Showing posts with label Deidre Knight. Show all posts
Showing posts with label Deidre Knight. Show all posts

Saturday, February 7, 2009

ข้ามเวลากับเหล่า Midnight Warriors

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบอ่านเรื่องแนวข้ามเวลา โดยเฉพาะเรื่องที่นางเอกต้องย้อนกลับไปในอดีต อาจเพราะแม็กซ์เป็นคนนึงที่ไม่อยากย้อนเวลากลับไปช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ผู้ชายคนไหนก็ไม่ดึงดูดมากพอจะยอมให้แม็กซ์ทิ้งไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำร้อน รถยนต์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในยุคนี้ได้หรอก

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแม็กซ์จะรังเกียจ หรือต่อต้านเรื่องแนวข้ามเวลาโดยสิ้นเชิงหรอกค่ะ เพราะหนังสือหลายเล่มที่อยู่ใน Keeper Shelf ของแม็กซ์ก็เป็นเรื่องข้ามเวลา แต่ส่วนใหญ่มักเป็นการข้ามจากอดีตมาอนาคต

แต่สำหรับเรื่องชุด Midnight Warriors นี้ การข้ามเวลาถูกใช้ในการเล่าเรื่องราวที่ตอนนี้แม็กซ์คิดว่าน่าสนใจที่สุดแล้วล่ะ

ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า การที่เดียเดร ไนท์ คนแต่งตั้งชื่อชุดว่า Midnight Warriors นั้นเป็นความผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะอ่านมาตั้งสามเล่มแล้ว ยังไม่เห็นคำว่า MW ในเรื่องสักครั้ง ตัวเอกก็ไม่ได้เห็นจะเกี่ยวอะไรกะเวลาเที่ยงคืน ไม่ใช่พวกแวมไพร์ที่ออกไปเจอแสงไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วทำไมต้องเอามาโยงกะ Midnight ก็ไม่รู้ แต่นั่นมันก็ไม่เกี่ยวกับความความสนุกของชุดหรอกค่ะ

แม็กซ์คงต้องเริ่มด้วยการพูดว่า เราชอบชุดนี้มาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันสมบูรณ์แบบ แต่สำหรับช่วงเวลาที่หนังสือแนวพารานอมอลมีขายกันอย่างดาษดื่น พล็อตเรื่องซ้ำกันไปซ้ำกันมานั้น MW ชนะใจในเรื่องความแปลกใหม่ค่ะ

พื้นฐานของชุด

การ ต่อสู้กันของสองชนเผ่าต่างดาวได้กระจายมาถึงโลกมนุษย์ โดยมีกษัตริย์ จาเร็ต เบนเน็ตต์เป็นผู้นำของฝ่ายต่อต้านชายราฟาเลี่ยน สู้รบกับชนเผ่าอันโหดเหี้ยมที่ทำลายล้างดวงดาวของเขาไปแล้ว ตอนนี้ ชนเผ่านั้นกำลังหมายตาโลกมนุษย์ของเราอยู่ และฝ่ายต่อต้านเป็นเพียงความหวังเดียวในการรักษาโลกของเราเอาไว้

เรื่องชุดนี้เราจัดให้อยู่ในประเภทนิยายวิทยาศาตร์ & แฟนตาซี มากกว่าเหนือธรรมชาติค่ะ เพราะตัวละครในเรื่องไม่ได้มีชีวิตที่เป็นอมตะ ฆ่าไม่ตาย พวกเขามีเลือดมีเนื้อ เจ็บตายได้ เพียงแต่ดีเอ็นเอ และคุณลักษณะบางอย่างแตกต่างไปจากมนุษย์โลก

ตอนนี้หนังสือชุดนี้ออกขายแล้ว 3 เล่ม คงต้องบอกเลยว่า ทั้งสามเล่มมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ดังนั้นไม่แนะนำให้อ่านข้ามค่ะ เพราะแม็กซ์เคยทำมาแล้ว และก็อ่านไม่รู้เรื่องมาแล้วด้วย

หนังสือชุดนี้เป็นหนังสือที่มีการวางพล็อตเรื่อง ล่วงหน้าได้อย่างแน่นหนาที่สุดชุดนึง จากที่อ่านมา ทุกอย่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เรื่องราวในเล่มสาม อาจจะมีที่มาจากเหตุการณ์เล็ก ๆ ในเล่มแรกก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่แม็กซ์ชอบมาก ไม่มีความรู้สึกว่าออกทะเลยเลยสักนิด

เล่มแรก Parallel Attraction

It has been years since exiled alien king Jared Bennett thought of anything other than his peoples fight for freedom. Now his rebel force has the one weapon that can turn the tide against their enemy: the key to the secrets of time. Victory has never been closer but one woman has the power to change everything. Kelsey Wells cant deny that there is something unearthly about her fierce attraction to Jared Bennett. His revelations about alien wars and time travel cant possibly be factyet with every seductive touch, every searing kiss, Kelsey circles closer to the truth: that although Jared is exactly what he says, he hasnt told her everything. And when the future crashes into the present, Kelsey must decide if his deception will cost them the love that should have been their destiny.

เล่มนี้เป็นเล่มที่อ่อนที่สุดในสามเล่ม อาจเพราะต้องรับภาระในการวางพื้นเรื่องของทั้งชุด ทำให้ตัวละครแทบจะไม่มีการพัฒนา เราไม่ได้เห็นว่าจาเร็ตมีความสำคัญยังไง ถึงได้รับการเทิดทูนบูชาจากคนใต้บังคับบัญชาทั้งหมดของเขา

เขาเป็นกษัตริย์ที่ไร้บัลลังค์ ที่ถูกกดดันให้แต่งงกันกับเธีย ฮาเว่น ญาติสาวของตัวเอง เพื่อรัชทายาท เคลซี่ เด็กสาวที่เขาเคยพบและตกหลุมรักในวัยสิบห้า ผู้หญิงคนเดียวที่เขารักถูกลบเลือนไปจากสมอง จนกระทั่งโชคชะตากำหนดให้เขาพบเธออีกครั้ง

แม้จำกันไม่ได้ แรงดึงดูดระหว่างจาเร็ตและเคลซี่ยังร้อนแรงเสมอ หลังจากพาตัวเธอเข้ามาอยู่ในฐานทัพใต้ดินของเขาแล้ว เคลซี่เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างออกไป แม็กซ์ขอบอกว่าช่วงเวลานี้ น่าเบื่อที่สุด แต่ขอบอกว่า ทนอ่านหน่อยแล้วกัน อย่าเพิ่งถอดใจ ของสนุกอยู่ต่อจากนี้ค่ะ

ในตอนอ่านครั้งแรกเมื่อปีก่อน แม็กซ์วางเล่มนี้ไป เพราะดูแล้วไม่เห็นจะมีพล็อตอะไรน่าสนใจ ก็แค่เรื่องความรักที่พลัดพราก ไม่เห็นจะมีพล็อตเหนือธรรมชาติอะไรเลย โอเคจาเร็ตเป็นมนุษย์ต่างดาว ที่มีสองร่าง ร่างหนึ่งเหมือนมนุษย์ และอีกร่างเป็นพลังงานไร้รูปร่าง นั่นยังไม่น่าสนใจมากพอหรอก

จนกระทั่งมาร์โคปรากฎตัวขึ้น โอเค ขอบอกก่อนว่าจะเริ่มสปอยล์แล้วนะคะ เพราะถ้าไม่พูดถึงสปอยล์ก็เล่าเรื่องไม่ถูกค่ะ

มาร์โคเดินทางย้อนเวลามาจากอนาคตอีกสิบปีข้าง หน้า ภารกิจของเขามาเพื่อกำจัดจาเร็ตในวัยหนุ่ม แต่การมาของเขากลับกลายเป็นการพลิกสถานการณ์ให้แก่ฝ่ายกบฎ

พล็อตเรื่องคล้ายกับเรื่อง The Terminator นิด หน่อยค่ะ ต่างกันตรงที่ว่า ในอีกสิบปีข้างหน้า กองทัพของจาเร็ตกำลังจะแพ้ในสงครามอันยาวนานนี้ และจาเร็ตตัดสินใจส่งเคลซี่ ราชินีของเขาเดินทางย้อนเวลากลับมาในอดีต และเธอก็ถูกมาร์โคหยุดยั้งเอาไว้ แต่มาร์โคตัดสินใจย้อนอดีตมาเอง เพื่อดูว่าฝ่ายกบฏมีแผนการอะไรถึงได้ต้องการย้อนเวลากลับมาในยุคนี้

แต่มาร์โคเข้าใจผิดพลาด เมื่อเผชิญหน้ากับเคลซี่ เขาคิดว่าเธอได้กลายเป็นราชินีของจาเร็ตแล้ว เขาพูดถึงเหตุการณ์หลายอย่างที่ยังไม่เกิดขึ้น การปรากฎตัวของเขาทำให้เรารับรู้ความเป็นไปในอนาคต

อนาคตอันมืดมนแห่งมนุษยชาติ

แต่เพราะการมาของมาร์โค อนาคตจึงเปลี่ยนแปลงได้

นั่นเป็นทฤษฎีการข้ามเวลาของเดียเดรที่แม็กซ์ชอบ มาก เพราะในท้ายที่สุดแล้ว มาร์โคไม่ได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์เลย เขายับยั้งตัวเอง ไม่ให้ปรากฎตัวต่อหน้าเคลซี่ และทั้งจาเร็ตและเคลซี่ไม่รับรู้ถึงการมาของเขาแม้แต่น้อย

แต่ประวัติศาสตร์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ก้อนหินเมื่อโดนโยนลงน้ำ ก็ย่อมเกิดคลื่นไปทั่ว ไม่สำคัญว่าจะไม่ใช่จุดที่ก้อนหินตกกระทบพื้นน้ำตรงไหน การย้อนอดีตของมาร์โคก็เช่นกัน แค่การมาของเขาก็เป็นการสร้างความหวังให้กับมนุษยชาติแล้ว

และเพราะนี่เป็นหนังสือชุด ปริศนาหลายอย่างถูกทิ้งท้าย จาเร็ตและเคลซี่อาจจะแต่งงานกันในตอนท้ายเรื่อง แต่เรื่องของพวกเขายังไม่จบ

คะแนนที่ 70

เล่มสอง Parallel Heat

In the far reaches of Wyoming, the war between human and alien soldiers threatens to destroy the world. Alien warrior and royal guardian Marco McKinley takes his assignment as personal protector to beautiful soldier Thea Haven seriously. But in a time-bending twist of fate, the woman he loves is torn from his side as he is transformed into a vicious enemy of his own people.

ในอนาคตก่อนที่มาร์โคจะย้อนเวลากลับมาปัจจุบัน ทั้งมาร์โค และเธียคือผู้ทรยศต่อราฟาเลี่ยน มาร์โคเป็นองครักษ์ของจาเร็ตและเคลซี่ แต่เพราะเขาตกหลุมรักราชินีของเขา จึงถูกเนรเทศ ก่อนจะถูกหลอกล่อโดยเธีย ราชนิกูลแห่งราฟาเลี่ยน ญาติของจาเร็ต ผู้ผิดหวังในความรักจากจาเร็ตเช่นกัน

ทั้งคู่เป็นเครื่องมือของแอนทรูเชี่ยนในการทำลายราฟาเลี่ยนและโลกของเรา

แต่ทฤษฎีการข้ามเวลาที่ใช้ในชุดนี้ ไม่ได้บอกว่า อนาคตจะต้องเหมือนเดิม การเดินทางย้อนเวลาของมาร์โค (ตัวในอนาคต) ทำลายรูปแบบแห่งกาลเวลา และช่วยย่นเวลาการปรากฎตัวของมาร์โค ต่อกองทัพราฟาเลี่ยนลง

ถ้าทุกอย่างเหมือนเดิม มาร์โคจะปรากฎตัวต่อจาเร็ตในอีกสองปีข้างหน้า (นับจากเวลาในเรื่อง) แต่เพราะรูปแบบแห่งกาลเวลาถูกแทรก เธียจดจำมาร์โคได้เมื่อเห็นเขาในบาร์แห่งหนึ่ง เธอรู้ว่าเขาเป็นชาวราฟาเลี่ยน และนั่นบีบบังคับให้มาร์โคต้องเปิดเผยตัวเองออกมา

เขาเป็นกลุ่มองครักษ์ประจำราชวงค์ที่ถูกฝึกมา เป็นพิเศษ เขาถูกฝึกมาเพื่อให้มอบชีวิตให้กับกษัตริย์และราชินีของเขา แต่กลับพบว่าตัวเองผูกพันกับเธียเป็นพิเศษ

และการปรากฎตัวที่เร็วขึ้นของมาร์โคก็เปลี่ยน แปลงประวัติศาสตร์ จากเธียที่ผิดหวังและเสียหน้าเมื่อจาเร็ตปฏิเสธเธอ แต่เลือกมนุษย์โลก มาร์โคสอนให้เธียรู้ว่า ความรู้สึกที่เธอมีต่อจาเร็ตเป็นเพียงภาพลวงตา เธอรอคอยมาร์โคมาตลอด (แต่ในอีกมิติเวลาหนึ่ง มาร์โคปรากฎตัวช้าเกินไป และกว่าจะเจอกับเธอ เขาก็ตกหลุมรักเคลซี่ไปแล้ว ซึ่งนั่นนำไปสุ่การทรยศจาเร็ต)

เธียและมาร์โคในมิติเวลานี้ จึงไม่ใช่ผู้ทรยศ แต่เป็นผู้ปกป้อง และจงรักภักดีต่อราฟาเลี่ยนเป็นที่สุด

คะแนนที่ 73

เล่มสาม Parallel Seduction

Warrior Jake Tierny travels back in time to stop a traitor in his beloved king's camp. But when a twist of fate proves the mission unnecessary, Jake is trapped in a time not his own, with friends who cannot learn his true identity.

Scott Dillon may be the king's trusted lieutenant, but he is also a man at war with himself, a human hybrid who refuses to succumb to the Antousian nature he abhors-and that Jake Tierny embodies.

FBI linguist Hope Harper refuses to let near-blindness keep her from joining the Refarians in their war to defend mankind. Yet her sizzling attraction to both Scott and Jake, and the strange memories they share, force all three to question the core of their beliefs. As their enemies surround them, Hope knows she must choose one man for all time.

ไม่รู้ว่าใครรู้สึกเหมือนแม็กซ์ไหมว่า เล่มสามจะเป็นเล่มที่สนุกที่สุดเสมอ (อย่างเรื่อง Dance with the devil ของชุดดาร์คฮันเตอร์ Lover Awakened ของเจอาร์ วาร์ด หรือ In Darkness Reborn ของชุดแพลาดิน) เล่มนี้ก็เหมือนกัน

แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องแนวรักสามเศร้า และเล่มนี้ก็เป็นรักสามเศร้าที่บีบหัวใจมากที่สุดเรื่องนึง แม็กซ์คิดว่าตัวเองเชียร์สก๊อต ดิลล่อนแล้วนะ แต่เมื่อรู้ว่าแท้จริงแล้วเจคคือใคร ก็อดร้องไห้ให้เขาไม่ได้

ในอนาคตอีกมิติการเวลานึง (ตอนนี้อนาคตและปัจจุบันแยกกันขาดแล้ว เพราะการมาของมาร์โคในเล่มแรก ทำให้อนาคตเปลี่ยน แต่อนาคตที่มาร์โคจากมาก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ถูกซ้อนทับไปโดยอนาคตที่เกิดขึ้นใหม่ แต่กลายเป็นภพคู่ขนานมากกว่า) เจค เทียนีย์ชาวแอนทรูเชี่ยนผู้จงรักภักดีต่อจาเร็ต เดินทางข้ามเวลามาเพื่อหยุดยั้งมาร์โคจากการก่อความเสียหายที่มากกว่าเดิม

เจคเป็นผู้ชายที่สูญสิ้นทุกอย่าง เขามาเพื่อตอบแทนกษัตริย์ที่เขารักยิ่งกว่าชีวิต แต่การมาของเขากลับไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสองเล่มแรกบ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วว่า ประวัติศาสตร์ไม่เหมือนเดิม โลกมนุษย์ไม่ได้ถูกทำลายโดยขีปนาวุธ เธียและมาร์โคไม่ได้ทรยศราฟาเลี่ยน

แต่ไม่มีใครรู้ถึงเจตนาของเจคแน่ชัด โดยเฉพาะเมื่อเขาหนีไปพร้อมกับโฮป ฮาร์เปอร์ เอฟบีไอสาวที่เข้ามาพัวพันกับราฟาเลี่ยน (ในเล่มสอง)

สก๊อต ดิลล่อนเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งราฟาเลี่ยน แม้ว่าเขาจะเป็นชาวแอนทรูเชี่ยน เขาคิดเสมอว่าตัวเองมาจากชนเผ่าที่ชั่วร้าย และไม่ยอมรับธรรมชาติของตัวเอง สก็อตเป็นตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในชุด ผู้ชายที่หล่อขนาดหยุดลมหายใจคุณได้ แต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นที่สนใจของบรรดาผู้หญิง

คนอ่านไม่ต้องสงสัย หรือกังวลว่าสุดท้ายแล้วโฮปจะเลือกใคร เพราะในสายตา (ที่มองไม่ค่อยชัด) ของเธอ มีแค่สก๊อตเท่านั้น แต่เพราะในความฝันสก็อตบอกเธอให้ติดตามเจคไป เพราะเขาจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตเธอ ทำให้เธอเลือกที่จะหนีไปกับเขา โดยมีสก๊อตและกองทัพแอนทรูเชี่ยน ที่รับรู้ว่ามีการข้ามเวลาเกิดขึ้น ออกตามล่า

แม็กซ์ชอบสก๊อตค่ะ เป็นตัวละครที่จะอยู่ในความทรงจำ เขามีความขัดแย้งในตัวเอง และมีพัฒนาการมากที่สุดในชุด เขาต้องต่อสู้กับตัวเอง การยอมรับตัวตนของตัวเอง และความรักที่เขามีให้โฮป

งานนี้ น้ำตาร่วงไปหลายหยดค่ะ

เตือนนิดเดียวว่า ถ้าไม่อยากสปอยล์เล่มนี้ ขอร้องว่าอย่าพล็อตเล่มสี่เด็ดขาด เพราะเป็นการสปอยล์ไม่พอ จะทำให้งงชีวิตไปอีกรอบด้วย

คะแนนที่ 83

Paralle Desire // Deidre Knight

หนังสือเล่มสุดท้ายในชุด Midnight Warriors ของเดียเดร ไนท์ กับเรื่อง Paralle Desire

ก่อนอื่นคงต้องขอกล่าวชมเชยเดียเดรเลยนะคะ ในฐานะที่อดีตเธอเคยเป็นตัวแทนนักเขียน (และปัจจุบันก็ยังเป็นเจ้าของบริษัทตัวแทนนักเขียน ที่ติดอันดับทรงอิทธิพลมากที่สุดหนึ่งในสิบในอเมริกา) เดียเดรรู้ใจนักอ่านยิ่งกว่านักเขียนดังหลายคน นั่นคือ เธอรู้ว่า เมื่อใดถึงเวลาที่ควรจะจบ

แต่ก่อนแม็กซ์มักคิดเสมอว่า ไม่อยากให้หนังสือจบชุด อยากให้มันต่อยอดไปเรื่อย ๆ เพราะเราจะได้เจอกับตัวละครในเล่มก่อน ๆ ที่ยังคิดถึงกันอยู่ รู้เห็นความเป็นไปของพวกเขาว่าชีวิตไปถึงไหนกันบ้าง แต่หลังจากอ่านหนังสือชุดที่ยาวยืดออกทะเล รอคอยเท้งเต้งรอวันฉลามกินหลายชุด แม็กซ์ก็ชักเกิดอาการเบื่อว่า ไหงนักเขียนถึงไม่จบชุดสักกะที ไขปริศนาในเรื่องให้จบไปหน่อยได้หรือเปล่า

อันที่จริงชุด MW (ชุดนี้มีชื่อไม่เข้ากับเนื้อเรื่องเอาเสียเลย) ยังไม่จุดที่น่าเบื่อหรอกนะ แต่ตัวละครที่มีความสำคัญในเรื่องเริ่มลดหายลงไป อันที่จริงถ้าเดียเดรจะทู่ซี้เขียนต่อก็ไม่เสียหายนะ เพราะยังมีประเด็นเปิดให้เล่นอีกหลายจุด แต่เธอเข้าใจ และเชื่อมั่นในตัวเองมากพอว่าจะสามารถเริ่มต้นชุดใหม่ได้ โดยไม่ต้องขายของเก่ากิน

และนั่นคือเรื่องน่าชื่นชม นั่นเพราะจุดขายใหญ่ของ MW คือพล็อตเรื่อง นี่เป็นหนังสือที่แม็กซ์ยกนิ้วให้ในเรื่องพล็อตที่มีความคิดสร้างสรร และแหวกแนว ท่ามกลางหนังสือแนวพารานอมอลที่มีดาษดื่น เดียเดรสร้างความแตกต่างได้

แม็กซ์อยากจะเรียกหนังสือชุดนี้ว่า ไซไฟโรแมนซ์ แม้ว่าจะไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ หรือเป็นวิชาการ แต่มันก็ไม่ใช่พารานอมอลชนิดที่มีแวมไพร์ เสือดาว หรือหมาป่า ทว่าในเรื่องเล่าถึงกลุ่มเอเลี่ยนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องโลกมนุษย์ของ เรา

ชาวราฟาเลี่ยนมีประสบการณ์อันเจ็บปวดจากพวกแอสทรูเชี่ยนที่ทำลายล้างดาวของ พวกเขา และเพื่อแอสทรูเชี่ยนหันมามองโลกเป็นเป้าหมายต่อไป เจเร็ด เบนเน็ตต์กษัตริย์แห่งราฟาเลี่ยนจึงพากองพลของพวกเขามายังโลกเพื่อปกป้อง

อันที่จริงราฟาเลี่ยนและแอสทรูเชี่ยนเป็นกลุ่มคนที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ เหมือนกัน นั่นคือเป็นสองร่าง ร่างนึงมีรูปร่างหน้าตาไม่แตกต่างจากมนุษย์ (ในเรื่องบอกว่ามีดีเอ็นเอตรงกับมนุษย์ 99.99%) แต่อีกร่างของพวกเขาเป็นพลังงานคล้ายคลื่นความร้อนที่สามารถเผาผลาญได้ ทุกอย่าง ความแตกต่างเกิดขึ้นเมื่อแอสทรูเชี่ยนซึ่งหลงใหลในเทคโนโลยี ตัดสินใจเดินหน้าในการตัดแต่งพันธุกรรม และฝังชิฟคอมพิวเตอร์ในร่างกาย ปัญหาก็คือเมื่อเกิดไวรัสคอมพิวเตอร์ระบาด ชาวแอสทรูเชี่ยนล้มตายอย่างไม่อาจรักษาได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีของพวกเขาเจริญมากเพียงใด

ผู้นำคนนึงของแอสทรูเชี่ยนค้นพบทางออกจากความตายอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั้น นั่นคือละทิ้งร่างแรกของพวกเขา ปลดปล่อยตัวเองเป็นเพียงคลื่นพลังงาน แล้วจากนั้นค้นหนร่างกายใหม่ ซึ่งมนุษย์โลกเป็นร่างให้พวกเขาเป็นอย่างดี (ในเรื่องไม่บอกว่าทำไมถึงไม่ใช้ร่างของราฟาเลี่ยน แต่เข้าใจว่า เพราะราฟาเลี่ยนเองก็เป็นคลื่นพลังงาน จึงไม่น่าจะเข้าครอบครองร่างได้)

อย่างที่บอกหนังสือชุดนี้ซับซ้อน และมีสิทธิงงได้มาก ๆ ถ้าไม่ได้อ่านตั้งแต่เล่มแรก แม็กซ์แนะนำให้อ่านตั้งแต่เล่มหนึ่งนะคะ ใช้ความพยายามสักหน่อยในการผ่านชั่งครึ่งแรกของเล่มแรก แต่หลังจากนั้นเรื่องจะน่าสนใจขึ้น และมีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจมาก

แม็กซ์เคยรีวิวเล่มหนึ่งถึงสามแล้ว และขอบอกเลยว่า ถ้าคุณยังไม่ได้อ่าน แล้วคิดว่าชีวิตนี้อยากจะอ่าน ก็ขอแนะนำว่าอย่าอ่านรีวิวอันนี้ค่ะ เพราะว่าสปอยล์แหลก เนื่องจากเล่าเรื่องไม่ได้แน่ถ้าไม่สปอยล์เพราะมันโคตรจะซับซ้อน ขนาดเล่าไปก็ยังงงไปเองเลย

แต่เป็นพล็อตที่ดีโคตรเช่นกัน

เจค เทียร์นี่ย์พระเอกของเราหลังจากสูญเสียโฮปภรรยาไปด้วยน้ำมือของเจค เทียร์นี่ย์ (งงแล้วล่ะสิ) ชีวิตของเขาก็ไม่เหลืออะไรอีก นอกจากการรับใช้กษัตริย์แห่งราฟาเลี่ยนของเขา และเมื่อศึกที่รบถึงตาจน กองทัพอันเหน็ดเหนื่อยของพวกเขากำลังจะแพ้การรบครั้งสุดท้าย เขาก็ขอปฏิบัติภารกิจสุดท้ายเช่นกัน เพื่อยับยั้งแผนชั่วของมาร์โคคนทรยศ ซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ประจำกายกษัตริย์ ด้วยการเดินทางข้ามเวลาย้อนกลับมาสิบปี

ซึ่งเวลาที่เจคเดินทางย้อนกลับมา ก็ตรงกับชั่วเวลาในปัจจุบันที่เรืองในหนังสือกำลังดำเนินอยู่ แต่อดีตที่เผชิญหน้าเจคกลับไม่ใช่อดีตที่เขาจดจำได้ นั่นก็เพราะการเดินทางมาของมาร์โค กลับกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ทั้งหมด

ราฟาเลี่ยนไม่ได้แพ้สงคราม โลกมนุษย์ไม่ได้ถูกทำลายล้างโดยระเบิดนิวเคลียร์ และที่สำคัญโฮปภรรยาของเขาไม่ตาย เพียงแต่ว่าเจคก็ไม่อาจได้เธอมากลับคืนเช่นกัน นั่นก็เพราะว่าโฮปแต่งงานอย่างมีความสุขอยู่กับตัวของเขานั่นเอง (นั่นก็คือเวอร์ชั่นอดีตของเจค)

ฟังแล้วก็งง แม็กซ์จะพยายามอธิบายคอนเซ็ปต์หลักการข้ามเวลาของเดียเดรแล้วกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอดีตจะทำให้เหตุการณ์อนาคตที่เกิดขึ้นไปแล้ว (จากอดีตรูปแบบที่หนึ่ง) จะแยกตัวออกจากอดีตที่ถูกเปลี่ยนแปลง ไม่อาจมาบรรจบกันได้ แต่ไม่ได้ทำให้ตัวตนของคนในอนาคตหายไปในทันใด โลกอนาคตที่โลกมนุษย์ถูกทำลายโดยอาวุธนิวเคลียร์ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ไม่ได้เกิดในอดีตที่ถูกเปลี่ยนแปลง เส้นเวลาถูกแตกออกเป็นสองเส้นจากเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

ปัญหาก็คือเจค เทียร์นี่ย์ เขาติดอยู่ในอดีต ไม่อาจกลับไปอนาคตได้ ในขณะเดียวกันในอดีต (หรือปัจจุบันของคนอ่าน) ก็ยังมีตัวตนของเขาเหลืออยู่ และเมื่อใดก็ตามที่คนทั้งสองเจอกัน ทั้งคู่ก็จะสูญสลายไปตามกฎแห่งการเดินทางข้ามเวลา

และเพื่อให้เรื่องยุ่งเข้าไปอีก นั่นก็คือ แท้จริงแล้วเจค เทียร์นี่ย์ไม่ใช่ร่างกายที่แท้จริงของพระเอกหรอกนะ ตัวตนของเขาดั้งเดิมคือสก๊อต ดิลล่อน์ที่ด้วยความแค้นที่ต้องสูญเสียภรรยาไปด้วยน้ำมือของเจค เทียร์นี่ย์ สก๊อตเข้าครอบครองร่างกายของเจค และกลายเป็นเจค

เรื่องที่เล่าไปทั้งหมดนี่ เกิดขึ้นระหว่างเล่มหนึ่งถึงสาม นั่นก็คือ Parallel Attraction (เรื่องของจาเร็ตกษัตริย์แห่งราฟาเลี่ยน), Parallel Heat (เรื่องของมาร์โค เวอร์ชั่นที่เขาไม่ใช่คนทรยศอีกต่อไป), Parallel Seduction (เรื่องของสก๊อต เวอร์ชั่นในอดีตที่ไม่ได้สูญเสียโฮปไป)

ในเล่มนี้ Paralle Desire เป็นเรื่องราวที่เจค ออกตามหาตัวตนของเจค เทียร์นี่ย์ คนที่จะเป็นฆาตกรฆ่าโฮปในอนาคต เพื่อไม่ให้เขามีโอกาสทำอันตรายโฮปได้อีก

เรื่องนี้เป็นเล่มที่แม็กซ์สารภาพว่าไม่อยากอ่านเสียเท่าไหร เพราะอดีตของเจคเจ็บปวดมาก และปัญหาของเขาก็ไม่มีทางแก้ หญิงสาวที่เขารักยังมีชีวิตอยู่ และเธอก็รักเขา เพียงแต่ไม่ใช่เขาที่เป็นเจค แต่เป็นตัวตนของเขาสมัยที่ยังคงเป็นสก๊อตอยู่ เจคกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตัดใจจากโฮปก็ไม่ขาด พระเอกอย่างนี้ไม่น่าอ่านเลย

แต่เดียเดรก็พิสูจน์ว่าเธอแน่ ในการทำให้เรื่องราวความรักระหว่างเจคและเชลลี่ย์ดูจับต้องได้ และเหมือนจริง สำหรับเชลลี่ย์ แม็กซ์ถูกบดบังด้วยความที่เธอเป็นพยายามทำให้หลงคิดไปว่า เธอจะต้องมีนิสัยอย่างพยาบาลในนิยายไทย แต่แม็กซ์ก็คิดผิด และนั่นทำให้เรื่องนี้ดีมากในความคิดของแม็กซ์

เชลลี่ย์เองก็บาดเจ็บจากความรักมาไม่น้อยกว่าเจค นิสัยเปิดเผย ตรงไปตรงมาของเธอ ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า มันเป็นไปได้อย่างมากที่เจคจะละทิ้งอดีต ยอมรับกับความจริงที่ว่า โฮปคนที่เขารัก และรักเขาได้ตายไปแล้วในอีกหกปีข้างหน้า เธอไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวกับโฮปในอดีตที่อยู่อย่างมีความสุขกับสก๊อต และถึงเวลาแล้วที่เขาจะเริ่มต้นความรักอีกครั้งกับคนที่ได้หัวใจของเขาไป ครอง

แม็กซ์ชอบที่เมื่อเจคเปิดใจ เขาเปิดเต็มร้อย และไม่ลังเลที่จะรักเชลลี่ย์

และเพราะเล่มนี้เป็นเล่มจบชุด จึงมีหลายประเด็นที่ถูกทิ้งท้ายเอาไว้ในหลายเล่มมาสรุปรวบจบในเล่ม ทำให้เรื่องราวของเจคและเชลลี่ย์โดนขโมยซีนบ่อยมาก และอาจขัดใจคนที่อยากอ่านเรื่องโรแมนซ์เยอะ ๆ แต่สำหรับแม็กซ์แล้วโอเคนะคะ เพราะแม็กซ์ชอบชุดนี้เพราะพล็อต เรื่องราวของคนอื่นเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้พล็อตเรื่องเดินไปได้

และเห็นพูดชมอย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าชุดนี้หรือเล่มนี้สนุกโคตรหรอกนะ มันมีข้อเสีย เยอะด้วย ตัวเอกในเล่มนี้ไม่ค่อยมีน้ำยาเท่าไหร โดนผู้ร้ายจับไปเป็นอาชีพ โดนจับแต่ละทีก็เจ็บหนักกลับมาตลอด แล้วการจบเรื่องก็ไม่ถึงกับ And they lived ever after หรอกนะ สงครามยังดำเนินไป เพียงแต่อนาคตสดใสมากกว่าตอนที่เจคย้อนเวลากลับมามากนัก

คะแนนเฉพาะเรื่อง เล่มนี้ได้ 70 เท่ากับ Paralle Attraction และ Paralle Heat (คะแนนอาจจะไม่เท่ากับตอนที่แม็กซ์รีวิวทีแรกนะคะ ส่วนใหญ่แม็กซ์จะมีการรีวิวรอบสอง และคะแนนก็มักจะลดลง) และน้อยกว่า Paralle Seduction ที่ได้ 73 เล็กน้อย

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สำหรับแม็กซ์แล้ว หนังสือชุดนี้เป็นไปหลักการตลาดที่เรียกว่า Synergy นั่นคือผลรวมของ 1+1 มากกว่า 2 เพราะเมื่ออ่านทั้งสี่เล่มในภาพรวมของหนังสือชุดแล้ว แม็กซ์ให้คะแนนชุดนี้อยู่ที่ 83 ค่ะ

เป็นหนังสือโรแมนซ์ที่สร้างสรรที่สุดชุดนึงที่แม็กซ์ได้อ่านในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก

Wednesday, January 21, 2009

Red Fire // Deidre Knight

อาชีพก่อนที่จะเป็นนักเขียน และปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ ของเดียเดร ไนท์ก็คือการเป็นเอเย่นต์ เธอเป็นไ้ด้รับการเลือกให้เป็นเอเย่นต์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในอเมริกา หนึ่งในห้าอันดับ ว่ากันว่าเธอขายงานของนักเขียนนับร้อย ๆ เล่ม บริษัทของเธอ ไนท์ เอเจนซี่เป็นบริษัทที่นักเขียนจำนวนมากอยากเ้ข้าไปสังกัด แต่ก็ไม่ได้เปิดประตูต้อนรับทุกคนที่อยากมาหรอกนะคะ ต้องเป็นนักเขียนที่มีฝีมือโดนใจเหล่าเอเย่นต์ในสำนักงานด้วย

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่มีข่าวว่าเดียเดรขายหนังสือที่ตัวเองเขียนให้กับสน พซิกเน็ต (ในเครือเพนกวิน) ได้ แม็กซ์ก็นิ่งไปพักใหญ่ เพราะไม่ค่อยจะได้ข่าวว่าเอเย่นต์หันมาเขียนหนังสือ โดยเฉพาะในข่าวการขายบอกว่า หนังสือของเดียเดรเป็นแนวพารานอมอลที่ไม่เหมือนใคร ก็ยิ่งจะสนใจมาเป็นทวีคูณ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราซื้อเล่มแรกในชุดมาอ่าน สำหรับคนที่สนใจประสบการณ์การอ่านหนังสือเล่มแรกของเดียเดร ไนท์ของแม็กซ์ ก็ตามอ่านกันได้ที่บลอกนี้ค่ะ

โดยรวมหนังสือทั้งสี่เล่มในชุดมิดไนท์ วอริเยอร์ของ เธอสอบผ่านในเรื่องของความสร้างสรร แม็กซ์ชอบพล็อตเรื่องของเธอมาก แม้จะยังไม่ค่อยถูกใจกับตัวละครนัก แต่ก็บอกได้เลยว่า เรากลายเป็นหนึ่งในแฟนหนังสือของเดียเดรไปแล้ว

ดังนั้นเมื่อเล่มแรกในหนังสือชุดใหม่ของเธอออกขาย แม็กซ์จึงไม่ลังเลที่จะซื้อ และหยิบมาอ่าน แต่ประสบการณ์ในการอ่านเล่มนี้ก็เหมือนกับครั้งที่เราเริ่มต้นอ่านชุดมิดไนท์ วอริเยอร์ใหม่ ๆ เพราะมันค่อนข้างในการทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ของเรื่อง เราจึงวางไปก่อนเพื่อให้ตัวเองพร้อมกว่านี้ ถึงได้กลับมาอ่าน

และนี่เป็นข้อสรุปของเราหลังจากอ่านเล่มนี้จบไป

Red Fire ของเดียเดร ไนท์

นี่เป็นหนังสือเล่มแรกในชุด Gods of Midnight ที่เล่าเรื่องของนักรบชาวสปาตันที่ตายระหว่างการรบกับเปอร์เซีย ใครที่นึกไม่ออก ก็ขอให้กลับไปดูหนังเรื่อง 300 นะคะ เพราะมันถอดแบบมาจากเรื่องนั้นเลย สงครามก็เป็นสงครามเดียวกัน

เอแจคเป็นหนึ่งในนักรบชาวสปาตันเจ็ดคนที่สาบานต่อเทพแอเรียสว่าจะรับใช้เขา ในการช่วยกำจัดปีศาจ สิ่งที่เขาไม่ได้คิดถึงเลยก็คือ การมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะนานนับพันปีจะทำลายดวงวิญญาณที่เหลืออยู่ของเขา ลง แจ๊คเริ่มเบื่อการมีชีิวิต และการต่อสู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่สำคัญเขาเบื่อที่จะรอคอยผู้หญิงที่ผู้ทำนายโชคชะตาสัญญาว่าจะเป็นของเขา แล้ว

แจ๊ครู้ว่าเธอชื่อว่าเชย์แอนนา เขารู้จักเธอนับตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน เมื่อผู้ทำนายโชคชะตาบอกกับเขา ถึงผู้หญิงที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับดวงวิญญาณของเขา ผู้หญิงที่จะเติมเต็มทุกอย่างในชีวิต คนที่จะทำให้ชีวิตของเขาสมบูรณ์ สิ่งที่แจ๊คไม่คิดก็คือ เขาจะต้องรอเธอนานนับพันปี และการมาของเธอก็ช่างไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย

นั่นเพราะแจ๊คถูกเรียกตัวไปทำต่อสู้กับปีศาจในดินแดนที่เรียกกันว่าซาวาน น่าห์ (เป็นเมืองอยู่ในรัฐจอร์เจีย ทางใต้ของอเมริกา) และเมื่อไปถึง ในที่สุดเขาก็ได้พบกับเชย์แอนนา เธอกำลังถูกศัตรูเก่าของเขาทำร้ายปางตาย แต่แจ๊คก็ไปทันเวลาช่วยเธอไว้ได้พอดี

เชย์แอนนา หรือเชย์ ไม่ใช่สาวน้อยชาวใต้ธรรมดา ครอบครัวของเธอสืบเชื้อสายนักล่าปีศาจ แต่ในฐานะของลูกสาวหนึ่งเดียวของตระกูล เชย์ถูกกันอยู่วงนอก ไม่มีโอกาสได้เข้าไปร่วมลุยกับเหล่าพี่ชายด้วย แต่แล้วการตายของผู้เป็นมารดาก็ทำให้เชย์เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับชาติกำเนิด ของตัวเอง

ในแง่ของหนังสือชุด เล่มนี้เปิดตัวได้ดีมากค่ะ เพราะแม็กซ์รู้สึกสนใจความเป็นไปของพวกสปาตันอมตะทั้งเจ็ดคน โดยเฉพาะว่าที่พระเอกเล่มถัดไปอย่างริเวอร์ ซึ่งเป็นคนรับใช้ของเอแจค แต่ก็ยังตามสไตล์เรื่องชุดแนวพารานอมอลนะคะ ที่ความลับทั้งหมดยังคงถูกเก็บซ่อนอยู่ ปริศนาอีกหลายอย่างยังต้องตามต่อในเล่มถัดไป แต่อย่างน้อยในเล่มนี้ ก็ยังไม่มีความลับดำมืดที่น่าหงุดหงิดหัวใจคนอ่าน ชนิดที่ไม่ยอมบอก เลยทำให้อ่านแล้วรู้สึกขาด ๆ เกิน ๆ ไปกับชุด

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกเดียเดรคงจะดูหนังเรื่องสามร้อยมากเกินไปหน่อย เพราะอาการของพระเอก และเพื่อนพ้องมันดูลิเก ซึ่งถ้าเป็นในหนังสามร้อยมันก็ดูไม่แปล เพราะมันเป็นหนังย้อนยุค แต่อากัปกิริยาหลายอย่างที่ทำกัน (ตะโกนโห่ร้อง แล้วประกาศทำนอง ข้าคือสปาตัน) มันดูเห่ยมากในยุคปัจจุบัน มันไม่เท่ห์ แต่ก็สร้างความฮาได้อย่างที่คนแต่งไม่ตั้งใจ

สุดท้ายเราติดใจนิดหน่อยเกี่ยวกับมันสมองของนางเอกที่มักวิ่งแร่เข้าไปหาปัญหา แล้วเดือดร้อนพระเอกต้องตามไปช่วย กับความสามารถของพระเอกที่สู้กี่ครั้งก็สู้ผู้ร้ายไม่ได้เลย

สปอยล์ เราชอบการที่คน แต่งสร้างให้เอเรียสซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ให้กำเนิดกลุ่มของพระเอกเป็นคนร้ายใน เรื่อง เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ดูจะเป็นการต่อสู้ที่ไม่ยุติธรรมเท่าไหร เพราะเทพเจ้าหนุนหลัง ก็ทำได้ทุกอย่าง ซึ่งการเปลี่ยนไปของเอเรียสก็เป็นการเปิดประเด็นที่น่าค้นหาต่อในเรื่องอีก ปริศนาเกี่ยวกับผู้ัทำนายโชคชะตา ซึ่งเป็นคนที่มีหน้าที่ในการพยากรณ์ให้แก่กลุ่มนักรบอมตะสปาตัน ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใครกันแน่

โดยรวม Red Fire เป็นการเปิดตัวหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่น่าสนใจ อาจจะไม่ถึงกับน่าติดตามเหมือนชุดมิดไนท์ วอริเยอร์ของเธอเอง แต่ก็ถือว่าโอเคนะ ท่ามกลางชุดพารานอมอลที่ขายกันเหมือนแจกฟรีในตลาดตอนนี้

คะแนนที่ 70