Showing posts with label Christina Dodd. Show all posts
Showing posts with label Christina Dodd. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

Close to You // Christina Dodd

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่าเก็บค้างนานหลายปีค่ะ (ตั้งแต่ปี 2005) ที่แม็กซ์ปฏิญาณกะตัวเองว่าจะไม่ยอมอ่านจนกว่าคริสติน่า ดอจจ์จะเขียนเรื่องราวของตัวละครสุดท้ายที่เหลือเอาไว้ในเล่มนี้ออกมาเสียที

สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับเรื่องชุดนี้ก็ขอท้าวความย้อนอดีตนิดหน่อยแล้วกัน

คริสติน่า ดอจจ์ซึ่งเป็นนักเขียนแนวย้อนยุคที่มีชื่อเสียงพอตัว ได้หันมาเขียนหนังสือชุดแนวปัจจุบันโดยใช้ชื่อชุดว่า Lost Texas Hearts ซึ่งเป็นเรื่องราวของพี่น้องสามสาวในตระกูลเพรสค็อตต์ที่พ่อและแม่ถูกกล่าว หาว่ายักยอกเงินของโบสถ์หนีไป ก่อนที่จะรถคว่ำตายทั้งคู่ ทำให้ทั้งสามสาวถูกจับแยกกัน และถูกส่งไปเลี้ยงดูโดยไม่ได้มีโอกาสได้พบหน้ากันอีกเลย เรื่องราวในชุดทั้งสามเล่มเล่าเรื่องราวของสาวน้อยแต่ละคนที่พยายามต่อสู้ ชีวิต และค้นหาพี่น้องของตัวเองให้พบ โดยรวมแม็กซ์ชอบหนังสือชุดนี้มากค่ะ

แต่นอกจากสามสาวพี่น้องแล้ว ก็ยังมีกาเบรียลซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของตระกูลเพรสค็อตต์ ในชุดเขาเป็นตัวละครที่ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญไม่น้อย แต่เรื่องราวของเขาไม่เคยถูกเล่าออกมา นั่นเพราะคริสติน่าเปลี่ยนสำนักพิมพ์จากที่เคยเขียนให้กับสนพ. พ็อตเก็ต ไปเขียนให้กับสนพ.ซิกเน็ต เธอจึงไม่ได้เขียนเรื่องของกาเบรียลออกมา

กระนั้นเธอก็ยังให้ความหวังแฟนหนังสือโดยบอกว่า เธอจะนำกาเบรียลไปเป็นตัวละครในนิยายชุดใหม่ของเธอ ซึ่งก็คือ The Fortune Hunter ด้วย

สำหรับแม็กซ์แล้ว มันไม่ใช่ข่าวที่เราอยากจะเชื่อนัก เราเจอนักเขียนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับคริสติน่า และเข้าใจนะคะว่า มันยากที่จะเปลี่ยนสนพ. แล้วจะเริ่มต้นเขียนเรื่องราวของตัวละครที่ทิ้งค้างมาจากสนพ.เดิม สนพ.ส่วนใหญ่มักไม่ต้องการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชุดที่พิมพ์อยู่กับอีกสนพ. นึง (เพราะเหมือนตัวเองไปทำการตลาดให้อีกสนพ.) บอกตามตรงว่าไม่ค่อยอยากเชื่อคำพูดของคริสติน่าเท่าไหร (แต่ไ่ม่ได้โกรธอะไรเธอหรอกนะคะ)

ดังนั้นเราจึงตั้งใจเอาไว้ว่า จะไม่อ่าน Close to you เล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสามในชุด Lost Texas Hearts จนกว่าเรื่องของกาเบรียลออกขาย

เวลาผ่านไปสี่ปี ในที่สุดเรื่องของกาเบรียลก็ออก และแม็กซ์ก็ได้ฤกษ์เปิดหนังสือเล่มที่เราบอกตามตรงว่าอยากอ่านมากเรื่องนึง

Close to you ของคริสติน่า ดอจจ์

อย่างที่บอกค่ะ เล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Lost Texas Hearts บอกเล่าเรื่องราวของน้องนุชสุดท้องอย่างเคทลิน เพรสค็อตต์ ที่เป็นเพียงเด็กวัยสิบเดือนในเวลาที่พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิต เคทลินถูกพรากออกจากอ้อมอกของพี่สาวที่รักเธออย่างโฮป และเพพเพอร์ แต่ก็ยังเป็นโชคของเธอที่ผู้อุปการะเลี้ยงดูเธอมาเป็นอย่างดี

ในนามของเคท มอนต์โกเมอรี่ เธอเป็นนักข่าววัยยี่สิบสี่ปีผู้มีอนาคตไกล เธอเริ่มต้นทำงานในสถานีโทรทัศน์ขนาดเล็ก แต่แล้วการรายงานข่าวพายุเฮอลิเคนก็ทำให้เธอเป็นที่เตะตาของศัตรูในอดีต คนที่คลั่งไคล้เธออย่างมาก

มากขนาดที่จะวางแผนและนำตัวเธอกลับมาทำงานใกล้ชิดกับเขา เคทเริ่มต้นทำงานในฐานะนักข่าวสายการเมืองซึ่งทำให้เธอได้มีโอกาสได้รู้จัก ผู้ทรงอิทธิพลหลายคน แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนตามปองร้ายเธอเช่นกัน และนั่นนำเคทไปรู้จักกับทีค รามอสซึ่งกลายมาเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยแก่เธอ ซึ่งเช่นเดียวกับเรื่องแนวโรแมนติคสืบสวนทั่วไป หญิงสาวผู้ตกอยู่ในอันตรายก็ตกหลุมรักบอดี้การ์ดของเธอ

ในแง่ของพล็อตมันแทบจะไม่มีอะไรใหม่เลย แต่อาจเพราะนี่เป็นสูตรสำเร็จที่แม็กซ์ชอบอยู่ก็เป็นได้ มันถึงไม่ได้เป็นปัญหาแก่เราในการอ่านเล่มนี้ เราชอบคาแร็คเตอร์ของทั้งเคทลินและทีค ที่มีความลึก และมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง การกระทำที่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนฉลาดทำ (อย่างการที่เคทตัดสินใจเดินทางไปโฮบาร์ตตามลำพัง) แต่เป็นการกระทำที่เราเข้าใจได้ (ในเมื่อเธอไม่รู้ว่ามีอันตรายรอคอยอยู่) เรื่องราวอาจจะขาดความลึกไปบ้างในส่วนของภูมิหลังของทีค ที่เราคิดว่าน่าจะมีประเด็นให้เล่นได้มากกว่านี เพิ่มความลึกซึ้งให้กับคาแร็คเตอร์ของเขา แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เรื่องราวเสียหาย ทีคยังคงเป็นตัวละครที่น่าจดจำ

ปัญหาที่เราพบกลับเป็นตัวร้าย สำหรับเรื่องราวที่ต้องอาศัยหนังสือสามเล่มในการค้นหาคนร้ายผู้นี้ แม็กซ์รู้สึกว่าทุกอย่างมันง่ายดายเกินไป ผู้ร้ายไร้ประสิทธิภาพเกินไป เมื่อคิดว่าต้องอาศัยพระเอกนางเอกจากเล่มหนึ่ง สอง และสามในการเอาชนะเขา คนร้ายดูไม่น่าจะมีแววเก่งอะไรเลย ไม่น่าที่จะอยู่เบื้องหลังการกระทำที่เลวร้ายหลายอย่าง (ที่ไม่เฉพาะแยกครอบครัวเพรสค็อตต์ออกจากกันเท่านั้น แต่ยังแบล็คเมลล์ผู้มีอำนาจใหญ่โตมากมาย) แม็กซ์อ่านไปทั้งเรื่อง ไม่เห็นจะเจอเลยว่าผู้ร้ายมีลูกน้องที่ทำงานแทนตัวเอง ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น เขาทำตามลำพัง และเมื่อคิดถึงฐานะ และความยิ่งใหญ่ที่เขาเป็น มันไม่น่าเชื่อค่ะว่าจะไม่มีลูกน้อง

แล้วยังเรื่องโกหกที่เขาสร้างสรรขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นวันครบรอบแต่งงาน จำนวนปีที่แต่งงาน มันไม่น่าเชื่อว่าคนร้ายจะมองข้ามจุดพวกนี้ไป เพราะเขาโกหก โดยจัดงานครบรอบแต่งงาน ทั้งที่ยังไม่ถึงวันนั้น แถมโกหกเรื่องจำนวนปีอีก งานเลี้ยงนั้นใหญ่โต เป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ มันเสี่ยงเกินไปสำหรับวุฒิสมาชิคที่จะทำอย่างนั้น คนอเมริกันไม่ชอบให้นักการเมืองของตัวเองโกหก เขาไม่น่ามองข้ามจุดนี้ไปน่ะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเรื่องพยายามนำเสนอว่า นี่แหละคือตัวร้ายสูงสุดที่ทั้งเลวและชั่วชนิดที่ใครก็เอาผิดเขาไม่ได้

สรุปก็คือ เป็นตัวร้ายที่ไร้น้ำยาค่ะ

และนั่นทำให้ตัวเอกดูไม่เก่งเท่าที่ควร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายค่ะ

ส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คงเป็นการเอาตัวละครจากเล่มก่อนมามีบทบาท ช่วยกันในการวางแผนเพื่อเอาผิดคนร้าย เรื่องชอบความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของสามสาวพี่น้องที่น่ารักมาก

แต่คงเป็นเพราะเรามีงานของคริสติน่าที่ชอบมากกว่าเล่มนี้อยู่หลายเล่มก็ได้ มั้งคะ เราจึงไม่รู้สึกว่าเล่มนี้เป็นผลงานที่โดดเด่นอะไรนัก (ซึึ่งมันก็ไม่ใช่ความผิดของนักเขียนหรอกค่ะ ที่เขียนหนังสือให้แม็กซ์ชอบได้เยอะมาก) คะแนนเล่มนี้จึงอยู่ที่ 70

ป.ล. สำหรับคนที่สนใจเรื่องของกาเบรียลอยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า Danger in Red Dress

Monday, February 16, 2009

Trouble in High Heels // Christina Dodd

หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของ Christina Dodd ที่ชื่อ Trouble in High Heels เรื่องราวที่ทนายความสาวสวยที่เพิ่งถูกแฟนหนุ่มทิ้ง จึงแต่งตัวออกไปล่อตะเข้ และหิ้วท่านเคาน์หนุ่มหล่อที่บังเอิญเป็นพระเอกของเรื่องกลับมาค้างอ้างแรม ด้วย

หนังสือที่อ่านสนุกตามสบายแนวคริสติน่า หนังสือที่อยู่ในระดับอ่านได้ อาจไม่น่าประทับใจเท่ากับงานเล่มอื่นในอดีตของเธอ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

จนกระทั่งความโง่มาเยือนนางเอก

เราไม่ใช่คนฉลาดนักหรอก แต่มักทนไม่ได้อย่างรุนแรงเวลาเจอนางเอกโง่ และแม่นางบรั่นดีนางเอกของเรื่องก็โง่กระทบใจอย่างยิ่ง

โง่จนอ่านแล้วทำลายความสุขที่ได้รับกับการอ่านไปจนหมดเรื่อง

โง่จนเครียด ต้องมาเขียนระบายในบลอก

พระเอกสุดหล่อของเราเป็นขุนนางชาวอิตาเลียนที่ต้องคดีขโมยเพชร ส่วนนางเอกก็เป็นทนายความของเขา ปัญหาก็คือ ก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะรู้ตัวว่าเป็นทนายความลูกความกัน ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ชั่วข้ามอาทิตย์มาก่อน

เราไม่เข้าใจว่าเหตุใดคริสติน่าถึงเขียนเรื่องที่นางเอกโง่ได้บัดซบขนาดนี้ ขนาดพระเอกบอกแล้วว่าขอให้ไว้ใจ ก็ยังแส่ไปหาเรื่อง จนสุดท้ายชาวบ้านก็ต้องเดือดร้อนมาช่วย

สิ่งที่เราทนไม่ได้ก็คือ ลงท้ายเรื่องแล้ว พระเอกยังต้องเป็นฝ่ายมาง้อ

ไม่เข้าใจว่าคำว่าไว้ใจคำเดียว เธอยังให้เขาไม่ได้ แล้วจะร่วมชีวิตกันไปรอดหรือยังไง

อ่านเรื่องนี้แล้วเครียดมาก

เสียดายเรื่องที่อาจจะสนุก แต่ลงเอยด้วยความโง่

ขนาดอ่านเรื่องของลินน์มาหลายเล่มติดกันแล้วนะ นางเอกของลินน์ยังไม่เคยมีพฤติกรรมโง่ขัดใจได้ขนาดนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่อ่านงานของคริสติน่าแล้วนางเอกจะโง่มากกว่านางเอก ของลินน์

Friday, February 13, 2009

The Prince Kidnaps the Bride // Christina Dodd

หนังสือชื่อเรื่องแสนเชย The Prince kidnaps a bride ของคริสติน่า ดอจจ์ เช่นเดียวกับเล่มแรกของอีลอยซ่า เจมส์ เป็นเล่มสุดท้ายในชุดเจ้าหญิงหาย

แม็กซ์คลั่งเล่มนี้ตั้งแต่หนังสือยังไม่ออก เพราะว่าชอบเจ้าชายเรนเจอร์คนที่ออกมามาดเท่ห์ในสองเล่มแรก เจ้าชายวัยสิบเจ็ดปีที่ถูกจับไปขังคุกใต้ดินเป็นเวลากว่าแปดปี คนที่ทั้งจิตใจมุ่งมั่นในสิ่งเดียวก็คือการได้กองทัพมาเพื่อกลับไปฆ่ากบฎที่ รุกรานดินแดนของเขา

เรนเจอร์ทำทุกอย่างเพื่อประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะหมายถึงการหลอกลวงเจ้าหญิงสาวไร้เดียงสาที่เติบโตมาคอนแวนท์

แม็กซ์เกลียดพล็อตของเรื่องนี้ทันทีที่รู้ว่าซอร์ช่าโตในคอนแวนท์ ขอร้องล่ะ นางเอกจะเพียว และใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดไหน แต่ซอร์ช่ากลับทำให้เราเปลี่ยนใจได้ ไม่ใช่เพราะว่าเธอกร้านโลก แต่เธอมีแง่มุมที่ทำให้เธอแตกต่างจากนางเอกที่โตในคอนแวนท์เป็นพันคนที่เดิน ในหน้าหนังสือโรแมนซ์

เธอซื่อได้น่ารัก ทำให้เราคิดถึงนางเอกอีกคนที่โตในคอนแวนท์เช่นกัน อเลสซานดร้า (ใครนึกออกไหมว่าเธอมาจากเรื่องอะไร) ที่แปลกก็คือเธอก็เป็นเจ้าหญิงเช่นเดียวกับซอร์ช่า

เรนเจอร์ก็ร้ายสมกับเป็นพระเอกของคริสติน่า ซอร์ช่าก็ไม่โง่เหมือนนางเอกคนล่าสุดของดอจจ์ (กลับไปดูบลอกเก่าแล้วกันถ้าอยากรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร) หนังสือเรื่องนี้จึงถึงเป็นการกลับมาของคริสติน่า ดอจจ์ในใจเรา (นักเขียนคนนี้มักจะเป็นอย่างงี้ ทำให้แม็กซ์ผิดหวังอย่างรุนแรง แล้วก็กลับมาทำคะแนนตีตื้นได้ในเล่มถัดมา)

เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดของคริสติน่า (สำหรับแม็กซ์แล้ว ในเวลานี้เรื่อง Someday my prince ยังเป็นอันดับหนึ่งอยู่) แต่ก็จัดให้อยู่ในระดับต้นเลยค่ะ

สรุปสรุป (เดี๋ยวจะว่าเขียนไม่รู้เรื่อง) ควรอ่านเรื่องนี้ทั้งชุด หาไม่แล้วคงไม่กรี๊ดกับเรนเจอร์เหมือนแม็กซ์ เสน่ห์ของเรื่องจะหายไปหลายเท่าตัว แต่เล่มแรกไม่ค่อยหนุกนะคะ ทนเอาหน่อย ตอนหลัง ๆ เรื่องดีขึ้น ส่วนเล่มสองสนุกมากทีเดียวพอกะเล่มนี้แหละ

Friday, January 23, 2009

Into the Shadow // Christina Dodd

เมื่อวานมีเพื่อนทักว่าพักนี้แม็กซ์ได้อ่านหนังสือสนุก ๆ หลายเรื่อง แล้วถามว่าแม็กซ์เตรียมจะอ่านเล่มอะไรต่อไป ซึ่งแม็กซ์ก็ตอบตามตรงไปว่า ยังไม่รู้ เพราะหลังจากได้อ่าน Pleasure Unbound ซึ่งสนุกมากเล่มนึง แม็กซ์ก็ไม่ค่อยจะมีความกระตือรือร้นที่จะอ่านอย่างอื่นเท่าไหร เพราะจากประสบการณ์ การได้อ่านหนังสือสักเล่มที่สนุกมาก เล่มที่อ่านตามมาหลังจากนั้นจะให้ความรู้สึกไม่ค่อยสนุกเท่าไหรนัก คิดว่าก็คงจะคล้ายอาการติดยามั้ง (ที่ต้องมั้งเพราะไม่เคยติดค่ะ ได้ยินแต่เขาเล่ามา) ที่บอกว่าเวลาไฮท์ (high) มันก็เหมือนสวงสวรรค์ แต่พอสร่างยาก็เหมือนนรก

นั่นเพราะแม็กซ์คิดว่า Pleasure Unbound เป็นช่วงสูงสุดแล้ว จนกระทั่งได้หยิบเล่มนี้มาอ่าน

Into the Shadow ของคริสติน่า ดอจจ์

มันเป็นความผิดของแม็กซ์เองแหละที่คิดว่าคริสติน่าหมดน้ำยาแล้ว คิดว่ายังไงเธอก็ไม่มีวันกลับมาเขียนหนังสือที่เหมือนเรื่อง A Well Favored Gentleman หรือ Someday my prince ได้อีก หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเมื่อแม็กซ์ได้อ่านหนังสือสองเล่มแรกในชุด Darkness Chosen ซึงคือเรื่อง Scent of darkness และ Touch of darkness แม็กซ์มองเห็นหนังสือแนวพารานอมอลที่สนุกชนิดอ่านได้ แต่ไม่ถึงกับมีอะไรน่าจดจำเป็นพิเศษ

เหตุผลทั้งหมดนั่นทำให้แม็กซ์มองข้ามเล่มนี้ไป แต่ก็โชคดีแล้วล่ะที่แม็กซ์คิดว่าเล่มนี้ไม่น่าจะมีอะไร ก็เลยหยิบมาอ่าน เพราะถ้าหวังไว้เยอะว่าอยากอ่าน (อย่าง Twilight Fall ก็อาจจะต้องใช้เวลาทำใจสักระยะก่อนจะเริ่มอ่าน) ก็อาจพลาดได้อ่านเรื่องสนุก ๆ อย่างเล่มนี้ไปหลายวันก็ได้

ก่อนอื่นขอบอกว่า ตอนนี้เล่มนี้เป็นแนวพารานอมอลที่สนุกที่สุดที่แม็กซ์ได้อ่านในปีนี้นะคะ แต่เพื่อป้องกันความสับสนก็ขอบอกด้วยแล้วกันว่า ความสนุกของเรื่องไม่ได้มาจากพล็อตส่วนที่เป็นพารานอมอลเลยสักเล็กน้อย แต่มันอยู่ที่ตัวละครและการดำเนินเรื่อง ซึ่งนั่นหมายความว่า มันไม่ได้มีความคิดสร้างสรรอะไรในพล็อตพารานอมอล หนังสือเล่มนี้ก็จะยังเป็นโรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมาก หากมันเป็นเพียงคอนเทมโพรารี่ธรรมดา

แม็กซ์ไม่คิดว่าจินตนาการด้านพารานอมอลของคริสติน่า ดอจจ์จะกว้างไกลหรือน่าสนใจ แต่วิธีที่เธอเขียนถึงพระเอกที่มีพฤติกรรมไม่เป็นสุภาพบุรุษนักชนะใจแม็กซ์ อย่างจัง

ว่าด้วยพล็อตพื้นฐานก่อน ด้วยความที่เล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด จึงมีการท้าวความเกี่ยวกับข้อมูลเบสิกหลายอย่าง ตระกูลวารินสกี้ต้องคำสาปเนื่องจากบรรพบุรุษของพวกเขาไปทำสัญญากับซาตาน เพื่อให้มีพลังเหนือมนุษย์ (นั่นก็คือสมาชิกในตระกูลกลายร่างเป็นสัตว์นักล่าชนิดต่าง ๆ ได้) แต่พวกเขาต้องแลกพลังที่ได้มาด้วยวิญญาณของสมาชิกในครอบครัว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อน และเมื่อสามสี่สิบปีที่แล้ว หัวหน้าของครอบครัวคอนสแตนติน วารินสกี้ละทิ้งทุกอย่างเพื่อสาวน้อยยิปซีที่เขาลักพาตัวมา เขาพาเธออพยพมาอเมริกาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เปลี่ยนนามสกุลเป็นไวด์เดอร์ พวกเขามีลูกชายสามคน และในที่สุดหลังจากพันปีวารินสกี้ก็มีลูกสาวเป็นคนแรก

แต่แม้จะตัดขาดจากครอบครัวในรัสเซีย คำสาปก็ยังตามมา คอนสแตนตินในวัยหนุ่มทำชั่วไว้มาก ทำให้วิญญาณของเขาถูกกลืนกิน และจะต้องตายลงนรก หากลูกชายทั้งสี่ของเขา (แม็กซ์ไม่ได้พิมพ์ผิด) ไม่สามารถค้นหาวัตถุโบราณหรือที่เรียกว่าไอคอนที่เคยเป็นสมบัติประจำตระกูล กลับคืนมาได้ (ไอคอนเป็นรูปวาดเกี่ยวกับมาดอนน่าและบุตร --- และแม็กซ์ขออนุญาตบอกว่ามาดอนน่าคือพระแม่มารีนะคะ ไม่ใช่มาดอนน่าภรรยาของกาย ริชชี่) ในสองเล่มแรกลูกชายคนโตและคนรองทำสำเร็จ แต่ความหวังของพวกเขาก็หมดลง เมื่อรู้ข่าว (ในตอนจบเล่มสอง) ว่าลูกชายคนที่สามที่หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบเจ็ดได้ตายลงในเทือกเขา หิมาลัย

ทว่าในหนังสือชุดสี่เล่ม มันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ลูกชายคนที่สามจะตายใช่ไหม

คำตอบคือใช่ เพราะเล่มนี้เล่าเรื่องราวของแอดริค ลูกชายคนที่สาม คนที่ไม่เชื่อฟังพ่อ และหนีออกจากบ้าน กลายเป็นวารินสกี้แห่งความชั่วร้าย ไม่ใช่ไวด์เดอร์ที่กลับตัวแล้ว

พล็อตเรื่องนี้มันไม่ถูกต้องอย่างที่ผู้หญิงยุคใหม่ควรจะชอบ มันเป็นพล็อตน้ำเน่าที่คนดีดีไม่ควรยอมรับว่าชอบกัน มันเป็นพล็อตแบบที่ถ้าแม็กซ์อ่านโดยฝีมือนักเขียนคนอื่น ก็คงเขวี้ยงกระแทกกำแพง แต่คริสติน่า ดอจจ์เป็นคนที่เขียนพล็อตแนวนี้ได้ดีที่สุด กับพระเอกที่มีพฤติกรรมเทียบเคียงกับผู้ร้ายหน่อย ๆ

มาฟังกันดู

แอดริคซึ่งบัดนี้กลายเป็นวอร์ลอร์ด (ชื่อที่ปญอ.มาก) แห่งเทือกเขาหิมาลัย เห็นคาเรนครั้งแรกในสถานีรถไฟ และตามแบบฉบับของพระเอกโรแมนซ์ที่ไม่เคยเรียนมารยาท เขารู้ว่าต้องการเธอ และเขาก็ได้เธอ เขาเข้าหาคาเรนในเต้นท์ตอนที่เธอคุมงานก่อสร้างโรงแรมให้บิดา เขาช่วยชีวิตเธอจากเหตุการณ์ถ้ำถล่ำ แต่เขาก็ใช้โอกาสนั้นในการเก็บตัวเธอไว้เป็นผู้หญิงของเขา ความสัมพันธ์ในฐานะของผู้จับ และผู้ถูกจับ

แต่ขอร้องนะคะ ถ้าหวังว่าคาเรนจะเป็นนางเอกชนิดที่น้ำตาไหลพราก ๆ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องยอมเป็นทาสรักให้กับแอดริค ก็ขอความกรุณาไปอ่านยอดรักซาตานแล้วกันนะคะ เพราะคุณคงไม่ชอบเล่มนี้ และถ้าหวังว่าแอดริคจะตบคาเรน ข่มขืนเธอหลายครั้ง ก็กลับไปเล่มอื่นอีกเช่นกัน เพราะเซ็กส์ในเล่มนี้ไม่ใช่การบังคับ (อย่างน้อยก็ในความคิดแม็กซ์) มันจะเป็นได้ยังไงกับคริสติน่า ดอจจ์คนที่สร้างสรรคำที่ฮิตกันในหมู่นักวิชาการโรแมนซ์กับคำศัพท์ที่ว่า Forced Seduction มันพอดีไม่มากหรือน้อยเกินไป

แต่ความสัมพันธ์นั้นไม่อาจยั่งยืน แอดริคไม่ใช่คนดี วิญญาณของเขาถูกลืนกินโดยความเลวร้ายที่ได้กระทำนับจากอายุสิบเจ็ด และเมื่อแคมป์ของเขาถูกศัตรูโจมตี เขาตัดสินใจปล่อยคาเรนไป โดยสัญญาว่า สักวันเขาจะกลับมา

สองปีผ่านไปไวเหมือนโกหก คาเรนได้พบกับผู้ชายอีกคนที่เตือนให้เธอนึกถึงแอดริค (หรือที่เธอรู้จักในนามวอร์ลอร์ด ซึ่งมันเป็นชื่อที่แม็กซ์ไม่ใช้ มัน... เกินไปน่ะ) แต่เขาเป็นนักพัฒนาเกมส์คอมพิวเตอร์สุดฮิต เป็นเศรษฐีพันล้าน พวกเขาพบกันในงานเลี้ยงที่เธอเป็นคนจัด เธอเกือบจะแน่ใจว่าชายทั้งสองคือคนเดียวกัน แต่เมื่อได้รู้จัก ริค ไวด์เดอร์ เธอชักจะไม่แน่ใจ (แต่คุณที่เป็นแฟนโรแมนซ์ก็คงพอเดาได้ใช่ไหมว่าเป็นยังไง)

อย่างที่บอกหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เด่นในเรื่องความสร้างสรรของพล็อต แต่แม็กซ์ชอบวิธีการดำเนินเรื่อง ชอบการกระทำของตัวละครที่มันดูบ้า และผิดศีลธรรมอย่างยิ่งในชีวิตจริง แต่ยอมรับเธอนะ มันสนุกในนิยาย ที่สำคัญคริสติน่า ดอจจ์เขียนเรื่องที่หมิ่นเหม่อย่างนี้ได้พอดี พระเอกไม่ได้วางอำนาจจนน่ารำคาญ นางเอกไม่ได้ไร้เดียงสาจนน่าตบ ทุกอย่างในความหมิ่นเหม่นั้น... พอดี

มันเป็นหนังสือที่แม็กซ์อ่านจบในเวลาอันรวดเร็ว พล็อตเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไร แล้วแม็กซ์ก็รู้ชัดเจนว่าอะไรทำให้แม็กซ์ชอบเล่มนี้ นั่นเพราะแอดริคเป็นพระเอกแบบที่แม็กซ์ชอบ ผู้ชายที่รู้ตัวว่าต้องการอะไร และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา แต่ (สำคัญตรงนี้แหละ) ในการกระทำของเขามันอยู่ในกรอบที่แม็กซ์ยังรับได้ นั่นคือเขาไม่ทำร้ายนางเอกไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจหรือร่างกาย และมันต้องชัดเจนว่าทุกอย่างที่เขาทำ ไม่ว่ามันจะผิดแค่ไหน ก็เพราะความรักที่ห้ามไว้ไม่อยู่

แอดริคเป็นทั้งหมดนั่น และมากกว่า

คะแนนที่ 87

Into the Flame // Christina Dodd

ตอนแรกที่แม็กซ์ได้ข่าวว่าคริสติน่า ดอจจ์กระโดดเข้ามาร่วมวงคณะเขียนเรื่องแนวพารานอมอลตามสมัยนิยม เรายอมรับนะว่ารู้สึกแหยง ๆ ชอบกล เพราะเราไม่ชอบการที่นักเขียนต้องเปลี่ยนสไตล์ตัวเองเพื่อตามตลาด เราไม่เชื่อว่าพวกเขาจะทำได้ดี

และก็เว้ากันตามตรงนะคะ หลังจากอ่านหนังสือชุดพารานอมอลชุดนี้ของคริสติน่าจบลง เราก็ไม่คิดว่า เธอเป็นนักเขียนที่เก่งกาจอะไรในการวางพล็อตพารานอมอล

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เรื่องชุดนี้ไม่สนุก

Into the flame ของคริสติน่า ดอจจ์

หนังสือเล่มที่สี่ และเป็นเล่มสุดท้ายในชุด Darkness Chosen ซึ่งเล่มนี้อาจจะเป็นเล่มเดียวในชุดที่เราไม่แนะนำให้อ่านโดยที่ไม่อ่านเล่ม ก่อนหน้า เพราะเล่มนี้จะสรุปประเด็นที่ค้างคาใจคนอ่านในสามเล่มแรก และปิดชุดส่งท้าย ที่สำคัญอ่านเล่มนี้ก็จะเจอสปอยล์ที่ทิ้งท้ายเอาไว้ในหลายเล่มก่อนด้วย ถ้าอ่านเล่มนี้ก่อนก็อาจจะทำให้คุณไม่ได้ใช้ความสามารถในเดาของคุณเองได้

ดังนั้นไม่ต้องเตือนนะคะว่า ที่จะเขียนต่อไปเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่องในสามเล่มแรกทั้งหมด

ขอเริ่มต้นด้วยการเล่าพล็อตคร่าว ๆ ของชุดนี้ก่อนแล้วกัน (ซึ่งลอกมาจากบลอกเก่า ๆ น่ะค่ะ ขี้เกียจเขียนใหม่)

ตระกูลวารินสกี้ต้องคำสาปเนื่องจากบรรพบุรุษของพวกเขาไปทำสัญญากับซาตาน เพื่อให้มีพลังเหนือมนุษย์ (นั่นก็คือสมาชิกในตระกูลกลายร่างเป็นสัตว์นักล่าชนิดต่าง ๆ ได้) แต่พวกเขาต้องแลกพลังที่ได้มาด้วยวิญญาณของสมาชิกในครอบครัว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อน และเมื่อสามสี่สิบปีที่แล้ว หัวหน้าของครอบครัวคอนสแตนติน วารินสกี้ละทิ้งทุกอย่างเพื่อสาวน้อยยิปซีที่เขาลักพาตัวมา เขาพาเธออพยพมาอเมริกาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เปลี่ยนนามสกุลเป็นไวด์เดอร์ พวกเขามีลูกชายสามคน และในที่สุดหลังจากพันปีวารินสกี้ก็มีลูกสาวเป็นคนแรก

แต่แม้จะตัดขาดจากครอบครัวในรัสเซีย คำสาปก็ยังตามมา คอนสแตนตินในวัยหนุ่มทำชั่วไว้มาก ทำให้วิญญาณของเขาถูกกลืนกิน และจะต้องตายลงนรก หากลูกชายทั้งสี่ของเขา (แม็กซ์ไม่ได้พิมพ์ผิด) ไม่สามารถค้นหาวัตถุโบราณหรือที่เรียกว่าไอคอนที่เคยเป็นสมบัติประจำตระกูล กลับคืนมาได้

ผ่านมาแล้วสามเล่ม ลูกชายสามคนตามหารูปมาดอนน่าได้สำเร็จ แต่ความหวังที่จะหาอันที่สี่เจอกลับลางเลือนนั่นก็เพราะ พวกเขาไม่มีลูกชายคนที่สี่

เล่มนี้เปิดเรื่องต่อเนื่องจากตอนจบในเล่มสาม Into the shadow ทันที เมื่อไฟร์เบิร์ด ลูกสาวคนเล็กของตระกูลค้นพบความจริงว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของคอนสแตนติน แต่ด้วยความบังเิอิญที่จะเกิดได้ในหนังสือโรแมนซ์เท่านั้น เธอรู้ว่าลูกชายคนที่สี่ที่หายไปของคอนสแตนตินอยู่ที่ไหน

เขาคือดักลาส แบล็ค นายตำรวจหนุ่มที่เป็นคู่รักเก่าของเธอ ซึ่งเธอเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหนึ่งในพวกวารินสกี้ที่ถูกส่งมาตามล่าครอบครัว เธอ

เมื่อเกือบสามปีก่อน ไฟร์เบิร์ดหนีจากผู้ชายคนเดียวที่เธอรัก ผู้เป็นพ่อของลูกในท้องของเธอ เมื่อเธอเห็นเขาแปลงร่างเป็นเสือดาว เธอคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในพวกวารินสกี้ ศัตรูตัวสำคัญของครอบครัว ด้วยใจแตกสลายไฟร์เบิร์ดกลับบ้าน และไม่ยอมปริปากว่าใครเป็นพ่อของลูกในท้อง

จนกระทั่งความจริงเปิดเผยว่าเธอที่ไม่ใช่ลูกสาวของตระกูล นั่นทำให้เธอแน่ใจว่าดักลาสต่างหากที่เป็นลูกชายที่หายไป และไฟร์เบิร์ดตัดสินใจตามหาชายที่เธอหนีจากไปเพื่อให้เขากลับคืนสู่ตระกูล

ในขณะที่ดักลาสเองก็ไม่เคยลืมไฟร์เบิร์ดเลย เขาตามหาเธอตลอด และในที่สุดก็เห็นหนทางที่จะได้ตัวเธอกลับคืนมา เขาเชื่อว่าเธอถูกควบคุมโดยครอบครัวใจร้ายที่ไม่ต้องการให้เธอมีอิสระ ดักลาสฝันว่าตัวเองจะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยไฟร์เบิร์ด แต่ก่อนที่แผนของเขาจะสำเร็จ กลับเป็นไฟร์เบิร์ดที่มาพบเขาก่อน

อาจจะเพราะเป็นเล่มสุดท้ายในชุดที่ต้องสรุปเรื่องราวทั้งหมด ก็เลยทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า เรื่องราวของดักลาสและไฟร์เบิร์ดไม่ใช่โฟกัสของเรื่องมากนัก แต่อย่าเข้าใจผิดว่าพระเอกนางเอกไม่มีความสำคัญนะคะ เพียงแต่ต้องแบ่งเวลาให้กับบทสรุปจบของเรื่องเสียเยอะ

และขอบอกว่ามันเป็นบทสรุปที่เหมาะสมกับเนื้อเรื่องอย่างยิ่ง

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นนะคะ เรายังยืนยันว่าคริสติน่า ดอจจ์ไม่ใช่นักเขียนแนวพารานอมอลที่เก่ง แต่จุดเด่นของเธอก็คือการเล่าเรื่อง และตัวละครที่ดึงความสนใจของเราได้ตลอดทั้งเรื่อง และเล่มนี้ (หรือจะพูดว่าหนังสือทั้งชุดก็ได้) แม้จะไม่ใช่พารานอมอลที่น่าสนใจ หรือสร้างสรรสุดสุด แต่ตัวละครและเนื้อเรื่องของเธอก็ดึงความสนใจของแม็กซ์ได้เต็ม ๆ

อันที่จริงด้วยตัวละครและเนื้อเรื่องเช่นนี้ มันไม่จำเป็นด้วยซ้ำว่าต้องเป็นพารานอมอล หากเปลี่ยนเนื้อเรื่องให้พวกวารินสกี้เป็นแก๊งค์มาเฟียรัสเซียก็ไม่ได้ทำให้ เนื้อเรื่องแตกต่างอะไรออกไป ดังนั้นนั้นถ้าจะสรุปว่า เธอสอบผ่านในการเขียนแนวพารานอมอลหรือไม่ก็คงตอบยาก เพราะส่วนที่ทำให้แม็กซ์ชอบหนังสือชุดนี้ไม่ได้เป็นเพราะพารานอมอล หากแต่เป็นการเล่าเรื่องของเธอต่างหาก

อย่างที่บอกค่ะ แม็กซ์ชอบตอนจบของเรื่องที่พี่น้องทุกคนรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือครอบครัว แต่ละคนแสดงความสามารถของตัวเอง รับบทบาทที่ได้รับมอบหมาย

ในฐานะของหนังสือชุด Darkness Chosen สอบผ่าน ในฐานะของส่วนหนึ่งในชุดและเล่มสุดท้ายในชุด Into the flame ก็สอบผ่าน มันอาจจะไม่สนุกเท่ากับ Into the shadow แต่แม็กซ์ก็เชื่อว่ายากจะมีเล่มไหนเทียบได้

คะแนนที่ 73