Showing posts with label Cindy Gerard. Show all posts
Showing posts with label Cindy Gerard. Show all posts

Sunday, February 8, 2009

Under the Wire // Cindy Gerard

หยิบเรื่อง Under the wire ของซินดี้ เจอราร์ดมาอ่านก็เพราะเหตุผลตามชื่อบลอกนั่นแหละ ดองเรื่องนี้ไปหลายเดือน เพราะด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อนักเขียนเขียนงานที่ดีสุดสุดมาเล่มนึง เขาก็จะฝีมือตกไปอีกอย่างน้อยสองสามเล่ม และในเมื่องเรื่อง On theline ถือเป็นงานระดับมาสเตอร์พีชของซินดี้ไปแล้ว เล่มนี้ที่เขียนต่อมา ยังไงก็ย่อมเทียบไม่ได้

แม็กซ์ก็เลยเก็บไว้ก่อน จนกระทั่งไปสะดุดตาบทสัมภาษณ์คนแต่งที่ถูกถามประเด็นเรื่องเขียนเล่มนี้แล้ว ให้นางเอกแก่กว่าพระเอก พอเห็นเข้าก็ตาโตเท่าไข่ห่าน เพราะนี่เป็นพล็อตถูกใจอย่างยิ่ง เห็นเป็นต้องอ่าน

ไม่ใช่อายุจริงจะเยอะหรอกนะ แต่เป็นรสนิยมส่วนตัวที่ชอบผู้ชายอายุน้อยกว่า ว่าที่แควน ๆ กี่คนก็ล้วนแต่อายุน้อยกว่าทั้งนั้น แหม เด็ก ๆ ก็ย่อมทำให้ชื่นอกชื่นใจ จริงป่ะ

มาโนโล ออเตก้าเป็นชาวนิคารากัว (สำหรับคนที่ไม่เคยดูแผนที่โลก นิคารากัวเป็นประเทศที่อยู่ในทะเลคาริเบี้ยนในย่านที่เรียกว่าอเมริกากลาง) ซึ่งในช่วงปี '80 อยู่ในสภาพสงครามกลางเมือง มีการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลและกบฐตลอดเวลา แมนนี่ (ชื่อเล่นพระเอก) เป็นนายร้อยในกองทัพของรัฐบาลนิคารากัว แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นสายให้กับกบฐ (ที่สนับสนุนโดยอเมริกา -- แน่นอนอยู่ อเมริกาเข้าข้างฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็ต้องย่อมเป็นคนดีจริงไหม) แต่ในระหว่างที่ใช้ชีวิตเสี่ยงตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาก็พบรักกับพยาบาลสาวชาวอเมริกัน (แม็กซ์นึกสงสัยน่ะ ว่าสาวเมกันมีอะไรดี พระเอกชอบตกหลุมรักอยู่เรื่อย) จากความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน กลายเป็นความรักที่ปักแน่น เขาสารภาพรักกับสาวเจ้าที่สูงวัยกว่า แน่ล่ะฝ่ายหญิงก็ย่อมต้องสงสัยในความจริงใจ ก็เด็กเพิ่งจะสิบแปดเอง ส่วนเธอก็ปาไปยี่สิบแปดแล้วนี่ ด้วยความไม่เชื่อมั่นในกันและกัน สุดท้ายเมื่อแมนนี่ถูกเจ้านายจับได้ว่าเป็นสาย คำโกหกที่ว่าฝ่ายหญิงทรยศจึงถูกเขาเชื่ออย่างไม่ต้องคิดมาก

ทั้งคู่พลัดพลาด แต่ก็ไม่ก่อนที่ของฝากจากแมนนี่จะถูกเสกเข้าไปอยู่ในท้องสาวเจ้า เวลาผ่านไปราวกับโกหก สิบเจ็ดปีต่อมาลิลลี่ที่เพิ่งค้นพบความจริงว่าแมนนี่ยังไม่ตาย (หลังจากเข้าใจอย่างนั้นมาตลอด) ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากเขาเพื่อให้ไปช่วยลูกชายของทั้งคู่ ที่ถูกจับตัวไปเป็นตัวประกันในศรีลังกา

หนังสือเรื่องนี้เริ่มเรื่องได้น่าอ่าน แต่ก็มาตกม้าตายเพราะดันไปเน้นเรื่องการช่วยเหลืออดัม (ลูกชายของทั้งคู่) มากเกินไป แม็กซ์ว่าซินดี้แบ่งน้ำหนักระหว่างโรแมนซ์และแอคชั่นได้ไม่ลงตัวเลยในเล่ม นี้ ซึ่งต่างจาก To the Blink ที่เป็นหนังสือแนวเดียวกัน (เมื่อพระเอกต้องบุกไปฟิลิปปินส์เพื่อช่วยนางเอก) ที่ให้น้ำหนักโรแมนซ์มากพอที่ยังรู้สึกว่าเป็นหนังสือโรแมนติกซัสเพสอยู่ แต่เล่มนี้น้ำหนักเทไปที่การช่วยเหลือ และดัลลัส (ใครวะ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่หลานของเพื่อนแม็กซ์หรอกนะ) ซึ่งเป็นตัวละครที่กำลังจะเป็นพระเอกในเล่มหน้า

ดัลลัสน่าสนใจค่ะ แต่นี่ยังไม่ใช่เวลาของเขาหรอกนะ มันควรจะเป็นเรื่องของแมนนี่และลิลลี่ แม็กซ์รู้ว่าเขาเก่ง เท่ห์ หล่อซะ แต่มันไม่ใช่เวลาหรือสถานที่ที่เขาจะเด่น แมนนี่ต่างหากที่เป็นพระเอก

เล่มนี้เป็นการถอยหลังลงคลองของซินดี้ค่ะ หลังจากที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นทุกเล่มนับตั้งแต่เล่มแรกในชุด The Bodyguards ของเธอ เริ่มต้นจาก To theEdge ได้ 57 ก่อนจะเป็น 67 จาก To theLimit และ 73 จาก To the Blink และทะลุถึง 83 จาก Over the line เล่มนี้คะแนนตกลงมาเหลือแค่ 53 ค่ะ

Saturday, January 31, 2009

Over the line // Cindy Gerard

ปกติแม็กซ์ไม่ใช่คนที่เอาหนังสือที่อ่านแล้วกลับมาอ่านอีกรอบเท่าไหรหรอกค่ะ เพราะว่ารวย มีเงินซื้อหนังสือมาอ่านหลายเล่ม (ว่าเข้าไปนั่น) ความจริงก็คือ ไม่ค่อยมีเวลาอ่านใหม่ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็อ่านหนังสือที่ซื้อมาไม่ค่อยจะทันอยู่ (อันที่จริงคืออ่านไม่ทันหรอกค่ะ) ดังนั้นเล่มที่เลือกมาอ่านใหม่ ต้องเป็นเล่มที่ถูกใจ ถูกกระดูกจริง ๆ

และรีวิววันนี้ก็เป็นหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่แม็กซ์หยิบมาอ่านใหม่ แรงบันดาลใจไม่ใช่อะไรมากมายหรอกค่ะ พอดีแม็กซ์ไปประมูลหนังสือของซินดี้ เจอราร์ดชุดนี้หกเล่ม (พร้อมลายเซ็นต์) ได้มา ก็เลยเกิดอาการอยากอ่านเบบี้บลูของหนูน่ะค่ะ

ใครคือเบบี้บลู (คนที่รู้จักแม็กซ์ดีก็คงจะพอรู้นะคะ เพราะแม็กซ์คร่ำครวญถึงหนุ่มคนนี้ไม่น้อยเลย)

เบบี้บลูเป็นชื่อที่นางเอกใช้เรียกพระเอกในเรื่องนี้ในใจ เพราะใบหน้าที่อ่อนเยาว์ยังกะเด็กอายุสิบเจ็ด (นางเอกเข้าใจผิดว่าพระเอกเป็นเด็กวัยรุ่นที่เข้ามาฟังคอนเสิร์ตของเธอ) กับนัยน์ตาสีฟ้า ชื่อเล่นที่น่ารักพอ ๆ กับ "ไอโอว่า" ซึ่งเป็นชื่อที่นางเอกเรียกออกจากปาก

จุดเด่นของเล่มนี้คือตัวละคร ไม่บ่อยครั้งนักที่แม็กซ์พบว่าตัวเองชอบทั้งพระเอกและนางเอกมากขนาดนี้ เล่มนี้เป็นหนังสืออีกเล่มที่แม็กซ์อ่านไปยิ้มไปในความน่ารักของตัวละคร

เจสัน วิลสันเป็นอดีตทหารที่ปลดประจำการด้วยอาการบาดเจ็บ เขาใช้ชีวิตไร้จุดหมายอยู่พักใหญ่ (และไปปรากฎตัวในหนังสือเล่มแรกของชุดนี้เรื่อง To the Edge โดยเป็นเพื่อนกับพระเอกเล่มนั้น) จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง เขาก็เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการโทรศัพท์ไปหาเพื่อน (ก็พระเอกเล่มแรกนั่นแหละ) ขอเข้าร่วมงานเป็นหนึ่งในบอดี้การ์ดประจำบริษัทอีเดน แม้จะไม่ได้มีชื่อขึ้นต้องด้วยตัวอี ตัวดี หรือตัวเอ็น (อันเป็นที่มาของชื่อบริษัท) เขาก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

และงานชิ้นแรกของเขาก็คือการเป็นบอดี้การ์ดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงให้กับ นักร้องเพลงร็อคสาวสุดฮ็อตที่ชื่อ สวีท เบบี้เจน เพอร์กิ้น ที่ภาพลักษณ์ภายนอกก็เหมือนนักร้องเพลงร็อคทั่วไปที่มั่วยา มั่วผู้ชาย และร้อนแรงสุดขีด

แต่ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่เห็น เพราะภายใต้ฉากหน้าสุดเซ็กซี่ เจนก็เป็นสาวข้างบ้านคนนึง (มาจากศัพท์ว่า The Girl Next Door) ที่จำเป็นต้องสร้างข่าวเพื่อความโด่งดัง เพราะยิ่งฉาวเท่าไหร ก็ยิ่งมีชื่อเสียงเท่านั้น

สิ่งที่แม็กซ์ชอบมากเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ก็คือ แม้ว่าครั้งแรกที่พบกัน คนอ่านจะสังเกตถึงอาการปิ๊งกันอย่างจังของพระเอกและนางเอกได้ (มันเป็นอย่างงี้ทุกเรื่องแหละในโรแมนซ์) แต่คนแต่งก็ให้เวลากะตัวละครในการทำความรู้จักกันและกันก่อนที่จะไปลงเอยกัน ที่เตียง เจสันเรียนรู้ถึงผู้หญิงที่ซ่อนอยู่ข้างในนักร้องเพลงร็อค ในขณะเดียวกันเธอก็เรียนรู้ว่า มันมีอะไรที่มากกว่าความหล่อเหลาของบอดี้การ์ดของเธอ

ผู้ร้ายที่ตามปองร้ายเจนก็เขียนเรื่องได้ดี และน่าสนใจ แม้จะมีความบังเอิญมากเกินไปสักหน่อย แต่ก็ไม่มากพอจะทำให้เรื่องเสียหาย

และอย่างที่บอกค่ะ สิ่งที่ดีที่สุดในเล่มนี้ก็คือ พระเอกและนางเอก ที่แม็กซ์รู้สึก "เข้าถึง" พวกเขา เจสันไม่ใช่บอดี้การ์ดชนิดเก่งกาจเลิศเลอเหนือมนุษย์ เขามีความเป็นมนุษย์ (อันที่จริงเรื่องบรรยายว่าเขาสูงไม่ถึงหกฟุต -- นานเท่าไหรแล้วที่แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือที่พระเอกสูงไม่ถึงหกฟุต) ที่ผิดพลาด และเรียนรู้จากมัน ทำให้กลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้

ในบรรดาหนังสือชุดนี้ห้าเล่ม (ทั้งชุดเขามีหกเล่มค่ะ แต่แม็กซ์ยังสร้างอารมณ์ให้อ่านเล่มหกไม่ได้) แม็กซ์ว่าเล่มนี้คือเล่มที่สนุกที่สุดแล้วล่ะ

คะแนนที่ 87