Showing posts with label kresley cole. Show all posts
Showing posts with label kresley cole. Show all posts

Friday, February 13, 2009

ชอบจนต้องมาเล่าให้ฟัง

ออกตัวก่อนนะคะว่าเพิ่งอ่านได้แค่ห้าสิบหน้า แต่ชอบเรื่อง "ไม่มีเวลาพักผ่อนสำหรับคนบาป" มากเลยค่ะ เช่นเคยอ่านจบก่อนนะคะแล้วจะมาบอกชื่อเรื่องภาษาอังกฤษให้ฟังกัน

เรื่องนี้เป็นเล่มสามในชุดของนักเขียนที่เขียนอะไรออกมาก่อนหน้าก็ไม่ได้ เรื่อง แต่ดันมาถูกโฉลกกับงานแนวพารานอมอลอย่างมาก คล้ายกับเจอาร์ วาร์ดที่ทำยังไงก็ไม่ดังกับเรื่องแนวสมัยใหม่ ก็เลยต้องเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามมาเขียนชุดแบล็ก แด็กเกอร์ ส่วนนักเขียนคนนี้ยังใช้นามปากกาเดิม แต่เปลี่ยนจากแนวโบราณมาเป็นเหนือธรรมชาติ

ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก

เรื่องแนวพารานอมอลของเธอทันสมัย ร้อนแรง และแตกต่างไปจากพารานอมอลที่เดินชนกันเกลื่อนในท้องตลาด

นางเอกเราอายุเป็นพันปี แต่ยังดูเป็นเด็กวัยใส ที่แสนจะทันสมัย ส่วนพระเอกเป็นทุกอย่างที่ตรงกันข้าม เขาเป็นแวมไพร์ที่ไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ขี้อายและปิดกันตัวเอง แต่เพื่อนางเอกเขายอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อจะได้เป็นคนที่นางเอกยอมรับและ ภูมิใจได้

นี่แค่ห้าสิบหน้าแรกค่ะ ต้องอ่านต่อไป แต่สนุกจนทำให้แม็กซ์ตื่นเต้นจนอยากมาเล่าให้ทุกคนฟัง

สุดท้ายขอบคุณคุณดีดีมากเลยค่ะ เดี๋ยวแม็กซ์จะเมลล์ไปหานะคะ พอดีออนเอ็มเวลาทำงานไม่ได้ค่ะ ที่ทำงานบล็อคเอาไว้ค่ะ จะออนก็ต้องค่ำ ๆ น่ะค่ะ

์No Rest for the Wicked // Kresley Cole

หนังสือที่สนุกโคตรอีกเรื่องแห่งปีนี้ ที่ทำให้แม็กซ์หายหน้าไปหนึ่งวันเต็ม เพราะมัวแต่นั่งอ่านหนังสือ (ประกอบกับงานยุ่งทำให้ไม่มีเวลากระทั่งเปิดบลอกเพื่อเขียน)

หนังสือเล่มที่สามในชุด "อมตะหลังฟ้ามืด" หรือ Immortalafter dark ที่เขียนโดยเครสลีย์ โคล เราปิ๊งหนังสือชุดนี้ตั้งแต่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องThe Warlord wants forever ซึ่งอยู่ในหนังสือเรื่อง Playing easy to get เราสารภาพว่าเราซื้อเรื่องนี้มาเพราะเรื่องของเชอริลีน เคนย่อน แต่เราอ่านเรื่องของเชอรี่ไปไม่จบเรื่องด้วยซ้ำ เรื่องของเจด แบล็กก็น่าเบื่อ ทำให้เราต้องหันมาอ่านเรื่องของเครสลีย์ โคล นักเขียนที่เราไม่ชอบงานของเธอเลยด้วยซ้ำ

ก่อนหน้าที่จะหันมาเขียนแนวพารานอมอล เครสลีย์เขียนเรื่องแนวโบราณที่ไม่ได้สนุกอะไรมากมาย ออกจะน่าลืมเลือนด้วยซ้ำ ถ้าแม็กซ์ไม่เสียดายเงินที่ซื้อเรื่อง Playing มาล่ะก้อ แม็กซ์คงไม่ได้ค้นพบชุดนี้แน่ เพราะแม็กซ์ตัดสินใจบอกศาลากะเธอไปแล้ว หลังจากผิดหวังมาสองเล่มติดกัน

ด้วยความเสียดายเงินแม็กซ์จึงอ่าน Warlord อย่างไม่คาดหวัง และก็ได้พบกับเรื่องสั้นที่สนุกที่สุดในรอบปี และถือว่าเป็นเรื่องสั้นที่สนุกที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับสาม (ตามหลัง Only Human ของ Eileen Wilks และ The Nedkid Truth ของ Nicole Camden) เรื่องราวความรักระหว่าง Valkyrie (นักรบสาวในตำนานของไวกิ้ง) กับแวมไพร์

โปรดสต๊อปเสียบ่นก่อน เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องแวมไพร์ที่เห็นเดินกันเกลื่อนกล่านตลาด

หนังสือของเครสลีย์ชุดนี้มีความหลากหลายของตัวละครเหนือมนุษย์ เรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างเรื่องเหนือธรรมชาติกับวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างลง ตัว ตัวละครที่พูดคุยด้วยภาษาเท่ห์ ๆ ไม่ใช่ร้องตะโกนร้องฟ้าว่า "เธอคือผู้หญิงของฉาน เธอเป็นของฉาน" เหมือนแวมไพร์ยุคหินบางตัว

แวมไพร์ในเรื่องนี้หมดสมรรถภาพตั้งแต่โดนเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ เพราะสัญญาณชีพทุกอย่างของเขาจะหมดลง มีเพียงผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถ "บลัด" เขาได้ โปรดอย่าคิดมาก การ "บลัด" เป็นศัพท์เฉพาะสำหรับการที่แวมไพร์เจอผู้หญิงที่จะเป็นคู่ชีวิตของเขา คนที่ทำให้เขากลับมามีเลือดมีเนื้อ หัวใจเต้น และที่สำคัญเหมือนได้กินไวอาก้าเม็ดโต

โอเคพล็อตเรื่องตรงนี้คล้ายคลึงกับแวมไพร์ยุคหินของนักเขียนท่านหนึ่ง แต่แวมไพร์ของเครสลีย์เป็นยุคใหม่มากพอ หรือพูดอีกแง่นึง นางเอกของเธอเป็นสาวสมัยใหม่มากพอที่จะไม่ยอมให้แวมไพร์เอาไม้ตีหัวแล้วลาด เข้าถ้ำ

สำหรับเซบาสเตียน การเป็นแวมไพร์เป็นการตกนรก เขาถูกเปลี่ยนโดยพี่ชายผู้หวังดีคนที่ไม่ต้องการสูญเสียน้องชายไป แต่เขาไม่อยากมีชีวิตโดยดำรงชีพด้วยการดื่มเลือด เขาใช้เวลาสามร้อยปีซุกตัวอยู่ในปราสาทผุพัง มีชีวิตซังกะตาย จนกระทั่งนักรบสาว Valkyrie ที่แสนจะเย็นชาที่ชื่อคาเดอรินมาเพื่อฆ่าเขา

คาเดอรินมีชีวิตอยู่มากว่าพันปี เธอเป็นลูกสาวของเทพเจ้า น้องสาวของเธอถูกแวมไพร์ฆ่าตาย และจากนั้นเธอก็ได้รับ "พร" ไม่ให้มีความรู้สึกอีก ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอได้พบกับแวมไพร์ที่ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นสู้เมื่อ เธอพยายามฆ่าเขา

คาเดอริน "บลัด" เซบาสเตียน นั่นเป็นความประสงค์ของโชคชะตา และสิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องราวที่แสนจะสนุกสนาน เรื่องราวที่แม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อ และมีช่องโหว่งอยู่เป็นล้านในพล็อตเรื่อง ก็สนุกพอจะทำให้แม็กซ์มองว่าไม่เป็นสาระสำคัญ

แม็กซ์ชอบความทันสมัยของเนื้อเรื่อง ขณะเดียวกันก็ชอบความตรงไปตรงมาของเซบาสเตียน และความหัวแข็งของคาเดอริน

แม็กซ์ชอบความแปลกใหม่และคาดเดาไม่ได้ของเนื้อเรื่อง ชอบความหลากหลายของตัวละคร หนังสือชุดนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ที่ตัวเอกที่เป็นแวมไพร์

แม็กซ์ชอบวิธีการดำเนินเรื่องที่ซ้อนทับกันของหนังสือแต่ละเล่มในชุด ชอบวิธีที่คนแต่งเขียนเรื่องให้เหตุการณ์ในแต่ละเล่มเกิดขึ้นพร้อมกัน เราอาจจะอ่านเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มที่สาม แต่ตัวละครในเรื่องไม่รู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในเล่มหนึ่งด้วยซ้ำ นั่นเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกดี เราชอบ

ถ้ามีคำถามว่า แม็กซ์จัดอันดับหนังสือชุดนี้อยู่ในลำดับอะไรในสงครามแวมไพร์ ขอเวลาคิดวันนึงแล้วจะมาให้คำตอบค่ะ

Sunday, February 8, 2009

If you dare // Kresley Cole

แม็กซ์ชอบงานแนวพารานอมอลของเครสลีย์อย่างมาก เรียกว่าคลั่งเลยก็ว่าได้ ชอบความทันสมัยของเนื้อเรื่อง นางเอกไปประเภทคิกแอส พระเอกที่แม้จะดูหื่นไปหน่อยแต่ก็จริงใจกับนางเอกมาก หนังสือชุด Immortal After Dark ถือเป็นหนังสือชุดที่โดดเด่นท่ามกลางความดาษดื่นของหนังสือแนวเดียวกัน

ในทางกลับกันแม็กซ์ก็เกลียดหนังสือแนวย้อนยุคของนักเขียนคนนี้อย่างมากกกกก กกก (คงพอเข้าใจความเกลียด) เพราะเนื้อเรื่องสุดจะงี่เง่า นางเอกโง่แล้วยังถือทิฐิ พระเอกก็ออกอาการโหดแบบไร้เหตุผล และนี่เกือบเป็นเหตุผลที่แม็กซ์เกือบจะไม่ซื้อหนังสือแนวพารานอมอลของเธอมา อ่าน เพราะติดภาพนั้นจากแนวย้อนยุคของเธอ ต้องขอบคุณความเสียดายเงินที่บังคับให้อ่านเรื่อง Playing easy to get ซึ่งเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น ด้วยราคาที่แพง เมื่อซื้อมา แม็กซ์ก็เลยจำใจอ่านทั้งที่ไม่ได้สนใจงานของเครสลีย์เลยสักนิด แต่มันกลับเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในเล่ม

แต่นั่นเป็นอีกเรื่อง ไม่ใช่สิ่งที่แม็กซ์อยากบลอกในวันนี้

ประเด็นในวันนี้เป็นที่ความลำเอียงของแม็กซ์เอง เพราะในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม็กซ์ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือชุดพี่น้องตระกูลแม็คคราริกที่เขียนโดยเครส ลีย์ โคล หนังสือเล่มแรกออกขายตั้งแต่ปี 2005 แต่อีกสองเล่มในชุดเพิ่งออกเมื่อสองสามเดือนก่อนนี้เอง ทำไมถึงช้าน่ะเหรอ

ก็เพราะถูกดองน่ะสิ เนื่องจากเครสลีย์สร้างชื่ออย่างมากกับการเขียนชุด IAD ทำให้สำนักพิมพ์ดองชุดย้อนยุคชุดนี้เอาไว้ แล้วห้นมาทุ่มโฆษณาชุด IAD แทน แล้วในที่สุดก็เข็นสองเล่มหลังในชุดออกมาจนได้

แม็กซ์อ่านไปเล่มค่อน คือจบเล่มแรก If you dare ซึ่งเขียนก่อนที่เธอจะตีพิมพ์เรื่องสั้นใน Playing easy to get และแม็กซ์ก็ไม่ชอบเล่มนี้เหมือนกับที่ไม่ชอบเรื่องย้อนยุคเล่มอื่นของเธอ พระเอกมันงี่เง่า เพราะเชื่อในคำทำนายโบราณที่ดูแล้วไม่เห็นจะน่าเชื่อสักนิด นางเอกก็โง่พยายามหนีพระเอกไปหาตัวร้ายอยู่เรื่อย ทั้งที่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นมันร้าย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอคติเพราะคิดว่ายังไงเครสลีย์ก็เขียนเรื่องแนวย้อนยุคไม่ ได้เรื่อง ทุกอย่างที่แม็กซ์อ่านจึงถูกมองเป็นการตอกย้ำความเชื่อนั้น ทุกการกระทำของตัวเอก แม็กซ์มองด้วยสายตาจ้องจับผิด ไม่ให้อภัย ในขณะถ้าเป็นเรื่องอื่น แม็กซ์อาจจะทำใจยอมรับได้มากกว่านี้ แต่สำหรับ If you dare นี่ อะไรอะไรก็ดูไม่ดี

เป็นการรีวิวที่มีอคติค่ะ วันนี้ แต่ถ้าอยากรู้คะแนนล่ะก็อยู่ที่ 47

ส่วนเล่มสอง If you desire นี่ ความรู้สึกเป็นบวกกลับมาค่ะ เพราะว่าในใจคิดไว้แล้วไงว่า เป็นเรื่องที่เขียนหลังจากที่เธอเริ่มเขียนชุด IAD ดังนั้นคุณภาพน่าจะมีมากกว่า (แม็กซ์ถือว่า IAD เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเครสลีย์ เหมือนอย่างที่ Dark Lover เป็นกับเจสสิก้า เบิร์ด) อ่านจบแล้วจะมารายงาน แต่คาดว่าคะแนนดีกว่าเล่มหนึ่งในชุดแน่ (แต่คงอีกสักพักนะคะ เพราะตอนนี้แม็กซ์ต้องขอลาไปอ่าน The Vampire's Queen Servant แล้วล่ะ ได้มาแล้วววววววววว)

If you desire // Kresley Cole

แล้วแม็กซ์ก็กลับไปอ่านต่อเล่มสองของหนังสือชุดสามเล่มแห่งตระกูลแม็คคาร์ริ ค เรื่องราวของพี่น้องสามหนุ่มที่โง่ที่สุดในยุควิคตอเรียของเครสลีย์ โคล

ทำไมถึงโง่

ก็เพราะว่าพื้นฐานของเรื่องชุดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อของพระเอกในเรื่องของ คำทำนายประจำตระกูลที่ทำนายว่า ตระกูลแม็คคาร์ริคจะสิ้นสุดลงที่พวกเขา พวกเขาจะไม่ได้แต่งงาน หรือมีลูก ไม่มีคำอธิบาย แต่ทั้งสามก็เชื่อจนหมดใจ และใช้มันเป็นข้ออ้างในการผลักไสผู้หญิงที่รักเขา

คงเพราะแม็กซ์ไม่เชื่อคำอธิบายอันนี้ ก็เลยทำให้รู้สึกว่าพล็อตมันงี่เง่าไปหน่อยนะ

สำหรับเล่มสอง ถ้าไม่นับปัญหาคาใจเรื่องคำทำนายประจำตระกูลแล้ว ก็ถือว่าเป็นหนังสือที่สนุกมาก มีครบทุกรส ในเล่มนี้เป็นเรื่องราวของฮิวจ์ น้องชายคนกลางที่แอบรักเจนเด็กสาวข้างบ้านมาตั้งแต่เด็ก แต่เพราะคำทำนายว่าผู้หญิงที่คนในตระกูลแม็คคาร์ริครักจะต้องตาย ทำให้เขาสะกดกลั้นความรู้สึกของตัวเองตลอดสิบปีที่ผ่านมา

แม็กซ์ชอบฮิวจ์ที่มั่นคงในความรัก แต่ก็ตำหนิในความเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา แม้กระทั่งในตอนท้ายเรื่องเมื่อเขาตามมาง้องอนนางเอก ก็ทำเพราะเขาเชื่อแล้วว่าคำสาปไม่เป็นจริง ไม่ใช่เพราะเขาเอาชนะความเชื่อบ้านั้นได้

พ่อของเจนซึ่งเป็นหัวหน้าองค์การชนิดหนึ่งที่ชื่อ เน็ตเวิร์ค (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าคำนี้ได้ถูกบัญญัติให้มีตั้งแต่สมัยวิคตอเรียนแล้วหรือ ไม่) ทำพลาดด้วยการส่งมือสังหารที่ดีที่สุดของตัวเองไปสู่กับดักเพื่อฆ่าทิ้ง เมื่อรู้ว่าไม่อาจควบคุมเขาได้อีก แต่มือสังหารคนนั้นรอด พร้อมกับประกาศว่าจะตามจองเวรด้วยการฆ่าคนที่เขารักมากที่สุด นั่นก็คือเจนนั่นเอง ดังนั้นเขาจึงเรียกมือสังหารอีกคนของตัวเอง คนที่เขาคิดว่ามีโอกาสในการคุ้มครองเจนได้ดีที่สุด ซึ่งก็คือพระเอกของเรา เขาจัดการจนทั้งคู่แต่งงานกัน แล้วส่งให้ทั้งคู่หนีไปสก๊อตแลนด์ ขณะที่ทีมงานของเขาพยายามล่ามือสังหารรายนี้

เรื่องไม่มีอะไรมากหรอก เพราะคนอ่านก็รู้ตั้งแต่เปิดเรื่องแล้วว่าพระเอกรักนางเอก นางเอกก็รักพระเอก แต่ลงเอยไม่ได้สักทีเพราะความเชื่อของพระเอก แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีสีสันก็คงเป็นนางเอก ที่เป็นคนรู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา ดังนั้นเมื่อเธอรู้ว่าต้องการฮิวจ์ เจนก็ทำทุกอย่างที่คิดออกเพื่อเอาชนะใจของเขา ยั่วทั้งโมโหและอย่างอื่น

และเพราะเจนนี่แหละที่ทำให้แม็กซ์ปราณีกับหนังสือเรื่องนี้นะคะ ไม่อย่างนั้นไอ้ความเชื่อประหลาดไร้เหตุผลที่เป็นพื้นฐานของเรื่อง คงทำลายเรื่องนี้ไปหมดแล้ว

คะแนนที่ 73 (น้อยกว่า No rest for the wicked ที่ได้ 87 และเท่ากับ A Hunger like no other ค่ะ)

If you decieve // Kresley Cole

แล้วแม็กซ์ก็อ่านเล่มสามในชุดพี่น้องตระกูลแม็คคาร์ริคจบ ถ้ากับผลลัพธ์ที่ทำให้ตัวแม็กซ์เองแปลกใจนิดหน่อย

แม็กซ์ชอบเรื่องนี้นะ

แม็กซ์ว่าเป็นงานในแนวย้อนยุคของเครสลีย์ โคลที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับเรื่องแนวพารานอมอลของเธอเลยทีเดียว อันที่จริงแม็กซ์ชอบเรื่องนี้มากกว่าA Hunger like no other เสียอีก

และที่ต้องเอาเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับ AHLNO ก็เพราะว่าพระเอกในเรื่องบุคลิกคล้ายกันพอควร อีธาน แม็คคาร์ริคไม่ใช่คนดี ไม่ว่าในความหมายไหน คำพูดของเขาที่ให้คำจำกัดความตัวเขาเองได้ดีที่สุดก็คงเป็นฉากที่เขาเล่าให้ นางเอกฟังว่า "ผมไม่เคยนอนฝันร้าย เพราะถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวเขา เขาจะเอาคืนคนที่ทำเช่นนั้นกับ และเขาก็จะลืมเหตุการณ์นั้นไป"

นี่แหละพระเอกในใจของแม็กซ์ เพราะบางครั้งสุภาพบุรุษมันก็น่าเบื่อหน่าย จริงไหม

อีธานเป็นพี่ชายคนโต และในระหว่างเล่มหนึ่งและสอง เขาเป็นคนที่คอยขัดขวางความรักระหว่างน้องชายกับหญิงที่พวกนั้นรัก ความลึกลับของเขาเกี่ยวกับแผลเป็นที่หน้า กิตติศัพท์ของเขาในเรื่องความเหี้ยมโหดถูกเล่าขานเพื่อเป็นน้ำจิ้มให้คน อ่านอยากอ่านเรื่องของเขา

สำหรับแม็กซ์แล้ว อีธานเป็นเพียงหนึ่งในพระเอกที่มีอดีตที่โหดร้ายที่เห็นดาษดื่นในโลกโรแมนซ์ แม็กซ์ไม่ได้สนใจอะไรในตัวเขาเป็นพิเศษ แต่ที่หยิบเรื่องนี้มาอ่านก็เพราะอ่านไปแล้วสองเล่มนี่ เล่มสุดท้ายก็อ่านให้มันจบกันไป

แล้วแม็กซ์ก็ไม่ชอบพระเอกโหดด้วย แต่เมื่อเริ่มอ่านแม็กซ์กลับชอบความจริงใจของอีธานในการเป็นคนเลว ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว แมดเดลีนนางเอกก็ยังคิดเช่นนั้น เขาเป็นคนประเภทที่อยากได้อะไรต้องได้ อย่างเช่นที่เมื่อเขาเห็นแมดเดลีนครั้งแรกและทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เธอมา ครอบครอง เขาเป็นคนที่สามารถใช้เล่ห์กลทุกอย่างเพื่อให้ได้เธอมา ไม่ว่าแผนการนั้นจะเลวร้ายเช่นไร

แต่สิ่งที่ทำให้แม็กซ์คิดว่าเขาไม่เหมือนพระเอกสไตล์โหดที่เป็นที่นิยมใน หมู่แฟนโรแมนซ์เมืองไทยก็คือ อีธานไม่เคยจงใจทำให้นางเอกเจ็บปวด เขาอาจวางแผนหลอกนางเอกในเรื่องแต่งงาน แต่เมื่อเอาเข้าจริงเขาก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งนี่เป็นจุดตัดที่สำคัญมากสำหรับแม็กซ์

และคนที่ทำให้ความเลวของอีธานเข้าจุดสมดุลก็คือแมดเดลีน เพราะเธอไม่เหมือนนางเอกเจ้าน้ำตาที่อาศัยน้ำตาเพื่อทำให้พระเอกเห็นแล้วใจ อ่อน ประเภทเห็นแล้วก็ต้องหยุดพฤติกรรมโหดของเขาเสีย

ไม่หรอก แมดเดลีนเหนือกว่านั้นเยอะ

เธอแทบไม่เคยร้องไห้ หรือถ้าร้องก็ไม่ใช่ต่อหน้าอีธาน เธอเป็นนักเอาตัวรอด จากเด็กหญิงวัยสิบเอ็ดปีที่สูญเสียทุกอย่าง จากแมนชั่นหรูในอังกฤษ เธอต้องอพยพมาอยู่ในสลัมในฝรั่งเศส แมดดี้เอาตัวรอดในโลกที่โหดร้ายนี้ได้ เรื่องเดียวที่อาจะไม่น่าเชื่อสำหรับเธอก็คือ เธอยังคงเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่ แต่นั่นก็คงเป็นประเด็นที่ถูกใจคอแม่ยกหลายคน

เมื่อถูกอีธานดูถูกถึงความยากจน เธอก็ล้อเลียนแผลเป็นบนใบหน้าของเขา เมื่อเขาแกล้งทำเย็นชาเข้าใส่ เธอก็อ่านแผนการของเขาออกเกือบในทันที และเมื่อเธอตัดสินใจได้ว่า ต้องการความรักจากเขา แมดดี้ก็ไม่เคยนั่งคิดราวกับคนโรคจิตประเภทย้ำคิดย้ำทำ "เขารักฉัน เขาไม่รักฉัน แล้วก็ร้องไห้ พระเอกปลอบ ขึ้นเตียงจากนั้นก็เขารักฉัน เขาไม่รักฉัน แล้วก็ร้องไห้ พระเอกปลอบ ขึ้นเตียง จากนั้น.... คงจะพอนึกออกกันนะ"

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความเย็น (ชาของพระเอก) และความร้อน (จากไฟปรารถนาที่อยากลากนางเอกขึ้นเตียง) มันสลับกันมากเกินไป แมดดี้ก็ยืนคำขาดให้เขาเลือก เธอไม่ยอมเป็นเหยื่อ และนี่ล่ะคือเหตุผลว่าทำไมแม็กซ์ถึงชอบเรื่องนี้

อีกเหตุผลหนึ่งก็คงเพราะเล่มนี้เป็นเล่มเดียวในชุดที่คำสาปไร้สาระในเรื่อง ไม่ค่อยมีส่วนในพล็อตเท่าไหร (ซึ่งเป็นข้อเสียหลักของเล่มสอง ซึ่งเป็นอีกเล่มที่แม็กซ์ก็ชอบไม่น้อย)

แนะนำเรื่องนี้นะคะ สำหรับคนชอบพระเอกโหดก็คงไม่ผิดหวัง แต่แม็กซ์อยากแนะนำให้คนที่ไม่ชอบพระเอกสไตล์นี้ เพราะหาไม่ได้ง่ายนักหรอกที่พระเอกโหดจะเจอนางเอกที่ฉลาดทันกัน หรือเข้มแข็งพอที่จะเอาชนะในความเลวของเขาได้

คะแนนที่ 83 (เล่มแรก If you dare = 47 เล่มสอง If you desire = 73)

Saturday, January 31, 2009

Dark Needs at Night's Edge // Kresley Cole

ไม่ได้รีวิวหนังสือเสียหลายวันนะคะ วันนี้ก็เลยกลับมาพร้อมกับรีวิวหนังสือสามเล่ม ที่ได้ความหมายอย่างชื่อบลอก

เราเริ่มกันที่ The Good แล้วกัน

หนังสือภาคต่อในชุด IAD หรือ Immortals after dark หนังสือชุดแนวพารานอมอลที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดชุดนึง และเล่มนี้ก็ถือว่าเป็นตอนต่อในชุดที่ไม่น่าผิดหวัง อาจะไม่ดีเท่า No rest for the wicked แต่แม็กซ์ก็ไม่ได้คาดหวังให้มันดีขนาดนั้น

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับชุดนี้ แม็กซ์เล่าแบบย่อ ๆ นะคะ IAD เป็นเรื่องราวของกลุ่มสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ไม่ใช่มนุษย์ พวกนี้ประกอบไปด้วยทุกอย่างที่คุณคิดว่าไม่มีอยู่จริง ทั้งแวมไพร์, มนุษย์หมาป่า, แม่มด, เดม่อน (ที่ไม่ใช่ปีศาจ), นางไซเรน, และอื่น ๆ

แต่คอนเซ็ปต์ของเรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็เป็นเรื่องของแวมไพร์ ที่เครสลีย์ โคลคนแต่งกำหนดให้ไม่มีชีวิตอย่างจริงจัง (นั่นคือหัวใจไม่เต้น เลือดไม่ไหลเวียน ดังนั้นจึงไร้สมรรถภาพทางเพศไปโดยปริยาย) จนกว่าเขาจะได้พบกับไบร์ด (Bride) ของเขา ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่จะปลุกเขาให้ฟื้นกลับมามีชีวิต

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของคอนราด เวิร์ท น้องชายคนเล็กสุดในบรรดาพี่น้องตระกูลแวมไพร์เวิร์ท (ซึ่งเป็นพระเอกไปก่อนหน้าเล่มนี้แล้วสองคน ส่วนอีกคนก็เป็นพระเอกในเรื่องสั้นที่ถูกเลื่อนกำหนดการออกขายจากปีนี้ไป เป็นปีหน้าโน่นเลยค่ะ) เขาเป็นแวมไพร์โดยไม่อยากเป็น เพราะพี่ชายของเขานิโคไลย์ และเมอร์ด็อคซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ก่อนหน้า (หลังจากตายในการรบ) ไม่อาจยอมรับความจริงได้ว่า ครอบครัวของพวกเขาตายหมดแล้ว คอนรอดและเซบาสเตียนพี่ชายคนที่สาม ตายจากความพยายามปกป้องบ้านของพวกเขาจากผู้บุกรุก ก่อนหน้านั้นน้องสาวของพวกเขาสามคนตายเพราะโรคระบาด นิโคไลย์และเมอร์ด็อคไม่อาจยอมรับความสูญเสียได้อีก และทำในสิ่งที่ขัดกับความต้องการของน้องชาย

เปลี่ยนเขาเป็นแวมไพร์ และคอนราดไม่ได้ต้องการชีวิตเช่นนั้น เขาสติแตก นี่เป็นคำอธิบายเดียว เขาหนีไปจากพี่ชายเพราะทนไม่ได้ที่พวกนั้นเปลี่ยนเขาเป็นสิ่งที่เขาตามล่ามา ตลอดชีวิต (คอนราดเป็นหนึ่งในกลุ่มนักล่าแวมไพร์ตอนที่เขามีชีวิต) แต่สุดท้ายเพื่อเอาชีวิตรอด เขาก็ถลำลึกกลายเป็นแวมไพร์อันตราย เป็นนักฆ่ามือหนึ่ง แม้จะยังคงสภาพพระเอกอยู่ด้วยการฆ่าเฉพาะคนเลว แต่เพราะเขาดื่มเลือดพวกนั้น ทำให้ความทรงจำอันเลวร้ายเข้ามาอยู่ในสมอง

สามร้อยปีผ่านไป คอนราดอยู่ในสภาพกึ่งบ้า เห็นภาพหลอน และเมื่อเขาโดยบรรดาพี่ชาย (ที่ตอนนี้แต่งงานแฮปปี้แล้ว) จับไปขัง โดยหวังให้เขากลับคืนฟื้นสติ และตัดสินใจเรื่องสำคัญ ดังนั้นเขาก็ได้เห็นนาโอมิ อดีตนักบัลเลย์ที่จบชีวิตลงอย่างกระทันหัน และกลายเป็นวิญญาณสิงอยู่ในบ้านที่คอนราดถูกขังไว้ เขาคิดว่าเธอคือภาพหลอน

ถ้าให้แม็กซ์ประเมินนะคะ ก็คงบอกว่า เรื่องนี้สอบผ่านฉลุย (ระดับเกรดบีบวก) ในเรื่องโรแมนซ์ เพราะแม็กซ์เชื่อในความสัมพันธ์ระหว่างคอนราดและนาโอมิ เชื่อว่าเขาจะยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อเธอ ความสัมพันธ์ของสองคนนี้เป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในเรื่อง มันพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายแล้ว คำว่ารัก ไม่จำเป็นเลย และนี่คือสิ่งที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในโรแมนซ์ เรื่องราวที่ตัวละครผูกพันกันมากจนกระทั่งไม่จำเป็นต้องบอกรัก ไม่ต้องย้ำเช้าย้ำเย็นว่าฉันรักเธอ จากนั้นก็ตบโครมล้มคว่ำ เพราะเข้าใจผิด

เรื่องนี้มีการเข้าใจผิดค่ะ มีฉากที่คอนราดทิ้งนาโอมิไป เพราะคิดว่าเธอมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง แต่เขาคิดได้เอง ไม่ต้องมีตัวละครอื่นมาชี้นำ มาพิสูจน์ และนั่นเป็นสิ่งที่แม็กซ์ชอบ

แต่อาจเพราะเวลาส่วนใหญ่ในเรื่องทุ่มให้กับความสัมพันธ์ระหว่างคอนราดและนา โอมิ ก็เลยทำให้องค์ประกอบอื่นขาดหายไปด้วย ในฐานะส่วนหนึ่งของชุด แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเล่มนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดในชุดนี้เพิ่ม ขึ้นเลย นั่นอาจเพราะคอนราดคือคนนอก เขาเป็นแวมไพร์นอกแถว (ไม่ใช่พวกดีอย่างที่พี่ชายเขาเป็น) ทำให้เขาไม่รู้เรื่องวงใน นาโอมิยิ่งแล้วใหญ่ เธอเป็นผีมาแปดสิบปี ไม่รู้กระทั่งว่ามีสิ่งมีชีวิตเหนือมนุษย์อยู่ในโลกด้วยซ้ำ

แล้วการแก้ปัญหาการอยู่กันไม่ได้ ระหว่างคนและผีของคอนราดและนาโอมิ ดูมันง่ายจัง แต่อย่างว่านะคะ แม็กซ์เลือกความง่ายอย่างนี้มากกว่าการเลือกฉากจบอย่างที่วีได้รับในเรื่อง Lover Unbound ค่ะ

อย่างที่บอก เล่มนี้คือ The Good Read คะแนนที่ 73

Dark Desires After Dusk // Kresley Cole

หนังสือเล่มที่ห้า (ที่เป็นเรื่องขนาดยาว ไม่ใช่เรื่องสั้น) ของชุด Immortal after dark ของเครสลี่ย์ โคล เล่มนี้ถือว่าเป็นอีกเล่มนึงในชุดที่ไม่ผิดหวังเลย

แม็กซ์ปิ๊งกับหนังสือชุดนี้ตั้งแต่ได้อ่านเรื่องสั้น The Warlord wants forever ที่อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ Playing easy to get และต้องขอยกให้เป็นความดีของเพื่อนคนนึง (AV) ที่แนะนำและเร่งให้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนั้น ขอบคุณมากนะคะที่ทำให้แม็กซ์ได้พบกับหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่แม็กซ์ยกให้ ว่าอยู่ในระดับแถวหน้าในเวลานี้เลย

จุดเด่นของหนังสือชุดนี้คือความทันสมัย เท่ห์ และฮิปมาก ๆ ของตัวละคร ในขณะเดียวกันไม่ใช้วิธีเล่าเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย ที่ดูเหมือนจะฮิตกันในหมู่หนังสือชุดแนวพารานอมอล ที่มีปริศนาลึกลับดำมืดเต็มไปหมด จนอ่านเล่มใดเล่มหนึ่งในชุดแล้วเกิดความติดขัดและสงสัยไปเรื่อย แต่ในชุด IAD นี่ แม้จะเป็นเรื่องชุด แต่คนแต่งก็เก่งพอจะให้ข้อมูลที่พอสมควรที่จะทำให้อ่านเรื่องได้สนุก และน่าสนใจ ทิ้งท้ายในน่าอ่านสำหรับเล่มถัดไป แต่ไม่ทิ้งปริศนาอันน่าหงุดหงิดสำหรับคนอ่าน

ตอนแรกที่แม็กซ์รู้ว่าเครสลี่ย์จะเขียนเรื่องของเคเดียน (หรือจะอ่านว่าเคดีออนก็ได้นะ แต่แม็กซ์คิดว่าด้วยวิธีการออกเสียงแล้วคำว่า ดีออนน่าจะรวมกันเป็น เดียนมากกว่า) ซึ่งเป็นตัวละครที่ออกใน Wicked deeds on a winter's night แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเรื่องจะน่าสนใจตรงไหนเลยนะคะ เขาไม่เด่น หรือน่าสนใจพอ แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะเครสลี่ย์ไม่ได้ทำให้ตัวละครตัวไหนเด่นเกินหน้าตัวเอกในเรื่องอยู่แล้ว (แปลว่าเธอไม่มีแอชรอนในเรื่อง ไม่มีตัวละครที่มาขโมยซีน) ดังนั้นจึงไม่มีความรู้สึกผิดหวังหรืออะไร ก็แค่ไม่น่าสนใจ

แต่หลังจากอ่านเล่มนี้จบ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว แม็กซ์ก็ขอรายงานว่า แม็กซ์คิดผิดที่บอกว่าเล่มนี้ไม่น่าสน เพราะแม็กซ์ถือว่าเล่มนี้เป็นแนวพารานอมอลที่ดีที่สุดเล่มนึงที่แม็กซ์ได้ อ่านในปีนี้เลยนะคะ อันที่จริงถือว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดเล่มนึงของเครสลี่ย์ โคล (แม้จะไม่เท่าระดับของ No Rest for the wicked แต่ก็เหมือนที่เคยพูดหลายหน ไม่มีเล่มไหนดีกว่าเล่มนั้นมานักหรอกค่ะ)

เล่มนี้ใช้เหตุการณ์ต่อเนื่องจากเรื่อง Dark Needs at night's edge ที่หลังจากเคเดียนพลั้งมือฆ่านาโอมิ และทำลายโอกาสที่เขาและพี่ชายจะได้ความลับในการกำจัด โอมอร์ต พ่อมดผู้ชั่วร้ายซึ่งเป็นศัตรูที่มาแย่งราชบัลลังค์ของพี่ชายของเขา และทำ ให้เขาจำใจต้องทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ นั่นก็คือส่งตัวโฮลี่ แอชวิน สาวน้อยที่เขาแอบปิ๊ง และเฝ้าตามมาเป็นปี ให้กับกรูท พี่ชาย (หรือน้องชาย) ของโอมอร์ต ที่สัญญาว่าจะทำดาบที่ฆ่าโอมอร์ตให้ได้

เมื่อหลายร้อยปีก่อน เพราะความเพิกเฉยต่อคำบัญชาของพี่ชาย เคดปฏิเสธที่จะเดินทางกลับเข้าเมือง เพื่อรับบทบาทผู้สำเร็จราชการ และนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้โอมอร์ตนำทัพกองทัพซอมบี้เข้ายึดเมืองของพวกเขา นับจากนั้นเคดและไรด์สตรอมพี่ชายของเขาก็ต้องร่อนเร่ เป็นนักรบรับจ้าง และหาโอกาแย่งราชบัลลังค์คืนกลับมาให้ได้

โอกาสสุดท้ายมาในรูปของข้อเสนอของกรูท ที่เสนอให้เคดนำตัวเดอะ วาสเซล (หรือที่แปลว่า ผู้หญิงที่จะให้กำเนิดนักรบที่ออกจะดีหรือโคตรชั่ว ขึ้นอยู่กับคนที่เป็นพ่อเด็ก) มาส่งให้กรูท เพื่อแลกเปลี่ยนกับดาบที่จะสามารถโอมอร์ต ซึ่งมีฉายาว่า ผู้ไม่ตายได้

สำหรับเคดแล้ว นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในฐานะนักรบรับจ้าง เขาทำสิ่งที่ล่อแหลมต่อความถูกต้องชอบธรรมมามาก แต่ที่เขาไม่คิดก็คือ หญิงสาวที่เป็นเดอะวาสเซลจะเป็นคนคนเดียวกับสาวน้อยโฮลี่ หญิงสาวที่เขาหลงรัก

ทางเลือกของเคดยิ่งน้อยลงไปอีก เมื่อไรด์สตรอมพี่ชายดันถูกแม่มดซาบีนจับตัวไป (แม็กซ์คิดว่านั่นจะเป็นประเด็นที่ต้องขยายต่อไปในอีกเล่มค่ะ) ทำให้ภาระในการกู้บัลลังค์หล่นมาอยู่ที่เขาคนเดียว และในฐานะของคนที่ทำให้ไรด์สตรอมสูญเสียบัลลังค์ไปตั้งแต่ต้น เคดดูจะไม่มีทางเลือกอื่นอีก นอกจากส่งตัวโฮลี่ให้กับกรูท และกำกลืนความเจ็บปวดไว้คนเดียว

พล็อตเรื่องดูเหมือนจะสร้างมาเพื่อให้ดูว่าโฮลี่เป็นสาวน้อยไร้เดียวสา อ่อนแอ แต่ขอโทษนะครับว่า ไม่ใช่เลย แม็กซ์ชอบโฮลี่มาก ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ชอบ การเข้าไปพัวพันกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ทำให้ความเหนือธรรมชาตในกายเธอตื่นขึ้น โฮลี่พบว่าตัวเองไม่ใช่แค่นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำ ธรรมดาคนนึงเท่านั้น เลือดในกายเธอครึ่งนึงคือวาลไครี่ (หรือนับรบหญิงที่เกิดจากเทพเจ้าเฟรย่า) การเปลี่ยนแปลงและปรับตัวของโฮลี่จากคนธรรมดา เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นอมตะเป็นไปอย่างมีขั้นตอน และไม่เร่งรัด คนแต่งทำให้แม็กซ์เชื่อว่า สุดท้ายแล้วโฮลี่เติบโตขึ้น และกลายมาเป็นคนที่เธอควรจะเป็นตามที่โชคชะตากำหนด

แม็กซ์ชอบที่โฮลี่ปกป้องตัวเอง ในฉากตอนเผชิญหน้ากับกรูท และการหลบหนี โฮลี่พิสูจน์ตัวเองว่า ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร แต่ในขณะเดียวกันเครสลี่ย์ก็เก่งพอจะเขียนให้คนอ่านไม่รู้สึกว่า เคดไม่ได้เรื่อง มันเป็นเพียงแค่โฮลี่เก่ง และฉลาดเท่านั้นเอง

อีกส่วนที่แม็กซ์ชอบในเรื่องนี้ก็คือตัวเคดเอง เขายังคงเป็นคนคนเดิม เรจ เดม่อน (เดม่อนที่ถ้าโกรธแล้วจะมีพลังมหาศาล) ที่มักจะทำก่อนคิด และไม่มีการวางแผนการอะไรล่วงหน้าเลย ชายหนุ่มที่ดูจะเถื่อนไปสักหน่อย (ชอบดูหนังโป๊ในโรงแรม) และห่ามเกินความจำเป็น เขาเป็นคนคนเดิม แต่ในขณะเดียวกัน เครสลี่ย์ก็แสดงให้เห็นอีกด้านของเขา ด้านที่อ่อนโยน และรับฟังนางเอก และโอเคนะ แม็กซ์ยอมรับว่า เธอเขียนให้แม็กซ์ชอบตัวตนที่ดู "โลว์คลาส" ของเคดได้

ตอนนี้ยิ่งอ่านยิ่งชอบเครสลี่ย โคลค่ะ รู้สึกว่าเธอเป็นนักเขียนที่ใช้ความทันสมัย พล็อตเรื่องที่น่าสนใจ และตัวละครที่มีเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยนะคะที่เธอไต่ขึ้นอันดับหนังสือขายดีของนิวยอร์คไทม์ ขึ้นเรื่อย ๆ (ว่ากันว่า กำลังลุ้นอยู่ว่าเล่มนี้จะขึ้นถึงอันดับหนึ่งของ NYT ไหม เท่าที่แม็กซ์เช็คอันดับล่าสุด อาทิตย์แรกอยู่ที่อันดับ 18 ส่วนอันดับหนึ่งเป็นของขวัญใจแม่ยกแม็กซ์ที่ชื่อนอร่า โรเบิร์ตค่ะ)

คะแนนที่ 83

Wicked Deeds on a winter's night // Kresley Cole

วันนี้รีวิวตามคำขอนะคะ สำหรับหนังสือ (ขนาดยาว) เล่มที่สามของเครสลีย์ โคล ในชุด Immortal After Dark

และเนื่องจากกำลังง่วงอย่างมาก (วันนี้ไม่มีงานให้ทำเลย นั่งเล่นเน็ตจนเบื่อแล้ว) ก็เลยขี้เกียจเล่าพื้นหลังของชุดให้ฟังกันนะคะ ถ้าสนใจตามอ่านกันได้จากบลอกเก่า ๆ เรารีวิวหนังสือชุดนี้มาเกือบทุกเล่ม (ยกเว้นก็เล่มแรก A Hunger like no other เพราะว่าสมัยตอนที่อ่านนั่นยังไม่ได้เริ่มเขียนบลอก)

ขอคอมเม้นต์เรื่องชื่อหนังสือชุดนี้ของเครสลีย์นิดนึงนะคะ ว่ามันห่วยแตก เป็นชื่อหนังสือที่ไม่เอื้ออำนวยให้เป็นนิยายขายดีได้เลย เพราะทั้งยาวและจำยาก แล้วยังทำให้แยกแต่ละเล่มออกจากกันไม่ออกเลย ที่สำคัญมันไม่เห็นเกี่ยวกับเนื้อหาในเรื่องสักนิดเดียว

ข่าวดีก็คือ นอกจากชื่อเรื่องที่ใช้ไม่ได้แล้ว หนังสือเล่มนี้ถือว่าสอบผ่านในเรื่องความสนุกค่ะ ซึ่งก็เหมือนหนังสือทุกเล่มในชุด IAD ของเครสลีย์ที่ตัวละครทันสมัย ภาษาน่าอ่าน (ฮิบมาก) พล็อตเรื่องน่าติดตาม ฉากเข้าพระเข้านางที่ดุเดือดถูกใจคนอ่าน (อย่างแม็กซ์)

นี่เป็นคำชมมาก ๆ แล้วนะคะ เพราะว่า แม็กซ์บอกตามตรงว่า ไม่ได้รู้สึกนึกอยากจะอ่านเล่มนี้สักนิดเดียวเลย เพราะไม่ชอบทั้งโบเว่น และ มาริกิตาช่วงที่พวกเขาออกมามีบทบาทในเรื่อง No Rest for the wicked (เล่มสอง) สักนิดเดียว

สำหรับโบเว่น หมาป่าที่สูญเสียคู่ชีวิต และต้องอยู่อย่างเดียวดาย ความตั้งใจเดียวของเขาก็คือ การค้นหากุญแจเพื่อย้อนเวลากลับไปในอดีต เพื่อช่วยชีวิตคนรักเก่าให้รอด ในขณะที่ ผู้เป็นความหวังอันสูงสุดของเหล่าแม่มด ด้วยความอ่อนวัย และยังไม่ได้เป็นอมตะดี (ความเป็นอมตะจะมาเมื่อคนคนนั้นอายุถึงในระดับหนึ่ง) เธอต้องการพิสูจน์ตัวเองว่า แน่จริงสมกับคำทำนายที่ติดตามตัวเธออยู่

เพื่อความไม่งง แม็กซ์คิดว่า คนอ่านควรจะอ่านเรื่อง NRFTW ก่อนเริ่มอ่านเรื่องนี้นะคะ เพราะเล่มนี้เปิดเรื่องในช่วงกลางเรื่องของ NRFTW แต่จบทีหลัง โดยเล่าถึงการแข่งขันเพื่อแย่งชิงกุญแจที่สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีต (ซึ่งเซบาสเตียนพระเอกใน NRFTW เป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด) ทั้งโบเว่น และมาริเข้าร่วมแข่งขันด้วย ทั้งสองเดินทางไปยังป่าลึกในเปรู เพื่อแย่งของวิเศษ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันแย่งกุญแจ) ที่ท้ายที่สุดแล้วโบเว่นเป็นผู้ได้ไป แต่เขาไม่ได้ใช้วิธีที่ขาวสะอาดในการเอาชนะ เขาขังมาริ และผู้แข่งขันคนอื่นอีกหลายคนในถ้ำ ณ ป่าลึกแห่งนั้น (หนึ่งในคนที่ถูกขังอยู่กับมาริ ก็คือเคด พระเอกของเรื่อง Dark Desires after dusk ซึ่งเป็นเล่มห้าในชุด) โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามาริ ผู้ที่แม้จะเป็นแม่มดผู้ทรงอำนาจ ยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ยังไม่มีความเป็นอมตะ เขาจึงไม่ตระหนักถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ในถ้ำแห่งนั้นที่จะคุกคามมาริในเวลา ต่อมา

เมื่อการแข่งขันจบลง โดยโบเว่นเป็นผู้พ่ายแพ้ เขาซึ่งต้องคำสาปจากมาริทำให้กลายเป็นคนธรรมดา (และนั่นทำให้บาดแผลที่ได้รับจากการต่อสู้ของเขาไม่หาย) เขาจึงจำเป็นต้องย้อนกลับเข้าไปในป่าลึกนั่นอีกครั้ง เพื่อตามหาเธอเพื่อแก้คำสาป แต่เมื่อเขาได้พบกับเธอ มาริ (ซึ่งสะบักสะบอมจากปีศาจที่แฝงอยู่ในถ้ำ) ไม่ได้อยู่ในโหมดที่จะให้อภัยเขา การกระทบกระทั่งของชายหญิงสองคนจึงเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่การต่อสู้กันเองก็ต้องหยุดไว้ก่อน เมื่อเกิดการต่อสู้ของกองทัพภายในเปรู และเนื่องจากมาริยังไม่บรรลุถึงความเป็นอมตะ นั่นจึงเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงของเธอ (เพราะเธอยังตายได้เหมือนมนุษย์ธรรมดา) โบเว่นจึงจำเป็นต้องคุ้มครองและพาเธอออกจากป่า

หนังสือเล่มนี้เป็นโร้ดโรแมนซ์ (ความรักที่เกิดระหว่างการเดินทาง) โบเว่นซึ่งเคยได้พบกับคู่แท้ของเขาแล้ว ๖(และหมาป่าจะมีคู่แท้เพียงคนเดียวเท่านั้น) รู้สึกโกรธเมื่อเขาพบว่าตัวเอง มีความรู้สึกบางอย่างกับมาริ เขาคิดเธอว่าใช้เวทมนตร์โปรยเสน่ห์ทำให้เขาหลง ในขณะที่มาริเองก็ไม่อาจยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ความรู้สึกที่เธอมีต่อโบเว่นเป็นไปเองโดยปราศจากเวทมนตร์มาเกี่ยวข้อง เพราะความที่ทรงอำนาจเหนือแม่มดที่เคยมีมา มาริมีปัญหาในการควบคุมพลังของตัวเอง ดังนั้นเธอจึงไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปากว่า เธอไม่ได้ใช้เวทมนตร์

แม็กซ์ชอบการหาทางออกให้กับปัญหาโจทย์ที่ตั้งในเรื่อง (เรื่องคู่แท้ของโบเว่น) มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเธอวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเริ่มเขียนพล็อตทั้งหมด เพราะทางออกของเธอ ไม่เป็นการทำลายหลักการของเรื่องที่เธอตั้งขึ้น (ต่างจากวิธีการที่เชอริลีนหาทางออกให้กับตัวละครของเธอใน Dark Side of the moon ซึ่งเป็นการทำลายกฎที่ตัวเธอเองตั้งขึ้นมา)

ในฐานะส่วนหนึ่งของหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่น่าติดตามมากที่สุดชุดหนึ่ง เล่มนี้ไม่น้อยหน้าเล่มอื่นในชุด สนุกน่าอ่านมาก คะแนนที่ 78

Tuesday, January 20, 2009

Kiss of a Demon King // Kresley Cole

ถ้ายังพอจำกันได้ (ซึ่งแม็กซ์คิดว่าไม่น่าจำได้หรอกนะคะ) แม็กซ์เคยบอกว่าหนังสือชุด BDB ของเจอาร์ วาร์ด เป็นหนังสือชุดพารานอมอลที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในพ.ศ.นี้

หนังสือเล่มนี้กำลังทำให้ความคิดของแม็กซ์เปลี่ยนไป ไม่ใช่ว่าเจอาร์ วาร์ดฝีมือตกลงหรอกนะคะ (เหมือนกะที่แม็กซ์คิดกับงานของเชอริลีน เคนย่อนในระยะหลัง) แต่หนังสือชุด Immortals After Dark มันดีวันดีคืนขึ้นมาน่ะสิ

ยิ่งอ่านเราก็ยิ่งชอบหนังสือชุดนี้

โดยเฉพาะเล่มนี้ ซึ่งถือว่าแม็กซ์รอคอยมาตั้งแต่พอจะรู้ว่าพล็อตเรื่องเป็นยังไง ก็ยังรู้สึกสมหวังมากเมื่อได้อ่าน

Kiss of a Demon King ของเครสลี่ย์ โคล

ก่อนจะเริ่มเขียนรีวิว แม็กซ์ขอขอบคุณสำนักพิมพ์พ็อตเก็ตนิดหน่อยนะคะ

ขอบคุณที่ไม่เอารูปผู้ชายหน้าเห่ย ๆ มาเป็นภาพปก (ขออภัยแต่คนที่ชอบเนธาน เค้มพ์ ด้วย แต่รูปหน้าตรงของเขาไม่เวิร์คอย่างแรงกับเรา)

และขอบคุณที่ไม่ตั้งชื่อเรื่องให้จำโคตรยาก (ถ้ายังพอจำกันได้ Dark Needs at Night's Edge, Dark Desires After Dark, Wicked Deeds on a Winter's Night ชื่อเรื่องเท่ห์ค่ะ แต่จำยากมาก)

กลับเข้าเรื่องของเรากัน

สำหรับคนที่อ่านเรื่อง Dark Desires After Dusk ไปแล้ว ก็จะรู้ดีว่า เหตุการณ์ในเรื่องนี้เกิดขึ้นคู่ขนานกับเหตุการณ์ในเล่มนั้น และบางส่วน (โดยเฉพาะตอนต้น และใกล้จบ) ได้ถูกเล่าไปแล้วนิดหน่อยพอเป็นน้ำยาให้คนอ่านเล่มนั้น (อย่างแม็กซ์) เกิดอาการน้ำลายไหลอยากอ่านเล่มนี้มาก ๆ

ไรด์สตรอมเป็นกษัตริย์ผู้ไร้บัลลังค์ เมื่อพันปีก่อนเขาพลาดท่าเสียอาณาจักรให้กับพ่อมดออมอร์ต (เราอ่านชื่อผิดในบลอกก่อน) และพยายามกู้คืนมานับจากนั้น

แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่โอกาสของเขาจะมากเท่าครั้งนี้ เพราะนิกซ์ซึ่งเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้าทำนายถึงดาบที่จะสามารถฆ่าออมอร์ตผู้ ไม่ตายซึ่งได้ฉายานี้มาเพราะฆ่ายังไงก็ไม่ตายได้ ในขณะที่ไรด์สตรอมกำลังเดินทางไปพบกับเคดน้องชายเพื่อวางแผนในการเอาดาบเล่ม นั้นมา เขาก็ได้พบกับสาวสวยในชุดบางเบายืนอยู่กลางถนน

ไรด์สตรอมไม่มีทางเลือก เขาเบรคกระทันหันจนรถคว่ำ แต่ในฐานะของเรจ เดม่อนเขาเป็นอมตะจะสามารถเดินออกจากซากปรักหักพังของรถได้อย่างไม่เป็นอะไร เพียงวินาทีแรกที่เขาเห็นเธอ เขาก็ต้องการเธอ และอาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตของไรด์สตรอมที่เขาทำตามความต้องการตัวเอง

และเขาก็ถูกล่อให้มาติดกับของ ซาบีนราชินีแห่งภาพลวงตา น้องสาวต่างบิดาของออมอร์ต ที่มีคำทำนายของเธอเองเช่นกัน

ซาบีนคือผู้หญิงที่ฟ้าลิขิตมาให้ไรด์สตรอม นั่นเพราะเดม่อนจะไม่สามารถมีลูกกับใครได้ นอกจากจะได้เจอกับผู้หญิงที่ฟ้าส่งมาให้เขา แต่พวกเขาก็จะไม่รู้ว่าใครคือคนคนนั้นจนกว่าจะมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งนั่นทำให้พวกเดม่อนเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่หน้าหม้อที่สุดในโลกแห่ง นี้

แต่แม้จะยังไม่มีอะไรกัน ไรด์สตรอมก็เชื่อว่าซาบีนคือหญิงคนนั้น แม้เขาจะไม่ต้องการ เขาคิดเสมอว่าตัวเองจะถูกลิขิตให้กับเดม่อนสาวแสนเรียบร้อย ไม่ใช่ซาบีนที่เป็นพวกเดียวกับคนเลว ไม่ใช่ซาบีนที่แสนจะเย้ายวน และร้ายกาจ

สำหรับซาบีน การที่ถูกเป็นคู่ของไรด์สตรอมถูกลิขิตมานาน แต่มันไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องมีใจให้เขาหรอกนะ เธอเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นการลิขิตฝ่ายเดียวของเดม่อน เธอมีทางเลือก และเธอเลือกที่จะใช้คำทำนายในการทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้น เธอเลือกที่จะทำตามแผนการของออมอร์ตเพราะมันส่งผลดีต่อเธอและน้องสาว

ซาบีนไม่ใช่สาวน้อยที่ถูกบังคับ เธอเป็นสาวแสบ (ที่แสบมาก) ที่ทำทุกอย่างเพื่อการมีชีวิตรอด และการที่เธอจะมีลูกของไรด์สตรอม รวมทั้งเป็นราชินีของเขาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ ดังนั้นมันไม่สำคัญเลยว่าไรด์สตรอมจะต้องการหรือไม่ก็ตาม

ชายและหญิงสองคนที่มีความตั้งใจแรงกล้าที่จะเอาชนะกันและักัน และเกมส์พิศวาสที่ฮ็อตจนหน้ากระดาษแทบไหม้ เพราะการที่ซาบีนจะเป็นราชินีแห่งเดม่อนได้ ไรด์สตรอมต้องกล่าวคำสาบานต่อเธอ ซึ่งเขาไม่ยอมกล่าว และการที่เขาไม่กล่าว ลูกของพวกเขาที่จะมีก็จะไม่ใช่ทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย และซาบีนก็ไม่ยอมเสียความบริสุทธิ์ (อ่านถูกแล้วนะคะ นางเอกของเราจิ้น) โดยที่ไม่ได้คำสาบาน

ปกติแม็กซ์อ่านหนังสือก็จะคลั่ง/กรี๊ดไปกับพระเอก แต่เล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เราชอบนางเอกมากมาก คนที่รู้จักแม็กซ์ดีก็คงรู้นะว่าเราชอบพระเอกติดเลวมากแค่ไหน ครั้งนี้เป็นนางเอกที่ร้าย แต่การร้ายของเธอทำให้แม็กซ์รักเธอมาก ๆ

ซาบีนถูกตามล่าโดย "คนดี" ตั้งแต่อายุได้สิบสองปี เมื่อเธอเสียทั้งบิดาและมารดาไปกับการลอบสังหาร ตัวเธอเองก็ถูกฆ่าจนตาย แต่ได้น้องสาวซึ่งมีความสามารถในการเป่าหูช่วยชีวิตไว้ (อยากรู้ว่ามันเป็นความสามารถชนิดไหนก็ลองมาหาอ่านกันค่ะ) และนั่นไม่ใช่ครั้งเดียวที่ซาบีนตาย เธอถูกเหล่่าคนดีช่วยกันฆ่าเธอหลายครั้ง คนดีที่อยากจะกำจัด "คนเลว" อย่างเธอ ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยที่เธอจะทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด

และนั่นหมายถึงการวางแผน วางแผน และวางแผน ซาบีนหักหลังได้ทุกคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเธอและน้องสาว ไม่ว่าจะเป็นออมอร์ตที่ตอนนี้ยังมีประโยชน์เหลืออยู่ แต่แล้วเธอก็ได้เจอกับไรด์สตรอม ผู้ชายที่ทำให้เธออยากเป็นคนดีขึ้นมานิดนึง

ซาบีนน่ารักมาก ๆ ไม่รู้ว่าจะหาคำอะไรมาบรรยายเธอนะคะ เธอเป็นตัวละครผู้หญิงที่ครบถ้วนและสมบูรณ์แบบที่สุดคนนึงที่แม็กซ์เคยได้ อ่าน จนกระทั่งจบเรื่องซาบีนไม่ได้กลายเป็น "คนดี" แต่แม็กซ์เชื่อว่า คนอ่านจะรักเธอในแบบที่เธอเป็น

ที่สำคัญซาบีนไม่เคยเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นกับออมอร์ตที่ควบคุมเธอไว้ด้วยยาพิษ หรือกับไรด์สตรอมที่ภายหลังเป็นฝ่ายจับตัวเธอไว้บ้าง

แม็กซ์คิดว่า ฉากที่บรรยายลักษณะของซาบีนได้ดีที่สุดเกิดขึ้นในตอนท้ายของเรื่อง (สปอยล์) เมื่อ ซาบินรู้ความจริงว่า ไรด์สตรอมไม่ได้แต่งงานกับเธอ เขาหลอกเธอเรื่องคำสาบานแต่งงาน แต่เธอไม่โกรธ แถมยังพูดอย่างพอใจว่า "ฉันภูมิใจในตัวคุณมาก" นั่นเพราะซาบีนชื่นชมคนที่เอาตัวรอด แม้จะใช้การหลอกลวงก็ตาม ในฐานะราชินีแห่งภาพลวงตา ที่เืกือบทุกอย่างสามารถสร้างภาพลวงได้ แม็กซ์คิดว่ามันเหมาะกับบุคลิคของซาบีนมาก

นอกจากซาบีนแล้ว ไรด์สตรอมก็เป็นตัวละครที่ส่งเสริมเธออย่างยิ่ง ในฐานะของกษัตริย์ เขาอยู่กับความรับผิดชอบที่เขาเกลียด ไรด์สตรอมถวิลหาบางอย่างที่ไม่ใช่ความเหมาะสม และเขาก็เจอมันกับซาบีน ผู้หญิงที่ทำให้เขาทบทวนทางเลือกที่เขาเคยเลือก เมื่อเขาถูกนิกซ์ถามว่า ถ้าเขาเลือกได้เพียงหนึ่งสิ่ง ระหว่างบัลลังค์และราชินีของเขา ไรด์สตรอมเลือกบัลลังค์ และนั่นเป็นการตัดสินใจที่เขาพบในภายหลังว่าไม่ใช่เลย

แม็กซ์รู้สึกผิดหวัง (แต่นิดเดียวนะคะ) ที่ความสัมพันธ์ระหว่างไรด์สตรอมและเคดถูกพูดถึงไม่มากนัก เพราะแม้พวกเขาก็เคลียร์อดีตกันได้ เราอยากเห็นสองพี่น้องรักใคร่กอดคอกันมากกว่านี้ แต่เราชอบนะคะที่ไรด์สตรอมคิดว่า เคดเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งกว่าเขา (ด้วยเหตุผลอะไรก็ไปหาอ่านกัน)

และก็เหมือนกับหนังสือในชุดนี้ทุกเล่มของเครสลี่ย์นะคะที่มีความทันสมัย มาก ๆ ในเรื่อง ไม่ใช่ว่าตัวละครในเรื่องให้ไอพ็อดกันทุกคนหรอกนะ แต่เป็นกลิ่นอายความฮิบของตัวละครน่ะ รู้สึกว่าพวกเขาทั้งคูล และเท่ห์มาก (ซึ่งนี่เป็นเอกลักษณ์ของหนังสือชุดนี้มาก)

หนังสือเล่มนี้ทำสิ่งที่แม็กซ์คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ นั่นก็คือ ทำให้เราชอบได้มากกว่า No Rest for the wicked แม็กซ์ไม่เคยคิดนะว่ามันจะเกิดขึ้น

แต่ก็เกิดแล้ว คะแนนเล่มนี้ที่ 93