Showing posts with label Publisher. Show all posts
Showing posts with label Publisher. Show all posts

Friday, February 13, 2009

สำรวจตลาดสำนักพิมพ์โรแมนซ์

แม็กซ์ออกตัวว่ากระแดะมาตั้งแต่เด็ก เพราะเริ่มอ่านโรแมนซ์ก็ที่เป็นภาษาอังกฤษเลย ไม่ได้เป็นแฟนหนังสือแปลภาษาไทยมาก่อน เราไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องอ่านภาษาไทย (ก็อังกฤษมันดีคร้าบ พ่อแม่ส่งเรียนพิเศษมาตั้งแต่เด็ก) จนกระทั่งเพื่อนแนะนำว่า ลองอ่านภาษาไทยดูแล้วจะรู้ว่า ในหนังสือเล่มเดียวกัน เมื่อแปลเป็นไทยถ้าคนแปลใช้ภาษาสละสลวยจะทำให้หนังสือน่าอ่านขึ้นมาได้อีก เยอะ

แล้วก็พบว่าจริง คนแปลที่ดีสามารถทำให้หนังสือสนุกขึ้นมาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนแปลมีสิทธิที่จะปู้ยี่ปู้ยำหนังสือยังไงก็ได้ เพียงเพราะตัวเองคิดว่าจะทำให้หนังสือสนุกขึ้น เพราะทั้งที่สุดแล้วหนังสือเล่มนั้นก็ยังเป็นผลงานของคนแต่งที่เขาใช้เวลา ไม่น้อยรังสรรค์ขึ้นมา คุณเป็นใคร กล้าดียังไงไปดัดแปลงงานของเขา

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะคนแปลหรือเจ้าของสำนักพิมพ์กันแน่ที่คิดว่า ตัวเองเป็นพระเจ้า และรู้จักคนอ่านดีพอที่จะเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้อง การ

ตอนนี้เด็กไทยกำลังหน้ามืด เห็นอะไรเป็นเซ็กส์ไปหมด สำนักพิมพ์น้องใหม่หัวใส แต่จิตใจเป็นไงไม่อาจคาดเดาได้ คนที่เจ้าของแผลงฤทธิ์จนคนขยาดไปทั้งวงการ ก็เอาหนังสือที่ฉากบรรยายบทรักแสนจะธรรมดาเอามาแต่งเพิ่ม ด้วยจินตนาการของคนแปล และ/หรือบรรณาธิการ เพิ่มฉากเซ็กส์ลงไป

ผลเป็นยังไงเราก็คงทราบดี

ก็ขายดีสิคะ พูดถึงโจษจันกันไปทั่ว ว่าเรื่องนี้เด็ดสะระตี่ ต้องหามาครอบครองให้ได้ ดีกว่าหนังสือเพศศึกษาเล่มใดใด หนังสือก็พิมพ์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า พิมพ์ใหม่หลายรอบ

จากนั้นหนังสือที่ตามมาของสำนักพิมพ์นั้นก็อุดมไปด้วยเรื่องเซ็กส์ ข้ออ้างก็คือ พระเอกแต่งงานกับนางเอกแล้ว รักกันมาก ก็ต้องเซ็กส์กันทุกหน้า

ที่แม็กซ์ให้อภัยไม่ได้คืออะไรรู้ไหมคะ

ก็แหมเจ้าบทเซ็กส์ที่บรรจงเขียนเพิ่มกันเข้าไปเนี่ย มันแสนจะธรรมดา อ่านแล้วหัวใจตายด้านอย่างแม็กซ์นี่ไม่เต้นแรงเลย

แต่เด็กวัยรุ่นที่อ่านมันอ่อนประสบการณ์ (ก็ไก่มันอ่อน) เจอของที่เยอะด้วยปริมาณ แต่ด้อยคุณภาพ ก็หลงใหล ปัจจุบันกลัวพวกหน้ามืดจะหาซื้อเรื่องเซ็กส์ไม่ถูกก็เลยออกสำนักพิมพ์ลูกออก มาจ่าหัวอย่างคนที่รักและห่วงใยสังคมว่า "ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอ่าน"

เรื่องก็เลยกลายเป็นว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็เลยแย่งกันซื้อล่ะสิ เพราะมันอยากรู้ว่าเป็นจั่นใดถึงได้ต้องมาห้ามพวกเฮา ที่แปลกก็คือบอกว่าห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอ่าน แต่เวลาขาย (อันนี้สังเกตจากในงานมหกรรมหนังสือ) ดันขายเอาขายเอาให้กับเด็กผูกคอซอง

แล้วมันต่างกันตรงไหน แม็กซ์จึงคิดว่าตัวเองมีเหตุผลพอที่จะคิดว่าคุณจ่าหัวคำเตือนเพื่อเป็นการ ประชาสัมพันธ์จุดเด่นทางเอ็กซ์ของตัวเองให้โลกรู้

และก็ทำสำเร็จ เพราะล่าสุดออกสำนักพิมพ์ในเครืออีกอัน คราวนี้บอกชัดเจนว่าขายเซ็กส์เท่านั้น (ต้องอ่านอังกฤษเป็นกันหน่อยนะคะ ถึงจะเข้าใจ) คงขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่า

นอกจากนี้ยังมีอีก หนังสือบางเล่มมันบังเอิญขายดี คุณเธอก็เอาเลย ย้อมแมวอีกเล่มมาเป็นงานเขียนของคนแต่งเดียวกัน พอถูกจับได้ก็ส่งสมุนมาอธิบายด้วยเหตุผลที่เด็กห้าขวบยังหัวเราะลั่น ลูกน้องมันหูตึงฟังลูกพี่พูดไม่รู้เรื่อง ก็เลยเอาชื่อเรื่องมาใส่ปนกัน

ดีนะคะ เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกน้องทำพลาดก็ความผิดมัน ตัวเองไม่เกี่ยว เป็นผู้ใหญ่ที่ดีนะคะ

ถัดมาอีกสำนักพิมพ์นึงที่ถือว่าเก๋าเพราะทำมานานกว่าเจ้าอื่นในวงการเดียว กัน แต่คาดว่าคงโดนพิษลิขสิทธิ์ระลอกแรกเข้าให้ ทำให้หวาดกลัวจนเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามของตัวละครไปมาจนคนอ่านเกิดอาการ ปวดเฮด เพราะหนังสือเรื่องต่อกัน เปลี่ยนแต่ชื่อพระเอกนางเอก พอเล่มถัดมาก็เปลี่ยนอีกไม่ตรงกับชื่อที่เคยใช้สมัยเป็นตัวละครรอง เปลี่ยนชื่อนักเขียนมันซะงั้น เอาของเขามาหากินแล้วยังไม่ให้เกียรติ

เสียงตอบรับจากคนอ่านเป็นไงคะ

คาดเดาได้อยู่แล้ว แหมขอให้เป็นภาษาไทยจะมั่วซั่วยังไง ข้าน้อยก็ขอรักจนตัวตายฮ้า เห็นด่ากันทุกคน แต่ก็ซื้อกันอยู่ถ้วนหน้า

เรื่องเด็ดสุดที่ต้องพูดถึงเมื่อเอ่ยถึงสำนักพิมพ์นี้ ก็คือลีลาการตัดต้นฉบับอย่างเฉียบขาด ขนาดตัดให้พระเอกตายตอนจบได้ เราเองก็งงเมื่อมีคนมาถามว่า โรแมนซ์พระเอกตายได้เหรอ

แม็กซ์ก็พาซื่อตอบไปว่า "ตายได้สิ ก็พระเอกที่เป็นแวมไพร์ไง"

คนถามตอบกลับมา "แต่นี่พระเอกมันเป็นคนน่ะ แล้วโดนทำร้ายจนตายคาอกนางเอกเลยนะ"

แม็กซ์ก็ชักงง และด้วยความสอใส่เกือกก็เลยไปสรรหามาอ่าน หารู้ไม่ว่านี่เป็นกลยุทธ์ในการขายแบบใหม่ของสำนักพิมพ์นี้ คือตัดเรื่องให้จบเพื่อให้คนอ่านเข้าใจว่าพระเอกตาย ทั้งที่ยังเหลือเรื่องอีกหลายบทที่พระเอกพักฟื้นรักษาตัว

คุณพี่คร้าบ นี่เราอ่านโรแมนซ์อยู่นะคร้าบ ไม่ได้ดูไทตานิคจะได้ซึ้งกับพระเอกตาย

เมื่อราวปีก่อนสำนักพิมพ์แห่งนี้ออกสำนักพิมพ์ในเครือที่เรื่องแรกเปิดตัว ฮือฮาด้วยผลงานเล่มล่าสุด (ยุคนั้น) ของนักเขียนโรแมนซ์สุดดัง เล่มที่สองก็ตามมาด้วยเรื่องราวของแวมไพร์สาวปัญญาอ่อน (แต่หลายคนคิดว่าน่ารัก) ที่สร้างชื่อไม่น้อย จากนั้น...

แม็กซ์ไม่มีอะไรจะเขียนแล้วล่ะ

ทำไมเหรอ ก็เพราะว่าจู่ ๆ สำนักพิมพ์ที่ดูท่าว่าจะดี รูปเล่มสวย ซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง กลายเป็นของก็อปซ้ำสำนักพิมพ์เดิม ที่ไม่เห็นว่าจะมีอะไรแตกต่างกันสักนิด หนังสือที่ถูกเปลี่ยนชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร ชื่อคนแต่ง ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือการตัดฉับฉับฉับจนคนที่อ่านต้นฉบับมา งงกับชีวิตว่า "กูซื้อเล่มเดียวกันมาอ่านหรือวะ"

เสียดายจังเลยจ้ากับความล้มเหลว ของที่คิดว่าจะเป็นน้ำดี กลายเป็นน้ำเน่าราคาแพง (เพราะราคาตั้งแพงกว่าสำนักพิมพ์ดั้งเดิมที่ขายกันอยู่)

คิดใหม่ทำใหม่ยังทันนะเจ้า แม้นาย. ก จะออกนอกประเทศไปแล้ว แต่สโลแกนของอาเฮียก็ยังพอใช้ได้น่า กลับเนื้อกลับตัวสังคมยังให้อภัย เอาสำนักพิมพ์น้องใหม่ในเครือกลับมาทำงานที่มีคุณภาพ เลือกเรื่องหน่อย ตรวจต้นฉบับเยอะ ๆ

เจ้าถัดมา รายนี้ถือว่าเป็นของคุณภาพในวงการ โจษจันกันไปทั่ว กระทั่งพวกอีแอบ (เชียร์) สำนักพิมพ์อื่นก็ยังไม่กล้าดีมาวิจารณ์ในทางเสียหาย เพราะเลือกเรื่องเก่ง ชื่อพระเอกนางเอกก็ตรงกะต้นฉบับ แถมให้เกียรติคนแต่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นงานของใคร

แล้วตาแม็กซ์มาเขียนถึงเขาทำมายถ้าดีเลิศขนาดนั้น

ก็เพราะแม็กซ์เป็นพวกขวางโลกไง จะด่าก็ขอด่าให้ครบทุกสำนักพิมพ์แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าเป็นอีแอบ (เชียร์) ของบางสำนักพิมพ์

แต่ถึงจะขวางโลก แม็กซ์ก็ซื่อสัตย์นะฮ้า ดังนั้นขอคำนับในความพยายามของสำนักพิมพ์แห่งนี้ก่อนที่ทำงานออกมาอยู่ในระ ดับที่แม็กซ์ยอมรับได้ (และแม็กซ์นี่รสนิยมระดับไฮโซนะค้า) แต่ (ไอ้ความขวางโลกนี่มาแล้ว) ก็ขอวิจารณ์หน่อยแล้วกัน

อย่าคิดว่าแม็กซ์ไม่รู้ว่า คุณเปลี่ยนอายุนางเอกจากสามสิบกว่าลงมาให้เหลือยี่สิบกว่า เพราะคิดว่านักอ่านโรแมนซ์ปัญญาอ่านขนาดยอมรับนางเอกอายุมากไม่ได้ (สามสิบกว่านี่นะมาก แม็กซ์ชักเครียดเพราะอายุตัวเองก็อยู่ตรงนี้แหละ) คุณเป็นใครถึงมาตัดสินคนอ่าน ถ้าคุณเห็นว่าเรื่องไม่ดี ก็ไม่ต้องแปล

คนอ่านที่ยอมรับประเด็นอย่างนี้ไม่ได้ ก็ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่เรื่องนี้เขาเขียนขึ้นมาให้อ่านอยู่แล้ว ขอความกรุณาไม่ต้องหวังดีกับนักอ่านขนาดนั้น ถ้าคิดว่าแปลแล้วขายไม่ได้ ก็ไม่ต้องแปล อย่าให้เรื่องแค่นี้มาทำลายชื่อเสียงสำนักพิมพ์เลย

อีกอย่างขอร้องว่าไหนไหนจะพิมพ์หนังสือขายใหม่แล้ว ก็กรุณาแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตเสียด้วย โดยเฉพาะหนังสือสุดฮิตของสำนักพิมพ์ที่ลงทุนทำปกใหม่เสียสวยงามน่าเก็บสะสม แต่ดันไม่ยอมแก้ชื่อตัวละครที่ออกเสียงผิด ทำอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม เสียเวลาเปล่า

สุดท้ายขอฝากไว้ให้สำนักพิมพ์ทั้งหลาย (ที่คงไม่มีโอกาสได้อ่านบลอคนี้) ว่า อย่าคิดว่าคนอ่านไถนาเป็น เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวกรุงค่ะ ทำนาไม่เป็น และขอให้ให้เกียรติคนแต่งและหนังสือของเขาให้มาก คุณทำมาหากินกะเขาอยู่

เราเป็นคนนึงนะคะที่ไม่ใส่ใจอะไรกับเรื่องลิขสิทธิ์เท่าไหร ไม่ใช่คนประเภทมีมโนธรรมสูงนัก (ทุกวันนี้ก็ยังซื้อเทปผีซีดีเถื่อนอยู่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ก็ของละเมิดลิขสิทธิ์) ดังนั้นการที่สำนักพิมพ์จะซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่ ไม่สนใจ

ขอแค่ให้ผลิตงานออกมาได้โดยที่ไม่ทำลายต้นฉบับ แต่สภาพที่เห็นปัจจุบันก็คือสำนักพิมพ์ไม่มีความเคารพในต้นฉบับทั้งที่เป็น แหล่งหากิน ซึ่งน่าแปลกใจเมื่อเทียบกับในอดีต ที่เราเห็นว่างานแปลมีคุณภาพมากกว่าในปัจจุบันเสียอีก ทำให้หลายครั้งคิดอยากให้เรื่องลิขสิทธิ์เข้ามามีเป็นจุดควบคุมคุณภาพงานโร มานซ์เสียที ถ้าการซื้อลิขสิทธิ์จะทำให้คุณภาพหนังสือดีขึ้น ราคาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับแม็กซ์ (คือรวยค่ะ)

คราวนี้สุดท้ายของจริง แม็กซ์อาจจะหายหน้าไปหลายวันนะคะ เพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปญี่ปุ่น

ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ แม็กซ์ไปได้ตามไปสมทบคุณสามี

แม็กซ์ไปทำงานค่ะ ยังไม่แน่ใจว่าคอมที่ญี่ปุ่นจะเป็นไงบ้าง พอดีขี้เกียจแบบโน้ตบุ๊คไปเองน่ะค่ะ ก็เลยไปหาเอาดาบหน้า ถ้าไม่เห็นกัน มิตรรักแฟนเพลงก็คิดถึงกันบ้างก็ดีนะคะ ภาวนาให้แม็กซ์กลับมาโดยปลอดภัยก็ยิ่งดีค่ะ อย่าไปปากเสียจนโดนรุมกระทืบอยู่ที่ญี่ปุ่น

Sunday, February 8, 2009

จากอีบุ๊คสู่นิวยอร์ค

เมื่อสักประมาณ 7 ปีก่อนตอนที่แม็กซ์ซื้อหนังสืออีบุ๊คเล่มแรกเรื่องเคจัน ฮ็อตก็ตัดสินใจอยู่นานมาก เพราะไม่ไว้ใจอินเตอร์เน็ตกลัวว่าให้เบอร์บัตรเครดิตไป แล้วจะโดนโกงไหมเนี่ย แต่ด้วยเสียงร่ำลือถึงความฮ็อตของเรื่องนี้ แม็กซ์ซึ่งตอนนั้นเป็นเด็กใจแตก ก็ตัดสินใจซื้อจนได้ (และสำหรับคนที่อยากรู้ มันก็ฮ็อตจริงค่ะ) และจากนั้นการซื้ออีบุ๊คก็กลายเป็นอดีตไป

แม็กซ์เป็นลูกค้าประจำที่ติดตามอ่านอีบุ๊คตั้งแต่สมัยเริ่มต้น เป็นคนแรกที่มีซื้อ The Empress's new cloth ของเจด แบล็กมาไว้ในครอบครอง (สำหรับคนที่ไม่รู้จักเรื่องนี้ ก็คงต้องบอกว่า คุณช้ามากค่ะ สำหรับวงการอีบุ๊คแนวอีโรติกโรแมนซ์) แต่ก็ไม่ใช่ว่าแม็กซ์เก่งกาจอะไรหรอกนะคะ เพราะก็อ่านในวงจำกัดแค่นักเขียนไม่กี่คน

แล้วเวลาก็ผ่านไป สำนักพิมพ์อีลอร่าส เคฟ ซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดหนังสืออีบุ๊คแนวอีโรติกโรแมนซ์รายแรก ๆ กลายมาเป็นสำนักพิมพ์มูลค่าหลายล้านเหรียญ ทั้งที่เริ่มต้นทำขายกันในครัวเรือน นักเขียนอีบุ๊คหลายคนโดนหลอกล่อ (แต่ด้วยความเต็มใจ) ให้ไปเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิม (ซึ่งก็คือตัวหนังสือที่เป็นรูปเล่มที่ขายกันนั่นแหละ) ที่เรียกกันว่า New York Publisher กัน (ก็เลยเป็นที่มาของชื่อบลอกนั่นเอง)

วันนี้แม็กซ์ (เพราะยังอ่านหนังสือไม่จบ) ก็เลยอยากจะพูดถึงบรรดานักเขียนที่เกิดมาจากอีบุ๊ค แต่ได้ดี (หรือกำลังจะได้ดี) จากการเป็นนักเขียนให้กับสำนักพิมพ์ในนิวยอร์คกัน

กลุ่มนักบุกเบิก

พวกนี้เป็นเปรียบเสมือนนีล อาร์มสตองค์ที่ก้าวลงจากยานอวกาศแล้วเหยียบลงบนดวงจันทร์ก่อนคนอื่น เป็นพวกเสี่ยงตายที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่ก็ในเวลาเดียวกันก็เป็นคนที่ได้รับชื่อเสียงในกรณีสำเร็จก่อนคนอื่น คนที่แม็กซ์คิดออกคนแรกเลยก็คงเป็น

แมรี่เจนิช เดวิดสัน ที่อาจไม่ใช่นักเขียนอีบุ๊คแต่ดั้งเดิม เพราะเธอเคยออกหนังสือที่เป็นรูปเล่มมาก่อน แต่เรื่องที่ทำให้เธอได้รับความสนใจจากนิวยอร์คอย่างมากก็คือหนังสือที่เธอ เขียนให้กับอีลอร่าส เคฟ เรื่อง Undead and unwed นั่นเอง บรรณาธิการคนหนึ่งแห่งสำนักพิมพ์เบิร์คเลย์อ่านเล่มนี้เข้า แล้วตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ และจากนั้นชื่อเบ็ตซี่นางเอกก็กลายเป็นที่ติดหูของคนอ่าน แต่น่าเสียดายก็คือ ความสะเพร่า ทำงานอย่างขอไปที ไม่มีความรับผิดชอบในงานของตนเอง ทำให้จากที่เคยเป็นนักเขียนที่แม็กซ์พลาดไม่ได้ กลายเป็นนักเขียนที่พลาดก็ดีนะไปแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยกให้แมรี่จานิชว่าเป็นหนึ่งในนักบุกเบิกที่ทำให้ นิวยอร์คและอีบุ๊คมาบรรจบกันได้ (เรื่องเด่น Undercover 87)

แองเจล่า ไนท์เป็นนักเขียนอีกคนที่ไม่ได้เริ่มต้นจากอีบุ๊คอย่างแท้จริงหรอกนะ แต่เธอสร้างชื่อมาจากสังคมอินเตอร์เน็ต เรื่องสั้นแนวเซ็กส์เอ็กซ์หลายของเธอเป็นที่แพร่หลาย และถูกอ่านมากที่สุด และเมื่อเธอเคยมีผลงานออกขายกับทั้งอีลอร่า และเอ็กซ์ตาซี่มาแล้ว แม็กซ์ก็เลยนับเหมารวมเธอเป็นหนึ่งในนักเขียนอีบุ๊คยุคบุกเบิกไปอีกคน ปัจจุบันงานของเธออาจจะไม่ทันสมัยหรือล้ำหน้าเมื่อเทียบกับนักเขียนแนว พารานอมอลที่ดาษดื่น แต่งานของเธอก็ยังคงความมีเสน่ห์ส่วนตัวอยู่ เธอยังเป็นนักเขียนอีกคนที่แม็กซ์ชอบค่ะ (เรื่องเด่น Jane's warlord 87)

เจด แบล็ค ผู้บุกเบิกตลาดอีบุ๊คตัวจริง และเจ้าของสำนักพิมพ์อีลอร่าส เคฟ ที่ออกผลงานกับเบิร์กเลย์เล่มแรกในปี 2004 ก่อนที่จะสติแตกออกงานไม่สม่ำเสมอ จนอันดับในใจแม็กซ์ตกต่ำไปเรื่อย ๆ และยิ่งได้มีโอกาสอ่านเธอเขียนบลอกแล้ว คะแนนนิยมก็ยิ่งลดถอยห่าง เพราะรู้สึกว่าเธอเข้าขั้นเพี้ยนไปทุกที แต่ก็ต้องยอมรับนะว่าในสมัยนั้น (นานแล้วล่ะ) หนังสือเรื่อง The Empress's new cloth ของเธอถือเป็นนวัตกรรมชนิดใหม่มากในวงการโรแมนซ์ การก่อตั้งสำนักพิมพ์อีลอร่าของเธอก็ถือเป็นคุณประโยชน์อย่างสูงต่อวงการอี โรติกโรแมนซ์อย่างยิ่ง ตอนนี้ก็เลยเหมือนซื้อหนังสือเธอตอบแทนบุญคุณค่ะ ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก (เพราะกะว่าเธอคงเพี้ยนไปแล้ว) แต่ก็ซื้อ (เรื่องเด่น One dark night 73)

ไดแอนท์ ไวท์ไซด์ เป็นนักเขียนที่มีผลงานในระยะสั้น ๆ กับอีลอร่า จากนั้นก็โบยบินเข้าซบอกเคนซิงตันแล้วมีผลงานในกับบราว่า ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์เรื่องที่ฮ็อตที่สุดในตลาดในยุคนั้น (ซึ่งบัดนี้ถูกแซงไปแล้วล่ะนะ) เธอเป็นนักเขียนแนวอีโรติคโรแมนซ์คนแรก ๆ ที่เขียนเรื่องในแนวย้อนยุค ในยามที่นักเขียนเกือบทั้งหมดมุ่งไปที่แนวพารานอมอล และนั่นเป็นจุดที่ทำให้เธอโดดเด่น สำหรับแม็กซ์แล้ว ไดแอนท์เป็นนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในกลุ่มสามคนนี้ (ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณเตือนพวกคุณได้ว่า คุณอาจจะไม่ชอบนักเขียนคนนี้ก็ได้นะ) เรื่องของเธอที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดเป็นงานที่เคยออกขายกับอีลอร่ามาแล้ว และถูกเอามาพิมพ์ใหม่อีกรอบเมื่อปีกลายนั่นก็คือ The Switch หนังสือที่เล่าเรื่องของนางเอกสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นสก๊อต กับพระเอกอดีตทหารเรือที่ชอบถูกตกเป็นเบี้ยล่างในความสัมพันธ์ที่ได้คะแนนไป ถึง 87

ยุคมากันใหญ่

หลังจากหนทางถูกเปิด และประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู เหล่านักเขียนอีบุ๊คหลายคนก็ต่างทยอยตามกันเข้ามาหาสำนักพิมพ์ในนิวยอร์ค นักเขียนที่มาในช่วงนี้มักเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงพอสมควรในวงการอีบุ๊ค ไม่ว่าจะเป็น

ลอร่า ลีย์ ที่โด่งดังจากแนวเราสามคนตระกูลออกัส (ที่แม็กซ์อ่านแล้วเกิดอาการอาหารไม่ย่อย) แต่งานในชุดบรีดของเธอถือว่าสนุกค่ะ เอ็กซ์แต่ก็ยังสนุกดี (Harmony's way 73)

เชเยน แม็คเคลย์ที่แม็กซ์อ่านอีบุ๊คของเธอแล้วก็โอเคนะ แต่กับเล่มที่ตีพิมพ์กับไม่เวิร์คค่ะ เรื่องยืดยาว น่าเบื่อ พล็อตเรื่องไม่เอาไหน น่าผิดหวัง แต่ตอนนี้ยังดื้ออยู่ค่ะ กะว่าจะให้โอกาสอีกสักสองสามเล่ม ถ้ายังไม่ดี ก็คงบอกศาลา (Forbidden magic 43)

คริสทีน วอร์เรน คนที่แม็กซ์เพิ่งเขียนรีวิวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ออกงานกับเซ็นต์มาร์ตินมาสามเล่ม ผิดหวังไปสอง แต่แฮ็ปปี้ไปเล่มหนึ่ง ซึ่งตามแม็กซ์ส รูล ถือว่ายังสอบผ่านค่ะ ก็คงทู่ซี้อ่านกันต่อไปอีกหลายเล่ม (She's no faerie princess 87)

เบลล่า อังเดร ที่เป็นนักเขียนชื่อเงียบจากอีลอร่า แต่กลับเป็นคนแรก ๆ ที่ได้รับสัญญาจากนิวยอร์ค แต่ก็เช่นเดียวกับความเงียบของเธอจากอีลอร่า มันก็ยังตามมาหลอกหลอนเธอเมื่อเธอออกงานกับพ็อตเก็ตบุ๊คด้วย แม็กซ์คงต้องบอกว่า งานของเธออ่านได้ แต่ไม่มีอะไรน่าประทับใจหรอกนะ (Take me 47)

พรุ่งนี้จะมาต่อยุคยกพลขึ้นบกค่ะ คราวนี้นักเขียนอีบุ๊คแนวอีโรติกโรแมนซ์จะยกพวกมาถล่มสำนักพิมพ์ในนิวยอร์คกัน

จากอีบุ๊คสู่นิวยอร์ค (ต่อ)

ขออนุญาตต่อเลยแล้ว คนที่อ่านไม่รู้เรื่องก็ตามลงไปอ่านที่บลอกข้างล่างก่อนแล้วกันนะคะ

ยุคศึกวันดีเดย์

เวลาก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก (แล้วคนจะไม่แก่ได้ยังไง) หนังสือแนวอีโรติกโรแมนซ์ที่เคยถูกปฏิเสธจากนิวยอร์คแล้วกลับสภาพไปเป็นอี บุ๊ค ก็มาถึงเมืองใหญ่ริมฝั่งมหาสมุทราแอตแลนติกแห่งนี้จนได้ เพราะเม็ดเงินที่คนอ่านเทลงไปในอุตสาหกรรมนี้ บรรดาสำนักพิมพ์ใหญ่ก็อดรนทนไม่ได้ ขอเข้ามาตัดเค้กแบ่งกันบ้าง แต่ที่เร็วที่สุดก็คงจะเป็นเคนซิงตันที่เปิดตัวก่อนหน้าสุดด้วยหัวบราว่า ที่ว่ากันว่าร้อนแรงสุดสุดกันแล้วนะ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็ไม่ร้อนเท่าที่ควร เคนซิงตันจึงเปิดตัวน้องใหม่ล่าสุดอย่างอโฟไดท์เซียออกมาอีก ซึ่งสำหรับแม็กซ์แล้วหัวนี้ ร้อนที่สุดแล้วล่ะสำหรับพรินต์บุ๊ค

เคนซิงตันนำขบวนยกพลขึ้นบกด้วยหัวอโฟไดท์เซียที่ฮ็อตมาก จริงสำหรับพรินต์บุ๊ค แม้ว่าคุณภาพของนักเขียนจะขึ้นลงตามแต่ละคนแต่โดยรวมแม็กซ์ก็ถือว่าโอเคกับ สำนักพิมพ์นี้นะคะ นักเขียนแนะนำก็อย่างเคท ดักลาสกับชุดวูลฟ์เทลของเธอ ที่ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับสาวน้อยไร้เดียงสา ขวัญอ่อน นักเขียนคนนี้เป็นอีกคนที่เป็นผลิตผลจากอีลอร่าในยุคแรก แม้เธอจะไม่ได้เริ่มเขียนหนังสือครั้งแรกกับอีลอร่าก็ตาม งานอีบุ๊คของเธอแตกต่างจากชุดหมาป่ายั่วสวาทที่โด่งดังกับอโฟไดท์เซียนัก แต่ก็ถือว่าอ่านได้ (แต่ไม่ดัง) Wolf Tales III ได้ 73

นอกจากเคทแล้ว แม็กซ์ก็ยังอยากแนะนำมอร์แกน ฮอร์ค ซึ่งโตมาจากเอ็กซ์ตาซี่ แต่โด่งดังกับชุดเราสามคนโหดจนเลือดสาดที่ออกกับสำนักพิมพ์ลูส ไอดี งานที่เธอเขียนให้กับอโฟไดท์เซียยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่แม็กซ์เรียกว่าดีหรอก นะ แต่ด้วยความซาดิสต์ก็คงจะตามงานของเธอต่อไปอีกสักเล่มสองเล่ม แล้วค่อยดูกันอีกที Victorious Star 73

เบิร์คเลย์ก็เป็นอีกสำนักพิมพ์นึงที่ไหวตัวเร็ว และรีบออก "เบิร์คเลย์ ฮีท" มาในตลาดหนังสือร้อนแรง และได้รับการต้อนรับค่อนข้างดี อันที่จริงแม็กซ์ชอบงานของฮีทมากกว่าของสำนักพิมพ์อื่นนะคะ เพราะหลายเรื่องที่ประทับใจก็มาจากสำนักพิมพ์นี้ ประกอบกับนักเขียนอีบุ๊คที่แม็กซ์ชอบหลายคนก็อยู่กับสำนักพิมพ์นี้เช่นกัน

นอกจากฮีทแล้ว เบิร์คเลย์ยังพิมพ์หนังสือปกอ่อนที่เขียนโดยเหล่านักเขียนอีบุ๊คอีกหลายคน ซึ่งแต่ละเล่มก็สนุกน่าอ่านดี อย่างงานของอันย่า แบสที่แม็กซ์กำลังอ่าน (และคิดว่าคงมารีวิวพรุ่งนี้) ก็สนุกใช้ได้ หรืองานของไซโล วอร์กเกอร์ก็น่าติดตามดี

เอว่อนซึ่งถือว่าเป็นสำนักพิมพ์โรแมนซ์ชั้นแนวหน้าก็เริ่ม ขยับตัวบ้าง แต่รู้สึกจะช้ามาก โดยออกหัวเอว่อน เรดออกมา และเช่นเดียวกับสำนักพิมพ์อื่นที่เอว่อนหานักเขียนในหัวนี้โดยการเก็บตก บรรดานักเขียนอีบุ๊คจากโลกไซเบอร์ จนบัดนี้แม็กซ์ยังไม่ถึงกับประทับใจในคุณภาพของนักเขียนเอว่อน เรดเลยนะคะ แต่กำลังตั้งหน้าตั้งตารองานของนักเขียนอีบุ๊คคนที่แม็กซ์คิดว่าเขียนดีที่ สุด ซึ่งกำลังจะออกงานพรินต์บุ๊คเล่มแรกกับเอว่อน นั่นก็คือ ลิซ่า มาเรีย ไรซ์

ฮาร์ลิควิน หลังจากที่ขยับตัว และเก็บเกี่ยวยอดขายไปกับฮาร์ลิควินเบลซ (ที่สำนักพิมพ์หนึ่งในเมืองไทยเอามาหากินกับบรรดานักอ่านคนไทย อย่างเมามัน) ก็ได้ฤกษ์เพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้กับไลท์ของตัวเองกับ สไปซ ที่ลือกันว่าร้อนแรงมากกว่าเบลซ และมีความเป็นอีโรติกมากกว่าอีก (เอ้า ได้ยินรึยัง รีบไปหามาแปลเถอะค่ะ เบื่อท่าเดิม ๆ ลีลาเดิม ๆ ของพระเอกที่ทำทีไรก็เหมือนเดิมแล้วล่ะ) แม็กซ์ยังไม่ได้อ่านสไปซสักเล่มค่ะ เพราะนักเขียนยังไม่ถูกใจ อีกอย่างกลัวคำว่าอีโรติกเฉย ๆ ค่ะ ต้องเป็นอีโรติกโรแมนซ์สักหน่อยถึงจะอ่านได้ แต่คาดว่าอีกไม่นาน เดือนพฤศจิกายนปีนี้ ก็คงได้ฤกษ์ซื้อสไปซมาอ่านแล้วล่ะ เพราะนักเขียนคนโปรดสุดสุดอีกคนก็จะออกงานกับสำนักพิมพ์นี้แล้ว นั่นก็คือ ซาร่าห์ แม็คคาร์ที่ย์

แบนตั้ม ไก่แจ้ยิ่งช้าไปกว่าเจ้าอื่น ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มออกงานของนักเขียนอีบุ๊คแนวอีโรติกโรแมนซ์ กับเล่มแรกที่เป็นงานของนักเขียนของแอมเบอร์ ควิลที่ชื่ออีเดน แบรดลีย์ ยังไม่ได้อ่านหรอกค่ะ เพราะหนังสือยังไม่ออก

ที่เหลือก็มีออกกันบ้างประปราย ไม่ถึงกับออกหัวใหม่เป็นเรื่องเป็นราวที่โฆษณาความฮ็อต อย่างเซ็นต์มาร์ตินก็เก็บนักเขียนอีบุ๊คไปไว้ในคลังแสงได้หลายคน และงานที่ออกก็ถือว่าใช้ได้นะคะ หรืออย่างนิวอเมริกันไลบรารี่ก็เดินตามรอยเดียวกับเบิร์คเลย์ จนดูหนังสือแล้วก็นึกว่าเป็นสำนักพิมพ์เดียวกันไปซะงั้น

สรุป และหวังว่าจะตอบคำถามเพื่อนบางคนที่ถามได้ อีโรติกโรแมนซ์มาแรงค่ะ และคงจะเป็นเทรนด์ที่อยู่ไปอีกสักพัก และนักเขียนอีบุ๊คก็จะถือทาบทามมาเขียนเรื่องให้กับสำนักพิมพ์ในนิวยอร์คมาก ขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาที่ตามมาก็คงเป็นคุณภาพของงานที่ลดลงเรื่อย ทั้งในงานอีบุ๊ค และพรินต์บุ๊ค (เพราะคนเก่งเข้ามากันหมดแล้ว พวกหน้าใหม่บางคนอาจจะไม่แน่พอจะมา แต่ก็ได้มา เพราะไม่มีใครแล้ว)

คำถามคือ (อันนี้แม็กซ์ถามเอง) ยังมีเพชรเหลืออีกไหมในวงการอีบุ๊ค นักเขียนคนไหนที่ยังไม่ได้ออกงานพรินต์บุ๊คเสียที ทั้งที่แม็กซ์คิดว่า เจ๊คนนี้เจ๋งสุดสุดเชียวนะ คำตอบก็คือ มีค่ะ แต่ขออุบไว้ก่อนแล้ว กลัวสำนักพิมพ์ในนิวยอร์คจะมาล้วงความลับค่ะ

Saturday, January 31, 2009

นักเขียนฝรั่งทำเงินกันได้เท่าไหร

คงต้องเริ่มต้นด้วยการบอกว่า ข้อมูลนี้แม็กซ์ไม่ได้เก็บมาเองหรอกนะ อาศัยหยิบยืมมาจากเว็บไซด์โน้นบ้างนี้บ้าง เอามารวมกัน แล้วก็ข้อมูลนี่ก็เป็นเฉพาะนักเขียนแนวโรแมนซ์เท่านั้นค่ะ ไม่เกี่ยวกับนักเขียนแนวอื่น (ที่เขาอาจได้กันมากหรือน้อยกว่า)

และก่อนที่จะเข้าเรื่องก็ขออธิบายระบบการจ่ายเงินค่าเขียนหนังสือของสนพ. เมืองนอก (ในเมกา) ให้ฟังกันก่อน และก็เช่นกัน อันนี้ก็ไม่ได้รู้มาจากความฉลาดของตัวเองหรอกนะ มีเพื่อนอธิบายให้ฟังมาอีกทีนึง

เมื่อมีการทำสัญญาระหว่างสนพ.กะนักเขียน จะมีการจ่ายเงินให้นักเขียนเลยล่วงหน้าเรียกว่า "Advance" ซึ่งเงินก้อนนี้นักเขียนไม่ต้องจ่ายคืนให้กับสนพ. หากมีการส่งมอบต้นฉบับ (และเป็นที่พอใจของสนพ.) จากนั้นเมื่อเริ่มขายหนังสือนักเขียนก็จะได้ค่า "Royalty" อีกทางหนึ่ง อันนี้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนเล่มที่ขายได้ โดยคิดจากราคาตามปก แต่เงินก้อนนี้จะต้องเอาไปลบกับ Advance ที่นักเขียนได้รับไปแล้วเสียก่อน ส่วนที่เกินถึงได้เป็นเงินเพิ่มขึ้น

ยกตัวอย่างนะ หากนักเขียนได้แอดวานซ์ 3,000 แล้วได้ Royalty อีก 5% ของราคาปก 6.99 เหรียญ ขายได้ 30,000 เล่ม คิดเป็นค่า Royalty = 10,485 เหรียญ นักเขียนก็จะได้เงินแบ่งเป็นสองส่วน เริ่มต้นก็ได้เลย 3,000 จากนั้นก็ได้เพิ่มอีก 7,485 รวมเป็น 10,485

แต่ถ้าขายน้อยกว่า Advance ที่ได้รับไปแล้ว เช่น ขายได้แค่ 5,000 เล่ม ก็ได้ค่า Royalty แค่ 1,748 น้อยกว่า Advance ยังงี้ไม่ต้องคืนเงินนะคะ สรุปว่าได้รวมที่ 3,000

ดังนั้น Advance จึงมีความสำคัญมาก ยิ่งนักเขียนใหญ่ก็ยิ่งได้ Advance เยอะ และยิ่งเป็นการการันตีด้วยว่ายังไงก็ได้เงินคุ้มค่าเขียนแน่ เพราะมาเพิ่งยอดขายนี่มันก็แค่ของแถม ขายได้เยอะไหมก็ไม่รู้

นักเขียนระดับดังมาก ๆ Advance อาจขึ้นไปถึงระดับหลักล้าน หรือหลายสิบล้าน ขึ้นอยู่กับเพาเวอร์ของนักเขียนแต่ละคนด้วย

มาดูกันว่าโดยเฉลี่ยแล้วแต่ละสนพ.จ่ายเงินนักเขียนโร แมนซ์กันยังไงดูค่ะ เน้นว่าเป็นค่าเฉลี่ย และสำหรับนักเขียนโรแมนซ์เท่านั้นนะคะ ดังนั้นถ้านักเขียนดังและขายดีจริง บางสนพ.ที่ดูว่าจ่ายน้อยก็อาจจะเกิดอาการทุ่มให้นักเขียนคนนั้นยังคงอยู่กับ สนพ.ตัวเองก็ได้ค่ะ

สนพ.เอว่อน (ในเครือฮาร์เปอร์คอลลินส์)

Advance = 17,000 ต่อเล่ม สำหรับนักเขียนเล่มแรก และได้ 27,000 ต่อเล่มสำหรับเล่มต่อ ๆ มา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 8%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 23,000 เหรียญ

สนพ.แบนตั้ม/เดล (ในเครือแรนดอมเฮ้าท์)

Advance = 15,500

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 8%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

สนพ.เบิร์คเลย์/โจฟ (ในเครือเพนกวิน)

Advance = 7,200 สำหรับเล่มแรก และ 8,500 สำหรับเล่มต่อ ๆ มา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 4 - 8%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 9,250 เหรียญ

สนพ.ดอร์เชสเตอร์/เลย์เชิร์ส

Advance = 1,950 สำหรับเล่มแรก และ 5,900 สำหรับเล่มถัดมา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 4 - 8%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 2,300 เหรียญ

สนพ.ซิทเน็ต/NAL (ในเครือเพนกวิน)

Advance = 9,200 สำหรับเล่มแรก และ 30,000 สำหรับเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 7.5 - 8%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

สนพ.อีลอร่าส เคฟ (เป็นสนพ.อีบุ๊ค ดังนั้นจะไม่มี Advance)

Advance = ไม่มี

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 37.5% สำหรับยอดขายอีบุ๊ค และ 7.5% สำหรับยอดขายพรินต์บุ๊ค

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 3,050 เหรียญ

สนพ.ไฟว์สตาร์ (พิมพ์เฉพาะเล่มปกแข็ง)

Advance = 1,100

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 10%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 1,300 เหรียญ

สนพ.แกรนด์เซ็นทรัล (เดิมคือสนพ.วอร์เนอร์ แต่โดนซื้อกิจการไปก็เลยเปลี่ยนชื่อ)

Advance = 6,500 สำหรับเล่มแรก และ 13,000 สำหรับเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 8%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

สนพ.อิมเมจิน (สนพ.นี้เป็นที่สร้างนักเขียนมากมาย แต่ดูท่าใกล้เจ๊งไปทุกทีแล้ว เพราะนักเขียนดังแล้วก็มักย้ายไปอยู่ที่อื่นกันหมด)

Advance = 25 (อ่านว่ายี่สิบห้า ไม่ได้พิมพ์ผิด)

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 8 - 10%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

สนพ.เคนซิงตัน/ซีบร้า (รวมทั้งบราว่า และอโฟไดท์เซียด้วย)

Advance = 3,700 สำหรับเล่มแรก และ 5,500 สำหรับเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty =6 - 8.5%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 5,300 เหรียญ

สนพ.แมเดลเลียน

Advance = 1,200

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 10%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

สนพ.พ็อตเก็ตบุ๊ค (เครือไซม่อนและชูสเตอร์)

Advance = 12,000 สำหรับเล่มแรก และ 19,000 สำหรับเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 8 - 10%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

สนพ.เรดเซจ (พิมพ์เรื่องสั้นอย่างเดียวภายใต้ชื่อซีเคร็ท)

Advance = 500

เปอร์เซ็นต์ Royalty =1.5 - 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 3,100 (นับว่าดีมากสำหรับเรื่องสั้น)

สนพ.เซ็นต์มาร์ติน

Advance = 6,600 สำหรับเล่มแรก และ 40,500 สำหรับเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 8%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

สนพ.ทอร์

Advance = 11,000 สำหรับเล่มแรก และ 14,000 สำหรับเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 8%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

สนพ.ฮาร์ลิควิน/ซิลลูเอ็ด แบ่งเป็นแต่ละแบรนด์เนมนะคะ

ฮาร์ลิควิน อเมริกัน (แม็กซ์ไม่อ่านหัวนี้ค่ะ ที่นึกชื่อนักเขียนออกก็อย่างเช่นพามิล่า บริตตัน, อย่างแอนด์ สจ๊วตก็เคยเขียนให้หัวนี้มาบ้างในอดีตนานแล้ว)

Advance = 4,300 สำหรับเล่มแรก และ 4,800 สำหรับเล่มถัดมา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 8,150 เหรียญ

ฮาร์ลิควิน เบลซ (เป็นหัวที่แม็กซ์อ่านมากที่สุดตอนนี้เลยมั้งคะ นักเขียนเช่น อลิสัน เค้น, มาเรีย โดโนแวน, แนนซี่ วอร์เรน)

Advance = 4,500 สำหรับเล่มแรก และ 5,700 สำหรับเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 12,500 เหรียญ

ฮาร์ลิควิน ฮิสโตริคาล (แนวย้อนยุคชุดเดียวของฮาร์ลิควิน)

Advance = 4,300 สำหรับเล่มแรก และ 6,700 สำหรับเล่มถัดมา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 12,000 เหรียญ

ฮาร์ลิควิน อินทรีค (นักเขียนอย่างรีเบคก้า ยอร์ค, เจสสิก้า แอนเดอร์สัน)

Advance = 3,800 สำหรับเล่มแรก และ 5,800 สำหรับเล่มต่อมา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 18,500 เหรียญ

ฮาร์ลิควิน มิลล์แอนด์บูน (รวมเพรสเซ่น เรื่องของป้าลินน์และคนอื่น ๆ ด้วย)

Advance = 2,800 สำหรับเล่มแรก และ 3,000 สำหรับเล่มถัดมา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 4 - 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

ฮาร์ลิควิน โรแมนซ์ (เรื่องรักแนวหวานไร้เซ็กส์)

Advance = 2,600 สำหรับเล่มแรก และ 2,800 สำหรับเล่มถัดมา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

ฮาร์ลิควิน ซุปเปอร์โรแมนซ์ (ฮาร์ลิควินเล่มหนาหน่อย สามร้อยหน้า นักเขียนอย่างเบรนด้า โนแวค)

Advance = 5,000 สำหรับเล่มแรก และ 5,700 สำหรับเล่มถัดมา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 20,000 เหรียญ

เฮชคิวเอ็น (คล้ายกะไมร่า แต่เรื่องหวานกว่า และดีกว่า อันนี้ความเห็นแม็กซ์ค่ะ นักเขียนอย่างจีน่า โชว์วอลเตอร์, ซูซาน มัลโลรี)

Advance = 8,500 สำหรับเล่มแรก 20,500 สำหรับเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 8%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = ไม่มีข้อมูล

ซิลลูเอ็ด ดีไซร์ (แนวคล้ายเพรสเซ่น แต่ดีกว่า เช่นกัน อันนี้ความเห็นแม็กซ์)

Advance = 4,500 สำหรับเล่มแรก และ 5,850 สำหรับเล่มถัดมา

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 16,500 เหรียญ

ซิลลูเอ็ด โรแมนติก ซัฟเพนส์ (หรือ SIM เก่า เคยเป็นหัวที่แม็กซ์ชอบอ่านมากที่สุด แต่นั่นมันก็คืออดีต)

Advance = 5,800

เปอร์เซ็นต์ Royalty =6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 17,500 เหรียญ

ซิลลูเอ็น สเปเชี่ยล เอ็ดดิชั่น

Advance = 4,000 สำหรับเล่มแรก และ 8,000 สำหรับเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 17,500 เหรียญ

สเตเพิล ฮิลล์ (แนวพึ่งพระคัมภีร์)

Advance = 4,000 สำหรับเล่มแรก และ 5,500 สำหรัลเล่มถัดไป

เปอร์เซ็นต์ Royalty = 6%

เฉลี่ยแล้วนักเขียนได้เงินต่อเล่ม = 11,000 เหรียญ

อยากจะเน้นอีกทีว่าเป็นแค่เฉลี่ยของข้อมูลที่มีเท่านั้น พอแค่จะให้เห็นเทรนด์ว่าสนพ.ไหนตืด สนพ.ไหนใจกว้างเท่านั้น แต่สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่มูลค่าของนักเขียนเองแหละว่าจะมีศักยภาพในการทำงาน เท่าไหร เพราะถ้าคุณเป็นนักเขียนระดับติดอันดับขายดี ค่าตัวคุณก็อยู่ด้านบนของค่าเฉลี่ย

Wednesday, January 21, 2009

Publisher Spotlight : Harlequin

เมื่อวานนั่งคุยกับเพื่อน แล้วก็เลยเกิดคำถามสงสัยกันว่า ทำไมบริษัทที่ผลิตหนังสือโรแมนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดันไปตั้งอยู่ที่ประเทศแคนาดาได้ ไหงถึงไม่อยู่ในอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นตลาดโรแมนซ์ที่ใหญ่ที่สุด

วันนี้ก็เลยเกิดอาการฮึดไปนั่งค้นข้อมูลตามอินเตอร์เน็ตเพื่อทำความเข้าใจ เกี่ยวกับบริษัทที่มีชื่อว่าฮาร์ลิควิน เอ็นเตอร์ไพร์ส และคิดว่าไหน ๆ ก็อุตส่าห์นั่งหามาแล้ว ก็เลยเอามาแชร์ในคนที่อ่านบลอกนี้ฟังกันด้วยแล้วกันค่ะ

แต่ขอบอกก่อนนะคะมันเป็นข้อมูลที่หาได้ไม่ยากนักหรอกถ้าหากค้นหาในเน็ต ไม่ใช่ความเก่งกาจหรือความกูรูอะไรของแม็กซ์เลย

แบ็คกราวด์ของฮาร์ลิควิน

ฮาร์ลิควินเป็นสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ ว่าไปอาจจะเป็นผู้ผลิตหนังสือโรแมนซ์จำนวนมากที่สุดในโลกก็ได้ ข้อมูลนึงที่หาได้มาบอกว่าฮาร์ลิควินผลิตโรแมนซ์ขายเดือนละมากกว่า 115 เล่มต่อเดือน ในหลายภาษา ไม่ใช่เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น

ปัจจุบันฮาร์ลิควินผลิตหนังสือทุกแนวของโรแมนซ์ มีกระทั่งหนังสือที่ไม่ใช่นิยาย หรือที่เรียกกันว่า Non-Fiction ซึ่งเล่มแรกของฮาร์ลิควินเพิ่งออกวางขายเมื่อไม่นานมานี้ แต่ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮาร์ลิควินก็คือแนวที่เรียกกันทั่วไปว่า Category หรือแม็กซ์และเพื่อน (ไม่แน่ใจว่าเพื่อนคนไหนเริ่มเรียกก่อนนะคะ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่แม็กซ์คิดเอง) เรียกกันว่าหนังสือเล่มเล็ก

อะไรคือหนังสือเล่มเล็ก พูดง่าย ๆ ก็คือมันไม่ใช่หนังสือที่หนา (กวน teen ชาวบ้านน่ะค่ะ) แต่หลักเกณฑ์สำคัญที่เขาจัดให้หนังสือเป็นแนว Category ก็อยู่ตรงที่เลขลำดับที่พิมพ์ (โปรดสังเกตบนสันหนังสือของฮาร์ลิควินดูแล้วกันค่ะ มันจะมีเลขกำกับไว้) เพื่อบอกถึงลำดับที่ออกในของสนพ.นั้น ๆ ลำดับที่พูดถึงนี้ไม่ได้บอกว่าเรื่องราวของแต่ละเล่มจะเกี่ยวเนื่องอะไรกัน หรอกนะคะ

สำหรับหนังสือเล่มเล็ก ปัจจุบันฮาร์ลิควินผูกขาดตลาดค่ะ เพราะเหลือแค่สำนักพิมพ์เดียวแล้วเท่านั้นที่ยังผลิตขายอยู่

สำหรับแนวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หนังสือเล่มเล็ก ฮาร์ลิควินก็ยังเน้นที่นิยายโรแมนซ์เป็นหลักอยู่ อาจจะมีแนว Women's Fiction หรือสมัยที่ชิคลิกดัง ๆ ก็มีผลิตชิคลิกออกมาบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยดัง หรือประสบความสำเร็จมากนัก คนมักเอาฮาร์ลิควินไปผูกกับหนังสือเล่มเล็กมากกว่า

ข่าวว่าปัจจุบันฮาร์ลิควินมีปัญหาเรื่องรายได้ที่ลดน้อยลงพอสมควร เพราะว่าแฟนหนังสือของฮาร์ลิควินก็ล้วนเข้าวัยสนธยากันเต็มที่ เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ค่อยหันมาอ่านนิยายของฮาร์ิลิควินนัก หลายคนวิจารณ์ว่าฮาร์ลิควินประสบปัญหากับการปรับตัวให้เข้ากับเด็กรุ่นใหม่ จากผลสำรวจแฟนหนังสือของฮาร์ลิควินจำนวนมากอายุมากกว่า 45 ปี ในขณะที่เด็กวัยต่ำกว่า 30 ปี แทบไม่มีใครอ่านฮาร์ลิควินเลย

ดังนั้นฮาร์ลิควินจึงมีความพยายามปรับตัว โดยการปรับเปลี่ยนแนวหนังสือ ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าต่อไปค่ะ

ประวัติศาสตร์ของฮาร์ลิควิน

บริษัทที่เป็นเจ้าของ (บริษัทแม่) ของฮาร์ลิควินในปัจจุบัน มีชื่อว่า ทอร์สตาร์ ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสารในประเทศแคนาดา แต่แรกเริ่มนั้นบริษัทถูกก่อตั้งในปี 1949 โดยยอดชายนามริชาร์ด บอนนี่แคสเซิล (นามสกุลให้ที่จะทำโรแมนซ์มาก)โดยเริ่มต้นผลิตหนังสือแนวคาวบอยตะวันตก (ไม่ใช่โรแมนซ์หรอกค่ะ โปรดนึกถึงงานแนวหลุยส์ ลามูร์) รวมไปถึงหนังสือทำอาหารด้วย

มาในปี 1957 นั่นแหละที่ฮาร์ลิควินรุกคืบตลาดโรแมนซ์อย่างจริงจัง ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์การตีพิมพ์หนังสือของสำนักพิมพ์ที่มีชื่อว่า มิลล์แอนด์บูนส์ (ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาตอังกฤษ) ฮาร์ลิควินซื้อลิขสิทธิ์มาตีพิมพ์ขายในตลาดอเมริกาเหนือ (แคนาดา, อเมริกา, และเม็กซิโก) ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี จนทำให้ในปี 1964 ฮาร์ลิควินตัดสินใจเลิกผลิตนิยายแนวอื่น หันมาทำโรแมนซ์อย่างเดียว

แล้วฮาร์ลิควินก็โตวันโตคืน จนกระทั่งในที่สุดในปี 1971 ก็ซื้อสำนักพิมพ์มิลล์แอนด์บูนส์มาเป็นของตัวเองซะเลย

ก่อนหน้าปี 1980 ฮาร์ลิควินทำหน้าที่แค่การผลิตหนังสือ แต่การจัดจำหน่ายนั้นฮาร์ลิควินทำสัญญากับสำนักพิมพ์อีกแห่งที่มีชื่อว่า ไซม่อนแอนด์ชูสเตอร์ ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสือให้ตนเอง แต่ในปี 1980 ฮาร์ลิควินตัดสินใจทำการจัดจำหน่ายด้วยตัวเอง จึงบอกเลิกสัญญากับไซม่อนฯ

แต่เนื่องจากยอดขายของฮาร์ลิควินค่อนข้างสูง ทำให้ไซม่อนฯ โต้ตอบด้วยการสร้างสำนักพิมพ์ของตัวเองขึ้นมาบ้าง (เป็นบริษัทลูกอยู่ในไซม่อนฯ ซึ่งมีอิมพรินต์ของตัวเองที่ชื่อว่าพ็อตเก็ตบุ๊คอยู่แล้ว) ไซม่อนฯ เรียกชื่อสำนักพิมพ์ใหม่ที่ตัวเองตั้งขึ้นว่า ชิลลูเอ็ต จากนั้นฮาร์ลิควินและชิลลูเอ็ตก็เป็นคู่แข่งกันอยู่นานหลายปี

จนกระทั่งในปี 1985 ฮาร์ลิควินก็ควักเงินซื้อชิลลูเอ็ตเข้ามาเป็นของตัวเองอีก แต่การซื้อชิลลูเอ็ตเข้ามานั้น ต่างจากการซื้อมิลล์แอนด์บูนส์ เพราะว่าฮาร์ลิควินไม่ได้ลบความเป็นชิลลูเอ็ตทิ้งลงไป ปัจจุบันหนังสือของสนพ.ชิลลูเอ็ตก็ยังมีขายกันอยู่ โดยถือเป็นหนึ่งในอิมพรินต์ของฮาร์ลิควิน ในขณะที่มิลล์แอนด์บูนส์นั้น เวลาจะตีพิมพ์ขายในตลาดอเมริกาเหนือ (ที่ไม่ใช่อังกฤษอันเป็นหลักแหล่งของมิลล์แอนด์บูนส์) ฮาร์ลิควินจะเอาต้นฉบับมารวมเข้าไว้กับอิมพรินต์ของตัวเองก่อนจะวางขาย สรุปว่าไม่มีอิมพรินต์ที่ชื่อว่ามิลล์แอนด์บูนส์ในตลาดอเมริกาเหนือค่ะ

เราจะเห็นได้ว่าฮาร์ลิควินโตโดยใช้วิธีการควบรวมกิจการ ใช้เงินเข้าซื้อสำนักพิมพ์ที่มีขนาดเล็กกว่า

โครงสร้างธุรกิจของฮาร์ลิควิน

ฮาร์ลิควินในปัจจุบันมีบริษัทลูก และสาขาในต่างประเทศ (นอกแคนาดา) หลายแห่ง ที่สำคัญก็คงจะเป็นที่ลอนดอน (ผ่านมิลล์แอนด์บูนส์เดิมที่ซื้อกิจการมา, และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังตีพิมพ์นิยายโรแมนซ์ในภาษาต่าง ๆ หลายภาษาผ่านบริษัทลูกที่อยู่ในเยอรมันนี, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, กรีซ, อิตาลี, สเปน, และญี่ปุ่นที่น่าจับตามองก็คือในปี 2007 ฮาร์ลิควินตั้งบริษัทลูกอีกแห่งนึงในประเทศอินเดีย (ทำให้แม็กซ์ชักอยากจะไปอินเดียแล้วสิ)

อิมพรินต์

แม็กซ์เขียนคำว่าอิมพรินต์ไปหลายรอบแล้วนะคะ อันที่จริงก็เคยอธิบายเรื่องนี้ในบลอกเก่าไปแล้วด้วยล่ะค่ะ พูดให้เข้าใจง่าย อิมพรินต์ก็คือชื่อของสำนักพิมพ์ที่อยู่บนสันหนังสือ ซึ่งในกรณีนี้ยกตัวอย่างนะคะ บริษัทที่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ใช้ชื่อว่าฮาร์ลิควิน ซึ่งมีอิมพรินต์ที่ชื่อว่าฮาร์ลิควิน (เหมือนชื่อบริษัท), ชิลลูเอ็ต, ไมร่า, และอื่น ๆ

รายชื่ออิมพรินต์ของฮาร์ลิควินในปัจจุบันมี ฮาร์ลิควิน, ชิลลูเอ็ต, เฮชคิวเอ็น, คิมานี เพรส, ลูน่า, ไมร่า, เรด เดรส อิงค์, สไปร์ซ, และสเตเปิ้ล ฮิลล์

เรามาว่ากันทีละอันแล้วกันค่ะ

ฮาร์ลิควิน ภายใต้อิมพรินต์ที่ชื่อว่าฮาร์ลิควินก็ ยังแบ่งออกเป็นหนังสือกลุ่มย่อยที่เรียกกันว่าไลน์ โดยแต่ละไลน์นั้นจะมีแนวหนังสือที่แตกต่างกัน (ส่วนตัวเราว่าก็ไม่มากนักหรอก แต่สนพ.เขาบอกว่าต่าง ก็เชื่อเขาหน่อยแล้วกัน) เรามารู้จักกันทีละไลน์แล้วกัน

ฮาร์ลิควิน อเมริกัน โรแมนซ์ มีเรื่องที่โฟกัสที่ชีวิตของชาวอเมริกัน โดยเฉพาะในเมืองเล็ก ๆ

ฮาร์ลิควิน เบลซ เดิมไลน์นี้เป็นชื่อชุดสั้น ๆ ในฮาร์ลิควิน เทมเทชั่น แต่ดันดังเกินหน้าเกินตา สุดท้ายก็เลยถีบเทมเทชั่นจนเลิกผลิตไปแล้ว ตอนที่เบลซมาใหม่ ๆ ฮาร์ลิควินโฆษณาว่าเป็นเรื่องโรแมนซ์สุดฮ็อต เรื่องราวความรักและเซ็กส์ที่เกี่ยวพันกันไปอย่างแทบแยกกันไม่ออก (แม็กซ์สรุปเองว่า เป็นเรื่องที่อาจจะเริ่มต้นด้วยเซ็กส์ก่อนที่ความรักจะตามมา)

ฮาร์ลิควิน อิสทอริคอล ไลน์นี้ก็ตามชื่อค่ะ เป็นเรื่องราวย้อนยุค เท่าที่ทราบไลน์เกือบโดนกำจัดทิ้งไปแล้วนะคะ เพราะยอดขายตกต่ำน่าเกลียด แต่สุดท้ายฮาร์ลิควินก็สู้ทำไลน์นี้ขายต่อ โดยตอนนี้มุ่งเน้นไปยังเรื่องย้อนยุคในยุคที่ไม่ค่อยมีนักเขียนเขียน เช่นยุคเรเนซองค์, อลิซาเบ็ทเธียน, หรือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ฮาร์ลิควิน อินทรีค เรื่องแนวโรแมนติคสืบสวนของเขาล่ะ

ฮาร์ลิควิน เิลิฟ อินสไปรด์ เรื่องราวที่มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านคุณค่าของความเป็นคริสเตียน

ฮาร์ลิควิน เมดิคอล โรแมนซ์ เรื่องรักในวงการแพทย์

ฮาร์ลิควิน เพรสเซ่น เรื่องรักของคนรวย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกประเทศอเมริกา

ฮาร์ลิควิน โรแมนซ์ เรื่องรักใสใส ที่ไม่ใช่เอฟโฟร์ (แปลว่าไม่มีเซ็กส์)

ฮาร์ลิควิน ซุปเปอร์โรแมนซ์ เรื่องรักที่ยาวกว่าไลน์อื่น ๆ ของฮาร์ลิควิน เน้นที่ครอบครัวเป็นสำคัญ

ชิลลูเอ็ต การอธิบายไลน์ของชิลลูเอ็ตยากกว่าฮาร์ลิควินค่ะ เพราะเท่าที่แม็กซ์อ่านมานะ ก็คิดว่ามันก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร แต่จะพยายามค่ะ

ชิลลูเอ็ต ดีไซร์ เราเทียบไลน์นี้กับฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นนะคะ เรื่องความรักของคนรวย ที่ต่างกันหน่อยตรงที่เราว่าคาแร็คเตอร์ของดีไซร์ดูมีสมองมากกว่าเพรสเซ่น และเรื่องมักเิกิดในอเมริกา

ชิลลูเอ็ด โรแมนติก ซัสเพส นี่เป็นไลน์ที่เราชอบมากที่สุด (เพราะรับมรดกมาจากเพื่อนคนนึงที่ชอบไลน์มาก เราเชื่อเขาก็เลยอ่านตาม และพบว่าไลน์นี้ดีจริง ๆ) ไลน์นี้เป็นที่เกิดของนักเขียนซุปเปอร์ดังหลายคน บอกชื่อก็น่าจะรู้จัก (ดังนั้นจะไม่บอก) เรื่องเน้นไปที่พล็อตโรแมนติคสืบสวนแต่ก็ไม่ได้มากจนบดบังโรแมนซ์หรอกค่ะ

ชิลลูเอ็ต น็อคเทิร์น ไลน์นี้เป็นการฟื้นคืนชีพของชิลลูเอ็ต ชาร์โดว์ซึ่งเป็นไลน์ที่มาก่อนความต้องการของตลาด เป็นแนวพารานอมอลโรแมนซ์ ซึ่งเท่าที่อ่าน เราว่าใช้ได้ทีเดียว

ชิลลูเอ็ต สเปเชี่ยล เอ็ดดิชั่น ไลน์ตั้งขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการเซ็กส์ของคนอ่าน พูดจริงนะคะ เพราะเดิมชิลลูเอ็ตไม่มีไลน์นี้ มีแต่ชิลลูเอ็ต โรแมนซ์ (ซึ่งถูกยุบไปรวมกับฮาร์ลิควินโรแมนซ์แล้ว) ซึ่งเรื่องรักมีแต่ความหวาน ไม่มีเซ็กส์ คนอ่านก็เลยบอกว่า อยากเห็นอะไรมากกว่าประตูห้องนอน ชิลลูเอ็ตก็ตอบสนองด้วยการสร้างสเปเชี่ยล เอ็ดดิชั่นขึ้นมา จนกระทั่งในปัจจุบัน ไลน์นี้จึงเป็นเรื่องราวความรักของคนทั่วไปที่คนอ่านแน่ใจได้ว่าต้องมีฉาก เซ็กส์อย่างน้อยหนึ่งฉาก

เฮชคิวเอ็น นี่เป็นอิมพรินต์ใหม่ที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นานของฮาร์ลิควิน ตั้งขึ้นเพื่อรองรับนักเขียนของฮาร์ลิควินที่เริ่มปีกกล้าขาแข็ง อยากเขียนหนังสือแนวอื่นนอกจากเล่มเล็ก เนื่องจากในอดีตฮาร์ลิควินไม่มีอิมพรินต์ที่ขายหนังสือชนิดที่เราเรียกกัน ว่า Single Title หรือหนังสือเล่มเดี่ยวทั่วไป (คำว่าเดี่ยวไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นชุดนะคะ อาจจะเป็นชุดก็ได้ แต่เป็นเล่มที่ีไม่การลำดับเลขที่การพิมพ์เอาไว้) ทำให้เสียนักเขียนไปจำนวนมาก ทั้งที่หลายคนเกิดจากฮาร์ลิควินนั่นแหละ เฮชคิวเอ็นเป็นคำตอบ

คิมานี่ เพรส นี่เป็นอีกอิมพรินต์นึงที่ฮาร์ลิควิ นได้เข้ามาด้วยการควบรวบกิจการ โดยซื้อมาจากบริษัทบีอีที ซึ่งพิมพ์หนังสือที่ตัวละครเป็นแอฟริกันอเมริกัน

ลูน่า เรื่องแนวแฟนตาซีของฮาร์ลิควิน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรแมนซ์นะคะ

ไมร่า เรื่องแนว Women's Fiction เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรแมนซ์ อิมพรินต์อันนี้สำหรับนักเขียนใหญ่ของฮาร์ลิควินเขาล่ะค่ะ

เรด เดรส อิงค์ อันนี้สำหรับเรื่องแนวชิคลิค

สไปร์ซ เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเรื่องที่ ร้อนแรงไปยิ่งกว่าเดิมของคนอ่าน เราอยากเทียบสไปร์ซกับอโฟไดท์เซียของเคนซิงตันเขาค่ะ แต่เช่นกันไม่จำเป็นต้องเป็นโรแมนซ์ อาจจะเป็นอีโรติก้าเพียว ๆ เลยก็ได้

สเตเปิ้ล ฮิลล์ อิมพรินต์สำหรับเรื่องรักบันดาลใจของชาวคริสเตียน (เทียบกับเลิฟ อินสไปร์ดแล้วกันค่ะ

นักเขียนของฮาร์ลิควินที่แม็กซ์แนะนำ

ปัจจุบันมีนักเขียนในสังกัดของฮาร์ิลิควินที่แม็กซ์ยังติดตามซื้ออยู่ราว 70 คน แต่ที่เราชอบมาก ๆ (เน้นตรงที่มากนะคะ ถ้าชอบเฉย ๆ ก็มีเยอะ) และขอแนะนำให้อ่านกันก็มี แอน สจ๊วต ภายใต้อิมพรินต์ไมร่า, มาริลีน แพพพาโน่ กับชิลลูเอ็ต โรแมนติค ซัสเพส, ซูซาน แอนเดอร์สันกับไมร่า, เดบอร่าห์ ซิมมอนส์กับฮาร์ลิควิน ฮิสทอริคอล

ทั้งหมดเราคิดว่าเราน่าจะมีรีวิวไปแล้วบ้างในบลอกน่ะค่ะ ถ้าสนใจก็ลองหาอ่านกันดูแล้วกันค่ะ

Publisher Spotlight : Avon Books

แม็กซ์ตั้งใจจะทยอยเขียนถึงสนพ.ของฝรั่งที่จัดทำหนังสือโรแมนซ์ หลังจากที่เขียนเรื่องสนพ.ฮาร์ลิควินไปแล้ว ก็มาถึงคิวของสนพ.เอว่อน ซึ่งโดยส่วนตัวเรายกใ้ห้เป็นสนพ.ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งนึงในวงการโร แมนซ์ และเป็นสนพ.ที่ทำการตลาดได้เก่งที่สุดที่นึง รวมทั้งมีทีมบรรณธิการที่ยอดเยี่ยม สามารถปั้นดินให้เป็นดาวได้โดยที่แม็กซ์เองก็ยังทึ่ง


แบ็คกราวด์ของเอว่อน

คนที่อ่านหนังสือโรแมนซ์ (ภาษาอังกฤษ) แล้วไม่รู้จักสนพ.เอว่อน ก็คงต้องบอกว่า น่าจะกลับไปทบทวนชีวิตตัวเองใหม่ได้แล้ว เพราะสำนักพิมพ์แห่งนี้ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกหนังสือโรแมนซ์โดยเฉพาะแนวที่ เราเรียกกันว่า Historical Romance เพราะ ณ สำนักพิมพ์แห่งนี้นี่เองที่เราได้ต้นแบบของหนังสือโรแมนซ์ หนังสือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีเรื่อง The Flame and The Flower ของแคธลีน อี วูดดิวิสส์

The Flame and The Flower เปลี่ยนมุมมองของนักอ่านต่อหนังสือที่เขาเรียกกันว่า Bodice Ripper ว่าไม่จำเป็นต้องรุนแรง(มากนัก) นางเอกไปต้องถ่างขาไปทั่วห้าทวีป หรือลากกันไปข่มขืนทั่วโลกก็ได้ แค่โดนพระเอกข่มขืนคนเดียวก็น่าจะพอแล้ว (จากเดิมที่นางเอกต้องโดนคนมากมาย ทั้งพระเอก ตัวร้าย และคนอื่น ๆ ที่บังเอิญเดินผ่านฉากเข้ามาร่วมชุมนุมด้วย)

เอว่อนกลายเป็นสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงกับการผลิตหนังสือโรแมนซ์แนวย้อนยุค นักเขียนที่ปัจจุบันเรายอมรับในความคลาสิกก็เกิดจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นแคธลีน อี วูดดิวิสส์, โจฮันน่า ลินด์เซย์, เชอร์ลี บัสบี้, ลอร่า คินเซล และอีกหลายคน

จุดเด่นของเอว่อนที่แม็กซ์ทึ่งเสมอก็คือ ความสามารถในการเอานักเขียนมาใส่ตระกร้าล้างน้ำ แล้วเอามาขายใหม่ ปลุกปั้นจนกลายเป็นนักเขียนดังก้องโลก

นักเขียนหลายคนเคยเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์อื่นมาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ดังสักกะที พอย้ายมาเอว่อนก็เหมือนได้กินไวอากร้า คึกคักขึ้นมาผิดหูผิดตา และความดังที่ได้มาก็ไม่ใช่เพราะการทำการตลาดเท่านั้น ฝีมือเขียนที่อาจจะเคยดูธรรมดาก็ดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ นักเขียนที่แม็กซ์ยกให้เป็นเพราะความดีของเอว่อนก็มี

ซูซาน อลิซาเบ็ธ ฟิลลิปที่เคยเขียนให้กับสนพ.พ็อตเก็ต แนว Women's Fiction แต่แป๊ก ก็มาเกิดใหม่กับเอว่อน

ซูซาน แอนเดอร์สั่นที่เขียนแนว Romantic Suspense ให้กับสนพ.เคนซิงตัน ก็กลายเป็นนักเขียนใหญ่ (ก่อนจะทิ้งเอว่อนไปอยู่กับฮาร์ลิควินพร้อมสัญญาเป็นเลขเจ็ดหลัก)

คินลี่ย์ แม็คเกรเกอร์ที่เขียนนิยายก๊อกแก๊กให้กับสนพ.ฮาร์เปอร์ ได้ผลดีกับการรวมกับของฮาร์เปอร์และเอว่อน ใช้ประโยชน์อันนี้จนกลายเป็นนักเขียนดังอีกคน

ในทางกลับกัน แม้เอว่อนจะมีความสามารถในการสร้างนักเขียนที่ไม่ค่อยดังกะสนพ.อื่นให้ดัง พลุแตกที่เอว่อนได้ แต่ก็มีคำพูดที่กระทบกระเทียบเอว่อนอยู่เกี่ยวกับนักเขียนจำนวนไม่น้อยของเอ ว่อนว่าเขียนเรื่องแนวเดียวกันหมด คำศัพท์ที่เขานิยมใช้กันก็คือ Avonization หรือนักเขียนหน้าใหม่แนวย้อนยุคที่เขียนเรื่องแล้ว ก๊อปปี้แนวกันมาหมด ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่อง ตัวละคร และการดำเนินเรื่อง

ซึ่งแม็กซ์ก็ว่าจริงเช่นกัน การหยิบงานของเอว่อนมาอ่าน ผลลัพธ์ที่ได้อ่านไม่ไ้ด้เจอกับเรื่องที่สนุกสุดยอดนะคะ แต่อย่างน้อยก็มีมาตรฐานในระดับนึงที่ไม่น่าผิดหวัง มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ใช้ได้ทีเดียว คนอ่านไม่ต้องเสียงกับเรื่องห่วย ๆ แต่ก็ยากที่จะเจอเพชรในตมกับการอ่านงานของเอว่อน

ประวัติศาสตร์ของเอว่อน

สำนัำกพิมพ์เอว่อนก่อตั้งขึ้นในปี 1941 โดยบริษัทที่ชื่อว่า อเมริกัน นิวส์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งก่อตั้งเอว่อนขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งของสำนักพิมพ์พ็อตเก็ต (ของบริษัทไซม่อนแอนด์ชูสเตอร์) ดังนั้นหนังสือในระยะแรกของเอว่อนจึงมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับหนังสือที่ สำนักพิมพ์พ็อตเก็ตผลิตอย่างมาก และแน่นอนเอว่อนยังไม่ได้ทำโรแมนซ์ในขณะนั้น

ในปี 1959 เอว่อนถูกซื้อไปโดยบริษัท เฮิร์ตส์คอร์ปอเรชั่น ก่อนที่เฮิร์ตส์จะขายกิจการเฉพาะส่วนสำนักพิมพ์ (ซึ่งหมายถึงเอว่อน และมอร์โรว์ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ผลิตปกแข็งเป็นการเฉพาะ) ให้กับบริษัทนิวส์ คอร์ปอเรชั่น เจ้าของสำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์ คอลลินส์ ทำให้เอว่อนและฮาร์เปอร์รวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยเอว่อนจากที่เคยเป็นสำนักพิมพ์ก็ลดระดับเป็นเพียงอิมพรินต์หนึ่งของสนพ. ฮาร์เปอร์คอลลินส์

สำนักพิมพ์เอว่อน และมอร์โรว์ผลิตหนังสือปีนึงประมาณ 1,000 เล่ม แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นแนวโรแมนซ์ โดยเฉพาะมอร์โรว์จะผลิตงานปกแข็งเป็นส่วนใหญ่ และมีนักเขียนโรแมนซ์ไม่กี่คนที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเขียนหนังสือที่ขายเป็น ปกแข็งก่อน เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็มีสเตฟานี ลอว์เรนส์, อลิซาเบ็ท โลเวลล์, และแอนเดรีย เคน

อิมพรินต์

เพราะเอว่อนเป็นส่วนหนึ่งของฮาร์เปอร์คอลลินส์ ตัวเอว่อนเองก็ถือเป็นอิมพรินต์อยู่แล้ว แต่ในอิมพรินต์เอว่อนก็ยังแบ่งออกเป็นประเภทย่อยอีกซึ่งก็คือ

เอว่อน เอ ซึ่งเป็นสนพ.ที่ผลิตงานในแนว Women's Fiction เป็นหลัก ลักษณะรูปเล่มจะออกเป็นหนังสือไซด์เทรด เพื่อเรียกเงินคนอ่านให้มากขึ้น แต่ความเห็นส่วนตัวของเรา หนังสือหลายเล่มในอิมพรินต์นี้ก็ไม่ใช่เป็น WF ทั้งหมดหรอกค่ะ หลายเล่มก็คือโรแมนซ์นั่นแหละ เพียงแต่เอามาแปลงโฉมหลอกคนอ่านเท่านั้นเอง

เอว่อน อินสไปรด์ ผลิตหนังสือที่มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านคุณค่าของความเป็นคริสเตียนไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นแนวอะไรก็ตาม

เอว่อน เรด ก็ตามชื่อค่ะ สีแดงคือความร้อนแรง ดังนั้นอิมพรินต์อันนี้จึงเป็นที่อยู่ของเรื่องแนวอีโรติก โรแมนซ์

ส่วนหนังสือที่เป็นไซด์แมสมาร์เก็ต (เล่มขนาดปกติที่คุ้นเคยกัน) ก็เป็นเอว่อนเฉย ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะออกขายประมาณเดือนละ 5 - 8 เล่ม แนวเรื่องต่าง ๆ หลากหลาย แต่อย่างน้อยต้องมีแนวปัจจุบันหนึ่งเล่ม ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแนวย้อนยุค เพราะเป็นแนวถนัดของเอว่อนเขา แต่เท่าที่สังเกตตอนนี้เอว่อนก็พยายามที่จะบุกตลาดแนวพารานอมอลอยู่เหมือน กัน เพราะเห็นว่ากำลังรีครูตนักเขียนแนวพารานอมอลกันเป็นว่าเล่นเลย

นักเขียนของเอว่อน

ด้วยความที่เป็นสำนักพิมพ์ใหญ่และทรงอิทธิพล ทำให้เอว่อนไม่ค่อยจะง้อนักเขียนเท่าไหรนะคะ โดยเฉพาะในช่วงสองสามปีหลังมานี่ เอว่อนสูญเสียนักเขียนระดับแม่เหล็กที่เคยอยู่กับสำนักพิมพ์มานานไปหลายคน ไม่ว่าจะเป็นโจฮันน่า ลินด์เซย์ที่ย้ายไปสนพ.พ็อตเก็ต, ลิซ่า เคลย์แพสที่ย้ายไปเซ็นต์มาร์ติน, คริสติน่า ดอจจ์ที่ย้ายไปนิว อเมริกัน ไลเบอรี่, และซูซาน แอนเดอร์เซ่นที่ย้ายไปฮาร์ลิควิน

กลยุทธ์ที่เอว่อนใช้มาตลอด และยังได้ผลดีอยู่ก็คือการสร้างนักเขียนขึ้นเองภายใน บรรณาธิการของเอว่อนถือเป็นทีมงานที่ตาถึงมากที่สุดทีมนึงได้ค้นพบนักเขียน อย่าง จูเลีย ควินน์ และ เรเชล กิ๊บสัน

แต่ในระยะหลังมานี้ แม็กซ์ัชักจะสังเกตเจอว่า เอว่อนได้มีการดึงตัวนักเขียนที่มีชื่อในระดับนึง อาจจะไม่ถึงกับดังมาก แต่มีแววว่าจะดัง ให้เข้ามาร่วมงานกันกับสำนักพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น เกย์เลน โฟลี่ย์, เทรซี่ แอนด์ วอร์เรน, ลินด์เซย์ แซนด์, คาโรไลน์ ลินเดน, จูลี่ แอนด์ ลองค์ และอีกหลายคน นักเขียนเหล่านี้ไม่ได้เกิดที่เอว่อน แต่เขียนงานให้กับสนพ.อื่นจนมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง เริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนหนังสือ เอว่อนเริ่มดึงตัวพวกเขาเข้ามา และทำให้หลายคนกลายเป็นนักเขียนดัง

สำหรับแม็กซ์ เราติดตามซื้อหนังสือของนักเขียนจากสำนักพิมพ์นี้อยู่ประมาณ 70 คน แต่ที่เราชอบมาก ๆ (เน้นตรงที่มากนะคะ ถ้าชอบเฉย ๆ ก็มีเยอะ) และขอแนะนำให้อ่านกันก็มี ลิซ่า มาเรีย ไรซ์ที่กำลังจะมีงานเล่มใหม่เรื่อง Dangerous Passion (ส.ค. 09), ซูซาน อลิซาเบ็ธ ฟิลลิป กับ Glitter baby (ธ.ค. 09) และ What I did for love (ม.ค. 09), ลอเร็ตต้า เชส กับ Don't tempt me (พ.ค. 09), น้องใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอย่างซานดร้า ฮิลล์กับ Ten night with a knight, สเตฟานี ลอว์เรนส์ กับ Mastered by love (ส.ค. 09), ลินด์เซย์ แซนด์กับ The Immortal Hunter (มี.ค. 09)

Tuesday, January 20, 2009

ผลประโยชน์ขัดกัน

วันนี้ขึ้นชื่อบลอกด้วยประโยชน์ที่ดูหนัก และความจริงมันก็หนักแหละ เพราะเกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทอง และผลประโยชน์ที่มันอาจจะไม่ลงตัว

ในฐานะที่เราทำงานเกี่ยวกับกับสภาพเศรษฐกิจ (แต่แม็กซ์ก็ไม่คิดว่ามีใครที่ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจหรอกนะ อาจจะยกเว้นบรรดาข้าราชการที่ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การ งานของตัวเอง ต่างกับพวกทำงานเอกชนอย่างเรา) เวลาเราอ่านเจอข่าวเกี่ยวกับธุรกิจ หลายครั้งก็ชอบเอามาโยงเกี่ยวกับความเป็นไปในเมืองไทย

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อแม็กซ์อ่านเจอข่าวว่า สนพ.อีลอร่าส เคฟ ฟ้องร้านหนังสือบอร์เดอร์เรียกค่าเสียหายเป็นเงินหนึ่งล้านเหรียญ

แม็กซ์มีโอกาสได้อ่านคำฟ้อง และคิดว่ามันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ (บอกก่อนนะคะ แม็กซ์ไม่ได้จบกฎหมายจากอเมริกา เพียงแค่มีโอกาสเข้าเรียนวิชากฎหมายของอเมริกาบ้างเล็กน้อย และระบบกฎหมายของอเมริกาก็แตกต่างจากประเทศไทยมาก ความรู้ทางกฎหมายที่เรามี จึงไม่อาจเอาไปปรับใช้ได้)

หนึ่งในประเด็นที่เราสนใจมากที่สุดก็คือ การที่อีลอร่ากล่าวหาว่า ร้านหนังสือบอร์เดอร์ร่วมมือกับบริษัทเบเกอร์แอนด์เทย์เลอร์ในการฉ้อโกง ด้วยการสั่งซื้อหนังสือจากสนพ.อีลอร่า ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร้านบอร์เดอร์มีความตั้งใจจะขาย

ก่อนจะลงลึกไปถึงคดีนี้ เราขอปูพื้นเกี่ยวกับธุรกิจร้านหนังสือให้ฟังกันก่อนนะคะ ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด ธุรกิจร้านหนังสือไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศไทย หรือในอเมริกามีลักษณะเหมือนกันก็คือ เจ้าของร้านหนังสือสามารถคืนหนังสือที่ขายไม่หมดได้ ดังนั้นระบบการสั่งซื้อหนังสือของร้านหนังสือ แม้จะมีการจ่ายเงินให้กันไปก่อน แต่ภายหลังระยะเวลานึงแล้ว ร้านหนังสือสามารถทำเรื่องขอคืนหนังสือที่รับมาแล้วเหลือจากการขายได้ ทางสำนักพิมพ์จะต้องให้เครดิตแก่ร้านหนังสือเท่ากับจำนวนหนังสือที่ส่งคืน (หักออกจากยอดที่ร้านหนังสือจ่ายออกไปเพื่อหนังสือเล่มใหม่ที่เข้ามา)

นี่เป็นระบบของร้านหนังสือที่มีมานาน เื่พื่อให้การอธิบายครอบคลุมกรณีที่แม็กซ์พูดถึง เราเพิ่มคนกลางเข้าไปอีกหนึ่งคน (ในกรณีนี้ก็คือบริษัทเบเกอร์แอนด์เทเลอร์) คนกลาง หรือที่เรียกกันว่า สายส่ง จะเข้าไปเป็นคนกลางรับหนังสือจากสนพ.ต่าง ๆ จากนั้นจะเป็นคนกระจายหนังสือไปยังร้านหนังสือแทนที่ทางสนพ.เอง ความสะดวกของการใช้บริการคนกลางจะทำให้สนพ.ที่มีขนาดเล็กสามารถเข้าถึงร้าน หนังสือที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้ เพราะร้านหนังสือส่วนใหญ่ย่อมไม่ยินดีที่จะติดต่อกับสนพ.แต่ละแห่งด้วยตนเอง (เพราะปริมาณหนังสือมีไม่มากพอ) นี่ยังไม่นับความยุ่งยากในการขนส่ง และการจัดการระบบฐานข้อมูลอีกด้วย

เพราะลักษณะพิเศษของธุรกิจร้านหนังสือนี่เอง ทำให้บรรดาหนังสือที่เข้าไปขายในร้าน ถูกมองว่ามีลักษณะไม่ต่างกับการ "ฝากขาย" (แม้ว่าความจริงจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะการฝากขายไม่มีการจ่ายเงินค่าของให้กับผู้ผลิตจนกว่าจะมีการขายออกไป ได้ แต่ร้านหนังสือจะจ่ายเงินให้กับสนพ.หรือคนกลางทันทีที่ได้รับหนังสือ จากนั้นถึงทำเรื่องขอคืน) การที่สนพ.อีลอร่า ฟ้องทั้งร้านบอร์เดอร์ และบ. เบเกอร์แอนด์เทเลอร์จึงเป็นคดีที่แปลกพอสมควร

ยิ่งเมื่อนำข้อกล่าวหาว่าฉ้อโกงมาเกี่ยวข้องด้วย ก็เลยยิ่งทำให้วิญญาณนักกฎหมายของแม็กซ์ตื่นขึ้น (หลังจากหลับไปนาน เพราะตั้งแต่เรียนจบยังไม่เคยใช้วุฒิไปทำอะไรเลย นอกจากตะโกนใส่หน้าตำรวจพูดมากว่า ฉันจบกม. ขอร้องอย่ามาอ้างข้อกม.มั่ว ๆ เพื่อข่มขู่ประชนชนโว้ย)

และขอบอกเลยนะคะว่าในคำฟ้องไม่ได้เขียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด สิ่งที่แม็กซ์เขียนต่อไป มาจากการคาดคะเนของผู้เชี่ยวชาญ หรือคนที่อ้างตัวว่าเป็นวงใน (และรู้เรื่องที่เกิดขึ้น) นั่นก็คือ

สนพ. อีลอร่า กล่าวหาว่าร้านบอร์เดอร์ ด้วยการสมคบคิดจากสายส่งบ. เบเกอร์แอนด์เทเลอร์ ร่วมมือกันบ่อนทำลายสนพ.อีลอร่า ด้วยการสั่งหนังสือจากสนพ.เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะนำไปวางขาย (กล่าวคือ สั่งไปแล้วเอาไปเก็บในสต๊อค ไม่ได้เอาไปวางขายในร้าน) ซึ่งทำให้สนพ.มีต้นทุนเพิ่มในการสั่งพิมพ์หนังสือให้ครบตามจำนวนที่ทาง บอร์เดอร์สั่งมา ค่าขนส่งและค่าเก็บรักษา มีความเสียหายเกิดขึ้นเป็นเงินถึงหนึ่งล้านเหรียญ

คดีนี้เพิ่งฟ้องกันค่ะ ยังไม่ได้เริ่มต้นพิจารณาคดีเลย แต่ผู้เชี่ยวชาญทางกม.ของอเมริกาหลายคนมองว่า มันเป็นคดีที่ไม่น่าชนะ เพราะโดยปกติแล้ว ร้านหนังสืออย่างบอร์เดอร์ก็ย่อมต้องการขายหนังสือให้มากที่สุด การที่หนังสือของอีลอร่าขายไม่ได้ จนเหลือคืนเป็นจำนวนมาก ก็เป็นความผิดของอีลอร่าเองที่ผลิตหนังสือไม่ถูกใจตลอด

ส่วนตัวแม็กซ์ค่อนข้างเห็นเอียงตามความเห็นนี้นะคะ นั่นเพราะบอร์เดอร์เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการร้านหนังสืออย่างเดียว ไม่ได้เป็นสำนักพิมพ์ด้วย แม็กซ์มองไม่เห็นส่วนได้เสียอะไรเลยกับการที่สนพ.อีลอร่าจะอยู่หรือไป สนพ.อีลอร่าเป็นอีกหนึ่งสนพ.ในบรรดาสนพ.นับพันที่บอร์เดอร์ขายในร้าน ไม่มีเหตุผลที่บอร์เดอร์จะต้องบ่อนทำลายอีลอร่า

คดีของเมืองนอกมีแค่นี้ล่ะค่ะ (อันที่จริงมีการฟ้องกันอีกหลายคดีที่เกิดจากอีลอร่า แต่มันไม่ใช่ประเด็นที่เราพูดในวันนี้) แต่มันจุดประกายให้แม็กซ์คิดถึงสภานการณ์ของร้านหนังสือในประเทศไทย

ไม่รู้ว่าสังเกตกันไหมนะคะ แต่สถานการณ์ในเมืองไทยแตกต่างออกไป เพราะร้านหนังสือไม่ได้ประกอบกิจการร้านหนังสืออย่างเดียว ร้านหนังสือเป็นบริษัทในเครือเดียวกับสำนักพิมพ์ และกับสายส่งอีกต่างหาก

ถ้าแม็กซ์เข้าใจผิดก็ขอให้แก้ความเข้าใจผิดด้วยแล้วกัน เราเขียนตามที่เห็น แต่ยังไม่ได้เช็คข้อมูลอย่างเป็นทางการ

ร้านนายอินทร์เป็นร้านหนังสือที่มีสาขาทั่วประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่ชื่อว่าอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง (จำกัด) ซึ่งบริษัทแห่งนี้ก็ยังมีบริษัทในเครือที่ผลิตหนังสือขายภายใต้สำนักพิมพ์ หลายชื่อ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีบริษัทจัดจำหน่ายหนังสือเป็นของตัวเองซึ่งไม่ได้ให้ บริษัทเฉพาะสำนักพิมพ์ของตัวเองเท่านั้น ยังรับจัดจำหน่ายใหักับอีกหลายสนพ.อีกด้วย

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของร้านหนังสือซีเอ็ด ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ผลิตหนังสือในนามหลายสำนักพิมพ์ และเช่นเดียวกัน ก็ยังมีธุรกิจจัดจำหน่ายเปิดให้บริษัทกับสนพ.อื่นอีกด้วย

นี่เป็นแค่ตัวอย่างว่า ธุรกิจร้านหนังสือในประเทศไทย ไม่ใช่ร้านที่เปิดขึ้นมาเพื่อขายหนังสือเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นหนึ่งในเครือของธุรกิจสิ่งพิมพ์อันใหญ่โต

แม็กซ์ไม่ได้กำลังจะพูดว่า บริษัทที่แม็กซ์กล่าวถึงกำลังทำอะไรผิดหรอกนะคะ มันเป็นธุรกิจเท่านั้นเอง เพียงแต่กำลังมองในมุมมองของข้อกล่าวหาที่สนพ.อีลอร่ายกขึ้นมา เพราะหนึ่งในข้อต่อสู้ (ที่แม็กซ์เห็นด้วยที่สุด) ก็คือ ร้านบอร์เดอร์ไม่มีส่วนได้เสียกับการอยู่หรือไปของสนพ.อีลอร่า แต่ข้อต่อสู้เรื่องนี้ไม่อาจยกขึ้นมาได้ เมื่อนึกถึงลักษณะการทำธุรกิจในกรณีของประเทศไทย

ทำไมเหรอคะ

โปรดอย่าเข้าใจผิด คิดว่าแม็กซ์กำลังกล่าวหาใครนะคะ มันเป็นแค่ตัวอย่าง ที่จิตใจ อาจจะไม่ใช่คนมองโลกในแง่ดีนักอย่างแม็กซ์นึกถึง ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่สนับสนุนภาพที่แม็กซ์กำลังพูดถึง มันเป็นความคิด ว่า "มันอาจจะเกิดขึ้นได้" เท่านั้นเอง

สมมุติว่ามีสนพ.เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งทำหนังสือเน้นกลุ่มนักอ่านกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (เช่นทำแต่นิยายโรแมนซ์ หรือนิยายสืบสวน) มีแฟนประจำที่ติดตามงานอยู่พอควรเลยล่ะ อาจจะไม่ได้ขึ้นชื่อขนาดรู้จักกันไปทั่วประเทศ แต่ในโลกเสี้ยวเล็ก ๆ ที่พวกเขาอยู่ พวกเขาคือคนดังเชียวนะ หากสนพ.แห่งนี้ใช้บริษัทจัดจำหน่ายของสนพ.ที่มีขนาดใหญ่กว่า หรืออาจจะส่งหนังสือไปขายในร้านที่อยู่ในเครือเดียวกับยักษ์ใหญ่เหล่านั้น (ซึ่งแม็กซ์คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่แ้ล้วล่ะ)

ถ้าบังเอิญว่า สนพ.ใหญ่กำลังต้องการบุกตลาดหนังสือแนวนั้นพอดี แต่การเข้าไปเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาดที่แม้จะเล็ก แต่นักอ่านก็มีความจงรักภักดีอย่างสูงต่อผู้ผลิตเดิม พวกเขาจะทำยังไง วิธีการง่าย ๆ ที่แม็กซ์คิด (และอาจจะทำนะ เพราะเราเชื่อว่าเราเลวพอ) ก็คือ ในร้านหนังสือที่อยู่ในเครือของตัวเอง สั่งหนังสือจากสนพ.เล็ก ๆ แห่งนั้นเป็นจำนวนมาก อาจจะมากกว่าจำนวนที่เขาเคยพิมพ์ขายปกติเสียอีก ทำอย่างนั้นติดต่อกันสักหกเดือน แล้วก็เริ่มคืนหนังสือ

ลองคิดดูแล้วกันว่า สถานการณ์สำหรับสนพ.เล็ก ๆ มันจะเลวร้ายแค่ไหน จากรายได้ที่เคยเป็นบวก เพราะขายหนังสือได้ ก็จะกลายเป็นติดลบทันที เพราะว่าจะมีตัวหักลบมาจากยอดหนังสือคืน แถมสภาพของหนังสือที่คืนมา ก็ย่อมไม่ใช่ของใหม่แกะกล่อง ที่สำคัญการที่พิมพ์เกินจำนวนที่เคยพิมพ์ สำหรับหนังสือที่ตลาดมีความเป็นพิเศษส่วนตัวสูง (นั่นคือ ไม่ใช่หนังสือที่ขายให้กับทุกเพศและทุกวัยได้) อาจจะหมายถึงจำนวนที่เหลือค้าง ไม่มีใครต้องการ (เพราะยอดคนซื้ออาจะมีแค่สองพัน ในขณะที่ยอดพิมพ์ปกเข้าไปแล้วเจ็ดพัน อันเนื่องจากมาจากการสร้างยอดปลอมโดยร้านหนังสือ)

แม็กซ์คำนวนความเสียหายไมไ่ด้หรอกนะคะ แต่คิดว่ามันน่าจะมากพอที่จะทำให้สนพ.เล็ก ๆ ล้มลงได้เลยล่ะ

มองในมุมกลับกัน ทางร้านหนังสือไม่ได้มีเจตนาอะไรเลยในการบ่อนทำลายสนพ.เล็ก ๆเพียงแต่หนังสือมันขายไม่ออกจริง ๆ ทั้งที่ทางร้านก็พยายามขายอย่างเต็มที่แล้ว ถ้าสนพ.เล็กเกิดหัวใสฟ้องคดีกลับบ้างล่ะ (เอาเป็นคดีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่อีลอร่าฟ้องบอร์เดอร์แล้วกัน แม้กม.ไทยและอเมริกาจะไม่เหมือนกัน แต่เราคิดว่า น่าจะพอเทียบเคียงกันได้) ร้านหนังสือจะยกข้อต่อสู้อะไรในการสู้คดี เพราะเขาไม่อาจอ้างได้แล้วล่ะ ว่าตัวเองไม่มีส่วนได้เสีย

ทั้งหมดนี่เป็นเพียงสิ่งที่แม็กซ์คิดนะคะ ไม่มีหลักฐานอะไรว่า มันเกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้น แค่แม็กซ์คิดว่ามันอาจจะเกิดขึ้นได้ (และคงเป็นโชคดีที่เราไม่ได้ทำงานในวงการธุรกิจสิ่งพิมพ์)