Showing posts with label Nora Roberts. Show all posts
Showing posts with label Nora Roberts. Show all posts

Monday, February 16, 2009

Morrigan's Cross // Nora Roberts

หนังสือเล่มใหม่เกือบล่าสุดของเจ้าแม่แห่งวงการโรแมนซ์ นอร่า โรเบิร์ต หนังสือที่เป็นเล่มแรกในชุดหนังสือสามเล่ม

Morrigan's Cross ถือเป็นหนังสือที่นอร่าข้ามเส้นไปสู่แนวแฟนตาซีอย่างชัดเจนมากที่สุด เรื่องราวของความรักยังคงมี แต่ใจความใหญ่ของเรื่องคือแนวแฟนตาซีอย่างแท้จริง ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ภารกิจซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของชุดยังคงมีอยู่ คนอ่านจะยังไม่ได้ข้อสรุปอันใดเลยกับการจบเพียงแค่เล่มเดียว

และนั่นคือปัญหาสำหรับเรา

แน่ล่ะเราสนใจเนื้อเรื่อง เราชอบตัวละคร แต่ทุกอย่างดูด้อยเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเนื้อเรื่อง Hoyt (ขอเขียนชื่อภาษาอังกฤษ เพราะอ่านไม่ออกค่ะ) เป็นพ่อมดที่สูญเสียน้องชายฝาแฝดไปให้กับลิลิธ แวมไพร์ที่ทะเยอทะยานอยากครองโลก เขาสู้กับลิลิธในตอนต้นเรื่องแต่ไม่อาจเอาชนะเธอได้ เขาบาดเจ็บ ช้ำใจ จนกระทั่งได้พบกับมอร์ริแกน เทพแห่งการสู้รบตามตำนานของไอริช ผู้ที่มอบหมายให้เขาออกเดินทางเพื่อคนหาผู้ร่วมอุดมการณ์อีกห้าคนที่จะเริ่ม การต่อสู้เพื่อรักษาโลกไว้จากการทำลายของลิลิธ

และตามสไตล์ของนอร่า ทั้งหกคนก็คือพระเอกและนางเอกของเรื่องในชุดทั้งสามเล่ม

Hoyt เดินทางจากไอร์แลนด์เมื่อพันกว่าปีก่อน มาถึงนิวยอร์คในยุคปัจจุบันที่ซึ่งเขาได้พบกับน้องชายผู้กลายเป็นแวมไพร์อีก ครั้งหนึ่ง และแม้ว่า Cian (อ่านว่าคีย์แอนตามคำศัพท์ด้านหลังเล่ม) จะไม่สนใจต่อการช่วยเหลือโลก แต่ก็ยอมที่จะให้ความร่วมมือกับพี่ชายเพื่อกำจัดลิลิธ และที่นิวยอร์คนั่นเองเขาก็ได้พบกับแม่มดสาวที่กลายมาเป็นนางเอกของเขา

ทั้งหมดเดินทางจากนิวยอร์คไปที่ไอร์แลนด์เพื่อฝึกผีมือเพื่อเตรียมต่อสู้ กับลิลิธ หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีเนื้อเรื่องอีกเยอะในเล่มต่อไป และนั่นคือข้อด้อยสำหรับเรา อาจเพราะตอนที่อ่านเราไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นแฟนตาซีมากขนาดนี้ ถ้าเราเริ่มอ่านโดยคิดว่านี่เป็นแนวแฟนตาซีก็คงไม่แปลกอะไร เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันขาดเนื้อหาไปบางส่วนเพราะทั้งเรื่องมุ่งหน้าไปยัง การกำจัดลิลิธ หากแต่ตอนจบกลับไม่มีบทสรุป

สุดท้ายเราไม่ถึงกับไม่ชอบเรื่องนี้ แต่เพราะเรื่องมีความต่อเนื่องและเป็นแฟนตาซีมากกว่าที่คิดก็เลยทำให้เรา อ่านแล้วรู้สึกแปลก คำแนะนำที่ให้ได้สำหรับคนที่ยังไม่อ่านเรื่องนี้ก็คือ อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นโรแมนซ์ หรือหนังสือเล่มเดียวจบ หรือแม้กระทั่งเป็นหนังสือที่จบในตอน คิดว่านี่เป็นมหาการ์ฟ (สะกดยังไงนี่) อย่างหนังสือเรื่อง Lord of the ring ที่ต้องนั่งดูหนังสือกันสามปีกว่าจะจบ แล้วคุณจะสนุกกับเรื่องนี้มากขึ้น

Saturday, February 7, 2009

Carolina Moon // Nora Roberts

ช่วงนี้อารมณ์อ่านหนังสือบิวท์ยังไงก็ไม่ขึ้นค่ะ ไม่ถึงขนาดเกิดอาการซึมเศร้าหรอกนะ แต่การตายก่อนวัยอันควรก็มักจะกระทบใจเสมอ แม้ว่าคนคนนั้นจะไม่ใช่คนที่คุณรู้จักหรือสนิทสนม เพราะเพียงแต่คิดถึงสิ่งที่มันอาจเป็นไปได้

ตอนนี้ก็เลยหันมานั่งดูหนังเป็นหลักค่ะ ซึ่งก็เป็นโชคดีเพราะช่วงนี้ซีนีเม็กซ์กำลังเอาหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือของ นอร่า โรเบิร์ตมาฉายพอดี เท่าที่เห็น ฉายไปแล้วสองเรื่องคือ Angels Fall และ Carolina Moon

แม็กซ์เลือกที่จะไม่ดู Angels Fall เพราะยังไม่อ่านหนังสือ และไม่อยากให้อะไรมาบิดเบือนความรับรู้ที่แม็กซ์จะมีต่อหนังสือเล่มนี้ แต่สำหรับ Carolina Monn มันเป็นอีกเรื่องนึง

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์ชอบในระดับพอสมควร ซึ่งเมื่อคิดถึงคุณค่าที่แม็กซ์ให้ไว้กับงานของนอร่า โรเบิร์ตนั่นก็นับว่าสูงมากแล้วหากเทียบกับนักเขียนคนอื่น

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบหนังที่สร้างจากหนังสือนะคะ เพราะแทบจะไม่มีเรื่องไหนเลยที่ประทับใจ หรือดีเท่ากับหนังสือ แต่สำหรับเรื่องนี้แม็กซ์แปลกใจที่สร้างได้ซื่อตรงต่อบทประพันธ์อย่างไม่น่า เชื่อ

ปัญหาก็คือแม็กซ์ไม่แน่ใจว่าคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือจะเข้าใจหนังเรื่องนี้ ตลอดรอดฝั่งไหม เพราะหนังสือหนากว่า 400 หน้า แต่หนังยาวเพียงชั่วโมงครึ่งแถมยังสร้างตามหนังสืออย่างมากเสียด้วย

เนื้อเรื่อง

โทรี่ โบดีนและโฮป ลาแวลเป็นเพื่อนรักกัน และสนิทกันยิ่งกว่าพี่น้อง และมากกว่าเฟธซึ่งเป็นคู่แฝดของโฮปเสียอีก เด็กทั้งสองมีภูมิหลังที่แตกต่างกันราวกับฟ้าดิน โฮปเป็นลูกสาวที่ถูกเลี้ยงราวกับไข่ในหินของครอบครัวผู้ร่ำรวยแห่งเมืองโพ รเกรส รัฐนอร์ธ คาโรไลน่า ในขณะที่โฮปเป็นลูกสาวของคนงานที่เช่าบ้านจากพ่อของโฮปอยู่ แต่แล้วคืนวันนึงความน่ากลัวอันไม่อาจบรรยายได้ก็แยกเด็กทั้งสองคนออกจากกัน

โฮปในวัยสิบปีถูกข่มขืนและฆ่าอย่างทารุณ และโทรี่เป็นคนบอกตำรวจถึงที่พบศพ คำกล่าวอ้างที่ว่าเธอเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยนิมิตไม่มีใคร เชื่อ ทุกคนคิดว่าโทรี่ต้องอยู่ในเหตุการณ์แต่หนีเอาชีวิตรอด และทิ้งให้โฮปตายตามลำพัง

หลายสิบปีผ่านไป โทรี่เดินทางกลับมาที่โพรเกรสอีกครั้ง เพื่อค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในคืนวันที่เพื่อนรักที่สุดของเธอตาย และเธอก็ได้พบกับคินเคด ลาแวลพี่ชายของโฮปอีกครั้ง เจ้าชายแห่งเมืองโพรเกรส คนที่ดูจะโตเกินกว่าที่จะเป็นเพื่อนของเธอในวัยเด็ก เติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มรูปหล่อ และไม่เย็นชาอีกต่อไป

ในขณะเดียวกันฆาตกรที่ฆ่าโฮปยังรอยนวล และจากนิมิตของโทรี่ก็บ่งบอกว่า หลังจากการตายของโฮป เขาไม่เคยหยุดฆ่า ในวันครบรอบวันตายของโฮป เขาตระเวรฆ่าหญิงสาวกระจายไปทั่วประเทศ และก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะครบรอบวันตายของโฮปอีกครั้ง ซึ่งนั่นหมายความว่า จะต้องมีหญิงสาวตายอีก

และครั้งนี้โทรี่ตั้งใจว่าจะเป็นคนหยุดเขาให้ได้

คะแนนสำหรับตัวหนังสืออย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับหนังอยู่ที่ 77

ตัวหนัง

อย่างที่บอก หนังสือสร้างได้เหมือนหนังสืออย่างน่าทึ่ง และสำหรับแม็กซ์คิดว่านี่เป็นข้อดีนะคะ แม็กซ์ไม่เชื่อว่าความคิดสร้างสรรของคนทำหนังจะมีเหนือตัวนักเขียน แต่เพราะด้วยขีดจำกัดด้านเวลา ทำให้การเล่าเรื่องกระชับไปสักนิด แต่เพราะแม็กซ์อ่านเรื่องนี้หลายรอบ ก็เลยจดจำเรื่องราวได้ ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่ปัญหา เพราะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ แต่เป็นห่วงคนที่ไม่เคยอ่านค่ะ ว่าจะคิดยังไง

แม็กซ์ค่อนข้างพอใจการคัดเลือกตัวแสดงนะคะ เกือบทุกคนดูเหมาะสมกับบทดี ยกเว้นตัวละครในวัยเด็ก เพราะคัดเลือกคนที่เล่นเป็นเค้ด และตัวละครฝ่ายชายในวัยเด็ก ดูเด็กกว่าตัวละครฝ่ายหญิงในวัยเด็กมาก จริงอยู่เด็กผู้หญิงจะดูโตกว่าผู้ชาย แต่ในเรื่องเค้ดและเพื่อนของเขาก็โตกว่าโทรี่มาก ดังนั้นฉากที่เด็กหญิงชายสองคนทำตาซึ้ง ปิ้งกันจึงดูประหลาดเอามาก ๆ เพราะเด็กผู้ชายดูแล้วยังเหมือนเรียนอยู่สักแค่ป. 4 และไม่น่ามีธุระอะไรมาเล็งหญิง

แม็กซ์กรี๊ดกับคนที่เล่นเป็นเค้ดนะ ยิ่งดูยิ่งหล่อ เซ็กซี่มาก แต่ตัวละครที่สร้างความประทับใจให้กับแม็กซ์มากที่สุดกลับเป็นเฟธ ฝาแฝดของโฮป หญิงสาวที่จมกับความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้แฝดของตัวเองออกจากบ้านในกลางดึก จนกลายเป็นเหยื่อของฆาตกรโรคจิต

คนที่เล่นเป็นเฟธ (ยังหาชื่อไม่เจอ) เล่นได้สมบทบาทสาวชาวใต้ที่เป็นคุณหนูเอามาก เป็นสาวผมบลอนด์ที่ดูไร้สมอง แต่ฉลาดเหลือล้น เป็นหญิงสาวที่รักผู้ชายคนนึงจนหมดหัวใจ แต่ไม่กล้าที่จะคว้าเขาไว้ในอ้อมกอด และแม็กซ์คิดว่าคนเล่นถ่ายทอดลักษณะเหล่านี้มาได้ครบถ้วน

สรุปว่าดูหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้อยากกลับไปอ่านหนังสืออีกรอบ ซึ่งถือเป็นข้อดีว่า อาจจะช่วยให้แม็กซ์ผ่านอาการเบื่อหนังสือไปได้พ้นเสียที

Friday, January 23, 2009

Montana Sky // Nora Roberts

เมื่อวานมีเวลานั่งดูหนังทางยูบีซีซึ่งสร้างจากนิยายเรื่องนี้ของนอร่า โรเบิร์ต ก็เลยเกิดอาการอยากอ่านขึ้นมากระทันหัน เลยเป็นเหตุให้ทิ้งเล่มที่กำลังอ่านอยู่ (Prince of twilight ของแม็กกี้ เชน) ทันควัน แล้วหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบทันที

ขอเวลาพูดถึงหนังนิดนึงแล้วกันค่ะ สำหรับคนที่มีโอกาสได้ดูเรื่องนี้ ก็ขอบอกว่า แม้จะี้ถือว่าสร้างได้เหมือนกับบทประพันธ์มาก แต่เพราะความสั้นของหนังที่แค่ชั่วโมงกว่า ๆ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถ่ายทอดรายละเอียดในหนังสือที่หนากว่าห้าร้อยหน้า เล่มนี้ได้ ก็เลยทำให้เวลาแม็กซ์ดูเกิดความรู้สึกรวบรัด และเร่งมาก พฤติกรรมตัวละครดูผิดเพี้ยนไปจากที่ได้อ่านในหน้าหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นเทสพี่สาวคนโต ที่ดูในหนังแล้วเหมือนสาวใจแตกมากกว่าที่จะเป็นคนที่รู้ใจตัวเอง (เหมือนที่แสดงออกในนิยาย) หรือเรื่องราวของตัวร้ายที่ดูแล้วไม่มีความลึกเอาเสียเลย

เราวกกลับมาที่หนังสือกันดีกว่าค่ะ

Montana Sky ของนอร่า โรเบิร์ต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือปกแข็งเล่มแรกในชีวิตที่แม็กซ์ซื้ออ่าน แต่โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าแม็กซ์ลงทุนหรอกนะคะ พอดีวันนั้นแม็กซ์รอเครื่องบินอยู่ที่สิงคโปร์เพื่อเดินทางกลับเมืองไทย แล้วอดไม่ได้ที่จะต้องไปเดินดูของขายในร้านที่สนามบิน สายตาก็ไปเจอหนังสือเล่มนี้เข้า (ที่ไม่ได้มีปกอย่างที่โชว์ในบลอกหรอกค่ะ) ลดราคา 70% ในเวลานั้นแม็กซ์เคยได้ยินชื่อของนอร่า โรเบิร์ตมาบ้าง เริ่มซื้องานของเธอเก็บแล้วล่ะ เพียงแต่ยังไม่เคยอ่าน

ด้วยบางอย่างดลใจ แม็กซ์ตัดสินใจซื้อเล่มนี้มาอ่าน และนี่คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างแม็กซ์และนอร่าที่ยืนยาวมาจนถึง ทุกวันนี้

เพราะแม็กซ์อ่านเล่มนี้จบภายในเวลาสองชั่วโมงระหว่างที่เครื่ิองบินบินจากสิงคโปร์กลับเมืองไทย

มอนตาน่า สกายเป็นเรื่องราวของพี่น้องสามสาวต่างแม่ที่ไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้ากันมา ก่อนเลย แต่จำเป็นต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน เพราะพินัยกรรมของพ่อที่มีคำสั่งให้ทั้งสามอยู่ร่วมบ้านเดียวกันในมอนตาน่า และจะเดินทางไปอยู่ที่อื่นนานเกินกว่าหนึ่งอาทิตย์ไม่ได้เลยภายในเวลาหนึ่ง ปี มิฉะนั้นมรดามูลค่านับสิบล้านเหรียญจะตกเป็นของการกุศล

สำหรับเทส เมอร์ซี่ สาวคาลิฟอร์เนียเป็นเป็นนักเขียนบทค่าตัวแพงในฮอลีวู้ด แม่ของเธอเป็นอดีตโชว์เกิร์ลในเวกัสที่แต่งงานกับแจ๊ค เมอร์ซี่ เป็นคนแรก และก็เป็นคนแรกที่แยกทางกับเขา เธอไม่เคยได้พบหน้าพ่อที่ทิ้งเธอไป และไม่คิดว่าอยากจะพบด้วย เหตุผลเดียวที่เธอทำตามพินัยกรรมก็เพราะเงิน ไม่ใช่เพราะเทสต้องการเงิน แต่เธอมองว่านี่คือ สิ่งที่เธอควรได้รับ

สำหรับลิลลี่ เมอร์ซี่ คำสั่งในพินัยกรรมคือเสียงจากสวรรค์ เธอกำลังหนีการตามของอดีตสามีซาดิสต์ที่ทำร้ายร่างกายเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ลิลลี่ต้องการเพียงที่ที่ปลอดภัยเพื่อหลบซ่อน แต่การได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับพี่น้องที่เธอไม่เคยรู้จักก็เหมือนเป็น โบนัสพิเศษสำหรับเธอ

และสำหรับวิลล่า ลูกสาวเพียงคนเดียวที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตกับแจ๊ค เมอร์็ซี่ เธอเป็นทุกอย่างที่เขาต้องการในลูกชาย แต่มันไม่เคยเพียงพอ เธอไม่เคยดีพอ แต่กระนั้นเธอก็รักเขาเท่าที่ลูกสาวจะรักผู้เป็นพ่อ คำสั่งในพินัยกรรมเปรียบเสมือนการตบหน้า เพราะเธอคือคนเพียงคนเดียวที่รักไร่แห่งนี้อย่างแท้จริง แต่เธอกลับต้องแบ่งมันกับพี่สาวที่ไม่รู้จัก และไม่ต้องการ

นอร่า โรเบิร์ตแสดงฝีมือเหนือชั้นในการเขียนเล่มนี้ ด้วยการเสนอตัวละครหญิงสาวตัวที่แตกต่างกันราวกับฟ้าดิน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนอ่านผูกพันไปกับพวกเธอ จากความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นอย่างไม่เป็นมิตร สามสาวผูกพันกัน จนกลายเป็นพี่น้อง ความแตกต่างกลายเป็นส่วนเติมเต็มของกันและกัน ความสัมพันธ์ของสามพี่น้องเมอร์ซี่เป็นสิ่งที่ทำให้แม็กซ์รักหนังสือเล่มนี้ อย่างมาก

และในส่วนของโรแมนซ์ก็ดีไม่แพ้กันเลย ด้วยนิสัยที่ต่างกัน ความรักของทั้งสามก็เป็นสามรูปแบบ ลิลลี่เป็นคนแรกที่เจอความรัก เธอเป็นเสมือนลูกนกปีกหัก เธอเคยเลือกคนผิด และถูกทำร้ายอย่างสาหัส ชายคนที่สอนให้เธอเชื่อใจผู้ชายอีกครั้งคือ อดัม พี่ชายต่างพ่อของวิลล่า เขาเป็นอินเดียน และอย่างอินเดียนที่ถูกนำเสนอจนเจนตาเ็ป็นคนที่เข้าใจธรรมชาติ และอ่อนโยนยิ่งนัก แม็กซ์อาจไม่รู้สึกอะไรมากกับความสัมพันธ์ของคู่นี้ แต่ก็เห็นว่ามันเหมาะสมกับบุคลิคของลิลลี่ดี

แล้วก็มาถึงเทส หญิงสาวที่ทำทุกอย่างรวดเร็ว ว่องไวตามแบบฉบับสาวฮอลีวู้ด เธอเก่งกาจและรู้ว่าต้องการอะไร คนที่เธอต้องการคือเนท ในหนังเขาเป็นนายอำเภอ แต่ในหนังสือเขาเป็นทนายความ คนที่เลือกที่จะใช้ชีวิตง่าย ๆ เนทแตกต่างจากเทสทุกอย่าง เขาเป็นคนง่าย ๆ ผ่อนคลาย ในความสัมพันธ์คู่นี้เราได้เห็นเทสเป็นฝ่ายที่ล่าเหยื่อ (แต่ไม่โจ่งครึ่มอย่างในหนังนะคะ) และเนทก็เล่นตัว เพราะรู้ว่า เขาต้องการเทสตลอดไป ไม่ใช่แค่ชั่วครู่ยาม และหากเขายอมให้ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างที่เธอต้องการ โอกาสที่เขาจะคว้าตัวสาวคนนี้ไว้ในมอนตาน่าตลอดไป ก็คงไม่มีทาง

แม็กซ์ชอบคู่ของเทสที่สุดค่ะ แต่เธอไม่ใช่ตัวเอกของเรื่องนะคะ คู่เอกของเรื่องคือวิลล่าและเบน วิลล่าเป็นนางเอกแบบสาวเจ้าพยศ เธอช่วยงานพ่อในไร่ตั้งแต่เด็ก เป็นทอมบอย และรู้ว่าสิ่งที่แจ๊คต้องการเหนืออื่นใดคือลูกชาย และเมื่อเขาไม่มีลูกชาย เขาก็ต้องการเบนให้เป็นคนคนนั้น วิธีการที่แจ๊คคิดเพื่อให้ได้เบนมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวก็คือ ให้เบนเป็นทรัสตีผู้ดูแลไร่ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่พี่น้องสามสาวต้องอยู่ร่วม กัน วิลล่ารู้ว่าพ่อหวังให้พวกเธอผูกพันกับเขา และนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการ

จุดเด่นของเรื่องนี้คือความรักของพี่น้อง ที่อ่านก็ซึ้ง พล็อตรองก็คงจะเป็นเรื่องฆาตกรที่ตามรังควาญสาว ๆ ตระกูลเมอร์ซี่ ที่ก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน และเมื่อความจริงเปิดเผยว่าเขาเป็นใคร แม็กซ์ก็ชอบเหตุผลดีนะ

คะแนนที่ 80

Thursday, January 22, 2009

High Noon // Nora Roberts

หนังสือเล่มนี้เลืองลือเรื่องความสนุกไปทั่วอินเตอร์เน็ต และนี่ละมั้งที่อาจเป็นเหตุผลที่หลังจากอ่านจบ แม้เรื่องจะสนุกน่าติดตามอ่านตลอดเล่ม แม็กซ์กลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง

High Noon ของ นอร่า โรเบิร์ต

ขอเริ่มต้นด้วยเสียงกรี๊ดให้กับพระเอกของนอร่า ที่เธอสร้างสรรออกมาได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ พระเอกของนอร่า โรเบิร์ตเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกหนังสือโรแมนซ์ และแม็กซ์ไม่ได้หมายความว่า พระเอกของเธอต้องเป็นอภิมหาเศรษฐีพันล้าน ปากเสียและชอบพูดทำร้ายจิตใจนางเอกหรอกนะคะ

พระเอกของเธอในแต่ละเรื่องแตกต่างกันราวกับฟ้ากับดิน แต่ทั้งหมดมีคุณสมบัติเีดียวกันก็คือ เป็นพระเอกที่เหมาะกับนางเอกในเรื่อง และสมกับคาแร็คเตอร์ที่มอบให้

ในเล่มนี้เปิดเรื่องเมื่อดันแคน สวิฟท์พบว่าอดีตลูกจ้างที่เขาเพิ่งไล่ออกพยายามฆ่าตัวตายด้วยการขึ้นไปยืน เป็นหลังคนอพาทเมนต์ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ดันแคนได้เห็นฟีบี้ แม็คนามาร่า เขาก็รู้สึกบางอย่างกับเธอทันที และความรู้สึกนี้สัมผัสได้โดยคนอ่าน มันไม่ใช่การบอกเล่า หรือยัดเยียดให้คนอ่านเชื่อ แม็กซ์เชื่ออย่างหมดใจว่า ฟีบี้มีเสน่ห์ที่จะจับความสนใจของดันแคนได้หมดสิ้น

ฟีบี้เป็นเป็นนักเจรจาต่อรองมือเอกแห่งกรมตำรวจเมืองซาวานน่าห์ ในสถานการณ์ล่อแหลมจับตัวประกัน หรือความพยายามฆ่าตัวตาย ฟีบี้จะเป็นคนแรกที่ออกไปพบและพูดคุย และสมกับเป็นนอร่าที่ทำให้แม็กซ์เชื่อได้อย่างหมดใจว่า นี่คือวิธีการทำงานของนักเจรจาต่อรอง เพราะมันสมจริง และน่าอ่ามาก ๆ

บทสนทนาระหว่างฟีบี้และคนที่เธอต้องต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นคนที่พยายามฆ่าตัวตาย ผู้ร้ายจับตัวประกัน มันสมจริง และน่าติดตามอย่างที่สุด

ดังนั้นแม็กซ์จึงไม่ต้องข้อสงสัยเลยว่าทำไม ดันแคนถึงได้ติดใจ และต้องการรู้จักฟีบี้ รวมทั้งต้องการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอ ความเป็นคู่ของพระเอกและนางเอกเด่นชัดจนไม่ต้องบรรยาย ความรู้สึกของความเหมาะสมของทั้งคู่โดดเด่นจนไม่ทำให้เรารู้สึกฝืน (ซึ่งต่างจากอีกเรื่องที่เราเพิ่งอ่านจบที่ความเป็นคู่ของพระนางดูยัดเยียด เกินไป --- แม็กซ์จะพูดต่อตอนรีวิวเรื่องนั้นแล้วกัน) และส่วนนี้แม็กซ์ยกให้เป็นส่วนที่ดีที่สุดของเรื่องค่ะ

และก่อนที่จะเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้ แม็กซ์ไม่คิดว่าอาชีพของฟีบี้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ตำรวจซึ่งทำหน้าเป็นนักเจรจาต่อรองกับคนร้าย แต่พอได้อ่านนี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าอ่าน แม็กซ์พบว่าตัวเองนั่งอ่านบทสนทนาระหว่างฟีบี้และคนร้าย (หรือคนที่พยายามฆ่าตัวตาย) อย่างสนุกสนาน และอินเข้าไปกับเรื่องอย่างมาก และยังรู้สึกว่า นอร่าทำการบ้านเยอะมากในการเขียนเรื่องนี้ เพราะมันมีความสมจริงอยู่ในทุกจุดของเนื้อเรื่อง

อันที่จริงว่าไปแล้ว เล่มนี้ไม่ถึงกับเป็นแนวโรแมนติคสอบสวนหรอกค่ะ เพราะแม็กซ์ว่าเรื่องไม่ได้โฟกัสที่อาชญากรรมที่ผู้ร้ายก่อเท่าไหรเลย มันเป็นเรื่องชีวิตของฟีบี้ และการพบกับผู้ชายที่คู่ควรอย่างมากกับเธอ

พล็อตสอบสวนไม่ใช่ประเด็นใหญ่ (สำหรับแม็กซ์) ฟีบี้มีเรื่องกับนายตำรวจชั้นผู้น้อยที่ไม่อาจยอมรับว่า เธอเป็นผู้หญิงและเก่งกว่าเขาได้ และนั่นนำไปสู่การลอบทำร้ายฟีบี้ นอกจากนี้ยังมีบุคคลลึกลับที่จงเกลียดฟีบี้อย่างที่สุด และพยายามทำทุกอย่างเพื่อทำลายชีิวิตเธอ (แม็กซ์พบว่ารู้สึกร่วมไปกะผู้ร้ายด้วยหน่อยนึง เขาเป็นผู้ร้ายที่มีมิติดีค่ะ)

ในวัยเด็กฟีบี้มีประสบการณ์อันเลวร้ายจากการถูกจับเป็นตัวประกัน และนี่เป็นแรงผลักดันให้เธอยึดอาชีพนี้ แต่ผลของเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นก็ยังติดตามครอบครัวของเธอไป แม่ของฟีบี้มีอาการกลัวที่กว้าง และไม่สามารถเดินออกจากบ้านได้เป็นเวลาหลายสิบปี และความไม่ไว้ใจในตัวผู้ชายก็ทำให้ฟีบี้ไม่กล้าที่จะเปิดรับดันแคนเข้ามาใน ชีวิต แม้จะเห็นได้ชัดเจนว่าเขาเหมาะสมกับเธอมากเพียงใด

และแม็กซ์ก็ชอบมากกับฉากที่ (สปอยล์) เธอเป็นฝ่ายขอดันแคนแต่งงาน มันเป็นการบ่งบอกถึงการยอมรับ และความรักของเธออย่างชัดเจน

อ่านรีวิวไปก็คงแต่ว่าแม็กซ์ชมเรื่องนี้นะคะ แต่มันก็แปลกตรงที่ว่าพออ่านจบ แม็กซ์กลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มันยังขาดบางอย่างไป ซึ่งแม็กซ์เองก็บอกไม่ได้ในเวลานี้นะคะว่ามันคืออะไร อาจเพราะแม็กซ์เคยอ่านเรื่องของนอร่าที่ดีกว่านี้มาก ๆ หรืออาจเพราะคำชมในอินเตอร์เน็ตมันทำให้ความหวังเราสูงเกินไปก็ได้

คะแนนก็เลยได้ที่ 70