Showing posts with label Meljean Brook. Show all posts
Showing posts with label Meljean Brook. Show all posts

Sunday, February 8, 2009

Demon Angel // Meljean Brook

ตอนแรกแปลชื่อเรื่อง Demon Angel ว่า นางฟ้าของปีศาจ แต่พอคิดให้ดี มันไม่ใช่นี่หว่า เพราะเรื่องนี้นางเอกเป็นปีศาจ ส่วนพระเอกเป็นเทพบุตร

สำหรับคนที่ชอบเรื่องแนวตามรักพันปีคงอาจจะถูกใจกับเล่มนี้หรอกนะ เพราะเรื่องนี้พระเอกกะนางเอกเจอกันตั้งแต่สมัยพระเอกเป็นมนุษย์ในศตวรรษที่ 13 สมัยที่ยังเป็นอัศวินกระจอกที่แสนจะมีเกียรติ เมื่อแรกเจอกันฮิวจ์เป็นอัศวินผู้คุ้มครองเจ้าสาวของเจ้านายให้เดินทางมายัง ปราสาทอย่างปลอดภัย ระหว่างทางเขาก็ได้พบกับลิลิธ หญิงสาวที่ราวกับเป็นเมียเก็บของเจ้านาย แต่ลิลิธมีอะไรที่มากกว่านั้น มาก มาก

เธอเป็นปีศาจ หรืออย่างน้อยก็เป็นลูกครึ่งปีศาจที่ภารกิจหลักในชีวิตอันยืนยาวของเธอก็คือ การหลอกล่อเอาวิญญาณของเหล่ามนุษย์ไปสังเวยบิดาของเธอ เธอคาดคิดว่าฮิวจ์จะเป็นหนึ่งในดวงวิญญาณเหล่านั้น แต่เมื่อจุดที่เธอกำลังจะได้วิญญาณของเขาไป ลิลิธกลับพบว่าตัวเองทำไม่ได้ เธอยอมเสียเขาไปให้ไมเคิล เทพผู้พิทักษ์มนุษย์ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกรรจ์ของเหล่าปีศาจ

ปีศาจจอมหลอกลวงและเทพบุตรที่มีความสามารถในค้นหาว่าใครพูดความจริง พบปะและต่อสู้กันหลายร้อยปีโดยไม่มีใครเพี่ยงพล้ำ

แค่เพียงอ่าน คุณก็จะรู้สึกได้แล้วล่ะว่า ในความเป็นศัตรูของสองคน มันแฝงไปด้วยความรู้สึกที่มากกว่านั้น โดยไม่ต้องยอมรับ หรือเอ่ยปาก คุณก็รู้ถึงความรักอันเป็นไปไม่ได้ของสองคนนี้ และเมื่อถึงจุดที่ฮิวจ์พบว่าตัวเองไม่อาจทำหน้าที่เป็นเทพบุตรอย่างเป็นกลาง ได้อีกต่อไป เขาตัดสินใจที่จะตกจากสวรรค์ (กฎในเรื่องนี้ คนที่ทำหน้าที่เป็นเทพบุตรมาครบร้อยปี จะมีทางเลือกว่าจะ "ขึ้น" สวรรค์ หลุดพ้นไปจากความทุกข์ หรือจะ "ตก" กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง คนที่เลือกที่จะตก จะกลับมามีตัวตนด้วยรูปลักษณ์ หน้าตาที่ต่อเนื่องกับช่วงเวลาก่อนที่เขาจะเป็นเทพบุตร)

ฮิวจ์รู้ดีว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยลิลิธได้ การช่วยของเขาก็คือการฆ่าลิลิธให้ตาย เขาเป็นคนชักดาบที่แทงเข้าร่างเธอ และเป็นคนฝังศพของเธอด้วยตนเอง

สิ่งที่ฮิวจ์ไม่รู้ก็คือ ข้อตกลงระหว่างลิลิธและลูซิเฟอร์ (คนที่เธอเรียกว่าพ่อ) แม้แต่ความตายก็ไม่อาจลบล้างลงได้

หลายปีผ่านไป ฮิวจ์ใช้ชีวิตเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ยุคกลาง นักเรียนของเขาหลายคนตกเป็นเหยื่อการฆาตกรรมประหลาด คนสุดท้ายที่เขาคิดคิดว่าจะได้เจอก็คือลิลิธ หรือในตอนนี้เธอชื่อลิลลี่ เธอเป็นเอฟบีไอ

ถ่านไฟเก่าที่มาเจอกัน เรื่องคงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากร้อนแรง

แม็กซ์ค่อนข้างชอบเรื่องนี้นะคะ ชอบที่นางเอกร้ายได้ใจ ลิลิธไม่ใช่นางเอกชนิดที่แกล้งทำเป็นร้าย เธอร้ายจริง ตลอดเวลาสองพันปี เธอเก็บวิญญาณมนุษย์ให้เป็นทาสรับใช้ลูซิเฟอร์เป็นจำนวนมาก เธออาจจะเลือกเก็บเฉพาะวิญญาณของคนที่ชั่วร้าย แต่เธอก็ทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์ไปไม่น้อยระหว่างทางนั้น เธออาจจะเฝ้าหวังให้ฮิวจ์เป็นคนช่วยเธอให้หลุดพ้นจากข้อตกลงที่เธอทำกับ ปีศาจ แต่สุดท้ายก็เป็นตัวเธอเองนั่นแหละที่เอาชนะปีศาจได้ เธอเป็นวีรสตรีที่ปกป้องโลกมนุษย์จากปีศาจเอาไว้ ด้วยสติปัญญาของเธอเอง

ฮิวจ์เป็นพระเอกที่สับสน เขาไม่อาจยอมรับว่าตัวเองรักกับปีศาจ แต่ในท้ายที่สุด ในเวลาที่สำคัญที่สุด เขาไว้ใจเธอ นั่นมากพอแล้วสำหรับแม็กซ์

แต่

ทำไมต้องมีแต่ อาจเพระหนังสือเรื่องนี้ได้รับคำชมอย่างมากในโลกอินเตอร์เน็ต แม็กซ์ยังไม่เคยเจอใครเลยที่ไม่ชอบเล่มนี้ ทุกคนชอบกันหมด แม็กซ์เองก็ชอบนะ เพียงแต่

แต่อีกแล้ว

ความชอบมันยังไม่ถึงระดับที่คนอื่นเขากล่าวขวัญกันถึง หนังสือเรื่องนี้จะสนุกกว่านี้มากถ้าเรื่องกระชับกว่านี้ แต่ถ้าคิดว่านีเป็นงานเล่มยาวเล่มแรกของเมลจีน บรู๊ค แม็กซ์ให้คะแนนเธอสอบผ่านสบายค่ะ

ได้ 70 นะคะ ไม่มีเรื่องเทียบ เพราะนี่เป็นงานเขียนเล่มแรกของเธอ

เข้าใจแล้ว

ตอนนี้แม็กซ์กำลังอยู่ระหว่างการอ่านเรื่อง Demon Moon ของเมลจีน บรู๊ค ซึ่งเป็นภาคต่อของเรื่อง Demon Angel ที่รีวิวไปแล้วในบลอกก่อน

หลังจากอ่าน Demon Angel จบไป แม็กซ์ก็ไปบ่นให้ใครต่อใครหลายคนฟังว่า ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมคนถึงพูดถึงเมลจีน บรู๊คราวกับเป็นนักเขียนที่สวรรค์ประทานมา โอเค แม็กซ์อ่าน Demon Angel แล้วก็เห็นด้วยว่า เธอเขียนเรื่องได้น่าสนใจ

แต่มันก็ไม่ได้ดีขนาดนี้นี่นา

จริงรึ

ตอนนี้แม็กซ์กำลังตั้งคำถามตัวเองอยู่ ยังหรอกนะคะ แม็กซ์ยังไม่ได้หยิบเรื่อง DA มาอ่านอีกรอบหรอกนะ ก็เลยยังไม่มีการรีวิวคะแนนกันใหม่ แต่เมื่อแม็กซ์อ่านเรื่อง Demon Moon แม็กซ์ก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง

แม็กซ์ผิดเอง

เห็นไหม แม็กซ์ก็ยอมรับความผิดพลาดเป็นนะ แม็กซ์ผิดเองที่ คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนแต่ง แม็กซ์พยายามทำความเข้าใจ และคาดเดาเรื่องราว คาดหวังพฤติกรรมของตัวละครตลอดเวลาที่อ่าน Demon Angel เหมือนกับที่แม็กซ์ทำเวลาอ่านหนังสือแนวพารานอมอลเล่มอื่น ของนักเขียนคนอื่น

ก็แม็กซ์ไม่คิดนี่คะ ว่าเมลจีน บรู๊คจะเป็นนักเขียนในระดับเดียวกับ ลอร่า คลินเซล, แพทริเซีย กาฟเนย์, หรือจูดิธ ไอวอรี่

คนที่เคยอ่านของนักเขียนที่แม็กซ์พูดถึงคงพอเข้าใจว่าแม็กซ์กำลังพล่าม เรื่องอะไร การอ่านหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนระดับนี้ คุณไม่มีสิทธิที่จะไปกำหนดเนื้อเรื่องหรอก คุณต้องปล่อยให้จินตนาการของคนแต่งนำพาคุณไปต่างหาก วิธีการเล่าเรื่องของพวกเขาก็ไม่ได้ยึดอยู่ในกรอบที่ทุกอย่างต้องเป็นไป 1, 2, 3, 4 หรอกนะ

พวกเขาจะพาคุณไปผจญภัย ที่ทุกวินาทีคุณพลาดไม่ได้

แต่ในเวลาเดียวกัน ความยอดเยี่ยมของนักเขียนเหล่านี้ก็เป็นดาบสองคม เพราะถ้าคุณเป็นแฟนหนังสือพวกเขา ก็จะพอรู้ว่า ทั้งสามคนไม่มีหนังสือโรแมนซ์เล่มใหม่ออกมาเกือบสี่ปีแล้ว สี่ปีที่ว่างเปล่า ปราศจากงานศิลปะชั้นสูง จากศิลปินชั้นเยี่ยม

เมลจีน บรู๊ค ยังไม่ถึงระดับนั้นหรอกนะคะ แต่เธอเข้าใกล้มากที่สุดแล้ว

แม็กซ์รีบในการอ่าน ในการทำความเข้าใจเรื่อง Demon Angel ซึ่งนั่นอาจะเป็นความผิดของแม็กซ์เอง (ซึ่งเรายังไม่รู้หรอกจนกระทั่งได้อ่านหนังสืออีกรอบหนึ่ง ซึ่งแม็กซ์ทำแน่ หลังจากอ่านเรื่อง Demon Moon จบ)

แต่เมื่อเริ่มต้นอ่าน Demon Moon แม็กซ์ใช้เวลาสักระยะหนึ่งค่อยทำความเข้าใจ ค่อยซึมซับความงดงามของเรื่อง ความฉลาดที่ซ่อนไว้ในพล็อต การเล่าเรื่องที่อาจจะไม่คุ้นเคยนัก

มันต้องใช้เวลาค่ะ

แต่เป็นการใช้เวลาที่ดีที่สุด

ซึ่งนี่คือ เคล็ดลับในการ "เข้าถึง" หนังสือของเมลจีน บรู๊ค คุณต้องปล่อยให้เมลจีนนำคุณเข้าสู่โลกที่เธอสร้างขึ้น อย่าคิดมาก อย่าคาดเดา เพราะความล้ำลึกของเมลจีนมากเกินกว่าจินตนาการของคุณเอง (หรืออย่างน้อยก็ของแม็กซ์) สิ่งที่คุณเห็น คำพูดที่คุณได้ยิน มันอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคิด การด่วนสรุปไปก่อน อาจเป็นการทำลายเรื่องราวทั้งหมดเลยก็ได้

ตอนนี้ยังอ่านไม่จบหรอกนะคะ เหลืออีกเกือบสองร้อยหน้า (จากเกือบห้าร้อยหน้า) แต่เท่าที่อ่านมา คิดว่า Demon Moon อาจจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่แม็กซ์เล่มหนึ่งที่แม็กซ์เคยได้อ่านเลยก็ได้

ขอคารวะ

ไม่อีกแล้วที่แม็กซ์จะสงสัยเคลือบแคลงคำแนะนำของผู้รู้ (คงรู้ตัวนะว่าแม็กซ์หมายถึงตัวเอง) ที่คำแนะนำให้แม็กซ์อ่านหนังสือไม่เคยพลาด

ไม่อีกแล้วที่แม็กซ์จะด่วนสรุปก่อนข้อเท็จจริงทั้งหมดจะถูกวางอยู่ตรงหน้า

ไม่อีกแล้วที่แม็กซ์จะพูดว่าหนังสือของเมลจีน บรู๊คยาวเกินไป

หนังสือหนา 471 หน้าของเรื่อง Demon Moon เป็นสี่ร้อยกว่าหน้าที่สั้นเกินไปด้วยซ้ำสำหรับการได้รู้จักกับคอลิน เอมส์-โบมองค์

แวมไพร์อายุสองร้อยปี และไม่เคยเสียใจ หรือขอโทษในสิ่งที่เขาเป็น

คอลินเป็นแวมไพร์ที่ต่างจากแวมไพร์ทั่วไป เขาเกิดจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "นอสฟาราตู" ก่อนจะเล่าเรื่องต่อคงต้องเล่าถึงตัวละครประเภทต่าง ๆ ในเรื่องนี้ก่อน

ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อเกิดสงครามระหว่างเทพบนสวรรค์ มีเทพบางกลุ่มที่เลือกจะอยู่เฉย ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน จนกระทั่งสงครามเสร็จสิ้น การแบ่งโลกก็เกิดขึ้น กลุ่มที่ชนะได้ครอบครองสวรรค์ กลุ่มที่แพ้ถูกไล่ไปอยู่ในนรก และกลายเป็นปีศาจ (ดังนั้นปีศาจและเทพบุตรก็คือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันนั่นเอง) ส่วน ไมเคิล มนุษย์คนที่เข้ามาช่วยทำให้ฝ่ายปีศาจแพ้สงคราม ก็ได้รับพลังพิเศษให้มีพลังเหมือนเทพบุตร และมีพลังในการเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นการ์เดียน ซึ่งถูกมอบหมายหน้าที่จากเทพบุตรให้คุ้มครองมนุษย์จากการรุนรานของปีศาจ

ส่วนกลุ่มที่อยู่นิ่งเฉยก็โดนลงโทษให้กลายเป็น "นอสฟาราตู" ซึ่งก็คือแวมไพร์ชนิดหนึ่ง อันที่จริงนอสฟาราตูคือผู้ให้กำเนิดแวมไพร์ เพียงแต่นอสฟาราตูจะถูกควบคุมด้วยความต้องการที่ไม่สิ้นสุด พวกนี้ไม่อาจหยุดตัวเองเพียงการดื่มเลือด เขาจะต้องดื่มจนเหยื่อตาย นอสฟาราตูถูกสาปให้ทนทุกข์กับการไม่เลือกของตนเอง

แวมไพร์เกิดจากการแลกเปลี่ยนเลือดระหว่างแวมไพร์ด้วยกัน หรืออาจเกิดจากการดื่มเลือดของนอสฟาราตูก็ได้ แต่ถ้าเกิดจากนอสฟาราตู แวมไพร์คนนั้นก็จะมีความแข็งแรงมากกว่าแวมไพร์ทั่วไป

คอลินไม่เพียงแต่จะเกิดการจากดื่มเลือดของนอสฟาราตู เขายังเคยถูกดาบของไมเคิล (ที่ใช้ในการทำสงครามกับพวกปีศาจและมังกร) ทำให้เขาถูกสาป เขาเป็นแวมไพร์ชนิดพิเศษที่ไม่อาจมองเห็นเงาของตัวเองในกระจก ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่าตลก ในเมื่อเขาเป็นคนที่งดงามที่สุด ความงามของเขาทำให้คนหยุดหายใจ กระทั่งผู้ชายที่ตรงไปตรงมา (แปลว่าไม่ใช่ตุ๊ดหรือเกย์) ก็ยังอดชมความงามของเขาไม่ได้

ความงามที่ไม่อาจถูกสะท้อนได้ในกระจก แผ่นฟิล์ม หรือกระทั่งเงาสะท้อนของน้ำ

คอลินใช้ชีวิตตลอดสองร้อยปีอย่างลูกคนเล็กของขุนนางอังกฤษในศตวรรษที่ 18 ล่องลอย ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แม้กระทั่งเมื่อกลายเป็นแวมไพร์เขาก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีความรับผิดชอบอะไร แต่แล้วสถานการณ์ก็บังคับให้เขาต้องก้าวขึ้นเป็นผู้นำแวมไพร์แห่งซานฟรานซิ สโก

ตลอดชีวิตเขาไม่เคยผูกพันกับผู้หญิงคนไหน จนกระทั่งเขาได้เจอกับสาวิตรี เมอร์เรย์ ผู้หญิงที่มีความพิเศษพอพอกับเขา

แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นแนวพารานอมอล แต่หัวใจหลักของเรื่องก็คือ ความรักที่เป็นไปไม่ได้ระหว่างคอลิน กับสาวิตรี เพราะเขาเป็นแวมไพร์ที่ไม่สามารถให้ใครดื่มเลือดได้ ดังนั้นเขาจึงเปลื่ยนให้เธอเป็นแวมไพร์ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อดื่มเลือดเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กับเหยื่อ ดังนั้นการซื่อสัตย์จึงเป็นไปไม่ได้ และเมื่อปราศจากความซื่อสัตย์ ความสัมพันธ์ก็เป็นไปไม่ได้

การอ่านเรื่องนี้ต้องค่อยอ่าน ซึมซับทีละฉาก พล็อตเรื่องที่เล่าให้ฟังไปก่อนนั้น ไม่ได้ถูกเล่าอย่างเรียงลำดับ แต่เป็นการเก็บข้อมูลตลอดทั้งเรื่อง

ต้องใจเย็น แล้วปล่อยให้จินตนาการของเมลจีนพาคุณไป

สนุกจนไม่รู้จะเล่าให้ฟังยังไง เอาคะแนนไปดูแล้วกันค่ะ 93 (เทียบกับ 70 ของ Demon Angel ที่อยู่ในคิวรีรีด ที่จะต้องเปลี่ยนคะแนนต่อไป)

Demon Moon // Meljean Brook

ขอแก้ตัวอีกรอบแล้วกัน เพราะมีคนส่งเสียงมาว่า บลอกอันก่อนหน้าของแม็กซ์อ่านไม่รู้เรื่องเลย ก็ขออำภัยด้วยแล้วกัน เพราะตอนนั้นทั้งมือสั่น และหัวใจสั่นอันเนื่องมาจากเพิ่งอ่านจบ อารมณ์ก็เลยบรรเจิด กระเจิดกระเจิงไปไหนจนเขียนไม่รู้เรื่อง

เริ่มต้นเตือนว่า ต่อไปเป็นสปอลย์นะคะ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเล่าเรื่องเดม่อน มูนให้รู้เรื่องโดยไม่สปลอย์เรื่องเดม่อน แองเจิ้ล และก็ถือว่าเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าเลยแล้วกันว่า กรุณาอ่านแองเจิ้ล ก่อนจะคิดหยิบมูนมาอ่าน เพราะไม่งั้นจะรู้สึกเหมือนเพิ่งถูกรถชน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

ในเดม่อน มูน แวมไพร์พระเอกของเรา คอลิน เอมส์-โบมองค์กำลังเล่นเอ็มเอสเอ็นอยู่เมื่อเขาได้รับข้อความจากสาวิตรี เมอร์เรย์ หญิงสาวที่เมื่อหลายเดือนเขา เขามีโอกาสได้พบในเคย์ลัม (หรือสวรรค์) เคย์ลัมไม่ใช่ที่สำหรับคนตาย แต่เป็นสถานที่พักอาศัยของเหล่าการ์เดียน และในการทำศึกกับลูซิเฟอร์ ลอร์ดแห่งนรกในเดม่อน แองเจิ้ล คอลินซึ่งเลือดของเขาเป็นอาวุธสำคัญในการเอาชนะศึกครั้งนั้น และสาวิตรีที่เปรียบเสมือนน้องสาวของฮิวจ์ พระเอกเล่มก่อน ถูกพาตัวมาที่เคย์ลัมเพื่อความปลอดภัย สิ่งที่คนอื่น (ในเรื่อง) ไม่รู้ และคนอ่านจะยังไม่รู้ไปอีกหลายร้อยหน้า การพบกันของทั้งคู่มันมากกว่าการเจอกันธรรมดา

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้สาวิตรีพยายามหลบหน้าคอลินมาตลอด จนกระทั่งเมื่อเธอพบว่าตัวเองกำลังบินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติกพร้อมผู้ โดยสารกว่าสามร้อยคน และนอสฟาราตูที่วางแผนจะฆ่าคนทั้งลำ ด้วยความที่เป็นสาวยุคใหม่ สาวิตรีก็รีบส่งข้อความด่วนผ่านทางคอมพิวเตอร์เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่มันสายเกินไป

สาวิตรีต้องลงมือเอง ด้วยความฉลาดและกล้าหาญเธอจัดการกับนอสฟาราตูคนนั้นได้ แต่ก็ต้องแลกกับการที่เธอต้องดื่มเลือดของมัน และยาพิษที่มาจากหมาสามหัว (นึกถึงสุนัขที่เฝ้าประตูนรก) และนั่นทำให้เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาอีกต่อไป

เธอยังเป็นมนุษย์อยู่ แต่แข็งแรงมากขึ้น ว่องไวมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องเกือบปกติมากที่เธอจะถูกเรียกตัวไปฝึกในหน่วยพิเศษที่ ฮิวจ์และลิลิธ (พระนางเล่มก่อน) จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลสถานการณ์หลังจากนรกปิดประตูลง (เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องมาจากเล่มก่อน ที่ลิลิธหลอกลูซิเฟอร์ให้ปิดประตูนรกได้สำเร็จ แต่ก่อนประตูจะปิดลง ก็มีปีศาจหนีมายังโลกหลายร้อยตัว ทำให้ต้องตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาดูแล)

คอลินที่ตลอดชีวิตปฏิเสธความรับผิดชอลพบว่าตัวเองเป็นเป็นกุญแจสำคัญในการ สอดส่องโลกที่เรียกว่า "เคออส" ในเล่มก่อนบรรดานอสฟาราตูถูกหลอกโดยฮิวจ์ให้ดื่มเลือดของคอลินที่มีความ ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับเคออส (โลกที่อยู่ระหว่างนรกและโลกมนุษย์) และถูกส่งตัวไปที่นั่น ทุกคนคาดหวังว่านอสฟาราตูจะตายจากสภาพความเป็นอยู่ที่โหดร้ายของเคออส แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ นอสฟาราตูยังพยายามที่จะกลับมายังโลก และคอลินเป็นเพียงคนเดียวที่มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดในเคออส

ส่วนที่ว่าทำไมคอลินมองเห็นเคออส ก็เป็นเรื่องที่ต้องเล่ากันอีกหลายหน้ากว่าจะเข้าใจถ่องแท้ แต่สรุปง่าย ๆ ก็เพราะว่า คอลินเคยโดยดาบของไมเคิลบาด (มนุษย์คนแรกที่มาช่วยพวกแองเจิ้ลในการสู้กับปีศาจ จนได้รับพรให้มีชีวิตเป็นอมตะและมีพลังพิเศษ) และดาบอันนั้นไมเคิลใช้ในการฆ่ามังกร ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในเคออส ทำให้คอลินเป็นสื่อที่ติดต่อกับเคออสได้

คอลินเป็นพระเอกโรแมนซ์ชนิดที่แม็กซ์อยากอ่าน เขาไม่เคยขอโทษหรือเสียใจในสิ่งที่เขากลายเป็น เขาไม่ได้เลือกที่จะเป็นแวมไพร์ แต่เขาไม่เคยนั่งทนทุกข์ ทำหน้าเก็กแล้วก็โอดโอยในขีวิตของตัวเอง เขาโดนสาปให้อยู่ตามลำพังไปตลอดชีวิต นั่นเพราะเลือดของมังกรที่เชื่อมโยงเขาไว้กับเคออสกลับเป็นยาพิษหากแวมไพร์ คนอื่นดื่มเข้าไป นั่นหมายความว่าเขาไม่อาจใช้ชีวิตอยู่กับผู้หญิงคนไหนได้นาน เพราะถ้าเธอเป็นมนุษย์เขาก็จะดื่มเลือดเธอจนตาย แต่ถ้าเขาไม่ดื่มเลือดเธอ เขาก็ต้องแสวงหาจากคนอื่น ซึ่งในการดื่มเลือดของแวมไพร์ เลือดและเซ็กซ์ไม่อาจแยกกันออกได้ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่เขาจะซื่อสัตย์ต่อผู้หญิงคนไหนได้นานเลย

คอลินรู้ข้อจำกัดของตัวเอง แต่นั่นไม่ได้ห้ามเขาจากการต้องการสาวิตรี เธอเป็นความลุ่มหลงที่เขาไม่อาจห้ามตัวเองได้ เขารู้ว่าเขาไม่เหมาะสมกับเธอ แต่นั่นไม่สำคัญเลยเมื่อเขาต้องการเธอ และแม้จะดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ เขาก็ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะรั้งเธอให้อยู่กับเขาได้นานที่สุด

หัวใจของเรื่องนี้ก็คือ ความรัก ประเด็นอื่นเป็นเรื่องรองลงไปทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีฉากแอ็คชั่น หรือการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกเหนือธรรมชาติที่เมลจีนสร้างขึ้นเพิ่ม เติมหรอกนะ เพียงแต่ทุกอย่างมันลางเลือนไปเมื่อเทียบกับตัวละครที่ทรงพลังเช่นนี้

วิถีการเล่าเรื่องของเมลจีนนั่นเป็นวิธีการที่นักเขียนมือหนึ่งเท่านั้น ที่กล้าใช้ เพราะถ้าไม่แน่จริง มันจะกลายเป็นความน่ารำคาญ อย่างประเด็นว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคอลินและสาวิตรีเจอกันเคย์ลัม กว่าจะเปิดเผยก็ผ่านไปเกือบสามร้อยหน้าแล้ว

เดม่อน มูนอาจจะไม่เหมาะกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัยหรอกนะคะ ไม่ได้คิดจะอวดว่าแม็กซ์เก่ง แต่แม็กซ์คิดว่า คนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งนัก อาจะมีปัญหาอย่างยิ่งในการหนังสือเล่มนี้ เพราะเมลจีนไม่เคยบอกอะไรคนอ่านตรง ๆ คุณต้องสรุปเอาจากคำพูดและการกระทำของตัวละครทั้งหมด การเล่าเรื่องก็ไม่ได้เป็นแบบดั้งเดิมที่คุ้นเคยกันหรอกนะคะ หลายอย่างต้องปะติดปะต่อเรื่องกันเอง

หลายจากที่ไม่มีหนังสือใหม่ของลอร่า คินเซลเป็นเวลาหลายปี แพทริเซีย กาฟเน่ย์ก็เลิกเขียนโรแมนซ์ ส่วนจูดิธ ไอวอรี่ก็ต้องรอร้อและรอ เมลจีน บรู๊คเป็นนักเขียนที่ใกล้เคียงกับมาสเตอร์เหล่านี้มากที่สุดแล้ว

คะแนนยืนยันที่ 93 (ส่วน Demon Angel ขยับขึ้นมาเป็น 83)

สิบนักเขียนหน้าใหม่มาแรง

สิบนักเขียนหน้าใหม่ที่ถูกจัดว่าจะมาแรงนี่ไม่ใช่ความคิดของแม็กซ์หรอกนะ แต่เป็นความเห็นของคอลัมนิสต์แห่งนิตยสารพับลิชชิ่ง วีคลี่ ดังนั้นแม็กซ์ไม่ขอรับประกันความสนุกหรืออะไรหรอกนะ เพียงแต่เห็นว่าน่าสนใจก็เลยเอามาเล่าให้ฟังกัน

นักเขียนทั้งสิบคนนี้มีผลงานเล่มแรกวางขายในปี 2007 (ยกเว้นบางคน) แต่ละชื่อไม่ได้เรียงลำดับอะไรทั้งสิ้นค่ะ

1. แจ๊คเกอลิน แฟรงค์ กับเรื่อง Jacob สำนักพิมพ์เคนซิงตัน

เขียนแนว พารานอมอล พระเอกเป็นเดม่อนอายุ 700 ปี ที่พบว่าตัวเองดึงดูดเข้าหาผู้หญิงที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมของพวกเดม่อน

ยอดพิมพ์ครั้งแรก 250,000 เล่ม ปกอ่อน

คนแต่งเคยทำอาชีพเป็นล่ามภาษามือให้กับคนหูหนวก

ถูกนำไปเปรียบเทียบกับไดอาน่า กาบอลดอน

2. แชนน่อน แม็คเคลเดน เรื่อง Venus envy สำนักพิมพ์ทอร์

เขียนแนว พารานอมอล เมื่อเทพีวีนัสรับบทเป็นคิวปิดในหนังสือที่อยู่ระหว่างตำนานเทพกรีกโบราณ กับนิยายแนวชิคลิกสมัยใหม่

ยอดพิมพ์ 20,000 ไซด์เทรด

ถูกเปรียบเทียบกับ เมลิสซ่า ซีเนท

คนแต่งอาชีพเดิม เป็นผู้ถอดความข้อมูลทางการแพทย์

3. เมลจีน บรู๊ค เรื่อง Demon Angel สำนักพิมพ์เบิร์คเลย์

เขียนแนวพารานอมอล เมื่อปีศาจลิลิธ และนักรบจากสวรรค์เซอร์ ฮิวจ์ คาสเซิลฟอร์ดจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อปราบความชั่วร้ายในซานฟรานซิสโกยุค ปัจจุบัน

ยอดพิมพ์ 40,000 เล่ม ปกอ่อน (น้อยมาก ใครที่อยากซื้อ ควรรีบวิ่งไปซื้อโดยด่วน ไม่อย่างนั้นอาจต้องเสียใจตลอดชีวิตก็ได้)

ถูกเปรียบเทียบกับ มาร์เจอรี่ เอ็ม หลิว

อาชีพเดิมคนแต่ง เป็นนักศึกษาปริญญาโทด้านวรรณคดีภาษาอังกฤษ และทำบัญชีให้กับบริษัทก่อสร้าง

4. คอลีน กลียสัน เรื่อง The Rest Falls Away สำนักพิมพ์ซิกเน็ต

แนวพารานอมอล นักล่าแวมไพร์ที่ชื่อวิคทอเรียน การ์เดลล่า แกรนท์เวิร์ธกำลังสับสนที่จะเลือกระหว่างมาร์ควิส แห่ง ร็อคเลย์ ผู้เป็นหนุ่มโสดสุดฮ็อตในสังคมลอนดอน และพันธมัตรคนสำคัญของเธออย่าง เซบาสเตียน ไวโอเก็ต (คำเตือน ทำใจดีดีก่อนจะอ่าน อาจจะช็อคกับตอนจบได้ง่าย ๆ)

ยอดพิมพ์ 100,000 เล่ม ปกอ่อน

ถูกเปรียบเทียบกับ ลอเรล เค. แฮมิลตัน

อาชีพเดิม เคยทำงานอยู่ในวงการมาร์เก็ตติ้ง หรือด้านการตลาด

5. เจอรี่ รัสเซล เรื่อง The Warrior Trainer สำนักพิมพ์ดอร์เชสเตอร์

แนว ย้อนยุค สกอเทียซึ่งเป็นนักรบสาวถูกฝึกมาเพื่อปกป้อง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะต้องปกป้องหัวใจของเธอจากเพื่อนร่วมรบที่ถูกส่งมา เรียนวิชาการต่อสู้จากเธอ (มีคนคอมเม้นท์เรื่องนางเอกไม่อาบน้ำทั้งเรื่องมาให้แม็กซ์ฟัง ทำให้จนบัดนี้แม็กซ์ยังทำใจอ่านเรื่องนี้ไม่ได้เลย)

ยอดพิมพ์ ไม่รู้ (ข้อมูลไม่บอกคร้าบ) ปกอ่อน

ถูกเปรียบเทียบกับ จูลี่ การ์วู้ด

อาชีพเดิม เคยเป็นนักข่าวในวงการโทรทัศน์ นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนคอลัมน์ในนิตยสาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

6. ลินดา คาร์ดิโล เรื่อง Dancing on Sunday Afternoons สำนักพิมพ์ฮาร์ลิควิน (หัว Everlasting)

แนว ปัจจุบัน เป็นการเล่าเรื่องราวของจูเลียซึ่งเป็นคนอพยพชาวอิตาเลียน ได้เล่าเรื่องราวในอดีตให้กับคาราหลานสาวของเธอฟังผ่านทางจดหมาย และบันทึกส่วนตัว

ยอดพิมพ์ 44,000 เล่ม ปกอ่อน

ถูกเปรียบเทียบกับ ลอร่า เอสคิวเวล

อาชีพเดิม จบปริญญาโทบริหารธุรกิจ

7. แชนน่อน เค. บุชเช่อร์ เรื่อง No Regret สำนักพิมพ์วอร์เนอร์

แนว โรแมนติกสืบสวน นักถอดรหัสโนเอล แบลชตกหลุมเสน่ห์ของคนแปลกหน้าที่ถูกส่งมาเพื่อปกป้องเธอในภารกิจอันแสนอันตราย

ยอดพิมพ์ 55,000 เล่ม ปกอ่อน

ถูกเปรียบเทียบกับ มารายห์ สจ๊วต

อาชีพเดิม วิศวกรอุตสาหกรรม (และภรรยาของนักเขียนดังมากอย่างจิม บุชเชอร์)

8. เชอริล นอร์แมน เรื่อง Restore my heart สำนักพิมพ์แมเดลเลียน

แนว โรแมนติกสอบสวน ที่โจ เดอซัลโวร่วมมือกับนักบูรณะรถเก่าอย่าง "มัสแตง" แซลลี่ เคย์ในความพยายามที่จะสืบสวนเหตุการตายของบิดาของเขา และประสบกับการตกหลุมรัก

ยอดพิมพ์ ไม่บอก ปกอ่อน

ถูกเปรียบเทียบกับ เจเน็ต อีวาโนวิช (ที่แม็กซ์ไม่อ่าน ดังนั้นเชื่อได้เลยว่าแม็กซ์ก็คงไม่อ่านเจ๊เชอริลนี่เหมือนกัน)

อาชีพเดิม เป็นผู้ชำนาญงานกว่า 25 ปีในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

9. แอนนา แคมเบล เรื่อง Claiming the courtesan สำนักพิมพ์ เอว่อน

แนว ย้อนยุค เมื่อดยุคแห่งไคล์มอร์ลลักพาตัววาไรตี้ แอชตันเมียเก็บของเขาเอง และจับตัวเธอไว้ จนกว่าทั้งสองจะเข้าใจกันได้อีกครั้ง (คนชอบ Rape Romance คงถูกใจกับเรื่องนี้นะคะ พระเอกโหดได้ใจแฟนหนังสือมาก)

ยอดพิมพ์ 150,000 เล่ม ปกอ่อน

ถูกเปรียบเทียบกับ สเตฟานี ลอร์เรนส์ (ยังไงวะ)

อาชีพเดิม ขายของในห้าง ประชาสัมพันธ์ การตลาด และทำงานในร้านของศิลปะ

10. โมนิก้า แม็คคาร์ทีย์ เรื่อง Highlander Untamed สำนักพิมพ์ บัลเลนไทน์

แนว ย้อนยุค อิซาเบล แม็คโดนัลแต่งงานเป็นการชั่วคราวกับศัตรูคนสำคัญของเผ่าของเธอ แต่เธอไม่อาจปฏิเสธแรงดึงดูดที่มีต่อกับกับผู้ชายที่เธอสาบานว่าจะทรยศได้

ยอดพิมพ์ 250,000 เล่ม ปกอ่อน

ถูกเปรียบเทียบกับ คิลลีย์ แม็คเกรเกอร์

อาชีพเดิม ทนายความ

อันนี้เป็นข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบสำหรับคนที่อยากรู้ "ปกติการพิมพ์หนังสือสักครั้งนึงของสำนักพิมพ์จะพิจารณาจากชื่อเสียง และยอดขายในอดีตของนักเขียนผู้นั้น ถ้าเป็นนักเขียนที่อยู่ในระดับ Mid list คือระดับกลาง ยอดพิมพ์จะอยู่ที่ประมาณครั้งละ 100,000 - 250,000 เล่ม ถ้าเป็นนักเขียนหน้าใหม่ยอดพิมพ์มักจะไม่เกิน 100,000 เล่ม แต่ถ้าโด่งดังระดับ Nora Roberts ยอดพิมพ์อาจมากกว่า 1,000,000 เล่ม" ข้อมูลข้างต้นได้มาจากเพื่อนผู้เชี่ยวชาญในวงการหนังสือค่ะ (แต่เขาไม่ประสงค์ออกนามก็เลยบอกไม่ได้ว่า ได้มาจากใคร หรือบอกไปก็อาจไม่มีใครรู้ก็ได้ แต่ขอให้บอกว่าไม่ได้มาจากแม็กซ์เองแล้วกันนะ)

ในสิบคนนี่ แม็กซ์อ่านจบไปแล้วแค่คนเดียวค่ะ และชอบมาก นั่นคือเมลจีน ส่วนแจ็คเกอลินนี่ อ่านไปร้อยหน้า แล้วก็วางอยู่ คาดว่าแฟนหนังสือที่ชอบชุดคาร์พาเธียนคงจะกรี๊ดกับเรื่องชุดนี้สลบไปหลายวัน แน่

Wednesday, January 21, 2009

Demon Night // Meljean Brook

แม็กซ์เคยบอกรึยังคะว่าเมลจีน บรู๊คเป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุด เราประทับใจมาก ๆ กับเรื่องสั้นเรื่อง Falling for Anthony ที่เธอเขียนในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Hot Spell และรักเธอเพิ่มขึ้นอีกเมื่อได้อ่านหนังสือเรื่องยาวเล่มแรกของเธอเรื่อง Demon Angel แต่กลายเป็นแฟนเธออย่างสุดชีวิตกับเรื่อง Demon Moon

แต่การอ่านหนังสือของเมลจีนไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่ภาษาอ่านยากหรอกนะคะ แต่เพราะเมลจีนเป็นนักเขียนที่เชื่อมั่นในความฉลาดของคนอ่านอย่างมาก ดังนั้นวิธีการเล่าเรื่อง การลำดับเรื่องราว และการเขียนเรื่องของเธอต้องการสมาธิทั้งปวงของคนอ่าน แม็กซ์ำไม่อาจใช้วิธีอ่านแบบคร่าว ๆ ที่ใช้กับการอ่านหนังสือเล่มอื่นได้ การอ่านหนังสือของเมลจีนต้องการความสนใจทุกอย่างที่แม็กซ์มี เราต้องปิดโทรทัศน์ นอนลงบนเตียงในห้องที่แอร์เย็นสบาย อยู่บนหมอนอันโปรดก่อนจะเริ่มอ่าน เราต้องทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ในการอ่านเรื่องของเมลจีน

ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถรับรู้ความงดงามในเรื่องราวของเธอได้

แม็กซ์ไม่ได้คิดจะข่มขู่คนที่คิดจะอ่านงานของเธอหรอกนะคะ เพราะมันยิ่งกว่าคุ้มค่า แต่ถ้าคุณเผลอไม่ใส่ใจกับบางประโยค หรือบางตอนในเรื่อง คุณอาจจะพลาดหลงประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ของเรื่องไปก็ได้

Demon Night ของเมลจีน บรู๊ค

ตามลำดับในเรื่องแล้ว เล่มนี้เป็นเรื่องขนาดยาวเล่มที่สามในชุด ต่อจาก Demon Angel และ Demon Moon แต่ถ้านับรวมเรื่องสั้นเข้าไปด้วยแล้ว เล่มนี้ถือเป็นเล่มที่ห้าแล้วค่ะ แต่เราคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องสั้นหรอกนะคะถึงจะรู้เรื่อง

แต่ส่วนเรื่องยาวนี่ อาจจะต้องอ่านนะคะ เพราะมีการเชื่อมโยงระหว่างกันพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงขนาดว่า ถ้าไม่เคยอ่านเลย จะอ่านเล่มนี้ไม่รู้เรื่อง เพียงแต่การอ่านเล่มนี้จะเป็นการสปอยล์สองเล่มแรกเท่านั้นเอง

ชาร์ลี นิวคอมป์ (ชื่อจริง ๆ ของเธอคือชาร์ล็อตต์) เป็นพนักงานเสริฟในบาร์เล็ก ๆ แห่งนึง เธอไม่น่าที่จะตกเป็นเป้าหมายการทำร้ายของกลุ่มแวมไพร์ แต่เพราะพี่สาวของเธอเป็นคนสำคัญในกระบวนการที่อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตแวมไพ ร์ได้ ชาร์ลีจึงกลายเป็นเป้า และคนคนเดียวที่คุ้มครองเธอได้ก็คือเอธาน แม็คเคบ

เอธานหรือที่รู้จักกันในนามดริฟเตอร์ (ที่มาของชื่อเขาคงต้องไปหาอ่านกันเองในเรื่องนะคะ) ไม่ใช่มนุษย์ หรืออย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่มนุษย์มาร้อยกว่าปีแล้ว นับจากวันที่เขาจบชีวิตลงในฐานะของโจรนอกกฎหมายเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ด้วยเหตุผลบางอย่างเอธานได้รับโอกาสที่สองในการมีชีวิต คราวนี้ในฐานะของผู้พิทักษ์ และหน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายในตอนนี้ก็คือ การคุ้มครองชาร์ลี

อย่างที่บอกนะคะ การเล่าเรื่องของเมลจีนอาจจะเข้าใจยากนิดนึง โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักชุดนี้มาก่อน ดังนั้นขอแม็กซ์ปูพื้นแบ๊คกราวด์เรื่องนิดนึงแล้วกัน

ในอดีตสมัยที่มีการสู้รบกันระหว่างเทพบุตรที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ ฝ่ายที่พ่ายแพ้ซึ่งนำทัพโดยลูซิเฟอร์ถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ให้ไปอาศัยอยู่ใน นรก ส่วนกลุ่มเทพที่ไม่เรื่องข้างใดเลยก็ถูกลงโทษที่เลวร้ายยิ่งกว่า นั่นก็คือ ถูกสาปให้กลายร่างเป็นนอสฟาราตู สิ่งมีชีวิตที่กลัวแสงอาทิตย์ และต้องมีชีวิตโดยพึ่งพาเลือด นอสฟาราตูนี่เองเป็นที่มาของแวมไพร์ ซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ถูกเปลี่ยนให้เป็นแวมไพร์โดยนอสฟาราตู (คนที่ถูกเปลี่ยนโดยนอสฟาราตูจะมีความแข็งแรงเหนือกว่าคนที่ถูกเปลี่ยนโดย แวมไพร์ เพราะเลือดเข้มข้นมากกว่า)

แต่แล้วสงครามระหว่างเทพที่ตกสวรรค์กับเทพบนสวรรค์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เทพที่กลายเป็นปีศาจไปแล้วได้เกณฑ์เอามังกรมาเข้าร่วมรบด้วย ในขณะที่เหล่าเทพฝ่ายดีกำลังจะพ่ายแพ้ มนุษย์นามไมเคิลเป็นเพียงคนเดียวที่กล้าพอที่จะเข้าช่วยเหลือ เขาและดาบของเขา (ซึ่งเล่าเอาไว้ในเรื่อง Falling for Anthony) ฆ่ามังกรสำเร็จ

และไมเคิลได้รับการตอบแทนด้วยการเปลี่ยนเป็นผู้พิทักษ์ เขาได้รับอำนาจจากเทพบุตรเหล่านั้นให้มีพลังในการเปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาที่ได้ เสียสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนอื่นให้กลายเป็นผู้พิทักษ์เช่นเีดียวกับเขาได้ และเหล่าเทพบุตรก็จากไป ทิ้งสวรรค์และภาระในการคุ้มครองมนุษย์จากปีศาจไว้ในมือของไมเคิล

แต่แล้วเมื่อไม่กี่ปีก่อน ไมเคิลก็สูญเสียกองกำลังเกือบทั้งในกองทัพผู้พิทักษ์ของเขา ไม่ใช่จากความตาย เพราะมันยากมากที่จะฆ่าผู้พิทักษ์ แต่เพราะการเลือกของเหล่าผู้พิทักษ์เหล่านั้นเอง นั่นก็เพราะว่าหลังจากกลายเป็นผู้พิทักษ์แล้ว พวกเขามีทางเลือกที่จะไปสู่สุขคติได้ทันที (ศัพท์ในเรื่องเีรียกว่า Ascend) การไปสู่สุขคติหมายถึงพวกเขาหมดภาระในการเป็นผู้พิทักษ์อีกต่อไป และไปใช้ชีวิตที่อยากใช้ (เข้าใจว่าคงจะคล้ายกับนิพพานในศาสนาพุทธของเราน่ะ) กองทัพของไมเคิลเกือบทั้งหมดเลือกที่จะไปสู่สุขคติ ทำให้เขาขาดคนในการสู้รบกับปีศาจที่ยังคงหาทางทำลายมนุษย์อยู่

จากเหตุการณ์ในเรื่อง Demon Angel ซึ่งแม็กซ์ไม่เล่านะคะ เพราะเดี๋ยวจะขัดกฎการสปอยล์เข้า อีกอย่างมันก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับเล่มนี้หรอกค่ะ ทำให้เหล่าผู้พิทักษ์ย้ายมาตั้งสำนักงานบัญชาการใหญ่บนโลก (เดิมอยู่บนสวรรค์) และเริ่มทำงานร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นมากขึ้น (เช่นกับพวกแวมไพร์ และปีศาจกลุ่มที่ต่อต้านลูซิเฟอร์)

ที่เล่านี่แค่แบ๊คกราวด์ของชุดเท่านั้นเองนะคะ อันที่จริงถ้าคุณอ่านเรื่อง Demon Night ก็จะได้ข้อสรุปพวกนี้เหมือนกัน แต่มันจะค่อย ๆ มา และไม่ได้เล่าตรงไปตรงมาอย่างที่แม็กซ์เล่า

อย่างที่พูดแต่ต้น หนังสือเล่มนี้ต้องการการทุ่มเทเต็มที่ของคนอ่าน และแม็กซ์ก็ให้เต็มร้อย ผลลัพธ์ที่ออกมาแม้จะได้คะแนนไม่ถึงร้อย แต่ก็ไม่ผิดหวังเลย แม็กซ์ชอบความฉลาดมาก ๆ ของเมลจีนในการวางพล็อตเรื่อง โดยเฉพาะ (สปอยล์) การวางให้ปีศาจแซมมาเอล และเอธานเคยเผชิญหน้ากันมาก่อน การเล่าเรื่องของเมลจีนที่ใส่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ที่คุณต้องสังเกตถึงจะรู้ แต่มันเป็นรายละเอียดที่น่ารักมาก ๆ ในเรื่อง

เล่มนี้คล้ายคลึงกับเรื่อง Demon Moon นะคะ ตรงที่พล็อตเรื่องภายนอกแทบจะไม่มีความสำคัญเท่าไหรนัก ทุกอย่างอยู่ที่ความลึกซึ้งของตัวเอกมากกว่า ทั้งชาร์ลีและเอธานเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ ทั้งคู่มีอดีตที่เปราะเปื้อน ชาร์ลีเป็นนักร้องเสียงใสที่สูญเสียทุกอย่างเพราะความอ่อนแอไปกับเหล้า เอธานเสียอนาคตรวมทั้งชีวิตของเขาไปกับการแก้แค้น แต่เมื่อทั้งคู่อยู่ด้วยกัน คุณก็รู้ได้เลยว่า ทั้งสองเหมาะสมกันมากแค่ไหน

อันที่จริงเราไม่ได้ทำใจว่าจะชอบเรื่องนี้ขนาดนี้นะคะ เพราะรู้สึกว่าเอธานไม่ใช่ตัวละครที่น่าสนใจนัก (จากที่เขามีบทในเล่มก่อนหน้า) และเราไม่อยากอ่านเรื่องที่นางเอกดูเป็นคนอ่อนแอตามพล็อตเรื่องที่ออกมา แต่ชาร์ลีไม่ได้อ่อนแอ ไม่ใช่ว่าเธอถือปืนไปยืนสู้กับผู้ร้ายหรอกนะ แต่เธอเข้มแข็งในส่วนที่สำคัญที่สุด และที่สำคัญเอธานรักเธอมากพอที่จะปล่อยให้เธอยืนได้ด้วยขาของตัวเอง และนี่คือสิ่งที่ทำให้แม็กซ์เชื่อว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไปรอด เพราะเอธานได้เล่นบทเป็นเทพบุตรฟ้าประทานมาให้ชาร์ลี เพื่อทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้น เขารู้ถึงความอ่อนแอของเธอ และปฏิเสธที่จะส่งเสริมบทนั้นให้เด่น เพื่อความเป็นแมนของตัวเอง (เหมือนที่พระเอกในโรแมนซ์หลายเรื่องทำกัน) เขารักเธอมากพอที่จะใจร้ายกับเธอเพื่อให้เธอเข้มแข็ง แต่ในเวลาที่สำคัญที่สุด เขาก็เตรียมตัวที่จะสละตัวเองเพื่อเธอเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้เราแปลกใจที่สุดในเรื่องกับไม่ใช่เรื่องของเอธานและชาร์ลีนะ คะ แต่เป็นเรื่องของคู่รอง พี่สาวของชาร์ลี และดีแลน ชายที่เธอรัก (สปอยล์) เรา ชอบนะคะที่เมลจีนเขียนให้เราเห็นอีกด้านของปีศาจ ว่าพวกเขาก็มีความรักเป็นเหมือนกัน ความรักที่ดูไม่ดีนัก แต่ก็เป็นความรักแท้แน่นอน

โดยรวมเป็นเล่มที่อาจจะสู้กับ Demon Moon ไม่ได้ แต่เอธานก็ไม่ใช่คอลิน (พระเอกเรื่อง Demon Moon ที่น่ารักมากกกกกก) ซึ่งนั่นไม่ใช่ความผิดของเขา

คะแนนที่ 80

Demon Bound // Meljean Brook

เนื่องจากการปรับสมองให้เตรียมตัวอ่านหนังสือของเมลจีน บรู๊คต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นเมื่อแม็กซ์อ่านเรื่อง Demon Night ของเธอจบไป ก็เลยตัิดสินใจหยิบเอาเล่มล่าสุดในชุดอย่าง Demon Bound มาอ่านต่อทันที (เหตุผลที่แท้จริงก็คือ แม็กซ์อยากอ่านเรื่องของเจคซึ่งเป็นพระเอกในเล่มนี้มาก ก็เลยต้องรีบเอา Demon Night มาอ่านก่อน จะได้อ่าน Demon Bound เสียที)

และก็เช่นเดียวกันกับหนังสือทุกเล่มที่เมลจีนเขียน คุณไม่สามารถอ่านเรื่องของเธออย่างรวดเร็ว และจบภายในสองสามชั่วโมงได้ มันต้องการสมาธิทั้งหมดที่คุณมีเพื่อที่จะเข้าใจความงดงามในเนื้อเรื่องที่ เธอเขียนได้

หลายคนบอกว่าแม็กซ์ขู่มากจังเกี่ยวกับงานของเมลจีน เราไม่คิดว่าเป็นคำขู่หรอกนะคะ แต่เป็นการเตือน เพราะแม็กซ์เจอมากับตัวแล้วว่า การเร่งรีบอ่านหนังสือของเธอกลับเป็นการทำลายคุณค่าของหนังสือ เพราะทุกตัวอักษรมีความหมาย และคนอ่านต้องตื่นตัวตลอดเวลา ในการจับความสำคัญของมัน (ซึ่งถ้าคุณคิดออกก่อนที่คนแต่งเฉลย คุณก็จะแสดงความยินดีกับความเก่งของคุณเองมาก และถ้าคุณมองข้ามมันไป ก็ถึงเวลาที่จะย้อนกลับไปอ่านอีกรอบนึง

Demon Bound ของเมลจีน บรู๊ค

เมลจีน บรู๊คเป็นนักเขียนอายุน้อย (แม็กซ์อาจจะไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ) และยังเป็นนักเขียนในกลุ่มที่แม็กซ์คิดว่าได้อิทธิพลของการ์ตูนสมัยใหม่ก็ เยอะ (อิทธิพลของการ์ตูนญี่ปุ่น/ฝรั่ง ที่เป็นเรื่องราวสำหรับผู้ใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะเด็กอย่างเดียว) ดังนั้นการเล่าเรื่องของเธอจึงผสมวัฒนธรรมยุคใหม่มาก ความทันสมัยในเนื้อเรื่องไม่ต่างอะไรกับการดูหนังฮอลีวู้ดสำหรับวุ่นรุ่น เรื่องนึงเลย ตัวละครของเธอมีความเท่ห์อย่างคนรุ่นใหม่ คนที่คุ้นเคยกับสไตล์ของนักเขียนยุคเก่า ๆ (พวกแคธลีน อี วู้ดดิวิสส์) ก็อาจจะสับสนพอสมควรกับสไตล์ของเธอ

แต่เราถือว่าตัวเองเป็นคนยุคใหม่ (ว่าเข้าไป) และมีความสามารถในการปรับตัวสูง ดังนั้นจึงชอบเรื่องของเธอมาก โดยเฉพาะเล่มนี้ ที่ได้ใจไปเต็มที่เลย

Demon Bound เป็นหนังสือขนาดยาวเล่มที่สี่ในชุด และเป็นเล่มที่เจ็ดในชุดถ้ารวมเรื่องสั้นเข้าไปด้วย และเช่นเดียวกันกับเล่มอื่น ๆ แม็กซ์คิดว่าคุณควรอ่านเล่มก่อนหน้าก่อนนะคะที่จะมาเริ่มอ่านเล่มนี้ โดยเฉพาะควรอ่าน Demon Night เพราะมีสปอยล์ของเล่มนั้นอยู่เีพียบ

คงไม่ต้องเตือนนะคะว่า ถ้าอ่านต่อเนี่ย จะเป็นการสปอยล์เล่มก่อนหน้าในชุด

อลิซ เกรย์เป็นผู้พิทักษ์ที่ถูกเรียกด้วยฉายาว่า แม่ม่ายดำ ตามชื่อของแมงมุมซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอ ด้วยความที่เป็นคนแปลกและไม่เกี่ยวยุ่งเกี่ยวกับใคร เธอกลายเป็นที่เรื่องเล่าที่เอาไว้ข่มขู่กลุ่มผู้พิทักษ์ฝึกหัด (อะไรคือผู้พิทักษ์ ขอให้กลับไปอ่านที่บลอกนี้แล้ว กันค่ะ) แต่สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือ อลิซมีความลับอันน่ากลัว เพราะเธอได้ทำสัญญากับปีศาจในการเอาชีวิตไมเคิล ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าของกลุ่มผู้พิทักษ์ ข้อตกลงที่เธอใช้เวลาเป็นร้อยปีแล้วในการหาทางออก

แต่ดูเหมือนจะไม่มีทางออก โดยเฉพาะเมื่อปีศาจตัวที่เธอทำสัญญาด้วยเริ่มตามทวงคำสัญญานั้น ในระหว่างที่เธอกำลังเดินสำรวจวิหารโบราณ ปีศาจหลายตัวลอบเข้าทำร้ายเธอ แต่โชคดีที่ในเวลานั้นผู้พิทักษ์ฝึกหัดอย่างเจค ดันหลงทางไปโผล่แถวนั้นพอดี

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้พิทักษ์มือเก่าอย่างอลิซ ได้รู้จักและสนิทสนมกับเจคผู้พิทักษ์มือใหม่

เจคเป็นส่วนที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ เขาเป็นมือใหม่ทีทำพลาดเป็นประจำ โดยเฉพาะพรสวรรค์ในการเคลื่อนที่จากจุดนึงไปอีกจุดนึง ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถที่หาได้ยากมากในหมู่ผู้พิทักษ์ เขายังพลาดเสมอ และหนึ่งในนั้นก็คือการตั้งใจจะกลับเคย์ลัม (หรือสวรรค์) แต่ดันหลงไปยังวิหารเก่า ๆ ในทะเลทราย จนได้พบกับอลิซ

และทำให้ทั้งคู่รู้ว่า ทั้งสองมีความสนใจในโบราณคดีเหมือนกัน และยิ่งกว่านั้นทำให้เจคเป็นคนแรกที่ได้รู้จักตัวตนของอลิซอย่างจริง ๆ ทั้งคู่ร่วมมือกันในการค้นหาความลับที่อยู่ในวิหารโบราณนั้น วิหารที่มีรูปปั้นและภาพเขียนที่เล่าเรื่องราวกำหนดของผู้พิทักษ์ การค้นพบโครงกระดูกของผู้พิทักษ์ที่เสียชีวิตในหลุมศพประหลาด การหลงทางไปยังนรกของเจคและอลิซ และสุดท้ายความลับอันน่ากลัวของไมเคิลผู้นำของเหล่าผู้พิทักษ์

หลังจากสองเล่ม (Demon Moon และ Demon Night) ที่เรื่องโฟกัสที่ความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นหลัก เล่มนี้กลับมาสู่การดำเนินเรื่องด้วยพล็อตอีกครั้ง และเล่มนี้แม็กซ์ถือว่ามีการเคลื่อนไหวในส่วนของพล็อตเรื่องของชุดมากที่สุด เราได้ค้นพบความจริงหลายอย่างที่เคยคิดว่าจริง แต่แท้จริงแล้วมันมากกว่านั้น

การดำเนินเรื่องก็น่าติดตามตลอดทั้งเล่ม แทบจะไม่มีช่วงเวลาให้พักหายใจ หรือละสมาธิจากการอ่านได้เลย ทุกรายละเอียด คำพูดเล็ก ๆ กลายเป็นสิ่งสำคัญในเวลาต่อมาเกือบทั้งสิ้น

ถึงแม้จะเต็มไปด้วยเหตุการณ์ และความลับที่เปิดเผย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจคและอลิซด้อยลงไปเลยนะคะ เจคเป็นคนแรกที่มองเห็นอลิซว่ามีอะไรมากกว่าเสื้อผ้าชุดดำ และแมงมุมน่ากลัว ในขณะเดียวกันอลิซก็มองเห็นลึกลงไปมากกว่าผู้พิทักษ์ฝึกหัดที่เอาแต่เล่นตลก หรือปากปีจอ เธอมองเห็นชายหนุ่มที่กล้าหาญพอที่จะเสียสละชีวิตให้กับคนอื่น เธอมองเห็นความเฉลียวฉลาดที่ทุกคนมองข้าม เธอมองเห็นผู้ชายที่อ่อนโยนและยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ

และเธอก็รู้ว่า ตัวเองจะเป็นต้นเหตุทำให้เขาตาย เพราะคำสัญญาที่เธอให้ไว้กับปีศาจในการเอาชีวิตไมเคิล ทำให้ดวงวิญญาณของเธอตกอยู่ในอันตรายของการตกนรกไปตลอดกาล อลิซไม่ต้องการทรมานเช่นนั้น แต่เธอก็ไม่อาจฆ่าไมเคิลได้

สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออก แต่ทางออกที่คนแต่งเสนอให้กับตัวละครเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุด และฉลาดที่สุด แม็กซ์ไม่รู้ว่าจะชื่นชมยังไง เพราะมันเหมาะเจาะลงตัว และแม็กซ์พูดไปรึยังว่าฉลาด

แม็กซ์ไม่คิดนะว่าจะเจอตัวละครที่แม็กซ์ชอบมากไปกว่าคอลิน (พระเอกเรื่อง Demon Moon) แต่ขอบอกว่าเจคแซงหน้าไปได้ (อาจจะนิดหน่อยนะ แต่ก็แซง) ผู้พิทักษ์ฝึกหัดที่มีอดีตเป็นทหารผ่านศึกเวียดนาม เขาอ่อนด้อยทั้งประสบการณ์ และยังไม่อาจควบคุมพรสวรรค์ของตัวเองได้ดีนัก (เหล่าผู้พิทักษ์จะได้รับพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งหลัง จากพวกเขาถูกเปลี่ยนจากมนุษย์มาเป็นผู้พิทักษ์) แต่เจคได้ใจมาก ๆ ในเรื่องความน่ารัก และความรักที่เขามีให้อลิซ

เพื่อนของแม็กซ์คนนึงที่ได้อ่านเรื่องบอกกับแม็กซ์ว่า เธอจินตนาการไม่ออกเลยที่เมลจีนเอาเจคมาเป็นพระเอกก่อนหน้าตัวละครตัวอื่น เพราะเขาดูเป็นเด็กที่ไม่มีความรับผิดชอบ (จากตอนที่เขามีบทในเล่มก่อนหน้า) ในขณะที่แม็กซ์แทบจะอดใจรอไม่ได้เลย ในการอ่านเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกเสมอว่าเจคน่าสนใจมาก ๆ และเราชอบเสมอว่าคนที่ดูเหมือนจะไม่มีคุณสมบัติของพระเอก กลายมาเป็นพระเอก และในส่วนนี้เมลจีนทำได้ดีมาก เพราะเจคยังเป็นคนเดิม มือใหม่ที่ความตกใจยังทำให้เขาหายตัวไปโผล่ตามที่ประหลาด ๆ ผู้ชายที่พูดจาไม่ระวังปาก (คิดเอาว่า เขาบอกนางเอกว่า เขาอยากจะใช้เวลาอยู่กับเธอให้มากขึ้น เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไม่ทำให้เขาคิดถึงเรื่องเซ็กส์) แต่เขาคือพระเอกแท้และแน่นอน

ยิ่งมาจับคู่กับอลิซซึ่งว่ากันตามตรงก็เป็นผู้หญิงที่อายุมากกว่า (เธอเกิดในยุควิคทอเรียน) และเป็นผู้พิทักษ์ที่มีประสบการณ์สูงกว่า ก็เลยยิ่งถูกใจแม็กซ์ แต่ว่ากันตามตรงนะคะว่า หลังจากอ่านเล่มนี้แล้ว เราคิดว่าสองคนนี้เหมาะสมกันที่สุด

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องในชุดนี้ แม็กซ์ไม่ขอแนะนำให้เริ่มต้นอ่านที่เล่มนี้หรอกนะคะ เพราะคุณจะได้เจอกับความงงชนิดค้นหาชีวิตไม่เจอเลยล่ะ แต่เล่มนี้เป็นเล่มที่ไม่ควรพลาด และถ้าคุณต้องอ่านทั้งสี่เล่มก่อนหน้า (แม็กซ์ไม่นับเรื่องสั้น) เพื่อที่จะได้คิวอ่านเล่มนี้ เราก็ขอแนะนำให้ทำ เพราะมันคุ้มค่า คุ้มค่าจริง ๆ

คะแนนที่ 90

Hot Spell // An Anthology

หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่เก่าเก็บนานมาหลายปี (ตั้งแต่ปี 2005 โน่นแน่ะ) แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อ่านเลยหรอกนะคะ เราอ่านเรื่องสั้นบางเรื่องไปแล้วบ้าง เพียงแต่เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่านจนจบทุกเรื่องเท่านั้นเอง

สำหรับคนที่สนใจงานของนักเขียนทั้งสี่คนที่ร่วมกันเขียนในเล่มนี้ แต่ไม่กล้าลองซื้อเล่มหนาของพวกเธอมาอ่าน เราก็ขอแนะนำให้ลองอ่านงานของทั้งสี่ที่เล่มนี้ดูกันได้ เพราะเราคิดว่าสไตล์การเขียนเป็นตัวแทนผลงานโดยรวมของนักเขียนแต่ละคนเลยที เดียว

หนังสือรวมเรื่องสั้น Hot Spell

หนังสือเรื่องสั้นทั้งสี่เรื่อง ยกเว้นแค่เรื่องของไซโลห์ วอร์คเกอร์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในชุดอันโด่งดังของนักเขียนแต่ละคน โดยเฉพาะเรื่องของเมลจีน บรู๊ค เราถือว่าเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้เลยในการอ่านหนังสือชุดของเธอ

มาว่ากันทีละเรื่องแล้วกัน

The Countess's Pleasure ของเอ็มม่า โฮลี่

เรายกให้เอ็มม่า โฮลี่เป็นเจ้าแม่ผลงานแนวอีโรติค โรแมนซ์นะคะ ไม่ว่าจะมีใครเขียนเรื่องไหนออกมา อาจจะร้อนแรงกว่างานของเธอ ก็ไม่อาจเทียบกับเอ็มม่าซึ่งถือเป็นคนแรก ๆ ที่เริ่มบุกเบิกหนังสือแนวนี้ (ร่วมกับนักเขียนอีกคนที่ชื่อว่าโรบิน ชอนน์)

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนเสริมในหนังสือชุดเดม่อนแห่งยุควิคทอเรียน (ที่เล่มแรกของชุดก็คือ The Demon's Daughter) เล่าเรื่องของโลกที่น่าจะอยู่ในช่ีวงเดียวกับยุควิคทอเรียนที่เรารู้จักกัน เพียงแต่ในโลกของเอ็มม่า มนุษย์ได้ค้นพบว่า ตนเองมิใช่สิ่งมีชีวิตเดียวที่มีวิวัฒนาการล้ำหน้ากว่าสัตว์อื่นเพียงชนิด เดียว ยังมีชาวยาม่า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คล้ายคลึงมนุษย์ แต่ไม่ใช่ อาศัยอยู่ด้วย การค้นพบยาม่าทำให้ประวัติศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์กลายเป็นคนป่าเถื่อนและไร้วัฒนธรรม ในขณะที่สังคมของยาม่าเ็ป็นสังคมชั้นสูงชนิดที่มนุษย์โลกไม่อาจก้าวไปถึง

ในเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของเคาท์เตสม่ายสาวที่เดินทางไปยังเมืองซึ่งอยู่ ระหว่างชายแดนระหว่างอาณาเขตของมนุษย์และยาม่า ที่นั่นเธอได้ปลดปล่อยความพิศวาสที่เก็บไว้ของตัวเองมานาน (จำได้ไหมว่าสังคมวิคทอเรียนนั้น กระทั่งขาโต๊ะก็ยังต้องเอาผ้ามาคลุม เพราะมันไม่สุภาพ) กับชายหนุ่มชาวยาม่าที่ทำงานในคลับเพื่อหาเงินส่งเสียกลับไปให้ครอบครัวที่ ยาม่า

พล็อตเรื่องเรียบง่ายไม่มีอะไรให้ต้องลุ้นกันมาก แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับยาม่าในหนังสือเล่มอื่น ๆ ของเอ็มม่ามาก่อนจะเก็ตกับความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์และยาม่า นี่ไหม มันมีความซับซ้อนพอสมควร และอาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจแบ็คกราวด์ของเรื่อง

แต่สำหรับเรา (เนื่องจากตามอ่านงานของเอ็มม่าเกือบครบทุกเล่ม) นี่จึงไม่ใช่ปัญหา คะแนนที่ 70

The Breed Next Door ของโลร่า ลีย์

ถ้านับกันตามจริงแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกที่โลร่าเขียนให้กับสนพ.เบิร์คเลย์ (หลังจากที่ทิ้งสนพ.อีลอร่ามาซบอกกัน) เรื่องนี้เป็นไปทุกอย่างตามสูตรของหนังสือชุดบรีดของโลล่าค่ะ เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ว่าสูตรชุดบรีดเป็นยังไง และเหมาะกับคนที่ชอบสูตรชุดบรีดของโลร่า (อย่างแม็กซ์ที่ตอนนี้ยังไม่เบื่อนะคะ)

เรื่องราวของทาเร็คที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้านสาวสวยอย่างไลร่า เพราะได้รับมอบหมายให้มาจับตามองกลุ่มคนที่เคยทรยศต่อพวกบรีด (ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีส่วนผสมของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ผสมปนเปกันอยู่) แต่แล้วเขาก็ต้องเสียสมาธิเพราะสาวน้อยข้างบ้านที่ยั่วเสน่ห์เขาเสียจริง และแน่นอนว่าตามสูตรแล้วไลร่าก็คือคู่แท้ของเขาอีกต่างหาก ซึ่งทำให้เมื่อทั้งคู่มีการแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกายต่อกัน (อย่าคิดมาค่ะ น้ำลายก็ถือว่าใช้ได้แล้ว) ก็จะทำให้ไลร่าเกิดอาการที่เรียกกันว่า Mating Heat ที่ทำให้ดีกรีความร้อนแรงในหนังสือเล่มนี้ทวีความรุนแรงหลายเท่าตัว

อย่างที่บอกเรื่องนี้เป็นพล็อตที่โลร่า ลีย์ให้บ่อยมาก ถ้าเคยอ่านแล้วยังไม่เบื่อเล่มนี้ก็น่าจะถือว่าโอเค ส่วนตัวเราซึ่งพูดเสมอว่า เพิ่งจะมารู้สึกว่าโลร่าเขียนหนังสือดีมาก ๆ ก็ตอนที่อ่านเรื่อง Tanner's Scheme ซึ่งเขียนหลังจากเล่มนี้หลายปี เรื่องสั้นเรื่องนี้เลยขาดเหตุผล และอารมณ์ในด้านลึกไปเยอะพอสมควร

คะแนนที่ 63

Falling for Anthony ของเมลจีน บรู๊ค

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเล่มนี้ที่เราเปิดอ่าน และก็ยังคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเมื่อเราหยิบมาอ่านอีกรอบ เรื่องราวในยุครีเจนซี่ เล่าเรื่องของคู่รักที่ไม่น่าจะลงเอยกันได้

นั่นก็เพราะแอนโธนี่เป็นเพียงหมอจน ๆ คนนึงที่พ่อของเอมิลี่ส่งเสียให้เล่าเรียน (สมัยนั้นหมอไม่รวยเหมือนตอนนี้หรอกนะ) ในขณะที่เธอเป็นลูกสาวของขุนนางบรรดาศักดิ์สูง แต่ในวันนึงก่อนที่แอนโธนีจะไปออกรบ (พร้อมกับคอลิน พี่ชายของเอมิลี่) จู่ ๆ สาวน้อยที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ก็จัดการรวบหัวรวบหางแอนโธนี่ซะอย่างงั้น

อ่านแล้วงงใช่ไหม แม็กซ์ก็งงค่ะ เราคงไม่บอกเหตุผลหรอกนะคะ แต่มันมีคำอธิบาย ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจใครที่นิยมลัทธิเยื่อบางนัก แต่มันโอเคสำหรับเรา

แต่แล้วในการรบ คอลินกลับเป็นเพียงคนเดียวที่กลับมาสู่บ้านได้ เพราะแอนโธนีเสียชีวิตลง สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือ แอนโธนีไม่ได้ตายในการรบธรรมดา เขาได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่าง และนั่นทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นเทพบุตร

ในฐานะของเทพบุตรฝึกหัด แอนโธนี่มีภาระต้องรับใช้สวรรค์ (หรือที่เรียกกันว่าเคย์ลั่ม) เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี ก่อนที่เขาจะมีสิทธิเลือกที่จะคุ้มครองมนุษย์ต่อ ไปสู่สวงสวรรค์ของแท้ หรือว่าจะตกจากสวรรค์ (ด้วยการเกิดใหม่) แต่งานแรกที่แอนโธนีได้รับการคือ การกลับไปยังบ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพื่อตามหาดาบของไมเคิล (ซึ่งเป็นผู้นำของเคย์ลั่ม) ที่หายไป ปัญหาก็คือ ดาบเล่มนั้นอยู่ในความครอบครองของเอมิลี่ หญิงสาวที่เขารักอย่างหมดหัวใจ แต่เข้าใจว่าเขาตายไปแล้ว

เรื่องสั้นเรื่องนี้มีความยาวมากที่สุดในเล่ม แต่มันแทบจะไม่เพียงพอเลยในการเล่าเรื่องที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ นั่นก็เพราะนอกเหนือจากเรื่องราวของตัวเอกอย่างแอนโธนีและเอมิลี่แล้ว ยังมีเรื่องของฮิวจ์ ซึ่งเป็นเทพบุตรซึ่งเป็นอาจารย์ของแอนโธนี (คิดถึงโอบีวันที่เป็นอาจารย์ของอนาคิน) และลิลิธ ปีศาจสาวจากนรกผู้ต่อสู้กับฮิวจ์มานานนับพันปี เรื่องราวของทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาตร์อันยาวนานของทั้งคู่ก่อนที่ จะลงเอยกันในเรื่อง Demon Angel และเล่มนี้ก็ยังเล่าเหตุการณ์ที่คอลิน พี่ชายของเอมิลี่ถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นพระเอกใน Demon Moon

โลกที่เมลจีน บรู๊คคนแต่งเรื่องนี้สร้างมันซับซ้อน และวิธีการเล่าเรื่องของเธอไม่เอื้ออำนวยกับการอ่านแบบลวก ๆ คุณต้องทุ่มเต็มร้อยและมีสมาธิอย่างเต็มที่ ไม่ควรรีบเร่งอ่าน เพราะทุกบรรทัดแฝงไว้ด้วยความหมาย

คะแนน 80

The Blood Kiss ของไซโลห์ วอร์คเกอร์

ในความคิดของแม็กซ์ เรื่องนี้อ่อนที่สุดในบรรดาสี่เรื่องในเล่มนี้ แต่ก็อาจเป็นเพราะไซโลห์เป็นนักเขียนที่ฝีมืออ่อนทีสุดในบรรดาสี่คนนี้ก็ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ห่วยไม่ได้เรื่องหรอกนะคะ

มันโอเคเลยล่ะ เพียงแต่เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นดูอ่อนไปเท่านั้นเอง

โรมัน มอนต์โกเมอรี่เป็นราชาหมาป่าผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งกำลับมีปัญหา นั่นก็เพราะน้องชายของเขาดันไปเผ่นพล่านในเขตแดนของแวมไพร์ จนถึงจับตัวไป บทลงโทษของเหล่าแวมไพร์ก็คือการจับขังเป็นเวลาสองร้อยปี ซึ่งโรมันยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงปลอมตัวบุกเข้าไปในถิ่นของแวมไพร์ จากนั้นก็ปฏิบัติการช่วยชีวิตน้องชายออกมา แต่ตอนขากลับบ้านดันไม่กลับมือเปล่า เขายังเกี่ยวเอาบุตรสาวคนเดียวของหัวหน้าแวมไพร์ติดตัวมาด้วย

เธอชื่อจูเลียนน่า และเธอเป็นแวมไพร์ชนิดพิเศษ นั่นก็คือเธอยังไม่ใช่แวมไพร์ หากแต่เป็นมนุษย์ (จะเป็นแวมไพร์เมื่อเธอตาย และได้ดื่มเลือด) ดังนั้นเธอจึงมีคุณค่ามหาศาล เพราะยังมีทายาทสืบตระกูลแวมไพร์ได้ การจับตัวเธอไปของโรมันจึงกลายเป็นการกระตุ้นให้พ่อของเธอประกาศศึก โดยมีจูเลียนน่าเป็นของรางวัล ใครที่ช่วยเธอมาจากโรมันได้ ก็จะกลายเป็นเจ้าบ่าวของเธอไปโดยปริยาย

ปัญหาของแม็กซ์ต่อเล่มนี้ก็คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้พ่อของจูเลียนน่าเป็นตัวร้าย โอเคโรมันพูดและคิดหลายรอบถึงความเลวร้ายของพ่อเธอ แต่แม็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวยังไง น้องชายโรมันก็เสือกบุกเข้าไปในดินแดนของเขาก่อน แล้วยังเรื่องจูเลียนน่า หากจะบอกว่าพ่อของเธอเลวที่เอาเธอเป็นเครื่องมือ ก็โรมันก่อนนั่นแหละดันเสือกไปยุ่งกะเธอก่อน แวมไพร์ก็ต้องการรักษาเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้เช่นกัน

มันเหมือนการบอกว่า หมาป่าดี แวมไพร์เลว ยังไงยังงั้นเลยล่ะ

เพราะความไม่เท่าเทียบกันทางความเหนือธรรมชาติ แม็กซ์จึงให้คะแนนได้แค่ที่ 60

โดยสรุปทั้งเล่ม Hot Spell ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะคะ เพราะจะแนะนำให้คุณได้รู้จักนักเขียนถึงสี่คนที่เขียนเรื่องอยู่ในระดับใช้ ได้เลยทีเดียว ดังนั้นแม้ว่าแยกแต่ละเล่มคะแนนจะดูไม่ค่อยดีนัก เพราะแม็กซ์ไม่ค่อยชอบเรื่องสั้น แต่เมื่อรวมกัน เล่มนี้ได้ 83 เพราะยากนักที่จะหาหนังสือรวมเรื่องสั้นที่คุณภาพของแต่ละเรื่องอยู่ในระดับ สูงอย่างนี้ได้