Showing posts with label Liz Carlyle. Show all posts
Showing posts with label Liz Carlyle. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

Tempted All Night // Liz Carlyle

สำหรับคนที่ยังไม่รู้นะคะ แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์ และถ้าอ่านไม่ชัดก็โปรดอ่านอีกครั้งหนึง

แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์

ลิซ คาร์ไลล์เป็นนักเขียนที่อาจจะไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่ลึกล้ำ หรือสร้างสรรสุดคำบรรยาย แต่วิธีการในการดำเนินเรื่อง จังหวะของการเล่าเรื่องราว และตัวละครของเธอมีชีวิตเสมือนจริงสำหรับเรา แม็กซ์รักโลกที่ตัวละครของลิซอาศัยอยู่ซึ่งทั้งหมดรู้จักกัน (นั่นหมายความว่า หนังสือทุกเล่มของเธอเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) ดังนั้นแม้กระทั่งตัวละครรองที่มีบทออกมาเพียงไม่กี่ฉาก ก็ทำให้แม็กซ์มีความสุขที่เห็นเธอกล่าวถึงพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่ว่า ลิซจะเอาตัวละครมาเดินโชว์อย่างไร้ความหมายหรอกนะ เธอเลือกเอาตัวละครที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง และใช้อย่างมีประโยชน์สูงสุด

Tempted All Night ของลิซ คาร์ไลล์

หนังสือเล่มนี้ไม่โฆษณาว่าเกี่ยวข้องหรืออยู่ในชุดของเล่ม ไหนเป็นพิเศษ แต่ก็เช่นเดียวกับหนังสือทุกเล่มของลิซ ที่มันมีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด โดยเฉพาะเล่มนี้ที่เป็นเรื่องราวของเลดี้ฟีดร้า นอร์ธติ้งแฮม น้องสาวของท่านมาร์ควิส แห่งแนช ซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง Never Lie to a Lady แต่ไม่จำเป็นหรอกนะคะที่จะต้องอ่านเรื่องนั้นก่อน เพราะบอกตามตรง แม็กซ์อ่านเล่มนั้นแล้ว และฟรีด้าก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษเลย

เลดี้ฟีดร้าเป็นสาวแก่วัยยี่สิบสองปีที่ดูเหมือนจะพอใจกับ สถานภาพของตัวเอง เธอรับหน้าที่ดูแลแม่และน้องสาวที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องนัก ดูเหมือนเธอจะเป็นคนเดียวในครอบครัวที่มีสมองเพียงพอที่จะรับรู้ความจริง แห่งโลก ในขณะที่แม่และน้องสาวก็เป็นเหมือนหญิงสาวในยุครีเจนซี่ตอนปลายทั่วไปที่วัน ทั้งวันคิดถึงแต่เรื่องงานเลี้ยง คู่ครองและความเหมาะสม

แต่เป็นเพราะความผิดพลาดร้ายแรงในวัยเยาว์ ฟรีด้าได้รับบทเรียนสำคัญของชีวิต และนั่นเตือนเธอให้ระมัดระวังในการใช้ชีวิต ในเรื่องความรักที่เธอคิดว่า ตัวเองไม่มีสิทธิที่จะคิดถึงมันอีกต่อไป และก็เหมือนทุกอย่างในโลกที่เมื่อคุณเลิกคิดถึง มันก็จะเดินเข้ามาในชีวิตของคุณเอง

และความยั่วยวนก็มาในรูปของลอร์ดเอวอนคริฟท์ หรือที่เขาไม่ชอบให้ใครเรียกเขาด้วยบรรดาศักดิ์ แม้จะเป็นถึงทายาทท่านเอิร์ลผู้ทรงอำนาจที่สุดคนนึงในอังกฤษ ทริสแทน ทาลบอตคือด้านตรงกันข้ามจากบิดาผู้เคร่งเครียด มันอาจจะเป็นเลือดต่างชาติที่เขาได้รับจากมารดา แต่ทริสแทนก็ไม่ใช่ขุนนางหนุ่มแบบที่คนในตระกูลทาลบอตต้องการ และทริสแทนก็ทำทุกอย่างเพื่อทำให้ความเชื่อนั้นเป็นจริง เขาเป็นชายเสเพลที่อาศัยอยู่บนขอบแห่งความเหมาะสม เป็นที่ต้องการของสาว ๆ ในลอนดอน และถูกคิดว่าภายใต้หน้าตาอันแสนหล่อเหลาไม่มีอะไรอยู่ตรงกลางใบหูของเขาเลย

แต่นั่นเป็นเพียงฉากหน้า และเช่นเดียวกับฟีดร้าที่ความเยือกเย็นและเหมาะสมของเธอก็เป็นฉากหน้าเช่นกัน

เหตุการณ์ฆาตกรรมที่ฟีดร้าโชคร้ายพอที่จะเป็นพยานเป็น เหตุผลที่ทำให้ทั้งสองได้รู้จัก แต่โชคชะตาของทั้งคู่เริ่มต้นนานกว่านั้นมาก เมื่อทริสแทนช่วยฟีดร้าไว้ระหว่างที่เธอเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงในการตามหาสาว ใช้ที่หนีหายไป ในมุมลึกสุดแห่งความดีงาม ฟีดร้าถูกช่วยเหลือเอาไว้จากชายขี้เมาแต่ยังมีศีลธรรมมากพอจะรู้ว่าเธอต้อง การความช่วยเหลือ

ทริสแทนซึ่งได้รับการขอร้องจากบิดาผู้ใกล้เสียชีวิตให้สืบ สวนความจริงที่เกิดขึ้น นั่นเพราะชายผู้เสียชีวิตต่อหน้าฟีดร้านั้นเป็นชาวรัสเซีย และทำงานให้กับแม่เล้าชื่อดัง ผู้ซึ่งเป็นอดีตสายลับรัสเซีย ซึ่งในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสงบระหว่างรัสเซียกับโปแลนด์ นี่เป็นสิ่งที่ควรจับตาดู ทริสแทนตอบรับคำขอจากบิดาอย่างเสียไม่ได้ และไม่คิดว่าตัวเองจะได้ข้อมูลอะไรมากนักจากการสัมภาษณ์หนึ่งในพยาน

แต่นั่นเป็นก่อนที่เขาจะได้พบกับฟี สำหรับชายที่ได้ผู้หญิงทุกคนที่ต้องการ ฟีคือความท้าทาย และเธอคือความไร้เดียงสาที่เขารู้ตัวว่าไม่ควรแตะต้อง แต่มันยากที่จะห้ามใจตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ฟีก็รู้เรื่องชาวรัสเซียผู้ตายคนนั้นมากกว่าที่เธอบอกกับทุกคน ในการตามหาสาวใช้ที่เธอแน่ใจว่าทำงานให้กับซ่องแห่งเดียวกัน ฟีเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่อาจจะใหญ่เกินตัว แต่อย่างน้อยเธอก็ยังฉลาดพอจะรู้ว่า ควรจะต้องพูดความจริงกับทริสแทน

เช่นเดียวกับหนังสือทุกเรื่องของลิซนะคะ ที่พล็อตไม่ใช่องค์ประกอบใหญ่ หากแต่เป็นการดำเนินเรื่องมากกว่า แม็กซ์พบว่าตัวเองหลงเข้าไปกับความเป็นทริสแทน และฟี เรารู้จักพวกเขาเหมือนเป็นคนสนิท ล่วงรู้สิ่งที่พวกเขาคิด รู้ว่าอะไรคือแรงผลักดัน ความเศร้าโศก และแรงบันดาลใจ

ทริสแทนต้องต่อสู้กับความแตกต่างมาตลอดชีวิต เพราะแม่ที่เป็นชาวต่างชาติ เขาจึงไม่ใช่ขุนนางอังกฤษผู้เหมาะสม ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาเกินกว่าที่จะมีปัญญา เขาถูกมองเป็นเพียงหนุ่ีมหน้าสวยที่ไร้สมอง แต่เขาก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ความเข้าใจผิดอันนี้แหละที่เป็นความผิดพลาดร้ายแรง ทริสแทนเป็นคาแร็คเตอร์ชนิดที่ลิซไม่ค่อยเขียนถึงบ่อย เราคิดว่าเขามีลักษณะใกล้เคียงกับเดวิลลิน (จาก The Devil to Pay) ในแง่ของทัศนคติที่เขามองโลก ที่แม้จะรู้ว่ามันไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการว่าหน่ายโลก เหมือนพระเอกโรแมนซ์ที่เป็นชายเสเพลทั่วไปเป็นกัน ในอีกแง่นึงเขามีลักษณะเบนท์ลี่ย์ควรจะเป็น (แต่ในเรื่อง The Devil you know ที่เบนท์ลี่ย์เป็นพระเอกเองกลับมีความมืดมากกว่ามาก) ชายที่รู้จักตัวเองเป็นอย่างดี และยอมรับความเป็นตัวเองได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ความดีพร้อมก็ตาม

ฟีดร้าคือด้านตรงกันข้าม เธอหมกหมุ่นกับความผิดพลาดในอดีต และปล่อยให้มันครอบงำชีวิต หลังจากอ่านเล่มนี้ แม็กซ์เชื่อในการจับคู่ทริสแทนกับเธอ เพราะเราคิดว่า เขาอาจจะเป็นคนเดียวที่ทำให้ฟีปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาได้ ตัวตนที่เราเชื่อว่า คนอ่านเองก็อาจจะคิดไม่ถึง (และแม็กซ์บอกรึยังว่าเซ็กส์ซีนในเล่มนี้ฮ็อตมาก)

ในตอนต้นเรื่องแม็กซ์มีปัญหานิดหน่อยในส่วนของมิตรภาพระหว่างฟีและโซอี้ อาร์มสตรองค์ (ซึ่งจะเป็นนางเอกในเล่มหน้า Wicked All Day) เพราะทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันในวันที่เกิดการฆาตกรรม แต่ดูเหมือนทั้งสองจะกลายเป็นเพื่อนสนิท ซึ่งสำหรับคนที่เก็บตัวอย่างฟี เรารู้สึกว่ามันไม่สมจริง แต่พอได้อ่านมากขึ้น และรู้จักฟีมากขึ้น เราก็เข้าใจว่าอะไรคือแรงผลักดันให้ฟีคบหากับโซอี้ (และลิซก็อธิบายในส่วนนี้ผ่านทางคำพูดของโซอี้เช่นกัน) นั่นเพราะโซอี้คือด้านตรงกันข้ามทุกอย่างของฟี เธอคือผู้หญิงที่ฟีอยากจะเป็น แต่ไม่อาจเ็ป็นได้ ความแตกต่างดึงดูดทั้งสองสาวให้เป็นเพื่อนกัน และมิตรภาพที่เกิดขึ้นดูน่าเชื่อสำหรับเรา (และแน่นอนว่าทำให้โซอี้เป็นตัวละครทีน่าสนใจมาก เธอเป็นผู้หญิงที่มีชีวิตชีวามาก และแม็กซ์อยากรู้ทีุ่สุดว่าใครจะเป็นพระเอกของเธอ --- นอกเรื่องนะคะ เราคิดว่าจะเป็นลอร์ดเมอร์เซอร์)

กลับมาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทริสแทนและฟีดร้า อย่างที่บอกค่ะ แม็กซ์ชอบการจับคู่ตัวละครสองตัวนี้ ทริสแทนคือผลไม้ต้องห้ามของฟี ทำให้เธอกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็ยังไม่อาจให้อภัยตัวเองต่อความผิดพลาดในอดีตได้ ทำให้เธอไม่กล้าที่จะคว้าความรักที่ถูกเสนอ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่อาจวางมือจากเขาได้ แม้ในช่วงเวลาที่เธอคิดว่าเขาไม่สนใจเธออีกต่อไปแล้ว (แม็กซ์ชอบฉากที่ฟีไปยังบ้านทริสแทน แม้จะคิดว่าเขาไม่ใยดีเธอแล้วก็ตาม)

ในขณะที่ทริสแทน แม็กซ์ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจาก เฟอร์เฟ็ค ไม่ใช่ว่าเขาเป็นชายผู้สมบูรณ์แบบหรอกนะคะ เพราะเขาห่างไกลจากคำนั้น แต่เขาเฟอร์เฟ็คกับเรื่อง ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เราชอบทัศนคติของเขา เข้าใจว่าอะไรทำให้เขากลายเป็นชายเสเพล (ในเมื่อความพยายามเดียวที่จะเป็นคนมีอุดมคติผลักดันให้เขาเข้าไปมีส่วนใน การสังหารหมู่) เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยอมทำตามคำขอของผู้เป็นบิดา ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยถูกมองจากชายคนนั้นว่าคู่ควรกับการเป็นทายาืท

อ่านมาขนาดนี้รู้รึยังคะว่า แม็กซ์รักงานเขียนของลิซ คาร์ไลล์ แต่อยากจะบอกทุกคนว่า การอ่านหนังสือของเธอไม่ใช่สิ่งที่เร่งรีบ เพราะการเดินทางไปพร้อมกับถ้อยคำในหน้าหนังสือของเธอสำคัญมากพอ ๆ กับการได้เรื่องราวของตัวละคร แม็กซ์ชอบความคิด ความรู้สึกของตัวละคร มากพอ ๆ กับที่อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

นี่ไม่ใช่หนังสือของลิซที่แม็กซ์รักมากที่สุด แต่ก็เป็นเล่มที่เราไม่ผิดหวัง

คะแนนที่ 83 (มีการแก้คะแนนนะคะ เพราะพอคิดดูให้ดีแล้ว แม็กซ์ยังรู้สึกว่าตัวเองชอบงานเรื่องอื่นของเธอมากกว่าเรื่องนี้ แต่ดันให้คะแนนน้อยกว่า ก็เลยมาปรับคะแนนเรื่องนี้ใหม่)

Edited to Add: ตามเสียงเรียกร้องนะคะ (สปอยล์) ด้วยวัยสิบห้าปีฟีดร้าพลาดท่าหลงคารมหนุ่มจนตั้งท้อง ก่อนที่จะถูกบังคับทำแท้งไปน่ะค่ะ ทำให้เธอรู้สึกผิดมากนับจากนั้น

Sunday, February 8, 2009

In Appriciation of Liz Carlyle

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนถึงเรื่อง Witch fire ที่เพิ่งอ่านจบไป แต่แล้วอาการลิซเครซี่ก็แทรกเข้ามากระทันหัน ก็เลยขออนุญาตเขียนถึงนักเขียนคนที่สำหรับแม็กซ์แล้ว คืออันดับหนึ่งในดวงใจ ณ เวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแนวย้อนยุค

ลิซ คาร์ไลล์อาจไม่มีหนังสือเล่มที่แม็กซ์เรียกได้ว่าเล่มโปรด ชอบมากจนสุดหัวใจ แต่กับงานของเธอ แม็กซ์กล้าเปิดอ่านโดยไม่ต้องทำใจเตรียมรับกับความผิดหวัง คะแนนเฉลี่ยหนังสือของเธออยู่ที่ 82 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดานักเขียนแนวย้อนยุค

และเพื่อเป็นการเตรียมฉลองให้กับหนังสือเล่มใหม่ของเธอที่กำลังจะออกขาย (หรือจะมาถึงเมืองไทย) ในเร็ววันนี้ แม็กซ์ก็เลยอยากจะพูดถึงงานในอดีตของเธอ

My False Heart(83)หนังสือเล่มแรก เขียนขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 1999 เธอไม่เหมือนนักเขียนหน้าใหม่เลยสักนิด กับพล็อตเรื่องที่ดูแสนธรรมดา แต่ความพิเศษซึ่งเราถือว่าเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญสุดของเธอก็โดดเด่นจนแม็กซ์ ซึ่งอ่อนภาษาอังกฤษเหลือเกินในตอนนั้นยังมองเห็น ความลึก ความนุ่มนวล และความฉลาดในการใช้ภาษา การบรรยายตัวละครโดยไม่จำเป็นต้องใช้การบอกให้คนอ่านรับรู้ แต่กลับเป็นการทำให้คนอ่านซึมซาบเข้าไป ความละเมียดละไมที่หาได้ยากในงานของนักเขียนทั่วไป ทำให้เธอโดดเด่นแม้ว่าพล็อตเรื่องจะไม่มีอะไรเลย เรื่องการหลอกลวงของเอลเลียตที่บังเอิญหลบฝนไปในบ้านของเอแวนเจลีน แล้วถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักวาดรูปภาพเหมือนที่เธอจ้างมา ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางสูงศักดิ์กับหญิงสาวที่ดูไม่เหมาะสมกับเขานักก็ เริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อนของแม็กซ์คนนึงเคยพูดถึงฉากที่เป็นหัวใจของเรื่อง ซึ่งแม็กซ์เห็นด้วยเต็มที่ เมื่อเอลเลียตสารภาพกับนางเอกถึงเหตุผลที่เขาต้องปกปิดตัวตนของตนไว้ ทั้งที่ในฐานะของมาร์ควิสแห่งเรนน็อคเขาดูดีกว่านักวาดรูปปากกัดตีนถีบนัก "เพราะผมไม่เคยชอบผู้ชายที่ผมเป็น ผมไม่เคยชอบตัวตนของตัวเองและผมต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำให้คุณชอบผม แล้วผมจะคาดหวังได้อย่างไรเล่าที่จะให้คุณชอบผมอย่างที่ผมเป็น โดยไม่โกหก"

สำหรับงานเล่มแรก สอบผ่านฉลุยค่ะ และทำให้แม็กซ์กลายเป็นแฟนตัวจริงเสียงจริงของเธอมาจนถึงบัดนี้

A Woman Scorned (90) ตามมาในเดือนพฤษภาคม 2000 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าจะไม่ชอบ เพราะเป็นเรื่องราวของแม่ม่ายลูกติดสอง คนที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าสามีของตัวเอง กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แม็กซ์ก็ยังเป็นคนโง่ที่ปิดกั้นตัวเองเหมือนกันนะ แม็กซ์มีรสนิยมบางอย่างที่เป็นกำแพงทำลายโอกาสของตัวเอง แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องที่นางเอกแต่งงานมาก่อน หรือมีลูกติด หนังสือเล่มนี้พิสูจน์ให้แม็กซ์รู้ว่าตัวเองโง่แค่ไหน ความสนุกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของนางเอก หรือความหล่อเหลาของพระเอกหรอกนะ โจเน็ตนางเอกของเรื่องห่างไกลจากความเพียบพร้อม เธอถูกจัดให้แต่งงานกับชายสูงวัยกว่าตั้งแต่อายุน้อย เธอยอมรับกับมัน และทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกชายสองคนของเธอ และเมื่อสามีของเธอตายในลักษณะที่น่าสงสาร เธอก็ยืดหน้าต่อสู้กับคำครหา เธอเป็นผู้หญิงชนิดที่แม็กซ์อยากจะเป็น เพราะเธออารมณ์ร้ายแต่ยามรักก็สุดใจ เธอไม่แคร์สังคมและทำให้สังคมหมุนรอบตัวเธอได้ เธอไม่แคร์ที่ตัวเองจะเริ่มตกหลุมรักอดีตทหารที่เป็นอดีตพระที่ปัจจุบันเป็น ครูสอนหนังสือให้ลูกชายของเธอ ตอนเริ่มแรกแม็กซ์คิดว่านี่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเอกปลอมตัวเข้าไปอยู่ ในบ้านนางเอก เพราะโคลถูกน้าชายของเขาซึ่งเป็นน้องเขยของโจเน็ตให้เข้าไปสืบสวนการตายของ สามีของเธอ แต่ลิซก็เป็นนักเขียนที่ดีกว่านั้น เพราะนั่นไม่เคยเป็นประเด็นในเรื่อง

รสนิยมชอบผู้ชายสไตล์ดีแตกก็ได้มากจากเล่มนี้แหละ

Beauty likes the night (พฤศจิกายน 2000) เป็นเล่มที่สาม และถือว่าเป็นหนึ่งในเล่มที่อ่อนที่สุดของเธอ (77) สำหรับคนที่สงสัยคำว่า BLTN เป็นส่วนหนึ่งของบทกลอนที่ลอร์ดไบรอนเขียน ถ้าคุณเคยได้ยินนะ She walks in beauty... แม็กซ์จำได้แค่นี้แหละ กลอนไทยยังจำไม่ได้เลย จะจำกลอนฝรั่งได้ยังไง ใช่เปล่า เล่มนี้เป็นเรื่องความผูกพันในวัยเด็ก เมื่อเฮลีนซึ่งเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลเด็กที่มีความ ต้องการเป็นพิเศษ และแคมเป็นพ่อผู้ซึ่งไม่อาจทำให้ลูกสาวหายช็อคจากเหตุการณ์ที่ทำให้ภรรยาของ เขาต้องตายได้ แคมจึงติดต่อเฮลีนผู้ซึ่งเป็นหวานใจของเขาในวัยรุ่นสมัยที่พ่อของเขาและแม่ ของเธอเคยเป็นชู้กัน ความรักที่พลัดพลาก การเจอกัน และแน่นอนการช่วยเหลือเด็กน้อยให้กลับสู่ความเป็นปกติก็เกิดขึ้น อาจเพราะว่าตัวละครในเรื่องนี้ดีเกินไปมั้งคะ แม็กซ์ก็เลยไม่ค่อยปิ๊งเท่าไหร เพราะแคมก็เป็นพี่ชายที่แสนดี เสียสละ ยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก (และเลิกกับคนที่เขารักที่สุดไป) ก็เพื่อรักษาฐานะของครอบครัวไว้ เฮลีนเองก็ดีไม่แพ้กันความดีที่มากเกินไปไม่ค่อยเข้ากับแม็กซ์น่ะ ส่วนที่เด่นที่สุดในเรื่องนี้ และไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเบนท์ลีย์เป็นตัวละครที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดของลิซ คาร์ไลล์ เขายังปรากฎตัวในอีกหลายเล่มกว่าที่จะมีเรื่องเป็นของตัวเอง

แล้วลิซก็เขียนถึงแบดบอยอีกคนที่แม็กซ์ติดใจมากตั้งแต่เรื่อง A Woman Scorned นั่นก็คือเดวิด เดลาคอร์ต กับเรื่อง A Woman of Virtue (87) ในเดือน มีนาคม 2001 เดวิดมีภูมิหลังอันลึกลับ ที่ไม่ค่อยลับนักหรอกถ้าคุณอ่าน AWS แล้ว เขาเป็นน้องชายต่างแม่ของโจเน็ต และไม่ใช่ลูกชายของคนที่เขาสืบทอดบรรดาศักดิ์ นั่นเป็นปมในใจของเขา เดวิดคิดมาตลอดชีวิตว่าตนเองอาจจะเหมือนกับพ่อผู้ให้ดีเอ็นเอแก่เขา (แต่สมัยนั้นเขาไม่รู้จักดีเอ็นเอหรอกนะ แม็กซ์เรียกเองน่ะ) ซึ่งเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว และไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดว่าตัวเองดีพอสำหรับเซซิเลีย ทั้งที่มีโอกาสได้หมั้นหมายกับเธอแม้จะจากความเข้าใจผิดและเพื่อรักษาชื่อ เสียงของเธอเอาไว้ ทั้งคู่ก็ถอนหมั้น และเธอแต่งงานกับคนอื่น (แต่แฟนสาวเวอร์จิ้นไม่ต้องเสียใจ สามีเก่านางเอกไร้สมรรถภาพจ้า) เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยคว้ามาครอบครองได้ ส่วนที่ทำให้เรื่องนี้งดงามและอยู่ในความทรงจำของแม็กซ์ก็คือการบรรยายความ รู้สึกของตัวละคร ที่อ่านไปแล้วต้องถอนหายใจออกมาลึก ๆ หลายรอบ ตัวละครของลิซซับซ้อนและไม่ได้คิดอะไรง่าย ๆ จำพวก "ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ ฉันรักเธอ" วิธีการบอกรักของพวกเขาลึกล้ำ และมีความหมาย การกระทำเพียงเล็กน้อยก็สื่อให้เรารู้แล้วว่า เดวิดรักเซซิเลียมากเพียงใด ถ้ามีโอกาสและเป็นไปได้ แม็กซ์อยากจะแนะนำคนที่อยากอ่านเรื่องนี้ให้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษนะคะ เพราะการถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทยกับความลึกล้ำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และโอกาสที่จะ Lost in Translation ก็มีมากเหลือเกิน

No True Gentleman (83) ออกขายในเดือน กรกฎาคม 2002 เล่มนี้สร้างความฉงนให้กับแม็กซ์ค่ะ เพราะตอนที่อ่านครั้งแรกแม็กซ์ไม่ชอบเลยนะคะ คะแนนต่ำต้อยยิ่งกว่า BLTN เสียอีก แต่แล้วก็ต้องขอบคุณเพื่อนคนนึงที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาไทย และคุณกัญชลิกาคนแปลที่ทำให้แม็กซ์เมื่อได้อ่านเรื่องนี้อีกครั้งในฉบับภาษา ไทย (ซึ่งถ้าไม่แปลแม็กซ์คงไม่เลือกจะหยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบหรอกค่ะ เพราะก็ไม่ชอบไง จะเอามาอ่านอีกทำไม) จึงทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรมากกว่าที่คิดนัก จนอ่านจบก็ทำให้แม็กซ์ทบทวนคะแนนอีกครั้ง และพบว่าบางครั้ง First Impression is not alway a last impression หนังสือซึ่งเป็นเรื่องราวของแม็กซ์ (ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอกนะ) ตำรวจน้ำที่ออกมามีบทใน A Woman of Virtue และแคทเธอรีนน้องสาวของพระเอกในเรื่อง Beauty likes the night ซึ่งเป็นตัวอย่างว่า จงอย่าเกิดเป็นน้องสาวของพระเอก เพราะคุณอาจจะโดนคนแต่งฆ่าสามีของคุณ แล้วจับคุณมาย้อมแมวเป็นนางเอกในหนังสือเล่มต่อไปของเธอได้ ในเล่มนี้แคทเธอรีนที่เสียสามีไป เดินทางมาลอนดอนเพื่อร่วมฤดูกาล การเป็นแม่ม้ายของเธอจึงเปิดโอกาสให้เธอสานความสัมพันธ์กับแม็กซ์ผู้ชายที่ ดูจะไม่เหมาะสมกับเธอเลยสักนิด เขาเป็นคนต่างชาติ (ยายของเขาเป็นอิตาเลียน) เป็นตำรวจ อาชีพที่ไม่เหมาะกับสังคมชั้นสูง และทั้งคู่ก็เข้าไปพัวพันกับการฆาตกรรมที่ใกล้ตัวเกินคาด

และแล้วเบนท์ลีย์ก็มีเรื่องเป็นของตัวเองเสียที หลังจากผลุบโผล่มาให้คนอ่านชื่นใจในหลายเล่ม กับเรื่อง The Devil you know (83) ในเดือน เมษายน 2003 หนังสือที่ชื่อตรงกับใจของแม็กซ์มาก ลิซฉลาดมากที่จับคู่หนุ่มเสเพล ไร้ความรับผิดชอบกับเฟรเดริก้า เด็กสาวที่อยู่ในความดูแลของเอเวนเจลีนจากเรื่อง My False Heart แล้วให้โคลโผล่มาให้เห็น แค่นี้ก็เป็นส่วนประกอบที่แม็กซ์ทำใจว่าจะชอบตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านแล้วล่ะ กับพล็อตเรื่องที่คงถูกใจแม่ยกหลายคนที่นางเอกท้อง ทำให้ทั้งสองจำใจต้องแต่งงานกัน การเดินทางของคู่ที่ดูไม่เหมาะสมกันเลย กับการค้นหาอดีตและไถ่บาปของเบนท์ลีย์ แม็กซ์สารภาพว่าตอนจบที่ความจริงในอดีตเกี่ยวกับเบนท์ลีย์เปิดเผยออก เราเสียน้ำตาไปหลายปี๊บมาก หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของอารมณ์ในเรื่องล้วน ๆ ค่ะ ไม่มีพล็อตประเภทผู้ร้ายจ้องจะฆ่านางเอก แล้วพระเอกต้องมาปกป้อง ทุกอย่างเป็นเรื่องของใจ ที่อยู่ข้างใน การยอมรับความผิดพลาดในอดีต และการเริ่มต้นใหม่ พูดง่าย ๆ ก็เป็นพล็อตที่ลิซเขียนได้ดีที่สุด

แล้วธีมชื่อเดวิ่ลก็ตามติดมากับเล่มต่อไปที่ออกในเดือน มีนาคม 2004 กับเรื่อง A Deal with the devil (83) เรื่องที่แม็กซ์ไม่ได้คิดว่าจะชอบ (อีกแล้ว) เพราะเป็นเรื่องของไจลล์ลูกเลี้ยงของเซซิเลียจาก A Woman of Virtue ตัวละครที่แม็กซ์ไม่เห็นว่าจะน่าสนใจสักนิด แต่พูดอย่างนี้ก็คงพอรู้ว่า สุดท้ายแม็กซ์ก็ต้องกลืนคำพูดตัวเอง เพราะกลายเป็นอีกเรื่องที่ชอบมากเมื่อนักการเมืองหนุ่มผู้เพียบพร้อมพบว่า ตัวเองติดตาตรึงใจกับแม่บ้านที่ดูแลบ้านของเขาเอง ทั้งที่รู้ว่าไม่เหมาะสม และไม่ถูกต้อง หรืออาจจะผิดศีลธรรมด้วยซ้ำ เขาก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ โอ้ย พล็อตพระเอกดีแตกอีกเล่มค่ะ (กรี๊ด) แต่ขอเตือนว่าอย่าเข้าใจผิด เพราะเล่มนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเบนท์ลีย์หรอกนะคะ เพียงแต่ตัวละครเคยเดินชนกันครั้งหรือสองครั้งในหน้าหนังสือเท่านั้นเอง

ธีมชื่อเดวิ่ลตามติดมาอีกเล่มซึ่งก็คือ The Devil to Pay (83) ในเดือน มกราคม 2005 หนังสือที่แม็กซ์คิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของลิซ เพราะเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่เธอเปลี่ยนแนวการเขียน แนวเรื่อง และที่สำคัญคือตัวละคร ไม่ใช่ว่าลิซไม่เคยเขียนเกี่ยวกับพระเอกที่เป็นหนุ่มเสเพลหรอกนะ แต่คุณต้องอ่านถึงจะรู้ว่าทำไมแม็กซ์จึงคิดว่า เดวิลลินไม่เหมือนพระเอกคนอื่น ๆ ของเธอ เขาหยาบกระด้าง ไร้มารยาท เสียงดัง และมีเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่งที่แม็กซ์ได้อ่าน เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับโจรสาวนามเองเจิ้ล ความร้อนแรงที่เกิดคาดก็เกิดขึ้น จุดที่ทำให้แม็กซ์ให้คะแนนเรื่องนี้ไม่มากไปกว่าเล่มอื่น ทั้งที่ชอบมากนะคะ ก็คงเป็นที่ซิโดนี่ นางเอกที่แม็กซ์ว่าทำไมไร้เหตุผลไปเยอะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับ TSTL (สำหรับคนที่อยากรู้ว่ามาจากคำว่า Too Stupid To Live) หรอกนะ และเล่มนี้เป็นเล่มเปิดตัวตัวละครที่จะกลายเป็นหนังสือที่เป็นที่รู้จักกัน ว่าเป็นไตรภาคเล่มแรกของเธอ (ซึ่งไม่จริงหรอก เพราะหนังสือทุกเล่มของลิซเกี่ยวพันกัน)

และแล้วก็มีถึงชุดที่โฆษณากันว่าเป็นไตรภาคชุดแรกของเธอ Sin, Lies, and Secrets ที่เริ่มต้นในเดือน ตุลาคม 2005 กับเรื่อง One little sin (53) หนังสือที่อ่อนที่สุดที่เธอเคยเขียน ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายอย่างที่คะแนนบอกหรอกนะคะ แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานของลิซแล้ว สอบตกค่ะ เพียงแม็กซ์ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า ถ้ามีโอกาสได้อ่านอีกรอบ (ซึ่งคงยาก) คะแนนก็อาจถูกรีวิวก็ได้ เหมือนอย่างที่เคยทำไปแล้วกับ NTG อะไรที่ทำให้เรื่องนี้ไม่เวิร์ค อันดับแรกก็คงเป็นพล็อตชนิดที่ไม่โดนเอาเสียเลย เมื่อพระเอกแก่กว่านางเอกสิบกว่าปี (เกือบสิบห้า) เรื่องของเพลย์บอยที่ชื่อเสียงเสียกะฉ่อน กับเด็กสาวสวยใสบริสุทธิ์ที่จำต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกับเขา เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่แม็กซ์ดันไม่ชอบ ความเป็นสุภาพบุรุษที่มากเกินไปของพระเอก ซึ่งถ้าดีแตกเสียหน่อย แม็กซ์อาจจะขึ้นคะแนนให้ก็ได้ ที่กว่าจะคิดได้ว่า ตัวเองก็เหมาะสมกับนางเอกเหมือนกันก็ช้าไปแล้ว

ด้วยความผิดหวังจากเล่มแรก ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันในเวลาหลายปีนับจากเริ่มอ่านงานของลิซ ที่แม็กซ์ไม่ตื่นเต้น ดีใจที่เรื่อง Two Little Lies (90) ออกขายในเดือน มกราคม 2006 แม็กซ์เป็นพวกเจ็บแล้วจำค่ะ แต่ในครั้งนี้ใช้กันไม่ได้เลย เพราะ TLL เป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่งของลิซ เรื่องราวของคู่รักวัยเยาว์ที่ปล่อยให้ทิฐิ ความโง่ และการอยากเอาชนะมาทำลายความสัมพันธ์ ต้องใช้เวลาเกือบสิบปี การแต่งงานกับคนผิด การหมั้นที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่จะบรรจบเรื่องราวของควิน และวิเวียนน่าลงได้ ในวัยเยาว์ควินตามตื้อจนชนะใจนักร้องโอเปร่าสาว เขามีความสัมพันธ์กับเธอ และทิ้งเธอไปในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วิเวียนน่าปราศจากความผิด ทิฐิของเธอทำให้เธอไม่ยอมเล่าความจริงที่เกิด คำโกหกเล็ก ๆ สองครั้ง กับชีวิตที่แห้งแล้งตลอดเกือบสิบปี จนกระทั่งทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง นี่เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์เรียกว่า Emotion Books ของลิซ แนวเรื่องที่เธอเขียนได้ดีที่สุด หนังสือที่อ่านไปแล้วเกิดอาการน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่จากความเศร้าหรอกนะคะแต่เป็นอารมณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากแต่ละตัวอักษร ที่อ่านไป

และเล่มล่าสุดของเธอที่แม็กซ์ได้อ่าน ไม่แปลกใจหรอกนะคะที่Three little secrets (80) จะดูเหมือนด้อยลงมา เพราะทฤษฎีของแม็กซ์ก็ยังคงเหมือนเดิมที่ว่า นักเขียนไม่สามารถสร้างมาสเตอร์พีชได้ติดติดกันนักหรอก แต่อย่างน้อยกับนักเขียนคนนี้ ความผิดหวังไม่วูบลงหรอก อาจจะรู้สึกว่าด้อยลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่เลย ส่วนหนึ่งเพราะเล่มนี้พล็อตเรื่องคล้ายคลึงกับ TLL พอสมควร ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกในอดีต การพลัดพรากก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่ลิซก็เก่งพอจะทำให้เล่มนี้ดูแตกต่างออกไป แล้ก็แทรกพารานอมอลเล็ก ๆ เข้าไปในเรื่องตามสมัยนิยม

และตอนนี้ทุกลมหายใจของแม็กซ์ก็มีแต่ Never lie to a lady หนังสือเล่มใหม่ และเล่มแรกในชุดใหม่ (ที่ยังไงก็ยังอยู่ในโลกใบเดิมกับที่ตัวละครในเล่มก่อนหน้าของเธออยู่)

สุดท้ายของเตือนนิดเดียวค่ะ คนที่ชอบโรแมนซ์แนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นที่นางเอกสวยใสวัยยี่สิบเอ็ด ผุดผ่องเป็นยองใย พระเอกรวยล้นฟ้า คงไม่เหมาะกับงานเล่มใหม่ของเธอหรอกนะคะ ไม่ใช่ว่าลิซเขียนไม่ได้ เพราะเธอเคยเขียนมาแล้ว (ใน One little sin) แต่สำหรับแม็กซ์ก็คงได้แต่ภาวนาว่า คงไม่มีอะไรมาดลใจให้เธอเขียนเรื่องแบบนั้นอีกเป็นอันขาด

เสียดายฝีมือค่ะ หนังสืออย่างนั้นปล่อยให้คนที่เหมาะสมเขียนไปดีกว่า คนที่เขียนเรื่องได้อารมณ์สุดสุดอย่างเธอ ไม่ควร ไม่ควร

Never Lie to a Lady // Liz Carlyle

ก่อนอื่นขอเริ่มด้วยคำเตือน: ความเห็นของแม็กซ์ที่มีต่องานของลิซ คาร์ไลล์เป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ เพราะมีความลำเอียงเป็นพิเศษ เนื่องจากตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะหลงจนหน้ามืดตามัวกับนักเขียนคนนี้ ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่อ่านเรื่องอะไรของเธอก็ต้องบอกว่าสนุกทั้งนั้น

หนังสือเล่มที่อยากอ่านที่สุดเล่มหนึ่งในปีนี้ และเป็นเล่มเกือบสุดท้ายที่ได้รับของเดือนที่ผ่านมา (จนแม็กซ์ทนไม่ไหวต้องไปซื้ออีบุ๊คมาอ่านฆ่าเวลาไปครึ่งเล่ม จนได้ตัวเล่มจากร้านหนังสือแล้วจึงมาอ่านต่ออีกครึ่งเล่มที่เหลือ) และก็ขอบอกว่าไม่ผิดหวัง

ไม่ถึงกับประทับใจจนปลื้มยิ้มไปสามวันเจ็ดวัน แต่ก็แอบอมยิ้มเล็ก ๆ ล่ะ

หนังสือที่ชื่อเรื่องไม่เข้ากับเนื้อเรื่อง เพราะในเรื่องนี้ถ้าจะมีใครที่โกหกใครสักคน ก็ต้องเป็นนางเอกที่เป็นฝ่ายโกหก ไม่ใช่พระเอก นี่เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่พระเอกเป็นคนอย่างที่เห็น ไม่ใช่สายลับภายใต้ฉากหน้าของคนเสเพล ไม่ได้มีแผนการอะไรอยู่เบื้องหลังการคบกับนางเอก

มาร์ควิสแห่งแนช (หรือแนชที่เรียกกันทั้งเรื่อง) พบกับแซนเทียในงานเลี้ยงอันน่าเบื่อ หญิงสาวที่ไม่เหมือนใคร เธอไม่ใช่สาวน้อยวัยละอ่อนที่หาคู่ หากแต่เป็นเจ้าของกิจการเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ ท่ามกลางกฎระเบียบมากมายที่กำหนดชีวิตสุภาพสตรีในอังกฤษ แซนเทียฝ่าฝืนกฏนั้นทุกข้อ เธอทำงานในสำนักงานเดินเรือด้วยตัวเอง เธอคือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกิจการของครอบครัว เธอทำเช่นนั้นในบาร์บาดอส และยังคงทำเช่นนั้นในอังกฤษ หลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อสี่เดือนก่อน

คงต้องบอกกันก่อนว่าแซนเทียไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ เธอไม่ใช่สาวน้อยที่โดนหลอกจากชายเจ้าเล่ห์ เธอฉลาดกว่านั้น เธอเข้าสู่ความสัมพันธ์กับผู้ชายที่เธอรัก เพียงแต่เธอไม่ได้รักชายคนนั้นมากพอที่จะแต่งงานด้วย ไม่เมื่อการแต่งงานหมายถึงการที่เธอต้องสูญเสียอิสระภาพทั้งหมดที่ผู้หญิง พึงมีในยุคนั้น

การพบปะกันนำแนชไปสู่บ้านของหญิงสาวที่เขาไม่อาจลืมไปจากใจได้ และที่นั่นเขาก็ได้พบกับความจริงที่ว่า เธอเป็นหญิงที่ไม่เหมือนใคร เขาได้รับคำเตือนจากพี่ชายของเธอให้ไปหาผู้หญิงที่หัวอ่อนและว่าง่ายกว่านี้

ในขณะที่แนชกำลังครุ่นคิดถึงความสัมพันธ์ที่อาจมีต่อของทั้งคู่ แซนเทียก็ได้รับการขอร้องจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลให้สืบความเป็นไปของแนช เพราะเขาถูกสงสัยในเรื่องความซื่อสัตย์ต่อประเทศอังกฤษ เนื่องจากเขามีเชื้อสายของชาวมอนเตเนโก ซึ่งฝักใฝ่รัสเซีย หญิงสาวตอบรับที่จะเข้ามาสืบความจริง เพียงเพราะรู้ว่านั่นจะเป็นข้ออ้างให้เธอพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับชายหนุ่ม ที่เธอเองก็ไม่มีวันลืม

พล็อตเรื่องไม่มีอะไรมากหรอก แค่การตกหลุมรักของคนสองคน ที่ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายก็รักตนเองอย่างหมดหัวใจ เรื่องนี้ไม่ละเมียดละไมเหมือนอย่างที่ A Woman of Virtue เป็น อาจจะไม่ตื่นเต้นน่าอ่านอย่างที่ No True Gentleman ทำได้ แต่ก็ยังคงเป็นงานของลิซ คาร์ไลล์ที่ไม่ควรพลาด

นี่เป็นหนังสือหนึ่งในไม่กี่เล่มที่แม็กซ์ไม่อยากให้จบ อยากให้หน้าสุดท้ายถอยหลังไปเรื่อย ๆ

คะแนนที่ 77

Saturday, February 7, 2009

Never Deceive a Duke // Liz Carlyle

แม็กซ์อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากนักว่า เรื่อง Never lie to a lady ไม่ สนุก เพราะ 77 คะแนนก็ไม่ถือว่าน้อยเลยนะ แต่กับมาตรฐานของลิซ คาร์ไลล์ที่ส่วนใหญ่ต้องได้ 80 ขึ้นไป ก็คงต้องยอมรับว่า น้อยไปหน่อยนะสำหรับนักเขียนอย่างเธอ

และอาจเป็นเพราะเล่มที่สองในชุดนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครที่ดูไม่น่าสนใจเอาเสียเลยเมื่อเขาออกมามีบทบาทใน NLTAL ก็เลยทำให้แม็กซ์ยิ่งไม่คาดหวังอะไรมากกับเรื่อง Never deceive a duke เท่าไหร แม้ว่าความอยากอ่านยังมีอยู่เต็มเปี่ยม ตามประสาแฟนหนังสือตัวยงของลิซ

โอเค ขึ้นด้วยคำเตือนเช่นเดิมค่ะ แต่ขี้เกียจพิมพ์น่ะ ดังนั้นโปรดกับไปอ่านคำเตือนใน NLTAL แล้วกัน ใจความสรุปว่า แม็กซ์โคตรชอบลิซ คาร์ไลล์เลย ดังนั้นบางครั้งอาจเกิดอาการชี้นกเป็นไม้ได้ง่ายได้

กาเร็ธ ลอยด์หุ้นส่วนหนึ่งในสามของบริษัทเดินเรือเนวิลล์ ถือว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างยิ่ง เมื่อคิดว่าเขามีจุดเริ่มต้นจากเด็กชายอายุสิบสามปีที่เริ่มทำงานในฐานะเด็ก รับใช้ทั่วไปในบาร์บาดอส เขากลายเป็นหนึ่งในคนที่มั่งคั่งที่สุดคนหนึ่ง แต่เขาไม่ได้เริ่มต้นชีวิตที่บาร์บาดอส เขามีอดีตที่กำลังจะกลับมาเยี่ยมเยียนเขาอีกครั้ง

อย่างที่เคยบอกไป กาเร็ธเป็นตัวละครที่ดูไม่น่าสนใจเอาเสียเลย ยามที่เขาปรากฎตัวในเรื่อง NLTAL เขาเป็นอดีตคู่รักของแซนเธีย นางเอกเล่มแรก ในเล่มก่อนหน้าเขาถูกปฏิเสธคำขอแต่งงานอย่างไม่เยื่อใย เพราะแซนเธียไม่ได้รักเขามากพอที่จะสูญเสียอิสระที่เธอแสนจะหวงแหนให้ได้ ไม่สำคัญเลยสักนิดว่าเขารู้จักกับเธอมาตั้งแต่อายุได้ 13 ปี หรือว่าเขาเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ เธอไม่เลือกเขา แต่กลับเลือกชายอีกคนที่เขาและพี่ชายของเธอไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคู่ควรกับเธอ

เมื่อเปิดเรื่อง กาเร็ธต้องทำใจยอมรับกับความจริงอันนี้ และรับปากว่าจะเป็นผู้ดูแลบริษัทในยามที่แซนเธียเดินทางไปฮันนีมูน แต่แล้วอดีตที่เขาคิดว่าจบสิ้นไปแล้วก็กลับมาอีกครั้ง

เขาได้รับแจ้งจากทนายความถึง ลาภ ก้อนโต ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่ชนชั้นกลางที่ทำมาหากินด้วยแรงงานของตัวเองเช่นเขา จะได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ดยุค แต่ในฐานะทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเว็นเนอร์ กาเร็ธก็กลายเป็นดยุคแห่งวอร์นแฮม หนึ่งในบรรดาศักดิ์ที่ร่ำรวยที่สุดในเกาะอังกฤษ

และแม้ว่าเขาจะไม่ยินดีแม้แต่น้อยกับลาภที่ลอยมา แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ที่หล่นใส่บ่าของเขาได้ เขาไม่อาจเดินไปจากความรับผิดชอบ เพราะบรรดาศักดิ์และทรัพย์สมบัติที่ได้รับล้วนแต่มีภาระที่เขาต้องทำ คนมากมายที่พึ่งพาเขาในฐานะของดยุคอยู่ ซึ่งนั่นรวมทั้งดัชเชสม่ายคนปัจจุบันด้วย

แอนโทเนียเป็นตัวละครที่แม็กซ์มักจะเกลียดตั้งแต่แรกเห็น เธอเป็นความอ่อนแอ พึ่งพาตัวเองไม่ได้ ในฉากแรกที่เธอปรากฎตัวขึ้น แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเธอสติสะตังสมบูรณ์หรือไม่ ผู้หญิงที่โดนหนามกุหลาบแทงนิ้ว แต่กลับไม่รู้สึก ยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางอย่างในสมองของเธอต้องผิดปกติเป็นแน่

แต่ด้วยฝีมือของลิซ แม็กซ์ก็เริ่มเข้าใจเธอ รับรู้ถึงความทุกข์อย่างแสนสาหัสที่เธอต้องเผชิญ จนแอนโทเนียต้องหนีจากความเจ็บปวดด้วยการละทิ้งโลกภายนอก ตัดขาดจากทุกอย่างที่ทำให้เธอมีความรู้สึก เพื่อที่จะไม่เจ็บปวดอีก

และสำหรับกาเร็ธ หลังจากใช้เวลาเกือบค่อนชีวิตหลงรักผู้หญิงที่ไม่ต้องการเขาสักนิดในชีวิต การได้พบกับแอนโทเนียก็เป็นการเติมเต็ม แต่สิ่งที่ลิซทำได้ดีมาก ๆ ก็คือ ไม่เลยสักวินาทีเดียวที่เธอทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า แอนโทเนียเป็นตัวแทนแซนเธีย ผู้หญิงทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างมาก และที่ดีไปกว่านั้น แม็กซ์ไม่รู้สึกเลยว่าแอนโทเนียด้อยกว่าแซนเธีย ทั้งที่แม็กซ์มักจะชอบบุคลิกของผู้หญิงอย่างแซนเธียมากกว่า เธอเขียนให้แม็กซืเข้าใจถึงเหตุผลที่แอนโทเนียเป็นอย่างที่เธอเป็น และตัวตนของเธอก็คือคนที่เหมาะสมกับกาเร็ธมากที่สุด

หนังสือเล่มนี้ทำให้แม็กซ์นึกถึงงานของแมรี่ โจ พุธเนีย์ในยามที่รุ่งเรืองที่สุดของเธอ หนังสือที่เล่าเรื่องราวของตัวเอกที่มีอดีตอันทุกข์ทรมาน แต่เติบโตขึ้นเป็นคนที่เข้มแข็ง และไม่ปล่อยให้อดีตครอบงำ กาเร็ธมีชีวิตที่ยากลำบาก เขาเป็นหลานของชาวยิวที่โดนดูถูกและเหยียดยาม ที่มากไปกว่านั้น ด้วยวัยเพียงสิบสองปี เขาถูกญาติผู้มั่งคั่ง (ดยุคแห่งวอร์นแฮมคนก่อน) จับไปขายให้กับเรือเดินสมุทร ชีวิตนับจากนั้น คุณต้องไปอ่านเองนะ (แม็กซ์ยังตาบวมอยู่เลย) เขารักแซนเธียเพราะเธอเป็นตัวแทนของครอบครัวที่เขาถวิลหา เขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเนวิลล์ ครอบครัวที่อ้าแขนรับเขาไว้เป็นส่วนหนึ่งในยามที่เขาไม่มีใครเลย

แต่เขารักแอนโทเนียอย่างที่ผู้ชายคนนึงจะรักผู้หญิง เขารักเธอมากพอจะปล่อยให้เธอเดินจากไปอย่างมีอิสระ แม้ว่าทุกอณูในกายเขาจะเรียกร้องให้เก็บเธอไว้ ใครล่ะจะไม่รักพระเอกอย่างนี้

และที่ดีไปกว่านั้น ในเรื่องนี้เรามีนางเอกที่ฉลาดพอจะรู้ว่า เธอต้องการอะไร เรามีพระเอกผู้เสียสละ แต่นางเอกก็ไม่โง่พอจะเข้าใจผิดแล้วเดินจากไป ส่วนประกอบที่ดีที่สุดที่โรแมนซ์เล่มหนึ่งจะมีได้

หนังสือเรื่องนี้ไม่มีอะไรมากหรอกนะคะ พล็อตเรื่องธรรมดาที่พระเอกไม่ใช่กระทั่งคนที่ไขคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นใน เรื่องด้วยซ้ำ (ซึ่งแม็กซ์คิดว่าแบบนี้เวิร์คกว่า เพราะว่าพระเอกไม่ต้องเสียเวลาที่จะใช้กับนางเอกไปกับการสืบคดี ปล่อยให้มืออาชีพอย่างเคมเบิ้ลเป็นคนสืบดีกว่า) เรื่องราวของคนสองคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เหมาะสมกับกันและกันอย่างที่สุด เรื่องราวของผู้หญิงที่คิดว่า ชีวิตของตนเองจบสิ้น (จนต้องฆ่าตัวตาย) แต่กลับพบว่าตัวเองมีโอกาสที่สอง และผู้ชายที่พบกับคนที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต

สุดท้ายเรื่องนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบอ่านเรื่องที่รันทดสักหน่อยนะ เพราะภูมิหลังของทั้งพระนางก็ผ่านอะไรมาเยอะ แต่สำหรับแม็กซ์ น้ำตาที่เสียให้ ทำให้เรื่องนี้อาจจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดของปีนี้ค่ะ

คะแนนอยู่ที่ 95

Friday, January 23, 2009

Never Romance a Rake // Liz Carlyle

หนึ่งในหนังสือที่แม็กซ์อยากอ่านมากที่สุดแห่งปี ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยเมื่อแม็กซ์ทราบว่าหนังสือมาถึงหน้าร้านหนังสือใน ตอนกลางดึกของคืนวันเสาร์ แม็กซ์จะแหกตาตื่นตั้งแต่เช้า แล้วรีบนั่งรถเข้าเมืองไปร้านแห่งนั้นเพื่อรับหนังสือเล่มนี้มาอยู่ในอ้อมใจ

และก็ไม่แปลกอีกเช่นกันที่แม็กซ์อ่านเล่มนี้จบภายในวันเดียว

แต่ที่แปลกก็คือ เมื่อคาดจากความคาดหวังที่มากขนาดนี้แล้ว แม็กซ์ไม่เกิดความรู้สึกผิดหวังแม้แต่นิดเดียว (และนี่ดูจะเป็นเทรนด์ที่ดีนะคะ เพราะก่อนหน้านั้นก็คาดหวังกับ Turbulent Sea มาก แต่ก็ไม่ผิดหวังเช่นกัน)

Never Romance a Rake ของลิซ คาร์ไลล์

หนังสือเล่มที่สามในชุดที่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าจะใช้ชื่อชุดว่าอะไรดีนะคะ เพราะจะว่าเป็นเรื่องของพี่น้องในตระกูลเนวิลล์มันก็ไม่ใช่ (เพราะพระเอกเล่มสองไม่ใช่คนในตระกูล) หรือจะบอกว่าเป็นชุดบริษัทเดินเรือเนวิลล์ก็ไม่ใช่อีก เพราะพระเอกเล่มนี้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของครอบครัว แต่ไม่ว่ามันจะชื่อชุดว่าอะไร แม็กซ์คิดว่าชุดนี้แข็งแกร่งกว่าชุด Sin, lies, and secrets ซึ่งเป็นชุดก่อนหน้าเล่มนี้ยิ่งนัก

และพระเอกในเล่มก็ยังเป็นหนึ่งในโรธเวลล์ที่แม็กซ์อยากอ่านอีกต่างหาก

เคียแรน เนวิลล์ บารอนโรธเวลล์ (สำหรับคนที่ไม่รู้ บรรดาศักดิ์บารอนจะไม่มีคำว่า of นะคะ ดังนั้นแม็กซ์จึงไม่เรียกว่าบารอนแห่ง...) กำลังเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่เขาทำกับตัวเอง หลังจากใช้ชีวิตอย่างไม่บันยะบันยัง เขาเริ่มเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วย ความตายกำลังจ้องมองลงมาที่เขา แต่อยากเข้าใจผิดคิดว่าเล่มนี้จะมีธีมเรื่องเดียวกับ One Perfect Rose ของแมรี่ โจ พุธเน่ย์ที่เขียนเรื่องพระเอกที่กำลังจะตายนะคะ ธีมเรื่องต่างกันมาก

แต่แม้จะรู้ว่าเวลาของตัวเองคงจะเหลือไม่มาก โรธเวลล์ก็ยังไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เขายังดื่มเหล้า เล่นพนัน จนกระทั่งวันนึงนำเขาไปสู่การพนันที่มีเดิมพันสูงกว่าที่คิด เดิมพันที่เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเลวพอที่จะเล่น แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความต้องการของตัวเองในการเอาชนะเพื่อให้ได้ตัวเธอไม่ได้

เดิมพันก็คือคามิลล์ เมอร์ชาร์ด แต่มันไม่ใช่การเล่นเพื่อให้ได้ตัวเธอธรรมดา เพราะคาิมิลล์มีสินเดิมติดตัวมาจำนวนไม่น้อย คนที่แต่งงานกับเธอจะได้รับเงินก้อนห้าหมื่นปอนด์ ซึ่งถ้าเขายินดีจะแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับพ่อของเธอ เขาก็ยินดีที่จะโยนลูกสาวเข้าสู่โต๊ะพนัน

โรธเวลล์ไม่ต้องการเงิน เขามีมันมากพอ แต่เขาก็ยังไม่อาจเดินออกจากเดิมพันอันน่ารังเกียจครั้งนี้ได้ และเมื่อเขาชนะ และถูกต้องคำถามโดยคามิลล์ถึงเหตุผลที่เขาเล่น คำตอบมันก็ช็อคกระทั่งตัวเขาเอง นั่นเพราะเขาต้องการเธอ

เหมือนอย่างนิยายทุกเล่มของลิซ คาร์ไลล์ที่ไม่จำเป็นต้องมีพล็อตสร้างสรรน่าติดตาม เพราะความสัมพันธ์ระหว่างโรธเวลล์และคามิลล์ก็มาพอแล้ว คนสองคนที่มีบาดแผลมามากพอกัน ทำให้พวกเขากร้านโลก และคิดว่าเก่งเกินกว่าจะตกหลุมรัก แต่พวกเขาก็พบว่าตัวเองคิดผิด

สำหรับคามิลล์ เธอเป็นลูกนอกกฎหมาย แม่ของเธอสร้างเรื่องอื้อฉาวในวงสังคมด้วยการหนีตามชู้รักไป และทิ้งให้สามีตามกฎหมายนอนรอความตาย และเพราะความเห็นแก่ตัว แม่ของเธอปกปิดคามิลล์เรื่องมรดกที่ตาของเธอทิ้งไว้ให้ จนเวลากำลังจะหมดลง ตามพินัยกรรมคามิลล์ต้องแต่งงานก่อนวันเกิดปีที่ยี่สิบแปด เพื่อให้มีสิทธิในการรับมรดกของตา แต่เพราะเธอเพิ่งรู้เรื่องนี้เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้า เวลาในการหาสามีที่เหมาะสมกำลังหมดลง

เรื่องมันยุ่งขึ้นไปอีก เมื่อเธอขอความช่วยเหลือจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดา แต่เขาไม่ใช่พ่อที่ห่วงใยลูก เขาต้องการเพียงส่วนแบ่งของเขา และด้วยชื่อเสียงที่มัวหมองมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคามิลล์ที่จะเจอ ผู้ชายดีดีสักคน

และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คามิลล์ยินยอมเอาตัวเองเป็นเดิมพันในโต๊ะ พนัน เธอคิดว่าตัวเองเก่งพอที่จะต่อรอง และเอาชนะพ่อของเธอ เธอยื่นข้อเสนอกลับในโรธเวลล์ บอกว่าเขาจะรวยมากกว่าเงินห้าหมื่นปอนด์ที่จะได้รับจากการแต่งงานกับเธอ ถ้าเพียงแต่เขาแต่งงานกับเธอ

ปกติแม็กซ์ไม่ชอบสถานการณ์ที่นางเอกหมดหนทางจนต้องเอาตัวเข้าแลก เพราะมันบ่งบอกถึงสติปัญญาอันอ่อนน้อยของนางเอก แต่เล่มนี้แม็กซ์ไม่รู้สึกเช่นนั้น เพราะคามิลล์ไม่ใช่เหยื่อ เธอเลือกที่จะควบคุมชีวิตของตัวเองด้วยวิธีการที่เธอเห็นว่าดีที่สุด แต่ก็นั่นนะคะ มันเป็นโชคของคามิลล์ที่คนที่ชนะเดิมพันคือโรธเวลล์ และเราก็รู้กันอยู่ว่าเขาคือพระเอก

อ้อ แล้วขอเตือนเลยนะคะว่า หนังสือเล่มนี้เข้าข่ายน้ำเน่าสุดสุด แม้จะไม่ใช่เน่าในสไตล์ของเจ้าแม่ยุงชุกชุม ชนิดพระเอกรวยโคตร ๆ นางเอกซื่อ (โง่) สุด ๆ ก็ตาม แต่หลายเหตุการณ์ในเรื่องนี้มันเป็นไปตามสูตรอย่างยิ่ง ไม่ต้องคิดมาก และทุกอย่างก็เพื่อความแฮ็ปปี้เอ็นดิ้งของพระเอกและนางเอก

แต่สำหรับคนที่ลำเอียงอย่างมีสาระสำคัญเช่นแม็กซ์นั้น มันไม่ใช่เป็นปัญหาแต่อย่างใด รับได้หมดทุกอย่างค่ะ เพราะอย่างที่บอก ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของเรื่องนั่นคือตัวละคร มันชนะใจแม็กซ์ไปหมดแล้วล่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องการให้อภัยตัวเองต่อความผิดพลาดในอดีตของโรธเวลล์ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเมื่อในที่สุดเขาเริ่มรู้สึกว่า อยากมีชีวิตเพื่ออะไรบางอย่าง แต่กลับพบว่าเวลาในชีวิตมันไม่เหลืออยู่แล้ว เรื่องของความเสียใจต่อการกระทำในอดีตที่ไม่อาจเรียกกลับมาได้

และการตอกย้ำว่า ความรักเปลี่ยนแปลงคนได้ (แม้เราจะไม่เชื่อในชีวิตจริงก็ตาม)

สรุปว่าไม่ผิดหวังสักนิดเดียวกับเรื่องนี้ค่ะ โรธเวลล์เป็นผู้ชายคนเดิมอย่างที่เขาปรากฎใน Never Lie to a lady และ Never deceive a duke ผู้ชายที่ดูกร้านโลก เมามาย และเสเพล แต่ในเล่มนี้เราจะได้เห็นเขาในด้านที่ลึกขึ้น ไม่ได้ลบล้างการกระทำของเขา แต่เข้าใจเขาได้มากขึ้น และนี่ถือว่าสอบผ่านแล้วสำหรับแม็กซ์

Wednesday, January 21, 2009

บทสัมภาษณ์ลิซ คาร์ไลล์

ลิซ คาร์ไลล์เป็นนักเขียนแนวเรื่องย้อนยุคที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในอันดับต้น ๆ (ตอนนี้อาจจะบอกว่าเป็นเบอร์หนึ่งในใจอยู่ก็ได้ค่ะ เพราะหนังสือเล่มล่าสุดของเธอได้ใจแม็กซ์ไปเต็มดวง)

ดังนั้นเมื่อแม็กซ์ริที่จะทำบลอกแล้วตามสัมภาษณ์นักเขียนต่าง ๆ เราจึงเรื่องลิซ เป็นเบอร์หนึ่งที่เราอยากสัมภาษณ์ด้วย หลายคนคงสงสัยว่า แล้วทำไมเราถึงลงบทสัมภาษณ์ของจอย แนชก่อนล่ะ นั่นก็เพราะว่าในช่วงเวลาสองสามเดือนมานี้ ลิซกำลังยุ่งอยู่กับการเขียนหนังสือเล่มใหม่ของเธออยู่ ตารางการสัมภาษณ์จึงได้เลื่อนจากเดือนกรกฎาคม มาเป็นเดือนนี้ค่ะ

สำหรับคนที่สนใจ แม็กซ์เคยเขียนรีวิวหนังสือทั้งเซ็ทของลิซเอาไว้ที่ลิงค์นี้ค่ะ

เช่นเดิมนะคะ รูปแบบการสัมภาษณ์ยังคงเป็นแบบเดิม ขึ้นด้วยภาษาอังกฤษ แล้วแปลไทยข้างล่าง (และเช่นเดิม แม็กซ์ไม่ใช่นักแปล และไม่เคยคิดอยากจะเป็น ดังนั้นภาษาคงจะไม่สวยงามหรือสละสลวยได้ใจเหมือนนักแปลมืออาชีพนะคะ)

May: I found out about you first book "My false heart" from a review site on the internet (not sure if it is "The Romance Reader" or "All About Romance"). I bought it and became your fan since. I think it is an incredible book especially for the debut author. Is “My False Heart” your really first manuscript?

Liz: Thank you, May, for your kind words. My False Heart was my second manuscript. The first is still gathering dust, and will probably never see the light of day. Still, it’s a good book and I really love it. But it is a little more lighthearted than my later books. I don’t know how readers would receive it.

เมย์: เรารู้จักหนังสือเล่มแรกของ คุณเรื่อง My False Heart จากเว็บไซด์ที่วิจารณ์หนังสือในอินเตอร์เน็ต (ไม่แน่ใจว่าเป็นเว็บ The Romance Reader หรือ All About Romance กันแน่) เราตัดสินใจซื้อเล่มนั้นมาอ่าน และกลายเป็นแฟนหนังสือของคุณมานับจากนั้น เราคิดว่ามันเป็นหนังสือที่น่าเหลือเชื่อมาก โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าถูกเขียนขึ้นมาโดนนักเขียนหน้าใหม่ ก็เลยทำให้เราอยากรู้ว่า เรื่อง My False Heart นี่เป็นหนังสือเล่มแรกที่คุณเขียนจบเลยใชไหมคะ

ลิซ: ขอบคุณนะคะ เมย์สำหรับคำชม เรื่อง My False Heart เป็นหนังสือเล่มที่สองที่ฉันเขียนจบ ส่วนเล่มแรกนั้นตอนนี้ถูกวางเก็บฝุ่นอยู่บนชั้น และคงจะไม่มีวันได้ออกมาเห็นแสงตะวันเป็นแน่ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นหนังสือที่ดี และฉันชอบมันมาก เพียงแต่มันเบาไปหน่อยเมื่อเทียบกับงานในระยะหลังของฉัน ฉันจึงไม่รู้ว่า คนอ่านจะมีปฏิกริยาตอบสนองเช่นไรกับมันบ้าง

May: You wrote very good bad boys, to name a few Bentley and Rothwell. They usually appeared as mysterious characters, unknown factors but always captured readers’ imagination. So I would like to if you plan their stories at the beginning?

Liz: With Lord Rothewell, I did plan him a bit. I had to, because he was an integral character in a short story I wrote to kick off the Never series – the “wicked uncle,” if you will. Still, I had only the most basic facts in my head, and Rothewell grew on me as I wrote. With Bentley, the answer is not exactly. He was initially just a secondary character in his brother’s book, Beauty Like the Night. Obviously he had issues in that book—and I knew what they were because I had to know what was wrong with him in order to make him a convincing young rakehell. Then he popped up in A Woman of Virtue and a couple of other books. Pretty soon it was clear that Bentley would demand his own story, and I obliged him.

หนังสือชุดที่เบนท์ลี่ย์ออกมามีบทบาท

เมย์: คุณเป็นนักเขียนที่มีพรสวรรค์ในการเขียนตัวละครที่เป็นแบดบอยได้ดีมาก ยกตัวอย่างก็อย่างเช่นเบนท์ลี่ย์ และโรธเวลล์ พวกเขามักปรากฎตัวอย่างเป็นตัวละครที่ลึกลับ เป็นคนที่คาดหมายไม่ได้ แต่ก็มักจะจับจินตนาการของคนอ่านได้ตลอด ดังนั้นเราจึงอย่างทราบว่า คุณวางแผนเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้มาตั้งแต่ตอนต้นเลยหรือ

ลิซ: กับลอร์ดโรธเวลล์ ฉันยอมรับว่าวางแผนให้เขามาเล็กน้อย ฉันจำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพราะเขาเป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้ในเรื่องสั้นซึ่งเป็นตอนเปิดชุดของหนังสือ ชุด Never นี้ เป็นคุณลุงที่แสนเจ้าเล่ห์ แต่ฉันก็มีแค่ความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับเขาในหัวเท่านั้นเอง และโรธเวลล์เติบโตขึ้นขณะที่ฉันเขียนหนังสือในชุดนี้ สำหรับเบนท์ลี่ย์ คำตอบก็คือไม่ เขาเริ่มต้นเป็นเพียงตัวละครรองในหนังสือของพี่ชายของเขา เรื่อง Beauty like the night เห็นได้ชัดในเล่มนั้นมาเขามีปัญหา และฉันรู้ว่าปัญหานั้นคืออะไร เพราะฉันจำเป็นต้องรู้ว่า สิ่งใดที่ผิดปกติไปในชีวิตของเขา เพื่อที่จะเขียนบุคลิคของเขาให้ออกมาตรงกับตัวตนที่ฉันต้องการให้เขาเป็น นั่นก็คือ หนุ่มน้อยจอมเสเพล จากนั้นจู่ ๆ เขาก็โผล่เข้าไปในเรื่อง A Woman of virtue และหนังสืออีกหลายเล่ม นั่นทำให้เห็นชัดมากว่า เบนท์ลี่ย์ต้องการเล่าเรื่องราวของเขาเอง และฉันก็ตามใจเขา

May: I read you FAQ about secondary characters. Is there any change? (Actually what I mean is that are you going to write about Lord Robert Rowland and his brother Lord Mercer?)

Liz: Yes, May. You are the first to hear it. In a few days I will start writing a book about Robert and Stuart and several other previous characters. The title is Wicked All Day, and it’s a companion book to the one I just finished called Tempted All Night. Tempted will be out the end of February, and Wicked will be out in November 2009, I think.

เมย์: เราอ่าน FAQ เกี่ยวกับตัวละครรองที่ลงอยู่ในเว็บไซด์ของคุณ ตอนนี้มีความคืบหน้าอะไรบ้างไหมคะ (คำถามที่เราอยากถามก็คือ คุณวางแผนจะเขียนเกี่ยวกับลอร์ดโรเบิร์ต โรว์แลนด์ และพี่ชายของเขาลอร์ดเมอร์เซอร์บ้างไหมคะ (แม็กซ์เพิ่มเติมเองนะคะ: โรเบิร์ต และพี่ชายของเขาเป็นตัวละครที่อยู่ในเรื่อง A Woman's Schone)

ลิซ: ใช่ค่ะ เมย์ และคุณเป็นคนแรกที่ได้ยินเรื่องนี้นะคะ ในอีกไม่กี่วัน ฉันจะเริ่มเขียนหนังสือเกี่ยวกับโรเบิร์ตและสจ๊วต และตัวละครอีกหลายตัวที่เคยออกมามีบทในเล่มก่อนหน้า ชื่อของหนังสือเล่มนั้นก็คือ Wicked All Day และเ็ป็นเล่มที่คู่กับหนังสืออีกเล่มที่ฉันเพิ่งเขียนจบไปซึ่งมีชื่อเรื่อง ว่า Tempted All Night เรื่อง Tempted จะออกขายตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ และเรื่อง Wicked จะออกขายในเดือนพฤศจิกายน 2009

<แม็กซ์เพิ่มเติมเอง: มีใครได้ยินเสียงเรียกกรี๊ดบ้างไหมเนี่ย ตัวละครรองที่รอมานาน และมีหนังสือของลิซขายสองเล่มในปี 2009>

May: Could you please tell me about your upcoming release “Tempted All Night”?

Liz: Tempted All Night is the story of Lord Nash’s younger half-sister, Lady Phaedra Northampton. At first glance, Phae looks like your traditional wasp-tongued spinster who is too smart for her own good – but Phae is harboring a dark secret of her own. I’ve got a great hero to match her wit and sarcasm in Tristan Talbot, who is a bit of a departure from my usual heroes. Tristan has had a hard life, but he is in no way a dark hero. He’s actually cute and a little comical, and he sweeps Phae right off her feet.

เมย์: รบกวนช่วยเล่าเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ที่กำลังจะออกขายเรื่อง Tempted All Night ให้ฟังได้ไหมคะ

ลิซ: เรื่อง Tempted All Night เป็นเรื่องราวของเลดี้ฟรีด้า นอร์ธแฮมตัน น้องสาวต่างบิดาของลอร์ดแนช (แม็กซ์เพิ่มเติม: ซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง Never lie to a lady) ถ้ามองอย่างผิวเผิน ฟรีดูเหมือนสาวแก่ ฝีปากคมที่อยู่ในกรอบระเบียบทั่วไป คนที่ฉลาดเกินกว่าที่จะเป็นผลดีกับตัวเธอเอง แต่ฟรีก็มีความลับดำมืดเก็บซ่อนไว้ ฉันมีพระเอกที่เหมาะกับเธอทั้งทางปัญญา และฝีปาก นั่นก็คือทริสแทน ทาลบอต เขาออกจะต่างไปจากพระเอกที่ฉันเคยเขียนพอสมควร ทริสแทนมีชีวิตที่ยากลำบาก แต่เขาไม่ใช่พระเอกที่ทนทุกข์ทรมาน อันที่จริงเขาน่ารักมาก และติดตลกด้วยซ้ำ และเขาเข้ามาในชีวิตของฟรีชนิดที่เธอไม่มีทางต้านทานได้

May: The last question, I always want to know beyond the upcoming release. So could you tell me about what are you working on right now?

Liz: Well, that would be Wicked All Day! We’ll see some old favorites in this book, including Zoë Armstrong and her family, as well as the aforementioned Lord Robert and Lord Mercer.

เมย์: คำถามสุดท้ายแล้วค่ะ เรามักจะอยากรู้เกี่ยวกับหนังสือที่ไกลเกินกว่าเล่มที่กำลังจะออกขาย ก็เลยอยากรู้ว่าคุณจะพอบอกได้ไหมคะว่า คุณกำลังเขียนเรื่องอะไรอยู่

ลิซ:เออ นั่นก็คงจะเป็นเรื่อง Wicked All Day เราจะได้พบกับตัวละครเก่า ๆ ที่ชื่นชมกัน รวมทั้ง โซอี้ อาร์มสตรอง (แม็กซ์เพิ่มเติม: โซอี้เป็นตัวละครในเรื่อง My False Heart) และครอบครัวของเธอ และแน่นอนว่าจะได้เจอกับลอร์ดโรเบิร์ต และลอร์ดเมอร์เซอร์อีกด้วย

ขอบคุณมากนะคะที่ให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้

The School for Heiresses // An Anthology

หนังสือเก่าเก็บอีกเล่มที่ถึงคิวอ่านเสียทีค่ะ พักนี้เราอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเยอะหน่อยน่ะค่ะ เพราะเหลือค้างไว้เพียบเลย ปกติแม็กซ์ไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องสั้น แต่ก็นิสัยเสียซื้อมาเกือบทุกเล่ม เพราะเรามักรู้สึกอยากจะเก็บงานของคนแต่งที่ชอบให้ครบทุกเล่ม อีกอย่างเดี๋ยวนี้คนแต่งชอบเอาตัวละครในเรื่องเรื่องที่ตัวเองเขียนไว้เป็น ชุดมาเขียนในเรื่องสั้น ด้วยความที่ติดอ่านชุด ก็เลยต้องตามมาซื้อจนได้

หนังสือเรื่องนี้อยู่ในชุดที่เรียกกันว่า The School of Heiresses ซึ่งเล่าถึงมิสซิสชาร์ล็อตต์ แฮร์ริส เจ้าของโรงเรียนซึ่งเคยเป็นทายาทสาวผู้ร่ำรวยคนนึง แต่โดนหลอกแต่งงานกับผู้ชายที่หวังสมบัติของเธอ จนสุดท้ายเมื่อสามีตาย เธอจึงคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนเด็กสาวลูกคนรวยให้ดูผู้ชายที่หวังปอกลอก สมบัติของพวกเธอออก เพื่อที่จะไม่โดนหลอกอย่างเธอบ้าง

คอนเซ็ปต์ของเรื่องนี้เป็นแนวคิดของซาบริน่า เจฟฟรีย์ ซึ่งเธอเขียนเรื่องในชุดนี้ออกมาหลายเล่ม แม็กซ์หมายถึงเล่มเดี่ยว ๆ นะคะ แต่เรื่องสั้นเล่มนี้เป็นแนวคิดของสนพ.พ็อตเก็ตที่เอาคอนเซ็ปต์ และโรงเรียนของมิสซิสแฮร์ริสที่ซาบริน่าสร้างขึ้นมาขยายต่อ แล้วให้นักเขียนอีกสามคนช่วยกันเขียนเรื่องราวของเหล่านักเรียนในโรงเรียน ของมิสซิสแฮร์ริส

หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง The School of Heiresses

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่ชอบอ่านเรื่องสั้น ดังนั้นคะแนนไม่สูงหรอกค่ะ แต่ก็ยังยืนยันเหมือนหลายครั้งว่า สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านผลงานของนักเขียนทั้งสี่คนในเรื่องสั้นเล่มนี้ ก็ลองหาซื้อมาอ่านกันได้ จะได้รู้ด้วยค่ะว่าสไตล์ของแต่ละคนเป็นยังไง เพราะแม็กซ์อ่านไปก็คิดว่ามันสะท้อนแนวทางการเขียนของแต่ละคนได้พอสมควร

Ten reasons to stay ของซาบริน่า เจฟฟรีย์

เ่ล่มนี้นอกจากจะเล่าเรื่องของอดีตนักเรียนคนนึงในโรงเรียนของมิสซิสฮาร์ริ สแล้ว ยังเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเรื่อง Only duke will do ซึ่งเป็นเล่มที่สองในชุด The School of Heiressess อีกด้วย (เพราะเล่มเอกในเล่มนั้นช่วยจนพระเอกในเรื่องสั้นเล่มนี้ได้บรรดาศักดิ์มาจน ได้) แต่แม้จะเกี่ยวกันโดยตรงก็ไม่จำเป็นหรอกนะคะว่าต้องอ่านเรื่อง ODWD ก่อน เพราะทั้งพระนางในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ปรากฎตัวในเล่มนั้นแต่อย่างใด

คอลินซึ่งเป็นลูกครึ่งพ่อซึ่งเป็นคนอังกฤษ และแม่ที่เป็นคนอินเดียเป็นคนนอกมาตลอดชีวิต เขาไม่ได้รับการยอมรับจากญาติทางแม่ที่เป็นคนอินเดีย เพราะสายเลือดอังกฤษในกาย แต่ก็ไม่อาจเป็นคนอังกฤษได้เพราะเลือดอินเดียที่ถูกเหยียดหยาม แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจเดินทางมาอยู่อังกฤษ หลังจากใช้ชีวิตในอินเดียมาตลอดชีวิต เพราะอย่างน้อยในอังกฤษ เขาก็สามารถหนีจากสงครามที่เกิดในอินเดียได้ แต่ชีวิตในฐานะของท่านเอิร์ลผู้สูงศักดิ์ก็ถูกขัดจังหวะโดยการมาอย่างไม่ได้ รับเชิญของสาวน้อยเอไลซ่าที่ทำทุกทางเพื่อหนีจากการบังคับแต่งงานของผู้เป็น ลุง

เอไลซ่ารู้จักกับภรรยาของขุนนางผู้เป็นเจ้าบ้านที่เธอลักลอบเข้ามาเพื่อ "ขอยืม" ม้าในการเดินทางหนี สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ บ้านหลังนี้ได้กลายมาเป็นสมบัติของคอลินแล้ว (เพราะอดีตเจ้าของบ้านเป็นคนที่ยกบรรดาศักดิ์ในคอลิน -- คำอธิบายอยู่ในเรื่อง ODWD แต่ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ สรุปว่าเอไลซ่าเจอกับคอลินอย่างไม่คาดคิด) และแม้เธอจะพยายามเล่าเรื่องให้คอลินฟัง เขาก็ยังคิดว่าเธอเป็นเด็กสาวฟุ้งซ่าน ชีวิตของเธอมันไม่แย่อย่างที่เป็นหรอก เขาปฏิเสธที่จะช่วย และยังไม่ยอมให้เธอเดินจากไป เพราะห่วงในความปลอดภัย เขาตั้งใจจะส่งตัวเอไลซ่าคืนให้กับผู้ปกครองของเธอ แต่เมื่อเขาค้นพบความจริงว่าสิ่งที่เอไลซ่าพูดเป็นความจริง คอลินก็เปลี่ยนใจ

เรื่องนี้ถือว่าสนุกใช้ได้ค่ะ สำหรับเรื่องสั้น ทั้งคอลินและเอไลซ่าเป็นตัวละครที่โอเค (นั่นคืออ่านได้ไม่ต้องคิดมาก) แต่เพราะเป็นเรื่องสั้นเราจึงรู้สึกเหมือนทุกอย่างโดนเร่ง ไม่ว่าจะเป็นความรักที่เกิดชั่วข้ามคืน (และมันก็ข้ามคืนจริง ๆ)

คะแนนที่ 63

After Midnight ของลิซ คาร์ไลร์

นี่เป็นเรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในชุด (ถ้าอ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ และเห็นชื่อลิซบนปกเล่มนี้ ก็น่าจะเดากันออกนะคะ) และเหตุผลที่เราชอบก็ทุเรศมาก เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง หรือตัวเอกในเล่ม แต่เป็นเพราะเล่มนี้เราได้เห็นโรธเวลล์

ง่าย ๆ แค่นั้นแหละ

เล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกจริง ๆ ในชุด Never หรือเรื่องราวของพี่น้องตระกูลเนวิลล์ เป็นเรื่องราวของหลานสาวของบารอนโรธเวลล์ (พระเอกเล่มสามในชุดเรื่อง Never Romance a Rake) ที่ถูกคุณอาส่งมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนของมิสซิสแฮร์ริสตั้งแต่แม่ของเธอ ตายลง มาร์ตินิคไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของโรธเวลล์ เธอเป็นลูกติดที่แม่ของเธอแต่งงานกับพี่ชายของโรธเวลล์ และเมื่อทั้งพ่อเลี้ยงและแม่ของเธอตายลง เธอก็ถูกส่งมาที่อังกฤษเสมือนเป็นสัมภาระที่ไม่มีใครต้องการ

นี่เป็นปมในใจของเธอพอสมควร เมื่อมาร์ตินิคอายุได้สิบเก้าปี ทั้งอาทั้งสองของเธอก็เิดินทางมาอังกฤษเพื่อหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้ต้องการเลย เธออยากใช้ีชีวิตเหมือนอาสาวแซนเธียที่มีอิสระในการใช้ชีวิต ทำงานในบริษัทเดินเรือของตระกูล แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีทางเลือก เมื่อเหตุการณ์เข้าใจผิดเกิดขึ้น และมาร์ตินิคพบว่าตัวเองหมั้นหมายกับขุนนางหนุ่มผู้อื้อฉาว

บอกตามตรงนะคะ ถ้าเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องสั้น แม็กซ์คงจะชอบมากกว่านี้อีก เพราะมีองค์ประกอบที่เราชอบครบถ้วน โดยเฉพาะภูมิหลังของจัสตินพระเอกที่ได้ใจเรามาก มาร์ตินิคเองก็เป็นนางเอกที่น่าสนใจ มีประเด็นให้เล่นได้เยอะ แต่ด้วยข้อจำกัดที่เป็นเรื่องสั้นทำให้ทุกอย่างดูเร่งไปหมด

คะแนนที่ 70

The Merchant's Gift ของจูเลีย ลอนดอน

จาำกคำวิจารณ์ ส่วนใหญ่เขาชอบเรื่องนี้กันนะคะ เรื่องราวของเกรซลูกสาวของพ่อค้าผู้ร่ำรวยที่โดนแรงกดดันจากครอบครัวให้หา คู่แต่งงานที่เป็นขุนนางเพื่อยกระดับครอบครัวขึ้น ในขณะที่นับวันเธอก็เริ่มตกหลุมรักบาร์เล็ตต์พ่อค้าจากลีดส์ที่อยู่ในเมือง เดียวกับเธอ พล็อตหลักของเรื่องจึงเป็นการตอบหัวใจตัวเองของเกรซว่าเธอจะเลือกใครระหว่าง ชายที่เธอรัก กับชายที่เหมาะสม

และแม็กซ์ก็ไม่เหมือนกับคนทั่วไปอีกแล้ว เพราะเราไม่ชอบเรื่องนี้อ่ะ เราไม่ชอบความลังเลของเกรซ แม้จะเข้าใจนะว่าเธอต้องคิดเยอะในการตัดสินใจ แต่เราไม่ชอบผู้หญิงโลเลน่ะ

ถ้าคนอ่านสังเกตนิดนึงก็จะเจอว่าเรื่องนี้มีนางเอกจากเรื่อง The Hazards of hunting a duke โผล่มาให้เห็นนิดนึง โดยเป็นเพื่อนกับเกรซ ไม่ได้มีความสำคัญอะไรถึงขนาดต้องอ่านเล่มนั้นก่อนหรอกนะคะ (แต่อ่านก็ดีนะคะ เพราะเราชอบ THOHAD พอสมควร)

คะแนนที่ 57

Mischief's Holidy ของเรเน่ เบอร์นาร์ด

นี่เป็นเรื่องที่อ่อนที่สุดในชุดค่ะ ซึ่งถ้าไม่ได้ตอนจบของเรื่องมาช่วยไว้ คะแนนคงจะเทกระจาดมากกว่านี้อีก บอกตามตรงว่าเราคิดว่าเรเน่น่าจะเขียนได้ดีกว่านี้นะคะ แต่เป็นไปได้ว่าเธอเขียนเรื่องสั้นได้ไม่ดีนัก

พล็อตของเรื่องนี้คล้ายคลึงกับ The Merchant's Gift ที่นางเอกเป็นลูกสาวของพ่อค้าผู้ร่ำรวยและเรียนจบจากโรงเรียนของมิสซิสแฮ ร์ริส ผิดกันตรงที่พ่อของนางเอกเราไม่บีบบังคับลูกสาวให้แต่งงานกับขุนนางหรืออะไร เขารักลูกสาวและอยากให้เธอมีความสุข และนั่นอาจะทำให้เรื่องไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยน่ะสิ เพราะไม่มีพล็อต ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อย ๆ จะมีก็แค่ว่า นางเอกของเราเป็นคนที่ชอบเจอปัญหาแล้วได้ทำตัวน่าอาย ซึ่งก็ไม่เห็นจะเป็นประเด็นอีก (สำหรับแม็กซ์) เราอาจจะเข้าใจสังคมรีเจนซี่ไม่ดีพอ แต่เราไม่รู้สึกว่าการที่เธอทำกระโปรงเปื้อน หรือเล่นกับลูกหมามันจะเสียหายน่าอับอายร้ายแรงอะไร มันเป็นเรื่องน่าขำก็จริง แต่ไม่รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่

ความราบเรียบของเรื่องนี้คือข้อเสียใหญ่ที่สุด เรื่องราวในงานเลี้ยงช่วงวันคริสต์มาสที่พ่อของอลิสานางเอก เชิญลีแลนด์พระเอกของเรามาร่วมงาน สองหนุ่มสาวได้เจอกัน ปิ๊งกัน จีบกัน และลงเอยกัน มันไม่น่าสนใจน่ะ ไม่เลวร้ายนะ แต่ไม่น่าสนใจเลย

คะแนนที่ 53