่นไปกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เย็นชาอย่างเขา

โดยไม่มีทางเลือก เอลเลียตตกลงพาทั้งสี่ไปพร้อมกัน แม้เขาจะไม่แน่ใจว่า จะทำยังไงถึงจะให้สังคมลอนดอนยอมรับสี่พี่น้องหลังเขาครอบครัวนี้ กับสตีเฟ่นเขาพอจะรู้ว่าควรทำเช่นไร แต่กับสามสาวที่แน่นอนว่าจะต้องออกสังคม เอลเลียตไม่มีทางเลือกมากนัก จำเป็นจะต้องมีใครสักคนที่มีฐานะทางสังคมสูงพอที่จะพาพวกเธอออกงาน เขาคาดหวังให้เป็นมารดาของเขา แต่ก็รู้ว่าเป็นภาระหนัก เนื่องจากน้องสาวคนเล็กของเขาก็จะออกงานในปีนี้เช่นกัน

แต่แล้วความคิดนึงก็แทรกเข้ามา ถ้าหากเอลเลียตซึ่งได้สัญญากับผู้เป็นปู่แล้วว่า จะแต่งงานก่อนอายุครบสามสิบปี เลือกที่จะแต่งงานกับมาร์กาเร็ตเล่า เธอซึ่งเป็นพี่สาวคนโต และจะดำรงฐานะไวส์เคาท์เตสลินเกต ก็จะพาน้อง ๆ ออกงานได้โดยไม่มีปัญหา ในขณะเดียวกันเขาก็จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ความรักไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพราะผู้ชายในตระกูลวัลเลซไม่เคยรักผู้หญิงที่พวกเขาแต่งงานด้วย

ทว่าก่อนที่เอลเลียตจะทำตามความคิด วาเนสซ่าซึ่งไม่ค่อยชอบหน้าเอลเลียตนัก เพราะไม่พอใจความหยิ่งทรนง และไร้อารมณ์ขันของเขา เสนอตัวเข้ามาแทน เธอรู้ว่า ถ้าเอลเลียตขอ เม็กก็คงตอบตกลงแต่งงานด้วยเป็นแน่ เพราะเม็กทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว แต่เธอไม่ต้องการให้พี่สาวต้องเสียสละมากไปกว่านี้อีกแล้ว เม็กควรจะมีโอกาสที่จะมีความหวัง เพื่อรอคอยการกลับมาของชายผู้เป็นที่รัก ในขณะที่วาเนสซ่าเอง เคยรักมาแล้ว ดังนั้นถ้าเป็นเธอที่จะเข้าสู่การแต่งงานที่ปราศจากความรัก ก็น่าจะเหมาะมากกว่า

การแต่งงานที่ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวปฏิเสธความรักจึงเกิดขึ้น และก็เหมือนโรแมนซ์ค่ะ ที่ความรักมันเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นกว่าหนังสือเรื่องอื่นในพล็อตเดียวกันก็คือ แม็กซ์เชื่อในความรักที่เกิดขึ้น

วาเนสซ่าไม่ได้หลงไปกับภาพลักษณ์ภายนอก ไม่ได้อ่อนระทวยไปกับความหล่อเหล่า หรือเป็นผู้ดีของเอลเลียต เธออ่านเขาออกตั้งแต่แรกเห็น ในครั้งแรกที่พวกเขาเจอกันที่งานเลี้ยงในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของเธอ เพียงแว่บแรก วาเนสซ่าก็อ่านเอลเลียตออกราวกับรู้จักเขามาทั้งชีวิต เธอรู้ว่า เขาไม่ได้ปลื้มไปกับงานเลี้ยงที่คนทั้งหมู่บ้านอุตส่าห์จัดขึ้น เขาเบื่อหน่าย และเหยียดหยามพวกเธอด้วยซ้ำ และนั่นทำให้เธอไม่ "ตกหลุมรัก" เขาตั้งแต่แรกเห็น

และเธอก็ไม่ "ตกหลุมรัก" เขาเมื่อได้พบเขาเป็นครั้งสอง และสาม (และสี่ และห้า) เพราะเอลเลียตยังเป็นคนเย็นชาที่ไม่มีความสุขกับชีวิต เขาไม่รู้จักเสียงหัวเราะ ไม่มีรอยยิ้ม สำหรับเขา ครอบครัวของเธอคือภาระหน้าที่

แต่เมื่อวาเนสซ่าตัดสินใจแต่งงานกับเขา เธอรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนสวยเหมือนพี่น้อง สิ่งเดียวที่เธอมอบให้กับการแต่งงานนี้ก็คือ เธอจะทำให้เอลเลียตมีความสุข และวาเนสซ่าก็เป็นคนที่นำความสุขมาให้กับคนรอบข้าง นั่นดูเหมือนจะเป็นข้อดีเดียวที่เธอมี

การแต่งงานทำให้ทั้งสองค้นพบว่า ทั้งคู่มีอะไรมากกว่านั้น เอลเลียตพบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธความเป็นวาเนสซ่าได้ เธอเป็นผู้หญิงที่หัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง เป็นคนที่นำความสว่างไสวมาให้กับคนรอบข้าง และเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดที่เขาเคยพบ (นั่นเพราะเขารู้จักเธอดียิ่งกว่าเปลือกนอก) ในขณะเดียวกันวาเนสซ่าก็ต้องการมากกว่าความสุขของเอลเลียต เธอต้องการความสุขของตัวเอง เธอต้องการความรัก แม้มันจะผิดสัญญาที่ให้กันไว้ตั้งแต่ต้น

ครึ่งเรื่องแรกของหนังสือเรื่องนี้ใช้เวลาไปกับการแนะนำตัวละครในชุดนะคะ แต่มันก็ไม่ได้น่ารำคาญ หรือเบื่อหน่ายอะไร เรื่องน่าเสียดายเดียวก็คือ แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างวาเนสซ่า กับเอลเลียตมากจนอยากให้คนแต่งใช้เวลากับพวกเขามากกว่านี้ (แต่ในทางกลับกัน เราก็ชอบเรื่องราวของพี่น้องฮัซเทเบิ้ลไม่น้อยเช่นกัน) ครึ่งหลังเรื่องเป็นการปรับตัวเข้าหากันของคู่สามีภรรยาที่ไม่คาดหวังความ รัก แต่ความรักก็มาเยือนพวกเขา

เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกมาก ๆ ไม่มีความรู้สึกว่าบังคับ หรือไม่สมจริงในพัฒนาการของความสัมพันธ์ของทั้งสอง ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น มันไม่มีช่วงเวลาที่จู่ ๆ เอลเลียตก็โพร่งขึ้นมาว่า รักเธอ รักเธอ แบบทำลายจังหวะเรื่องนะคะ แต่เมื่อคุณอ่านไปถึงจุดนึง คำว่า "รัก" มันก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการกระทำได้บ่งบอกทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว (และคำว่ารัก มันก็ตามมาเอง"

หนังสือเล่มนี้จบลง แบบไม่สนิทในประเด็นเรื่องของญาติห่าง ๆ ของตระกูลฮัซเทเบิ้ล คอนสแตนติน ฮัซเทเบิ้ลเป็นพี่ชายคนโตเอิร์ลคนเก่า แต่เขาไม่มีสิทธิได้บรรดาศักดิ์ เพราะดันเกิดก่อนที่พ่อและแม่จะแต่งงานกันได้สองวัน ทรัพย์สินและบรรดาศักดิ์ที่เป็นของสตีเฟ่น แท้จริงแล้วควรจะเป็นของเขา แต่คอนก็สูญเสียมันไปทั้งหมด

แม็กซ์เคยบอกไหมคะ ว่าชอบตัวละครแบบนี้แหละ ข่าวร้ายก็คือ เรื่องของคอนจะยังไม่ออกขายจนกว่าจะปีหน้า แถมยังออกเป็นปกแข็งอีกต่างหาก

วกกลับมาที่คะแนนเรื่องนี้ค่ะ อยู่ที่ 83

The Vampire's Bride // Gena Showalter

จีน่า โชว์วอลเตอร์เป็นนักเขียนที่แม็กซ์ติดตามอ่านมานานแล้วล่ะค่ะ ตั้งแต่เล่มแรกที่เธอเขียนจนถึงเล่มล่าสุด หลายครั้งเรารู้สึกว่า เธอเขียนเกือบจะดีแล้วล่ะ แต่ก็มักมีบางอย่างในเนื้อเรื่องทำให้เราละความสนใจในเนื้อเรื่องไปก่อนที่ จะจบทุกครั้ง แต่ก็ต้องยกให้นะคะว่า จีน่าเป็นคนที่เขียนเปิดเรื่องได้ดีที่สุดคนนึง

จนกระทั่งเมื่อปีก่อนที่แม็กซ์เริ่มต้นอ่านชุด The Lords of the underworld (โดยเฉพาะเรื่อง The Darkest Kiss และ The Darkness Pleasure) ที่เรารู้สึกว่า เธอมาถึงจุดที่เธอควรจะเป็นเสียที ถึงความสามารถที่เธอมี

ดังนั้นในปีนี้ที่เธอออกหนังสือเล่มล่าสุด แุถมยังเป็นเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์อยากอ่านมากที่สุดคนนึงในหน้านิยาย มันจึงเป็นสิ่งที่เราพลาดไม่ได้

The Vampire's Bride ของจีน่า โชว์วอลเตอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุดแอตแลนติส ซึ่งไม่ใช่ดินแดนในตำนานอย่างที่พวกเราส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะแอตแลนติสแม้จะเป็นดินแดนที่จมลงไปสู้ใต้ทะเล แต่มันไม่ใช่ที่อยู่ของเหล่ามนุษย์ แอตแลนติสเป็นที่ที่เหล่าพระเจ้า (ตามตำนานกรีกโรมันโบราณ ไม่ใช่พระเจ้าตามศาสนา) นำความผิดพลาดในอดีตของพวกเขามาซุกซ่อนไว้ นั่นเพราะว่าก่อนที่พวกเขาจะสร้างมนุษย์สำเร็จ พวกเขาทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มากมายที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเดม่อน, แวมไพร์, มังกร, และสิ่งมีชีวิตตามตำนานทั้งหลายมนุษย์เชื่อว่าไม่มีจริง

พวกนี้มีจริง และอาศัยอยู่ในแอตแลนติสซึ่งจมอยู่ใต้ทะเล พระเจ้าผู้สร้างพวกเขาทอดทิ้งพวกเขาไป ปล่อยให้อยู่กันตามลำพัง

เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์คิดว่าน่าสนใจมากที่สุดในชุด สองเล่มแรกในชุด (Heart of the dragon และ Jewel of Atlantis) จีน่าพูดถึงตัวละคร "ฝ่ายดี" นั่นก็คือมังกร พวกเขาต้องรับภาระในการเฝ้าประตูที่เชื่อมระหว่างแอตแลนติสและโลกมนุษย์ ในทั้งสองเล่มตัวร้ายก็คือ ฝ่ายนิมและแวมไพร์ แต่จะเป็นแวมไพร์มากกว่าที่โชว์ความร้ายกาจ ดังนั้นเมื่อเล่มสาม (The Nymph King) จับเอาราชาแห่งนิมมาเป็นพระเอก มันจึงไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่เมื่อมาถึงเล่มนี้ เป็นคราวของเลย์เอล ราชาแห่งแวมไพร์

คนที่อ่านสามเล่มแรกก็จะรู้ว่าเลย์เอลไม่ใช่คนร้ายที่ถูกเข้าใจผิด เขาร้าย และเป็นศัตรูของมังกรอย่างแท้จริง แต่ก็มีบางอย่างในตัวเขาที่ดึงดูดให้แม็กซ์คิดว่าเขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจ มาก ความจริงก็คือ เขาน่าสนใจที่สุด

เคยไหมล่ะคะที่คุณอ่านนิยายเล่มนึง แต่มองหาตัวร้ายให้ออกมามีบทเสียที เขาน่าสนใจว่าดาเรียส พระเอกที่เป็นมังกรในเล่มแรก เขาน่าสนใจว่าวาเลอเรียนพระเอกเล่มสาม และแน่นอนว่าเขาน่าสนใจกว่าเกรย์ มนุษย์ที่บุกลงไปในแอตแลนติสเพื่อค้นหาสมบัติอันล้ำค่าที่สุดแห่งแอตแลนติส

เพราะอะไรเหรอคะ

นั่นเพราะเลย์เอลมีมิติ เขาไม่ใช่มังกรที่วันทั้งวันพูดแต่เรื่องเกียรติยศ (และทำตัวห่วยแตก) เลย์เอลเจ้าเล่ห์ และร้ายกาจ ชนิดที่ได้ใจแม็กซ์เต็ม ๆ (และขอใบ้ว่า คนที่ชอบพระเอกแนวแอน สจ๊วต น่าจะรักเขามากอย่างที่แม็กซ์รัก)

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เลย์เอลเป็น ไม่ได้ทำให้การกระทำของเลย์เอลดูเป็นสิ่งที่ดีขึ้นมา แต่มันให้เหตุผลว่า อะไรทำให้เลย์เอลกลายเป็นคนเช่นนี้

เลย์เอลเริ่มต้นด้วยการเป็นพระเอกในนิยายโรแมนซ์ทั่วไป เขาเป็นคนที่มีเกียรติและรักครอบครัว ซูซานซึ่งเป็นคู่ชีวิตของเขากำัลังตั้งท้องลูกสาวคนแรก ตอนที่ทุกอย่างในชีวิตของเลย์เอลถูกแย่งชิงไปด้วยการกระทำที่โหดร้ายที่สุด เพราะเลย์เอลเป็นกษัตริย์แห่งแวมไพร์ เหล่ามังกรโทษเขาเป็นต้นเหตุที่ของพฤติกรรมอันเลวร้ายของแวมไพร์นอกรีต พวกนั้นบอกว่าเป็นความผิดของเลย์เอลที่ไม่ควบคุมแวมไพร์ให้อยู่ในแถว และลงโทษด้วยการข่มขืนและฆ่าซูซาน ทำลายศพของเธอต่อหน้าเลย์เอล และนั่นทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

เขามีชีวิตอยู่เพื่อการทำลายล้างมังกร ทุกการกระทำตลอดช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา ก็เพื่อทำล้ายมังกรให้หมดไปจากแอตแลนติส แม้ว่าพวกมังกรต้นเหตุที่ฆ่าซูซานจะถูกเขาลงโทษอย่างสาสมไปหมดแล้ว แต่ความเจ็บปวดก็ไม่อาจเลือนหายไปได้ เลย์เอลฆ่ามังกรต่อไป แม้ว่าพวกนั้นจะไม่ใช่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม ทำไมเขาต้องหยุดด้วยล่ะ ในเมื่อเขาเองก็ถูกลงโทษในการกระทำของคนอื่นเช่นกัน

"Hadn't he been blamed for the actions of others? It was only fair to use that same logic against the dragons."

ในศึกครั้งนึงที่เขาโจมตีเหล่ามังกรที่กำลังต่อสู้กับสาวอเมซอน (เพราะมังกรไปจับตัวทายาทแห่งบัลลังค์อเมซอนเอาไว้) เลย์เอลก็ได้พบกับผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกบางอย่าง เธอชื่อเดไลล่าห์ และเธอคือทุกอย่างที่เป็นด้านตรงข้ามของซูซาน

เดไลล่าห์เป็นนักรบแห่งเผ่าอเมซอน กลุ่มนักรบสตรีตามตำนาน เธอเข้มแข็ง เก่งกาจ ก็ไม่ต้องการผู้ชายคนไหน แต่มีอะไรบางอย่างในตัวแวมไพร์ที่โอหังคนนี้ แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มต้นอะไรกัน ทั้งหมด (รวมทั้งมังกรที่ต่อสู้กันอยู่) ก็ถูกเคลื่อนย้ายด้วยพลังอำนาจบางอย่าง ไปยังเกาะแห่งหนึ่ง เพื่อเข้าร่วมเกมการแข่งขันของเหล่าเทพเจ้า

หลังจากที่ทอดทิ้งแอตแลนติสมานาน เหล่าเทพเจ้าจดจำผู้คนที่เขาลืมไปได้ แต่ปัญหาคือ ต่างคนก็อยากจะเป็นผู้ครอบครองแอตแลนติสเพียงหนึ่งเดียว และเนื่องจากสิ่งมีชีวิตในแอตแลนติสแต่ละกลุ่มมีลักษณะเด่นจากเทพเจ้าแต่ละ องค์ พวกเขาจึงท้าพนันกัน ถ้าชนชาติที่พวกเขาให้การสนับสนุนเป็นผู้ชนะในเกมการแข่งขัน เทพเจ้าองค์นั้นก็จะมีสิทธิกลับไปที่แอตแลนติสได้

นักรบผู้เก่งสุดของแต่ละชนชาติถูกเลือกมาอย่างละสองคน ทั้งเลย์เอล และเดไลล่าห์เป็นตัวแทนของชนชาติของเขาพวกเขา ในเกมที่พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะเล่น แต่ก็ไม่มีทางเลือก โดยเฉพาะถ้าพวกเขาอยากมีชีวิตรอดกลับไปแอตแลนติส

ผู้เล่นทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นสองทีม แต่เลย์เอลและเดไลล่าห์อยู่กันคนละทีม ซึ่งนั่นทำให้เรื่องยุ่งขึ้นไปอีก ทีมที่แพ้การแข่งขันในแต่ละครั้งจะต้องเลือกผู้เล่นคนนึงออกมาให้ถูกฆ่า นึกถึงรายการทีวีเซอร์ไวเวอร์น่ะค่ะ รูปแบบเหมือนกันเลย เพียงแต่คนที่ถูกคัดออกไม่ได้กลับบ้าน แต่จะเผชิญหน้ากับความตายเท่านั้นเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างเลย์เอลและเดไลล่าห์น่าสับสน วินาทีนึงเลย์เอลไม่อาจเก็บความสนใจที่ตนเองมีต่อเธอได้ อีกวินาทีนึงเขาพยายามผลักไสเธอออกไป (เพราะรู้สึกผิดที่ปันใจให้หญิงอื่นนอกจากซูซาน) แต่เขาก็ไม่อาจขับไล่เธอได้นาน ทุกครั้งเขาก็จะกลับมาหาเธอ

แม็กซ์ชอบบทสนทนาในฉากนี้มากนะคะ เพราะคิดว่ามันบรรยายอาการของเลย์เอลได้ดีที่สุด

"You confuse me" she said softly

"I know. I confuse myself"

และที่สำคัญแม็กซ์เข้าใจความรู้สึกของเลย์เอลนะคะ เขาจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้คนรักตายโดยไม่อาจช่วยเธอได้ เขามีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้น แต่เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่าง เลย์เอลได้พบกับหญิงสาวอีกคน คนที่ทำให้เขากลับมามีความรู้สึก เพียงแต่เขารู้สึกว่า เขาไม่สมควรมีความสุข ไม่ควรลืมเลือนคนรักคนแรก แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองได้ เขาต้องการเดไลล่าห์ และไม่อาจอยู่ห่างจากเธอได้

แม้ว่าการที่อยู่ต่างทีม จะหมายความว่า หากเขาต้องการให้เดไลล่าห์มีชีวิตอยู่ต่อ และไม่เสี่ยงกับการถูกคัดออก เขาจะทำให้เพื่อนร่วมทีมเดียวกันแพ้การแข่งขัน

และเดไลล่าห์ เธอเป็นนางเอกที่เหมาะกับเลย์เอล หรืออย่างน้อยเลย์เอลที่เขากลายมาเป็นหลังจากสูญเสียซูซาน เธอชื่นชมความแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมของเลย์เอล และคิดว่ามันเป็นลักษณะที่ดี ในฉากแรกที่เธอได้พบกับเลย์เอลระหว่างการรบ เมื่อเลย์เอลทำให้เธอล้มลงไปนอนกับพื้นได้เป็นครั้งแรก เธอไม่ได้โกรธที่เขาทำร้ายผู้หญิง แต่มันความประทับใจ เขาเอาชนะเธอที่เป็นนักรบอเมซอนได้ นั่นทำให้เขาเป็นผู้ชายที่คู่ควร

"That bastard! Delilah thought. That bloodsucking fiend. That black-hearted warrior. That ... man! He had no concscience, no sense of fairness. And she.. liked it. A sigh slipped from her, and she nearly melted to the ground in a boneless heap of feminine delight."

และความตรงไปตรงมาของเดไลล่าห์ก็เป็นส่วนต่อที่ดีกับความโลเลของเลย์เอล (ว่าเขาควรจะมีความสัมพันธ์กับเดไลล่าห์หรือไม่) เพราะทำให้เธอมองเห็นเจตนาที่แท้จริงของเลย์เอล ไม่ใช่แค่การกระทำ ตลอดทั้งเรื่อง ปากเลย์เอลบอกว่าเขาไม่ต้องการเธอ แต่เดไลล่าห์ก็มองออกว่า เขาปากไม่ตรงกับใจ

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบเรื่องที่พระเอกมีรักกับผู้หญิงอื่นมาก่อนเจอกับนาง เอกนะคะ เรามักรู้สึกว่า ทำให้นางเอกเป็นเบอร์สอง หรือเป็นตัวแทน แต่เล่มนี้เราพอจะเข้าใจว่าทำไมคนแต่งต้องทำ มันจำเป็นเพื่อที่จะเสนอด้านที่ถูกทรมานของเลย์เอลให้คนอ่านเห็น และอะไรจะทรมานพระเอกในโรแมนซ์ได้เท่ากับการเสียคนรัก

แต่เราคิดว่า คนแต่งแยกแยะได้ดีนะคะว่า เดไลล่าห์ไม่ใช่ัตัวแทนของซูซาน อันที่จริงเลย์เอลในอดีต คนที่รักซูซานไม่ใช่คนที่จะรักเดไลล่าห์ เธออาจจะแข็งกร้าวเกินไป เขาต้องการคนที่อ่อนโยน และไร้เดียงสาต่อโลกอย่างซูซาน และเช่นเดียวกัน คนที่เลย์เอลกลายมาเป็น คนที่ถูกไฟแห่งความแค้นแผดเผา คนที่ทำหลายอย่างที่ต้องเสียใจภายหลัง เขาไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่ซูซานตกหลุมรัก และเขาก็ไม่ใช่ผู้ชายของเธออีกต่อไป หากแต่เป็นเดไลล่าห์ต่างหากที่เหมาะสมกับเขา และแม้จะได้ซูซานกลับมา เลย์เอลก็พบว่าเขาเปลี่ยนแปลงไป (เพราะความสูญเสียซูซาน) จนซูซานไม่ใช่คนที่เขาต้องการอีก หากแต่เป็นเดไลล่าห์คนเดียวสำหรับเขา

อ่านรีวิวแล้วคนพอรู้นะคะว่าแม็กซ์รักตัวละครมากแค่ไหน แต่ปัญหาใหญ่สุดของเรากลับเป็นที่พล็อตค่ะ

เคยบ้างไหม ที่คุณชอบตัวละครมาก ๆ แต่พล็อตเรื่องห่วยแตก และเล่มนี้ก็เป็นยังงั้น แม็กซ์ไม่ชอบพล็อตเรื่องเลย ไม่ชอบจริง ๆ มันดูปัญญาอ่อนและไร้สาระ ไม่มีทิศทาง แม็กซ์อยากเห็นเลย์เอลและเดไลล่าห์ในพล็อตเรื่องในโลกแห่งแอตแลนติสมากกว่า ไมใช่การเป็นตัวแทนเทพเจ้าแข่งเกมบ้า ๆ นี่ มันเป็นการเอาตัวละครออกจากโลกแห่งความจริง (ของพวกเขา ซึ่งก็คือแอตแลนติส) มาอยู่ในสถานการณ์ปลอม ๆ ที่ดูไม่สมจริงเนี่ย

เสียดายตัวละครและความเป็นไปได้ที่ว่าเรื่องนี้จะสนุกยิ่งไปกว่านี้

เพราะแม้จะเป็นพล็อตห่วย ๆ เรื่องนี้มันก็ยังสนุกค่ะ เพียงแต่มันไ่ม่ถึงจุดที่มันควรจะเป็นได้

คะแนนที่ 83

Desire Unchained // Larissa Ione

ท่ามกลางหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่ออกมาดาษดื่นในตลาด หนังสือเรื่อง Pleasure Unbound โดด เด่นมากกว่าเล่มไหนที่แม็กซ์อ่านเมื่อปีที่แล้ว และเืมื่อคิดว่า หนังสือเล่มนั้นเป็นเพียงเล่มแรกของชุด ก็ิยิ่งทำให้แม็กซ์เกิดความอยากอ่านเล่มต่อ ๆ มาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า เล่มสองและสามในชุดจะออกขายติด ๆ กัน ห่างกันเพียงแค่สองเดือน

และหลังจากอ่านเล่มนี้จบลง ก็บอกได้เลยค่ะว่า ลาลิสสาคนแต่งเรื่องชุดนี้กลายเป็นหนึ่งในนักเขียนแนวพารานอมอลแถวหน้าที่ แม็กซ์อยู่ในอาการที่เรียกว่า ต้องอ่านแล้วล่ะ เพราะไม่น่าเชื่อนะคะ (เมื่อคิดว่าเล่มแรกดีมาก) เล่มที่สองในชุดนี้ ยังสนุกมากกว่าเสียอีก

Desire Unchained ของลาลิสสา ไอโอน

อย่างที่เกริ่นนำไปแล้วนะคะ เล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุดเดมอนนิก้า ซึ่งเป็นเรื่องราวของสามพี่น้องปีศาจสายพันธ์ซิมินัส (ซึ่งเป็นหนึ่งในปีศาจทางเพศ) ที่ร่วมกันบริหารโรงพยาบาลสำหรับปีศาจ และเช่นเดียวกับหนังสือชุดทั่ว ๆ ไป หนังสือชุดนี้ก็เดินตามรอยสูตรตัวละครที่เป็นองค์ประกอบของเรื่องในหนังสือ ชุดไตรภาคนั่นคือ

พี่ชายใหญ่ผู้รับผิดชอบ (อายโดลอนใน Pleasure Unbound)

น้องคนรองผู้ง่าย ๆ สบายกับชีวิต (เชดในเล่มนี้แหละ)

และน้องคนเล็กผู้ทุกข์ทรมาน (ราธใน Passion Unleased ที่ยังไม่ออกขาย)

แม็กซ์ไม่ค่อยจะตื่นเต้นกับการได้อ่านเรื่องของเชดเท่าไหรนักหรอกนะคะ อย่างน้อยก็จนกระทั่งได้อ่านตัวอย่างหนังสือที่ลาลิสสาโฆษณาไว้ในเว็บไซด์ ของเธอ จากนั้นเราก็อยากอ่านเล่มนี้มาตลอด เพราะมันเป็นการเล่นประเด็นที่เราชอบมาก ๆ ประเด็นนึง

เชดเป็นปีศาจซิมินัสที่กำลังจะอายุครบหนึ่งร้อยปี และนั่นหมายความว่า เขาจะเจริญเต็มวัยเต็มที่ และจะสามารถสืบพันธุ์ได้ และสำหรับซิมินัสนั่นเป็นเหมือนคำสาป เพราะซิมินัสที่อายุครบร้อยปีแล้วยังไม่มีคู่เป็นตัวเป็นตน พวกเขาจะกลายเป็นปีศาจที่กระหายหิวทางเพศอย่างรุนแรง และไม่สนใจความผิดชอบชั่วดีอีกต่อไป เชดก็เสียพี่ชายไปให้กับความบ้าคลั่งแล้วคนนึง

และยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก เพราะเชดยังโดนคำสาปจากพ่อมดเมื่อแปดสิบปีก่อน เมื่อเขาย่องไปตีท้ายครัวพ่อมด ทำให้โดนสาปให้ไม่รู้จักความรัก และเมื่อใดก็ตามที่เขารักหญิงสักคน เชดก็จะกลายเป็นเงาตลอดไป ไร้ตัวตัว ไร้ร่าง และอยู่อย่างทรมาน ดังนั้นนี่จึงเป็นข้ออ้างที่เชดใช้ชีวิตอย่างที่เขาใช้ จากหญิงคนนึงไปยังอีกคน ทุกอย่างก็เพื่อความสุขทางกาย

จนกระทั่งเขาถูกกลุ่มนักค้าอวัยวะปีศาจในตลาดมืดจับตัวมา และหญิงสาวที่ถูกขังอยู่ในห้องเดียวกับเขาก็คือคนจากในอดีตอันเสเพลของเขา นั่นเอง เพียงแต่คราวนี้รูน่าไม่ใช่มนุษย์ผู้ไร้เดียงสา และหลงรักชายที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นปีศาจ เพราะการทรยศของเชด (ที่ยุ่งกับผู้หญิงอื่นระหว่างที่กำลังคบกับเธอ) ทำให้รูน่ากลายเป็นเหยื่อของมนุษย์หมาป่า ทำให้เธอสูญเสียความเป็นมนุษย์ของตัวเองไปด้วย ทำให้เธอต้องก้าวเข้าสู่ด้านมืดอันเป็นโลกของปีศาจ

แม็กซ์คิดว่า ไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มแรกในชุดหรอกนะคะ ก็สามารถเข้าใจความเป็นไปในเนื้อเรื่องได้อย่างไม่น่าปวดหัวอะไร เพียงแต่ถ้าอ่านเล่มนี้ก่อนเล่มแรก ก็จะมีสปอยล์ของเล่มแรกโผล่มายุ่บยั่บไปหมดเท่านั้นเอง (หลายอย่างที่เป็นไคลแม็กซ์ในเล่มแรกก็ถูกเฉลยซะงั้นในเล่มนี้) และนั่นรวมทั้งตัวตนของหัวหน้าแก๊งค์ค้าอวัยวะปีศาจซึ่งเป็นตัวร้ายที่ต่อ เนื่องมาจากเล่มแรกด้วย

ดังนั้นบอกก่อนเลยนะคะว่า ถ้าอ่านต่อก็จะเป็นสปอยล์แล้ว แม็กซ์จะไม่กาสีดำนะคะ เพราะคิดว่าคงเล่าอะไรไม่ได้ถ้ามัวแต่กลัวสปอยล์ หยุดอ่านตรงนี้แล้วกันค่ะ ถ้าไม่อยากรู้

เป็นอย่างที่แม็กซ์คาดไว้ หัวหน้าแก๊งค์ค้าอวัยวะก็คือคนจากอดีตของสามพี่น้องนั่นเอง (ซึ่งก็คือโร้ค พี่ชายคนโตที่ถูกเข้าใจกันว่าตายไปแล้ว) ไฟไหม้อันเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนคิดว่าโร้คตาย ได้ทำลายรูปลักษณ์ของเขา (และยิ่งไปกว่านั้นทำลายความสามารถทางเพศของเขาด้วย ทำให้โร้คซึ่งเป็นปีศาจสายพันธุ์ทางเพศ ไม่อาจมีเซ็กส์ได้ มันยิ่งทำให้เขาคลั่งเข้าไปใหญ่) และโร้คคิดว่า คนที่วางแผนกำจัดเขาก็คือ น้องชายทั้งสามของเขานั่นเอง

แม้ว่าเชดจะปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แต่เหตุผลก็ใช้ไม่ได้กับชายที่ต้องการแก้แค้น โร้ควางแผนที่จะตอบแทนเชดอย่างเจ็บปวด และเพราะเขาล่วงรู้ถึงคำสาปที่เชดกำลังเผชิญ เขาจึงต้องการให้เชดได้รับผลการคำสาปนั้น ด้วยการหลอกให้เชดและรูน่ากลายเ็ป็นคู่กัน (ผ่านการควบคุมทางจิตใจที่โร้คมีความสามารถ)

และเชดรู้ดีว่า เขาจะต้องตำหลุมรักรูน่าในไม่ช้า ทางออกเดียวของเขาก็คือ ฆ่ารูน่าก่อนที่เขาจะรักเธอจนหมดใจ (และตัวตนของเขาก็จะสลายไปเพราะความรักนั้น)

แม็กซ์ชอบหนังสือเล่มนี้เพราะความซื่อตรงต่อตัวละครค่ะ เื่รื่องราวในชุดเดมอนนิก้า เป็นเรื่องราวของปีศาจ (ที่ไม่ใช่ปีศาจอย่างที่เรารับรู้ทั่วไปหรอกนะคะ) ที่มีทั้งปีศาจที่ดี และเลว แต่โดยเนื้อแท้แล้ว พวกเขาคือปีศาจ ดังนั้นความรุนแรงจึงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต (เพราะคุณมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะ ร่างกายสามารถรักษาตัวเองได้ ความเจ็บปวด และเลือดออกจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรอีกต่อไป) ทำให้หลายฉากอาจจะดูรุนแรงไปบ้างนะคะ แต่มันสมจริง และสมกับคาแร็คเตอร์ที่คนแต่งวางไว้ให้ตัวละคร

อย่างฉากที่อายโดลอนซึ่งเป็นศัลยแพทย์ในโรงพยาบาล (ที่รักษาปีศาจ) เห็นด้วยกับราธเรื่องการฆ่ารูน่า มันไม่ใช่การกระทำที่เขาอยากทำ แต่เขารู้ว่ามันจำเป็น เพราะทางเลือกอีกอย่างนึงเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้ (เพราะนั่นคือการเสียเชดไป และอายโดลอนก็รักน้องชายของเขามากพอที่จะข้ามเส้นแห่งความถูกต้องดีงาม)

เช่นเดียวกับในเล่มแรกที่แม็กซ์ชอบบรรยากาศในโลกปีศาจที่ลาลิสสาสร้าง ขึ้น แม้ว่ามันจะไม่ชัดเจนเท่ากับใน PU เพราะเรื่องราวเน้นไปที่ตัวละครมากกว่า

และเชดเป็นตัวละครที่ผิดคาดค่ะ เขามีความลึกมากกว่าความเสเพลที่แสดงออกให้เห็น ในขณะเดียวกันรูน่าก็เข้มแข็งสมกับที่คนแต่งกำหนดให้เธอเป็นมนุษย์หมาป่า ทั้งคู่หนีออกมาจากที่คุมขังของโร้คด้วยกัน แต่ผลพวงของการกลายเป็นคู่กันทำให้ทั้งสองไม่อาจแยกจากกันได้ เรารู้สึกถึงความต่อเนื่องกันระหว่างเชดและรูน่า และเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า ทำไมพี่น้องของเชดถึงได้แน่ใจว่า หากเชดเลือกหญิงใดเป็นคู่แล้ว เขาจะต้องตกหลุมรักเจ้าหล่อนได้อย่างไม่ยากเย็นกัน เพราะเชดไม่ใช่พระเอกชนิดที่ปฏิเสธความรัก แต่วิ่งหนีความรักเพราะกลัวคำสาป ในอีกนึงเราก็มีคิดเหมือนกันว่า รูน่าเฮงพอดีที่เข้าใจชีวิตของเชดในช่วงนี้ (ทำให้เธอกลายเป็นนางเอกของเขาในที่สุด) แต่ความโดดเด่นของรูน่าเองก็มีความพิเศษ และเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ความคิดนี้ไม่ถึงกับกลายเป็นประเด็นน่าขัดใจใหญ่ อะไร

แล้วเราก็ชอบที่ตัวร้ายในเรื่องนี้มีมิติ โร้คไม่ใช่ตัวร้ายชนิดที่แม็กซ์แอบเทใจให้หรอกนะคะ ก่อนหน้าที่จะเกิดการลอบทำร้าย เขาก็ไม่ใช่ปีศาจที่ดีนัก มีเพียงอายโดลอนคนเดียวที่เข้าถึงจิตใจของเขาได้ (และมันก็ถูกพูดถึงผ่านเรื่อง PU ไปเยอะพอสมควร) ในขณะที่เชดและราธก็ไม่ค่อยจะชอบใจพี่ชายคนนี้นัก แต่กระนั้นการที่เขากลายสภาพเป็นคนโฉดและเลวชนิดเกินพิกัดก็มีเหตุผล เขาอาจจะเข้าใจผิดว่าน้องชายทั้งสามวางแผนทำร้ายเขา (ซึ่งเขาคิดผิดในทางนึง แต่ก็ถูกในอีกทางนึง) นั่นใำ้ห้เขามีเหตุผลเพียงพอในการตามจองเวรน้องชาย และแม็กซ์ก็ชอบที่แม้กระทั่งโร้คเองก็ยังมีความรัก (ซึ่งมันกลายเป็นจุดจบของเขาเช่นกัน)

ส่วนเดียวในเรื่องที่แม็กซ์ไม่ชอบก็คือ เรื่องความรักของคู่รอง ที่ดำเนินต่อเนื่องมาจากเล่มแรก ข่าวว่าความรักของคู่นี้จะลงเอยในเล่มสาม แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเราไม่อยากอ่านเรื่องของเจมและไคแนนเป็นเพราะเราชอบเชดและ รูน่ามาก ๆ จนไม่อยากให้คนแต่งไปเสียเวลากับคู่อื่น หรือว่าเรื่องราวของสองคนนั้นมันจะไม่ได้เรื่องจริง ๆ

ความน่าปวดหัวของหนังสือชุดนี้ก็คือ มีคำศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับปีศาจเยอะหน่อยนะคะ โดยที่ไม่มีคำอธิบายให้ไว้ในหนังสือ ซึ่งเรื่องนี้ทางลาลิสสาเองก็คงรู้ดี (เพราะแม็กซ์ก็เป็นคนอ่านคนนึงที่บ่นให้เธอฟัง) เธอจึงจัดทำหนังสือที่เรื่องว่า The Demonica Compendium ซึ่งรวบรวมคำศัพท์ และรายชื่อตัวละครเด่น ๆ ในชุดเอาไว้ คนที่สนใจก็ลองคลิกไปอ่านกันได้นะคะ ลิงค์อยู่ที่ไซด์บาร์ด้านขวาบนสุดค่ะ ในเล่มนี้ยังมีเรื่องสั้นที่เป็นตอนที่โร้ค,อายโดลอน, และเชดเข้าไปช่วยราธมาจากบรรดาญาติแวมไพร์ที่หมายเอาชีวิตเขาด้วยค่ะ

คะแนนที่ 83

Wednesday, March 4, 2009

Tempted All Night // Liz Carlyle

สำหรับคนที่ยังไม่รู้นะคะ แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์ และถ้าอ่านไม่ชัดก็โปรดอ่านอีกครั้งหนึง

แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์

ลิซ คาร์ไลล์เป็นนักเขียนที่อาจจะไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่ลึกล้ำ หรือสร้างสรรสุดคำบรรยาย แต่วิธีการในการดำเนินเรื่อง จังหวะของการเล่าเรื่องราว และตัวละครของเธอมีชีวิตเสมือนจริงสำหรับเรา แม็กซ์รักโลกที่ตัวละครของลิซอาศัยอยู่ซึ่งทั้งหมดรู้จักกัน (นั่นหมายความว่า หนังสือทุกเล่มของเธอเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) ดังนั้นแม้กระทั่งตัวละครรองที่มีบทออกมาเพียงไม่กี่ฉาก ก็ทำให้แม็กซ์มีความสุขที่เห็นเธอกล่าวถึงพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่ว่า ลิซจะเอาตัวละครมาเดินโชว์อย่างไร้ความหมายหรอกนะ เธอเลือกเอาตัวละครที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง และใช้อย่างมีประโยชน์สูงสุด

Tempted All Night ของลิซ คาร์ไลล์

หนังสือเล่มนี้ไม่โฆษณาว่าเกี่ยวข้องหรืออยู่ในชุดของเล่ม ไหนเป็นพิเศษ แต่ก็เช่นเดียวกับหนังสือทุกเล่มของลิซ ที่มันมีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด โดยเฉพาะเล่มนี้ที่เป็นเรื่องราวของเลดี้ฟีดร้า นอร์ธติ้งแฮม น้องสาวของท่านมาร์ควิส แห่งแนช ซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง Never Lie to a Lady แต่ไม่จำเป็นหรอกนะคะที่จะต้องอ่านเรื่องนั้นก่อน เพราะบอกตามตรง แม็กซ์อ่านเล่มนั้นแล้ว และฟรีด้าก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษเลย

เลดี้ฟีดร้าเป็นสาวแก่วัยยี่สิบสองปีที่ดูเหมือนจะพอใจกับ สถานภาพของตัวเอง เธอรับหน้าที่ดูแลแม่และน้องสาวที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องนัก ดูเหมือนเธอจะเป็นคนเดียวในครอบครัวที่มีสมองเพียงพอที่จะรับรู้ความจริง แห่งโลก ในขณะที่แม่และน้องสาวก็เป็นเหมือนหญิงสาวในยุครีเจนซี่ตอนปลายทั่วไปที่วัน ทั้งวันคิดถึงแต่เรื่องงานเลี้ยง คู่ครองและความเหมาะสม

แต่เป็นเพราะความผิดพลาดร้ายแรงในวัยเยาว์ ฟรีด้าได้รับบทเรียนสำคัญของชีวิต และนั่นเตือนเธอให้ระมัดระวังในการใช้ชีวิต ในเรื่องความรักที่เธอคิดว่า ตัวเองไม่มีสิทธิที่จะคิดถึงมันอีกต่อไป และก็เหมือนทุกอย่างในโลกที่เมื่อคุณเลิกคิดถึง มันก็จะเดินเข้ามาในชีวิตของคุณเอง

และความยั่วยวนก็มาในรูปของลอร์ดเอวอนคริฟท์ หรือที่เขาไม่ชอบให้ใครเรียกเขาด้วยบรรดาศักดิ์ แม้จะเป็นถึงทายาทท่านเอิร์ลผู้ทรงอำนาจที่สุดคนนึงในอังกฤษ ทริสแทน ทาลบอตคือด้านตรงกันข้ามจากบิดาผู้เคร่งเครียด มันอาจจะเป็นเลือดต่างชาติที่เขาได้รับจากมารดา แต่ทริสแทนก็ไม่ใช่ขุนนางหนุ่มแบบที่คนในตระกูลทาลบอตต้องการ และทริสแทนก็ทำทุกอย่างเพื่อทำให้ความเชื่อนั้นเป็นจริง เขาเป็นชายเสเพลที่อาศัยอยู่บนขอบแห่งความเหมาะสม เป็นที่ต้องการของสาว ๆ ในลอนดอน และถูกคิดว่าภายใต้หน้าตาอันแสนหล่อเหลาไม่มีอะไรอยู่ตรงกลางใบหูของเขาเลย

แต่นั่นเป็นเพียงฉากหน้า และเช่นเดียวกับฟีดร้าที่ความเยือกเย็นและเหมาะสมของเธอก็เป็นฉากหน้าเช่นกัน

เหตุการณ์ฆาตกรรมที่ฟีดร้าโชคร้ายพอที่จะเป็นพยานเป็น เหตุผลที่ทำให้ทั้งสองได้รู้จัก แต่โชคชะตาของทั้งคู่เริ่มต้นนานกว่านั้นมาก เมื่อทริสแทนช่วยฟีดร้าไว้ระหว่างที่เธอเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงในการตามหาสาว ใช้ที่หนีหายไป ในมุมลึกสุดแห่งความดีงาม ฟีดร้าถูกช่วยเหลือเอาไว้จากชายขี้เมาแต่ยังมีศีลธรรมมากพอจะรู้ว่าเธอต้อง การความช่วยเหลือ

ทริสแทนซึ่งได้รับการขอร้องจากบิดาผู้ใกล้เสียชีวิตให้สืบ สวนความจริงที่เกิดขึ้น นั่นเพราะชายผู้เสียชีวิตต่อหน้าฟีดร้านั้นเป็นชาวรัสเซีย และทำงานให้กับแม่เล้าชื่อดัง ผู้ซึ่งเป็นอดีตสายลับรัสเซีย ซึ่งในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสงบระหว่างรัสเซียกับโปแลนด์ นี่เป็นสิ่งที่ควรจับตาดู ทริสแทนตอบรับคำขอจากบิดาอย่างเสียไม่ได้ และไม่คิดว่าตัวเองจะได้ข้อมูลอะไรมากนักจากการสัมภาษณ์หนึ่งในพยาน

แต่นั่นเป็นก่อนที่เขาจะได้พบกับฟี สำหรับชายที่ได้ผู้หญิงทุกคนที่ต้องการ ฟีคือความท้าทาย และเธอคือความไร้เดียงสาที่เขารู้ตัวว่าไม่ควรแตะต้อง แต่มันยากที่จะห้ามใจตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ฟีก็รู้เรื่องชาวรัสเซียผู้ตายคนนั้นมากกว่าที่เธอบอกกับทุกคน ในการตามหาสาวใช้ที่เธอแน่ใจว่าทำงานให้กับซ่องแห่งเดียวกัน ฟีเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่อาจจะใหญ่เกินตัว แต่อย่างน้อยเธอก็ยังฉลาดพอจะรู้ว่า ควรจะต้องพูดความจริงกับทริสแทน

เช่นเดียวกับหนังสือทุกเรื่องของลิซนะคะ ที่พล็อตไม่ใช่องค์ประกอบใหญ่ หากแต่เป็นการดำเนินเรื่องมากกว่า แม็กซ์พบว่าตัวเองหลงเข้าไปกับความเป็นทริสแทน และฟี เรารู้จักพวกเขาเหมือนเป็นคนสนิท ล่วงรู้สิ่งที่พวกเขาคิด รู้ว่าอะไรคือแรงผลักดัน ความเศร้าโศก และแรงบันดาลใจ

ทริสแทนต้องต่อสู้กับความแตกต่างมาตลอดชีวิต เพราะแม่ที่เป็นชาวต่างชาติ เขาจึงไม่ใช่ขุนนางอังกฤษผู้เหมาะสม ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาเกินกว่าที่จะมีปัญญา เขาถูกมองเป็นเพียงหนุ่ีมหน้าสวยที่ไร้สมอง แต่เขาก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ความเข้าใจผิดอันนี้แหละที่เป็นความผิดพลาดร้ายแรง ทริสแทนเป็นคาแร็คเตอร์ชนิดที่ลิซไม่ค่อยเขียนถึงบ่อย เราคิดว่าเขามีลักษณะใกล้เคียงกับเดวิลลิน (จาก The Devil to Pay) ในแง่ของทัศนคติที่เขามองโลก ที่แม้จะรู้ว่ามันไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการว่าหน่ายโลก เหมือนพระเอกโรแมนซ์ที่เป็นชายเสเพลทั่วไปเป็นกัน ในอีกแง่นึงเขามีลักษณะเบนท์ลี่ย์ควรจะเป็น (แต่ในเรื่อง The Devil you know ที่เบนท์ลี่ย์เป็นพระเอกเองกลับมีความมืดมากกว่ามาก) ชายที่รู้จักตัวเองเป็นอย่างดี และยอมรับความเป็นตัวเองได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ความดีพร้อมก็ตาม

ฟีดร้าคือด้านตรงกันข้าม เธอหมกหมุ่นกับความผิดพลาดในอดีต และปล่อยให้มันครอบงำชีวิต หลังจากอ่านเล่มนี้ แม็กซ์เชื่อในการจับคู่ทริสแทนกับเธอ เพราะเราคิดว่า เขาอาจจะเป็นคนเดียวที่ทำให้ฟีปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาได้ ตัวตนที่เราเชื่อว่า คนอ่านเองก็อาจจะคิดไม่ถึง (และแม็กซ์บอกรึยังว่าเซ็กส์ซีนในเล่มนี้ฮ็อตมาก)

ในตอนต้นเรื่องแม็กซ์มีปัญหานิดหน่อยในส่วนของมิตรภาพระหว่างฟีและโซอี้ อาร์มสตรองค์ (ซึ่งจะเป็นนางเอกในเล่มหน้า Wicked All Day) เพราะทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันในวันที่เกิดการฆาตกรรม แต่ดูเหมือนทั้งสองจะกลายเป็นเพื่อนสนิท ซึ่งสำหรับคนที่เก็บตัวอย่างฟี เรารู้สึกว่ามันไม่สมจริง แต่พอได้อ่านมากขึ้น และรู้จักฟีมากขึ้น เราก็เข้าใจว่าอะไรคือแรงผลักดันให้ฟีคบหากับโซอี้ (และลิซก็อธิบายในส่วนนี้ผ่านทางคำพูดของโซอี้เช่นกัน) นั่นเพราะโซอี้คือด้านตรงกันข้ามทุกอย่างของฟี เธอคือผู้หญิงที่ฟีอยากจะเป็น แต่ไม่อาจเ็ป็นได้ ความแตกต่างดึงดูดทั้งสองสาวให้เป็นเพื่อนกัน และมิตรภาพที่เกิดขึ้นดูน่าเชื่อสำหรับเรา (และแน่นอนว่าทำให้โซอี้เป็นตัวละครทีน่าสนใจมาก เธอเป็นผู้หญิงที่มีชีวิตชีวามาก และแม็กซ์อยากรู้ทีุ่สุดว่าใครจะเป็นพระเอกของเธอ --- นอกเรื่องนะคะ เราคิดว่าจะเป็นลอร์ดเมอร์เซอร์)

กลับมาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทริสแทนและฟีดร้า อย่างที่บอกค่ะ แม็กซ์ชอบการจับคู่ตัวละครสองตัวนี้ ทริสแทนคือผลไม้ต้องห้ามของฟี ทำให้เธอกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็ยังไม่อาจให้อภัยตัวเองต่อความผิดพลาดในอดีตได้ ทำให้เธอไม่กล้าที่จะคว้าความรักที่ถูกเสนอ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่อาจวางมือจากเขาได้ แม้ในช่วงเวลาที่เธอคิดว่าเขาไม่สนใจเธออีกต่อไปแล้ว (แม็กซ์ชอบฉากที่ฟีไปยังบ้านทริสแทน แม้จะคิดว่าเขาไม่ใยดีเธอแล้วก็ตาม)

ในขณะที่ทริสแทน แม็กซ์ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจาก เฟอร์เฟ็ค ไม่ใช่ว่าเขาเป็นชายผู้สมบูรณ์แบบหรอกนะคะ เพราะเขาห่างไกลจากคำนั้น แต่เขาเฟอร์เฟ็คกับเรื่อง ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เราชอบทัศนคติของเขา เข้าใจว่าอะไรทำให้เขากลายเป็นชายเสเพล (ในเมื่อความพยายามเดียวที่จะเป็นคนมีอุดมคติผลักดันให้เขาเข้าไปมีส่วนใน การสังหารหมู่) เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยอมทำตามคำขอของผู้เป็นบิดา ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยถูกมองจากชายคนนั้นว่าคู่ควรกับการเป็นทายาืท

อ่านมาขนาดนี้รู้รึยังคะว่า แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์ แต่อยากจะบอกทุกคนว่า การอ่านหนังสือของเธอไม่ใช่สิ่งที่เร่งรีบ เพราะการเดินทางไปพร้อมกับถ้อยคำในหน้าหนังสือของเธอสำคัญมากพอ ๆ กับการได้เรื่องราวของตัวละคร แม็กซ์ชอบความคิด ความรู้สึกของตัวละคร มากพอ ๆ กับที่อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

นี่ไม่ใช่หนังสือของลิซที่แม็กซ์รักมากที่สุด แต่ก็เป็นเล่มที่เราไม่ผิดหวัง

คะแนนที่ 83 (มีการแก้คะแนนนะคะ เพราะพอคิดดูให้ดีแล้ว แม็กซ์ยังรู้สึกว่าตัวเองชอบงานเรื่องอื่นของเธอมากกว่าเรื่องนี้ แต่ดันให้คะแนนน้อยกว่า ก็เลยมาปรับคะแนนเรื่องนี้ใหม่)

Edited to Add: ตามเสียงเรียกร้องนะคะ (สปอยล์) ด้วยวัยสิบห้าปีฟีดร้าพลาดท่าหลงคารมหนุ่มจนตั้งท้อง ก่อนที่จะถูกบังคับทำแท้งไปน่ะค่ะ ทำให้เธอรู้สึกผิดมากนับจากนั้น

Bride by Command // Linda Winstead Jones

อันที่จริงแม็กซ์มีหนังสือหลายเล่มที่อยากอ่านมาก ๆ เข้าคิวรออ่านอยู่นะคะ แต่เพราะอะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายทำให้เราหยิบเอาเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน และผลก็ผิดคาดไปมาก ๆ เลยค่ะ เพราะมันสนุกกว่าที่คิด

บางทีอาจเ็ป็นเพราะความที่แม็กซ์ไม่คาดหวังอะไรเลยก็เป็นได้


Bride by Command ของลินดา วินสเต็ด โจนส์

สำหรับหนังสือเล่มที่สาม และเป็นเล่มสุดท้ายในชุด The Emporor's Bride (แต่เป็นเล่มที่เก้าของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอาณาจักรโคลัมไบแนน) เรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อจักรพรรดิ์ยาห์นแห่งโคลัมไบแนนออกคำสั่งให้นำ ตัวหญิงสาวหกคนที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาจักรของเขามายังพระราชวังเพื่อ ที่เขาจะได้ทำการเลือกเจ้าสาว และแต่งตั้งให้เธอเป็นราชินีเพื่อมีรัชทายาทสืบทอดบัลลังค์

แม็กซ์ไม่อ่านหนังสือเรื่องนี้เรียงลำดับตั้งแต่เล่มแรกหรอกนะคะ เราเริ่มต้นอ่านที่เล่มที่สองในชุด (เรื่อง 22 nights ซึ่งบอกตามตรงว่าไม่ได้ประทับใจอะไรมากมายเลย) ดังนั้นจึงคงไม่แปลกอะไรถ้าแม็กซ์จะไม่คาดหวังมากมายนักกับเล่มนี้ แม้ว่ายาห์นจะเป็นลูกชายของตัวละครที่อยู่ในความคิดคำนึงของแม็กซ์มานานหลาย ปี

สำหรับคนที่อ่านหนังสือชุด Sisters of the sun ซึ่งเป็นหนังสือชุดสามเล่มแรกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรโคลัมไบแนน (ลินดาเขียนหนังสือที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในอาณาจักรแห่งนี้ทั้งหมดสามชุด ค่ะ ชุดละสามเล่ม) ก็คงจะพอจำเซบาสเตียนซึ่งเป็นจักรพรรดิ์ผู้ชั่วร้าย และเป็นตัวร้ายของหนังสือชุดนั้นได้ แม็กซ์ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดกันยังไงนะคะ แต่เซบาสเตียนเป็นตัวละครที่น่าจดจำ เป็นคนที่เลวอย่างแท้จริง แต่ภายใต้ความเลวนั้น เซบาสเตียนมีความลึกซ่อนเอาไว้ เขาไม่ได้เลวเพราะเกิดมาพร้อมดีเอ็นเอที่กำหนดให้เขาเลว แต่เขาเป็นผลิตผลจากการเลี้ยงดู เขาเป็นจักรพรรดิ์ที่ได้ทุกอย่างตามใจ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เขาเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความชั่ว

ยาห์นเป็นลูกชายของเซบาสเตียน แต่เขาไม่ควรจะได้เป็นจักรพรรดิ์ด้วยซ้ำ บัลลังค์ที่เป็นของพ่อเขาถูกแย่งชิงไป แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือชุดที่สอง (เล่มที่สี่ - หกในชุดนี้) ทำให้สุดท้ายแล้วยาห์นก็ไม่อาจหนีพรหมลิขิตชีวิตของเขาได้ ในที่สุดเขาก็เป็นจักรพรรดิ์ และถ้าเขาไม่เข้าข้างตัวเองมากนัก เขาก็เป็นจักรพรรดิ์ที่ดี เขาปกครองบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย หน้าที่เพียงอย่างเดียวที่เขายังไม่ได้ทำ ก็คือการให้กำเนิดรัชทายาท

ถึงกระนั้นยาห์นก็ยังถวิลหาชีวิตที่เขายังเป็นคนเีพียงคนธรรมดาสามัญ ชายที่สามารถแต่งงานเพราะความรักได้ ไม่ใช่ความเหมาะสมเหมือนอย่างที่จักรพรรดิ์ทำ ดังนั้นเมื่อมีโอกาส หญิงสาวคนนึงที่ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของจักรพรรดิ์อาศัยอยู่ไม่ ห่างจะเขตพระราชวังนัก ยาห์นจึงปลอมตัวเป็นทหารราชองค์รักษ์ของตัวเองเดินทางไปเพื่อรับเธอเข้าวัง

แต่เมื่อไปถึงเขาก็พบว่า เลดี้มอร์แกนน่าไม่ต้องการเป็นจักรพรรดินี เธอไม่ต้องการแต่งงานเลยด้วยซ้ำ นั่นเพราะมอร์แกนน่ามีพลังอันน่ากลัว ในยามใดก็ตามที่เธอไม่อาจควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ มอร์แกนน่าจะปลดปล่อยพลังอันแสนเยือกเย็นที่มากพอจะเปลี่ยนมนุษย์จนกลายเป็น ผลึกคริสตัลที่พร้อมจะแตกสลายไปตลอดกาล

ดังนั้นเมื่อได้รับคำเชิญจากจักรพรรดิ์ มอร์แกนน่าปฏิเสธ และนั่นนำไปสู่การโต้เถียงกันระหว่างเธอและพ่อเลี้ยง และนั่นก็เปิดโอกาสที่ยาห์นไม่อาจห้ามตัวเองได้ เมื่อพ่อเลี้ยงของเธอพูดว่าจะยกให้เธอกับชายคนแรกที่เดินผ่านหน้าประตูห้อง ที่พวกเขาอยู่ และยาห์นก็คือชายคนนั้น

จากจุดเริ่มต้นเพียงเพราะต้องการสั่งสอนมอร์แกนน่า หญิงสาวที่ยาห์นคิดว่าถูกเลี้ยงตามใจจนเสียคน (เขาไม่รู้ว่าเธอไม่ต้องการแต่งงานเพราะอะไร) แต่ระหว่างที่ทั้งสองร่วมทางกันเพื่อไปยังเมืองหลวง ยาห์นซึ่งไม่เคยคิดว่า จะเลือกเธอ ก็พบว่าตัวเองไม่อาจตัดใจไปจากหญิงสาวคนนี้ได้

และเช่นเดียวกัน แม้จะมีความตั้งใจจะไม่แต่งงาน แต่การที่เธอได้ใกล้ชิดกับทหารราชองครักษ์ผู้ต้อยต่ำ มอร์แกนน่ากลับค้นพบชีวิตที่เธอใฝ่ฝัน มันอาจจะไม่ใช่ปราสาทราชวังหรูหรา เป็นเพียงห้องเช่าเหนือโรงเตี้ยม (ที่ซึ่งยาห์นพอเธอมาอยู่หลังจากมาถึงเมืองหลวง) มอร์แกนน่ากลับค้นพบสิ่งที่หัวใจของเธอต้องการอย่างแท้จริง

แต่คำหลอกลวงยังคงอยู่ และยาห์นรู้ว่า ถ้ามันเปิดเผย เขาอาจจะสูญเสียหญิงสาวคนเดียวที่เขารักไปตลอดกาล

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่คิดว่าตัวเองจะชอบเรื่องนี้มากขนาดนี้ มันไม่ได้ถึงกับเริ่มต้นพร้อมกับเสียงรัวกลองนะคะ แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งหลงเข้าไปกับเนื้อเรื่อง กับความรักที่ค่อยก่อตัวขึ้น ถึงความถวิลหาที่ทั้งยาห์นและมอร์แกนน่ามีต่อกัน ยิ่งซึมซับและเชื่อมั่นว่า เพราะความรักทำให้มอร์แกนน่าเลือกที่จะอยู่กับทหารจน ๆ แทนที่จะเป็นปราสาทราชวัง เชื่อว่ายาห์นที่แม้หลอกลวง แต่ก็เขาก็พอใจตัวตนที่เขาเป็นกับมอร์แกนน่ามากกว่าต่อหน้าขุนนาง

ฉากหนึ่งที่มอร์แกนน่ากล่าวหาว่าเขาหลอกลวงเธอมาตลอด ว่าเขาไม่เคยบอกเธอเลยว่า ตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นใคร ดังนั้นความรักที่เกิดขึ้นจึงมีพื้นฐานมาจากคำโกหก และยาห์นตอบเธอว่า ตัวตนของเขาที่อยู่กับเธอคือความเป็นจริง ในขณะที่จักรพรรดิ์ต่างหากคือความหลอกลวง

นั่นมันอธิบายได้ทุกอย่าง

ส่วนน่าขัดใจเดียวที่แม็กซ์รู้สึกในเรื่องนี้คือ ประเด็นเรื่องเอริค น้องชายฝาแฝดของยาห์น (ซึ่งเป็นพระเอกเล่มแรกในชุดเรื่อง Untouchable ซึ่งแม็กซ์ยังไม่ได้อ่าน) แม็กซ์อาจจะคาดหวังตอนจบที่ซุปเปอร์แฮ็ปปี้เอ็นดิ้งค์มากเกินไปมั้งคะ เราเลยรู้สึกว่า อยากเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเอริค และยาห์นคลี่คลายไปมากกว่านี้ เรารู้สึกเหมือนมันยังขาดส่วนนี้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดไป (เพราะยาห์นและเอริคไม่ใช่พี่น้องธรรมดา แต่เป็นฝาแฝดนะคะ)

แต่โดยรวมถือว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจ และสนุกถูกใจมากค่ะ

คะแนนที่ 80

Monday, February 16, 2009

Hot Night // Shannon McKenna

เพิ่งอ่านเรื่องนี้จบไปแบบสดสดร้อนร้อน นั่นก็คือเรื่อง Hot Night ของแชนน่อน แม็คเคนน่า ซึ่งเป็นนักเขียนที่เราชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่ง หนังสือเรื่องนี้เราค่อนข้างตั้งหน้าตั้งตารอคอยนะคะ เพราะเข้าใจผิดคิดว่ามีพล็อตเรื่องแบบที่เราชอบ

คงเห็นคำว่าเข้าใจผิดที่เราพิมพ์ไป

ความเข้าใจผิดของเราก็คือคิดว่าหนังสือเรื่องเป็นเรื่องแนวผจญภัยหา สมบัติเรือสแปนิชโบราณ นางเอกเป็นนักโบราณคดี ส่วนพระเอกเป็นนักผจญภัย แต่เมื่อหยิบหนังสือมาอ่านเราก็พบว่าเราคิดผิดทั้งหมด

เริ่มตั้งแต่นางเอกไม่ใช่นักโบราณคดี แต่เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดหาเงินทุนของพิพิธภัณฑ์ที่กำลังแสดงโชว์สมบัติจาก เรื่องสแปนิชโบราณ ส่วนพระเอกก็เป็นช่างกุญแจ

ใช่แล้ว คุณไม่ได้ตาฝาด พระเอกเรื่องนี้เป็นช่างกุญแจ

ทั้งสองได้พบกันเมื่อนางเอกลืมกุญแจไว้ในบ้านของตัวเอง และต้องโทรศัพท์ตามช่างกุญแจมาช่วยสะเดาะกลอน และพระเอกของเราก็มา ตามแนวของแชนน่อนอาการเจอกันครั้งแรกก็ร้อนแรงสมชื่อเรื่อง พระเอกของเราไม่ต้องการเงินค่าสะเดาะกุญแจ แต่ขอแลกเป็นเบอร์โทรศัพท์และจุมพิตจากนางเอก

เท่าที่อ่านงานของแชนน่อนมา เราว่าเรื่องนี้เป็นงานที่ดีที่สุดของเธอค่ะ เฉือนชนะเรื่อง "กลับมาหาฉัน" (Return to me) ได้นิดเดียวเอง ที่ชอบเรื่องนี้มากเพราะเรามองว่านี่เป็นพัฒนาการก้าวสำคัญของผู้แต่ง ในที่สุดเธอก็เขียนพระเอกที่ไม่มีอาการเหมือนคนเป็นโรคจิต และนางเอกที่มีกระดูกสันหลังมากพอจะกล่าวคำว่าไม่ กับพระเอกได้

เรื่องนี้เราชอบแซน (คิดว่าอ่านอย่างนี้นะ เพราะพระเอกชื่อเต็มว่าอเล็กแซนเดอร์) เขาเป็นผู้ชายที่มีภูมิหลังแต่ไม่ปล่อยให้มันมีอิทธิพลเหนือการกระทำของตัว เอง เราชอบที่เขาพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้คู่ควรกะนางเอก ชอบที่เขายังคงรักษาความดิบเถื่อนตามสไตล์พระเอกของแชนน่อนเอาไว้โดยไม่ดู เหมือนพวกโรคจิต

เราชอบแอ็บบี้นางเอก แม้ว่าจะน้อยกว่าแซนมาก ชอบที่เธอมีสติมากพอ และใจร้ายกับพระเอก แม้ว่าหลายครั้งเรารู้สึกว่ามันเกือบจะข้ามเส้นไป เธอเคยมีประสบการณ์กับผู้ชายที่ผิดพลาด และพยายามเรียนรู้จากมัน เธอมีรายชื่อคุณสมบัติผู้ชายในสเป็คยาวเหยียด และเกือบทุกข้อไม่ใช่สิ่งที่พระเอกของเรามี เธอพยายามปฏิเสธเขา และนี่เองเป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือเรื่องนี้น่าอ่าน เพราะแซนไม่ยอมแพ้โดยง่าย เขาตามตื้อเธอแม้จะถูกปฏิเสธ

แน่นอนว่าอาวุธสำคัญที่พระเอกของเรามีก็คือประกายไฟวูบวาบที่ทั้งคู่มี ให้กัน ซึ่งก็เป็นไปตามชื่อเรื่อง มันกลายเป็นค่ำคืนแห่งความร้อนแรง เมื่อแซนยื่นข้อเสนอขอเป็นคนรักแบบลับกับนางเอก เขาบอกกะเธอว่า ไม่จำเป็นจะต้องพาเขาออกโชว์กับเพื่อนฝูง ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะทำให้เธอขายหน้า ขอแค่ให้ยอมรับเขาเป็นคนรักในความมืดกับเธอ

ผู้หญิงคนไหนจะปฏิเสธข้อเสนออย่างนั้นได้ แอ็บบี้ก็เช่นกัน

ธีมหลักของเรื่องก็คือการสอนนางเอกว่า ชายในฝันไม่จำเป็นจะต้องสมบูรณ์แบบ ผู้ชายที่มีคุณลักษณะตรงกับที่แอ็บบี้ต้องการ สุดท้ายก็กลายเป็นฆาตกรโรคจิต ในขณะที่ช่างกุญแจที่ทำงานกะดึกของเรากลับเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวที่เธอรอคอย มานาน

โดยรวมแล้วไม่ผิดหวังกับเรื่องนี้ค่ะ ไม่รู้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้ยินข่าวลือจากเพื่อนมาว่าเรื่องนี้ไม่สนุก หรือเปล่า ทำให้เราไม่ค่อยได้ตั้งความหวังเท่าไหร ทำให้พออ่านเข้าจริงจึงรู้สึกสนุกมาก

Crazy Hot // Tara Janzen (ฉบับภาษาไทย)

อ่านเรื่องนี้จบตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน แต่เมื่อวานเกิดอาเพศใหญ่ทำให้เข้าบลอคไม่ได้ก็เลยต้องหยุดไปวันนึงอย่างไม่ตั้งใจ

เรื่องนี้ (ชื่อภาษาไทยเป็นของสำนักพิมพ์นะคะ เราไม่ได้ตั้งเอง) แปลมาจากเรื่อง
Crazy Hot ของ Tara Janzen เป็นหนังสือไม่กี่เรื่องที่เราตั้งหน้าตั้งตารออ่านในฉบับภาษาไทย

ทำไมหรือ

เพราะเราชอบเรื่องชุดนี้มากน่ะสิ (ไม่น่าถาม)

คำตัดสินว่าไงงั้นหรือ เราคิดว่าแปลได้ดีค่ะ ซึ่งก็ไม่ผิดคาด เพราะนักแปลเรื่องนี้ถือว่ามีชื่อเสียงพอสมควรในวงการหนังสือโรแมนซ์ การแปลความถือได้ว่าถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ นอกจากจุดเล็กน้อยสองสามจุดก็ถือว่าดีค่ะ

เราไม่ได้ยกตัวเองเป็นท่านเปาตัดสินว่าหนังสือเรื่องไหนแปลดีหรือไม่ดีนะคะ เพราะว่าไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราวัดฝีมือการแปลจากมิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดของตัวเองก็คือ เราอ่านรู้เรื่องมากแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในวงการโรแมนซ์เพราะมีนักแปลหลายระดับ ตั้งแต่ไส้เดือนกิ้งกือไปจนถึงเทวดาบนสวรรค์ ถ้าคุณไม่เคยอ่านหนังสือที่แปลห่วย ลองมาอ่านโรแมนซ์สัก 10 เล่ม เชื่อได้เลยว่าจะต้องเจอสักเล่มสองเล่มที่เข้าขั้นห่วยขว้างติดกำแพง นักแปลบางคนเก่งขนาดแปลเรื่องสนุกให้เป็นเรื่องสงัด หนังสือสุดสนุกเป็นหนังสือสุดกร่อย

เป็นโชคดีของ Crazy Hot ที่ได้นักแปลมีฝีมือ

ถ้าไม่นับการไล่ตามห่านป่าในหน้า 30 ก็ถือว่าการแปลค่อนข้างสมบูรณ์แบบทีเดียว

หนังสือเรื่องนี้เป็นการเปิดตัวชุด The Mission (แม้ว่าหน้าปกภาษาไทยจะใช้ชื่อว่าชุด Crazy ก็ตาม) ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตแก็งค์โจรขโมยรถวัยกระเตาะที่เติบโตขึ้นมาแสบ ไม่แพ้กับอดีตวัยเด็ก แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติมากที่เด็กชายหน้าตาดี มีปัญหาทางบ้านจะมารวมกลุ่มกัน และโตขึ้นมาเป็นกลุ่มชายหนุ่มที่หน้าตาดี (ยังกะว่าเป็นไปได้ในชีวิตจริง ถามจริงเหอะถ้าเจอผู้ชายสุดหล่อคบกันเป็นเพื่อนสนิท คุณจะคิดว่าไง สำหรับเราแล้วเรดาร์เกย์ร้องลั่นเลย)

กลุ่มหนุ่มสุดหล่อ แสนเท่ห์เหล่านี้ทำงานให้กับหน่วยงานที่มิอาจเปิดเผยตัวได้ (อันนี้ไม่ใช่ข่าวลือ) มีหน้าที่พิทักษ์รักษาโลก ในภารกิจแรกควินน์ ยังเกอร์ที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บก็ได้มาเจอกะถ่านไฟเก่า ที่บังเอิญมาอยู่ผิดที่ผิดทาง

ตามสไตล์เรื่องชุดนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงแค่ข้ามคืน แต่นั่นจะเป็นค่ำคืนที่คุณเพลิดเพลินไปกับการผจญภัยของตัวละคร ได้ความรู้เรื่องรถขึ้นมาอีกเพียบ ได้อ่านฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ตามชื่อเรื่อง และที่สำคัญคุณจะได้พบกับกลุ่มตัวละครที่มีเสน่ห์ที่สุดกลุ่มหนึ่งในหน้า หนังสือ

The Rules of Seduction // Madeline Hunter

หลังจากผิดหวังกับหนังสือที่เรารู้สึกชัวร์ว่าสนุก (แต่หลายเล่มกลับกลายเป็นชั่วไป) ก็มาถึงเล่มที่เราไม่คาดหวัง เพราะผิดหวังกับเล่มก่อนหน้าของเธอมาหลายเล่มติดกัน เราก็ได้เจอเพชรแท้ของสิ้นปี 2549 แล้ว

กฎแห่งการล่อลวง (ตั้งชื่อบลอกเหมือนล่อพวกจิตอกุศลมาอ่านเลย) หรือ The Rule of Seduction เป็นหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของแมดเดลีน ฮันเตอร์ หนังสือที่ดูธรรมด้าธรรมดา พล็อตเรื่องแสนจะจำเจ แต่ไหงกลายเป็นหนังสือสนุกขึ้นมาได้

เฮย์เดน รอธแวล (ขอร้องล่ะ ผู้ชายชื่อเฮย์เดนนี่นะ นั่นคือความคิดแรกของเรา แต่พออ่านจบเรื่องเสียงความคิดเราก็กลาย โอ้เฮย์เดนจ๋า) เดินทางมาที่บ้านของนางเอก เพื่อพบกับญาติซึ่งเป็นผู้อุปการะนางเอก และกลับไปพร้อมกับทรัพย์สินทุกอย่างที่ญาติเธอ ทำให้เธอกลายเป็นคนไร้ที่อยู่ เพราะญาติไม่ยินดีที่จะเลี้ยงดูเธออีกต่อไปแล้ว เพราะแค่เลี้ยงตัวเองและน้องสาวก็แทบไม่พอ ทั้งที่ก่อนหน้าครอบครัวเธอถือเป็นผู้มีอันจะกินไม่น้อย คำอธิบายที่เธอได้รับกับการเปลี่ยนแปลงสถานภาพก็คือ เฮย์เดนตัดสินใจถอนเงินของตระกูลเขาออกจากธนาคารที่ญาติของเธอเป็นหุ้นส่วน อยู่ ทำให้ญาติของเธอต้องหมดตัวเพราะล้มละลาย นั่นทำให้อเล็กเซียนางเอกของเราเกลียดพระเอกอย่างมาก

เห็นรึยังคะว่าเรื่องไม่มีอะไรใหม่เลย และยังคาดเดาได้ง่ายกว่านั้นอีก เพราะพระเอกของเราต้องไม่ใช่คนใจไม้ใส่ระกำอย่างนั้นจริงไหม

จริงค่ะ

เพราะอันที่จริงเฮย์เดนไม่ได้เป็นผู้ทำลายญาติของเธอ หากแต่เขาค้นพบการฉ้อโกงเงินของธนาคารที่ญาติของเธอทำกับลูกค้าของธนาคาร เขาจึงเดินทางมาเพื่อเรียกร้องให้อีกฝ่ายชดใช้ และเขาจะยอมปิดปากเงียบกับการกระทำความผิดนั้น

ญาติของนางเอกยอมชดใช้ แต่ไม่วายที่จะอ้างเหตุผลที่เป็นการทำลายชื่อเสียงของพระเอก ซึ่งพระเอกก็ยังคงเป็นพระเอกที่ยึดมั่นในความพูดของตัวเองไม่ยอมเปิดเผยความ จริงแม้ว่าจะถูกเข้าใจผิด

หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้หวือหวา แต่เป็นหนังสือที่ตัวละครเป็นผู้เดินเรื่อง เราได้รู้จักับเฮย์เดน น้องชายของท่านมาร์ควิสผู้ที่รับผิดชอบการเงินของครอบครัว คนที่ทำทุกอย่างด้วยความประสิทธิภาพดั่งหุ่นยนต์แต่กลับห้ามใจตัวเองกับนาง เอกไม่ได้ ผู้ชายคนที่ (โคตร) มีเกียรติ จนเรายังอ่อนละลายไปกับเขา ผู้ชายคนที่คิดว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นเครื่องพักผ่อนยามว่าง ผู้ชายที่รักนางเอกมาพอจะบอกรักกับนางเอกก่อน และรักมากพอจะยอมปล่อยให้นางเอกเดินจากไป ถ้านั่นหมายความว่าเธอจะได้อยู่กับผู้ชายที่เธอรัก

เฮย์เดนเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้เรื่องพล็อตง่าย ๆ นี่ได้ผล จากภายนอกที่เป็นผู้ชายเย็นชา ภายในเขาก็เย็นชา เพียงแต่เฉพาะกับอเล็กเซียเท่านั้นที่เขากลายเป็นผู้ชายอีกคน ผู้ชายที่ห้ามตัวเองไม่ให้มีความสัมพันธ์กับสาวบริสุทธิ์ไม่ได้ แต่ก็มีเกียรติพอที่จะยอมแต่งงานกับเธอ แม้ว่าจะไม่มีใครเลยที่เรียกร้องให้เขาทำ

อ่านเรื่องนี้แล้วขอเตือนว่าอย่าไปสนใจคำบรรยายเรื่องที่ด้านหลังปกมาก นัก เพราะไม่ตรงกับความเป็นจริง ถ้าคุณอ่านโดยคาดว่าจะเจอกับเฮย์เดนที่เป็นอัลฟ่าเมลแล้วล่ะก้อ บอกเลยว่าผิดหวังแน่ค่ะ แต่เขาก็ไม่ใช่เบต้า เขาเป็นเพียงคนที่รู้ใจตัวเอง และกล้าที่จะทำตามหัวใจเรียกร้องโดยไม่สนใจว่ามีใครคาดหวังให้เขาทำหรือไม่

ทั้งเรื่องนางเอกเข้าใจพระเอกผิดว่าเขาเป็นคนที่ทำลายครอบครัวของเธอ และพระเอกก็ถูกผูกพันโดยคำพูดของตัวเองทำให้ไม่สามารถบอกความจริงได้ ปกติเราไม่ชอบเรื่องอย่างนี้มากนัก เพราะมักรู้สึกว่าทำไมไม่พูดกันให้รู้เรื่องไปเสียที (วะ) แต่อย่างที่บอกมาตลอด เรื่องนี้ได้ผล เรานั่งชื่นชมกับเรื่องราวที่นางเอกค่อยตกหลุมรักพระเอกมากขึ้นทุกวันทุกวัน แม้ว่าสมองจะบอกเธอว่าเขาเป็นคนโหดร้ายที่ทำลายคนที่เธอรัก และมองเห็นพระเอกที่พยายามถามตัวเองเป็นร้อยครั้งว่าทำไมถึงเป็นผู้หญิงคน นี้ ผู้หญิงที่เขาแน่ใจว่ารักผู้ชายคนอื่น (แม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว)

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด (อย่างน้อยสามเล่ม) และเหมือนทุกครั้งคนแต่งก็เก่งพอจะทำให้เรารู้สึกอยากอ่านเล่มถัดไปในชุด แม้ว่าเรื่องของเอเลียตน้องชายของเฮย์เดนจะไม่ดูน่าสนใจ แต่สำหรับคริสเตียนพี่ชายคนโต คนที่หายไปโดยไร้ร่องรอยเป็นเวลาเกือบสองปี (และทำให้ในระหว่างนั้นเฮย์เดนต้องเข้ามาจัดการด้านการเงินของตระกูล) และกลับมาโดยที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนที่เราสนใจมากที่สุด

และถ้าไม่เป็นการโอ้อวดเกินไป เราก็ขอทายเอาไว้เลย ณ วันนี้ว่า นางเอกของคริสเตียนคงจะเป็นโรส ญาติของอเล็กเซีย คนที่เข้าใจผิดว่าเฮย์เดนเป็นผู้ทำลายครอบครัวของเธอ

บอกได้คำเดียวว่าอยากอ่านค่ะ

The Rules of Seduction // Madeline Hunter (Con'd)

วันนี้บลอกเกี่ยวกับเรื่อง The Rule of Seduction ของแมดเดลีน ฮันเตอร์เป็นครั้งที่สองของวันนี้แล้ว อาจเพราะว่าวันนี้งานไม่ค่อยมีให้ทำ ก็เลยฟุ้งซ่าน แต่ก็เป็นไปได้มากที่เราถูกใจหนังสือเรื่องนี้มากจนไม่อาจลืมเลือนออกไปจาก ใจได้โดยง่าย

ไม่น่าเชื่อว่าเราชอบหนังสือที่เรียบง่ายอย่างเช่นเล่มนี้ ไม่มีความพิศดารแปลงกาย พระเอกไม่ใช่ยอดมนุษย์ ไม่ใช่สายลับเก่งกล้า เขาไม่ใช่กระทั่งขุนนางมียศศักดิ์ ที่สำคัญเขาไม่ใช่พระเอกแบบที่เราชอบ ไม่ใช่ตัวร้ายกลับใจ หากแต่เป็นผู้ชายที่เราคิดว่าหาเจอได้ในชีวิตประจำวัน เขาไม่สมบูรณ์แบบ แต่เขาเป็นคนที่เราคิดอยากจะเป็น (ไม่ใช่อยากจะเป็นผู้ชายนะ แต่เราอยากเป็นคนที่มีข้อผิดพลาด แต่มีความดีพื้นฐานทำให้รู้ว่าการกระทำของตัวเองผิด และคิดหาทางแก้ไข ทั้งยังมีเกียรติมากพอที่จะรักษาคำพูดของตัวเองเอาไว้)

อะไรที่ทำให้เราชอบหนังสือเรื่องนี้เหลือเกิน ส่วนหนึ่งอาจเพราะอ่านหนังสือไม่สนุกมาหลายเล่มก็ได้ แต่สาเหตุหลักใหญ่อาจเป็นเพราะเจ้าความเรียบง่ายนี่เอง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มีเสน่ห์อย่างมาก

หนังสือเปิดเรื่องอย่างหนังสือโรแมนซ์ยุคโบราณทั่วไป (แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ยุครีเจนซี่นะคะ เราคิดว่าน่าจะเป็นช่วงยุควิคตอเรียมากกว่า) ท่ามกลางฉากหลังเป็นเรื่องราวที่เกิดอาการพานิคกันทั่วเกาะอังกฤษทำให้หลาย ธนาคารล้มละลาย (เห็นไหมเราบอกแล้วว่าเรื่องไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น) เฮย์เดน รอธเวลปรากฎกายขึ้นในชีวิตของอเล็กเซีย เวลบอร์น

หนังสือเรื่องนี้พระเอกไม่ได้ตกหลุมรักนางเอกเพียงชั่วแรกเห็น (แล้วก็จัดการลากมาทำเป็นเมียเก็บเหมือนหนังสือดังบางเรื่อง) เขาช่วยเหลือนางเอกเพราะความรู้สึกผิด (บอกแล้วว่าเขาเป็นคนดีมาก) ที่ตัวเองทำลายชีวิตนางเอก และอย่างไม่รู้ตัวเขาก็ค่อยตกหลุมรักเธอ

การดูเฮย์เดนตกหลุมรักนางเอกไม่สนุกเท่ากับการดูอเล็กเซียตกหลุมรักเขา เพราะทั้งเรื่องเธอเชื่อว่าเขาเป็นคนเลว แต่นั่นไม่อาจหยุดความรู้สึกของเธอได้

ฉากหนึ่งที่พระเอกแอบติดตามนางเอกจากลอนดอนมายังบริสโทลแล้วมารอนางเอกอยู่ ที่โรงแรม เมื่อเขาแอบมองปฏิกริยาของนางเอกเมื่อทราบข่าวจากคนรับใช้ว่าพระเอกมารอเธอ อยู่เป็นฉากที่เราชอบมากที่สุดฉากหนึ่งในเรื่อง เมื่อเขามองเห็นอาการของนางเอกที่นิ่งเฉยไม่ยินดียินร้าย นี่คือความคิดของเขา

"It took him amoment to conqure the hallow reaction that opened inside him. He had not expected her to be pleased by his pursuit, although a small, romantic fantasy had emerged in which she expressed so much delight in his arrival that she could not find the heart to scold. He knew better than to anticipate a joyful reunion, however, and knew a good row was the more likely result when he found her that would have been preferable to what he had just seen . He did not like the visible evidence of just how indifferent she truly was."

แปลว่า (โปรดกรุณาให้อภัย เราไม่ใช่นักแปลค่ะ) "เขาต้องใช้เวลาสักใหญ่กว่าที่จะเอาชนะความรู้สึกว่างเปล่าภายในกายเขาได้ เขาไม่ได้ถึงกับคาดว่าเธอจะดีใจที่เห็นเขาติดตามเธอมา แม้ว่าความเพ้อฝันเล็กน้อยของเขาจะหวังให้เธอแสดงความรู้สึกยินดีกับการมา ของเขามากพอที่จะไม่ต่อว่า แต่เขารู้ดีเกินกว่าจะคาดหวังการพบกันที่เต็มไปด้วยความสุข อย่างไรก็ตามเขาก็ยังพอใจกับการโต้เถียงกันเล็กน้อยมากกว่าการที่เธอแสดงให้ เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอไม่มีความรู้สึกใดต่อเขาสักนิดเดียว"

ชอบค่ะ ผู้ชายใจน้อย

อดทนหน่อยแล้วกันค่ะ ตอนนี้กำลังบ้าเรื่องนี้ ไม่รับประกันว่าจะมี The Return of the Rule of Seduction Part III หรือไม่นะคะ

Friday, February 13, 2009

Simply Perfect // Mary Balogh

พล็อตที่ใช้กันบ่อยครั้งมากในหนังสือโรแมนซ์ก็คือ พล็อตที่พระเอกและนางเอกตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ และความสัมพันธ์ที่ตามมานับจากนั้น

แต่ในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของการตกหลุมรักของคนสองคน ที่ไม่ได้ปิ๊งกันตั้งแต่แรกพบ แต่การที่ได้รู้จัก พูดคุยกัน และเรียนรู้เื่รื่องราวของกันและกัน ทำให้กลายเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ อาจจะยิ่งกว่ารักแรกพบเสียอีก

Simply Perfect ของแมรี่ บาล็อคธ์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Simply ซึ่งเป็นเรื่องราวของครูสาวสี่คนในโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงของมิสมาร์ติน แต่คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องราวก่อนหน้าในชุดนี้หรอกนะคะ ยังไงก็รู้เรื่อง (แต่คุณอาจจะเกิดอาการคาแร็คเตอร์โอเวอร์โหลดก็เป็นได้ เพราะมีตัวละครในเล่มอื่น ๆ (ซึ่งไม่ใช่แค่สามเล่มก่อนหน้าหรอกนะ เพราะเรื่องนี้มีตัวละครในหลายชุดที่แมรี่เคยแต่งอยู่ด้วย) โผล่มาเต็มไปหมด

นางเอกของเรื่องก็คือ คลอเดีย มาร์ติน เจ้าของโรงเรียนนั่นเอง คอร์เดียเป็นสาวแก่ (ซึ่งก็แก่จริง ในวัยสามสิบห้าปี) ที่ออกจากรังเกียจบรรดาขุนนางบรรดาศักดิ์สูง โดยเฉพาะดยุค นั่นเพราะเธอมีประสบการณ์ไม่ดีกับดยุคพวกนี้มาก่อน เธอได้พบกับทายาทของดยุคอย่าง โจเซฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงบรรดาศักดิ์มาร์ควิสแห่งแอทติ้งโบโรห์ ซึ่งรับฝากข้อความจากเพื่อนสนิทของเธอ (ก็นางเอกเล่มสามในชุดล่ะ) มาส่งให้ระหว่างที่ทางที่เขากำลังจะไปเยี่ยมบิดา พร้อมทั้งยังรับอาสาพาคอร์เดียกลับไปลอนดอนพร้อมกับเขาด้วยในขากลับเข้า เมืองของตัวเอง

คอร์เดียซึ่งไม่ชอบขี้หน้าบรรดาขุนนางยศสูงพวกนี้อยู่แล้ว จำใจตกปากรับคำ เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ แต่แล้วการที่ทั้งสองได้เดินทางร่วมกันไปลอนดอน ก็ทำให้คอร์เดียพบว่า โจเซฟมีอะไรมากกว่าความหยิ่งผยองงี่เง่าแบบขุนนาง

โจเซฟมีความคิดที่ลึกล้ำ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ อย่างไม่น่าเชื่อคอร์เดียพบว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเขา

เมื่อทั้งคู่มาถึงลอนดอน คอร์เดียคิดว่ามันคือจุดสิ้นสุดการได้รู้จักกันของทั้งคู่แล้ว แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ปล่อยสองหนุ่มสาวให้แยกกันได้นานนัก เพราะโจเซฟซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ กับตัวละครหลายตัว ที่แต่ละคนก็ล้วนรู้จักคอร์เดียในช่วงชีวิตช่วงใดช่วงหนึ่งของเธอ พาเขากลับมาพบเธอหลายครั้ง และคอร์เดียนี่เองที่โจเซฟหวังเป็นที่พึ่งในการนำลูกสาวนอกกฎหมายผู้ตาบอด ของเขาเข้าโรงเรียน

โจเซฟแตกต่างจากขุนนางหนุ่มทั่วไป เพราะเมื่อเมียเก็บของเขาท้อง และคลอดลูกสาวที่ตาบอด โจเซฟหยุดการใช้ชีวิตเสเพลทั้งหมด และทุ่มเวลาให้กับเด็กน้อยผู้นั้น เขาถึงขนาดเลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงสาวทุกคน และปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานกับหญิงผู้เหมาะสม เพราะเขาไม่อาจใช้ชีวิตสองหน้าได้ แต่เมื่อแม่ของลูกสาวของเขาตายลง และดยุคผู้เป็นบิดาของเขาป่วย โจเซฟก็รู้ว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำหน้าที่แล้ว

หญิงสาวผู้เพียบพร้อมถูกเลือกให้เขา ซึ่งโจเซฟก็ยอมรับในการกำหนดนั้น เพียงแต่เขาไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้สนใจมิสมาร์ตินผู้แข็งกร้าวได้เลย เธอไม่เหมือนอย่างที่เขาคิดเมื่อแรกเห็น คอร์เดีย มาร์ตินเป็นหญิงสาวที่ประสบความสำเร็จในโลกของผู้ชาย เธอกล้าที่จะก่อตั้งโรงเรียนด้วยเงินทุนของตัวเอง เธอมีชีวิตที่เป็นอิสระ และฉลาดที่สุดเขาเคยได้เจอ

อย่างที่บอกนะคะ หนังสือเรื่องนี้เป็นการอ่านเรื่องราวของการตกหลุมรัก ทั้งคอร์เดีย และโจเซฟมีเปลือกภายนอกที่ปรากฎต่อคนอื่น เปลือกเหล่านั้นค่อย ๆ หลุดไปเมื่อทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มต้นเพราะโจเซฟต้องการให้คอร์เดียรับลูกสาวตาบอด ของเขาเข้าโรงเรียน ก่อนที่จะพัฒนาไปไกลกว่านั้น แต่นั่นคือ ความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ทั้งคอร์เดียและโจเซฟต่างรู้ดี และสิ่งที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ ในเรื่องนี้ก็คือ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เคยไปไกลเกินการจูบ เพราะในเวลานั้นโจเซฟรู้ว่า เขากำลังจะหมั้นหมายกับหญิงสาวอีกคน ในขณะที่คอร์เดียก็รู้ตัวว่าไม่เหมาะสมกับการเป็นดัชเชส

การดำเนินเรื่องของเล่มนี้เป็นไปอย่างเนิบนาบนะคะ แต่ไม่น่าเบื่อเลยสักนิดเดียว แม็กซ์ชอบที่ได้รู้จักผู้ชายอย่างโจเซฟ เขาเคยเป็นตัวละครรองในหนังสือหลายเล่ม และแม็กซ์บอกตามตรงว่าไม่เคยคิดว่าเขาจะ "ลึก" ได้เพียงนี้ ในขณะที่คอร์เดียเป็นตัวละครที่คงรักษาบุคลิกของเธอไว้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่รู้สึกว่าเธอ "แข็ง" เกินไป

ติดใจประเด็นเดียวในเรื่องนี้ค่ะ นั่นก็คือการคลี่คลายเกี่ยวกับคู่หมั้นของโจเซฟมันง่ายเกินไป เราอยากให้เขาโจเซฟเป็นคนตัดสินใจเองมากกว่า (แม้ว่าการตัดสินใจนั่นจะนำความเสื่อมเสียมาให้เขามากแค่ไหนก็ตาม) จบแบบนี้ทำให้มันดูไม่สมจริงน่ะค่ะ แต่เป็นการจบที่ปราณีต่อตัวละครอย่างยิ่ง

คะแนนที่ 77

Erotic Week

ที่ขึ้นชื่อบลอกอย่างนี้เพราะอาทิตย์นี้อ่านหนังสือไปได้4 เล่ม ทุกเล่มเป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ทั้งหมด และถือว่าอาทิตย์นี้เป็นการกลับมาอ่านหนังสืออย่างจริงจังอีกครั้งของเรา หลังจากอ่านแบบขอไปทีอยู่หลายเดือน

หนังสือที่เราอ่านในอาทิตย์นี้มี

1. Bond of Blood ของไดแอน ไวท์ไซด์ ที่เราเขียนถึงไปแล้วในบลอคก่อน

2. Rogues ของคริกเก็ต สตาร์กับลิดดี้ มิดไนท์

ประสบการณ์ของเรากับการอ่านหนังสือที่มีคนแต่งสองคนไม่ค่อยดีนัก ยกเว้นก็เฉพาะงานของแคธี่ แคลมป์และซีที อดัมส์เท่านั้นเอง เรื่องนี้ก็อยู่ในข่ายที่ไม่ได้เรื่องเช่นกัน เราอ่านไม่จบเพราะน่าเบื่อเกินไป เป็นตัวอย่างของหนังสือแนวอีโรติกที่มีแต่เซ็กส์แต่พล็อตเรื่องไม่เอาไหน อ่านไปเกินครึ่งเรื่องแล้วยังไม่ได้ประเด็นอะไรสักอย่าง

3. Delicious ของเจมี่ อัลเดน

เรื่องจ่าหัวว่าเป็นอีโรติก โรแมนซ์ แต่เราคิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น อันที่จริงเรื่องนี้ไม่น่าจะออกกับอโฟไดท์เซียเลยด้วยซ้ำ อย่างมากก็น่าจะเป็นบราว่ามากกว่า เล่มนี้เป็นงานเขียนเล่มแรกของเจมี่ ซึ่งสำหรับเราแล้วเป็นเหตุผลที่ดีในการให้อภัยข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่พบใน เรื่อง นักเขียนคนนี้น่าติดตามค่ะ เขียนใช้ได้ ถือว่าเป็นการอ่านฆ่าเวลาเพื่อรอหนังสือเล่มใหม่ของแชนน่อน แม็คเคนน่าได้ทีเดียว

พล็อตเรื่องนี้ธรรมดาทั่วไป นางเอกเป็นเจ้าของรายการโชว์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการทำอาหาร ที่ถูกแฟนที่คลั่งไคล้ตามปองร้าย ส่วนพระเอกก็เป็นบอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมาคุ้มครองนางเอก เนื้อเรื่องง่าย ดำเนินไปตามสูตร อ่านแล้วไม่ต้องคิดมาก สนุกดีค่ะ (สำหรับนักเขียนที่เพิ่งเขียนเป็นเล่มแรก เราถือว่าสอบผ่าน)

4. Take Two ของอีแวนเจอลีน แอนเดอร์สัน

นี่ก็เป็นเล่มแรกของอีแวนเจอลีนเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่านี่เป็นเล่มแรกของเธอที่ได้ออกกับสำนักพิมพ์ในนิวยอร์ค ก่อนหน้านี้เธอมีงานออกในรูปแบบของอีบุ๊คหลายเล่ม เรามีงานอีบุ๊คของเธอบ้างแต่ยังไม่ถึงคิวอ่าน ตอนที่สั่งซื้อเรื่องนี้ก็สั่งอย่างไม่คิดอะไรมาก จนได้มาก็ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจอะไร ตอนที่เริ่มอ่านก็กะว่าจะอ่านทิ้งไว้สักบทสองบทเพื่อจะได้เอามาอ่านต่อในวัน รุ่งขึ้น

ผลก็คือ เราอ่านเรื่องนี้จบในครั้งเดียว จากที่ตั้งใจจะอ่านแค่นิดหน่อยเราก็พบว่าตัวเองหยุดอ่านไม่ได้ พอมาถึงวันนี้ก็เลยพบว่าตัวเองท่องอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนคน นี้ทันที

ขอแนะนำว่าอย่าดูหนังสือเรื่องนี้ที่ปก เพราะปกตลกที่สุดที่เราเคยเห็นมา ทั้งตลกทั้งน่าเกลียด ถ้าหนังสือจะขายไม่ได้ เราก็ยกให้เป็นความผิดของปกนี่ล่ะค่ะ

เทคสองก็ตามชื่อ คนที่อ่านแนวอีโรติกมาบ้างก็น่าจะพอเดาได้ว่าจะเป็นยังไง พระเอกเรื่องนี้มีสองคน นางเอกมีหนึ่งคน (นึกเอาเองนะคะ) เรื่องนี้เป็นการผจญภัยของนักข่าวสาวที่มาจากดวงดาวอนุรักษ์นิยม กับตำรวจหนุ่มสองคนที่ผูกพันกันด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าเรื่องจะเป็นแนวอนาคตไซไฟ แต่ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ฟิสิกส์เข้าใจยากมาพูดถึง เนื้อเรื่องก็เป็นการสืบสวนธรรมดาเหมือนเรื่องในยุคปัจจุบัน และเซ็กส์

คุณจะอ่านอีโรติก โรแมนซ์ได้อย่างไรถ้าไม่พูดถึงเซ็กส์

หนังสือเรื่องนี้เป็นข้ออ้างอย่างดีสำหรับคนที่ชอบอ่านเรื่องเซ็กส์แต่ ไม่กล้ายอมรับกับศีลธรรมของตัวเอง เพราะคนแต่งหาข้ออ้างให้ครบถ้วนแล้ว ทุกครั้งที่มีฉากนี้นางเอกจะมีข้ออ้าง เธอไม่ได้ปล่อยตัว แต่มีความจำเป็นบางประการที่ทำให้เธอต้องมี

ต้องมีเพราะผู้ร้ายบังคับ (บังเอิญผู้ร้ายเป็นพวกชอบมอง) ต้องมีเพราะสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ได้ (คิดได้ไงเนี่ย)

สำหรับเราแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับข้ออ้างของการมีเซ็กส์ เพราะการยอมรับว่าเราอ่านแนวอีโรติก โรแมนซ์ก็บอกอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเราชอบอ่านหนังสือที่มีฉากเซ็กส์ (ไม่อย่างนั้นจะอ่านไปทำบ้าอะไร เราเป็นพวกปากตรงกับใจค่ะ อายุก็ถึงแล้ว ไม่เห็นต้องอายอะไร ถ้ากล้าอ่านก็ต้องกล้ายอมรับ ส่วนพวกที่อ่านหนังสือที่นักเขียนมีชื่อเสียงด้านเขียนฉากเซ็กส์แล้วบอกว่า อ่านฉากเซ็กส์ไม่รู้เรื่องนี่ เสียเวลาทำมาหากินค่ะ ไปอ่านอย่างอื่นดีกว่าไหมคะ)

เราชอบเรื่องนี้เพราะชอบตัวละคร เราอ่านแล้วรู้สึกผูกพันไปกับตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในการเรื่องแนวอีโรติก โรแมนซ์

สำหรับเราแล้ว คำจำกัดความของหนังสือแนวอีโรติก โรแมนซ์ที่ดีก็คือ

Porn with a plot

คุณเขียนแนวอีโรติก โรแมนซ์โดยไม่มีฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ไม่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าคุณมีแต่เซ็กส์ก็ไม่น่ามาเขียนโรแมนซ์ ดังนั้นจะต้องเป็นอะไรที่อยู่ตรงกลาง ผสมผสานระหว่างเซ็กส์กะโรแมนซ์ออกมาให้พอดี

และเราคิดว่าเรื่องเทคสองนี่ ออกมาลงตัวค่ะ

Black Ice // Anne Stuart

Cold as Ice ของ Anne Stuart เป็นหนังสือที่เราเฝ้ารอว่าจะได้อ่านตั้งแต่แรกที่รู้ว่าคนแต่งกล้าที่จะ เขียนเรื่องราวของปีเตอร์ เจนเซ่นสายลับร่วมขบวนการเดียวกับบาสเตียน พระเอกอีกคนนึงที่เราชอบมากจากเรื่องน้ำแข็งดำ

ก่อนที่จะเริ่มอ่านเล่มนี้ เราก็ถือฤกษ์งามยามดีค้นหนังสือเรื่อง Black Ice มาอีกเสียอีกหนึ่งรอบ เพื่อทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับปีเตอร์ และกลับไปเยี่ยมเยียนพระเอกที่ใจดำ (ที่ได้ใจเรา) คนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์โรแมนซ์

เราคงไม่กรี๊ดเรื่องหนาวยังกับน้ำแข็งนี่มากถ้าเราไม่ได้อ่านอ่านเรื่อง น้ำแข็งดำมาก่อน คนที่รู้จักเรา หรืออ่านบลอกมานานคงพอเดาได้ถึงสเป็คของพระเอกในอุดมคติของเรา (ขอย้ำว่าเป็นพระเอกในอุดมคติ เพราะชีวิตจริงม่ายเอาม่ายเอา) จะต้องเป็นคนชั่ว (เน้นว่าชั่ว ไม่ใช่เลวธรรมดา) มาก่อน หรือเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์มากชนิดมีทั้งข้อดีและเสีย ส่วนใหญ่มักจะเป็นเสีย แต่สุดท้ายก็ยอมจะเป็นคนดีที่สุดเท่าที่เขาเป็นได้เพื่อนางเอก

คงไม่ต้องบอกว่าหนังที่เราชอบมากที่สุดเรื่องนึงก็คือ As good as it get ที่มีพระเอกที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดเล่น แต่เขาเล่นได้ซึ้งกินใจ คนที่ดูไม่รู้ว่าจะจำฉากที่เขาพูดกับนางเอกได้หรือเปล่า ที่เขาบอกว่า "การอยู่กับนางเอกทำให้เขาอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ดีกว่าที่เขาสามารถเป็นได้"

พระเอกของแอน สจ๊วตมักให้ความรู้สึกนี้แก่เรา เพราะเวลาเลวพวกเขาก็เลวได้ใจ ที่เราชอบเพราะเขาเลวโดยไม่มีการแบ่งแยก เลวกับทุกคน ไม่ใช่ทำนิสัยห่วยใส่นางเอก แต่ทำตัวเป็นพ่อพระกับนางอิจฉา พระเอกของแอนเลวกระทั่งผู้ร้ายยังขยาด

กลับมาที่บาสเตียนพระเอกแห่ง Black Ice เขาไม่ใช่พระเอกที่เลวที่สุด หรือโรคจิตที่สุดที่แอนเคยเขียน แต่เขาก็เป็นที่น่าจดจำได้จากฉากที่ (หลายคนเรียกว่า) การข่มขืนนางเอก หรือฉากที่ปล่อยให้นางเอกโดนคนร้ายทำทารุณจนเกือบตาย

แค่เล่าอาจจะไม่เข้าใจว่าทำมาย ยายแม็กซ์นี่ถึงได้สับสนตัวเองหลงชอบพอไอ้บ้าพวกนี้ แม็กซ์ก็จะขอตอบว่า ลองไปอ่านดูสักเล่มแล้วจะเข้าใจ เพราะสำหรับแอน สจ๊วตแล้วไม่มีทางสายกลาง ถ้าคุณชอบงานของเธอ คุณก็ชอบช้อบชอบ แต่ถ้าคุณเกลียด คุณจะเกลียดด้วยทุกสิ่งที่มีในชีวิตของคุณ

เราเป็นพวกชอบค่ะ ฉะนั้นทนเอาหน่อยแล้วกันเวลาเราชื่นชมพระเอกของแอน สจ๊วต

แบล็กไอซ์เป็นเรื่องแนวสายลับซ่อนเงื่อนหักหลัง นางเอกเป็นล่ามที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เธอรับงานไปเป็นล่ามให้กับการประชุมแห่งหนึ่งโดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นการ เจรจาเพื่อค้าอาวุธ แค่ก้าวแรกของเธอก็เท่ากับการเซ็นต์คำสั่งฆ่าตัวเองแล้ว

หยุดก่อน พระเอกไปไหน

พระเอกของเราก็เป็นสายลับ (ถามได้) ที่ปลอมตัวเข้าไปในการประชุม ฉากหน้าเขาคือบาสเตียน (นามสกุลอ่านไม่ออกโว้ย) นักค้าอาวุธชื่อดัง แต่พระเอกของเราไม่ใช่เจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยนางเอก เขาใช้ชีวิตไปกับการหลอกลวง ทำความเลวเพื่อพยุงความดีเสียจนเขาแยกไม่ออกอีกแล้วว่าอะไรคือความดี

เมื่อสถานการณ์บังคับบาสเตียนเลือกที่จะปล่อยให้โคลอี้ถูกทรมาน เขาไม่ยอมเข้าแทรกแซงเพราะอาจทำให้งานที่ได้รับมอบหมายมาพังลงได้

เราชอบเรื่องนี้เพราะคาแร็กเตอร์ของพระเอก

เลิกงานแล้ว กลับบ้านก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาบลอกต่อ

Black Ice (ภาคต่อ)

ไม่ใช่หนังกำลังภายในที่ต้องมีหลายภาคกว่าจะจบ แต่เป็นเพราะความไม่ต้องการเสียเปรียบที่ทำงานทำให้เราต้องหยุดเขียนบลอค กลางคัน ปิดเครื่องคอม แล้วเผ่นกลับบ้าน

หลังจากกินข้าวท้องอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาคร่ำครวญหาบาสเตียนอีกรอบ

ต่อจากที่เขียนไว้เลยแล้วกัน

เราชอบเรื่องนี้เพราะคาแร็กเตอร์ของพระเอก ที่เป็นแนวแอน สจ๊วตของแท้ เลวจนกระทั่งถึงตอนสำคัญที่สุด แล้วเขาก็พิสูจน์ได้ว่า เมื่อเขาเลวเขาก็เลวก็เลวได้ใจ แต่เมื่อเขาดี เขาก็ดีใจหาย

ในเวลาที่สำคัญที่สุดบาสเตียนเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อโคลอี้ สำหรับผู้ชายที่เห็นแก่ตัวมาตลอดชีวิต นี่เป็นฉากที่เราอ่านกี่รอบก็ไม่รู้เบื่อ

วกกลับมาถึงหนังสือที่ทำให้เรากลับมาอ่านแบล็กไอซ์อีกรอบ เล่มใหม่ล่าสุดในชุดสายลับสุดโหดของแอน สจ๊วต (เราเติมสุดโหดไปเอง) เรื่องนี้พระเอกคือปีเตอร์ เจนเซ่น และเหมือนอย่างชื่อเรื่องเย็นชาดุจน้ำแข็ง ปีเตอร์ก็เย็นชามากพอที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้งานบรรลุได้

ก็ไหนบอกว่ายังไม่ได้อ่านโคลแอสไอซ์เลยนี่ แล้วรู้ได้ยังไงว่าปีเตอร์ทำอะไร

ก็แหมนี่เป็นหนังสือชุดน้าค้า ก็ต้องมีเรื่องมาบ้างดิ และปีเตอร์เป็นพระเอกที่ถูกเปิดตัวได้เด็ดที่สุดแล้ว เราไม่คิดว่าจะมีหนังสือเล่มไหนเปิดตัวพระเอกในเล่มถัดไปเช่นนี้

สนใจล่ะสิว่าปีเตอร์มายังไง

เขาปรากฎกายครั้งแรกในหน้าหนังสือด้วยการเป็นสายลับในองค์กรเดียวกับบา สเตียน (น่าเบื่อ) ที่ปลอมตัวเป็นสายลับเพื่อแทรกซึมเข้าไปในการเจรจาเพื่อซื้อขายอาวุธแห่ง เดียวกับที่บาสเตียนปลอมตัวเข้าไป (มีอะไรใหม่เหรอ) ด้วยการแฝงกายเข้าไปเป็นคู่รักของนักค้าอาวุธคนหนึ่ง (เนี่ยนะแปลก)

ที่น่าสนใจก็คือนักค้าอาวุธที่ปีเตอร์ต้องตีสนิทยอมเป็นชู้รักนั้นเป็นผู้ชาย

ปีเตอร์ แจนเซ่นผู้ชายที่เย็นชาเสียจนควบคุมตัวเองให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้านั่นทำให้งานสำเร็จ

โอ้ ตัวละครในฝันของแม็กซ์

อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ

She's No Fairie Princess // Christine Warren

ถึงชื่อเรื่องจะบอกอย่างนั้น แต่ฟีออน่าก็เป็นเจ้าหญิงแห่งภูติ ที่ร้ายไปกว่านั้นเธอหลานคนโปรดของราชินีแม็บแห่งอาณาจักรภูติ เป็นคนที่ได้รับคาดหมายว่าจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังค์แห่งซี ลี่ คอร์ท (เสริมความรู้นิดนึง อาณาจักรภูติหรือที่เรียกกันว่าแฟรี่นี่แบ่งเป็นสองอาณาจักรใหญ่คือ ซีลี่ และอันซีลี่ โดยที่ซี่ลี่เป็นดินแดนแห่งแสงสว่าง ภูติที่อยู่ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเรื่องรักศิลปะ บทกวี การแสดง ในขณะที่อันซีลี่เป็นดินแดงแห่งความมืด เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ แต่การจะบอกว่าอาณาจักรใดดีหรือเลวนี่ขึ้นอยู่กับคนแต่งว่าจะกำหนดบทบาทให้ แต่ละคอร์ทเล่นกันยังไง อย่างในชุดเมอรี่ เจนทรี้ของลอเรล เค แฮมิลตันนี่อันซี่ลี่เป็นฝ่ายที่ดีกว่า เพราะซื่อสัตย์ต่อความบทพร่องของตัวเอง ในขณะที่ซีลี่จะซ่อนความเหี้ยมไว้ในฉากหน้าที่สวยงาม)

ฟีออน่าเบื่อเต็มทีกับชีวิตเจ้าหญิง และถึงเวลาที่เธอจะหนีเที่ยว ที่ใดจะดีไปกว่าดินแดนที่ป้าของเธอห้าม โลกมนุษย์

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนึ่งในชุด The Novel of Other ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์ ถ้านับจำนวนเล่มที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์เซ็นต์มาร์ติน เล่มนี้เล่มสองในชุด แต่ความจริงแล้วเรื่องราวก่อนหน้าถูกตีพิมพ์เป็นอีบุ๊คกับสำนักพิมพ์อีลอร่า สเคฟ ตัวละครหลายตัวที่โผล่มาแบบมีเจ้าของก็คิดไว้ได้ว่ามีเรื่องราวของเขาแล้วใน เล่มก่อนหน้า (ไปหาอ่านกันเอง แต่เราเตือนว่าไม่ค่อยหนุกค่ะ)

เล่มนี้เป็นงานชิ้นแรกในจำนวนหลายชิ้นของคริสตีน วอร์เรนที่เราอ่านแล้วลงความเห็นว่าสนุก เล่มก่อนหน้านี้ของเธอ "หมาป่าอยู่ที่ประตู" ถือเป็นหนังสือที่อ่านแล้วลืมเลือนไปได้อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เพิ่งอ่านไปเมื่อราวเดือนมีนาคม แต่เรากลับจำอะไรไม่ได้เลย มันน่าเบื่อขนาดนั้น

แต่สำหรับ She's no fairie princess เล่มนี้กลับแตกต่างออกไปจนเหลือเชื่อ

เราชอบฟีออน่าที่ทำตัวฉลาดสมกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุ 250 ปี (ภูติมีชีวิตเป็นนิรันดร์จำได้ไหม) สิ่งสุดท้ายที่เราจะทนได้สำหรับนางเอกก็คือระดับไอคิว (ซึ่งไม่ได้วัดกันด้วยใบปริญญาที่นางเอกมี แต่เป็นพฤติกรรมของเธอที่แสดงออกในเรื่อง) เราชอบที่เธอมีชีวิตมายาวขนาดนั้นแล้วยังไม่เบื่อหน่ายโลก ไม่ทำพฤติกรรมซ้ำซากที่นางเอกหลายเรื่องชอบจะทำกัน

แต่เหนืออื่นใดเราชอบโทเบียส วอร์คเกอร์ (มันเอาอีกแล้ว คร่ำครวญถึงพระเอก) เราชอบที่เขาห้ามใจตัวเอง เพราะรู้ว่าการเข้าไปยุ่งกับเจ้าหญิงแห่งภูติเป็นการก่อปัญหาใหญ่ให้กับฝูง ของเขา (พระเอกเป็นหมาป่า บอกไปแล้วรึยังเนี่ย) แต่เมื่อถึงจุดนึงที่เขาไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้อีก วอร์คเกอร์ก็ทุ่มตัวเองลงในความสัมพันธ์ด้วยทุกสิ่งที่เขามีอยู่

ความเป็นเจ้าหญิงของเธอไม่สำคัญ เมื่อชะตาเลือกเธอให้มาเป็นคู่ของเขา

ความมีชีวิตนิรันดร์ของเธอไม่สำคัญ แม้ว่าเขาเป็นเพียงหมาป่าธรรมดาที่ชีวิตจำกัด นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟีออน่าจะตัดขาดจากความสัมพันธ์

เขาอาจจะเป็นเบต้าในฝูง (เบต้าเป็นเหมือนรองหัวหน้า เรื่องของหัวหน้านี่เขียนไปตั้งนานแล้ว) แต่เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าเกินกว่าที่จะเป็นเจ้าชายให้กับเจ้าหญิง แห่งภูติเขารู้จักตัวเองดีพอจะรู้ค่าของตัวเอง ไม่มีคำว่าไม่เหมาะสมเพราะความแตกต่างกันทางสถานะ เมื่อฟีออน่าเป็นของเขา เธอก็เป็นของเขา ไม่สำคัญว่าเธอจะเป็นอะไร

โอเค จบการพร่ำรำพันถึงตัวละครในเรื่อง หันมาพูดกันด้านเนื้อเรื่องบ้าง ถ้าคุณชอบพล็อตเรื่องแปลกแหวกแนว หาที่ไหนไม่ได้ในโลก ก็ไปหาเล่มอื่นมาอ่านแล้วกันนะคะ เพราะพล็อตเรื่องก็ธรรมดาไม่ได้สร้างสรรอะไร

เปิดเรื่องหลังจากฟีออน่าหนีมาเที่ยวในโลกมนุษย์ ยังไม่ทันที่เธอจะทำอะไรก็เผชิญหน้ากับเดม่อนปีศาจจากอีกโลกนึง และทำให้เธอได้เจอกับวอร์คเกอร์ซึ่งตรวจตราพื้นที่แถวนั้นอยู่ หลังจากนั้น นอกจากการไล่ล่าเดม่อนที่ขึ้นมาบนโลกและออกฆ่ามนุษย์ก็เกิดขึ้นไปพร้อมกับ ความรักระหว่างฟีออน่าและวอร์คเกอร์ (พล็อตเดิม แม็กซ์บอกแล้วใช่ไหม)

ไม่ได้มีปริศนาอะไรที่ต้องขบคิด อ่านสนุกเพลิดเพลิน

อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้เรามีกำลังใจในการตามอ่านงานเล่มอื่นของคริสตีน วอร์เรนมากขึ้นค่ะ

Entangled // Kathleen Dante

นี่เป็นชื่อหนังสือจริงนะคะ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า "Entangled" ซึ่งเป็นหนังสือเล่มยาวเรื่องแรกของเคธลีน ดังเต้

เราใช้เวลาอ่านเรื่องนี้นานนนนมาก ไม่ใช่เพราะไม่สนุกแต่เพราะชีวิตยุ่งมาก ในที่สุดก็อ่านจบจนได้เมื่อกลับมาเมืองไทย

หนังสือที่เป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ (มิตรรักแฟนบอร์ดทั้งหลายคนสังเกตว่า ระยะหลังนี่แม็กซ์มันอ่านแนวโป๊นี่บ่อยจัง แม็กซ์ก็คิดเหมือนกัน ว่าพักนี้อารมณ์มันหื่นพิกล)

ชอบคำจำกัดความของคุณดีดีที่ว่า "Porn with a romance plot" ในการจำกัดความหมายของหนังสือแนวอีโรติกโรแมนซ์

เรื่องนี้แม็กซ์ชอบแม้ว่าพล็อตจะอ่อน ซึ่งขัดต่อหลักการของตัวเองมาก แต่บางครั้งคุณก็ไม่มีเหตุผลในสิ่งที่ชอบจริงไหม

เรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกที่ยอมรับการมีอยู่จริงของเวทมนตร์ และด้วยเหตุผลที่หนังสือเรื่องนี้เป็นอีโรติกโรแมนซ์ทำให้ไม่มีการบรรยายโลก ให้เราเห็นความเป็นไปมากนัก ไม่มีการพูดถึงเบื้องหลังของเรื่อง คนอ่านมีความรู้สึกเหมือนเข้าไปดูหนังในโรงภาพยนตร์แต่พบว่าฉายไปแล้วครึ่ง เรื่อง

จอห์น แอตแลนติส (ชอบนามสกุลพระเอกจัง) เป็นอเด็ป ซึ่งเป็นชื่อเรียกกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษทางเวทมนตร์ แต่อเด็ปทำอะไรได้บ้างนั้นในเรื่องไม่มีการพูดถึงอย่างชัดเจน ส่วนนางเอกเคียร่าเป็นฮีลเลอร์ที่มีความสามารถในการรักษาพยาบาล (ไม่เข้าใจว่าทำไมนางเอกต้องเป็นนางพยาบาลทุกที)

พระเอกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยที่ถูกนางเอกจ้างให้มาสืบหา คนทรยศเอาความลับในบริษัทที่เธอเป็นเจ้าของไปขาย แต่เพราะเธอไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้ถึงการสอบสวนของพระเอก ทั้งสองจึงต้องเสแสร้งเล่นละครเป็นคู่รักกัน

ในด้านหนึ่งเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องภรรยาของโร้กของเบเวอร์ลี่ บาร์ตันมาก (ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนังสือในดวงใจของแม็กซ์เลย) แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ร้อนแรงกว่ามาก ความลงตัวอาจจะไม่เท่า แต่เมื่อคิดว่านี่เป็นงานเรื่องยาวเล่มแรกของดังเต้ แม็กซ์ก็ถือว่าสอบผ่าน

สรุปสั้น ๆ ว่าชอบแล้วกัน แต่ไม่แนะนำให้ใครอ่าน เพราะแม็กซ์ว่าเราชอบเรื่องนี้เพราะมันโดนใจแม็กซ์ในบางอย่าง (ที่ตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าเพราะอะไร) แต่กะคนอื่นนี่ ไม่แน่

กลับมาพูดเรื่องหนุ่มญี่ปุ่นที่เจอ อันที่จริงไม่ได้หล่ออะไรมากหรอก หน้าตาก็ญี่ปุ่นที่เห็นได้ทั่วไป อายุมากหน่อยตามสเป๊กของแม็กซ์ คนอื่นอาจเห็นเป็นข้อเสีย แต่แม็กซ์นึกถึงจอร์จ คลูนี่ย์ แต่เหตุผลที่ปิ๊งก็เป็นที่เก่งนี่แหละ

ทำให้การประชุมอันแสนน่าเบื่อมีสีสันขึ้นมาบ้าง

ส่วนญี่ปุ่นเหรอ ไม่มีอะไรมาพูดถึงเลย เพราะไปงวดนี้เห็นแค่ทิวทัศน์จากหน้าต่างโรงแรมนี่เอง ส่วนหน้าต่างห้องประชุมก็ไม่ได้เห็นด้วยซ้ำ เพราะตำแหน่งมันเล็กอ่ะ ไม่ได้นั่งด้านติดหน้าต่าง ต้องมานั่งด้านติดกะกำแพงแทน

ที่สำคัญแบ็ตโทรศัพท์ก็ด้นมาหมดอีก ที่แสบกว่าคือลืมเอาที่ชาร์ตไป ทำให้ใบ้กิน โน้ตบุ๊คก็ดันไม่หิ้วติดตัวไปทำให้ขาดการติดต่อกะโลกภายนอก จะให้ไปเล่นอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ค่าเบื้ยเลี้ยงก็น้อยนิด เสียดายเงินค่ะ

อยู่โตเกียวก็เลยเหมือนอยู่ต่างจังหวัดในประเทศไทย

Pleasure for Pleasure // Eloisa James

แม็กซ์หายหน้าไปหลายวัน ไม่ใช่งานยุ่งหรือติดธุระอื่นใด แต่เป็นเพราะมัวไปเก็บตกอ่านหนังสือน่ะค่ะ ก็เลยถือโอกาสของรายงานผลการอ่านแล้วกัน

Pleasure for Pleasure ของ Eloisa James

หนังสือที่ชื่อน่าเกลียดและไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงกับเนื้อเรื่อง เรื่องของนักเขียนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งนิยายชิกลิกยุคโบราณ

แม็กซ์ไม่ชอบหนังสือแนวชิกลิก แต่ดันอ่านงานของอีลอยซ่าทุกเล่ม ไม่มีเล่มไหนอยู่ในระดับที่ชอบมาก แต่ส่วนใหญ่ก็อ่านได้ ไม่เสียดายเงิน จนกระทั่งเล่มนี้ ที่แม็กซ์พูดได้เต็มปากว่าชอบค่ะ

ความสุขเพื่อความสุขเป็นหนังสือเล่มที่สี่ในชุดพี่น้องตระกูลเอสเซ็ซที่แต่ ละคนล้วนแต่งงานดีดีทั้งน้าน (ก็แหมเป็นนางเอกกันทุกเล่ม) เล่มนี้เป็นเรื่องของน้องนุชสุดท้อง โจซี่ที่แตกต่างจากนางเอกโรแมนซ์เรื่องอื่น เพราะเธอใฝ่ฝันอยากแต่งงาน แต่การหาคู่ของเธอไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อเธอถูกขนานนามไปทั่วยุครีเจนซี่ว่า เป็นไส้กรอกพันธุ์สก๊อต คนที่อ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดคงจะงงเพราะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน ตัวละครนับสิบออกมาทำความวุ่นวายไปทั่ว แต่สำหรับคนที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่เล่มแรก เล่มนี้ถือว่าเป็นการปิดฉากชุดได้สวยงาม

พระเอกของเรื่องคือเมนน์ นี่เป็นการสปอยล์อย่างมากแล้ว เพราะคนแต่งตั้งใจให้เป็นเซอร์ไพร์คนอ่าน แต่สำหรับแม็กซ์ซึ่งฉลาดเหนือมนุษย์ย่อมยั่งรู้แต่อ่านเล่มแรกแล้วว่านายคน นี้ล่ะจะเป็นพระเอกของโจซี่

หนังสือเริ่มต้นได้แปลกเมื่อพระเอกประกาศหมั้นกับผู้หญิงคนอื่น แถมบอกว่ารักเจ้าหล่อนคนนั้นอีกต่างหาก หลายคนคงส่ายหัวบอกเรื่องแบบนี้ม่ายอ่านม่ายอ่าน

แต่หยุดก่อนนี่เป็นงานของอีลอยซ่า เจมส์นะ เจ้าแม่เรื่องที่คาดหมายได้ยาก

แม็กซ์ไม่ค่อยชอบการดำเนินเรื่องของเธอนักหรอก ยกเว้นเรื่องนี้ที่ทุกอย่างรู้สึกลงตัวไปหมด

ชอบที่โจซี่รู้จักเมนน์ดีกว่าที่เมนน์รู้จักตัวเอง ชอบฉากที่เมนน์รู้ตัวว่า ซะยังไงก็ต้องตกหลุมเสน่ห์ของโจซี่แน่ ๆ ชอบที่เมนน์ไม่แสดงความเป็นพระเอกงี่เง่าเมื่อรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดจนตก กระไดพลอยโจนแต่งงานกะโจซี่

น่ารักไปเสียทั้งหมด

เรื่องนี้เหมาะกับคนที่อยากอ่านอะไรที่แปลกและแตกต่าง เนื้อเรื่องคาดเดาไม่ได้ และสำหรับคนที่ไม่คิดมากอยากได้สาระอะไรจากนิยายโรแมนซ์

Harmony's Way // Lora Leigh

เพิ่งอ่าน "หนทางของฮาร์โมนี่" ของโลล่า ลีย์จบไปค่ะ หนังสือที่ร้อนแรงจนมือแทบไหม้ เปิดฉากมาได้ไม่กี่หน้าพระเอกกะนางเอกก็กระโจนเข้าใจกันอย่างรวดเร็ว

ถ้าเทียบระดับคุณภาพแล้วถือว่าเหนือกว่าหนังสือ 22 รอบอันลือเลื่องของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งแน่ แม้ว่าในด้านปริมาณจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

เรื่องนี้แม็กซ์ชอบมากกว่า "ร่องรอยของเมแกน" อันเป็นเล่มแรกที่โลล่าเขียนให้กับเบิร์คเลย์ เพราะเล่มนี้มีความแปลกใหม่ ไม่ได้ใช้พล็อตซ้ำซากจำเจ

ฮาร์โมนี่นางเอกเป็นตัวละครที่น่าสนใจ และผิดไปจากที่คาดไว้เยอะเธอเป็นมนุษย์กลายพันธุ์อดีตมือสังหารเอกของ องค์การที่ต่อมาเธอทำลายทิ้ง ตลอดชีวิตเธอไม่รู้จักความอ่อนโยน แต่เธอมีด้านที่เปราะบาง

ส่วนพระเอกแม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับสูตรสำเร็จพระเอกของโลล่า เป็นชายเหนือชาย พลังมีไม่สิ้นสุด (ในด้านที่คิดกันอยู่นั่นแหละ) แต่แลนซ์ก็เป็นคนที่เหมาะสมกับฮาร์โมนี่ เป็นคนที่ทำให้เธอเปิดเผยความอ่อนแอของตัวเองออกมา

ฟังดูแล้วหนังสือเรื่องนี้น่าจะสนุกมาก พระเอกนางเอกที่ถูกผูกพันกันไว้ด้วยบ่วงทางเพศ อันเป็นสัญชาตญาณที่ถูกแต่งเสริมเข้าไปในดีเอ็นเอของนางเอก ฉากเซ็กส์ที่ร้อนแรงจนขนาดที่แม็กซ์ต้องหยุดพักการอ่านไปหลายวัน เพราะมันเยอะไปหน่อย หัวใจเต้นแรงมากมันบ่ดีต่อสุขภาพค่ะ

แต่องค์ประกอบของเรื่องกลับเบี่ยงเบนความสนใจเราไปจากเรื่อง เราชอบพล็อตเรื่องที่แต่งให้มีตัวละครรองที่น่าสนใจ เริ่มตั้งแต่โจนาสพี่ชายต่างพ่อของนางเอกที่ร้ายเสียจนแม็กซ์ช้อบชอบ ดูแล้วมีอนาคตเป็นพระเอกมั่กมาก แถมบทส่งท้ายยังส่งด้วยฉากเซ็กส์ของเขากับตัวละครอีกตัว เพราะโชว์ความสามารถทางด้านนั้นอีกต่างหาก น่าสนใจสุดสุด

แล้วยังเดนตัวละครลึกลับที่มักโผล่มาช่วยฮาร์โมนี่ทุกครั้งที่เธอตกอยู่ ในอันตรายอีก ชาติกำเนิดอันเป็นปริศนาของเขาช่างน่าค้นหา และดูเหมือนว่าการปะทะกันระหว่างเดนและโจนาสคงจะต่อเนื่องไปยังเล่มอื่นใน ชุดแน่นอน

ตัวละครเหล่านี้ขโมยซีน และโดดเด่นเกินหน้าพระเอกนางเอก แม็กซ์อ่านไปด้วยความรู้สึกว่าอยากอ่านเรื่องราวของตัวละครเหล่านั้น ไม่สนใจความเป็นไปของพระนางเท่าไหร

แล้วจะวัดได้ไหมว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือสนุกน่าอ่าน ในเมื่อเราอ่านข้ามฉากพระเอกนางเอก แล้วไปรอคอยการปรากฏตัวของตัวละครรอง

ข่าวร้ายก็คือ หลังจากอ่านจบและกรี๊ดสลบไปกับบรรดาตัวละครรองแล้ว แม็กซ์ก็หาข้อมูลเลยเจอว่า เรื่องที่ออกต่อจากชุดนี้ของโลล่า แม้จะเป็นชุดบรีด (หมายถือมนุษย์ที่ถูกตัดต่อดีเอ็นเอ) เช่นกัน แต่ไม่ใช่เรื่องในชุด ไลอ่อนบรีด (ถูกแล้วตัวละครที่กล่าวมามีดีเอ็นเอของสิงโตผสมค่ะ) แต่กลับไปเป็นชุดเฟไลน์บรีดแทน นั่นคงเพราะโลล่าเขียนเรื่องในชุดนั้นมาแล้วบ้างบางส่วน กว่าจะย้อนกลับไปไลอ่อนบรีดก็เป็นปี 2008 โน่นแน่ะ

หนูอยากอ่านเรื่องของโจนาสอ่ะ

Tuesday, February 10, 2009

All Night Long // Jayne Ann Krentz

ยุคที่ดีที่สุดของเจนย์ แอน เครนซ์ผ่านพ้นไปแล้วค่ะ ยุครุ่งเรืองที่เธอเขียนได้ดีที่สุดอยู่ในระหว่างช่วงปี 1988 - 1998 โดยประมาณ ยุคนั้นไม่ว่าเธอเขียนอะไรออกมา ในนามปากกาไหนก็ถือเป็นมาสเตอร์พีชของแม็กซ์เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Absolutely, Positively (1995), Wildest Heart (1993), Family man (1992) หรือจะเป็นงานในนามปากกาอแมนด้า ควิกอย่างเรื่อง Scandal (1991), Seduction (1990) หรือแนวไซไฟนอกโลกอย่าง Zinnia (1997)

ยุคทองของเธอผ่านไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะตกจนไปอยู่ในระดับเดียวกับนักเขียนบางคนที่แม็กซ์ ถึงกับเลิกอ่านไปแล้วอย่างจู๊ด เดฟเวอร์โรซ์ หนังสือของเจนย์ยังอยู่ในระดับดีถึงดีมาก เพียงแต่มันไม่ง่ายถ้าคุณจะกลับไปเป็นอันดับหนึ่งเหมือนในอดีต

หนังสือเล่มใหม่ของเธอ แม้จะไม่ใหม่ที่สุด เพราะแม็กซ์ไม่ยอมลงทุนซื้อปกแข็งของเธอมาอ่าน ดังนั้นจึงเป็นแค่ปกอ่อนที่เพิ่งออก หนึ่งปีหลังจากปกแข็งอย่างเรื่อง All night long จึงเป็นอีกเรื่องนึงที่แม็กซ์ให้เกรดในระดับดีกับเธอ มันอาจไม่ดีเท่ากับเรื่องในอดีต แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย และดีกว่างานที่ดีที่สุดของนักเขียนบางคน

อะไรทำให้แม็กซ์ติดใจงานของเจนย์ การอธิบายแม็กซ์คงต้องยืมเหตุผลที่เพื่อนของแม็กซ์เคยพูดเอาไว้ "พระเอกและนางเอกของเจนย์ แอน เครนซ์เกิดมาเพื่อกันและกัน"

นั่นเป็นสิ่งที่รู้สึกและสัมผัสได้ในงานเกือบทุกเล่มของเธอ นางเอกของเธออาจจะไม่สวย สาว ใส ไร้เดียงสาไม่ประสาโลก อาจเป็นผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าขึ้นคาน (อย่างในงานในนามปากกาอแมนด้า ควิกเกือบทุกเล่มของเธอ) พระเอกอาจไม่เข้าข่ายคำว่าหล่อเหลา ดูเป็นคนแข็ง และน่ากลัว บางครั้งก็เกิดขีดการยอมรับได้ของสังคมปกติ แต่เมื่อทั้งคู่มาเจอกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งสองเกิดมาเพื่อกันและกัน

ใน "ค่ำคืนอันยาวนาน" ไอรีนถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิดปกติ ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีปัญหาทางจิตหลังจากเจอกับการตายของพ่อและแม่เมื่ออายุ ได้เพียงสิบห้าปี ในขณะที่ลุคถูกตั้งข้อสงสัยจากครอบครัวว่ากำลังมีปัญหาทางจิตอีกเช่นกันหลัง จากปลดประจำการจากทหาร เพียงแว่บแรกที่เห็นตัวละครสองตัวนี้ คนอ่านก็รู้ได้ในทันทีว่าทั้งคู่เหมาะสมกันมากเพียงใด

มันไม่ใช่การบรรยายของคนแต่งที่เฝ้าบอกคนอ่าน (เหมือนนักเขียนไร้ฝีมือบางคนที่ต้องอาศัยการบอกคนอ่าน) แต่เจนย์ทำให้คนอ่านซึมซับความเหมาะสมของทั้งคู่ไปเอง นั่นเป็นเสน่ห์ของเจนย์ แอน เครนซ์ที่น้อยคนนักยากจะเลียนแบบได้

สิ่งที่เราชอบอีกอย่างในงานของเจนย์ ก็คือการใช้ครอบครัวของตัวเองเป็นองค์ประกอบของเรื่อง พวกนั้นอาจเข้าใจตัวเอกผิดไป (อย่างที่นิคโดนใน The Golden Chance) แต่ท้ายที่สุด ครอบครัวก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของตัวละคร ค่านิยมอย่างตะวันออกที่ผสมในเรื่องราวของตะวันตก ทำให้แม๊กซ์ชอบนัก อีกอย่างเจนย์เก่งในเรื่องการเลือกส่วนผสมระหว่างการรักครอบครัว กับการถูกครอบครัวครอบงำได้ดี ซึ่งอลิซาเบ็ธ โลเวลสอบตกในชุดนี้ (อยากรู้ว่าเป็นไง ลองไปอ่าน Jade Island ดูค่ะ) ตัวเอกรักครอบครัว แต่ไม่ยอมเป็นพรมเช็ดเท้าให้ครอบครัวเหยียบยำ มีขอบเขตบางอย่างที่ไม่อาจก้าวข้ามหรือยอมให้ย่ำยีได้

แม็กซ์คงติดตามอ่านงานของเจนย์ตลอดไป เพราะแม้เธอจะไม่ยอดเยี่ยมเหมือนก่อน แต่อย่างน้อยงานของเธอก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

Bite me if you can // Lynsay Sands

คำถามแรกก่อนจะเริ่มบลอกอาจจะดูนอกเรื่องไปสักนิด แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหนังสือเล่มที่กำลังจะพูดถึงต่อไป

คุณชอบหนังเรื่อง As Good As It Get รึเปล่า หนังเรื่องที่มีพระเอกหน้าตาน่าเกลียดที่สุดเรื่องนึง แต่เป็นหนังในดวงใจของแม็กซ์ เรื่องนี้พระเอกไม่ได้หวานปานน้ำผึ้ง แต่ประโยคเด็ดในเรื่องตอนที่เขาสารภาพรักกับนางเอกที่บอกเธอว่า "การคบกับเธอทำให้เขาอยากเป็นคนดีที่สุดที่เป็นได้" ซึ่งพฤติกรรมในเรื่องของเขาหลายอย่างมันไม่น่ารักเอาเสียเลย

ที่ถามอย่างนี้เพราะในเรื่อง Bite me if you can ของลินเซย์ แซนด์ พระเอกก็ไม่ค่อยน่ารักนะคะ ถ้าคุณคาดหวังให้พระเอกจ๊ะจ๋า เอาใจนางเอกตั้งแต่แรกพบ บอกได้เลยว่าคุณผิดหวัง เพราะลูเซียนรักษาบุคลิกความเป็นคนเย็นชาที่เขาแสดงออกตั้งแต่เล่มแรกที่เขา ปรากฎตัวไว้อย่างครบถ้วน

สำหรับแม็กซ์แล้วสิ่งสำคัญที่สุดในการอ่านหนังสือต่อเนื่องก็คือ การรักษาตัวละครให้เป็นคนคนเดิมกับที่เขาเคยเป็นในเล่มก่อนหน้า และถ้าเล่มนี้เปิดตัวลุงลูเซียนด้วยการให้เป็นหนุ่มนักรักโรแมนติกที่เอาใจ นางเอกตั้งแต่ต้น ทั้งที่ยังไม่รู้จักกัน แม็กซ์ก็คงไม่ชอบเรื่องนี้เพราะนั่นไม่ใช่ลูเซียนที่แม็กซ์รู้จักเป็นแน่

ดังนั้นพฤติกรรมในตอนต้นเรื่องของลูเซียนที่ดูไม่อินังขังขอบ (ใช้คำถูกไหมเนี่ย?) กับลีย์นางเอกจึงไม่ใช่เรื่องแม็กซ์รู้สึกรำคาญหรือเบื่อหน่าย เพราะแม็กซ์รู้จักลูเซียนดีจากการอ่านเล่มก่อนหน้าว่านิสัยเขาเป็นยังไง

ส่วนที่ดีที่สุดของเรื่องจึงเป็นการดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ ลูเซียน เมื่อเขายอมรับความจริงที่ว่าลีย์เป็นคู่แท้ของเขา ความเย็นชาที่ค่อยละลายลง พฤติกรรมที่ค่อยเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้แม็กซ์เชื่อถึงอาการตกหลุมรักของเขาเป็นของจริงแท้แน่นอน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่หกในชุดแวมไพร์ของลินเซย์ แซนด์ ซึ่งแม็กซ์คิดว่าเขายิ่งเขียนดีวันดีคืน ในเล่มนี้ลีย์เจ้าของบาร์ถูกกัดและเปลี่ยนเป็นแวมไพร์โดยแวมไพร์ตัวร้าย ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือของทีมนักล่าแวมไพร์ (ที่เป็นแวมไพร์--- งงไหมเนี่ย)

ลูเซียนตกกระไดพลอยโจนกลายเป็นผู้คุ้มครองดูแลแวมไพร์สาวหน้าใหม่ ความสัมพันธ์ที่ลูเซียนไม่ต้องการและแสดงออกอย่างชัดเจน (ซึ่งอาจทำให้แฟนหนังสือรักโรแมนติกหวานซึ้งรับไม่ได้) แม็กซ์ว่ามันตลกดีค่ะ โดยเฉพาะเมื่อเขารู้ความจริงว่าลีย์เป็นคู่แท้ของตน ความเย็นชาที่ค่อยละลายลง ทำให้เรื่องสนุกและตลกตามสไตล์ลินเซย์

สุดท้ายคงต้องบอกว่า แม็กซ์ชอบเรื่องนี้ค่ะ และไม่เห็นความผิดปกติในความเย็นชาที่ไม่ใส่ใจนางเอกในตอนแรกของเรื่อง แต่ถ้าคนอ่อนไหวอยากอ่านเรื่องที่พระเอกตกหลุมรักนางเอกตั้งแต่ต้น และพยายามเอาใจเธอสารพัดอาจจะไม่ชอบเรื่องนี้นะคะ แม็กซ์ชอบความรักแบบค่อยเกิดค่ะ

How to Abduct a Highland Lord // Karen Hawkins

ไม่ใช่ว่าเรื่อง "ลักพาตัวขุนนางทางที่ราบสูงทำได้อย่างไร" หรือ How to abduct a Highland Lord ของคาเรน ฮ็อคว์กิ้นส์จะสนุกสุดใจ (ขาดดิ้น) หรอกนะคะ แต่เป็นเพราะเป็นเวลานานมากแล้วที่เรารู้สึกชอบงานของคาเรน อันย้อนไปก็ตั้งแต่เรื่อง The Belated Bride ซึ่งนั่นเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นก่อนวายทูเคเสียอีก คิดเอาเองแล้วกันว่านานขนาดไหน ดังนั้นพอเจอเรื่องนี้ก็เลยดีใจที่ และแล้วคาเรนก็เขียนหนังสือสนุกอีกครั้ง

หนังสือเรื่องนี้มีพล็อตที่ "โดน" แม็กซ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานเพื่อความสะดวกของตัวพระเอกและนางเอก หรือการที่พระเอกและนางเอกเคยมีความหลังรักกันมาแต่ก่อนเก่า

ฟิออน่านางเอกเป็นน้องสาวคนเดียวในตระกูลแม็คคลีน เรื่องไม่บ่งชี้แน่ชัดว่าเป็นพี่สาวหรือน้องสาวกันแน่ แต่จากที่อ่านไปคาดว่าคงจะเป็นน้องสาวคนเดียว (มีน้องชายคนนึงแต่ไม่มีบทในเรื่อง) เพราะบรรดาพี่ชายปกป้องกันเหลือเกิน ฟิออน่าไม่ต้องการให้เกิดสงครามระหว่างตระกูลขึ้นอีกหลังจากน้องชายต่างบิดา ของแจ็คพระเอกเข้าไปพัวพันในเหตุการณ์การตายของน้องชายของเธอ เธอไม่ต้องการเสียพี่น้องไปกับการทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกแล้ว ทางออกของเธอก็คือการแต่งงานระหว่างเธอและแจ๊ค ซึ่งเธอก็ทำได้เด็ดมากด้วยการลักพาตัวเขาแล้วมอมเหล้าให้แต่งงานกันในเกรน่า กรีน

และเมื่อแต่งงานกันแล้ว ทั้งสองที่เคยมีอดีตอันหวานชื่น แต่พลัดพรากกันตามสไตล์โรแมนซ์ก็พบว่าทั้งคู่ตกลงกันให้การแต่งงานมีต่อไป โดยแจ๊คจะทำให้เธอมีลูกเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างตระกูลไปเสีย

สิ่งที่แม็กซ์ชอบในเรื่องนี้ก็คือ ฟิออน่าไม่ใช่นางเอกประเภทน้ำตาตกใน ทนให้ตัวร้ายด่าว่าดูถูก ฉากที่นางเอกเผชิญหน้ากับอดีตเมียเก็บของแจ๊คเป็นฉากที่สนุกและสะใจมากฉาก หนึ่ง และแม็กซ์ก็ยังชอบความสัมพันธ์ของทั้งสองที่แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าการแต่ง งานเป็นเพียงเพื่อความสะดวก แต่ก็ยังห่วงใย อาทรกัน

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ดีเลิศ บางประเด็นเปิดขึ้นมาก็ไม่พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแจ๊คและครอบครัวของเขา ที่ตอนแรกดูว่าจะเป็นประเด็นในเรื่อง แต่ก็หายไป และเมื่อคิดว่านางเอกอุตส่าห์ลงทุนลักพาตัวพระเอกเพื่อปกป้องความขัดแย้งกัน ระหว่างตระกูล อย่างน้อยตัวละครที่เป็นครอบครัวของแจ๊คก็น่าจะโผล่มามีบทบาทบ้าง แต่นี่ไม่เห็นมีสักคน แล้วยังเรื่องความขัดแย้งระหว่างตระกูลอีก ไม่รู้ว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร ไม่เห็นจะกล่าวเอาไว้เลย

ถึงอย่างนั้นแม็กซ์ก็ขอแนะนำเรื่องนี้ค่ะ อ่านฆ่าเวลาเพลินดีค่ะ