Showing posts with label Heather Graham. Show all posts
Showing posts with label Heather Graham. Show all posts

Wednesday, January 21, 2009

Deadly Night & Deadly Harvast // Heather Graham

ขอเวลาให้แม็กซ์นึกถึงอดีตอันหวานชื่นระหว่างเรากับเฮทเธอร์ แกรมห์สักครู่นะคะ

สมัยที่เราเริ่มอ่านโรแมนซ์ใหม่ ๆ เฮทเธอร์เป็นหนึ่งในนักเขียนที่เราชอบมาก

โอเค โอเค (หน้าแดงนิดหน่อย) เรายอมรับว่าตัวเองก็ชอบเรื่องที่นางเอกเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา หัวดื้อ และเอาแต่ใจ กับพระเอกที่เย็นชา และใจร้ายกับนางเอกเหมือนกัน พูดไปก็ทำให้เกิดความรู้สึกอยากกลับไปนั่งอ่าน Sweet Savage Eden อีกรอบแล้วล่ะ

ปัญหาที่เกิดกับเราในการหยิบงานของเฮทเธอร์เล่มใหม่ ๆ มาเขียน แม็กซ์คงสรุปได้ว่าเป็นความผิดของเราทั้งสองฝ่าย จึงทำให้เราอยู่ด้วยกันอีกไม่ได้แล้ว (น้ำตามเริ่มไหลแล้วนะคะ)

ทางเราแม้จะโตเกินกว่าพล็อตแนวนางเอกดื้อ พระเอกโหดแล้ว แต่เรื่องเก่า ๆ ของเฮทเธอร์ก็ยังอยู่ในดวงใจเราอีกหลายเรื่อง เราเชื่อว่าถ้าเฮทเธอร์ยังเขียนเรื่องแนวนี้อยู่ แม็กซ์ก็คงยังอ่านนะคะ แต่อาจจะไม่ชอบเท่าที่เคยชอบเหมือนในอดีต แต่การเปลี๋ยนไป๋ก็ไม่ใช่แค่เราคนเดียว เพราะเฮทเธอร์ แกรมก็เปลี่ยนเหมือนกัน กระทั่งคนที่ชอบงานในอดีตของเธอก็คงได้ข้อสรุปเดียวกับแม็กซ์ว่า เธอไม่เหมือนเดิม

เสน่ห์ที่ทำให้เรื่องของเธอน่าอ่านมันสูญหายไปหมด เธอโดดเด่นในการเขียนเรื่องกระชากอารมณ์ กดดันคนอ่านในเรื่องความแตกต่างระหว่างพระเอกและนางเอก หนังสือไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่มของเธอเริ่มต้นด้วยการที่พระเอกและนางเอกมี ความเชื่อคนละด้าน และต้องทำสงครามระหว่างกัน นางเอกเป็นแซกซอน พระเอกเป็นนอร์แมน นางเอกเป็นชาวใต้ พระเอกเป็นทหารชาวเหนือ พล็อตที่คาดเดาได้ง่าย แต่ก็โดดเด่นสำหรับเธอ

บัดนี้เธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ประเด็นก็คือ แม็กซ์ยังทนอ่านงานของเธออยู่ได้น่ะสิ อ่านทั้งที่รู้นะว่า มันไม่ดีเหมือนเดิม แต่บางครั้งเราก็ไม่ได้เลือกของที่ดีสำหรับตัวเองเสมอไปหรอกจริงไหม โดยเฉพาะถ้าคุณไม่อ่านหนังสือแย่ ๆ คุณจะรู้ได้ยังไงเวลาคุณหยิบหนังสือดีมาอ่าน

หนังสือชุด The Flynn Brothers เป็นเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลฟรินน์ พี่น้องที่ร่วมมือกันเปิดสำนักงานนักสืบเอกชนที่ประสบความสำเร็จ หนังสือชุดนี้เดินตามรอยหนังสือขายดีหลายชุดก่อนหน้า ที่ออกวางขายสามเล่มในสามเดือน แม็กซ์เพิ่งอ่านจบไปสองเล่มค่ะ ส่วนเล่มสามที่ยังไม่ได้อ่าน เพราะยังไม่ออกขาย

เรามาว่ากันไปแต่ละเล่มแล้วกัน

Deadly Night ของเฮทเธอร์ แกรมห์

ที่สันหนังสือของเรื่องในชุดนี้เขียนไว้ว่า พารานอมอลนะคะ แต่สำหรับแม็กซ์แล้ว แม้จะมีองค์ประกอบของพารานอมอลเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องด้วย แต่มันก็ไม่มาก หรือสร้างสรรพอที่เราจะจัดประเภทให้เป็นหมวดหมู่นั้นเลย และโดยพื้นฐานของเรื่องก็คือ แนวสืบสวนที่บังเอิญมีพระเอกนางเอกเท่านั้นเอง

ในเล่มแรกเล่าเรื่องของไอแดน ฟรินน์ พี่ชายใหญ่ของพี่น้องตระกูลนี้ เขาและน้องชายทั้งสองได้รับมรดกเป็นบ้านโบราณในนิวออร์ลีนส์ (สามพี่น้องอาศัยอยู่ในฟลอริด้า อันเป็นถิ่นที่อยู่ของเฮทเธอร์เค้าด้วย) ในจังหวะเดียวกับที่เขาเดินทางมานิวออร์ลีนส์เพื่อสืบคดีคนหาย ไอแดนก็ได้พบเศษกระดูกมนุษย์ใกล้ ๆ กับที่ที่เขาเจอคนที่เขาตามหา ไอแดนแจ้งตำรวจ รวมทั้งเพื่อนเก่าที่เป็นเอฟบีไอ แต่กลับไม่มีใครสนใจสิ่งที่เขาค้นพบ พวกนั้นบอกว่า นับตั้งแต่พายุคาทริน่าเข้าถล่มนิวออร์ลีนส์ บรรดาศพต่าง ๆ ที่ถูกฝังไปนานแล้วกระจัดกระจายไปทั่วเมือง (หลุมศพในเมืองนิวออร์ลีนส์มีลักษณะพิเศษหน่อยนึงตรงที่หลายสุสานเป็นการฝัง บนดิน ไม่ได้ขุดลงไปใต้ดินเพื่อฝัง) ดังนั้นโอกาสที่กระดูกซึ่งไอแดนค้นพบจะเป็นของศพเก่าจึงมีมาก

แต่ไอแดนไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกสงสัยของตัวเองลงได้ โดยเฉพาะเมื่อเขากลับไปยังบ้านที่ตนเองได้รับเป็นมรดก และค้นพบว่า ยังมีเศษกระดูกในบ้านหลังนั้นอยู่อีกด้วย เขาจึงเริ่มต้นสอบสวนความลึกลับนี้ แม้จะโดนต่อต้านจากเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน (แม็กซ์เข้าใจว่าผู้รักษากฎหมายในนิวออร์ลีนส์ลืมตัวไปน่ะค่ะ คิดว่าอยู่ในเมืองไทยที่วันวันไม่มีหน้าที่ต้องทำอะไร นอกจากไล่ตีพันธมิตร)

การสืบสวนนำเขาเข้าไปพัวพันกับเคนเดล หญิงสาวผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของป้าผู้เป็นเจ้าของบ้านที่เป็นมรดกของเขา เธอเปิดร้านขายของเกี่ยวกับเวทมนตร์ และเธอทำหน้าที่เป็นหมอดูไพ่ยิปซี แม้เคนเดลจะยอมรับเสียงใสว่า ตัวเองไม่ได้มีญาณวิเศษอะไร แต่แล้วเคนเดลก็เริ่มมองฝันประหลาด และมองเห็นวิญญาณ

หนังสือเล่มนี้สอบตกทั้งในส่วนโรแมนซ์ ซึ่งเราให้อภัยนะคะ เพราะไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอโรแมนซ์ที่สนุกอะไร แต่การสอบตกในส่วนของการสืบสวนคือเหตุผลใหญ่ที่เราไม่ชอบเล่มนี้

ในเรื่องบอกว่าไอแดนเป็นอดีตทหารที่กลายเป็นเอฟบีไอ (ที่เก่งมาก) ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักสืบเอกชน ในเรื่องเขาเป็นคนเดียวที่มองเห็นความสำคัญของเศษกระดูกที่ตนเองค้นพบ เขาสืบสวนจนรู้ว่ามีฆาตกรต่อเนื่องเพ่นพ่านอยู่ในเมือง ปัญหาก็คือ แม็กซ์ไม่รู้สึกประทับใจในวิธีการสอบสวนของเขาเลย มันไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีการตามรอยหรือใช้ความสามารถในการสรุปผล แต่เป็นเพราะไอแดนเป็นพระเอก เขาจึงสรุปเรื่องราวได้ถูกต้อง ข้อมูลที่นำเสนอในเรื่องที่ได้มาจากข้อสรุปของไอแดน ดูแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่นักสืบคนอื่นจะคิดได้ (สปอยล์) อย่างการที่เรื่องเขียนว่า ไอ แดนไปนั่งดูแฟ้มคดีคนหาย แล้วจู่ ๆ ก็สรุปออกมาซะงั้นว่า ต้องเป็นผู้หญิงคนนี้แน่ ๆ เลยที่เขาเจอกระดูก (จากแฟ้มคนหายเป็นร้อย ๆ คน และกระดูกก็เหลือแต่เศษกระดูก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสูงต่ำดำขาวยังไง)

ต้องขอบอกว่าไอแดนเป็นนักสืบที่โชคดีสุดสุดที่ข้อสรุปของเขากลายเป็นจริง ปัญหาก็คือถ้าเขาไม่ใช่พระเอกล่ะ จะมีความสามารถทำนายอนาคตอย่างนี้ไหม คนแต่งไม่ได้นำคนอ่านไปสู่ข้อสรุปเลย เพียงแต่สั่งให้ตัวละครพูดข้อสรุปออกมา เงื่อนงำก็ไม่ชัดเจน และนี่เป็นสิ่งที่แย่มากในหนังสือสืบสวน

เรื่องโรแมนซ์ไม่ต้องพูดถึง คนที่ติดใจเฮทเธอร์ในการเขียนเรื่องร้อนแรง ตัวละครที่ทะเลาะกันเสร็จก็ไปเคลียร์ปัญหาใจกันบนเตียง ก็รอเก้อนะคะ สำหรับเราไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพราะเรารู้มานานแล้วล่ะว่าเฮทเธอร์ไม่ใช่คนเดิมเมื่อ (ยี่) สิบกว่าปีก่อนอีกต่อไป

คะแนนที่ 43

Deadly Harvest ของเฮทเธอร์ แกรมห์

เล่มสองเ็ป็นเรื่องราวของน้องชายคนรองเจรามี่ ฟรินน์ผู้ถูกเรียกตัวโดยอดีตคู่หูที่เคยร่วมทำงานกันในหน่วยดำน้ำของสมัยที่ เขายังเป็นตำรวจ ให้ขึ้นไปที่เมืองซาเลม เมืองที่เลื่องลือในการเผาแม่มด เพราะภรรยาของเพื่อนเขาหายตัวไปอย่างลึกลับ หลังจากที่สามีภรรยาไปเดินเที่ยวกันในสุสานในเมือง

เจรามี่ผู้ซึ่งลาออกจากการเป็นตำรวจหลังจากประสบกับเหตุการณ์สะเืทือนใจ เพราะเขาดำน้ำลงไปช่วยเด็ก ๆ ที่รถขับตกลงไปในน้ำไม่สำเร็จ เป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพลังเหนือธรรมชาติ และนั่นทำให้เขาอยู่ด้านตรงข้ามกับโรวีน่า หญิงสาวที่แม้จะไม่ได้พูดว่า มีวิญญาณอยู่จริง แต่ก็ไม่เคยมีหลักฐานปฏิเสธการมีอยู่ของวิญญาณ

สองหนุ่มสาวได้พบกันในเมืองนิวออร์ลีนส์ ระหว่างการจัดงานเพื่อหาทุนสนับสนุนมูลนิธิที่เจรามี่ตั้งขึ้น และทั้งคู่ก็เจอกันอีกครั้งเมื่อเจรามี่เดินทางไปซาเลมอันเป็นบ้านเกิดของโร วีน่า เพื่อสืบหาความจริง

เล่มนี้ดีกว่าเล่มแรกนิดหน่อย ดังนั้นก็เป็นการบอกว่าไม่ได้ทำให้อะไรในเล่มนี้ดีขึ้นมามากนักหรอกนะคะ ในแง่โรแมนซ์ ทั้งเจรามี่และโรวีน่า ปิ๊งปั๊งและเริ่มมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่บทต้น ๆ ดังนั้นจึงไม่มีคำถามในเรื่องหัวใจระหว่างทั้งสองเท่าไหร และเช่นเดียวกันหนทางในการสืบสวนคดีที่เกิดขึ้น ดูไม่มีความชัดเจน นอกจากบอกว่า เป็นความเก่งของพระเอกที่ทำให้หาร่องรอยต่าง ๆ เจอ แต่ก็ยังไม่ถึงกับน่าเกลียด ชนิดที่เอาข้อสรุปมาจากสายลมอย่างที่เล่มแรกทำ (ดังนั้นแม็กซ์ถึงบอกว่าเล่มนี้ดีกว่าหน่อย)

คะแนนที่ 50

Tuesday, January 20, 2009

Deadly Gift // Heather Graham & No Control // Shannon K. Butcher

ไม่ได้กำลังจะพูดหัวข้อที่ซีเรียส หรือเคร่งเครียดอะไรหรอกนะคะ พอดีว่าได้อ่านหนังสือสองเล่มนี้ที่ดูภายนอกก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกันสัก เท่าไหร

แต่หลังจากการวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่แม็กซ์อาจจะเข้าใจเพียงคนเดียว เราก็เริ่มมองเห็นความเหมือนกันของหนังสือสองเล่มนี้

สิ่งที่เหมือนกันก็คือ มันเป็นหนังสือเล่มที่สามในชุด ที่อยู่ในแนวโรแมนติกสืบสวน ที่บังเอิญว่าแม็กซ์หยิบสองเล่มนี้อ่านในเวลาที่ใกล้เคียงกัน

เล่มนึงเขียนโดยนักเขียนที่แม็กซ์เคยชอบมากในอดีต อีกเล่มเขียนโดยนักเขียนที่ค่อนข้างหน้าใหม่ในวงการ และผลสรุปก็คือ คำพูดที่ว่า คลื่นลูกหลังไล่คลื่นข้างหน้าก็ยังเป็นจริงเสมอ


Deadly Gift ของเฮทเธอร์ แกรมห์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สาม (และเล่มสุดท้าย) ในชุดพี่น้องตระกูลฟรินน์ คนที่สนใจสองเล่มแรก ก็ตามไปอ่านรีวิวกันได้นะคะ ที่ลิงค์นี้ แต่เราคงต้องเตือนกันก่อนเลยว่า มันไม่ได้มีอะไรที่น่่าสนใจนักหรอกนะ

ทั้งในส่วนโรแมนซ์ และสืบสวน

ยังยืนยันเหมือนที่เขียนในบลอกก่อนว่า เราเคยชอบงานของเฮทเธอร์มาก แต่เดี๋ยวนี้เธอไม่ใช่นักเขียนคนเดิม ซึ่งมันอาจจะเวิร์คสำหรับอาชีพของเธอนะคะ (เพราะหนังสือชุดนี้ติดอันดับขายดีเชียวล่ะ) แต่มันไม่เวิร์คสำหรับแม็กซ์เลย

และหลังจากอ่านเล่มนี้จบไป แม็กซ์ก็คิดว่า ได้เวลาที่แม็กซ์และเฮทเธอร์จะต้องแยกทางกันเดินแบบตัวใครตัวมันเสียที

แซคคารี่ ฟรินน์เป็นน้องชายคนสุดท้ายในบรรดาหนุ่มตระกูลฟรินน์ ที่ทั้งสามร่วมกันเปิดสำนักงานนักสืบเอกชน นอกจากงานสืบสวนแล้ว แซคยังเป็นเจ้าของสตูดิโอเพลงขนาดเล็ก แต่มีชื่อเสียงที่ดีอีกต่างหาก ในระหว่างลาพักผ่อน แซคได้รับโทรศัพท์จากลูกสาวของเพื่อนพ่อ ผู้ซึ่งเขาเป็นคนส่งเสริมจนกลายเป็นนักร้อง แคทบอกว่า ฌอน พ่อของเธอป่วยหนักอยู่ในไอร์แลนด์ เธอคิดว่า แม่เลี้ยงอ่อนเยาว์ของเธออาจจะเป็นต้นเหตุ แคทไม่ไว้ใจคิดว่า ผู้หญิงคนนั้นต้องทำร้ายพ่อของเธอเป็นแน่

แซครับปากและเดินทางไปไอร์แลนด์เพื่อรับตัวผู้เป็นเพื่อนของพ่อกลับมา อเมริกา แต่ที่นั่นเขาก็ได้พบกับพยาบาลสาวสวยนามเคลีย ที่ติดตามคณะของพวกเขากลับมาอเมริกาด้วย มีบางอย่างที่ลึกลับในตัวของเคลีย แต่แซคไม่เชื่อว่า เธอจะปองร้ายฌอน

เรื่องเริ่มยุ่งยากขึ้น เมื่อปรากฎเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า หุ้นส่วนของฌอนผู้หายตัวไป (ก่อนหน้าที่ฌอนจะเดินทางไปไอร์แลนด์) น่าจะเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนตามปองร้ายฌอนและครอบครัวอยู่

ปัญหาของแม็กซ์กับพล็อตของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ส่วนที่เป็นการสืบสวนนั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับทั้งพระเอกและนางเอกเลยสักนิดเดียว เข้าใจนะว่าแซคเป็นห่วงฌอนเพราะเขาเป็นเพื่อนพ่อ แต่มันก็แค่นั้น เรื่องไม่ให้ความรู้สึกการมีส่วนร่วมของตัวเอกสักนิดเดียว ยิ่งคาแร็คเตอร์ของเคลียยิ่งแล้วใหญ่ ไม่อยากบอกนะคะว่าเธอมีจุดประสงค์อะไรในการติดตามฌอนมายังอเมริกา แต่มันปัญญาอ่อน และงี่เง่า และไร้เหตุผล และไม่น่าเชื่อ ความพยายามเอาเรื่องนี้โยงเข้าไปเป็นแนวพารานอมอลยิ่งทำให้ห่วยลงไปอีกต่าง หาก

สปอยล์นะคะ คิด ได้ไงให้เคลียเป็นแบนซี (สัตว์ในเทพนิยาย) ที่เดินทางมาอเมริกาเพื่อส่งวิญญาณป้าของฌอนไปสู่ปรภพ แล้วตามมาคอยปกป้องฌอนจากศัตรู ทั้งเรื่องก็ไม่ได้อธิบายว่า ทำไมต้องปกป้องฌอนด้วย เขาพิเศษหรือสำคัญยังไง เข้าใจว่าเคลียต้องเป็นคนดีนะ แต่เธอก็น่าจะมีภาระในชีวิตมากกว่านี้ นี่ยังไม่นับว่าภาระการเป็นแบนซีมันล่องลอยขนาดไหน (ทำหน้าที่ส่งวิญญาณ) แถมไม่มีพลังพิเศษประเภทโผล่มาอีกนะ ต้องนั่งเครื่องบินมาอเมริกาเพื่อส่งวิญญาณนี่นะ

ว่าไปแล้ว เล่มนี้มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรมากหรอกนะคะ เพียงแต่มันเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับแม็กซ์กับงานของเฮทเธอร์แล้วก็ว่าได้ ค่ะ เราให้โอกาส และติดตามซื้องานของเธอมาหลายปี ทั้งที่คุณภาพของมันไม่เหมือนกับงานในอดีต เธอไม่เหมือนเดิม แต่แม็กซ์ก็ยังเคยชินที่จะซื้อ และอ่านงานของเธออยู่เรื่อย แต่หลังจากอ่านเล่มนี้ (หรือชุดพี่น้องตระกูลฟรินน์) จบลง แม็กซ์คิดว่า ได้เวลาที่เราจะบอกลางานใหม่ของเธอแล้วล่ะ

เราชอบงานเก่าของเธอมากกว่า

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่ 47

และมาถึงงานของนักเขียนอีกคน ที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเฮทเธอร์หรอกนะ เพียงแต่แม็กซ์โยงเอาพวกเธอมาเกี่ยวกันเอง

No Escape ของแชนน่อน เค. บุทเชอร์

เช่นเดียวกับเล่มที่เพิ่งรีวิวไป เล่มนี้เป็นเล่มทีสามในชุดที่เล่าเรื่องราวของพระเอกที่เป็นอดีตทหารหน่วยเด ลต้า ฟอร์ซ แต่เท่าที่ติดตามข่าว คิดว่านี่คงไ่ม่ใช่เล่มสุดท้ายในชุดหรอกนะคะ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แม็กซ์ยินดีมาก (ตอนแรกได้ข่าวว่าคนแต่งหันไปเขียนเรื่องแนวพารานอมอล ก็นึกว่าเธอจะเลิกเขียนโรแมนติกสืบสวนซะแล้ว แต่เพิ่งรู้มาว่างานแนวนี้เล่มต่อไปของเธอจะออกขายเดือนตุลาคมปีนี้แหละ)

สำหรับคนที่สนใจชุดนี้ อ่านรีวิวที่เราเคยเขียนไปแล้วได้ที่นี่ค่ะ

เหตุผลใหญ่ที่ทำให้แม็กซ์เอาแชนน่อนไปเปรียบเทียบกับเฮทเธอร์ก็คือทิศทาง การเขียนหนังสือ เราอ่านเล่มแรกที่แชนน่อนเขียนแล้วไม่ประทับใจอะไรเลยนะคะ ตอนหยิบเล่มสองมาก็คิดว่ามันดีขึ้น แต่ไม่ถึงกับสนุกสุดยอด และเมื่อมาถึงเล่มนี้ มันอาจจะยังไม่ใช่หนังสือแนวโรแมนติกที่ดีมาก แต่มันเป็นการบ่งบอกว่า ฝีมือของแชนน่อนเริ่มเข้าฝัก และทำให้แม็กซ์อยากอ่านงานเล่มต่อไปของเธอขึ้นมาทันที เพราะเรารู้ว่า เธอยังจะพัฒนาไปได้อีกเยอะ

แกรนต์ เค้นท์ที่เพิ่งจะลาออกจากหน่วยเดลต้า ฟอร์ซ ตัดสินใจเดินทางกลับไปเมืองที่เขาเคยอาศัยอยู่สมัยเด็ก เพื่อเยี่ยมเยียนอิซาเบลเพื่อนเก่า ซึ่งเพิ่งทิ้งข้อความประหลาด ๆ ในโทรศัพท์ของเขา อิซาเอลเตือนเขาถึงเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้น แม้เธอจะไม่ได้บอกว่าตัวเองตกอยู่ในอันตราย แกรนต์ก็รับรู้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

และมันก็จริง เพราะ อิซาเบลค้นพบว่า บรรดาเด็ก ๆ ที่เคยอาศัยอยู่กับเธอสมัยที่ยังเป็นเด็กกำพร้าด้วยกัน ตายลงทีละคน ปัญหาก็คือ การตายของทุกคนถูกระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย จริงอยู่ชีวิตในบ้านที่เหล่าเด็กกำพร้าต้องอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านของชายผู้ โหดร้าย ไม่ใช่สิ่งที่น่าจดจำ แต่อิซาเบลก็ไม่คิดว่า ทั้งหมดจะพร้อมใจกันทำร้ายตัวเองเช่นนั้น

แกรนต์ศึกษาข้อมูลของอิซาเบล และเห็นด้วย เขาตัดสินใจเลื่อนกำหนดการออกเดินทางไปทำงานให้กับเพื่อนที่เปิดบริษัทรักษา ความปลอดภัย (พระเอกเล่มหนึ่ง) และอยู่กับอิซาเบลเพื่อช่วยเธอสืบหาความจริง เพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในเด็กกำพร้าเหล่านั้นเช่นกัน

แต่แล้วเมื่ออิซาเบลนัดหมายเพื่อนเด็กกำพร้ามาพบ และเตือนถึงอันตราย เพื่อนคนนึงซึ่งรับปากว่าจะหนีออกนอกเมือง ก็ตายไปอีกคน และคราวนี้แกรนต์กลายเป็นผู้ต้องสงสัย

พล็อตเรื่องของเล่มนี้สอบผ่านค่ะ น่าสนใจมาก เสียอย่างเดียวตรงที่แชนน่อนเฉลยตัวผู้ร้ายเร็วมาก (ตั้งแต่ร้อยหน้าแรก) ซึ่งถ้าเธอเก็บเป็นความลับ แล้วให้คนอ่านคาดเดาเอง มันคงน่าสนใจกว่านี้มาก เพราะเราคิดว่า ตัวตนของผู้ร้ายเดาได้ยากพอควร

แกรนต์ซึ่งเป็นตัวละครที่ออกมามีบทในสองเล่มแรก ก็ยังคงบุคลิกความเป็นตัวเขาเองไว้ครบถ้วน เขาเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่พิชิตใจสาวนับร้อย แต่อิซาเบลเป็นเพื่อนที่เขาไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขาคิดไปไกลเกินกว่าแค่คืนเดียว เช่นเดียวกับพระเอกโรแมนซ์ส่วนใหญ่ แกรนต์มีปัญหากับความผูกพัน เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นพ่อและสามีที่ดีได้ เพราะพ่อของเขาเองก็ละทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่เขายังเด็ก แกรนต์็ไม่ต้องการให้อิซาเบลเอาชีวิตมาผูกกับเขา ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นเสาหลักให้เธอได้นานแค่ไหน ก่อนที่จะออกลายเหมือนที่พ่อของเขาเป็น

ดังนั้นแม้จะรู้แล้วล่ะว่า รักอิซาเบล เขาก็ยินดีที่จะปล่อยเธอไปให้มีความสุขกับผู้ชายที่เหมาะสมกับเธอมากกว่า

พระเอกโรแมนซ์มาก โชคดีนะคะที่แกรนต์ทำตามคำพูดของตัวเองไม่ได้

ส่วนอิซาเบลก็เหมือนนางเอกโรแมนซ์เช่นกัน ที่คิดว่าตัวเองไม่มีอะไรดีพอที่จะดึงดูดใจแกรนต์ไว้กับเธอได้ คนที่เดินเข้ามาในชีวิต ก็ล้วนทิ้งเธอไปทั้งนั้น ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายทิ้งแกรนต์ก่อน

และก็โชคดีเช่นกัน ที่พระเอกคิดได้เร็วว่า ตัวเองต้องการนางเอกแค่ไหน

ในแง่ของตัวละคร แม็กซ์ยังไม่คิดว่ามีอะไรใหม่ พระเอกและนางเอกยังเป็นสูตรสำเร็จตัวละครอยู่ดี แต่เมื่อนำมารวมกันกับพล็อต เราให้คะแนนสอบผ่านค่ะ เพราะเข้าองค์ประกอบกันได้ดีมาก ทำให้เรื่องน่าสนใจ และน่าติดตามตลอดทั้งเล่ม ทั้งที่หนังสือก็หนากว่าสี่ร้อยหน้า

แต่ (สปอยล์) สงสารตัว ละครรองตัวนึงมากเลยล่ะ ถูกผู้ร้ายคนนึงซ้อมปางตาย เข้ารพ.หนักอยู่หลายวัน พอออกมาก็โดยผู้ร้ายอีกคนเอาปืนยิง ไม่เข้าใจว่า คนเราทำไมมันซวยขนาดนี้นะ

คะแนนที่ 73

หนังสือสองเล่มแนวเดียวกัน ที่เขียนโดยนักเขียนสองคน เล่มนึงคงจะเป็นเล่มสุดท้ายของนักเขียนคนนี้ที่เราจะซื้อ ส่วนอีกเล่มเป็นนิมิตหมายอันดีว่าเราได้เจอกับนักเขียนที่น่าจะมีอนาคตไกล เข้าให้แล้วล่ะ