Showing posts with label contemporary. Show all posts
Showing posts with label contemporary. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Dangerous To Touch // Jill Sorenson

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์เรื่อง Crash into Me ที่เขียนไว้เมื่อช่วงต้นเดือนคงจะพอรู้ว่า แม็กซ์ชอบงานของนักเขียนหน้าใหม่อย่างจิล ซอเรนสันมากแค่ไหนนะคะ และก็เป็นโชคดีของเราอีกค่ะที่เมื่อปีก่อน แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อหนังสือเรื่องนี้เอาไว้แล้ว (มิฉะนั้นถ้าไม่สั่ง ตอนนี้คิดจะสั่งก็ไม่มีของขายแล้วล่ะ เพราะหนังสือของฮาร์ลิควินหมดเร็วมาก) ทำให้เรามีงานของจิลอีกเล่มเอาไว้อ่าน

ในฐานะที่หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มแรกที่จิล ซอเรนสันเขียน แม็กซ์ให้คะแนนสอบผ่านนะคะ แต่สำหรับนักเขียนที่เขียนเรื่องอย่าง Crash into Me เธอสอบตก เพราะเรื่องนี้ไม่อาจเทียบกันได้เลย

ปัญหาใหญ่ที่เรามองเห็นก็คือ ขนาดความยาวของเรื่อง ในขณะที่ CIM หนามากกว่าสี่ร้อยหน้า หนังสือเรื่องนี้หนาเพียง 215 หน้า ในขณะที่ความเข้มข้นของพล็อตเรื่องก็มีมากพอกัน ทำให้เวลาเราอ่านเล่มนี้ เรารู้สึกถึง "ความขาด" ของเนื้อเรื่องไปหลายส่วนเลยล่ะ

Dangerous to Touch ของจิล ซอเรนสัน

ซิดนี่ย์ มาร์โลว์เป็นหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์พิเศษ นั่นก็คือเธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้โดยการสัมผัส และเหตุการณ์ที่เธอเห็นก็ไม่ใช่สิ่งที่ซิดนี่ย์ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องเลย เพราะมันคือเหตุการณ์ฆาตกรรมหญิงสาวคนนึง นิมิตที่เธอเห็นผ่านการสัมผัสสุนัขของหญิงสาวผู้นั้น

และแม้รู้ว่าจะไม่มีใครเชื่อ ซิดนี่ย์ก็ตัดสินใจแจ้งสิ่งที่เห็นกับตำรวจ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เธอพูด ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ เพราะเป็นเพียงคนเดียวที่บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ผู้หมวดมาร์ค ครูซถูกส่งมาติดตามความเคลื่อนไหวของซิดนี่ย์ เพราะหวังว่าเธอจะนำเขาไปสู่ฆาตกรตัวจริง และหวังว่ามันจะทันเวลาก่อนที่ฆาตกรรายนั้นจะฆ่าอีกครั้ง

พล็อตหนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นมาตรฐานของแนวโรแมนติคสืบสวนทั่วไปนะ คะ นางเอกที่เห็นนิมิต พระเอกที่เป็นตำรวจไม่เชื่อในสิ่งที่เธอเห็น และตั้งคำถามทุกอย่าง (คุ้น ๆ กันไหม กับพล็อตนี้ เรื่องนึงที่โดดเด่นในใจแม็กซ์ก็คือเรื่อง Dream man ของลินดา โฮเวิร์ด) ในขณะเดียวกันมาร์คก็ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้จับตามองพฤติกรรมของ ซิดนี่ย์ทุกอย่าง และนั่นหมายถึงการติดเครื่องดักฟังที่บ้านของเธอด้วย (แม็กซ์ผิดหวังนิดนึงนะคะที่ไม่มีการใช้พล็อตเครื่องดักฟังกับฉากรัก เรานึกถึงเรื่อง Behind Closed door ของแชนน่อน แม็คเคนน่าน่ะค่ะ)

แต่เมื่อดูเหมือนว่าซิดนี่ย์จะพูดความจริง มาร์คก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าระหว่างอาชีพ กับการปกป้องซิดนี่ย์จากคนร้าย

ในด้านนึงหนังสือเรื่องนี้มีพล็อตที่คล้ายกับ Crash into me พอสมควร เพราะพระเอกในเล่มนี้ (หรือนางเอกใน CIM) ปลอมตัวเข้าไปตีสนิทกับนางเอก เพื่อสืบข้อมูลของเธอ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะยอมสละอาชีพที่ตัวเองรักเพื่อปกป้องเธอ (เช่นเดียวกับที่นางเอกใน CIM เลือกที่จะเข้าข้างพระเอกทั้งที่หลักฐานชี้ว่าเขาเป็นคนผิด) แม็กซ์ชอบที่ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีการลงโทษที่มาร์คเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย (หรือซิดนี่ย์) เราอ่านหนังสือแนวนี้หลายเล่ม แทบจะไม่มีเล่มไหนพูดถึงผลพวงของการเข้าไปยุ่งเกี่ยว (ทางเพศ) กับผู้ต้องสงสัยสักเล่ม เล่มนี้ให้มุมมองที่สมจริงมากกว่า

ข้อเสียก็เหมือนอย่างที่แม็กซ์พูดไปแล้ว ด้วยข้อจำกัดเรื่องหน้ากระดาษ ทุกอย่างในเล่มเร่งรัดและดูไม่เป็นจังหวะกับเนื้อเรื่อง กระทั่งการเฉลยตัวคนร้ายตอนจบเรื่องก็ราวกับว่า คนแต่งมีอะไรในใจมากกว่านี้ แต่หน้ากระดาษมันหมดเสียก่อน ก็เลยไม่ได้เขียน แม็กซ์อยากรู้ค่ะว่า ถ้าให้จิลเขียนเล่มนี้ใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่ได้วางขายกับฮาร์ลิควิน (ซึ่งมีนโยบายในการจำกัดหน้ากระดาษมาก) เรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง

เพราะเล่มนี้มีองค์ประกอบที่จะเป็นหนังสือที่สนุกไ้ด้ค่ะ เพียงแต่วิธีการนำเสนอเรื่องราวยังไม่ดีพอ มันสั้น และห้วนเกินไป จนแม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเรารู้จักตัวละครเลย (ซึ่งนี่เป็นเรื่องแย่ที่สุด เพราะแม็กซ์ชอบการกำหนดคาแร็คเตอร์ของจิลมาก เรื่อง CIM ได้ใจเราไปเต็ม ๆ เพราะคาแร็คเตอร์นี่แหละ ไม่ใช่พล็อต)

คะแนนที่ 63

Wednesday, March 4, 2009

Submission // Cherie Feather

มาตามเสียงเรียกร้องนะคะ หลายคนถามมาว่าทำไมแม็กซ์ถึงได้ห่างหายไปจากการรีวิวเรื่องแนวปลุกใจเสือป่าไปนานเลย

คำตอบไม่ใช่ว่ากลัวพี่บานหรอกนะคะ (ซึ่งจนบัดนี้เราก็ไม่เข้าใจคำพร่ำที่ว่า อย่าพูดถึงพี่บานในทางที่ไม่ดี เพราะว่าแกคอยตรวจตราอินเตอร์เน็ตอยู่ แม็กซ์ไม่เชื่อหรอกนะคะว่าเขาจะมีเวลา เพราะแค่วิ่งหาเงินส่งส่วยนาย แล้วก็รังแกประชาชนไปวันวัน พี่บานก็ไม่มีเวลาทำอะไรแล้วล่ะ)

ที่ไม่ค่อยได้รีวิว เพราะแม็กซ์ยังไม่เจอเรื่องที่ปิ๊งจัง ๆ ให้รีวิวต่างหากค่ะ ดังนั้นเมื่อเราอ่านเล่มนี้จบลง และถือว่าสอบผ่านสำหรับงานเล่มแรกของนักเขียนคนนี้ที่เราได้อ่าน แม็กซ์จึงไม่รอช้า เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกัน

Submission ของเชอรี่ เฟทเธอร์

ดูชื่อเรื่องและหน้าปกก็น่าจะพอเดากันออกว่า เล่มนี้มันเป็นอีโรติคโรแมนซ์แนวไหนกันแน่ คงไม่ต้องพูดออกมาให้ชัดเจนหรอกนะคะ

เชอรี่ เฟทเธอร์ ไม่ใช่นักเขียนใหม่อย่างที่คิดหรอกนะคะ เธอเขียนโรแมนซ์ให้กะสนพ.ฮาร์ลิควินในนามปากกาเชียรี่ ไวท์เฟทเธอร์ ซึ่งแม็กซ์ก็ยังไม่เคยอ่านหรอกนะคะ แต่มีงานของเธอในนามปากกานั้นออกขายไม่น้อย บางเล่มก็มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว

แต่เมื่อเธอหันมาเขียนเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์ ก็เลยตั้งนามปากกาขึ้นมาใหม่ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเล่มที่สองในนามปากกานี้ ซึ่งนางเอกในเรื่องเป็นเพื่อนสนิท และลูกน้องของนางเอกในเล่มแรก (The Art of desire ซึ่งเรายังไม่ได้อ่าน แต่คิดว่าคงอีกไม่นานก็จะหยิบมาแล้วล่ะ เำพราะประทับใจเล่มนี้มาก)

พล็อตเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์มีอะไรไม่มากหรอกนะคะ เริ่มต้นเรื่องเมื่อกิกี้ ดิออนไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของศิลปินแนว BDSM ชื่อดังอย่างเอธาน เทียร์นีย์ ชายผู้ซึ่งเปิดเผยอย่างมากในสิ่งที่เขาต้องการ และเพียงแรกเห็นหน้า เอธานก็รู้ว่าเขาต้องการกิกี้ ต้องการเธอในฐานะนางแบบงานศิลป์แนว BDSM ของเขา และยังต้องการเธอเป็นคู่ขาทางเพศในฐานะของซับ ต่อตัวเขาที่เป็นดอม

และมันก็ใช้เวลาไม่นานเลยในการเกลี้ยกล่อมกิกี้ที่แม้จะไม่เคยมี ประสบการณ์ทางเพศแบบ BDSM ให้ยอมพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนา เธอกลายเป็นนักเรียนที่เต็มใจ และตอบตกลงย้ายมาอยู่กับเอธานอย่างรวดเร็ว แต่ในบ้านหลังที่ทั้งสองอาศัยอยู่ ไม่ได้มีเพียงพวกเขาสองคน ยังมีดวงวิญญาณในอดีตที่ต้องการปลดปล่อยจากบ่วงที่ผูกพวกเขาเอาไว้ด้วย และดูเหมือนว่า มันจะเป็นภาระที่กิกี้และเอธานต้องจัดการ

นอกจากนี้แล้ว การเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของผีสองตนที่อาศัยอยู่ในบ้าน ผ่านทางจดหมายก็ยังเป็นการเพิ่มเรื่องราวที่น่าสนใจของตัวละครอีกคู่นึง ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จบลงอย่างมีความสุข แ่ต่การเดินทางของทั้งสองก็ยังน่าสนใจ แม็กซ์คิดด้วยซ้ำว่าเรื่องราวของคู่นี้ น่าจะเป็นอีโรติค โรแมนซ์ที่ดีอีกเล่มนึงได้เลยด้วยซ้ำ (ถ้าเพียงแต่ตอนจบมันดีกว่านี้)

และแน่นอน แม็กซ์จะไม่คิดว่าหนังสืออีโรติคโรแมนซ์เป็นหนังสือที่ดี ถ้าเรื่องมันไม่อีโรติค และเรื่องนี้สอบผ่านค่ะ เรารู้สึกถึงความซื่อสัตย์และจริงใจต่อกันในเรื่องเพศ ไม่มีความรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นการเสแสร้ง หรือเติมแต่งเพียงเพื่อให้ได้ฉากเซ็กส์ตามโควต้า

พล็อตเรื่องไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหรค่ะ สำหรับแม็กซ์นะ แต่เป็นคาแร็คเตอร์มากกว่าที่ทำให้เรารู้สึกเข้าถึงเรื่องนี้มาก แม็กซ์อ่านเรื่องแนวอีโรติค และอีโรติคโรแมนซ์มาก็เยอะนะคะ แต่เรารู้สึกว่าเอธานเป็นคนที่จริงใจและซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตัวเอง มาก เขาค้นพบว่าตัวเองไม่เหมือนชายธรรมดาทั่วไป ความต้องการทางเพศของเขาออกจะแปลก หรืออาจจะเรียกว่าวิปริตในสายตาของคนหลายคน ซึ่งรวมทั้งพ่อแม่ของเขาเอง แต่เอธานเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน และทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต โดยที่ไม่แสดงอาการรังเกียจตัวเอง หรือแปลกแยกตัวเองออกจากคนที่คิดต่างกัน ในฐานะของทายาททรัพย์สมบัติมหาศาล เอธานสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่เขาต้องการ และนั่นหมายความว่าเขาสามารถซื้อบ้านโบราณราคาแพง เพียงเพราะเขาอ่านจดหมายของผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้วรู้สึก ผูกพัน เขาก็ทำมัน และเมื่อเขาได้พบกับหญิงสาวที่เขา้ต้องการอย่างกิกี้ เขาก็เร่งรัดทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมา

จะว่าไปเอธานก็เหมือนพระเอกโรแมนซ์แนวที่เอาแต่ใจตัวเอง ชนิดอยากได้อะไรก็ต้องได้ ในแง่มุมที่คนแต่งนำเสนอเอธานต่อคนอ่าน กลับทำให้ลักษณะนี้ของเขากลายเป็นสิ่งที่ดีไปได้ เพราะเมื่อเขายอมอ่อน มันน่าอ่านมาก และสำหรับชายที่ไม่เคยปลดปล่อยความควบคุม ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการงาน และเรื่องส่วนตัวในห้องนอน เอธานยอมพ่ายแพ้แก่ความรักเป็นครั้งแรก ฉากที่เอธานยอมให้กิกี้กลายเป็นคนควบคุมความสัมพันธ์แบบ BDSM เป็นฉากที่น่าอ่าน และเป็นยิ่งกว่าการบอกว่ารักจากปากมากนัก

ปกติหนังสืออีโรติคโรแมนซ์แนว BDSM จะไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของแม็กซ์เท่าไหรนะคะ (ยกเว้นว่าเป็นเรื่องแนวที่นางเอกเป็นดอม) แต่เล่มนี้สอบผ่านฉลุยมาก และมันยังเปิดหูเปิดตาแม็กซ์ในอีกหลายเรื่องเลยล่ะเกี่ยวกับความต้องการทาง เพศที่แตกต่างอย่างนี้

คะแนนที่ 77

Talk Me Down // Victoria Dahl

หนังสือเรื่องนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันมากในโลกอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะในสองเว็บไซด์ชื่อดังนั่นก็คือเดียร์ ออเตอร์ และสมาร์ทบิชเชส ซึ่งเสียงเล่าลือพวกนี้ก็มีมากพอที่จะให้แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อเรื่องนี้ หลังจากที่ทีแรกคิดว่าจะไม่สั่งแล้วนะ

วิคทอเรีย ดาห์ลเ็ป็นนักเขียนแนวย้อนยุคที่เพิ่งผันตัวมาเขียนแนวปัจจุบันเป็นเล่มแรก นั่นเป็นซึ่งที่แม็กซ์แปลกใจอย่างยิ่งเมื่ออ่านงานเล่มนี้ของเธอ และพบว่าเสียง (voice) ของเธอมีความเป็นปัจจุบันและทันสมัยมาก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับนักเขียนอย่างจูลี่ การ์วู้ดสมัยที่เขียนแนวปัจจุบันเล่มแรก ๆ ก็ยังสู้เธอไม่ได้ เพราะเรื่อง Heartbreaker ใช้ภาษาที่เยิ่นเย้อและน่ารำคาญที่สุดเล่มนึง ในขณะที่เล่มนี้ของวิคทอเรียมีความทันสมัย และทันยุคอย่างยิ่ง ในส่วนของภาษา

Talk Me Down ของวิคทอเรีย ดาห์ล

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดทัมเบิ้ล ครีค เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กับแอสเพนซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชื่อดังในอเมริกา เมืองที่มีช่วงเวลาอันเงียบเหงาเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นในฤดูกาลท่องเทียว เมื่อนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาแอสเพน เมืองนี้จึงจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเพราะความล้าหลังนี้เอง มันจึงเป็นเรื่องน่าแปลกอย่างยิ่งเมื่อมอลลี่ เจนนิ้งค์เลือกที่จะกลับมาอาศัยอยู่ในบ้านเกิดของเธออีกครั้ง หลังจากจากไปนานหลายปี

แต่มอลลี่กลับมาครั้งนี้ก็ไม่ใช่เพราะต้องการความสงบ มันเป็นการวิ่งหนีปัญหา แฟนหนุ่มที่เป็นนายตำรวจหน่วยเจรจาตัวประกันกำลังคุกคามชีวิตส่วนตัวเธอ อย่างน่ารำคาญ มอลลี่คิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะแล้วล่ะที่จะย้ายออกจากเดนเวอร์ และกลับมาที่ทัมเบิ้ล ครีค

การกลับมาครั้งนี้มอลลี่ยังได้เจอกับโบนัสก้อนโต มาในรูปของหัวหน้าตำรวจประจำเมืองที่ชื่อว่า เบน ลอว์สัน หนุ่มสุดฮ็อตเพื่อนสนิทของพี่ชายที่มอลลี่แอบปิ๊งมาตั้งแต่ในสมัยวัยรุ่น และเบนนี่แหละคือแรงบันดาลใจให้มอลลี่เขียนนิยายอีโรติคสุดร้อนแรงเล่มแรก ของเธอ งานที่ต่อมามอลลี่ยึดเป็นอาชีพ

มอลลี่เป็นหญิงสาวชนิดที่เบนไม่เคยเจอมาก่อน สาวน้อยจากเมืองใหญ่ที่กล้าจะพูดในสิ่งที่เธอต้องการ แต่ตำรวจในเมืองหลังเขาอย่างเขาก็มีหลักการประจำใจเหมือนกัน ในเรื่องที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงในเมือง แม้ว่านั่นจะหมายความว่า เขาไม่อาจมีเซ็กส์ในช่วงฤดูหนาวได้ก็ตาม (เพราะเบนขับรถไปหาสาวนอกเมืองฝ่าหิมะไปไม่ได้) แต่มอลลี่เด็กสาวที่เขาเห็นมาตั้งแต่ใส่ผ้าอ้อมก็ได้เติบโตเป็นสาว แถมกล้าเสียด้วยสิ

อาการตบะแตกของตำรวจหนุ่มผู้เถรตรงจึงเกิดขึ้น

ความวุ่นวายเริ่มมากขึ้น เมื่อการกลับมาของมอลลี่ไม่ถูกโรคกับคนบางคน คนที่ต้องการให้มอลลี่ออกไปจากเมืองอันเงียบสงบของพวกเขา นายตำรวจหนุ่มจึงต้องทำหน้าที่ปกป้องหญิงสาวปากกล้าคนนี้

มอลลี่เป็นตัวละครที่แตกต่างไปจากนางเอกนิยายโรแมนซ์ทั่วไป เธอตรงไปตรงมา และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เธอไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่หน้าแดงเมื่อคิดถึงเรื่องเซ็กส์ แม็กซ์คิดว่า คนอ่านหลายคนอาจจะมีปัญหานิดหน่อยกับคาแร็คเตอร์ของมอลลี่ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่เคยอ่านนิยายแนวชิคลิค ก็น่าจะคุ้นเคยกับนางเอกคาแร็คเตอร์แบบนี้นะคะ ข้อดีกว่าของมอลลี่ก็คือ เธอไม่ใช่คนหลงตัวเอง หรือเอาแต่คิดถึงตัวเองเหมือนบรรดานางเอกแนวชิคลิคส่วนใหญ่

สำหรับแม็กซ์ มอลลี่เป็นนางเอกที่เรารู้สึกสื่อถึง เพราะเรานึกถึงเพื่อนหลายคนของเรา (ที่เป็นอเมริกัน)ได้เลย ที่มีลักษณะแบบนี้ เธอเป็นนางเอกที่เราเชื่อว่า เป็นไปได้ในชีวิต (ซึ่งต่างจากนางเอกโรแมนซ์ทั่วไปที่ไม่น่าจะมีหลงเหลืออยู่แล้ว)

ส่วนเบนพระเอกของเรา ไม่รู้จะใช้บรรยายว่ายังไงนะคะ นอกจากจะบอกว่า น่ารักมาก และก็น่าสงสารมากในขณะเดียวกัน เพราะแม้เขาจะมีความตั้งใจดีเพียงใด ก็ไม่อาจเอาชนะการยั่วของมอลลี่ได้หรอก ไม่มีโอกาสด้วยซ้ำ และพล็อตแนวพระเอกดีแตกนี่ก็มีหนึ่งในพล็อตที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดเลยล่ะ

ในส่วนของคาแร็คเตอร์ หนังสือเล่มนี้กินขาดนะคะ เราชอบทั้งพระเอกและนางเอกเรียกว่าได้ใจเราเป็นเต็ม ๆ ส่วนที่ยังคงเป็นปัญหาก็เลยตกเป็นส่วนของพล็อต ที่หลายครั้งเรารู้สึกถึงความไม่ต่อเนื่อง เดี๋ยวจะลุ้นเป็นแนวสืบสวน เดี๋ยวจะเป็นโรแมนติค คอมเมดี้ ทำให้อ่านไปอารมณ์ก็สะดุดไป เพราะไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหนกันแน่ แต่โดยรวมแล้วเรื่องนี้สอบผ่านค่ะ (มากพอที่จะทำให้แม็กซ์เอาหนังสือของวิคทอเรีย ดาห์ลไปวางไว้บนชั้นหนังสือได้ แทนที่จะเก็บใส่ถุงไว้ในตู้เสื้อผ้า)

อ่านจบแล้วทำให้คิดว่า จะกลับไปเอาเรื่องแนวย้อนยุคของเธอมาอ่านค่ะ น่าสนใจดี

คะแนนที่ 70

Riding the Line // Kate Pearce

เคธ พีชเป็นนักเขียนแนวอีโรติค โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดคนนึง (อาจจะชอบมากที่สุดแล้วตอนนี้ก็ว่าได้) เธอเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้หลายแนว แม้ทุกเล่มจะยังคงความเป็นอีโรติคไว้ แต่แนวเรื่องจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ฟิวเจอร์ริสติค (หรือโรแมนซ์ที่เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกอนาคต) หรือแนวย้อนยุค และรวมทั้งแนวปัจจุบันด้วย

แนวเรื่องของเคธที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือแนวย้อนยุค ที่เธอมีผลงานเขียนไปทั้งหมดสี่เล่ม โดยออกกับสนพ.อีลอร่าส เคฟ และอโฟไดท์เซีย เราชอบทั้งสี่เล่มมากน้อยต่างกัน แต่ก็พูดเต็มปากได้ว่าชอบค่ะ เรามีปัญหากับงานแนวฟิวเจอร์ริสติคที่เธอเขียนพอสมควร (สรุปว่าไม่ชอบแหละ) และยังตัดสินใจไม่ได้เกี่ยวกับแนวปัจจุบัน เพราะอ่านไปสองเล่ม ชอบมากเล่มนึง (Roping the Wind) และอ่านไม่จบอีกเล่มนึง (Where have all the cowboys gone?)

ดังนั้นเรื่องนี้ซึ่งเป็นแนวปัจจุบันเล่มที่สามของเธอที่เราอ่าน จึงเหมือนตัวตัดสิน

Riding the Line ของเคธ พีช

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่สามในชุดเดียวกับเรื่อง Roping the Wind และ Where have all the cowboys gone? (ซึ่งการเรียงลำดับอาจจะทำให้งงนิดหน่อย เพราะเรื่อง RTW ออกขายทีหลัง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเรื่อง WHATCG)

พระเอกของเรื่องคือ ดาโกต้า สก๊อตอาจจะไม่ได้ใช้นามสกุลเทอร์เนอร์เหมือนพี่ชายต่างมารดาสองคนของเขา แต่เขาก็เป็นน้องชายของเกรย์สัน (พระเอกเรื่อง WHATCG) และเจย์ (พระเอกเรื่อง RTW) และเช่นเดียวกับพี่ชายของเขา เขาถูกดึงดูดหาผู้หญิงที่เป็นด้านตรงข้ามทุกอย่างของเขาเอง

โรบิน สปาโรว์เป็นอดีตดาราเด็กในละครซีรี่ย์สุดฮิตที่สูญเสียทุกอย่างไปกับความ โด่งดังของตัวเอง โรบินก็เหมือนดาราเด็กในฮอลีวู้ดอีกหลายคนที่จบอนาคตการแสดงไปเพราะการ สำมะเลเทเมา ยาเสพติด และผู้ชาย ในวัยเพียงยี่สิบกว่าปี โรบินพบตัวเองถูกทิ้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐนิว เม็กซิโก หมดสิ้นหนทางที่จะเดินทางกลับไปยังลอสแองเจลิส

แต่เธอก็ได้พบกับดาโกต้าที่บังเอิญมารถเสียอยู่ในเมืองเดียวกัน โรบินมองไม่เห็นหนทางอื่นนอกจากจะเอาตัวเข้าแลกในการติดรถของดาโกต้าเพื่อไป ยังจุดหมาย สำหรับเด็กสาวที่สูญเสียไปหมดทุกอย่างเช่นเธอแล้ว การเอาร่างกายเข้าแลกในสิ่งที่ต้องการ มันจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สักนิดเดียว

แต่สำหรับดาโกต้ามันเป็นเรื่องใหญ่ เขาเป็นน้องชายผู้รักษาความสันติในครอบครัวที่เต็มไปด้วยผู้ก่อเรื่อง เขาเป็นคนประนีประนอมมากเสียจนเขาแทบจะไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง เขาถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นน้องชายผู้แสนดี และดาโกต้าก็เป็นอย่างนั้น เขายอมทุกอย่างแม้จะทำให้ชีวิตของตัวเองยุ่งยาก เพื่อไม่ให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเจย์ พี่ชายของเขาซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผลิตรองเท้าบู้ทเรียกให้เขาเดินทางไป ลอสแองเจลิสเพื่อถ่ายทำโฆษณารองเท้าที่เขาเป็นนายแบบ ดาโกต้าก็ไปอย่างว่าง่าย แม้อนาคตในฮอลีวู้ดจะไม่ใช่ในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน

เมื่อได้พบกับโรบิน ดาโกต้าค้นพบอีกด้านนึงของตัวเอง เขาก็เป็นแบดบอยได้ แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะให้เขาเอาเปรียบหญิงสาวที่เห็นได้ชัดว่ากำลังหมดหน ทาง ดาโกต้ายินดีให้โรบินร่วมเดินทางไปด้วย โดยไม่ต้องการของแลกเปลียน แต่สำหรับแฟนแนวอีโรติคก็ไม่ต้องเสียใจหรอนกะคะ เพราะเซ็กส์มันก็เริ่มขึ้นหลังจากนั้นไม่นานหรอก เพียงแต่ไม่ได้เกิดเพราะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เท่านั้นแหละ

ไม่รู้ว่าเพราะแม็กซ์อ่านอีโรติค โรแมนซ์มาเยอะจนเบือหน่ายฉากเซ็กส์ไปแล้วรึเปล่านะคะ เรากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นนิยายแนวปัจจุบันมากกว่าอีโรติค เพราะแม้จะมีฉากเซ็กส์ดาษดื่นในเรื่อง แต่เราก็ไม่รู้สึกว่ามันท่วมท้น เยอะแยะ จริงอยู่บางครั้งไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่กลับถูกแทรกเข้ามาเพื่อให้เป็นอีโรติค โรแมนซ์ซะงั้น

ในแง่ของตัวละคร โรบินเป็นผู้หญิงที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายหลายอย่างมาจนกร้านโลก เราพบว่าเธอมีพฤติกรรมตรงตามบุคลิคที่ถูกวางไว้ดี เธอไม่ใช่นางเอกในความฝันของนักอ่านโรแมนซ์ที่นิยมนางเอกแนวป้าลินน์ แต่เราว่าคาแร็คเตอร์ของเธอน่าสนใจดี (นึกถึงลินเซย์ โลแฮน หรือบริทนี่ย์) ปัญหาก็คือ จนกระทั่งตอนจบของเรื่อง เราไม่รู้สึกว่า โรบินเรียนรู้อะไรเลยจากประสบการณ์ที่เธอไ้ดพบในหนังสือเล่มนี้ เธอไม่ได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่นอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้เรียนรู้ที่จะยืนบนขาของตัวเองในการต่อสู้ปัญหา แม็กซ์จึงไม่รู้ว่า คนแต่งต้องการสื่ออะไร

คือแม็กซ์คิดยังงี้นะคะ ถ้านางเอกไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากดาโกต้า เธอก็น่าจะเป็นคนที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเธอเองได้ เรื่องมันก็จะเป็นสไตล์ว่า ฉันอาจจะรักเธอนะ แต่ฉันช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ผู้หญิงที่รอคอยความช่วยเหลือจากพระเอก แต่ถ้าจะเป็นแนวว่า พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย มันก็น่าจะเป็นธีมเรื่องที่นางเอกทำทุกอย่างด้วยตัวเองมานาน จนกระทั่งวันนึงพบผู้ชายที่เธอไว้วางใจพอที่จะช่วยแบ่งเบาปัญหาในชีวิตให้ เธอได้ และเธอก็เชื่อใจเขามากพอที่จะบอกเล่าปัญหาให้เขาฟัง ทั้งยังพร้อมจะรับความช่วยเหลือจากเขา

ในเรื่องนี้โรบินไม่เลือกทั้งสองอย่าง และมันทำให้เรารู้สึกนึกสงสารดาโกต้ามาในความสัมพันธ์ที่โรบินเป็นฝ่ายได้ เพียงอย่างเดียว เธอเลือกที่จะทิ้งเขาไป แม้จะให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการปกป้องเขา แต่แม็กซ์ิคิดว่าเป็นเพราะความไร้กึ๋นในการเผชิญหน้ากับปัญหามากกว่า ในอีกทางนึงเธอก็เลือกที่จะยอมเป็นเบี้ยล่างของคนร้าย ยอมทำตามความต้องการของคนร้ายโดยที่ไม่คิดจะหาโอกาสให้กับตัวเอง (และสุดท้ายแล้วก็เป็นดาโกต้าที่ต้องเข้ามาช่วยเธอจนได้) มันบ่งบอกถึงการยอมแพ้แก่ชีวิตของโรบินยิ่งนัก

และนี่แหละคือประเด็นที่แม็กซ์ไม่ชอบในเรื่องนี้อย่างรุนแรง

คะแนนที่ 57

Monday, February 16, 2009

Second-time Bride // Lynne Graham

เป็นเวลาตีหนึ่งกว่า ในขณะที่กำลังเดินไปเข้าห้องน้ำครั้งสุดท้ายก่อนนอน ด้วยนิสัยที่ต้องมีหนังสือติดมือทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำก็ยืนเลือกกอง หนังสือข้างเตียงอยู่พักใหญ่ ถึงเราจะกำลังอ่านเรื่อง Good girl gone bad ของ Karin Tabke อยู่ แต่คิดแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะเอาเข้าไปอ่านในห้องน้ำ (ด้วยปัจจัยหลายประการ) ก็เลยหยิบหนังสือแปลเรื่องวิวาห์วนของเจ้าแม่ไข้เลือดออก ลินน์ เกรแฮมเข้าไปอ่าน

หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้ซื้อมาเองค่ะ ปกติเราไม่อ่านงานของนักเขียนคนนี้เท่าไหร เรื่องนี้ได้มาเพราะเป็นอานิสงค์ของเพื่อนที่มีหนังสือเรื่องนี้หลายเล่ม ก็เลยได้ฟรีมาเล่มหนึ่ง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้นทุนต่ำ เรื่องลินน์เปลี่ยนไป เราเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือที่สนุกมาก ถือว่าสนุกที่สุดที่เราเคยอ่านงานของเจ้าแม่น้ำเน่ารายนี้มาเลยก็ว่าได้

เรื่องนี้แตกต่างไปจากรูปแบบประจำของนางพญายุง เพราะนางเอกไม่ใช่สาวน้อยวัยกระเตาะที่โชค (โคตร) ดีที่พบรักกับเศรษฐีสารพัดประเทศที่แสนเย็นชา ผู้ชายที่ไม่น่าเชื่อว่าจะรอดปากเหยี่ยวปากกามาจนพบกะนางเอกได้ (ก็แหมหล่อรวยขนาดนั้น ยังเป็นโสดอยู่อีก ถ้าเป็นในชีวิตจริงคงไม่แคล้วโดนเม้าท์ว่าเป็นอีแอบแหง)

นางเอกเรื่องนี้เป็นสาวแก่วัย 30 ปี (แก่ความคิดของคุณลินน์นะคะ สำหรับเราแล้ว 30 ยังแจ๋วค่ะ) ที่เคยมีความหลังแต่งงานกับเศรษฐีชาวอิตาเลียน ชีวิตคู่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกับเรือพ่วงอีกหนึ่ง เธอได้รับมาพบกับอดีตสามีอีกครั้งพร้อมกับการเปิดเผยความลับที่เก็บซ่อนมา นาน (ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากเธอมีลูกกับเขา -- นางเอกในโรแมนซ์ไม่ค่อยซับซ้อนนักหรอกค่ะ ถ้ามีความลับส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องนี้) แล้วทั้งคู่ก็กลับมามีโอกาสที่สองอีกครั้ง (อนึ่งเรื่องนี้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Second-time bride นะคะ ไม่ใช่ Second-hand bride อย่างที่บอกไว้ในคำนำ)

พล็อตเรื่องเน่าสนิท แต่ถ้าคุณเป็นแฟนประจำของลินน์ เราขอเตือนคุณ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ลินน์ธรรมดา แต่เป็นลินน์ที่เสียสติ เพราะเธอเขียนได้ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ อ่านเรื่องนี้แล้วชอบความมีกระดูกสันหลังของนางเอกไม่ตัวอ่อนปวกเปียวไปด้วย เซ็กส์ ส่วนพระเอกก็มีด้านอื่นนอกจากความแข็งกร้าว (ดั่งชาติชาตรีที่ยึดมั่นว่าเก็กไว้ก่อนพ่อสอนไว้) แม้จะเป็นสไตล์ลินน์ที่คนอ่านไม่ได้รับรู้ความคิดของพระเอก เพราะมัวแต่บรรยายถึงความรู้สึกของนางเอก แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความรักที่เขามีให้

เราชอบเรื่องนี้ค่ะ และตอนนี้กำลังลังเลอยู่ว่าควรจะอ่านเรื่องอื่นของเจ๊ลินน์อีกดีไหม เพราะกลัวค่ะว่าจะไม่สนุกเท่ากับเล่มนี้

ข้อน่าสังเกตก็คือ หนังสือเรื่องนี้เขียนไว้เมื่อนานมาแล้ว เมื่อมาเทียบกับงานในปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่าจะพัฒนาได้ลงขนาดนี้

Trouble in High Heels // Christina Dodd

หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของ Christina Dodd ที่ชื่อ Trouble in High Heels เรื่องราวที่ทนายความสาวสวยที่เพิ่งถูกแฟนหนุ่มทิ้ง จึงแต่งตัวออกไปล่อตะเข้ และหิ้วท่านเคาน์หนุ่มหล่อที่บังเอิญเป็นพระเอกของเรื่องกลับมาค้างอ้างแรม ด้วย

หนังสือที่อ่านสนุกตามสบายแนวคริสติน่า หนังสือที่อยู่ในระดับอ่านได้ อาจไม่น่าประทับใจเท่ากับงานเล่มอื่นในอดีตของเธอ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

จนกระทั่งความโง่มาเยือนนางเอก

เราไม่ใช่คนฉลาดนักหรอก แต่มักทนไม่ได้อย่างรุนแรงเวลาเจอนางเอกโง่ และแม่นางบรั่นดีนางเอกของเรื่องก็โง่กระทบใจอย่างยิ่ง

โง่จนอ่านแล้วทำลายความสุขที่ได้รับกับการอ่านไปจนหมดเรื่อง

โง่จนเครียด ต้องมาเขียนระบายในบลอก

พระเอกสุดหล่อของเราเป็นขุนนางชาวอิตาเลียนที่ต้องคดีขโมยเพชร ส่วนนางเอกก็เป็นทนายความของเขา ปัญหาก็คือ ก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะรู้ตัวว่าเป็นทนายความลูกความกัน ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ชั่วข้ามอาทิตย์มาก่อน

เราไม่เข้าใจว่าเหตุใดคริสติน่าถึงเขียนเรื่องที่นางเอกโง่ได้บัดซบขนาดนี้ ขนาดพระเอกบอกแล้วว่าขอให้ไว้ใจ ก็ยังแส่ไปหาเรื่อง จนสุดท้ายชาวบ้านก็ต้องเดือดร้อนมาช่วย

สิ่งที่เราทนไม่ได้ก็คือ ลงท้ายเรื่องแล้ว พระเอกยังต้องเป็นฝ่ายมาง้อ

ไม่เข้าใจว่าคำว่าไว้ใจคำเดียว เธอยังให้เขาไม่ได้ แล้วจะร่วมชีวิตกันไปรอดหรือยังไง

อ่านเรื่องนี้แล้วเครียดมาก

เสียดายเรื่องที่อาจจะสนุก แต่ลงเอยด้วยความโง่

ขนาดอ่านเรื่องของลินน์มาหลายเล่มติดกันแล้วนะ นางเอกของลินน์ยังไม่เคยมีพฤติกรรมโง่ขัดใจได้ขนาดนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่อ่านงานของคริสติน่าแล้วนางเอกจะโง่มากกว่านางเอก ของลินน์

The Spy who Wants Me // Lucy Monroe

ช่วงนี้แม็กซ์อามรณ์กำลังสูงมาก ๆ กับเรื่อง Crash into me ที่เราเขียนรีวิวไปแล้วเมื่อหลายบลอกก่อน เชื่อไหมคะว่าเป็นหนังสือที่ชอบมากขนาดโทรศัพท์ไปเที่ยวบอกเพื่อนทีละคนว่า มันสนุกขนาดไหน เผื่อว่ายอดขายของเขาจะได้ดีขึ้นไป ๆ แล้วยังเป็นเล่มที่ทำให้แม็กซ์ออกอาการแฟนเกิร์ลอย่างรุนแรง ด้วยการอีเมลล์ไปหาคนแต่ง บรรยายว่าตัวเองชอบงานของเขามากโคตร ๆ (และสำหรับคนที่อยากรู้ จิลตอบมาว่า เธออาจจะเขียนเรื่องของสตีเฟ่นในอีกสองหรือสามปีข้างหน้า)

ด้วยอารมณ์อย่างนี้ แม็กซ์รู้ดีว่าคงจะอ่านเรื่องอะไรที่ตามมาไม่ค่อยสนุกแน่ เราเลยไม่อยากเล่มที่เราคิดว่าจะสนุกมาก ๆ มาอ่านค่ะ มันก็เลยเป็นคิวของหนังสือเล่มนี้ ที่แม็กซ์ซื้อมาดองไว้ได้เกือบสองเดือนพอดี

The Spy who wants me ของลูซี่ มอนโรว์

ลูซี่ มอนโรว์เป็นชื่อนักเขียนขวัญใจแฟนละครน้ำเลี้ยงยุงลายในเมืองไทยหลายคน แต่พูดอย่างนี้ก็ไม่ใช่แม็กซ์ไม่อ่านงานที่เธอเขียนให้กับฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นหรอกนะคะ เราก็อ่าน แต่ต้องเป็นจังหวะที่อารมณ์ให้กับแนวนั้นมาก ๆ (ซึ่งไม่เกิดอาการอย่างนั้นมาหลายเดือนแล้วค่ะ) แต่เล่มนี้คงไม่เหมาะกับแฟนหนังสือแนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นหรอกนะคะ เพราะอย่างน้อยนางเอกของเราก็ไม่ได้ผุดผ่องเป็นยองใย

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุดที่ชื่อว่า The Goddard Project ซึ่งเป็นชื่อเรียกองค์กรสุดลับของรัฐบาลอเมริกัน ลึกลับขนาดบอกว่า ประธานธิบดีหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีองค์กรนี้อยู่ด้วย องค์กรนี้ตั้งตามชื่อโรเบิร์ต ก็อดดาร์ด นักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีอันนึงขึ้นมา แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ จนกระทั่งโดนขโมยไป แล้วถูกคนที่ขโมยนำไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นอาวุธที่มาทำร้ายทหารอเมริกันใน สงครามโลก ทำให้รัฐบาลตัดสินใจว่า จะให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว จึงตั้งองค์กรนี้ขึ้น เพื่อให้พิทักษ์และปกป้องเทคโนโลยีของชาวอเมริกัน

แต่หนังสือชุดนี้ว่าไปแล้วก็ยังไปต่อเนื่อง กับชุด Mercenary (ที่มี Ready, Willing, And Able ในชุดนั่นแหละ) อีกด้วย ดังนั้นตัวละครในสองชุดนี้จึงเดินตัดกันไปตัดกันมาสนุกมาก

เอลล์ เกรย์เป็นสายลับมือดีที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปสืบเรื่องความลับที่รั่วไหล ออกจากสถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง (สายลับของ TGP สืบรู้เรื่องนี้จากเรื่อง Deal with this ซึ่งเป็นเล่มสองในชุด) และเอลล์ถูกส่งมาเพื่อให้ค้นหาว่า ยังมีคนทรยศหลงเหลืออยู่ในสถาบันนั้นอีกหรือไม่

การมาของเธอไม่เป็นที่ต้องการของบรรดานักวิทยาศาสตร์ในสถาบันเท่าำไหรนัก พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีใครในหมู่พวกเขาเป็นคนทรยศ แต่เมื่อเอลล์ปรากฎตัวขึ้น เธอก็ทำให้โบ รัสตันถึงกับตกตะลึงได้ เพราะเธอสวยและมีเสน่ห์กว่าที่คาด ด้วยหน้าตาสง่างามอย่างชาวรัสเซีย (แต่เอลล์เป็นชาวยูเครน) การแต่งตัวที่ราวกับหลุดออกมาจากแคตาล็อคของหนังสือแฟชั่น แล้วยังความสามารถในศิลปะป้องกันตัวที่เก่งกาจอีกแหละ

เอลล์เป็นผู้หญิงชนิดที่นักวิทยาศาสตร์อย่างโบไม่เคยเจอ

และเช่นกัน โบก็ไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ดีกรีปริญญาเอกคนไหนที่เธอเจอ เขาเ็ป็นอดีตนักฟุตบอลฝีมือดี คนที่ถ้าเขาต้องการก็สามารถเข้าไปเล่นในลีกเอ็นเอฟเอลได้ แต่โบเลือกที่จะเรียนหนังสือต่อ และกลายเ็ป็นนักวิจัยค่าตัวแพง สติปัญญาของเขาอยู่ในระดับต้น ๆ ของประเทศ และสิ่งที่เขาค้นคิดก็กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ก่อการร้ายทั่วโลก

เอลล์แฝงกายเข้าไปในสถาบันวิจัยแห่งนั้นด้วยการบอกว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการรักษาความปลอดภัย ในขณะที่มีเพียงโบและเจ้านายของเขาเท่านั้นที่รู้ความจริงว่าเธอเป็นใคร แต่เมื่อไปถึงเอลล์ก็ต้องตกใจอย่างแรง เมื่อพบว่าพี่ชายของเธอก็ทำงานให้กับสถาบันแห่งเช่นกัน

หนังสือเรื่องนี้เริ่มต้นได้น่าอ่านมากค่ะ แม็กซ์พบว่าตัวเองสนใจในบุคลิคของเอลล์อย่างมาก เธอมีส่วนที่คล้ายกับเอลล์อีกคนที่เรารู้จัก (เอลล์ วู้ดจาก Legally Blond) เอลล์เป็นสายลับที่ไม่รู้สึกว่า งานที่ทำจะต้องหมายความว่า เธอจะต้องแต่งกายในชุดสีดำ หรือลายพรางทหาร เธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ทำเล็บจากร้านฝีมือดี ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ในตอนแรกแม็กซ์ชอบบุคลิกของเอลล์มากค่ะ เพราะแม้ว่ามันจะไม่เป็นจริงในวงการสายลับ (ผู้หญิงที่สวยขนาดเอลล์ไม่น่าจะเป็นสายลับที่ดีได้ เพราะเธอโดดเด่นเกินไป) มันก็สนุกที่ได้อ่าน

และเช่นเดียวกัน โบก็เป็นตัวละครที่น่าสนใจ แม็กซ์ชอบที่คนแต่งไม่ได้ทำให้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์แว่นหนาเตอะ เขามีหุ่นอย่างนักฟุตบอล (ตำแหน่งปีกนะคะ ไม่ใช่ออฟเฟนซีพ ไลน์ นั่นมันน่ากลัวเกินไป) แต่มีสมองขั้นเทพ เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตกับงานวิจัย แทนที่จะเป็นแสงสีของไฟสเตเดี้ยม เพราะเขาเชื่อในมันสมองของตัวเอง

ในส่วนของคาแร็คเตอร์แล้ว เอลล์และโบไปด้วยกันได้อย่างดีมาก ปัญหาก็คือ เมื่อทั้งสองมาพบกัน แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงประกายไฟที่ทั้งคู่มีให้กันเลยน่ะสิ

แน่ล่ะในเนื้อเรื่อง ทั้งสองถูกใจกันและกันเกือบในทันที แม็กซ์บอกไม่ถูกเหมือนกันนะคะ แต่มันราวกับว่า เมื่อโบและเอลล์อยู่ด้วยกัน เสน่ห์ที่ทั้งคู่เคยมี มันเลือนหายไปหมดไป พวกเขาไม่ใช่ตัวละครที่เราชอบอีกต่อไป ไม่ถึงกับทำให้เราเบื่อหน่ายอะไรนะคะ แต่มันไม่มีเสน่ห์อีกต่อไปแล้ว

ในส่วนของพล็อตก็เช่นกัน หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางเอกเป็นสายลับในองค์กรระดับชาติที่มีความ สำคัญมาก แต่สิ่งที่แม็กซ์เห็นก็คือ เอลล์ไม่เห็นจะทำอะไรที่เป็นการสืบความลับเลยสักนิดเดียว เบาะแสที่เธอได้เกี่ยวกับกลุ่มคนที่ต้องการจารกรรมข้อมูลจากสถาบันวิจัย ก็มาจากตัวละครอีกตัวที่เปิดเผยตัวเอง ไม่ใช่มาจากการสืบความลับของเอลล์สักนิด ความง่ายของคดีทำให้เราไม่รู้สึกถึงความสามารถของเอลล์ มันแทบจะไม่มีฉากที่เอลล์ได้โชว์ความเป็น "สายลับ" ของเธอสักนิด และนั่นทำให้เรารู้สึกว่าเธอเป็นเพียง นังบลอนด์หน้าโง่คนนึง ซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลย เพราะเอลล์ก็ไม่ได้โง่

ข้อผิดพลาดในการเขียนเรื่องนี้ก็คือ การเอาพล็อตสายลับมาปะปนกับเรื่องครอบครัว เพราะคนแต่งแบ่งแยกทั้งสองประเด็นไม่ได้เรื่องเลย มันทำให้เสียไปทั้งสองส่วน เอลล์ซึ่งมาปฏิบัติงานกลับใช้เวลาเกือบทั้งเรื่องไปกับการคิดเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการที่เธอปลีกหนีไปจากครอบครัวเป็นเวลาหลายปี ภายหลังการตายของสามี และใช้เวลาไปกับอาการปิ๊งกันกับโบ มันทำให้เอลล์ดูเป็นสายลับที่ห่วยแตก และทำให้พล็อตการสอบสวนด้อยลง

บางทีเราก็เป็นคนเอาใจยากค่ะ เพราะมีหนังสือบางเล่มเหมือนกันที่พล็อตสืบสวนด้อยลงไปแล้ว เราก็ยังคิดว่าเป็นหนังสือที่ดีอยู่ แต่กับเล่มนี้ เรารู้สึกว่า นางเอกไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่เลย เหมือนกับใช้เวลาทำงานมาหาสามีน่ะ

น่าเสียดายค่ะ เพราะแม็กซ์คิดว่า เล่มนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะทำให้เราชอบเล่มนี้ได้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว

คะแนนที่ 57

Friday, February 13, 2009

Quinn's Return // Shannon Anderson & Return to Me // Shannon McKenna

หนังสือเล่มนี้เป็นความภาคภูมิใจของแม็กซ์ค่ะ ที่สามารถค้นหาจากตลาดหนังสือมือสองในเน็ตมาได้ แม็กซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้มาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพล็อตเรื่องเป็นยังไง เหตุผลเดียวที่เราอยากได้เล่มนี้ก็คือความจริงที่ว่า แชนน่อน แอนเดอร์สันเป็นนามปากกาของคนแต่งที่ใช้ชื่อว่า แชนน่อน แม็คเคนน่า

และคนที่อ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ หรือรู้จักแม็กซ์ ก็จะรู้ว่า แม็กซ์คลั่งไคล้แชนน่อน แม็คเคนน่ามากขนาดไหน

ก่อนที่แชนน่อนจะประสบความสำเร็จในนามของแม็คเคนน่า เธอเคยเขียนหนังสือเล่มเล็ก (ความยาวไม่ถึงสองร้อยหนา) ให้กับสนพ.ที่ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว โดยใช้นามปากกาว่าแชนน่อน แอนเดอร์สัน

หนังสือที่เธอเขียนในนามปากกาแชนน่อน แอนเดอร์สันมีห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้แม็กซ์มีในครอบครองแล้วสี่เล่ม เหลืออีกเล่มนึงค่ะ ซึ่งก็คงต้องตามหากันต่อไป

แม็กซ์เลือกหยิบเล่มนี้มาอ่านก่อนเลย เพราะดูพล็อตแล้วน่าสนดี เรื่องราวของชายหนุ่มที่เดินทางกลับมาบ้านเกิดหลังจากจากไปนานหลายปี

พล็อตอย่างนี้เป็นพล็อตที่ใช้กันบ่อยมากในนิยายโรแมนซ์ ดังนั้นเราจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ดังนั้นลองนึกถึงความแปลกใจของตัวแม็กซ์ดูสิคะที่เมื่อเราเริ่มต้นอ่าน ประโยคแรกในเล่มแล้วรู้สึกว่ามันคุ้น

เอาเป็นว่าโคตรคุ้นเลยแล้วกัน

นั่นก็เพราะหนังสือเรื่อง Quinn's Return ก็คือต้นแบบของหนังสืออีกเรื่องที่แชนน่อนเขียนในเวลาต่อมา ด้วยนามปากกาแชนน่อน แม็คเคนน่า โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Return to Me

หลังจากอ่านเล่มนี้จบ เราขอสรุปเลยแล้วกันว่า เรื่อง Quinn's Return ถูกนำกลับไปรีไซเคิล โดยยังคงรักษาพล็อตหลักของเรื่องเอาไว้เกือบหมด ทั้งประโยค คำพูด การบรรยายเรื่อง ถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง Return to Me กระทั่งชื่อของพระนางก็ยังเกือบจะเหมือนกัน

เราเลยถือเป็นโอกาสอันดีนะคะ รีวิวหนังสือทั้งสองเล่มนี้ไปในคราวเดียวกันเลยดีกว่า

Quinn's Return ของแชนน่อน แอนเดอร์สัน

แม็กซ์หาภาพปกของหนังสือเล่มนี้ไม่เจอนะคะ เลยไม่ได้เอามาลงให้ดูกัน (ถ้ามีโอกาสจะถ่ายรูปของเล่มที่แม็กซ์มีในครอบครอบมาลงแล้วกันนะคะ)

ไซม่อน ควินน์ซึ่งเป็นช่างภาพที่ประสบความสำเร็จ ตัดสินใจเดินทางกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อสะสางเกี่ยวกับมรดกของกัส ควินน์ผู้เป็นลุงที่เพิ่งเสียชีวิตไป แต่การกลับมาของเขาก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนทั้งเมือง ที่ยังคงจดจำพฤติกรรมห่าม ๆ ของเขาในวัยเด็กได้ และนั่นรวมทั้งเอลินอร์ คอนเนอร์ หญิงสาวตระกูลเก่าผู้เพียบพร้อม ผู้ซึ่งเติบโตมาพร้อม ๆ กับไซม่อน

เด็กทั้งสองผูกพันกันมาก ความผูกพันที่ดึงรั้งเอลินอร์เอาไว้ไม่ให้มีความสัมพันธ์กับใครอื่น จนกระทั่งในที่สุดเธอตัดสินใจที่จะตัดใจจากไซม่อนผู้ซึ่งนับแต่จากไปจาก เมืองเขาก็ไม่เคยติดต่อเธออีกเลย แอลลี่ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตที่เธอต้องการเสียที เธอตอบรับหมั้นจากชายหนุ่มเนื้อหอมของเมือง แบรด มิชเชลล์เป็นชายในฝันสำหรับผู้หญิงหลายคน แต่เมื่อไซม่อนกลับมา แอลลี่ก็พบความจริงว่า ตัวเองไม่เคยตัดใจไปจากเขาได้เลย

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือรักแบบเบสิค นั่นหมายถึงไม่มีอะไรในพล็อตมากไปกว่าเรื่องรักระหว่างไซม่อน และแอลลี่ เรื่องราวที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และไม่โทษแอลลี่เลยที่เลือกไซม่อน ในเมื่อแบรด และครอบครัวของเขาดูช่างห่วยแตก และแม็กซ์ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมแอลลี่ทนพวกนั้นได้จนถึงกับหมั้นหมายกับแบรด (ถ้าจะคิดว่าพวกนั้นลายยังไม่ออก ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะพฤติกรรมของพวกนี้มันแย่นะ ไม่น่าจะเก็บซ่อนไว้ได้นาน)

มันไม่แปลกอะไรสักนิดเมื่อแอลลี่เลือกไซม่อน แต่มันกลับกลายเป็นจุดด้อยของไซม่อนที่ไม่กล้าตัดสินใจ พระเอกของเราหวาดกลัวความรัก อย่างไม่มีเหตุผล มีการแย้ม ๆ ถึงการที่เขาถูกทารุณในวัยเด็กจากผู้เป็นลุงบ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนเพียงพอ แม็กซ์อ่านแล้วไม่เห็นใจ หรือสงสาร ออกจากหมั่นไส้ด้วยซ้ำที่เขาเลือกที่จะเดินจากแอลลี่ไป

แต่โดยรวมรู้อะไรไหมคะ แม็กซ์มองเห็นโอกาสของการที่หนังสือเล่มนี้จะได้รับการแปลเป็นภาษาไทย มากกว่าเรื่อง Return to Me (ที่เราคิดว่าดีกว่าหลายขุม) เสียอีก เพราะเรื่องนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่สนพ.ในเมืองไทยชอบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรื่องที่บางจ๋อย (แค่ร้อยหกสิบกว่าหน้า) นางเอกที่เป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง เก็บเนื้อเก็บตัวเอาไว้ให้พระเอก

แต่สำหรับแม็กซ์ คะแนนที่ 57

Return to Me ของแชนน่อน แม็คเคนน่า

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเอาเรื่อง Quinn's Return มาเขียนใหม่ และมันช่างเป็นการเขียนใหม่ที่เพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบให้เนื้อเรื่องอย่าง มาก

ตัวแม็กซ์เองกลายมาเป็นแฟนหนังสือของแชนน่อนก็เพราะเล่มนี้ (เราอ่านเรื่องนี้ก่อนอ่าน Quinn's Return ค่ะ) คนแต่งเขียนได้ดีมากขนาดที่เราไม่รู้เลยสักนิดว่าส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ส่วนแทรกขึ้น ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่อง

พล็อตของหนังสือเรื่องนี้เหมือนกับเรื่อง Quinn's Return ชนิดลอกกันมากเลยแหละ (ก็มันลอกกันจริง ๆ นี่) เพียงแต่ในเล่มนี้พระเอกของเราชื่อว่า ไซม่อน ไรลี่ย์ เขาเป็นช่างภาพระดับเจ้าของรางวัล และผ่านการถ่ายภาพในสงครามโหดมาแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด เพราะอีเมลล์ที่ได้รับจากกัส ผู้เป็นลุง ซึ่งในตอนเปิดเรื่องได้เสียชีวิตลงแล้ว ลุงของเขาได้ชื่อว่าเป็นคนเพื้ยนและชอบใช้ความรุนแรง ซึ่งไซม่อนรู้เป็นอย่างดี แต่ในอีเมลล์นั้นมันราวกับว่า กัสมีช่วงเวลาที่ชัดเจนเกิดขึ้น ในอีเมลล์กล่าวถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีตที่กัสได้เข้าไปเห็นเป็นพยาน การกระทำที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ การกระทำที่ตามหลอกหลอนกัส และเป็นสิ่งที่กัสต้องการให้ไซม่อนระวังตัวจากผลพวงของมัน

ไซม่อนเดินทางกลับมา และเขาก็ได้พบกับเอล หรือเอเลน เค้นต์ สาวน้อยที่บัดนี้ได้กลายเป็นเจ้าของโรงแรมชนิดเบดแอนด์เบรคฟาสต์ที่ซึ่งเขา มาเข้าพัก (ส่วนนี้เหมือน QsR ค่ะ) และเช่นเดียวกัน เอเลนที่รักไซม่อนมาตลอดชีวิต เธอตัดสินใจเลิกรอคอยการกลับมาของเขาแล้ว เธอได้หมั้นหมายกับแบรด ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม แต่แล้วการกลับมาของไซม่อนก็ทำให้เอเลนต้องทนทวนทุกอย่างอีกครั้ง

ในหนังสือเล่มนี้ ความผูกพันระหว่างไซม่อนและเอเลนถูกถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือไ้ด้ชัดเจน ทำให้แม็กซ์รู้สึกถึงความรักที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน จนกลายเป็นความรักฝังใจที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ก็ไม่อาจทำให้ไซม่อน และเอลลืมเลือนอีกฝ่ายได้เลย

ในเล่มนี้อดีตของไซม่อนถูกเล่าออกมามากพอจนทำให้แม็กซ์เข้าใจความต้องการ หลีกหนีความรักของเขา เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองว่าตัวเองไม่เหมาะกับความรัก เข้าใจเหตุผลที่เขาเลือกที่จะเดินออกจากชีวิตของเอล (ในขณะที่ QsR มันเป็นคำถามข้อใหญ่ที่เรามี) แม้จะไม่เห็นด้วยนะ แต่อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าพระเอกงี่เง่าที่เดินจากสิ่งดี ๆ อย่างเอลไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงฉากเซ็กส์ที่ฮ็อตกว่าอีกค่ะ ความสามารถของแชนน่อนก็คือ เธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบอะไรในเรื่องเลย การเพิ่มดีกรีความร้อนแรงไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องสูญเสียไป

นอกจากนี้แล้วการเติมพล็อตในส่วนของความลึกลับในอดีตของกัสที่ตามมาระราน ไซม่อนในปัจจุบันก็ทำให้เรื่องมีน้ำหนัก และน่าติดตามอ่านยิ่งขึ้น

และส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือ เรื่องนี้คู่หมั้นของเอลไม่ใช่ตัวร้ายที่เป็นอย่างใน Quinn's Return เพราะแบรดมาด้านลึกที่ซ่อนเอาไว้ เราชอบมาก ๆ ที่แชนน่อนเขียนแบรดในเวอร์ชั่นใหม่ ผู้ชายที่มีสองด้าน ด้านนึงอาจจะไม่ชอบไซม่อน (ใครจะชอบเขาได้ในเมื่อไซม่อนคือตัวปัญหาในวัยเด็ก และยังแย่งเอลไปจากแบรดอีก) ในอีกด้านนึงเขาก็ยังเป็นมนุษย์ที่รู้จักผิดชอบชั่วดี

คะแนนที่ 87

การที่แม็กซ์ได้มีโอกาสอ่าน Quinn's Return ที่แม้จะไม่ได้สนุกอะไร แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังหรอกนะคะว่าจะสนุก แม็กซ์คิดเสมอว่าหนังสือที่สั้นขนาดนั้น แทบจะไม่มีโอกาสที่จะสนุกขึ้นมาได้หรอก การที่เราได้เห็นต้นแบบของ Return to me ทำให้เราตระหนักแก่ใจถึงพัฒนาการของแชนน่อนในฐานะนักเขียนยิ่งขึ้น เพราะหนังสือทั้งสองเรื่องนี้ใช้พล็อตและการดำเนินเรื่องที่เกือบเหมือนกัน แต่การเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกลับทำให้ความเห็นที่เรามีต่อหนังสือสองเล่มนี้แตกต่าง กันไปโดยสิ้นเชิง

Hollywood husband, Contract wife // Jane Porter

เคยอ่านหนังสือที่เริ่มต้นได้น่าสนใจ ดำเนินเรื่องได้ดีเกินคาด มีฉากบีบหัวใจจนสั่นระริก แล้วก็บู้ม ระเบิดลง

คนแต่งมันทำบ้าอะไร ทำลายเนื้อเรื่องจนพังพินาศ จนแทบเขวี้ยงหนังสือทิ้งไม่ทัน (แต่ก็ไม่ได้ขว้างเพราะว่าเสียดายตังค์ที่ซื้อมา)

แล้วแม็กซ์ก็โทษตัวเองที่สอนไม่จำ ดันไปซื้อ Harlequin Presents มาอ่าน

แม็กซ์ไม่ได้โทษความน้ำเนาของเรื่อง เพราะเตรียมใส่หน้ากากกำจัดกลิ่นเน่าแล้ว ไม่ได้ติติงพฤติกรรมนางเอกที่น้ำตาคลอเบ้าบ่อยเหลือเกิน แล้วก็ไม่ได้ติงความเย็นชาของพระเอก หรือความโง่ที่หลงเชื่อตัวร้ายมากกว่านางเอก

แม็กซ์โทษคนแต่งที่เขียนไปเขียนมาต้องให้นางเอกไปขอโทษพระเอกในความผิด ของตัวเอง ทั้งที่ตาพระเอกตัวดีทิ้งนางเอกไปหาผู้หญิงคนอื่น เชื่อคำพูดของผู้หญิงคนอื่นมากกว่านางเอก

แม็กซ์ซื้อเล่มนี้มาเพราะติดใจบทนำของเรื่องที่นางเอกคิดในใจว่า "ตลอดเวลาห้าสัปดาห์ที่รู้จักพระเอก ไม่ได้ทำให้เธอชอบเขามากขึ้นมาสักนิด" อ่านดูแล้วนึกว่าจะเจอนางเอกที่มีกระดูกสันหลัง

ครึ่งเล่มแรกก็อ่านได้เพลินดี แม้ว่ากระดูกสันหลังนางเอกจะไม่ใช่ของสัตว์สปีชีย์เดียวกับมนุษย์ แต่ก็ยังดีกว่าของตัวหนอน เธอยืนหยัดต่อต้านเสน่ห์ของพระเอกได้สมศักดิ์ศรี ส่วนพระเอกก็ไม่ได้เย็นชาจนขนาดคนอ่านหาความรักที่เขามีให้นางเอกไม่เจอ

ส่วนผสมที่ลงตัว เนื้อเรื่องยิ่งสนุกขึ้นไปอีกการเล่นละครแกล้งเป็นแฟนกันของพระเอกและนางเอก เลยเถิดไปจนเป็นการแต่งงานที่แท้จริง เนื้อเรื่องพาเราเดินทางไปถึงแอฟริกาที่ซึ่งนางเอกเรียนรู้ว่าพระเอกไม่ใช่ แค่ดาราที่ใช้ชีวิตฉาบฉวย แต่ทุ่มเทชีวิตเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและเด็กผู้ยากไร้

แม็กซ์บอกแล้วว่าหนังสือมันน้ำเน่า แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทำใจตั้งแต่ต้น กลับรู้สึกสนุกด้วยซ้ำ

แต่แล้วชีวิตแต่งงานที่เริ่มผูกพันกันของพระนางก็ถูกทำลายลง โดยดาราหญิงแสนสวยที่เข้ามาแทรกกลางชีวิตของทั้งคู่ แม้ว่าพระเอกจะบอกอย่างชัดเจนว่าเขามีแค่เพียงมิตรภาพให้กับผู้หญิงอีกคน แต่นางเอกก็รู้สึกว่าพระเอกทุ่มเทตัวเองมากจนเกินไปในความสัมพันธ์ที่เขา พร่ำบอกเธอว่าเป็นแค่เพื่อน

ทั้งสองคุยกัน และเมื่อพระเอกปฏิเสธที่จะเลือกยืนอยู่ข้างนางเอก แต่กลับทิ้งเธอไป นางเอกก็เดินออกจากการแต่งงานของทั้งคู่

เรื่องมันน่าจะสนุกขึ้น ช่างบีบหัวใจเหลือเกิน หลายคนคงพูดแบบนี้ แม็กซ์เองก็คิดอย่างนี้ เรารออ่านฉากที่พระเอกจะต้องย้อนกลับมาขอโทษนางเอกให้กับความโง่ของตัวเอง ที่ไม่เลือกยืนข้างนางเอก

แต่แล้วคนแต่งทำอะไรรู้ไหมคะ

เขาแต่งให้นางเอกขอโทษพระเอกให้กับความไม่มั่นคงของตัวเอง บอกว่าเธอผิดเองที่ไม่มั่นคง ไม่เชื่อมั่นในตัวพระเอก

ใครจะไปเชื่อไหว (วะ) เล่นโทรศัพท์คุยกับผู้หญิงคนอื่นทั้งวัน แถมพอเจ้าหล่อนโทรมาก็รีบวิ่งแจ้นไปหา

อ่านแล้วเซ็งโว้ย แทนที่จะให้พระเอกขอโทษ ดันให้นางเอกเป็นฝ่ายผิด

อยากบีบคอคนแต่ง แล้วเขย่า เขย่า เขย่า แล้วถามว่า คิดอะไรอยู่ ถึงทำให้หนังสือที่น่าจะสนุก สลดลงได้ขนาดนี้

อ๋อ ลืมบอกไป เรื่องที่พูดถึงนี่เป็นของเจน พอร์เตอร์ค่ะ เรื่อง Hollywood husband, contract wife

Infatuation // Alison Kent & Her book of Pleasure // Marie Donovan

แม็กซ์ขออวดว่าเป็นคนหนึ่งที่ติดตามหนังสือของฮาร์ลิควิน เบลซตั้งแต่เล่มแรกที่ออกขายเมื่อหกปีก่อน ตอนแรกยอมรับว่าบ้ามาก เรียกว่าเห็นเป็นต้องซื้อ แต่หลังจากอ่านมาได้ระยะหนึ่งก็เริ่มผิดหวัง ผิดหวัง และผิดหวัง

คนที่อยากรู้ว่าอะไรคือหนังสือของฮาร์ลิควิน เบลซ ก็ต้องลองไปหยิบหนังสือของสำนักพิมพ์ พัดลมซี (ลองแปลกันเองนะคะว่าแม็กซ์หมายถึงสำนักพิมพ์ไหน) ดู เล่มที่จ่าหัวบอกว่า ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีนั่นแหละมาอ่าน เพราะหนังสือส่วนใหญ่ของสำนักพิมพ์นี้แปลมาจากฮาร์ลิควิน เบลซกันทั้งนั้น ก็เซ็กซ์มันร้อนฉ่า สะใจคนอ่านดี ยอดขายก็พุ่งนี่ค่ะ

แม็กซ์ชอบอ่านเซ็กซ์ก็เลยชอบอ่านเบลซ นี่พูดกันตรง ๆ เลยนะ แต่ถ้าอ่านบลอกของแม็กซ์มาบ้างก็คงจะรู้เดาประโยคต่อไปของแม็กซ์ได้ "เซ็กซ์เพียงอย่างเดียว ไม่เคยเพียงพอ" ถ้ามีแต่ฉากเซ็กซ์โดยปราศจากความผูกพันของตัวละคร ก็เหมือนก็ดูหนังโป๊ ปลุกใจเหล่าลูกเสือ ที่ไม่เห็นจะน่าสนใจ ดูแล้วสะอิดสะเอียนไปเสียอีก

หนังสือของเบลซหลายเล่ม ส่วนใหญ่ด้วยซ้ำที่เป็นพล็อตแนว เซ็กซ์เพื่อเซ็กซ์ อ่านแล้วไม่เห็นความผูกพันของตัวละคร ทำให้ท้ายที่สุด แม็กซ์ก็เลยชักจะขยาด จะซื้อเบลซเล่มไหนก็ต้องเลือกที่นักเขียนก่อน

นักเขียนเบลซคนแรกที่แม็กซ์ทุ่มให้หมดใจก็คือ อลิสัน เคน ที่เดี๋ยวนี้เขียนเบลซไม่หนุกมาหลายเล่ม ตามคติดังแล้วไม่ต้องเขียนดี แต่เบลซเล่มล่าสุดของเธอที่ชื่อว่า Infatuation ก็สนุกใช้ได้ แม้จะไม่อาจเทียบเท่ากับ Indiscretion ซึ่งจนถึงทุกวันนี้แม็กซ์ยังยกให้เป็นสุดยอดหนังสือเบลซตลอดกาลอยู่ค่ะ

คนไทยอาจนึกรายการประเภทนี้ไม่ออก แต่ในอเมริกานี่ถือว่าสารคดีแนวเรียลิตี้ที่ดังมาก นึกถึงรายการอเมริกัน ช็อปเปอร์ทางช่องดิสคอฟเวอรี่ แต่เรนนี่หล่อกว่านั้น (จากคนบรรยายของคนอ่าน)

เล่มนี้แม็กซ์ถือว่าอลิสันกลับมาได้สวยค่ะ หลังจากทำเราผิดหวังกับเบลซหลายเล่มติดกัน

นอกจากอลิสันแล้ว แม็กซ์ลองอ่านงานของนักเขียนอีกหลายคน แต่ก็ไม่คืบหน้านัก คนที่ตอนนี้ตามอ่านอยู่ก็แค่อยู่ในระดับที่ใช้ได้เท่านั้นเอง ไม่ถึงกับน่าจำจดมากนัก จนกระทั่งแม็กซ์ได้อ่านงานของ มาเรีย โดโนแวน

งานเล่มแรกของเธอกับเบลซ ซึ่งเป็นเล่มแรกในชีวิตของเธอด้วยคือ Her body of pleasure เรื่องราวของสายสืบของหน่วยงานดีอีเอ (ปราบปรามยาเสพติด) ที่หนีตายจากการตามล่าจนต้องปลอมรับสมอ้างเป็นน้องชายของตัวเองที่เป็นนาย แบบสุดฮ็อต แล้วตกกระไดพลอยโจนกลายเป็นนายแบบนู้ดให้กับนางเอกที่เป็นช่างแกะสลัก เรื่องนี้มีครบทุกรส ทั้งตื่นเต้น บรรยากาศในเรื่องที่เร่าร้อนจนควันขึ้น พระเอกนางเอกที่ถูกวางบุคลิกมาอย่างดี จนแม็กซ์ถือว่าเป็นหนังสือเล่มเล็กที่สนุกที่สุดที่ได้อ่านในปี 2005

มาเรียหายหน้าไปปีนึง ก่อนจะกลับมาด้วยงานภาคต่อ เรื่องราวของมิชิโกะ หรือเมแกน มิชิโกะ โอมัลลี่ ลูกครึ่งไอริช-ญี่ปุ่น เพื่อนของนางเอกเล่มแรก แม็กซ์ชอบหน้าปกเล่มนี้มาก ๆ นางเอกสวยสมกับที่เป็นลูกครึ่งเอเชียฝรั่ง (ดูเหมือนสุนิสา เจ๊ทต์หน่อย ๆ นะคะ) เล่มนี้ขาดความตื่นเต้นไป เพราะตัวร้ายงี่เง่ามาก แต่ความรักความสัมพันธ์ความเร่าร้อนของตัวเอกยังอยู่ครบ อาจสนุกสู้เล่มแรกไม่ได้ แต่ Herbook of pleasure ก็ไม่ถึงกับทำให้ผิดหวัง

ดังนั้นในเวลานี้ มาเรีย โดโนแวนกลายเป็นหนังสือเบลซมือหนึ่งสำหรับแม็กซ์ไปแล้วค่ะ ตอนนี้อยากอ่านเล่มยาวสักหน่อยของเธอมากค่ะ

Tuesday, February 10, 2009

Drop Dead Gorgeous // Linda Howard

ใครที่อ่าน To die for คงจำแบลร์ มัลโลรี่ (หรือที่กำลังจะกลายเป็นแบลร์ บลัดสเวิร์ธตอนจบเรื่อง) ได้ คนส่วนใหญ่ชอบเธอ แต่แน่นอนว่าหลายคนก็ไม่ชอบ

ดังนั้นคนไม่ชอบไม่ต้องอ่านนะคะ เสียเวลาเปล่า เพราะแบลร์ยังเหมือนเดิม แสบอย่างเก่าที่เราจำได้

แบลร์เป็นตัวละครที่แปลกไปจากที่ลินดา โฮเวิร์ดเคยเขียน อดีตเชียร์ลีดเดอร์นักเรียนทุน (ทุนเชียร์ลีดเดอร์ ซึ่งแม็กซ์อาศัยโอกาสนี้ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรับรู้ว่าจบมาจากอเมริกาบอกเลย ว่าเป็นความจริง มันมีทุนอย่างนี้จริง และคนที่ได้ทุนพวกนี้ก็ไม่ใช่พวกสวยไร้สมองอย่างที่พวกเราคิดว่าเชียร์ลี ดเดอร์เป็นกัน) พูดกันตามจริงแมกซ์ชอบแบลร์อาจเพราะรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจเธอ

แม็กซ์ไม่อาจเอื้อมจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกะนางเอกในนิยายหรอกค่ะ ไม่คิดสั้นขนาดนั้น ก็แหมรู้กันอยู่ว่าพระเอกในนิยายนี่มันทั้งหื่น ทั้งโหด แม็กซ์เป็นสาวน้อยแสนเปราะบาง รับไม่ไหวหรอก (แต่ถ้า Roarke มาเองนี่ โอเคเลยค่า) แต่แม็กซ์รู้สึกผูกพันกับแบลร์เป็นพิเศษ เพราะพฤติกรรมหลายอย่าง หลายสิ่งที่แบลร์คิด แม็กซ์คิดเหมือนกัน

อย่างเรื่องร้องไห้หลังดูเกมส์ฟุตบอลนี่ ตอนอ่านแม็กซ์ซาบซึ้งจนน้ำตาเกือบไหลออกมา ดีใจที่ในที่สุดก็มีคนบ้าเหมือนเรา (แม้จะอยู่ในนิยายก็ตาม)

เรื่องนี้อาจทำให้ดูเหมือนเป็นแนวโรแมนติกสืบสวน แต่ความจริงแล้วก็คือเรื่องของแบลร์ในการเตรียมตัวแต่งงานกะไวแอตนั่นเอง การสืบสวนไม่ค่อยสำคัญเท่ากับการสนุกไปกับวิธีการที่เธอปั่นหัวชายที่เธอรัก ผู้ร้ายในเรื่องงี่เง่าไปหน่อย แต่ด้วยว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก ก็พอจะให้อภัยได้

คนที่ชอบแบลร์อย่าพลาดเรื่องนี้ แต่คนที่ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน เพราะแบลร์กลับมาแล้ว แถมร้ายกว่าเดิม

The Marcelli Princess // Susan Mallery

แม็กซ์บอกไปแล้วว่าอ่านหนังสือจบไปสองเล่ม เล่มแรกก็คือค่าแห่งความรักที่ถือว่าอยู่ในส่วนดี อีกเรื่องก็คือเจ้าหญิงมาเซลี่ หรือ The Marcelli Princess ของซูซาน มัลโลลี

แม็กซ์ชอบชุดพี่น้องตระกูลมาเซลี่ และนี่ก็เป็นเล่มที่ห้าแล้วของชุด เป็นเรื่องของมีอา น้องนุขสุดท้อง แม็กซ์คาดหวังกับเล่มนี้มากด้วยหลายเหตุผล

หนึ่งเพราะปู่งี่เง่าของเธอตายไปแล้วตั้งแต่เล่มสี่ ฉากที่คนแต่งหวังเรียกน้ำตาคนอ่านใน The Marcelli Bride ตอนที่ปู่ตาย แม็กซ์อ่านไปดีใจจนเกือบเต้นระบำ เพราะเกลียดปู่ชั่วคนนี้มาก (ต้องอ่านทั้งชุดแล้วจะซึมซับว่าปู่มันงี่เง่ายังไง เริ่มตั้งแต่บังคับให้หลานสาวแต่งงานตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบกันทุกคน คนที่ดื้อไม่ยอมแต่งก็นั่งด่าว่าว่าขึ้นคาน คนที่แต่งแล้วตอนหลังโดนสามีทิ้งก็ซ้ำเติมว่าไม่มีน้ำยาเอาสามีไม่อยู่ ทำร้ายจิตใจหลานสาวสารพัด ตายไปได้แล้วก็ดี) เล่มนี้ปู่ตัวแสบไม่อยู่ แม็กซ์ก็เลยดีใจนึกว่าจะไม่มีพวกน่ารำคาญนิสัยเสียอยู่ในเรื่องให้รกสายตา อีก แต่ก็คิดผิด

สองเรื่องนี้เป็นแนวพาฝันที่ซูซานเป็นคนที่เขียนเรื่องน้ำเน่าได้ค่อน ข้างดี ไม่มีกลิ่นเหม็นมากจนเกินไป พล็อตเรื่องก็คือ มีอาที่อดีตเคยเป็นสายลับที่ตกหลุมรักโจรปล้นงานศิลปะพบว่าคนรักที่เป็นโจร ของเธอยังมีชีวิต และไม่เพียงแต่มีชีวิตอยู่เท่านั้นเขายังเป็นรัชทายาทแห่งอาณาจักรเล็ก ๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เป็นไงคะ เน่าไหม

พระเอกหรือก็ชื่อถูกใจ ราฟาเอล สำหรับแม็กซ์ที่ตกหลุมรักราฟาเอลที่คนวาดภาพมาดอนน่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน แม้จะสะกดไม่เหมือนกัน แต่อ่านคล้ายกันก็ได้ใจไปกว่าครึ่ง

แต่สุดท้ายแม็กซ์เกลียดเรื่องนี้นะ เพราะความชั่วเกินพิกัดของพระเอก

แม็กซ์ชอบพระเอกที่ติดเลวนิด ๆ เถื่อนหน่อย ๆ ไม่ต้องถึงขั้นตบนางเอกหน้าคว่ำหรอกนะ เพียงแต่เป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ พระเอกอย่างของแอน สจ๊วตที่มีพรสวรรค์ไม่ว่าจะเขียนยังไงก็ไม่ล้ำเส้นของแม็กซ์

แต่ราฟาเอลของซูซาน มัลโลลีนี่ล้ำเส้น ล้ำไปจนขนาดแม็กซ์ที่มีเขตแดนกว้างแล้วนะยังรับไม่ได้

แม็กซ์ไม่ได้พูดถึงความเลวชนิดตบตีทำร้ายนางเอกหรอกนะ เพราะนั่นมันล้ำไปตั้งแต่ยกมือแล้วล่ะ แต่เป็นนิสัยการกระทำที่แสดงออก

ราฟาเอลเป็นเจ้าชายมากจนเกินไป ไม่ใช่ประเภทเจ้าชายจิกมี่ที่อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ยะโสโอหัง และไม่รักนางเอกเอาเสียเลย

พล็อตเรื่องน่าสนใจและเน่าได้ใจเปิดเรื่องเมื่อราฟาเอลกลับมาหามีอา หลังจากพลัดพรากกันไปห้าปี หลังจากที่เขาเล่นละครฉากการตายของตัวเอง และมีอาหนีกลับอเมริกาไปอย่างเจ็บปวดที่รู้ว่าคนรักเสียชีวิต แถมตัวเองยังมีลูกติดท้องไปอีกหนึ่งคน ราฟาเอลกลับมาเพื่อบอกกับมีอาว่า เขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ เขาก็โดนหลอกเช่นกันว่าเธอตายแล้ว ตลอดเวลาเขายังรักเธออยู่เสมอ และเมื่อทราบข่าวว่าเขามีลูกชายตัวน้อย ๆ อายุ 4 ขวบด้วยหนึ่งคน เขาก็ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่

เขารีบขอเธอแต่งงานอย่างรวดเร็ว และแม้มีอาจะสับสนกับความเปลี่ยนแปลงที่คนรักจากโจรกระจอกกลายเป็นเจ้าชาย สูงศักดิ์ ด้วยเวลาเพียงครึ่งเล่มเขาก็ชนะใจเธอได้

สิ่งที่มีอาไม่รู้ แต่คนอ่านรู้ (เพราะคนแต่งบรรยายความรู้สึกของราฟาเอลให้รับทราบ) ก็คือ เขาไม่ได้มีความคิดอย่างที่พูดไปเลย เขาเห็นว่ามีอาเป็นผู้หญิงคนนึงที่เขาอยากได้ และเมื่อได้แล้วก็หมดความสนใจ เขาไม่ตามหาเธอเพราะไม่คิดว่ามีอาคู่ควรกับการแต่งงาน เป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วแล่น และเมื่อเขารู้ว่าผลพวงจากความสัมพันธ์นั้นก่อกำเนิดเด็กน้อยที่เป็นทายาท ราชบัลลังค์ของเขา เขาจึงเสแสร้งเล่นละครมาเพื่อตีสนิทกับมีอา ด้วยจุดประสงค์เพื่อขโมยตัวลูกชายกลับไปประเทศ

ราฟาเอลเป็นผู้ชายชนิดที่ควรเป็นตัวร้ายในหนังสือเล่มอื่น แต่ดันเป็นพระเอก พฤติกรรมแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกแต่งงานกับนางเอกเพื่อวางแผนให้นางเอกพาลูกกลับประเทศ แล้วทำการฮุบตัวลูกชาย (แล้วหย่านางเอกทิ้ง) หรือว่าการทิ้งให้นางเอกเข้าใจผิดมาตลอดห้าปีว่าตัวเองตาย (ในขณะที่ตัวเองมีผู้หญิงคนอื่นไปเรื่อย)

ที่สำคัญชั่วแล้วไม่รู้ตัวว่าชั่วอีกต่างหาก เพราะเมื่อมีอาจับได้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเขาแล้วไล่เขาไป เมื่อมาขอโทษแทนที่จะพูดถึงความผิดของตัวเอง กลับบอกนางเอกว่า "เสียใจที่โดนนางเอกจับ"

นี่นะพระเอก

เข้าใจความมุ่งหมายของคนแต่งนะที่จะเล่าว่า ราฟาเอลแข็งกระด้างเพราะถูกเลี้ยงมาอย่างนั้น แต่เขาแข็งเกินไป แข็งจนเราไม่รู้สึกถึงความเป็นพระเอกที่ซ่อนอยู่ภายใน มันถูกซ่อนมิดชิดจนมองไม่เห็นราศีพระเอก เข้าใจนะว่าคนแต่งจงใจสร้างบุคลิกของราฟาเอลให้ดูเป็นเจ้าชายที่เอาแต่ใจทำ ให้ไม่เข้าใจชีวิตปกติของคนธรรมดา

แต่มันมากเกินไป ล้ำเส้นการยอมรับได้ของแม็กซ์

จับฉ่ายหนังสือ

ถือเป็นการเก็บตกหนังสือที่ได้อ่านในช่วงที่ผ่านมาแล้วกันค่ะ มีหลายเรื่องหลายแนว หนุกบ้างไม่หนุกบ้างปนกันไป

1. Bound by Marriage ของนรินี ซิงค์ นักเขียนชื่อคล้ายคนไทย แต่ต้องสงสัย (โดยแม็กซ์) ว่าจะเป็นคนที่มีเชื้อสายอินเดีย หนังสือที่อ่านอ่านไปต้องพลิกกลับมาดูหน้าปกอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ฮา ร์ลิควิน เพรสเซ่น เพราะพล็อตเรื่องมันเหมือนยังกะแกะ เรื่องราวที่นางเอกตกลงแต่งงานกับพระเอกเพื่อแลกกับการที่เขาจะช่วยเธอรักษา ไร่อันเป็นสมบัติสำคัญของตระกูลเอาไว้ได้ พระเอกที่ใจแข็งต่อความรัก และเย็นชา ยกเว้นในห้องนอน พล็อตอาจจะเหมือนนะคะ แต่แม็กซ์ชอบวิธีการเขียนและการดำเนินเรื่องของนักแต่งคนนี้ เน่าแต่มีเครื่องกรองอากาศค่ะ อากาศก็เลยบริสุทธิ์ เป็นหนังสือเล่มสั้นหนาเพียง 180 กว่าหน้า อ่านแป๊บเดียวจบค่ะ อ่านแล้วเลยทำให้ชอบงานของนักเขียนคนนี้ค่ะ แต่คิดแล้วอาจจะช้าไปสักหน่อย เพราะมีเพื่อนหลายคนรายงานมานานแล้วล่ะค่ะว่าคนนี้ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของวง การเลยทีเดียว

2. I'm in no moon for love ของราเชล กิ๊บสัน หนังสือที่แม็กซ์อาจจะชอบมากถ้าได้อ่านสักเมื่อห้าปีก่อน แต่ ณ เวลานี้ แม็กซ์เปลี๋ยนไป เกรดของเรื่องก็เลยอยู่แค่ในระดับกลางทั้งที่มีองค์ประกอบทุกอย่างครบที่จะ เป็นหนังสือที่ดีมากได้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะสูตรสำเร็จมากเกินไปรึเปล่า ก็เลยทำให้เกรดไม่สูงอย่างที่คิด จุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือการให้ความสนใจกับตัวพระเอกเป็นหลัก หนังสือโรแมนซ์ส่วนใหญ่จะเน้นที่นางเอก และทุกอย่างเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับนางเอก แต่เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่คนอ่านได้รู้จักพระเอกดีกว่านางเอกค่ะ เรื่องราวการค้นพบตัวเองของเซบาสเตียนนักข่าวชื่อดังที่เดินทางไปแล้วทั่ว โลก ที่สุดท้ายก็กลับมาบ้านเพื่อทำความรู้จักกับพ่อของตัวเองที่ห่างเหินกันไป นาน และในเวลาเดียวกันเขาก็ได้พบกับแคลร์ที่เคยเป็นเพื่อนในวัยเด็ก ซึ่งบัดนี้กลายมาเป็นนักเขียนนิยายโรแมนซ์ไปแล้ว แต่แคลร์ก็ยังไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเรื่องความรัก เธอเพิ่งเดินไปพบคู่หมั้นของเธอมีอะไรกะช่างซ่อมซึ่งเป็นผู้ชายอีกคน ไม่ต้องสงสัยว่าแคลร์ช็อคหนัก และในวันรุ่งขึ้นก็ตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่บนเตียงเดียวกับเซบาสเตียน หนังสืออาจเริ่มต้นด้วยพล็อตแนว One night stand แต่ความรักของเซบาสเตียนและแคลร์ต้องใช้เวลา ความรักที่พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ความรู้สึกผูกพักที่ลึกซึ้งมากขึ้น

3. Arousing Suspicion ของแมเรี่ยน สติลลิงค์ หนังสือที่ได้เกรดเอจากออลอะเบ้าท์โรแมนซ์ ซึ่งเป็นเว็บไซด์ชื่อดัง แต่ใครจะรู้บ้างว่าก่อนที่แมเรี่ยนจะกลายมาเป็นนักเขียน เธอเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์หนังสือที่ทำงานให้กับเว็บไซด์แห่งนั้น ดังนั้นคงไม่แปลกถ้าแม็กซ์จะบอกว่า ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหรหรอกนะกับเกรดที่เห็น แต่ส่วนตัวแม็กซ์ก็ขอบอกว่า มันไม่ใช่เอสำหรับแม็กซ์ ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ อยู่ในระดับทีอ่านได้ จนกระทั่งฉากที่นางเอกไปเผชิญหน้ากะสามีเก่าแล้วโดนข่มขู่ นางเอกไม่มีความเข้มแข็งอะไรแม้แต่อ่าน ทำให้การอ่านนับจากนักดิ่งลงเหว หนังสือแนวสืบสวนที่นางเอกเป็นนักทำนายความฝันซึ่งเข้าไปพัวพันกับการ ฆาตกรรมหลายศพ ที่เธอตกเป็นเป้าหมายของฆาตกรโหดนั้น ตัวจริงของฆาตกรเมื่อเฉลยไม่เป็นที่น่าแปลกใจด้วยซ้ำ ปริศนาไม่ลึกลับหรือต้องคาดเดาอะไร จะมีที่น่าสนใจอยู่บ้างก็คงเป็นอีธานพี่ชายของพระเอกที่ปรากฎตัวในฐานะเจ้า ของบริษัทนักสืบเอกชนชื่อดังและร่ำรวย พร้อมด้วยอดีตอันลึกลับ

4. Dangerous Games ของโลร่า ลีย์ เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์คาดหวังไว้ไม่น้อย ก็พระเอกเป็นทหารหน่วยซีล หนังสือจากปลายปากกาของนักเขียนที่การันตีความฮ็อต พล็อตเรื่องแนวโรแมนติกสืบสวน คนอ่านจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก แต่สรุปว่า ต้องการอีกเยอะค่ะ เพราะนอกจากเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์แล้ว แทบจะไม่มีอะไรเลย อ่านแล้วอึ้งในความมั่วของคนแต่ง ที่อยู่ดีดีก็เอาทหารหน่วยซีลไปทำงานให้กับหน่วยปราบปราบยาเสพติด ทำยังกะว่าจะร่วมมือกันได้ง่าย ๆ แล้วยังเรื่องบังเอิญสารพัดที่เกิดในเรื่องนั่นอีก เริ่มตั้งแต่เจ้านายนางเอกติดต่อให้พระเอกเข้าไปร่วมกลุ่มทำงาน เมื่อพระเอกปฏิเสธโอกาสจึงมาถึงนางเอกซึ่งบังเอิญเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิท ที่สุดของพระเอก และที่น่าเกลียดต่อก็คือ เมื่อพระเอกรู้ว่านางเอกซึ่งเป็นตำรวจ เป็นตำรวจนะ มาทำงานเสี่ยงอันตรายก็ไปสั่งให้เจ้านายนางเอกดึงตัวนางเอกออกจากคดี แล้วตัวพระเอกจะเข้าไปทำแทน ซึ่งเจ้านายนางเอกก็ตกลง มันอะไรกันวะ โคตรมั่วเลย เรื่องราวความมั่ว (เพราะไม่หาข้อมูล) ก็ดำเนินต่อไป เมื่อแม้จะรู้ว่าคนร้ายรู้แล้วว่านางเอกเป็นสายตำรวจปลอมตัวไป ก็ยังไม่คิดจะเอาตัวนางเอกออกไปคุ้มกัน ยังปล่อยให้ปลอมตัว (ที่ทุกคนรู้แล้วว่านางเอกเป็นตำรวจ) โดยคิดเอาเองว่าผู้ร้ายจะต้องหาทางแก้แค้นนางเอกเป็นแน่ ซึ่งนี่ไม่ใช่พฤติกรรมปกติของผู้ร้ายที่หวังจะประสบความสำเร็จในอาชีพหรอกนะ แต่เนื่องจากเป็นพระเอกก็แน่นอนย่อมคาดการณ์ถูก ทั้งที่โอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างนั้นแทบจะเป็นศูนย์ สรุปว่าเรื่องนี้นอกจากเซ็กซ์แล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย (แต่แค่นั้นก็มากเกินพอสำหรับหลายคนแล้วล่ะ)

5. Mistress of Redemption ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์ เลือกเล่มนี้มาอ่านเพราะโฆษณาตั้งแต่ต้นว่าพระเอกเล่มนี้เป็นผู้ร้ายชนิดที่ ร้ายมาก ๆ ในเล่มอื่น ร้ายขนาดที่คนแต่งเองยังไม่คิดว่าจะทำให้เขากลับมาเป็นพระเอกได้ และเมื่ออ่านจบก็ขอบอกว่าพฤติกรรมในอดีตของพระเอกรายนี้ร้ายสมราคมค่ะ ร้ายกว่าที่คิดเยอะมาก ร้ายจนขนาดที่ถ้ารู้มาก่อนล่วงหน้า แม็กซ์ก็คงเลือกจะไม่อ่านเล่มนี้ (แต่กว่าจะรู้ก็เกือบจบเรื่องแล้วแหละ) แต่อาจเพราะเนื้อเรื่อง พอถึงจุดความเลวที่แม็กซ์คิดว่าตัวเองไม่น่าจะยอมรับได้ แม็กซ์กลับปล่อยวางมันและอ่านต่อจนจบเรื่อง หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับทุกคน และแม็กซ์ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเหมาะกับใครหรือเปล่า ทั้งพระเอกและนางเอกในเรื่องไม่ใช่มนุษย์ชนิดที่คุณอยากจะพบเจอในชีวิต แต่เรื่องราวของพวกเขาก็คงความน่าสนใจ จุดที่แม็กซ์ไม่ชอบและคิดว่าเป็นข้อด้อยที่สุดของเรื่องก็คือการเลือกทำให้ เรื่องนี้กลายเป็นแนวพารานอมอลไป การเอานรกเข้ามามีบทบาทในเรื่องอาจเป็นทางออกที่ดีในการไถ่บาปให้ตัวเอก แต่มันกลับมาเป็นหาทางออกที่ด้อยด้วยปัญญาไปสักหน่อย แม็กซ์ชอบเรื่องราวที่ตัวละครเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองด้วยปัญญาของ ตนมากกว่า อาจเป็นเพราะความคิดพื้นฐานของแม็กซ์ที่เป็นศาสนาพุทธที่คิดว่าทุกอย่าง บรรลุได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่การไถ่บาปกับพระเจ้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ผิดหวังค่ะ และแม็กซ์ก็รับเอาโจอี้เข้าเป็นหนึ่งในนักเขียนที่น่าติดตาม และทำให้หนังสือที่กำลังจะออกใหม่ของเธอกลางปีนี้เรื่อง The Vampire Queen's Servant ดูน่าสนใจขึ้นมาอย่างมาก

Sunday, February 8, 2009

Skin // Karin Tabke

หลังจากบ้าแนวแฟนตาซีอยู่เกือบอาทิตย์ ในที่สุดแม็กซ์ก็กลับมาสู่แนวโรแมนซ์ได้สำเร็จ กับการอ่านเรื่อง "ผิวหนัง" ชื่อเรื่องอาจแปลแล้วดูประหลาดจนไม่น่าเป็นโรแมนซ์ แต่ความหมายแฝงมันมีเยอะ

ลองนึกกันดูว่าจะหมายความว่าอะไรกันได้บ้าง กับเรื่อง Skin ของ Karin Takbe นี่

ให้เวลาคิดค่ะ

แต่ถ้าขี้เกียจก็อ่านต่อแล้วกัน

สกินเป็นชื่อนิตยสารที่นางเอกเป็นผู้บริหารอยู่ ด้วยความมั่วของเนื้อเรื่องทำให้แม็กซ์ก็ยังงงอยู่ว่า มันอะไรของมัน เพราะจากที่อ่านได้ความว่า นางเอกต้องการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของนิตยสารของเธอ ด้วยการเปลี่ยนจากหนังสือแนวแม่บ้าน (เหมือนขวัญเรือน หรือกุลสตรี) ไปเป็นหนังสือปลุกใจเสือป่า (ผู้หญิง) แนวเพลย์เกิร์ล ที่มันงงก็เพราะว่า แล้วทำไมนิตยสารแม่บ้านถึงได้มีชื่อปกว่า สกินกันได้ (โอเค แม็กซ์ซื้อไอเดียที่ว่า สกินแปลว่าผิวหนัง ดังนั้นอาจจะหมายถึงการดูแลผิวหนังก็ได้นะ) แต่ความมั่วต่อเนื่องมาทำให้แม็กซ์ชักจะแน่ใจว่า คนแต่งแกมั่วแบบเอาจริงเอาจังมาก

นอกจากนางเอกจะเป็นผู้บริหารนิตยสารแล้ว เธอยังเป็นช่างภาพ และเธอยังเป็นลูกสาวของมาเฟียใหญ่ที่เพิ่งถูกลอบสังหารไปหมาด ๆ พระเอกของเราเป็นตำรวจที่ปลอมตัวเข้ามาสืบคดี (ที่อ่านจนจบเรื่องไม่เห็นจะสืบได้ความอะไรสักกะอย่าง) โดยการปลอมตัวเป็นนายแบบแนวนู้ดที่มาเทสหน้ากล้องเพื่อเป็นแบบหน้ากลาง (ถ้าไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ก็นึกถึงภาพที่เปลือยหมด เห็นทุกอย่าง) และด้วยความที่ทั้งหล่อ ทั้งใหญ่ (คิดเอาเอง) ก็ผ่านการทดสอบได้เป็นนายแบบประจำปกสกินฉบับปรับปรุงใหม่เล่มแรก

เห็นพล็อตก็คงพอรู้ว่าเรื่องนี้ พระเอกของเราต้องแก้ผ้า แก้ผ้า และแก้ผ้า นับเนื่องไม่ถูกเลยว่าถอดไปกี่รอบ เพราะนางเอกของเราจู่ ๆ ก็มีมู้ดอยากถ่ายภาพนู้ดของพระเอกทั่วไปหมด เรียกว่าไม่จำกัดเวลา และสถานที่ และพระเอกของเราก็มีวิญญาณที่ชาติก่อนเกิดเป็นชีเปลือย ก็เลยถอดให้ถ่ายได้อย่างหนำใจ

ความมั่วของเรื่องกระจัดกระจายอยู่ทั่วเรื่องอย่างไม่น้อยหน้ากันเลย รีส พระเอกเป็นตำรวจที่ปลอมตัวสืบคดีที่ไม่ได้เรื่องที่สุดคนหนึ่งที่แม็กซ์เคย ได้อ่านมาในหน้าหนังสือ เขาไม่ปกปิดเลยสักนิดถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง คนมีสติดีคนไหนจะเชื่อว่า นายแบบภาพนู้ดจะพกปืน และเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว นี่ยังไม่นับบรรดาผองเพื่อนพระเอกที่มาเป็นกำลังหนุนโดยไม่ปกปิดร่องรอยตัว เองเลย (เสนอหน้ามาจีบนางเอกต่างหาก) แม็กซ์อยากจะสรุปว่านี่เป็นปฏิบัติการสืบคดีที่งี่เง่าที่สุดที่เคยอ่าน

แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องนี้เหรอ

น่าแปลกที่คำตอบคือ แม็กซ์ชอบแหละ อาจเพราะความมั่วมันมีอยู่จนไม่เป็นประเด็นสำคัญไปซะแล้ว อ่านตรงไหนก็ต้องเจอจุดจับผิดที่ไม่สมความจริง จนในที่สุดแม็กซ์ก็ต้องยอมรับความมั่นอันนี้ไปโดยปริยาย แล้วหันมาสนใจกับการดำเนินเรื่อง และเซ็กส์

แม็กซ์พูดถึงเซ็กส์ไปรึยัง หรือว่าแม็กซ์บอกไปแล้วรึยังว่าเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงดีกรีความร้อนแรงหรอกนะ มันฮ็อต ฮ็อต ฮ็อต สำหรับแม็กซ์แล้วถือว่าเป็นหนังสืออีโรติกที่เขียนฉากเซ็กส์ได้ดีมากที่สุด เล่มหนึ่งแห่งปีค่ะ

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุนั้นหรือเปล่านะที่แม็กซ์ถึงได้ให้อภัยกับความมั่วในเนื้อเรื่องของคนแต่ง

Delicious & Irresistible & Sizzling // Susan Mallery

หนังสือชุดตระกูลบูชาแนนของซูซาน มัลโลรีเป็นเรื่องความรักที่เกิดขึ้นในร้านอาหาร เพราะตระกูลบูชาแนนเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในซีแอ ตเติ้ล ตระกูลบูชาแนนประกอบด้วยพี่ชาย 3 คน และน้องสาวคนเล็กอีกหนึ่งคน พ่อแม่ของตัวเอกเสียชีวิตตั้งแต่ทั้งหมดยังเด็ก พวกเขาจึงได้รับการเลี้ยงดูจากย่า แต่ถ้าคุณคิดว่า ย่าจะเป็นคุณย่าใจดี อบอุ่น ล่ะก็

คุณคิดผิด

ซูซาน มัลโลรี่เป็นนักเขียนที่มีพรสวรรค์ในการเขียนตัวละครสูงอายุให้ร้ายจนน่า กระทืบ ปกติคนแก่ในนิยายโรแมนซ์จะน่ารัก เป็นกันเอง ช่วยเหลือให้ท้ายพระเอกนางเอก แต่นั่นไม่ใช่สำหรับคนแก่ในนิยายของซูซาน

ในชุดมาร์เซลลี่ คุณปู่ของเหล่านางเอกในชุดก็ลำเอียงรักแต่หลานชาย แต่เมื่อเทียบกับหนังสือชุดบูชาแนนแล้ว ย่าของตัวเอกร้ายกว่าปู่ในชุดนั้นหลายร้อยเท่านัก

ตั้งแต่แม็กซ์อ่านนิยายมา ก็เพิ่งจะเจอญาติผู้ใหญ่ของตัวเอกร้ายได้มากขนาดนี้ กลอเรีย บูชาแนนต่อสู้ชีวิตจากเด็กสาวยากจน จนกลายเป็นมหาเศรษฐีผู้ครอบครองอาณาจักรร้านอาหารของตระกูลบูชาแนน เธอเป็นภรรยาน้อยของพ่อ ก่อนจะเป็นภรรยาแต่งของลูก เธอครอบงำชีวิตลูกชายจนเขาหันไปพึ่งเหล้าจนตาย เธอบงการชีวิตลูกสะใภ้ และหลาน ๆ จนทุกคนหนีไปจากชีวิตเธอจนหมด

ในหนังสือเล่มแรกของชุด Delicious (อร่อยมาก) เป็นเรื่องของคาล หลานชายคนโตของเธอที่ด้วยความจำเป็นกลับมาดูแลอาณาจักรของตระกูลบูชาแนนอีก ครั้ง เขาเคยทำงานให้กลอเรียมาก่อน และพบว่าไปกันไม่ได้เลย จนเขาแยกตัวออกมาและสร้างธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ แต่คราวนี้กลอเรียขอให้เขาช่วยในการฟื้นฟูกิจการร้านอาหารที่เป็นร้านใหญ่ ที่สุดในตระกูลให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และในการบรรลุเป้าหมายนั้น คาลต้องกลับไปหาเพนนี อดีตภรรยาที่เลิกรากันไปนานแล้วของตน เพราะเธอเป็นเชฟที่เก่งที่สุดในเวลานี้ ชีวิตคู่ของคาลและเพนนีที่ล้มเหลว ส่วนหนึ่งก็มาจากการจัดการของกลอเรีย และในเรื่องเธอก็สร้างความจดจำให้กับนักอ่านในฐานะของตัวละครที่ปากร้าย ไร้มารยาท และเห็นแก่ตัว เล่มนี้เป็นเล่มที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในชุดค่ะ แม็กซ์ชอบที่ทั้งสองมีความหลังอันเจ็บปวด อ่านแล้วทำให้ถอนหายใจออกมาได้เป็นพัก ๆ

Irresistible เป็นเรื่องของวอร์คเกอร์น้องชายคนที่สาม เขาหนีกลอเรียไปหลังจากจบมัธยมด้วยการไปเป็นนาวิกโยธิน ตอนนี้เขาลาออกจากราชการทหารแล้ว และกำลังค้นหาตัวเอง ในระหว่างนั้นเขาไปเช่าห้องอยู่ในอพาทเม้นท์เดียวกับเอไลซ่า คุณแม่ลูกหนึ่ง ที่ตัวละครที่เป็นลูกน่ารักมากกกกกกก ทั้งสองไม่พร้อมจะมีความสัมพันธ์กัน แต่ยิ่งพบกัน ทั้งคู่ก็ยิ่งไปไกลเกินกว่าคำว่า "เพื่อน" ขึ้นทุกที หนังสือเล่มนี้ราบเรียบถ้าเทียบกับเล่มอื่นในชุด ไม่ค่อยมีอะไรให้ลุ้นมากนัก และเป็นเล่มที่แม็กซ์ชอบน้อยที่สุดตอนนี้ค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าไม่ผิดหวังเท่าไหร

Sizzling เป็นเรื่องที่อยู่ตรงกลาง เรื่องของเร็ด น้องชายคนที่สองที่เป็นอดีตนักเบสบอลที่เพิ่งเลิกเล่น ตลอดเวลาเขาใช้ชีวิตอย่างเพลย์บอยที่ไม่เคยต้องรับผิดชอบกับสิ่งใดในชีวิต จนกระทั่งความหลังวิ่งตามหลังเขาทัน เริ่มจากผู้หญิงที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วย ออกมาแฉถึงลีลาอันไม่ได้เรื่องเท่าไหรบนเตียงของเขา จากนั้นบรรดาเด็ก ๆ ที่เคยเป็นแฟนบอลของเขาก็ออกมาแสดงความผิดหวังถึงความไม่รับผิดชอบของเขาใน ฐานะนักกีฬาชื่อดัง แม็กซ์ชอบเร็ดนะคะ เขาไม่ใช่คนเลว เพียงแต่ไม่รู้ตัวว่าการเป็นคนดีควรเป็นอย่างไร และการได้พบกับนางเอกทำให้เขาเริ่มค้นหาตัวเอง และได้พบกับผู้ชายที่ดีขึ้น คนที่เขาควรจะเป็น แม็กซ์ชอบที่ลอรี่มองเห็นว่าแท้จริงแล้วเร็ดก็คล้ายคลึงกับกลอเรีย เพียงแต่เขาไม่มีเจตนาร้ายเฉกเช่นผู้เป็นย่าของเขา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้การกระทำของเขาเลวร้ายน้อยลงไปหรอกนะ ส่วนที่แม็กซ์ไม่เชื่อก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของกลอเรีย โอเคเข้าใจว่ามันใกล้จะจบซีรี่ย์แล้วนะ แต่ผู้หญิงที่ร้ายอย่างกลอเรียคิดไม่ได้ง่าย ๆ หรอกนะคะ เธอเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ด้วยเหตุผลที่อาจจะน่าเชื่อ แต่ผิดเวลา กลอเรียหัวใจวายในเล่มสอง ซึ่งถ้าเธอจะคิดได้ ก็น่าจะคิดได้ตั้งแต่ฟื้นในเล่มสอง ไม่น่าจะเป็นเล่มนี้ โดยมอบบทคนเตือนสติให้นางเอก มันไม่น่าเชื่อเท่าไหร แต่ยกเว้นประเด็นนี้ แม็กซ์คิดว่าเล่มนี้สนุกดีค่ะ

ส่วนเล่มสี่ Tempting นี่ยังไม่ออกนะคะ เป็นเรื่องราวของน้องนุชสุดท้องที่โคตรจะโชคร้ายในเรื่องผู้ชาย ทำไมน่ะเหรอ ลองอ่านต่อไปแล้วกัน

เดนี่ถูกสามีที่ขาพิการทิ้งในเล่มหนึ่ง เขามีชู้กับเด็กนักเรียนของเขาเอง ในเล่มสองเธอคบกับผู้จัดการร้านอาหารในตระกูลของเธอที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ ก่อนจะพบว่าเขามีภรรยาแล้ว ในเล่มสามเธอสานต่อกับผู้ชายที่ดูท่าจะดีกว่าคนอื่น เขากลับกลายเป็นพระ เราไม่รู้ว่าซูซานคิดอะไรอยู่ แต่เราว่า ถ้าเราโชคร้ายอย่างนั้น คงบอกศาลาผู้ชายไปแล้วล่ะนะ ไม่ต้องมีเรื่องของเราต่อเป็นเล่มสี่หรอก

The Stranger in Her Bed // Janet Chapman

บางครั้งชื่อเรื่องมันก็ไม่ได้บอกอะไรเลยนะ อย่างเล่มนี้ "คนแปลกหน้าบนเตียงของเธอ" ของเจเน็ต แชปแมน อ่านแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกะเนื้อเรื่องสักนิด เพราะกว่าที่พระเอกจะขึ้นเตียงนางเอก (โดยมีนางเอกอยู่บนเตียงด้วย) ทั้งคู่ก็รู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว

นอกจากชื่อเรื่องที่ไม่เอาไหนแล้ว แม็กซ์มีความยินดีที่จะบอกมิตรรักแฟน ๆ ว่า

เรื่องนี้สนุกค่า

แม็กซ์ชอบนางเอกที่แม้จะเป็นหัวหน้าคนงานในโรงงานผลิตไม้ แต่ก็มีความเป็นผู้หญิงเพียงพอที่จะไม่แข็งกร้าวเกินไป ตัวละครอย่างแอนนา ซาจีไม่ได้เขียนกันง่าย ๆ หรอกนะ นักเขียนมันจะทำมันมากเกินไป หรือน้อยไป การกำหนดให้นางเอกของคุณเป็นผู้หญิงเก่ง คุณต้องหาจุดสมดุลให้ดี ไม่อย่างนั้นแล้ว นางเอกของคุณอาจจะออกมาดูแข็งเกินหญิง หรือไม่ได้เก่งอย่างที่คุณพยายามบอกคนอ่านเลย

แอนนาอยู่ในจุดที่เหมาะสม เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลทำไม้อันยิ่งใหญ่ในแคนาดา ซึ่งฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อโดยมารับมรดกเป็นโรงงานทำไม้เก่า ๆ จากตา เพราะแม่ของเธอเป็นผู้หญิงปล่อยตัว ทำให้เด็กผู้ชายในเมืองคิดว่าแอนนาน่าจะเป็นอย่างเดียว ทำให้ในวัยเพียง 11 ปี เธอก็ถูกระรานจากเด็กชายคะนอง ซึ่งถ้าไม่ได้อีธาน ไนท์ช่วยเอาไว้ เธอคงต้องมีบาดแผลลึกมากกว่านี้มาก แต่แอนนาไม่มีโอกาสได้ขอบคุณความช่วยเหลือจากเด็กชายวัยสิบสองคนนี้ด้วยซ้ำ เพราะในวันถัดมาเธอก็ถูกตาส่งให้ไปแคนาดาอยู่กับพ่อที่ไม่เคยเห็นห้า นับจากนั้น เธอก็ตัดขาดจากครอบครัวทางแม่

การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ไม่ดีนัก เมื่ออีธานซึ่งครอบครัวของเขาเข้ามาซื้อโรงงานทำไม้จากเจ้านายของแอนนาเดิน ทะเล่อทะล่าทำให้เกือบเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน แอนนาในฐานะหัวหน้างานจึงไล่เขาออก (เธอยังไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกชายเจ้าของโรงงานคนใหม่) ดังนั้นในเดือนต่อมาเมื่ออีธานกลับมาอีกครั้งในฐานะผู้บริหารโรงงาน จึงเป็นช่วงเวลาที่น่าอึดอัด แต่มันก้เป็นอย่างนั้นไม่นาน เพราะเขาเองก็กลายเป็นคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อรถของเธอประสบอุบัติเหตุ

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่มีพล็อตอะไรมากหรอก เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครอย่างเดียว ซึ่งนับว่าเรื่องนี้เจเน็ตเขียนได้ดีอย่างยิ่ง แทบไม่มีช่วงเวลาน่าเบื่อในเรื่องเลย

เรื่องนี้น่าจะติดอันดับหนังสือแนวคอนเทมฯ ที่สนุกที่สุดแห่งปีนี้ของแม็กซ์นะคะ

Under the Wire // Cindy Gerard

หยิบเรื่อง Under the wire ของซินดี้ เจอราร์ดมาอ่านก็เพราะเหตุผลตามชื่อบลอกนั่นแหละ ดองเรื่องนี้ไปหลายเดือน เพราะด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อนักเขียนเขียนงานที่ดีสุดสุดมาเล่มนึง เขาก็จะฝีมือตกไปอีกอย่างน้อยสองสามเล่ม และในเมื่องเรื่อง On theline ถือเป็นงานระดับมาสเตอร์พีชของซินดี้ไปแล้ว เล่มนี้ที่เขียนต่อมา ยังไงก็ย่อมเทียบไม่ได้

แม็กซ์ก็เลยเก็บไว้ก่อน จนกระทั่งไปสะดุดตาบทสัมภาษณ์คนแต่งที่ถูกถามประเด็นเรื่องเขียนเล่มนี้แล้ว ให้นางเอกแก่กว่าพระเอก พอเห็นเข้าก็ตาโตเท่าไข่ห่าน เพราะนี่เป็นพล็อตถูกใจอย่างยิ่ง เห็นเป็นต้องอ่าน

ไม่ใช่อายุจริงจะเยอะหรอกนะ แต่เป็นรสนิยมส่วนตัวที่ชอบผู้ชายอายุน้อยกว่า ว่าที่แควน ๆ กี่คนก็ล้วนแต่อายุน้อยกว่าทั้งนั้น แหม เด็ก ๆ ก็ย่อมทำให้ชื่นอกชื่นใจ จริงป่ะ

มาโนโล ออเตก้าเป็นชาวนิคารากัว (สำหรับคนที่ไม่เคยดูแผนที่โลก นิคารากัวเป็นประเทศที่อยู่ในทะเลคาริเบี้ยนในย่านที่เรียกว่าอเมริกากลาง) ซึ่งในช่วงปี '80 อยู่ในสภาพสงครามกลางเมือง มีการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลและกบฐตลอดเวลา แมนนี่ (ชื่อเล่นพระเอก) เป็นนายร้อยในกองทัพของรัฐบาลนิคารากัว แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นสายให้กับกบฐ (ที่สนับสนุนโดยอเมริกา -- แน่นอนอยู่ อเมริกาเข้าข้างฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็ต้องย่อมเป็นคนดีจริงไหม) แต่ในระหว่างที่ใช้ชีวิตเสี่ยงตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาก็พบรักกับพยาบาลสาวชาวอเมริกัน (แม็กซ์นึกสงสัยน่ะ ว่าสาวเมกันมีอะไรดี พระเอกชอบตกหลุมรักอยู่เรื่อย) จากความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน กลายเป็นความรักที่ปักแน่น เขาสารภาพรักกับสาวเจ้าที่สูงวัยกว่า แน่ล่ะฝ่ายหญิงก็ย่อมต้องสงสัยในความจริงใจ ก็เด็กเพิ่งจะสิบแปดเอง ส่วนเธอก็ปาไปยี่สิบแปดแล้วนี่ ด้วยความไม่เชื่อมั่นในกันและกัน สุดท้ายเมื่อแมนนี่ถูกเจ้านายจับได้ว่าเป็นสาย คำโกหกที่ว่าฝ่ายหญิงทรยศจึงถูกเขาเชื่ออย่างไม่ต้องคิดมาก

ทั้งคู่พลัดพลาด แต่ก็ไม่ก่อนที่ของฝากจากแมนนี่จะถูกเสกเข้าไปอยู่ในท้องสาวเจ้า เวลาผ่านไปราวกับโกหก สิบเจ็ดปีต่อมาลิลลี่ที่เพิ่งค้นพบความจริงว่าแมนนี่ยังไม่ตาย (หลังจากเข้าใจอย่างนั้นมาตลอด) ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากเขาเพื่อให้ไปช่วยลูกชายของทั้งคู่ ที่ถูกจับตัวไปเป็นตัวประกันในศรีลังกา

หนังสือเรื่องนี้เริ่มเรื่องได้น่าอ่าน แต่ก็มาตกม้าตายเพราะดันไปเน้นเรื่องการช่วยเหลืออดัม (ลูกชายของทั้งคู่) มากเกินไป แม็กซ์ว่าซินดี้แบ่งน้ำหนักระหว่างโรแมนซ์และแอคชั่นได้ไม่ลงตัวเลยในเล่ม นี้ ซึ่งต่างจาก To the Blink ที่เป็นหนังสือแนวเดียวกัน (เมื่อพระเอกต้องบุกไปฟิลิปปินส์เพื่อช่วยนางเอก) ที่ให้น้ำหนักโรแมนซ์มากพอที่ยังรู้สึกว่าเป็นหนังสือโรแมนติกซัสเพสอยู่ แต่เล่มนี้น้ำหนักเทไปที่การช่วยเหลือ และดัลลัส (ใครวะ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่หลานของเพื่อนแม็กซ์หรอกนะ) ซึ่งเป็นตัวละครที่กำลังจะเป็นพระเอกในเล่มหน้า

ดัลลัสน่าสนใจค่ะ แต่นี่ยังไม่ใช่เวลาของเขาหรอกนะ มันควรจะเป็นเรื่องของแมนนี่และลิลลี่ แม็กซ์รู้ว่าเขาเก่ง เท่ห์ หล่อซะ แต่มันไม่ใช่เวลาหรือสถานที่ที่เขาจะเด่น แมนนี่ต่างหากที่เป็นพระเอก

เล่มนี้เป็นการถอยหลังลงคลองของซินดี้ค่ะ หลังจากที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นทุกเล่มนับตั้งแต่เล่มแรกในชุด The Bodyguards ของเธอ เริ่มต้นจาก To theEdge ได้ 57 ก่อนจะเป็น 67 จาก To theLimit และ 73 จาก To the Blink และทะลุถึง 83 จาก Over the line เล่มนี้คะแนนตกลงมาเหลือแค่ 53 ค่ะ

Curveball // Kate Angell

หนังสือหลายเล่มมักแต่งให้ตัวเอกเป็นนักกีฬาชื่อดัง นั่นก็เพราะว่าความนิยมในกีฬาในอเมริกามามาก นักกีฬามีสถานะไม่แตกต่างจากดาราชื่อดัง นักกีฬามักมีร่างกายแข็งแรงสวยงาม เงินทองใช้เหลือเฟือ ดังนั้นจึงไม่ต่างอะไรกับเศรษฐีกรีกที่มักจะเป็นพระเอก

สิ่งที่ยากก็คือ เศรษฐีกรีกในนิยายมักไม่ต้องทำอะไรมาก ส่วนใหญ่จะถูกบรรยายว่าเก่ง แต่คนอ่านก็ไม่เคยเห็นพวกนี้ทำงานเลยสักวันในชีวิต (เอาแต่ไล่หึงเมียที่เป็นอดีตคนทำงานทำความสะอาดออฟฟิสที่เป็นสาวใสวัย ยี่สิบเอ็ด บริสุทธิ์ผุดผ่อง หัวใจทอง ไร้เดียง --- แม็กซ์พูดครบไหมเนี่ย) แต่การเขียนเรื่องโรแมนซ์ที่ตัวเองเป็นกีฬาให้เวิร์ค คนแต่งจำเป็นจะต้องเอาส่วนประกอบในด้านกีฬาของพวกเขาเข้ามาผูกในเรื่องให้ ได้

แม็กซ์อ่านหนังสือมาเยอะที่พระเอกเป็นควอเตอร์แบ๊ค แต่คนแต่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ฮัดเดิ้ล คืออะไร นั่นเป็นวิธีการทำลายหนังสือที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะบังเอิญนอกจากหนังสือแล้ว กีฬาเป็นความลุ่มหลงอีกอย่างของแม็กซ์

กีฬาที่แม็กซ์รักที่สุด แต่แทบไม่เคยเจอนักเขียนคนไหนที่ดีพอจะผสมผสานให้ลงตัวกับโรแมนซ์ได้ ก็คือเบสบอล กีฬาที่คนไทยแทบจะไม่รู้จัก ยกเว้นจากการ์ตูนญี่ปุ่น

แต่สำหรับหนังสือของเคท แองเกิ้ลที่เขียนเรื่องผู้เล่นในทีมริชมอนด์ โร้ค (ที่จนบัดนี้แม็กซ์ก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมเมเจอลีกถึงยอมให้ริชมอนด์มีทีมเบสบอลได้ --- เป็นจินตนาการที่ไม่เอาไหนของคนแต่ง อยากน้อยก็น่าจะเลือกเมืองใหญ่กว่านี้นะ) ที่เริ่มจาก Squeeze Play มาจนถึง Curveball เล่มนี้ ในส่วนของเบสบอลถือว่าสอบผ่านฉลุยค่ะ คนแต่งมีความรู้เรื่องกีฬาชนิดนี้จริง การบรรยายฉากจบในเวิร์ดซี่รี่ย์ อ่านแล้วสนุก เหมือนกะได้ดูของจริงเลยด้วยนะ

แล้วโรแมนซ์ล่ะเป็นไงบ้าง ก็ถือว่าโอเคใช้ได้ในระดับหนึ่ง เพราะ Curveball (ซึ่งแปลเป็นไทยหมายถึง วิธีการขว้างลูกเบสบอลชนิดหนึ่งที่พิชเชอร์ขว้างโดยลูกจะโค้งขว้างมือแค ชเชอร์ --- คนที่อ่านที่แม็กซ์อธิบายไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องอ่านเรื่องนี้นะคะ เพราะเบสบอลเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องมาก ถ้าคุณไม่เข้าใจเบสบอล คุณก็จะพลาดส่วนนี้ไป) มีตัวละครหลักสามคู่ นั่นก็คือ สามแสบแห่งริชมอนด์ โร้ค

ไซโค ก็ตามชื่อเป็นผู้เล่นที่ชอบความรุนแรง และใช้อารมณ์ เขาเป็นต้นเหตุให้ตนเองและเพื่อนอีกสองคนโดนห้ามลงสนาม เนื่องจากไปชกต่อยกับผู้เล่นในทีมเดียวกัน ด้วยภูมิหลังที่ยากจนมาก่อน ทำให้เขาเข้าใจคีลี่ อดีตพนักงานเสิร์ฟที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตมาเป็นสถาปนิคได้เป็นอย่างดี เขาให้โอกาสเธอในการตกแต่งบ้านให้เขา ถ้าไม่คิดว่า พนักงานเสิร์ฟกลายเป็นสถาปนิคได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเรียนมหาวิทยาลัย ความรักของคู่นี้ถือว่าน่าอ่านและสนุกดีค่ะ คีลี่เป็นนักโกหกที่โชคดีพอที่เจอผู้ชายที่เหมาะกับเธอมากที่สุด นั่นเพราะไซโคทำทุกอย่างเพื่อให้คำโกหกของเธอเป็นความจริงขึ้นมา

โรมิโอ ก็ตามชื่อเช่นกัน เขาเป็นนักรัก ด้วยส่วนผสมของแม่ผมบลอนด์ตาสีฟ้า และพ่อเชื้อสายอิตาเลียน เขาหล่อเหลา และรู้ตัวดี ความสัมพันธ์ของเราเริ่มต้นกับนักเขียนคอลัมท์กีฬาเอ็มเมอร์สัน (ที่เป็นผู้หญิงนะจ๊ะ-- ไม่ใช่เรื่องเกย์) ที่เขาชนจนหกล้มระหว่างที่ไซโคมีเรื่องกับเพื่อนร่วมทีม เอ็มเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ทานเสน่ห์เขาได้ และดูเหมือนเป็นการสั่งสอนโรมิโอ เพราะเขาเป็นคนสุดท้ายในกลุ่มสามแสบที่มีเซ็กซ์กับนางเอกของตัวเอง

เชสเซอร์ พบรักกับสาวข้างบ้าน ผู้หญิงที่เขาเรียนอนุบาลมาด้วยกัน ผู้หญิงที่รู้จักเขาดีกว่าตัวเขาเองเสียอีก ความรักที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ผ่านความใกล้ชิด เป็นความรักที่ลงเอยง่ายที่สุด เพราะมันเริ่มตั้งแต่ก่อนเรื่องนี้จะเริ่มต้นเสียอีก

และเพราะมีพระนางถึงสามคู่ เวลาในเรื่องจึงถูกแบ่งออกไป คนอ่านไม่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวละครแต่ละตัวมากนักหรอก หรือเข้าไปรู้เห็นว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนากลายเป็นความรักอย่างลึก ซึ้งนัก แต่แม็กซ์ชอบที่คนแต่งยังทำให้แม็กซ์เชื่อได้ว่า มีความรักเกิดขึ้น ด้วยหน้ากระดาษเพียงไม่กี่หน้า

หนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครผู้ชาย บรรดานางเอกก็มีบ้าง แต่น้อยมาก แม็กซ์ถือว่าทำได้ดีค่ะ

แต่ก็คงต้องบอกตามตรงว่า คนที่คาดหวังมากกว่าความสนุกในเวลาสั้น ๆ ก็คงไม่สมหวังกับการอ่านเรื่องนี้หรอกค่ะ Curveball เหมาะกับการอ่านฆ่าเวลา หรือเพื่อใช้ปรับอารมณ์ (ในกรณีของแม็กซ์ ที่เพิ่งอ่านหนังสือที่น่าประทับใจมาก ๆ จบไป)

ลงตัวที่ 70 ค่ะ สำหรับการอ่านที่สบายใจ และถือเป็นหนังสือเกี่ยวกับเบสบอลอีกเล่มที่คะแนนสูงมาก (เพราะเล่มอื่นมันห่วยค่ะ) เทียบกับ Squeeze Play ที่ได้ 67

Saturday, February 7, 2009

Pearl Jinx // Sandra Hill

แม็กซ์ไม่ได้ชอบหนังสือที่ฉากเซ็กส์หรอกนะ ขอบอกไว้ก่อนแล้วกัน แต่พูดกันตรงเลยนะ ถ้านักเขียนเอาความฮ็อตมาล่อคนอ่านไว้แล้ว ก็น่าจะส่งมอบของได้ตามที่โฆษณากันไว้สิ

ซานดร้า ฮิลล์ไม่ใช่นักเขียนที่ขึ้นเรื่องเอ็กซ์ แต่เป็นอารมณ์ขันที่คนอ่านแสวงหา และสำหรับเรื่อง Pearl Jinx หนังสือเล่มสองในล่าสมบัติของเธอ ก็ยังคงมีอารมณ์ แม้จะไม่อยู่ในระดับที่เราคาดหวัง

แต่ยอมรับตามตรงเถิด คนที่เคยอ่านงานของซานดร้า คงต้องสังเกตว่า นอกจากอารมณ์ขันแล้ว ฉากเข้าพระเข้านางเอกที่ฮ็อต ฮ็อต ฮ็อต ก็คงจะต้องสังเกตเห็นกันบ้างนะ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรนะ อาจเป็นเพราะเดี๋ยวนี้ซานดร้าเธอดัง ก็เลยบั่นทอนฉากพวกนี้ลง

แม็กซ์ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ เพราะไม่ได้อ่านที่ฉากเซ็กส์ แต่ขอร้องได้ไหม อย่านำคนอ่านให้นึกว่ามันจะฮ็อต

เพราะปฏิกริยาระหว่างพระนางเอกในเรื่อง มันได้ข้อสรุปเดียวว่า เวลาถึงฉากนั้น มันจะต้อง เอ็กซ์ เอ็กซ์ เอ็กซ์ และเอ็กซ์

และเมื่อมันไม่ใช่ คนอ่านที่บิวท์อารมณ์มาแล้ว มันก็ย่อมผิดหวังเป็นธรรมดา

คาเล็บพระเอกของเรื่องเป็นอดีตอามิช (ซึ่งเป็นเชื้อชาติที่ยึดประเพณี และอาศัยอยู่ในโลกราวกับเป็นยุคโบราณ เป็นชุมชนที่ดังพอสมควรในอเมริกา ถ้าใครยอมรับว่าตัวเองแก่สักหน่อย ก็คงบอกว่าให้นึกถึงเรื่อง Witness ที่ป๋าแฮริสัน ฟอร์ดเล่นสมัยยังเอ๊าะ) และเป็นอดีตเนวี่ ซีล ซึ่งบัดนี้เป็นนักล่าสมบัติ ภารกิจล่าสุดของเขาคือการค้นหาไข่มุกที่เกิดในถ้ำ (ไข่มุกไม่ได้เกิดจากหอยเพียงอย่างเดียว --- นี่เป็นความรู้ใหม่ของแม็กซ์ที่ได้จากเล่มนี้) โดยมีนักโบราณคดีสุดฮ็อตอย่างแคลร์เป็นคนช่วย

เรื่องราวการผจญภัย และการปรับความเข้าใจระหว่างคาเล็บและครอบครัวชาวอามิชของเขา ทำให้เรื่องนี้อยู่ในระดับที่สนุกใช้ได้ แม็กซ์ชอบเรื่องนี้มากกว่าเล่มแรกในชุดอย่าง Pink Jinx แต่ก็ไม่ถึงยกให้อยู่ในระดับเดียวกับงานในอดีตของเธออย่าง Wed & Wild หรือ The Love Potion

แต่ที่แม็กซ์ผิดหวังสุดสุดก็คือ การที่ซานดร้าหลอกให้คนอ่านนึกว่าจะเจอเซ็กส์ชนิดที่ระเบิดหน้าหนังสือ แต่สุดท้ายก็ส่งมอบของไม่ได้

คงต้องย้ำอีกทีสำหรับคนที่อาจจะอ่านบลอกไม่ละเอียด แม็กซ์ไม่ได้เรียกร้องฉากเซ็กส์ว่าต้องฮ็อต เอ็กซ์ พลิกแพลงอะไรหรอกนะ แต่อย่านำให้คนอ่านคิดว่ามันจะมีฉากอย่างนี้ แล้วกลับกลายเป็นว่าไม่มี

อารมณ์มันค้างโว้ย

คะแนนที่ 63 (ดีกว่า Pinx Jinx ที่ 57 และย่อมสู้ Desperado ที่ได้คะแนนเต็มไม่ได้)

Satisfaction Guaranteed // Lucy Monroe

หนังสืออีกเล่มที่ขึ้นต้นน่าสนใจ แต่ลงท้ายเป็นน่าเบื่อ แต่อย่างน้อยนี่ก็ยังดีกว่าหนังสือหลายเล่มของลูซี่ มอนโรที่แม็กซ์ได้อ่านพักหลังมานี้

อย่างน้อยก็ยังดีกว่าชุด Ready, Willing, and Able

Satisfaction Guaranteed เป็นหนังสืออีกเล่มที่ ชื่อเรื่องไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง แต่เมื่อคิดอีกที หนังสือเล่มนี้ก็ไม่เห็นจะมีเนื้อเรื่องอะไรที่น่าสนใจสักนิด

อาจเป็นโชคร้ายของลูซี่ มอนโรที่แม็กซ์เพิ่งอ่านหนังสือแนวโรแมนติกสืบสวนที่มีเซ็กซ์ซีนเอ็กซ์แบบสะใจเรื่องที่ดีที่สุดจบไปอย่าง Edge of Midnight ทำให้แม็กซ์ต้องอดเอามาเทียบกันไม่ได้ และก็เป็นเช่นทุกครั้งที่ลูซี่ มอนโรแพ้แชนน่อน แม็คเคนน่าราบคาบ (แต่สังเกตไหมว่า มีคนเอางานของลูซี่มาแปล แต่ไม่มีใครจับงานของแชนน่อนแม้แต่คนเดียว --- อาจเป็นความผิดที่รสนิยมของแม็กซ์ หรือไม่ก็ไม่มีใครตาถึงพอ)

Anytime, anyplace, Ethan Crane's your man. An agent's agent, hes tough, smart, and fearless. Exactly the guy you want when the stuff hits the fanand precisely the kind Beth Whitney avoids like the plague. It took a fiancé (make that ex-fiancé) in the business to teach her, but she's learned her lesson: Don't. Date. Agents. Ever. It's this little rule that's kept her gainfully employed at the agency, doing her part for world security from behind a desk. So when a case throws the two together, Beth's determined to keep it strictly professional. So far, so goodexcept for the steamy kisses, the red-hot phone sex, and...What was that rule again?

To Ethan, Beth couldn't be less his type if her father ran the agency, which, oh yeah, her father does run the agency. Still he can't help but be impressed by her inspired work in the fielda total turn on. Off the field its even better. Seems the old adage that opposites attract happens to agents too. Even if Beth insists its just a fantasy. But hot pursuit of a notorious information broker is what they should focus onnot each other. That can wait until theyve accomplished a job well done. Or can it?

SG เป็นหนังสือเล่มแรกในชุด The Goddard Project ซึ่ง เป็นองค์กรลับสุดยอด (อีกหนึ่งองค์กรที่กระจายอยู่ทั่วโรแมนซ์) ที่ทำหน้าที่บางอย่าง (ไม่บอกชัดเจนในเรื่อง) ที่ยอมให้พ่อที่เป็นหัวหน้าองค์กรเอาลูกสาวมาเป็นเลขาได้

และลูกสาวที่ทำงานฝ่ายแอดมิน และแอบปิ๊งพระเอกที่เป็นสายลับมาตลอดสองปีที่ผ่านมา เรื่องมาเข้มข้นขึ้นเมื่อพ่อนักจับคู่ ดึงตัวอดีตคู่หมั้นของนางเอก เบ็ธ เข้ามาทำงานด้วยใน TGP และทำให้อีธานเริ่มหึง <อ่าน เรื่องนี้แล้วเข้าใจแล้วว่าทำไมบินลาเดนถึงโจมตีตึกเวิร์ดเทรดในเหตุการณ์ 9/11 ได้โดยไม่องค์กรไหนในอเมริการู้ทัน ก็เพราะหัวหน้าองค์กรมัวแต่เอาเวลาไปยุ่งกับชีวิตรักของลูกสาวอยู่ไง>

แล้วคุณพ่อตัวดีก็เดินแผนสองด้วยการสั่งให้เบ็ธปลอมตัวเข้าไปสืบความลับจากผู้ร้าย <พ่อ ที่ถูกบรรยายว่ารักลูกสาวสุดหัวใจ สั่งให้ไปทำงานเป็นสายลับ โดยไม่สนใจจะสืบดูสักนิดว่า ผู้ร้ายมันเป็นพวกโรคจิต ชอบจับผู้หญิงลักษณะเดียวกับเบ็ธไปเป็นทาสเพื่อทำมิดีมิร้ายทางเพศ สมควรได้รางวัลพ่อตัวอย่างจริง ๆ>

แล้วก็เพื่อผลักดันให้เป็นไปตามแผนของตัวเองก็ ไล่ให้อีธานและเบ็ธไปทำความรู้จักกันให้แนบแน่น เพื่อที่จะเล่นละครเป็นคู่รักในการหลอกลวงผู้ร้ายให้เชื่อสนิท

จากนั้นหนังสือก็ใช้เวลาครึ่งเรื่องเล่าถึงวิธี การทำความรู้จักกันของสองสายลับชั้นแนวหน้า ด้วยการค้นตู้เสื้อผ้าของนางเอกแล้วก็เจอบรรดาชุดชั้นในเซ็กซี่ และของเล่นก่อนนอนของนางเอก ตามมาด้วยโทรศัพท์สยิว แล้วก็มาถึงจุดที่พระเอกรู้สึกอึดอัดกับความ เข้มข้น ของความสัมพันธ์เลยมาสั่งนางเอกให้ เรามีเซ็กส์กันแบบไม่จริงจัง

อย่างน้อยนางเอกก็ยังมีศักดิ์ศรีพอที่จะปฏิเสธ

ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้เลวร้ายนะ แต่มันไม่เหมาะจะเป็นเรื่องของพระเอกที่เป็นสายลับชั้นยอด เพราะพฤติกรรมและโทนเรื่องมันเป็นอย่างอื่นนอกจากความชั้นยอด ตัวละครผ่อนคลายเกินไปสำหรับคนที่กำลังเดินเข้าสู่ภารกิจเสี่ยงตาย ถ้านี่เป็นแนวออฟฟิสโรแมนซ์ (เจ้านายปิ๊งกะเลขา) แม็กซ์คงยอมรับได้ง่ายกว่านี้

นี่มันดูเหมือนเด็กเล่นขายของค่ะ เพราะไม่ว่าเขียนดี หรือวางตัวละครดียังไง อีธานและเบ็ธก็ไม่ใช่สายลับ

รู้สึกว่าลูซี่ จะติดโรคฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นมากไปหน่อยค่ะ ในการวางพล็อตเรื่องนี้

สอบตกในเรื่องพล็อตที่ไม่มีความน่าเชื่อ ส่วนท้ายของเรื่องที่อ่านไปแบบซังกะตายเพราะโคตรน่าเบื่อ คะแนนเลยอยู่ที่ 53