Showing posts with label Lora Leigh. Show all posts
Showing posts with label Lora Leigh. Show all posts

Friday, February 13, 2009

Harmony's Way // Lora Leigh

เพิ่งอ่าน "หนทางของฮาร์โมนี่" ของโลล่า ลีย์จบไปค่ะ หนังสือที่ร้อนแรงจนมือแทบไหม้ เปิดฉากมาได้ไม่กี่หน้าพระเอกกะนางเอกก็กระโจนเข้าใจกันอย่างรวดเร็ว

ถ้าเทียบระดับคุณภาพแล้วถือว่าเหนือกว่าหนังสือ 22 รอบอันลือเลื่องของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งแน่ แม้ว่าในด้านปริมาณจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

เรื่องนี้แม็กซ์ชอบมากกว่า "ร่องรอยของเมแกน" อันเป็นเล่มแรกที่โลล่าเขียนให้กับเบิร์คเลย์ เพราะเล่มนี้มีความแปลกใหม่ ไม่ได้ใช้พล็อตซ้ำซากจำเจ

ฮาร์โมนี่นางเอกเป็นตัวละครที่น่าสนใจ และผิดไปจากที่คาดไว้เยอะเธอเป็นมนุษย์กลายพันธุ์อดีตมือสังหารเอกของ องค์การที่ต่อมาเธอทำลายทิ้ง ตลอดชีวิตเธอไม่รู้จักความอ่อนโยน แต่เธอมีด้านที่เปราะบาง

ส่วนพระเอกแม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับสูตรสำเร็จพระเอกของโลล่า เป็นชายเหนือชาย พลังมีไม่สิ้นสุด (ในด้านที่คิดกันอยู่นั่นแหละ) แต่แลนซ์ก็เป็นคนที่เหมาะสมกับฮาร์โมนี่ เป็นคนที่ทำให้เธอเปิดเผยความอ่อนแอของตัวเองออกมา

ฟังดูแล้วหนังสือเรื่องนี้น่าจะสนุกมาก พระเอกนางเอกที่ถูกผูกพันกันไว้ด้วยบ่วงทางเพศ อันเป็นสัญชาตญาณที่ถูกแต่งเสริมเข้าไปในดีเอ็นเอของนางเอก ฉากเซ็กส์ที่ร้อนแรงจนขนาดที่แม็กซ์ต้องหยุดพักการอ่านไปหลายวัน เพราะมันเยอะไปหน่อย หัวใจเต้นแรงมากมันบ่ดีต่อสุขภาพค่ะ

แต่องค์ประกอบของเรื่องกลับเบี่ยงเบนความสนใจเราไปจากเรื่อง เราชอบพล็อตเรื่องที่แต่งให้มีตัวละครรองที่น่าสนใจ เริ่มตั้งแต่โจนาสพี่ชายต่างพ่อของนางเอกที่ร้ายเสียจนแม็กซ์ช้อบชอบ ดูแล้วมีอนาคตเป็นพระเอกมั่กมาก แถมบทส่งท้ายยังส่งด้วยฉากเซ็กส์ของเขากับตัวละครอีกตัว เพราะโชว์ความสามารถทางด้านนั้นอีกต่างหาก น่าสนใจสุดสุด

แล้วยังเดนตัวละครลึกลับที่มักโผล่มาช่วยฮาร์โมนี่ทุกครั้งที่เธอตกอยู่ ในอันตรายอีก ชาติกำเนิดอันเป็นปริศนาของเขาช่างน่าค้นหา และดูเหมือนว่าการปะทะกันระหว่างเดนและโจนาสคงจะต่อเนื่องไปยังเล่มอื่นใน ชุดแน่นอน

ตัวละครเหล่านี้ขโมยซีน และโดดเด่นเกินหน้าพระเอกนางเอก แม็กซ์อ่านไปด้วยความรู้สึกว่าอยากอ่านเรื่องราวของตัวละครเหล่านั้น ไม่สนใจความเป็นไปของพระนางเท่าไหร

แล้วจะวัดได้ไหมว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือสนุกน่าอ่าน ในเมื่อเราอ่านข้ามฉากพระเอกนางเอก แล้วไปรอคอยการปรากฏตัวของตัวละครรอง

ข่าวร้ายก็คือ หลังจากอ่านจบและกรี๊ดสลบไปกับบรรดาตัวละครรองแล้ว แม็กซ์ก็หาข้อมูลเลยเจอว่า เรื่องที่ออกต่อจากชุดนี้ของโลล่า แม้จะเป็นชุดบรีด (หมายถือมนุษย์ที่ถูกตัดต่อดีเอ็นเอ) เช่นกัน แต่ไม่ใช่เรื่องในชุด ไลอ่อนบรีด (ถูกแล้วตัวละครที่กล่าวมามีดีเอ็นเอของสิงโตผสมค่ะ) แต่กลับไปเป็นชุดเฟไลน์บรีดแทน นั่นคงเพราะโลล่าเขียนเรื่องในชุดนั้นมาแล้วบ้างบางส่วน กว่าจะย้อนกลับไปไลอ่อนบรีดก็เป็นปี 2008 โน่นแน่ะ

หนูอยากอ่านเรื่องของโจนาสอ่ะ

Tuesday, February 10, 2009

จับฉ่ายหนังสือ

ถือเป็นการเก็บตกหนังสือที่ได้อ่านในช่วงที่ผ่านมาแล้วกันค่ะ มีหลายเรื่องหลายแนว หนุกบ้างไม่หนุกบ้างปนกันไป

1. Bound by Marriage ของนรินี ซิงค์ นักเขียนชื่อคล้ายคนไทย แต่ต้องสงสัย (โดยแม็กซ์) ว่าจะเป็นคนที่มีเชื้อสายอินเดีย หนังสือที่อ่านอ่านไปต้องพลิกกลับมาดูหน้าปกอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ฮา ร์ลิควิน เพรสเซ่น เพราะพล็อตเรื่องมันเหมือนยังกะแกะ เรื่องราวที่นางเอกตกลงแต่งงานกับพระเอกเพื่อแลกกับการที่เขาจะช่วยเธอรักษา ไร่อันเป็นสมบัติสำคัญของตระกูลเอาไว้ได้ พระเอกที่ใจแข็งต่อความรัก และเย็นชา ยกเว้นในห้องนอน พล็อตอาจจะเหมือนนะคะ แต่แม็กซ์ชอบวิธีการเขียนและการดำเนินเรื่องของนักแต่งคนนี้ เน่าแต่มีเครื่องกรองอากาศค่ะ อากาศก็เลยบริสุทธิ์ เป็นหนังสือเล่มสั้นหนาเพียง 180 กว่าหน้า อ่านแป๊บเดียวจบค่ะ อ่านแล้วเลยทำให้ชอบงานของนักเขียนคนนี้ค่ะ แต่คิดแล้วอาจจะช้าไปสักหน่อย เพราะมีเพื่อนหลายคนรายงานมานานแล้วล่ะค่ะว่าคนนี้ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของวง การเลยทีเดียว

2. I'm in no moon for love ของราเชล กิ๊บสัน หนังสือที่แม็กซ์อาจจะชอบมากถ้าได้อ่านสักเมื่อห้าปีก่อน แต่ ณ เวลานี้ แม็กซ์เปลี๋ยนไป เกรดของเรื่องก็เลยอยู่แค่ในระดับกลางทั้งที่มีองค์ประกอบทุกอย่างครบที่จะ เป็นหนังสือที่ดีมากได้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะสูตรสำเร็จมากเกินไปรึเปล่า ก็เลยทำให้เกรดไม่สูงอย่างที่คิด จุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือการให้ความสนใจกับตัวพระเอกเป็นหลัก หนังสือโรแมนซ์ส่วนใหญ่จะเน้นที่นางเอก และทุกอย่างเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับนางเอก แต่เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่คนอ่านได้รู้จักพระเอกดีกว่านางเอกค่ะ เรื่องราวการค้นพบตัวเองของเซบาสเตียนนักข่าวชื่อดังที่เดินทางไปแล้วทั่ว โลก ที่สุดท้ายก็กลับมาบ้านเพื่อทำความรู้จักกับพ่อของตัวเองที่ห่างเหินกันไป นาน และในเวลาเดียวกันเขาก็ได้พบกับแคลร์ที่เคยเป็นเพื่อนในวัยเด็ก ซึ่งบัดนี้กลายมาเป็นนักเขียนนิยายโรแมนซ์ไปแล้ว แต่แคลร์ก็ยังไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเรื่องความรัก เธอเพิ่งเดินไปพบคู่หมั้นของเธอมีอะไรกะช่างซ่อมซึ่งเป็นผู้ชายอีกคน ไม่ต้องสงสัยว่าแคลร์ช็อคหนัก และในวันรุ่งขึ้นก็ตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่บนเตียงเดียวกับเซบาสเตียน หนังสืออาจเริ่มต้นด้วยพล็อตแนว One night stand แต่ความรักของเซบาสเตียนและแคลร์ต้องใช้เวลา ความรักที่พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ความรู้สึกผูกพักที่ลึกซึ้งมากขึ้น

3. Arousing Suspicion ของแมเรี่ยน สติลลิงค์ หนังสือที่ได้เกรดเอจากออลอะเบ้าท์โรแมนซ์ ซึ่งเป็นเว็บไซด์ชื่อดัง แต่ใครจะรู้บ้างว่าก่อนที่แมเรี่ยนจะกลายมาเป็นนักเขียน เธอเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์หนังสือที่ทำงานให้กับเว็บไซด์แห่งนั้น ดังนั้นคงไม่แปลกถ้าแม็กซ์จะบอกว่า ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหรหรอกนะกับเกรดที่เห็น แต่ส่วนตัวแม็กซ์ก็ขอบอกว่า มันไม่ใช่เอสำหรับแม็กซ์ ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ อยู่ในระดับทีอ่านได้ จนกระทั่งฉากที่นางเอกไปเผชิญหน้ากะสามีเก่าแล้วโดนข่มขู่ นางเอกไม่มีความเข้มแข็งอะไรแม้แต่อ่าน ทำให้การอ่านนับจากนักดิ่งลงเหว หนังสือแนวสืบสวนที่นางเอกเป็นนักทำนายความฝันซึ่งเข้าไปพัวพันกับการ ฆาตกรรมหลายศพ ที่เธอตกเป็นเป้าหมายของฆาตกรโหดนั้น ตัวจริงของฆาตกรเมื่อเฉลยไม่เป็นที่น่าแปลกใจด้วยซ้ำ ปริศนาไม่ลึกลับหรือต้องคาดเดาอะไร จะมีที่น่าสนใจอยู่บ้างก็คงเป็นอีธานพี่ชายของพระเอกที่ปรากฎตัวในฐานะเจ้า ของบริษัทนักสืบเอกชนชื่อดังและร่ำรวย พร้อมด้วยอดีตอันลึกลับ

4. Dangerous Games ของโลร่า ลีย์ เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์คาดหวังไว้ไม่น้อย ก็พระเอกเป็นทหารหน่วยซีล หนังสือจากปลายปากกาของนักเขียนที่การันตีความฮ็อต พล็อตเรื่องแนวโรแมนติกสืบสวน คนอ่านจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก แต่สรุปว่า ต้องการอีกเยอะค่ะ เพราะนอกจากเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์แล้ว แทบจะไม่มีอะไรเลย อ่านแล้วอึ้งในความมั่วของคนแต่ง ที่อยู่ดีดีก็เอาทหารหน่วยซีลไปทำงานให้กับหน่วยปราบปราบยาเสพติด ทำยังกะว่าจะร่วมมือกันได้ง่าย ๆ แล้วยังเรื่องบังเอิญสารพัดที่เกิดในเรื่องนั่นอีก เริ่มตั้งแต่เจ้านายนางเอกติดต่อให้พระเอกเข้าไปร่วมกลุ่มทำงาน เมื่อพระเอกปฏิเสธโอกาสจึงมาถึงนางเอกซึ่งบังเอิญเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิท ที่สุดของพระเอก และที่น่าเกลียดต่อก็คือ เมื่อพระเอกรู้ว่านางเอกซึ่งเป็นตำรวจ เป็นตำรวจนะ มาทำงานเสี่ยงอันตรายก็ไปสั่งให้เจ้านายนางเอกดึงตัวนางเอกออกจากคดี แล้วตัวพระเอกจะเข้าไปทำแทน ซึ่งเจ้านายนางเอกก็ตกลง มันอะไรกันวะ โคตรมั่วเลย เรื่องราวความมั่ว (เพราะไม่หาข้อมูล) ก็ดำเนินต่อไป เมื่อแม้จะรู้ว่าคนร้ายรู้แล้วว่านางเอกเป็นสายตำรวจปลอมตัวไป ก็ยังไม่คิดจะเอาตัวนางเอกออกไปคุ้มกัน ยังปล่อยให้ปลอมตัว (ที่ทุกคนรู้แล้วว่านางเอกเป็นตำรวจ) โดยคิดเอาเองว่าผู้ร้ายจะต้องหาทางแก้แค้นนางเอกเป็นแน่ ซึ่งนี่ไม่ใช่พฤติกรรมปกติของผู้ร้ายที่หวังจะประสบความสำเร็จในอาชีพหรอกนะ แต่เนื่องจากเป็นพระเอกก็แน่นอนย่อมคาดการณ์ถูก ทั้งที่โอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างนั้นแทบจะเป็นศูนย์ สรุปว่าเรื่องนี้นอกจากเซ็กซ์แล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย (แต่แค่นั้นก็มากเกินพอสำหรับหลายคนแล้วล่ะ)

5. Mistress of Redemption ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์ เลือกเล่มนี้มาอ่านเพราะโฆษณาตั้งแต่ต้นว่าพระเอกเล่มนี้เป็นผู้ร้ายชนิดที่ ร้ายมาก ๆ ในเล่มอื่น ร้ายขนาดที่คนแต่งเองยังไม่คิดว่าจะทำให้เขากลับมาเป็นพระเอกได้ และเมื่ออ่านจบก็ขอบอกว่าพฤติกรรมในอดีตของพระเอกรายนี้ร้ายสมราคมค่ะ ร้ายกว่าที่คิดเยอะมาก ร้ายจนขนาดที่ถ้ารู้มาก่อนล่วงหน้า แม็กซ์ก็คงเลือกจะไม่อ่านเล่มนี้ (แต่กว่าจะรู้ก็เกือบจบเรื่องแล้วแหละ) แต่อาจเพราะเนื้อเรื่อง พอถึงจุดความเลวที่แม็กซ์คิดว่าตัวเองไม่น่าจะยอมรับได้ แม็กซ์กลับปล่อยวางมันและอ่านต่อจนจบเรื่อง หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับทุกคน และแม็กซ์ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเหมาะกับใครหรือเปล่า ทั้งพระเอกและนางเอกในเรื่องไม่ใช่มนุษย์ชนิดที่คุณอยากจะพบเจอในชีวิต แต่เรื่องราวของพวกเขาก็คงความน่าสนใจ จุดที่แม็กซ์ไม่ชอบและคิดว่าเป็นข้อด้อยที่สุดของเรื่องก็คือการเลือกทำให้ เรื่องนี้กลายเป็นแนวพารานอมอลไป การเอานรกเข้ามามีบทบาทในเรื่องอาจเป็นทางออกที่ดีในการไถ่บาปให้ตัวเอก แต่มันกลับมาเป็นหาทางออกที่ด้อยด้วยปัญญาไปสักหน่อย แม็กซ์ชอบเรื่องราวที่ตัวละครเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองด้วยปัญญาของ ตนมากกว่า อาจเป็นเพราะความคิดพื้นฐานของแม็กซ์ที่เป็นศาสนาพุทธที่คิดว่าทุกอย่าง บรรลุได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่การไถ่บาปกับพระเจ้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ผิดหวังค่ะ และแม็กซ์ก็รับเอาโจอี้เข้าเป็นหนึ่งในนักเขียนที่น่าติดตาม และทำให้หนังสือที่กำลังจะออกใหม่ของเธอกลางปีนี้เรื่อง The Vampire Queen's Servant ดูน่าสนใจขึ้นมาอย่างมาก

Saturday, February 7, 2009

Tanner's Scheme // Lora Leigh

เนื่องจากช่วงหลายวันมานี้ยุ่งจนหัวฟู ก็เลยอ่านหนังสืออะไรไม่จบสักกะเล่ม วันนี้ก็เลยถือโอกาสเอาเล่มที่อ่านจบไปนานแล้วหลายเดือนมารีวิวให้ฟังกันค่ะ นี่ก็ยังงงอยู่นะว่า หนังสือก็สนุก แต่ไหงเราไม่เคยรีวิวเล่มนี้สักกะครั้งเลย

แปลกจัง

TS เป็นหนึ่งในชุดบรีดของโลล่า ลีย์อันเลื่องลือ แต่สำหรับแม็กซ์นะ ถือว่าเล่มนี้อยู่ในข่ายที่เรียกได้ว่า "ระดับดี" ของชุด หลังจากผิดหวังไปกับสองเล่มแรกในชุดที่ออกกะเบิร์คเลย์พอสมควร (เพื่อความเข้าใจ แม็กซ์ของปูพื้นของเรื่องชุดนี้นิดนึงก่อนแล้วกัน หนังสือชุดนี้แรกเริ่มเลยออกกะสนพ.อีลอร่า ส เคฟ แต่ตอนหลังเจ๊โลล่าได้ดี ก็เลยเอางานชุดนี้ไปขายให้กะสนพ.หญ่ายอย่างเบิร์คเลย์ แล้วก็ตีจากอีลอร่าไป ทำให้เรื่องชุดนี้มีอยู่หลายเล่มเหมือนกันที่ออกกะอีลอร่า แต่ที่มาออกกะเบิร์คเลย์ ก็มีเล่มนี้แหละที่เป็นเล่มขนาดยาวเล่มที่สาม)

คนที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนว่าเหล่าบรีดคืออะไรก็คงจะงงชีวิตชอบกล แต่มันก็คงไม่ถึงกับทำให้ชีวิตยุ่งยากบัดซบหรอกนะคะ อธิบายง่าย ๆ ก็คงบอกว่า เหล่าบรีดคือบรรดาเด็กหลอดแก้วที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมเอายีนของสัตว์หลายชนิด ผสมเข้าไป ทำให้พวกนี้กลายเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ อายุยืน มีความว่องไว และเอาสัญชาตญาณของสัตว์หลายอย่างมาใช้

แทนเนอร์เป็นพันธุ์เสือเบงกอลหนึ่งในไม่กี่คนที่รอดชีวิตจากการสังหารหมู่มา ได้ เขาเป็นหน้าตาของเหล่าบรีดต่อโลกภายนอก ด้วยหน้าตาที่หล่อเหล่า สติปัญญาสูง และความใจเย็นในการรับมือกับสื่อมวลชน เขาเป็นตัวอย่างที่แสดงให้มนุษย์ธรรมดาเชื่อว่า เหล่าบรีดไม่มีอะไรน่ากลัว และเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกคนอื่น

แต่แท้จริงแล้วแทนเนอร์ก็ไม่แตกต่างจากบรีดคนอื่น ๆ ที่สัญชาตญาณของสัตว์ยังเต็มเปี่ยมอยู่ในกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวข้องกับสกรีม

อันนี้แม็กซ์เดาเอาเองนะคะ หนังสือเล่มนี้อันที่จริงควรจะเกิดในช่วงเวลาที่เร็วว่าเวลาในเล่มนี้สิบปี เพราะตอนแรกเห็นว่าคนแต่งตั้งใจจะแต่งเล่มนี้ต่อกับชุดเฟลีน บรีดเลย ซึ่งนั่นหมายความว่าตอนนั้นสกรีมจะอายุแค่ยี่สิบปี เป็นสาวน้อยใส จิ้น น่ารัก ที่ต้องตกเป็นตัวประกันกับแทนเนอร์ที่จับตัวเธอเพื่อต่อรองกับพ่อผู้เป็น ศัตรูต่อกลุ่มบรีด

แต่การที่ลอร่าขายชุดเฟลีน บรีดให้กับเบิร์คเลย์ได้ ทำให้เธอต้องยืดเวลาการพบกันระหว่างแทนเนอร์และสกรีมออกไปอีกเกือบสิบปี เพราะเธอดันมาเขียน Megan's Mark หลังจากเหตุการณ์ใน Tempting the beast ถึงสิบปี ดังนั้นความรักระหว่างสกรีมและแทนเนอร์จึงต้องรอไปก่อน (ใครอ่านตรงนี้ไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องสนใจมากหรอกนะคะ เพราะการจะเข้าใจได้ คุณต้องอ่านหนังสือชุดนี้ของโลล่าทั้งชุดแล้วถึงจะเก็ตค่ะ หรือถ้าจะทำความเข้าใจง่าย ก็ลองตามไปอ่านที่ลอร่าเขียนอธิบายไว้ในนี้แล้วกัน http://www.loraleigh.com/chronology/)

ทว่านั่นเป็นข้อดีที่สุดที่โลล่าทำให้นางเอกของเธอ เพราะทำให้สกรีมเป็นนางเอกที่น่าสนใจที่สุดเท่าที่แม็กซ์เคยได้อ่านงานของโล ล่ามา สกรีมเป็นนางเอกที่เข้มแข็งเพราะผ่านความลำบากและโหดร้ายมามาก คนที่ขวัญอ่อนขอว่าอย่าอ่านแล้วกัน เดี๋ยวคุณจะรับไม่ได้ว่านางเอกผ่านอะไรมาบ้าง แต่ประสบการณ์นั้นนั่นเองกลับเป็นสิ่งที่ทำให้แม็กซ์เชื่อว่าเธอเข้มแข็ง เพียงพอ

สกรีมแม้จะเป็นลูกสาวของผู้มีอำนาจที่สุดในเจเนติก เคาท์ซิ่ล ซึ่งเป็นองค์กรที่จ้องทำลายล้างเหล่าบรีด แท้จริงแล้วเธอกลับเป็นสายที่ทำงานให้กับพวกบรีดมานานกว่าสิบปีแล้ว แต่ท้ายที่สุดเธอก็ถูกจับได้ และคำสั่งฆ่าเธอจากผู้เป็นบิดาก็ส่งลงมา

ในขณะเดียวกันแทนเนอร์ก็ถึงจุดที่หมดความอดทนที่จะเพิกเฉยต่อสกรีมอีกต่อไป เขาเชื่อว่าเธอเป็นคนร้าย เป็นคนออกคำสั่งฆ่าบรีดหลายคน และต้องการตัวเธอมาเพื่อรับการพิพากษา

เมื่อนักฆ่าสองคนมาเจอกัน แทนเนอร์กลับเป็นฝ่ายช่วยชีวิตสกรีม และพาตัวเธอหนีไป และหลังจากนั้นตามประสาเรื่องแนวอีโรติกโรแมนซ์ คุณ ๆ ก็คงเดากันได้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น

คะแนนที่ 87

Friday, February 6, 2009

Erotically Speaking

ตามสัญญาค่ะที่ว่าจะมารีวิวหนังสือแนวอีโรให้อ่านกัน ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาแทบไม่ได้พูดถึงหนังสือแนวนี้เลย (อาจมีพูดบ้างว่าเล่มนั้นฮ็อต เล่มนี้ฮ็อต แต่นั่นก็ไม่ใช่หนังสือที่เน้นเซ็กส์จะจะจังจัง แนวเอาใจเสือป่าสาวกันเท่าไหร) ก็เลยขอแก้ตัวในปีใหม่นี้แล้วกัน

********update***************

พอดีอ่านบลอกของชายหนุ่มที่มาคอมเม้นต์ก็เลยคิดว่า คงเป็นเหมือนผู้ชายทั่วไปที่ไม่เข้าใจความอีโรติกของผู้หญิง ก็เลยอยากอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย

หนังสือแนวอีโรที่พูดถึงไม่ใช่อีโรติกแบบนางนวลหรือเพ้นท์เฮ้าท์ที่หนุ่ม ๆ อ่านกันหรอกนะ แล้วก็ไม่ใช่แบบเดียวกับหนังแนวฮาร์ดคอร์ที่ฉายตามโรงแรมม่านรูด แต่แม็กซ์เรียกอีโรเพราะย่อเองมาจากอีโรติก โรแมนซ์ ซึ่งหมายถึงหนังสือที่ยังเน้นแกนกลางของเรื่องเป็นโรแมนซ์แต่อะไรหลายอย่าง ในเรื่องมันเกินขอบเขตแห่งการยอมรับได้ของหนังสือโรแมนซ์ทั่วไปสักหน่อย

ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะกับทุกคน แต่ก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อปลุกอารมณ์ทางเพศเพียงอย่างเดียว

1. Wolf Tales V ของเคธ ดักกลาส

ตำนานบทที่ห้าของเหล่าหมาป่า เล่มนี้เป็นเรื่องราวของเบย์ และอูริค อันที่จริงเล่มนี้น่าจะเขียนเป็นเรื่องสั้นสองเล่มในเล่มเดียวน่าจะเวิร์ค กว่านะ เพราะเรื่องของเบย์และอูริคถูกเล่าแบบไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเท่าไหรเลย เพียงแค่สลับฉากระหว่างเบย์และอูริคไปมาเท่านั้นเอง

เบย์ซึ่งเป็นขาที่สามในความสัมพันธ์ของเจคและแชนน่อน (พระนางใน WT III) ก็เริ่มโหยหาผู้หญิงที่จะเป็นของเขาเองบ้างแล้ว และเมื่อมีข่าวในหนังสือแนวประหลาดโลก (พวกที่ชอบลงเรื่องราวมนุษย์ต่างดาวบุกโลก) ว่ามีการเห็นมนุษย์หมาป่า เบย์ก็ถูกส่งให้ไปตามข่าว และเขาก็ได้เจอกับแมนด้า สาวน้อยที่เป็นมนุษย์หมาป่าเช่นเดียวกับเขา แต่เธอกลับไม่สามารถกลายร่างได้อย่างสมบูรณ์ จึงมีลักษณะครึ่งคนครึ่งหมาป่า มีขนขึ้นเต็มตัว มีหาง แต่ยังเดินสองเท้า

ส่วนอูริคที่เมียตาย ก็ได้เวลาหาเมียใหม่ ด้วยการออกไปทำความรู้จักกับมิลลี่ สาวใหญ่วัยห้าสิบกว่าที่ไม่รู้ตัวเลยว่า มีสายเลือดของหมาป่าอยู่ในกาย อูริคเป็นคนสอนเธอให้ยอมรับอีกด้านหนึ่งของตัวเอง

สรุป เพราะขี้เกียจพูดยาว สำหรับคนที่อ่านวูลฟ์เทลมา ก็ควรอ่านต่อไป (โดยเฉพาะแม็กซ์ที่กรี๊ดสลบกับเบย์มาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น) ส่วนคนที่ไม่ได้อ่าน ก็คงบอกว่า ไปเริ่มอ่านที่เล่มอื่นเถิดนะ มาอ่านเล่มนี้อาจเกิดอาการงงชีวิตได้ง่าย เพราะเรื่องมันต่อกันไปต่อกันมา ขนาดแม็กซ์อ่านมาแล้ว บางทียังงงเลย

ดีกรีความร้อนแรงหายห่วงค่ะ ไม่ผิดหวังแน่ แต่แม็กซ์ขอเตือนหน่อยแล้วกันว่า หลายฉากบางทีมันก็เกินเลยไปหน่อยนะ ถ้าแปลความหมายคำนี้ถูก beastiality ก็คงรู้ว่าแม็กซ์หมายความว่าอะไร ส่วนคนที่แปลไม่ถูก ก็ขอบอกว่าอย่าอ่านแล้วกัน คุณอาจจะรับไม่ได้

คะแนนที่ 63 (เฉพาะเบย์คน/ตัวเดียว) ถ้ารวมอูริคด้วย คะแนนน่าจะไม่เกินห้าสิบ

2. Hide and Seek ของอลิสัน บรู๊คส์

เล่มนี้โรแมนติกกว่าที่คิด แม้ว่าอ่านแล้วจะรู้สึกว่าคู่พระนางน่าจะเลิกกันหลังจากหนังสือจบเรื่องไป ประมาณสามเดือน เพราะแม้ในเรื่องจะบอกว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนนักเรียนสมัยมหาวิทยาลัยกันมา และแม็กซิมก็มีใจให้อลิซ่ามานาน แต่แม็กซ์ก็ยังไม่เข้าใจนะว่า ทำไมแม็กซิมถึงเปล่าให้เรื่องของทั้งสองคาราคาซังกันมาตั้งเป็นสิบปี ไม่สะสางให้สิ้นเรื่องว่าจะรักกันไหม จนกระทั่งมีข่าวขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ออกมาแฉว่าอลิซ่าก็ไม่ใช่ผู้หญิงดีเด่ อะไร มั่วผู้ชายก็เท่านั้น

สำหรับคนอ่านที่รักเยื่อบาง แม็กซ์ขออำภัยที่จะบอกว่า ข่าวหนังสือพิมพ์เป็นจริงนะค้า เพียงแต่อลิซ่าหลงผิดทำไปเพราะคิดว่าชายคนนั้นเป็นชายในฝัน และรักเธอ แต่แล้วก็พบกับแม็กซิมอีกครั้งก็เปลี่ยนใจเธอได้

เนื่องจากเรื่องนี้อุดมไปด้วยฉากเซ็กส์ ทำให้การพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครเพิ่งพาความสัมพันธ์และความรู้สึกที่มี ให้กันในอดีตเป็ฯหลัง ซึ่งสอบตกไปประมาณร้อยกว่าคะแนน

ฉากที่แม็กซิมรู้ตัวว่ารักอลิซ่าก็ไม่เข้าท่า อ่านแล้วนึกว่าลินน์ เกรแฮมแก้ผ้ามาเขียนเอง (ที่ต้องถอดเสื้อเพราะเป็นแนวอีโรไง ถ้าใส่เสื้อจะบิวท์อารมณ์ไม่ขึ้น) น้ำเน่ามาก

ม่ายหวาย เอาไปที่ 53 คะแนน

วันนี้พอก่อนนะคะ ต้องรีบตื่นตีสี่มาดูอเมริกันฟุตบอล ขอไปนอนก่อนนะคะ

3. Fairyville ของเอ็มม่า โฮลี่

Update # 3: หลังจากขอตัวไปนอนเสียสองวัน ก็กลับมาเขียนต่อนะคะ

เล่มนี้เป็นแนวอีของเอ็มที่แม็กซ์ชอบน้อยที่สุดมั้งคะ ไม่ว่าเซ็กส์ไม่ร้อนแรงหรอกนะคะ แต่เป็นเล่มที่แม็กซ์คิดว่ามีความรักอยู่ในเรื่องน้อยที่สุด แม้จะบอกว่าแม็กนัสแอบรักโซอี้นางเอกของเราอยู่นานปี แต่ดูยังไงมันก็เป็นลัสมากกว่ารักนะ แต่ส่วนที่ทำให้แม็กซ์ชอบเล่มนี้ก็คงเป็นอเล็ก เพราะชอบในความหื่นของอาเฮียมาก หื่นขนาดไม่เว้นทั้งหญิงทั้งชาย อ่านแล้วได้อารมณ์ตรงที่ซื่อสัตย์กับตัวเองดี

เล่มนี้มีชายสามหญิงหนึ่ง แต่คนที่ฝันเฟื่องว่าจะได้อ่านแนวสามรุมหนึ่งคงต้องเสียใจ เพราะแม็กซ์ก็รอร้อรอ มันก็ไม่มา

ส่วนพล็อตไม่มีอะไรมาก แล้วก็เป็นพารานอมอลเล่าถึงภูติหนุ่มลูกชายคนเดียวของราชินีทิทาเนียที่หนี มายังโลกมนุษย์ แล้วตกหลุมรักสาวเจ้าแห่งเมืองแฟรี่วิลล์ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการมองเห็น ภูติจิ๋ว ปัญหาเดียวที่ทำให้รักไม่สมหวังทั้งที่สาวน้อยก็รักเขาเช่นกันนั่นคือ เขาต้องทำให้ผู้หญิงตกหลุมรักเขาทุกเดือน จากนั้นก็ส่งคืนหัวใจให้สาวนั่นไป เมื่อที่จะได้ต่อเวลาก็อยู่ในโลกมนุษย์อีกเรื่อย ๆ ทำให้แม็กนัสต้องนั่งมองโซอี้ทั้งที่รักแสนรัก เพราะไม่อาจทำให้เธอรักแล้วคืนหัวใจเธอได้

และแล้วอเล็กแฟนเก่าของโซอี้ก็กลับมาในเมืองพร้อมกับไบรอันผู้เป็นทั้งคู่รัก/คู่หู เรื่องรักร้อนของชายสามหญิงหนึ่งก็เกิดขึ้น

อ่านอย่าคิดอะไรมาก คะแนนที่ 60 (ได้เยอะขนาดนี้เพราะอเล็กคนเดียวน้า)

4. Body moves ของโจดี้ ลินน์ โคปแลนด์

update #4 หนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีธีมเรื่องเกี่ยวเนื่องกันด้วยรีสอร์ทชนิดสุดหรู สุดเหวี่ยงดูจะเป็นของดาษดื่นในโลกอีโรไปแล้วล่ะ แม็กซ์เห็นหนังสือแนวอย่างนี้เป็นร้อยเล่ม (พูดเกินไปหน่อยนึงนะคะ) แต่ถึงยังงั้นบอดี้มูฟเล่มนี้ก็ดูน่าสนใจใช้ได้ทีเดียว

รีสอร์ทอันเป็นสถานที่เกิดเรื่องอยู่ในทะเลคาริเบี้ยนเป็นรีสอร์ทที่ให้ บริการผ่าตัดเสริมความงาม โดยมีนางเอกเรื่องสั้นเรื่องแรกของเราดานิก้าเป็นเจ้าของ และเมื่อพ่อของจอร์แดนนักธุรกิจผู้เก่งกาจดึงดันจะนำเงินส่วนตัวไปลงทุนใน รีสอร์ทของดานิก้า จอร์แดนพระเอกก็เลยต้องปลอมตัวไปเป็นว่าที่คนไข้เพื่อสืบเรื่องราวความเป็น ไปเบื้องหลังของดานิก้าว่าเป็นอันใดกันแน่ จะมาหลอกเงินพ่อของเขาหรือเปล่า พล็อตเรื่องแนวน้ำเน่าผสมน้ำมันเบนซินก็เกิดขึ้น เมื่อหมอและคนไข้ปิ๊งกันจนหน้ากระดาษไหม้

และไม่ต้องพูดถึงจรรยาบรรณแพทย์ในเรื่องสั้นเรื่องที่สอง เมื่อโลแกน (ชื่อผู้หญิงนะเนี่ย) เดินทางมาเพื่อผ่าตัดเสริมหน้าอกแล้วก็ปิ๊งกะหมอของเธอเองอย่างจัง ถึงเรื่องจะบอกว่าแทนเนอร์ส่งโลแกนไปให้หมออีกคน แม็กซ์ก็ยังร้อง "อี๊" อยู่ดีนะคะ ยังไงก็มันก็ผิดจรรยาบรรณ

แต่ถ้าตัดเรื่องจรรยาบรรณออกไป ก็นับว่าเรื่องนี้อ่านสนุกใช้ได้นะ แม็กซ์พบว่าผิดคาดมาก เพราะไม่นึกว่าเรื่องจะมีสาระอะไร แต่ก็ดันมี และหลายประเด็นน่าสนใจทีเดียว

อ่านสนุกใช้ได้ แม้จะคาดว่าชีวิตนี้คงไม่กลับมาอ่านอีกรอบ คะแนนที่ 60

5. Sins of the flesh ของเดฟลิน ควินน์

หนังสือเล่มนี้เป็นตัวอย่างของ "ความมั่ว" มั่วทั้งเนื้อเรื่อง พล็อต ตัวละคร อันที่จริงมันมั่วไปเสียทุกอย่าง และถึงจะใช้พล็อตซ้ำซาก ที่แทบจะหาอะไรใหม่ในเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว ความมั่วก็ยังทำให้เกิดอาการอ่านไปเครื่องกระตุกไปอีก

นางเอกสมัครเข้าทำงานในผับสุดหรูชื่อดังที่มีชื่อเสียงในการให้บริการอันสุด กู่แก่ลูกค้าที่มาเยือน แม้ว่านางเอกจะไม่ได้ทำหน้าที่สาวเสิร์ฟที่ต้องรับจ๊อบบนหลังตัวเอง แต่เธอก็ยังไม่วายหลงเสน่ห์ไปกับ "ความมั่ว" ในของผับ และก็เหมือนกับหนังสือเล่มอื่นก่อนหน้าอีกสองร้อยเรื่อง พระเอกในเล่มนี้เป็นแวมไพร์ ที่รู้ตั้งแต่แรกเห็นว่า นางเอกคือนางในฝันของเขา ปฏิบัติการทำให้นางเอกเสียคนก็เกิดขึ้น

แนวเรื่องที่ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากความมั่ว ยกตัวอย่างนะ ในเรื่องคนแต่งคาดว่าคงต้องการแสดงให้คนอ่านเห็นถึงประสบการณ์โชกโชนของ พระเอกที่ได้ทั้งหญิงและชาย แต่งตัวละครเข้ามาในฉาก บอกว่าเป็นลูกศิษย์เอกของพระเอกที่ต้องหันหลังให้ แล้วนอนบนเตียง ตัวละครตัวนี้ไม่เคยถูกกล่าวเลยสักนิดในเรื่อง (นอกจากฉากนั้น) ทั้งที่บรรยายซะว่าเป็นคนสนิทสุดสุดของพระเอก และตัวละครตัวนี้หลังจากทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จลง (ด้วยการแสดงให้คนอ่านเห็นว่าพระเอกทั้งโชกทั้งโชน) ก็หายไปจากเรื่องอย่างไม่มีการกล่าวถึงอีกเลย กระทั่งเรื่องจะจบก็ไม่พูดถึง แม็กซ์ก็เลยงงว่ามันหนิดหนมกะพระเอกยังไงวะ

ถ้าอยากอ่านอีโรที่ทำให้คนทั่วไปรังเกียจนิยายโรแมนซ์ แม็กซ์ก็แนะนำว่าอ่านเล่มนี้แล้วกัน คะแนนที่ 30 คะแนน

6. Decadent ของเชย์ล่า แบล็ค

เชย์ล่า แบล็กมีอีกนามปากกาหนึ่งคือ เชลลี่ย์ แบรดลีย์ ซึ่งส่วนตัวแม็กซ์ขอบอกตามตรงนะว่า เธอมีดีอยู่อย่างเดียวก็คือเขียนฉากเอ็กซ์ได้ฮ็อตปาดเหงื่อ ส่วนพล็อตเรื่องไม่เอาไหน แต่คาดว่าน่าจะถูกใจคนนิยามเยื่อบาง เพราะนางเอกของเธอทั้งใส ทั้งสวย ทั้งซื่อ

แต่ขอเตือนแล้วกันว่าในนามปากกาเชย์ล่านี่ นางเอกสวยใสซื่อได้ไม่นานหรอกนะ เพราะเดี๋ยวก็จะกลายเป็นคนโชกโชนไปแล้ว และไม่ได้รับมือเฉพาะพระเอกคนเดียวอีกต่างหาก แถมพกเพื่อนพระเอกเข้าไปเป็นเราสามคนอีก

แต่แม้จะมีฉากเราสามคน เล่มนี้ก็ไม่ได้จบอย่างเราสามคนหรอกนะ

มาดูกันว่าที่พล็อตเรื่องไม่เอาไหน มันไม่เอาไหนยังไง เริ่มต้นเมื่อคิมเบอร์เดินทางมาหาเดคเพื่อขอให้เขาและญาติสนิทที่ชื่อว่าลุ คแท็คทีมเพื่อช่วยให้เธอมีประสบการณ์ทางเพศเพียงพอจะไปรับมือกับชายที่เธอ รักได้ (เห็นไหมว่าพล็อตมันปญอ.ขนาดไหน) แต่แล้วเธอก็พบว่า ในใจของเธอมีแต่เดคคนเดียวเท่านั้น ข้างฝ่ายชายหนุ่มก็มีแผลในอดีตทำให้ไม่อาจรับรักได้แผลที่ปญอ.พอกัน

ถ้าไม่นับฉากเซ็กส์ที่ดุเดือดได้ใจ ก็คงมีแต่ลุคมั้งที่กู้สถานการณ์เรื่องนี้ได้

คะแนนที่ 57 (ได้คะแนนเพราะฉากเซ็กส์ล้วน ๆ)

กลับบ้านก่อนนะคะ เลิกงานแล้ว

7. Nicholas ของอลิซาเบ็ธ แอมเบอร์

Update #5 นี่อาจจะเป็นบลอกที่ใช้เวลาเขียนนานที่สุดแล้ว

แม็กซ์ชอบเล่มนี้นะ แม้ว่าพล็อตจะเน่าโคตร แต่มันก็มีเสน่ห์อย่างที่แม็กซ์ปฏิเสธไม่ได้ เรื่องราวของพี่น้องสามคนที่สืบเชื้อสายมาจาก Satyr ที่มีหน้าที่เฝ้าประตูข้ามไปสู่โลกแห่งแฟรี่ และในเวลาที่เกิดความไม่สงบเมื่อกษัตริย์แห่งโลกแฟรี่กำลังจะตาย คำสั่งเสียสุดท้ายของเขาก็คือขอให้พี่น้องผู้ชายทั้งสามคนนี้แต่งงานกับลูก สาวลูกครึ่งมนุษย์ของเขา

และนิโคลัสเป็นคนแรกที่ค้นหาเจ้าสาวของเขาพบ เจ้าสาวของเขาคือเจน หญิงสาวที่เปรียบเหมือนซินเดอเรลล่า คนที่ชีวิตตกอยู่ภายใต้อำนาจบงการของผู้เป็นน้า แต่เจนก็ไม่ใช่คนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และนั่นเป็นบุคลิกที่แม็กซ์ชอบในตัวนางเอก เธอไม่ร้องไห้ ไม่ตีโพยตีพาย แต่เผชิญหน้า และหาทางแก้ปัญหา

และเนื่องจากเรื่องเป็นแนวอีโร แน่นอนว่าเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากฮ็อต ๆ เต็มไปหมด แม็กซ์ชอบนะที่นิโคลัสเกิดอาการเกร็งเมื่อต้องมาร่วมเตียงกับสาวบริสุทธิ์ คนที่เขาไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับความ "ห่าม" ของเขาได้รึเปล่า ชายหนุ่มที่ไม่เคยควบคุมตัวเองก็ต้องมาหักห้ามใจทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ

ชอบเล่มนี้ค่ะ คะแนนที่ 80

8. Forbidden Pleasures ของโลลา ลีย์

หนังสือเล่มที่ เยอะ (จำบ่ได้ค่า) ในชุด Bound Hearts ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คงต้องบอกว่า ชุดแบ่งเมียกันใช้ ของโลล่า ลีย์

พระเอกในหนังสือชุดนี้มีนิสัยบางอย่างที่เหมือนกัน เหมือนกันกระทั่งตั้งเป็นสมาคม เป็นเหล่าผู้ชายที่ชอบเห็นผู้หญิงของตัวเองร้อนแรงกับชายคนอื่น ดังนั้นในหยิบจับหนังสือชุดนี้ของโลล่า ก็ทำใจไว้ก่อนแล้วกันนะ ถ้าไม่ชอบแนวนี้ ก็ขอร้องว่าอย่าอ่าน

แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากกว่าเรื่องอื่นในชุด ก็ตรงที่ความสัมพันธ์ในลักษณะของเราสามคนเป็นความสัมพันธ์ที่ยืนยาว ไม่ใช่ว่าพระเอกแบ่งนางเอกให้คนอื่นร่วมใช้ แต่เป็นเรื่องที่มีพระเอกสองคน (หวังว่าคงเข้าใจความหมายของแม็กซ์นะ) ในความสัมพันธ์แบบที่แม็กซ์ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ในชีวิตจริง แต่ก็น่าอ่านเหลือเกินในนิยาย (ตามนิสัยชอบกินรวบของแม็กซ์)

แต่ถ้าถามว่าในการเรตหนังสือชีวิตที่จบลงด้วยการ "แล้วเราสามคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข" แล้ว เรื่องนี้ไม่ติดอันดับที่แม็กซ์ชอบที่สุดหรอกนะคะ แม็กซ์ชอบเล่มอื่นมากกว่า แต่ก็ถือว่าดีกว่าเล่มอื่นในชุดน่ะ

มาพูดถึงพล็อตเรื่องกัน ก็ไม่มีอะไรมาก ในเล่มนี้พระเอกและนางเอกแต่งงานกันแล้ว แต่พระเอกปฏิเสธไม่ยอมรับความต้องการแบ่งเมียของตัวเองเอาไว้ เพราะคิดว่านางเอกใสซื่อเกินไป แต่เราก็รู้ดีอยู่แล้วว่านางเอกของโลล่าซื่อได้ไม่นานหรอก แต่แล้วก็มีภัยมาคุกคามหวังทำร้ายนางเอก ซึ่งทำให้อดีตเพื่อนคู่หู (และคู่กันทำอย่างอื่นด้วย) ต้องโผล่เข้ามาเพื่อปกป้องนางเอก

น่าจะเดากันได้ต่อนะว่าเกิดอะไรขึ้น

คะแนนที่ 60

9. Riding the storm ของซิดนีย์ ครอฟต์

หนังสือเล่มแรกในชุดที่เป็นเรื่องราวของเหล่าสายลับที่มีความสามารถพิเศษ เหนือธรรมชาติ เล่มนี้เป็นเรื่องราวของที-เรมี่ (ทีย่อมาจากลิตเติ้ล แปลว่าเล็ก เนื่องจากพ่อชื่อเรมี่ พระเอกเป็นลูกก็เลยมีเรมี่ตัวเล็ก) อดีตนาวีซีลที่มีความสามารถในการควบคุมสภาพแวดล้อมได้ และนั่นทำให้เขากลายเป็นที่ต้องการของทั้งองค์การฝ่ายดี ที่ส่งนางเอกมาอ่อย และฝ่ายชั่ว ที่ใช้แผนจับพ่อของเขาเป็นตัวประกัน

เรื่องง่าย ๆ ไม่มีอะไรต้องคิดมาก พล็อตมีแค่อย่างที่เล่าจริง ๆ คือการพยายามพิสูจน์ว่าเรมี่มีความสามารถในการควบคุมสภาพอาการได้จริงหรือ ไม่ โดยนางเอกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษา แต่อาการข้างเคียงที่เรมี่เมื่อเกิดพายุก็คือ จะเกิดอาการหื่นอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ และนั่นก็เป็นภาระที่นางเอกเต็มใจอย่างยิ่งในการแบกเอาไว้

เล่มนี้แนะนำตัวละครหลายตัวนะ แม็กซ์ตอนแรกก็ดูจะสนใจเดฟลินซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการที่ต้องการเรมี่ไปร่วม งาน แต่แล้วอาการแต๋วแตก ซึ่งไม่ใช่เพราะเดฟลินมีความสัมพันธ์กะผู้ชายหรอกนะที่ทำให้แม็กซ์คิดอย่าง นี้ แต่เป็นอาการที่ถวิลหาคู่รักเก่าที่เป็นชายต่างหากที่ทำให้แม็กซ์หมดอารมณ์ ก็ทำให้ตกประเด็นไปเล็กน้อย แต่ก็ยังอยากอ่านนะ

เรื่องยังดูขาดไปบ้างเกินไปบ้าง แต่แม็กซ์ชอบเรมี่โว้ย คะแนนที่ 80 (โปรดสังเกตว่าแม็กซ์แทบจะไม่เคยพูดว่าชอบนางเอกเลย นั่นก็เนื่องมาจาก opposite attract ค่ะ)

10. Into the darkness ของเดไลล่าห์ เดฟลิน

โอ้ย ดีใจสุดสุด มาถึงเล่มสุดท้ายเสียที

เล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเวียนเฮดที่สุดเล่มหนึ่ง เพราะดูเหมือนคนแต่งตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเขียนเรื่องไหน

เริ่มต้นดูเหมือนจะเป็นอีโรสืบสวน เพราะเริ่มด้วยเรื่องที่นางเอกหนีตายจากการโดนตามล่าจากกลุ่มคนที่เธอไม่ รู้จัก ซึ่งฆ่าคนที่ใกล้ชิดกับเธอทีละคน มาเป็นแนวเหนือจริงเมื่อนางเอกโดนลักพาตัวไปจากบ้านด้วยยายของเธอเอง

จากนั้นเรื่องก็หลุดโลก ไม่มีพล็อตบ้าอะไรเลย นอกจากเซ็กส์ เซ็กส์ แล้วก็เซ็กส์ ไม่มีการอธิบายสักนิดว่าคนร้ายที่ตามล่านางเอกเป็นใคร แล้วจะเป็นยังไง

ทำไมนางเอกถึงถูกส่งไปให้มนุษย์เลี้ยงทั้งที่เธอเป็นแวมไพร์โดยกำเนิด

ทำไมถึงต้องจับพระเอกไปมัดไว้บนเตียงให้นางเอกเคลมด้วย ทำไปทำไม ไม่เข้าใจ (นอกจากเพื่อให้คนอ่านได้อ่านฉากเซ็กส์นะ อันนั้นเข้าใจแล้ว)

แล้วตอนจบเรื่องอีก มั่ว มั่ว มั่ว

เป็นหนังสือที่มั่วที่สุดเล่มหนึ่งที่ได้อ่าน

คะแนนที่ 47

Dawn's Awakening // Lora Leigh

ก่อนจะอ่านแม็กซ์ไม่คิดว่าตัวเองจะชอบหนังสือเล่มนี้นะคะ เพราะตัวละครดอว์นที่เป็นนางเอกเป็นตัวละครชนิดที่แม็กซ์ไม่ชอบเอามาก ๆ เมื่อแรกที่ได้อ่านเจอเธอในเรื่อง Temping the beast ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด Feline Breed

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามชุดนี้ คงต้องอธิบายกันยาวหน่อยค่ะถึงที่มาที่ไป แรกเริ่มทีเดียวเลย โลล่า ลีย์คนแต่งเขียนเรื่องในเวอร์ชั่นที่คล้ายคลึงกับ Tempting the beast ออกขายกับสนพ.เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่เมื่อเธอโด่งดังจากการเขียนเรื่องชุดพี่น้องตระกูลออกัสที่ชอบใช้เมีย ร่วมกัน เธอก็เริ่มเขียนเรื่อง Wolf's Hope ที่มีพล็อตเรื่องอยู่ในโลกที่เธอสร้างไว้ในเรื่อง TTB

ในโลกแห่งชุดบรีด เหล่าบรีดถูกสร้างขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ตัดต่อพันธุกรรมของมนุษย์กับ สัตว์ชนิดต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างทหารที่สมบูรณ์แบบ และก็เหมือนกับการท้าทายพระเจ้าหลายครั้ง ผลลัพธ์มันมากเกินกว่าที่คิดไว้ เพราะบรีดก็คือมนุษย์ และท้ายที่สุดเมื่อพวกเขาแหกคุกออกมาจากบรรดาแล็บที่กักขังพวกเขาอยู่

ด้วยความที่โลล่าเริ่มเขียนเรื่องในชุดนี้ให้กับสามสำนักพิมพ์ แรกเริ่มเธอจึงแยกชุดออกมาเป็นเฟไลน์บรีดซึ่งเป็นเรื่องของเหล่าบรีดที่ถูก ตัดต่อพันธุกรรมของสัตว์ตระกูลแมว (ที่รวมเสือ, สิงโต เข้าไปด้วย) หรือเล่มแรกคือ Tempting the Beast, ชุดวูลฟ์บรีด เรื่องของเหล่าพันธุกรรมหมาป่าที่เธอเขียนให้อีลอร่าส เคฟ และชุดบรีดที่เริ่มต้นเรื่องด้วย Megan's Mark ที่เธอเขียนให้กับเบิร์คเลย์ โดยคราวนี้เธอเร่งเวลาในเรื่องให้ห่างจากชุดที่เขียนกับกับอีลอร่าไปอีกสิบ ปี เพื่อสร้างความแตกต่าง

แต่แล้วเบิร์คเลย์ก็ซื้อลิขสิทธิ์ทั้งหมดในชุดบรีด โลล่าจึงต้องแก้ปัญหาและรวมหนังสือทั้งหมดให้มาอยู่ในชุดเดียวกัน และนี่เป็นเป็นเหตุผลให้ดอว์นต้องรอถึงสิบปีก่อนที่จะลงเอยกับคู่ของเธอได้

เพราะเรื่องชุด Tempting the Beast และชุดที่โลล่าเขียนให้เบิร์คเลย์เวลาในเรื่องห่างกันสิบปี ทำให้ดอว์นและเซ็ธซึ่งเจอกันตั้งแต่ต้นแล้วไม่อาจลงเอยกันได้ (เพราะไทม์ไลน์ในชุดที่เขียนให้เบิร์คเลย์) ทั้งสองจึงต้องรอ --- อันนี้เป็นเหตุผลอันแท้จริง แต่ไม่ใช่เหตุผลของตัวละครในเรื่อง

กลับมาเข้าเรื่องแล้วกัน ใน Dawn's Awakening เปิดเรื่องเมื่อสิบปีก่อนเมื่อเซ็ธถูกเรียกมาดูวีดีโอเทปภาพก็ถูกทารุณกรรม (ทางเพศ) ของดอว์นสมัยที่เธอยังถูกขังอยู่ในแล็บโดยพวกผู้ร้าย ทำให้เขาที่แม้จะรักเธออย่างสุดหัวใจ ก็ต้องตัดใจไปจากเธอ เพราะรู้ว่าความต้องการที่เขามีต่อเธอมันท่วมท้นมากเกินไป และทำให้เธอที่แสนเปราะบางไม่อาจรับได้ เซ็ธเดินจากไปทั้งที่รู้ว่า เขาและเธอเป็นคู่แท้ซึ่งกันและกัน (การเป็นคู่แท้นี่เป็นปฏิกริยาทางเคมีที่เหล่าบรีดจะมีต่อคู่ของตัวเอง)

สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ดอว์นซึ่งเติบโตขึ้น และเข้มแข็งขึ้นอย่างที่แม็กซ์ถูกใจ ได้รับคำสั่งให้ไปคุ้มครองเซ็ธซึ่งเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่พวก บรีด และทำให้เธอต้องเผชิญกับเขาอย่างจัง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี และอย่างไม่คาดคิดเธอพบกว่า เขาหลุดพ้นจากการเป็นคู่ของเธอแล้ว

สำหรับพวกบรีด ปฏิกริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นเมื่อบรีดได้พบกับคู่ของพวกเขาเป็นสิ่งที่เหนือ การควบคุม และแก้ไขไม่ได้ มันเป็นจุดจบสำหรับทุกอย่าง สำหรับคนอื่น ในชีวิตของบรีดและคู่ของเขาจะมีเพียงกันและกัน สัมผัสจากคนอื่นนำมาซึ่งความเจ็บปวด

แต่เวลาสิบปีที่ห่างกันกลับทำให้เซ็ธหลุดพ้น และนั่นเป็นสิ่งที่ดอว์นยอมรับไม่ได้

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้แม็กซ์นั่งอ่านเล่มนี้ต่อเนื่องจากจบเมื่อตอนตีสี่ กว่า เพราะดอว์นในเล่มนี้ไม่ใช่ดอว์นที่น่ารำคาญ (ที่ทำให้แม็กซ์นึกถึงหมาบาดเจ็บใน TTB) อีกต่อไป เธอต่อสู้เพื่อคู่ของเธอ โดยไม่สนใจว่าเขาจะว่ายังไง

มันเป็นความแปลกใหม่หลังจากนั่งอ่านแต่พระเอกที่มีนิสัยอยากได้อะไรก็ต้อง ได้ฝ่ายเดียว ในเล่มนี้เป็นดอว์นที่มุ่งมั่นในเซ็ธ โดยไม่สนใจว่าการกระทำนั้นจะส่งผลต่อเขายังไง

ไม่ใช่ว่าดอว์นเห็นแก่ตัวนะ เพราะแม็กซ์ว่าโลล่าเขียนอธิบายได้ดีเกี่ยวกับปฏิกริยาทางร่างกายและจิตใจ ที่พวกบรีดมีหลังจากพบคู่แท้ของตนว่าสติไม่ค่อยจะเข้ามาเกี่ยวข้องเท่าไห รนัก

พล็อตเรื่องง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนอะไรค่ะ ดอว์นมีหน้าที่ต้องคุ้มครองเซ็ธจากการปองร้าย ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องเผชิญหน้ากับอดีตอันเจ็บปวดที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอด ส่วนพล็อตรองก็เป็นเรื่องของแคสซี่ (ตัวละครใน Elizabeth's Wolf หนึ่งในเรื่องชุดนี้) ที่ตอนนี้อายุสิบแปด ทำให้แม็กซ์ซึ้งและลุ้นตามไม่ค่อยออกค่ะ มันเด็กไปหน่อย (แต่ก็ดูท่าว่าโลล่าคงจะยังไม่เขียนเรื่องของเธอในเร็ว ๆ นี้หรอก)

หนังสือยังมีข้อผิดพลาดอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการที่มีคำสั่งให้ดอว์นคุ้มครองเซ็ธ ก่อนที่จะเปลี่ยนใจเพียงสองสามนาทีหลังจากดอว์นเผชิญหน้ากับเซ็ธ ดูแล้วมันประหลาดและไม่น่าเชื่อ

อ่านได้ไม่ผิดหวังสำหรับคนที่ติดตามชุดนี้อยู่ แต่แม็กซ์ของบอกว่าตอนนี้หายใจเข้าออกเป็นโจนาสไปแล้ว

คะแนนที่ 73

Saturday, January 31, 2009

Hidden Agenda // Lora Leigh

เล่มนี้เป็นหนังสือที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าโลร่า ลีย์เติบโตในฐานะนักเขียนนิยายโรแมนซ์ ไม่ใช่แค่อีโรติกโรแมนซ์ ในฐานะที่เธอเริ่มต้นชีวิตนักเขียนกับการเขียนเรื่องร้อน ๆ ฮ็อตไฟลุก เล่มนี้ก็ไม่ได้น้อยลงไปหรอกนะคะ แต่นี่เป็นเรื่องทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าเธอมีพัฒนาการขึ้น

หนังสือเล่มนี้ดองค้างข้ามปีมาแล้วล่ะค่ะ แม็กซ์ซื้อมาแล้วก็วางไว้ตรงนั้นเลย เพราะอ่านพล็อตแล้วก็คือว่ามันไม่มีอะไรใหม่ มันเป็นพล็อตเรื่องที่โลร่าชอบเล่นที่สุด นางเอกที่อ่อนวัยกว่าพระเอกเป็นสิบปี แอบหลงรักเขามานานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่พระเอกซึ่งเห็นนางเอกตั้งแต่เด็ก พอรู้ว่าเธอเริ่มสาวก็เกิดอาการอยากได้ แต่ก็ห้ามใจไว้ เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นพวกกินเด็ก ก็จะพยายามพาตัวเองออกไปจากชีวิตนางเอก จนกระทั่งวันนึงมีภัยร้ายที่พระเอกเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องนางเอกได้ เขาก็กลับมา และคราวนี้นางเอกก็เริ่มปฏิบัติการยั่ว ยั่ว ยั่ว และยั่ว จนพระเอกตบะแตก จากนั้นก็ XXX จนหน้ากระดาษกระจุยกระจาย

ฟังพล็อตแล้วคุ้นกันบ้างไหม ตั้งแต่เรื่อง Marly's Choice, Sarah's Seduction, Nauti Boy, Reno's Chance, Dangerous Games ก็ล้วนแต่พล็อตนี้ทั้งนั้น

และแล้วด้วยความอยากอ่านเรื่อง Killer Secret ซึ่งเป็นเล่มสามในชุดนี้ (และมีพระเอกที่ดูแล้วบุคลิกน่าอ่านมาก) แม็กซ์ก็จำใจต้องหยิบเล่มนี้มาอ่านอย่างเสียไม่ได้ แต่ผลของมันกลับดีเกินคาดค่ะ

ใช่แล้วว่าพล็อตเรื่องมันหยิบมาจากสูตร เอมิลี่และเคลรู้จักกันตั้งแต่เธอยังเด็ก และเขาเป็นทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพ่อเธอ เอมิลี่แอบปิ๊งเคลมานานแสนนาน ในขณะที่เขากลับพาตัวเองออกจากชีวิตเธอ และเมื่อเธอตกเป็นเป้าการลอบสังหารของนักค้ายาเสพติดชื่อดัง เคลก็ถูกส่งให้แฝงตัวมาเป็นบอดี้การ์ดเพื่อคุ้มครองเธอ

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่าง และน่าอ่าน ก็เพราะแม็กซ์รู้สึกอย่างจริงใจว่าเอมิลี่เข้มแข็ง ไม่ได้เสแสร้งว่าเข้มแข็งเหมือนอย่างนางเอกในเรื่อง Dangerous Games แกล้งทำ เธอต้องใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ต้องการ เพราะผู้เป็นพ่อรักเธอมากเกินกว่าจะปล่อยให้เธอมีชีวิตเป็นของตัวเอง เธออยากเป็นทหาร เขาไม่ต้องการเพราะมันอันตราย เขาคาดหวังแกมบังคับให้เธอแต่งงานกับชายหนุ่มที่เขาเลือกให้เพื่อผลิตหลาน เธอยอมให้ชายเหล่านั้นเข้ามาเป็นบอดี้การ์ด แต่ก็ระวังตัวไม่ให้มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น อันที่จริงเรื่องนี้คงถูกใจชาวนิยมเยื่อบางค่ะ

ในขณะที่เคลก็มีความเจ็บปวดในอดีตคอยตามหลอกหลอน เขาปฏิเสธที่จะไม่รักใคร เพราะไม่อาจจะทนความสูญเสียได้อีก แต่เมื่อทั้งสองมีโอกาสใกล้ชิดกัน เล่มนี้อาจจะเป็นเพียงไม่กี่เรื่องของโลร่า ลีย์นะ ที่พระเอกยอมรับกับตัวเองก่อนว่า "รักนางเอก" และไม่หาเหตุผล หรือข้ออ้างว่าตัวเองไม่เหมาะสม เคลเป็นพระเอกแบบอัลฟ่าที่มีเหตุผลเหลือเชื่อ

ไม่รู้นะคะว่าเป็นเพราะไม่คาดหวังอะไรมากหรือเปล่า ก็เลยรู้สึกว่าเล่มนี้สนุกดี คะแนนที่ 77

Killer Secrets // Lora Leigh

หากจะบอกว่าเรื่อง Hidden Agenda เป็นเล่มที่โลร่า ลีย์มีพัฒนาการมากที่สุด ก็คงต้องบอกเพิ่มเติมด้วยว่า Killer Secrets อาจจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่เธอเคยเขียนก็เป็นได้

แม็กซ์ไม่ได้กำลังจะบอกว่าเรื่องนี้สมบูรณ์แบบ ความต่อเนื่องในการดำเนินเรื่องขาดหายไปบางครั้ง และหลายครั้งที่แม็กซ์อ่านแล้วรู้สึกว่า ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้ามาก่อนเท่าไหรในการเขียนเรื่อง เพราะมีการเพิ่มประเด็นเข้าไปในเรื่อง ทั้งที่ไม่มีการเอ่ยถึงมาเลยก่อนหน้านี้

เรื่องนี้เป็นเล่มสามในชุด Tempting SEALS (แต่เป็นเรื่องที่ห้าในชุด เพราะอีกสองเล่มเป็นเรื่องสั้น) เล่าเรื่องของเอียน ริชาร์ด หรือที่เปลี่ยนชื่อเป็น เอียน ฟูเอนเตส ตามข้อตกลงที่เขาทำกับพ่อผู้ให้กำเนิด (แต่ไม่ได้เลี้ยงดู) เพื่อแลกกับการที่ดิเอโก้ ฟูเอนเตสปล่อยเพื่อนตายร่วมหน่วยซีลของเขาออกจากที่คุมขัง

เอียนกำลังเล่นเกมส์ที่อันตราย เขาเป็นนักรบหน่วยซีลที่หนีทหาร เป็นคนทรยศ เขาตัดขาดจากเพื่อนร่วมทีมทุกคน กลายเป็นทายาทผู้สืบทอดอาณาจักรค้ายา กลายเป็นคนที่เขาใช้เวลาตลอดชีวิตในการกำจัด

เพียงแค่ไม่กี่เดือนที่เขายินยอมรับตำแหน่งทายาทแห่งอาณาจักรฟูเอนเตส เอียนกลายเป็นเจ้าพ่อผู้น่าเกรงขาม เขาขยายอิทธิพล ฆ่าคู่แข่ง และออกตามล่าซอเรล นักก่อการร้ายตัวแสบที่หมายปองจะครอบครองอาณาจักรฟูเอนเตส เขาใช้ประสบการณ์ในการเป็นหน่วยซีลฝึกฝนนักรบในอาณาจักรอันสกปรกเป็นเครื่อง มือในการบรรลุเป้าประสงค์

ท่ามกลางเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น หญิงสาวคนหนึ่งยังคงเชื่อมั่นในตัวเขาเสมอ ไคร่า พอร์เตอร์มีโอกาสเจอกับเอียนหลายครั้งผ่านการปฏิบัติการที่เขาในฐานะหน่วยซี ลเข้าไปกวาดล้างผู้ก่อการร้ายที่เธอเป็นผู้ให้ข่าว เอียนเป็นคนเพียงคนเดียวที่ดูออกว่าแท้จริงแล้วเธอคือไคร่า ในฐานะของแชมมาล่อน (แปลว่ากิ้งก่า แต่ไม่อยากใช้คำนี้ดูน่าเกลียด) เธอเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกครั้งที่ออกปฏิบัติงาน ไม่เคยมีใครรู้ว่าสายลับที่แทรกซึมเข้าไปในองค์กรก่อการร้ายเป็นใคร หรือกระทั่งเป็นคนเดียวกันกับที่เคยทำเมื่องานก่อน แต่เอียนดูออก เขารู้เสมอว่า คนคนนั้นเป็นเธอ

และคราวนี้ไคร่าก็ดูออก หรืออย่างน้อยก็เชื่อมั่นว่า เอียนไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนเชื่อกัน

เธอไม่เชื่อว่าผู้ชายที่ทำทุกอย่างเพื่อความถูกต้องมาตลอดชีวิตจะสลัดความ เชื่อนั้น แล้วหันมารับบทบาทเป็นมาเฟียเจ้าพ่อค้ายา และความเชื่อนั้นก็มาพอจะทำให้เธอเดินทางมาอะรูบ้าเพื่อพบกับเอียน และเป็นคนที่จะคอยคุ้มกันเขา ไม่ว่าจะเป็นจากใคร

"She had come to Aruba to claim what was hers before his father, Diego Fuentes, could steal his soul"

แค่ประโยคนี้ในหน้าสิบเอ็ด ก็ทำให้แม็กซ์รู้แล้วล่ะว่าจะต้องชอบหนังสือเล่มนี้ขนาดไหน

แม้จะไม่ได้รับการยืนยัน แต่ไคร่าก็มั่นใจในตัวเอียนว่าเขาจะไม่ทรยศหลักการของตัวเอง เธอพร้อมจะเอาทุกอย่างเข้าเสี่ยงเพื่อเป็นคนช่วยเขาในปฏิบัติการที่เขาเลือก แล้วว่าจะทำเองตามลำพัง

ส่วนเอียน เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เขาไม่อาจกันให้ไคร่าออกไปจากชีวิตเขาเพื่อความปลอดภัย ของตัวเธอเองได้ เขาก็เป็นลูกผู้ชายพอจะยอมรับในความสามารถของไคร่า และเลือกที่จะให้เธอยืนเคียงข้างเขาในภารกิจอันแสนอันตรายนี้

คงไม่ต้องบอกว่าแม็กซ์ชอบเอียนและไคร่า

แต่ที่เซอร์ไพร์มากกว่านั้น แม็กซ์ชอบวิธีการที่โลร่าบรรยายถึงดิเอโก้ ฟูเอนเตสผู้เป็นพ่อตามสายเลือดของเอียน แม็กซ์ชอบประโยคที่ไคร่าพูดกับเอียนถึงพ่อของเขา

"He's a monster but he's a monster who loves his son"

นั่นเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด โลร่าไม่ได้ทำให้สิ่งที่ดิเอโก้เป็นสกปรกน้อยลง ไม่ได้พยายามทำให้การที่เป็นเจ้าพ่อแก๊งค์มาเฟียเป็นเรื่องโรแมนติก ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แม็กซ์เห็นด้วยเต็มหัวใจ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็นำเสนออีกด้านหนึ่ง ในความเลวร้ายทั้งหมด ดิเอโก้ก็ยังคงเป็นพ่อ

อย่างที่บอกตอนต้นเล่มนี้ยังมีหลายจุดที่หลวมที่แสดงให้เห็นชัดว่า คนแต่งไม่ได้วางแผนล่วงหน้าจะให้เรื่องออกมาเป็นอย่างนี้ เพราะไม่เคยมีการบอกใบ้มาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เลย แต่มันไม่สำคัญเลย เพราะเธอชนะใจแม็กซ์ได้ด้วยตัวละครที่มีความซับซ้อน และจริงใจต่อกันอย่างมาก

เอียนอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาเป็นทหารรับใช้ชาติ และมีหน้าที่กวาดล้างผู้ร้าย แต่พ่อบังเกิดเกล้าของเขาเองกลับเป็นอาชญากรตัวสำคัญ เป็นฆาตกรที่ฆ่าคนนับหมื่นผ่านยาเสพติด เป็นคนโรคจิตที่จับเพื่อนรักของเขามาทรมาน ในขณะที่ไคร่า เธอเป็นทายาทของมรดกนับล้าน แต่ด้วยอดีตที่พ่อแม่ถูกฆ่าโดยผู้ก่อการร้าย ไคร่าเลือกที่จะใช้ชีวิตสองหน้า ฉากหน้าที่เป็นสาวสังคมที่ใช้ชีวิตไม่เป็นโล้พาย อีกด้านเธอเป็นสายลับพันหน้า แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับไคร่ามากไปกว่าเอียน นั่นทำให้เธอชนะใจแม็กซ์

"I have your back. No matter what you do, Ian. I have your back"

แล้วแม็กซ์จะไม่รักผู้หญิงคนนี้ได้ยังไงล่ะ

คะแนนที่ 90

Friday, January 23, 2009

Nauti Dreams // Lora Leigh

แม็กซ์ปีนี้เป็นปีที่แม็กซ์กะโลล่า ลีย์คลิ็กกันอย่างรุนแรง เพราะหลังจากอ่านหนังสือของเธอมานานหลายปี ก็เพิ่งจะมีปีนี้แหละที่แม็กซ์รู้สึกว่า อ่านอะไรที่เธอเขียนออกมาก็ดูดีดูสนุกไปซะหมด ทั้งที่แต่ก่อนจะรู้สึกขาดโน่นขาดนี่ไม่มากก็น้อย

เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ปิ๊งอย่างจัง โดนใจเต็ม ๆ ไปกับเรื่อง Killer Secrets ที่ตอนนี้แม็กซ์ยังคิดว่าเป็นแนว Romantic Suspenses ที่ดีที่สุดแห่งปีอยู่นะคะ ส่วนหนังสือในชุด Breed ที่เป็นแนวพารานอมอลเรื่อง Dawn's Awakening แม้จะสนุกสู้ Tanner's Scheme ไม่ได้ แต่ก็ไม่เลวร้ายเลย แล้วก็มาถึงเรื่องนี้

Nauti Dreams ของโลล่า ลีย์

เล่มนี้จ่าหัวว่าเป็น Erotic Romance แต่แม็กซ์บอกตามตรงนะคะว่าไม่รู้สึกว่ามันจะอีโรอะไรมากมาย (เซ็กส์น่ะใช่ แต่ความรู้สึกมันไม่ได้เน้นอีโรหรอกค่ะ) ก็เลยจัดหมวดเล่มนี้ให้เป็นแนวปัจจุับันธรรมดา ทั้งที่สองเล่มก่อนหน้าเล่มนี้ในชุด จะเป็นแนว ER (ที่มาจาก Erotic Romance นะคะ ไม่ใช่ห้องฉุกเฉิน) ก็ตาม

ในฐานะเล่มสามในชุด แม็กซ์ขอบอกว่า ไม่จำเป็นต้องอ่านสองเล่มแรกก็ได้ แม้่ว่าพล็อตในเล่มนี้จะต่อเนื่องมากจากเล่มสอง แต่แม็กซ์ว่า การอ่านเ่ล่มสองจะทำให้เกิดอาการ "กระโดด" ในเนื้อหาอย่างยิ่ง

เพราะแนทเช่ส์พระเอกของเล่มนี้ไม่ใช่คนคนเดียวกับที่ปรากฎตัวในสองเล่ม แรก ไ่ม่ใช่ว่าเขาถูกมนุษย์ต่างดาวไฮแจ๊คร่างไปหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะแม็กซ์รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวตนของเขาอย่างมาก มากเกินไปด้วยซ้ำ

ขอพูดถึงสองเล่มแรกในชุดนิดนึงก่อน (Nauti Boys กับ Nauti Nights) แม็กซ์ให้ความเห็นแก่ทุกคนที่ถามเราว่า น่าอ่านไหม เราก็จะบอกว่า ถ้าจะอ่านเอาเซ็กส์ก็อ่านได้นะ แต่ถ้าอ่านเอาพล็อตก็เสียใจด้วย นั่นเป็นความรู้สึกของแม็กซ์จริง ๆ เพราะคิดว่าพล็อตเรื่องมันเปิดทางให้เป็นเรื่องเซ็กส์ไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการที่พระเอกปกป้องนางเอกด้วยการเอาตัวไปทำให้เสียชื่อเสียง ด้วยการ.... (คิดเอาเอง หนังสือแนวอีโรติคน่ะ มันก็ทำได้ไม่กีอย่างหรอก) ในเรื่อง Nauti Boys หรือการที่พระเอกแบล็กเมลล์นางเอกให้ยอมมีอะไรด้วยใน Nauti Nights ซึ่งไม่ได้ช่วยส่ง หรือเสริมอะไรในพล็อตเรื่องเลย การแยกกันขาดระหว่างพล็อตและเซ็กส์เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่แม็กซ์มีกับสอง เล่มแรก

และน่ายินดีว่า ปัญหานั้นไม่เกิดในเล่มนี้

ในฐานะญาติคนสุดท้ายที่เป็นโสด แนทเช่ส์ แม็คเคย์มีปัญหาในการปรับตัวกับการที่ญาติสนิท (ผู้ชาย) ของเขาทั้งสองคนมีเมีย และรักเมียอย่างมาก เพราะนั่นยิ่งทำให้ความเปล่าเปลี่ยวในวิญญาณของเขาเด่นชัดยิ่งขึ้น สำหรับชายที่เป็นมือสังหารเอกแห่งกองทัพ จิตวิญญาณของเขาถูกรบกวนมากพอแล้ว เขาตัดขาดจากโลกมากขึ้น มากจนทำให้บรรดาญาติ ๆ (ก็พระเอกในสองเล่มก่อนหน้านั่นแหละ) เริ่มเป็นห่วง

แต่การมาถึงของชา่น่า เดน สายลับแห่งกระทรวงความมั่นคงภายใน (Department of Homeland Security) ก็เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

สำหรับคนที่อ่าน Nauti Nights ก็จะรู้ว่า ชาน่า เดนเป็นตัวละครที่ออกมามีบทในเล่มนั้นมาก่อน เผชิญหน้ากับแนทเช่ส์สองสามครั้ง แต่สิ่งที่ไม่รู้ก็คือ ชาน่าและแนทเช่ส์รู้จักกันย้อนไปนานกว่านั้น เพราะเมื่อห้าปีก่อนแนทเช่ส์เป็นคนช่วยชีวิตชาน่าออกจากผู้ก่อการร้ายที่ ลักพาตัวเธอไปในอิรัค ความผูกพันของทั้งสองก่อนตัวขึ้น และเปลี่ยนแปลงแนทเช่ส์ แต่ทั้งคู่ยังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน จนกระทั่งการกลับมาของชาน่าในภารกิจในเรื่อง Nauti Nights แต่แนทเช่ส์ก็ยังปล่อยเธอไปหลังภารกิจนั้นจบลง เพราะรู้สึกว่าเธอก็ยังไม่พร้อม

แต่ครั้งนี้ หนึ่งปีหลังจากเรื่อง Nauti Nights และห้าปีหลังได้พบกันครั้งแรก ชาน่ากลับมาเพื่อทำภารกิจอันสืบเนื่องจากงานใน Nauti Nights นั่นก็คือ การตามหาคนที่อยู่เบื้องหลังการขโมยขีปนาวุธ และแนทเช่ส์ก็รู้ว่า ครั้งนี้จะไม่มีวันปล่อยเธอไป

อย่างที่บอกค่ะ หลังจากอ่านมาสองเล่ม แม็กซ์รู้สึกว่าแนทเช่ส์ไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่เราสัมผัสในสองเล่มก่อนหน้า ซึ่งนั่นจะว่าเป็นข้อดีก็ใช่นะคะ เพราะแม็กซ์ไม่ชอบแนทเช่ส์ที่ออกในสองเล่มแรกเลย ถึงกระนั้นความเปลี่ยนแปลงก็ไม่ไดมากขนาดเปลี่ยนเขาไปเป็นคนละคนหรอกนะ โลล่าพยายามอธิบายความเปลี่ยนแปลงนั้นทุกอย่าง (และแม็กซ์ของยกย่องในความพยายาม) ให้เหตุผลทุกอย่างว่าทำไมในสองเล่มก่อนหน้าเราเห็นพฤติกรรมแนทเช่ส์เป็น อย่างนี้ แล้วในเล่มนี้กลับแตกต่าง เพียงแต่ในบางเหตุผลแม็กซ์ไม่รู้สึกว่าน่าเชื่อนัก

แต่ไม่นับเรื่องความต่อเนื่อง แนทเช่ส์เป็นหนึ่งพระเอกที่แม็กซ์ชอบ เขาลึุกซึ้งและรู้ใจตัวเอง เขารู้ว่าเวลาไหนคือโอกาสที่จะไขว่คว้าหญิงสาวที่เขาต้องการมาตลอดชีวิต และเมื่อมันมาถึง เขาก็คว้ามันเต็มสองมือ และไม่มีวันปล่อยชาน่าให้หลุดมือไป

พระเอกไม่ถึงกับออกแนวอัลฟ่าจนน่ารำคาญ อันที่จริงเขายอมรับชาน่าอย่างที่เธอเป็นได้ สายลับผู้เข้มแข็ง และทำทุกอย่างเพื่อหน้าที่ แนทเช่ส์ตัดสินใจว่าถ้าเธอไม่ใช่สายลับคนนั้น เธอก็จะไม่ใช่เธอ และเขาก็คงจะไม่มีรักผู้หญิงคนนั้นได้ ดังนั้นแม้จะทำให้เขาหวาดกลัวกับการที่ต้องเห็นเธอออกไปปฏิบัติงานเพียงใด เขาก็ปล่อยเธอไป สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือ การคุ้มครองเธออยู่ห่าง ๆ

ขอแนะนำอีกอย่าง ถ้าคิดจะอ่านเล่มนี้โดยไม่สนใจพล็อตเรื่อง ขอร้องว่าอย่าอ่านพล็อตเรื่องทีปกหลัง เพราะมันสปอยล์โคตร ๆ แม็กซ์อ่านไป เลยทำให้รู้ตั้งแต่ต้นเลยว่าตัวร้ายเป็นใคร โดยไม่ต้องเดา (คนเขียนปกหลังทำงานได้ห่วยมาก)

แม้จะมีพล็อตเรื่องเป็นการตามหาตัวคนร้ายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการขโมย ขีปนาวุธ แต่มันไม่ใช่ประเด็นหลัก เรื่องนี้เน้นความสัมพันธ์อันซับซ้อนของแนทเช่ส์และชาน่ามากกว่าค่ะ

ชอบตอนท้ายเรื่องเมื่อชาน่าสั่งให้กองหนุนอยู่ห่าง ๆ ปล่อยให้แนทเช่ส์จัดการคนร้ายตามลำพัง เธอเชื่อใจเขามากพอว่าเขาจะไม่ฆ่าคนร้าย (ทั้งที่มีเหตุผลที่จะต้องทำ) ชอบการไว้ใจของคนทั้งสองค่ะ

คะแนนที่ 77

Thursday, January 22, 2009

Shifter // An Anthology

หายหน้าไปหลายวันเพราะชีวิตยุ่งเหยิงค่ะ เนื่องจากเพิ่งเช็คเจอว่าใบอนุญาตทำงาน (ในสาขาวิชาชีพของตัวเอง ไม่ใช่ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวนะคะ แม็กซ์เป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะมีหนุ่มหลายคนชวนไปเป็นสะใภ้ต่างชาติก็ตามที) หมดอายุลง ก็เลยทำให้ต้องวิ่งวุ่นเข้าฝึกอบรมเพื่อให้ครบเกณฑ์การขอต่อใบอนุญาต

นี่ก็เลยเป็นเหตุผลที่เราใช้เป็นข้ออ้างในการไม่อัพบลอกเสียหลายวันค่ะ คราวนี้กลับมาก็เลยขอรีวิวหนังสือรวมเรื่องสั้นที่เราได้อ่านในระยะหลังมา นี้แล้วกันค่ะ

คงต้องเริ่มพูดก่อนเลยว่า แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องสั้น เพราะมันสั้น (เหตุผลง่าย แต่คิดว่าทุกคนคงจะเข้าใจ) ยังไม่ทันที่เราจะเข้าถึงเนื้อเรื่องเลย มันก็จบลงซะงั้น แต่ก็ขอบอกว่าข้อดีของหนังสือรวมเรื่องสั้นก็คือ มันจะแนะนำให้คุณรู้จักนักเขียนดีดีที่ถ้าคุณไม่เคยลองอ่านเรื่องสั้นของเธอ มาก่อน คุณก็อาจจะไม่มีวันซื้อหนังสือของเธอมาอ่านเลยก็ได้

แม็กซ์ได้รู้จักนักเขียนอย่างลินดา โฮเวิร์ด จากการได้อ่านเรื่องสั้นเรื่อง Everlasting Love ซึ่งแม็กซ์ซื้อเพราะว่ามันมีเรื่องของเจนย์ แอนด์ เครซอยู่ในเล่มนั้น แม็กซ์ไม่รู้จักลินดามาก่อน เคยเห็นหนังสือของเธอบนชั้นหนังสือ (เรื่อง Dream man) แต่ไม่คิดจะอ่าน จนกระทั่งได้อ่านเรื่องสั้น และชอบในฝีมือ ก็เลยซื้อดรีมแมนมาอ่าน แล้วก็สติแตกบ้างานของเธอไปเลย

ดังนั้นสำหรับคนที่ตัดสินใจไม่ค่อยถูกว่าจะซื้องานของนักเขียนคนนั้นดี ไหม ก็ขอแนะนำให้ซื้อเรื่องสั้นมาลองอ่านดูก่อน ถ้าคุณชอบเรื่องสั้น ก็มีโอกาสอย่างมากที่จะชอบเรื่องยาวของเธอด้วย

Shifter ของแองเจล่า ไนท์, โลร่า ลีย์, อลิสา เดย์, และเวอจิเนีย แคนทรา

แม็กซ์เคยรีวิวเรื่องของเวอจิเนีย แคนทราเรื่อง Sea Crossing ในเล่มนี้ไปแล้วนะคะ ติดตามอ่านกันได้ที่ลิงค์นี้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ขอบอกว่า ยกเว้นเรื่อง Sea Crossing แล้ว แม็กซ์ชอบเกือบทุกเรื่องค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของโลร่า ลีย์ที่ขอบอกตามตรงว่า ตอนนี้แม็กซ์เป็นขาขึ้นกะงานของเธอมาก

Mad Dog Love ของแองเจล่า ไนท์

เมื่อแรนซ์ เจ้าของฉายาแมดด็อคถูกจับขายเป็นทาส หญิงสาวที่ซื้อตัวเขาเพื่อไปเป็นบอดี้การ์ดไม่ใช่คนธรรมดา แต่เธอเป็นถึงราชินีซาริฟา ลอเรนโซ ผู้อื้อฉาว และเธอต้องการความช่วยเหลือจากเขาเพื่อเอาชีวิตรอด

แม็กซ์ว่าเรื่องนี้พล็อตเรื่องเยอะเกินกว่าที่จะเป็นแค่เรื่องสั้นค่ะ มันเขียนเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้เต็ม ๆ ทีเดียว เรื่องราวที่มีครบทุกรส ไม่ว่าจะเป็นการแย่งบัลลังค์ระหว่างพี่ชายลูกนอกสมรส และนางเอกผู้ถูกใส่ความ และตามล่าโดยผู้สำเร็จราชการใจเหี้ยม พระเอกที่เป็นมนุษย์หมาป่าที่ถูกทรยศและโดนจับขายเป็นทาส คนที่ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้มีอิสรภาพ แม้จะเป็นการทรยศนางเอกของเราก็ตาม

แองเจล่า ไนท์เป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่ดีที่สุดคนนึง และเล่มนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ถ้าไม่คิดว่าพล็อตเรื่องมันเยอะ ทำให้ทุกอย่างดูรวบรัด แม็กซ์ชอบเล่มนี้ค่ะ

Jaguar's Kiss ของโลร่า ลีย์

เรื่องสั้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบรีดที่โด่งดังของโลร่า และก็เหมือนกับทุกเล่มในชุด ธีมของเรื่องก็ยังคงเหมือนเดิม นาตาลีนางเอกเป็นครูคนแรกที่ได้รับเลือกให้เข้าไปสอนในโรงเรียนที่อยู่ภาย ใต้เขตการปกครองของกลุ่มบรีด (ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรม เรื่องในชุดนี้เกิดขึ้นในอนาคตซึ่งเหล่าบรีดออกมาประกาศตัวในสังคมแล้วว่า พวกเขามีตัวตน และได้รับการยอมรับให้จัดการปกครองตัวเองกันได้) แต่การได้รับเลือกก็ทำให้นาตาลีอาจตกอยู่ในอันตรายได้ เพราะมีกลุ่มที่ไม่ต้องการบรีดในสังคม ดังนั้นซาแบนจึงถูกส่งมาเป็นบอดี้การ์คคุ้มครองเธอ อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้ธีมเดิม นั่นก็คือนาตาลีเป็นคู่ที่ถูกโชคชะตาเลือกแล้วให้กับซาแบน เธอเป็นผู้หญิงที่เกิดมาเพื่อเขา สิ่งที่แตกต่างออกไปบ้าง ก็คือ ซาแบนไม่ได้ออกอาการฮอร์โมนพุ่งฉีดไล่นางเอกไปจนถึงห้องนอน เขาพยายามจีบเธอตามหนังสือคู่มือแนวคอสโมฯ แต่ก็เพราะเล่มนี้เป็นเรื่องสั้น ไม่นานทุกอย่างก็เข้าสูตรเดิม

แม็กซ์คงบอกว่า ถ้าคุณชอบหนังสือชุดบรีดของโลร่า (อย่างที่แม็กซ์ชอบ) คุณก็คงจะชอบเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณไม่เคยอ่านชุดบรีด เล่มนี้ก็ดูจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทดลองว่าคุณจะชอบชุดบรีดไหม

Shifter's Lady ของอลิสา เดย์

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในชุด Warriors of Poseidon ในฐานะของคนที่ยังอ่านชุดนี้ไม่ครบทุกเล่ม เราก็ตัดสินว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเพื่อที่จะเข้าใจเล่มนี้หรอกนะคะ แต่เตือนนิดนึงว่า สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่อง Wild Hearts in Atlantis ที่อยู่ในหนังสือเรื่อง Wild things มันจะมีสปอยล์นิดหน่อยของเรื่องนั้นเฉลยในเรื่องนี้

นางเอกของเรื่องนี้คือมารี น้องสาวของพระเอกในเรื่องสั้นเรื่อง Wild Hearts in Atlantis ส่วนพระเอกก็คือหัวหน้าเผ่าเสือดาวซึ่งเป็นเผ่าของนางเอกในเรื่อง Wild Hearts in Atlantis นั่นแหละ (แม็กซ์ถึงบอกว่าสองเรื่องนี้มันสปอยล์กันเอง) มารีเดินทางมาเยี่ยมพี่ชายซึ่งตอนนี้เศร้าจัดเพราะ (สปอยล์เรื่อง Atlantis Awakening) เพื่อนรักอย่างจัสติสถูกจับตัวไป แต่พอเธอมาถึง พี่ชายก็ได้รับการเรียกตัวให้ออกไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือเพื่อนที่หายไป ทันที ทำให้มารีถูกฝากฝังไว้ให้เอธานซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าเสือดาวที่เขาพักอยู่ด้วย ดูแล แต่เธอก็มาผิดจังหวะเวลาอีกนั่นแหละ เพราะในเวลานั้นสมาชิกในเผ่าของเอธานถูกฆ่าโดยไร้สาเหตุ และการมาก็ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายไปอีกคน

แม็กซ์มีความหวังกับงานของอลิสาไว้เยอะนะคะ แม้จะบอกตามตรงว่า เท่าที่อ่านงานของเธอมา ยังไม่ถือว่าสอบผ่าน แต่ก็ไม่ได้ตกอย่างน่าเกลียดถึงขนาดจะเลิกอ่าน เรื่องสั้นเล่มนี้ก็อยู่ในระดับทีอ่านได้ (แต่เทียบกับงานของแองเจล่า และโลร่าไม่ได้นะคะ) เช่นเดียวกัน ถ้าคุณคิดว่าจะลองอ่านงานของอลิสา ก็ลองอ่านเล่มนี้ดูก่อนก็ได้ ดูว่าคุณยอมรับฝีมือการเล่าเรื่องของเธอได้ไหม

คะแนนรวมทั้งเรื่องสั้น 70

Wild Card // Lora Leigh

ก่อนจะอ่านรีวิวของแม็กซ์ต่อไป ก็ขอเตือนไว้สักนิดนึงว่า ช่วงเวลานี้เป็นขาขึ้นระหว่างแม็กซ์และโลร่า ลีย์อย่างรุนแรงค่ะ ซึ่งนั่นหมายความว่า แม็กซ์อยู่ในช่วงเวลาที่โลร่าเขียนอะไรออกมาก็น่าอ่านไปหมด สนุกไปเสียทุกเรื่อง

แม็กซ์จะมีช่วงเวลาเช่นนี้กับนักเขียนบางคน ที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงเกิดขึ้น แต่บอกได้ว่า ถ้ามันเกิด ก็จะเป็นเวลาที่แม็กซ์มีความสุขมาก เพราะไม่ว่าจะอ่านอะไรที่นักเขียนคนนั้นเขียน มันก็จะดีดี้ดีสุดสุดไปเลย ตอบไม่ได้นะคะว่าเป็นเพราะเขาเขียนดีจริง หรือเป็นเพราะเคมีในสมองของแม็กซ์ไม่สมดุล ก็เลยโน้มเอียงไปทางนักเขียนคนนั้นเป็นระยะ

ในอดีตมันเคยเกิดขึ้นกับ เจนย์ แอนด์ เครซ/อแมนด้า ควิก, นอร่า โรเบิร์ต/เจดี ร็อบบ, แมรี่ โจ พุธเน่ย์ และตอนนี้เป็นโลร่า ลีย์ค่ะ

แม็กซ์เริ่มเข้าสู่อาการคลั่งไคล้งานของโลร่าตั้งแต่เรื่อง Tanner's Scheme หลังจากนั้นก็รู้สึกว่า อ่านงานเล่มไหนของเธอก็กรี๊ดสลบไปเกือบหมด

แต่ถ้ามองอีกแง่ ก็อาจเป็นเพราะในที่สุดโลร่าก็เติบโตจนเป็นนักเขียนที่พร้อมกับความโด่งดังของเธอแล้วก็ได้

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดในงานของโลร่าก็คือ บุคลิกของนางเอกที่ไม่ได้ดูเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจอีกต่อไป (นางเอกของเธอเคยมีนิสัยเช่นนั้น) แต่เ็ป็นผู้หญิงที่เหมาะสมและคู่ควรกับพระเอก

และเล่มนี้ก็เช่นกัน

Wild Card ของโลร่า ลีย์

เล่มนี้ถูกโฆษณาว่าเป็นเล่มแรกในชุด Elite Ops. หรือหน่วยกล้าตายที่รับงานที่ไม่มีหน่วยงานรัฐบาลไหนสามารถทำได้ สมาชิกในองค์กรนี้ก็คืออดีตสายลับ/ทหารจากห้าประเทศ สหรัฐอเมริกา, อิสราเอล, รัสเซีย, อังกฤษ, และออสเตรเลีย คนทั้งห้าถูกเข้าใจว่าตายไปแล้ว แต่พวกเขาก็ฟื้นกลับคืนมามีชีวิตภายใต้ชื่อใหม่ และมอบชีวิตนั้นให้กับองค์กรเพื่อพิทักษ์คุณธรรม

ความจริงแล้วเล่มนี้คือเล่มที่ต่อเนื่องมาจากชุด Tempting SEALS ซึ่งเป็นชุดแนวโรแมนติคสืบสวนของโลร่าที่ประกอบไปด้วยเรื่อง Dangerous Games, Hidden Agenda, และ Killer Secrets นั่นเอง

พระเอกในเล่มในอดีตก็คือนาธาน มาโลน ทหารหน่วยซีลที่บุกเข้าไปช่วยชีวิตนางเอกในเรื่อง Hidden Agenda ก่อนที่จะถูกเจ้าพ่อค้ายาเสพติดจับตัวไปทรมานนานสิบห้าเดือน และผลจากการถูกจับตัวไปครั้งนั้นทำให้นาธานรู้ว่า เขาไม่อาจกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมได้ เขามีตำหนิเกินกว่าที่จะกลับไปหาภรรยาผู้เป็นที่รักของเขา

โนอาห์ เบลคก็คนที่เกิดจากซากของนาธาน มาโลน เป็นเวลาหกปีแล้วที่เขาปล่อยให้เบลล์ภรรยาผู้เป็นที่รักเข้าใจว่าเขาตาย เพราะเขาคิดว่า มันคงเป็นการดีกว่าที่เธอจะคิดว่าเขาเสียชีวิตในภารกิจของหน่วยซีล เขาไม่ต้องการให้เธอพบเห็นเขาในสภาพที่เป็นอยู่ ผู้ชายที่ไม่อาจควบคุมด้านมืดของตัวเองได้ เขาคิดว่าเธอเปราะบางเกินกว่าจะรับมือกับตัวตนปัจจุบันที่เขาเป็นอยู่

แต่แล้วภารกิจก็นำเขากลับสู่เมืองเกิด และที่สำคัญพาเขากลับสู่ชีวิตของผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารักอย่างหมดหัวใจ เบลล์กำลังอยู่ในอันตราย กลุ่มนิยมชนผิวขาววางแผนโดยมีเบลล์เป็นเป้าหมาย เพราะอู่ซ่อมรถของเธอเป็นฉากหน้าอย่างดีในปฏิบัติการที่พวกนั้นต้องการ

โนอาห์กลับมา และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สามีของเธอเสียชีวิตลงที่เบลล์ชายตาแลผู้ชายคน อื่น (สภาพของโนอาห์แตกต่างจากนาธานโดยสิ้นเชิง เพราะเขาถูกทำร้ายอย่างหนักจนต้องทำศัลยกรรม)

พล็อตหนังสือเล่มนี้ได้ใจแม็กซ์ไปเกินครึ่งแล้วล่ะนะ แต่โนอาห์และเบลล์ทำให้ได้ใจอีกครึ่งที่เหลือของแม็กซ์ไป อย่างที่เขียนไปก่อนหน้า นางเอกของโลร่าเติบโตขึ้น และเข้มแข็ง เบลล์เป็นผู้หญิงชนิดที่แม็กซ์ชอบและยอมรับได้ เธอเข้มแข็งมาก ๆ และฉลาดพอที่จะ (สปอยล์) รู้ว่าโนอาห์คือนาธาน

การเล่าถึงความสัมพันธ์แต่หนหลังช่วงที่เบลล์และนาธานแต่งงานกันก็น่าสนใจ การที่นาธานไม่ยังเป็นผู้ใหญ่พอจะยอมรับเบลล์ในแบบที่เธอเป็นได้ ทำให้เธอต้องเล่นละครเป็นผู้หญิงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเขาต้องเก็บด้านมืดของตัวเองไว้ไม่ให้เธอเห็น (เพราะคิดว่าเธอไร้เดียงสาเกินไป) มันช่วยทำให้เข้าใจตัวตนของสองคนนี้อย่างมาก และยิ่งทำให้เราเชื่อว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเบลล์และโนอาห์ (ซึ่งไม่อาจเก็บด้านมืดของตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว) จะยั่งยืนและราบรื่น

และจุดที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ ก็คือ การที่โนอาห์ยอมรับถึงความผิดพลาดของตัวเองที่คิดว่า เบลล์จะไม่อาจยอมรับตัวเขาในสภาพที่เป็นได้ (ซึ่งทำให้เขาเลือกที่จะปล่อยให้เธอเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว) เขาเป็นลูกผู้ชายมากพอที่จะยอมรับความผิดพลาดนั้น และก็นึกเสียใจที่ตัวเองโง่เกินกว่าที่จะมองเห็นความเข้มแข็งของเบลล์

และเบลล์ เป็นยังคงเป็นนางเอกสไตล์โลร่า ลีย์ครบถ้วน หญิงสาวที่เป็นหญิงมาก ๆ ในขณะเดียวกันเธอก็มีแก่นที่เ้ข้มแข็ง และก็เชื่อมั่นในตัวผู้ชายของเธอมากพอ โดยเฉพาะเมื่อถึงช่วงเวลาความเป็นความตาย แม็กซ์ชอบมาก ๆ ตอนที่ (สปอยล์) เบลล์ ขู่ผู้ร้ายให้เลิกแผนการเสีย เพราะพวกเขาจะต้องตายโดยฝีมือโนอาห์ คำพูดประมาณว่า ถ้ารักชีวิตก็เลิกตอนนี้เถอะ เธอไม่ต้องการให้โนอาห์ต้องฆ่าใครเพิ่มขึ้นอีก ทั้งที่ตอนนั้นเธอโดนจับตัวอยู่ และสถานการณ์ของโนอาห์ก็ดูไม่ดีเท่าไหรนัก

โดยรวมแล้วแม็กซ์ชอบเล่มนี้มากค่ะ แต่ก็ไม่ได้กำลังจะบอกว่าเล่มนี้ดีพร้อมหรอกนะคะ แม็กซ์เจอข้อผิดพลาดหลายจุด โดยเฉพาะการลำดับด้านเวลาช่วงที่โนอาห์และเบลล์แยกจากกัน แต่อาจเพราะแม็กซ์ไม่ใช่นักอ่านที่ถี่ถ้วนนัก (ไม่ได้อ่านทุกตัวอักษร และไม่ได้อ่านหลายรอบจนหนังสือเปื่อย) ก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความผิดพลาดพวกนี้นัก (แม็กซ์ไม่ได้บอกว่ามันไม่สำคัญนะคะ แต่เนื่อเรื่องมันสนุกจนทำให้แม็กซ์มองข้ามข้อบกพร่องพวกนี้ไปได้

และเช่นเดียวกัน ตอนจบของเรื่องที่มันลงเอยด้วยดีไปซะทุกอย่าง มันก็ออกจะมากเกินไปหน่อย โดยเฉพาะที่พ่อของนาธานจากคนร้ายกลายเป็นชายแก่ผู้ถูกเข้าใจผิด มันไม่น่าเชื่ออย่างรุนแรง แต่ก็เช่นเดียวกันค่ะ ไม่มากพอจะทำให้แม็กซ์ตำหนิเล่มนี้ได้

คะแนนที่ 83

Wednesday, January 21, 2009

Beyond the Dark // An Anthology

สุดสัปดา์ห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นช่วงวันว่างที่แม็กซ์อ่านหนังสือได้น้อยเล่ม ที่สุดก็ว่าได้ค่ะ ไม่ใช่เพราะความเบื่อ แต่เป็นเพราะต้องใช้เวลาทุ่มเทสมาธิอย่างสูงให้กับหนังสือของเมลจีน บรู๊ค (อย่างที่เขียนในบลอกที่รีวิวเรื่องของเธอแหละค่ะว่า ต้องตั้งใจมาก ๆ ในการอ่าน เพื่อให้ได้ความสนุกเต็มคราบ)

วันนี้รีวิวจึงเป็นการเอาของเก่ามาขาย เราอ่านเล่มนี้จบไปสักตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วล่ะค่ะ เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเคลียร์หนังสือรวมเรื่องสั้นออกไปให้ได้มากที่ สุดของเรา

หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Beyond the dark

หนังสือเล่มนี้ออกตามแนวของหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ประสบความสำเร็จหลาย เรื่องของเบิร์คเลย์ ที่เอานักเขียนแนวพารานอมอลดัง ๆ หลายคนมาชนกัน และจำว่าไป เล่มนี้ถือว่าเอานักเขียนในระดับ "ดังแล้ว" หลายคนมาเจอกันเลยทีเดียว (เมื่อเทียบกับเล่มอื่นที่ส่วนใหญ่มักมีนักเขียนระดับดังสักสองคน ส่วนอีกสองคนเป็นนักเขียนหน้าใหม่)

Dragon Dance ของแองเจล่า ไนท์

เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ได้ต่อเนื่องกับหนังสือชุดใดของแองเจล่านะคะ แต่เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่า น่าจะเขียนเป็นชุดให้เป็นเรื่องเป็นราวมาก เพราะคอนเซ็ปต์ของเรื่องน่าสนใจมาก แนวเอ็กซ์เมน (ที่ฮิวจ์ แจ๊คแมนเล่นนะคะ ไม่ใช่รายการเกาหลีตีหัวที่ฉายที่ยูบีซี) ยังไงยังงั้นเลย

ในโลกของเรื่องสั้นเรื่องนี้ จู่ ๆ มนุษย์โลกเริ่มแสดงความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ออกมา ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เมื่อมันเกิดขึ้น มนุษย์คนนั้นมักจะสูญเสียความควบคุมตัวเอง ออกอาการคลั่งและทำร้ายผู้คน หนึ่งในนั้นจับครอบครัวของตัวเองไว้เป็นตัวประกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเอเรียลในการช่วยเหลือ แต่ในระหว่างความพยายามเข้าจับกุมคนร้าย เอเรียลโดนลูกหลงจากการปล่อยพลัง (ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของคนร้าย) และนั่นกลายเ็ป็นการกระตุ้นความสามารถพิเศษในตัวเธอเช่นกัน

และเอเรียลก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของแทร็คเกอร์ หนึ่งในมนุษย์ผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อห้าปีก่อน เมื่อเขาถูกกระตุ้นด้วยพลังบางอย่าง จนความสามารถพิเศษปรากฎ จากครูในโรงเรียนมัธยม เขากลายเป็นยอดมนุษย์ที่คอยปกป้องมนุษย์ด้วยกัน

เราชอบพล็อตเรื่องนี้นะคะ และชอบโลกที่แองเจล่าสร้างขึ้นมามาก ปัญหาก็คือ เรื่องมันสั้นเกินกว่าจะบอกเล่าความซับซ้อนของโลกนี้ได้ชัดเจน เราอยากให้เธอเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นชุดเต็ม ๆ มากกว่า ว่าไปแล้ว เราคิดว่าน่าสนใจกว่าชุด Mageverse ของเธอด้วยซ้ำ (เพราะเราเบื่อชุดนั้นแล้วด้วยค่ะ)

คะแนนที่ 67

Caught by the tides ของไดแอนน์ ไวท์ไซด์

เช่นเดียวกันเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับชุดที่ไดแอนน์เขียนอยู่หรอกนะคะ เป็นเรื่องในยุครีเจนซี่ที่ไม่เหมือนกับที่เรารู้จักกันในประวัติศาสตร์

เพราะในเรื่องนี้ การมีอยู่ของพ่อมดและแม่มดได้รับการยอมรับ เวทมนตร์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และในสมัยสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ความสามารถของพ่อมดกลายเป็นสิ่งสำคัญ โอเว่นผู้เป็นพ่อมดแห่งราชสำนักได้รับมอบหมายให้นำข่าวสารสำคัญเดินทางข้าม ช่องแคบระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสมาส่งให้กับฐานปฏิบัติการในลอนดอน แต่ระหว่างเดินทาง เรือของเขาถูกโจมตีโดยพ่อมดที่เป็นสายลับของฝรั่งเศสจนเรือแตก เขาได้รับการช่วยเหลือจากหญิงม้ายที่ดูเผิน ๆ เป็นคนที่ไม่มีเวทมนตร์ แต่ความจริงแล้วเธอมีพลังที่เป็นที่ต้องการของพ่อมดทุกคน

เช่นเดียวกันนะคะ เราชอบโลกที่ไดแอนน์สร้างขึ้นในเรื่อง คิดว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่ก็ติดปัญหาเดิมล่ะค่ะ ตรงที่เป็นเรื่องสั้น ทำให้ไม่สามารถสำรวจรายละเอียดทั้งหมดได้ การดำเนินเรื่องโดยเฉพาะในส่วนของพระนางก็ดูรวบรัดไปมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นความผิดของคนแต่งด้วยแหละ เพราะวางภูมิหลังของโอเว่นไว้เยอะ แม้จะทำให้เขาดูน่าสนใจ แต่เรื่องมันก็สั้นเกินกว่าจะทำให้ดูได้ข้อสรุปที่สมเหตุผลได้

อ้อ อ่านเล่มนี้แล้วทำให้นึกย้อนไปสมัยดูหนังจีนตอนเด็ก ๆ น่ะค่ะ ที่เวลาพระเอกนางเอกจะมีฉากเข้าพระเข้านางกันเนี่ย ต้องมีพิธีเปิดลมปราณ (ที่นางเอกต้องเสียความบริสุทธิ์) เป็นข้ออ้างในการให้พระนางเข้าหอ ไม่นึกน่ะค่ะว่าฝรั่งก็ใช้พล็อตนี้เหมือนกัน (อันที่จริงแม็กซ์ก็เคยอ่านเจอในเล่มอื่นเหมือนกันแหละ เพียงแต่ไม่ใช่ในช่วงสี่ห้าปีนี้เท่านั้นเอง)

เรื่องนี้คงจะดีกว่านี้เยอะค่ะ ถ้าเป็นเรื่องยาว คะแนนที่ 57

Queen of all She Surveys ของเอ็มม่า โฮลี่

เรื่องนี้ถือเป็นภาคต้นของชุด Demons ของเอ็มม่า โฮลี่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องในชุดเพื่อทำความเข้าใจเล่มนี้หรอกนะคะ เพราะเรื่องนี้เล่าเรื่องตั้งแต่อาณาจักรยาม่า (ซึ่งเป็นอาณาจักรของกลุ่มชนที่มนุษย์เรียกว่าปีศาจในนิยายเล่มต่อ ๆ มาของเอ็มม่าเขา) ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น

ในเวลานั้นบ้านเมืองถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ราชินีทู (Tou) กำลังเป็นฝ่ายมีชัยในศึกที่เธอทำกับกษัตริย์เรจน่าผู้โหดร้าย เพื่อเจรจาสงบศึกราชาเรจน่าตัดสินใจส่งลูกชาย เมมน่อน ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของเขา มาเป็นเครื่องบรรณาการ

เรื่องนี้ได้ใจแม็กซ์แล้วตั้งแต่พล็อตค่ะ แต่ก็คงต้องเตือนกันไว้หน่อยสำหรับแฟนโรแมนซ์ว่า บางฉากในเรื่องอาจจะไม่เหมาะกับแฟนโรแมนซ์ขวัญอ่อนนะคะ นางเอกในเรื่องมีฮาเรมส่วนตัวที่เธอเก็บสะสมบรรดาเจ้าชายต่าง ๆ ที่ถวายตัวเข้ามารับใช้ กว่าพระเอกเราจะฟันฝ่ามาเป็นหนึ่งเดียวของราชินีได้ มันก็มีฉากล่อแหลมพอสมควรล่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในเล่มนี้ของเราค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราชอบพล็อต และมันทำให้เรารู้จักเรื่องราวของชาวยาม่าชัดเจนขึ้นไปอีก โดยเฉพาะสำหรับคนที่อ่านเรื่อง Demon's Fire จะคงพอนึกออกเพราะมีฉากที่นางเอกในเรื่อง DF เข้าไปในหลุมศพของราชินีทู (เรื่องสั้นนี้เขียนก่อนนะคะ)

คะแนนที่ 73

In a Wolf's Embrace ของโลร่า ลีย์

เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในชุดบรีดของโลร่า ลีย์ค่ะ สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านชุดนี้มาก่อนก็อาจงงนิดหน่อยกับพล็อตพื้นฐานของชุดที่ เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่ถูกสร้างขึ้นโดยการตัดต่อพันธุกรรม และเอาดีเอ็นเอของสัตว์เข้ามาผสม ทำให้พวกเขามีลักษณะพิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดา

แต่คนที่อ่านเรื่องในชุดอยู่แล้ว ก็คงอ่านได้ไม่มีปัญหา พล็อตเรื่องก็เป็นไปตามแนวของโลร่าอย่างมาก ไม่ต้องคาดเดาอะไรให้เหนือย เรื่องราวที่แมทเธียสซึ่งเป็นมือสังหารชาวบรีดถูกส่งไปฆ่าศัตรู ซึ่งในการเข้าถึงเป้าหมายเขาจำเป็นต้องหลอกลวงเกรซ หญิงสาวสวยและไร้เดียงสาให้เป็นเครื่องมือ แต่ในขณะที่กำลังลงมือฆ่า เกรซก็ดันเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์เสียก่อน ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายในการตามล่าของฝ่ายศัตรูไปด้วย

เพื่อให้เรื่องสมกับเป็นแนวบรีดทุกเล่ม เกรซและแมทเธียสก็เป็นคู่แท้ซึ่งกันและกัน (และการเป็นคู่แท้ในชุดบรีดหมายถึงเซ็กส์และเซ็กส์)

ในฐานะของคนที่ชอบชุดนี้ แม็กซ์ไม่มีอะไรบ่น แต่ถ้าคุณเริ่มเบื่อชุดนี้ หรืออ่านชุดนี้แล้วไม่เวิร์ค ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนักหรอกในการอ่านเรื่องนี้

คะแนนที่ 67

Hot Spell // An Anthology

หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่เก่าเก็บนานมาหลายปี (ตั้งแต่ปี 2005 โน่นแน่ะ) แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อ่านเลยหรอกนะคะ เราอ่านเรื่องสั้นบางเรื่องไปแล้วบ้าง เพียงแต่เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่านจนจบทุกเรื่องเท่านั้นเอง

สำหรับคนที่สนใจงานของนักเขียนทั้งสี่คนที่ร่วมกันเขียนในเล่มนี้ แต่ไม่กล้าลองซื้อเล่มหนาของพวกเธอมาอ่าน เราก็ขอแนะนำให้ลองอ่านงานของทั้งสี่ที่เล่มนี้ดูกันได้ เพราะเราคิดว่าสไตล์การเขียนเป็นตัวแทนผลงานโดยรวมของนักเขียนแต่ละคนเลยที เดียว

หนังสือรวมเรื่องสั้น Hot Spell

หนังสือเรื่องสั้นทั้งสี่เรื่อง ยกเว้นแค่เรื่องของไซโลห์ วอร์คเกอร์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในชุดอันโด่งดังของนักเขียนแต่ละคน โดยเฉพาะเรื่องของเมลจีน บรู๊ค เราถือว่าเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้เลยในการอ่านหนังสือชุดของเธอ

มาว่ากันทีละเรื่องแล้วกัน

The Countess's Pleasure ของเอ็มม่า โฮลี่

เรายกให้เอ็มม่า โฮลี่เป็นเจ้าแม่ผลงานแนวอีโรติค โรแมนซ์นะคะ ไม่ว่าจะมีใครเขียนเรื่องไหนออกมา อาจจะร้อนแรงกว่างานของเธอ ก็ไม่อาจเทียบกับเอ็มม่าซึ่งถือเป็นคนแรก ๆ ที่เริ่มบุกเบิกหนังสือแนวนี้ (ร่วมกับนักเขียนอีกคนที่ชื่อว่าโรบิน ชอนน์)

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนเสริมในหนังสือชุดเดม่อนแห่งยุควิคทอเรียน (ที่เล่มแรกของชุดก็คือ The Demon's Daughter) เล่าเรื่องของโลกที่น่าจะอยู่ในช่ีวงเดียวกับยุควิคทอเรียนที่เรารู้จักกัน เพียงแต่ในโลกของเอ็มม่า มนุษย์ได้ค้นพบว่า ตนเองมิใช่สิ่งมีชีวิตเดียวที่มีวิวัฒนาการล้ำหน้ากว่าสัตว์อื่นเพียงชนิด เดียว ยังมีชาวยาม่า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คล้ายคลึงมนุษย์ แต่ไม่ใช่ อาศัยอยู่ด้วย การค้นพบยาม่าทำให้ประวัติศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์กลายเป็นคนป่าเถื่อนและไร้วัฒนธรรม ในขณะที่สังคมของยาม่าเ็ป็นสังคมชั้นสูงชนิดที่มนุษย์โลกไม่อาจก้าวไปถึง

ในเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของเคาท์เตสม่ายสาวที่เดินทางไปยังเมืองซึ่งอยู่ ระหว่างชายแดนระหว่างอาณาเขตของมนุษย์และยาม่า ที่นั่นเธอได้ปลดปล่อยความพิศวาสที่เก็บไว้ของตัวเองมานาน (จำได้ไหมว่าสังคมวิคทอเรียนนั้น กระทั่งขาโต๊ะก็ยังต้องเอาผ้ามาคลุม เพราะมันไม่สุภาพ) กับชายหนุ่มชาวยาม่าที่ทำงานในคลับเพื่อหาเงินส่งเสียกลับไปให้ครอบครัวที่ ยาม่า

พล็อตเรื่องเรียบง่ายไม่มีอะไรให้ต้องลุ้นกันมาก แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับยาม่าในหนังสือเล่มอื่น ๆ ของเอ็มม่ามาก่อนจะเก็ตกับความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์และยาม่า นี่ไหม มันมีความซับซ้อนพอสมควร และอาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจแบ็คกราวด์ของเรื่อง

แต่สำหรับเรา (เนื่องจากตามอ่านงานของเอ็มม่าเกือบครบทุกเล่ม) นี่จึงไม่ใช่ปัญหา คะแนนที่ 70

The Breed Next Door ของโลร่า ลีย์

ถ้านับกันตามจริงแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกที่โลร่าเขียนให้กับสนพ.เบิร์คเลย์ (หลังจากที่ทิ้งสนพ.อีลอร่ามาซบอกกัน) เรื่องนี้เป็นไปทุกอย่างตามสูตรของหนังสือชุดบรีดของโลล่าค่ะ เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ว่าสูตรชุดบรีดเป็นยังไง และเหมาะกับคนที่ชอบสูตรชุดบรีดของโลร่า (อย่างแม็กซ์ที่ตอนนี้ยังไม่เบื่อนะคะ)

เรื่องราวของทาเร็คที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้านสาวสวยอย่างไลร่า เพราะได้รับมอบหมายให้มาจับตามองกลุ่มคนที่เคยทรยศต่อพวกบรีด (ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีส่วนผสมของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ผสมปนเปกันอยู่) แต่แล้วเขาก็ต้องเสียสมาธิเพราะสาวน้อยข้างบ้านที่ยั่วเสน่ห์เขาเสียจริง และแน่นอนว่าตามสูตรแล้วไลร่าก็คือคู่แท้ของเขาอีกต่างหาก ซึ่งทำให้เมื่อทั้งคู่มีการแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกายต่อกัน (อย่าคิดมาค่ะ น้ำลายก็ถือว่าใช้ได้แล้ว) ก็จะทำให้ไลร่าเกิดอาการที่เรียกกันว่า Mating Heat ที่ทำให้ดีกรีความร้อนแรงในหนังสือเล่มนี้ทวีความรุนแรงหลายเท่าตัว

อย่างที่บอกเรื่องนี้เป็นพล็อตที่โลร่า ลีย์ให้บ่อยมาก ถ้าเคยอ่านแล้วยังไม่เบื่อเล่มนี้ก็น่าจะถือว่าโอเค ส่วนตัวเราซึ่งพูดเสมอว่า เพิ่งจะมารู้สึกว่าโลร่าเขียนหนังสือดีมาก ๆ ก็ตอนที่อ่านเรื่อง Tanner's Scheme ซึ่งเขียนหลังจากเล่มนี้หลายปี เรื่องสั้นเรื่องนี้เลยขาดเหตุผล และอารมณ์ในด้านลึกไปเยอะพอสมควร

คะแนนที่ 63

Falling for Anthony ของเมลจีน บรู๊ค

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเล่มนี้ที่เราเปิดอ่าน และก็ยังคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเมื่อเราหยิบมาอ่านอีกรอบ เรื่องราวในยุครีเจนซี่ เล่าเรื่องของคู่รักที่ไม่น่าจะลงเอยกันได้

นั่นก็เพราะแอนโธนี่เป็นเพียงหมอจน ๆ คนนึงที่พ่อของเอมิลี่ส่งเสียให้เล่าเรียน (สมัยนั้นหมอไม่รวยเหมือนตอนนี้หรอกนะ) ในขณะที่เธอเป็นลูกสาวของขุนนางบรรดาศักดิ์สูง แต่ในวันนึงก่อนที่แอนโธนีจะไปออกรบ (พร้อมกับคอลิน พี่ชายของเอมิลี่) จู่ ๆ สาวน้อยที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ก็จัดการรวบหัวรวบหางแอนโธนี่ซะอย่างงั้น

อ่านแล้วงงใช่ไหม แม็กซ์ก็งงค่ะ เราคงไม่บอกเหตุผลหรอกนะคะ แต่มันมีคำอธิบาย ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจใครที่นิยมลัทธิเยื่อบางนัก แต่มันโอเคสำหรับเรา

แต่แล้วในการรบ คอลินกลับเป็นเพียงคนเดียวที่กลับมาสู่บ้านได้ เพราะแอนโธนีเสียชีวิตลง สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือ แอนโธนีไม่ได้ตายในการรบธรรมดา เขาได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่าง และนั่นทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นเทพบุตร

ในฐานะของเทพบุตรฝึกหัด แอนโธนี่มีภาระต้องรับใช้สวรรค์ (หรือที่เรียกกันว่าเคย์ลั่ม) เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี ก่อนที่เขาจะมีสิทธิเลือกที่จะคุ้มครองมนุษย์ต่อ ไปสู่สวงสวรรค์ของแท้ หรือว่าจะตกจากสวรรค์ (ด้วยการเกิดใหม่) แต่งานแรกที่แอนโธนีได้รับการคือ การกลับไปยังบ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพื่อตามหาดาบของไมเคิล (ซึ่งเป็นผู้นำของเคย์ลั่ม) ที่หายไป ปัญหาก็คือ ดาบเล่มนั้นอยู่ในความครอบครองของเอมิลี่ หญิงสาวที่เขารักอย่างหมดหัวใจ แต่เข้าใจว่าเขาตายไปแล้ว

เรื่องสั้นเรื่องนี้มีความยาวมากที่สุดในเล่ม แต่มันแทบจะไม่เพียงพอเลยในการเล่าเรื่องที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ นั่นก็เพราะนอกเหนือจากเรื่องราวของตัวเอกอย่างแอนโธนีและเอมิลี่แล้ว ยังมีเรื่องของฮิวจ์ ซึ่งเป็นเทพบุตรซึ่งเป็นอาจารย์ของแอนโธนี (คิดถึงโอบีวันที่เป็นอาจารย์ของอนาคิน) และลิลิธ ปีศาจสาวจากนรกผู้ต่อสู้กับฮิวจ์มานานนับพันปี เรื่องราวของทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาตร์อันยาวนานของทั้งคู่ก่อนที่ จะลงเอยกันในเรื่อง Demon Angel และเล่มนี้ก็ยังเล่าเหตุการณ์ที่คอลิน พี่ชายของเอมิลี่ถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นพระเอกใน Demon Moon

โลกที่เมลจีน บรู๊คคนแต่งเรื่องนี้สร้างมันซับซ้อน และวิธีการเล่าเรื่องของเธอไม่เอื้ออำนวยกับการอ่านแบบลวก ๆ คุณต้องทุ่มเต็มร้อยและมีสมาธิอย่างเต็มที่ ไม่ควรรีบเร่งอ่าน เพราะทุกบรรทัดแฝงไว้ด้วยความหมาย

คะแนน 80

The Blood Kiss ของไซโลห์ วอร์คเกอร์

ในความคิดของแม็กซ์ เรื่องนี้อ่อนที่สุดในบรรดาสี่เรื่องในเล่มนี้ แต่ก็อาจเป็นเพราะไซโลห์เป็นนักเขียนที่ฝีมืออ่อนทีสุดในบรรดาสี่คนนี้ก็ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ห่วยไม่ได้เรื่องหรอกนะคะ

มันโอเคเลยล่ะ เพียงแต่เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นดูอ่อนไปเท่านั้นเอง

โรมัน มอนต์โกเมอรี่เป็นราชาหมาป่าผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งกำลับมีปัญหา นั่นก็เพราะน้องชายของเขาดันไปเผ่นพล่านในเขตแดนของแวมไพร์ จนถึงจับตัวไป บทลงโทษของเหล่าแวมไพร์ก็คือการจับขังเป็นเวลาสองร้อยปี ซึ่งโรมันยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงปลอมตัวบุกเข้าไปในถิ่นของแวมไพร์ จากนั้นก็ปฏิบัติการช่วยชีวิตน้องชายออกมา แต่ตอนขากลับบ้านดันไม่กลับมือเปล่า เขายังเกี่ยวเอาบุตรสาวคนเดียวของหัวหน้าแวมไพร์ติดตัวมาด้วย

เธอชื่อจูเลียนน่า และเธอเป็นแวมไพร์ชนิดพิเศษ นั่นก็คือเธอยังไม่ใช่แวมไพร์ หากแต่เป็นมนุษย์ (จะเป็นแวมไพร์เมื่อเธอตาย และได้ดื่มเลือด) ดังนั้นเธอจึงมีคุณค่ามหาศาล เพราะยังมีทายาทสืบตระกูลแวมไพร์ได้ การจับตัวเธอไปของโรมันจึงกลายเป็นการกระตุ้นให้พ่อของเธอประกาศศึก โดยมีจูเลียนน่าเป็นของรางวัล ใครที่ช่วยเธอมาจากโรมันได้ ก็จะกลายเป็นเจ้าบ่าวของเธอไปโดยปริยาย

ปัญหาของแม็กซ์ต่อเล่มนี้ก็คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้พ่อของจูเลียนน่าเป็นตัวร้าย โอเคโรมันพูดและคิดหลายรอบถึงความเลวร้ายของพ่อเธอ แต่แม็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวยังไง น้องชายโรมันก็เสือกบุกเข้าไปในดินแดนของเขาก่อน แล้วยังเรื่องจูเลียนน่า หากจะบอกว่าพ่อของเธอเลวที่เอาเธอเป็นเครื่องมือ ก็โรมันก่อนนั่นแหละดันเสือกไปยุ่งกะเธอก่อน แวมไพร์ก็ต้องการรักษาเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้เช่นกัน

มันเหมือนการบอกว่า หมาป่าดี แวมไพร์เลว ยังไงยังงั้นเลยล่ะ

เพราะความไม่เท่าเทียบกันทางความเหนือธรรมชาติ แม็กซ์จึงให้คะแนนได้แค่ที่ 60

โดยสรุปทั้งเล่ม Hot Spell ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะคะ เพราะจะแนะนำให้คุณได้รู้จักนักเขียนถึงสี่คนที่เขียนเรื่องอยู่ในระดับใช้ ได้เลยทีเดียว ดังนั้นแม้ว่าแยกแต่ละเล่มคะแนนจะดูไม่ค่อยดีนัก เพราะแม็กซ์ไม่ค่อยชอบเรื่องสั้น แต่เมื่อรวมกัน เล่มนี้ได้ 83 เพราะยากนักที่จะหาหนังสือรวมเรื่องสั้นที่คุณภาพของแต่ละเรื่องอยู่ในระดับ สูงอย่างนี้ได้