Showing posts with label Jami Alden. Show all posts
Showing posts with label Jami Alden. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Kept // Jami Alden

นี่เป็นหนังสือเล่มที่อยากอ่านมากที่สุดของเดือนนี้เลยค่ะ แต่ก็ดันเป็นเล่มที่มาถึงเมืองไทยช้าที่สุดจนได้ ดังนั้นพอได้มาอยู่ในครอบครองจึงรีบอ่านทันที

แต่แม็กซ์ก็ยังงงตัวเองนิดนึงนะคะว่า ทำไม้ทำไมหนังสือชุดนี้ถึงกลายเป็นเรื่องที่เราอยากอ่านมากขนาดนี้ได้ ทั้งที่ตอนอ่านเล่มแรกใน ชุดจบไป เราก็ยังไม่ได้เกิดอาการเครซี่คลั่งไคล้เล่มนี้อะไรนัก แต่อย่างช้า ๆ และไม่รู้ตัว พี่น้องตระกูลแท็คเกิร์ตก็แทรกเข้ามาอยู่ในใจเราได้ซะงั้น

Kept ของเจมี่ อัลเด้น

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Gemini Men ซึ่งเล่าเรื่องราวของสามศรีพี่น้องตระกูลแท็คเกิร์ตที่ร่วมกันก่อตั้งบริษัท รักษาความปลอดภัยที่ชื่อว่าเจมมิไน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องอ่านเล่มแรกก่อนนะคะ ก็สามารถอ่านเรื่องนี้รู้เรื่องได้ เพียงแต่ถ้าคุณอ่านเล่มนี้ก่อน มันอาจจะเป็นการสปอลย์เล่มแรกไปบ้างเล้กน้อย

หนังสือเปิดเรื่องขึ้นที่งานเลี้ยงเพื่อการกุศลสุดหรูที่เดเร็ค แท็คเกิร์ตพี่ชายคนรองทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ เดเร็คเป็นคนที่ขรึมที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง เขาค่อนข้างเก็บตัว และไม่ได้มีเสน่ห์เหลือเฟือเหมือนน้องชายฝาแฝดอย่างเอธาน (พระเอกเรื่อง Caught ซึ่ง เป็นเล่มแรกในชุด) ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เต็มไปด้วยพลังเอาจริงเอาจังอย่างแดนนี่พี่ชายคนโต (ซึ่งจะเป็นพระเอกเล่มสาม) เดเร็คเคยเป็นนักแม่นปืนในกองทัพ และเขาก็เงียบขรึม และใจเย็นอย่างที่นักแม่นปืนเป็นกัน

จนกระทั่งเขาได้ทำสิ่งที่ตัวเองก็ไม่คิดว่าจะทำ ด้วยการพาลูกสาวเศรษฐีที่อยากได้อะไรก็ต้องได้อย่างอลิสา มิลล์กลับบ้าน และด้วยเหตุผลบางอย่างอลิสาต้องการเขา และเดเร็คก็พบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธเธอได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่คิดว่าจะเป็นเพียงแค่ชั่วข้ามคืน

แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพ่อของอลิสาถูกฆ่าตาย และลุงของเธอเรียกตัวเดเร็คให้มาเป็นบอดี้การ์ดคอยดูแลหญิงสาวที่มีแต่ข่าว ฉาวโฉ่คนนี้ และนั่นทำให้เขาได้รู้จักเธอมากขึ้น และเรียนรู้ว่า ภายใต้ใบหน้าในสวยงามของอลิสา ก็ยังมีผู้หญิงที่แท้จริง ผู้หญิงที่มีเลือดเนื้อ และต้องการความรักอย่างมาก

นั่นเพราะตลอดชีวิตของอลิสา ชีวิตที่ดูเหมือนจะครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินและเงินทอง เธอไม่เคยเป็นที่ต้องการของใคร เธอเป็นลูกสาวนอกกฎหมายของมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทค้าเพชร กับดาราฮอลีวู้ด อลิสาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเลนส์ของนักข่าว ทุกความเคลื่อนไหว ทุกการกระทำของเธอถูกจับตามองโดยช่างภาพ และเด็กหญิงที่ขาดความรักก็เดินพลาดหลายครั้ง เธอติดยา และมีรูปวาบหวิวโพสต์ในอินเตอร์เน็ต เธอถูกมองว่าเป็นปาร์ตี้เกิร์ลที่ไร้สมอง แต่ในวัยยี่สิบสี่ อลิสากำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอทำสัญญาสงบศึกกับผู้เป็นบิดา กลายเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายอาการป่วยของผู้เป็นมารดา แต่แล้วโลกของเธอก็ดูเหมือนจะถล่มลงมาอีกครั้ง

เมื่อพ่อของเธอถูกฆ่า ใครสักคนจ้องจะทำลายชื่อเสียงที่เธอพยายามสร้างขึ้น และผู้ชายคนเดียวที่ดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งก็ไม่ยอมเชื่อว่า เธอไม่ได้หันกลับไปหายาเสพติดอีกครั้ง

ปกติแม็กซ์จะไม่ค่อยชอบนางเอกอย่างอลิสานะคะ เธอค่อนข้างอ่อนแอในทางอารมณ์ ในหลายครั้งเรารู้สึกว่าเธอโง่และซื่อเกินไป แถมยังมีประเด็นขัดใจที่เราไม่ชอบมาก ๆ นั่นก็คือ เรื่องราวที่นางเอกแสนจะดีดี้ดี แต่คนรอบข้างกลับไม่มีใครชอบเธอเลยสักคน แม็กซ์ไม่ชอบพล็อตแนวนี้ เพราะความเชื่อส่วนตัวว่า ถ้าเราเป็นคนดี คนอื่นก็จะต้องเห็นความดี แต่ในกรณีนี้ ดูเหมือนทุกคนจะเกลียดอลิสามาก เกลียดที่เธอสวย เกลียดที่เธอร่ำรวย เกลียดที่มีชื่อเสียง ทั้งที่ในความประพฤติแล้ว อลิสาไม่ได้มีอะไรเลวร้าย ทำให้แม็กซ์ตั้งข้อสงสัยถึงความแคบของตัวละคร (ที่เกลียดนางเอก)

แต่ในความอ่อนแอของอลิสา เธอกลับมีความเข้มแข็งบางอย่าง ที่ำทำให้เธอมีเสน่ห์ในตัวเอง ไม่ได้ดูเป็นตัวละครที่ร้องโอดโอยให้แต่พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย (จริงอยู่นะคะในเ่ล่มนี้ สุดท้ายแล้วก็เป็นเดเร็คนั่นแหละที่ต้องออกโรงมาช่วยเธอทุกครั้ง แต่การดำเนินเรื่องกลับไม่ทำให้แม็กซ์รู้สึกสิ้นหวังกับความไม่ได้เรื่องขอ งอลิสา) ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทุกเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอ อลิสาไม่ได้แสวงหามัน อันที่จริงเธอไม่ได้ประพฤติตนดั่งเช่นนางเอกที่โง่จนสมควรตาย เธออาจเดินเข้าไปหาอันตรายเอง แต่ทุกครั้งมันมีคำอธิบายที่แม็กซ์ยอมรับได้

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า คนที่ไม่ได้อ่านเรื่อง Caught จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของเดเร็คมากนัก เพราะในเล่มนี้เดเร็คเปลี่ยนตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับอลิสา เขาไม่ใช่ตัวเขาที่คนอ่านรู้จัก (แต่มันก็ไม่ใช่การเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือนะคะ มันเป็นการเปลี่ยนชนิดที่ชายซึ่งตกหลุมรักเท่านั้นจะเป็นได้) ทำให้คนที่ไม่ได้อ่านเล่มแรกในชุด ที่ยังไม่เคยรู้จักคาแร็คเตอร์ของเดเร็ค จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีนัก แต่สำหรับคนที่อ่าน การได้เห็นชายที่ดูเหมือนจะไม่แยแสอะไร ออกอาการร้อนรนจะเป็นจะตายเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว มันก็สนุกดีค่ะ

คู่ของเดเร็คและอลิสาไม่ใช่คู่พระนางที่ถึงกับยอดเยี่ยมในโลกโรแมนซ์หรอก นะคะ แต่เป็นคู่ที่เหมาะสมกันดี นางเอกที่เปรียบเสมือนปารีส ฮิลตันในโรแมนซ์ กับพระเอกที่ไม่เคยอ่านข่าวสังคมมาพบกัน แม็กซ์เข้าใจถึงแรงดึงดูดของความแตกต่างในคู่นี้ (และมันเป็นพล็อตที่เจมี่คนแต่งใช้อีกแล้ว)

ในส่วนของประเด็นการสืบสวน แม็กซ์ไม่ชอบวิธีการที่ให้คนร้าย (สปอยล์) มาคลั่งไคล้อลิสาจนเพี้ยน มันเป็นพล็อตโบราณมากที่นักเขียนชอบใช้กัน จนแม็กซ์รู้สึกว่า มันโบไปแล้วน่ะ ไม่เข้าใจว่าทำไม นางเอกมีดีตรงไหน ถึงต้องมารุมคลั่งกันอย่างนี้ มันน่ารำคาญพอ ๆ กับการเขียนให้นางเอกเป็นคนดี แต่ไม่มีใครรักเธอเลยแหละ

อาการขาดความรักของนางเอกเป็นส่วนที่ทำให้แม็กซ์ไม่ค่อยมั่นใจในโรแมนซ์ของ ทั้งอลิสาและเดเร็คนัก เพราะเราไม่แน่ใจว่า ที่เธอเลือกเดเร็คเป็นเพราะเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่รักเธอ หรือเพราะเขาเป็นผู้ชายที่เธอรัก แต่ในขณะเดียวกัน แม็กซ์ค่อนข้างเชื่อว่าอลิสาเป็นผู้หญิงที่เดเร็คต้องการ และเหมาะกับเขาอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เขากระทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาตลอดชีวิต

โดยรวมหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มต่อที่น่าอ่าน และยิ่งทำให้แม็กซ์อยากอ่านเล่มสุดท้าย (หรือเปล่า ไม่แน่ใจนะคะ คิดว่าถ้าขายดี คนแต่งคงจะขยายชุดเป็นแน่) ที่เป็นเรื่องราวของแดนนี่ พี่ชายคนโดตที่แหกกฎการเป็นพี่ชายคนโตทั้งหมด ด้วยการที่ไม่ใช่คนที่บ้าความรับผิดชอบ และห่ามน่าดู

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่ 70

Friday, February 13, 2009

Erotic Week

ที่ขึ้นชื่อบลอกอย่างนี้เพราะอาทิตย์นี้อ่านหนังสือไปได้4 เล่ม ทุกเล่มเป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ทั้งหมด และถือว่าอาทิตย์นี้เป็นการกลับมาอ่านหนังสืออย่างจริงจังอีกครั้งของเรา หลังจากอ่านแบบขอไปทีอยู่หลายเดือน

หนังสือที่เราอ่านในอาทิตย์นี้มี

1. Bond of Blood ของไดแอน ไวท์ไซด์ ที่เราเขียนถึงไปแล้วในบลอคก่อน

2. Rogues ของคริกเก็ต สตาร์กับลิดดี้ มิดไนท์

ประสบการณ์ของเรากับการอ่านหนังสือที่มีคนแต่งสองคนไม่ค่อยดีนัก ยกเว้นก็เฉพาะงานของแคธี่ แคลมป์และซีที อดัมส์เท่านั้นเอง เรื่องนี้ก็อยู่ในข่ายที่ไม่ได้เรื่องเช่นกัน เราอ่านไม่จบเพราะน่าเบื่อเกินไป เป็นตัวอย่างของหนังสือแนวอีโรติกที่มีแต่เซ็กส์แต่พล็อตเรื่องไม่เอาไหน อ่านไปเกินครึ่งเรื่องแล้วยังไม่ได้ประเด็นอะไรสักอย่าง

3. Delicious ของเจมี่ อัลเดน

เรื่องจ่าหัวว่าเป็นอีโรติก โรแมนซ์ แต่เราคิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น อันที่จริงเรื่องนี้ไม่น่าจะออกกับอโฟไดท์เซียเลยด้วยซ้ำ อย่างมากก็น่าจะเป็นบราว่ามากกว่า เล่มนี้เป็นงานเขียนเล่มแรกของเจมี่ ซึ่งสำหรับเราแล้วเป็นเหตุผลที่ดีในการให้อภัยข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่พบใน เรื่อง นักเขียนคนนี้น่าติดตามค่ะ เขียนใช้ได้ ถือว่าเป็นการอ่านฆ่าเวลาเพื่อรอหนังสือเล่มใหม่ของแชนน่อน แม็คเคนน่าได้ทีเดียว

พล็อตเรื่องนี้ธรรมดาทั่วไป นางเอกเป็นเจ้าของรายการโชว์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการทำอาหาร ที่ถูกแฟนที่คลั่งไคล้ตามปองร้าย ส่วนพระเอกก็เป็นบอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมาคุ้มครองนางเอก เนื้อเรื่องง่าย ดำเนินไปตามสูตร อ่านแล้วไม่ต้องคิดมาก สนุกดีค่ะ (สำหรับนักเขียนที่เพิ่งเขียนเป็นเล่มแรก เราถือว่าสอบผ่าน)

4. Take Two ของอีแวนเจอลีน แอนเดอร์สัน

นี่ก็เป็นเล่มแรกของอีแวนเจอลีนเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่านี่เป็นเล่มแรกของเธอที่ได้ออกกับสำนักพิมพ์ในนิวยอร์ค ก่อนหน้านี้เธอมีงานออกในรูปแบบของอีบุ๊คหลายเล่ม เรามีงานอีบุ๊คของเธอบ้างแต่ยังไม่ถึงคิวอ่าน ตอนที่สั่งซื้อเรื่องนี้ก็สั่งอย่างไม่คิดอะไรมาก จนได้มาก็ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจอะไร ตอนที่เริ่มอ่านก็กะว่าจะอ่านทิ้งไว้สักบทสองบทเพื่อจะได้เอามาอ่านต่อในวัน รุ่งขึ้น

ผลก็คือ เราอ่านเรื่องนี้จบในครั้งเดียว จากที่ตั้งใจจะอ่านแค่นิดหน่อยเราก็พบว่าตัวเองหยุดอ่านไม่ได้ พอมาถึงวันนี้ก็เลยพบว่าตัวเองท่องอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนคน นี้ทันที

ขอแนะนำว่าอย่าดูหนังสือเรื่องนี้ที่ปก เพราะปกตลกที่สุดที่เราเคยเห็นมา ทั้งตลกทั้งน่าเกลียด ถ้าหนังสือจะขายไม่ได้ เราก็ยกให้เป็นความผิดของปกนี่ล่ะค่ะ

เทคสองก็ตามชื่อ คนที่อ่านแนวอีโรติกมาบ้างก็น่าจะพอเดาได้ว่าจะเป็นยังไง พระเอกเรื่องนี้มีสองคน นางเอกมีหนึ่งคน (นึกเอาเองนะคะ) เรื่องนี้เป็นการผจญภัยของนักข่าวสาวที่มาจากดวงดาวอนุรักษ์นิยม กับตำรวจหนุ่มสองคนที่ผูกพันกันด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าเรื่องจะเป็นแนวอนาคตไซไฟ แต่ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ฟิสิกส์เข้าใจยากมาพูดถึง เนื้อเรื่องก็เป็นการสืบสวนธรรมดาเหมือนเรื่องในยุคปัจจุบัน และเซ็กส์

คุณจะอ่านอีโรติก โรแมนซ์ได้อย่างไรถ้าไม่พูดถึงเซ็กส์

หนังสือเรื่องนี้เป็นข้ออ้างอย่างดีสำหรับคนที่ชอบอ่านเรื่องเซ็กส์แต่ ไม่กล้ายอมรับกับศีลธรรมของตัวเอง เพราะคนแต่งหาข้ออ้างให้ครบถ้วนแล้ว ทุกครั้งที่มีฉากนี้นางเอกจะมีข้ออ้าง เธอไม่ได้ปล่อยตัว แต่มีความจำเป็นบางประการที่ทำให้เธอต้องมี

ต้องมีเพราะผู้ร้ายบังคับ (บังเอิญผู้ร้ายเป็นพวกชอบมอง) ต้องมีเพราะสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ได้ (คิดได้ไงเนี่ย)

สำหรับเราแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับข้ออ้างของการมีเซ็กส์ เพราะการยอมรับว่าเราอ่านแนวอีโรติก โรแมนซ์ก็บอกอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเราชอบอ่านหนังสือที่มีฉากเซ็กส์ (ไม่อย่างนั้นจะอ่านไปทำบ้าอะไร เราเป็นพวกปากตรงกับใจค่ะ อายุก็ถึงแล้ว ไม่เห็นต้องอายอะไร ถ้ากล้าอ่านก็ต้องกล้ายอมรับ ส่วนพวกที่อ่านหนังสือที่นักเขียนมีชื่อเสียงด้านเขียนฉากเซ็กส์แล้วบอกว่า อ่านฉากเซ็กส์ไม่รู้เรื่องนี่ เสียเวลาทำมาหากินค่ะ ไปอ่านอย่างอื่นดีกว่าไหมคะ)

เราชอบเรื่องนี้เพราะชอบตัวละคร เราอ่านแล้วรู้สึกผูกพันไปกับตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในการเรื่องแนวอีโรติก โรแมนซ์

สำหรับเราแล้ว คำจำกัดความของหนังสือแนวอีโรติก โรแมนซ์ที่ดีก็คือ

Porn with a plot

คุณเขียนแนวอีโรติก โรแมนซ์โดยไม่มีฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ไม่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าคุณมีแต่เซ็กส์ก็ไม่น่ามาเขียนโรแมนซ์ ดังนั้นจะต้องเป็นอะไรที่อยู่ตรงกลาง ผสมผสานระหว่างเซ็กส์กะโรแมนซ์ออกมาให้พอดี

และเราคิดว่าเรื่องเทคสองนี่ ออกมาลงตัวค่ะ

Wednesday, January 21, 2009

Caught // Jami Alden

หนังสือเรื่องนี้ถือว่าเป็นเล่มที่แม็กซ์อยากอ่านอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุผลที่อธิบายยากค่ะ เพราะว่าเคยอ่านงานของเจมี่ อัลเดนมาสองสามเล่ม แต่ยังไม่ถึงกับปิ๊งเล่มไหนเป็นพิเศษ แต่พอได้อ่านคำโปรยโฆษณาหนังสือเล่มนี้เข้าว่าเป็นเรื่องราวของสำนักงานนัก สืบเอกชนที่มีสามพี่น้องช่วยกันทำงาน ก็เกิดอยากอ่านขึ้นมา (ทั้งที่พล็อตแบบนี้ก็ไม่ใช่พล็อตใหม่ หรือพล็อตโดนใจอะไรหรอกนะคะ ถึงบอกว่าอธิบายยาก)

Caught ของเจมี่ อัลเดน

นี่เป็นเล่มแรกในชุด The Gemini Man ซึ่งเ็ป็นเรื่องราวของสามพี่น้องอดีตทหารผ่านศึกในกองทัพที่หันมาเปิดสำนัก งานนักสืบเอกชนร่วมกัน เล่มนี้เป็นเรื่องของเอธาน น้องชายคนเล็ก ซึ่งเคยเป็นอดีตนักบินในกองทัพเรือ

การเปิดเรื่องก็เป็นสูตรเลยค่ะ เล่าถึงความทรงเสน่ห์ของพระเอกด้วยการเขียนให้เอธานตื่นขึ้นมากลางดึกและพบ ว่าตัวเองอยู่บนเตียงในอพาทเมนต์ของผู้หญิงแปลกหน้า คนที่เขาเพิ่งเจอในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่เขามีหน้าที่รักษาความปลอดภัย หลังจากแสดงให้เห็นถึงความสามารถบนเตียงของพระเอกสักหน่อย เรื่องก็ตัดเข้ามาถึงคดีที่เอธานโดนเรียกให้เข้าไปรับผิดชอบ

หนึ่งในลูกค้าใหญ่ของสำนักงานมีปัญหา ลูกสาวของเขาหายตัวไป ดังนั้นเขาจึงเรียกเอธานมาเพื่อให้ตามหาลูกสาว ในขณะเดียวกัน ภรรยาที่หย่าขาดกันไปแล้ว ก็ส่งโทนี่นักสืบเอกชนเข้ามาร่วมสืบคดีนี้ด้วย เพราะไม่ไว้ใจสามีที่หย่าขาดกันไปแล้วว่าจะตามหาลูกสาวจนเจอ

สถานการณ์จึงบีบบังคับให้ทั้งเอธานและโทนี่ต้องทำงานร่วมกัน และตามสไตล์นิยายบราว่า ทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์ที่รวดเร็วพอกัน

ก่อนอื่นขอบอกว่าแม็กซ์ชอบเล่มนี้ค่ะ ชอบเอธานเอามาก ๆ เขาเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ที่สุดคนนึงที่ได้อ่านในระยะหลังมานี้ ปกติแม็กซ์จะไม่กรี๊ดไปกับการบรรยายลักษณะพระเอกนักหรอกนะคะ แต่เล่มนี้อ่านไปก็เคลิ้มไป ในฐานะน้องชายคนเล็กที่หน้าตาดีที่สุดในกลุ่มพี่น้องที่หน้าดีไม่แพ้กัน (ก็แหม เดี๋ยวพี่ชายของเอธานก็จะเป็นพระเอกในเล่มต่อไปแล้วล่ะ) เขามักเป็นคนที่ถูกส่งไปจัดการกับงานที่ต้องอาศัยเสน่ห์ และเขาก็ทำได้

นอกจากนี้เรายังชอบเอธานตรงที่เขารู้ใจตัวเอง เขารู้ว่าเขาต้องการโทนี่ และไม่ลังเลที่จะคว้าตัวเธอมา เขามีเหตุผล ไม่ถึงกับออกสไตล์อัลฟ่าจนน่ารำคาญ เขาบอกโทนี่ให้อยู่ที่สำนักงานกับพี่ชายของเขา ในขณะที่เขาออกติดตามคนร้าย โดยใช้เหตุผล ไม่ใช่สั่งอย่างเดียว นั่นเพราะเอธานรู้ดีว่าเขาไม่อาจมีสมาธิตามล่าคนร้ายได้ ถ้าโทนี่อยู่ข้างนอก และอาจกลายเป็นเป้าหมายของคนร้ายได้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อมั่นในความสามารถในการเอาตัวรอดของเธอ แต่เพราะเขาไม่มั่นใจในตัวเอง แม็กซ์ชอบเอธานจริง ๆ

ในทางกลับกัน แม็กซ์มีปัญหากับโทนี่ ไม่นับว่าชื่อของเธอที่ไม่ดูเป็นผู้หญิงเสียเลยนะ โทนี่เป็นด้านตรงข้ามของเอธาน เราเข้าใจว่าคนแต่งจะใช้พล็อตประมาณคนที่แตกต่างกันจะถูกดึดดูดเข้าหากัน แต่บอกตามตรงว่าหลังจากอ่านจนเรื่อง แม็กซ์ไม่เข้าใจว่าทำไมเอธานถึงสนใจผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอทั้งโลเล หวาดระแวง ไม่เชื่อใจเอธาน อ่านไปก็เสียดายพระเอกค่ะ

โทนี่มีประสบการณ์ในอดีตที่เคยเชื่อมั่นในชายที่ไม่มั่นคง เขาทิ้งเธอไปให้เผชิญหน้ากับความยุ่งยาก เธอเอามาตรฐานเดียวกันมาวัดเอธาน ทุกครั้งที่เขาแสดงออกว่าชอบเธอ หรือชมถึงความสามารถ (ซึ่งโอเคนะคะ เรื่องนี้โทนี่เก่งจริง ไม่ได้ถูกอ้างว่าเก่ง) เธอก็มักจะคิดในใจเสมอว่า เขาพูดไปโดยไม่มีความจริงใจ

นอกจากประเด็นที่นางเอกไม่ค่อยจะคู่ควรกับพระเอกแล้ว เล่มนี้ก็อ่านได้ตลอดค่ะ ในส่วนของพล็อตสืบสวน และการตามหาตัวเด็กสาวที่หายไป แม็กซ์ถือว่าสอบผ่าน ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไร แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนัก อีกอย่างเราชอบอ่านเรื่องราวระหว่างตัวเอกมากกว่าค่ะ น่าสนใจกว่าเยอะ

ถ้าจะเปรียบเทียบหนังสือเล่มนี้ เราอยากเทียบกับงานของแชนน่อน แม็คเคนน่านะคะ และไม่ใช่คล้ายกันตรงประเด็นที่พระเอกเป็นโรคจิตหรอกค่ะ แต่เป็นที่พล็อตเรื่องราวสืบสวนที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทิ้งประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองเลย

อีกประเด็นนึงที่แม็กซ์เคยคุยกับเพื่อนเอาไว้ตอนที่จะหยิบเล่มนี้มาอ่าน เราบอกว่าตรงปกหลังของเรื่องเขียนได้น่าอ่านดีตรงที่เล่าถึงพี่น้องสามคน สองคนเล็กเป็นฝาแฝดที่ชอบก่อเรื่องยุ่ง ในขณะที่พี่ชายคนโตจะคอยคุมน้อง ๆ ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง พล็อตนี้เป็นพล็อตประจำนะคะ พี่ชายคนโตที่เป็นคนรับผิดชอบทุกอย่างในครอบครัว ส่วนน้องชายก็ใช้ชีวิตตามสบาย

เล่มนี้ทำให้เราแปลกใจได้ค่ะ เพราะมันไม่ใช่อย่างนั้น เอธานอาจจะเป็นน้องคนที่ใช้ชีวิตอย่างสบาย แต่แดนนี่พี่ชายคนโดก็ไม่ใช่คนที่คอยคุมน้องหรอก อันที่จริงอ่านดูแล้วเขาออกจะเฮี้ยวมากกว่าน้องชายด้วยซ้ำ เราว่ามันแปลกดีค่ะ เพราะถึงเราจะชอบอ่านเรื่องราวของพี่ชายคนโตที่แสนจะเยือกเย็น เรื่องของแดนนี่ พี่ชายคนโตที่อารมณ์ร้อนก็ดูน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน

ถือเป็นเล่มเปิดตัวที่ดีมาก ๆ ของชุด ตอนนี้เราอยากอ่านเล่มต่อไปแล้วล่ะค่ะ

คะแนนที่ 73