Showing posts with label Jean Johnson. Show all posts
Showing posts with label Jean Johnson. Show all posts

Sunday, February 8, 2009

The Wolf // Jean Johnson

ในฐานะสมาชิกสาวยุคใหม่ซักผ้าไม่เป็นอย่างแม็กซ์ ก็เลยตั้งข้อสงสัยกับข้อสันนิษฐานอันนี้มาก โดยเฉพาะหลังจากได้อ่านเรื่องราวของนางเอกแม่ศรีเรือนที่อุตส่าห์โดนพ่อมด เรียกตัวข้ามมิติมายังอีกโลกนึง แล้วยังต้องมีหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูบ้านของพระเอกอีก

หนังสือชุดที่ดูแล้วน่าสนใจที่สุดชุดหนึ่งของปีนี้ Sons of Destiny ในโลกอีกมิติหนึ่งเมื่อลูกชายแฝดสี่คู่ถือกำเนิดขึ้นมาในวันเดียวกัน แต่ห่างปีกันคู่ละสองปี คำทำนายของแม่มดเมื่อพันปีก่อนก็เป็นความจริง ชายทั้งแปดคนที่อาจจะทำลายสังคมเก่าแก่ที่มีมานานแห่งคาตานลง ดังนั้นเมื่อลูกชายคนสุดท้ายซึ่งถูกทำนายว่าจะเป็นพ่อมดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แสดงอำนาจของตัวเองออกมา ทั้งแปดก็ถือขับไล่ออกจากบ้านที่อยู่ โดนปลดออกจากบรรดาศักดิ์ที่สืบทอดมาจากบิดา และถูกเนรเทศไปอยู่กันตามลำพังบนเกาะอันโดดเดี่ยว เกาะที่ไม่มีคนอื่นอาศัยอยู่ ปราศจากผู้หญิง นั่นเพราะคำทำนายเกี่ยวกับลูกชายคนโตบอกว่า เมื่อใดก็ตามที่เขาพบรัก ความพินาศจากตามเท้าของเธอมาก

เรื่องฟังดูน่าสนใจมาก คาดว่าจะมีหนังสือในชุดทั้งหมด 8 เล่ม เล่าเรื่องพี่น้องทั้งแปดคน ไล่เรียงมาจากคนโตจนถึงคนสุดท้าย

แต่แค่เล่มแรกที่เล่าเรื่องของเซเบอร์ หรือเจ้าของฉายาจอมดาบ หรือ The Sword ตามชื่อเรื่อง ก็น่าเบื่อเสียแล้ว เพราะอะไรรู้ไหมคะ

เพราะมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยน่ะสิ ตลอดทั้งเรื่องสิ่งที่แม็กซ์เรียนรู้ก็คือการเก็บกวาดบ้าน (หรือปราสาท) ของนางเอก ที่ทำงานจนเป็นที่น่าประทับใจเหล่าน้องของพระเอก

ถ้าแม็กซ์โชคร้ายพอจะถูกพ่อแม่จากอีกมิติหนึ่งเรียกตัวข้ามไปยังอีกโลกหนึ่ง สิ่งสุดท้ายที่แม็กซ์จะทำก็คือ งานบ้าน แต่ดูเหมือนสิ่งเดียวที่เคลลี่อยากทำก็คือ งานบ้าน

โอเค แม็กซ์เข้าใจว่า เธออยู่ในเกาะร้าง ในปราสาท กับชายแปดคน โดยไม่มีสาวใช้ บ้านก็ย่อมสกปรก โอเค เข้าใจว่านางเอกต้องทนกับความโสโครกแบบนั้นไม่ได้ แต่มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องบรรยาฉากทำความสะอาดไปเสีย 1 ใน 4 ของเรื่อง เธอทั้งกวาด ทั้งถู ทั้งทำอาหาร เย็บผ้า นั่นคือจุดประสงค์ที่เธอต้องอุตส่าห์เดินทางข้ามมิติมาทำนั้นเหรอ แต่ก็อาจจะตรงกับสิ่งที่เธอต้องการก็ได้ เพราะฝีมืองานบ้านของเธอก็เอาชนะใจพระเอกของเราได้

จะไม่ชนะใจได้ยังไง อยู่ดีดีก็ได้คนใช้มาเพิ่มคนหนึ่งเฉยเลย ไม่ต้องเสียเงินจ้างด้วย

ไม่นับความน่าเบื่อของฉากทำงานบ้าน ตัวละครพี่น้องแปดคนดูจะมากเกินไปกับฝีมือการเขียนของคนแต่ง เราเข้าใจว่าเขาอยากให้คนอ่านรู้จักและผูกพันกันน้องพระเอก ซึ่งจะเป็นพระเอกเล่มถัดไปแต่ต้องการกระทำทุกอย่างจะต้องเกี่ยวข้องกับพี่ น้องทุกคน และต้องเรียงลำดับทีละคนด้วยเหรอ การพูดบนโต๊ะอาหาร แต่ละคนได้พูดกันคนละพารากราฟ แล้วพูดในลักษณะเดียวกัน "ผมชื่อวูลฟ์เฟอร์ หรือเดอะวูลฟ์" อีกคนก็ "ผมชื่ออีแวนนอร์ หรือเดอะซองค์" กว่าจะพูดกันครบแปดคน อาหารก็เย็นหมดแล้ว

แล้วยังฉากที่พี่น้องแต่ละคนให้ของขวัญนางเอก ก็ต้องเรียงกันให้ นางเอกก็ค่อยเปิดที่ละกล่อง แล้วแต่ละคนก็มาบรรยายว่าของขวัญของตัวเองคืออะไร

แม็กซ์ว่าเทคนิคการเล่าเรื่องของจีน จอห์นสันคนแต่งยังมีปัญหาอยู่ค่ะ

พูดถึงข้อเสียไปแล้ว ก็ต้องมองด้านดีมาก

ข้อดีก็คือ เรื่องนี้แนะนำพล็อตเรื่อง และตัวละคร (ตัวอื่นนอกจากนางเอกซูเปอร์เฮ้าท์ไวฟ์ และพระเอกที่เก็กอย่างเดียว) ที่น่าสนใจมากพอที่แม็กซ์คงจะตามอ่านต่อ อย่างน้อยก็อีกสองเล่ม เพราะแม็กซ์มีกฎที่จะให้อภัยนักเขียนสามครั้ง (ถ้าพล็อตเรื่องเธอน่าสนใจพอนะ) และในตอนท้ายเรื่อง หลังจากนางเอกทำความสะอาดปราสาทจนใหม่เอี่อมเสร็จแล้ว เรื่องก็เริ่มน่าสนใจ และน่าติดตามขึ้น เมื่อนางเอกเริ่มใช้สติปัญญา (แทนที่จะเป็นแขนที่บึกบึนของเธอ) ในการแก้ปัญหาที่เกิด แม็กซ์ชอบวิธีที่เธอใช้ในการจัดการกับข้าศึกที่เข้ามารุกรานเกาะที่พวกเขา อาศัยกันอยู่ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่แม็กซ์คิดว่ายังมีความหวังกับหนังสือชุดนี้อยู่บ้าง

ถ้าจะพยายามคิดอย่างให้อภัยคนแต่งที่เขียนเรื่องออกมาจนพระเอกไม่น่าสนใจ และนางเอกที่น่าสงสาร (เพราะต้องทำงานบ้าน) ก็อาจเป็นเพราะเธอทุ่มเวลาไปกับการเขียนถึงน้อง ๆ ของพระเอกมากไปหน่อย อาจเพราะเป็นการลงทุนเผื่อไว้สำหรับอนาคตเพื่อให้คนอ่านอยากอ่านเรื่องราว ของพวกเขา ซึ่งก็ได้ผลนะ เพราะแม็กซ์รู้สึกอยากอ่านเรื่องของน้องพระเอกบางคน แต่ในทางกลับกัน แม็กซ์ก็กลัวว่าจะเจอเรื่องแบบที่เจอในเล่มนี้ และนั่นจะยิ่งเลวร้ายกว่า

สรุปคะแนนให้ที่ 37

Saturday, February 7, 2009

The Master // Jean Johnson

หนังสือชุด Son of destiny ดำเนินมาถึงเล่มสาม กับเรื่อง The Master แต่เพราะความน่าเบื่อโคตรกับเล่มแรกในชุดอย่าง The Sword ทำ ให้แม็กซ์ไม่มีความอยากที่จะอ่านเล่มสองแม้แต่น้อย ดังนั้นเมื่อได้เล่มสามมาอยู่ในมือ อ่านพล็อตแล้วก็ลงล็อคว่าเป็นแนวที่เราชอบหนักหนา จึงไม่ลังเลที่จะข้ามมาอ่านเล่มนี้ก่อน

ส่วนหนึ่งคงเพราะ The Master เป็น การเล่าเรื่องของโดมินอร์ ลูกชายคนที่สามซึ่งถูกลักพาตัวไปในเล่มหนึ่ง การที่ไม่อ่านเล่มสองจึงไม่มีผลอะไรเลย เพราะว่าโดมินอร์เองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในระหว่างที่เขาหายตัวไป

และที่สำคัญที่ทำให้เรื่องนี้ดีกว่าเล่มแรกก็คือ บรรดาพี่น้องของพระเอกไม่ค่อยจะมีบทนัก จึงไม่มีการเล่าเรื่องชนิดที่ พี่ชายคนโตพูดว่า.... แล้วก็ตามมาด้วย คนที่สองพูดว่า.... ลองคิดแล้วกันว่า มีลูกชายตั้งแปดคน กว่าจะพูดกันครบ แค่คนละรอบ ก็เบื่อตายแล้ว

คราวนี้ลูกชายแห่งโชคชะตามาคนเดียว (เป็นส่วนใหญ่) หนังสือทั้งเล่มจึงโฟกัสที่ตัวเขา และเป็นโชคดีที่ทั้งพระเอกและนางเอกในเล่มนี้น่าสนใจ จึงทำให้ค่อนข้างเวิร์คสำหรับแม็กซ์

Eight brothers, born in four sets of twins, two years apart to the day-they fulfill the Curse of Eight Prophecy. To avoid tempting their destiny, the brothers are exiled to the Isle of Nightfall, where women are forbidden. But when the abducted third-born brother is taken by a powerful and beautiful mage, he wonders if she is his own Prophesied Disaster, his foretold wife-to-be

Kidnapped from the Isle of Nightfall, taken captive by slavers, Dominor is sold to a lovely mage, who promises freedom. But Lady Serina has plans for him; she needs another powerful mage to re-enact a mating ritual, to help reverse a Tantric spell cast centuries ago. Agreeing to help her, Dominor doesnt suspect the secret she holds back from him: there is more to this magical mating than the Arithmancer has revealed.

Once the ritual is complete, he will be returned to Nightfall. But when that secret finally shatters, baring the truth behind the misunderstandings now separating them, Dominor is determined to retake possession of the woman who is his Destiny.

ก่อนอื่นคงต้องเตือนกันนิดนึง คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มสองก็สามารถอ่านเล่มสามได้ แต่แม็กซ์ไม่คิดว่า คุณจะสามารถเริ่มต้นอ่านหนังสือชุดนี้ที่เล่มนี้ได้นะ เพราะคนแต่งแทบจะไม่เกริ่นเรื่องเพื่อปูพื้นเลย

พี่น้องตระกูลคอร์วิสเป็นฝาแฝดสี่คู่ เกิดวันเดียวกัน ห่างกันสองปี คือบุคคลในตำนานโบราณที่ทำนายว่า การเกิดของคนทั้งแปดจะนำความพินาศมาสู่อาณาจักรที่พวกเขาอยู่ ดังนั้นเมื่อแฝดคู่สุดท้องเริ่มแสดงความสามารถทางเวทมนตร์ในวัยยี่สิบปี ทั้งแปดจึงถึงจับส่งไปอยู่ที่เกาะไนท์ฟอลตามลำพัง ห้ามติดต่อกับโลกภายนอก

เป็นเวลาสามปีที่ทั้งแปดอยู่กันตามลำพัง จนกระทั่งการมาถึงของเคลลี่ สาวจากอีกมิติหนึ่ง (ซึ่งก็มาจากมิติที่เราอยู่กันนั่นแหละ โลกในเรื่องเป็นมิติคู่ขนานกับโลกเรา) เพื่อเป็นเจ้าสาวให้กับพี่ชายคนโต ในเรื่อง The Sword หนังสือที่เต็มไปด้วยฉากทำความสะอาดบ้าน น่าเบื่อสุดสุด แต่ตัวละครที่ออกหลายตัวก็ยังดูมีอนาคตมากพอที่แม็กซ์จะตามอ่านต่อ

โดมินอร์ น้องชายคนที่สามก็เป็นหนึ่งตัวละครที่น่าสนใจ เขาเป็นพ่อมดที่มีพลังสูงสุดเป็นอันดับในตระกูล รองจากน้องชายคนเล็ก มอร์แกนแนน และน้องชายคนที่หก ไรเดน ดอมเป็นคนที่ชอบการแข่งขัน ไม่ยอมแพ้ในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

เมื่อเริ่มต้นเรื่องโดมินอร์ซึ่งถูกลักพาตัว (ในช่วงตอนจบเล่มแรก) ถูกโชคชะตาพลิกผันอีกครั้ง เมื่อคนที่ลักพาตัวเขาโดนจับโดยประเทศคู่อริ เขา และคนที่จับเขามาถูกนำไปขายเป็นทาส และในฐานะที่เป็นพ่อมดที่เต็มไปได้อำนาจ ค่าตัวของเขาสูงและเป็นที่ต้องการ

และก็เป็นโชคชะตาที่เลดี้เซริน่าอยู่ในตลาดค้า ทาสวันนั้นพอ นั่นก็เพราะว่าเซริน่ากำลังมองหาพ่อมดเพื่อเข้าร่วมในการทำพิธีเพื่อแก้ไข ความไม่สมดุลทางเพศของเมืองที่เธออยู่ หรือจะพูดให้ถูกก็เป็นข้ออ้างเพื่อจะให้ตัวละครมีเซ็กส์กันนั่นแหละ (นึกถึงหนังจีนประเภทที่ต้องเปิดจุดลมปราณด้วยการให้ตัวเอกมีอะไรกันพรรณ นั้นแหละ) และดอมก็มีคุณสมบัติตามนั้นทุกอย่าง

พล็อตเรื่องโง่ ๆ แต่แม็กซ์ชอบวิธีการเล่าเรื่อง และที่สำคัญชอบตัวละคร หลังจากเจอนางเอกโง่ พระเอกเง่ามาหลายเรื่อง อย่างน้อยก็ไม่ใช่เล่มนี้

หนังสือที่ไม่มีความขัดแย้ง ฟังดูน่าเบื่อ แต่ก็ไม่น่าเบื่อนะ อาจเพราะแม็กซ์ชอบตัวละครอย่างจริงใจ เซริน่าเป็นผู้หญิงตามที่เธอควรเป็น คนแต่งกำหนดให้เธอเป็นหญิงสาวที่ทรงอำนาจ ร่ำรวยทั้งทรัพย์และเวทมนตร์ เธออายุยี่สิบเจ็ดปี ไม่ใช่สาวรุ่น และเธอก็ไม่เคยทำตัวเป็นเด็กปัญญาอ่อน

เวลาอ่านแม็กซ์รู้สึกถึงความเหมาะสมของทั้ง พระเอกและนางเอก ดอมเป็นส่วนเติมเต็มที่ขาดหายไปในชีวิตของเธอ ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวสำหรับเขา

นี่ไม่ได้เป็นการบอกว่าเรื่องนี้ดีโคตรสมบูรณ์ แบบหรอกนะ เพราะไม่มีความขัดแย้ง บางครั้งแม็กซ์ก็รู้สึกว่าตัวละครยอมรับโชคชะตาของตัวเองง่ายเกินไป โดมินอร์ยอมรับว่าเซริน่าคือผู้หญิงที่ฟ้าลิขิตให้เขาอย่างง่ายดาย เขามีเหตุผลอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับคนที่ถูกจับมาจากครอบครัว และทุกคนที่เขารู้จัก

เท่าที่อ่านงานของจีน จอห์นสันมาสองเล่ม แม็กซ์ชักจะจับทางเธอได้แล้วล่ะ จีนไม่ใช่คนที่เขียนหนังสือชนิดที่น่าตื่นเต้น ต้องลุ้น เธอเขียนเรื่องโดยเอาตัวละครนำหน้า ถ้าตัวละครของเธอมีความน่าสนใจ (อย่าง The Master) หนังสือเล่มนั้นก็จะเวิร์คสำหรับแม็กซ์ แต่ถ้าน่าเบื่อ (The Sword) ที่ทั้งวันนางเอกเอาแต่ทำความสะอาดบ้าน มันก็ลงเหว

เหลือพี่น้องอีกห้าคน แต่ที่แม็กซ์ชอบคือคนที่หกกะคนสุดท้าย ที่ตอนนี้ยังไม่เห็นได้ข่าวนะว่าสนพ.จะต่อสัญญาเธอให้เขียนจนจบรึเปล่า (สัญญาเซ็นต์กันแค่สี่เล่ม) ก็คงต้องลุ้นต่อไป

คะแนนที่ 70 (เทียบกับ 37 ของเล่มแรก The Sword)

Friday, February 6, 2009

The Song // Jean Johnson

เรื่องของพี่น้องแปดคน ที่มาจากแฝดสี่คู่ เกิดวันเดียว ห่างกันคู่ละสองปี ซึ่งเป็นไปตามคำทำนายเมื่อพันปีก่อนว่า การเกิดของทั้งแปดคนนี้จะเป็นความพินาศย่อยยับของอาณาจักรที่พวกเขาอาศัย อยู่ หากพี่ชายคนโตมีความสัมพันธ์กับสาวบริสุทธิ์ และนั่นเป็นเหตุทำให้ทั้งแปดคนต้องถูกขับไล่ และเนรเทศออกจากอาณาจักรคาตัน ไปอยู่บนเกาะไนท์ฟอลอันห่างไกล

นี่เป็นธีมเรื่องหลักของหนังสือชุด Sons of destiny ของจีน จอห์นสัน หนังสือแนวพารานอมอลในโลกคู่ขนานกับโลกที่เรารู้จักกัน ดินแดนที่เชื่อและใช้เวทมนตร์ราวกับมันเป็นอวัยวะของร่างกาย

แม็กซ์ผิดหวังกับเล่มแรก The Sword อย่างมาก เพราะไม่มีอะไรแทบจะเกิดขึ้นในเรื่องเลย นอกจากการทำความสะอาดบ้านของนางเอก วิธีการที่คนแต่งใช้ในการแนะนำพี่น้องทั้งแปดคน โดยให้ตัวละครแต่ละคนพูดตามลำดับความเป็นพี่น้อง ลักษณะของตัวละครที่ไม่โชว์จุดเด่นของพวกเขามากพอขนาดที่คนอ่านจะจำได้ (โดยที่ไม่ต้องบอกชื่อว่า ใครกำลังพูด หรือกำลังทำอะไรอยู่)

สำหรับคนที่อยากอ่านรีวิวอีกรอบ คลิกได้ที่รูปปกหนังสือนะคะ ทำลิงค์ไว้ให้แล้ว

และนั่นเป็นเหตุผลที่แม็กซ์ไม่อ่าน The Wolf เล่มสอง ที่เป็นเรื่องราวของวูลฟ์เฟอร์ฝาแฝดของเซเบอร์พี่ชายคนโต (และเป็นพระเอกเรื่อง The Sword) เพราะไม่เห็นว่าพล็อตจะน่าสนใจเท่าไหรนัก ทั้งยังผิดหวังกับเล่มแรกไม่หาย สำหรับคนที่อยากรู้ พล็อตเรื่องเล่มสองเล่าถึงวูลฟ์เฟอร์และอลิสเด็กสาวข้างบ้านที่ปิ๊งกันมา ตั้งแต่เธออายุสามขวบ อลิสเป็นเด็กสาวขี้อาย และถูกควบคุมทุกฝีก้าวโดยลุงอันชั่วร้าย แต่เมื่ออลิสรู้ว่าลุงของเธอกำลังวางแผนทำร้ายพี่น้องทั้งแปดแห่งเกาะไน ท์ฟอล เธอจึงหนี และเดินทางมาไนท์ฟอลเตือนให้พวกเขารู้ถึงภยันตรายที่กำลังจะเกิด และนั่นก็ทำให้เธอได้กลับมาพบกับชายที่เธอรักอย่างสุดหัวใจอีกครั้ง

แต่เป็น The Master เล่มสามที่ทำให้แม็กซ์กลับมามีศรัทธาในชุดนี้อีกครั้ง เรื่องของดอมินอร์ น้องชายคนที่สาม เล่มนี้เองที่แม็กซ์คิดว่า คนแต่งพัฒนาฝีมือทำให้เรื่องกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น หนังสือเล่มนี้ก็ยังไม่อาจทำให้แม็กซ์คิดว่า พล็อตเรื่องของเธอมีจุดเด่นอะไรเป็นพิเศษ

เช่นกันค่ะ รีวิวเขียนแล้ว ตามอ่านได้ด้วยการคลิกที่ปกหนังสือ

พูดถึงสามเล่มไปคร่าว ๆ แล้วนะคะ ในที่สุดก็มาถึงเล่มที่ตั้งใจจะรีวิวให้อ่านกันกับเล่มนี้ The Song

ความน่าสนใจของ The Master ก็มีมากพอจะทำให้แม็กซ์หยิบเอา The Song เล่มสี่ในชุดมาอ่านเกือบจะในทันทีที่ซื้อมา แม้ว่าตัวอีวานอร์พระเอกและเมอริลนางเอกจะดูไม่น่าสนใจเอาเลย

และคำตัดสินก็คืออีวานอร์และเมอริลก็ไม่น่าสนใจจริงด้วย ความรักของทั้งคู่มันราบเรียบ ลงตัว ไปเกือบจะในวินาทีแรกที่ทั้งสองพบกัน ไม่ต้องลุ้น ไม่มีทะเลาะ ไม่มีความขัดแย้ง และนั่นคือความไม่น่าสนใจ

อีวานอร์เป็นพ่อมดที่พลังอำนาจอยู่ที่เสียงของเขา ซึ่งเขาสูญเสียมันไปใน The Wolf สำหรับคนที่อยู่กับเสียงเพลงมาตลอดชีวิต นั่นเป็นความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ได้ และแล้วความหวังที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็มาในรูปของหมอสาวแสนสวย คนที่เขาเชื่อว่า นอกจากจะเป็นผู้รักษากล่องเสียงให้เขาแล้ว จะยังเป็นเจ้าสาวแห่งโชคชะตาให้กับเขาอีกด้วย

อย่างที่บอกค่ะ ไม่ต้องลุ้นเรื่องความรัก เพราะอีวานอร์เชื่อฟังคำทำนายโบราณมาก เพราะแฝดผู้พี่ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สามได้เมียไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวเขาบ้าง เมื่อผู้หญิงคนที่สี่มาเยือนครอบครัวหนุ่มแปดคนนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามลำดับ และคำทำนาย

ส่วนของโรแมนซ์อาจจะไม่เรียกว่าสอบตกนะ แต่มันไม่มีอะไรให้ลุ้นเลย ทั้งอีวานอร์และเมอริลเข้ากันได้ดีมาก พูดคุยกันเหมือนคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันมานานสักยี่สิบปี (คู่ที่ยังไม่ได้คิดจะเลิกกันนะ)

แต่ท่ามกลางความไม่น่าสนใจของพระเอกนางเอก แม็กซ์กลับพบว่าตัวเองหลงเข้าไปในโลกแห่งไนท์ฟอล คาตัน และจินตนาการของจีน จอห์นสัน เกี่ยวกับพี่น้องทั้งแปดคน หากแม็กซ์จะบอกว่า ความน่าสนใจของฉากหลังของเรื่องเอาชนะความน่าเบื่อของพระเอกนางเอกได้ ก็คงไม่ไกลจากความจริงนัก เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

แม็กซ์ชอบที่จะได้ติดตามรู้ถึงความเป็นไป และอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่น้องที่เหลือ ชอบตัวละครรองที่มีพลังเวทมนตร์เหลือเฟืออย่างไรเดน (น้องคนที่หก) และมอร์แกนเนน (น้องคนสุดท้อง) อยากรู้ว่าเมื่อไรคอร์เรนเนน (น้องคนที่เจ็ด) จะได้เจอผู้หญิงที่เขารอคอยเสียที

แม็กซ์อยากรู้ว่าเกาะไนท์ฟอลจะมีอนาคตเป็นเช่นไรหลังจากที่เคลลี่ (นางเอกเล่มหนึ่ง) ประกาศอิสรภาพไปแล้ว

คะแนนเล่มนี้ไม่ค่อยสูงหรอกนะคะ ที่ 63 แต่เรื่องราวที่เป็นฉากหลังของหนังสือชุดนี้น่าสนใจมากพอจะทำให้แม็กซ์ ตั้งใจจะอ่านต่อไปจนจบชุดค่ะ แม้ว่าจะไม่ถึงกับปิ๊งอะไรกับตัวเอกในเรื่องมากนัก (เพราะปิ๊งตัวละครรองอย่างไรเดนไปอย่างจังแล้วน่ะสิคะ)

Saturday, January 31, 2009

The Cat // Jean Johnson

หนังสือที่มาแรงแซงทางโค้ง ขนาดทำให้แม็กซ์เลือกหยิบมาอ่านก่อนเรื่อง Lover Enshirned ได้เล่มนี้ เป็นหนังสือเล่มที่ห้าในหนังสือชุดแปดเล่มที่ชื่อว่า Sons of the destiny

และอย่างไม่รู้ตัว (และไม่รู้สาเหตุ) แม็กซ์ก็กำลังคลั่งหนังสือชุดนี้อย่างมาก เพราะหลังจากอ่าน The Cat จบไป ก็แทบจะทนรออีกสามเดือนให้ The Storm ซึ่งเป็นเล่มที่หกในชุดออกมาไม่ไหวแล้ว

หนังสือชุด "บุตรแห่งโชคชะตา" บอกเล่าเรื่องของพี่น้องผู้ชายแปดคน ที่เกิดเป็นแฝดสี่คน อายุห่างกันสองปีพอดี (นั่นคือเกิดวันเดียวกันหมด) และแต่ละคนมีลักษณะเป็นไปตาม "คำสาป" ที่ถ่ายทอดกันมากว่าพันปี ในดินแดนที่เวทมนตร์เป็นของธรรมดาในชีวิตประจำวัน (นั่นคือไม่ได้เกิดในโลกมนุษย์เรานะคะ แต่เป็นอีกมิตินึงที่คู่ขนานกับโลก)

จาก "คำสาป" ทำให้มีการตีความว่า หากเซเบอร์พี่ชายคนโตพบรักกับสาวบริสุทธิ์ และแต่งงาน ความหายนะก็จะมาเยือนแผ่นดิน ความหวาดกลัวมีมากพอที่จะทำให้พี่น้องทั้งแปดโดนเนรเทศออกจากบ้านและ บรรดาศักดิ์ของพวกเขา ถูกส่งไปอยู่ตามลำพังบนเกาะไนท์ฟอลอันโดดเดี่ยว เพื่อไม่ให้พวกเขาได้พบกับผู้หญิงผู้ที่จะนำความหายนะมาให้อาณาจักร

ซึ่งจากเรื่องราวในสี่เล่มแรก ก็ทำให้เรารู้ว่ามันเป็นการตีความที่ผิดพลาด พี่น้องทั้งแปด และผู้หญิงของพวกเขา (บรรดานางเอกเล่มหนึ่งถึงสี่) ก่อตั้งอาณาจักรของตัวเองขึ้น แต่ในฐานะของอาณาจักรใหม่ พวกเขาต้องการสิ่งจำเป็นหลายอย่างเพื่อความอยู่รอด นี่ยังไม่นับว่า ยังมีพี่น้องเหลืออีกสี่คนที่ยังไม่พบเจ้าสาวจากโชคชะตาของพวกเขาอีกนะ

แม็กซ์พยายามหาคำอธิบายว่าทำไมชุดนี้ถึงได้ถูกใจ และทำให้แม็กซ์ติดตามอ่านไม่หยุดหย่อน ทั้งที่ก็ไม่ได้มีเล่มไหนเด่นมากเท่าไหรนัก เหตุผลที่คิดออกตอนนี้ก็คงเป็นเพราะแม็กซ์ติดกับดักการเล่าเรื่องของจีน จอห์นสัน ทำให้อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกที่เธอสร้างขึ้น ผูกพันไปกับเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัว และทำให้อยากรู้ว่า พวกเขาจะเป็นยังไงต่อไป

จากความผิดหวังอย่างมากในการอ่านเล่มแรก ที่แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าตัวละครทั้งแปดพี่น้องมีความแตกต่างกัน เมื่อมาถึงเล่มห้า แม็กซ์ใช้เวลากับพวกเขามากพอจะแยกแยะความแตกต่างของพวกเขาได้แล้ว รู้ว่าแต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน

และแม้กระทั่งเล่มนี้ The Cat ซึ่งเป็นเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์บอกตามตรงว่าไม่ได้อยากอ่านอะไรมากมาย ก็ยังเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในการอ่านเรื่องชุดนี้ให้สนุก

The Cat เป็นชื่อตามคำทำนายของแม่มดเมื่อหนึ่งพันปีก่อนที่ใช้เรียกทราเว่น เขาเป็นน้องชายคนที่ห้า คนที่อาจจะผ่อนคลายและเป็นเชี่ยวชาญเรื่องผู้หญิงมากที่สุดในเหล่าพี่น้อง (ดังนั้นเขาจึงอาจเป็นคนที่ทรมานที่สุดจากการโดนเนรเทศให้มาอยู่บนเกาะที่ ไม่มีผู้หญิง) แต่คนแต่งก็ฉลาดพอจะไม่ใช่มุขแนวเสือผู้หญิง หรือหนุ่มเสเพลมาใช้ในเรื่องนี้ เพราะทราเว่นไม่ได้ปฏิเสธหรือวิ่งหนีคำทำนายเกี่ยวกับผู้หญิงที่จะมาเป็น เจ้าสาวของเขาเลย

เขาถวิลหาเธอ ฝันถึงเธอ และแทบรอเวลาให้เธอก้าวเข้ามาในชีวิตของเขาแทบไม่ไหว ในบรรดาพี่น้องที่เหลือกันอีกสี่คนที่ยังไม่เจอสาวในฝัน เขาและคอร์แรนแนน (น้องคนที่หก) เป็นกลุ่มที่เฝ้ารอเวลาเพื่อได้พบกับพวกเธอ

แต่เมื่อเขาได้พบกับเธอ ทราเว่นก็ฉลาดพอจะรู้ว่า การที่เธอเป็นหญิงสาวตามคำทำนาย ไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น (แม็กซ์ไม่ค่อยชอบพล็อตแนวฟ้าลิขิตให้เรารักกันเท่าไหรหรอกนะคะ แต่เล่มนี้เขียนได้ดี เพราะแม้จะเป็นคนที่ฟ้าลิขิต แต่สุดท้ายก็ต้องให้พวกเขาใช้เวลาทำความรู้จักกันมากขึ้น ก่อนที่จะเกิดความรัก) และขอบอกว่าทราเว่นเป็นผู้ชายที่น่ารักมาก ๆ คนนึง

ในมุมนึง (เมื่อแม็กซ์คุยกับเพื่อน และเขาให้ข้อคิดที่น่าสนใจมาก) ก็คือ เล่มนี้มีความเหมือนในบางส่วนกับเรื่อง Rejar ของดาร่า จอย ไม่ใช่ในแง่เซ็กส์หรอกนะคะ เพราะจะว่าไปเล่มนี้เซ็กส์ไม่เยอะพอจะถูกใจเสือป่าสาวหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะทราเว่นใช้ความสามารถในการแปลงกาย แปลงร่างเป็นแมว แล้วแทรกตัวเข้าไปในชีวิตของนางเอก สืบหาความลับ หาโอกาสใกล้ชิด

สิ่งที่แม็กซ์ชอบก็คือ เมื่อทราเว่นเป็นแมว เขาเหมือนแมวจริง ๆ (แม็กซ์เลี้ยงแมวก็เลยรู้ว่า นิสัยเป็นยังไง) และในบางครั้งนิสัยอย่างแมวก็ติดมายังตัวตนของเขาเมื่อกลายเป็นคน

และใครจะไม่รักผู้ชายที่พูดอย่างนี้กับคุณ

"I like you. Regardless of what you look like. You could turn your skin purple, your hair green... but it's the woman inside who matters. Physical appearances can be changed by magic, by cosmetics, by accidents and injuries, by the rise and fall of one's health, and by the marching of time... but the person your are inside, that is what I find most important."

ที่ต้องพูดอย่างนั้นก็เพราะอมาร่า นางเอกเป็นมนุษย์ที่แปลงร่างได้ เธอเปลี่ยนแปลงรูปกายภายนอกจนเธอแทบไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าตัวตนที่แท้จริง ของเธอเป็นยังไง ร่างที่เธอคิดว่าคือตัวตนของเธอ แท้จริงแล้วไม่ใช่ แต่นั่นไม่มีความสำคัญสำหรับเทรเว่นเลยสักนิดเดียว

และอมาร่าก็ยังเป็นคนเพียงคนเดียวที่มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเทรเว่น เห็นว่าเขาเป็นมากกว่าหนุ่มเจ้าเสน่ห์ เจ้าสำราญ เขามีความสามารถมากกว่านั้น

หนังสือเล่มนี้ทั้งเล่มไม่มีพล็อตอะไรเลย นอกจากเล่าเรื่องราวของทราเว่นและอมาร่า (และบางส่วนที่คาดว่าคงจะขยายต่อใน The Storm ซึ่งจะเป็นเล่มต่อไปในชุด) ไม่มีตัวร้าย ไม่มีความขัดแย้ง นอกจากความไม่ไว้ใจที่อมาร่ามีต่อบรรดาพ่อมด (และทั้งแปดพี่น้องก็เป็นพ่อมดกันหมดทุกคน) เนื่องจากคนเหล่านั้นพยายามไล่จับน้องสาวของเธอ (ซึ่งจะเป็นนางเอกในเล่มหน้า) เพราะพลังในกายของน้องสาวเธอเป็นพลังอันสูงสุดให้กับเหล่าพ่อมด

ยอมรับนะคะว่าหลายครั้งก็เกิดอาการรำคาญอมาร่าบ้างเล็กน้อย เจ้านิสัยไม่ไว้ใจใครเอาเสียเลยนี่ แต่ก็เข้าใจนะคะว่า หลังจากหลบหนีการตามล่าอยู่หลายปี จะให้เธอเชื่อใจทราเว่นชั่วข้ามคืนมันยากไปสักหน่อย

สำหรับเล่มที่เป็นส่วนต่อเนื่องในชุดแปดเล่ม เล่มนี้ถือว่าเป็นเล่มที่แยกบุคลิกของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างชัดเจนมาก และถือเป็นเล่มที่ไม่น่าพลาดสำหรับคนที่อ่านชุดนี้อยู่

คะแนนที่ 70

ป.ล. ตอนนี้โคตรจะอยากอ่าน The Storm เลย ยิ่งคนแต่งบอกว่าเหตุการณ์ใน The Storm เกิดขึ้นพร้อมกับเล่มนี้ แถมในเล่มก็ยังมีบางฉากที่ดูแล้วน่าสนใจมากอีกต่างหาก

Thursday, January 22, 2009

The Storm // Jean Johnson

ด้วยความที่ตั้งชื่อบลอกว่า Mostly Romance ก็เลยไม่อยากเปิดประเด็นเรื่องอื่นนอกไปจากโรแมนซ์มากนัก แต่วันนี้วันที่ผู้นำของประเทศประกาศเปิดไฟเขียว สั่งให้ใช้กำลังทหารกับประชาชนได้ เราก็ขอพูดเล็กน้อยแล้วกัน

อาทิตย์ก่อนมีคนออกมาสั่งให้ประชาชนเลือกข้าง สำหรับแม็กซ์แล้ว มันไม่ใช่เรื่องยาก เพราะแม็กซ์เลือกของแม็กซ์มานานแล้ว แต่ไม่ค่อยอยากจะเอามันมาปะปนกะบลอกที่เราใช้เป็นที่เขียนถึงเรื่องที่เรา รักที่สุดอย่างโรแมนซ์ เพราะมันคนละเรื่องกันจริง ๆ แต่ถ้าวันนี้ไม่พูดถึง ก็คงกลายเป็นบลอกที่ปฏิเสธความเป็นไปของสังคม และไม่ทันยุคสมัย ดังนั้นสนองความต้องการเขาสักหน่อยแล้วกัน

การประกาศพรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลในกรุงเทพมหานครเป็นการกระำทำที่น่ารังเกียจ และเป็นความทุเรศที่เฉพาะรัฐบาลห่วย ๆ แห่งนี้เท่านั้นที่ตัดสินใจทำได้ ตอนที่พรก.ฉบับนี้ถูกเสนอเข้าไปแล้วได้รับการตอบรับอย่างชื่นมื่นจากประชาชน (ที่เราว่าโง่พอกัน) โดยอ้างความชอบธรรมว่าต้องนำไปใช้ในภาคใต้ แม็กซ์เคยพูดแล้วว่า มันจะต้องมีแผนเอาพรก.ชั่ว ๆ ฉบับนี้มาใช้ในกรุงเทพฯแน่นอน

แล้วมันก็จริง แม้ไอ้ชั่วตัวที่ประกาศใช้พรก.ฉบับนี้จะหนีเป็นลูกหมาไปอยู่ในประเทศที่ บัดซบพอกับตัวมันแล้ว นอมินีของมันก็อาศัยผลบุญของกม.ฉบับนี้มาใช้

ไม่รู้ว่าคนที่เคยสนับสนุนและชื่นชมพรก.ฉบับนี้ บัดนี้จะยังจำกันได้ไหมนะว่าตัวเองเฮโลกันไปกับกม.ฉบับนี้

จบเรื่องการเมือง (ที่บอกตามตรงค่ะว่าไม่ค่อยอยากเขียนถึงนะ เพราะมันไม่เกี่ยว แต่ถ้าไม่เขียนก็เหมือนคนปฏิเสธโลกแห่งความเป็็นจริงที่กำัลังวุ่นวายแห่ง นี้)

กลับมาที่โรแมนซ์กันต่อแล้วกัน

The Storm ของจีน จอห์นสัน

หนังสือเล่มที่หกในชุด Sons of Destiny และถือว่าเป็นเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์รอคอยอยากอ่านมากที่สุดคนนึงทีเดียว

แบ็คกราวด์ของเรื่องชุดนี้ก็คือ คำทำนายเกี่ยวกับคู่แฝดสี่คู่ที่เกิดในวันเดียวกัน แต่ห่างกันคู่ละสองปี คำทำนายที่ว่า เมื่อลูกคนโตของแฝดสี่คู่นี้พบรัก ความหายนะจะบังเกิดแก่ราชอาณาจักร ดังนั้นเมื่อปรากฎชัดเจนแล้วว่าพี่น้องทั้งแปดคนนี้ตรงกับคำทำนาย ทั้งแปดถูกริบทรัพย์และปลดจากตำแหน่งบรรดาศักดิ์ที่ได้รับสืบทอด แล้วนำตัวมาปล่อยไว้บนเกาะไนท์ฟอลซึ่งเป็นเกาะร้างให้อยู่กันตามลำพัง เพื่อป้องกันไม่ให้พบกับผู้หญิง (เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการพบรักตามคำทำนาย)

เนื่องจากเล่มนี้เป็นเล่มหกซะแล้ว คำทำนายดังกล่าวก็ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นการตีความหมายผิด (ใน The Sword) และบัดนี้พี่น้องทั้งแปดก็ได้สถาปนาเกาะไนท์ฟอลขึ้นเป็นราชอาณาจักรแห่งใหม่แล้ว

เรื่องราวในเล่มนี้เกิดขึ้นคู่ขนานกับเรื่อง The Cat ซึ่ง เป็นเรื่องของพี่ชายฝาแฝดของพระเอกในเรื่อง ตามคำนำของนักเขียน เหตุการณ์หลายอย่างในเรื่องนี้คือเหตุการณ์เดียวกับที่เราอ่านพบในเรื่อง The Cat เพียงแต่เป็นการมองในมุมมองของตัวละครที่แตกต่างกัน ซึ่งเราคิดว่าวิธีการเล่าเรื่องอย่างนี้ดูน่าสนใจดีนะคะ

แต่พอได้อ่านจริง มันกลับกลายเป็นปัญหา นั่นก็เพราะว่า เราไม่รู้สึกเหมือนว่าได้อะไรใหม่เลยกับการอ่านเรื่องนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องก็คือเหตุการณ์เดียวกับที่เรารับรู้อยู่แล้วใน จาก The Cat มันก็เลยเหมือนเราไม่ได้อะไรใหม่จากเล่มนี้เลย

พระเอกของเรื่องนี้ถือเป็นตัวละครที่แม็กซ์สนใจมาก ๆ ตั้งแต่ได้เห็นเขาโผล่มาในเรื่อง The Sword ไรเดนเป็นน้องชายคนที่หก และถือเป็นพ่อมดที่ทรงอำนาจมากที่สุดเป็นอันดับสอง (รองจากมอนแกนเนน น้องคนสุดท้อง) และเป็นคนที่มีพฤติกรรมประหลาดที่ชอบใช้ชีวิตในเวลากลางคืน นอนตอนกลางวัน ทั้งนี้เนื่องจากคำทำนายในส่วนของเขาที่บ่งบอกว่า หากเขาได้พบกับหญิงคนรักแล้ว เขาจะสูญเสียอำนาจที่เคยมีจนหมดสิ้น

ไรเดนเป็นตัวละครชนิดที่แม็กซ์สนใจ คนที่ออกจะต่อต้านสังคมเล็ก ๆ คนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง และฝืนกฏที่ทุกคนบอกว่าดี เขาเป็นตัวละครที่ดูมีมิติมากที่สุดในกลุ่มพี่น้องทั้งแปด

แต่แล้วในเรื่องของเขา คำเฉลยเกี่ยวกับว่าทำไมไรเดนจึงต้องเป็นเช่นนี้ มันกลับกลายเป็นการทำลายตัวตนของไรเดนที่แม็กซ์รักไปจนหมด เขากลายเป็นเพียงผู้ชายคนนึงที่ถูกเข้าใจผิด จนกระทั่งนางเอกมองเห็นความจริงนั้นได้ มันง่ายเกินไป และลงตัวเกินไป

โรร่า นางเอกของเรื่อง เป็นน้องสาวฝาแฝดของนางเอกในเล่มก่อนหน้า (The Cat) เธอเป็นเหตุผลที่ทำให้พี่สาวต้องละทิ้งทุกอย่างที่มี เพื่อปกป้องเธอเอาไว้ โรร่ามีพลังเวทมนตร์แฝงในกายเหนือยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เธอเป็นความแปลกประหลาด และกลายเป็นที่ต้องการของนักเวทย์ทุกคน พลังที่ซ่อนในกายทำให้เธอต้องหนีตายจนมาถึงเกาะไนท์ฟอล และทำให้เธอได้พบกับไรเดน และเธอก็เป็นเพียงคนเดียวที่เข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของไรเดนได้

ว่ากันตามตรงนะคะ ถ้าแม็กซ์ไม่ได้ตั้งความหวังกับเรื่องของไรเดนไว้มากอย่างนี้ หนังสือเล่มนี้อาจจะถือว่าโอเคสำหรับแม็กซ์ก็ได้ เพราะว่าเนื้อเรื่องและตัวละครก็ถือว่าสอบผ่าน ทั้งโรร่า และไรเดนเป็นตัวละครที่น่ารัก ทั้งคู่เหมาะสมกันมาก ความรักของทั้งคู่ก่อตัวและค่อยดำเนินไปจนน่าเชื่อว่ากลายเป็นรัก

ปัญหาก็คือ แม็กซ์หวังไว้มากสำหรับไรเดน (คิดเอาแล้วกันว่า เลือกที่จะอ่านเล่มนี้ก่อนหน้าเล่มอื่น ๆ อย่างเช่น Hostage to pleasure หรือ Now you die) แต่ผลก็คือ เขาไม่ใช่คนที่แม็กซ์คิดว่าเขาเป็น (เพราะทุกอย่างที่เราเข้าใจเกี่ยวกับเขาเป็นความเข้าใจผิด)

คะแนนก็เลยอยู่ที่ 57

ป.ล. ขออาศัยการประกาศพรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลเป็นข้ออ้างในการยังไม่ประกาศชื่อผู้ โชคดีในการชิงหนังสือของจอย แนชนะคะ (เหตุผลที่แท้จริงก็คือ ยังไม่ได้นับและทำสลากเลยค่ะ)

Tuesday, January 20, 2009

The Flame // Jean Johnson

คนที่ติดตามอ่านบลอกของเรามาระยะนึงคงพอรู้สึกกันได้นะคะว่า แม็กซ์เป็นแฟนประจำของหนังสือชุด The Sons of Destiny ด้วยเหตุผลที่ตัวเองก็ไม่อาจอธิบายได้จนบัดนี้ เพราะก็ใช่ว่าจะมีเล่มไหนในชุดที่สนุกซู้ดยอด ทำเอาเราเกิดอาการคลั่งหนัก บางเล่มก็ทำเราผิดหวังไม่น้อย แต่กระนั้นทุกครั้งที่เราได้เล่มใหม่ในชุดนี้มา ก็ต้องเริ่มอ่านเป็นเล่มแรกทุกครั้ง

ครั้งนี้ก็เหมือนกันค่ะ สำหรับเล่มที่เจ็ดแล้วในชุด

The Flame ของจีน จอห์นสัน

เราไม่แนะนำให้คนที่ไม่ได้อ่านหนังสือชุดนี้มาก่อนเริ่มต้นที่เล่มนี้ หรอกนะคะ เพราะชีวิตอาจจะสับสนจนมึนไปเลยก็ได้ คิดเอาแล้วกันว่า ชุดนี้เล่าเรื่องพี่น้องฝาแฝดสี่คู่ มีทั้งหมดแปดเล่ม เรื่องนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุดของเรื่องราวที่ร้อยเรียงกันอย่างเป็นระบบ ถ้าคุณอ่านเล่มนี้โดยไม่อ่านเล่มก่อนหน้า นอกจากจะไม่รู้เรื่องแล้ว ก็ยังเป็นการสปอยล์ตัวเองเกี่ยวกับเรื่องราวในเล่มก่อนหน้าอีกต่างหาก

ดังนั้นแม็กซ์คงไม่ต้องเตือนเรื่องสปอยล์หรือนะ เพราะถ้าอ่านมาถึงตอนนี้ แล้วจะมาร้องคร่ำครวญว่า "สปอยล์กูทำไม" ก็ไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ

พี่น้องฝาแฝดสี่คู่ที่เกิดในวันเดียวกัน ห่างกันคู่ละสองปี เป็นพี่น้องในตำนาน ทำคำทำนายของหมอดูชื่อดังเมื่อสองพันปีก่อน การเกิดของพี่น้องที่ถูกเรียกรวมกันว่า The Sons of Destiny จะเป็นสาเหตุทำให้เมืองคาตาน บ้านเิกิดของพวกเขาถูกทำลาย ดังนั้นเมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พี่น้องตระกูลคอร์วิสคือคนที่คำทำนายนั้นหมายถึง ทั้งแปดคนก็ถูกเนรเทศออกจากคาตาน และส่งไปอยู่บนเกาะไนท์ฟอล

จากเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วหกเล่ม (เล่าย้อนหมดไม่ไหวหรอกนะคะ) เป็นที่รู้กันชัดเจนแล้วว่า การตีความหมายของคำทำนายของคนในเมืองคาตานผิดพลาด แต่มันก็สายไปแล้ว พี่น้องตระกูลคอร์วิส และเหล่าภรรยาของพวกเขาได้ประกาศตนเป็นอิสระ และสร้างประเทศใหม่บนเกาะไนท์ฟอล พวกเขามีเวลาหนึ่งปีในการเรียกเทพเจ้ามาชุมนุมกันเพื่อรับรองความเป็นรัฐของ ไนท์ฟอล งานที่ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ เลย ภาระอันยิ่งใหญ่ที่เป็นหน้าที่ของมอร์แกนเนน น้องชายคนเล็ก ผู้ซึ่งเป็นพ่อมดที่ทรงอำนาจมากที่สุดในคาตาน

แต่สำหรับพระเอกของเรื่องนี้แล้ว คอร์แรนเนนเขาอาจเป็นคู่แฝดของมอร์ค (มอร์แกนเนนนั่นแหละ) แต่ก็รู้ตัวเองดีว่า ตนเองไม่ใช่พ่อมดผู้ทรงอำนาจ ความสามารถของเขาอยู่กับไฟ คอร์เป็นผู้ควบคุมไฟ เป็นช่างเหล็กประจำไนท์ฟอล แต่การเป็นผู้ควบคุมไฟก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้น คอร์อาจจะเป็นผู้ชายอายุยี่สิบสี่คนสุดท้ายบนไนท์ฟอลที่ยังคงรักษาความ บริสุทธิ์ผุดผ่องไว้ได้ และมันไม่ใช่เพราะคุณค่าทางศีลธรรมหรืออะไรหรอกนะที่กำหนดให้เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะเขาไม่อาจควบคุมไฟในกายได้ ทุกครั้งที่เริ่มเข้าด้ายเข้าเข็ม คอร์จะปล่อยพลังงานออกมา ร้อนแรงพอที่จะแผดเผาหญิงสาวที่เขาสัมผัสได้

สิ่งเดียวที่ำทำให้เขามีความหวังก็คือ คำทำนายเกี่ยวกับ The Sons of Destiny ที่ว่าจะมี "น้ำ" ผู้ซึ่งควบคุมไฟของเขาได้ เกิดมาเพื่อเขา คอร์จึงเป็นหนึ่งในพี่น้องไม่กี่คนที่ตั้งหน้าตั้งตารอการมาของหญิงสาว เขารู้ว่าพี่ชายทั้งหกของเขาต้องได้เจอคู่ของตัวเองก่อนที่จะถึงคิวของเขา แต่ก็หลายเดือนผ่านไปแล้วที่ไรเดน พี่ชายคนที่หกของเขาพบคู่ของตัวเอง คอร์ก็ยังเหงาและเปล่าเปลี่ยนต่อไป

จนกระทั่งการเจรจาทางการทูตระหว่างไนท์ฟอล และอาณาจักรใต้ทะเล ที่ตกลงส่งหญิงสาวสี่คนที่มีความสามารถในการควบคุมน้ำมาเยือนไนท์ฟอล คอร์ก็ได้โอกาสที่จะรู้จักหญิงสาวที่อาจจะเป็นคู่ที่พรหมลิขิตให้เขา

สำหรับดานัวแล้ว ภารกิจมาเยือนไนท์ฟอลเป็นงานที่เธอไม่ต้องการ แต่ในฐานะของผู้ควบคุมน้ำที่มีพลังสูงสุดในราชอาณาจักร เธอจึงถูกส่งมา และสำหรับดานัวแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่างานที่ได้รับมอบหมาย เพราะเธอไม่อาจจะมีชีวิตส่วนตัวเหมือนคนอื่น ๆ ได้ เนื่องจากลักษณะพิเศษที่เธอแช่แข็งทุกคนที่เข้าใกล้ (คนที่แตะตัวเธอจะรู้สึกถึงความเย็นเยือก) เธอไม่อาจมีครอบครัว งานจึงเป็นสิ่งเดียว แต่ความคิดนี้กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อได้พบกับคอร์แรนเนน ทูตแห่งไนท์ฟอลที่ถูกส่งมาดูแลพวกเธอ

ในแง่ของพล็อตเล่มนี้เกี่ยวข้องกับตัวละครอื่นมากกว่าค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการเพื่อเล่มต่อไป (และเป็นเล่มสุดท้ายในชุด) ซึ่งจะเป็นเรื่องของมอร์ค ที่ตอนนี้รอคอยการมาถึงของผู้แห่งโชคชะตาของเขาอยู่ หรือกล่าวถึงความพยายามในการทำพิธีเพื่อเรียกให้พระเจ้าทั้งปวงมารวมกัน เพื่อสถาปนาราชอาณาจักรไนท์ฟอลอย่างถาวร และการต่อสู้กับความพยายามของบรรดาพ่อมดทั้งหลายที่อยากลักพาตัวพี่สะใภ้ของ คอร์ (ซึ่งเป็นนางเอกในเล่มหก The Storm และเธอมีความสามารถพิเศษเหนือใคร)

เราคิดว่าคนแต่งทำได้ดีนะคะ เพราะแม้สิ่งที่พูดไปจะแทบไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวละครหลักของเรื่องเลย แต่เราก็ไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อหน่ายอะไรนะคะ คนแต่งเรียงร้อยเรื่องเหล่านั้นเข้าไปกับตัวละครหลักของเรื่องได้ดี ไม่ยัดเยียดจนทำให้เรารู้สึกว่า โฟกัสของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ตัวละครหลัก

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างคอร์และดานัวก็น่าสนใจ แรกเริ่มแม็กซ์ห่วงว่า การที่ทุกอย่างพึ่งพาโชคชะตา และคำทำนายสองพันปีจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครทั้งสองถูกยัดเยียดให้กันและ กัน เพราะคอร์ซึ่งไม่ค่อยชอบภาวะการเป็นหนุ่มเวอร์จิ้นของตัวเองนัก เกิดอาการดี้ด้ามากที่จะได้เจอพวกผู้หญิง เขาไม่สนใจนักหรอกว่าใครจะเป็นคู่ชีวิตที่ส่งมาให้เขา ขอแค่ให้เขาได้พบเธอเท่านั้น

ยอมรับนะคะว่าตอนแรกเรารู้สึกว่ามันบังคับไปนิดหน่อย คอร์ออกเที่ยวและใช้เวลากับหญิงสาวแต่ละคนเพื่อทดสอบว่าใครในสี่คนที่มา เยือนเป็นคู่ของเขา จนสุดท้ายก็รู้ว่าเ็ป็นดานัว หญิงสาวที่ดูภายนอกเย็นชาและไม่สนใจผู้ชาย เขาก็ยังเกิดอาการไม่เชื่อด้วยซ้ำ

แต่สุดท้ายหลังจากทั้งสองเริ่มต้นคบกัน แม็กซ์ยอมรับได้มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะตัวละครเองก็ยอมรับความจริงที่ว่า การถูกพรหมลิขิตให้เป็นคู่กันและกันนั้น ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นจะต้องมีความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งคอร์และดานัวยอมรับในจุดนั้น ซึ่งเราว่าสำคัญมาก คนอ่านไม่ได้หลอกคนอ่านให้เชื่อว่า คนที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน แค่ฟ้าสั่งก็รักกันได้ ความรักต้องได้รับการพัฒนา การรู้จักกันอย่างแท้จริง และสำหรับเรื่องนี้ เมื่อคำว่ารักเอ่ยขึ้น แม็กซ์ก็เชื่อกับคำบอกรักนัก โดยเฉพาะคำว่า "You complete me" ที่ดานัวเอ่ยกับคอร์ ก็ได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ เลยล่ะ

และใครละจะไม่รักคอร์ เขาเป็นตัวละครที่น่ารักมากที่สุดคนนึงที่เราได้อ่าน หนุ่มเวอร์จิ้นวัยยี่สิบสี่ที่แทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะได้มีความสัมพันธ์กะ หญิง ฉากที่เขาอาบน้ำปะแ้ป้งรอคอยการมาของสาวสี่คนผู้ที่อาจเป็นคู่ของเขา ทั้งน่ารักและฮาดีค่ะ

แถมตอนจบเล่มนี้ยังทิ้งท้ายได้อย่างน่าสนใจมาก ทั้งที่ทีแรกแม็กซ์ไม่คิดว่าเรื่องราวของมอร์ค น้องนุชสุดท้องจะน่าสนใจอะไรนักหรอกนะคะ เพราะเขาเจอสาวที่เป็นของเขาแล้ว แต่คนแต่งก็ยังพลิกให้ดูน่าสนใจได้ ดังนั้นอย่าแปลกใจนะคะ หากเล่มแปดออกวางขายในช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า แล้วแม็กซ์จะหยิบมาอ่านก่อนเล่มอื่น

สำหรับเล่มนี้ คะแนนที่ 70