Showing posts with label paranormal. Show all posts
Showing posts with label paranormal. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

The Vampire's Bride // Gena Showalter

จีน่า โชว์วอลเตอร์เป็นนักเขียนที่แม็กซ์ติดตามอ่านมานานแล้วล่ะค่ะ ตั้งแต่เล่มแรกที่เธอเขียนจนถึงเล่มล่าสุด หลายครั้งเรารู้สึกว่า เธอเขียนเกือบจะดีแล้วล่ะ แต่ก็มักมีบางอย่างในเนื้อเรื่องทำให้เราละความสนใจในเนื้อเรื่องไปก่อนที่ จะจบทุกครั้ง แต่ก็ต้องยกให้นะคะว่า จีน่าเป็นคนที่เขียนเปิดเรื่องได้ดีที่สุดคนนึง

จนกระทั่งเมื่อปีก่อนที่แม็กซ์เริ่มต้นอ่านชุด The Lords of the underworld (โดยเฉพาะเรื่อง The Darkest Kiss และ The Darkness Pleasure) ที่เรารู้สึกว่า เธอมาถึงจุดที่เธอควรจะเป็นเสียที ถึงความสามารถที่เธอมี

ดังนั้นในปีนี้ที่เธอออกหนังสือเล่มล่าสุด แุถมยังเป็นเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์อยากอ่านมากที่สุดคนนึงในหน้านิยาย มันจึงเป็นสิ่งที่เราพลาดไม่ได้

The Vampire's Bride ของจีน่า โชว์วอลเตอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุดแอตแลนติส ซึ่งไม่ใช่ดินแดนในตำนานอย่างที่พวกเราส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะแอตแลนติสแม้จะเป็นดินแดนที่จมลงไปสู้ใต้ทะเล แต่มันไม่ใช่ที่อยู่ของเหล่ามนุษย์ แอตแลนติสเป็นที่ที่เหล่าพระเจ้า (ตามตำนานกรีกโรมันโบราณ ไม่ใช่พระเจ้าตามศาสนา) นำความผิดพลาดในอดีตของพวกเขามาซุกซ่อนไว้ นั่นเพราะว่าก่อนที่พวกเขาจะสร้างมนุษย์สำเร็จ พวกเขาทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มากมายที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเดม่อน, แวมไพร์, มังกร, และสิ่งมีชีวิตตามตำนานทั้งหลายมนุษย์เชื่อว่าไม่มีจริง

พวกนี้มีจริง และอาศัยอยู่ในแอตแลนติสซึ่งจมอยู่ใต้ทะเล พระเจ้าผู้สร้างพวกเขาทอดทิ้งพวกเขาไป ปล่อยให้อยู่กันตามลำพัง

เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์คิดว่าน่าสนใจมากที่สุดในชุด สองเล่มแรกในชุด (Heart of the dragon และ Jewel of Atlantis) จีน่าพูดถึงตัวละคร "ฝ่ายดี" นั่นก็คือมังกร พวกเขาต้องรับภาระในการเฝ้าประตูที่เชื่อมระหว่างแอตแลนติสและโลกมนุษย์ ในทั้งสองเล่มตัวร้ายก็คือ ฝ่ายนิมและแวมไพร์ แต่จะเป็นแวมไพร์มากกว่าที่โชว์ความร้ายกาจ ดังนั้นเมื่อเล่มสาม (The Nymph King) จับเอาราชาแห่งนิมมาเป็นพระเอก มันจึงไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่เมื่อมาถึงเล่มนี้ เป็นคราวของเลย์เอล ราชาแห่งแวมไพร์

คนที่อ่านสามเล่มแรกก็จะรู้ว่าเลย์เอลไม่ใช่คนร้ายที่ถูกเข้าใจผิด เขาร้าย และเป็นศัตรูของมังกรอย่างแท้จริง แต่ก็มีบางอย่างในตัวเขาที่ดึงดูดให้แม็กซ์คิดว่าเขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจ มาก ความจริงก็คือ เขาน่าสนใจที่สุด

เคยไหมล่ะคะที่คุณอ่านนิยายเล่มนึง แต่มองหาตัวร้ายให้ออกมามีบทเสียที เขาน่าสนใจว่าดาเรียส พระเอกที่เป็นมังกรในเล่มแรก เขาน่าสนใจว่าวาเลอเรียนพระเอกเล่มสาม และแน่นอนว่าเขาน่าสนใจกว่าเกรย์ มนุษย์ที่บุกลงไปในแอตแลนติสเพื่อค้นหาสมบัติอันล้ำค่าที่สุดแห่งแอตแลนติส

เพราะอะไรเหรอคะ

นั่นเพราะเลย์เอลมีมิติ เขาไม่ใช่มังกรที่วันทั้งวันพูดแต่เรื่องเกียรติยศ (และทำตัวห่วยแตก) เลย์เอลเจ้าเล่ห์ และร้ายกาจ ชนิดที่ได้ใจแม็กซ์เต็ม ๆ (และขอใบ้ว่า คนที่ชอบพระเอกแนวแอน สจ๊วต น่าจะรักเขามากอย่างที่แม็กซ์รัก)

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เลย์เอลเป็น ไม่ได้ทำให้การกระทำของเลย์เอลดูเป็นสิ่งที่ดีขึ้นมา แต่มันให้เหตุผลว่า อะไรทำให้เลย์เอลกลายเป็นคนเช่นนี้

เลย์เอลเริ่มต้นด้วยการเป็นพระเอกในนิยายโรแมนซ์ทั่วไป เขาเป็นคนที่มีเกียรติและรักครอบครัว ซูซานซึ่งเป็นคู่ชีวิตของเขากำัลังตั้งท้องลูกสาวคนแรก ตอนที่ทุกอย่างในชีวิตของเลย์เอลถูกแย่งชิงไปด้วยการกระทำที่โหดร้ายที่สุด เพราะเลย์เอลเป็นกษัตริย์แห่งแวมไพร์ เหล่ามังกรโทษเขาเป็นต้นเหตุที่ของพฤติกรรมอันเลวร้ายของแวมไพร์นอกรีต พวกนั้นบอกว่าเป็นความผิดของเลย์เอลที่ไม่ควบคุมแวมไพร์ให้อยู่ในแถว และลงโทษด้วยการข่มขืนและฆ่าซูซาน ทำลายศพของเธอต่อหน้าเลย์เอล และนั่นทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

เขามีชีวิตอยู่เพื่อการทำลายล้างมังกร ทุกการกระทำตลอดช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา ก็เพื่อทำล้ายมังกรให้หมดไปจากแอตแลนติส แม้ว่าพวกมังกรต้นเหตุที่ฆ่าซูซานจะถูกเขาลงโทษอย่างสาสมไปหมดแล้ว แต่ความเจ็บปวดก็ไม่อาจเลือนหายไปได้ เลย์เอลฆ่ามังกรต่อไป แม้ว่าพวกนั้นจะไม่ใช่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม ทำไมเขาต้องหยุดด้วยล่ะ ในเมื่อเขาเองก็ถูกลงโทษในการกระทำของคนอื่นเช่นกัน

"Hadn't he been blamed for the actions of others? It was only fair to use that same logic against the dragons."

ในศึกครั้งนึงที่เขาโจมตีเหล่ามังกรที่กำลังต่อสู้กับสาวอเมซอน (เพราะมังกรไปจับตัวทายาทแห่งบัลลังค์อเมซอนเอาไว้) เลย์เอลก็ได้พบกับผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกบางอย่าง เธอชื่อเดไลล่าห์ และเธอคือทุกอย่างที่เป็นด้านตรงข้ามของซูซาน

เดไลล่าห์เป็นนักรบแห่งเผ่าอเมซอน กลุ่มนักรบสตรีตามตำนาน เธอเข้มแข็ง เก่งกาจ ก็ไม่ต้องการผู้ชายคนไหน แต่มีอะไรบางอย่างในตัวแวมไพร์ที่โอหังคนนี้ แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มต้นอะไรกัน ทั้งหมด (รวมทั้งมังกรที่ต่อสู้กันอยู่) ก็ถูกเคลื่อนย้ายด้วยพลังอำนาจบางอย่าง ไปยังเกาะแห่งหนึ่ง เพื่อเข้าร่วมเกมการแข่งขันของเหล่าเทพเจ้า

หลังจากที่ทอดทิ้งแอตแลนติสมานาน เหล่าเทพเจ้าจดจำผู้คนที่เขาลืมไปได้ แต่ปัญหาคือ ต่างคนก็อยากจะเป็นผู้ครอบครองแอตแลนติสเพียงหนึ่งเดียว และเนื่องจากสิ่งมีชีวิตในแอตแลนติสแต่ละกลุ่มมีลักษณะเด่นจากเทพเจ้าแต่ละ องค์ พวกเขาจึงท้าพนันกัน ถ้าชนชาติที่พวกเขาให้การสนับสนุนเป็นผู้ชนะในเกมการแข่งขัน เทพเจ้าองค์นั้นก็จะมีสิทธิกลับไปที่แอตแลนติสได้

นักรบผู้เก่งสุดของแต่ละชนชาติถูกเลือกมาอย่างละสองคน ทั้งเลย์เอล และเดไลล่าห์เป็นตัวแทนของชนชาติของเขาพวกเขา ในเกมที่พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะเล่น แต่ก็ไม่มีทางเลือก โดยเฉพาะถ้าพวกเขาอยากมีชีวิตรอดกลับไปแอตแลนติส

ผู้เล่นทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นสองทีม แต่เลย์เอลและเดไลล่าห์อยู่กันคนละทีม ซึ่งนั่นทำให้เรื่องยุ่งขึ้นไปอีก ทีมที่แพ้การแข่งขันในแต่ละครั้งจะต้องเลือกผู้เล่นคนนึงออกมาให้ถูกฆ่า นึกถึงรายการทีวีเซอร์ไวเวอร์น่ะค่ะ รูปแบบเหมือนกันเลย เพียงแต่คนที่ถูกคัดออกไม่ได้กลับบ้าน แต่จะเผชิญหน้ากับความตายเท่านั้นเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างเลย์เอลและเดไลล่าห์น่าสับสน วินาทีนึงเลย์เอลไม่อาจเก็บความสนใจที่ตนเองมีต่อเธอได้ อีกวินาทีนึงเขาพยายามผลักไสเธอออกไป (เพราะรู้สึกผิดที่ปันใจให้หญิงอื่นนอกจากซูซาน) แต่เขาก็ไม่อาจขับไล่เธอได้นาน ทุกครั้งเขาก็จะกลับมาหาเธอ

แม็กซ์ชอบบทสนทนาในฉากนี้มากนะคะ เพราะคิดว่ามันบรรยายอาการของเลย์เอลได้ดีที่สุด

"You confuse me" she said softly

"I know. I confuse myself"

และที่สำคัญแม็กซ์เข้าใจความรู้สึกของเลย์เอลนะคะ เขาจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้คนรักตายโดยไม่อาจช่วยเธอได้ เขามีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้น แต่เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่าง เลย์เอลได้พบกับหญิงสาวอีกคน คนที่ทำให้เขากลับมามีความรู้สึก เพียงแต่เขารู้สึกว่า เขาไม่สมควรมีความสุข ไม่ควรลืมเลือนคนรักคนแรก แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองได้ เขาต้องการเดไลล่าห์ และไม่อาจอยู่ห่างจากเธอได้

แม้ว่าการที่อยู่ต่างทีม จะหมายความว่า หากเขาต้องการให้เดไลล่าห์มีชีวิตอยู่ต่อ และไม่เสี่ยงกับการถูกคัดออก เขาจะทำให้เพื่อนร่วมทีมเดียวกันแพ้การแข่งขัน

และเดไลล่าห์ เธอเป็นนางเอกที่เหมาะกับเลย์เอล หรืออย่างน้อยเลย์เอลที่เขากลายมาเป็นหลังจากสูญเสียซูซาน เธอชื่นชมความแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมของเลย์เอล และคิดว่ามันเป็นลักษณะที่ดี ในฉากแรกที่เธอได้พบกับเลย์เอลระหว่างการรบ เมื่อเลย์เอลทำให้เธอล้มลงไปนอนกับพื้นได้เป็นครั้งแรก เธอไม่ได้โกรธที่เขาทำร้ายผู้หญิง แต่มันความประทับใจ เขาเอาชนะเธอที่เป็นนักรบอเมซอนได้ นั่นทำให้เขาเป็นผู้ชายที่คู่ควร

"That bastard! Delilah thought. That bloodsucking fiend. That black-hearted warrior. That ... man! He had no concscience, no sense of fairness. And she.. liked it. A sigh slipped from her, and she nearly melted to the ground in a boneless heap of feminine delight."

และความตรงไปตรงมาของเดไลล่าห์ก็เป็นส่วนต่อที่ดีกับความโลเลของเลย์เอล (ว่าเขาควรจะมีความสัมพันธ์กับเดไลล่าห์หรือไม่) เพราะทำให้เธอมองเห็นเจตนาที่แท้จริงของเลย์เอล ไม่ใช่แค่การกระทำ ตลอดทั้งเรื่อง ปากเลย์เอลบอกว่าเขาไม่ต้องการเธอ แต่เดไลล่าห์ก็มองออกว่า เขาปากไม่ตรงกับใจ

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบเรื่องที่พระเอกมีรักกับผู้หญิงอื่นมาก่อนเจอกับนาง เอกนะคะ เรามักรู้สึกว่า ทำให้นางเอกเป็นเบอร์สอง หรือเป็นตัวแทน แต่เล่มนี้เราพอจะเข้าใจว่าทำไมคนแต่งต้องทำ มันจำเป็นเพื่อที่จะเสนอด้านที่ถูกทรมานของเลย์เอลให้คนอ่านเห็น และอะไรจะทรมานพระเอกในโรแมนซ์ได้เท่ากับการเสียคนรัก

แต่เราคิดว่า คนแต่งแยกแยะได้ดีนะคะว่า เดไลล่าห์ไม่ใช่ัตัวแทนของซูซาน อันที่จริงเลย์เอลในอดีต คนที่รักซูซานไม่ใช่คนที่จะรักเดไลล่าห์ เธออาจจะแข็งกร้าวเกินไป เขาต้องการคนที่อ่อนโยน และไร้เดียงสาต่อโลกอย่างซูซาน และเช่นเดียวกัน คนที่เลย์เอลกลายมาเป็น คนที่ถูกไฟแห่งความแค้นแผดเผา คนที่ทำหลายอย่างที่ต้องเสียใจภายหลัง เขาไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่ซูซานตกหลุมรัก และเขาก็ไม่ใช่ผู้ชายของเธออีกต่อไป หากแต่เป็นเดไลล่าห์ต่างหากที่เหมาะสมกับเขา และแม้จะได้ซูซานกลับมา เลย์เอลก็พบว่าเขาเปลี่ยนแปลงไป (เพราะความสูญเสียซูซาน) จนซูซานไม่ใช่คนที่เขาต้องการอีก หากแต่เป็นเดไลล่าห์คนเดียวสำหรับเขา

อ่านรีวิวแล้วคนพอรู้นะคะว่าแม็กซ์รักตัวละครมากแค่ไหน แต่ปัญหาใหญ่สุดของเรากลับเป็นที่พล็อตค่ะ

เคยบ้างไหม ที่คุณชอบตัวละครมาก ๆ แต่พล็อตเรื่องห่วยแตก และเล่มนี้ก็เป็นยังงั้น แม็กซ์ไม่ชอบพล็อตเรื่องเลย ไม่ชอบจริง ๆ มันดูปัญญาอ่อนและไร้สาระ ไม่มีทิศทาง แม็กซ์อยากเห็นเลย์เอลและเดไลล่าห์ในพล็อตเรื่องในโลกแห่งแอตแลนติสมากกว่า ไมใช่การเป็นตัวแทนเทพเจ้าแข่งเกมบ้า ๆ นี่ มันเป็นการเอาตัวละครออกจากโลกแห่งความจริง (ของพวกเขา ซึ่งก็คือแอตแลนติส) มาอยู่ในสถานการณ์ปลอม ๆ ที่ดูไม่สมจริงเนี่ย

เสียดายตัวละครและความเป็นไปได้ที่ว่าเรื่องนี้จะสนุกยิ่งไปกว่านี้

เพราะแม้จะเป็นพล็อตห่วย ๆ เรื่องนี้มันก็ยังสนุกค่ะ เพียงแต่มันไ่ม่ถึงจุดที่มันควรจะเป็นได้

คะแนนที่ 83

The Dream Thief // Shana Abe

อย่างไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่อ่านเรื่องนี้จบ เพราะเมื่อวานต้องไปงานเลี้ยงกับเพื่อน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะแค่เปิดอ่านสักสองสามบท แล้วเข้านอน (ปกติแม็กซ์จะทำอย่างนี้เสมอ เริ่มต้นอ่านเรื่องตอนกลางคืน แล้วค่อยมาอ่านต่อจนจบในวันรุ่งขึ้น) ผลก็คือ นั่งอ่านรวดเดียวจบเมื่อคืนนี้แหละ ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า วันนี้ง่วงนอนแค่ไหน

อย่างที่เคยบอกไปในบลอกก่อน ว่าเล่มนี้แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงของแม็กซ์ในอ่านหนังสือชุดดราก้อนของชา น่า เพราะได้ยินหลายคนพูดมาว่า เล่มนี้อาจจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดของคนแต่งคนนี้ ซึ่งคำพูดนี้นี่เองทำให้แม็กซ์ตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้มาทั้งชุด (ที่ตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม) ทั้งที่ก็ไม่ได้ชอบผลงานของเธอในอดีตเลยด้วยซ้ำ

รีวิวของหนังสือเรื่องนี้เีขียนยากค่ะ ซึ่งเราจะอธิบายต่อไป

The Dream Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Drakon ที่เล่าเรื่องราวของอมีเลีย แลงค์ฟอร์ด ลูกสาวของคิท และรัว แลงค์ฟอร์ดจาก The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด

อมีเลีย หรือเลียเป็นมนุษย์มังกรที่แตกต่างจากคนอื่น ตรงที่เธอสามารถได้ยินเสียงเรียกของเพชรเลอค่าแห่งมนุษย์มังกร (เพชรคนละอันกับที่เป็นประเด็นในเล่มแรก) ที่ยิ่งไปกว่านั้น เธอมีญาณสามารถมองเห็นอนาคต แต่มันไม่ใช่อนาคตที่งดงาม เธอรู้ว่าใครคือชายผู้จะได้ครอบครองหัวใจของเธอ แต่เขาก็ยังเป็นยิ่งกว่านั้น เพราะเขาคือคนที่ทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์มังกร

เขา่คือเซน เด็กชายที่มารดาของเธอเก็บมาดูแล และเป็นมนุษย์คนเดียวที่ได้รับการไว้ชีวิตเมื่อล่วงรู้ความลับของเหล่า มนุษย์มังกร แต่กระนั้นเซนก็ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของมนุษย์มังกร เขาเป็นแค่คนที่มีประโยชน์เอาไว้ใช้สอยยามจำเป็น (ฉากที่รัวโชว์ให้เซนดูหลุมศพที่เผ่ามนุษย์มังกรฆ่าคนที่ล่วงรู้ความลับ เพื่อเป็นการย้ำให้เขาหุบปาก เป็นฉากที่ทำให้เราเกลียดรัวได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก)

ซึ่งเวลานั้นก็มาถึง เมื่อเซนถูกรัวตามตัวให้มาพบ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอให้เซนออกตามหาเพชรที่สูญหายไปนาน ในฐานะโจรที่เลื่องชื่อ และเงินล่อใจที่มากพอ เซนไม่ลังเลที่จะตกลง แม้เขาจะรู้สึกว่า มันจะต้องมีอะไรมากไปแค่คำพูดของรัว

เซนออกเดินทางไปทางตะวันออก ตามทิศทางชนิดกว้างมากที่รัวมอบให้ ในขณะเดียวกันเลียที่ทุกคนเข้าใจว่ากำลังเรียนหนังสืออยู่ในสก๊อตแลนด์ก็ออก เดินทางเช่นกัน นั่นเพราะเธอรู้ว่า นี่คือโชคชะตาที่กำหนดไว้ให้เธอ เลียจะเป็นคนที่ค้นพบเพชรเม็ดนั้น และเลียก็จะคือคนที่ทรยศเผ่ามนุษย์มังกรของเธอเช่นกัน

ทั้งสองได้พบกัน และทำสัญญาเป็นมิตรกันในการออกตามหาเพชร ซึ่งมันก็ไม่ได้ถึงกับยากเย็นอะไรหรอกนะคะ เพราะเลียได้ยินเสียงเรียกจากเพชร และรู้ว่าควรจะไปมุ่งตรงไปยังทิศทางไหน แต่สิ่งที่ยากยิ่งก็คือ ความพยายามเอาชนะพรหมลิขิต และการพิสูจน์ว่า อนาคตไม่ใช่สิ่งที่จารึกอยู่บนก้อนหิน และเปลี่ยนแปลงไม่ได้

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์ของเรื่อง The Smoke Thief คงจะรู้ถึงความไม่ชอบใจอย่างยิ่งที่เรามีต่อการที่ตัวเอกของเล่มนั้น (ซึ่งเป็นพ่อแม่ของนางเอกในเล่มนี้) ปฏิบัติต่อเซน ซึ่งเป็นเด็กอายุแค่สิบสองปีเท่านั้นเอง เราไม่รู้สึกว่าทั้งสองรัก และห่วงใยเซนอย่างแท้จริง แต่พอแม็กซ์ได้อ่านเล่มนี้ ก็ทำให้เราเข้าใจแล้วนะคะว่า ทำไมพฤติกรรมของคิทและรัวที่มีต่อเซนจึงเป็นเช่นนั้น

เพราะมันทำให้เซนกลายเป็นคนอย่างที่เขาเป็น และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้

จริงอยู่มันอาจจะไม่ได้ทำให้เรื่อง TST กลายเป็นหนังสือที่ดีขึ้นมาได้ (คุณจะรักหนังสือเล่มนั้นได้ยังไง ถ้าพระเอกและนางเอกทำตัวห่วยแตกกับเด็กที่ต้องการความรักมาก ๆ อย่างเซน) แต่มันทำให้ The Dream Thief มีความชัดเจนในแง่ของแรงผลักดันที่กระตุ้นให้เซนเป็นคนอย่างที่เขาเป็น เพราะในตัวเรื่องของเล่มนี้เอง แม็กซ์คิดว่า คนแต่งปูภูมิหลังของเซนน้อยเกินไป (จนอาจทำให้คนที่ไม่ได้อ่าน TST อาจจะไม่ชื่นชมความเป็นเซนได้อย่างเต็มที่)

เพราะถ้ารัวและคิทปฏิบัติต่อเซนดีสักหน่อย ยอมรับเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว เซนก็จะไม่ใช่คนที่เขาเป็นในเล่มนี้ และนั่นคงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

สำหรับคนที่ถูกกันให้อยู่วงนอก การได้ล่วงรู้ความลับของการมีอยู่ของมนุษย์มังกร แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกปฏิบัติเยี่ยงกับเป็นข้าทาสบริวาร (โดยคนที่เขาคิดว่ารักเขาด้วยซ้ำ) เซนไม่เชื่อมันในความถูกต้องดีงาม เขาเข้าใจการแย่งชิงในสิ่งที่ตัวเองต้องการมากกว่า เขาเชื่อในอำนาจ และเงินตราว่า มันจะนำทุกสิ่งที่เขาถวิลหา ทุกสิ่งที่ขาดหายไป หรือกระทั่งความรักมาให้เขาได้ ดังนั้นแม็กซ์จึงเข้าใจอย่างยิ่งว่าทำไม เขาถึงคิดว่า (สปอยล์) เพชรเม็ดนั้นจะทำให้เขาได้เลียมาครอบครอง เมื่อรู้ว่ามันมีอำนาจในการควบคุมมนุษย์มังกร

และบอกตามตรงนะคะ แม็กซ์ไม่โทษเซนเลยสักนิด อันที่จริงถ้าเราเป็นเขา เราจะทำมากกว่านั้นอีก และนี่แหละคือความยากในการรีวิวของแม็กซ์

ตัวละครในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเซน และเีลีย มีความโดดเด่น (โอเคสำหรับแม็กซ์เซนเด่นมากกว่าเยอะ) และมีบุคลิคเป็นของตัวเอง กระทั่งเลียที่ดูแว่บแรกจะเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องหลายครั้งถึงความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเอง เลียเป็นผู้หญิงที่เราคิดว่าเหมาะสมกับเซน เธอทำให้เราเชื่อว่า (สปอยล์) ทำให้เซนละทิ้งอำนาจที่อยู่ในรูปของเพชร เพราะเขาเห็นสิ่งที่มันทำกับเธอ และไม่ต้องการทำกับเธอในรูปแบบเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นเธอทำให้เซนเชื่อว่า (สปอยล์) เขาไม่จำเป็นต้องมีเพชร ก็จะได้ความรักจากใจจริงมาจากเธอได้

โดยรวมแล้วทั้งเซน และเลียเป็นการจับคู่ที่เหมาะสมค่ะ

ปัญหาของแม็กซ์ก็คือ แม็กซ์เกลียดเหล่ามนุษย์มังกรทั้งหมด กลายวัฒนธรรมของพวกเขา เกลียดทัศนคติ เกลียดมาพอที่อยากจะเชียร์ให้เซนทำลายพวกนี้ให้หมดโลกไปเลย (ยกเว้นเลียไว้คนนึง) ทำไมเหรอคะ

ปกติเวลาแม็กซ์อ่านเรื่องแนวพารานอมอล หรือแนวที่มีการสร้างโลกที่มีความแตกต่างจากโลกที่เรารู้จักกัน โลกที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะดูไม่เฟอร์เฟ็ค แต่อย่างน้อยในกลุ่มสังคมที่เป็นของตัวเองมันก็จะต้องมีข้อดีบางอย่างอยู่ บ้างนะคะ แต่ในโลกของมนุษย์มังกร มันไม่มีอะไรเลยที่แม็กซ์คิดว่า มีค่าควรจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปบนโลก

พวกนี้เป็นกลุ่มเหยียดยามทางชนชาติที่ทุเรศที่สุดกลุ่มนึง พวกนี้คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์มังกรแล้วจะดีเลิศประเสริฐศรีกว่ามนุษย์ธรรมดา ทั้งนี้ดูแล้วก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง สังคมของมนุษย์มังกรก็ห่วยแตกพอกัน สังคมที่แบ่งแยก และกีดกัน กักขังสมาชิคในเผ่า คนที่มีความเห็นแตกต่าง เราอ่านเล่มนี้เรายังรังเกียจตัวเอกจากเล่มแรก ขอด่านิดนึงนะคะ รัวเองก็เป็นคนที่ถูกมองว่าเป็นคนนอก เพราะพ่อของเธอเป็นมนุษย์ ทำให้เธอเป็นที่รังเกียจมาอยู่แล้ว แต่เมื่อเธอมีโอกาสเข้ามาเป็นอัลฟ่าในเผ่า เธอเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์อะไรบ้างไหม เปล่าเลย ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ตัวรัวนั่นแหละที่หน้าไหว้หลังหลอกมากที่สุด

แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าตัวเองรังเกียจสังคมหรือโลกที่ควรจะเป็นฝ่ายดีในนิยายมาก เท่ากับเรื่องนี้เลยนะคะ วัฒนธรรมทุกอย่างที่เหล่ามนุษย์มังกรใช้ ยิ่งตอกย้ำความเหยียมหยามทางเผ่าพันธุ์ ถ้ามนุษย์มังกรมันดีมากขนาดนี้ แล้วทำไมถึงได้หนีตายจากการถูกล่าจากมนุษย์เล่า

แม็กซ์แคร์ตัวละครในเรื่องนี้เอามาก ๆ นะคะ ในขณะเดียวกันก็ไม่แคร์กับชะตากรรมของเหล่ามนุษย์มังกรเลย (จะพูดว่าแคร์ให้ถูกฆ่าตายให้หมดก็ได้) มันจึงเป็นรีวิวทีเ่ขียนยาก เพราะในฐานะของหนังสือชุดที่เล่าเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกร เล่มนี้สอบตกอย่างรุนแรง แม็กซ์ไม่อยากอ่านเรื่องราวของมนุษย์มังกร ไม่อยากรู้ว่าพวกนี้จะเอาตัวรอดในสังคมมนุษย์ได้ยังไง ไม่สนใจเลย

แต่แม็กซ์ก็รัก และแคร์เซนกับเลียมาก ในฐานะตัวละครพวกเขาสอบผ่านอย่างสบาย เรื่องราวของพวกเขาน่าเชื่อ และสนุก

สรุปว่าแนะนำให้อ่านกันนะคะ และต้องขอโทษด้วยที่จะต้องแนะนำให้อ่านเรื่อง The Smoke Thief อีกเล่ม เพราะมันจะทำให้เข้าใจตัวตนของเซนได้อีกขึ้นมาก ๆ

อย่างที่บอกนะคะ รีวิวก็เขียนยาก คะแนนก็ให้ยาก ถ้าให้เฉพาะเรื่องราวของเซน และเลีย กับการผจญภัยของพวกเขา คะแนนอยู่ที่ 85 แต่ถ้าเอาบรรดาเหล่ามนุษย์มังกรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คะแนนเหลือแค่ 77 ค่ะ

ป.ล. ไปแอบอ่านตอนท้าย ๆ Queen of Dragon ซึ่งเป็นเล่มสามในชุดมาแล้วแหละ (สปอยล์) ไม่ ชอบใจเลยที่เอาเซนเข้ามายุ่งกับพวกมนุษย์มังกรห่วย ๆ พวกนี้เอง เขาน่าจะมีชีวิตที่แฮ็ปปี้โกลักกี้ไปแล้ว ไม่ต้องมายุ่งกับไอ้พวกที่ไม่เห็นคุณค่าของเขาอีกต่อไป

The Smoke Thief // Shana Abe

หนังสือเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ดองข้ามปี (เขียนตั้งแต่ปี 2005) ทั้งที่แม็กซ์ก็ตั้งใจจะอ่านมาตั้งแต่ออกวางขายเป็นปกอ่อนแล้วนะคะ แต่ไหงถึงได้เก็บมานานถึงขนาดนี้ได้ก็ไม่รู้ โดยเฉพาะได้ยินมาจากหลายปากมากว่า เล่มสองในชุด (แต่ไม่ใช่เล่มนี้นะ) เป็นเรื่องที่สนุกมาก ๆ เลยล่ะ

ครั้งนี้ได้ฤกษ์หยิบขึ้นมาอ่านก็เป็นเพราะคุณมิ้งจากบลอกนี้นะคะ ที่อ่านเรื่อง The Dream Thief จนแม็กซ์รู้สึกว่า ต้องเริ่มอ่านชุดนี้ได้แล้วล่ะ ขอบคุณมากนะคะ

ประเด็นก็คือ การที่คุณเริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มนึง ทั้งที่ใจอยากจะอ่านอีกเล่ม (ซึ่งแม็กซ์เป็นในกรณีนี้ เนื่องจากอยากอ่าน The Dream Thief มากกว่า แต่รู้สึกว่าจำเป็นต้องอ่าน The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดก่อน) มันจึงอาจเป็นการไม่ยุติธรรมนักในการอ่านหนังสือเล่มนั้น เพราะใจของคุณไม่ได้อยู่กับเล่มที่กำลังอ่านอย่างเต็มร้อย

ดังนั้นเตือนไว้ก่อนนะคะว่า รีวิวนี้อาจจะไม่ใช่รีวิวที่เป็นมาจากใจที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเท่าไหรนัก เพราะใจมันท่าจะลอยตามตัวละครรองในเรื่องนี้ไปแล้วล่ะ

The Smoke Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Drakon ที่แม้จะสะกดไม่เหมือนอย่างที่คุ้นเคยกัน แต่ก็เป็นเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกรที่ปะปนอยู่ในโลกของเรามานาน ข่าวว่าหนังสือทั้งชุดจะมีทั้งหมดห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม (เล่มสี่กำลังจะออก) แม็กซ์คิดว่า ชาน่าเป็นนักเขียนที่เขียนหนังสือช้ามากนะคะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเล่มแรกในชุดออกขายตั้งแต่ปี 2005 นี่ก็สี่ปีแล้ว ยังออกไม่ครบเลย (แต่ถ้าพิจารณาจากมาตรฐานของนักเขียนในแนวเอพิค แฟนตาซีแล้ว ก็ไม่ได้ถือว่าช้าหรอกนะคะ เพราะบางชุดนั้น คนแต่งตายไปแล้วยังเขียนไม่จบก็มี)

ตั้งแต่เริ่มต้นฉากเปิดเรื่องก็เป็นปัญหาสำหรับแม็กซ์แล้ว เราค่อนข้างเข้าใจนะคะว่า เป็นการปูพื้นว่าเหล่ามนุษย์มังกรมาจากไหน แต่แม็กซ์ไม่รู้สึกเลยว่า มันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องยังไง เพราะโฟกัสของมันอยู่ที่เหล่ามนุษย์มังกรที่คาร์พาเธียน (ใช่แล้วค่ะ ในชุดนี้หุบเขาคาร์พาเธียนเป็นที่อยู่ของมนุษย์มังกร ไม่ใช่แวมไพร์เหมือนอย่างที่คริสตีน ฟีแฮนเคยบอกเอาไว้) และถึงจะรู้ว่า สุดท้ายแล้วมนุษย์มังกรจากสองเผ่านี้จะมารวมตัวกันได้ในเล่มต่อ ๆ มาในชุด แม็กซ์ก็ตั้งคำถามว่า มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องเปิดเรื่องด้วยกลุ่มมังกรที่ไม่มีบทในเล่มนี้ด้วย ซ้ำ

เรื่องย้อนกลับมาโฟกัสที่ตัวเอก คริสตอฟ แลงค์ฟอร์ดเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่ามนุษย์มังกร ในฐานะของอัลฟ่า (หรือผู้นำเผ่า) เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นแม้จะมีการคัดค้านจากสภาที่ปรึกษาเผ่า คิทก็ยังดึงดันที่จะนำเอาเพชรประจำเผ่าเป็นเหยื่อล่อจับโจรที่ได้รับฉายาว่า The Smoke Thief

จอมโจรควันออกอารวาดล่าเหยื่อในหมู่สังคมชั้นสูงในลอนดอนเป็นเวลาหลายปี แล้ว และจากหลักฐานที่รวบรวมได้ ดูเหมือนโจรร้ายคนนี้จะเป็นหนึ่งในสมาชิกมนุษย์มังกร (เพราะมนุษย์มังกรจะแปลงร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกร) ที่แอบหลบหนีออกไปจากเผ่า ซึ่งมีกฎห้ามสมาชิกทุกคนไปไหน ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอัลฟ่า และสภาราวกับประชาชนในประเทศเผด็จการ การถูกบังคับให้ทำตามระบอบ ตามกฎที่มาอยู่นาน แม้มันจะเป็นกฎที่มีไว้เพื่อรักษาความลับของเหล่ามนุษย์มังกรไม่ให้ล่วงรู้ ไปถึงหูมนุษย์ เพื่อความปลอดภัยของเผ่าโดยรวม ไม่เป็นที่ต้องการนักในหมู่สมาชิกหลายคน ดังนั้นจึงมีความพยายามหนีออกไป ซึ่งโทษของการหนีก็คือความตายโดยน้ำมือของอัลฟ่า

ข่าวคราวที่จอมโจรควันสร้างขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องความลับเกี่ยวกับ มนุษย์มังกรจะถูกเผยแพร่ออกไป และทางเดียวที่คิทคิดว่าจะล่อโจรรายนี้ออกมาได้ก็คือ นำเพชรประจำเผ่ามาเป็นเหยื่อล่อ และมันก็สำเร็จ คิทได้พบกับมนุษย์มังกรที่กำลังตามล่า เพียงแต่เธอไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่คิด (เพราะมนุษย์มังกรในยุคนี้ที่แปลงร่างได้มีแต่ผู้ชายเท่านั้น กลุ่มผู้หญิงไม่มีใครแปลงร่างได้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว) และเธอยังเป็นบางคนจากอดีตที่คิทรู้จักอีก

รัว ฮอร์ธอร์นเป็นหนึ่งในมนุษย์มังกรผู้หลบหนีออกจากเผ่าสำเร็จ ด้วยการเสแสร้งการตายของตัวเอง และที่เธอทำเช่นนั้นก็เพราะว่า รัวพบว่าตนเองเป็นหญิงสาวคนแรกในรอบหลายรุ่นของมนุษย์มังกรที่สามารถแปลง ร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกรได้ และนั่นหมายความว่า เธอเป็นอัลฟ่าคนนึง และเธอจะต้องเป็นของคิท แม้ว่ารัวจะแอบรักคิทมาตั้งแต่เด็ก แต่การได้เขามาด้วยวิธีนี้ ไม่ใช่ทางที่เธอต้องการ รัวจึงเลือกที่จะหนี และใ้ช้ชีวิตของตัวเองในลอนดอน

เหยื่อล่อถูกงับ แต่คนที่ขโมยเพชรไปไม่ใช่รัว หากแต่เป็นมือที่สาม ทว่าฐานะของรัวถูกเปิดเผยออก และเหล่ามนุษย์มังกรรู้แล้วว่า เธอคือคนที่หลบหนีไป แถมยังมีความสามารถในการแปลงร่างได้อีก

รัวจึงพยายามหาทางออกให้ตัวเองจากการที่ต้องกลับไปที่เผ่า และใช้ชีวิตราวกับถูกขัง เธอบอกว่า เธอสามารถส่งมอบตัวคนที่ขโมยเพชรตัวจริงได้ แต่เผ่าจะต้องปล่อยให้เธอมีอิสระ ดังนั้นถึงรัวและคิทจึงเริ่มต้นการค้นหาเพชร และผู้หลบหนีอีกคน ในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น

แม็กซ์ไม่รู้ว่ามันเป็นด้านที่ดีของหนังสือเล่มนี้ไหมนะคะ หากเราจะบอกว่า ตัวละครเดียวที่จับใจเราได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาออกมามีบทบาท คือเด็กชายวัยสิบสองปี ที่ไม่ใช่ทั้งพระเอกและนางเอก และตลอดทั้งเรื่องที่ดำเนินกันไป พระเอกและนางเอกไม่อาจแย่งเอาความเด่นมาจากเซน เด็กชายวัยสิบสองคนนั้นได้เลย (และเซนนี่แหละที่จะเป็นพระเอกในเล่มสองที่เขาลือกันหนักหนาว่าสนุกมาก)

เซนเป็นเด็กข้างถนนที่รัวเก็บเอามาดูแล เด็กชายที่ยังมีความดิบจากประสบการณ์ที่เติบโตมา เด็กชายที่รักรัวอย่างสุดหัวใจ และทำหลายอย่าง (ที่อาจจะไม่น่าทำ) เพื่อเธอ เราประทับใจคาแร็คเตอร์ของเขามาก เพราะมันสมจริงในแง่ความเป็นเด็ก และความดิบที่เขามีมันผสมกันออกมาได้ลงตัวมาก กระทั่งการที่เขาแสดงออกว่ารักรัว (ไม่ใช่ในฐานะชู้สาวนะคะ) ก็เป็นการแสดงออกชนิดที่อดีตโจรข้างถนนอย่างเขาเท่านั้นที่คิดออกมาได้

นั่นเป็นความประทับใจในเรื่อง กลับมาส่วนที่ไม่น่าประทับใจแล้วกันค่ะ

เริ่มตั้งแต่ต้น แม็กซ์รู้สึกคิทไม่เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าเผ่า เขาไม่มีความเป็นผู้นำเพียงพอ ไม่ฉลาดพอด้วย เพราะอ่านจนจบเรื่องแม็กซ์ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเอาเพชรประจำเผ่ามา เป็นเหยื่อล่อจนถูกขโมยไป ในเมื่อตลอดทั้งเรื่องก็ชัดเจนดีอยู่แล้วว่า ทั้งรัวและโจรอีกคนก็สามารถถูกล่อด้วยเพชรอันอื่น (ที่อาจจะไม่มีค่าเท่ากับเพชรประจำเผ่า) ได้ แล้วทำไมต้องเอาของสำคัญของเผ่าไปเสี่ยง มันไม่มีเหตุผล และสมควรที่จะถูกสภาที่ปรึกษาด่ามาก และอีกอย่างในฉากที่คิทพบกับรัวครั้งแรก (เมื่อเขารู้ว่าเธอคือโจรคนที่เขาตามหาอยู่) มันไม่จำเป็นต้องใช้เพชรด้วยซ้ำ เพราะเพียงแค่แว่บแรกคิทก็รู้ในทันทีว่ารัวคือใคร แม็กซ์เข้าใจว่า ฉากนี้ต้องการแสดงให้ความอ่านเห็นถึงอาการปิ๊งกันอย่างรุนแรงระหว่างพระเอก และนางเอกนะคะ แต่ในอีกด้านนึงมันเป็นการแสดงว่า ไม่จำเป็นด้วยซ้ำที่จะต้องใช้เหยื่อล่อ เพราะรัวยังไม่ทันลงมือก็ถูกพบตัวก่อนเลยด้วยซ้ำ

และแม็กซ์ไม่รู้ว่าอะไรที่เลวร้ายกว่ากันระหว่างการที่คิทขู่จะฆ่าเซน เพราะดันมาล่วงรู้ความลับการเป็นมังกรของเขาและรัว กับการที่รัวแสดงความเฉยเมยต่อความห่วงใยของเซน ให้ตายเถอะนะ เด็กชายคนนี้ดั้งด้นมาเมื่อช่วยเหลือเธอจากคิท (เพราะคิดว่ารัวโดนจับมา ซึ่งมันก็จริงในตอนแรก) แต่สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อเจอเซนก็คือ ไล่ให้เขากลับไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทุกอย่างที่รัวทำให้เซนเป็นเรื่องจอมปลอม ไม่มีความสมจริงในฐานะของคนที่ดูแลเซนมาเป็นเวลากว่าสองปี เพราะตลอดทั้งเรื่อง แม็กซ์แทบจะไม่เห็นเธอคิดถึงเขาเลย ทุกอย่าง ทุกการกระทำเธอแคร์คิท ซึ่งแม้จะเป็นพระเอกนะคะ แต่เขามาทีหลัง (แถมก็ไม่ได้กระทำต่อเธอดีนักหรอกนะ)

อีกประเด็นนึงที่เราคิดว่าทำให้เนื้อหาของเรื่องนี้อ่อนด้อยลงไปก็คือ การออกตามหาเพชร ซึ่งเราไม่ได้ความรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งคิทและรัวทำเหมือนเด็กเล่นซ่อนหา ไม่มีความพยายาม (อย่างจริงจัง) หรือความรู้สึกมีส่วนร่วม (อย่างจริงใจ) ในการตามหาเพชร และตัวผู้หลบหนีอีกคนเลย

แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า เป็นโรแมนซ์ ที่จำเป็นต้องโฟกัสเรื่องราวไปที่ความรักและการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัว เอก แต่การเป็นโรแมนซ์ก็ไม่ใช่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้ตัวละครละทิ้งความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้ แม็กซ์ไม่เชื่อว่า ความรักจะสำคัญกว่าภารกิจที่ตัวละครได้รับมอบหมาย เพราะในสายตาของตัวละคร พวกเขาไม่ได้มาอยู่ในหน้าหนังสือเพื่อความรัก (แม้มันจะเป็นวัตถุประสงค์ของโรแมนซ์) แต่พวกเขาเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เพราะความขัดแย้งที่เป็นประเด็นเกิดขึ้นใน เรื่อง ดังนั้นแม็กซ์จึงคาดหวังว่า ตัวละคร (แม้จะในนิยายโรแมนซ์) จะต้องทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้ได้ และแถมด้วยว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้ถูกโฆษณาว่าเป็นโรแมนซ์ชัดเจน (ที่สันหนังสือเขียนว่า Novel) แม็กซ์ยิ่งคาดหวังความพยายามของตัวละครในการค้นหาเพชรให้มากกว่านี้ค่ะ

จับความผิดพลาดในเรื่องได้นิดหน่อย แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดพลาดที่ตั้งใจเอาไว้ หรือผิดจริง ๆ นั่นก็คืออายุของนางเอกในวันที่เธอแกล้งตาย ในข้อมูลแรกที่นำเสนอในเรื่องเหมือนข่าวในหนังสือพิมพ์บอกว่าเธอตายในวัน เกิดครบรอบอายุสิบแปดปี แต่ส่วนที่เหลือของเรื่องกลับเป็นวันเกิดปีที่สิบเจ็ด (ที่คิดว่าอาจตั้งใจก็เพราะ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นางเอกไร้ความสำคัญต่อเผ่า ขนาดคนจำอายุของเธอไม่ได้)

ที่ยิ่งไปกว่าความไม่ชอบทั้งหมด แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความรักที่คิทและรัวมีต่อกันเลย เรารู้สึกว่า คิทต้องการเธอเพราะเห็นว่าเธอเป็นหญิงที่แปลงร่างได้ ในขณะที่รัวก็ยังติดภาพในวัยเด็ก ที่เคยคิดว่าคิท ซึ่งเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่า เป็นเจ้าชายรูปงามที่จะทำให้เธอได้รับการยอมรับในสังคมมนุษย์มังกรได้ (รัวถูกกันเป็นคนนอกเพราะแม่ของเธอแต่งงานกับมนุษย์ธรรมดา) เราไม่รู้สึกทั้งสองคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกันเท่าไหรนัก แต่ก็มีบางฉากที่เผยอีกด้านของทั้งคู่นะคะ แต่เราคิดว่าไม่มากพอ และไม่ต่อเนื่องด้วย วินาทีนึงคิทดูเป็นมนุษย์ที่เข้าใจรัวในสิ่งที่เธอต้องการ แต่จากนั้นเขาก็พลิกกลับมาเป็นหัวหน้าเผ่าผู้เย็นชาอีกรอบ ในขณะที่รัว แว่บนึงเธอเป็นผู้หญิงที่ต้องการเป็นอิสระ แต่สักพักก็กลับมาเป็นหญิงสาวที่หลงรักภาพในอดีตอีกแล้ว

ยังมีอีกหลายประเด็นที่ขัดใจค่ะ แต่ชักจะรู้สึกว่าเขียนมายาวมากแล้ว (จะต้องไปเข้าประชุมแล้ว) ก็เลยสรุปง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเซน เราคงไม่อ่านต่อเล่มสองแน่ ๆ

คะแนนที่ 47

Desire Unchained // Larissa Ione

ท่ามกลางหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่ออกมาดาษดื่นในตลาด หนังสือเรื่อง Pleasure Unbound โดด เด่นมากกว่าเล่มไหนที่แม็กซ์อ่านเมื่อปีที่แล้ว และเืมื่อคิดว่า หนังสือเล่มนั้นเป็นเพียงเล่มแรกของชุด ก็ิยิ่งทำให้แม็กซ์เกิดความอยากอ่านเล่มต่อ ๆ มาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า เล่มสองและสามในชุดจะออกขายติด ๆ กัน ห่างกันเพียงแค่สองเดือน

และหลังจากอ่านเล่มนี้จบลง ก็บอกได้เลยค่ะว่า ลาลิสสาคนแต่งเรื่องชุดนี้กลายเป็นหนึ่งในนักเขียนแนวพารานอมอลแถวหน้าที่ แม็กซ์อยู่ในอาการที่เรียกว่า ต้องอ่านแล้วล่ะ เพราะไม่น่าเชื่อนะคะ (เมื่อคิดว่าเล่มแรกดีมาก) เล่มที่สองในชุดนี้ ยังสนุกมากกว่าเสียอีก

Desire Unchained ของลาลิสสา ไอโอน

อย่างที่เกริ่นนำไปแล้วนะคะ เล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุดเดมอนนิก้า ซึ่งเป็นเรื่องราวของสามพี่น้องปีศาจสายพันธ์ซิมินัส (ซึ่งเป็นหนึ่งในปีศาจทางเพศ) ที่ร่วมกันบริหารโรงพยาบาลสำหรับปีศาจ และเช่นเดียวกับหนังสือชุดทั่ว ๆ ไป หนังสือชุดนี้ก็เดินตามรอยสูตรตัวละครที่เป็นองค์ประกอบของเรื่องในหนังสือ ชุดไตรภาคนั่นคือ

พี่ชายใหญ่ผู้รับผิดชอบ (อายโดลอนใน Pleasure Unbound)

น้องคนรองผู้ง่าย ๆ สบายกับชีวิต (เชดในเล่มนี้แหละ)

และน้องคนเล็กผู้ทุกข์ทรมาน (ราธใน Passion Unleased ที่ยังไม่ออกขาย)

แม็กซ์ไม่ค่อยจะตื่นเต้นกับการได้อ่านเรื่องของเชดเท่าไหรนักหรอกนะคะ อย่างน้อยก็จนกระทั่งได้อ่านตัวอย่างหนังสือที่ลาลิสสาโฆษณาไว้ในเว็บไซด์ ของเธอ จากนั้นเราก็อยากอ่านเล่มนี้มาตลอด เพราะมันเป็นการเล่นประเด็นที่เราชอบมาก ๆ ประเด็นนึง

เชดเป็นปีศาจซิมินัสที่กำลังจะอายุครบหนึ่งร้อยปี และนั่นหมายความว่า เขาจะเจริญเต็มวัยเต็มที่ และจะสามารถสืบพันธุ์ได้ และสำหรับซิมินัสนั่นเป็นเหมือนคำสาป เพราะซิมินัสที่อายุครบร้อยปีแล้วยังไม่มีคู่เป็นตัวเป็นตน พวกเขาจะกลายเป็นปีศาจที่กระหายหิวทางเพศอย่างรุนแรง และไม่สนใจความผิดชอบชั่วดีอีกต่อไป เชดก็เสียพี่ชายไปให้กับความบ้าคลั่งแล้วคนนึง

และยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก เพราะเชดยังโดนคำสาปจากพ่อมดเมื่อแปดสิบปีก่อน เมื่อเขาย่องไปตีท้ายครัวพ่อมด ทำให้โดนสาปให้ไม่รู้จักความรัก และเมื่อใดก็ตามที่เขารักหญิงสักคน เชดก็จะกลายเป็นเงาตลอดไป ไร้ตัวตัว ไร้ร่าง และอยู่อย่างทรมาน ดังนั้นนี่จึงเป็นข้ออ้างที่เชดใช้ชีวิตอย่างที่เขาใช้ จากหญิงคนนึงไปยังอีกคน ทุกอย่างก็เพื่อความสุขทางกาย

จนกระทั่งเขาถูกกลุ่มนักค้าอวัยวะปีศาจในตลาดมืดจับตัวมา และหญิงสาวที่ถูกขังอยู่ในห้องเดียวกับเขาก็คือคนจากในอดีตอันเสเพลของเขา นั่นเอง เพียงแต่คราวนี้รูน่าไม่ใช่มนุษย์ผู้ไร้เดียงสา และหลงรักชายที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นปีศาจ เพราะการทรยศของเชด (ที่ยุ่งกับผู้หญิงอื่นระหว่างที่กำลังคบกับเธอ) ทำให้รูน่ากลายเป็นเหยื่อของมนุษย์หมาป่า ทำให้เธอสูญเสียความเป็นมนุษย์ของตัวเองไปด้วย ทำให้เธอต้องก้าวเข้าสู่ด้านมืดอันเป็นโลกของปีศาจ

แม็กซ์คิดว่า ไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มแรกในชุดหรอกนะคะ ก็สามารถเข้าใจความเป็นไปในเนื้อเรื่องได้อย่างไม่น่าปวดหัวอะไร เพียงแต่ถ้าอ่านเล่มนี้ก่อนเล่มแรก ก็จะมีสปอยล์ของเล่มแรกโผล่มายุ่บยั่บไปหมดเท่านั้นเอง (หลายอย่างที่เป็นไคลแม็กซ์ในเล่มแรกก็ถูกเฉลยซะงั้นในเล่มนี้) และนั่นรวมทั้งตัวตนของหัวหน้าแก๊งค์ค้าอวัยวะปีศาจซึ่งเป็นตัวร้ายที่ต่อ เนื่องมาจากเล่มแรกด้วย

ดังนั้นบอกก่อนเลยนะคะว่า ถ้าอ่านต่อก็จะเป็นสปอยล์แล้ว แม็กซ์จะไม่กาสีดำนะคะ เพราะคิดว่าคงเล่าอะไรไม่ได้ถ้ามัวแต่กลัวสปอยล์ หยุดอ่านตรงนี้แล้วกันค่ะ ถ้าไม่อยากรู้

เป็นอย่างที่แม็กซ์คาดไว้ หัวหน้าแก๊งค์ค้าอวัยวะก็คือคนจากอดีตของสามพี่น้องนั่นเอง (ซึ่งก็คือโร้ค พี่ชายคนโตที่ถูกเข้าใจกันว่าตายไปแล้ว) ไฟไหม้อันเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนคิดว่าโร้คตาย ได้ทำลายรูปลักษณ์ของเขา (และยิ่งไปกว่านั้นทำลายความสามารถทางเพศของเขาด้วย ทำให้โร้คซึ่งเป็นปีศาจสายพันธุ์ทางเพศ ไม่อาจมีเซ็กส์ได้ มันยิ่งทำให้เขาคลั่งเข้าไปใหญ่) และโร้คคิดว่า คนที่วางแผนกำจัดเขาก็คือ น้องชายทั้งสามของเขานั่นเอง

แม้ว่าเชดจะปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แต่เหตุผลก็ใช้ไม่ได้กับชายที่ต้องการแก้แค้น โร้ควางแผนที่จะตอบแทนเชดอย่างเจ็บปวด และเพราะเขาล่วงรู้ถึงคำสาปที่เชดกำลังเผชิญ เขาจึงต้องการให้เชดได้รับผลการคำสาปนั้น ด้วยการหลอกให้เชดและรูน่ากลายเ็ป็นคู่กัน (ผ่านการควบคุมทางจิตใจที่โร้คมีความสามารถ)

และเชดรู้ดีว่า เขาจะต้องตำหลุมรักรูน่าในไม่ช้า ทางออกเดียวของเขาก็คือ ฆ่ารูน่าก่อนที่เขาจะรักเธอจนหมดใจ (และตัวตนของเขาก็จะสลายไปเพราะความรักนั้น)

แม็กซ์ชอบหนังสือเล่มนี้เพราะความซื่อตรงต่อตัวละครค่ะ เื่รื่องราวในชุดเดมอนนิก้า เป็นเรื่องราวของปีศาจ (ที่ไม่ใช่ปีศาจอย่างที่เรารับรู้ทั่วไปหรอกนะคะ) ที่มีทั้งปีศาจที่ดี และเลว แต่โดยเนื้อแท้แล้ว พวกเขาคือปีศาจ ดังนั้นความรุนแรงจึงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต (เพราะคุณมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะ ร่างกายสามารถรักษาตัวเองได้ ความเจ็บปวด และเลือดออกจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรอีกต่อไป) ทำให้หลายฉากอาจจะดูรุนแรงไปบ้างนะคะ แต่มันสมจริง และสมกับคาแร็คเตอร์ที่คนแต่งวางไว้ให้ตัวละคร

อย่างฉากที่อายโดลอนซึ่งเป็นศัลยแพทย์ในโรงพยาบาล (ที่รักษาปีศาจ) เห็นด้วยกับราธเรื่องการฆ่ารูน่า มันไม่ใช่การกระทำที่เขาอยากทำ แต่เขารู้ว่ามันจำเป็น เพราะทางเลือกอีกอย่างนึงเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้ (เพราะนั่นคือการเสียเชดไป และอายโดลอนก็รักน้องชายของเขามากพอที่จะข้ามเส้นแห่งความถูกต้องดีงาม)

เช่นเดียวกับในเล่มแรกที่แม็กซ์ชอบบรรยากาศในโลกปีศาจที่ลาลิสสาสร้าง ขึ้น แม้ว่ามันจะไม่ชัดเจนเท่ากับใน PU เพราะเรื่องราวเน้นไปที่ตัวละครมากกว่า

และเชดเป็นตัวละครที่ผิดคาดค่ะ เขามีความลึกมากกว่าความเสเพลที่แสดงออกให้เห็น ในขณะเดียวกันรูน่าก็เข้มแข็งสมกับที่คนแต่งกำหนดให้เธอเป็นมนุษย์หมาป่า ทั้งคู่หนีออกมาจากที่คุมขังของโร้คด้วยกัน แต่ผลพวงของการกลายเป็นคู่กันทำให้ทั้งสองไม่อาจแยกจากกันได้ เรารู้สึกถึงความต่อเนื่องกันระหว่างเชดและรูน่า และเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า ทำไมพี่น้องของเชดถึงได้แน่ใจว่า หากเชดเลือกหญิงใดเป็นคู่แล้ว เขาจะต้องตกหลุมรักเจ้าหล่อนได้อย่างไม่ยากเย็นกัน เพราะเชดไม่ใช่พระเอกชนิดที่ปฏิเสธความรัก แต่วิ่งหนีความรักเพราะกลัวคำสาป ในอีกนึงเราก็มีคิดเหมือนกันว่า รูน่าเฮงพอดีที่เข้าใจชีวิตของเชดในช่วงนี้ (ทำให้เธอกลายเป็นนางเอกของเขาในที่สุด) แต่ความโดดเด่นของรูน่าเองก็มีความพิเศษ และเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ความคิดนี้ไม่ถึงกับกลายเป็นประเด็นน่าขัดใจใหญ่ อะไร

แล้วเราก็ชอบที่ตัวร้ายในเรื่องนี้มีมิติ โร้คไม่ใช่ตัวร้ายชนิดที่แม็กซ์แอบเทใจให้หรอกนะคะ ก่อนหน้าที่จะเกิดการลอบทำร้าย เขาก็ไม่ใช่ปีศาจที่ดีนัก มีเพียงอายโดลอนคนเดียวที่เข้าถึงจิตใจของเขาได้ (และมันก็ถูกพูดถึงผ่านเรื่อง PU ไปเยอะพอสมควร) ในขณะที่เชดและราธก็ไม่ค่อยจะชอบใจพี่ชายคนนี้นัก แต่กระนั้นการที่เขากลายสภาพเป็นคนโฉดและเลวชนิดเกินพิกัดก็มีเหตุผล เขาอาจจะเข้าใจผิดว่าน้องชายทั้งสามวางแผนทำร้ายเขา (ซึ่งเขาคิดผิดในทางนึง แต่ก็ถูกในอีกทางนึง) นั่นใำ้ห้เขามีเหตุผลเพียงพอในการตามจองเวรน้องชาย และแม็กซ์ก็ชอบที่แม้กระทั่งโร้คเองก็ยังมีความรัก (ซึ่งมันกลายเป็นจุดจบของเขาเช่นกัน)

ส่วนเดียวในเรื่องที่แม็กซ์ไม่ชอบก็คือ เรื่องความรักของคู่รอง ที่ดำเนินต่อเนื่องมาจากเล่มแรก ข่าวว่าความรักของคู่นี้จะลงเอยในเล่มสาม แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเราไม่อยากอ่านเรื่องของเจมและไคแนนเป็นเพราะเราชอบเชดและ รูน่ามาก ๆ จนไม่อยากให้คนแต่งไปเสียเวลากับคู่อื่น หรือว่าเรื่องราวของสองคนนั้นมันจะไม่ได้เรื่องจริง ๆ

ความน่าปวดหัวของหนังสือชุดนี้ก็คือ มีคำศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับปีศาจเยอะหน่อยนะคะ โดยที่ไม่มีคำอธิบายให้ไว้ในหนังสือ ซึ่งเรื่องนี้ทางลาลิสสาเองก็คงรู้ดี (เพราะแม็กซ์ก็เป็นคนอ่านคนนึงที่บ่นให้เธอฟัง) เธอจึงจัดทำหนังสือที่เรื่องว่า The Demonica Compendium ซึ่งรวบรวมคำศัพท์ และรายชื่อตัวละครเด่น ๆ ในชุดเอาไว้ คนที่สนใจก็ลองคลิกไปอ่านกันได้นะคะ ลิงค์อยู่ที่ไซด์บาร์ด้านขวาบนสุดค่ะ ในเล่มนี้ยังมีเรื่องสั้นที่เป็นตอนที่โร้ค,อายโดลอน, และเชดเข้าไปช่วยราธมาจากบรรดาญาติแวมไพร์ที่หมายเอาชีวิตเขาด้วยค่ะ

คะแนนที่ 83

A Vampire's Claim // Joey W. Hill

โจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์เป็นนักเขียนนิยายแนวพารานอมอลอีโรติคโรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด (อย่างน้อยก็ในเวลานี้) และก็เป็นโชคดีของแม็กซ์มาก ๆ ที่ปีนี้มีหนังสือใหม่ของเธอออกมาหลายเรื่อง

เราชอบงานของโจอี้ไม่ใช่เพราะว่ามันวาบหวาม (แม้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น) แต่เป็นที่อารมณ์ในเรื่องของเธอมันท่วมท้นและรุนแรง แม้กระทั่งเรื่องนี้ที่แม็กซ์รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่อาจจะเบาที่สุดที่เธอเขียนมาให้กับเบิร์กเลย์แล้วนะคะ มันก็ยังมีช่วงเวลาที่แม็กซ์สัมผัสถึงเบาะบางของตัวละครได้

A Vampire's Claim ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มทีสามในชุดแวมไพร์ที่เริ่มต้นด้วยหนังสือคู่สองเล่ม (The Vampire Queen's Servant และ Mark of the Vampire Queen) แต่ในลำดับการเล่าเรื่องนี้ เหตุการณ์ในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าสองเล่มแรกค่ะ เล่าเรื่องราวของตัวละครที่มีบทบาทใน MOVQ และเล่มนี้เล่าเหตุการณ์ย้อนไปตั้งแต่ต้นในออสเตรเลียยุคปีค.ศ. 1953

เดฟลินหนุ่มชาวออสซี่ที่เดินเข้าไปในบาร์ คาดหวังว่าจะเจอผู้หญิงสักคนที่จะช่วยให้ค่ำคืนอันยาวนานสั้นลงมาบ้าง หลังจากที่เขาสูญเสียภรรยาและลูกชายไปกับการฆาตกรรม เดฟก็กลายเป็นคนไร้รัง เขากลายไปเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อสู้กับญี่ปุ่นเพื่อปกป้องออสเตรเลีย เพราะความรุนแรงเป็นทางออกเดียวที่เขาค้นพบ จากนั้นเดฟก็ใช้ชีวิตร่อนเร่ รับจ้างทำงานอยู่ในดินแดนที่เรียกกันว่าเอาท์แบ็ค (ซึ่งเป็นบริเวณตอนกลางของประเทสออสเตรเลียที่เป็นทะเลทราย และแห้งแล้ง) เดฟไม่ใช่คนที่มีความศิวิไลซ์นัก ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่หญิงสาวที่ดูมีชาติตระกูล และเป็นผู้ดีมาก ๆ อย่างเลดี้ดาเนียล่า เดินตรงเข้ามาหาเขา และอย่างไม่ปิดบังนัก บอกว่าต้องการเขา

ตามสไตล์เรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์นะคะที่ทั้งคู่จบลงกันบนเตียงอย่างรวดเร็ว แต่เดฟก็ต้องพบกับความแปลกใจเมื่อเลดี้แดนนี่ (หรือเลดี้ดีอย่างที่คนอื่นเรียก) ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เธอเป็นแวมไพร์ แต่นั่นไม่สำคัญเลย เพราะสิ่งที่เขาได้รับจากเธอมันคุ้มค่ากับเลือดที่เธอดื่มจากเขา

ในเช้าวันรุ่งขึ้น เดฟตื่นขึ้นมาตามลำพัง พร้อมกับจดหมายที่แดนนีทิ้งเอาไว้ ชักชวนให้เขาไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานที่สถานีเลี้ยงแกะของเธอ ซึ่งเขาก็ไม่มั่นใจนักว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่จะเข้าไปพัวพันกับเธอมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเป็นแวมไพร์ที่ทำให้เดฟถอยหนี แต่เป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตหลังจากที่ภรรยาและลูกตายลง เดฟเริ่มรู้สึกผูกพันกับใครสักคน

และความผูกพันอันนี้ก็มากพอที่จะทำให้เดฟรีบบึ่งไปช่วยแดนนี่ เมื่อเขารู้ว่าแวมไพร์คู่ปรับวางแผนลอบทำร้ายเธออยู่ เดฟไปทันเวลาและช่วยชีวิตแดนนี่เอาไว้ได้ และดูเหมือนชีวิตของเขาจะเข้าไปพัวพันกับเธออย่างขาดกันไม่ได้

แม้ฉากเซ็กส์ในเรื่องจะเป็นแนว BDSM ตามแนวเรื่องชุดแวมไพร์ของโจอี้ แต่มันแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างจาค็อบและลิสซ่า (จากเรื่องคู่ Vampire Queen) เพราะแดนนี่ไม่ใช่แวมไพร์ในโลกยุคเก่าที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียม เธอเป็นแวมไพร์อายุน้อย แต่มีอิทธิพลสูงเนื่องจากชาติกำเนิด เธอเป็นเด็กที่เกิดจากแวมไพร์สองคน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย ยิ่งไปกว่านั้น มารดาของเธอเพิ่งตายลง ทำให้แดนนี่กลายเป็นทายาทอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในเอ้าท์แบ็ค อาณาจักรอันเป็นที่หมายปองของหลายคน

ในทางนึง หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองอย่างยิ่ง การแย่งอำนาจระหว่างแวมไพร์คนอื่น และแดนนี่ ผู้ซึ่งปฏิเสธอำนาจมาตลอด เธอเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบในเอ้าท์แบ็ค แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าแดนนี่ต้องการมีชีวิตรอด เธอก็ต้องเล่นการเมืองของแวมไพร์ให้เป็น และเดฟก็เป็นองค์ประกอบที่เธอไม่อาจขาดเขาได้ ในขณะเดียวกันแดนนี่ก็แข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดในสังคมแวมไพร์อันโหดเหี้ยม ได้ด้วยตัวเอง ฉากที่เธอกำจัดคู่ปรับซึ่งเป็นศัตรูเก่า แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแดนนี่ก็สามารถทำในสิ่งที่จำเป็นได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะรังเกียจทางเลือกที่เธอทำ แต่เธอรู้ว่าต้องทำ

ในทางนึงแดนนี่ยังเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ เธอเป็นแวมไพร์ที่อายุน้อย (แค่สองร้อยกว่าปี) และไม่ต้องการเล่นเกมแย่งอำนาจกับแวมไพร์ผู้ถวิลหามัน แดนนี่เคยเลือกที่จะหนีไปจากการเผชิญหน้า และพบว่ามันไม่ใช่ทางออก ครั้งนี้เธอกลับมาเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต โดยไม่ลังเลว่าจะต้องเีสี่ยงชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังแสดงความไร้เดียงสาที่คิดว่า เธอเป็นเพียงคนเดียวที่จะแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้องได้ แม็กซ์ชอบความไม่สมบูรณ์แบบของคาแร็คเตอร์ค่ะ

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างแดนนี่ และเดฟ มันเป็นความรักชนิดที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในการอธิบาย เราพบว่าทั้งสองคือส่วนที่ขาดระหว่างกัน เดฟในตัวตนก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาและลูก คงไม่ใช่คนที่เหมาะจะเป็นคนรับใช้ของเลดี้ดี แต่เดฟที่ผ่านความสูญเสีย จนแทบจะไม่แคร์อะไรในชีวิตแล้ว การได้ทำหน้าที่เป็นคนรับใช้ (ซึ่งเป็นตำแหน่งเสมือนคนสนิทที่สุดของแวมไพร์คนนั้น) ได้ดูแลแดนนี่ มันกลายเป็นเป้าหมายในชีวิตที่เดฟกำลังต้องการ

ในแง่นึงความรักระหว่างแดนนี่และเดฟไม่ใช่เรื่องต้องห้ามมากเท่าที่ลิสซ่า และจาค็อบต้องเผชิญ (การที่แวมไพร์แคร์ความรู้สึกของคนรับใช้ของตัวเองมากเกินไป ถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ และต้องห้ามในสังคมแวมไพร์) นั่นเพราะแดนนี่เป็นแวมไพร์ที่อยู่ในซีกโลกที่ไม่ได้เป็นจุดสนใจ และฐานะของแดนนี่เองก็ไม่ใช่ราชินีแห่งแวมไพร์เหมือนอย่างลิสซ่า (ซึ่งมีความคาดหวังมากกว่า) และเพราะว่าเป็นเรื่องราวความรักระหว่างแวมไพร์และข้ารับใช้ของเธอ ตอนจบของเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นไปแบบอนุรักษ์นิยมนะคะ ไม่มีการแต่งงานในโบสถ์ ไม่มีการแสดงความยินดีในความรักของทั้งสอง แต่มันเป็นฉากจบที่แม็กซ์พอใจ

เช่นเดียวกับงานเกื่อบทุกเรื่องของโจอี้ ที่ตัวละครรองมีความน่าสนใจมาก ๆ และดูจากข้อมูลในเว็บไซด์ของเธอแล้ว เธอก็ยังมีแผนที่จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครอีกหลายตัวที่มีบทในเล่ม นี้ ซึ่งเราชอบค่ะ

สนุกอย่างที่คาดค่ะ ในด้านอารมณ์อาจจะไม่ถึงกับทำให้แม็กซ์ร้องไห้ (เหมือนกับเล่มอื่น ๆ ของเธอที่เราเคยอ่านมา) แต่มันก็เป็นประสบการณ์การอ่านที่ประทับใจ และคุ้มค่า

คะแนนที่ 85

Monday, February 16, 2009

The Vampire Who Loved Me // Teresa Medeiros

บลอกครั้งแรก: 17/10/06

ชื่อไทยแปลตรงตัวของหนังสือเรื่อง The Vampire who loved me ของ Teresa Medeiros อันนี้ไม่ได้โฆษณานะคะ แต่เล่มแรกของหนังสือในชุดนี้เรื่อง After Midnight กำลัง จะออกขายเป็นภาษาไทยในงานสัปดาห์หนังสือวันพรุ่งนี้ ส่วนชื่อเรื่องอะไรจำไม่ได้ค่ะ ลองไปเดินหากันหรือแวะไปถามกูรูในบอร์ดกิ่งฉัตรก็คงพอหากันได้

เตือนนิดเดียวถ้าไม่อยากสปอยเรื่อง AM ก็อย่าอ่านต่อ แม้ว่าใจจริงของเราคิดว่าแค่คุณอ่านถึงบรรทัดนี้ก็สปอยไปหมดแล้วล่ะ

คนที่อ่าน AM คงจำจู เลียน เคนได้ น้องชายพระเอกเล่มแรกที่เข้าสูตรตัวประกอบหลักที่มีอนาคตจะเป็นพระเอกเล่ม ต่อไป ผู้ชายอารมณ์ดี ขี้เล่น มีเสน่ห์ ชายที่มีความลับดำมึดที่ชื่อเรื่องก็ประกาศให้คนอ่านรู้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ว่าเขาเป็นอะไร ถ้าคาดหวังว่าจะได้เจอจูเลียนคนเดิม เราบอกว่าใสเจีย/เสียใจค่ะ จูเลียนเขาเปี๋ยนไป๋ เข้าสูตรแวมไพร์ผู้เคร่งเครียดกะชีวิต

สำหรับเรานั่นคือจุดอ่อนของเรื่อง ทำไมจะอยากอ่านเรื่องแวมไพร์เบื่อโลกของเทเรซ่า เมดิรอสล่ะในเมื่อคุณหยิบหนังสือชุด Dark Something ของ คริสตีน ฟีแฮนได้ หรือถ้านั่นมืดไม่พอก็ยังมีงานที่รุ่งสุดสุดของเจ อาร์ วาด นี่ขนาดเรายังไม่พูดถึงชุดดาร์คฮันเตอร์เลยนะ แต่ชุดนั้นไม่ค่อยมืดค่ะ เลยไม่อยากเอามานับ

หนังสือหนา 370 กว่าหน้าตามมาตรฐานของเอวอนสำนักพิมพ์ แต่เนื้อหาคงไม่ยาวนัก เพราะตัวอักษรใหญ่มากเหมาะกับคนสายตาถั่วอย่างเรา ดังนั้นจึงอ่านได้เร็วแม้ตอนต้นเรื่องจะไม่ค่อยน่าติดตามนัก ตรงกลางเรื่องเริ่มดีขึ้น แม้จะไม่อาจเทียบกับเรื่องยุคก่อนของเทเรซ่าได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สนุกอีกเล่ม

เล่าเรื่องย่อก่อนแล้วกัน และสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน After Midnight เราเตือนคุณแล้ว

จูเลียน เคนแวมไพร์ที่แสวงหาการปลดปล่อยจากชีวิตที่ปราศจากวิญญาณเดินทางกลับมาถึง ลอนดอนแล้ว เนื้อเรื่องไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าเขากลับมาทำไม แต่จากพฤติกรรมคงเห็นได้ชัดว่าเขาค่อนข้างเบื่อโลกแล้ว คนที่รอคอยการกลับมาตลอดห้าปีของเขาก็คือพอร์เชีย คาบ็อทผู้หญิงที่มีอดีตพัวพันกันมาก่อน เพราะเมื่อห้าปีก่อนเธอคือคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นความลับดำมึดสำหรับคนอ่านเรื่อง AM ในเรื่องนี้ก็มาเฉลย เราปล่อยให้ไปอ่านกันเองนะคะ เพราะสำหรับเราแล้วไม่ลับเท่าไหร เดาถูกตั้งแต่ตอนอ่าน AM แล้ว

โดยรวมเรื่องนี้สนุกพอสมควรค่ะ อยู่ในระดับเดียวกับ AM ดังนั้นถือว่าดีกว่างานเล่มอื่นที่เทเรซ่าเขียนให้เอวอน

สุดท้ายจบบลอคด้วยประโยคที่โดนใจเรา ที่สุดในเรื่อง เมื่อพอร์เชียกล่าวกับจูเลียนหลังจากที่เขาพูดกับเธอว่า เขาไม่ไว้ใจตัวเองให้แตะต้องตัวเธอได้ เขาอาจสูญเสียความควบคุมและดื่มเลือดของเธอจนหมด เธอตอบประโยคนี้กับเขา

"You don't have to trust yourself. I trust you enough for the both of us"

และหลังจากนั้นคุณคงพอเดาได้ว่าเป็นฉากอะไร

Morrigan's Cross // Nora Roberts

หนังสือเล่มใหม่เกือบล่าสุดของเจ้าแม่แห่งวงการโรแมนซ์ นอร่า โรเบิร์ต หนังสือที่เป็นเล่มแรกในชุดหนังสือสามเล่ม

Morrigan's Cross ถือเป็นหนังสือที่นอร่าข้ามเส้นไปสู่แนวแฟนตาซีอย่างชัดเจนมากที่สุด เรื่องราวของความรักยังคงมี แต่ใจความใหญ่ของเรื่องคือแนวแฟนตาซีอย่างแท้จริง ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ภารกิจซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของชุดยังคงมีอยู่ คนอ่านจะยังไม่ได้ข้อสรุปอันใดเลยกับการจบเพียงแค่เล่มเดียว

และนั่นคือปัญหาสำหรับเรา

แน่ล่ะเราสนใจเนื้อเรื่อง เราชอบตัวละคร แต่ทุกอย่างดูด้อยเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเนื้อเรื่อง Hoyt (ขอเขียนชื่อภาษาอังกฤษ เพราะอ่านไม่ออกค่ะ) เป็นพ่อมดที่สูญเสียน้องชายฝาแฝดไปให้กับลิลิธ แวมไพร์ที่ทะเยอทะยานอยากครองโลก เขาสู้กับลิลิธในตอนต้นเรื่องแต่ไม่อาจเอาชนะเธอได้ เขาบาดเจ็บ ช้ำใจ จนกระทั่งได้พบกับมอร์ริแกน เทพแห่งการสู้รบตามตำนานของไอริช ผู้ที่มอบหมายให้เขาออกเดินทางเพื่อคนหาผู้ร่วมอุดมการณ์อีกห้าคนที่จะเริ่ม การต่อสู้เพื่อรักษาโลกไว้จากการทำลายของลิลิธ

และตามสไตล์ของนอร่า ทั้งหกคนก็คือพระเอกและนางเอกของเรื่องในชุดทั้งสามเล่ม

Hoyt เดินทางจากไอร์แลนด์เมื่อพันกว่าปีก่อน มาถึงนิวยอร์คในยุคปัจจุบันที่ซึ่งเขาได้พบกับน้องชายผู้กลายเป็นแวมไพร์อีก ครั้งหนึ่ง และแม้ว่า Cian (อ่านว่าคีย์แอนตามคำศัพท์ด้านหลังเล่ม) จะไม่สนใจต่อการช่วยเหลือโลก แต่ก็ยอมที่จะให้ความร่วมมือกับพี่ชายเพื่อกำจัดลิลิธ และที่นิวยอร์คนั่นเองเขาก็ได้พบกับแม่มดสาวที่กลายมาเป็นนางเอกของเขา

ทั้งหมดเดินทางจากนิวยอร์คไปที่ไอร์แลนด์เพื่อฝึกผีมือเพื่อเตรียมต่อสู้ กับลิลิธ หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีเนื้อเรื่องอีกเยอะในเล่มต่อไป และนั่นคือข้อด้อยสำหรับเรา อาจเพราะตอนที่อ่านเราไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นแฟนตาซีมากขนาดนี้ ถ้าเราเริ่มอ่านโดยคิดว่านี่เป็นแนวแฟนตาซีก็คงไม่แปลกอะไร เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันขาดเนื้อหาไปบางส่วนเพราะทั้งเรื่องมุ่งหน้าไปยัง การกำจัดลิลิธ หากแต่ตอนจบกลับไม่มีบทสรุป

สุดท้ายเราไม่ถึงกับไม่ชอบเรื่องนี้ แต่เพราะเรื่องมีความต่อเนื่องและเป็นแฟนตาซีมากกว่าที่คิดก็เลยทำให้เรา อ่านแล้วรู้สึกแปลก คำแนะนำที่ให้ได้สำหรับคนที่ยังไม่อ่านเรื่องนี้ก็คือ อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นโรแมนซ์ หรือหนังสือเล่มเดียวจบ หรือแม้กระทั่งเป็นหนังสือที่จบในตอน คิดว่านี่เป็นมหาการ์ฟ (สะกดยังไงนี่) อย่างหนังสือเรื่อง Lord of the ring ที่ต้องนั่งดูหนังสือกันสามปีกว่าจะจบ แล้วคุณจะสนุกกับเรื่องนี้มากขึ้น

Friday, February 13, 2009

Dragon Series // Allyson James

แม็กซ์เริ่มต้นอ่านงานของอลิสัน เจมส์ตั้งแต่สมัยที่เธอเขียนให้กับสนพ.อีลอร่าส เคฟ ซึ่งเราค่อนข้างชอบงานของเธอพอสมควรเลยล่ะ (เรื่องฮ็อตได้ใจมาก) และเมื่อเรารู้ว่า เธอคือคนเดียวกับเจนนิเฟอร์ แอชลี่ย์ ก็ทำให้แม็กซ์เริ่มหันมาอ่านงานของเธอในนามปากกานั้นด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยที่เราติดตามเธอไปยังสนพ.เบิร์คเลย์ เมืีอเธอเริ่มต้นเขียนหนังสือชุดแนวพารานอมอลเกี่ยวกับมังกร

โดยคอนเซ็ปต์แล้วดูน่าสนใจค่ะ แม็กซ์จำได้ว่าสมัยที่เธอเริ่มต้นเขียนเรื่อง Dragon Heat ยังไม่ค่อยมีนักเขียนคนไหนเอาเรื่องมังกรมาเล่นมากนัก (ซึ่งเมื่อเทียบกับตอนนี้เริ่มมีมังกรเพ่นพ่านมากขึ้น) เมื่อเราอ่านเล่มแรกจบลง เราคิดว่าเธอเริ่มต้นได้ดี เรื่องอาจจะไม่ถึงกับสนุกถูกใจเรามาก แต่ก็ดูมีอนาคตไม่น้อย และมันก็ถูกพิสูจน์เมื่อแม็กซ์อ่านเล่มที่สองในชุด เรื่อง The Black Dragon (เดี๋ยวจะเขียนรีวิวให้อ่านกันค่ะ) ที่เราคิดว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดในชุด แต่แล้วในเล่มสาม และเราคิดว่าอาจจะเป็นเล่มสุดท้ายในชุดนะคะ กลับเป็นเหมือนการเดินถอยหลังลงคลอง


The Black Dragon ของอลิสัน เจมส์

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มอื่นในชุดอาจเป็นเพราะ มัลคอล์ม พระเอกของเรื่องเป็นตัวละครที่เกือบจะเป็นตัวร้ายในเล่มแรกของชุด (Dragon Heat) ในฐานะของคนที่ชอบตัวร้ายมากอย่างเรา เล่มนี้จึงถูกหยิบมาอ่านทันทีที่ซื้อมา (แต่ไม่ได้เขียนรีวิวเท่านั้นเอง มาเขียนตอนนี้เพราะเราเพิ่งอ่านเล่มสามจบไป เลยถือโอกาสรวบยอดทีเดียวไปเลย) และก็ไม่ผิดหวังค่ะ เราคิดว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่ให้ความหวังเรากับงานของอลิสันพอสมควรเลยล่ะ

มัลคอล์มเป็นมังกรสีดำที่ถูกคำสาปของแม่มดทำให้เขาติดอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นเวลานานหลายร้อยปี สิ่งเดียวที่เขาถวิลหาก็คือการกลับบ้านในโลกแห่งมังกร (โลกแห่งมังกรเป็นเหมือนมิติคู่ขนานไปกับโลกของเรา ต้องให้แม่มดให้พลังในการเปิดประตูข้ามมิติ มังกรจึงจะข้ามกลับไปได้) ดังนั้นเมื่อเขาได้พบกับซาบะ สาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น และเป็นแม่มดฝึกหัด เขาก็เห็นโอกาสที่จะใช้เธอในการส่งเขากลับบ้าน มัลคอล์มครองงำซาบะและให้เธอเป็นผู้ช่วยในการต่อสู้กับคาเล็บ มังกรสีทอง ที่คุ้มกันลิซ่า ซิงเกิ้ลตัน ผู้พิทักษ์ประตูแห่งมิติอยู่ ทั้งหมดนี่เป็นเหตุการณ์ในเล่มแรกในชุดค่ะ

แน่ล่ะ ในเล่มนี้ มัลคอล์มซึ่งสงบศึกกับทั้งคาเล็บและลิซ่าแล้ว กำลังจะได้กลับบ้าน หลังจากใช้เวลาในโลกมนุษย์มาหลายร้อยปี มัลคอล์มกลับได้พบกับคนเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาหวั่นไหว นั่นก็คือซาบะ เธอทำให้เขาคิดที่จะอยู่ต่อ แต่กระนั้นมัลคอล์มก็ข้ามประตูกลับไปในโลกแห่งมังกร แต่ก็ไม่ก่อนที่จะทิ้งสัญลักษณ์แทนกาย ที่ซาบะสามารถใช้เรียกตัวเขาให้กับมายังโลกมนุษย์ได้ทุกเมื่อ

ซาบะไม่ต้องการจะใช้มัน เธออาจใช้เวลากับมัลคอล์มโดยที่จิตใจของเธอถูกครอบงำ แต่ก็มีบางส่วนที่เธอรู้ดีกว่า เขาเป็นมากกว่านั้น มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ของเจ้านายและลูกน้องธรรมดา ซาบะรู้ว่า ตัวเองไม่อาจรั้งมัลคอล์มไว้ในโลกมนุษย์ได้นาน และไม่ต้องการเอาหัวใจเข้าไปเสี่ยง

แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก เมื่อพบว่าตัวเองกลายเป็นเป้าหมายของมังกรขาว ที่ต้องการพลังแม่มดในกายเธอ เพื่อใช้ในการทำลายโลก มัลคอล์มกลับมาอีกครั้ง และคราวนี้เขาสวมบทบาทที่ตัวเองไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร นั่นก็คือการเป็นพระเอก

อย่างที่บอกแต่แรกค่ะ เราชอบมัลคอล์ม ชอบความมีมิติของเขา ในยามที่เป็นตัวร้ายเล่มแรก เราพบว่าเขาน่าสนใจกว่าพระเอก ดังนั้นในเล่มที่เขาควรจะโดดเด่นเหนือใคร มัลคอล์มก็โดดเด่นได้จริง ความที่เขาเป็นมังกรดำ ที่มีนิสัยสนใจใฝ่รู้ และชอบอยู่ตามลำพัง ความเข้าใจมนุษย์ของมัลคอล์มก็มีจำกัด ถึงจะอยู่ในโลกมนุษย์มานานเป็นร้อย ๆ ปี แต่มัลคอล์มก็ยังไม่อาจเข้าใจมนุษย์ได้ถ่องแท้ ดังนั้นเมื่อเขาพบว่าตัวเองตกหลุมรักกับมนุษย์ มันจึงสร้างความสนุกสนานให้กับเนื้อเรื่องอย่างยิ่ง (เขาไม่เข้าใจว่าเธอทำไมจึงไม่เข้าใจว่าเขารักเธอ)

โดยรวมหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากกว่าเล่มแรก แต่สิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนกันก็คือ ความเบาบางของเนื้อเรื่อง แม็กซ์บรรยายไม่ถูกนะคะว่ามันคืออะไร แต่เรารู้สึกถึงความไม่จริงจังของตัวละครต่ออันตรายที่พวกเขากำลังเผชิญหน้า มันเหมือนกับว่าความกดดันในเรื่องมันไม่มากพอ แต่เมื่อคิดถึงอันตรายที่ตัวร้ายนำมา มันใหญ่หลวงนะคะ เพียงแต่เรารู้สึกว่าปฏิกริยาของตัวเอกในเรื่องไม่สมจริง หรือไม่ก็เป็นเพราะบรรยากาศในเรื่องดูผ่อนคลายเกินไป แต่นี่ก็เป็นเอกลักษณ์นึงของอลิสัน เจมส์ ซึ่งถ้าคุณอ่านงานของเธอมาสักระยะก็น่าจะเข้าใจ

เราไม่ได้บอกว่า มันแย่หรือเลวร้ายหรอกนะคะ เพียงแต่แม็กซ์เป็นคนที่ชอบเรื่องเครียดหน่อย (หรือไม่ก็ฮาแตกไร้สาระไปเลย) พอเจออะไรที่อยู่ตรงกลาง มันก็เลยทำให้เราไม่รู้สึกว่าเรื่องโดดเด่นจนถึงขนาดเข้าไปอยู่ในใจเราได้

เล่มนี้คะแนนที่ 70


The Dragon Master ของอลิสัน เจมส์

อันดับแรกเลยที่แม็กซ์มีปัญหากับหนังสือเล่มนี้ก็คือ เรามีความรู้สึกว่า อลิสันไม่ได้วางแผนที่จะเขียนเล่มนี้เลยตั้งแต่ต้น มันเหมือนกับว่าเธอวางแผนจะเขียนแค่สองเล่ม (Dragon Heat และ The Black Dragon) ซึ่งจากที่แม็กซ์ค้นข้อมูล ก็รู้ว่าตอนที่เซ็นต์สัญญากับเบิร์คเลย์ฉบับแรกนั้น อลิสันก็ขายหนังสือในชุดนี้ไปแค่สองเล่มเท่านั้น และอาจะเป็นได้ว่าชุดนี้ค่อนข้างฮิต จึงมีการให้เธอเขียนเรื่องต่อ และเธอก็เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา แต่อย่างที่บอกค่ะ มันไม่ใช่เล่มที่วางแผนมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นแม็กซ์จึงรู้สึกถึงความไม่สม่ำเสมอของเนื้อเรื่องมากเลยค่ะ

คาโรล ฮวน ที่แม้จะชื่อเหมือนชาวสแปนิช แต่ก็เป็นคนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย พบว่าตัวเองเผชิญหน้ากับชายร่างเปลือยเปล่าที่ข่มขู่ให้เธอบอกเหตุผลที่เธอ เรียกตัวเขามายังโลกมนุษย์ เซ็ธเป็นมังกรไฟที่มีพลังอันน่าทึ่ง เขาไม่พอใจนักที่ตัวเอกกลายเป็นเหยื่อของผู้ควบคุมมังกรอีกครั้ง หลังจากที่โชคดีหนีไปได้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

ปัญหาก็คือ คาโรลไม่ใช่คนที่เรียกเซ็ธมายังโลก ความจริงคือ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสืบทอดเชื้อสายของผู้ควบคุมมังกร แต่การมาของเซ็ธก็เป็นการปลุกพลังแฝงอันนี้ในกายของเธอให้ตื่นขึ้น จากคนที่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ คาโรลพบว่าตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางของมัน และมีความสามารถในการควบคุมมัน เพราะแม้แต่มังกรที่ทรงอำนาจที่สุด ก็ยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอได้

คาโรลเป็นตัวละครที่ปรากฎขึ้นมาในหนังสือชุดนี้ทั้งสองเล่ม แต่ในช่วงเวลาที่เธอมีบทบาท แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเธอมีความพิเศสอะไรซ่อนอยู่เลยสักนิด มันเป็นไปได้นะคะว่าคนแต่งอาจจะวางแผนเรื่องให้กับคาโรลอยู่แล้ว เพียงแต่เรารู้สึกว่า เจ้าความเป็น "ผู้ควบคุมมังกร" ของเธอ มันโผล่ขึ้นมาแบบซะงั้น (คือไม่มีที่มาที่ไป)

เรื่องนี้เป็นความขัดแย้งในตัวเองของคาโรล ที่พลังในกายผลักดันให้เธอแสวงหา และควบคุมมังกรให้มากที่สุด ในขณะที่ตัวตนที่เธอเป็นกลับรู้สึกว่าการกระทำนั้นมันน่ารังเกียจ แต่คาโรลก็ไม่มีทางเลือก เมื่อความจริงปรากฎว่า ปีศาจกำลังจะหลบหนีออกจากที่คุมขังได้แล้ว และเซ็ธเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ควบคุมมังกรในการจัดการกับปีศาจนั้น ภาระทั้งหมดจึงตกมายังเธอ ในกระทำในสิ่งที่เธออาจจะต้องเสียใจทีสุดในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเธอ และมังกรไฟของเธอผูกพันกันมากกว่าแค่มนตร์ตราที่ผูกพวกเขาเอาไว้

สำหรับเรื่องนี้แม็กซ์โอเคกับตัวละครทั้งสองคนนะคะ ไม่ถึงกับประทับใจ ส่วนหนึ่งเพราะเราติดภาพของคาโรลตอนที่เธอออกมาในสองเล่มแรก ที่เราไม่รู้สึกว่าคาแร็คเตอร์ของเธอน่าสนใจขนาดจะต้องมีเรื่องเป็นของตัว เอง เราคิดว่าเธอเป็นตัวละครทีน่าเบื่อ แม้ในเรื่องนี้จะมีการเล่าภูมิหลัง และทำให้เธอน่าสนใจขึ้น แม็กซ์ก็ยังอดนึกถึงภาพเดิม ๆ ของเธอในหัวไม่ได้ ในกรณีนี้ไม่ใช่ว่า อลิสันเปลี่ยนแปลงคาแร็คเตอร์ของคาโรลจากหน้ามือเป็นหลังมือหรอกนะคะ เธอยังคงเป็นเหมือนเดิมพอสมควร แต่เจ้าความรู้สึกว่า อลิสันไม่ได้วางแผนสำหรับการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็ค้างคาใจในรำคาญอยู่ เรื่อย

เซ็ธเป็นมังกรไฟที่รักสันโดษและชอบอยู่คนเดียว การถูกเรียกมาในโลกมนุษย์เป็นการทรมานที่เขาไม่ชอบอย่างรุนแรง แต่การได้เจอกับคาโรลเริ่มทำให้เขาเปลี่ยนใจ เซ็ธก็เช่นเดียวกับคาเล็บที่เรามีปัญหากับคาแร็คเตอร์ของเขา เพราะทั้งคู่มีพื้นฐานเป็นมังกรมากกว่ามนุษย์ ทำให้หลายครั้งเรารู้สึกว่า ตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมังกร (ในเรื่องของคาเล็บ เราคิดว่าตอนจบค่อนข้างลบล้างอาการติดขัดอันนี้ของเราได้พบสมควร โดยเฉพาะเมื่อเฉลยว่าแท้จริงแล้วลิซ่าเป็นใคร) แต่ในเล่มนี้ เซ็ธไม่เคยมีเซ็กส์มาก่อน (เคยแต่มีตอนที่ร่างเป็นมังกร) และมีคาโรลเป็นคนแรก ความรู้สึกของแม็กซ์ตอนที่อ่านน่ะมัน "ยี้" พอควรนะคะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองคิดมากไปไหม แต่เรานึกตลอดว่า ร่างที่แท้จริงของเซ็ธก็คือมังกรนะ ไม่ใช่คน

ความเป็นผู้ควบคุมมังกรของคาโรล และพลังอันไม่มีขีดจำกัดของเธอเป็นสิ่งที่ขัดใจแม็กซ์มาก เพราะมันลบล้างสิ่งที่อลิสันเขียนไว้ในสองเล่มแรกทั้งหมด ไม่มีการพูดถึงผู้ควบคุมมังกรในสองเล่มแรกเลย และเมื่อถูกพูดถึงก็กลายเป็นว่า นี่คือคนที่มีอำนาจมากที่สุด เรารู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามจะทำให้ตัวละครทุกเรื่องของเธอเป็นคนที่ทรง อิทธิพลมากที่สุด แต่การทำอย่างนั้น มันก็เป็นการทำลายตัวตนของตัวละครตัวอื่นของเธอที่เธอเขียนขึ้นมาก่อนแล้ว (สปอยล์) เพราะลิซ่า ก็เคยเป็นตัวละครที่ทรงอำนาจมากที่สุดมาก่อนเช่น แต่ในเล่มนี้คาโรลสามารถควบคุมคนคนนั้นได้อย่างง่ายดาย

เราอยากให้เล่มนี้เป็นเล่มสุดท้ายในชุด เพราะคิดว่าอลิสันหมดมุขที่จะเขียนเรื่องในซีรี่ย์ชุดนี้แล้ว

คะแนนที่ 57

Sizzle and Burn // Jayne Ann Krentz

แม็กซ์พูดทุกครั้งที่เขียนรีวิวงานของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ว่า เรายังคงเป็นแฟนหนังสือของเธอเสมอ แม้จะเป็นความจริงอย่างยิ่งว่า งานในยุคตอนนี้ไม่เหมือนกับสิ่งที่เธอเขียนในอดีต และในฐานะที่คนที่เคยเป็นแฟนหนังสืออันดับหนึ่งของเธอในยุคนั้น มันเป็นความน่าเสียดาย

แต่แม้จะบอกว่า มันเทียบไม่ได้กับงานในอดีต งานเขียนของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ก็สนุกกว่างานที่ดีที่สุดของนักเขียนหลายคน

และแน่นอนว่า แม็กซ์หมายความรวมถึงเรื่องนี้ด้วย

Sizzle and Burn ของเจนย์ แอนด์ ครานซ์

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุด An Arcane Society ซึ่งเป็นสมาคมของกลุ่มคนที่มีพลังจิตซึ่งทำให้พวกเขาแปลกแยกออกจากมนุษย์ ทั่วไป สมาคมแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว (ราว ๆ ปี ค.ศ. 1600s) ในส่วนของเรื่องในอดีต เจนย์ แอนด์ ครานซ์ก็ได้มีการเขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับสมาคมนี้ โดยที่เธอใช้นามปากกาว่า อแมนด้า ควิค ส่วนเรื่องของสมาคมในยุคปัจจุบันเป็นงานของเจนย์ แอนด์ ครานซ์เอง และมากไปกว่านั้น เรื่องราวของสมาคมในยุคอนาคตก็ถูกรับผิดชอบโดยเจนย์ คาสเซิลซึ่งเป็นอีกนามปากกานึงของเจนย์เช่นกัน

เอกลักษณ์นึงของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ก็คือ เธอไม่ใช่คนที่ชอบเขียนเรื่องชุดมากนัก ดังนั้นเมื่อเธอตัดสินใจเขียนเรื่องสมาคมอาร์เคนนี้ขึ้น แต่ละเล่มจึงเป็นอิสระจากกันและกันค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องอ่านเล่มไหนก่อนเลยที่จะเริ่มต้นเรื่องนี้

ตลอดชีวิตของเรนน์ ทาเลนไทน์ เธอคือคนนอก พลังจิตที่ทำให้เธอได้ยินเสียงทำให้เธอแตกต่าง พลังจิตที่ไม่เคยนำความสงบมาสู่ชีวิตของเธอเลยสักครั้ง พลังจิตที่ทำให้เธอตั้งข้อสงสัยถึงสุขภาพจิตของตัวเอง และครั้งนี้ พลังจิตของเธอทำให้เธอค้นพบหญิงสาวที่ถูกจับตัวขังไว้ในบ้านของอาของเธอ

เวลล่า ทาเลนไทน์เป็นแบบของคนที่เรนน์รู้ว่าไม่อยากจะลงเอยเช่นเดียวกัน แต่เรนน์ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะหลีกหนีชะตากรรมนั้นได้หรือไม่ เพราะเวลล่าก็มีพลังจิตรูปแบบเดียวกับเธอ และมันทำให้เวลล่าไม่ค่อยปกตินัก ก่อนที่สุดท้ายแล้วจะทำให้เวลล่าจบชีวิตลงในโรงพยาบาลโรคจิตที่ซึ่งเธอเสีย ชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย

นั่นเป็นเหตุผลที่นำเรนน์กลับไปบ้านเกิดของผู้เป็นอาอีกครั้ง เพื่อจัดการเรื่องบ้านของป้าที่ร้างไปนาน (เพราะเวลล่าเข้ารพ.) แต่เมื่อไปถึง เรนน์ก็สัมผัสได้ถึงความเลวร้ายของชายโรคจิตที่ต้องการล่าแม่มด ที่นั่นเธอค้นพบเหยี่อคนนึงของฆาตกรต่อเนื่อง แต่การได้พบและช่วยเหลือหญิงสาวคนนั้น กลับทำให้เธอถูกมองด้วยสายตาที่หวาดระแวงยิ่งขึ้น เพราะไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายเหตุผลที่เรนน์รู้ว่ามีคนถูกขังอยู่ที่ นั่น

และแน่ละเรนน์ก็ไม่อธิบาย เพราะเธอไม่ต้องการได้ชื่อว่าเป็นคนบ้า

ในขณะเดียว อดีตก็ได้ตามหาเรนน์จนพบ เมื่อแซค โจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของสำนักงานนักสืบเจแอนด์เจ ซึ่งทำงานให้กับสมาคมอาร์เคนได้เดินทางมาพบเรนน์เพื่อสอบถามถึงนักวิทยา ศาสตร์ของสมาคมที่หายตัวไป และล่าสุดพบว่า ได้มาพบกับอาของเรนน์ก่อนที่เวลล่าจะตาย

แซครู้ว่า เหตุการณ์ในอดีตทำให้เรนน์อาจจะไม่ให้ความร่วมมือกับสมาคมอาร์เคน ดังนั้นเขาจึงมีข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธ นั่นก็คือ ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพ่อของเธอ ความจริงที่ถูกสมาคมปกปิดเอาไว้

แต่เพียงแรกได้พบ ทั้งแซคและเรนน์ก็รู้สึกถึงความต่อเชื่อมของกันและกันได้ และสำหรับคนสองคนที่มีแผลจากความรักมาในอดีต นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ และทั้งคู่ก็คิดจะไม่เริ่ม ก่อนที่จะพบว่า ไม่ีอาจหยุดยั้งตัวเองได้

จากนั้นไม่นาน แซคก็ผันตัวเองกลายเป็นบอดี้การ์ดคุ้มครองเรนน์ เมื่อมันแน่ใจแล้วว่า ฆาตกรต่อเนื่องคนที่เรนน์ไปขัดขวางการฆ่าเหยื่อคนนึงของเขา ได้เบนเป้าหมายมายังตัวเธอ นอกจากนี้แล้วทั้งสองหนุ่มสาวก็ยังค้นพบว่า ศัตรูคนสำคัญของสมาคมอาร์เคนก็ได้เจาะจงเรนน์เป็นเป้าอีกต่างหาก

อย่างที่เคยบอกตอนต้นนะคะว่า เจนย์ไม่ค่อยเขียนหนังสือเป็นชุด หรือใช้ตัวละครต่อเนื่องกันเท่าไหรนัก เล่มนี้ก็เป็นอย่างนั้นนะคะ เพียงแต่มีข้อยกเว้นนิดหน่อย ตรงนี้ในเล่มนี้ได้มีการเปิดตัวองค์กรคู่แข่งของอาร์เคนออกมาให้เห็นกัน (แล้วมีโยงไปถึงบรรพบุรุษซึ่งเป็นตัวร้ายใน Second Sight ซึ่งเป็นงานในแนวย้อนยุคเขียนด้วยนามปากกาอแมนด้า ควิค) แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเรื่องยังไม่จบ ต้องติดตามตอนต่อไปอะไรพรรณนั้นหรอกนะ

เหมือนกับงานเกือบจะทุกเล่มของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ ที่เขียนพระนางได้เหมาะเจาะซึ่งกันและกันเป็นอย่างยิ่ง แม็กซ์เชื่ออย่างเต็มที่ เมื่อทั้งแซคและเรนน์เกิดอาการสป๊าคซ์อย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นที่พบกัน เราไม่รู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เพราะทั้งคู่เหมาะสมกันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันแล้ว

พล็อตเรื่องดำเนินไปได้น่าตื่นเต้นดีค่ะ โดยเฉพาะในส่วนของการสืบสวน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะโฟกัสไปที่จุดนั้นจนความโรแมนติคจะหายไปหรอกนะคะ โดยรวมแล้วเรื่องนี้มีองค์ประกอบการเขียนเรื่องของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ครบถ้วนค่ะ

สิ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบเรื่องนี้ยิ่งขึ้นไปอีก (สปอยล์) ก็ คงเป็นการที่คนแต่งทำให้เราผิดหวังเล็ก ๆ ตอนเริ่มต้นเรื่อง เมื่อทำเหมือนว่าทั้งแซค และเรนน์ผิดหวังจากความรักมาก่อน โดยที่ทั้งคู่มีคนที่รัก แต่ด้วยเหตุบางอย่างก็พลัดพรากจากกัน เราชอบที่เธอมาเฉลยในตอนหลังว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เราคิดแม้แต่นิดเดียว หลอกเราได้ดีค่ะ

บอกตามตรงนะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะเจนย์ แอนด์ ครานซ์เคยเขียนหนังสือที่ดีกว่านี้ (หลายเล่มมาก) แม็กซ์คงชอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ข้อเสียของนักเขียนที่ดีก็คือ เธอผลิตผลงานในระดับคุณภาพสูงมามากจนทำให้งานบางเล่มที่ดีมาก แต่อาจจะทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าดีไม่พอเมื่อเปรียบเทียบกับงานในอดีต

เล่มนี้ก็เป็นแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของหนังสือหรอกนะคะ

คะแนนที่ 73

ศึกแวมไพร์สะท้านภพ

นี่ไม่ใช่ชื่อหนังจีน

นี่ไม่ใช่ชื่อหนังฝรั่ง

และนี่ไม่ใช่ชื่อหนังสือ (คงไม่มีใครรสนิยมเห่ยขนาดตั้งชื่อหนังสืออย่างนี้เป็นแน่)

แล้วมันคืออะไร

มันคือการแบ่งฝักฝ่ายในวงการโรแมนซ์ระหว่างคนที่ถือหางแวมไพร์สองชนิด

คาร์เพเธียนปะทะดาร์คฮันเตอร์

ก่อนอื่นถามตัวเองก่อนว่าคุณอยู่ข้างไหน ถ้าเลือกข้างคาร์เพเธียน กรุณากด 1 ถ้าเลือกข้างดาร์คฮันเตอร์กรุณากด 2 ไม่ว่าจะกดหนึ่งหรือกดสอง กรุณาวางสายเลิกอ่าน เพราะข้อความที่จะได้อ่านต่อไป อาจทำลายน้ำใจคุณได้

แต่ถ้าไม่เลือกข้างไหนเลยอย่างเรา กรุณากด 0 และอ่านต่อไป

เรากล้ายอมรับเหมือนคนที่ติดเหล้าว่าเคยชอบหนังสือทั้งสองชุดนี่มาก ชุดคาร์เพเธียนออกมาก่อนด้วยเรื่องเจ้าชายมืด แล้วตามมาอย่างรวดเร็วด้วยเรื่องปรารถนามืด และทองมืด (ไม่รู้ทองมันมืดได้ไง แต่ตั้งชื่ออย่างนั้นจริงนะ) เราขอบอกว่าสามเล่มแรกห่วยแตก อ่านไปก็เสียววูบ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะเลือดสาดท่วมหน้าหนังสือ ดูดเลือดกันไปดูดเลือดกันมา จนเรากลัวว่าโรดเอดส์จะแพร่กระจายไปในหมู่ชาวคาร์เพเธียน

หนังสือเล่มสี่เวทมนตร์มืดยิ่งน่าแหวะ พระเอกรู้จักนางเอกตั้งแต่อยู่ในท้อง (เราหมายความว่าตั้งแต่ในท้องจริงจริง) แถมทำการจัดการให้ทารกในครรภ์กลายเป็นคู่ของตัวเอง ถ้าไม่เรียกว่าไอ้วิตถารเราก็ไม่มีชื่ออื่นให้แล้ว

เล่มที่ 5 สิถึงค่อยเข้าฝัก อ่านสนุก จากนั้นเราก็ขอเรียกว่ายุครุ่งเรืองของชาวคาร์พาเธียน เพราะหลายเรื่องที่ตามมาสนุกถูกใจ จนทำเอาเรากลายเป็นสาวกไปอีกคนนึง เป็นเวลาหลายปีที่เราเป็นแฟนอย่างเหนียวแน่น แต่ความอดทนก็ย่อมมีวันหมดไป เมื่อเราระลึกได้ว่าหนังสือชุดนี้ไม่มีการพัฒนา เนื้อเรื่องเหมือนกันทุกเล่ม

พระเอกเจอหน้านางเอกครั้งแรกก็ร้องดังลั่นว่า "โอในที่สุดการรอคอยของข้าก็จบลง ข้าเจอผู้หญิงที่เป็นคู่ชีวิต คนที่ทำให้ข้าเห็นแสงสี" อ่านครั้งแรกก็ซึ้งดีนะ แต่พอรอบที่ยี่สิบก็ชักอยากจะบอกพระเอกว่า วันหลังแวะมาอยุธยาดีงานแสงสีเสียงที่วัดพระศรีสรรเพชญ์หน่อยไหม แสงสีเพียบ

เล่มสุดท้ายของชุดนี้ที่อดทนอ่านจนจบก็เกือบจะเอาอวัยวะที่ใช้เดินยันหน้า หน้าสือ (เพื่อทดแทนการยันหน้าพระเอก) เสียหลายรอบ ผู้ชายอะไรเลวบัดซบ เจอหน้านางเอกก็คร่ำครวญว่า "ของฉัน ของฉัน" (อย่างที่บอกมุขนี้ใช้ครั้งเดียวก็ซึ้ง แต่นี่ใช้หลายรอบ) จากนั้นก็จัดการเข้าหากลางดึก แล้วก็จัดการเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ซะ ไม่ใช่ว่าเราชอบพระเอกแบบพ่อพระนะ พระเอกแอบย่องเข้าหานางเอกที่เราชอบก็มีหลายเล่ม อย่างเรื่อง "ผู้ชายมีหลายพรสวรรค์" - A Well favored Gentleman หรือ "ภาพเขียนของหัวใจ" Portrait of my hearts นี่ก็ย่องเข้าหาเหมือนกัน แต่ทัศนคติของพระเอกมันต่างกัน

ไอ้ลามกนี่คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะเข้าไปเคลม แถมเก่งกาจขนาดตัดสินใจให้เลยว่านางเอกอยากเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ เราก็รู้ คุณก็รู้ นางเอกโรแมนซ์อยากเป็นแวมไพร์กันทั้งนั้น แต่ถามกันก่อนได้ไหม (วะ)

จบไปชุดนึงแล้ว ตอนนี้แฟนคาร์พาเธียนคงกำลังวางแผนด่าถล่มเราอยู่ (ขอร้องว่าอย่าเสียเวลา เพราะเราบอกให้คุณกด 1 ไปแล้ว)

มาถึงคิวของพ่อยอดมนุษย์สุดสวาทขาดใจของใครหลายคน ดาร์คฮันเตอร์ ชุดนี้ยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าติดตามมาตั้งแต่เล่มแรก กรี๊ดสลบ หายใจเข้าก็เฮ้อแอช หายใจออกก็เฮ้อแอชมาแล้ว

บ้าคลั่งมาหลายปีดีดัก แต่ก็เหมือนชุดคาร์พาเธียนที่ความอดทนสิ้นสุดลงเหมือนกัน อะไร (วะ) ยิ่งเขียนยิ่งลอยคอ จากอยู่ในคลองดีดีก็เริ่มลอยออกทะเลไป ไม่รู้ว่าพายุคาทริน่านี่พัดจนลอยออกอ่าวเม็กซิโกไปรึยัง

เปิดตัวละครมาเป็นร้อย แต่เวลาเขียนก็ชอบไปเขียนเรื่องตัวละครประเภทไม่เคยโผล่หัวมาก็กลายเป็น พระเอกไปแล้ว แล้วไอ้ตัวละครหลักก็ชีวิตสับสนพินาศกันไปหลายตัว

มีความสามารถเขียนตัวละครที่เป็นสีสันของเรื่องให้กลายเป็นตัวละครที่น่า รำคาญ (นิคไงคะ) ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เนื้อเรื่องเหรอก็พยายาททำให้ซับซ้อน แต่อ่านไปอ่านมาเหมือนคนแต่งแกงงชีวิตอยู่

ทุกวันนี้ที่อ่านอยู่ก็เพราะตัวละครตัวเดียวเท่านั้น และขอบอกเลยว่าไม่ใช่แอช ถ้าเมื่อใดที่ตัวละครตัวนี้ไม่สมหวังล่ะก้อ

ได้เป็นตัดเป็นตัดตายกันแน่

สรุปศึกระหว่างคาร์พาเธียนกะดาร์คฮันเตอร์ คนที่ท่องโลกเน็ตและอ่านโรแมนซ์อยู่ก็คงพอรู้อยู่ว่ามีการฮึ่มกันอยู่ในที เรามาดูกันว่าพวกเค้ามีข้อถกเถียงกันอย่างไรบ้าง

"นางเอกของคาร์พาเธียนจิ้นอ่ะค่ะ" เสียงดังมาจากสาวน้อยหน้าหวานบอกกับชาวโลกให้รับรู้ข้อดีของคาร์พาเธียน

"พระเอกของดาร์คฮันเตอร์เท่ห์สุด" เสียงดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งของห้อง

"พระเอกของคาร์พาเธียนรักจริงหวังแต่งค่ะ"

"เรื่องราวของดาร์คฮันเตอร์น่าค้นหา และน่าติดตามกว่า"

มันกลายเป็นกฎไปแล้วหรือเปล่าที่ถ้าคุณชอบดาร์คฮันเตอร์คุณจะต้องหมั่นไส้ ชุดคาร์พาเธียน หรือในทางกลับกันถ้าคุณชอบคาร์พาเธียนคุณก็ต้องหาโอกาสกัดดาร์คฮันเตอร์

ทำไมพวกเราเหล่าสาวกแวมไพร์ไม่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ (เสียงหนึ่งดังมา-- เขาอยู่อย่างสันติแล้วโว้ย แกนั่นแหละหาเรื่องล่อเป้า เดี๋ยวจะโดนยิงจากแฟนทั้งสองฝ่าย)

ศึกนี้ยังอีกยาวนานและคงไม่จบภายในเล่มสองเล่มเป็นแน่ จงเลือกข้างแล้วยืนหยัดต่อสู้ เข้าไปโพสต์ในบอร์ดประกาศจุดยืนของตนเสียเดี๋ยวนี้

หรือไม่ก็เป็นอย่างเรา ด่ามันทั้งสองชุด แล้วเลือกข้างที่สาม

เชียร์ชุด Black Dagger Brothorhood มันเสียเลย (แต่ถ้ายืดมาก อีกสองสามปีก็คงได้ถึงคิวด่าเหมือนกัน)

Passionate Thirsts // Cameron Dean

ยังอ่านไม่จบหรอกนะคะ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่เมื่อคืนนั่งอ่านเรื่อง The Rule of Seduction ใหม่อีกรอบ หลังจากถอนหายใจไปหลายสิบเฮือกกับพระเอกเรื่องนั้น เราก็เห็นควรว่า กาละเวลานี้ย่อมไม่เหมาะที่จะหยิบแนวโบราณมาอ่านอีกเป็นแน่ เพราะคิดว่าคงไม่มีหนังสือเล่มไหนเทียบเฮย์เดนได้เป็นแน่

ก็เลยมาถึงคิวหนังสือที่ซื้อมาเพราะไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร

ความกระหายที่ร้อนรุ่มเป็นหนังสือเล่มแรกของหนังสือชุดสามเล่ม ความต้องการอันเย้ายวนเป็นเล่มสอง และความหิวตลอดกาลเป็นเล่มสาม (ลองเล่นดูนะว่าแปลไทยเป็นอังกฤษได้ชื่อเรื่องว่าอะไรกันบ้าง เดี๋ยวจะเฉลยต้องจบบลอก)

นี่เป็นหนึ่งในหนังสือที่โหนกระแสแวมไพร์ออกมา คิดดูแล้วก็น่าสยองนะคะ ถ้าเทียบจำนวนหนังสือแล้ว โลกเรานี่คงมีมนุษย์แท้ไม่กี่คน เพราะส่วนใหญ่ไม่เป็นแวมไพร์ก็เป็นหมา หรือไม่ก็เป็นนางฟ้า เทพธิดากันหมด อย่างน้อยเรื่องนี้ก็มีความคิดหน่อยที่แวมไพร์ไม่ได้อยู่ในนิวออร์ลีน (อันนี้ต้องโทษแอน ไรซ์นะที่ดันเอาเลสเตทไปอยู่ที่นั่น ทำให้เมืองนี้แวมเพ่นพ่านไปหมด)

เรื่องนี้เป็นแวมไพร์ในเวกัส มีตอนเปิดเรื่องที่แปลกที่สุดเล่มหนึ่ง ใครอ่านก็ต้องนึกว่าเป็นฉากที่นางเอกเจอพระเอก และไม่ใช่

ก่อนอื่นขอเตือนว่า อย่าอ่านเล่มนี้โดยเอาคอนเซ็ปของโรแมนซ์มาวัด เรายังไม่แน่ใจนักว่าเรื่องนี้จะเป็นโรแมนซ์ เพราะเปิดเรื่องนางเอกก็คบอยู่กับผู้ชายคนอื่น พระเอกเคยเป็นคนรักเก่า และทำร้ายนางเอกจนเกือบปางตาย

นึกถึงอนิตา เบลก (ไม่ใช่อมิตา ทาทายังนะ) ของลอเรล เค. แฮมิลตันที่กลายเป็นต้นแบบของหนังสือหลายเล่ม นางเอกเรื่องนี้ไม่ถึงขนาดเซ็กซ์หมู่อย่างเล่มนั้น แต่ธีมเรื่องให้อารมณ์เดียวกับเรื่องของอนิตาก่อนที่เธอจะกลายเป็นผู้หญิง บ้าเซ็กส์ นางเอกเล่มนี้ให้ความรู้สึกเข้มแข็งใกล้เคียงกัน

ตอนที่อ่านถึงนี่พระเอกเพิ่งปรากฎกายมา มาถึงก็เข้าถึงเนื้อถึงตัวกันเลย ทั้งที่ครั้งสุดท้ายที่เจอกันกัดนางเอกไปจนเกือบตาย

พอดีง่วงมากก็เลยนอนก่อน เอาไว้อ่านจบแล้วมาต่อนะคะ

Bond of Blood // Diane Whiteside

อ่านจบไปเมื่อคืนตอนตีสามกว่า สนุกใช้ได้สมราคาที่ซื้อมาค่ะ ซึ่งนี่เป็นคำพูดที่ถือว่าชมหนังสือเรื่องนี้มากแล้ว เพราะถ้ารอสั่งตามปกติหนังสือเรื่องนี้จะราคาประมาณ 500 - 600 บาท แต่นี่เราใช้วิธีสั่งแบบพิเศษเพื่อให้ได้หนังสือเร็วที่สุดก็เลยจ่ายไป ประมาณ 1,500 บาท

เรื่องนี้ถือเป็นเล่มแรก (ชนิดที่มีนางเอก) ในหนังสือชุดแวมไพร์จากเท็กซัส เล่มที่ออกก่อนหน้าเป็นเรื่องสั้นเล่าเรื่องราวของเหล่าพระเอกก่อนที่จะเจอ นางเอกที่ใช้ชีวิตคุ้มค่าทางเซ็กส์มาก

เรื่องนี้เล่าตัดสลับยุคปัจจุบันกับเรื่องราวในอดีตของราฟาเอล เปเรซผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ของแวมไพร์แห่งเท็กซัส

เริ่มต้นด้วยคำเตือนแล้วกัน

1. เรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนที่กลัวโฮโม ใจเปิดกว้างหน่อยในประเด็นนี้ แม้ว่าในเรื่องจะไม่พูดถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศโดยตรง แต่พระเอกก็ยอมรับกับนางเอกว่าเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ (และยิ่งไปกว่านั้นยอมรับว่าแวมไพร์มักจะเป็นไบเซ็กส์ชั่ลกันเกือบหมด ยกเว้นบางคนที่เป็นโฮโมเซ็กส์ชั่ล) แต่แฟนแนววายก็ไม่ต้องเฮนะคะ ไม่มีอะไรในเรื่องที่พูดถึงอย่างชัดเจน

2. เรื่องนี้ไม่เหมาะกับพวกอนุรักษ์นิยม ประเภทนางเอกต้องผุดผ่องเป็นยองใย นางเอกเรื่องนี้ผ่านผู้ชายมาสามคนก่อนพระเอก ดังนั้นถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องอ่าน

นอกจากนี้เราอยากแนะนำให้อ่านค่ะ คนที่ไม่กลัวเรื่องราวที่มีเซ็กส์ร้อน พระเอกเท่ห์ ตัวประกอบที่แทบจะตะโกนให้ได้ยินว่า "เล่มหน้าข้าจะเป็นพระเอกต่อนะ"

ประเด็นความขัดแย้งในเรื่องนี้ไม่ได้จบลงพร้อมกับเล่มนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องติดตามไปอ่านกันต่อใน Bond of Fire เล่มนี้เป็นเพียงการเปิดประเด็นเมื่อมาดามเซเลสต์หัวหน้าแวมไพร์จากนิวออร์ ลีนต้องการรวมอาณาจักรของเธอกับเท็กซัสของราฟาเอล เมื่อเขาปฏิเสธศึกแวมไพร์ก็เกิดขึ้น (อาจไม่ใช่ระหว่างดาร์คฮันเตอร์กะคาร์พาเธียน)

ในระหว่างความพยายามลอบสังหารราฟาเอล เขาก็ได้พบกับหญิงสาวที่ต้องตาต้องใจเขาจนไม่อาจปฏิเสธเธอได้ ที่มากกว่านั้นเธอคือภรรยาของเขาในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ผู้ที่กลับชาติมา เกิด

เรื่องนี้เซ็กส์ไม่มากอย่างที่คิดซึ่งเป็นเรื่องดี แต่เซ็กส์ที่มีการแทบจะเผาหน้ากระดาษให้ไหม้ได้

อ้ออีกเรื่องนึงที่เราอยากบอก เพราะเคยโพสต์ไว้ที่บลอกก่อนถึงเรื่อง Bond of Fire ที่เราค่อนข้างผิดหวังที่ไดแอนไม่เขียนเรื่องของอีธาน เทมเพิลตัน ตอนนี้เราชักจะอยากอ่านแล้วล่ะค่ะ ไม่ใช่เพราะเราชอบคนฝรั่งเศสมากขึ้นมา แต่เพราะเราคิดว่านางเอกเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก เธอเป็นพี่สาวของนังตัวร้ายจากนิวออร์ลีนที่พยายามยึดอาณาจักรของราฟาเอลเรา สนใจเพราะนางเอกเป็นแวมไพร์เหมือนกัน เราชอบเรื่องที่นางเอกมีฐานะที่ไม่ด้อยไปกว่าพระเอกค่ะ

Erotic Week

ที่ขึ้นชื่อบลอกอย่างนี้เพราะอาทิตย์นี้อ่านหนังสือไปได้4 เล่ม ทุกเล่มเป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ทั้งหมด และถือว่าอาทิตย์นี้เป็นการกลับมาอ่านหนังสืออย่างจริงจังอีกครั้งของเรา หลังจากอ่านแบบขอไปทีอยู่หลายเดือน

หนังสือที่เราอ่านในอาทิตย์นี้มี

1. Bond of Blood ของไดแอน ไวท์ไซด์ ที่เราเขียนถึงไปแล้วในบลอคก่อน

2. Rogues ของคริกเก็ต สตาร์กับลิดดี้ มิดไนท์

ประสบการณ์ของเรากับการอ่านหนังสือที่มีคนแต่งสองคนไม่ค่อยดีนัก ยกเว้นก็เฉพาะงานของแคธี่ แคลมป์และซีที อดัมส์เท่านั้นเอง เรื่องนี้ก็อยู่ในข่ายที่ไม่ได้เรื่องเช่นกัน เราอ่านไม่จบเพราะน่าเบื่อเกินไป เป็นตัวอย่างของหนังสือแนวอีโรติกที่มีแต่เซ็กส์แต่พล็อตเรื่องไม่เอาไหน อ่านไปเกินครึ่งเรื่องแล้วยังไม่ได้ประเด็นอะไรสักอย่าง

3. Delicious ของเจมี่ อัลเดน

เรื่องจ่าหัวว่าเป็นอีโรติก โรแมนซ์ แต่เราคิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น อันที่จริงเรื่องนี้ไม่น่าจะออกกับอโฟไดท์เซียเลยด้วยซ้ำ อย่างมากก็น่าจะเป็นบราว่ามากกว่า เล่มนี้เป็นงานเขียนเล่มแรกของเจมี่ ซึ่งสำหรับเราแล้วเป็นเหตุผลที่ดีในการให้อภัยข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่พบใน เรื่อง นักเขียนคนนี้น่าติดตามค่ะ เขียนใช้ได้ ถือว่าเป็นการอ่านฆ่าเวลาเพื่อรอหนังสือเล่มใหม่ของแชนน่อน แม็คเคนน่าได้ทีเดียว

พล็อตเรื่องนี้ธรรมดาทั่วไป นางเอกเป็นเจ้าของรายการโชว์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการทำอาหาร ที่ถูกแฟนที่คลั่งไคล้ตามปองร้าย ส่วนพระเอกก็เป็นบอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมาคุ้มครองนางเอก เนื้อเรื่องง่าย ดำเนินไปตามสูตร อ่านแล้วไม่ต้องคิดมาก สนุกดีค่ะ (สำหรับนักเขียนที่เพิ่งเขียนเป็นเล่มแรก เราถือว่าสอบผ่าน)

4. Take Two ของอีแวนเจอลีน แอนเดอร์สัน

นี่ก็เป็นเล่มแรกของอีแวนเจอลีนเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่านี่เป็นเล่มแรกของเธอที่ได้ออกกับสำนักพิมพ์ในนิวยอร์ค ก่อนหน้านี้เธอมีงานออกในรูปแบบของอีบุ๊คหลายเล่ม เรามีงานอีบุ๊คของเธอบ้างแต่ยังไม่ถึงคิวอ่าน ตอนที่สั่งซื้อเรื่องนี้ก็สั่งอย่างไม่คิดอะไรมาก จนได้มาก็ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจอะไร ตอนที่เริ่มอ่านก็กะว่าจะอ่านทิ้งไว้สักบทสองบทเพื่อจะได้เอามาอ่านต่อในวัน รุ่งขึ้น

ผลก็คือ เราอ่านเรื่องนี้จบในครั้งเดียว จากที่ตั้งใจจะอ่านแค่นิดหน่อยเราก็พบว่าตัวเองหยุดอ่านไม่ได้ พอมาถึงวันนี้ก็เลยพบว่าตัวเองท่องอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนคน นี้ทันที

ขอแนะนำว่าอย่าดูหนังสือเรื่องนี้ที่ปก เพราะปกตลกที่สุดที่เราเคยเห็นมา ทั้งตลกทั้งน่าเกลียด ถ้าหนังสือจะขายไม่ได้ เราก็ยกให้เป็นความผิดของปกนี่ล่ะค่ะ

เทคสองก็ตามชื่อ คนที่อ่านแนวอีโรติกมาบ้างก็น่าจะพอเดาได้ว่าจะเป็นยังไง พระเอกเรื่องนี้มีสองคน นางเอกมีหนึ่งคน (นึกเอาเองนะคะ) เรื่องนี้เป็นการผจญภัยของนักข่าวสาวที่มาจากดวงดาวอนุรักษ์นิยม กับตำรวจหนุ่มสองคนที่ผูกพันกันด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าเรื่องจะเป็นแนวอนาคตไซไฟ แต่ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ฟิสิกส์เข้าใจยากมาพูดถึง เนื้อเรื่องก็เป็นการสืบสวนธรรมดาเหมือนเรื่องในยุคปัจจุบัน และเซ็กส์

คุณจะอ่านอีโรติก โรแมนซ์ได้อย่างไรถ้าไม่พูดถึงเซ็กส์

หนังสือเรื่องนี้เป็นข้ออ้างอย่างดีสำหรับคนที่ชอบอ่านเรื่องเซ็กส์แต่ ไม่กล้ายอมรับกับศีลธรรมของตัวเอง เพราะคนแต่งหาข้ออ้างให้ครบถ้วนแล้ว ทุกครั้งที่มีฉากนี้นางเอกจะมีข้ออ้าง เธอไม่ได้ปล่อยตัว แต่มีความจำเป็นบางประการที่ทำให้เธอต้องมี

ต้องมีเพราะผู้ร้ายบังคับ (บังเอิญผู้ร้ายเป็นพวกชอบมอง) ต้องมีเพราะสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ได้ (คิดได้ไงเนี่ย)

สำหรับเราแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับข้ออ้างของการมีเซ็กส์ เพราะการยอมรับว่าเราอ่านแนวอีโรติก โรแมนซ์ก็บอกอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเราชอบอ่านหนังสือที่มีฉากเซ็กส์ (ไม่อย่างนั้นจะอ่านไปทำบ้าอะไร เราเป็นพวกปากตรงกับใจค่ะ อายุก็ถึงแล้ว ไม่เห็นต้องอายอะไร ถ้ากล้าอ่านก็ต้องกล้ายอมรับ ส่วนพวกที่อ่านหนังสือที่นักเขียนมีชื่อเสียงด้านเขียนฉากเซ็กส์แล้วบอกว่า อ่านฉากเซ็กส์ไม่รู้เรื่องนี่ เสียเวลาทำมาหากินค่ะ ไปอ่านอย่างอื่นดีกว่าไหมคะ)

เราชอบเรื่องนี้เพราะชอบตัวละคร เราอ่านแล้วรู้สึกผูกพันไปกับตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในการเรื่องแนวอีโรติก โรแมนซ์

สำหรับเราแล้ว คำจำกัดความของหนังสือแนวอีโรติก โรแมนซ์ที่ดีก็คือ

Porn with a plot

คุณเขียนแนวอีโรติก โรแมนซ์โดยไม่มีฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ไม่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าคุณมีแต่เซ็กส์ก็ไม่น่ามาเขียนโรแมนซ์ ดังนั้นจะต้องเป็นอะไรที่อยู่ตรงกลาง ผสมผสานระหว่างเซ็กส์กะโรแมนซ์ออกมาให้พอดี

และเราคิดว่าเรื่องเทคสองนี่ ออกมาลงตัวค่ะ

I'm the Vampire, that's why // Michele Bardsley

ยอมรับอย่างไม่อายว่าอ่านหนังสือเป็นพระเอกเป็นตัวหลัก นางเอกเป็นเพียงน้ำจิ้ม ถ้าปิ๊งพระเอกแล้วล่ะก้อ ชอบสุดใจขาดดิ้น แต่สำหรับเรื่อง I'm the Vampire, That's why ของ Michele Bardsley นี่ เราชอบเพราะนางเอกค่ะ

เจสสิก้าเป็นนางเอกชนิดที่เราอยากเห็นในหนังสือโรแมนซ์มานานแล้ว แต่ถ้าคุณชอบนางเอกแบบของลินน์ เกรแฮมที่นิยมทำตัวเป็นพรมเช็ดเท้าล่ะก้อ คุณคงไม่ชอบเรื่องนี้แหง เพราะเจสสิก้าเป็นตัวแสบ ทั้งนิสัย ความประพฤติ และการแสดงออก

เธอไม่หงอกลัวนังตัวร้ายที่เสนอหน้ามาอ้อนพระเอก เธอไม่ยอมเป็นนางเอกกินน้ำตาต่างข้าวยอมทนโดนรังแก เราสงสัยหลายครั้งนะคะเวลาอ่านหนังสือที่นางเอกแสนดีโดนกลั่นแกล้งสารพัด เราสงสัยในความดีของนางเอกสิคะ ถ้าเธอดีจริง ทำไมคนถึงได้รุมเกลียดและแกล้งเธอเกือบจะทุกคนในเรื่อง

เรื่องนี้เขียนนางเอกได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ปุถุชนที่เราพบเห็นได้ในสังคม เธอไม่ดีพร้อม เธอเป็นแม่ม่ายที่สามีทรยศไปมีชู้กับเลขานุการสาว และเธอไม่ยอมให้อภัยสามีของเธอแม้เขาจะตายไปแล้ว หรือยอมอ่อนข้อเห็นใจแม่เลขาตัวแสบที่แย่งสามีของเธอไป เธอยินดีในความทุกข์ของนังเล็ก ๆ ของสามี เธอสนับสนุนเมื่อคนอื่น ๆ ในเมืองช่วยกันทำให้ยายเมียน้อยเป็นที่รังเกียจ

คุณจะไม่ชอบนางเอกอย่างนี้ได้ยังไง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราจะทำถ้าเราจับได้ว่าสามีไปแอบมีนางเล็ก ๆ เราจะเล่นงานให้เจ็บหนักทั้งคู่เลยเชียว และนางเอกของเราก็ทำอย่างนั้น เธอไล่สามีออกไปจากบ้าน ฟ้องหย่าให้หมดตัว และทำให้คนทั้งเมืองแอนตี้ยายเมียน้อย

แต่นี่เป็นเพียงเรื่องเล่าภูมิหลังของเจสสิก้าเท่านั้น เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจสสิก้าและคนอื่นในเมืองอีก 10 คนแจ๊คพ็อตโดนแวมไพร์ที่เป็นโรคระบาดกัดจนตาย และเมื่อเธอฟื้นก็พบว่าตัวเองกลายเป็นแวมไพร์และกำลังดูดเลือดจากแวมไพร์สุด ฮ็อตที่ชื่อแพทริก คนที่คิดว่าเธอเป็นเนื้อคู่ตามตำนานในอดีต

ช่วงต้นของเรื่องนี้คล้ายกับชุดอันเดธของแมรี่ จานิส แต่นางเอกเรื่องนี้เหนือกว่ายายเบ็ธซี่ชนิดเทียบกันไม่ได้ เธอไม่ได้บ้องตื้นเหมือนต้นแบบ แต่ก็แสบไม่แพ้กัน

ฉากที่เธอหักนิ้วตัวอิจฉาที่บังอาจมายืนเกาะแขนพระเอกทำให้เราตกหลุมรัก เจสสิก้าเข้าอย่างจัง เราไม่ได้เจอตัวละครที่เป็นผู้หญิงที่เราชอบมากเท่านี้มานานแล้ว เธอไม่ยอมแพ้กับถ้อยคำกรำกรวมที่ชวนให้เข้าใจผิดของตัวร้าย เธอโต้ตอบอย่างไม่ลดราเมื่อโดนโจมตี

นิสัยเธอลงตัวพอดี ไม่ได้ทำให้เธอดูเป็นคนนิสัยเสีย เธอเห็นแก่ตัวอย่างพองามชนิดที่คนทั่วไปเข้าใจและยอมรับได้ และที่สำคัญเธอยอมรับว่าตัวเองผิดเมื่อตัวเองผิด

และเพราะหนังสือนี่ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบ "ฉัน" การที่เราผูกพันกับตัวนางเอกจึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราชอบเรื่องนี้อย่าง มาก ไม่ผิดหวังเลย

ข้อดีอีกอย่าง แม้จะบรรยายเรื่องด้วย "ฉัน" หนังสือก็ยังจบในตอน เรื่องราวของเจสสิก้าและแพทริคจบลงพร้อมกับเล่มนี้ ตอนนี้เรากำลังรอเล่มใหม่ในชุดแวมไพร์แนวแปลกPTA Vampire (หรือแวมไพร์จากสมาคมครูและผู้ปกครองประจำโรงเรียน)

She's No Fairie Princess // Christine Warren

ถึงชื่อเรื่องจะบอกอย่างนั้น แต่ฟีออน่าก็เป็นเจ้าหญิงแห่งภูติ ที่ร้ายไปกว่านั้นเธอหลานคนโปรดของราชินีแม็บแห่งอาณาจักรภูติ เป็นคนที่ได้รับคาดหมายว่าจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังค์แห่งซี ลี่ คอร์ท (เสริมความรู้นิดนึง อาณาจักรภูติหรือที่เรียกกันว่าแฟรี่นี่แบ่งเป็นสองอาณาจักรใหญ่คือ ซีลี่ และอันซีลี่ โดยที่ซี่ลี่เป็นดินแดนแห่งแสงสว่าง ภูติที่อยู่ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเรื่องรักศิลปะ บทกวี การแสดง ในขณะที่อันซีลี่เป็นดินแดงแห่งความมืด เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ แต่การจะบอกว่าอาณาจักรใดดีหรือเลวนี่ขึ้นอยู่กับคนแต่งว่าจะกำหนดบทบาทให้ แต่ละคอร์ทเล่นกันยังไง อย่างในชุดเมอรี่ เจนทรี้ของลอเรล เค แฮมิลตันนี่อันซี่ลี่เป็นฝ่ายที่ดีกว่า เพราะซื่อสัตย์ต่อความบทพร่องของตัวเอง ในขณะที่ซีลี่จะซ่อนความเหี้ยมไว้ในฉากหน้าที่สวยงาม)

ฟีออน่าเบื่อเต็มทีกับชีวิตเจ้าหญิง และถึงเวลาที่เธอจะหนีเที่ยว ที่ใดจะดีไปกว่าดินแดนที่ป้าของเธอห้าม โลกมนุษย์

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนึ่งในชุด The Novel of Other ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์ ถ้านับจำนวนเล่มที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์เซ็นต์มาร์ติน เล่มนี้เล่มสองในชุด แต่ความจริงแล้วเรื่องราวก่อนหน้าถูกตีพิมพ์เป็นอีบุ๊คกับสำนักพิมพ์อีลอร่า สเคฟ ตัวละครหลายตัวที่โผล่มาแบบมีเจ้าของก็คิดไว้ได้ว่ามีเรื่องราวของเขาแล้วใน เล่มก่อนหน้า (ไปหาอ่านกันเอง แต่เราเตือนว่าไม่ค่อยหนุกค่ะ)

เล่มนี้เป็นงานชิ้นแรกในจำนวนหลายชิ้นของคริสตีน วอร์เรนที่เราอ่านแล้วลงความเห็นว่าสนุก เล่มก่อนหน้านี้ของเธอ "หมาป่าอยู่ที่ประตู" ถือเป็นหนังสือที่อ่านแล้วลืมเลือนไปได้อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เพิ่งอ่านไปเมื่อราวเดือนมีนาคม แต่เรากลับจำอะไรไม่ได้เลย มันน่าเบื่อขนาดนั้น

แต่สำหรับ She's no fairie princess เล่มนี้กลับแตกต่างออกไปจนเหลือเชื่อ

เราชอบฟีออน่าที่ทำตัวฉลาดสมกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุ 250 ปี (ภูติมีชีวิตเป็นนิรันดร์จำได้ไหม) สิ่งสุดท้ายที่เราจะทนได้สำหรับนางเอกก็คือระดับไอคิว (ซึ่งไม่ได้วัดกันด้วยใบปริญญาที่นางเอกมี แต่เป็นพฤติกรรมของเธอที่แสดงออกในเรื่อง) เราชอบที่เธอมีชีวิตมายาวขนาดนั้นแล้วยังไม่เบื่อหน่ายโลก ไม่ทำพฤติกรรมซ้ำซากที่นางเอกหลายเรื่องชอบจะทำกัน

แต่เหนืออื่นใดเราชอบโทเบียส วอร์คเกอร์ (มันเอาอีกแล้ว คร่ำครวญถึงพระเอก) เราชอบที่เขาห้ามใจตัวเอง เพราะรู้ว่าการเข้าไปยุ่งกับเจ้าหญิงแห่งภูติเป็นการก่อปัญหาใหญ่ให้กับฝูง ของเขา (พระเอกเป็นหมาป่า บอกไปแล้วรึยังเนี่ย) แต่เมื่อถึงจุดนึงที่เขาไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้อีก วอร์คเกอร์ก็ทุ่มตัวเองลงในความสัมพันธ์ด้วยทุกสิ่งที่เขามีอยู่

ความเป็นเจ้าหญิงของเธอไม่สำคัญ เมื่อชะตาเลือกเธอให้มาเป็นคู่ของเขา

ความมีชีวิตนิรันดร์ของเธอไม่สำคัญ แม้ว่าเขาเป็นเพียงหมาป่าธรรมดาที่ชีวิตจำกัด นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟีออน่าจะตัดขาดจากความสัมพันธ์

เขาอาจจะเป็นเบต้าในฝูง (เบต้าเป็นเหมือนรองหัวหน้า เรื่องของหัวหน้านี่เขียนไปตั้งนานแล้ว) แต่เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าเกินกว่าที่จะเป็นเจ้าชายให้กับเจ้าหญิง แห่งภูติเขารู้จักตัวเองดีพอจะรู้ค่าของตัวเอง ไม่มีคำว่าไม่เหมาะสมเพราะความแตกต่างกันทางสถานะ เมื่อฟีออน่าเป็นของเขา เธอก็เป็นของเขา ไม่สำคัญว่าเธอจะเป็นอะไร

โอเค จบการพร่ำรำพันถึงตัวละครในเรื่อง หันมาพูดกันด้านเนื้อเรื่องบ้าง ถ้าคุณชอบพล็อตเรื่องแปลกแหวกแนว หาที่ไหนไม่ได้ในโลก ก็ไปหาเล่มอื่นมาอ่านแล้วกันนะคะ เพราะพล็อตเรื่องก็ธรรมดาไม่ได้สร้างสรรอะไร

เปิดเรื่องหลังจากฟีออน่าหนีมาเที่ยวในโลกมนุษย์ ยังไม่ทันที่เธอจะทำอะไรก็เผชิญหน้ากับเดม่อนปีศาจจากอีกโลกนึง และทำให้เธอได้เจอกับวอร์คเกอร์ซึ่งตรวจตราพื้นที่แถวนั้นอยู่ หลังจากนั้น นอกจากการไล่ล่าเดม่อนที่ขึ้นมาบนโลกและออกฆ่ามนุษย์ก็เกิดขึ้นไปพร้อมกับ ความรักระหว่างฟีออน่าและวอร์คเกอร์ (พล็อตเดิม แม็กซ์บอกแล้วใช่ไหม)

ไม่ได้มีปริศนาอะไรที่ต้องขบคิด อ่านสนุกเพลิดเพลิน

อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้เรามีกำลังใจในการตามอ่านงานเล่มอื่นของคริสตีน วอร์เรนมากขึ้นค่ะ

Entangled // Kathleen Dante

นี่เป็นชื่อหนังสือจริงนะคะ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า "Entangled" ซึ่งเป็นหนังสือเล่มยาวเรื่องแรกของเคธลีน ดังเต้

เราใช้เวลาอ่านเรื่องนี้นานนนนมาก ไม่ใช่เพราะไม่สนุกแต่เพราะชีวิตยุ่งมาก ในที่สุดก็อ่านจบจนได้เมื่อกลับมาเมืองไทย

หนังสือที่เป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ (มิตรรักแฟนบอร์ดทั้งหลายคนสังเกตว่า ระยะหลังนี่แม็กซ์มันอ่านแนวโป๊นี่บ่อยจัง แม็กซ์ก็คิดเหมือนกัน ว่าพักนี้อารมณ์มันหื่นพิกล)

ชอบคำจำกัดความของคุณดีดีที่ว่า "Porn with a romance plot" ในการจำกัดความหมายของหนังสือแนวอีโรติกโรแมนซ์

เรื่องนี้แม็กซ์ชอบแม้ว่าพล็อตจะอ่อน ซึ่งขัดต่อหลักการของตัวเองมาก แต่บางครั้งคุณก็ไม่มีเหตุผลในสิ่งที่ชอบจริงไหม

เรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกที่ยอมรับการมีอยู่จริงของเวทมนตร์ และด้วยเหตุผลที่หนังสือเรื่องนี้เป็นอีโรติกโรแมนซ์ทำให้ไม่มีการบรรยายโลก ให้เราเห็นความเป็นไปมากนัก ไม่มีการพูดถึงเบื้องหลังของเรื่อง คนอ่านมีความรู้สึกเหมือนเข้าไปดูหนังในโรงภาพยนตร์แต่พบว่าฉายไปแล้วครึ่ง เรื่อง

จอห์น แอตแลนติส (ชอบนามสกุลพระเอกจัง) เป็นอเด็ป ซึ่งเป็นชื่อเรียกกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษทางเวทมนตร์ แต่อเด็ปทำอะไรได้บ้างนั้นในเรื่องไม่มีการพูดถึงอย่างชัดเจน ส่วนนางเอกเคียร่าเป็นฮีลเลอร์ที่มีความสามารถในการรักษาพยาบาล (ไม่เข้าใจว่าทำไมนางเอกต้องเป็นนางพยาบาลทุกที)

พระเอกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยที่ถูกนางเอกจ้างให้มาสืบหา คนทรยศเอาความลับในบริษัทที่เธอเป็นเจ้าของไปขาย แต่เพราะเธอไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้ถึงการสอบสวนของพระเอก ทั้งสองจึงต้องเสแสร้งเล่นละครเป็นคู่รักกัน

ในด้านหนึ่งเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องภรรยาของโร้กของเบเวอร์ลี่ บาร์ตันมาก (ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนังสือในดวงใจของแม็กซ์เลย) แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ร้อนแรงกว่ามาก ความลงตัวอาจจะไม่เท่า แต่เมื่อคิดว่านี่เป็นงานเรื่องยาวเล่มแรกของดังเต้ แม็กซ์ก็ถือว่าสอบผ่าน

สรุปสั้น ๆ ว่าชอบแล้วกัน แต่ไม่แนะนำให้ใครอ่าน เพราะแม็กซ์ว่าเราชอบเรื่องนี้เพราะมันโดนใจแม็กซ์ในบางอย่าง (ที่ตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าเพราะอะไร) แต่กะคนอื่นนี่ ไม่แน่

กลับมาพูดเรื่องหนุ่มญี่ปุ่นที่เจอ อันที่จริงไม่ได้หล่ออะไรมากหรอก หน้าตาก็ญี่ปุ่นที่เห็นได้ทั่วไป อายุมากหน่อยตามสเป๊กของแม็กซ์ คนอื่นอาจเห็นเป็นข้อเสีย แต่แม็กซ์นึกถึงจอร์จ คลูนี่ย์ แต่เหตุผลที่ปิ๊งก็เป็นที่เก่งนี่แหละ

ทำให้การประชุมอันแสนน่าเบื่อมีสีสันขึ้นมาบ้าง

ส่วนญี่ปุ่นเหรอ ไม่มีอะไรมาพูดถึงเลย เพราะไปงวดนี้เห็นแค่ทิวทัศน์จากหน้าต่างโรงแรมนี่เอง ส่วนหน้าต่างห้องประชุมก็ไม่ได้เห็นด้วยซ้ำ เพราะตำแหน่งมันเล็กอ่ะ ไม่ได้นั่งด้านติดหน้าต่าง ต้องมานั่งด้านติดกะกำแพงแทน

ที่สำคัญแบ็ตโทรศัพท์ก็ด้นมาหมดอีก ที่แสบกว่าคือลืมเอาที่ชาร์ตไป ทำให้ใบ้กิน โน้ตบุ๊คก็ดันไม่หิ้วติดตัวไปทำให้ขาดการติดต่อกะโลกภายนอก จะให้ไปเล่นอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ค่าเบื้ยเลี้ยงก็น้อยนิด เสียดายเงินค่ะ

อยู่โตเกียวก็เลยเหมือนอยู่ต่างจังหวัดในประเทศไทย

์No Rest for the Wicked // Kresley Cole

หนังสือที่สนุกโคตรอีกเรื่องแห่งปีนี้ ที่ทำให้แม็กซ์หายหน้าไปหนึ่งวันเต็ม เพราะมัวแต่นั่งอ่านหนังสือ (ประกอบกับงานยุ่งทำให้ไม่มีเวลากระทั่งเปิดบลอกเพื่อเขียน)

หนังสือเล่มที่สามในชุด "อมตะหลังฟ้ามืด" หรือ Immortalafter dark ที่เขียนโดยเครสลีย์ โคล เราปิ๊งหนังสือชุดนี้ตั้งแต่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องThe Warlord wants forever ซึ่งอยู่ในหนังสือเรื่อง Playing easy to get เราสารภาพว่าเราซื้อเรื่องนี้มาเพราะเรื่องของเชอริลีน เคนย่อน แต่เราอ่านเรื่องของเชอรี่ไปไม่จบเรื่องด้วยซ้ำ เรื่องของเจด แบล็กก็น่าเบื่อ ทำให้เราต้องหันมาอ่านเรื่องของเครสลีย์ โคล นักเขียนที่เราไม่ชอบงานของเธอเลยด้วยซ้ำ

ก่อนหน้าที่จะหันมาเขียนแนวพารานอมอล เครสลีย์เขียนเรื่องแนวโบราณที่ไม่ได้สนุกอะไรมากมาย ออกจะน่าลืมเลือนด้วยซ้ำ ถ้าแม็กซ์ไม่เสียดายเงินที่ซื้อเรื่อง Playing มาล่ะก้อ แม็กซ์คงไม่ได้ค้นพบชุดนี้แน่ เพราะแม็กซ์ตัดสินใจบอกศาลากะเธอไปแล้ว หลังจากผิดหวังมาสองเล่มติดกัน

ด้วยความเสียดายเงินแม็กซ์จึงอ่าน Warlord อย่างไม่คาดหวัง และก็ได้พบกับเรื่องสั้นที่สนุกที่สุดในรอบปี และถือว่าเป็นเรื่องสั้นที่สนุกที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับสาม (ตามหลัง Only Human ของ Eileen Wilks และ The Nedkid Truth ของ Nicole Camden) เรื่องราวความรักระหว่าง Valkyrie (นักรบสาวในตำนานของไวกิ้ง) กับแวมไพร์

โปรดสต๊อปเสียบ่นก่อน เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องแวมไพร์ที่เห็นเดินกันเกลื่อนกล่านตลาด

หนังสือของเครสลีย์ชุดนี้มีความหลากหลายของตัวละครเหนือมนุษย์ เรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างเรื่องเหนือธรรมชาติกับวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างลง ตัว ตัวละครที่พูดคุยด้วยภาษาเท่ห์ ๆ ไม่ใช่ร้องตะโกนร้องฟ้าว่า "เธอคือผู้หญิงของฉาน เธอเป็นของฉาน" เหมือนแวมไพร์ยุคหินบางตัว

แวมไพร์ในเรื่องนี้หมดสมรรถภาพตั้งแต่โดนเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ เพราะสัญญาณชีพทุกอย่างของเขาจะหมดลง มีเพียงผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถ "บลัด" เขาได้ โปรดอย่าคิดมาก การ "บลัด" เป็นศัพท์เฉพาะสำหรับการที่แวมไพร์เจอผู้หญิงที่จะเป็นคู่ชีวิตของเขา คนที่ทำให้เขากลับมามีเลือดมีเนื้อ หัวใจเต้น และที่สำคัญเหมือนได้กินไวอาก้าเม็ดโต

โอเคพล็อตเรื่องตรงนี้คล้ายคลึงกับแวมไพร์ยุคหินของนักเขียนท่านหนึ่ง แต่แวมไพร์ของเครสลีย์เป็นยุคใหม่มากพอ หรือพูดอีกแง่นึง นางเอกของเธอเป็นสาวสมัยใหม่มากพอที่จะไม่ยอมให้แวมไพร์เอาไม้ตีหัวแล้วลาด เข้าถ้ำ

สำหรับเซบาสเตียน การเป็นแวมไพร์เป็นการตกนรก เขาถูกเปลี่ยนโดยพี่ชายผู้หวังดีคนที่ไม่ต้องการสูญเสียน้องชายไป แต่เขาไม่อยากมีชีวิตโดยดำรงชีพด้วยการดื่มเลือด เขาใช้เวลาสามร้อยปีซุกตัวอยู่ในปราสาทผุพัง มีชีวิตซังกะตาย จนกระทั่งนักรบสาว Valkyrie ที่แสนจะเย็นชาที่ชื่อคาเดอรินมาเพื่อฆ่าเขา

คาเดอรินมีชีวิตอยู่มากว่าพันปี เธอเป็นลูกสาวของเทพเจ้า น้องสาวของเธอถูกแวมไพร์ฆ่าตาย และจากนั้นเธอก็ได้รับ "พร" ไม่ให้มีความรู้สึกอีก ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอได้พบกับแวมไพร์ที่ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นสู้เมื่อ เธอพยายามฆ่าเขา

คาเดอริน "บลัด" เซบาสเตียน นั่นเป็นความประสงค์ของโชคชะตา และสิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องราวที่แสนจะสนุกสนาน เรื่องราวที่แม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อ และมีช่องโหว่งอยู่เป็นล้านในพล็อตเรื่อง ก็สนุกพอจะทำให้แม็กซ์มองว่าไม่เป็นสาระสำคัญ

แม็กซ์ชอบความทันสมัยของเนื้อเรื่อง ขณะเดียวกันก็ชอบความตรงไปตรงมาของเซบาสเตียน และความหัวแข็งของคาเดอริน

แม็กซ์ชอบความแปลกใหม่และคาดเดาไม่ได้ของเนื้อเรื่อง ชอบความหลากหลายของตัวละคร หนังสือชุดนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ที่ตัวเอกที่เป็นแวมไพร์

แม็กซ์ชอบวิธีการดำเนินเรื่องที่ซ้อนทับกันของหนังสือแต่ละเล่มในชุด ชอบวิธีที่คนแต่งเขียนเรื่องให้เหตุการณ์ในแต่ละเล่มเกิดขึ้นพร้อมกัน เราอาจจะอ่านเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มที่สาม แต่ตัวละครในเรื่องไม่รู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในเล่มหนึ่งด้วยซ้ำ นั่นเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกดี เราชอบ

ถ้ามีคำถามว่า แม็กซ์จัดอันดับหนังสือชุดนี้อยู่ในลำดับอะไรในสงครามแวมไพร์ ขอเวลาคิดวันนึงแล้วจะมาให้คำตอบค่ะ

วิเคราห์แวมไพร์ในโลกโรแมนซ์

ติดค้างไว้หลายวันนะคะ เพราะติดสุดสัปดาห์พอดี แม็กซ์จึงขอตัวไปนอนอ่านหนังสือก่อน วันนี้วันจันทร์ ฤกษ์งามยามดีต้องมาทำงาน และด้วยเหตุตื่นเช้าเกินขนาดมาถึงที่ทำงานก่อนเริ่มเวลางาน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเปรียบที่ทำงาน จึงใช้เวลามาเขียนบลอกนอกเรื่องแล้วกัน

แม็กซ์ออกตัวก่อนแล้วกันว่าไม่ได้อ่านหนังสือชุดแนวแวมไพร์ทุกเรื่องที่ มีตลาด ไม่เก่ง และไม่รสนิยมไร้วิลัยขนาดนั้น บางชุดแม็กซ์ก็อาจจะอ่านแต่ขออำภัยที่จำบ่ได้จริง ที่เหลือจึงเป็นเรื่องที่คิดออกในเวลานี้จ้า

อันดับหนังสือสุดยอดแวมไพร์ของแม็กซ์ (ตัดสินใจ ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2006 ที่ต้องกำหนดวันลงไป เพราะเชื่อได้เลยว่าอีกหนึ่งปีนับจากนี้ คำตอบของแม็กซ์ย่อมไม่เหมือนเดิมเป็นแน่)

1. Black Daggers Brotherhood ของเจอาร์ วาร์ด

กลุ่มนับรบแวมไพร์ที่มีภารกิจต้องต่อสู้กับศัตรูของเผ่าพันธุ์ ความสนุกของเรื่องราวชุดนี้นอกจากความเหมือนที่ปฏิเสธไม่ได้กับชุดดาร์ค ฮันเตอร์ก็คือ วิธีการนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ ความเป็นไปในเรื่องผูกพันเกี่ยวข้องกัน (เราคิดว่านี่เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง เพราะว่าหนังสือชุดเครซี่ก็ใช้มุขนี้เช่นกัน) ตัวละครมีความน่าสนใจ แต่ที่เราคิดว่าเด่นกว่าชุดอื่นก็คือ ตัวละครแต่ละตัวมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญ แต่ละคนมีปมที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้แต่ละเล่มในชุดมีความไม่เหมือนกันอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญก็คือ เรามีความรู้สึกว่าคนแต่งให้ความสนใจกับตัวละครหลักในแต่ละเล่มเป็นอันดับ แรก ดังนั้นจึงไม่มีเหตุการณ์ขโมยซีนให้เห็นดั่งที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ชุด

2. Immortals after dark ของเครสลีย์ โคล

ชุดนี้มาแรงแซงทางโค้ง คงเพราะเพิ่งอ่านจบไปสด ๆ หนึ่งเล่ม จุดเด่นของชุดนี้ก็คือ แวมไพร์ไม่ได้ครองเมืองเหมือนชุดอื่น ๆ ตัวละครในเรื่องมีความหลายหลายทางพันธุกรรม จริงอยู่ในสามเล่มแรก แวมไพร์เป็นตัวเอก แต่ในเล่มที่สี่ที่จะออกขายปีหน้าพระเอกเป็นหมาป่า ในขณะที่นางเอกเป็นแม่มด เห็นได้ชัดว่าเครสลีย์พยายามฉีกตัวเองจากรูปแบบจำเจ สร้างความแปลกใหม่ อีกจุดนึงที่แม็กซ์ชอบในชุดนี้ก็คือ ความทันสมัยของตัวละคร พวกเค้าอาจอยู่กันมาเป็นพันปี แต่ไม่จำเป็นต้องเอาความโบราณไดโนเสาร์เข้ามาเป็นหลักการในการใช้ชีวิต เราชอบคอนเซ็ปต์การ "บลัด" ของแวมไพร์ เซ็กซี่และน่าสนใจดี

อีกอย่างที่เราชอบก็คือ ชุดนี้เหตุการณ์ในแต่ละเล่มไม่ได้เกิดขึ้นเรียงกัน แต่จะซ้อนทับกันอยู่ ซึ่งเราคิดว่าทำให้เรื่องมีความน่าติดตามอ่านมากขึ้น

3.Argeneau ของลินเซย์ แซนด์

แวมไพร์แนวโหดมาแล้วหลายชุด ก็มาถึงเรื่องนี้แวมไพร์แนวขำ ที่เขียนได้มีรสนิยม แวมไพร์ชุดแรก ๆ ที่กล้าแหวกแนวที่ว่า แวมไพร์ต้องมาดเข้ม ต้องทุกข์ทรมาน แวมไพร์ของลินเซย์มีความสุขกับการดำรงชีวิต ใครจะไม่มีเล่า ถ้าคุณสามารถมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะ ถ้าคุณเบื่อเรื่องในรูปแบบเดิม อยากเปลี่ยนไปอ่านเรื่องสนุกผ่อนคลายแม็กซ์แนะนำชุดนี้ค่ะ แม้ว่าระยะหลังจะมีงานแนวคล้ายคลึงกันนี้ออกมาเยอะ แต่เราก็คิดว่าชุดนี้แหละเด็ดสุดแล้ว

4. Hunters ของไชโลท์ วอร์คเกอร์

เหตุผลที่ชุดนี้ขึ้นมาติดถึงอันดับสี่มีเพียงคำเดียวสั้น ๆ "มาลาไค" ตัวละครที่มีเสน่ห์ดึงดูดเราได้มากกว่าใครในยามนี้ ฮันเตอร์ไม่ใช่หนังสือสำหรับคนขวัญอ่อน เพราะต้นตอของชุดนี้เติบโตมาจากสำนักพิมพ์อีลอร่าส เคฟ เรื่องแนวอีโรติก สำหรับแม็กซ์แล้วเรื่องชุดนี้เวิร์คในขณะที่ชุดออกัสของลอร่า ลีย์ไม่เวิร์ค (คนที่อ่านชุดนั้นคงพอเข้าใจความหมายของแม็กซ์ ส่วนคนที่ไม่ได้อ่าน ก็ขอแนะนำว่าอย่าอ่านชุดไหนเลย เพราะเดี๋ยวจะเสียเด็ก)

มาลาไคเป็นแวมไพร์เก่าแก่ที่มีชีวิตมานาน ไม่มีใครรู้ถึงพลังอำนาจของเขา (คุ้น ๆ ไหมว่าเหมือนแอชจากดาร์คฮันเตอร์เลย แต่ก็ไม่ได้ลอกกันหรอกนะคะ เพราะชุดนี้ก็เก่าแก่พอกัน) ที่น่าสนใจก็คือเขาเจอคนที่จะเป็นคู่ชีวิตของเขาแล้วตั้งแต่เล่ม 4 ในชุด แต่นี่ผ่านมาจะเล่ม 10 แล้ว มาลาไคก็ยังไม่แฮ็ปปี้เอนดิ้งเสียที

เรื่องของเขาจะออกขายปีหน้าเดือนสี่ หลังจากนั้นเชื่อได้เลยว่าความนิยมในชุดนี้ของแม็กซ์คงลดลง แต่ก่อนจะถึงวันนั้น แม็กซ์ยกอันดับสี่ให้ค่ะ

5. Texas Vampire ของไดแอน ไวท์ไซด์

ชุดนี้เพิ่งออกมาสองเล่ม แต่เป็นเรื่องราวของตัวละครเต็ม ๆ เพียงตัวเดียว คนที่ติดตามอ่านบลอกของแม็กซ์มาคงพอจำได้ เรื่องชุดนี้ยังไม่ลงตัวหรืออยู่ในระดับสุดยอด แต่มีความน่าจะเป็นที่จะเป็นชุดที่ดีได้ แม็กซ์เป็นนักอ่านที่ซื้อความน่าจะเป็นมากกว่าสิ่งที่เป็นไปแล้ว ดังนั้นชุดนี้จะมีเสน่ห์อย่างมากต่อแม็กซ์

6. Megeverse ของแองเจล่า ไนท์

ชุดนี้ขึ้นลงอยู่ในอันดับความชอบของแม็กซ์ ถ้าถามแม็กซ์ก่อนที่จะได้อ่านเรื่อง Master of dragons แม็กซ์คงจัดให้อยู่ในอันดับสิบกว่า เพราะไม่ชอบเรื่อง Master of wolves อย่างมาก แต่เพราะเรื่องดราก้อนดีขึ้นมาก ทำให้ราคาหุ้นของหนังสือชุดนี้พุ่งขึ้นมาอีกรอบ

แวมไพร์ชุดนี้ถูกโยงเข้าไปผูกกับตำนานกษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งถ้าเราไม่หวังมากจนเกินไปนัก เราหวังจะได้อ่านเรื่องราวของมอร์แกนน่า ตัวละครที่ถูกจับให้รับบทบาทนังตัวร้ายในตำนานอัศวินโต๊ะกลม คนที่แม็กซ์ชื่นชอบมาตลอด แม็กซ์ชอบมอร์แกนน่า (ที่มีเหตุผลครบถ้วนในการเกลียดอาเธอร์๗ แต่เกลียดกินนีเวียร์ (นังผู้หญิงหลายใจ) ดังนั้นเรื่องชุดนี้ที่แต่งให้มอร์แกนน่าเป็นตัวละครในฝ่ายดีจึงเป็นเหตุผล ใหญ่ที่เราชอบ

7. Prime ของซูซาน ไซซ์มอร์

หนังสือชุดที่ต้องใช้หลายเล่มกว่าจะเข้ามาอยู่ในอันดับของแม็กซ์ แต่ตอนนี้เรายอมรับชุดนี้เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือชุดแวมไพร์สะท้านโลก ที่พลาดไม่ได้

โดยเฉพาะตอนของโลรองค์ แวมไพร์ที่เป็นคนนอกมาตลอดชีวิต กับโอกาสที่เขาได้รับให้เข้าร่วมกลุ่ม

แวมไพรในชุดนี้คอยคุ้มครองมนุษย์ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับกลุ่มที่พยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกเขา ยิ่งอ่านยิ่งชอบชุดนี้มากขึ้นค่ะ

8. Upry ของเอ็มม่า โฮลี่

หลังจากเรื่องของลูเซียสแล้ว ความนิยมในชุดนี้ของเราก็เริ่มถดถอย เพราะไม่มีตัวละครที่เราคิดว่าน่าสนใจเหลืออยู่ในชุดอีกแล้ว แต่ความสนุกในอดีตของชุดนี้ก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของบาสเตียนที่เราหวังและหวังให้มันเป็นเรื่องยาว (แทนที่จะเป็นเรื่องสั้นอย่างที่มันถูกเขียนออกมา)

9. Wings in the night ของแม็กกี้ เชน

ช่วงเวลารำลึกอดีต หนังสือแวมไพร์ชุดบุกเบิกที่แม็กกี้กล้าเขียนในยามที่นักเขียนคนอื่นไม่กล้า เขียนถึงผีดูดเลือดให้เป็นพระเอก แม็กกี้กล้าและสร้างความแตกต่าง หนังสือชุดนี้ในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป แต่ความสนุกเทียบไม่ได้กับยุคแรก ๆ ของชุด (ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ เมื่อคิดว่าเธอเขียนชุดนี้มานานแค่ไหนแล้ว)

แต่แม็กซ์ยังขอจัดให้ชุดนี้อยู่ในอันดับ อย่างน้อยก็เป็นการคิดถึงเจมิสันและแองเจลิก้าที่ตอนนี้กลายเป็นคุณปู่ไปแล้ว

10. Dark Hunter ของ เชอริลีน เคนย่อน

หลายคนถามถึงหนังสือชุดสุดโปรดของเขาว่าทำไมแม็กซ์ถึงไม่พูดถึงชุดสุดฮ๊อตของพวกเขาเสียที

แม็กซ์ยังจัดชุดนี้ให้อยู่ในอันดับค่ะ แต่ต่ำสักหน่อย เพราะความกระตือรือร้นที่แม็กซ์มีต่อชุดนี้มันสาละวันเตี้ยลงทุกวันทุกวัน แม็กซ์เบื่อแอชที่เก๊กจนน่ารำคาญ (ผู้ชายอะไรไม่มีปัญญาจะแก้ปัญหาในชีวิตตัวเอง) เบื่อนิคที่ตัวเหมือนเด็กอนุบาล (ขอโทษเด็กอนุบาลด้วยที่เอาไปเปรียบเทียบกับคนพรรณนี้) ความรู้สึกหลังจากได้อ่านเรื่อง Dark side of the moon ก็คือโคตรชอบตัวร้ายเลย เท่ห์เป็นบ้า ในขณะที่เหล่าดาร์คฮันเตอร์ไร้น้ำยา

ถ้ายังไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (โดยเฉพาะถ้านางเอกของแอชไม่ใช่คนที่ขึ้นต้นด้วยตัวเอ และลงท้ายด้วยตัวเอส) คงได้เวลาบอกศาลากะชุดนี้ค่ะ

11. Darkryn ของลินน์ วีลท์

ชุดนี้ติดอันดับเพราะเล่มสาม (และเป็นเล่มล่าสุดของชุดตอนนี้) เราชอบพระเอกที่ถูกมองว่าเป็นตัวร้าย (และลงท้ายเป็นคนที่อาจจะดีที่สุดในเรื่อง) ลูแคนเข้าสเป๊กนั้นของเราทุกอย่าง น่าเสียดายที่นอกจากลูแคนแล้วไม่มีใครในเรื่องที่เด่นพอจะเรียกความสนใจเรา ได้เลย ขนาดว่าเล่มสามจบเรื่องแบบค้างคาให้ติดตามอ่านต่อ แม็กซ์ก็ไม่เกิดอารมณ์ร่วมไปแต่อย่างใด แต่ที่ขอให้เรื่องนี้ติดอันดับก็เพื่อเป็นการให้เกียรติกับเรื่อง Dark Need หนังสือที่เราคิดว่าเขียนดีที่สุดเล่มนึงในปีนี้ค่ะ

มีแค่สิบเอ็ดอันดับค่ะ อันที่จริงมีรายชื่อเหลืออีกนะคะ แต่คิดว่าถ้าเขียนต่อคงไม่ใช่การพรรณาความดีของชุดแล้วล่ะค่ะ อาจเป็นการสับเละแทนซึ่งผิดจุดประสงค์การเขียนบลอกวันนี้ เอาไว้วันดีอาเพศก่อนนะคะ แล้วจะมาเขียนด่าให้ฟัง ดังนั้นสรุปเอาเองแล้วกันว่าชุดแวมไพร์สุดฮิตที่เหลือที่แม็กซ์ไม่ได้กล่าว ถึง อยู่ในประเภทไหน ระหว่าง ด่าจนไม่อยากเขียน หรือว่าแม็กซ์ยังไม่ได้อ่าน

ส่วนคำถามยอดฮิต (สำหรับบางคน) เรื่องชุดไหนมีใครแปลแล้วบ้าง ตอบสั้นง่ายได้ใจความดังนี้

ชุด 1 กะ 10 มีคนซื้อลิขสิทธิ์แล้ว ชุด 1 กำลังจะออกเล่มแรก ชุด 10 ออกไปเยอะแล้ว

ชุด 3 มีคนแอบอ้างว่าซื้อลิขสิทธิ์และทำออกมาแล้วหนึ่งเล่ม แต่ไม่ได้ซื้อแถมเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามตัวละครซะเละทะ แถมยังแปลไปตัดไปอีกต่างหาก

ชุด 7, 8, 9 มีคนทำแล้วในรูปแบบสร้างสรรคือเปลี่ยนชื่อจนแต่ละเล่มต้องใช้ความพยายามพอสมควรในการอ่านให้รู้เรื่อง

ส่วนที่เหลือยังไม่มีสำนักพิมพ์ไหนตาถึง (เท่าแม็กซ์) ก็เลยยังไม่มีใครทำออกมาค่ะ

สรุปอ่านอังกฤษกันเหอะ แม็กซ์ชวนให้กระแดะ

Rough and Ready // Sandra Hill

วันนี้แม็กซ์ฟิตจัด (ไม่ใช่หรอก แต่เพราะอุตส่าห์อ่านได้หลายเล่มก็ขอเขียนความรู้สึกหน่อยแล้วกัน) ช่วงนี้โชคดี (หรือว่าอารมณ์ดีก็ไม่รู้) หยิบอะไรมาอ่านก็หนุกทุกเล่ม เล่มนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

หนังสือเล่มหกในชุดไวกิ้ง (พักนี้เป็นอะไรอ่านแต่หนังสือชุด) หนังสือชุดที่ฮาแตกที่สุดที่แม็กซ์มีบุญได้อ่าน

คำเตือน: โปรดอย่าคิดมาก หรือหาเหตุผลอะไรในการอ่านหนังสือชุดนี้ เพราะมันบ่อมี อ่านเอาฮาอย่างเดียว

เรื่องนี้แซนดร้า ฮิลล์เล่นมุขที่แตกต่างออกไป แม็กซ์คิดว่าเล่มนี้มีแนวเรื่องคล้ายคลึงกับหนังสือยุคโบราณเพียว ๆ ของเธอมากกว่าชุดข้ามเวลา เพราะทอโรฟพระเอกรู้ดีว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร เขาเป็นคนในอดีตที่เคยข้ามเวลาไปแล้ว เขารู้จักวัฒนธรรม รู้จักภาษา ดังนั้นจึงไม่มีมุขที่เราเห็นจนชินตา แต่งานของแซนดร้าก็ไม่เคยด้อยไปด้วยอารมณ์ขัน เพราะคราวนี้ทอโรฟไม่ได้มาอดีตเพียงคนเดียว เขาควงเพื่อนพ้องหน่วยซีลตามไปด้วยอีก 4 คน เรื่องฮาจึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

ภารกิจของทอโรฟคือการกำจัดศัตรูของโลก (เรียกตามที่ตาบุชใช้) นั่นก็คือการกำจัดผู้ก่อการร้าย (ในยุคอดีต) ภารกิจที่ทำให้หลงเวลากลับมาในอดีต สู่สถานกึ่งนางชี (เพราะไม่มีใครเป็นชี แต่มีแต่ผู้หญิง) และทำการฝึกฝนการรบ

ภารกิจสำเร็จ และพวกหน่วยซีลสุดเท่ห์ก็เดินทางกลับอนาคตด้วย อ้าวพระเอกทิ้งนางเอกเหรอแน่นอนว่าไม่ใช่ เพราะฮิลด้าติดกลับมาด้วย และในอนาตตเธอก็ได้พบกับความบ้าตามภาษาคนสมัยใหม่ นักล่าเอเลียน

เราชอบงานของแซนดร้า ฮิลล์ เรื่องนี้ก็ยังชอบ ยกเว้นจุดเล็ก ๆ สองจุด ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทอโรฟตัดใจเดินทางกลับมาอนาคตได้แสนง่าย (ไม่เสียดายนางเอกบ้างหรือไง) และตอนจบที่เขายื่นคำขาดกับฮิลด้าให้เธออยู่กับเขาต่อในอนาคต โดยไม่พูดสักคำว่าถ้าเธอเลือกเป็นอย่างอื่นก็จะตามเธอไปในอดีต แต่ก็ผู้ชายล่ะนะ

จะไปหวังอะไรได้มาก

ป.ล. ตอนนี้จะแนบชื่ออังกฤษติดกะชื่อบลอกไปด้วยค่ะ เพราะมีคนบอกว่า ตอนหาอ่านคำวิจารณ์ หายากมาก เพราะไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน

Harmony's Way // Lora Leigh

เพิ่งอ่าน "หนทางของฮาร์โมนี่" ของโลล่า ลีย์จบไปค่ะ หนังสือที่ร้อนแรงจนมือแทบไหม้ เปิดฉากมาได้ไม่กี่หน้าพระเอกกะนางเอกก็กระโจนเข้าใจกันอย่างรวดเร็ว

ถ้าเทียบระดับคุณภาพแล้วถือว่าเหนือกว่าหนังสือ 22 รอบอันลือเลื่องของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งแน่ แม้ว่าในด้านปริมาณจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

เรื่องนี้แม็กซ์ชอบมากกว่า "ร่องรอยของเมแกน" อันเป็นเล่มแรกที่โลล่าเขียนให้กับเบิร์คเลย์ เพราะเล่มนี้มีความแปลกใหม่ ไม่ได้ใช้พล็อตซ้ำซากจำเจ

ฮาร์โมนี่นางเอกเป็นตัวละครที่น่าสนใจ และผิดไปจากที่คาดไว้เยอะเธอเป็นมนุษย์กลายพันธุ์อดีตมือสังหารเอกของ องค์การที่ต่อมาเธอทำลายทิ้ง ตลอดชีวิตเธอไม่รู้จักความอ่อนโยน แต่เธอมีด้านที่เปราะบาง

ส่วนพระเอกแม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับสูตรสำเร็จพระเอกของโลล่า เป็นชายเหนือชาย พลังมีไม่สิ้นสุด (ในด้านที่คิดกันอยู่นั่นแหละ) แต่แลนซ์ก็เป็นคนที่เหมาะสมกับฮาร์โมนี่ เป็นคนที่ทำให้เธอเปิดเผยความอ่อนแอของตัวเองออกมา

ฟังดูแล้วหนังสือเรื่องนี้น่าจะสนุกมาก พระเอกนางเอกที่ถูกผูกพันกันไว้ด้วยบ่วงทางเพศ อันเป็นสัญชาตญาณที่ถูกแต่งเสริมเข้าไปในดีเอ็นเอของนางเอก ฉากเซ็กส์ที่ร้อนแรงจนขนาดที่แม็กซ์ต้องหยุดพักการอ่านไปหลายวัน เพราะมันเยอะไปหน่อย หัวใจเต้นแรงมากมันบ่ดีต่อสุขภาพค่ะ

แต่องค์ประกอบของเรื่องกลับเบี่ยงเบนความสนใจเราไปจากเรื่อง เราชอบพล็อตเรื่องที่แต่งให้มีตัวละครรองที่น่าสนใจ เริ่มตั้งแต่โจนาสพี่ชายต่างพ่อของนางเอกที่ร้ายเสียจนแม็กซ์ช้อบชอบ ดูแล้วมีอนาคตเป็นพระเอกมั่กมาก แถมบทส่งท้ายยังส่งด้วยฉากเซ็กส์ของเขากับตัวละครอีกตัว เพราะโชว์ความสามารถทางด้านนั้นอีกต่างหาก น่าสนใจสุดสุด

แล้วยังเดนตัวละครลึกลับที่มักโผล่มาช่วยฮาร์โมนี่ทุกครั้งที่เธอตกอยู่ ในอันตรายอีก ชาติกำเนิดอันเป็นปริศนาของเขาช่างน่าค้นหา และดูเหมือนว่าการปะทะกันระหว่างเดนและโจนาสคงจะต่อเนื่องไปยังเล่มอื่นใน ชุดแน่นอน

ตัวละครเหล่านี้ขโมยซีน และโดดเด่นเกินหน้าพระเอกนางเอก แม็กซ์อ่านไปด้วยความรู้สึกว่าอยากอ่านเรื่องราวของตัวละครเหล่านั้น ไม่สนใจความเป็นไปของพระนางเท่าไหร

แล้วจะวัดได้ไหมว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือสนุกน่าอ่าน ในเมื่อเราอ่านข้ามฉากพระเอกนางเอก แล้วไปรอคอยการปรากฏตัวของตัวละครรอง

ข่าวร้ายก็คือ หลังจากอ่านจบและกรี๊ดสลบไปกับบรรดาตัวละครรองแล้ว แม็กซ์ก็หาข้อมูลเลยเจอว่า เรื่องที่ออกต่อจากชุดนี้ของโลล่า แม้จะเป็นชุดบรีด (หมายถือมนุษย์ที่ถูกตัดต่อดีเอ็นเอ) เช่นกัน แต่ไม่ใช่เรื่องในชุด ไลอ่อนบรีด (ถูกแล้วตัวละครที่กล่าวมามีดีเอ็นเอของสิงโตผสมค่ะ) แต่กลับไปเป็นชุดเฟไลน์บรีดแทน นั่นคงเพราะโลล่าเขียนเรื่องในชุดนั้นมาแล้วบ้างบางส่วน กว่าจะย้อนกลับไปไลอ่อนบรีดก็เป็นปี 2008 โน่นแน่ะ

หนูอยากอ่านเรื่องของโจนาสอ่ะ