Showing posts with label Stephanie Laurens. Show all posts
Showing posts with label Stephanie Laurens. Show all posts

Tuesday, February 10, 2009

What Price Love? // Stephanie Laurens

สุดสัปดาห์ผาสุขที่ผ่านไป แม็กซ์อ่านหนังสือจบไปแค่สองเล่มเองค่ะ ทั้งที่ตั้งใจจะอ่านให้ได้มากกว่านั้น แต่ก็มีกิจกรรมอื่นมาแทรกเป็นระยะ ผลสรุปของการอ่านอยู่ตรงกึ่งกลางพอดี คือดีกะเลว ไม่ถึงกะดีมาก หรือเลวมาก แต่ตรงกลางของสองอย่างนั้นพอดีอีก

อ่านไปก็งง พูดถึงหนังสือดีกว่า

ค่าแห่งความรัก ที่ไม่ใช่หนังสือของลินน์ เกรแฮมที่เพิ่งออกขายไปนะคะ แต่เป็นการตั้งชื่อเองของแม็กซ์กับเรื่อง What Price Love? ของสเตฟานี ลอว์เรนส์ หนังสือที่ถ้าสั้นกว่านี้สักหนึ่งร้อยหน้าจะสมบูรณ์แบบกว่านี้ แต่ด้วยความยาวที่เกินขนาดก็เลยทำให้เบื่อไปเสียก่อน ทั้งที่พูดตามตรงก็ถือว่าสนุกพอตัวทีเดียว

เรื่องเริ่มต้นตามสไตล์หนังสือในครอบครัวซินสเตอร์ แม้ว่าดิลล่อนจะไม่ใช่ซินสเตอร์ แต่การเป็นญาติทางเมียก็เพียงพอแล้วจะทำให้เขาแสนเท่ห์ หล่อ รวย และเก่ง ความผิดปกติก็คือ ดิลล่อนมันไม่ได้หล่อ เท่ห์อย่างนี้ในเล่มที่เขาออกมามีบทบาทเป็นตัวละครรอง (The Rogue's Proposal) ความเท่ห์แม็กซ์เชื่อว่าสร้างกันได้ ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ดิลล่อนปรับตัวเปลี่ยนนิสัยจากเด็กเอาแต่ใจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบ อันนี้โอเค

แต่ความหล่อนี่สิ งงมาก เพราะดิลล่อนไม่ได้หล่อธรรมดา แต่เป็นหล่อประเภทลืมหายใจ หล่อจนคนสนใจแต่ความหล่อไม่สนใจตัวตนภายในของเขา (นี่เป็นเรื่องปรับทุกข์ที่เขาคุยกะนางเอกที่สวยจนลืมหายใจพอกัน) ความหล่อนี่มันเป็นของเฉพาะตัวนะ ลองโผล่หน้ามาว่าหน้าตาธรรมดา ทำยังไงมันก็ไม่หล่อขึ้นมาหรอกนะ ยิ่งสมัยนั้นไม่มีศัลยกรรมด้วย ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่

อีกประเด็นนึงที่ขัดใจมากก็คือเรื่องชื่อนางเอก พริส ย่อมาจากพริสซิล่า นี่เป็นชื่อที่น่าเกลียดที่สุดที่แม็กซ์เคยได้ยินมา อ่านยังไงก็ซึ้งไม่ออกน่ะ รู้สึกเหมือน piss พิกล

ถ้าตัดประเด็นพวกนั้นไป เนื้อเรื่องก็ถือว่าสนุกอ่านได้ คนที่ชอบชุดซินสเตอร์ก็คงชอบค่ะ คนที่ไม่เคยอ่านชุดนี้ก็อ่านได้ จะมีก็แต่คนที่เบื่อเรื่องแนวซินสเตอร์แล้วนะค่ะที่ไม่ควรอ่านอย่างยิ่ง เพราะสเตฟานี่ไม่ได้สร้างสรรเนื้อหาสาระอะไรใหม่ ทุกอย่างเดินตามรอยเท้าความสำเร็จในอดีต

สำหรับแม็กซ์ที่ไม่ถึงกะเบื่อซินสเตอร์ แต่ก็ไม่คลั่งเหมือนแต่ก่อน ก็อ่านไปได้ เพราะองค์ประกอบของชุดซินสเตอร์ที่แม็กซ์ชอบก็คือ พระเอกรู้ใจตัวเองว่าต้องการอะไร เขาอาจะไม่พูดออกมาว่ารัก แต่เขารู้เกือบในทันทีว่าต้องการนางเอกให้เข้ามาอยู่ในชีวิต และทำทุกวิถีทางไม่ว่าเจ้าเล่ห์อย่างไรเพื่อให้เธอมาเป็นของเขา

หนังสือเรื่องนี้เป็นรักในสนามม้า เพราะเกิดที่ Newmarket อันเป็นตลาดแข่งม้าชื่อดังของอังกฤษ นางเอกมาตามหาน้อง/พี่ฝาแฝดที่หลงเข้ามาพัวพันกับแก็งค์ต้มตุ๋น ส่วนดิลล่อนเป็นผู้เก็บรักษาสมุดประวัติม้าที่นางเอกแสนจะอยากเข้ามาอ่าน เพราะรวบรวมข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นกับแฝดของเธอกันแน่

พล็อตปัญญาอ่อน

แต่อย่างที่บอกอ่านได้นะคะ ถ้าไม่คิดอะไรมาก อ่านความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกะนางเอกก็ถือว่าสอบผ่าน แม้นางเอกจะทำเป็นเล่นตัวไม่เชื่อใจพระเอกสักกะที แต่ก็กลับตัวทันก่อนที่แม็กซ์จะหมดความอดทนแล้วขว้างหนังสือทิ้ง

แม็กซ์ว่าเรื่องนี้ไปเยอะ แต่พูดจริงนะว่าสนุกอ่านได้ ที่ติเยอะก็คงเพราะแม็กซ์ยังเพ้อฝันอยู่กับอดีตอันแสนรุ่งเรื่องของสเตฟานี สมัยที่เธอเขียน Devil's Bride อยู่น่ะค่ะ

Saturday, February 7, 2009

The Taste of Innocence // Stepanie Laurens

สำหรับคนที่เบื่อสไตล์การเขียนเรื่องของสเตฟานี ลอเรนส์ แม็กซ์ก็คงไม่แนะนำเรื่องนี้หรอกนะคะ เพราะว่ามันก็ยังไม่มีอะไรใหม่ขึ้นมาหรอก แนวเรื่อง สำนวน พระเอกนางเอกก็ก๊อปมาจากของเก่าที่เคยประสบความสำเร็จของเธอทั้งนั้นแหละ

แต่สำหรับแม็กซ์ที่ดูเหมือนจะ "ติด" งานชุดซินเตอร์ของสเตฟานีอยู่ ก็เลยเป็นเหมือนหลักสูตรภาคบังคับที่ยังไง้ยังไงก็ต้องตามอ่านกันอยู่ แม้ว่าจะรู้ว่า คงเหมือนเดิม

และมันก็เหมือนเดิม

เมื่อชาร์ลีขุนนางหนุ่มน้องชายนางเอกในเรื่อง A Secret Love หรือรสสวาทสาวสองหน้าอันเลื่องลือของฟองน้ำที่ตอนนี้กลายเป็นหนังสือลามกไป เรียบร้อยแล้ว โตเป็นหนุ่ม และคิดจะมีเมีย ชาร์ลีเลือกผู้หญิงที่จะเป็นเคาท์เตสของเขาเรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือซาร่าห์ สาวข้างบ้าน หญิงสาวที่เขาดูแล้วเหมาะสมกะเขาเสียทุกอย่าง โดยเฉพาะกับชีวิตที่เขาคิดแล้วว่าจะต้องไม่มีความรัก

นั่นเพราะความรักทำให้เขาสูญเสียความควบคุม และอาจจะต้องตัดสินใจผิดพลาดไป

แต่ซาร่าห์ต้องการมากกว่าแค่การแต่งงานเพื่อความเหมาะสม เธอต้องการบางอย่างที่มากกว่า และต้องการให้ชาร์ลี "จีบ" วิธีการจีบของทั้งคู่ก็เป็นพล็อตเดิม ๆ ที่คุ้นเคยกัน การไปงานเลี้ยงเต้นรำงานเดียวกัน ก่อนจะจบกันเดียวงานเลี้ยงส่วนตัวระหว่างสองคนที่อะไรมันไปถึงไหนต่อไหน

สุดท้ายก็แต่งงานกันจนได้ และเมื่อนั้นเองที่ชาร์ลีพบว่าตัวเองตกหลุมรักภรรยาสาวคนสวยของเขาเสียแล้ว และทำให้เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อกันเธอออกไปจากชีวิต

ความรู้สึกที่ได้จากการอ่านเล่มนี้เหมือนอ่านนิยายรักวัยรุ่นมัธยมต้นน่ะค่ะ เรื่องที่พระเอกมันงี่เง่าอยู่สักหน่อย ไม่ค่อยมีเหตุผล ตามประสาพระเอก (แต่ยังดูเท่ห์อยู่) แม็กซ์ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกนะในเหตุผลที่ชาร์ลีปฏิเสธความรัก แต่ถ้าทำใจให้ยอมรับมันได้ มันก็อ่านแล้วบีบหัวใจไม่น้อยที่พระเอกของเราพยายามกันนางเอกให้ออกห่างจาก หัวใจ แต่ก็ทำไม่สำเร็จสักที

แม็กซ์ชอบนางเอกที่มีเหตุผลดี เข้าใจและอ่านสถานการณ์ออก ไม่งี่เง่า แต่นี่ก็เป็นลักษณะของนางเอกของสเตฟานีอยู่แล้ว (นางเอกของเธอไม่ค่อยงี่เง่านัก)

สิ่งที่ทำให้เล่มนี้โดดเด่นขึ้นมากลับเป็นตัวละครที่ไม่น่านึกถึงอย่างตัว ร้าย แม็กซ์อยากจะบอกว่าเรื่องนี้มีตัวร้ายที่ประหลาดที่สุดเท่าที่เคยอ่านนิยาย มา แต่ตามประสาคนอย่างแม็กซ์ที่นิยมตัวร้าย ก็อยากจะเขียนอีเมลล์ไปหาสเตฟานี แล้วขอร้อง พลีส พลีส พลีส เขียนเรื่องของตัวร้ายคนนี้ด้วยเถิด

สำหรับแฟนประจำสเตฟานี เล่มนี้อยู่ในระดับที่ดีค่ะ ดีกว่างานของเธอในช่วงสองสามปีหลัง แต่สำหรับคนที่เบื่ออออออออออเธอเสียเต็มประดา ก็ไม่แนะนำให้ซื้อมาอ่านหรอกนะ เพราะมันไม่มีอะไรใหม่ ทุกอย่างเหมือนเดิม

คะแนน สำหรับแม็กซ์ที่ในใจยังพอมีพื้นที่เหลือให้สเตฟานี ลอเรนส์ อยู่ที่ 73

ป.ล. แม็กซ์ติดภารกิจไปสิงคโปร์ช่วงสองสามวันนี้นะคะ ถ้าหาสัญญาณอินเตอร์เน็ตใช้ฟรี ๆ ได้ ก็จะส่งบลอกจากเมืองลอดช่องมาฝากกันค่ะ แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ขอลาสักวันสองวันแล้วกันนะคะ

Friday, February 6, 2009

To Distraction // Stephanie Laurens

วันนี้อารมณ์บ่จอยค่ะ เพราะว่าโทรเช้าโทรเย็นตามหนังสือเรื่อง Extreme Danger ของแชนน่อน แม็คเคนน่ากีครั้งต่อกี่ครั้งก็ได้รับคำตอบเดิมว่า "ยังไม่เข้ามาค่ะ"

อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะรอนานหรอกนะคะ เพียงแต่ว่า หนังสือเล่มอื่นที่สั่งซื้อไปมันก็มากันเยอะแล้ว จนกดดันให้เรารู้สึกว่าถึงเวลาต้องไปเอาหนังสือเสียที แต่เล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มที่อยากอ่านที่สุดของเดือนนี้ ก็ยังไม่มา

เชื่อไหมว่า เย็นนี้เราเข้าไปเอาหนังสือ วันพรุ่งนี้หนังสือก็จะเข้าที่ร้าน ทำให้เราต้องเสียค่ารถอีกรอบไปเอาหนังสืออีก

มันเป็นแบบนี้ทุกครั้งจริง ๆ นะ

กลับมารีวิวหนังสือกันต่อแล้วกัน เล่มนี้แม็กซ์อ่านค้างพันปีแล้วล่ะ เริ่มอ่านตั้งแต่ปี 2006 ยาวเลยมาจนถึงปี 2008 ในที่สุดก็จบ (เย้)

เรื่องไม่ได้มีอะไรเสียหาย แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจพอจะทำให้ติดตามอ่านต่อน่ะค่ะ เรื่องราวของหนุ่มจีบสาว แต่สาวเจ้าหัวแข็งยืนยันไม่ยอมแต่งงานด้วย สุดท้ายหนุ่มก็เลยต้องใช้แผนการหลอกให้สาวไว้ใจว่าไม่คิดจะแต่งงานด้วย ก่อนจะรวบหัวรวบหาง จากนั้นก็พิชิตใจให้ยอมแต่งงานด้วย

คนที่อ่านหนังสือของสเตฟานี ลอว์เรนส์มาก่อนก็คงพอนึกออก เพราะมันไม่อะไรที่ต่างไปจากนิยาย 20 เล่มที่เธอเขียนให้กับสนพ.เอว่อนเลย

ไม่มีเลยจริง ๆ นะเนี่ย

เรื่องนี้ไม่ใช่ชุดซินสเตอร์ เป็นอีกชุดหนึ่งนั่นคือสมาคมบาสชั่น ซึ่งอ่านมาแล้วหกเล่ม แม็กซ์ก็ยังไม่เห็นจะรู้เลยว่าไอ้สมาคมนี้มันตั้งเพื่อทำแปะอะไร โอเคล่ะนะว่าคนแต่งบอกแต่ต้นว่าเป็นสมาคมที่หนุ่มโสดสุดเนื้อหอมของวงสังคม ลอนดอนเจ็ดคนก่อตั้งขึ้น เพื่อให้เป็นที่สังสรรระหว่างกัน ในขณะที่วางแผนหาผู้หญิงมาแต่งงาน (ประมาณว่า ฉันขอเลือกเมียเอง ไม่ให้โดนจับ) แต่ก็ไม่เห็นจะเข้าใจว่าทำไมตั้งถึงขนาดตั้งเป็นคลับ (มีสถานที่ และจ้างคนรับใช้ กับคลับที่มีคนเข้ามาใช้บริการแค่เจ็ดคน)

แม็กซ์อาจไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์มามั้งคะ ก็เลยไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงเอาเงินมาละลายทิ้งอย่างนี้

เล่มนี้เป็นเล่มหก (ในชุดที่น่าจะมีแปดเล่ม ทั้งที่มีสมาชิกเจ็ดคน นั่นเพราะสเตฟานีเปิดตัวละครเพิ่มน่ะสิ -- ไม่ต้องถามก็ตอบให้ฟังกันเลย) ที่ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเล่มหนึ่งถึงห้า

ส่วนตัวแม็กซ์ว่าเล่มนี้อ่อนกว่าชุดซินสเตอร์นะ เรื่องไม่ค่อยมีประเด็นให้ติดตาม แค่การที่พระเอกตามนางเอกไปตามงานเลี้ยงต่าง ๆ แล้วก็หาโอกาสเข้าหายามดึก

มันถึงได้ใช้เวลาอ่านนานตั้งสองปี

ดีใจค่ะที่จบเสียที คะแนนที่ 53

ขอ Update หน่อยแล้วกันค่ะ สรุปว่าได้หนังสือ Extreme Danger นะคะ หลังจากที่โทรศัพท์ไปถามเป็นครั้งที่สามของวันนี้ พนักงานในร้านก็แจ้งให้ทราบว่า หนังสือเข้ามาแล้ว ทำให้เรามุ่งหน้าตรงไปร้านทันที แต่สุดท้ายเรื่องที่เลือกหยิบขึ้นมาอ่านกลับเป็นเรื่อง Untamed ของโฮป ทาร์ เพราะอ่านพล็อตแล้วโดนใจค่ะ

Tuesday, January 20, 2009

Beyond Seduction // Stephanie Laurens

ช่วงสองเดือนมาเนี่ย อารมณ์อ่านเรื่องแนวย้อนยุคกลับมาสู่แม็กซ์แบบกระฉูดมาก ๆ ไม่ใช่ว่าเราเลิกอ่านแนวย้อนยุคไปอะไรหรอกนะคะ แต่ไม่ได้อ่านมากเหมือนกับช่วงนี้เท่านั้นเอง เพราะถ้าพูดกันตามตรง อาทิตย์นึงเราอ่านหนังสือประมาร 7 - 8 เล่ม ครึ่งนึงในนั้นเป็นแนวย้อนยุค

หรือคิดอีกที แม็กซ์ก็เป็นคนทันเทรนด์ฮิตตอนนี้ก็ได้ เพราะว่ากันว่าเรื่องแนวย้อนยุคกำลังจะกลับมาฮิตในแวดวงโรแมนซ์อีกรอบ

และเนื่องจากอารมณ์กำลังไปในแนวย้อนยุคมาก เราก็เลยถือโอกาสหยิบงานที่อ่านค้างไว้เมื่อสักสามชาติที่แล้วของสเตฟานี ลอว์เรนส์มาอ่านเสียเลย เพราะรู้ดีค่ะว่า ถ้าเราไม่อ่านให้จบ ๆ ไปซะตอนนี้ ก็คงอีกนานมากกว่าเราจะบิวท์อารมณ์ให้กลับมาอ่านเล่มนี้อีกรอบได้ เราอ่านแล้ววาง แล้วอ่านแล้ววางเล่มนี้มาสามสี่ครั้งแล้วแหละ ดังนั้นนี่คือโอกาสสุดท้ายแล้วที่เราจะอ่านให้จบเสียที

Beyond Seduction ของสเตฟานี ลอว์เรนส์

สเตฟานี ลอว์เรนส์เป็นหนึ่งในนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมาก ในยามที่เราคลั่งเธอสุดขีด หนังสือของเธอกลายเป็นโรแมนซ์ในดวงใจของแม็กซ์หลายเล่ม (Devil's Bride, A Secret Love) เรากรี๊ดงานของเธอสนั่นลั่นเมือง เกิดอาการอยากอ่านเล่มใหม่ของเธอแบบบ้าคลั่ง

เวลาเหล่านั้นมันผ่านไปแล้วล่ะ งานเขียนของสเตฟานีสำหรับแม็กซ์ในเวลานี้เป็นงานที่เราต้องซื้อ เพราะเราค่อนข้างมั่นใจได้ว่าจะไม่ผิดหวัง (เพราะเธอเขียนเรื่องแนวเดิมตลอด แต่ดันเป็นแนวที่แม็กซ์ชอบ) แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้ดีพอที่จะไม่คาดหวังว่าจะเจองานระดับมาสเตอร์พีชจากเธออีกแล้ว

หนังสือของเธอในระยะหลังจึงมีเล่มที่ดีอ่่านได้ และระดับโอเคเท่านั้นเอง เราไม่คิดว่าจะได้เจองานแบบ Devil's Bride อีกแล้ว เพื่อความยุติธรรมนะคะ แม็กซ์ยอมรับว่างานต่อมาเกือบทุกเล่มของสเตฟานีก็เดินตามรอย Devil's Bride นั่นแหละ แต่ก็เหมือนกับของดีหลายอย่าง ที่มันรู้สึกสุดยอดก็เฉพาะครั้งแรกที่เราได้เจอเท่านั้นเอง

กลับมาที่เล่มนี้กันต่อ

Beyond Seduction เ็ป็นหนังสือเล่มที่หกในชุด The Bastion Club เรื่องราวของเจ็ดหนุ่มขุนนางที่กลับจากสงครามแล้วมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ตั้งสโมสรของตัวเองเพื่อใช้เป็นสถานที่ในการวางแผนรับมือบรรดาแม่สื่อที่ ต้องการจับพวกเขาไปเป็นลูกเขย พวกเขารู้ดีว่า ทั้งหมดต้องแต่งงาน เพราะทุกคนเป็นขุนนางดำรงบรรดาศักดิ์ที่ต้องการทายาทสืบสกุล แต่พวกเขาไม่ต้องการเป็นหุ่นเชิดหรือถูกหลอก พวกเขาต้องการผู้หญิงที่พวกเขาเลือกเอง

ในแต่ละเล่มสมาชิกในสโมสรแห่งนี้แต่งงานไปทีละคน และคราวนี้ก็ถึงคิวของเจอเวส เทคเกรต ผู้ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเอิร์ลแห่งโคว์เฮิร์ตสโดยไม่คาดคิด เขารู้ดีว่าในฐานะของผู้ชายคนเดียวในตระกูลที่ประกอบด้วยแม่เลี้ยง และน้องสาวสามคน เขามีหน้าที่ต้องหาภรรยาผู้เหมาะสม แต่ทุกครั้งที่เขาเดินทางไปลอนดอนเพื่อร่วมฤดูกาลออกงาน ก็จะต้องมีเหตุเกิดขึ้นที่บ้านในชนบททุกครั้ง เหตุการณ์ที่เรียกตัวเขากลับไปจัดการแก้ปัญหา

จนกระทั่งครั้งนี้เขาก็ได้รู้สาเหตุที่แท้จริง น้องสาวทั้งสามของเขาไม่ต้องการให้เจอเวสแต่งงานกับหญิงในลอนดอน เพราะเกรงว่าพี่สะใภ้ใหม่จะส่งตัวพวกเธอไปอยู่กับญาติเหมือนอย่างที่ขุนนาง คนอื่นในละแวกบ้านทำกับน้องสาวของตัวเอง พวกเธอต่อรองให้เขามองหาสาวในแถบเดียวกัน ซึ่งเจอเวสก็ปฏิเสธว่าไม่มีใครเหมาะสม กระทั่งน้องสาวของเขาเอ่ยชื่อแมเดลีน แกสคอยจ์ เธอเป็นพี่สาวคนโตของน้องชายสามคน และเป็นผู้ปกครองที่ดูแลทรัพย์สมบัติของตระกูลเพื่อรอการบรรลุนิติภาวะของ ไวส์เคาท์แกสคอยส์ น้องชายคนโตวัยสิบห้าปี

เธอเป็นคนที่เหมาะสมกับเขาทุกประการ เพียงแต่เขาไม่เคยมองเธอในลักษณะนั้นมาก่อนเลย เขาคิดว่าเธอเป็นเพื่อนบ้าน เป็นหนึ่งในผู้นำของชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ เป็นคนที่น่านับถือ และเก่งกาจ แต่ไม่ใช่คนที่เขาคิดว่าจะเหมาะกับเขาในฐานะภรรยา แต่คำพูดของน้องสาวก็เริ่มเปลี่ยนความคิด เจอเวสมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป และเริ่มปักใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเธอคนนี้นี่แหละคือคนที่ใช่สำหรับเขา

การจีบกันแบบสเตฟานี ลอว์เรนส์ก็เกิดขึ้น คนที่อ่านงานเธอมาสักระยะก็คงพอนึกออกนะคะ ทั้งเจอเวสและแมเดลีนพบกันตามงานเลี้ยง หรือแอบนัดเจอกันในที่ลับตา มีความสัมพันธ์กัน ในขณะที่แมเดลีนพยายามปฏิเสธความจริงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกันมันมีมากกว่านั้น ส่วนเจอเวสก็วางแผนให้แมเดลีนยอมเป็นภรรยาเขาด้วยการยั่วยวนเธอ

สำหรับคนที่ชอบสไตล์นี้ของสเตฟานีอย่างแม็กซ์ นี่จึงไม่ใช่ปัญหา (ความเหมือนกันไปหมดของหนังสือทุกเล่มของเธอ) แต่สิ่งที่น่าเบื่อมากในเล่มนี้ก็คือ มันยาวเกินไป

หนังสือใช้เวลาสามร้อยกว่าหน้าไปกับการ "จีบกัน" ของพระนาง เหตุการณ์ที่เรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นสักอย่าง (ถ้าคุณไม่นับฉากเซ็กส์นะ) คนอ่านรู้ชัดเจนแล้วล่ะว่าทั้งสองเหมาะสมต่อกันและกัน และแม็กซ์ไม่เถียงว่าเรารู้สึกถึงความรักระหว่างตัวละคร แต่การใช้หน้าหนังสือหลายร้อยหน้าไปกับแค่เรื่องนี้ มันน่าเบื่อ

มันน่าเบื่อ

และมันก็น่าเบื่อ การพยายามอ่านให้ผ่านช่วงสามร้อยหน้าแรกไป เป็นงานที่มหาหินมาก ต้องใช้ความอดทนอย่างสูง ก่อนที่จะเข้าร้อยหน้าสุดท้ายที่เริ่มมีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง เมื่อมีการผูกเรื่องคนทรยศที่บรรดาสมาชิกสโมสรบาสชั่นพยายามจับมาตั้งแต่ เล่มก่อนเข้ามายุ่งด้วย (เพื่อนำไปยังเล่มสุดท้ายในชุด) เรื่องก็เริ่มสนุกขึ้นมาบ้าง

อยากจะบอกคนแต่งค่ะว่า ไม่จำเป็นต้องเขียนหนังสือหนาสี่ร้อยกว่าหน้าเล่มนี้ก็ได้นะคะ ขอแค่สักสามร้อยหน้า และตัดฉากที่ไม่จำเป็นช่วงกลางเรื่องออกไปบ้าง ชีวิตคนอ่านอย่างแม็กซ์คงจะสดใสมากกว่านี้

คะแนนที่ 63

The Edge of Desire // Stephanie Laurens

ต้องโทษให้เป็นความผิดของหนังสือเล่มนี้นะคะที่แม็กซ์ไม่ได้มาโพสต์เรื่อง ผู้โชคดีจากการชิงรางวัลสำหรับวันที่สี่ เพราะมัวแต่นั่งอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่น่ะสิคะ

ตอนแรกที่หยิบเล่มนี้มาอ่าน แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเลย เพราะเหมือนอย่างที่เราเคยบลอกไปหลายครั้งเกี่ยวกับหนังสือสเตฟานี ลอว์เรนส์ที่ว่า เรามาถึงจุดที่ไม่ตื่นเต้น หรือยินดียินร้ายกับงานของเธอแล้ว แน่ล่ะ เราเคยชอบงานของเธอมากในอดีต แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราคิดว่าเธอมาถึงจุดอิ่มตัว จนไม่น่าจะมีหนังสือของเธอที่โดนใจเราเต็ม ๆ ได้อีกแล้ว แม็กซ์ยังเลือกที่จะอ่านงานของสเตฟานีอยู่ เพราะถึงพล็อตเรื่องจะซ้ำซาก แต่มันก็เป็นการซ้ำที่แม็กซ์ยอมรับได้ ก็แค่แม็กซ์ไม่คาดหวังอีกต่อไปเท่านั้นเอง

แต่หนังสือเล่มนี้พิสูจน์ว่า แม็กซ์คิดผิด ผิดมหันต์เลยล่ะ

นี่เป็นหนังสือหนาสี่ร้อยกว่าหน้าอีกเล่มของสเตฟานี ซึ่งทุกครั้งแม็กซ์พูดเหมือนกันเสมอว่า มันหนาเกินไป และใช้เวลากับฉากที่ไม่จำเป็นต้องมี แต่นั่นไม่เกิดขึ้นกับแม็กซ์ในการอ่านเล่มนี้เลย เราเกือบจะเซ็งด้วยซ้ำเมื่อมันถึงฉากจบ ตัวละครในเรื่องดึงความสนใจของแม็กซ์ได้ขนาดนั้น

The Edge of Desire ของสเตฟานี ลอว์เรนส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุดสมาคมบาสชั่น แต่คุณไม่จำเป็นหรอกนะคะที่ต้องอ่านเรียงลำดับ และส่วนตัวแม็กซ์ก็คิดว่ามันเป็นการเสียเวลาด้วย เมื่อคิดว่าเกือบทั้งหมดหกเล่มในชุดมันไม่ได้สนุกสมราคมความเป็นสเตฟานีเลย ด้วยซ้ำ

สมาคมบาสชั่นเป็นกลุ่มของอดีตสายลับเจ็ดคนที่กลับมาจากสงคราม และเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า พวกเขาไม่ได้เป็นทหารหรือสายลับอีกต่อไป แต่เป็นขุนนางแห่งราชอาณาจักรซึ่งมีความคาดหวังในการสืบทอดสกุลและ บรรดาศักดิ์อยู่ แต่พวกเขาไม่ต้องการเป็นเหยื่อของบรรดาแม่ ๆ ที่ต้องการจับลูกเขยรวยให้ลูกสาวของตัวเอง ดังนั้นทั้งเจ็ดคนจึงร่วมมือกันตั้งสมาคมบาสชั่นขึ้น เพื่อเ็ป็นปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องพวกเขาจากการแต่งงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากแต่งหรอกนะ เพียงแต่อยากแต่งกับผู้หญิงที่เขาแต่ละคนเป็นฝ่ายเลือก ไม่ใช่โดนจับ

และคริสเตียน อัลลาไดซ์คือสมาชิกคนสุดท้ายที่ยังเป็นโสด และมันก็ไม่ใช่เพราะเขายังไม่เจอผู้หญิงที่ใช่หรอก หากแต่เพราะเขาพบเธอแล้วตั้งแต่เมื่อสิบสองปีก่อน ผู้หญิงคนเดียวที่กุมหัวใจของเขาไว้ทั้งดวง แต่ก็เป็นคนเดียวกับที่หักอกเขาเมื่อเธอแต่งงานกับไปกับคนอื่น

แต่โชคชะตาก็นำเลทิเชียกับมาสู่ชีวิตของคริสเตียนอีกครั้ง เธอต้องการความช่วยเหลือให้เขาสืบหาความจริงว่าใครคือคนร้ายที่ฆ่าสามีของ เธอ และทำให้น้องชายของเธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกต้องการตัวจากตำรวจ (เป็นการเปรียบเทียบนะคะ สมัยนั้นยังไม่มีตำรวจ แต่เป็นเจ้าหน้าที่จากบอนด์สตีท) และเพื่อความช่วยเหลือนั้น เลทิเชียทำได้ทุกอย่าง และคริสเตียนก็รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากเธอด้วย

หนังสือเล่มนี้จับใจแม็กซ์ตั้งแต่แรกที่เราเริ่มอ่าน นั่นเพราะความรักที่คริสเตียนมีต่อเลทิเซีย หญิงสาวที่ทรยศความรักของเขามันไร้ขอบเขต แม้จะรู้ว่าเขาควรจะใช้โอกาสนี้ในการแก้แค้นที่เธอปันใจจากเขาไปให้คนอื่น แต่คริสเตียนก็ยังต้องยอมรับกับตัวเองว่า ถึงอย่างไรก็ยังรักเธออยู่

"The truth was... even through he knew that she hadn't truly loved him, that contrary to what he'd believed, all that they'd shared in the past had been nothing more than a passing fancy to her, it didn't seem to matter.

He'd loved her then.

And he still did."

ซึ่งนี่่เป็นประเด็นที่ดึงความสนใจของเราเอาไว้ได้ ทำให้เราอยากรู้ว่า ทำไมเลทิเซียถึงทิ้งผู้ชายอย่างคริสเตียนไป แน่ล่ะมันเดาได้ไม่ยากนัก แต่สิ่งที่เราชอบมากก็คือ เมื่อความจริงเปิดเผย มันไม่ใช่เลทิเซียที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ เธอเกรี้ยวกราด และโทษว่าเป็นความผิดของคริสเตียน และก็เป็นคริสเตียนนั่นแหละที่ต้องไถ่โทษ และขอหัวใจของเธอคืนมา

และนี่คงเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหรที่แม็กซ์ชอบเล่มนี้ แต่มันก็ห้ามตัวเองไม่ได้หรอกนะคะ เพราะตั้งแต่อ่านหนังสือมา ก็เพิ่งมีเล่มนี้แหละที่แม็กซ์รู้สึกว่า นางเอกของเรื่องมีลักษณะนิสัยเหมือนตัวเราเองมากเลย

ไม่ใช่ที่ความสวยหรอกนะคะ (แม้แม็กซ์จะสวยมากไม่แพ้กัน) แต่เป็นที่นิสัยขาวีน และจอมโวยวาย ในเรื่องตระกูลนางเอกทั้งตระกูลขึ้นเรื่องในเรื่องอารมณ์ร้าย และปากจัด เวลาโมโหขึ้นมาก็จะโวยวาย และบ่นด่าจนอารมณ์เย็นลง ทำให้คนในวงสังคมหวาดกลัวเป็นอันมาก แต่ก็มีคริสเตียนเพียงคนเดียวที่รู้นิสัย และเห็นว่ามันน่ารัก (แล้วเราจะไม่รักคริสเตียนได้ไงเนี่ย) เขาเป็นคนเดียวที่รู้วิธีจัดการกับเลทิเซียเวลาเธอโมโห

นอกจากนี้แล้วเลทิเซียยังเป็นนางเอกที่อ่อนแอ และรอความช่วยเหลือ แม้กระทั่งเริ่มแรกเมื่อเธอต้องบากหน้ามาหาคริสเตียนเพื่อขอให้เขาช่วย เธอยังหยิ่งในศักดิ์ศรี และมีวิธีตอบสนองข้อเรียกร้องในการให้ความช่วยเหลือของคริสเตียนได้เด็ดขาด มาก (เขาขอให้เธอจูบเขา แต่เลทิเซียให้มากกว่านั้น และทิ้งให้เขานอนหอบหายใจอยู่บนพรม)

และคริสเตียน ไม่รู้สิคะ แต่พระเอกที่ชื่อว่าคริสเตียนมันเป็นพระเอกที่ยอดเยี่ยมเสมอ (ซุปเปอร์แมนจากสตีล สตรีท จำกันได้ไหม) และคริสเตียนในเล่มนี้ก็ไม่น้อยหน้า เขาเป็นพระเอกชนิดที่เรารักมาก คนที่แม้จะเข้าใจว่า นางเอกเป็นคนผิด และอยากแก้แค้นที่เธอทิ้งเขาไป แต่ก็ไม่เคยทำได้ เพราะเขารักเธอมากเกินกว่าจะทำเช่นนั้น

"My heart only ever had one thought, one want. One need. Despite all, in spite of all... All my heart has ever wanted is you."

แม็กซ์เชื่อในความรักของคริสเตียนและเลทิเซียมาก ตั้งแต่วินาทีแรกที่สองคนนี้กลับมาเจอกันอีกครั้ง จนถึงวันที่เลทิเซียยอมลดปราการที่หัวใจ และรับเขากลับเข้ามาในใจอีกครั้ง

เล่มนี้เป็นการกลับมาของสเตฟานี ลอว์เรนส์กับแม็กซฺอย่างรุนแรง หนังสือเรื่องสุดท้ายของเธอที่ทำให้แม็กซ์ชอบมากได้เท่านั้นก็ย้อนกลับไป เมื่อแปดปีก่อนกับเรื่อง A Secret Love (หรือพิศวาสสาวสองหน้าอันโด่งดังของพี่บานเขา) เล่มนี้ทำให้ศรัทธาที่เราเคยมีกับสเตฟานีกลับมา และทำให้เรารอคอยที่จะได้อ่านเรื่องราวของดาซิลเอล ซึ่งเป็นหัวหน้าสายลับของเหล่าสมาชิกแห่งสมาคมบาสชั่น ที่แม้จะไม่ใช่สมาชิกของสมาคมนี้ เรื่องของเขาก็ถูกรวมอยู่ในชุดด้วย

เขียนชมมากขนาดนี้ นางเอกยังนิสัยเหมือนเราอีกต่างหาก คะแนนจะไม่สูงได้ไง อยู่ที่ 87