Showing posts with label 2006. Show all posts
Showing posts with label 2006. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

The Dream Thief // Shana Abe

อย่างไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่อ่านเรื่องนี้จบ เพราะเมื่อวานต้องไปงานเลี้ยงกับเพื่อน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะแค่เปิดอ่านสักสองสามบท แล้วเข้านอน (ปกติแม็กซ์จะทำอย่างนี้เสมอ เริ่มต้นอ่านเรื่องตอนกลางคืน แล้วค่อยมาอ่านต่อจนจบในวันรุ่งขึ้น) ผลก็คือ นั่งอ่านรวดเดียวจบเมื่อคืนนี้แหละ ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า วันนี้ง่วงนอนแค่ไหน

อย่างที่เคยบอกไปในบลอกก่อน ว่าเล่มนี้แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงของแม็กซ์ในอ่านหนังสือชุดดราก้อนของชา น่า เพราะได้ยินหลายคนพูดมาว่า เล่มนี้อาจจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดของคนแต่งคนนี้ ซึ่งคำพูดนี้นี่เองทำให้แม็กซ์ตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้มาทั้งชุด (ที่ตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม) ทั้งที่ก็ไม่ได้ชอบผลงานของเธอในอดีตเลยด้วยซ้ำ

รีวิวของหนังสือเรื่องนี้เีขียนยากค่ะ ซึ่งเราจะอธิบายต่อไป

The Dream Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Drakon ที่เล่าเรื่องราวของอมีเลีย แลงค์ฟอร์ด ลูกสาวของคิท และรัว แลงค์ฟอร์ดจาก The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด

อมีเลีย หรือเลียเป็นมนุษย์มังกรที่แตกต่างจากคนอื่น ตรงที่เธอสามารถได้ยินเสียงเรียกของเพชรเลอค่าแห่งมนุษย์มังกร (เพชรคนละอันกับที่เป็นประเด็นในเล่มแรก) ที่ยิ่งไปกว่านั้น เธอมีญาณสามารถมองเห็นอนาคต แต่มันไม่ใช่อนาคตที่งดงาม เธอรู้ว่าใครคือชายผู้จะได้ครอบครองหัวใจของเธอ แต่เขาก็ยังเป็นยิ่งกว่านั้น เพราะเขาคือคนที่ทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์มังกร

เขา่คือเซน เด็กชายที่มารดาของเธอเก็บมาดูแล และเป็นมนุษย์คนเดียวที่ได้รับการไว้ชีวิตเมื่อล่วงรู้ความลับของเหล่า มนุษย์มังกร แต่กระนั้นเซนก็ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของมนุษย์มังกร เขาเป็นแค่คนที่มีประโยชน์เอาไว้ใช้สอยยามจำเป็น (ฉากที่รัวโชว์ให้เซนดูหลุมศพที่เผ่ามนุษย์มังกรฆ่าคนที่ล่วงรู้ความลับ เพื่อเป็นการย้ำให้เขาหุบปาก เป็นฉากที่ทำให้เราเกลียดรัวได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก)

ซึ่งเวลานั้นก็มาถึง เมื่อเซนถูกรัวตามตัวให้มาพบ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอให้เซนออกตามหาเพชรที่สูญหายไปนาน ในฐานะโจรที่เลื่องชื่อ และเงินล่อใจที่มากพอ เซนไม่ลังเลที่จะตกลง แม้เขาจะรู้สึกว่า มันจะต้องมีอะไรมากไปแค่คำพูดของรัว

เซนออกเดินทางไปทางตะวันออก ตามทิศทางชนิดกว้างมากที่รัวมอบให้ ในขณะเดียวกันเลียที่ทุกคนเข้าใจว่ากำลังเรียนหนังสืออยู่ในสก๊อตแลนด์ก็ออก เดินทางเช่นกัน นั่นเพราะเธอรู้ว่า นี่คือโชคชะตาที่กำหนดไว้ให้เธอ เลียจะเป็นคนที่ค้นพบเพชรเม็ดนั้น และเลียก็จะคือคนที่ทรยศเผ่ามนุษย์มังกรของเธอเช่นกัน

ทั้งสองได้พบกัน และทำสัญญาเป็นมิตรกันในการออกตามหาเพชร ซึ่งมันก็ไม่ได้ถึงกับยากเย็นอะไรหรอกนะคะ เพราะเลียได้ยินเสียงเรียกจากเพชร และรู้ว่าควรจะไปมุ่งตรงไปยังทิศทางไหน แต่สิ่งที่ยากยิ่งก็คือ ความพยายามเอาชนะพรหมลิขิต และการพิสูจน์ว่า อนาคตไม่ใช่สิ่งที่จารึกอยู่บนก้อนหิน และเปลี่ยนแปลงไม่ได้

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์ของเรื่อง The Smoke Thief คงจะรู้ถึงความไม่ชอบใจอย่างยิ่งที่เรามีต่อการที่ตัวเอกของเล่มนั้น (ซึ่งเป็นพ่อแม่ของนางเอกในเล่มนี้) ปฏิบัติต่อเซน ซึ่งเป็นเด็กอายุแค่สิบสองปีเท่านั้นเอง เราไม่รู้สึกว่าทั้งสองรัก และห่วงใยเซนอย่างแท้จริง แต่พอแม็กซ์ได้อ่านเล่มนี้ ก็ทำให้เราเข้าใจแล้วนะคะว่า ทำไมพฤติกรรมของคิทและรัวที่มีต่อเซนจึงเป็นเช่นนั้น

เพราะมันทำให้เซนกลายเป็นคนอย่างที่เขาเป็น และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้

จริงอยู่มันอาจจะไม่ได้ทำให้เรื่อง TST กลายเป็นหนังสือที่ดีขึ้นมาได้ (คุณจะรักหนังสือเล่มนั้นได้ยังไง ถ้าพระเอกและนางเอกทำตัวห่วยแตกกับเด็กที่ต้องการความรักมาก ๆ อย่างเซน) แต่มันทำให้ The Dream Thief มีความชัดเจนในแง่ของแรงผลักดันที่กระตุ้นให้เซนเป็นคนอย่างที่เขาเป็น เพราะในตัวเรื่องของเล่มนี้เอง แม็กซ์คิดว่า คนแต่งปูภูมิหลังของเซนน้อยเกินไป (จนอาจทำให้คนที่ไม่ได้อ่าน TST อาจจะไม่ชื่นชมความเป็นเซนได้อย่างเต็มที่)

เพราะถ้ารัวและคิทปฏิบัติต่อเซนดีสักหน่อย ยอมรับเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว เซนก็จะไม่ใช่คนที่เขาเป็นในเล่มนี้ และนั่นคงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

สำหรับคนที่ถูกกันให้อยู่วงนอก การได้ล่วงรู้ความลับของการมีอยู่ของมนุษย์มังกร แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกปฏิบัติเยี่ยงกับเป็นข้าทาสบริวาร (โดยคนที่เขาคิดว่ารักเขาด้วยซ้ำ) เซนไม่เชื่อมันในความถูกต้องดีงาม เขาเข้าใจการแย่งชิงในสิ่งที่ตัวเองต้องการมากกว่า เขาเชื่อในอำนาจ และเงินตราว่า มันจะนำทุกสิ่งที่เขาถวิลหา ทุกสิ่งที่ขาดหายไป หรือกระทั่งความรักมาให้เขาได้ ดังนั้นแม็กซ์จึงเข้าใจอย่างยิ่งว่าทำไม เขาถึงคิดว่า (สปอยล์) เพชรเม็ดนั้นจะทำให้เขาได้เลียมาครอบครอง เมื่อรู้ว่ามันมีอำนาจในการควบคุมมนุษย์มังกร

และบอกตามตรงนะคะ แม็กซ์ไม่โทษเซนเลยสักนิด อันที่จริงถ้าเราเป็นเขา เราจะทำมากกว่านั้นอีก และนี่แหละคือความยากในการรีวิวของแม็กซ์

ตัวละครในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเซน และเีลีย มีความโดดเด่น (โอเคสำหรับแม็กซ์เซนเด่นมากกว่าเยอะ) และมีบุคลิคเป็นของตัวเอง กระทั่งเลียที่ดูแว่บแรกจะเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องหลายครั้งถึงความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเอง เลียเป็นผู้หญิงที่เราคิดว่าเหมาะสมกับเซน เธอทำให้เราเชื่อว่า (สปอยล์) ทำให้เซนละทิ้งอำนาจที่อยู่ในรูปของเพชร เพราะเขาเห็นสิ่งที่มันทำกับเธอ และไม่ต้องการทำกับเธอในรูปแบบเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นเธอทำให้เซนเชื่อว่า (สปอยล์) เขาไม่จำเป็นต้องมีเพชร ก็จะได้ความรักจากใจจริงมาจากเธอได้

โดยรวมแล้วทั้งเซน และเลียเป็นการจับคู่ที่เหมาะสมค่ะ

ปัญหาของแม็กซ์ก็คือ แม็กซ์เกลียดเหล่ามนุษย์มังกรทั้งหมด กลายวัฒนธรรมของพวกเขา เกลียดทัศนคติ เกลียดมาพอที่อยากจะเชียร์ให้เซนทำลายพวกนี้ให้หมดโลกไปเลย (ยกเว้นเลียไว้คนนึง) ทำไมเหรอคะ

ปกติเวลาแม็กซ์อ่านเรื่องแนวพารานอมอล หรือแนวที่มีการสร้างโลกที่มีความแตกต่างจากโลกที่เรารู้จักกัน โลกที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะดูไม่เฟอร์เฟ็ค แต่อย่างน้อยในกลุ่มสังคมที่เป็นของตัวเองมันก็จะต้องมีข้อดีบางอย่างอยู่ บ้างนะคะ แต่ในโลกของมนุษย์มังกร มันไม่มีอะไรเลยที่แม็กซ์คิดว่า มีค่าควรจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปบนโลก

พวกนี้เป็นกลุ่มเหยียดยามทางชนชาติที่ทุเรศที่สุดกลุ่มนึง พวกนี้คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์มังกรแล้วจะดีเลิศประเสริฐศรีกว่ามนุษย์ธรรมดา ทั้งนี้ดูแล้วก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง สังคมของมนุษย์มังกรก็ห่วยแตกพอกัน สังคมที่แบ่งแยก และกีดกัน กักขังสมาชิคในเผ่า คนที่มีความเห็นแตกต่าง เราอ่านเล่มนี้เรายังรังเกียจตัวเอกจากเล่มแรก ขอด่านิดนึงนะคะ รัวเองก็เป็นคนที่ถูกมองว่าเป็นคนนอก เพราะพ่อของเธอเป็นมนุษย์ ทำให้เธอเป็นที่รังเกียจมาอยู่แล้ว แต่เมื่อเธอมีโอกาสเข้ามาเป็นอัลฟ่าในเผ่า เธอเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์อะไรบ้างไหม เปล่าเลย ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ตัวรัวนั่นแหละที่หน้าไหว้หลังหลอกมากที่สุด

แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าตัวเองรังเกียจสังคมหรือโลกที่ควรจะเป็นฝ่ายดีในนิยายมาก เท่ากับเรื่องนี้เลยนะคะ วัฒนธรรมทุกอย่างที่เหล่ามนุษย์มังกรใช้ ยิ่งตอกย้ำความเหยียมหยามทางเผ่าพันธุ์ ถ้ามนุษย์มังกรมันดีมากขนาดนี้ แล้วทำไมถึงได้หนีตายจากการถูกล่าจากมนุษย์เล่า

แม็กซ์แคร์ตัวละครในเรื่องนี้เอามาก ๆ นะคะ ในขณะเดียวกันก็ไม่แคร์กับชะตากรรมของเหล่ามนุษย์มังกรเลย (จะพูดว่าแคร์ให้ถูกฆ่าตายให้หมดก็ได้) มันจึงเป็นรีวิวทีเ่ขียนยาก เพราะในฐานะของหนังสือชุดที่เล่าเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกร เล่มนี้สอบตกอย่างรุนแรง แม็กซ์ไม่อยากอ่านเรื่องราวของมนุษย์มังกร ไม่อยากรู้ว่าพวกนี้จะเอาตัวรอดในสังคมมนุษย์ได้ยังไง ไม่สนใจเลย

แต่แม็กซ์ก็รัก และแคร์เซนกับเลียมาก ในฐานะตัวละครพวกเขาสอบผ่านอย่างสบาย เรื่องราวของพวกเขาน่าเชื่อ และสนุก

สรุปว่าแนะนำให้อ่านกันนะคะ และต้องขอโทษด้วยที่จะต้องแนะนำให้อ่านเรื่อง The Smoke Thief อีกเล่ม เพราะมันจะทำให้เข้าใจตัวตนของเซนได้อีกขึ้นมาก ๆ

อย่างที่บอกนะคะ รีวิวก็เขียนยาก คะแนนก็ให้ยาก ถ้าให้เฉพาะเรื่องราวของเซน และเลีย กับการผจญภัยของพวกเขา คะแนนอยู่ที่ 85 แต่ถ้าเอาบรรดาเหล่ามนุษย์มังกรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คะแนนเหลือแค่ 77 ค่ะ

ป.ล. ไปแอบอ่านตอนท้าย ๆ Queen of Dragon ซึ่งเป็นเล่มสามในชุดมาแล้วแหละ (สปอยล์) ไม่ ชอบใจเลยที่เอาเซนเข้ามายุ่งกับพวกมนุษย์มังกรห่วย ๆ พวกนี้เอง เขาน่าจะมีชีวิตที่แฮ็ปปี้โกลักกี้ไปแล้ว ไม่ต้องมายุ่งกับไอ้พวกที่ไม่เห็นคุณค่าของเขาอีกต่อไป

Monday, February 16, 2009

The Vampire Who Loved Me // Teresa Medeiros

บลอกครั้งแรก: 17/10/06

ชื่อไทยแปลตรงตัวของหนังสือเรื่อง The Vampire who loved me ของ Teresa Medeiros อันนี้ไม่ได้โฆษณานะคะ แต่เล่มแรกของหนังสือในชุดนี้เรื่อง After Midnight กำลัง จะออกขายเป็นภาษาไทยในงานสัปดาห์หนังสือวันพรุ่งนี้ ส่วนชื่อเรื่องอะไรจำไม่ได้ค่ะ ลองไปเดินหากันหรือแวะไปถามกูรูในบอร์ดกิ่งฉัตรก็คงพอหากันได้

เตือนนิดเดียวถ้าไม่อยากสปอยเรื่อง AM ก็อย่าอ่านต่อ แม้ว่าใจจริงของเราคิดว่าแค่คุณอ่านถึงบรรทัดนี้ก็สปอยไปหมดแล้วล่ะ

คนที่อ่าน AM คงจำจู เลียน เคนได้ น้องชายพระเอกเล่มแรกที่เข้าสูตรตัวประกอบหลักที่มีอนาคตจะเป็นพระเอกเล่ม ต่อไป ผู้ชายอารมณ์ดี ขี้เล่น มีเสน่ห์ ชายที่มีความลับดำมึดที่ชื่อเรื่องก็ประกาศให้คนอ่านรู้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ว่าเขาเป็นอะไร ถ้าคาดหวังว่าจะได้เจอจูเลียนคนเดิม เราบอกว่าใสเจีย/เสียใจค่ะ จูเลียนเขาเปี๋ยนไป๋ เข้าสูตรแวมไพร์ผู้เคร่งเครียดกะชีวิต

สำหรับเรานั่นคือจุดอ่อนของเรื่อง ทำไมจะอยากอ่านเรื่องแวมไพร์เบื่อโลกของเทเรซ่า เมดิรอสล่ะในเมื่อคุณหยิบหนังสือชุด Dark Something ของ คริสตีน ฟีแฮนได้ หรือถ้านั่นมืดไม่พอก็ยังมีงานที่รุ่งสุดสุดของเจ อาร์ วาด นี่ขนาดเรายังไม่พูดถึงชุดดาร์คฮันเตอร์เลยนะ แต่ชุดนั้นไม่ค่อยมืดค่ะ เลยไม่อยากเอามานับ

หนังสือหนา 370 กว่าหน้าตามมาตรฐานของเอวอนสำนักพิมพ์ แต่เนื้อหาคงไม่ยาวนัก เพราะตัวอักษรใหญ่มากเหมาะกับคนสายตาถั่วอย่างเรา ดังนั้นจึงอ่านได้เร็วแม้ตอนต้นเรื่องจะไม่ค่อยน่าติดตามนัก ตรงกลางเรื่องเริ่มดีขึ้น แม้จะไม่อาจเทียบกับเรื่องยุคก่อนของเทเรซ่าได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สนุกอีกเล่ม

เล่าเรื่องย่อก่อนแล้วกัน และสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน After Midnight เราเตือนคุณแล้ว

จูเลียน เคนแวมไพร์ที่แสวงหาการปลดปล่อยจากชีวิตที่ปราศจากวิญญาณเดินทางกลับมาถึง ลอนดอนแล้ว เนื้อเรื่องไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าเขากลับมาทำไม แต่จากพฤติกรรมคงเห็นได้ชัดว่าเขาค่อนข้างเบื่อโลกแล้ว คนที่รอคอยการกลับมาตลอดห้าปีของเขาก็คือพอร์เชีย คาบ็อทผู้หญิงที่มีอดีตพัวพันกันมาก่อน เพราะเมื่อห้าปีก่อนเธอคือคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นความลับดำมึดสำหรับคนอ่านเรื่อง AM ในเรื่องนี้ก็มาเฉลย เราปล่อยให้ไปอ่านกันเองนะคะ เพราะสำหรับเราแล้วไม่ลับเท่าไหร เดาถูกตั้งแต่ตอนอ่าน AM แล้ว

โดยรวมเรื่องนี้สนุกพอสมควรค่ะ อยู่ในระดับเดียวกับ AM ดังนั้นถือว่าดีกว่างานเล่มอื่นที่เทเรซ่าเขียนให้เอวอน

สุดท้ายจบบลอคด้วยประโยคที่โดนใจเรา ที่สุดในเรื่อง เมื่อพอร์เชียกล่าวกับจูเลียนหลังจากที่เขาพูดกับเธอว่า เขาไม่ไว้ใจตัวเองให้แตะต้องตัวเธอได้ เขาอาจสูญเสียความควบคุมและดื่มเลือดของเธอจนหมด เธอตอบประโยคนี้กับเขา

"You don't have to trust yourself. I trust you enough for the both of us"

และหลังจากนั้นคุณคงพอเดาได้ว่าเป็นฉากอะไร

Hot Night // Shannon McKenna

เพิ่งอ่านเรื่องนี้จบไปแบบสดสดร้อนร้อน นั่นก็คือเรื่อง Hot Night ของแชนน่อน แม็คเคนน่า ซึ่งเป็นนักเขียนที่เราชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่ง หนังสือเรื่องนี้เราค่อนข้างตั้งหน้าตั้งตารอคอยนะคะ เพราะเข้าใจผิดคิดว่ามีพล็อตเรื่องแบบที่เราชอบ

คงเห็นคำว่าเข้าใจผิดที่เราพิมพ์ไป

ความเข้าใจผิดของเราก็คือคิดว่าหนังสือเรื่องเป็นเรื่องแนวผจญภัยหา สมบัติเรือสแปนิชโบราณ นางเอกเป็นนักโบราณคดี ส่วนพระเอกเป็นนักผจญภัย แต่เมื่อหยิบหนังสือมาอ่านเราก็พบว่าเราคิดผิดทั้งหมด

เริ่มตั้งแต่นางเอกไม่ใช่นักโบราณคดี แต่เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดหาเงินทุนของพิพิธภัณฑ์ที่กำลังแสดงโชว์สมบัติจาก เรื่องสแปนิชโบราณ ส่วนพระเอกก็เป็นช่างกุญแจ

ใช่แล้ว คุณไม่ได้ตาฝาด พระเอกเรื่องนี้เป็นช่างกุญแจ

ทั้งสองได้พบกันเมื่อนางเอกลืมกุญแจไว้ในบ้านของตัวเอง และต้องโทรศัพท์ตามช่างกุญแจมาช่วยสะเดาะกลอน และพระเอกของเราก็มา ตามแนวของแชนน่อนอาการเจอกันครั้งแรกก็ร้อนแรงสมชื่อเรื่อง พระเอกของเราไม่ต้องการเงินค่าสะเดาะกุญแจ แต่ขอแลกเป็นเบอร์โทรศัพท์และจุมพิตจากนางเอก

เท่าที่อ่านงานของแชนน่อนมา เราว่าเรื่องนี้เป็นงานที่ดีที่สุดของเธอค่ะ เฉือนชนะเรื่อง "กลับมาหาฉัน" (Return to me) ได้นิดเดียวเอง ที่ชอบเรื่องนี้มากเพราะเรามองว่านี่เป็นพัฒนาการก้าวสำคัญของผู้แต่ง ในที่สุดเธอก็เขียนพระเอกที่ไม่มีอาการเหมือนคนเป็นโรคจิต และนางเอกที่มีกระดูกสันหลังมากพอจะกล่าวคำว่าไม่ กับพระเอกได้

เรื่องนี้เราชอบแซน (คิดว่าอ่านอย่างนี้นะ เพราะพระเอกชื่อเต็มว่าอเล็กแซนเดอร์) เขาเป็นผู้ชายที่มีภูมิหลังแต่ไม่ปล่อยให้มันมีอิทธิพลเหนือการกระทำของตัว เอง เราชอบที่เขาพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้คู่ควรกะนางเอก ชอบที่เขายังคงรักษาความดิบเถื่อนตามสไตล์พระเอกของแชนน่อนเอาไว้โดยไม่ดู เหมือนพวกโรคจิต

เราชอบแอ็บบี้นางเอก แม้ว่าจะน้อยกว่าแซนมาก ชอบที่เธอมีสติมากพอ และใจร้ายกับพระเอก แม้ว่าหลายครั้งเรารู้สึกว่ามันเกือบจะข้ามเส้นไป เธอเคยมีประสบการณ์กับผู้ชายที่ผิดพลาด และพยายามเรียนรู้จากมัน เธอมีรายชื่อคุณสมบัติผู้ชายในสเป็คยาวเหยียด และเกือบทุกข้อไม่ใช่สิ่งที่พระเอกของเรามี เธอพยายามปฏิเสธเขา และนี่เองเป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือเรื่องนี้น่าอ่าน เพราะแซนไม่ยอมแพ้โดยง่าย เขาตามตื้อเธอแม้จะถูกปฏิเสธ

แน่นอนว่าอาวุธสำคัญที่พระเอกของเรามีก็คือประกายไฟวูบวาบที่ทั้งคู่มี ให้กัน ซึ่งก็เป็นไปตามชื่อเรื่อง มันกลายเป็นค่ำคืนแห่งความร้อนแรง เมื่อแซนยื่นข้อเสนอขอเป็นคนรักแบบลับกับนางเอก เขาบอกกะเธอว่า ไม่จำเป็นจะต้องพาเขาออกโชว์กับเพื่อนฝูง ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะทำให้เธอขายหน้า ขอแค่ให้ยอมรับเขาเป็นคนรักในความมืดกับเธอ

ผู้หญิงคนไหนจะปฏิเสธข้อเสนออย่างนั้นได้ แอ็บบี้ก็เช่นกัน

ธีมหลักของเรื่องก็คือการสอนนางเอกว่า ชายในฝันไม่จำเป็นจะต้องสมบูรณ์แบบ ผู้ชายที่มีคุณลักษณะตรงกับที่แอ็บบี้ต้องการ สุดท้ายก็กลายเป็นฆาตกรโรคจิต ในขณะที่ช่างกุญแจที่ทำงานกะดึกของเรากลับเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวที่เธอรอคอย มานาน

โดยรวมแล้วไม่ผิดหวังกับเรื่องนี้ค่ะ ไม่รู้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้ยินข่าวลือจากเพื่อนมาว่าเรื่องนี้ไม่สนุก หรือเปล่า ทำให้เราไม่ค่อยได้ตั้งความหวังเท่าไหร ทำให้พออ่านเข้าจริงจึงรู้สึกสนุกมาก

Trouble in High Heels // Christina Dodd

หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของ Christina Dodd ที่ชื่อ Trouble in High Heels เรื่องราวที่ทนายความสาวสวยที่เพิ่งถูกแฟนหนุ่มทิ้ง จึงแต่งตัวออกไปล่อตะเข้ และหิ้วท่านเคาน์หนุ่มหล่อที่บังเอิญเป็นพระเอกของเรื่องกลับมาค้างอ้างแรม ด้วย

หนังสือที่อ่านสนุกตามสบายแนวคริสติน่า หนังสือที่อยู่ในระดับอ่านได้ อาจไม่น่าประทับใจเท่ากับงานเล่มอื่นในอดีตของเธอ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

จนกระทั่งความโง่มาเยือนนางเอก

เราไม่ใช่คนฉลาดนักหรอก แต่มักทนไม่ได้อย่างรุนแรงเวลาเจอนางเอกโง่ และแม่นางบรั่นดีนางเอกของเรื่องก็โง่กระทบใจอย่างยิ่ง

โง่จนอ่านแล้วทำลายความสุขที่ได้รับกับการอ่านไปจนหมดเรื่อง

โง่จนเครียด ต้องมาเขียนระบายในบลอก

พระเอกสุดหล่อของเราเป็นขุนนางชาวอิตาเลียนที่ต้องคดีขโมยเพชร ส่วนนางเอกก็เป็นทนายความของเขา ปัญหาก็คือ ก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะรู้ตัวว่าเป็นทนายความลูกความกัน ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ชั่วข้ามอาทิตย์มาก่อน

เราไม่เข้าใจว่าเหตุใดคริสติน่าถึงเขียนเรื่องที่นางเอกโง่ได้บัดซบขนาดนี้ ขนาดพระเอกบอกแล้วว่าขอให้ไว้ใจ ก็ยังแส่ไปหาเรื่อง จนสุดท้ายชาวบ้านก็ต้องเดือดร้อนมาช่วย

สิ่งที่เราทนไม่ได้ก็คือ ลงท้ายเรื่องแล้ว พระเอกยังต้องเป็นฝ่ายมาง้อ

ไม่เข้าใจว่าคำว่าไว้ใจคำเดียว เธอยังให้เขาไม่ได้ แล้วจะร่วมชีวิตกันไปรอดหรือยังไง

อ่านเรื่องนี้แล้วเครียดมาก

เสียดายเรื่องที่อาจจะสนุก แต่ลงเอยด้วยความโง่

ขนาดอ่านเรื่องของลินน์มาหลายเล่มติดกันแล้วนะ นางเอกของลินน์ยังไม่เคยมีพฤติกรรมโง่ขัดใจได้ขนาดนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่อ่านงานของคริสติน่าแล้วนางเอกจะโง่มากกว่านางเอก ของลินน์

Morrigan's Cross // Nora Roberts

หนังสือเล่มใหม่เกือบล่าสุดของเจ้าแม่แห่งวงการโรแมนซ์ นอร่า โรเบิร์ต หนังสือที่เป็นเล่มแรกในชุดหนังสือสามเล่ม

Morrigan's Cross ถือเป็นหนังสือที่นอร่าข้ามเส้นไปสู่แนวแฟนตาซีอย่างชัดเจนมากที่สุด เรื่องราวของความรักยังคงมี แต่ใจความใหญ่ของเรื่องคือแนวแฟนตาซีอย่างแท้จริง ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ภารกิจซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของชุดยังคงมีอยู่ คนอ่านจะยังไม่ได้ข้อสรุปอันใดเลยกับการจบเพียงแค่เล่มเดียว

และนั่นคือปัญหาสำหรับเรา

แน่ล่ะเราสนใจเนื้อเรื่อง เราชอบตัวละคร แต่ทุกอย่างดูด้อยเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเนื้อเรื่อง Hoyt (ขอเขียนชื่อภาษาอังกฤษ เพราะอ่านไม่ออกค่ะ) เป็นพ่อมดที่สูญเสียน้องชายฝาแฝดไปให้กับลิลิธ แวมไพร์ที่ทะเยอทะยานอยากครองโลก เขาสู้กับลิลิธในตอนต้นเรื่องแต่ไม่อาจเอาชนะเธอได้ เขาบาดเจ็บ ช้ำใจ จนกระทั่งได้พบกับมอร์ริแกน เทพแห่งการสู้รบตามตำนานของไอริช ผู้ที่มอบหมายให้เขาออกเดินทางเพื่อคนหาผู้ร่วมอุดมการณ์อีกห้าคนที่จะเริ่ม การต่อสู้เพื่อรักษาโลกไว้จากการทำลายของลิลิธ

และตามสไตล์ของนอร่า ทั้งหกคนก็คือพระเอกและนางเอกของเรื่องในชุดทั้งสามเล่ม

Hoyt เดินทางจากไอร์แลนด์เมื่อพันกว่าปีก่อน มาถึงนิวยอร์คในยุคปัจจุบันที่ซึ่งเขาได้พบกับน้องชายผู้กลายเป็นแวมไพร์อีก ครั้งหนึ่ง และแม้ว่า Cian (อ่านว่าคีย์แอนตามคำศัพท์ด้านหลังเล่ม) จะไม่สนใจต่อการช่วยเหลือโลก แต่ก็ยอมที่จะให้ความร่วมมือกับพี่ชายเพื่อกำจัดลิลิธ และที่นิวยอร์คนั่นเองเขาก็ได้พบกับแม่มดสาวที่กลายมาเป็นนางเอกของเขา

ทั้งหมดเดินทางจากนิวยอร์คไปที่ไอร์แลนด์เพื่อฝึกผีมือเพื่อเตรียมต่อสู้ กับลิลิธ หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีเนื้อเรื่องอีกเยอะในเล่มต่อไป และนั่นคือข้อด้อยสำหรับเรา อาจเพราะตอนที่อ่านเราไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นแฟนตาซีมากขนาดนี้ ถ้าเราเริ่มอ่านโดยคิดว่านี่เป็นแนวแฟนตาซีก็คงไม่แปลกอะไร เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันขาดเนื้อหาไปบางส่วนเพราะทั้งเรื่องมุ่งหน้าไปยัง การกำจัดลิลิธ หากแต่ตอนจบกลับไม่มีบทสรุป

สุดท้ายเราไม่ถึงกับไม่ชอบเรื่องนี้ แต่เพราะเรื่องมีความต่อเนื่องและเป็นแฟนตาซีมากกว่าที่คิดก็เลยทำให้เรา อ่านแล้วรู้สึกแปลก คำแนะนำที่ให้ได้สำหรับคนที่ยังไม่อ่านเรื่องนี้ก็คือ อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นโรแมนซ์ หรือหนังสือเล่มเดียวจบ หรือแม้กระทั่งเป็นหนังสือที่จบในตอน คิดว่านี่เป็นมหาการ์ฟ (สะกดยังไงนี่) อย่างหนังสือเรื่อง Lord of the ring ที่ต้องนั่งดูหนังสือกันสามปีกว่าจะจบ แล้วคุณจะสนุกกับเรื่องนี้มากขึ้น

Crazy Sweet // Tara Janzen

ชื่อนี้เราตั้งเองเลียนแบบชื่อภาษาไทยของหนังสือชุดนี้ที่เพิ่งออกมาได้เล่ม เดียว คนที่อ่านเล่มแรกแล้วกระโดดข้ามมาอ่านเล่มนี้เลยอาจจะรู้สึกงงกับชีวิตนิด หน่อย เพราะจะได้เห็นตัวละครที่ออกมามีบทบาทในเล่มแรกเป็นนายแบบภาพนู้ด ที่หลงรักนางเอกภาคแรก เปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็นสายลับสุดเท่ห์

ปกติเราไม่ชอบเรื่องที่เปลี่ยนแปลงบุคลิกตัวละครแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แบบนี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าการเอาทราวิส เจมส์มาแปลงกายกลับได้ผล อาจเพราะทาร่าไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วข้ามคืน ทราวิสมีเวลากว่า 4 เล่มก่อนจะกลายเป็นแองเจล ซึ่งเป็นโค้ดเนมของเขา โดยเฉพาะในเรื่องเครซี่ คิสที่เราได้เห็นสิ่งที่อยู่ในสมองของเขา ได้ยินความคิดของเขา และรู้เหตุผลที่เขาเลือกจากเปลี่ยนเส้นทางจากการเป็นผู้ช่วยชีวิต มาเป็นผู้พรากชีวิต

แต่ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงของทราวิสจะได้ผลสำหรับเรา หรือแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของกิลเลี่ยนนางเอกจากเลขานุการขี้อายกลายเป็นนัก ฆ่าสุดโหดก็จะได้ผลสำหรับเรา หนังสือเรื่องนี้กลับไม่ได้ผล นั่นเพราะว่าคนแต่งให้เวลากับตัวละครสองตัวนี้น้อยเกินไป มากกว่าครึ่งเรื่องเราได้เห็นความสัมพันธ์ของพระเอกนางเอกในเล่มถัดไป (ชื่อเรื่องแปลเป็นไทยว่ากำลังเพ่นพล่าน - On the loose) เราชอบซี. สมิท และอยากเห็นเรื่องของเขา แต่เราก็อยากรู้จักทราวิสและเรด ด็อกให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ซับซ้อนมากเพียงใด

อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมคนแต่งต้องเอาเข้ามาใส่ในเรื่องก็ คือ ตัวท่านลอร์ดชาวอังกฤษผู้ที่เป็นเจ้าพ่ออาชญากรรม โอเคเรายอมรับว่าหลงเสน่ห์ตัวละครที่ไม่ออกตัวนี้ไปไม่น้อย ก็แหมตรงสเป็คเราเลยล่ะ เป็นตัวร้าย (ที่เราคิดเองว่าจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น) เขาถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ชายในอดีตของนางเอก คนที่นางเอกมีความสัมพันธ์ด้วยแม้ในขณะที่ยังคบอยู่กับพระเอก เราไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมถึงต้องเอาตัวละครตัวนี้เข้ามาเกี่ยว เพราะอ่านจนจบเรื่องเราก็ยังรู้สึกว่า ไม่ออกก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกะเรื่องตรงไหน

อาจเพราะว่าเราผิดหวังที่ไม่ได้เห็นข้อสรุปในความสัมพันธ์ของทราวิสกะกิล เลี่ยน เราก็เลยรู้สึกผิดหวังมากกับเรื่องนี้ เพราะอ่านจนจบเรื่องเราก็ไม่รู้สึกว่ามีความคืบหน้าอะไรเลยระหว่างทั้งคู่

ตอนเปิดเรื่องก็รู้ว่ารักกันแล้ว รู้ว่ามีเซ็กส์กันแล้ว แต่กิลเลี่ยนก็ยังทรยศทราวิสเพื่อการแก้แค้น วิธีการแก้ปัญหาก็ง่ายมาก ไม่ใช่ทำให้กิลเลี่ยนต้องละทิ้งการแก้แค้น (เหมือนอย่างที่ซาร่าบังคับให้เพริกรีนทำใน Silk and Shadows - ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากที่สุดเล่มหนึ่ง -- แปลว่าไปหามาอ่านได้แล้ว) กลับกลายเป็นการให้ดีแลนเปิดไฟเขียวเปิดทางให้กิลเลี่ยนสามารถแก้แค้นได้โดย ชอบธรรม เราก็เลยไม่เห็นสักนิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างไร

แล้วยังประเด็นที่กิลเลี่ยนคิดในช่วงต้นเปิดเรื่องอีกที่บอกว่ายังไงเจ้า ลอร์ดกาแฟจะต้องเรียกร้องการตอบแทนจากเธอ ซึ่งเธอจำเป็นต้องจ่าย จนจบเรื่องก็ยังไม่รู้ว่าราคานั่นคืออะไร (เป็นไปได้ว่าทิ้งท้ายเอาไว้ในเล่มถัดไป) แต่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องมันค้างคา เพราะอ่านยังไงก็ต้องคิดเอาเองว่าเจ้าลอร์ดนี่ต้องแอบหลงรักกิลเลี่ยนแหง แต่ดันไม่มีบทบาท

เราจะบอกให้ว่าเราคิดยังไงกับการที่ทาราเขียนเรื่องนี้นะคะ เราคิดว่าเพราะทราวิสไม่ใช่พระเอกที่เธอตั้งใจให้เป็นในเรื่องนี้ ข่าวตอนแรกก็คือซี.สมิทจะเป็นพระเอกในเครซี่สวีท แต่จู่ ๆ ก็พลิกโผ เหมือนตอนท่านนายกอานันท์ได้เป็นนายกรอบสอง ทราวิสก็กลายเป็นพระเอกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ปัญหาก็คือ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของซี. สมิทน่าจะเขียนไปแล้ว ทำให้ทาร่าไม่มีเวลาเขียนเรื่องของทราวิสเท่าไหร ก็เลยใช้มุขตัดสลับ ระหว่างเรื่องของทราวิสกับซี.สมิท เหมือนกับที่ใช้ในเรื่องเครซี่คิส (แต่ในเครซี่คิสมันเวิร์คเพราะว่าเรารู้จักคิดกะนิคกี้ดี้แล้ว ไม่เหมือนในเรื่องนี้ที่เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรด ด็อกเลย) ทำให้สุดท้ายอ่านไปนึกว่าซี. สมิทเป็นพระเอก

แต่ถ้าถามว่าแฟนหนังสือชุดเครซี่ควรจะถอดใจกับชุดนี้ไหม คำตอบเราก็บอกให้เดินหน้าสู้ต่อค่ะ เพราะเหมือนอย่างที่เพื่อนผู้ทรงภูมิของเราคนนึงบอกไว้ แค่อ่านเล่มนี้แล้วได้เห็นตัวละครในเล่มก่อนหน้าก็คุ้มค่าแล้ว

สำหรับเราแล้วไม่ใช่ซุปเปอร์แมนที่ทำให้ใจสั่น (เอ๊นั่นนก, ไม่ใช่มันเป็นเครื่องบิน, ไม่ใช่... นั่นคือซุปเปอร์แมน--- คนละคนกันนะคะ) แม้ว่าจะคริสเตียนจะเท่ห์เหมือนเดิม สุดท้ายยังเป็นคนตามล่าผู้ร้าย แล้วเป็นคนเหนี่ยวไกอีกต่างหาก แต่เป็นการที่ได้เห็นความสัมพันธ์ของสกีตเตอร์กะดีแลน ทำให้เรารู้สึกว่าความรักของทั้งคู่ไปกันได้ราบรื่น

ยิ่งตอนที่สกีตเตอร์แต่งตัวออกมายั่วดีแลนต่อหน้าคริสเตียนแล้วยิ่งฮามาก ๆ แต่ทั้งหมดนี่คุณจะไม่รู้หรอกถ้าไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้า และรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างดีแลน, คริสเตียน และสกีตเตอร์เป็นยังไง

จบคำวิจารณ์เรื่องนี้โดยการบอกว่าให้รีบวิ่งกลับไปอ่านเครซี่ให้ครบทุก เล่ม ก่อนจะเริ่มอ่านเล่มนี้ เพราะจะทำให้ความเจ็บปวดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ลดลงได้ประมาณครึ่งนึง

The Rules of Seduction // Madeline Hunter

หลังจากผิดหวังกับหนังสือที่เรารู้สึกชัวร์ว่าสนุก (แต่หลายเล่มกลับกลายเป็นชั่วไป) ก็มาถึงเล่มที่เราไม่คาดหวัง เพราะผิดหวังกับเล่มก่อนหน้าของเธอมาหลายเล่มติดกัน เราก็ได้เจอเพชรแท้ของสิ้นปี 2549 แล้ว

กฎแห่งการล่อลวง (ตั้งชื่อบลอกเหมือนล่อพวกจิตอกุศลมาอ่านเลย) หรือ The Rule of Seduction เป็นหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของแมดเดลีน ฮันเตอร์ หนังสือที่ดูธรรมด้าธรรมดา พล็อตเรื่องแสนจะจำเจ แต่ไหงกลายเป็นหนังสือสนุกขึ้นมาได้

เฮย์เดน รอธแวล (ขอร้องล่ะ ผู้ชายชื่อเฮย์เดนนี่นะ นั่นคือความคิดแรกของเรา แต่พออ่านจบเรื่องเสียงความคิดเราก็กลาย โอ้เฮย์เดนจ๋า) เดินทางมาที่บ้านของนางเอก เพื่อพบกับญาติซึ่งเป็นผู้อุปการะนางเอก และกลับไปพร้อมกับทรัพย์สินทุกอย่างที่ญาติเธอ ทำให้เธอกลายเป็นคนไร้ที่อยู่ เพราะญาติไม่ยินดีที่จะเลี้ยงดูเธออีกต่อไปแล้ว เพราะแค่เลี้ยงตัวเองและน้องสาวก็แทบไม่พอ ทั้งที่ก่อนหน้าครอบครัวเธอถือเป็นผู้มีอันจะกินไม่น้อย คำอธิบายที่เธอได้รับกับการเปลี่ยนแปลงสถานภาพก็คือ เฮย์เดนตัดสินใจถอนเงินของตระกูลเขาออกจากธนาคารที่ญาติของเธอเป็นหุ้นส่วน อยู่ ทำให้ญาติของเธอต้องหมดตัวเพราะล้มละลาย นั่นทำให้อเล็กเซียนางเอกของเราเกลียดพระเอกอย่างมาก

เห็นรึยังคะว่าเรื่องไม่มีอะไรใหม่เลย และยังคาดเดาได้ง่ายกว่านั้นอีก เพราะพระเอกของเราต้องไม่ใช่คนใจไม้ใส่ระกำอย่างนั้นจริงไหม

จริงค่ะ

เพราะอันที่จริงเฮย์เดนไม่ได้เป็นผู้ทำลายญาติของเธอ หากแต่เขาค้นพบการฉ้อโกงเงินของธนาคารที่ญาติของเธอทำกับลูกค้าของธนาคาร เขาจึงเดินทางมาเพื่อเรียกร้องให้อีกฝ่ายชดใช้ และเขาจะยอมปิดปากเงียบกับการกระทำความผิดนั้น

ญาติของนางเอกยอมชดใช้ แต่ไม่วายที่จะอ้างเหตุผลที่เป็นการทำลายชื่อเสียงของพระเอก ซึ่งพระเอกก็ยังคงเป็นพระเอกที่ยึดมั่นในความพูดของตัวเองไม่ยอมเปิดเผยความ จริงแม้ว่าจะถูกเข้าใจผิด

หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้หวือหวา แต่เป็นหนังสือที่ตัวละครเป็นผู้เดินเรื่อง เราได้รู้จักับเฮย์เดน น้องชายของท่านมาร์ควิสผู้ที่รับผิดชอบการเงินของครอบครัว คนที่ทำทุกอย่างด้วยความประสิทธิภาพดั่งหุ่นยนต์แต่กลับห้ามใจตัวเองกับนาง เอกไม่ได้ ผู้ชายคนที่ (โคตร) มีเกียรติ จนเรายังอ่อนละลายไปกับเขา ผู้ชายคนที่คิดว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นเครื่องพักผ่อนยามว่าง ผู้ชายที่รักนางเอกมาพอจะบอกรักกับนางเอกก่อน และรักมากพอจะยอมปล่อยให้นางเอกเดินจากไป ถ้านั่นหมายความว่าเธอจะได้อยู่กับผู้ชายที่เธอรัก

เฮย์เดนเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้เรื่องพล็อตง่าย ๆ นี่ได้ผล จากภายนอกที่เป็นผู้ชายเย็นชา ภายในเขาก็เย็นชา เพียงแต่เฉพาะกับอเล็กเซียเท่านั้นที่เขากลายเป็นผู้ชายอีกคน ผู้ชายที่ห้ามตัวเองไม่ให้มีความสัมพันธ์กับสาวบริสุทธิ์ไม่ได้ แต่ก็มีเกียรติพอที่จะยอมแต่งงานกับเธอ แม้ว่าจะไม่มีใครเลยที่เรียกร้องให้เขาทำ

อ่านเรื่องนี้แล้วขอเตือนว่าอย่าไปสนใจคำบรรยายเรื่องที่ด้านหลังปกมาก นัก เพราะไม่ตรงกับความเป็นจริง ถ้าคุณอ่านโดยคาดว่าจะเจอกับเฮย์เดนที่เป็นอัลฟ่าเมลแล้วล่ะก้อ บอกเลยว่าผิดหวังแน่ค่ะ แต่เขาก็ไม่ใช่เบต้า เขาเป็นเพียงคนที่รู้ใจตัวเอง และกล้าที่จะทำตามหัวใจเรียกร้องโดยไม่สนใจว่ามีใครคาดหวังให้เขาทำหรือไม่

ทั้งเรื่องนางเอกเข้าใจพระเอกผิดว่าเขาเป็นคนที่ทำลายครอบครัวของเธอ และพระเอกก็ถูกผูกพันโดยคำพูดของตัวเองทำให้ไม่สามารถบอกความจริงได้ ปกติเราไม่ชอบเรื่องอย่างนี้มากนัก เพราะมักรู้สึกว่าทำไมไม่พูดกันให้รู้เรื่องไปเสียที (วะ) แต่อย่างที่บอกมาตลอด เรื่องนี้ได้ผล เรานั่งชื่นชมกับเรื่องราวที่นางเอกค่อยตกหลุมรักพระเอกมากขึ้นทุกวันทุกวัน แม้ว่าสมองจะบอกเธอว่าเขาเป็นคนโหดร้ายที่ทำลายคนที่เธอรัก และมองเห็นพระเอกที่พยายามถามตัวเองเป็นร้อยครั้งว่าทำไมถึงเป็นผู้หญิงคน นี้ ผู้หญิงที่เขาแน่ใจว่ารักผู้ชายคนอื่น (แม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว)

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด (อย่างน้อยสามเล่ม) และเหมือนทุกครั้งคนแต่งก็เก่งพอจะทำให้เรารู้สึกอยากอ่านเล่มถัดไปในชุด แม้ว่าเรื่องของเอเลียตน้องชายของเฮย์เดนจะไม่ดูน่าสนใจ แต่สำหรับคริสเตียนพี่ชายคนโต คนที่หายไปโดยไร้ร่องรอยเป็นเวลาเกือบสองปี (และทำให้ในระหว่างนั้นเฮย์เดนต้องเข้ามาจัดการด้านการเงินของตระกูล) และกลับมาโดยที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนที่เราสนใจมากที่สุด

และถ้าไม่เป็นการโอ้อวดเกินไป เราก็ขอทายเอาไว้เลย ณ วันนี้ว่า นางเอกของคริสเตียนคงจะเป็นโรส ญาติของอเล็กเซีย คนที่เข้าใจผิดว่าเฮย์เดนเป็นผู้ทำลายครอบครัวของเธอ

บอกได้คำเดียวว่าอยากอ่านค่ะ

The Rules of Seduction // Madeline Hunter (Con'd)

วันนี้บลอกเกี่ยวกับเรื่อง The Rule of Seduction ของแมดเดลีน ฮันเตอร์เป็นครั้งที่สองของวันนี้แล้ว อาจเพราะว่าวันนี้งานไม่ค่อยมีให้ทำ ก็เลยฟุ้งซ่าน แต่ก็เป็นไปได้มากที่เราถูกใจหนังสือเรื่องนี้มากจนไม่อาจลืมเลือนออกไปจาก ใจได้โดยง่าย

ไม่น่าเชื่อว่าเราชอบหนังสือที่เรียบง่ายอย่างเช่นเล่มนี้ ไม่มีความพิศดารแปลงกาย พระเอกไม่ใช่ยอดมนุษย์ ไม่ใช่สายลับเก่งกล้า เขาไม่ใช่กระทั่งขุนนางมียศศักดิ์ ที่สำคัญเขาไม่ใช่พระเอกแบบที่เราชอบ ไม่ใช่ตัวร้ายกลับใจ หากแต่เป็นผู้ชายที่เราคิดว่าหาเจอได้ในชีวิตประจำวัน เขาไม่สมบูรณ์แบบ แต่เขาเป็นคนที่เราคิดอยากจะเป็น (ไม่ใช่อยากจะเป็นผู้ชายนะ แต่เราอยากเป็นคนที่มีข้อผิดพลาด แต่มีความดีพื้นฐานทำให้รู้ว่าการกระทำของตัวเองผิด และคิดหาทางแก้ไข ทั้งยังมีเกียรติมากพอที่จะรักษาคำพูดของตัวเองเอาไว้)

อะไรที่ทำให้เราชอบหนังสือเรื่องนี้เหลือเกิน ส่วนหนึ่งอาจเพราะอ่านหนังสือไม่สนุกมาหลายเล่มก็ได้ แต่สาเหตุหลักใหญ่อาจเป็นเพราะเจ้าความเรียบง่ายนี่เอง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มีเสน่ห์อย่างมาก

หนังสือเปิดเรื่องอย่างหนังสือโรแมนซ์ยุคโบราณทั่วไป (แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ยุครีเจนซี่นะคะ เราคิดว่าน่าจะเป็นช่วงยุควิคตอเรียมากกว่า) ท่ามกลางฉากหลังเป็นเรื่องราวที่เกิดอาการพานิคกันทั่วเกาะอังกฤษทำให้หลาย ธนาคารล้มละลาย (เห็นไหมเราบอกแล้วว่าเรื่องไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น) เฮย์เดน รอธเวลปรากฎกายขึ้นในชีวิตของอเล็กเซีย เวลบอร์น

หนังสือเรื่องนี้พระเอกไม่ได้ตกหลุมรักนางเอกเพียงชั่วแรกเห็น (แล้วก็จัดการลากมาทำเป็นเมียเก็บเหมือนหนังสือดังบางเรื่อง) เขาช่วยเหลือนางเอกเพราะความรู้สึกผิด (บอกแล้วว่าเขาเป็นคนดีมาก) ที่ตัวเองทำลายชีวิตนางเอก และอย่างไม่รู้ตัวเขาก็ค่อยตกหลุมรักเธอ

การดูเฮย์เดนตกหลุมรักนางเอกไม่สนุกเท่ากับการดูอเล็กเซียตกหลุมรักเขา เพราะทั้งเรื่องเธอเชื่อว่าเขาเป็นคนเลว แต่นั่นไม่อาจหยุดความรู้สึกของเธอได้

ฉากหนึ่งที่พระเอกแอบติดตามนางเอกจากลอนดอนมายังบริสโทลแล้วมารอนางเอกอยู่ ที่โรงแรม เมื่อเขาแอบมองปฏิกริยาของนางเอกเมื่อทราบข่าวจากคนรับใช้ว่าพระเอกมารอเธอ อยู่เป็นฉากที่เราชอบมากที่สุดฉากหนึ่งในเรื่อง เมื่อเขามองเห็นอาการของนางเอกที่นิ่งเฉยไม่ยินดียินร้าย นี่คือความคิดของเขา

"It took him amoment to conqure the hallow reaction that opened inside him. He had not expected her to be pleased by his pursuit, although a small, romantic fantasy had emerged in which she expressed so much delight in his arrival that she could not find the heart to scold. He knew better than to anticipate a joyful reunion, however, and knew a good row was the more likely result when he found her that would have been preferable to what he had just seen . He did not like the visible evidence of just how indifferent she truly was."

แปลว่า (โปรดกรุณาให้อภัย เราไม่ใช่นักแปลค่ะ) "เขาต้องใช้เวลาสักใหญ่กว่าที่จะเอาชนะความรู้สึกว่างเปล่าภายในกายเขาได้ เขาไม่ได้ถึงกับคาดว่าเธอจะดีใจที่เห็นเขาติดตามเธอมา แม้ว่าความเพ้อฝันเล็กน้อยของเขาจะหวังให้เธอแสดงความรู้สึกยินดีกับการมา ของเขามากพอที่จะไม่ต่อว่า แต่เขารู้ดีเกินกว่าจะคาดหวังการพบกันที่เต็มไปด้วยความสุข อย่างไรก็ตามเขาก็ยังพอใจกับการโต้เถียงกันเล็กน้อยมากกว่าการที่เธอแสดงให้ เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอไม่มีความรู้สึกใดต่อเขาสักนิดเดียว"

ชอบค่ะ ผู้ชายใจน้อย

อดทนหน่อยแล้วกันค่ะ ตอนนี้กำลังบ้าเรื่องนี้ ไม่รับประกันว่าจะมี The Return of the Rule of Seduction Part III หรือไม่นะคะ

Friday, February 13, 2009

Quinn's Return // Shannon Anderson & Return to Me // Shannon McKenna

หนังสือเล่มนี้เป็นความภาคภูมิใจของแม็กซ์ค่ะ ที่สามารถค้นหาจากตลาดหนังสือมือสองในเน็ตมาได้ แม็กซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้มาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพล็อตเรื่องเป็นยังไง เหตุผลเดียวที่เราอยากได้เล่มนี้ก็คือความจริงที่ว่า แชนน่อน แอนเดอร์สันเป็นนามปากกาของคนแต่งที่ใช้ชื่อว่า แชนน่อน แม็คเคนน่า

และคนที่อ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ หรือรู้จักแม็กซ์ ก็จะรู้ว่า แม็กซ์คลั่งไคล้แชนน่อน แม็คเคนน่ามากขนาดไหน

ก่อนที่แชนน่อนจะประสบความสำเร็จในนามของแม็คเคนน่า เธอเคยเขียนหนังสือเล่มเล็ก (ความยาวไม่ถึงสองร้อยหนา) ให้กับสนพ.ที่ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว โดยใช้นามปากกาว่าแชนน่อน แอนเดอร์สัน

หนังสือที่เธอเขียนในนามปากกาแชนน่อน แอนเดอร์สันมีห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้แม็กซ์มีในครอบครองแล้วสี่เล่ม เหลืออีกเล่มนึงค่ะ ซึ่งก็คงต้องตามหากันต่อไป

แม็กซ์เลือกหยิบเล่มนี้มาอ่านก่อนเลย เพราะดูพล็อตแล้วน่าสนดี เรื่องราวของชายหนุ่มที่เดินทางกลับมาบ้านเกิดหลังจากจากไปนานหลายปี

พล็อตอย่างนี้เป็นพล็อตที่ใช้กันบ่อยมากในนิยายโรแมนซ์ ดังนั้นเราจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ดังนั้นลองนึกถึงความแปลกใจของตัวแม็กซ์ดูสิคะที่เมื่อเราเริ่มต้นอ่าน ประโยคแรกในเล่มแล้วรู้สึกว่ามันคุ้น

เอาเป็นว่าโคตรคุ้นเลยแล้วกัน

นั่นก็เพราะหนังสือเรื่อง Quinn's Return ก็คือต้นแบบของหนังสืออีกเรื่องที่แชนน่อนเขียนในเวลาต่อมา ด้วยนามปากกาแชนน่อน แม็คเคนน่า โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Return to Me

หลังจากอ่านเล่มนี้จบ เราขอสรุปเลยแล้วกันว่า เรื่อง Quinn's Return ถูกนำกลับไปรีไซเคิล โดยยังคงรักษาพล็อตหลักของเรื่องเอาไว้เกือบหมด ทั้งประโยค คำพูด การบรรยายเรื่อง ถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง Return to Me กระทั่งชื่อของพระนางก็ยังเกือบจะเหมือนกัน

เราเลยถือเป็นโอกาสอันดีนะคะ รีวิวหนังสือทั้งสองเล่มนี้ไปในคราวเดียวกันเลยดีกว่า

Quinn's Return ของแชนน่อน แอนเดอร์สัน

แม็กซ์หาภาพปกของหนังสือเล่มนี้ไม่เจอนะคะ เลยไม่ได้เอามาลงให้ดูกัน (ถ้ามีโอกาสจะถ่ายรูปของเล่มที่แม็กซ์มีในครอบครอบมาลงแล้วกันนะคะ)

ไซม่อน ควินน์ซึ่งเป็นช่างภาพที่ประสบความสำเร็จ ตัดสินใจเดินทางกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อสะสางเกี่ยวกับมรดกของกัส ควินน์ผู้เป็นลุงที่เพิ่งเสียชีวิตไป แต่การกลับมาของเขาก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนทั้งเมือง ที่ยังคงจดจำพฤติกรรมห่าม ๆ ของเขาในวัยเด็กได้ และนั่นรวมทั้งเอลินอร์ คอนเนอร์ หญิงสาวตระกูลเก่าผู้เพียบพร้อม ผู้ซึ่งเติบโตมาพร้อม ๆ กับไซม่อน

เด็กทั้งสองผูกพันกันมาก ความผูกพันที่ดึงรั้งเอลินอร์เอาไว้ไม่ให้มีความสัมพันธ์กับใครอื่น จนกระทั่งในที่สุดเธอตัดสินใจที่จะตัดใจจากไซม่อนผู้ซึ่งนับแต่จากไปจาก เมืองเขาก็ไม่เคยติดต่อเธออีกเลย แอลลี่ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตที่เธอต้องการเสียที เธอตอบรับหมั้นจากชายหนุ่มเนื้อหอมของเมือง แบรด มิชเชลล์เป็นชายในฝันสำหรับผู้หญิงหลายคน แต่เมื่อไซม่อนกลับมา แอลลี่ก็พบความจริงว่า ตัวเองไม่เคยตัดใจไปจากเขาได้เลย

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือรักแบบเบสิค นั่นหมายถึงไม่มีอะไรในพล็อตมากไปกว่าเรื่องรักระหว่างไซม่อน และแอลลี่ เรื่องราวที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และไม่โทษแอลลี่เลยที่เลือกไซม่อน ในเมื่อแบรด และครอบครัวของเขาดูช่างห่วยแตก และแม็กซ์ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมแอลลี่ทนพวกนั้นได้จนถึงกับหมั้นหมายกับแบรด (ถ้าจะคิดว่าพวกนั้นลายยังไม่ออก ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะพฤติกรรมของพวกนี้มันแย่นะ ไม่น่าจะเก็บซ่อนไว้ได้นาน)

มันไม่แปลกอะไรสักนิดเมื่อแอลลี่เลือกไซม่อน แต่มันกลับกลายเป็นจุดด้อยของไซม่อนที่ไม่กล้าตัดสินใจ พระเอกของเราหวาดกลัวความรัก อย่างไม่มีเหตุผล มีการแย้ม ๆ ถึงการที่เขาถูกทารุณในวัยเด็กจากผู้เป็นลุงบ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนเพียงพอ แม็กซ์อ่านแล้วไม่เห็นใจ หรือสงสาร ออกจากหมั่นไส้ด้วยซ้ำที่เขาเลือกที่จะเดินจากแอลลี่ไป

แต่โดยรวมรู้อะไรไหมคะ แม็กซ์มองเห็นโอกาสของการที่หนังสือเล่มนี้จะได้รับการแปลเป็นภาษาไทย มากกว่าเรื่อง Return to Me (ที่เราคิดว่าดีกว่าหลายขุม) เสียอีก เพราะเรื่องนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่สนพ.ในเมืองไทยชอบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรื่องที่บางจ๋อย (แค่ร้อยหกสิบกว่าหน้า) นางเอกที่เป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง เก็บเนื้อเก็บตัวเอาไว้ให้พระเอก

แต่สำหรับแม็กซ์ คะแนนที่ 57

Return to Me ของแชนน่อน แม็คเคนน่า

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเอาเรื่อง Quinn's Return มาเขียนใหม่ และมันช่างเป็นการเขียนใหม่ที่เพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบให้เนื้อเรื่องอย่าง มาก

ตัวแม็กซ์เองกลายมาเป็นแฟนหนังสือของแชนน่อนก็เพราะเล่มนี้ (เราอ่านเรื่องนี้ก่อนอ่าน Quinn's Return ค่ะ) คนแต่งเขียนได้ดีมากขนาดที่เราไม่รู้เลยสักนิดว่าส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ส่วนแทรกขึ้น ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่อง

พล็อตของหนังสือเรื่องนี้เหมือนกับเรื่อง Quinn's Return ชนิดลอกกันมากเลยแหละ (ก็มันลอกกันจริง ๆ นี่) เพียงแต่ในเล่มนี้พระเอกของเราชื่อว่า ไซม่อน ไรลี่ย์ เขาเป็นช่างภาพระดับเจ้าของรางวัล และผ่านการถ่ายภาพในสงครามโหดมาแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด เพราะอีเมลล์ที่ได้รับจากกัส ผู้เป็นลุง ซึ่งในตอนเปิดเรื่องได้เสียชีวิตลงแล้ว ลุงของเขาได้ชื่อว่าเป็นคนเพื้ยนและชอบใช้ความรุนแรง ซึ่งไซม่อนรู้เป็นอย่างดี แต่ในอีเมลล์นั้นมันราวกับว่า กัสมีช่วงเวลาที่ชัดเจนเกิดขึ้น ในอีเมลล์กล่าวถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีตที่กัสได้เข้าไปเห็นเป็นพยาน การกระทำที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ การกระทำที่ตามหลอกหลอนกัส และเป็นสิ่งที่กัสต้องการให้ไซม่อนระวังตัวจากผลพวงของมัน

ไซม่อนเดินทางกลับมา และเขาก็ได้พบกับเอล หรือเอเลน เค้นต์ สาวน้อยที่บัดนี้ได้กลายเป็นเจ้าของโรงแรมชนิดเบดแอนด์เบรคฟาสต์ที่ซึ่งเขา มาเข้าพัก (ส่วนนี้เหมือน QsR ค่ะ) และเช่นเดียวกัน เอเลนที่รักไซม่อนมาตลอดชีวิต เธอตัดสินใจเลิกรอคอยการกลับมาของเขาแล้ว เธอได้หมั้นหมายกับแบรด ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม แต่แล้วการกลับมาของไซม่อนก็ทำให้เอเลนต้องทนทวนทุกอย่างอีกครั้ง

ในหนังสือเล่มนี้ ความผูกพันระหว่างไซม่อนและเอเลนถูกถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือไ้ด้ชัดเจน ทำให้แม็กซ์รู้สึกถึงความรักที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน จนกลายเป็นความรักฝังใจที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ก็ไม่อาจทำให้ไซม่อน และเอลลืมเลือนอีกฝ่ายได้เลย

ในเล่มนี้อดีตของไซม่อนถูกเล่าออกมามากพอจนทำให้แม็กซ์เข้าใจความต้องการ หลีกหนีความรักของเขา เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองว่าตัวเองไม่เหมาะกับความรัก เข้าใจเหตุผลที่เขาเลือกที่จะเดินออกจากชีวิตของเอล (ในขณะที่ QsR มันเป็นคำถามข้อใหญ่ที่เรามี) แม้จะไม่เห็นด้วยนะ แต่อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าพระเอกงี่เง่าที่เดินจากสิ่งดี ๆ อย่างเอลไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงฉากเซ็กส์ที่ฮ็อตกว่าอีกค่ะ ความสามารถของแชนน่อนก็คือ เธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบอะไรในเรื่องเลย การเพิ่มดีกรีความร้อนแรงไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องสูญเสียไป

นอกจากนี้แล้วการเติมพล็อตในส่วนของความลึกลับในอดีตของกัสที่ตามมาระราน ไซม่อนในปัจจุบันก็ทำให้เรื่องมีน้ำหนัก และน่าติดตามอ่านยิ่งขึ้น

และส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือ เรื่องนี้คู่หมั้นของเอลไม่ใช่ตัวร้ายที่เป็นอย่างใน Quinn's Return เพราะแบรดมาด้านลึกที่ซ่อนเอาไว้ เราชอบมาก ๆ ที่แชนน่อนเขียนแบรดในเวอร์ชั่นใหม่ ผู้ชายที่มีสองด้าน ด้านนึงอาจจะไม่ชอบไซม่อน (ใครจะชอบเขาได้ในเมื่อไซม่อนคือตัวปัญหาในวัยเด็ก และยังแย่งเอลไปจากแบรดอีก) ในอีกด้านนึงเขาก็ยังเป็นมนุษย์ที่รู้จักผิดชอบชั่วดี

คะแนนที่ 87

การที่แม็กซ์ได้มีโอกาสอ่าน Quinn's Return ที่แม้จะไม่ได้สนุกอะไร แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังหรอกนะคะว่าจะสนุก แม็กซ์คิดเสมอว่าหนังสือที่สั้นขนาดนั้น แทบจะไม่มีโอกาสที่จะสนุกขึ้นมาได้หรอก การที่เราได้เห็นต้นแบบของ Return to me ทำให้เราตระหนักแก่ใจถึงพัฒนาการของแชนน่อนในฐานะนักเขียนยิ่งขึ้น เพราะหนังสือทั้งสองเรื่องนี้ใช้พล็อตและการดำเนินเรื่องที่เกือบเหมือนกัน แต่การเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกลับทำให้ความเห็นที่เรามีต่อหนังสือสองเล่มนี้แตกต่าง กันไปโดยสิ้นเชิง

Passionate Thirsts // Cameron Dean

ยังอ่านไม่จบหรอกนะคะ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่เมื่อคืนนั่งอ่านเรื่อง The Rule of Seduction ใหม่อีกรอบ หลังจากถอนหายใจไปหลายสิบเฮือกกับพระเอกเรื่องนั้น เราก็เห็นควรว่า กาละเวลานี้ย่อมไม่เหมาะที่จะหยิบแนวโบราณมาอ่านอีกเป็นแน่ เพราะคิดว่าคงไม่มีหนังสือเล่มไหนเทียบเฮย์เดนได้เป็นแน่

ก็เลยมาถึงคิวหนังสือที่ซื้อมาเพราะไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร

ความกระหายที่ร้อนรุ่มเป็นหนังสือเล่มแรกของหนังสือชุดสามเล่ม ความต้องการอันเย้ายวนเป็นเล่มสอง และความหิวตลอดกาลเป็นเล่มสาม (ลองเล่นดูนะว่าแปลไทยเป็นอังกฤษได้ชื่อเรื่องว่าอะไรกันบ้าง เดี๋ยวจะเฉลยต้องจบบลอก)

นี่เป็นหนึ่งในหนังสือที่โหนกระแสแวมไพร์ออกมา คิดดูแล้วก็น่าสยองนะคะ ถ้าเทียบจำนวนหนังสือแล้ว โลกเรานี่คงมีมนุษย์แท้ไม่กี่คน เพราะส่วนใหญ่ไม่เป็นแวมไพร์ก็เป็นหมา หรือไม่ก็เป็นนางฟ้า เทพธิดากันหมด อย่างน้อยเรื่องนี้ก็มีความคิดหน่อยที่แวมไพร์ไม่ได้อยู่ในนิวออร์ลีน (อันนี้ต้องโทษแอน ไรซ์นะที่ดันเอาเลสเตทไปอยู่ที่นั่น ทำให้เมืองนี้แวมเพ่นพ่านไปหมด)

เรื่องนี้เป็นแวมไพร์ในเวกัส มีตอนเปิดเรื่องที่แปลกที่สุดเล่มหนึ่ง ใครอ่านก็ต้องนึกว่าเป็นฉากที่นางเอกเจอพระเอก และไม่ใช่

ก่อนอื่นขอเตือนว่า อย่าอ่านเล่มนี้โดยเอาคอนเซ็ปของโรแมนซ์มาวัด เรายังไม่แน่ใจนักว่าเรื่องนี้จะเป็นโรแมนซ์ เพราะเปิดเรื่องนางเอกก็คบอยู่กับผู้ชายคนอื่น พระเอกเคยเป็นคนรักเก่า และทำร้ายนางเอกจนเกือบปางตาย

นึกถึงอนิตา เบลก (ไม่ใช่อมิตา ทาทายังนะ) ของลอเรล เค. แฮมิลตันที่กลายเป็นต้นแบบของหนังสือหลายเล่ม นางเอกเรื่องนี้ไม่ถึงขนาดเซ็กซ์หมู่อย่างเล่มนั้น แต่ธีมเรื่องให้อารมณ์เดียวกับเรื่องของอนิตาก่อนที่เธอจะกลายเป็นผู้หญิง บ้าเซ็กส์ นางเอกเล่มนี้ให้ความรู้สึกเข้มแข็งใกล้เคียงกัน

ตอนที่อ่านถึงนี่พระเอกเพิ่งปรากฎกายมา มาถึงก็เข้าถึงเนื้อถึงตัวกันเลย ทั้งที่ครั้งสุดท้ายที่เจอกันกัดนางเอกไปจนเกือบตาย

พอดีง่วงมากก็เลยนอนก่อน เอาไว้อ่านจบแล้วมาต่อนะคะ

Passionate Thirsts // Cameron Dean

ตอนแรกว่าจะเขียนอีกเรื่องนึง แต่คิดแล้ว เขียนไปเหมือนหาเรื่องโดนด่า ก็เลยจะไม่เขียนมาก (โปรดสังเกตคำว่ามาก) เพราะจะยังเขียนอยู่แต่พูดน้อยลง

เรามักจะพูดถึงหนังสือที่เราชอบกับเพื่อนสนิท (ไปถามได้ ถ้าลองเราชอบเล่มไหน สายโทรศัพท์ไหม้ เพราะเราจะบังคับให้ฟังเราเล่าหลายรอบ รู้นะคะว่าเขาไม่อยากฟัง แต่เราอยากเล่า เป็นเพื่อนเราแล้วก็ต้องทนกันหน่อย) ส่วนคนอื่น ถ้าถามมาเราก็จะตอบ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสาระแนไปบอกโฆษณาให้ชาวบ้านที่ไม่รู้จักหน้าซื้อตามเราหรอก

ดังนั้นสำหรับคนอื่นถ้ามาถามแล้ว เชื่อซื้อไปอ่านแล้วไม่หนุก เป็นความเสี่ยงของคุณเอง อย่ามาพาดพิงถึงเรา เรื่องนี้ไม่ขอรับผิดชอบค่ะ โง่เองแล้วมาโทษชาวบ้านนี่ เป็นคนที่ใช้ไม่ได้

กลับมาที่เรื่อง "ความกระหายที่ร้อนรุ่ม" ตามเสียงเรียกร้องของแฟนผู้ติดตามบลอก (ทำเหมือนมีคนตามมาอ่านกันเยอะงั้นแหละ) เดากันได้ไหมว่าชื่อภาษาอังกฤษคืออะไร

Passionate Thirsts ของ Cameron Dean

ไม่รู้จักกันใช่ไหมล่ะ นั่นเพราะเธอเป็นนักเขียนหน้าใหม่ในวงการโรแมนซ์ แต่นี่ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกของเธอ เพราะเธอเป็นนักเขียนหนังสือสำหรับเยาวชนมาก่อน

แต่เรื่องนี้ไม่สำหรับเยาวชนนะคะ ค่อนข้างฮ็อตทีเดียวเลยล่ะ

ความกระหายนี่เป็นเล่มแรกในหนังสือชุดสามเล่ม คำว่าชุดนี้ไม่ใช่ชุดธรรมดา แต่เป็นชุดที่ต่อเนื่องกันมาก ต่อเนื่องกันขนาดอ่านเล่มนี้จบแล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวจริงแล้ว เป็นมายังไง

หน้าที่เกือบครึ่งเรื่องเล่าถึงฉากย้อนอดีตระหว่างนางเอกนักล่าแวมไพร์ กับชายผู้ที่เธอรักยิ่งชีวิต แต่ก็เกือบเอาชีวิตของเธอไป เราชอบคำบรรยายที่นางเอกใช้ในการบรรยายพระเอก "The man I loved, the vampire I hated"

พระเอกเรื่องนี้ไม่ได้ทำอะไรมาก นอกจากออกมาเท่ห์แล้วก็อ่อยนางเอก ต้องอ่านเล่มสองค่ะถึงจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ภายใต้เบื้องหลังหน้าหล่อเหลาของแอ ชหรือไม่

ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือเรื่องนี้ของเรายังอยู่ในระยะสับสน เพราะอ่านจบแล้วเรื่องนี้ก็ยังมีความน่าสนใจมากพอที่จะทำให้เราติดตามอยาก อ่านเล่มสองต่อ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเล่มแรกจะเขียนได้ดีขนาดกรี๊ดสลบ แต่ก็มีความน่าสนใจมากที่จะให้ติดตามต่อ

ปริศนาเกือบทั้งหมดในเรื่องยังไม่คลี่คลาย ไม่มีการอธิบายถึงการกระทำของแอชที่กัดนางเอกจนเกือบตาย แล้วทำไมเขาจึงโผล่มาหลังจากหายหน้าไปเกือบสองปี ไม่มีการอธิบายว่าทำไมถึงมีแวมไพร์ออกมาทำร้ายนางเอกเพื่อเป็นการเตือนไม่ ให้แอชเข้ามายุ่ง ศพหัวขาดที่พบตอนต้นเรื่องก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร มาจากไหน

หนังสือเรื่องนี้ไม่ใช่หนังสือเล่มเดียวจบ เวลาอ่านขอให้นึกถึงหนังสือการ์ตูนที่เข้าข่ายต้องติดตามตอนต่อไป

Bond of Blood // Diane Whiteside

อ่านจบไปเมื่อคืนตอนตีสามกว่า สนุกใช้ได้สมราคาที่ซื้อมาค่ะ ซึ่งนี่เป็นคำพูดที่ถือว่าชมหนังสือเรื่องนี้มากแล้ว เพราะถ้ารอสั่งตามปกติหนังสือเรื่องนี้จะราคาประมาณ 500 - 600 บาท แต่นี่เราใช้วิธีสั่งแบบพิเศษเพื่อให้ได้หนังสือเร็วที่สุดก็เลยจ่ายไป ประมาณ 1,500 บาท

เรื่องนี้ถือเป็นเล่มแรก (ชนิดที่มีนางเอก) ในหนังสือชุดแวมไพร์จากเท็กซัส เล่มที่ออกก่อนหน้าเป็นเรื่องสั้นเล่าเรื่องราวของเหล่าพระเอกก่อนที่จะเจอ นางเอกที่ใช้ชีวิตคุ้มค่าทางเซ็กส์มาก

เรื่องนี้เล่าตัดสลับยุคปัจจุบันกับเรื่องราวในอดีตของราฟาเอล เปเรซผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ของแวมไพร์แห่งเท็กซัส

เริ่มต้นด้วยคำเตือนแล้วกัน

1. เรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนที่กลัวโฮโม ใจเปิดกว้างหน่อยในประเด็นนี้ แม้ว่าในเรื่องจะไม่พูดถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศโดยตรง แต่พระเอกก็ยอมรับกับนางเอกว่าเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ (และยิ่งไปกว่านั้นยอมรับว่าแวมไพร์มักจะเป็นไบเซ็กส์ชั่ลกันเกือบหมด ยกเว้นบางคนที่เป็นโฮโมเซ็กส์ชั่ล) แต่แฟนแนววายก็ไม่ต้องเฮนะคะ ไม่มีอะไรในเรื่องที่พูดถึงอย่างชัดเจน

2. เรื่องนี้ไม่เหมาะกับพวกอนุรักษ์นิยม ประเภทนางเอกต้องผุดผ่องเป็นยองใย นางเอกเรื่องนี้ผ่านผู้ชายมาสามคนก่อนพระเอก ดังนั้นถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องอ่าน

นอกจากนี้เราอยากแนะนำให้อ่านค่ะ คนที่ไม่กลัวเรื่องราวที่มีเซ็กส์ร้อน พระเอกเท่ห์ ตัวประกอบที่แทบจะตะโกนให้ได้ยินว่า "เล่มหน้าข้าจะเป็นพระเอกต่อนะ"

ประเด็นความขัดแย้งในเรื่องนี้ไม่ได้จบลงพร้อมกับเล่มนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องติดตามไปอ่านกันต่อใน Bond of Fire เล่มนี้เป็นเพียงการเปิดประเด็นเมื่อมาดามเซเลสต์หัวหน้าแวมไพร์จากนิวออร์ ลีนต้องการรวมอาณาจักรของเธอกับเท็กซัสของราฟาเอล เมื่อเขาปฏิเสธศึกแวมไพร์ก็เกิดขึ้น (อาจไม่ใช่ระหว่างดาร์คฮันเตอร์กะคาร์พาเธียน)

ในระหว่างความพยายามลอบสังหารราฟาเอล เขาก็ได้พบกับหญิงสาวที่ต้องตาต้องใจเขาจนไม่อาจปฏิเสธเธอได้ ที่มากกว่านั้นเธอคือภรรยาของเขาในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ผู้ที่กลับชาติมา เกิด

เรื่องนี้เซ็กส์ไม่มากอย่างที่คิดซึ่งเป็นเรื่องดี แต่เซ็กส์ที่มีการแทบจะเผาหน้ากระดาษให้ไหม้ได้

อ้ออีกเรื่องนึงที่เราอยากบอก เพราะเคยโพสต์ไว้ที่บลอกก่อนถึงเรื่อง Bond of Fire ที่เราค่อนข้างผิดหวังที่ไดแอนไม่เขียนเรื่องของอีธาน เทมเพิลตัน ตอนนี้เราชักจะอยากอ่านแล้วล่ะค่ะ ไม่ใช่เพราะเราชอบคนฝรั่งเศสมากขึ้นมา แต่เพราะเราคิดว่านางเอกเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก เธอเป็นพี่สาวของนังตัวร้ายจากนิวออร์ลีนที่พยายามยึดอาณาจักรของราฟาเอลเรา สนใจเพราะนางเอกเป็นแวมไพร์เหมือนกัน เราชอบเรื่องที่นางเอกมีฐานะที่ไม่ด้อยไปกว่าพระเอกค่ะ

I'm the Vampire, that's why // Michele Bardsley

ยอมรับอย่างไม่อายว่าอ่านหนังสือเป็นพระเอกเป็นตัวหลัก นางเอกเป็นเพียงน้ำจิ้ม ถ้าปิ๊งพระเอกแล้วล่ะก้อ ชอบสุดใจขาดดิ้น แต่สำหรับเรื่อง I'm the Vampire, That's why ของ Michele Bardsley นี่ เราชอบเพราะนางเอกค่ะ

เจสสิก้าเป็นนางเอกชนิดที่เราอยากเห็นในหนังสือโรแมนซ์มานานแล้ว แต่ถ้าคุณชอบนางเอกแบบของลินน์ เกรแฮมที่นิยมทำตัวเป็นพรมเช็ดเท้าล่ะก้อ คุณคงไม่ชอบเรื่องนี้แหง เพราะเจสสิก้าเป็นตัวแสบ ทั้งนิสัย ความประพฤติ และการแสดงออก

เธอไม่หงอกลัวนังตัวร้ายที่เสนอหน้ามาอ้อนพระเอก เธอไม่ยอมเป็นนางเอกกินน้ำตาต่างข้าวยอมทนโดนรังแก เราสงสัยหลายครั้งนะคะเวลาอ่านหนังสือที่นางเอกแสนดีโดนกลั่นแกล้งสารพัด เราสงสัยในความดีของนางเอกสิคะ ถ้าเธอดีจริง ทำไมคนถึงได้รุมเกลียดและแกล้งเธอเกือบจะทุกคนในเรื่อง

เรื่องนี้เขียนนางเอกได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ปุถุชนที่เราพบเห็นได้ในสังคม เธอไม่ดีพร้อม เธอเป็นแม่ม่ายที่สามีทรยศไปมีชู้กับเลขานุการสาว และเธอไม่ยอมให้อภัยสามีของเธอแม้เขาจะตายไปแล้ว หรือยอมอ่อนข้อเห็นใจแม่เลขาตัวแสบที่แย่งสามีของเธอไป เธอยินดีในความทุกข์ของนังเล็ก ๆ ของสามี เธอสนับสนุนเมื่อคนอื่น ๆ ในเมืองช่วยกันทำให้ยายเมียน้อยเป็นที่รังเกียจ

คุณจะไม่ชอบนางเอกอย่างนี้ได้ยังไง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราจะทำถ้าเราจับได้ว่าสามีไปแอบมีนางเล็ก ๆ เราจะเล่นงานให้เจ็บหนักทั้งคู่เลยเชียว และนางเอกของเราก็ทำอย่างนั้น เธอไล่สามีออกไปจากบ้าน ฟ้องหย่าให้หมดตัว และทำให้คนทั้งเมืองแอนตี้ยายเมียน้อย

แต่นี่เป็นเพียงเรื่องเล่าภูมิหลังของเจสสิก้าเท่านั้น เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจสสิก้าและคนอื่นในเมืองอีก 10 คนแจ๊คพ็อตโดนแวมไพร์ที่เป็นโรคระบาดกัดจนตาย และเมื่อเธอฟื้นก็พบว่าตัวเองกลายเป็นแวมไพร์และกำลังดูดเลือดจากแวมไพร์สุด ฮ็อตที่ชื่อแพทริก คนที่คิดว่าเธอเป็นเนื้อคู่ตามตำนานในอดีต

ช่วงต้นของเรื่องนี้คล้ายกับชุดอันเดธของแมรี่ จานิส แต่นางเอกเรื่องนี้เหนือกว่ายายเบ็ธซี่ชนิดเทียบกันไม่ได้ เธอไม่ได้บ้องตื้นเหมือนต้นแบบ แต่ก็แสบไม่แพ้กัน

ฉากที่เธอหักนิ้วตัวอิจฉาที่บังอาจมายืนเกาะแขนพระเอกทำให้เราตกหลุมรัก เจสสิก้าเข้าอย่างจัง เราไม่ได้เจอตัวละครที่เป็นผู้หญิงที่เราชอบมากเท่านี้มานานแล้ว เธอไม่ยอมแพ้กับถ้อยคำกรำกรวมที่ชวนให้เข้าใจผิดของตัวร้าย เธอโต้ตอบอย่างไม่ลดราเมื่อโดนโจมตี

นิสัยเธอลงตัวพอดี ไม่ได้ทำให้เธอดูเป็นคนนิสัยเสีย เธอเห็นแก่ตัวอย่างพองามชนิดที่คนทั่วไปเข้าใจและยอมรับได้ และที่สำคัญเธอยอมรับว่าตัวเองผิดเมื่อตัวเองผิด

และเพราะหนังสือนี่ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบ "ฉัน" การที่เราผูกพันกับตัวนางเอกจึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราชอบเรื่องนี้อย่าง มาก ไม่ผิดหวังเลย

ข้อดีอีกอย่าง แม้จะบรรยายเรื่องด้วย "ฉัน" หนังสือก็ยังจบในตอน เรื่องราวของเจสสิก้าและแพทริคจบลงพร้อมกับเล่มนี้ ตอนนี้เรากำลังรอเล่มใหม่ในชุดแวมไพร์แนวแปลกPTA Vampire (หรือแวมไพร์จากสมาคมครูและผู้ปกครองประจำโรงเรียน)

Cold as Ice // Anne Stuart

เคยมีบ้างไหมที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณ ที่ความอยากอ่านหนังสือมีมากขนาดที่คุณไม่ยอมเสียเวลาห่อปกหนังสือ ทำให้เวลาอ่านต้องใช้ความพยายามที่มากกว่าปกติในการระวังไม่ให้หนังสือยับ แต่ถึงกระนั้นคุณก็ยังหยุดตัวเองไม่ได้

เคยไหมที่ความอยากอ่านหนังสือทำให้คุณเข้าไปดูหนังพระเอกโง่ภาคล่าสุด ที่แม้จะมีฉากเปลือยทั้งร่างของพระเอกหุ่นงาม แต่หน้าเหี่ยวก็ไม่อาจทำให้สมองของคุณละความสนใจไปจากตัวละครที่ได้อ่าน (อยากรู้ละสิว่าเรื่องอะไร)

เราเกริ่นนำถึงความน่าสนใจของปีเตอร์ เจนเซ่น สายลับผู้แสนเยือกเย็นของเดอะคอมมิทตี องค์กรลับพิทักษ์โลก คนที่ความเย็นชาในหัวใจทำให้เขาไม่เคยทำงานพลาด ไม่เคยมีการกระทำใดที่เขาคิดว่าน่าสะอิดสะเอียนเกินกว่าจะทำ

ก่อนอื่นพูดถึงความเบี่ยงเบนทางเพศที่หลายคนกำลังสงสัยว่าปีเตอร์มี มีการพูดถึงประเด็นนี้อย่างแจ้ง (นางเอกถึงกับพูดว่าปีเตอร์เป็นนักฆ่าไบเซ็กส์ชั่ล ซึ่งปีเตอร์ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง) และเรายืนยันจากการอ่านว่าปีเตอร์ไม่มีความเบี่ยงเบนไปทางผู้ชายเด็ดขาด

ใช่เขาสามารถนอนกับผู้ชายได้ ถ้าจำเป็น

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเป็นไบเซ็กส์ชั่ล นั่นเป็นเพียงการแสดงว่าปีเตอร์เย็นชาเพียงไร และเขามองว่าเซ็กส์เป็นอาวุธ ที่ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้

จนกระทั่งในภารกิจที่ทำให้ต้องพบกับทนายความสาวที่มองโลกด้วยสายตาเย็นชาไม่ แพ้กัน เจเนวีฟเคยเป็นนักอุดมคติต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ก่อนจะพบว่าการกระทำของเธอไม่ได้สร้างความแตกต่างให้กับโลกบูดเบี้ยวใบนี้ เลย เธอจึงเปลี่ยนมาบูชาเงินตรา และหนึ่งในงานที่เธอได้รับมอบหมายก็คือ นำเอาเอกสารไปให้เพลย์บอยหนุ่มรูปงาม อภิมหาเศรษฐีเซ็นต์ชื่อที่เรือยอร์ชหรูหราของเขา

แฮรี่เป็นตัวละครที่ควรจะเป็นพระเอก เขามีทำอย่างในฝันของพระเอกหนังสือโรแมนซ์ เขาร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐี เขาหล่อเหล่าชนิดที่ต้องเหลียวหลังมอง เขาเป็นเพลย์บอยรูปงามที่ถ้าเรื่องนี้เป็นหนังสือโรแมนซ์สูตรสำเร็จก็จะต้อง ตกหลุมรักนางเอกตั้งแต่แรกเห็น

แต่นี่เป็นหนังสือของแอน สจ๊วต ดังนั้นชีวิตของเจเนวีฟจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เธอไม่มีทางตกหลุมรักคนที่ดูจะเหมาะสมอย่างแฮรี่ แต่กลับเป็นผู้ช่วยคนสนิทของเขาที่ชื่อปีเตอร์ เจนเซ่น

โดยหารู้ไม่ เธอตกไปอยู่กลางสถานการณ์ล่อแหลม ปีเตอร์เพิ่งได้รับคำสั่งให้ลอบสังหารแฮรี่คนที่ถูกสงสัยว่ากำลังจะสร้าง หายนะให้กับโลก และเจเนวีฟอยู่ผิดที่ผิดทาง และจะต้องโดยกำจัดไปด้วย เพื่อไม่ให้มีพยาน

ตลอดครึ่งเล่มแรกปีเตอร์ต้องตัดสินใจถึงวิธีการฆ่านางเอก การกระทำที่เขาเสียใจ แต่ต้องกระทำ ปีเตอร์ไม่เคยขัดคำสั่ง

แน่ะละเป็นเพราะโรแมนซ์ ดูเหมือนปีเตอร์จะไม่อาจทำได้

ถ้าคุณคาดหวังเรื่องโรแมนซ์ชนิดเด็กชายพบเด็กสาว ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน และอยู่กันอย่างมีความสุขไปตลอดชีวิต ขอความกรุณาอย่าอ่านเรื่องนี้เลย คุณไม่แกร่งพอจะเผชิญหน้ากับความรักสไตล์แอน สจ๊วตหรอก (ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรหรอก เพียงแต่ว่าคุณไม่เหมาะกับงานของแอน สจ๊วตเท่านั้น)

อันที่จริงแม็กซ์ว่าปีเตอร์โหดน้อยกว่าบาสเตียนมาก นางเอกเรื่องนี้ไม่ถูกปล่อยให้โดนทรมาน เขารู้ตัวเร็วกว่าบาสเตียนถึงความรู้สึกที่เขามีให้กับเจเนวีฟ

ถ้าคุณเคยอ่านแบล็กไอซ์ ไม่ต้องสงสัยเลยคุณจะชอบเรื่องนี้อย่างสุดหัวใจ ถ้าคุณเป็นแฟนงานของแอน สจ๊วต คุณจะหยิบหนังสือเรื่องนี้ขึ้นหิ้งแล้วจุดธูปไหว้สัปดาห์ละหลายรอบ

และแม็กซ์เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

เรื่องนี้ไม่ผิดหวังเลย แม้ว่าจะรู้สึกตะหงิดนิดหน่อยตรงความสัมพันธ์ระหว่างบาสเตียนกะปีเตอร์ เพราะตอนเราอ่านเรื่องแบล็กไอซ์ เราไม่รู้สึกว่าสองคนเป็นเพื่อนที่ดีกันขนาดนี้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสุขของคนที่มีรสนิยมประหลาดอย่างเราด้อยลงไปเลย

สรุปว่าถ้าคุณไม่กลัวจะอ่านเรื่องที่แตกต่าง อยากทดสอบตัวเองว่าเป็นคนประหลาดอย่างแม็กซ์รึเปล่า ลองซื้อเรื่องนี้มาอ่าน แล้วคุณจะรู้

ขออย่างเดียวถ้าไม่ชอบไม่ต้องบอกแม็กซ์แล้วกัน เพราะแม็กซ์รักปีเตอร์ไปสุดหัวใจแล้ว

She's No Fairie Princess // Christine Warren

ถึงชื่อเรื่องจะบอกอย่างนั้น แต่ฟีออน่าก็เป็นเจ้าหญิงแห่งภูติ ที่ร้ายไปกว่านั้นเธอหลานคนโปรดของราชินีแม็บแห่งอาณาจักรภูติ เป็นคนที่ได้รับคาดหมายว่าจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังค์แห่งซี ลี่ คอร์ท (เสริมความรู้นิดนึง อาณาจักรภูติหรือที่เรียกกันว่าแฟรี่นี่แบ่งเป็นสองอาณาจักรใหญ่คือ ซีลี่ และอันซีลี่ โดยที่ซี่ลี่เป็นดินแดนแห่งแสงสว่าง ภูติที่อยู่ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเรื่องรักศิลปะ บทกวี การแสดง ในขณะที่อันซีลี่เป็นดินแดงแห่งความมืด เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ แต่การจะบอกว่าอาณาจักรใดดีหรือเลวนี่ขึ้นอยู่กับคนแต่งว่าจะกำหนดบทบาทให้ แต่ละคอร์ทเล่นกันยังไง อย่างในชุดเมอรี่ เจนทรี้ของลอเรล เค แฮมิลตันนี่อันซี่ลี่เป็นฝ่ายที่ดีกว่า เพราะซื่อสัตย์ต่อความบทพร่องของตัวเอง ในขณะที่ซีลี่จะซ่อนความเหี้ยมไว้ในฉากหน้าที่สวยงาม)

ฟีออน่าเบื่อเต็มทีกับชีวิตเจ้าหญิง และถึงเวลาที่เธอจะหนีเที่ยว ที่ใดจะดีไปกว่าดินแดนที่ป้าของเธอห้าม โลกมนุษย์

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนึ่งในชุด The Novel of Other ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์ ถ้านับจำนวนเล่มที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์เซ็นต์มาร์ติน เล่มนี้เล่มสองในชุด แต่ความจริงแล้วเรื่องราวก่อนหน้าถูกตีพิมพ์เป็นอีบุ๊คกับสำนักพิมพ์อีลอร่า สเคฟ ตัวละครหลายตัวที่โผล่มาแบบมีเจ้าของก็คิดไว้ได้ว่ามีเรื่องราวของเขาแล้วใน เล่มก่อนหน้า (ไปหาอ่านกันเอง แต่เราเตือนว่าไม่ค่อยหนุกค่ะ)

เล่มนี้เป็นงานชิ้นแรกในจำนวนหลายชิ้นของคริสตีน วอร์เรนที่เราอ่านแล้วลงความเห็นว่าสนุก เล่มก่อนหน้านี้ของเธอ "หมาป่าอยู่ที่ประตู" ถือเป็นหนังสือที่อ่านแล้วลืมเลือนไปได้อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เพิ่งอ่านไปเมื่อราวเดือนมีนาคม แต่เรากลับจำอะไรไม่ได้เลย มันน่าเบื่อขนาดนั้น

แต่สำหรับ She's no fairie princess เล่มนี้กลับแตกต่างออกไปจนเหลือเชื่อ

เราชอบฟีออน่าที่ทำตัวฉลาดสมกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุ 250 ปี (ภูติมีชีวิตเป็นนิรันดร์จำได้ไหม) สิ่งสุดท้ายที่เราจะทนได้สำหรับนางเอกก็คือระดับไอคิว (ซึ่งไม่ได้วัดกันด้วยใบปริญญาที่นางเอกมี แต่เป็นพฤติกรรมของเธอที่แสดงออกในเรื่อง) เราชอบที่เธอมีชีวิตมายาวขนาดนั้นแล้วยังไม่เบื่อหน่ายโลก ไม่ทำพฤติกรรมซ้ำซากที่นางเอกหลายเรื่องชอบจะทำกัน

แต่เหนืออื่นใดเราชอบโทเบียส วอร์คเกอร์ (มันเอาอีกแล้ว คร่ำครวญถึงพระเอก) เราชอบที่เขาห้ามใจตัวเอง เพราะรู้ว่าการเข้าไปยุ่งกับเจ้าหญิงแห่งภูติเป็นการก่อปัญหาใหญ่ให้กับฝูง ของเขา (พระเอกเป็นหมาป่า บอกไปแล้วรึยังเนี่ย) แต่เมื่อถึงจุดนึงที่เขาไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้อีก วอร์คเกอร์ก็ทุ่มตัวเองลงในความสัมพันธ์ด้วยทุกสิ่งที่เขามีอยู่

ความเป็นเจ้าหญิงของเธอไม่สำคัญ เมื่อชะตาเลือกเธอให้มาเป็นคู่ของเขา

ความมีชีวิตนิรันดร์ของเธอไม่สำคัญ แม้ว่าเขาเป็นเพียงหมาป่าธรรมดาที่ชีวิตจำกัด นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟีออน่าจะตัดขาดจากความสัมพันธ์

เขาอาจจะเป็นเบต้าในฝูง (เบต้าเป็นเหมือนรองหัวหน้า เรื่องของหัวหน้านี่เขียนไปตั้งนานแล้ว) แต่เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าเกินกว่าที่จะเป็นเจ้าชายให้กับเจ้าหญิง แห่งภูติเขารู้จักตัวเองดีพอจะรู้ค่าของตัวเอง ไม่มีคำว่าไม่เหมาะสมเพราะความแตกต่างกันทางสถานะ เมื่อฟีออน่าเป็นของเขา เธอก็เป็นของเขา ไม่สำคัญว่าเธอจะเป็นอะไร

โอเค จบการพร่ำรำพันถึงตัวละครในเรื่อง หันมาพูดกันด้านเนื้อเรื่องบ้าง ถ้าคุณชอบพล็อตเรื่องแปลกแหวกแนว หาที่ไหนไม่ได้ในโลก ก็ไปหาเล่มอื่นมาอ่านแล้วกันนะคะ เพราะพล็อตเรื่องก็ธรรมดาไม่ได้สร้างสรรอะไร

เปิดเรื่องหลังจากฟีออน่าหนีมาเที่ยวในโลกมนุษย์ ยังไม่ทันที่เธอจะทำอะไรก็เผชิญหน้ากับเดม่อนปีศาจจากอีกโลกนึง และทำให้เธอได้เจอกับวอร์คเกอร์ซึ่งตรวจตราพื้นที่แถวนั้นอยู่ หลังจากนั้น นอกจากการไล่ล่าเดม่อนที่ขึ้นมาบนโลกและออกฆ่ามนุษย์ก็เกิดขึ้นไปพร้อมกับ ความรักระหว่างฟีออน่าและวอร์คเกอร์ (พล็อตเดิม แม็กซ์บอกแล้วใช่ไหม)

ไม่ได้มีปริศนาอะไรที่ต้องขบคิด อ่านสนุกเพลิดเพลิน

อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้เรามีกำลังใจในการตามอ่านงานเล่มอื่นของคริสตีน วอร์เรนมากขึ้นค่ะ

Entangled // Kathleen Dante

นี่เป็นชื่อหนังสือจริงนะคะ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า "Entangled" ซึ่งเป็นหนังสือเล่มยาวเรื่องแรกของเคธลีน ดังเต้

เราใช้เวลาอ่านเรื่องนี้นานนนนมาก ไม่ใช่เพราะไม่สนุกแต่เพราะชีวิตยุ่งมาก ในที่สุดก็อ่านจบจนได้เมื่อกลับมาเมืองไทย

หนังสือที่เป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ (มิตรรักแฟนบอร์ดทั้งหลายคนสังเกตว่า ระยะหลังนี่แม็กซ์มันอ่านแนวโป๊นี่บ่อยจัง แม็กซ์ก็คิดเหมือนกัน ว่าพักนี้อารมณ์มันหื่นพิกล)

ชอบคำจำกัดความของคุณดีดีที่ว่า "Porn with a romance plot" ในการจำกัดความหมายของหนังสือแนวอีโรติกโรแมนซ์

เรื่องนี้แม็กซ์ชอบแม้ว่าพล็อตจะอ่อน ซึ่งขัดต่อหลักการของตัวเองมาก แต่บางครั้งคุณก็ไม่มีเหตุผลในสิ่งที่ชอบจริงไหม

เรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกที่ยอมรับการมีอยู่จริงของเวทมนตร์ และด้วยเหตุผลที่หนังสือเรื่องนี้เป็นอีโรติกโรแมนซ์ทำให้ไม่มีการบรรยายโลก ให้เราเห็นความเป็นไปมากนัก ไม่มีการพูดถึงเบื้องหลังของเรื่อง คนอ่านมีความรู้สึกเหมือนเข้าไปดูหนังในโรงภาพยนตร์แต่พบว่าฉายไปแล้วครึ่ง เรื่อง

จอห์น แอตแลนติส (ชอบนามสกุลพระเอกจัง) เป็นอเด็ป ซึ่งเป็นชื่อเรียกกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษทางเวทมนตร์ แต่อเด็ปทำอะไรได้บ้างนั้นในเรื่องไม่มีการพูดถึงอย่างชัดเจน ส่วนนางเอกเคียร่าเป็นฮีลเลอร์ที่มีความสามารถในการรักษาพยาบาล (ไม่เข้าใจว่าทำไมนางเอกต้องเป็นนางพยาบาลทุกที)

พระเอกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยที่ถูกนางเอกจ้างให้มาสืบหา คนทรยศเอาความลับในบริษัทที่เธอเป็นเจ้าของไปขาย แต่เพราะเธอไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้ถึงการสอบสวนของพระเอก ทั้งสองจึงต้องเสแสร้งเล่นละครเป็นคู่รักกัน

ในด้านหนึ่งเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องภรรยาของโร้กของเบเวอร์ลี่ บาร์ตันมาก (ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนังสือในดวงใจของแม็กซ์เลย) แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ร้อนแรงกว่ามาก ความลงตัวอาจจะไม่เท่า แต่เมื่อคิดว่านี่เป็นงานเรื่องยาวเล่มแรกของดังเต้ แม็กซ์ก็ถือว่าสอบผ่าน

สรุปสั้น ๆ ว่าชอบแล้วกัน แต่ไม่แนะนำให้ใครอ่าน เพราะแม็กซ์ว่าเราชอบเรื่องนี้เพราะมันโดนใจแม็กซ์ในบางอย่าง (ที่ตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าเพราะอะไร) แต่กะคนอื่นนี่ ไม่แน่

กลับมาพูดเรื่องหนุ่มญี่ปุ่นที่เจอ อันที่จริงไม่ได้หล่ออะไรมากหรอก หน้าตาก็ญี่ปุ่นที่เห็นได้ทั่วไป อายุมากหน่อยตามสเป๊กของแม็กซ์ คนอื่นอาจเห็นเป็นข้อเสีย แต่แม็กซ์นึกถึงจอร์จ คลูนี่ย์ แต่เหตุผลที่ปิ๊งก็เป็นที่เก่งนี่แหละ

ทำให้การประชุมอันแสนน่าเบื่อมีสีสันขึ้นมาบ้าง

ส่วนญี่ปุ่นเหรอ ไม่มีอะไรมาพูดถึงเลย เพราะไปงวดนี้เห็นแค่ทิวทัศน์จากหน้าต่างโรงแรมนี่เอง ส่วนหน้าต่างห้องประชุมก็ไม่ได้เห็นด้วยซ้ำ เพราะตำแหน่งมันเล็กอ่ะ ไม่ได้นั่งด้านติดหน้าต่าง ต้องมานั่งด้านติดกะกำแพงแทน

ที่สำคัญแบ็ตโทรศัพท์ก็ด้นมาหมดอีก ที่แสบกว่าคือลืมเอาที่ชาร์ตไป ทำให้ใบ้กิน โน้ตบุ๊คก็ดันไม่หิ้วติดตัวไปทำให้ขาดการติดต่อกะโลกภายนอก จะให้ไปเล่นอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ค่าเบื้ยเลี้ยงก็น้อยนิด เสียดายเงินค่ะ

อยู่โตเกียวก็เลยเหมือนอยู่ต่างจังหวัดในประเทศไทย

The Raven Prince // Elizabeth Hoyt

ตอนตั้งชื่อบลอกไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร คิดอยู่นานว่าเจ้าคำว่า "raven" นี่มันหมายความถึงนกชนิดใดกันแน่ ด้วยความขี้เกียจเปิดดิกก็เลยสรุปเอาเองว่าเป็นนกกาเหว่า คนที่รู้ดีช่วยบอกด้วยแล้วกันว่าแปลผิดอ่ะเปล่า

หนังสือที่ชื่อเรื่องไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องเลย The Raven Prince มีส่วนในเนื้อเรื่องตรงที่เป็นหนังสือที่น้องสาวผู้ล่วงลับไปของพระเอกอ่าน และมีการเล่าเรื่องในหนังสือเล่มนี้ในบทเกริ่นนำก่อนที่จะเข้าเนื้อเรื่อง

หนังสือเล่มแรกของ Elizabeth Hoyt ที่เราชอบ และตั้งใจว่าจะติดตามงานเล่มต่อไปของเธอ

สำหรับคนที่ชอบพระเอกสุดหล่อ โคตรเข้ม อย่าอ่านเรื่องนี้ ฉากเปิดตัวพระเอกในเรื่องทำเอาแม็กซ์งงต้องเปิดพลิกกลับไปอ่านอีกรอบ ว่าไอ้หมอนี่ล่ะนะคือพระเอก

ผู้ชายที่ตัวใหญ่ ดูหยาบ ผิวหน้าเป็นแผลเป็นจากโรคไข้ทรพิษ นี่คือพระเอกของเรา เอ็ดเวิร์ดเป็นสิ่งตรงข้ามในจินตนาการพระเอกในหนังสือโรแมนซ์ แต่ในขณะเดียวกันนางเอกของเราก็ไม่ใช่นางเอกผู้เป็นสาวน้อยไร้เดียงสา เธอเป็นแม่ม่ายสามีตาย คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้เป็นมารดาของสามี (มีหนังสือไม่กี่เรื่องนักหรอกที่นางเอกของเราจะญาติกะแม่ของอดีตสามีได้)

นางเอกของเรากำลังถึงตาจน เธอต้องหางานทำ และเมื่อโอกาสเปิดเธอเข้าไปทำงานที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าทำ เธอสมัครเป็นเลขานุการส่วนตัวให้กับเอ็ดเวิร์ด ท่านเอิร์ลออฟซัมธิ่ง (เราจำไม่ได้น่ะ)

ความสัมพันธ์ของผู้ชายอารมณ์ร้ายกับผู้หญิงที่ไม่กลัวกับการต่อปากต่อคำกับ เขาก็เกิดขึ้น เราชอบความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอกค่ะ แม้ว่าจะมีหลายฉากที่ดูไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในเรื่องความบังเอิญที่นางเอกได้มารู้จักกับนางบำเรอที่มีเส้นสายทำ ให้เธอสามารถปลอมตัวเป็นนางโลมแล้วเข้าไปเจอกับพระเอกในซ่องชื่อดังได้

เราชอบภาษาที่คนแต่งใช้ ชอบเนื้อเรื่องที่ตัวละครซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ที่สำคัญเราชอบที่นางเอกรู้สึกตัวทันเวลาว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ คืออะไร และการที่เธอย้อนกลับมาพระเอกเองโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก รู้ได้ด้วยตัวเอง

จบท้ายบลอคด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยก็คือ มีใครรู้จักโรงแรมดีดีราคาถูกถูกที่ฮ่องกงบ้างคะ อยากขอคำแนะนำค่ะ

์No Rest for the Wicked // Kresley Cole

หนังสือที่สนุกโคตรอีกเรื่องแห่งปีนี้ ที่ทำให้แม็กซ์หายหน้าไปหนึ่งวันเต็ม เพราะมัวแต่นั่งอ่านหนังสือ (ประกอบกับงานยุ่งทำให้ไม่มีเวลากระทั่งเปิดบลอกเพื่อเขียน)

หนังสือเล่มที่สามในชุด "อมตะหลังฟ้ามืด" หรือ Immortalafter dark ที่เขียนโดยเครสลีย์ โคล เราปิ๊งหนังสือชุดนี้ตั้งแต่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องThe Warlord wants forever ซึ่งอยู่ในหนังสือเรื่อง Playing easy to get เราสารภาพว่าเราซื้อเรื่องนี้มาเพราะเรื่องของเชอริลีน เคนย่อน แต่เราอ่านเรื่องของเชอรี่ไปไม่จบเรื่องด้วยซ้ำ เรื่องของเจด แบล็กก็น่าเบื่อ ทำให้เราต้องหันมาอ่านเรื่องของเครสลีย์ โคล นักเขียนที่เราไม่ชอบงานของเธอเลยด้วยซ้ำ

ก่อนหน้าที่จะหันมาเขียนแนวพารานอมอล เครสลีย์เขียนเรื่องแนวโบราณที่ไม่ได้สนุกอะไรมากมาย ออกจะน่าลืมเลือนด้วยซ้ำ ถ้าแม็กซ์ไม่เสียดายเงินที่ซื้อเรื่อง Playing มาล่ะก้อ แม็กซ์คงไม่ได้ค้นพบชุดนี้แน่ เพราะแม็กซ์ตัดสินใจบอกศาลากะเธอไปแล้ว หลังจากผิดหวังมาสองเล่มติดกัน

ด้วยความเสียดายเงินแม็กซ์จึงอ่าน Warlord อย่างไม่คาดหวัง และก็ได้พบกับเรื่องสั้นที่สนุกที่สุดในรอบปี และถือว่าเป็นเรื่องสั้นที่สนุกที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับสาม (ตามหลัง Only Human ของ Eileen Wilks และ The Nedkid Truth ของ Nicole Camden) เรื่องราวความรักระหว่าง Valkyrie (นักรบสาวในตำนานของไวกิ้ง) กับแวมไพร์

โปรดสต๊อปเสียบ่นก่อน เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องแวมไพร์ที่เห็นเดินกันเกลื่อนกล่านตลาด

หนังสือของเครสลีย์ชุดนี้มีความหลากหลายของตัวละครเหนือมนุษย์ เรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างเรื่องเหนือธรรมชาติกับวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างลง ตัว ตัวละครที่พูดคุยด้วยภาษาเท่ห์ ๆ ไม่ใช่ร้องตะโกนร้องฟ้าว่า "เธอคือผู้หญิงของฉาน เธอเป็นของฉาน" เหมือนแวมไพร์ยุคหินบางตัว

แวมไพร์ในเรื่องนี้หมดสมรรถภาพตั้งแต่โดนเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ เพราะสัญญาณชีพทุกอย่างของเขาจะหมดลง มีเพียงผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถ "บลัด" เขาได้ โปรดอย่าคิดมาก การ "บลัด" เป็นศัพท์เฉพาะสำหรับการที่แวมไพร์เจอผู้หญิงที่จะเป็นคู่ชีวิตของเขา คนที่ทำให้เขากลับมามีเลือดมีเนื้อ หัวใจเต้น และที่สำคัญเหมือนได้กินไวอาก้าเม็ดโต

โอเคพล็อตเรื่องตรงนี้คล้ายคลึงกับแวมไพร์ยุคหินของนักเขียนท่านหนึ่ง แต่แวมไพร์ของเครสลีย์เป็นยุคใหม่มากพอ หรือพูดอีกแง่นึง นางเอกของเธอเป็นสาวสมัยใหม่มากพอที่จะไม่ยอมให้แวมไพร์เอาไม้ตีหัวแล้วลาด เข้าถ้ำ

สำหรับเซบาสเตียน การเป็นแวมไพร์เป็นการตกนรก เขาถูกเปลี่ยนโดยพี่ชายผู้หวังดีคนที่ไม่ต้องการสูญเสียน้องชายไป แต่เขาไม่อยากมีชีวิตโดยดำรงชีพด้วยการดื่มเลือด เขาใช้เวลาสามร้อยปีซุกตัวอยู่ในปราสาทผุพัง มีชีวิตซังกะตาย จนกระทั่งนักรบสาว Valkyrie ที่แสนจะเย็นชาที่ชื่อคาเดอรินมาเพื่อฆ่าเขา

คาเดอรินมีชีวิตอยู่มากว่าพันปี เธอเป็นลูกสาวของเทพเจ้า น้องสาวของเธอถูกแวมไพร์ฆ่าตาย และจากนั้นเธอก็ได้รับ "พร" ไม่ให้มีความรู้สึกอีก ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอได้พบกับแวมไพร์ที่ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นสู้เมื่อ เธอพยายามฆ่าเขา

คาเดอริน "บลัด" เซบาสเตียน นั่นเป็นความประสงค์ของโชคชะตา และสิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องราวที่แสนจะสนุกสนาน เรื่องราวที่แม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อ และมีช่องโหว่งอยู่เป็นล้านในพล็อตเรื่อง ก็สนุกพอจะทำให้แม็กซ์มองว่าไม่เป็นสาระสำคัญ

แม็กซ์ชอบความทันสมัยของเนื้อเรื่อง ขณะเดียวกันก็ชอบความตรงไปตรงมาของเซบาสเตียน และความหัวแข็งของคาเดอริน

แม็กซ์ชอบความแปลกใหม่และคาดเดาไม่ได้ของเนื้อเรื่อง ชอบความหลากหลายของตัวละคร หนังสือชุดนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ที่ตัวเอกที่เป็นแวมไพร์

แม็กซ์ชอบวิธีการดำเนินเรื่องที่ซ้อนทับกันของหนังสือแต่ละเล่มในชุด ชอบวิธีที่คนแต่งเขียนเรื่องให้เหตุการณ์ในแต่ละเล่มเกิดขึ้นพร้อมกัน เราอาจจะอ่านเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มที่สาม แต่ตัวละครในเรื่องไม่รู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในเล่มหนึ่งด้วยซ้ำ นั่นเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกดี เราชอบ

ถ้ามีคำถามว่า แม็กซ์จัดอันดับหนังสือชุดนี้อยู่ในลำดับอะไรในสงครามแวมไพร์ ขอเวลาคิดวันนึงแล้วจะมาให้คำตอบค่ะ

Pleasure for Pleasure // Eloisa James

แม็กซ์หายหน้าไปหลายวัน ไม่ใช่งานยุ่งหรือติดธุระอื่นใด แต่เป็นเพราะมัวไปเก็บตกอ่านหนังสือน่ะค่ะ ก็เลยถือโอกาสของรายงานผลการอ่านแล้วกัน

Pleasure for Pleasure ของ Eloisa James

หนังสือที่ชื่อน่าเกลียดและไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงกับเนื้อเรื่อง เรื่องของนักเขียนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งนิยายชิกลิกยุคโบราณ

แม็กซ์ไม่ชอบหนังสือแนวชิกลิก แต่ดันอ่านงานของอีลอยซ่าทุกเล่ม ไม่มีเล่มไหนอยู่ในระดับที่ชอบมาก แต่ส่วนใหญ่ก็อ่านได้ ไม่เสียดายเงิน จนกระทั่งเล่มนี้ ที่แม็กซ์พูดได้เต็มปากว่าชอบค่ะ

ความสุขเพื่อความสุขเป็นหนังสือเล่มที่สี่ในชุดพี่น้องตระกูลเอสเซ็ซที่แต่ ละคนล้วนแต่งงานดีดีทั้งน้าน (ก็แหมเป็นนางเอกกันทุกเล่ม) เล่มนี้เป็นเรื่องของน้องนุชสุดท้อง โจซี่ที่แตกต่างจากนางเอกโรแมนซ์เรื่องอื่น เพราะเธอใฝ่ฝันอยากแต่งงาน แต่การหาคู่ของเธอไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อเธอถูกขนานนามไปทั่วยุครีเจนซี่ว่า เป็นไส้กรอกพันธุ์สก๊อต คนที่อ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดคงจะงงเพราะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน ตัวละครนับสิบออกมาทำความวุ่นวายไปทั่ว แต่สำหรับคนที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่เล่มแรก เล่มนี้ถือว่าเป็นการปิดฉากชุดได้สวยงาม

พระเอกของเรื่องคือเมนน์ นี่เป็นการสปอยล์อย่างมากแล้ว เพราะคนแต่งตั้งใจให้เป็นเซอร์ไพร์คนอ่าน แต่สำหรับแม็กซ์ซึ่งฉลาดเหนือมนุษย์ย่อมยั่งรู้แต่อ่านเล่มแรกแล้วว่านายคน นี้ล่ะจะเป็นพระเอกของโจซี่

หนังสือเริ่มต้นได้แปลกเมื่อพระเอกประกาศหมั้นกับผู้หญิงคนอื่น แถมบอกว่ารักเจ้าหล่อนคนนั้นอีกต่างหาก หลายคนคงส่ายหัวบอกเรื่องแบบนี้ม่ายอ่านม่ายอ่าน

แต่หยุดก่อนนี่เป็นงานของอีลอยซ่า เจมส์นะ เจ้าแม่เรื่องที่คาดหมายได้ยาก

แม็กซ์ไม่ค่อยชอบการดำเนินเรื่องของเธอนักหรอก ยกเว้นเรื่องนี้ที่ทุกอย่างรู้สึกลงตัวไปหมด

ชอบที่โจซี่รู้จักเมนน์ดีกว่าที่เมนน์รู้จักตัวเอง ชอบฉากที่เมนน์รู้ตัวว่า ซะยังไงก็ต้องตกหลุมเสน่ห์ของโจซี่แน่ ๆ ชอบที่เมนน์ไม่แสดงความเป็นพระเอกงี่เง่าเมื่อรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดจนตก กระไดพลอยโจนแต่งงานกะโจซี่

น่ารักไปเสียทั้งหมด

เรื่องนี้เหมาะกับคนที่อยากอ่านอะไรที่แปลกและแตกต่าง เนื้อเรื่องคาดเดาไม่ได้ และสำหรับคนที่ไม่คิดมากอยากได้สาระอะไรจากนิยายโรแมนซ์

The Prince Kidnaps the Bride // Christina Dodd

หนังสือชื่อเรื่องแสนเชย The Prince kidnaps a bride ของคริสติน่า ดอจจ์ เช่นเดียวกับเล่มแรกของอีลอยซ่า เจมส์ เป็นเล่มสุดท้ายในชุดเจ้าหญิงหาย

แม็กซ์คลั่งเล่มนี้ตั้งแต่หนังสือยังไม่ออก เพราะว่าชอบเจ้าชายเรนเจอร์คนที่ออกมามาดเท่ห์ในสองเล่มแรก เจ้าชายวัยสิบเจ็ดปีที่ถูกจับไปขังคุกใต้ดินเป็นเวลากว่าแปดปี คนที่ทั้งจิตใจมุ่งมั่นในสิ่งเดียวก็คือการได้กองทัพมาเพื่อกลับไปฆ่ากบฎที่ รุกรานดินแดนของเขา

เรนเจอร์ทำทุกอย่างเพื่อประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะหมายถึงการหลอกลวงเจ้าหญิงสาวไร้เดียงสาที่เติบโตมาคอนแวนท์

แม็กซ์เกลียดพล็อตของเรื่องนี้ทันทีที่รู้ว่าซอร์ช่าโตในคอนแวนท์ ขอร้องล่ะ นางเอกจะเพียว และใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดไหน แต่ซอร์ช่ากลับทำให้เราเปลี่ยนใจได้ ไม่ใช่เพราะว่าเธอกร้านโลก แต่เธอมีแง่มุมที่ทำให้เธอแตกต่างจากนางเอกที่โตในคอนแวนท์เป็นพันคนที่เดิน ในหน้าหนังสือโรแมนซ์

เธอซื่อได้น่ารัก ทำให้เราคิดถึงนางเอกอีกคนที่โตในคอนแวนท์เช่นกัน อเลสซานดร้า (ใครนึกออกไหมว่าเธอมาจากเรื่องอะไร) ที่แปลกก็คือเธอก็เป็นเจ้าหญิงเช่นเดียวกับซอร์ช่า

เรนเจอร์ก็ร้ายสมกับเป็นพระเอกของคริสติน่า ซอร์ช่าก็ไม่โง่เหมือนนางเอกคนล่าสุดของดอจจ์ (กลับไปดูบลอกเก่าแล้วกันถ้าอยากรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร) หนังสือเรื่องนี้จึงถึงเป็นการกลับมาของคริสติน่า ดอจจ์ในใจเรา (นักเขียนคนนี้มักจะเป็นอย่างงี้ ทำให้แม็กซ์ผิดหวังอย่างรุนแรง แล้วก็กลับมาทำคะแนนตีตื้นได้ในเล่มถัดมา)

เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดของคริสติน่า (สำหรับแม็กซ์แล้ว ในเวลานี้เรื่อง Someday my prince ยังเป็นอันดับหนึ่งอยู่) แต่ก็จัดให้อยู่ในระดับต้นเลยค่ะ

สรุปสรุป (เดี๋ยวจะว่าเขียนไม่รู้เรื่อง) ควรอ่านเรื่องนี้ทั้งชุด หาไม่แล้วคงไม่กรี๊ดกับเรนเจอร์เหมือนแม็กซ์ เสน่ห์ของเรื่องจะหายไปหลายเท่าตัว แต่เล่มแรกไม่ค่อยหนุกนะคะ ทนเอาหน่อย ตอนหลัง ๆ เรื่องดีขึ้น ส่วนเล่มสองสนุกมากทีเดียวพอกะเล่มนี้แหละ