Showing posts with label About Me. Show all posts
Showing posts with label About Me. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

17 Question for Reader

แม็กซ์โดนเพื่อนแท็คให้ตอบคำถามสิบเจ็ดข้อเกี่ยวกับหนังสือนะคะ

1) Which book has been on your shelves the longest? (หนังสืออะไรที่อยู่บนชั้นหนังสือของคุณยาวนานที่สุด)

Deception by Amanda Quck เป็นหนังสือโรแมนซ์ภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ซื้อมาอ่าน (แต่ไม่ใช่โรแมนซ์เล่มแรกที่อ่านหรอกนะคะ ก่อนหน้านั้นยืมจากห้องสมุดอ่านค่ะ)


2) What is your current read, your last read and the book you’ll read next? (กำลังอ่านอะไรในตอนนี้? เพิ่งอ่านจบไป? และจะอ่านอะไรต่อไป?)

ตอนนี้อ่าน: First Comes Marriage by Mary Balogh & The Bikini Diaries by Lacey Alexander (อ่านพร้อมกันสองเล่ม)

เพิ่งอ่านจบ: The Vampire's Bride by Gena Showalter

คิดว่าจะอ่านต่อ: ไม่รู้ค่ะ เป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะไม่เคยคิดไกลเกินเล่มที่กำลังอ่านอยู่เลย


3) What book did everyone like and you hated? (หนังสือเรื่องอะไรทีทุกคนชอบแต่คุณเกลียด)

Acheron by Sherrilyn Kenyon

4) Which book do you keep telling yourself you’ll read? (หนังสือเรื่องอะไรที่คุณพยายามบอกให้ตัวเองอ่านเสียที)

Scandal in Spring by Lisa Kleypas

5) Which book coming out in 2009 is top priority to read? (หนังสืออะไรที่ออกในปี 2009 ที่คุณให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก)

Frostbitten by Kelley Armstrong (ก่อนหน้านั้นเป็นเรื่อง As Shadow Fade แต่ตอนนี้ได้อ่านเล่มนี้ไปแล้ว ก็เลยเปลี่ยนเรื่องค่ะ)

6) Last page: read it first or wait 'til the end? (แอบเปิดตอนจบอ่านก่อนรึเปล่า)

เปิดทุกครั้งค่ะ

7) Acknowledgements: waste of ink and paper or interesting ? (คำอุทิศที่คนแต่งเขียนตอนต้นเล่มคิดว่าน่าสนใจ หรือเปลืองกระดาษและน้ำหมึกไปเปล่า ๆ)

เนื่องจากเคยมีคนเขียนคำนำเอ่ยชื่อเรา ก็เลยคิดว่าเป็นความคิดที่ดีค่ะ

8) Which book character would you switch places with? (มีตัวละครตัวไหนไหมที่คุณอยากมีชีวิตแบบเขา)

พอใจชีวิตที่ตัวเองเป็นดีแล้วล่ะค่ะ ไม่อยากเป็นนางเอกในโรแมนซ์ เพราะแม้จะชอบอ่าน แต่คิดว่า คงจะทนพระเอกโรแมนซ์ในชีวิตจริงไม่ได้แน่

9) Which Authors do you want to read that you haven't yet? (นักเขียนคนไหนที่คุณอยากอ่าน แต่ดันไม่ได้อ่านสักที)

Megan Hart

10) Which books are still on your shelf from when you were in school. (หนังสือเรื่องอะไรที่ค้างอยู่บนชั้นตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ)

มีเยอะค่ะ เพราะว่าไม่เคยทิ้งหนังสือที่ซื้อเลยสักเล่ม

11) Which book has been with you to the most places? (หนังสือเรื่องอะไรที่เดินทางไปกับคุณในหลายสถานที่มาก)

Desperately seeking duke by Celeste Bradley เพราะเอาติดตัวไปอเมริกาด้วยเมื่อปีก่อน

12) Any “required reading” you hated in high school that wasn’t so bad ten years later? (หนังสืออะไรที่โดนบังคับให้อ่านสมัยเรียนหนังสือ ที่ตอนนี้กลับมาอ่านแล้วไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวร้ายเท่าไหร)

ไม่มีค่ะ เพราะชอบอ่านหนังสืออ่านนอกเวลาเกือบทุกเล่มที่ได้อ่าน

13) Stephen King or Anne Rice (เลือกใครระหว่างสตีเฟ่น คิงกะแอน ไรซ์)

Stephen King 100%


4) Used or brand new? (ซื้อหนังสือเก่า หรือหนังสือใหม่)

ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องเิงิน ชอบหนังสือใหม่ค่ะ แต่ก็มีซื้อหนังสือเ่ก่าด้วย โดยเฉพาะเวลาที่เพิ่งรู้จักนักเขียนทีหลัง แล้วตามไปหาเล่มเก่า ๆ ของเขาน่ะ

15) Have you ever seen a movie you liked better than the book? (มีหนังเรื่องอะไรที่ทำออกมาแล้วดีกว่าหนังสือ)

Forest Gump

16) Who is the person whose book advice you’ll always take? (คำแนะนำของเพื่อนคนไหนที่คุณเชื่อเสมอ เวลาเขาแนะนำหนังสือให้อ่าน)

พี่เอริกา กะวิเวียน

17) Recommend a series/ or book: (มีหนังสือเล่มไหน หรือชุดไหนที่อยากแนะนำให้อ่านรึเปล่า)

Demonica by Larissa Ione

แม็กซ์ไม่ได้แท็คใครต่อนะคะ แต่อยากรู้เหมือนกันว่าเพื่อน ๆ จะตอบกันว่ายังไงบ้าง

Tuesday, February 10, 2009

ประกาศว่าฉันเป็นแฟนหนังสือโรแมนซ์

ผ่านทางไปอ่านในเว็บไซด์สุดฮิตของประเทศไทย ในห้องที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแหล่งชุมนุมของนักอ่านหนังสือในโลกไซเบอร์ และเหมือนทุกครั้งที่ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่นั่นก็ยังเป็นแหล่งรวมของคนใจแคบที่มากที่สุดไว้เช่นกัน

ปกติแม็กซ์ไม่เข้าไปอ่านเว็บไซด์นั่นหรอกนะคะ ไม่ถูกโรคกันเท่าไหร เพราะความคับแคบในเรื่องหนังสือโรแมนซ์อันเป็นแนวสุดโปรดของแม็กซ์ แต่เพื่อนเอาลิงค์มาฝากให้ไปอ่านกระทู้ลอกหนังสือสุดฮ็อต เรื่องลอกแม็กซ์ขี้เกียจพูดค่ะ เป็นเรื่องปกติไปแล้วในสังคมไทย ที่ไม่เคยให้เกียรติแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม

แต่แหมดันมาพาดพิงกะหนังสือสุดโปรดของแม็กซ์น่ะสิ นี่ละที่อาฮั้นยอมไม่ได้

ขอประกาศให้ทราบกันถ้วนหน้าว่า แม็กซ์เป็นแฟนหนังสือโรแมนซ์ และที่อ่านโรแมนซ์ก็เพราะแม็กซ์เลือกแล้วด้วย ก่อนหน้าจะเจอโรแมนซ์แม็กซ์อ่านหนังสือมาหลากหลายแนว จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังอ่านอยู่ แต่โรแมนซ์เป็นความรักครั้งสุดท้ายของแม็กซ์ อาจไม่ใช่รักแรก แต่เป็นรักที่ไม่มีวันจางหาย

มีอะไรเสียหายในโรแมนซ์บ้างล่ะ ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือเศร้ารัดทดชีวิตบัดซบ ก็โอเค เรื่องของคุณ แต่อย่าเอาความหดหู่ที่คุณหาเข้าใส่ในชีวิตของคุณมายัดเยียดให้ชาวบ้าน แล้วประนามคนที่ชอบเรื่องราวความรักที่จบอย่างแฮ็ปปี้เอนดิ้งว่าล้าหลัง หรือไม่ได้ระดับหรอก

ความชอบเป็นสิ่งที่ไม่มีความถูกผิด คนที่ชอบนิยายคลาสิกไม่ได้หมายความว่าคุณจะคลาสิกไปตามนิยาย คนที่ชอบโรแมนซ์ไม่ใช่คนที่มองโลกด้วยสายตาบ้องแบ๊ว หรือชอบวาดฝันหวานอยู่ในอากาศ

ถ้าคุณเป็นคนที่ซื้อหาหนังโป๊มาดู หรือหนังสือแนวปลุกใจเสือป่ามาอ่าน ก็อย่าเหมาว่าคนอ่านโรแมนซ์เพราะฉากเซ็กซ์ อย่างเอาความใจแคบของคุณมาตัดสินคนอื่น แม็กซ์ยอมรับว่าตัวเองอ่านฉากเซ็กซ์ด้วยสายตาตื่นเต้นเร้าใจ แต่ก็ไม่เคยมองว่าคนอื่นจะทำอย่างเดียวกัน แม็กซ์มีเพื่อนที่เลือกอ่านแต่ Inspiritional Romance เพราะไม่สบายใจกับฉากเซ็กซ์ นี่เป็นเหตุผลที่นิยายของลินน์ เคอร์แลนด์เป็นหนังสือขายดี ทั้งที่ไม่มีฉากเซ็กซ์ให้เห็นกันจะจะสักฉาก คุณอย่าเอาความหื่นของคุณมาวัดแฟนหนังสือโรแมนซ์

เรามีความลึกมากกว่าคุณร้อยเท่า

แม็กซ์และเพื่อนที่เลือกอ่านโรแมนซ์มักมีความเห็นตรงกันเสมอว่า ผู้ชายในชีวิตจริงมันเทียบกะพระเอกในเรื่องไม่ได้หรอก ไม่รู้ว่าเหตุนี้หรือเปล่าเลยทำให้พวกผู้ชายที่ไม่มั่นคงในความเป็นชายของ ตัวเองเอามาเป็นเหตุพูดจาดูถูกแฟนหนังสือโรแมนซ์ นั่นเพราะโรแมนซ์ทำให้เรารู้ว่า คุณค่าของการรอคอยคนที่ใช่มันจะให้ความรู้สึกที่ดีแค่ไหน มันอาจทำให้ผู้หญิงตาสว่างถึงคุณภาพที่ต้อยต่ำติดดินของผู้ชายอย่างคุณ

แล้วคนที่บอกว่าบทรักในโรแมนซ์เป็นสเต็ป 1-2-3-4 ขอถามหน่อยเหอะ หาใครมาแต่งงานด้วยได้รึยัง (อย่าให้แม็กซ์พูดสิ่งที่แม็กซ์ตั้งใจจะพูดหรอกนะ เพราะมันอ่านแรงเกินไป) ถ้าคุณมองว่าเซ็กซ์คือสเต็ป 1-2-3-4 คุณจงดีใจเถิดที่ยังไมได้แต่งงาน เพราะถ้าคุณแต่งงาน เชื่อได้เลยว่าสามีของคุณต้องรีบไปหาผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ได้มองว่าเซ็กซ์ เป็นแค่สเต็ปเหล่านี้ภายในเดือนแรกของการแต่งงาน

แม็กซ์อายุเยอะและมั่นใจในตัวเองมากพอจะประกาศว่าตัวเองเป็นแฟนหนังสือโร แมนซ์โดยไม่กลัวการดูถูกจากสายตาของใครก็ตาม คนที่บอกว่าหนังสือโรแมนซ์หรือหนังสือโป๊ของผู้หญิงนี่ กล้าออกมายอมรับรึยังว่าคุณเป็นแฟนหนังสือโป๊ของผู้ชาย คุณกล้าที่จะหยิบหนังสือโป๊ของคุณขึ้นมาอ่านบนรถเมล์ หรือให้แฟนที่คุณยกไว้เทิดทูนสุดหัวเห็นหรือเปล่าถึงความหื่นของคุณ

แม็กซ์กล้าที่จะหยิบโรแมนซ์มาอ่าน เพราะแม็กซ์ไม่เห็นว่าจะมีอะไรผิดที่จะอ่านเรื่องความรัก แม็กซ์ไม่ใช่คนโรแมนติก ไม่เคยเชื่อในชีวิตแต่งงาน ไม่เคยคิดจะมีครอบครัว แม็กซ์เป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายที่สุดที่คนนึงจะเป็นกันได้ แต่แม็กซ์ยังชอบอ่านโรแมนซ์ เพราะอะไรน่ะเหรอ

เพราะโรแมนซ์ทำให้เวลาสองสาวชั่วโมงที่แม็กซ์อ่านเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุด ดังนั้นแม็กซ์จึงไม่แคร์ที่จะบอกกับทุกคนว่า

ฉันเป็นแฟนหนังสือโรแมนซ์

Sunday, February 8, 2009

ชั้นหนังสือของแม็กซ์

แม็กซ์คุยกะเพื่อนคนนึงแล้วโดนถามถึงหนังสือที่แม็กซ์ซื้อมาแล้วยังไม่ได้ อ่าน พูดกันไปพักนึงเขาก็พูดตัวเลขขึ้นมา บอกใบ้ว่าเป็นหลักร้อย ตอนแรกก็งงนะ คิดว่าเขาชวนไปดูหนังเรื่อง 300 แต่ไม่ใช่ กลับเป็นตัวเลขหนังสือที่เขาซื้อมาแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน

แม็กซ์ก็อึ้ง ไม่ใช่ว่าทึ่งในตัวเลขหรอกนะ แต่อึ้งที่เขามาบอกแม็กซ์ทำไม คิดไปคิดมา รวมกะเพื่อน (คนอื่น) อีกหลายคน ก็ได้ข้อสรุปว่า เขาต้องการบอกใบ้รึเปล่าว่ามีหนังสือเยอะมาก

ไม่รู้เหมือนกัน

วันนี้ฤกษ์ดีได้เวลาทดลองกล้องที่มีอยู่กะโทรศัพท์ ไม่ใช่ว่าเพิ่งโทรศัพท์มาใหม่หรอกนะ แต่เพราะเพื่อนเพิ่งปรับให้กล้องที่มีอยู่นานแล้วกับโทรศัพท์เก่า ๆ ที่ใช้ ถ่ายรูปได้เสียที ก็เลยเอารูปชั้นหนังสือมาให้ดูกัน

สรุปว่าจะอวดนั่นแหละ

รูปนี้เป็นรูปหนังสือที่สนุกพอในระดับใช้ได้ (มากกว่า 70)

รูปนี้เป็นหนังสือที่รอการจัดเข้าชั้นอยู่ (รูปที่เห็นนี่เคลียร์แล้วบางส่วนค่ะ)

แล้วนี่เป็นหนังสือที่รอการอ่าน

สุดท้ายก็เป็นบรรดาหนังสือที่อ่านแล้ว แต่ยังไม่ได้จัดเข้าชั้น

ขอจบการไร้สาระแต่เพียงเท่านี้ค่ะ

Saturday, February 7, 2009

ย้อนอดีต

ความรักที่แม็กซ์มีต่อหนังสือ เริ่มต้นตั้งแต่วันปิดเทอมอันแสนยาวนานในปี 2529 ที่แม็กซ์ได้ใช้เวลาสามวัน และน้ำตาอีกหลายกระบุงอ่านหนังสือเรื่อง Exodus ของ Leon Uris หนังสือ ที่ฝังใจ และทำให้แม็กซ์ไม่มีความเป็นกลางแม้แต่น้อยในการพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นใน ตะวันออกกลาง (แต่นั่นคืออีกเรื่องนึง) หลังจากนั้น นิทานสำหรับเด็กก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แม็กซ์เลือกอ่านอีกเลย

แม็กซ์ตะลุยอ่านนิยายแปลทั้งเก่า (เอาของแม่มาอ่าน) และใหม่ (สั่งซื้อเอง) ที่มีอยู่จนเกือบหมด ค้นพบนักเขียนมากมาย ทั้งโรเบิร์ต ลัดลั่ม (คนแต่งเรื่องเจสัน บอร์น) ทอม แคลนซี่ (ที่แจ๊ค ไรอันยังเป็นพระเอกในดวงใจ ไม่ว่าจะแก่แค่ไหนแล้ว) ซิดนีย์ เชลด้อน (ที่สอนให้แม็กซ์รู้ว่า ตัวเองไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี) และอีกหลายคน จากนั้นก็มาถึงช่วงเวลาที่บ้านิยายไทย ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่น่าจดจำ แต่แม็กซ์ก็ไม่อาจปฏิเสธรักแรกของตัวเองได้ แม็กซ์กลับไปหาหนังสือแปลอีกครั้ง เพื่อที่จะพบว่า ตลาดหนังสือแปลในเมืองไทยกำลังตายลงช้า ๆ

คนที่จำเหตุการณ์นี้ไม่ได้ ก็จงดีใจว่าตัวเองอายุยังน้อยอยู่ หรือคุณอาจไม่ใช่คนที่เป็นแฟนหนังสือแนวเบสเซลเล่อร์ ในยุคที่กม.ลิขสิทธิ์ฉบับแรกมีผลบังคับใช้ นิยายแปลที่เคยทำกันอย่างเสรีก็ถูกจำกัด ปีนึงมีหนังสือแปลใหม่ (ที่ไม่ใช่โรแมนซ์นะ) ออกมาไม่ถึงสิบเรื่องด้วยซ้ำ แถมแต่ละเล่มก็แพงหูฉีก (รู้ค่ะว่าคำที่ถูกสะกดยังไง แต่ความรู้สึกมันฉีกจริง) หนังสือของจอห์น กริสชั่มเล่มนึงราคา 350 บาท แล้วลองเทียบกับเด็กมัธยมอย่างแม็กซ์ในตอนนั้นดู ไม่มีเงินซื้อหรอกค่ะ

แล้วความใจกล้าก็ส่งให้แม็กซ์ซื้อหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกมาอ่าน จำได้ว่าคือเรื่อง Patriot Games ของทอม แคลนซี่ที่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังอ่านไม่จบ จากนั้นก็เป็นเรื่อง It ของ Stephen King ที่ทนอ่านจนจบจนได้ และก็เป็นการเริ่มต้นความรักของแม็กซ์กะหนังสือภาษาอังกฤษ

แล้วแม็กซ์บ่นเรื่องราคาหนังสือภาษาไทยแพง ไม่มีเงินซื้อ แล้วไหงมีเงินมาซื้อภาษาอังกฤษที่แพงกว่าเล่า คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ขอแม่ซื้อไง

เด็ก ๆ ลองมุขนี้ดูก็ได้ ลองขอเงินแม่สามร้อยไปซื้อหนังสือไทย นิยายไทย หรือหนังสือแปล แม่จะหยุดนิ่งคิดอยู่นาน แต่ถ้าบอกแม่ว่า แม่จ๋า จะซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านน่ะ แม่จะควักให้ทันควัน เพราะท่านคิดว่า ลูกเรามันเก่งจิงจิง อ่านภาษาอังกฤษออกด้วย

แม่ของแม็กซ์ตกหลุมพรางอันนั้นของแม็กซ์อยู่ปีกว่าค่ะ ก่อนจะฟื้นคืนสติแล้วรู้ความจริงว่า ลูกของเรามันบ้าไปแล้ว ขืนให้เงินมันซื้อ มีหวังหมดตัว

อีกอย่างสมัยนั้นค่าเงิน 1 ยูเอส = 25 บาท หนังสือเล่มละประมาณ 150 200 บาท

แล้วโรแมนซ์ล่ะ เข้ามาในชีวิตตอนไหน

แม็กซ์แก่แดดพอควรนะ อ่านโรแมนซ์เล่มแรกตอนเรียนป. 6 เรื่องกัปตันยอดรัก จำได้แค่นี้เองนะ และไม่คิดจะย้อนอดีตหาหนังสือเล่มนี้มาเก็บไว้เป็นของสะสมหรอกนะ เพราะมันทำให้แม็กซ์ลี้หนีห่างจากโรแมนซ์ไปอีก 3 ปีทีเดียว หนังสืออะไร พระเอกแก่ (36) หลอกนางเอกเด็ก (18 มั้ง) แล้วก็โคตรไม่พูด มีอะไร อีไม่พูด ปล่อยให้นางเอกเข้าใจผิด ผิด ผิด ผิด แล้วก็ผิด ก่อนจะมาลงเอยด้วย ผมรักคุณ ยายนางเอกคิดมากก็อ่อนระทวย

เล่มที่สองคือตามหัวใจไปสุดหล้า ที่นิดาแปลนั่นแหละ หนังสือที่แม็กซ์เข้าใจว่าเป็นสุดโปรดของใครหลายคน (รวมทั้งเธอด้วย) แต่แม็กซ์ไม่โปรด (ขอโทษด้วยนะค้า) และทำให้แม็กซ์เข็ดขยาดทะเลทรายไปจนถึงทุกวันนี้ (ที่แม้กระทั่งหนังสือสุดยอดของทุกคนอย่างฟ้าจรดทราย ก็ไม่เป็นที่โปรดของแม็กซ์)

และแม็กซ์ก็พอแล้วกับโรแมนซ์ จนกระทั่งอีกหลายหลายปีต่อมา เมื่อแม็กซ์อ่านนอร่า โรเบิร์ต และเจนย์ แอนด์ เครซ โดยไม่รู้ว่า นั่นแหละคือหนังสือโรแมนซ์ พอรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นแฟนโรแมนซ์ไปแล้ว ไม่ว่าผลงานในปัจจุบันของทั้งสองคนนี้จะเป็นยังไง ทั้งคู่ก็เป็นนักเขียนที่เปิดตาให้แม็กซ์เห็นว่า โรแมนซ์ไม่ใช่ กัปตันยอดรัก โรแมนซ์มีทางเลือกที่มากมาย แล้วแต่ความชอบของคุณ แม็กซ์เชื่อนะ ว่าทุกคนอ่านโรแมนซ์ได้ ขึ้นอยู่กับว่า คุณค้นพบแนวเรื่องที่ถูกใจคุณหรือเปล่าเท่านั้นเอง

แต่เรื่องที่อยากเล่าจริงในวันนี้เป็นหนังสือ เล่มนึง ที่ตอนนี้คิดย้อนกลับไป มีความเป็นโรแมนซ์มากยิ่งกว่าหนังสือโรแมนซ์แท้ ๆ อีกหลายเรื่อง หนังสือที่อยู่ในใจของแม็กซ์เสมอ

Lightning ของดีน คูลซ์

แม็กซ์อ่านเล่มนี้ตอนเรียนม. 4 จำได้ว่าต้องไปสอบเทียบเพื่อเอาวุฒิม.ปลาย แล้วพกเล่มนี้ไปอ่านที่โรงเรียน สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการหนีเรียนภาคบ่าย เพื่อกลับมานอนอ่านที่บ้านให้จบเล่มในวันเดียว หนังสือแนวตื่นเต้นสืบสวน ปนความลึกลับ เหนือธรรมชาติ ที่ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากความรัก

ในคืนวันฝนตกหนัก ชายลึกลับคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในวันที่ลอร่า เชนเกิด เขามาพร้อมกับสายฟ้า เขาหยุดหมอติดเหล้าที่กำลังจะไปทำคลอดให้แม่ของเธอ และการกระทำเช่นนั้นก็ช่วยเธอไว้จากความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่าง คลอดจากฝีมือของหมอที่ไร้ความรับผิดชอบคนนั้น ตลอดเวลานับจากนั้น สายฟ้าฟาดอีกหลายครั้ง และทุกครั้งจะมีชายแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยลอร่าในยามคับขัน แต่เขาก็ไม่อาจช่วยเธอจากการสูญเสียพ่อและแม่ รวมทั้งเพื่อนสนิทได้ ด้วยอายุเพียงสิบสามปีเธอถูกส่งเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า และโตขึ้นมาตามลำพัง เธอปรารถนาจะได้พบกับเทพผู้พิทักษ์เธออีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เหมือนทุกครั้ง เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้น ลอร่าจะต้องสูญเสียคนผู้เป็นที่รักไป

ในคืนวันฝนตก ลอร่า สามี และลูกของพวกเขาเดินทางกลับบ้าน เธอเป็นนักเขียนมีชื่อ มีสามีผู้ที่รักเธออย่างยิ่ง มีลูกที่วิเศษสุด ทุกอย่างจบลงเมื่อมีคนลอบทำร้ายพวกเธอ และคราวนี้ชายแปลกหน้าคนนั้นปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาช่วยเธอและลูกได้ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่มีความสูญเสียเกิดขึ้น สามีของเธอตาย และเธอ ลูก และชายลึกลับต้องหนีเอาชีวิตรอด

ความเป็นมาของสเตฟาน ชายลึกลับเป็นปริศนาใหญ่ที่สุดของเรื่อง ซึ่งเมื่อเผยออก หลายคนบอกว่า เรื่องนี้หมดความสนุกลงไป แต่สำหรับแม็กซ์มันเป็นความทึ่งที่ ผู้ชายคนนึงจะเดินทางข้ามเวลามาเพื่อปกป้องผู้หญิงที่เขารัก มันเป็นความรักที่เด็กม. 4 (ที่ไม่ได้อ่านโรแมนซ์) พบว่า น่าทึ่ง และยิ่งใหญ่

สเตฟานพบกับลอร่าครั้งแรก ในอนาคต ตอนที่เธอเป็นนักเขียนพิการเพราะการทำคลอดที่ผิดพลาด ลอร่าอยู่ตามลำพัง ไม่มีสามี และลูก เธอเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสลัดตัวเองออกจากระบอบความเชื่อล้างสมองที่ผู้นำ ของประเทศของเขา สั่งให้ทำลายโลก เขาข้ามเวลามาหลายครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงอดีต เพียงเพื่อจะพบว่า เขาไม่อาจทำให้ชีวิตของเธอสวยหรูตามต้องการได้ เขาเปลี่ยนชีวิตของเธอจากคนพิการที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว มาเป็นแม่ม่ายผู้ไว้อาลัยกับความตายของสามี นั่นก็ดีที่สุดที่เขาทำได้แล้ว

เล่มนี้อาจไม่ลึกลับเมื่อเทียบกับเล่มอื่นของ คูลซ์ ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อในด้านนี้ แต่อาจเป็นองค์ประกอบของส่วนโรแมนซ์นี่แหละที่ทำให้เล่มนี้อยู่ในใจของแม็ก ซ์

แล้วก็ขอถือโอกาสแนะนำ คนที่ชอบความแตกต่าง หรือเริ่มเบื่อโรแมนซ์ หนังสือของดีน คูลซ์มีองค์ประกอบของโรแมนซ์อยู่ครบถ้วน อาจไม่ใช่พล็อตแนวโรแมนซ์ แต่คุณปฏิเสธความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องไม่ได้เลย

10 things about me

บลอกวันนี้เป็นครอสโพสต์ค่ะ ก็เลยเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษสำหรับเล่นกะเพื่อนที่ถามมา

เล่าเรื่องสั้นให้ยาวก็คือ ในโลกของบลอกเกอร์มีการเล่นกันโดยส่งข้อความมาบอกบลอกเกอร์ที่อาจรู้จักหรือ ไม่รู้จักกันก็ได้ ให้พูดถึงเรื่อง 10 อย่างที่อยากให้คนอื่นรู้เกี่ยวกับตัวเอง แม็กซ์ได้ข้อความนี้เมื่อวาน และตามหน้าที่ของบลอกเกอร์ที่ดี ก็เลยมาทำตามคำสั่ง

คงต้องบอกก่อนว่าเนื้อหาไม่มีสาระอะไรนักหรอก เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่ของนักท่องโลกออนไลน์ที่ดี

OK. These are ten things I would like you to know about me.

1. Despite the name Max, I am a girl.

2. I am a catperson and will choose cats over dogs in a heartbeat.

3. I have more than 6,000 books on the last count. None of them is e-books.

4. The most famous person I know is Julius Peppers. We studied at the same university.

5. I know someone who knows someone who knows Johnny Depp.

6. I am an accountant by trade, an lawyer by heart (means I do not have license to practice law but freely giving legal advice)

7. The only continent I never visited is Africa.

8. I love Matthew McConaughey. What a beautiful man!!!

9. I think I am going to attend 2008 Beijing Games as a fan. Please do not think I am an athlete.

10.I love controversial blogging, which means I love Karen.

ไร้สาระ

ด้วยสันดานยุ่งเรื่องชาวบ้านก็ชักนำให้แม็กซ์ ไปเปิดอ่านคำนำในหนังสือของสนพ.หนึ่งที่แม็กซ์ไม่เคยคิดที่จะซื้อเขามาอ่าน หรอก (แต่เพราะยุ่งเรื่องชาวบ้านไง ไม่ซื้อก็ยังขอไปเปิดเขามาอ่านอีก) ทำให้เกิดแรงบันดาลใจประหลาดอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา

แม็กซ์คิดว่าคนที่อ่านบลอกส่วนใหญ่คนรู้จัก แม็กซ์เป็นอย่างดีอยู่แล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ด้วยแรงบันดาลใจของคำนำหนังสือที่ได้อ่านทำให้แม็กซ์เกิดอาการคันอยาก เล่าบ้าง

เรื่องอะไรน่ะเหรอ

ก็เรื่องส่วนตัวของแม็กซ์ไง

แม็กซ์ไม่เข้าใจนะว่า ประวัติการศึกษาหรือประวัติการทำงานมันเกี่ยวอะไรกับคุณภาพของหนังสือ หรือในกรณีนี้คุณภาพของบลอกที่แม็กซ์เขียน แต่ไหน ๆ แล้วก็ทนอ่านกันหน่อยแล้วกัน

แม็กซ์เข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 16 ปี (ไม่ได้เลียนแบบนะคะ แต่เอ็นทรานซ์ติดตอนม.4) ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ และที่เข้าบัญชีไม่ใช่เพราะว่าเข้าหมอหรือวิศวะไม่ได้หรอกนะ แม็กซ์ไม่เลือกต่างหาก และเพราะเป็นการประจานความเก่งให้ชาวบ้านรู้กันทั่ว แม็กซ์สอบตรงติดหมอ ม.มหิดลด้วยนะ แต่ไม่ไปสอบสัมภาษณ์ และด้วยวัย 19 ปี (เหมือนเขาอีกแล้ว) ก็เรียนจบ แถมพกมาด้วยเหรียญทอง 3 เหรียญ (ในฐานะที่หนึ่งของคณะประจำชั้นปีที่ 1 3) และทุนภูมิพล ซึ่งคนที่จบธรรมศาสตร์ก็คงพอจะรู้ว่าแปลว่าอะไรนะคะ ดังนั้นคงไม่ต้องบอกว่าได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากนั้นด้วยวัยยี่สิบปี แม็กซ์ก็สอบเข้าเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจของธรรมศาสตร์ได้ แต่ด้วยหลักสูตรต้องเรียนสามปี ทำให้อายุเยอะไปสักหน่อยก่อนที่จะจบปริญญาโท ด้วยวัยยี่สิบสามปี แม็กซ์ไม่ได้เกียรตินิยม แต่นั่นก็เพียงเพราะว่าไม่มีเกียรตินิยมแจกแก่นักศึกษาปริญญาโท แต่ขอบอกสั้น ๆ เพื่อยืนยันความเก่งว่า แม็กซ์เรียนตลอดสามปีได้เกรดแค่ตัวเดียวเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น และมันไม่ใช่ บี ซี ดี หรือ เอฟ

แต่ยังไม่ทันจะจบปริญญาโทที่เมืองไทยดีเลย แม็กซ์ก็สอบได้ทุนรัฐบาลไทยไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แม็กซ์เลือกมหาวิทยาลัยที่อาจารย์บอกว่า ดีที่สุดสำหรับสาขาที่ไปเรียน นั่นก็คือ UNC ที่ Chapel Hill แม็กซ์ใช้เวลาปีครึ่งจบปริญญาโทสองใบ พร้อมด้วยติดประกาศเกียรติคุณเรียนดีของคณะบดี หรือที่เรียกกันว่า Deans List แม็กซ์ได้ทุนฝึกงานจาก SEC หรือ เทียบได้กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของเมืองไทย ก็เลยอยู่ต่ออีกปีกว่า ก่อนจะกลับมาเมืองไทยทำงานใช้ทุน จากนั้นก็มาเรียนต่อปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกใบ คราวนี้อาจเพราะอายุเยอะก็เลยไม่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ก็เข้าแถวรับปริญญาเป็นอันดับหนึ่งในห้าของคณะ

อ้อแล้วแม็กซ์บอกรึยังว่าแม็กซ์เป็น CPA ของทั้งเมืองไทย และอเมริกา (ที่รัฐนอร์ท คาโรไลน่า) รวมทั้งเป็น CFA ของรัฐแม็ทซาชูเซ็ท

พูดเรื่องตัวเองมาตั้งเยอะ คำถามก็คือ

คุณเชื่อแม็กซ์ได้แค่ไหนว่าสิ่งที่แม็กซ์เขียนมาซะยืดยาวนี่เป็นความจริง เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันได้สักอย่าง

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ไอ้ประวัตินี่มันสำคัญยังไง มันบ่งบอกถึงนิสัยใจคอของแม็กซ์หรือไง มันบ่งบอกความเป็นคนขวางโลกหรือใจแคบของแม็กซ์ไหม หรือมันเป็นเครื่องรับประกันว่า คุณอ่านบลอกของแม็กซ์แล้วจะทำให้ดวงตาเบิกกว้างเห็นธรรมในชั่วอึดใจ

มันไม่ได้บอกอะไรเลย นอกจากความเป็นคนหลงตัวเอง การที่คุณเรียนเก่ง เข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี แน่ละแสดงความเก่งของคุณ แต่ในอีกทางนึงก็เป็นการแสดงถึงวุฒิภาวะที่ต่ำของคุณด้วยเมื่อเปรียบเทียบ กับเพื่อนร่วมชั้นด้วยเช่นกัน สำหรับบางคน เวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัยอาจทำให้ช่องว่างระหว่างวัยนี้หายไปได้ แต่สำหรับบางคน มันไม่เคยหายไป และที่สำคัญคุณเสียเวลาที่มีค่าที่ควรจะได้สนุกกับเพื่อนในม. 6 เพื่อแลกกับการเรียนจบที่เร็วขึ้น และนั่นก็หมายถึงต้องทำงานเร็วขึ้นอีก

มันไม่สนุกหรอกนะ

สิ่งที่แม็กซ์อยากจะบอกก็คือ คุณสมบัติส่วนตัวอาจเป็นของนอกกาย เป็นเครื่องประดับที่สวยหรู แต่มันไม่ได้บอกคุณถึงความเป็นคนข้างในได้เลย ฉากหน้าอาจะดูเก่ง ดูดี แต่ไม่ได้หมายความเขาจะเป็นคนดี หรือกระทั่งเก่ง

การเขียนประวัติตัวเองให้คนอื่นชื่นชมทำได้ง่ายค่ะ แต่การพิสูจน์ด้วยการกระทำยากกว่า

หนึ่งปีกับบลอกของแม็กซ์

อันที่จริงบลอกอันนี้ครบรอบหนึ่งปีไปตั้งแต่เดือนก่อนแล้วค่ะ เพียงแต่ช่วงนั้นมีเรื่องยุ่ง ๆ มารบกวนใจ อาจจะไม่ถึงขนาดทำให้ไวรัสลงลำไส้หรือกระเพาะ แต่ก็ทำให้สายโทรศัพท์ไหม้ได้พอสมควร ก็เลยไม่ได้เขียนฉลองครบรอบหนึ่งปีบลอกสักที

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มติดตามบลอกของแม็กซ์ ขอเท้า (ใช้คำถูกไหมเนี่ย) ความอดีตกันหน่อย

แม็กซ์เริ่มเขียนบลอกเพราะทนความจอมปลอมของสังคมในโลกไซเบอร์แห่งหนึ่งที่ แม็กซ์เข้าไปคลุกคลีด้วยไม่ได้ ขนาดที่ว่าแม็กซ์ไม่ได้เข้าร่วมขบวนการอะไรกะเขาหรอกนะ แต่ก็แค่อ่านก็ยังรู้สึกว่า "WTF" (ไม่ต้องแปลนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นบลอกที่ไม่เหมาะกะศีลธรรมอันดีของประชาชนอีก)

ในโลกไซเบอร์ คนใส่หน้ากากเข้าหากัน แม็กซ์ไม่ได้หมายความว่าทุกคนอยากจะหลอกลวงกันหรอกนะ แต่มันมีความไม่จริงใจกันอยู่ในระดับหนึ่ง คุณสามารถเป็นใครที่คุณอยากเป็นก็ได้

ตัวแม็กซ์ไม่ได้เข้าสู่สังคมในโลกไซเบอร์ของเมืองไทยจนกระทั่งเมื่อสักสาม สี่ปีก่อน (เพราะก่อนหน้านั้นอยู่ต่างประเทศ) แม็กซ์ไม่ได้บอกว่าโลกอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศมันดีกว่าเมืองไทย แต่เวลามีเรื่องอะไร แม็กซ์ก็ยังปลอบใจตัวเองได้ว่า "ไอ้ฝรั่งชั่ว" แล้วก็ด่ามันไปตรง ๆ

แต่ในโลกเน็ตเมืองไทย มันมีความขัดใจตรงที่วัฒนธรรมไทยอันแสนสุภาพ แม็กซ์พูดตามตรงนะ การทะเลาะกับแม่ค้า กับทะเลาะกะผู้ดีนี่มันให้ความสะใจที่แตกต่างกันนะ

คุณไม่สามารถด่าคนที่ทำตัวสุภาพได้ จริงไหม เพราะมันจะทำให้คุณดูเป็นคนเลว และนี่ก็เช่นกัน แม็กซ์ไม่อาจเอานิสัย (ที่หลายคนอาจจะบอกว่า "ต่ำ ๆ") มาใช้ได้ อันเลยทำให้เกิดความอึดอัดอย่างรุนแรง สุดท้ายก็ต้องมาเปิดบลอกเพื่อระบาย

มันเป็นพื้นที่ของฉัน และฉันก็จะเขียนในเรื่องที่ฉันอยากจะเขียน (ประโยคนี้แม็กซ์แปลมาจากคำพูดของคาเรน สก๊อต บลอกเกอร์อีกคนนึงที่ "ด่า" ได้มันส์ที่สุดคนนึง)

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แม็กซ์เขียน อันที่จริงมันเป็นการระบายอารมณ์ ไม่ให้เครียดเกินไป เป็นวิธีป้องกันโรคกระเพาะชนิดนึงด้วย อยากพูดอะไรก็พูด อยากด่าใครก็ด่า

หนึ่งปีผ่านไป แม็กซ์พบว่า บลอกเป็นอะไรที่มากกว่าพื้นที่ด่าชาวบ้าน

มันทำให้แม็กซ์รู้ว่า เพื่อนยังคิดถึงกันอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งข้อความให้กำลังใจกันยาวเหยียด แต่เป็นโทรศัพท์ หรือข้อความเล็ก ๆ ที่ทิ้งในอินบ๊อค

ทำให้แม็กซ์รู้ว่า คนแปลกหน้าก็มีความรู้สึกดีดีให้กันได้

ทำให้แม็กซ์รู้ว่า คนที่แม็กซ์คิดว่ามีความสำคัญ แท้จริงแล้ว มีค่าเท่าเพียงเศษฝุ่น

ทำให้แม็กซ์รู้ว่า คนบางคนยอมรับการตำหนิไม่ได้ และคนบางคนก็ไม่มีวันผิด

ทำให้แม็กซ์รู้ว่า บางครั้งตัวเองก็ "เลว" มาก

แม็กซ์ยืดหยัดในสิ่งที่ตัวเองเขียน และรวมทั้งบลอกที่แม็กซ์ลบทิ้งไปด้วย (เหตุผลของการลบทิ้งเพราะไม่อยากให้เพื่อนคนอื่นมาเดือดร้อนจากยุทธการโต้ ตอบ แต่ไม่ใช่เพราะแม็กซ์ยอมรับว่าตัวเองเขียนผิด หรือเข้าใจผิด)

และในเมื่อแม็กซ์ไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์ที่มีหน้าที่ต้องเสนอข่าวที่มีความ ถูกต้อง ดังนั้นมันจึงไม่ได้ผูกมัดว่าความคิดแม็กซ์จำเป็นจะไม่ถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน หรือเป็นกลาง มันเป็นเพียงความคิดของแม็กซ์ ที่ตัวแม็กซ์เชื่อว่ามันถูกต้อง และเป็นเช่นนั้น

อย่าคาดหวังว่าบลอกของแม็กซ์จะเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ชั้นเซียน เพราะแม็กซ์ไม่ใช่เซียน (เนื่องจากยังไม่ตาย แล้วก็ไม่รู้ว่าตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ด้วยไหม)

อย่าคาดหวังว่าแม็กซ์จะอ่านใจคุณออก แล้วเขียนในสิ่งที่คุณอยากให้เขียน เพราะคุณรู้ว่า แม็กซ์รู้ว่า คุณรู้ว่า แม็กซ์รู้เรื่องแล้ว อ่านไปก็งงค่ะ สรุปว่าถ้าไม่บอก แม็กซ์ก็ไม่รู้เรื่องหรอกนะ

อย่าคาดหวังว่าแม็กซ์จะเปลี่ยน คนที่โตมาสามสิบกว่าปี เปลี่ยนไม่ได้หรอกค่ะ แก่เกินกว่าจะเปลี่ยนแล้ว

สุดท้ายก็อยากจะขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านบลอกกันมา ขอบคุณที่เสียเวลาอันมีค่าในการอ่านบลอกที่หนักไปทางเรื่องไร้สาระเสียมากกว่า

Voice from Changi Airport

This is the first opportunity I have to access internet. Like the blog's name, now I'm in Changi Airport - Singapore. They offer free internet access so I have a chance to say hello to you all back home.

This is a very trying trip. Not that I work too hard but because I went to a lot of bookstore and bought a lot of books. I was very lucky to be in Singapore in time to their book fair so I found quite cheap books. Also found 1 Jessica Bird I was trying to find for sometime but not the one I would like to have in my hand.

I also found some books for my friends. I would tell the lucky one after I come back. But find a lot of HTF. But please pray that all the books travel safely back to BKK na ka because I cannot carry them with me to the plane. So I left it with chance to the airlines.

Miss you all ka. And will call you tonight.

See you back in Bangkok ka.

ทุลักทุเลทริปทูสิงคโปร์

อันที่จริงกลับมาตั้งแต่วันพฤหัสคาบเกี่ยววันศุกร์แล้วล่ะค่ะ ด้วยความล่าช้าของสายการบินไทยตามปกติทำให้มาถึงกรุงเทพสายไปประมาณสิบห้า นาที พอบวกกับระยะเวลาที่ใช้ในการรอกระเป๋าจากสายพานวิเศษที่รวดเร็วมากด้วยเวลา เกือบครึ่งชั่วโมง ก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าพอดีกว่าจะออกผ่านด่านศุลกากรมาพบกับขณะกลองยาวที่มา รอต้อนรับนักศึกษาอาชีวไทยที่ไปได้รางวัลมาจากประเทศญี่ปุ่น แม็กซ์ก็เลยรู้สึกเหมือนได้รับการต้อนรับกลับเมืองไทยไปด้วยอีกคน

รูปที่เห็นเป็นสมบัติทั้งหมดที่แม็กซ์หอบหิ้วกลับมาด้วย หลังจากสามวันในสิงคโปร์ การเดินทางไปประชุมที่ไม่ได้คิดว่าจะซื้ออะไรกลับมามากนัก ก็เลยเอาเป้ไปใบเดียว (ใบสีดำที่ไม่ได้ตุงอย่างที่เห็นในภาพหรอกนะ) แต่เมื่อไปเจอกับงานหนังสือลดราคาในสิงคโปร์ (ราคาตั้งแต่เล่มละเหรียญสิงคโปร์ ไปจนถึงสามเล่มสิบเหรียญ) ก็เลยเกิดอาการสติแตก ขนซื้อกันเข้า จนกระเป๋าใส่ไม่หมด สุดท้ายก็เลยเลยกลายเป็นอย่างภาพที่เห็น

ปัญหาก็คือ สายการบินไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารโหลดถุงก๊อบแก๊บ แต่แม็กซ์ก็ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่นว่า ไม่มีปัญญาหิ้วขึ้นเครื่องเองหรอกนะคะ (หนักจะตายห่า) สายการบินก็เลยยอม พร้อมทั้งใจดีหาถุงมาให้ใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม หลายจากเซ็นต์ชื่อยินยอมว่าจะไม่เอาผิดสายการบินหากข้าวของในถุงก๊อบแก๊บ เสียหาย ของก็เลยโดนโหลดเข้าเครื่องไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกของแม็กซ์ที่ ไม่ต้องแบกพวกนี้ติดตัวอีกต่อไป (หลังจากต้องแบกทั้งหมดนี้ทั้งวัน ตะลอนไปทั่วสิงคโปร์เพื่อหาซื้อหนังสือ (นึกเอาแล้วกันว่าแม็กซ์ซึ่งเป็นหญิงสาวที่แสนบอบบางต้องขนและลากของพวกนี้ ไปกะตัว ฟังดูน่าสงสารไหมเนี่ย

ไม่มีภาพอย่างอื่นมาให้ดูนอกจากนี้หรอกค่ะ เพราะว่าไม่ค่อยมีเวลาถ่ายเท่าไหร อีกอย่างไม่ใช่คนชอบถ่ายรูป ยกเว้นแต่ว่าจะมีอะไรน่าสนใจ อย่างรูปนี้เป็นป้ายที่ไปเจอที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่แม็กซ์บอกกะเพื่อนที่พาไปว่า "อย่าไปกินมันเลยวะ"

อ่านแล้วมันให้ความรู้สึกว่า เจ้าของร้านมันดูถูกคนมากินจังเลยวะ อีกอย่างรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นนักเรียนอีกรอบ แม็กซ์ไม่ใช่พวกไฮโซมีตังค์เป็นถังหรอกนะ แต่อ่านแล้วมันรู้สึกแย่ เหมือนไปขอเขากินเลยล่ะ

สุดท้ายจบด้วยรีวิวแล้วกัน กับหนังสือที่แม็กซ์รู้สึกว่าน่าอ่าน เมื่อดูจากปกและคำวิจารณ์ของนักเขียนชื่อดังที่ให้เครดิตคนแต่ง กับเรื่อง When lady misbehaves ของมิเชล มาร์คอส (คนที่ให้เครดิตคือลิซ่า เคลย์แพส)

พล็อตเรื่องที่ดูแล้วคุณลัดดาน่าจะหัวใจวาย เพราะดูเอ็กซ์ โป๊ ลามก เมื่อนางเอกซึ่งเป็นคนทำความสะอาดในซ่องนางโลมชั้นต่ำริเอาดีด้วยการแบ ล็กเมล์เหล่าขุนนางด้วยการเอาอดีตที่เคยใช้บริการเหล่าคุณโสมาบีบบังคับ

คำร่ำลือ และชื่อเสียงของหนังสือเล่มนี้ที่มาเข้าหูแม็กซ์ทำให้เราคาดหวังว่านี่จะ เป็นอีกเล่มในแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่เซ็กส์ฉากเด็ดเปรอะไปทั่วหน้าหนังสือ ดังนั้นขออนุญาตทำความเข้าใจกันล่วงหน้าก่อนแล้วกัน เล่มนี้เซ็กส์เกิดขึ้นในการแต่งงาน นั่นหมายถึงว่าพระเอกแต่งงานกับนางเอกแล้วถึงมีฉากเด็ด ๆ เกิดขึ้น และฉากเด็ด ๆ มันก็ไม่เด็ดเท่าไหรหรอกนะ ดังนั้น (อีกรอบ) สรุปว่า ถ้าอ่านเพราะคาดหวังฉากเซ็กส์มันส์ ๆ เด็ด ๆ กรุณาอย่าอ่าน

แต่ถ้าคุณอยากอ่านเรื่องนี้พระเอกรักนางเอกเหลือเกิน (แม้ว่านางเอกจะปญอ.ไปหน่อยก็ตาม) และฉากว่าความที่เรียกน้ำตามคนอ่าน คุณจะไม่ผิดหวังที่เล่มนี้

แม็กซ์ไม่ได้บอกว่าเล่มนี้ถูกใจแม็กซ์มากมายอะไร เพราะความรู้สึกว่าถูกหลอกยังมีอยู่บ้าง (ก็ดันโฆษณาซะเหมือนกะว่าเป็นอีโรติกนี่นา) แต่ก็ถือว่าเนื้อเรื่องใช้ได้ อ่านได้สบายใจ ตัวละครที่ดีก็ดีโคตรดี ส่วนที่เลว ก็เลวบัดซบตามบท

เอพริลนางเอกแม้จะเป็นเพียงสาวใช้ แต่เธอฝันสูง และสู้เพื่อฝัน เธอฉวยโอกาสเมื่อได้ไดอารี่ลับเรื่องในมุ้งของมาดามในซ่องที่เธอทำงานอยู่ และใช้มันเป็นบันไดไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า เธอไม่ต้องการขายตัวเองเพื่อเงิน และคิดว่าการเลือกวิธีการที่ผิดกม.ด้วยการแบล็กเมล์ชาวบ้านเป็นทางออกที่ดี กว่า ในฐานะผู้นิยมศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง (ที่ไม่นิยมคุณลัดดา) แม็กซ์ก็เห็นด้วยนะ

หลังจากหลอกชาวบ้านไปทั่ว ก็มาถึงคิวบ้านพระเอก ที่พ่อเคยใช้บริการมาดาม แต่ต่างตรงที่ว่าพ่อพระเอกรักมาดามนั่นมากพอจะรับเอพริลเข้ามาอยู่ในบ้าน เพราะคิดว่าเธอเป็นลูกสาวของมาดามที่เคยรัก

พระเอกเราไม่เชื่อเธอ เรื่องราวดำเนินไป ตัวร้ายโผล่เข้ามาเป็นทนายที่อิจฉาพระเอก (ที่นอกจากจะเป็นขุนนางแล้วยังเรียนจบกม.รุ่นเดียวกะทนาย แต่เรียนเก่งกว่า) แล้วก็สาวในอดีตของพระเอกที่เคยรักหนักหนา แต่ทิ้งพระเอกของเราไปเพราะเจอตาแก่ที่มีเงินเยอะกว่า สาวเจ้าอยากได้พระเอกเราตัวสั่น ตัวร้ายสองคนเจอกันวางแผน

ส่วนพระเอกก็ตกหลุมรักนางเอก เล่มนี้เรื่องความรักหวานนะ ง่ายด้วย ไม่ต้องคิดมาก ไม่ซับซ้อน เอพริลกะไรลี่ย์ (พระเอก) แม้จะขัดแย้งเพราะเจตนานางเอกไม่บริสุทธ์ตอนแรก แต่ก็จีบกันได้ล่ะนะ

ไม่นับความโง่ (ชั่วขณะ) ของนางเอก ก็ถือว่านางเอกสอบผ่าน ส่วนพระเอกน่ะ มาตรฐานแม็กซ์ต่ำอยู่แล้ว ก็ถือว่าโอเคเลย โดยเฉพาะตอนท้ายเรื่อง เมื่ออดีตในฐานะนักแบล็กเมล์ของนางเอกถูกเปิดโปง แล้วพระเอกต้องแสดงความสามารถทางด้านกม.ที่เรียนมาเป็นทนายว่าความให้นางเอก ถือว่าไรลีย์ เท่ห์มาก

แม็กซ์ไม่แน่ใจในความถูกต้อง ของวงการกม.ในศตวรรษที่ 19 ในเรื่องมากหรอกนะ (ดูแล้วมันน่าจะมั่ว แต่ก็ยืนยันไม่ได้) แต่ถ้าอ่านเอาสนุกก็ไม่ควรคิดมากอะไร

ความรู้สึกของแม็กซ์ต่อเล่มนี้ยอมรับว่าสับสนนะ เพราะในด้านนึง เล่มนี้ก็ไม่เสียหายอะไร แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแม็กซ์นึกว่ามันจะเป็นเรื่องอีกแนวนึงก็ได้ ทำให้เวลาอ่านก็คาดหวังอย่างนึง แต่ผลลัพธ์กลับเป็นอีกอย่าง ก็เลยมึนไปหน่อย สรุปว่าตอนนี้คะแนนที่ 65 (กับ 85 เฉพาะร้อยหน้าสุดท้าย)

ตอบจม.แฟนบลอก

แม็กซ์พูดตามตรงนะคะว่า ไม่เคยคาดหวังว่าจะมีคนเข้ามาบลอกเยอะอย่างที่คิด (คำว่าเยอะของแม็กซ์อาจจะต่างจากหลายคนนะคะ บางคนอาจมองว่ามันไม่เยอะเลย แต่สำหรับแม็กซ์ มันเยอะค่ะ) เพราะไม่ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือว่าแจกลิงค์ตามเอ็ม เพียงแค่ให้ลิงค์กับเพื่อนสนิทที่ใจตรงกัน เพราะถ้าคุณตามอ่านบลอกแม็กซ์อยู่ ก็คงจะรู้ว่า แม็กซ์ไม่ใช่คุณป้าใจดี ให้คำแนะนำ หรือเป็นกำลังใจให้ใคร

แม็กซ์ก็เป็นแม็กซ์ บิชชิ่งจนหลายคนไม่กล้ากระทั่งจะทักทาย แต่นี่ก็คือตัวตนของแม็กซ์ แม็กซ์บอกคุณได้เลยว่า ตัวตนของแม็กซ์ที่เห็น นี่คือสิ่งที่คุณจะได้รับและพบเจอ ไม่มีอะไรซ่อน ไม่มีความลับที่มีหลายระดับ ที่เพื่อนบางกลุ่มวงในเท่านั้นที่จะได้รู้ อะไรที่แม็กซ์รู้ และพูดได้ (ไม่กระทบให้คนที่บอกข่าวเดือดร้อน) แม็กซ์ก็บอกทุกคนที่อยากได้ยิน ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง แม็กซ์ไม่เคยรับหนังสือฟรีจากสนพ.ไหน ไม่เคยรับส่วนลดในราคาพิเศษจากใคร จะมีก็รับของขวัญจากคนที่แม็กซ์เรียกว่าเพื่อน (ซึ่งอันนี้ขอบอกว่าเต็มใจรับค่ะ ไม่ต้องเกรงใจในการให้นะคะ)

บางคนอาจชื่นชมแม็กซ์ในบลอกหนึ่งเพราะเขียนแล้วดูดีกับเขา และเกลียดแม็กซ์ในวันถัดเพราะแม็กซ์แรงเกินไปในการวิจารณ์เขา ซึ่งแม็กซ์ก็ช่วยไม่ได้ เพราะในโลกที่ตัวตนของคุณไม่ใช่ความจริงอย่างอินเตอร์เน็ต คุณยังเล่นละครซ้อนสามซ้อนสี่เข้าไปอีก เช็คอินเข้ารพ.สมเด็จเจ้าพระยาได้แล้ว

โอเค เข้าเรื่องค่ะ มีหลายคนที่ส่งอีเมลล์มาหาแม็กซ์ พูดคุยกัน ทั้งที่ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้า แม็กซ์ขอบอกว่า ปลื้มใจทุกครั้งที่ได้รับจม.จากพวกคุณ เพราะสำหรับเพื่อน การเข้ามาอ่าน หรือเขียนคอมเม้นต์อาจะเป็นเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่สำหรับคุณ ๆ ที่แม็กซ์ไม่รู้จัก หรือเคยพูดคุย แม็กซ์รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้ง (ถ้ามองเห็นหน้าแม็กซ์ในขณะนี้ก็คงมองเห็นดวงตาที่น้ำตารินอยู่นะคะ)

หลายคนที่อีเมลล์เข้ามาพูดคุย บางคนมีคำถามซึ่งแม็กซ์ขออนุญาตตอบในพื้นที่บลอกแล้วกันค่ะ แม็กซ์ไม่ขอเอ่ยชื่อคนถามนะคะ เพราะไม่แน่ใจว่าเจ้าตัวจะอนุญาตให้เอ่ยหรือไม่

"อยากทราบหนังสือที่คุณ Max ชอบที่สุดที่ไม่ใช่ romance"

แม็กซ์อ่านหนังสือหลายแนว แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นว่าต้องมีเรื่องรักพัวพันไม่มากก็น้อย เลยไม่รู้ว่าที่ไม่ใช่โรแมนซ์นี่ ดีกรีมากแค่ไหน เอาเป็นว่าแม็กซ์เรื่อง Exodus ของลีออน ยูริส ซึ่งเป็นหนังสือแปลเล่มแรกที่แม็กซ์อ่านในชีวิต และเป็นหนังสือที่ทำให้แม็กซ์ไม่มีวันเป็นกลางในปัญหาความขัดแย้งในตะวันออก กลาง เรื่องนี้เกี่ยวกับการสร้างชาติอิสราเอล

"ทำไมถึงหารีวิวเรื่อง A Kiss in the dark ไม่เจอเลยล่ะ ไหนคุณบอกว่าโพสต์ในโปรบอร์ดแล้ว"

สารภาพเลยว่า หายังไงก็ไม่เจอหรอกค่ะ เพราะแม็กซ์ยังไม่ได้เขียนเลย ตอนนี้กำลังคิดอยู่ว่าจะทำมุมหนังสือคลาสิก (สำหรับแม็กซ์) ขึ้นมาดีไหม สำหรับรีวิวงานเขียนที่อ่านมานานแล้ว แต่แม็กซ์ยังคิดว่า มันซู้ดยอดอยู่ ถ้าไอเดียนี้ถือกำเนิด เอาเป็นว่า แม็กซ์ยกให้เล่มนี้เป็นโปรเจ็กค์แรกแล้วกันค่ะ

"อยากรู้ว่ามีหนังสือกี่เล่ม"

ภาษาอังกฤษ 6,407 เล่ม กับอีกสองถุงคิโนะคูนิยะ ภาษาไทย 748 เล่ม ส่วนอีบุ๊คไม่เคยนับเป็นจำนวนเล่มค่ะ แต่มีประมาณ 15 GB

"ทำไมอ่านเร็วจัง"

ตอบตามตรงก็คือ ไม่รู้ค่ะ อาจเพราะอ่านหนังสือมานานแล้ว แม้จะไม่ใช่โรแมนซ์ก็ตาม สปีดอยู่ประมาณวันละหนึ่งเล่มมาเป็นสิบปีแล้วค่ะ

"อยู่เมืองไทยรึเปล่า"

ช่ายแล้ว

"ชอบชุดพรานราตรีมาก แนะนำเรื่องที่คล้ายกันให้หน่อยสิคะ"

ขอตอบอย่างงี้แล้วกันนะ หนังสือชุดแนวพารานอมอลที่แม็กซ์คิดว่าน่าติดตามอ่านแล้วกันค่ะ เฉพาะเรื่องที่แม็กซ์อ่านหนังสือในชุดนั้นเกินหนึ่งเล่มแล้วนะคะ

BlackDagger Brotherhood ของเจอาร์ วาร์ด

Phy/Changeling ของนรินี ซิงค์

Paladin ของอเล็กซิส มอร์แกน

Fallen Angel ของเมลจีน บรู๊ค

Midnight Warriors ของเดียเดร ไนท์

Nightwalkers ของแจ็คเกอลิน แฟรงค์

Texas Vampire ของไดแอนท์ ไวท์ไซด์

Darkness Chosen ของคริสติน่า ดอจจ์

The World of Lupi ของอีลีน วิกส์

"ทำไมถึงไม่วิจารณ์หนังสือที่มีแปลเป็นไทยบ้าง"

ไม่ได้กวนทีนนะคะ แต่เพราะแม็กซ์อ่านหนังสือฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ และส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องที่เพิ่งออก ซึ่งสนพ.เขายังไม่ได้แปล

และคำถามนี้ที่ดูจะสด ๆ ร้อน ๆ มาจากบอร์ดแห่งนึง "หนังสือ 10 เรื่องที่คุณแม็กซ์ชอบมากที่สุด"

นี่เป็นคำถามที่ตอบในวันอื่นค่ะ

Saturday, January 31, 2009

สามสิบยังแจ๋ว ที่ไม่ใช่เพลง

ถ้าเป็นสมัยก่อน คนอายุสามสิบก็ถือว่ามาถึงครึ่งทางชีวิตพอดี ตอนนี้เมื่อคนอายุยืนขึ้นไปเป็นแปดสิบเก้าสิบ อายุสามสิบจึงเปรียบเหมือนการเริ่มต้น คุณเพิ่งผ่านพ้นสิบปีแรกแห่งการทำงานในชีวิตมา (บางคนอาจจะยังไม่หมดภาระเรื่องเรียนด้วยซ้ำ) คุณเริ่มสนุกสนานกับการใช้เงินที่หามาได้เอง ใช้ชีวิตอย่างที่คุณใฝ่ฝัน (ถ้าคุณโชคดีพอ) สามสิบเป็นวัยแห่งการใช้ชีวิต

แม็กซ์นั่งคุยกับเด็กที่เพิ่งสอบเข้ามหาลัยได้ เขาอายุ 18 ปี กำลังหนุ่มเต็มตัว พ่อแม่ฉลองความสำเร็จให้เขาด้วยการซื้อรถให้ขับ เมื่อเราเจอกัน จู่ ๆ เขาก็ถามแม็กซ์ว่า อายุเท่าไหรแล้ว

พอตอบไปว่าสามสิบ... เขาก็พูดว่า นึกภาพตัวเองตอนอายุเท่านี้ไม่ออกเลย แล้วก็ไม่อยากจะคิดถึงตัวเองตอนอายุสามสิบด้วย มันแก่เกินไป

เอาล่ะสิ แก่งั้นเหรอ แม็กซ์บอกเลยนะว่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่ อาจเพราะตลอดเวลาการใช้ชีวิต แม็กซ์ไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำผิดพลาด ทำเยอะด้วยนะ แต่ทุกความผิดพลาด ทุกความล้มเหลว คือประสบการณ์ที่ทำให้แม็กซ์เป็นคนอย่างทุกวันนี้

คนที่แม็กซ์พอใจที่ได้เป็น และมีความสุขที่ได้เป็น

ไม่มีคำว่าเสียใจ

แม็กซ์ตอบเด็กคนนั้นไป สามสิบไม่ใช่วัยที่น่ากลัว เป็นการเริ่มต้นชีวิตอันน่าพิศมัยด้วยซ้ำ ถ้าคุณใช้ชีวิตในช่วงเวลาก่อนหน้าอย่างฉลาด คุณจะมีวัยสามสิบที่สดใส เสียยิ่งกว่าวัยรุ่นขบเผาะเสียอีก

ทำไมน่ะเหรอ

สามสิบเป็นวัยที่คุณเริ่มก้าวหน้าในอาชีพ มีเงินที่คุณหามาเอง และแน่นอนว่าย่อมจะตัดสินใจใช้ยังไงตามแต่ใจที่คุณต้องการ คุณไม่ใช่เด็กวัยสิบเจ็ดที่แบมือขอเงินจากทางบ้าน ต้องหลบซ่อนสิ่งที่คุณชอบจากผู้ปกครอง เพียงเพราะพวกเขาอาจไม่เข้าใจในความลุ่มหลงของคุณอีกต่อไป

สำหรับแม็กซ์ มันคือการประกาศอิสรภาพ การเป็นตัวของตัวเอง เลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เราเลือก ไม่ใช่ในแบบที่ถูกเลือกให้เป็น

แต่แม็กซ์ไม่มีวันที่จะมายืนที่จุดนี้ในวัยสามสิบได้ ถ้าในช่วงก่อนหน้าไม่ฟังคำแนะนำจากคนอื่น ไม่ทำเต็มที่กับชีวิตที่อยู่ตรงหน้า ชีวิตไม่ได้เกิดจากการอธิษฐานขอพร (โอเคมันอาจมีส่วนช่วยนะ) แต่เป็นเพราะความพยายาม และทุ่มเทเกินร้อย

ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ มีแต่ไม่ได้ทำ (ไม่ใช่โฆษณาจอห์นนี่วอร์คเกอร์นะ แต่เป็นสิ่งที่แม็กซ์คิดเสมอ)

แม็กซ์ไม่เก่งอังกฤษมาจากท้องพ่อท้องแม่ แม้ทางบ้านจะลุ้นและดันด้วยการเสียเงินแป๊ะเจี๊ยให้เข้าเรียนในโรงเรียน ฝรั่งระดับดังย่านเทเวศร์ ตอนเรียนม.สองก็สอบตกวิชาภาษาอังกฤษ

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับชีวิตของแม็กซ์ มันปลุกแม็กซ์ตื่นจากความฝันเฟื่องที่ว่า คนเราสอบผ่านกันได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือ

อาจมีคนทำได้ แต่ไม่ใช่แม็กซ์ ความพยายามทำให้แม็กซ์อ่านนิยายภาษาอังกฤษเล่มแรกจบขณะกำลังเรียนม.สอง และไม่เคยหันหลังกลับนับจากนั้น

ชีวิตในปัจจุบันมีฐานมาจากอดีต มันขึ้นอยู่กับว่า คุณใช้ชีวิตในอดีตยังไง มันเป็นภาพสะท้อนอดีตที่คุณเป็น และในขณะเดียวกันมันก็จะเป็นโครงร่างของชีวิตที่คุณกำลังจะเป็นในอนาคต

แม็กซ์ไม่ใจหายที่อายุสามสิบ เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต

My Feeling is so blue

ชื่อบลอกไม่ได้หมายความว่า แม็กซ์ตัวกลายเป็นสีฟ้าไปแล้วหรอกนะคะ แต่มันเป็นความรู้สึกตอนนี้อย่างมาก ก็เลยขออนุญาตอีกวันที่จะไม่พูดถึงโรแมนซ์ แต่เป็นการพูดเพ้อเจ้ออีกวันแล้วกัน

เพราะความรู้สึกตอนนี้มันสร้างอารมณ์รีวิวอะไรไม่ออกเลยค่ะ

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ในบลอกก่อน คุณ Thasorn ก็ขอให้เจอนาฬิกาด้วยนะคะ มันอาจจะยากที่เป็นไปได้ แต่ใครจะรู้ล่ะคะ ส่วนดีดี แม็กซ์ดีใจนะที่ขับรถไม่เป็น แต่เวลาที่ฝนตก แล้วแท็คซี่มันเล่นตัวนี่ ก็เกิดอาการอยากมีรถขึ้นมาทุกทีเลยล่ะ แต่สามสิบหกบาทนี่ มันก็โหดโคตรเลย

ความบลูนี่มันมาด้วยหลายเหตุผล ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกไม่ค่อยสบายด้วยค่ะ (เนื่องจากตากฝนเมื่อวาน) แต่ไม่ถึงกะออกอาการ เนื่องจากฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ไว้ ก็เลยมีลักษณะเหมือนไก่หงอย จะป่วยก็ไม่ป่วย แต่ก็ไม่รู้สึกสดใสเลย

เฮดฮันเตอร์โทรมาถามว่าอยากเปลี่ยนงานไหม เค้ามีงานที่ใหม่ให้ เงินเดือนดีกว่าที่เดิม (เยอะเหมือนกัน) ตำแหน่งใหญ่ขึ้น แต่เป็นบริษัทที่เล็กกว่าที่เดิม (เยอะ) ก็เลยเพิ่มความสับสนใจชีวิตมาเข้าไปอีก

เพราะที่ทำงานนี่โอเคนะคะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่คิดว่าอาจจะถึงจุดอิ่มตัวกับที่นี่แล้ว ไม่รู้สึกว่ามีอะไรท้าทายอีกต่อไป งานที่เป็นปัญหาตอนเข้ามา ก็สางจนหมด ทำให้ตอนนี้วันวันเวลาว่างมากจนมีเวลามาคิดเรื่อยเปื่อย และรู้สึกดีเพรสขนาดนี้ บางทีนะคะ อาจถึงเวลาเปลี่ยนงาน แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจสั่นไหววุ่นวาย มันก็อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะค่าจ้างที่ได้จากนี่ก็ยากที่จะหางานที่อื่นมาเทียบได้ ที่สำคัญความมั่นคงของที่นี่ก็ดีกว่าที่อื่น แล้วยังโบนัสอีกล่ะ

ช่วงนี้เรารู้สึกว่าตัวเองเริ่มเข้าใจคนที่ทำงานที่เดิมเป็นสิบปีได้แล้วนะ คะ เพราะพอตำแหน่งก้าวไปถึงจุดนึง คุณก็จะเริ่มเกิดความรู้สึกว่า ไม่อยากขยับอีกแล้ว ที่เดิมมันอาจไม่เพอร์เฟ็ค แต่มันก็อาจจะดีกว่าความไม่แน่นอนของงานที่ใหม่ (ที่อาจจะดีกว่าหรือเลวกว่า)

ก่อนหน้าแม็กซ์ไม่เคยทำงานที่ไหนนานเกินสองปี (ยกเว้นราชการที่ลาออกไม่ได้ เพราะติดใช้ทุน ก็เลยทำไปสามปี) ทุกครั้งตอนที่ลาออก แม็กซ์ย้ายด้วยความเต็มใจ และรู้สึกท้าทายโดยงานที่ใหม่ ไม่เคยรู้สึกเสียดาย หรือมองย้อนกลับไปที่ก่อนสักครั้ง และไม่เคยเสียใจ แต่ตอนนี้ดูทุกอย่างมันเบลอไปหมด เบื่อที่เดิมก็เบื่อนะ (มันเป็นความเบื่อแบบทั่วไป ไม่ได้มีปัญหากะใคร เจ้านายก็ดี เพื่อนร่วมงานก็ดี ลูกน้องก็ดี แต่มันราบเรียบเกินไป) แต่ก็ไม่อยากเริ่มต้นใหม่กับที่ใหม่แล้ว เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่เกินกว่าจะไปฟาดฟันกันใหม่อีกรอบ (งานที่เดิม ออกฤทธิ์จนคนเค้ารู้กันไปทั่วแล้วว่าเป็นยังไง)

สับสนในตัวเองเอามาก

แต่เรื่องที่ทำให้เซ็งและเครียดที่สุดก็เป็นการรบรากับร้านหนังสือที่ซื้อ กันอยู่เป็นประจำ (ขอถอนหายใจสักทีนึง) แม็กซ์ซื้อหนังสือที่ร้านนี้ตั้งแต่หนังสือราคาเล่มละร้อยห้าสิบ ไปจนถึงสี่ร้อยสี่สิบ (สำหรับเล่มที่ราคา 6.99 เหรียญนะ) แล้วตอนนี้ราคากลับมาที่ต่ำกว่าสองร้อยอีกรอบ นับเวลาไปก็มากกว่าสิบปีแล้ว

ไม่มีครั้งไหนที่แม็กซ์รู้สึกผิดหวังและหมดอารมณ์ได้เท่ากันครั้งนี้ บางทีอาจเพราะเค้ารู้ว่า ยังไงเราก็ต้องซื้อหนังสือที่เค้า เพราะราคาของเขาดีที่สุดในเมืองไทย (และประเทศข้างเคียง) แล้วในตอนนี้ แถมหนังสือก็ยังถือว่าส่งเร็วพอกะเมกาเลย นั่นทำให้เขารู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านค้าที่ดีก็ได้ เพราะยังไงลูกค้าก็ต้องง้อซื้อจากเขา

และแม็กซ์ก็ต้องยอมรับนะ ว่าตอนนี้ (เน้นว่าตอนนี้) แม็กซ์ก็ไม่มีทางเลือก แม้จะไม่พอใจ และไม่ชอบวิธีการให้บริการของเขายังไง ก็คงต้องซื้อเขาอ่านอยู่ดี แต่คนอย่างแม็กซ์ไม่ยอมให้ใครถือไพ่เหนือกว่าได้ตลอดหรอกนะคะ แม็กซ์มองหาทางออก (และเริ่มต้นติดต่อทางเลือกแล้วด้วย) เพียงแต่การเจรจายังไม่สิ้นสุด ก็เลยขอว่ายังไม่เล่าให้ฟังนะคะ

ถ้าผลสรุปมาเป็นข่าวดี แม็กซ์จะมาเล่า และเสนอวิธีแก้ปัญหาน่าเบื่อหน่ายอันนี้กับเพื่อนที่มีความรู้เบื่อ "ร้านนี้" เช่นเดียวกับแม็กซ์

ขอโทษที่เป็นอีกวันที่ต้องมาอ่านเรื่องชีวิตของแม็กซ์ แต่ไม่มีอารมณ์ทำอะไรอย่างอื่นเลย

ชีวิตจริงกับโลกไซเบอร์

วันนี้ตั้งใจว่าจะเขียนรีวิวหนังสือเรื่อง The Seduction of an Unknown Lady ของซาแมนธา เจมส์ แต่การแวะเยี่ยมเยียนตามอ่านบลอกที่อ่านกันอยู่ประจำในตอนเช้าก็เปลี่ยนความ ตั้งใจไปหมด

เพราะหนึ่งในบลอกที่แม็กซ์ตามอ่านอย่างภักดี (และชื่นชม) นั่นก็คือบลอกของเดียร์ออเตอร์ (คนที่สนใจอยากเข้าไปชมบลอกนี้ ก็ดูที่ลิงค์ด้านข้างแล้วกันค่ะ) คนที่อ่านบลอกนี้เป็นประจำก็คงรู้ว่า บลอกเกอร์ที่นี่เก่งและตรงไปตรงมาแค่ไหน อันที่จริงพวกเขาเป็นตัวอย่างของบลอกเกอร์อย่างที่แม็กซ์อยากเป็น บลอกที่วิจารณ์หนังสืออย่างตรงไปตรงมา เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับวงการหนังสือที่ดีที่สุดแห่งนึง และแถมให้ความรู้ด้านกฎหมายอีกต่างหาก

วันนี้ (หรือเมื่อวานในอเมริกา) เจน หนึ่งในบลอกเกอร์แห่งเดียร์ออเตอร์ออกมาประกาศชื่อจริง และประวัติที่แท้จริงของเธอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจนบอกว่าเธอทำงานเป็นนักกฎหมาย และมักให้ความคิดเห็นด้านกฎหมาย (ที่น่าสนใจมาก) แต่วันนี้เธอยืนยันตัวตนของเธอเอง บอกประวัติความเป็นมา ข้อมูลเกือบทุกอย่างที่ระบุตัวตนอันแท้จริงของเธอได้

เจนมีเหตุผลในการเปิดเผยตัวตนของเธอ นั่นเพราะเธอได้รับเชิญให้ไปพูดในงานประชุมของ RWA (ซึ่งเป็นองค์กรโรแมนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก) เธอบอกว่า เธอไม่อาจออกไปให้ความรู้แก่สาธารณชนได้ โดยที่ใช้นามแฝง นั่นทำให้เธอตัดสินประกาศตัวตนของเธอเอง

และนั่นทำให้แม็กซ์ต้องคิด

ไม่ใช่ว่าแม็กซ์คิดจะประกาศประวัติตัวเองหรอกนะคะ แม็กซ์ไม่มีเหตุผลที่น่าสนใจอย่างเจนที่จะป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นใคร (เพราะมันไม่ได้มีความสำคัญกะบลอกด้วยล่ะ)

สิ่งที่ทำให้แม็กซ์คิดก็คือ ตัวตนที่แท้จริงของเจนตรงกับตัวตนที่เธอแสดงออกมาในบลอกของเธอ นั่นก็คือ เธอไม่ได้โกหก เธอบอกว่าตัวเองเป็นนักกฎหมาย และแท้จริงแล้วเธอทำงานเป็นผู้ช่วยอัยการรัฐ

แม็กซ์ก็เลยคิดไปไกลถึงตัวตนของใครหลายคนที่ประกาศอยู่ในเน็ตนี่ ว่ามันตรงกับชีวิตจริงของพวกเขาแค่ไหน

อินเตอร์เน็ตเชื่อถือได้ หรือเป็นเพียงโอกาสให้เราสร้างตัวตนที่เราอยากเป็นขึ้นมา มันเป็นที่ระบายความอัดอั้นบางอย่างในใจรึเปล่า

เป็นไปได้ไหมว่า ตัวตนของแม็กซ์ที่แท้จริงแล้ว เป็นผู้หญิงขี้อายที่ไม่กล้ากระทั่งจะสบตากะคน แม็กซ์ต้องสร้างตัวตนในเน็ตที่ปากร้ายและแข็งกร้าวขึ้นมา เพื่อชดเชย

แม็กซ์ไม่ตอบคำถามนี้นะคะ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงตัวเอง แต่ขอบอกว่า โดยประสบการณ์ส่วนตัว มากกว่า 80% ของประวัติที่เล่าลือกันในอินเตอร์เน็ต ไม่เป็นความจริงทั้งหมด ไม่ใช่ว่าหลอกลวงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันมีบางสิ่งที่ไม่จริงผสมกันเข้าไป

การหลอกลวงเรื่องตัวตนที่แท้จริงของตนเองนี้ แม็กซ์ไม่ได้มองว่า เป็นไปเพราะต้องการหลอกลวงในทางประสงค์ร้ายหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะหลายเหตุผล คุณอาจไม่ชอบตัวตนที่แท้จริงของคุณเอง จึงต้องสร้างใครสักคนที่ดูดีกว่าสิ่งที่คุณเป็น หรือคุณอาจจะไม่ไว้ใจโลกไซเบอร์แห่งนี้ จนไม่กล้าเปิดเผยตัวเองออกมาเต็ม ๆ หรือคุณอาจจะนึกสนุก สร้างตัวตนที่คุณไม่มีวันเป็น แต่อยากรู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกกันอย่างไร และอีกหลายร้อยเหตุผลที่อธิบายได้

แม็กซ์อยากรู้ว่า คุณเชื่อถือตัวตนที่คนเขาบอกกันในเน็ตแค่ไหน คุณตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนรึเปล่าว่า สิ่งที่เขาบอกว่าเขาเป็นในเน็ต คือตัวตนที่แท้จริงของเขา หรือคุณเป็นอย่างแม็กซ์ ที่คิดไว้ก่อนเลยว่า ทุกอย่างที่พวกเขาพูดเกี่ยวกับตัวเอง (เน้นว่าเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของพวกเขานะคะ ไม่ใช่เรื่องอื่น ๆ ) ต้องเอาสิบหาร

Wednesday, January 21, 2009

นี่คือคนที่เราเป็น

ไม่ได้หลงตัวเองจนต้องมานั่งพูดถึงเรื่องของตัวเองหรอกนะคะ แต่บังเอิญวันนี้ไปเดินเจอประเด็นที่น่าพูดถึงอีกแล้ว

เพื่อนของเราไปงานหนังสือมา พร้อมทั้งหิ้วหนังสือมาฝากเราหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือเรื่องเปลือยสังหารที่เป็นฉบับปรับปรุง เขาฝากให้เราเอาไปให้ม่ามี้ของเรา เพราะเพื่อนรู้ว่า เราคงไม่มีวันกลับไปเหยียบ และซื้อหนังสือของสนพ.นี้ด้วยตัวเองเป็นแน่ เขาก็เลยทำตัวเป็นลูกที่ดีกว่าลูกแท้ ๆ อย่างแม็กซ์เป็น เพราะม่ามี้เราอยากอ่านเล่มนี้มาก แต่ลูกสาวไม่ยอมให้ซื้อ เพราะดันแปลชื่อพระเอกผิด ตอนนี้ทางสนพ.เขาออกฉบับปรับปรุง เปลี่ยนชื่อพระเอกใหม่ ออกเสียงถูกต้อง ม่ามี้เราก็เลยบอกว่า ควรจะซื้อเขาได้แล้วนะ แต่แม็กซ์ก็ยังยึดหลัก เจ็บนี้อีกนาน ไม่ยอมกลับไปเหยียบ จนได้เพื่อนแสนดี (ที่ไม่ขอออกนามนะคะ เพราะไม่คิดว่าคนอ่านบลอกจะรู้จักเขาหรอก) ที่ทั้งออกเงินซื้อมาให้ และเสี่ยงไปที่บู้ทนั้นด้วยตัวเอง

ขอเล่าย้อนความให้กับคนที่ไม่ได้รู้จักแม็กซ์นานพอฟังกันหน่อยแล้วกันค่ะ อันที่จริงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักสองปีก่อนนี่ ถือเป็นเหตุการณ์สร้างชื่อให้กับแม็กซ์เลยก็ว่าได้นะคะ อย่างน้อยเราก็สามารถบอกให้ใครต่อใครฟังได้ว่า เคยมีคนไปโพสต์ด่าเราในเว็บพันทิปมาแล้ว (สะกดชื่อเว็บเขาถูกไหมเนี่ย ถ้าผิดก็ขออภัยด้วยค่ะ)

เรื่องมันเกิด เพราะชื่อมันผิด นี่เป็นการเล่าอย่างย่อของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานสัปดาห์หนังสือเมื่อสอง ปีก่อน (แต่เป็นงานเดือนเมษายนนะคะ) แม็กซ์ด้วยความที่เป็นแฟนหนังสือของเจดี ร็อบบ์ชนิดหายใจเข้าก็เจ หายใจออกก็ดี ดันเดินไปที่บู้ทขายหนังสือของสนพ. เพิร์ล และเห็นหนังสือเรื่องเปลือยสังหารเล่มนี้แหละ ด้วยความดีใจที่ในที่สุดก็มีคนไทยตาถึง แปลหนังสือสุดรักชุดนี้ออกมาขายเสียที เราก็ปาดเข้าไปหยิบ และมองอย่างชื่นชม รูปลักษณ์ภายนอกสวยงามค่ะ พิมพ์ด้วยกระดาษอย่างดี หน้าปกก็ดูโอเค แต่เนื้อในที่แม็กซ์กวาดสายตา่ผ่านก็เจอชื่อประหลาดที่ต้องใช้เวลานานหลาย วินาทีกว่ามันจะซึมซับเข้าสู่สมอง

รออาร์คี

เขาคือใครกันแน่ แม็กซ์คิดในใจ เรายืนงงไปชั่วขณะก่อนที่จะนึกออก นี่มัน Roarke นี่นา

คงนึกภาพออกนะคะสำหรับคนที่รู้จักแม็กซ์ (ซึ่งตัวตนบอกได้เลยว่าไม่ต่างอะไรกับกับภาพที่คุณคิดในใจตอนอ่านบลอกอันนี้ หรอก) ก็ออกอาการผิดหวังไปพอสมควร ซึ่งเด็กที่ขายของก็มองหน้าเหมือน "อีนี่ ท่าจะบ้า"

ถ้าเป็นคนอื่น เรื่องทุกอย่างคงจบลงที่วันนั้น เขาแปลไม่ถูกใจ คุณก็ไม่ต้องซื้อหนังสือของเขาอ่านสิ ไม่เห็นจะต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากเลย ซึ่งนั่นก็คือวิธีคิดแบบนึง

แต่นั่นไม่ใช่แม็กซ์ ไม่ใช่คนที่เราเป็น

วันรุ่งขึ้นเราหาเบอร์โทรศัพท์ของทางสนพ. และโทรศัพท์เข้าไปเพื่อพูดคุยถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งสำหรับเป็นเรื่องใหญ่มากนะคะ คุณเสียเงินซื้อลิขสิทธิ์มาเป็นเงินไม่ใช่น้อย ทำไมถึงไม่มีปัญญาจ้างนักแปลที่มีความสามารถสักหน่อย ทำไมคุณถึงทำลายหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งดันเป็นเรื่องที่เราชอบ) ลงด้วยการแปลชื่อพระเอกผิดพลาดขนาดนี้ นี่เรายังไม่ได้พูดถึงความผิดพลาดในการแปลในส่วนอื่นที่อาจจะมี (ซึ่งแม็กซ์ไม่ได้บอกว่ามีนะคะ เพราะไม่ได้ซื้อมานั่งพิจารณาดู)

หลังจากโทรศัพท์เข้าไปคุย แม็กซ์เข้าไปตอบกระทู้ในบอร์ดสาธารณะแห่งนึง ในเรื่องความผิดพลาดในการแปลชื่อพระเอก ผลที่ได้รับก็คือ ในเช้าของวันรุ่งขึ้น (หรืออีกสองวันต่อมา ไม่แน่ใจค่ะ) มีบุคคล (หรือกลุ่มคน ไม่แน่ใจค่ะ) ไปตั้งกระทู้ตามเว็บต่าง ๆ ว่า "เห็นคนโรคจิตโวยวายหน้าบูธเพิร์ล น่ากลัวมากเลย" โพสต์ ด่าแม็กซ์ว่าเป็น "คนโรคจิต" ไปยืนด่าสนพ.เพิร์ลที่หน้าบู้ท เขาไปโพสต์ในเว็บบอร์ดสาธารณะที่แม็กซ์เข้าไปตอบกระทู้ ไปโพสต์ในเว็บของงานสัปดาห์หนังสือ และที่เด็ดสุด เขาไปโพสต์ในพันทิป

เนื้อหาก็สั้น ๆ ง่าย ๆ เล่าว่า เขาเป็นนักอ่าน ไปยืนซื้อหนังสือที่บู้ทของสนพ.เพิร์ล แล้วเจอผู้หญิงคนนึง มาถึงก็ยืนด่าสนพ. เขาสงสัยว่าเจ้าหล่อนคงเป็นบ้า หรือเสียสติแน่ ซึ่งแน่นอนว่าคนคนนี้โพสต์ข้อความโดยที่ไม่ล็อคอิน ไม่สามารถตามตัวได้ว่าเป็นใคร โพสต์ครั้งเดียวแล้วก็หายไปไม่เคยกลับมาอีกเลย

ขอบอกว่าช่วงสองสามวันหลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาที่สนุกมากค่ะ แม็กซ์ได้เครื่องหมายการันตี "ความเพี้ยน" ของตัวเอง อย่างน้อยเราก็สามารถบอกใครต่อใครได้ว่า "ฉันเคยเป็นกระทู้ติดอันดับความฮ็อตในเว็บพันทิปเชียวนะ"

ไม่อยากเล่าเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบนะคะ แต่อยากจะพูดถึงผลที่ตามมาดีกว่า หลังจากเกิดเรื่องแม็กซ์กลายเป็นคนที่ถูกมองว่า "น่ากลัว" ถูกเขียนถึงโดยหลายบลอก หลายเว็บไซด์ นี่เป็นตัวอย่างขอชื่อที่เขาใช้เรียกแม็กซ์นะคะ ว่าด้วยเรื่องงานแปลผิด และคนที่โวยวายจนเกินงาม

แปลก็คือ แม็กซ์คือคนที่โวยวายจนเกินงาม

ส่วนตัวแล้วเราก็เฉย ๆ นะคะ เพราะคนที่เป็นเพื่อนกับเรา ก็ยังคงเป็นเพื่อนกับเรา คนที่รู้จักเรา ก็รับกับความเป็นแม็กซ์ได้แล้วล่ะ (แม้เขาจะเรียนรู้ว่า ไม่ควรไปเดินซื้อหนังสือกับมัน) แต่เรื่องนี้สอนให้แม็กซ์รู้อะไรหลายอย่าง

คำถามก็คือ ถ้าวันนั้นแม็กซ์ไม่โวยวาย จนกลายเป็นเรื่องในเน็ตตามมา ถ้าแม็กซ์ไม่โทรศัพท์ไปสนพ. ไม่เดินทางไปคุยกับเจ้าหน้าที่ของสนพ.เพิร์ลด้วยตัวเอง (ซึ่งแม็กซ์ทำหลังจากเกิดเรื่อง ซึ่งเขาพูดกับแม็กซ์ว่า เขาไม่ใช่คนที่เอาเรื่องมาโพสต์ในเน็ต และแม็กซ์ก็บอกเขาไปต่อหน้าว่า แม็กซ์ไม่เชื่อ) เราแยกกันด้วยดี เห็นพ้องกันว่า เล่มสองเขาควรเปลี่ยนการแปลชื่อพระเอกให้ถูกต้อง

คำถามก็คือ ถ้าเหตุการณ์ทั้งหมดไม่เกิดขึ้น ทุกวันนี้หนังสือชุดนี้ที่ออกขายถึงเล่มแปดแล้ว จะยังมีพระเอกชื่อว่ารออาร์คีอยู่รึเปล่า

แม็กซ์ไม่ได้กำลังหาความดีใส่ตัวนะคะ เราเชื่อว่าในท้ายที่สุด ก็คงจะต้องมีคนพูดกับสนพ. ประเด็นก็คือ จะมีน้ำหนักมากพอให้สนพ.เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

ตัวอย่างนะคะ แม็กซ์ได้ยินมาจากหลายกระแส (เพราะแม็กซ์ไม่ได้อ่านภาษาไทยเล่มนี้ด้วยตัวเอง) ว่าหนังสือสุดฮิตที่มีพระเอกเป็นแวมไพร์วัยทีน (ที่อายุจริงร้อยกว่าปีแล้ว) พบรักกับสาวน้อยไร้เดียวสาวัยทีนเช่นกัน ที่มีตอนต่อออกมาเป็นภาษาไทยแล้วสามเล่ม เล่มสองมีคนแปลที่ไม่ต้องรสนิยมของคนอ่านอย่างรุนแรง หลายคนบ่นกันเองในบอร์ด ผลก็คือ คนแปลคนนั้นได้รับมอบหมายให้แปลเล่มสามต่ออีก

มันเป็นไปได้ค่ะที่อาจจะมีคนบ่นอยู่แค่นั้น แท้จริงแล้วนักแปลคนนั้นแปลดี มันเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปได้เช่นกันว่า เพราะทุกคนเงียบ ทุกคนไม่ต้องการมีเรื่อง ทุกคนไม่ต้องได้ชื่อว่าเป็นคนโวยวายจนเกินงาม

ดังนั้นทุกคนก็สมควรได้รับของที่ไม่มีคุณภาพ

ที่เขียนนี่ไม่ใช่ว่า จะบอกว่าการกระทำของเราถูกต้อง หรือดีงามนะคะ เราไม่ใช่คนดีนักหรอก แต่ถ้าทุกคนต้องการเป็น "คนดี" ด้วยการเงียบ ด้วยการอดทน ด้วยการเก็บปากเก็บคำ ด้วยการเป็นคนที่เดินตามคนอื่น ด้วยการเป็นคนที่ก้มหน้าและหุบปาก

ไม่มีวันที่อะไรที่คุณไม่ชอบ ไม่สบอารมณ์ จะมีวันดีขึ้นมาได้หรอกค่ะ

ป.ล. หาลิงค์ที่เขาไปโพสต์ด่าในพันทิปเจอแล้วล่ะ เป็นหน้าเว็บที่ทางกูเกิ้ลเก็บไว้นะคะ เพราะทางพันทิปน่ะลงทิ้งไปนานแล้ว