Showing posts with label Susan Grant. Show all posts
Showing posts with label Susan Grant. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

The Warlord's Daughter // Susan Grant

แม็กซ์ค่อนข้างชอบงานเขียนของซูซาน แกรนต์ค่ะ และบอกตามตรงว่า เท่าที่อ่านงานของเธอมาก็ยังไม่ถึงกับมีเล่มไหนที่น่าผิดหวัง เรื่องราวของเธออาจจะไม่ใช่พล็อตเรื่องแนวอ่านงานสบายใจ หลายประเด็นที่เธอยกขึ้นมาหนัก แต่เธอเป็นคนที่เขียนเรื่องที่พล็อตหนักออกมาให้เกิดความรู้สึกว่าไม่หนัก ได้เก่งมาก

และเรื่องนี้ก็เช่นกันค่ะ

The Warlord's Daughter ของซูซาน แกรนต์

หนังสือเล่มนี้โฆษณา (อีกแล้ว) ว่าเป็นเล่มที่สองในชุด The Borderland ที่ต่อเนื่องกับเรื่อง Moonstruck แต่ความจริงก็คือ เรื่องนี้ผูกพักและเกี่ยวข้องกับหนังสืออีกหลายเล่ม โดยเฉพาะชุดไตรภาคชุด Otherworldly men (Your Planet or Mine?, My Favorite Earthling, and How to lose an Extraterrestrial in 10 days)

แม็กซ์คิดว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องในชุดนี้มาก่อนเลย ก็น่าจะอ่านเรื่องนี้รู้เรื่องอย่างไม่มีปัญหาอะไรนะคะ แต่อาจจะเกิดอาการ "มันต้องมีเรื่องของตัวละครตัวนั้นตัวนี้มาก่อนแน่เลย" รวมทั้งมันจะเป็นการสปอยล์พล็อตของเล่มก่อนหน้าอีกนิดหน่อยค่ะ

ขอพูดแบ็คกราวด์ของหนังสือชุดนี้หน่อยแล้วกัน (ทั้งชุด The Borderland และ Otherworldly Men)

ในชุด OM โลกมนุษย์ได้รับการติดต่อจากต่างดาวซึ่งมีแผนการจะนำโลกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของฝ่ายพันธมิตร แต่การเป็นส่วนหนึ่งหมายถึงมนุษย์โลกจะต้องกลายเป็นผู้อพยพ เป็นพลเมืองชั้นสองในสังคมของเหล่าพันธมิตรอันยิ่งใหญ่ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เราต้องการ หนึ่งในทหารของฝ่ายพันธมิตรที่เมื่อหลายสิบปีก่อนตกหลุมรักเด็กน้อยชาวโลก ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือเกียรติยศเดินทางมายังโลก เพื่อเตือนให้โลกรับรู้ถึงภัยคุกคามอันนี้ และในที่สุดก็ด้วยแผนการอันแยบยลก็หลอกฝ่ายพันธมิตรได้สำเร็จว่า โลกเรามีกองทัพกันน่าเกรงขาม (พล็อตนี้อยู่ใน Your plantnet or mine)

แต่เพราะฝ่ายพันธมิตรเกรงกลัวมนุษย์โลก (เพราะโดนหลอกสำเร็จ) ราชินีซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายพันธมิตรจึงต้องการได้ฝ่ายโลกเป็นพวก ก่อนที่โลกจะหันไปเป็นพวกเดียวกับเดรคเค่น อันเป็นศัตรูสูงสุดของฝ่ายพันธมิตร เธอจึงเจรจาจนได้สามีชาวโลกมาเป็นตัวประกัน (และนี่เป็นพล็อตของเล่มสองเรื่อง My Favorite Earthling) ผลสรุปของเล่มนี้ก็คือ การยุติสงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตร และเดรคเค่นอันมีมานาน เมื่อราชินีฆ่าผู้นำสูงสุดของเดรคเกอร์ได้สำเร็จ

ฝ่ายเดรคเค่นซึ่งเป็นตัวร้ายใหญ่ในเรื่องชุด OM ก็ถึงกาลอวสาร จนกระทั่งมาถึงชุดนี้ The Tales of the Borderlands ที่เล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังฝ่ายเดรคเค่นยอมแพ้

โฟกัสของเรื่องราวในเล่มนี้ก็คือ ลูกสาวของอดีตผู้นำสูงสุดของฝ่ายเดรคเค่น อเรนก้าเป็นสาวน้อยที่ไม่มีอะไรเหมือนผู้เป็นบิดาเลย แน่ละเธอเป็นผู้หญิง อ่อนแอ สายตาสั้น เธอถูกกำหนดให้เป็นเพียงเบี้ยตัวนึงในเกมการเมืองของบิดา แต่แล้วสงครามที่สงบลงอย่างกระทันหันก็เปิดโอกาสให้กับเรนเป็นครั้งแรก

เธอมีอิสระที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้อง ถ้าเพียงแต่เธอสามารถหลบหนีการตามล่าจากคนทั่วทั้งจักรวาลที่ล้วนแต่มีจุด มุ่งหมายในการเอาเธอไปใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เธอไปเป็นสัญลักษณ์ในความพยายามก่อกบฎของฝ่ายเดรคเค่น หรือเอาตัวเธอไปลงโทษทรมานแทนที่บิดา (ที่บังอาจตายเร็วไปหน่อย)

แต่มีชายเพียงคนเดียวที่ต้องการเรนอย่างที่เธอเป็น เขาคือเอราล แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรเดรคเค่น และคือคนทรยศที่ล้มอาณาจักรของตัวเอง เพียงเพื่อจะปลดปล่อยเรนให้เป็นอิสระ (และแก้แค้นพ่อของเขาซึ่งเป็นแม่ทัพของเดรคเค่นในเวลาเดียวกัน) เอราลคือกุญแจสำคัญที่เดรคเค่นแพ้สงคราม แต่เมื่อสงครามจบสิ้น อาณาจักรสูญสลาย สิ่งที่เดียวที่เอราลต้องการก็คือเรน

เด็กสาวที่เขาได้มีโอกาสพบเพียงครั้งเดียว และก็เป็นเพียงแค่สบตาเดียวเท่านั้นที่เขาตัดสินใจจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอ

และเอราลก็รู้ถึงอันตรายที่ไล่ล่าเรนอยู่ เขารู้ว่าทุกฝ่ายต่างต้องการบางอย่างจากลูกสาวคนเดียวของอดีตผู้นำเดรคเค่น ดังนั้นเมื่อโอกาสเปิด หลังสงคราม เขาออกตามหาเธอทันที ด้วยข้อได้เปรียบที่มี เอราลหาตัวเรนเจออย่างรวดเร็ว แต่มันก็เกือบสายเกินไป เมื่อประกาศจับทั้งเขา และเธอออกมาแล้ว นั่นทำให้ทางเลือกของเอราลน้อยลงไปใหญ่ ทางออกเดียวที่เขาหาเจอก็คือ การไว้ใจอดีตกัปตันยานลักลอบขนของเถื่อนที่เป็นชาวพันธมิตร และเพื่อเป็นการไถ่บาปที่บิดาได้เคยกระทำลงไป เรนเลือกที่จะออกขนหา "สมบัติ" ที่เธอเท่านั้นจะเป็นผู้ค้นพบ

หนังสือเรื่องนี้เปิดเรื่องได้น่าอ่านมาก ๆ และแสดงความสามารถของซูซาน แกรนต์ในการวางพล็อต เพราะเล่มนี้เป็นการผูกเอาองค์ประกอบหลายอย่างที่ดูจะไม่ลงตัวในเล่มก่อน หน้า มาสรุปเป็นผลที่เหมาะเจาะ ราวกับว่าเธอวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้เสียอีก ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้เป็นการเล่าย้อน เรื่องราวในเล่มก่อนหน้า แต่ต่างมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายว่าทำไมเจเร็ดถึงช่วยเหลือเคียร่ได้อย่างไม่มีปัญหา นัก (ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นขัดใจเราใน My Favorite Earthling) หรือการต่อเนื่องเรื่องราวของตัวละครรองที่ทิ้งท้ายเอาไว้ใน Moonstruckที่ต่อเนื่องเรื่องของโบลิวาร์ซึ่งเป็นตัวละครรองในเล่มนั้นที่ สูญเสียความทรงจำไป

แต่ในทางกลับกัน การเกริ่นนำเรื่องราวของเล่มนี้ (ที่เกี่ยวเนื่องกับเล่มอื่น) แม้จะน่าสนใจ แต่ก็ดึงโฟกัสของเรื่องออกไปจากโรแมนซ์ ทำให้แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า หนังสือเรื่องนี้จะถือว่าเป็นโรแมนซ์ที่ดีได้ไหม มันเป็นหนังสือที่สนุก น่าอ่านมาก ๆ อันนี้จริงค่ะ แต่ในฐานะของโรแมนซ์ เราไม่แน่ใจนัก

เพราะต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องก่อนที่เรนและเอราลจึงได้พบกัน และมันเป็นการพบกันที่ง่ายดายโดยที่ไม่ต้องลุ้น เอราลรู้ใจตัวเองมานานแล้วว่า รักเรนแค่ไหน ในขณะเีดียวกันเรนเมื่อรู้ว่า เอราลต้องเสียสละมากเพียงใดเพื่อให้ได้อยู่กับเธอ (ในความสงบ ไม่ใช่สงคราม) เธอก็ตกหลุมรักเขาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพล็อตโรแมนซ์มันจึงไม่มีการลุ้น หรือต้องคิดมาก

เช่นเดียวกับ Moonstruck ที่เล่มนี้ก็ยังใช้ธีมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสงบหลังสงคราม ที่มันไม่ได้สงบอย่างที่คิด การที่สองชาติที่เป็นศัตรูกันมากกว่าพันปี จู่ ๆ จะบอกว่า ทุกอย่างจบสิ้น และเราจับมือเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้ง่ายหรอกค่ะ และแม็กซ์ก็ชอบเรื่องชุดนี้ (Borderland) ที่ตรงนี้แหละ เพราะมันสำรวจลงไปในความหมายของคำว่า "สันติภาพ" ที่ไม่ใช่แค่การปล่อยนกพิราบ หรือการเจรจาสงบสุข

มันเป็นเรื่องราวของการเดินทางเพื่อไปสู่ความเข้าใจกันในความแตกต่างระหว่าง ชนชาติ การเรียนรู้ว่า สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดก็คือมนุษย์ที่มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ความแตกต่างเป็นเพียงภาพลวงตา แม้ว่าในเล่มนี้ธีมเรื่องจะไม่ถึงกับเด่นชัดอย่างที่นำเสนอใน Moonstruck แต่นี่เป็นมุมมองที่เราคิดว่าน่าสนใจ และไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหน (โดยเฉพาะโรแมนซ์) เอามาเล่นเท่าไหรนัก เราจึงพอใจกับประเด็นนี้มากค่ะ

โดยรวมเป็นหนังสือที่อ่านแล้วสนุก น่าติดตามเกือบทั้งเล่ม แม้จะไม่ค่อยโรแมนซ์เท่าไหร (ตามความคิดแม็กซ์) แต่ก็นำเสนอประเด็นที่ไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยของแฟนแนวโรแมนซ์เท่าไหรนัก ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ดีค่ะ

คะแนนที่ 70

Tuesday, February 10, 2009

My Favorite Earthing // Susan Grant

My Favorite Earthing ของซูซาน แกรนต์ (เจ้าแม่โรแมนซ์แนวนักบิน) เป็นส่วนประกอบสุดท้ายของภารกิจกู้โลกที่เคววิน ฟาร์สตาร์พยายามทำให้สำเร็จใน Your Planet or Mine?

ใน Your Planet or Mine? เคววิน แห่งฟาร์สตาร์ในวันเยาว์เดินทางมาสำเร็จโลกกับบิดานักวิทยาศาสตร์ของเขา เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้โลกเป็นถิ่นที่ตั้งใหม่ของประชากรแห่ง อาณาจักรพันธมิตร นั่นฟังดูดีสำหรับโลกใช่ไหม ในที่สุดหลังจากสงสัยมานานว่าเราอยู่คนเดียวในจักรวาลหรือเปล่า เราก็จะได้รับการติดต่อจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก คำตอบคือไม่ เพราะการตั้งถิ่นฐานใหม่ หมายถึงการอพยพประชากรของโลกทั้งหมดไปยังถิ่นอื่นที่อาจน่าพิศมัยน้อยกว่า โลกอันอุดมสมบูรณ์ของเรา

การเดินทางมาโลกครั้งแรกของเคววิน เขาได้พบกับจาน่า แจสเปอร์เด็กสาวที่ไม่ยอมพูด ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากเพื่อนของเด็กสองคนในเวลาเพียงสามวัน กลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของคนทั้งคู่ เพราะเมื่อเคววินเดินทางกลับไป เขาก็พบความจริงของภารกิจของบิดา เขารู้ว่าอาณาจักรของเขาต้องการยึดครองโลก ซึ่งการกระทำเช่นนั้นก็จะเป็นการทำร้ายเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่เขาพบว่าตัวเอง ไม่อาจลืมเลือน และนับจากวันนั้นเขาก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาโลกไว้ให้กับจาน่า

หลายปีผ่านไปจนถึงวันที่อาณาจักรพร้อมที่จะบุกโลก เคววินซึ่งได้กลายเป็นนายทหารชั้นสูงแห่งอาณาจักร เป็นผู้ชายถูกคาดหมายว่าจะกลายเป็นคู่สมรสของราชินีแห่งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ เขาทิ้งทุกอย่างเพื่อหนีมาโลก และพบกับจาน่าเพื่อเตือนเธอถึงการบุกรุกที่กำลังจะมาถึง

จุดเด่นที่สุดของ Your Planet or Mine? ก็คือความรักที่เคววินมีให้กับจาน่า คุณต้องลองอ่านเองถึงจะรู้ซึ้งไปถึงความลึกล้ำที่เขารู้สึก การที่เขาเป็นนายทหารใหญ่แห่งกองทัพพันธมิตรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นเพราะใฝ่หาความยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นเพราะเขารู้ว่าเขาต้องทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่รับรู้ถึงแผน การบุกรุกโลกได้ก่อนคนอื่น เพื่อที่จะได้เตือนจาน่าถึงภัยคุกคามที่กำลังมาถึง เขาไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่ส่วนตัว ทุกอย่างที่เขาเป็น ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อเด็กสาวชาวโลกที่เขาเจอเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน

อะไรจะซึ้งมากไปกว่านี้

ภารกิจของเคววินสำเร็จ เขาสามารถหลอกลวงกองทัพแห่งอาณาจักรพันธมิตรได้โลกมีกองทัพอันยิ่งใหญ่ แต่นั่นเป็นเพียงยุทธวิธีถ่วงเวลาเท่านั้น ใน My Favorite Earthling ก็คือบทสรุปของความพยายามรักษาโลกเอาไว้

พระเอกในเล่มนี้คือจาเร็ต แจสเปอร์พี่ชายของจาน่า อดีตนักบินเครื่องบินขับไล่ ที่กลายมาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คนที่ไม่ต้องการอะไรมากนอกจากใช้ชีวิตอย่างผู้ชายทั่วไป บทบาทที่เขาได้รับก็คือ การเป็นเครื่องบูชายันที่ถูกส่งไปเพื่อไปเป็นคู่ครองของราชินีแห่งอาณาจักร

การหลอกลวงที่เคววินสร้างขึ้นมีผลดีกว่าที่คิด เพราะนั่นทำให้อาณาจักรผู้รุกรานคิดว่า โลกมีกองทัพอันแข็งกร่าง และเกรงว่าหากไม่ทำให้โลกกลายเป็นพวกเดียวกัน โลกอาจจะเลือกไปเข้ากับพวกเดรคเคนซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายกว่า ของมีค่าอย่างเดียวที่อาณาจักรพันธมิตรมีก็คือราชินีของพวกเขา เคียร่า

การแต่งงานเพื่อการเมืองจึงเกิดขึ้น และจาเร็ดต้องเดินทางมากกว่าแสนปีแสงเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้หญิงที่ ขึ้นชื่อในเรื่องการใช้อาวุธทำร้ายผู้ชายที่เธอไม่ต้องการ

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่แม็กซ์ตั้งหน้ารอคอยอ่านมาตลอด และเมื่อได้ข่าวว่าหนังสือมาแล้ว ก็ถึงกับรีบไปเอา และอ่านจบภายในเวลาสามชั่วโมง อาจไม่ใช่หนังสือที่ดีที่สุดแห่งปี แต่ก็ไม่ผิดหวังกับการรอคอย ซึ่งคนที่รู้จักแม็กซ์คงบอกได้ว่านี่เป็นคำชมที่สูงมาก เพราะเมื่อความคาดหวังสูงขนาดนี้ แม็กซ์ยังไม่ผิดหวัง

แม็กซ์ชอบจาเร็ดกับบุคลิกที่ไม่ใช่ฮีโร่ของเขา (แต่เขาคือฮีโร่) กับการที่เขากล้ายอมรับกับตัวเองถึงความรักที่เขามอบให้ภรรยาคนที่เขาไม่ ต้องการ กับเคียร่าต้องใช้เวลามากหน่อยในการเข้าถึงตัวตนของเธอ แรกที่ปรากฎตัวเธอเป็นราชินี่ที่เอาแต่ใจตัวเอง มืดบอดกับความร้ายแรงของสถานการณ์ความเป็นไปในอาณาจักรของเธอเอง

ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อจาเร็ตถูกทำร้ายเกือบตาย เมื่อนั้นราชินีเคียร่าก็ปรากฎตัวขึ้น และแม็กซ์ชอบผู้หญิงคนนั้นค่ะ เธอเข้มแข็ง เด็ดขาด และเธอเชื่อใจสามีชาวโลกของเธอ

แม็กซ์อยากให้เล่มนี้ยาวกว่านะคะ เพราะเวลาเกือบครึ่งเรื่องหมดไปกับการปูพื้นเรื่องก่อนการแต่งงานระหว่างคน ทั้งสอง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนจำเป็นของเนื้อเรื่อง แต่แม็กซ์อยากอ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างจาเร็ตและเคียร่ามากกว่านี้ เพราะชอบตัวละครทั้งคู่

สำหรับแม็กซ์แล้ว เล่มนี้อาจจะเป็นงานที่ดีที่สุดของแกรนต์ที่แม็กซ์ได้อ่านนะคะ และแม็กซ์อ่านงานของเธอทุกเล่ม

Saturday, January 31, 2009

Moonstruck // Susan Grant

เล่มนี้เริ่มอ่านเมื่อคืนค่ะ หลังจากอาการไมเกรนเริ่มดีขึ้น แล้วก็อ่านเลยต่อไปจนเกือบเช้า ดังนั้นคงไม่ต้องบอกหรอกนะคะว่าเล่มนี้ถูกใจแม็กซ์แค่ไหน

Moonstruck ของซูซาน แกรนต์

แต่สำหรับแฟนโรแมนซ์หลายคน แค่อ่านบทเปิดเรื่องก็อาจจะหน้าเบกันแล้วก็ได้นะคะ (และแม็กซ์ก็บอกตามตรงนะว่า ไม่ค่อยชอบฉากเปิดเรื่องอย่างนี้นักหรอก) แต่ขอบอกได้เลยว่า ถ้าไม่อ่านหนังสือเล่มนี้เพราะฉากนี้ล่ะก้อ เป็นความน่าเสียดายของคุณเองนะ เพราะนางเอกของเรา ท่านนายพลบริต แบนดอร์กำลังใช้เวลากับชายอื่นที่ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง เธอกำลังอยู่ระหว่างการหยุดพัก หลังจากทำสงครามมานาน แต่แล้วก็โดนเรียกตัวให้กลับไปรับคำสั่งเพื่อทำงานอีกครั้ง

หนังสือเล่มนี้โฆษณาว่าเป็นเล่มแรกในชุด The Tales of the Borderlands แต่ความจริงแล้วมันคือส่วนต่อเนื่องมาจากชุด Otherworldly Men ที่เล่าเรื่องของการบุกโลกของมนุษย์ต่างดาว แล้วเหล่าพี่น้องตระกูลแจสเปอร์ช่วยกันพิทักษ์โลกไว้ได้สำเร็จ แต่ก็ไม่จำเป็นหรอกนะคะว่าต้องอ่านชุด OM มาก่อนถึงจะอ่านเรื่องนี้รู้เรื่อง เพราะภูมิหลังที่สำคัญที่นำทางจนมาถึงเล่มนี้ก็เล่าไว้ครบถ้วนในเล่มนี้ดี

แต่เพื่อเตือนความทรงจำ แม็กซ์ขอท้าวความย้อนหลังเองแล้วกัน

ในชุด OM โลกมนุษย์ได้รับการติดต่อจากต่างดาวซึ่งมีแผนการจะนำโลกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของฝ่ายพันธมิตร (ที่ไม่ได้ชุมนุมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลนะคะ) แต่การเป็นส่วนหนึ่งหมายถึงมนุษย์โลกจะต้องกลายเป็นผู้อพยพ เป็นพลเมืองชั้นสองในสังคมของเหล่าพันธมิตรอันยิ่งใหญ่ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เราต้องการ หนึ่งในทหารของฝ่ายพันธมิตรที่เมื่อหลายสิบปีก่อนตกหลุมรักเด็กน้อยชาวโลก ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือเกียรติยศเดินทางมายังโลก เพื่อเตือนให้โลกรับรู้ถึงภัยคุกคามอันนี้ และในที่สุดก็ด้วยแผนการอันแยบยลก็หลอกฝ่ายพันธมิตรได้สำเร็จว่า โลกเรามีกองทัพกันน่าเกรงขาม (พล็อตนี้อยู่ใน Your plantnet or mine)

แต่เพราะฝ่ายพันธมิตรเกรงกลัวมนุษย์โลก (เพราะโดนหลอกสำเร็จ) ราชินีซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายพันธมิตรจึงต้องการได้ฝ่ายโลกเป็นพวก ก่อนที่โลกจะหันไปเป็นพวกเดียวกับเดรคเค่น อันเป็นศัตรูสูงสุดของฝ่ายพันธมิตร เธอจึงเจรจาจนได้สามีชาวโลกมาเป็นตัวประกัน (และนี่เป็นพล็อตของเล่มสองเรื่อง My Favorite Earthling) ผลสรุปของเล่มนี้ก็คือ การยุติสงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตร และเดรคเค่นอันมีมานาน เมื่อราชินีฆ่าผู้นำสูงสุดของเดรคเกอร์ได้สำเร็จ

ฝ่ายเดรคเค่นซึ่งเป็นตัวร้ายใหญ่ในเรื่องชุด OM ก็ถึงกาลอวสาร จนกระทั่งมาถึงชุดนี้ The Tales of the Borderlands ที่เล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังฝ่ายเดรคเค่นยอมแพ้

พันธมิตรสามฝ่ายเกิดขึ้น มันเป็นการรวมตัวกันระหว่างฝ่ายพันธมิตร ชาวโลก และฝ่ายเดรคเค่นผู้แพ้สงคราม และเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทั้งหมดได้รวมกันเป็นหนึ่งแล้ว ยานยูนิตี้จึงเกิดขึ้น นึกถึงคอนเซ็ปต์ของยานเอ็นเตอร์ไพร์ส (ในสตาร์เทร็ค) ที่มีผู้การเรือคือนายพลหญิงบริต แบนดอร์ซึ่งเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่และเก่งกาจของฝ่ายพันธมิตร เธอมีอดีตอันเจ็บปวดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพวกเดรคเค่น

การมารับตำแหน่งผู้การเรือยูนิตี้ของเธอ แม้จะเป็นการเลื่อนระดับเพราะเรือลำนี้ใหญ่และดีกว่ายานอวกาศลำเดิมของเธอ แต่เธอก็ต้องยอมรับเอาชาวเดรคเค่นที่เธอรังเกียจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของลูก เรือ และหนึ่งในนั้นคือรองผู้การฟิน ร็อคเค่น ซึ่งเคยเป็นศัตรูตัวสำคัญที่เธอตามล่า และเขาก็หนีรอดไปได้หลายต่อหลายครั้ง

หนังสือเรื่องนี้อาจจะออกแนวสตาร์เทร็คนะคะ แต่เนื้อเรื่องไม่ได้เน้นไปที่ความน่าตื่นเต้น หรือการต่อสู้กลางอวกาศ แต่หัวใจหลักของเรื่องนี้ก็คือ การยอมรับความแตกต่าง ละทิ้งความลำเอียง และการเริ่มต้นใหม่

ฟินเป็นตัวละครที่แม็กซ์กรี๊ดให้เต็ม ๆ เขาเป็นทหารของฝ่ายแพ้ และต้องยอมรับทำงานให้กับผู้ชนะเพื่อสวัสดิภาพของลูกเรือของเขา เขาต้องอยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของผู้หญิง ของคนที่เคยเป็นศัตรู และเธอรังเกียจคนในชาติเขาอย่างมาก และแม้เมื่อเธอแพ้ใจตัวเองยอมมีความสัมพันธ์กับเขาแล้ว ฉากนอกเขาก็ยังเป็นได้แค่รองผู้การชาวเดรคเค่นที่ไม่น่าไว้ใจ

ทั้งหมดที่ฟินต้องเผชิญ แต่เขาไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง ไม่สูญเสียอารมณ์ขันและการมองโลกในแง่ดี และแม็กซ์ชอบทัศนคติของเขามาก ๆ ตอนที่เขาคิดถึงบริต แม้ในยามที่เธอไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เขาบอกกับตัวเองว่า "เมื่อได้ของดีมาอยู่ในมือ เขาก็ไม่มีวันยอมปล่อยเธอไป" และในความคิดของฟิน บริตคือของดีที่เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อเก็บเธอให้อยู่ในชีวิตของเขา

แล้วก็มาถึงบริต เธอเป็นตัวละครที่มีอดีตอันเจ็บปวด และนั่นเป็นข้ออ้างที่ใช้ได้ในความเลือดเย็นที่เธอมีต่อฟิน เพราะในท้ายที่สุด ในเวลาสำคัญที่สุด เธออยู่ข้างเขา

ตัวละครรองในเรื่องก็น่าอ่านค่ะ แม้ว่าจะไม่มีใครโดดเด่นขนาดเก็งได้ว่า น่าจะกลายเป็นพระเอกหรือนางเอกในเล่มหน้า แต่แต่ละคนก็มีแง่มุมที่น่าสนใจพอกัน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งมนุษย์โลกที่เอาวัฒนธรรมแปลก ๆ ไปเผยแพร่ให้ชาวต่างดาว หรือเหล่าเดรคเค่นที่มีอดีตที่น่าสนใจ

โดยรวมเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่ถูกใจแม็กซ์ค่ะ คะแนนที่ 80