Showing posts with label romantic suspense. Show all posts
Showing posts with label romantic suspense. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Kept // Jami Alden

นี่เป็นหนังสือเล่มที่อยากอ่านมากที่สุดของเดือนนี้เลยค่ะ แต่ก็ดันเป็นเล่มที่มาถึงเมืองไทยช้าที่สุดจนได้ ดังนั้นพอได้มาอยู่ในครอบครองจึงรีบอ่านทันที

แต่แม็กซ์ก็ยังงงตัวเองนิดนึงนะคะว่า ทำไม้ทำไมหนังสือชุดนี้ถึงกลายเป็นเรื่องที่เราอยากอ่านมากขนาดนี้ได้ ทั้งที่ตอนอ่านเล่มแรกใน ชุดจบไป เราก็ยังไม่ได้เกิดอาการเครซี่คลั่งไคล้เล่มนี้อะไรนัก แต่อย่างช้า ๆ และไม่รู้ตัว พี่น้องตระกูลแท็คเกิร์ตก็แทรกเข้ามาอยู่ในใจเราได้ซะงั้น

Kept ของเจมี่ อัลเด้น

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Gemini Men ซึ่งเล่าเรื่องราวของสามศรีพี่น้องตระกูลแท็คเกิร์ตที่ร่วมกันก่อตั้งบริษัท รักษาความปลอดภัยที่ชื่อว่าเจมมิไน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องอ่านเล่มแรกก่อนนะคะ ก็สามารถอ่านเรื่องนี้รู้เรื่องได้ เพียงแต่ถ้าคุณอ่านเล่มนี้ก่อน มันอาจจะเป็นการสปอลย์เล่มแรกไปบ้างเล้กน้อย

หนังสือเปิดเรื่องขึ้นที่งานเลี้ยงเพื่อการกุศลสุดหรูที่เดเร็ค แท็คเกิร์ตพี่ชายคนรองทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ เดเร็คเป็นคนที่ขรึมที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง เขาค่อนข้างเก็บตัว และไม่ได้มีเสน่ห์เหลือเฟือเหมือนน้องชายฝาแฝดอย่างเอธาน (พระเอกเรื่อง Caught ซึ่ง เป็นเล่มแรกในชุด) ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เต็มไปด้วยพลังเอาจริงเอาจังอย่างแดนนี่พี่ชายคนโต (ซึ่งจะเป็นพระเอกเล่มสาม) เดเร็คเคยเป็นนักแม่นปืนในกองทัพ และเขาก็เงียบขรึม และใจเย็นอย่างที่นักแม่นปืนเป็นกัน

จนกระทั่งเขาได้ทำสิ่งที่ตัวเองก็ไม่คิดว่าจะทำ ด้วยการพาลูกสาวเศรษฐีที่อยากได้อะไรก็ต้องได้อย่างอลิสา มิลล์กลับบ้าน และด้วยเหตุผลบางอย่างอลิสาต้องการเขา และเดเร็คก็พบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธเธอได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่คิดว่าจะเป็นเพียงแค่ชั่วข้ามคืน

แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพ่อของอลิสาถูกฆ่าตาย และลุงของเธอเรียกตัวเดเร็คให้มาเป็นบอดี้การ์ดคอยดูแลหญิงสาวที่มีแต่ข่าว ฉาวโฉ่คนนี้ และนั่นทำให้เขาได้รู้จักเธอมากขึ้น และเรียนรู้ว่า ภายใต้ใบหน้าในสวยงามของอลิสา ก็ยังมีผู้หญิงที่แท้จริง ผู้หญิงที่มีเลือดเนื้อ และต้องการความรักอย่างมาก

นั่นเพราะตลอดชีวิตของอลิสา ชีวิตที่ดูเหมือนจะครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินและเงินทอง เธอไม่เคยเป็นที่ต้องการของใคร เธอเป็นลูกสาวนอกกฎหมายของมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทค้าเพชร กับดาราฮอลีวู้ด อลิสาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเลนส์ของนักข่าว ทุกความเคลื่อนไหว ทุกการกระทำของเธอถูกจับตามองโดยช่างภาพ และเด็กหญิงที่ขาดความรักก็เดินพลาดหลายครั้ง เธอติดยา และมีรูปวาบหวิวโพสต์ในอินเตอร์เน็ต เธอถูกมองว่าเป็นปาร์ตี้เกิร์ลที่ไร้สมอง แต่ในวัยยี่สิบสี่ อลิสากำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอทำสัญญาสงบศึกกับผู้เป็นบิดา กลายเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายอาการป่วยของผู้เป็นมารดา แต่แล้วโลกของเธอก็ดูเหมือนจะถล่มลงมาอีกครั้ง

เมื่อพ่อของเธอถูกฆ่า ใครสักคนจ้องจะทำลายชื่อเสียงที่เธอพยายามสร้างขึ้น และผู้ชายคนเดียวที่ดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งก็ไม่ยอมเชื่อว่า เธอไม่ได้หันกลับไปหายาเสพติดอีกครั้ง

ปกติแม็กซ์จะไม่ค่อยชอบนางเอกอย่างอลิสานะคะ เธอค่อนข้างอ่อนแอในทางอารมณ์ ในหลายครั้งเรารู้สึกว่าเธอโง่และซื่อเกินไป แถมยังมีประเด็นขัดใจที่เราไม่ชอบมาก ๆ นั่นก็คือ เรื่องราวที่นางเอกแสนจะดีดี้ดี แต่คนรอบข้างกลับไม่มีใครชอบเธอเลยสักคน แม็กซ์ไม่ชอบพล็อตแนวนี้ เพราะความเชื่อส่วนตัวว่า ถ้าเราเป็นคนดี คนอื่นก็จะต้องเห็นความดี แต่ในกรณีนี้ ดูเหมือนทุกคนจะเกลียดอลิสามาก เกลียดที่เธอสวย เกลียดที่เธอร่ำรวย เกลียดที่มีชื่อเสียง ทั้งที่ในความประพฤติแล้ว อลิสาไม่ได้มีอะไรเลวร้าย ทำให้แม็กซ์ตั้งข้อสงสัยถึงความแคบของตัวละคร (ที่เกลียดนางเอก)

แต่ในความอ่อนแอของอลิสา เธอกลับมีความเข้มแข็งบางอย่าง ที่ำทำให้เธอมีเสน่ห์ในตัวเอง ไม่ได้ดูเป็นตัวละครที่ร้องโอดโอยให้แต่พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย (จริงอยู่นะคะในเ่ล่มนี้ สุดท้ายแล้วก็เป็นเดเร็คนั่นแหละที่ต้องออกโรงมาช่วยเธอทุกครั้ง แต่การดำเนินเรื่องกลับไม่ทำให้แม็กซ์รู้สึกสิ้นหวังกับความไม่ได้เรื่องขอ งอลิสา) ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทุกเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอ อลิสาไม่ได้แสวงหามัน อันที่จริงเธอไม่ได้ประพฤติตนดั่งเช่นนางเอกที่โง่จนสมควรตาย เธออาจเดินเข้าไปหาอันตรายเอง แต่ทุกครั้งมันมีคำอธิบายที่แม็กซ์ยอมรับได้

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า คนที่ไม่ได้อ่านเรื่อง Caught จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของเดเร็คมากนัก เพราะในเล่มนี้เดเร็คเปลี่ยนตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับอลิสา เขาไม่ใช่ตัวเขาที่คนอ่านรู้จัก (แต่มันก็ไม่ใช่การเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือนะคะ มันเป็นการเปลี่ยนชนิดที่ชายซึ่งตกหลุมรักเท่านั้นจะเป็นได้) ทำให้คนที่ไม่ได้อ่านเล่มแรกในชุด ที่ยังไม่เคยรู้จักคาแร็คเตอร์ของเดเร็ค จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีนัก แต่สำหรับคนที่อ่าน การได้เห็นชายที่ดูเหมือนจะไม่แยแสอะไร ออกอาการร้อนรนจะเป็นจะตายเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว มันก็สนุกดีค่ะ

คู่ของเดเร็คและอลิสาไม่ใช่คู่พระนางที่ถึงกับยอดเยี่ยมในโลกโรแมนซ์หรอก นะคะ แต่เป็นคู่ที่เหมาะสมกันดี นางเอกที่เปรียบเสมือนปารีส ฮิลตันในโรแมนซ์ กับพระเอกที่ไม่เคยอ่านข่าวสังคมมาพบกัน แม็กซ์เข้าใจถึงแรงดึงดูดของความแตกต่างในคู่นี้ (และมันเป็นพล็อตที่เจมี่คนแต่งใช้อีกแล้ว)

ในส่วนของประเด็นการสืบสวน แม็กซ์ไม่ชอบวิธีการที่ให้คนร้าย (สปอยล์) มาคลั่งไคล้อลิสาจนเพี้ยน มันเป็นพล็อตโบราณมากที่นักเขียนชอบใช้กัน จนแม็กซ์รู้สึกว่า มันโบไปแล้วน่ะ ไม่เข้าใจว่าทำไม นางเอกมีดีตรงไหน ถึงต้องมารุมคลั่งกันอย่างนี้ มันน่ารำคาญพอ ๆ กับการเขียนให้นางเอกเป็นคนดี แต่ไม่มีใครรักเธอเลยแหละ

อาการขาดความรักของนางเอกเป็นส่วนที่ทำให้แม็กซ์ไม่ค่อยมั่นใจในโรแมนซ์ของ ทั้งอลิสาและเดเร็คนัก เพราะเราไม่แน่ใจว่า ที่เธอเลือกเดเร็คเป็นเพราะเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่รักเธอ หรือเพราะเขาเป็นผู้ชายที่เธอรัก แต่ในขณะเดียวกัน แม็กซ์ค่อนข้างเชื่อว่าอลิสาเป็นผู้หญิงที่เดเร็คต้องการ และเหมาะกับเขาอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เขากระทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาตลอดชีวิต

โดยรวมหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มต่อที่น่าอ่าน และยิ่งทำให้แม็กซ์อยากอ่านเล่มสุดท้าย (หรือเปล่า ไม่แน่ใจนะคะ คิดว่าถ้าขายดี คนแต่งคงจะขยายชุดเป็นแน่) ที่เป็นเรื่องราวของแดนนี่ พี่ชายคนโดตที่แหกกฎการเป็นพี่ชายคนโตทั้งหมด ด้วยการที่ไม่ใช่คนที่บ้าความรับผิดชอบ และห่ามน่าดู

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่ 70

Kiss me While I Sleep // Linda Howard

หลังจากถูกดองมานานถึงห้าปี ในที่สุดหนังสือเล่มนี้ถูกหยิบมาอ่าน มันไม่ใช่ความรู้สึกผิดของแม็กซ์หรอกนะคะที่ลงทุนซื้อฉบับปกแข็งมา (แต่ไม่ได้อ่านจนปกอ่อน และฉบับแปลกำลังจะออกขายแล้ว) แต่เป็นเพราะการเขียนรีวิวของคุณบีแห่งสำนักพิมพ์แก้วกานต์ที่นี่

แม็กซ์ก็รู้นะคะว่ามันเป็นการโฆษณาอย่างนึง (ก็แหมเขาอุตส่าห์ซื้อลิขสิทธิ์แล้วแปลขายนี่) แต่การบรรยายเนื้อเรื่อง และตัวละครทำให้เรารู้สึกว่า เรื่องนี้น่าอ่านมาก ดังนั้นพออ่านเรื่อง First Comes Marriage จบ ก็เลยหยิบเล่มนี้มาอ่านต่อทันที

และก็บอกได้ตั้งแต่เปิดเรื่องค่ะ ว่าเล่มนี้แตกต่างไปจาก FCM มาก และไม่ใช่แค่เรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติคสืบสวน ในขณะที่อีกเล่มเป็นแนวย้อนยุคนะคะ จังหวะในการดำเนินเรื่องก็คนละเรื่องกันเลย

แต่ก็เช่นเดียวกัน หนังสือแต่ละเล่มล้วนมีจังหวะของมันเอง และมีเสน่ห์ในตัวเอง เล่มนี้ก็เป็นเช่นนั้น

Kiss Me While I Sleep ของลินดา โฮเวิร์ด

หนังสือเรื่องนี้ถูกโฆษณาว่าเป็นเล่มที่สามในชุด (ต่อเนื่องกับ Kiss and Tell, และ All the Queen's Men) แต่ส่วนเกี่ยวข้องเดียวของเล่มนี้กับเล่มอื่นก็คือ ตัวเอกที่เป็นสายลับซีไอเอ และตัวละครที่ชื่อแฟรงค์ วินเนย์ (ถ้าใครจะจำเขาได้) เท่านั้นเอง ดังนั้นแม็กซ์จึงบอกได้เลยว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือสองเล่มแรกหรอกนะคะ คุณก็สามารถหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่านได้อย่างรู้เรื่องแน่นอน

ลิลี่ แมนส์ฟิลด์เป็นนักฆ่ารับจ้างที่ทำงานให้กับซีไอเอ แต่งานที่เธอเพิ่งทำเสร็จลงไปไม่ใช่งานที่ซีไอเอจะอนุมัติ เพราะซัลวาตอเร่ เนอฟ์วีที่แม้จะเป็นอาชญากรชั่วช้า แต่เขาก็ยังมีประโยชน์ต่อซีไอเอเป็นอย่างสูง มันไม่สำคัญหรอกว่าซัลวาตอเ่ร่คือคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของเพื่อนสนิท สองคนของลิลลี่ และที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาคือคนที่ออกคำสั่งฆ่าเด็กสาวที่เปรียบเสมือนลูกสาวของเธออีก และนั่นเป็นความผิดที่ลิลลี่ไม่อาจให้อภัยได้

และแม้จะต้องแลกด้วยชีิวิต ลิลลี่ก็จะต้องแก้แค้น ดังนั้นเมื่อแผนการวางยาพิษซัลวาตอเร่ดูจะไม่เป็นผล เพราะเขาปฏิเสธที่จะดื่มไวน์ที่เจือยาพิษ หากลิลลี่ไม่ดื่ม เธอแม้จะรู้ว่ามันมีอันตราย และอาจทำให้เธอตายได้ ลิลลี่ก็ดื่มมัน

แผนการสำเร็จ ซัลวาตอเร่ตาย แต่มันก็ทำให้ลิลลี่เจ็บหนัก เธออาจจะรอดแต่ร่างกายของเธอไม่แข็งแรงเหมือนเก่า มีรอยรั่วในหัวใจของเธอ ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยด่วย แต่ลิลลี่ไม่อาจรอเวลาได้ เพราะแม้หัวหน้าขององค์กรที่สั่งฆ่าได้ตายลงไปแล้ว แต่ลูกชายของเขาก็ยังคงอยู่ และเธอต้องการทำลายทุกอย่างที่พวกเนอฟ์วีมี

การกระทำของลิลลี่สร้างความตื่นตระหนกให้กับซีไอเอ พวกเขากลัวว่าเธอจำทำลายเครือข่ายสายลับของซีไอเอที่สร้างไว้กับพวกเนอฟ์วี แฟรงค์ วินเนย์จึงส่งตัวสายลับมือเอกอย่างลูคัส สเวนไปยังปารีสเพื่อจัดการกับปัญหาที่ชื่อว่าลิลลี่นี้เสีย

แต่ลูคัสไม่ใช่สายลับอย่างที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็นกัน เขาไม่ใช่เจมส์ บอนด์ที่เคร่งขรึมและไร้อารมณ์ขัน ลูคัสเป็นด้านที่ตรงข้ามของลิลลี่ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นเขาเลือกที่จะใช้วิธีที่ไม่เหมือนใคร เพราะแทนที่จะจับตัวเธอทันทีที่หาเธอพบ ลูคัสกับยื่นข้อเสนอช่วยเหลือลิลลี่ในภารกิจของเธอ และอย่างช้า ๆ หนุ่มเท็คซัสคนนี้ก็ได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ในหัวใจที่ดูเหมือนจะปิดตายไปแล้ว ของลิลลี่ได้

จุดเด่นที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ คาแร็คเตอร์ค่ะ โดยเฉพาะด้านที่แตกต่างกันมากของลูคัสและลิลลี่ เพราะแม้ทั้งสองจะทำงานในโลกด้านมืดของการเป็นนักฆ่าและสายลับ ทั้งสองก็มีวิธีการจัดการกับชีวิตส่วนตัวที่แตกต่างกัน ลิลลี่ซึ่งเป็นนักฆ่าถอนตัวออกจากโลก และตัดความสัมพันธ์กับทุกคนที่มีความหมาย นอกจากเพื่อนทั้งสอง และลูกสาวบุญธรรมของพวกเขา เด็กสาวที่ลิลลี่ช่วยชีวิตมาจากการปฏิบัติภารกิจครั้งนึง เด็กที่ลิลลี่ดูแลมาตลอด และเมื่อทั้งหมดถูกฆ่าตาย แรงยึดเดียวที่ลิลลี่มีต่อโลกใบนี้ก็ขาดผึงลง เธอไม่แคร์การมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ชีวิตทั้งหมดมีเพื่อแก้แค้น

ส่วนลูคัสดูเหมือนจะใช้การเป็นสายลับเป็นบันไดแห่งการเติบโต จากเด็กหนุ่มที่เข้าสู่ธุรกิจแห่งเงามืดเพราะต้องการความตื่นเต้น ลูคัสเติบโตขึ้นเป็นชายผู้รู้จักชีวิต และรับผิดชอบ แน่ล่ะเขาเสียใจกับการกระทำในอดีต แต่ก็รู้ว่าบางอย่างมันก็ไม่อาจแก้ไขได้ เขาก็แค่ทำสิ่งที่เหลือให้ดีที่สุด อย่างที่บอกนะคะลูคัสเป็นด้านตรงข้ามของลิลลี่ และเขาก็เข้ามาในชีวิตของเธอ ในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด

เพราะนอกจากเขาจะเป็นคู่หูในปฏิบัติการ เขายังนำรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมาให้เธอ และก็คือเขาที่นำชีวิตกลับมาให้กับลิลลี่อีกครั้ง

ในแง่นึงลูคัสเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังสือของลินดา โฮเิวิร์ดเท่าไหรนัก หรืออย่างน้อยคุณก็ไม่เห็นในตัวพระเอก เพราะเขาไมไ่ด้ออกอาการอัลฟ่า หรือหัวดื้อถือตัวเองเป็นใหญ่เลยสักนิด และมันก็เหมาะกับเนื้อเรื่อง เพราะลิลลี่ในเรื่องนี้ก็แข็งมากพอแล้ว แต่ลูคัสก็ไม่ใช่พระเอกสไตล์เบต้าหรอกนะคะ เขาเป็นสายลับซีไอเอ และมีความสามารถทุกอย่างที่สายลับควรมี เหนืออื่นใด เขานับถือลิลลี่ และนี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเอกจะคิดต่อนางเอกได้

จะว่าไปบทบาทของพระเอกและนางเอกในเล่มนี้ออกจะสลับกันอยู่นะคะ เพราะเป็นพระเอกที่ดึงนางเอกออกมาจากด้านมืด และช่วยให้เธอกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า หนังสือโรแมนติกสืบสวนเล่มนี้ ส่วนของโรแมนติกสอบผ่านค่ะ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสักพักใหญ่เลยล่ะ กว่าพระนางจะได้พบหน้ากัน (แต่ก็เป็นฉากการพบที่ช่างน่าตื่นเต้นอย่างมาก เมื่อลูคัสพุ่งรถเข้าไปขวางระหว่างลิลลี่กับมือปืนที่หมายมั่นเอาชีวิตของ เธอ)

ส่วนของสืบสวนต่างหากที่รบกวนใจของเรา ปกติแม็กซ์จะไม่ค่อยเรื่องมากกับพล็อตส่วนสืบสวน ซึ่งในกรณีนี้คือพล็อตที่เป็นทริลเลอร์ เพราะไม่มีการสืบสวนค่ะ เรารู้อยู่แล้วว่าผู้ร้ายเป็นใคร แต่เป็นการปฏิบัติภารกิจของลิลลี่มากกว่า แต่เล่มนี้คงเป็นเพราะการโฟกัสอย่างมากของลิลลี่ในการแก้แค้น ทำให้เรารู้สึกว่า หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้มันง่ายเกินไป

เพราะสำหรับคนที่กร้านโลกและมองโลกด้วยสายตาตายด้านอย่างลิลลี่ แม็กซ์รู้สึกไม่ค่อยเชื่อนักที่จู่ ๆ เธอจะไว้ใจลูคัสทั้งที่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร โดยให้เขามาร่วมปฏิบัติการด้วย จริงอยู่ที่เธอกำลังต้องการความช่วยเหลือ และเขาก็เข้ามาในเวลาที่เหมาะเจาะ แต่เราคิดว่า คาแร็คเตอร์ของลิลลี่น่าจะระวังตัวมากกว่านี้ (แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะคิดถูกที่ให้ลูคัสมาช่วยนะคะ แต่ในเวลาที่เจอกับเขา ลิลลี่กำลังหนีการตามล่า และไม่น่าจะไว้ใจใครง่าย ๆ)

แม็กซ์ชอบการสรุปเรื่องตอนจบ ที่เฉลยว่า แท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นยังไง เราคิดว่ามันเสียดสีดี (สปอยล์) ที่สุดท้ายแล้วคนที่บ่อนทำลายอาณาจักรเนอฟ์วีก็คือ คนที่จะได้ประโยชน์จากมันมากทีุ่สุด และเขาทำไปก็เพราะผู้หญิงคนเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า งานของลิลลี่ง่ายเกินไปหน่อยนะคะ เธอเสียสละไปมากเพื่องานนี้ เราจึงอยากให้มันเป็นงานที่ยากลำบาก (กว่านี้) เพื่อที่ทุกอย่างที่ลิลลี่ลงทุนไปดูคุ้มค่ามาก ๆ (เข้าใจลอคจิกของเราไหมคะ)

ปัญหาที่แม็กซ์มีต่อเล่มนี้ คงเพราะเรายังตัดสินใจไม่ได้น่ะค่ะว่า เรากำลังอ่านโรแมนซ์อยู่ หรือว่าอ่านทริลเลอร์ เพราะเรื่องนี้มันเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง ปัญหาการคือ การเป็นอย่างนึงมันจะทำให้อีกส่วนหนึ่งดูไม่ครบถ้วน ในแง่ของโรแมนซ์เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีค่ะ (แม้มันจะไม่ใช่โรแมนซ์ชนิดที่พระนางตัวติดกันตลอดเวลา) ลิลลี่เมื่อเลือกที่จะไว้ใจลูคัส เธอก็ไว้ใจเขาอย่างหมดใจ แม้กระทั่งตอนที่เธอคิดว่าเขาทรยศ เธอก็ยังรักเขา แต่ถ้าคิดในแง่ของทริลเลอร์ ยังมีหลายอย่างที่แม็กซ์ไม่ค่อยเชื่อนัก

แต่ในเมื่อบลอกนี้เป็น Mostly Romance เราก็จะเน้นในโรแมนซ์แล้วกันนะคะ ดังนั้นจึงสรุปว่า แนะนำให้อ่านกันดูแล้วกัน หนังสือเล่มนี้ไม่เหมือนกับเล่มไหนของลินดา โฮเวิร์ดที่อาจจะดูมีด้านมืดที่มากกว่า แต่การเดินทางออกจากด้านมืดของลิลลี่มาสู่แสงสว่าง (ด้วยความรักของพระเอก) ก็เป็นการเดินทางที่แฟนโรแมนซ์น่าจะชื่นชอบค่ะ

Wednesday, March 4, 2009

Close to You // Christina Dodd

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่าเก็บค้างนานหลายปีค่ะ (ตั้งแต่ปี 2005) ที่แม็กซ์ปฏิญาณกะตัวเองว่าจะไม่ยอมอ่านจนกว่าคริสติน่า ดอจจ์จะเขียนเรื่องราวของตัวละครสุดท้ายที่เหลือเอาไว้ในเล่มนี้ออกมาเสียที

สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับเรื่องชุดนี้ก็ขอท้าวความย้อนอดีตนิดหน่อยแล้วกัน

คริสติน่า ดอจจ์ซึ่งเป็นนักเขียนแนวย้อนยุคที่มีชื่อเสียงพอตัว ได้หันมาเขียนหนังสือชุดแนวปัจจุบันโดยใช้ชื่อชุดว่า Lost Texas Hearts ซึ่งเป็นเรื่องราวของพี่น้องสามสาวในตระกูลเพรสค็อตต์ที่พ่อและแม่ถูกกล่าว หาว่ายักยอกเงินของโบสถ์หนีไป ก่อนที่จะรถคว่ำตายทั้งคู่ ทำให้ทั้งสามสาวถูกจับแยกกัน และถูกส่งไปเลี้ยงดูโดยไม่ได้มีโอกาสได้พบหน้ากันอีกเลย เรื่องราวในชุดทั้งสามเล่มเล่าเรื่องราวของสาวน้อยแต่ละคนที่พยายามต่อสู้ ชีวิต และค้นหาพี่น้องของตัวเองให้พบ โดยรวมแม็กซ์ชอบหนังสือชุดนี้มากค่ะ

แต่นอกจากสามสาวพี่น้องแล้ว ก็ยังมีกาเบรียลซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของตระกูลเพรสค็อตต์ ในชุดเขาเป็นตัวละครที่ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญไม่น้อย แต่เรื่องราวของเขาไม่เคยถูกเล่าออกมา นั่นเพราะคริสติน่าเปลี่ยนสำนักพิมพ์จากที่เคยเขียนให้กับสนพ. พ็อตเก็ต ไปเขียนให้กับสนพ.ซิกเน็ต เธอจึงไม่ได้เขียนเรื่องของกาเบรียลออกมา

กระนั้นเธอก็ยังให้ความหวังแฟนหนังสือโดยบอกว่า เธอจะนำกาเบรียลไปเป็นตัวละครในนิยายชุดใหม่ของเธอ ซึ่งก็คือ The Fortune Hunter ด้วย

สำหรับแม็กซ์แล้ว มันไม่ใช่ข่าวที่เราอยากจะเชื่อนัก เราเจอนักเขียนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับคริสติน่า และเข้าใจนะคะว่า มันยากที่จะเปลี่ยนสนพ. แล้วจะเริ่มต้นเขียนเรื่องราวของตัวละครที่ทิ้งค้างมาจากสนพ.เดิม สนพ.ส่วนใหญ่มักไม่ต้องการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชุดที่พิมพ์อยู่กับอีกสนพ. นึง (เพราะเหมือนตัวเองไปทำการตลาดให้อีกสนพ.) บอกตามตรงว่าไม่ค่อยอยากเชื่อคำพูดของคริสติน่าเท่าไหร (แต่ไ่ม่ได้โกรธอะไรเธอหรอกนะคะ)

ดังนั้นเราจึงตั้งใจเอาไว้ว่า จะไม่อ่าน Close to you เล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสามในชุด Lost Texas Hearts จนกว่าเรื่องของกาเบรียลออกขาย

เวลาผ่านไปสี่ปี ในที่สุดเรื่องของกาเบรียลก็ออก และแม็กซ์ก็ได้ฤกษ์เปิดหนังสือเล่มที่เราบอกตามตรงว่าอยากอ่านมากเรื่องนึง

Close to you ของคริสติน่า ดอจจ์

อย่างที่บอกค่ะ เล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Lost Texas Hearts บอกเล่าเรื่องราวของน้องนุชสุดท้องอย่างเคทลิน เพรสค็อตต์ ที่เป็นเพียงเด็กวัยสิบเดือนในเวลาที่พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิต เคทลินถูกพรากออกจากอ้อมอกของพี่สาวที่รักเธออย่างโฮป และเพพเพอร์ แต่ก็ยังเป็นโชคของเธอที่ผู้อุปการะเลี้ยงดูเธอมาเป็นอย่างดี

ในนามของเคท มอนต์โกเมอรี่ เธอเป็นนักข่าววัยยี่สิบสี่ปีผู้มีอนาคตไกล เธอเริ่มต้นทำงานในสถานีโทรทัศน์ขนาดเล็ก แต่แล้วการรายงานข่าวพายุเฮอลิเคนก็ทำให้เธอเป็นที่เตะตาของศัตรูในอดีต คนที่คลั่งไคล้เธออย่างมาก

มากขนาดที่จะวางแผนและนำตัวเธอกลับมาทำงานใกล้ชิดกับเขา เคทเริ่มต้นทำงานในฐานะนักข่าวสายการเมืองซึ่งทำให้เธอได้มีโอกาสได้รู้จัก ผู้ทรงอิทธิพลหลายคน แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนตามปองร้ายเธอเช่นกัน และนั่นนำเคทไปรู้จักกับทีค รามอสซึ่งกลายมาเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยแก่เธอ ซึ่งเช่นเดียวกับเรื่องแนวโรแมนติคสืบสวนทั่วไป หญิงสาวผู้ตกอยู่ในอันตรายก็ตกหลุมรักบอดี้การ์ดของเธอ

ในแง่ของพล็อตมันแทบจะไม่มีอะไรใหม่เลย แต่อาจเพราะนี่เป็นสูตรสำเร็จที่แม็กซ์ชอบอยู่ก็เป็นได้ มันถึงไม่ได้เป็นปัญหาแก่เราในการอ่านเล่มนี้ เราชอบคาแร็คเตอร์ของทั้งเคทลินและทีค ที่มีความลึก และมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง การกระทำที่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนฉลาดทำ (อย่างการที่เคทตัดสินใจเดินทางไปโฮบาร์ตตามลำพัง) แต่เป็นการกระทำที่เราเข้าใจได้ (ในเมื่อเธอไม่รู้ว่ามีอันตรายรอคอยอยู่) เรื่องราวอาจจะขาดความลึกไปบ้างในส่วนของภูมิหลังของทีค ที่เราคิดว่าน่าจะมีประเด็นให้เล่นได้มากกว่านี เพิ่มความลึกซึ้งให้กับคาแร็คเตอร์ของเขา แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เรื่องราวเสียหาย ทีคยังคงเป็นตัวละครที่น่าจดจำ

ปัญหาที่เราพบกลับเป็นตัวร้าย สำหรับเรื่องราวที่ต้องอาศัยหนังสือสามเล่มในการค้นหาคนร้ายผู้นี้ แม็กซ์รู้สึกว่าทุกอย่างมันง่ายดายเกินไป ผู้ร้ายไร้ประสิทธิภาพเกินไป เมื่อคิดว่าต้องอาศัยพระเอกนางเอกจากเล่มหนึ่ง สอง และสามในการเอาชนะเขา คนร้ายดูไม่น่าจะมีแววเก่งอะไรเลย ไม่น่าที่จะอยู่เบื้องหลังการกระทำที่เลวร้ายหลายอย่าง (ที่ไม่เฉพาะแยกครอบครัวเพรสค็อตต์ออกจากกันเท่านั้น แต่ยังแบล็คเมลล์ผู้มีอำนาจใหญ่โตมากมาย) แม็กซ์อ่านไปทั้งเรื่อง ไม่เห็นจะเจอเลยว่าผู้ร้ายมีลูกน้องที่ทำงานแทนตัวเอง ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น เขาทำตามลำพัง และเมื่อคิดถึงฐานะ และความยิ่งใหญ่ที่เขาเป็น มันไม่น่าเชื่อค่ะว่าจะไม่มีลูกน้อง

แล้วยังเรื่องโกหกที่เขาสร้างสรรขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นวันครบรอบแต่งงาน จำนวนปีที่แต่งงาน มันไม่น่าเชื่อว่าคนร้ายจะมองข้ามจุดพวกนี้ไป เพราะเขาโกหก โดยจัดงานครบรอบแต่งงาน ทั้งที่ยังไม่ถึงวันนั้น แถมโกหกเรื่องจำนวนปีอีก งานเลี้ยงนั้นใหญ่โต เป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ มันเสี่ยงเกินไปสำหรับวุฒิสมาชิคที่จะทำอย่างนั้น คนอเมริกันไม่ชอบให้นักการเมืองของตัวเองโกหก เขาไม่น่ามองข้ามจุดนี้ไปน่ะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเรื่องพยายามนำเสนอว่า นี่แหละคือตัวร้ายสูงสุดที่ทั้งเลวและชั่วชนิดที่ใครก็เอาผิดเขาไม่ได้

สรุปก็คือ เป็นตัวร้ายที่ไร้น้ำยาค่ะ

และนั่นทำให้ตัวเอกดูไม่เก่งเท่าที่ควร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายค่ะ

ส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คงเป็นการเอาตัวละครจากเล่มก่อนมามีบทบาท ช่วยกันในการวางแผนเพื่อเอาผิดคนร้าย เรื่องชอบความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของสามสาวพี่น้องที่น่ารักมาก

แต่คงเป็นเพราะเรามีงานของคริสติน่าที่ชอบมากกว่าเล่มนี้อยู่หลายเล่มก็ได้ มั้งคะ เราจึงไม่รู้สึกว่าเล่มนี้เป็นผลงานที่โดดเด่นอะไรนัก (ซึึ่งมันก็ไม่ใช่ความผิดของนักเขียนหรอกค่ะ ที่เขียนหนังสือให้แม็กซ์ชอบได้เยอะมาก) คะแนนเล่มนี้จึงอยู่ที่ 70

ป.ล. สำหรับคนที่สนใจเรื่องของกาเบรียลอยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า Danger in Red Dress

Crossfire // JoAnn Ross

วันนี้อัพบลอกช้ากว่าปกติค่ะ เพราะมีงานเลี้ยงรวมรุ่นเพื่อนสมัยมัธยม ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอสมควร เพราะพวกเราไม่ได้เจอกันชนิดเยอะขนาดนี้มานานมากแล้ว และก็เช่นเดียวกับทุกอย่างที่เวลาทำให้การกลับมาพอกันอีกครั้งเป็นเรื่องน่า สนใจมาก

ดังนั้นจึงไม่ผิดปกติเลยที่แม็กซ์จะบรรจงแต่งตัวแต่งหน้าเสียเช้งกระเด๊ะ เพราะไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่าการได้พบเพื่อนเก่าแล้วคุณดูแย่กว่าเดิม ว่าไหมคะ

งานเลี้ยงจบลงด้วยดี แต่บางครั้งแม็กซ์รู้สึกเหมือนกันว่า มันเป็นการใส่หน้ากากเข้าหากัน โดยเฉพาะกับเพื่อนที่ไม่ค่อยจะสนิทกันนัก พวกเราจะพูดกันถึงเรื่องนอกกาย ราวกับพยายามเอาทุกอย่างในชีวิตมาอวดกัน ฉันทำงานที่นั่นที่นี่ และประสบความสำเร็จในชีวิตขนาดไหน

นั่นทำให้แม็กซ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของงานแบบนี้เหมือนกัน เพราะกับเพื่อนที่สนิทกันอยู่แล้ว พวกเราพบกันเสมอ และสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่กับงานที่มีสเกลใหญ่อย่างนี้ (กับเพื่อนทั้งรุ่นที่เรียนจบโรงเรียนเดียวกัน) เรารู้สึกว่า มันจำเป็นด้วยเหรอ เพราะเมื่องานจบลง พวกเราก็ลืมมันไป อาจจะสะใจนิดหน่อยที่ตัวเองอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าเืพื่อนคนอื่น ดีใจที่เห็นคู่แข่งในสมัยมัธยมมีชีวิตที่เรามองว่าแย่กว่าเรา

จบเรื่องบ่นนะคะ กลับมาเข้ารีวิวประจำกันดีกว่า

Crossfire ของโจแอน รอสส์

แม็กซ์ไม่ได้ตั้งความหวังมากมายอะไรกับการอ่านหนังสือเล่มนี้เลยนะคะ เพราะอ่านงานของโจแอนมาหลายเล่ม ไม่มีเล่มไหนโดดเด่นจนน่าจำจด

สำหรับหนังสือเล่มนี้ก็อาจจะเข้าข่ายเดียวกันก็ได้ แม้กซ์ไม่มั่นใจว่าหลังจากนี้ไปสองเดือน เราจะยังจำเรื่องราวในเล่มนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยในระหว่างที่อ่านเล่มนี้ เราก็รู้สึกลุ้นไปกับเนื้อเรื่องตลอดเล่ม ซึ่งนี่ถือเป็นพัฒนาที่ดีขึ้นมากแล้วล่ะสำหรับโจแอน รอสส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด High Risk ซึ่งแม็กซ์ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มันหมายความว่าอะไร เพราะมันไม่ใช่ชื่อบริษัท หรือหน่วยงานที่ตัวเอกสังกัดอยู่เลย แต่คิดว่าคงจะเป็นนิยายที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทที่ชื่อว่า ฟินิกซ์ ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยชั้นหรูที่ทำงานคุ้มกันบุคคลผู้มีชื่อเสียง และงานอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ซึ่งบริษัทแห่งนี้ตัวเอกของหนังสือทั้งสองเล่มในชุดต่างทำงานให้ (แม้ว่าในเล่มแรก พระเอกของเราจะยังไม่ได้เข้าทำงานในบริษัทนี้หรอกนะ) แต่ก็นั่นแหละ เพราะเนื้อเรื่องของเล่มนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบ.ฟินิกซ์สักนิดเดียว

เรื่องเปิดตัวได้อย่างน่าอ่าน เมื่อมีมือปืนออกไล่ล่าฆ่าคนอย่างไม่เลือกในเมืองซัมเมอร์เซ็ต ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนักศึกษาวิชาทหารชื่อดังของอเมริกา นายทหารระดับสูงสองคนถูกฆ่าตายภายในวันเดียว และนั่นดึงเอาเคท คาเวนนอร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ในฐานะเจ้าหน้าพิเศษแห่งเอฟบีไอ ในคดีฆาตกรรมที่สองที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวิชาทหารชื่อดังแห่งนั้น เคทก็ได้พบกับควินน์ แม็คเคด อดีตทหารหน่วยซีลที่ปลดประจำการ โดยปัจจุบันควินน์เป็นนักเขียนนิยายชื่อดัง ในขณะเดียวกับที่ทำงานพาร์ทไทม์ให้กับบ.ฟินิกซ์ ไปพร้อมกับเป็นอาจารย์พิเศษในโรงเรียนดังกล่าว ควินน์ซึ่งยังเป็นนักแม่นปืนประจำหน่วยซีลอยู่ในเหตุการณ์ฆาตกรรมศพที่สอง ด้วย ลูกปืนวิ่งผ่านศีรษะของเขาไปเพียงนิดเดียว และปลิดชีพเพื่อนอาจารย์คนนึงในโรงเรียน และนั่นนำควินน์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีนี้อย่างไม่อาจเลี่ยงได้

แต่ควินน์และเคทไม่ใช่คนแปลกหน้าระหว่างกัน ควินน์เคยออกเดทกับเพื่อนร่วมห้องของเคทในสมัยที่เธอเรียนมหาวิทยาลัย และเมื่อตอนที่เคทเพิ่งหย่าขาดจากสามีใหม่ ๆ และยังเจ็บปวดกับการเลิกร้างครั้งนั้น เคทก็ยังเผลอใจมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งชั่วข้ามคืนกับควินน์อีก ความสัมพันธ์ที่เคทพยายามลืมว่ามันเกิดขึ้น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ควินน์ถวิลหาอยู่เรื่อยมา

การที่ต้องมาทำงานร่วมกันทำให้ทั้งสองมีโอกาสที่จะได้รู้จักกันอย่างลึก ซึ้งมากขึ้น แม็กซ์ชอบพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวเอกค่ะ มันแตกต่างจากหนังสือหลายเรื่องของโจแอนที่ดูเร่งเร้ามากเกินไป เราพบว่าในเรื่องนี้จังหวะของความสัมพันธ์เป็นไปอย่างสอดคล้องกับเนื้อ เรื่อง และทำให้ดูน่าเชื่อมาก ๆ ว่าทั้งคู่มีใจให้กันอย่างแท้จริง

จุดอ่อนที่แม็กซ์ไม่ชอบงานเรื่อง Freefall ของโจแอน ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดก็คือ จังหวะการมีความสัมพันธ์ระหว่างพระนางดูไม่น่าเชื่อ และไม่ถูกที่ถูกเวลาสำหรับเรื่องแนวโรแมนติคสืบสวน แต่ในเล่มนี้โจแอนทำได้ดี และนั่นทำให้เรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้น่าอ่าน แม้ว่าเรื่องราวในส่วนสืบสวนจะยังทำได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อเฉลยตัวคนร้ายออกมาแล้ว ดูจะกลายเป็นแอนตี้ไคลแม็คซ์ไปซะงั้น

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าจะจดจำเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่อาจะเป็นเพราะว่าเล่มนี้เ็ป็นเรื่องของโจแอน รอสส์ที่เราคิดว่าเธอมีพัฒนาการในทั้งส่วนของคาแร็คเตอร์ และจังหวะในการดำเนินเรื่องขึ้นอย่างชัดเจน เราจึงมองหนังสือเล่มนี้ด้วยสายตาที่อ่อนโยนพอควรเลยล่ะ

คะแนนที่ 63

Monday, February 16, 2009

Hot Night // Shannon McKenna

เพิ่งอ่านเรื่องนี้จบไปแบบสดสดร้อนร้อน นั่นก็คือเรื่อง Hot Night ของแชนน่อน แม็คเคนน่า ซึ่งเป็นนักเขียนที่เราชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่ง หนังสือเรื่องนี้เราค่อนข้างตั้งหน้าตั้งตารอคอยนะคะ เพราะเข้าใจผิดคิดว่ามีพล็อตเรื่องแบบที่เราชอบ

คงเห็นคำว่าเข้าใจผิดที่เราพิมพ์ไป

ความเข้าใจผิดของเราก็คือคิดว่าหนังสือเรื่องเป็นเรื่องแนวผจญภัยหา สมบัติเรือสแปนิชโบราณ นางเอกเป็นนักโบราณคดี ส่วนพระเอกเป็นนักผจญภัย แต่เมื่อหยิบหนังสือมาอ่านเราก็พบว่าเราคิดผิดทั้งหมด

เริ่มตั้งแต่นางเอกไม่ใช่นักโบราณคดี แต่เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดหาเงินทุนของพิพิธภัณฑ์ที่กำลังแสดงโชว์สมบัติจาก เรื่องสแปนิชโบราณ ส่วนพระเอกก็เป็นช่างกุญแจ

ใช่แล้ว คุณไม่ได้ตาฝาด พระเอกเรื่องนี้เป็นช่างกุญแจ

ทั้งสองได้พบกันเมื่อนางเอกลืมกุญแจไว้ในบ้านของตัวเอง และต้องโทรศัพท์ตามช่างกุญแจมาช่วยสะเดาะกลอน และพระเอกของเราก็มา ตามแนวของแชนน่อนอาการเจอกันครั้งแรกก็ร้อนแรงสมชื่อเรื่อง พระเอกของเราไม่ต้องการเงินค่าสะเดาะกุญแจ แต่ขอแลกเป็นเบอร์โทรศัพท์และจุมพิตจากนางเอก

เท่าที่อ่านงานของแชนน่อนมา เราว่าเรื่องนี้เป็นงานที่ดีที่สุดของเธอค่ะ เฉือนชนะเรื่อง "กลับมาหาฉัน" (Return to me) ได้นิดเดียวเอง ที่ชอบเรื่องนี้มากเพราะเรามองว่านี่เป็นพัฒนาการก้าวสำคัญของผู้แต่ง ในที่สุดเธอก็เขียนพระเอกที่ไม่มีอาการเหมือนคนเป็นโรคจิต และนางเอกที่มีกระดูกสันหลังมากพอจะกล่าวคำว่าไม่ กับพระเอกได้

เรื่องนี้เราชอบแซน (คิดว่าอ่านอย่างนี้นะ เพราะพระเอกชื่อเต็มว่าอเล็กแซนเดอร์) เขาเป็นผู้ชายที่มีภูมิหลังแต่ไม่ปล่อยให้มันมีอิทธิพลเหนือการกระทำของตัว เอง เราชอบที่เขาพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้คู่ควรกะนางเอก ชอบที่เขายังคงรักษาความดิบเถื่อนตามสไตล์พระเอกของแชนน่อนเอาไว้โดยไม่ดู เหมือนพวกโรคจิต

เราชอบแอ็บบี้นางเอก แม้ว่าจะน้อยกว่าแซนมาก ชอบที่เธอมีสติมากพอ และใจร้ายกับพระเอก แม้ว่าหลายครั้งเรารู้สึกว่ามันเกือบจะข้ามเส้นไป เธอเคยมีประสบการณ์กับผู้ชายที่ผิดพลาด และพยายามเรียนรู้จากมัน เธอมีรายชื่อคุณสมบัติผู้ชายในสเป็คยาวเหยียด และเกือบทุกข้อไม่ใช่สิ่งที่พระเอกของเรามี เธอพยายามปฏิเสธเขา และนี่เองเป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือเรื่องนี้น่าอ่าน เพราะแซนไม่ยอมแพ้โดยง่าย เขาตามตื้อเธอแม้จะถูกปฏิเสธ

แน่นอนว่าอาวุธสำคัญที่พระเอกของเรามีก็คือประกายไฟวูบวาบที่ทั้งคู่มี ให้กัน ซึ่งก็เป็นไปตามชื่อเรื่อง มันกลายเป็นค่ำคืนแห่งความร้อนแรง เมื่อแซนยื่นข้อเสนอขอเป็นคนรักแบบลับกับนางเอก เขาบอกกะเธอว่า ไม่จำเป็นจะต้องพาเขาออกโชว์กับเพื่อนฝูง ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะทำให้เธอขายหน้า ขอแค่ให้ยอมรับเขาเป็นคนรักในความมืดกับเธอ

ผู้หญิงคนไหนจะปฏิเสธข้อเสนออย่างนั้นได้ แอ็บบี้ก็เช่นกัน

ธีมหลักของเรื่องก็คือการสอนนางเอกว่า ชายในฝันไม่จำเป็นจะต้องสมบูรณ์แบบ ผู้ชายที่มีคุณลักษณะตรงกับที่แอ็บบี้ต้องการ สุดท้ายก็กลายเป็นฆาตกรโรคจิต ในขณะที่ช่างกุญแจที่ทำงานกะดึกของเรากลับเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวที่เธอรอคอย มานาน

โดยรวมแล้วไม่ผิดหวังกับเรื่องนี้ค่ะ ไม่รู้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้ยินข่าวลือจากเพื่อนมาว่าเรื่องนี้ไม่สนุก หรือเปล่า ทำให้เราไม่ค่อยได้ตั้งความหวังเท่าไหร ทำให้พออ่านเข้าจริงจึงรู้สึกสนุกมาก

Crazy Hot // Tara Janzen (ฉบับภาษาไทย)

อ่านเรื่องนี้จบตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน แต่เมื่อวานเกิดอาเพศใหญ่ทำให้เข้าบลอคไม่ได้ก็เลยต้องหยุดไปวันนึงอย่างไม่ตั้งใจ

เรื่องนี้ (ชื่อภาษาไทยเป็นของสำนักพิมพ์นะคะ เราไม่ได้ตั้งเอง) แปลมาจากเรื่อง
Crazy Hot ของ Tara Janzen เป็นหนังสือไม่กี่เรื่องที่เราตั้งหน้าตั้งตารออ่านในฉบับภาษาไทย

ทำไมหรือ

เพราะเราชอบเรื่องชุดนี้มากน่ะสิ (ไม่น่าถาม)

คำตัดสินว่าไงงั้นหรือ เราคิดว่าแปลได้ดีค่ะ ซึ่งก็ไม่ผิดคาด เพราะนักแปลเรื่องนี้ถือว่ามีชื่อเสียงพอสมควรในวงการหนังสือโรแมนซ์ การแปลความถือได้ว่าถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ นอกจากจุดเล็กน้อยสองสามจุดก็ถือว่าดีค่ะ

เราไม่ได้ยกตัวเองเป็นท่านเปาตัดสินว่าหนังสือเรื่องไหนแปลดีหรือไม่ดีนะคะ เพราะว่าไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราวัดฝีมือการแปลจากมิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดของตัวเองก็คือ เราอ่านรู้เรื่องมากแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในวงการโรแมนซ์เพราะมีนักแปลหลายระดับ ตั้งแต่ไส้เดือนกิ้งกือไปจนถึงเทวดาบนสวรรค์ ถ้าคุณไม่เคยอ่านหนังสือที่แปลห่วย ลองมาอ่านโรแมนซ์สัก 10 เล่ม เชื่อได้เลยว่าจะต้องเจอสักเล่มสองเล่มที่เข้าขั้นห่วยขว้างติดกำแพง นักแปลบางคนเก่งขนาดแปลเรื่องสนุกให้เป็นเรื่องสงัด หนังสือสุดสนุกเป็นหนังสือสุดกร่อย

เป็นโชคดีของ Crazy Hot ที่ได้นักแปลมีฝีมือ

ถ้าไม่นับการไล่ตามห่านป่าในหน้า 30 ก็ถือว่าการแปลค่อนข้างสมบูรณ์แบบทีเดียว

หนังสือเรื่องนี้เป็นการเปิดตัวชุด The Mission (แม้ว่าหน้าปกภาษาไทยจะใช้ชื่อว่าชุด Crazy ก็ตาม) ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตแก็งค์โจรขโมยรถวัยกระเตาะที่เติบโตขึ้นมาแสบ ไม่แพ้กับอดีตวัยเด็ก แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติมากที่เด็กชายหน้าตาดี มีปัญหาทางบ้านจะมารวมกลุ่มกัน และโตขึ้นมาเป็นกลุ่มชายหนุ่มที่หน้าตาดี (ยังกะว่าเป็นไปได้ในชีวิตจริง ถามจริงเหอะถ้าเจอผู้ชายสุดหล่อคบกันเป็นเพื่อนสนิท คุณจะคิดว่าไง สำหรับเราแล้วเรดาร์เกย์ร้องลั่นเลย)

กลุ่มหนุ่มสุดหล่อ แสนเท่ห์เหล่านี้ทำงานให้กับหน่วยงานที่มิอาจเปิดเผยตัวได้ (อันนี้ไม่ใช่ข่าวลือ) มีหน้าที่พิทักษ์รักษาโลก ในภารกิจแรกควินน์ ยังเกอร์ที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บก็ได้มาเจอกะถ่านไฟเก่า ที่บังเอิญมาอยู่ผิดที่ผิดทาง

ตามสไตล์เรื่องชุดนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงแค่ข้ามคืน แต่นั่นจะเป็นค่ำคืนที่คุณเพลิดเพลินไปกับการผจญภัยของตัวละคร ได้ความรู้เรื่องรถขึ้นมาอีกเพียบ ได้อ่านฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ตามชื่อเรื่อง และที่สำคัญคุณจะได้พบกับกลุ่มตัวละครที่มีเสน่ห์ที่สุดกลุ่มหนึ่งในหน้า หนังสือ

Crazy Sweet // Tara Janzen

ชื่อนี้เราตั้งเองเลียนแบบชื่อภาษาไทยของหนังสือชุดนี้ที่เพิ่งออกมาได้เล่ม เดียว คนที่อ่านเล่มแรกแล้วกระโดดข้ามมาอ่านเล่มนี้เลยอาจจะรู้สึกงงกับชีวิตนิด หน่อย เพราะจะได้เห็นตัวละครที่ออกมามีบทบาทในเล่มแรกเป็นนายแบบภาพนู้ด ที่หลงรักนางเอกภาคแรก เปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็นสายลับสุดเท่ห์

ปกติเราไม่ชอบเรื่องที่เปลี่ยนแปลงบุคลิกตัวละครแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แบบนี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าการเอาทราวิส เจมส์มาแปลงกายกลับได้ผล อาจเพราะทาร่าไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วข้ามคืน ทราวิสมีเวลากว่า 4 เล่มก่อนจะกลายเป็นแองเจล ซึ่งเป็นโค้ดเนมของเขา โดยเฉพาะในเรื่องเครซี่ คิสที่เราได้เห็นสิ่งที่อยู่ในสมองของเขา ได้ยินความคิดของเขา และรู้เหตุผลที่เขาเลือกจากเปลี่ยนเส้นทางจากการเป็นผู้ช่วยชีวิต มาเป็นผู้พรากชีวิต

แต่ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงของทราวิสจะได้ผลสำหรับเรา หรือแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของกิลเลี่ยนนางเอกจากเลขานุการขี้อายกลายเป็นนัก ฆ่าสุดโหดก็จะได้ผลสำหรับเรา หนังสือเรื่องนี้กลับไม่ได้ผล นั่นเพราะว่าคนแต่งให้เวลากับตัวละครสองตัวนี้น้อยเกินไป มากกว่าครึ่งเรื่องเราได้เห็นความสัมพันธ์ของพระเอกนางเอกในเล่มถัดไป (ชื่อเรื่องแปลเป็นไทยว่ากำลังเพ่นพล่าน - On the loose) เราชอบซี. สมิท และอยากเห็นเรื่องของเขา แต่เราก็อยากรู้จักทราวิสและเรด ด็อกให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ซับซ้อนมากเพียงใด

อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมคนแต่งต้องเอาเข้ามาใส่ในเรื่องก็ คือ ตัวท่านลอร์ดชาวอังกฤษผู้ที่เป็นเจ้าพ่ออาชญากรรม โอเคเรายอมรับว่าหลงเสน่ห์ตัวละครที่ไม่ออกตัวนี้ไปไม่น้อย ก็แหมตรงสเป็คเราเลยล่ะ เป็นตัวร้าย (ที่เราคิดเองว่าจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น) เขาถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ชายในอดีตของนางเอก คนที่นางเอกมีความสัมพันธ์ด้วยแม้ในขณะที่ยังคบอยู่กับพระเอก เราไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมถึงต้องเอาตัวละครตัวนี้เข้ามาเกี่ยว เพราะอ่านจนจบเรื่องเราก็ยังรู้สึกว่า ไม่ออกก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกะเรื่องตรงไหน

อาจเพราะว่าเราผิดหวังที่ไม่ได้เห็นข้อสรุปในความสัมพันธ์ของทราวิสกะกิล เลี่ยน เราก็เลยรู้สึกผิดหวังมากกับเรื่องนี้ เพราะอ่านจนจบเรื่องเราก็ไม่รู้สึกว่ามีความคืบหน้าอะไรเลยระหว่างทั้งคู่

ตอนเปิดเรื่องก็รู้ว่ารักกันแล้ว รู้ว่ามีเซ็กส์กันแล้ว แต่กิลเลี่ยนก็ยังทรยศทราวิสเพื่อการแก้แค้น วิธีการแก้ปัญหาก็ง่ายมาก ไม่ใช่ทำให้กิลเลี่ยนต้องละทิ้งการแก้แค้น (เหมือนอย่างที่ซาร่าบังคับให้เพริกรีนทำใน Silk and Shadows - ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากที่สุดเล่มหนึ่ง -- แปลว่าไปหามาอ่านได้แล้ว) กลับกลายเป็นการให้ดีแลนเปิดไฟเขียวเปิดทางให้กิลเลี่ยนสามารถแก้แค้นได้โดย ชอบธรรม เราก็เลยไม่เห็นสักนิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างไร

แล้วยังประเด็นที่กิลเลี่ยนคิดในช่วงต้นเปิดเรื่องอีกที่บอกว่ายังไงเจ้า ลอร์ดกาแฟจะต้องเรียกร้องการตอบแทนจากเธอ ซึ่งเธอจำเป็นต้องจ่าย จนจบเรื่องก็ยังไม่รู้ว่าราคานั่นคืออะไร (เป็นไปได้ว่าทิ้งท้ายเอาไว้ในเล่มถัดไป) แต่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องมันค้างคา เพราะอ่านยังไงก็ต้องคิดเอาเองว่าเจ้าลอร์ดนี่ต้องแอบหลงรักกิลเลี่ยนแหง แต่ดันไม่มีบทบาท

เราจะบอกให้ว่าเราคิดยังไงกับการที่ทาราเขียนเรื่องนี้นะคะ เราคิดว่าเพราะทราวิสไม่ใช่พระเอกที่เธอตั้งใจให้เป็นในเรื่องนี้ ข่าวตอนแรกก็คือซี.สมิทจะเป็นพระเอกในเครซี่สวีท แต่จู่ ๆ ก็พลิกโผ เหมือนตอนท่านนายกอานันท์ได้เป็นนายกรอบสอง ทราวิสก็กลายเป็นพระเอกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ปัญหาก็คือ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของซี. สมิทน่าจะเขียนไปแล้ว ทำให้ทาร่าไม่มีเวลาเขียนเรื่องของทราวิสเท่าไหร ก็เลยใช้มุขตัดสลับ ระหว่างเรื่องของทราวิสกับซี.สมิท เหมือนกับที่ใช้ในเรื่องเครซี่คิส (แต่ในเครซี่คิสมันเวิร์คเพราะว่าเรารู้จักคิดกะนิคกี้ดี้แล้ว ไม่เหมือนในเรื่องนี้ที่เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรด ด็อกเลย) ทำให้สุดท้ายอ่านไปนึกว่าซี. สมิทเป็นพระเอก

แต่ถ้าถามว่าแฟนหนังสือชุดเครซี่ควรจะถอดใจกับชุดนี้ไหม คำตอบเราก็บอกให้เดินหน้าสู้ต่อค่ะ เพราะเหมือนอย่างที่เพื่อนผู้ทรงภูมิของเราคนนึงบอกไว้ แค่อ่านเล่มนี้แล้วได้เห็นตัวละครในเล่มก่อนหน้าก็คุ้มค่าแล้ว

สำหรับเราแล้วไม่ใช่ซุปเปอร์แมนที่ทำให้ใจสั่น (เอ๊นั่นนก, ไม่ใช่มันเป็นเครื่องบิน, ไม่ใช่... นั่นคือซุปเปอร์แมน--- คนละคนกันนะคะ) แม้ว่าจะคริสเตียนจะเท่ห์เหมือนเดิม สุดท้ายยังเป็นคนตามล่าผู้ร้าย แล้วเป็นคนเหนี่ยวไกอีกต่างหาก แต่เป็นการที่ได้เห็นความสัมพันธ์ของสกีตเตอร์กะดีแลน ทำให้เรารู้สึกว่าความรักของทั้งคู่ไปกันได้ราบรื่น

ยิ่งตอนที่สกีตเตอร์แต่งตัวออกมายั่วดีแลนต่อหน้าคริสเตียนแล้วยิ่งฮามาก ๆ แต่ทั้งหมดนี่คุณจะไม่รู้หรอกถ้าไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้า และรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างดีแลน, คริสเตียน และสกีตเตอร์เป็นยังไง

จบคำวิจารณ์เรื่องนี้โดยการบอกว่าให้รีบวิ่งกลับไปอ่านเครซี่ให้ครบทุก เล่ม ก่อนจะเริ่มอ่านเล่มนี้ เพราะจะทำให้ความเจ็บปวดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ลดลงได้ประมาณครึ่งนึง

Friday, February 13, 2009

Crash Into Me // Jill Sorenson

จิล ซอเรนสันเ็ป็นนักเขียนนหน้าใหม่พอสมควร เรื่อง Crash into me อาจจะไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่เธอเขียนนะคะ แต่ก็เป็นเล่มที่สอง แถมเล่มแรกก็เป็นเพียงหนังสือเล่มเล็กที่ออกขายกับซิลลูเอ็ต โรแมนติค ซัสเพนซ์

แม็กซ์ตัดสินใจซื้อหนังสือเรื่องนี้ เพราะเพื่อนคนนึงของเราได้เจอกับจิลในงาน RWA แล้วพูดถึงเธอในแง่ดีมาก ๆ ด้วยนิสัยที่ชอบทดลองงานของนักเขียนหน้าใหม่ แม็กซ์จึงไม่ลังเลที่จะซื้อหนังสือสองเล่มแรกของเธอมาทดลองอ่าน (แต่เรายังอ่านเรื่อง Dangerous to Touch ซึ่งเป็นหนังสือเล่มของเธอเลยล่ะ)

บอกตามตรงนะคะว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายกับหนังสือเล่มนี้ อาจะเป็นเพราะหน้าปกที่ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเรื่องแนวโรแมนซ์ยุค ปัจจุบันทั่ว ๆ ไป กะชื่อเรื่องทีออกแนวนั้นพอควร

ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นความสนุกที่แม็กซ์ไม่คาดหวังจริง ๆ

Crash Into Me ของจิล ซอเรนสัน

นานมากแล้วนะคะที่มีหนังสือที่ทำให้แม็กซ์แปลกใจได้อย่างนี้นะคะ เราหยิบเล่มนี้มาอ่านโดยไม่คาดหวังอะไรเลย แต่สิ่งที่เราได้จากเล่มนี้มันเต็มอิ่มค่ะ

คงไม่ต้องบอกนะคะว่าชอบเรื่องนี้แค่ไหน

ซันนี่ วาสเควสเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ถูกส่งให้ปลอมตัวเข้าไปตีสนิทกับเบน ฟอร์ชุน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง มันค่อนข้างแปลกพอสมควรที่เอฟบีไอสงสัยเบนเป็นคนร้าย เพราะเขาเป็นหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จแห่งคาลิฟอร์เนีย เบนเป็นนักเล่นเซิร์ฟที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ประกอบกับรูปร่างหน้าตาที่แสนจะหล่อเหลา เขาเป็นตัวแทนของความสำเร็จแบบอเมริกัน เป็นหน้าตาให้กับสินค้าที่ใช้เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เป็นชายหนุ่มที่มีชื่อเสียง (อาจจะเสียก็ได้) เรื่องผู้หญิง

โศกนาำฎกรรมที่เกิดขึ้นกับภรรยาของเขา ผู้หญิงที่เขาทำให้ตั้งท้องตั้งแต่ตอนที่ตัวเองอายุเพียงสิบเจ็ดปี ผู้หญิงที่เขาปล่อยให้รอคอยนานหลายปี ก่อนที่จะยอมแต่งงานกับเธอ ผู้หญิงที่เอฟบีไอสงสัยว่าเป็นเหยื่อรายแรกของฆาตกรต่อเนื่อง คดีเดียวกับโอลิเวีย ฟอร์ชุนโดนปิดเมื่อตำรวจจับคนร้ายได้พร้อมกับอาวุธ แต่คนร้ายคนนั้นได้ฆ่าตัวตายพร้อมทิ้งจดหมายลาตายที่ปฏิเสธความรับผิดชอบที่ มีต่อการตายของโอลิเวีย และนั่นทำให้เจ้านายของซันนี่เริ่มสงสัยว่าเบน อาจจะมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการฆาตกรรมนั้นก็ได้ เพราะก่อนหน้าที่จะจับคนร้ายได้ เบนเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง

แต่ชีวิตของซันนี่ ที่ตอนนี้ใช้นามว่าซัมเมอร์ และปลอมตัวมาเป็นหนึ่งในสมาชิกของชุมชนที่เบนและคาร์ลี่ ลูกสาวพักอาศัยอยู่ ไม่น่าจะมาบรรจบกันได้ เบนซึ่งบัดนี้เป็นชายเก็บตัว ที่ไม่สนใจผู้หญิงเหมือนในวัยหนุ่มอีกต่อไป เขาเล่นเซิร์ฟ และดูแลลูกสาวที่กำลังเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยกับการจากไปของมารดา เบนไม่มีสายตาให้กับผู้หญิงคนไหน จนกระทั่งซันนี่ช่วยชีวิตคาร์ลี่จากคลื่นยักษ์ หลังจากเธอเล่นแผลง ๆ ด้วยการกระโดดลงไปในทะเลเพื่อเล่นคลื่น

นั่นทำให้ซันนี่และเบนมาพบกัน และเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับทั้งสองคน เพราะเบนซึ่งเจ็บปวดจากการสูญเสียโอลิเวียไป พบว่าตัวเองไม่อาจเดินจากซันนี่ไปได้ เธอมีบางอย่างที่ดึงดูดเขาเอาไว้ หญิงสาวที่ปฏิเสธโอกาสที่ทั้งคู่จะมีอะไรต่อกันมากกว่าความเป็นเพื่อน ในขณะเดียวกันซันนี่รู้ดีว่า การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยเป็นการทำลายอาชีพที่ดีที่สุด เธอไม่มีใครเหลือแล้วในชีวิต นอกจากการเป็นเอฟบีไอ แต่ก็เหมือนแมงเม่าที่ไม่อาจหลีกหนีเปลวไฟ ซันนี่ก็ไม่อาจต้านทานเบนได้

ในขณะที่ซันนี่พยายามสืบความเป็นไปของครอบครัวฟอร์ชุน ในขณะเดียวกับที่พยายามเอาชนะความรู้สึกของตัวเอง เรื่องก็ยังโฟกัสไปที่คาร์ลี่ เด็กสาววัยสิบหกปีที่เหมือนเด็กอเมริกันทั่วไป เริ่มมีปัญหากับพ่อของเธอเอง มันเป็นความรู้สึกที่คาร์ลี่ไม่อาจอธิบายได้ แต่บางอย่างในตัวเธอทำให้เธอต้องดื้อรั้นและหาเรื่องใส่ตัว และนั่นนำเธอไปพบกับจอห์น แม็ธทิว เด็กชายวัยสิบเจ็ดปีที่มีปัญหาในครอบครัวไม่แพ้กับเธอ

ปกติแม็กซ์จะไม่ชอบหนังสือที่แบ่งเวลาในเรื่องไปให้กับตัวละครอื่นที่ไม่ ใช่ตัวเอกนะคะ เพราะรู้สึกเสมอว่า มันทำให้เรื่องด้อยความน่าสนใจไปเลย ถ้าคู่รองเด่นกว่าคู่เอก เรื่องมันอาจจะสนุกได้ แต่มันก็แสดงความไร้ความสามารถของคนแต่งเช่นกัน ในเรื่องนี้เราอาจจะบอกได้ว่ามีสองคู่ เบนและซันนี่เป็นคู่หลัก ในขณะที่ความรักระหว่างคาร์ลี่และจอห์นเป็นคู่รอง ซึ่งบอกเลยนะคะว่า ไม่มีการขโมยซีน ไม่ใช่เพราะคาร์ลี่และจอห์นไม่น่าสนใจ พวกเขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก และดึงดูดความสนใจจากแม็กซ์ได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ทำให้ความน่าสนใจระหว่างเบนและซันนี้ลดลงไปเลย

คาร์ลี่เป็นตัวอย่างของเด็กอเมริกันน่ารำคาญ (เราคิดแบบนี้เสมอกับเด็กอเมริกันช่วงไฮสคูล) แต่คนแต่งก็ทำให้เราเข้าใจเธอได้ เข้าใจและรักเธอมาก ๆ คาร์ลี่เป็นตัวละครที่มีชีวิต และทำตัวสมอายุ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้เธอดูงี่เง่า หรือปัญญาอ่อน คาร์ลี่เป็นเด็กที่เอาแต่ใจ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รักพ่อของเธอมาก และเช่นเดียวกัน จอห์น แม็ธทิว เด็กชายที่เติบโตขึ้นมากับพ่อที่ใช้กำลัง เขามีบาดแผลทั้งภายในและภายนอก เขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะไม่ได้เป็นแค่เด็กชายที่กบฎและทำตัวเรียกร้องความสนใจ แบบอย่างเจมส์ ดีน แต่จอห์นมีความลึกที่เราคาดไม่ถึง และนั่นรวมทั้งทัศนคติที่เขามีต่อเซ็กส์

ปกติแม็กซ์จะรู้สึกอึ๋ยกับฉากเซ็กส์ของตัวละครอายุน้อย ๆ นะคะ แต่เรื่องนี้ทำได้ดี เพราะในระดับนึง เรารู้สึกถึงความต่อเชื่อมระหว่างคาร์ลี่และจอห์นที่มันทำให้เราเชื่อว่า สองคนนี้จะอยู่ด้วยกันไปอีกนานแสนนาน และไม่ใช่แต่ความรักวัยรุ่น

กลับมาที่คู่หลัก เบนอาจจะยังคงรักโอลิเวีย แต่เขาก็เป็นผู้ชายพอที่จะยอมรับว่า ตัวเองกำลังถลำลึกลงเรื่อย ๆ กับซันนี่ แม้กระทั่งเมื่อความจริงเิปิดเผยออกว่า ทั้งหมดแล้วซันนี่ทรยศเขา เบนก็ยังไม่อาจเดินจากเธอไปได้ แน่ละคำว่ารักไม่ได้ออกจากปากของเขา จนเกือบจะหน้าสุดท้าย แต่แม็กซ์ไม่สงสัยในความจริงใจของเขาเลยนะคะ

ที่สำคัญคาแร็คเตอร์ของเบนน่าสนใจ เขาเป็นพระเอกที่เราไม่ได้เจอนัก ภายนอกเบนเป็นทุกอย่างที่พระเอกโรแมนซ์เป็นกัน ทั้งหล่อ รวย และเท่ห์ แถมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจสาวทั่วเมือง สิ่งที่ทำให้เบนแตกต่างก็คือ เขาใช้ชีวิตมาอย่างเต็มที่ เขาเดินจากผู้หญิงที่เขารัก เพื่อความสนุกสนาน เพื่อเหล้า และยาเสพติด และเพื่อผู้หญิงอื่น สุดท้ายแล้วเบนเดินกลับมาหาโอลิเวียอีกครั้ง และเขาเป็นสามีที่ดี ก่อนที่ความโหดร้ายจะพรากโอลิเวียไป เบนไม่เคยกลับไปเป็นหนุ่มใช้ชีวิตอิสระคนเดิม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้ทนทุกข์ ไม่ใช่ว่าไม่เศร้าหรอกนะ แต่เบนไม่ใช่พระเอกแนวที่ต้องประกาศให้โลกทั้งใบรู้ว่า "กูเศร้า"

ความรักที่เขามีให้คาร์ลี่ ยิ่งทำให้แม็กซ์ยิ่งรักเขา และความจริงใจที่มีต่อซันนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดเราให้อ่านเล่มนี้ ชนิดที่ไม่อยากให้มันจบลง หนังสือเล่มนี้หนาสี่ร้อยกว่าหน้านะคะ และทุกหน้าเป็นความสนุกที่เราไม่อยากให้มันจบลง

คำชมมีเยอะนะคะ ส่วนดี ๆ ในเรื่องก็มีเยอะ และมันอาจจะมากพอที่ทำให้เรามองข้ามข้อเสียในเรื่องไปได้ เพราะหนังสือเล่มนี้ยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ มันมีความบังเอิญมากเกินไป โดยเฉพาะ (สปอยล์) การที่สุดท้ายแล้วจอห์นเป็นน้องชายคนละแม่กับซันนี่ มัน ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ มันมีหลายอย่างเลยล่ะในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ประมาณว่าคนพวกนี้ไม่น่าจะมาบังเอิญเจอกัน แต่อย่างที่บอกนะคะ ส่วนที่ดีในเรื่องทำให้แม็กซ์ลืมข้อเสียทั้งหมดนั่นไปได้เลย

ในส่วนของการสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ไม่ค่อยมีเบาะแสอะไรทิ้งไว้ให้คนอ่านคาดเดาคนร้ายหรอกค่ะ แต่ถ้าคนอ่านความจำดี ๆ และตาเร็ว ก็น่าจะรู้ตัวคนร้ายได้เกือบจะในทันทีที่เจอคำใบ้ที่คนแต่งทิ้งเอาไว้ ประเด็นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องหลักของพล็อต แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้เคลื่อนไปได้ เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้น แม็กซ์โอเคกับมันค่ะ

และสุดท้ายแล้ว ฉากที่เราชอบมาก (สปอยล์) คง เป็นฉากที่ซันนี่โดนคนร้ายจับตัวไปอยู่บนเรือ และเบนต้องเลือกที่จะช่วยชีวิตลูกสาวของเขาซึ่งตกลงไปในน้ำ แทนที่จะขึ้นไปบนเรือเพื่อช่วยผู้หญิงที่เขารัก สำหรับแม็กซ์แล้วมันได้ใจเรามาก เพราะมันเป็นทางเลือกที่เราอยากให้คนที่เป็นพระเอกเลือก และที่มากกว่านั้นมันทำให้เราคิดว่าสตีเฟ่น (ซึ่งเป็นคนที่ไปช่วยซันนี่แทน ทั้งที่ไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ) เป็นตัวละครที่เราอยากรู้เรื่องของเขาต่อ

จะบอกยังไงดีคะว่า แม็กซ์รักหนังสือเล่มนี้ แม็กซ์รักตัวละครทุกตัวที่ออกมามีบทบาทในเล่ม (โอเค อาจจะยกเว้นตัวร้าย) เพราะทุกคนมีพัฒนาการและความน่าสนใจในตัวเอง หนังสือที่เราเคยคิดว่าอาจจะหนาเกินไป แต่เมื่ออ่านเรากลับไม่อยากให้มันจบ

ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าลืมเลือน

คะแนนที่ 90

Dead Right // Cate Noble

เคท โนเบิ้ลเป็นนักเขียนชื่อไม่คุ้นหูแม็กซ์เลยนะคะ (เธอไม่ใช่ Kate Noble ที่เขียนหนังสือให้กับเบิร์คเลย์หรอกนะ คนละคนกัน) แต่พอแม็กซ์เห็นว่าจะมีหนังสือของเธอเรื่อง Dead Right ออกขาย เราก็สั่งซื้อทันที เพราะอะไรน่ะเหรอคะ

นั่นก็เพราะแชนน่อน แม็คเคนน่า

เคทเขียนเรื่องสั้นออกมาก่อนเรื่องนึงเมื่อปีก่อน โดยรวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียวกับเรื่องสั้นของแชนน่อน แม็กซ์ยังไม่ได้อ่านหรอกค่ะ แต่ดูแล้วคิดว่าน่าสนใจดี

บางครั้งเราก็สั่งซื้อหนังสืออย่างไม่ค่อยจะมีเหตุผลเท่าไหรหรอกนะ

และลองนึกดูสิคะว่า แม็กซ์เจอกับความประหลาดใจมากขนาดไหน เมื่อเปิดหน้าลิขสิทธิ์ของหนังสือเรื่องนี้ดูเข้า แล้วเจอชื่อจริงของเคท ปกติแม็กซ์ก็ไม่ได้มีความจำยอดเยี่ยมอะไรหรอกนะคะ แต่พอเราเห็นชื่อจริงของเธอ เราก็รู้สึกว่าชื่อนี้มันคุ้น ๆ นะ

หลังจากเซิร์จข้อมูลดูแป๊บเดียว เราก็รู้ว่า แท้จริงแล้วเคท โนเบิ้ลเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ เพราะเธอเคยเขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม โดยใช้นามปากกาว่า ลอเรน แบช

และรู้อะไรไหมคะ แม็กซ์ชอบงานของลอเรน แบชมาก โดยเฉพาะสมัยที่เธอเขียนให้กับสนพ.วอร์เนอร์ (ที่ตอนนั้นยังไม่ขายกิจการให้แฮ็ทแชตเลย)

หนังสือเล่มแรกของลอเรนเรื่อง Lone Rider เป็นต้นแบบงานแนวโรแมนติกสืบสวนที่แม็กซ์เอาไปใช้วัดนักเขียนหน้าใหม่ทุกคน เลยนะคะ เรื่องนั้นไม่ใช่ว่าเฟอร์เฟ็ค แต่มันน่าทึ่งสำหรับนักเขียนที่เพิ่งเขียนเล่มแรก

ปัญหาก็คือ คุณภาพงานเขียนของลอเรนตกต่ำลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอหายหน้าไปจากวงการในที่สุด แต่แม็กซ์ก็ยังคิดถึงเธออยู่นะคะ แม้เล่มหลัง ๆ ของเธอจะไม่ดี แต่เราก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอมีพรสวรรค์มากเกินกว่าที่จะหายไปเฉย ๆ

และตอนนี้เธอกลับมาแล้ว

Dead Right ของเคท โนเบิ้ล

หนังสือเรื่องนี้โฆษณาว่าเป็นเล่มแรกในซีรี่ย์เกี่ยวกับสายลับ ซึ่งเป็นพล็อตแนวที่แม็กซ์ชอบเสียด้วย เพื่อน ๆ รู้อะไรไหมคะ

แม็กซ์อยากจะชอบเรื่องนี้มาก ๆ แม็กซ์เตรียมใจแล้วว่าเราจะต้องชอบเรื่องนี้ ก็แหมเป็นงานของนักเขียนที่เรารอคอยการกลับมานานแล้ว พล็อตเรื่องก็แนวเราเลย เรื่องราวของสายลับที่ถูกคิดว่าตายไปแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ และตอนนี้เขากำลังตามหาหญิงสาวที่เขารัก แต่คิดว่าทรยศเขาอยู่

แต่พอแม็กซ์เปิดหน้าแรก เราก็รู้เลยว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วล่ะที่จะยอมรับเรื่องนี้ เพราะบางส่วนของเรื่องเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรานั่นเอง และจากประสบการณ์ที่อ่านหนังสือมา เราแทบจะไม่เคยเจอนักเขียนที่เขียนเรื่องเกิดในประเทศไทย (หรือเอ่ยถึงประเทศไทย) เขียนด้วยความเข้าใจในความเป็นเมืองไทยของเราจริง ๆ สักคน (อาจจะยกเว้นให้ซาบริน่า เจฟฟรีย์นะคะ ที่เราค่อนข้างยอมรับการเขียนเรื่องย้อนยุคที่เกิดในเมืองไทยของเธอ)

และเล่มนี้ก็เ่ช่นกัน ดังเต้ จอห์นสันเป็นสายลับซีไอเอที่ไปปฏิบัติการในกัมพูชา (ซึ่งแม็กซ์ก็ไม่เข้าใจว่าจะไปทำแป๊ะอะไร) แล้วถูกจับตัวมาขัง + ทรมานในคุกเมืองไทย เริ่มต้นมันก็มั่วแล้วนะคะ เราไม่รู้สึกว่ามันโยงกันเข้ามาได้ยังไง ยิ่งตอนหลังมาเปิดเผยอีกว่า ผู้ร้ายเป็นมาเฟียรัสเซีย เราก็ยิ่งงงว่า มันมาเมืองไทยได้ยังไง ระหว่างอยู่ที่นั่นดังเต้ถูกตีสนิทโดยผู้คุมคนไทย ซึ่งเสนอว่าจะช่วยให้เขาหนี ดังเต้จัดทำ Blood Chit หรือหนังสือที่เขียนด้วยเลือดของดังเต้ จดเบอร์โทรศัพท์ของผู้บังคับบัญชาของเขา เป็นหลักประกันว่า คนที่ช่วยเหลือเขาจะได้รับความช่วยเหลือทุกอย่าง (ประมาณว่าจะให้ลี้ภัยไปอเมริกากันทั้งครอบครัวนั่นเลยนะ) จากคนที่อยู่เบื้องหลังเบอร์โทรศัพท์ที่ดังเต้จดให้ แต่การหนีของเขาก็ไม่สำเร็จ ก่อนที่อยู่ดี ๆ เขาก็ถูกส่งตัวไปขังไว้ในคุกที่กรุงเทพ ก่อนที่เพื่อนสายลับของเขาจะมาพบตัวและช่วยพอกลับอเมริกา

การเริ่มต้นเรื่องก็เป็นสิ่งที่แม็กซ์ยากจะทำใจยอมรับแล้วนะคะ มันขาดความสอดคล้องต่อเนื่อง แม็กซ์พยายามถามตัวเองว่า ที่เราไม่สบอารมณ์กับเรื่องนี้เพราะมันว่าประเทศไทยห่วยแตกรึเปล่า ซึ่งเมื่อคิดดูแล้วก็ไม่ใช่นะคะ แม็กซ์ยอมรับว่าเมืองไทยเรายังเป็นประเทศที่เงินซื้อหาได้ ขอให้มีเงินก็ติดสินบนข้าราชการหรือใครก็ได้ เราเชื่อว่าการคอรัปชั่นในเมืองไทยมีจริง และมีอย่างแพร่หลาย แต่เรารู้สึกว่าคนแต่งไม่ได้รู้จักประเทศไทย ไม่ได้รู้ว่า แม้คนไทยจะซื้อได้ แต่ไม่ใช่แบบที่เขาเขียน อย่างน้อยมันต้องแนบเนียนหน่อยสิ

แล้วไอ้ Blood chit นี่เอง แม็กซ์พอจะรู้ประวัติศาสตร์ของมันมาบ้างว่าเป็นเหมือนจดหมายที่แจ้งว่า คนที่ถือเป็นมิตร และต้องมีการตอบแทนบุญคุณกัน แต่คิดดูให้ดีนะคะ สายลับซีไอเอนี่นะมีการออก Blood Chit กันได้ มันไม่น่าเชื่อ เท่าที่แม็กซ์รู้ เขาใช้กันในการทหาร (ทหารที่เครื่องบินโดนยิงตกในเขตศัตรู แล้วได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านที่เป็นพลเมืองของศัตรู คนที่ช่วยก็จะได้รับการช่วยกลับ ในกรณีที่พวกเขาถูกรัฐบาลของตัวเองเอาผิด) ในเคสนี้มันไม่มีเหตุผลเลยที่ดังเต้จะใช้ Blood Chit ให้ตายสิ เขาเป็นสายลับนะโว้ย แล้วจะหวังให้ใครมาช่วยอีกวะ

การบรรยายฉากที่เกิดในเมืองไทยเป็นไปแบบที่คนไทยจำไม่ได้หรอกค่ะว่า เกิดในประเทศนี้ เพราะมันลางเลือนและมุ่งเน้นเฉพาะการดูถูกคนไทยที่เห็นแก่เงิน และโหดร้ายเลวทราม ในคุกที่ดังเต้อาศัยอยู่มีนักโทษการเมืองจากพม่าถูกขังไว้ด้วย พวกนั้นถูกทรมานเช้าเย็นหลังอาหาร แม็กซ์ไม่บอกนะคะว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสถานที่ยังงั้น แต่เราไม่รู้สึกว่า รัฐบาลไทยจะทำไปเพื่ออะไร ถ้าเป็นการจับนักโทษการเมืองของคนไทยเองไปขังก็ไปอย่างนะคะ เราจะเอานักโทษการเมืองพม่ามาทำอะไร พวกนั้นเป็นศัตรูของรัฐบาลทหารพม่า เราจะเอาพวกนี้มาต่อรองอะไรได้

เราอาจจะพูดไปโดยไม่รู้ความจริงหรอกนะ เราเชื่อว่าคนไทยทำได้ แต่เราไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร

แม็กซ์มีความรู้สึกว่า เคทไม่เคยมาเหยียบเมืองไทยด้วยซ้ำ เธอแค่เลือกเมืองไทย เพราะมันดูป่าเถื่อนดีเข้ากับเนื้อเรื่องของเธอดี เพราะสิ่งที่เธอบรรยายว่าเป็นประเทศไทย มันคือประเทศอะไรในโลกก็ได้

เราเคยพูดรึยังว่า จากประสบการณ์ที่แม็กซ์อยู่อเมริกามาหลายปี แม็กซ์เชื่อว่า คนอเมริกันเป็นกบในกะลามากที่สุดในโลก คนอเมริกันส่วนใหญ่ แม้กระทั่งเด็กในมหาวิทยาลัยไม่รู้จักโลกภายนอกประเทศของตัวเอง ดังนั้นการจะคาดหวังให้พวกเขารู้จักประเทศไทยเป็นไปไม่ได้เลย (เราเคยโดนถามว่า เราขี่ช้างไปไหนต่อไหนในกรุงเทพใช่ไหม) และเคทก็กำลังแสดงความด้อยปัญญาของตัวเองออกมา

ขอกลับมาที่เนื้อเรื่องกันต่อค่ะ ดังเต้เมื่อถูกช่วยเหลือกลับมาอเมริกันอันแสนดีและแสนสุขแล้ว เขาก็พบว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษเกิดขึ้น บางครั้งเขาเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้ แต่เขาไม่ต้องกาารให้ตัวเองเป็นหนูทดลองของรัฐบาล ดังเต้จึงปลีกตัวออกมาจากซีไอเอ จนกระทั่งเขาถูกลอบวางระเบิดเพื่อหมายปองเอาชีวิต

และนั่นทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่า คาตาลีน่า ดีออง หญิงสาวที่เขารักจนสุดหัวใจ และเป็นคนคนเดียวกับทีทรยศเขายังมีชีวิตอยู่ และนั่นทำให้ดังเต้เริ่มสืบหาว่าเธออยู่ที่ไหน สิ่งที่ดังเต้ไม่รู้ก็คือ นั่นเป็นแผนการของคนร้ายที่ต้องการตามหาตัวแคทอยู่ และหวังใช้ดังเต้เป็นเครื่องมือในการหาตัวเธอ

แม็กซ์รู้สึกเสียดายหนังสือเรื่องนี้ด้วยหลายเหตุผลนะคะ นอกจากการเอาประเทศไทยเป็นฉากโดยที่คนแต่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับประเทศเรา สักนิดแล้วก็คงเป็นในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างดังเต้ และแคท ที่เราว่าเขาเขียนได้ดี และสื่อถึงความผูกพันของทั้งคู่มาก (ผ่านการเล่าเหตุการณ์ในอดีต) ทำให้เรารู้สึกว่าสองคนนี้เป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง ปัญหาก็คือ ตลอดเวลาเกือบทั้งเล่ม ดังเต้เข้าใจว่าแคททรยศเขา และใช้เวลาหมดไปกับการตามหาเธอ

หนังสือเรื่องนี้หนาสามร้อยสี่สิบหน้า และดังเต้ไม่ได้พบกับแคทจนกระทั่งปาเข้าไปเกือบสองร้อยห้าสิบหน้า และจากนั้นแคทก็หนีไปอีก ก่อนที่จะกลับมาร่วมมือกันก็ปาเข้าไปหน้าสอยร้อยแล้ว เื่รื่องมันไม่ควรโฆษณาว่าเป็นโรแมนติกสืบสวน เพราะมันไม่โรแมนติคหรอกนะที่พระนางไม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเลย

แล้วในส่วนสืบสวนก็ยังอ่อนด้อย ดังเต้ไม่ได้ค้นพบความจริงอะไรสักอย่าง คนอ่านรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ร้ายคิด และนั่นทำให้คนอ่านรู้เรื่องมากกว่าดังเต้เสียอีก มันไม่ได้แสดงความเก่งกาจของพระเอกเลยสักนิด

บอกตามตรงว่า เสียดายค่ะ (แม็กซ์ใช้คำนี้บ่อยมาก) เพราะเราเชื่อว่าฝีมือการเขียนของเคท มีศักยภาพที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้ดีเทียบเท่ากับนักเขียนชื่อดังหลายคน แต่การวางพล็อตที่ไม่แน่น และการดูถูกประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกาของเธอ ทำลายทุกอย่างที่ควรจะดีมาก ๆ ในเล่มนี้ไป

คะแนนที่ 33

Quinn's Return // Shannon Anderson & Return to Me // Shannon McKenna

หนังสือเล่มนี้เป็นความภาคภูมิใจของแม็กซ์ค่ะ ที่สามารถค้นหาจากตลาดหนังสือมือสองในเน็ตมาได้ แม็กซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้มาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพล็อตเรื่องเป็นยังไง เหตุผลเดียวที่เราอยากได้เล่มนี้ก็คือความจริงที่ว่า แชนน่อน แอนเดอร์สันเป็นนามปากกาของคนแต่งที่ใช้ชื่อว่า แชนน่อน แม็คเคนน่า

และคนที่อ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ หรือรู้จักแม็กซ์ ก็จะรู้ว่า แม็กซ์คลั่งไคล้แชนน่อน แม็คเคนน่ามากขนาดไหน

ก่อนที่แชนน่อนจะประสบความสำเร็จในนามของแม็คเคนน่า เธอเคยเขียนหนังสือเล่มเล็ก (ความยาวไม่ถึงสองร้อยหนา) ให้กับสนพ.ที่ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว โดยใช้นามปากกาว่าแชนน่อน แอนเดอร์สัน

หนังสือที่เธอเขียนในนามปากกาแชนน่อน แอนเดอร์สันมีห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้แม็กซ์มีในครอบครองแล้วสี่เล่ม เหลืออีกเล่มนึงค่ะ ซึ่งก็คงต้องตามหากันต่อไป

แม็กซ์เลือกหยิบเล่มนี้มาอ่านก่อนเลย เพราะดูพล็อตแล้วน่าสนดี เรื่องราวของชายหนุ่มที่เดินทางกลับมาบ้านเกิดหลังจากจากไปนานหลายปี

พล็อตอย่างนี้เป็นพล็อตที่ใช้กันบ่อยมากในนิยายโรแมนซ์ ดังนั้นเราจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ดังนั้นลองนึกถึงความแปลกใจของตัวแม็กซ์ดูสิคะที่เมื่อเราเริ่มต้นอ่าน ประโยคแรกในเล่มแล้วรู้สึกว่ามันคุ้น

เอาเป็นว่าโคตรคุ้นเลยแล้วกัน

นั่นก็เพราะหนังสือเรื่อง Quinn's Return ก็คือต้นแบบของหนังสืออีกเรื่องที่แชนน่อนเขียนในเวลาต่อมา ด้วยนามปากกาแชนน่อน แม็คเคนน่า โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Return to Me

หลังจากอ่านเล่มนี้จบ เราขอสรุปเลยแล้วกันว่า เรื่อง Quinn's Return ถูกนำกลับไปรีไซเคิล โดยยังคงรักษาพล็อตหลักของเรื่องเอาไว้เกือบหมด ทั้งประโยค คำพูด การบรรยายเรื่อง ถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง Return to Me กระทั่งชื่อของพระนางก็ยังเกือบจะเหมือนกัน

เราเลยถือเป็นโอกาสอันดีนะคะ รีวิวหนังสือทั้งสองเล่มนี้ไปในคราวเดียวกันเลยดีกว่า

Quinn's Return ของแชนน่อน แอนเดอร์สัน

แม็กซ์หาภาพปกของหนังสือเล่มนี้ไม่เจอนะคะ เลยไม่ได้เอามาลงให้ดูกัน (ถ้ามีโอกาสจะถ่ายรูปของเล่มที่แม็กซ์มีในครอบครอบมาลงแล้วกันนะคะ)

ไซม่อน ควินน์ซึ่งเป็นช่างภาพที่ประสบความสำเร็จ ตัดสินใจเดินทางกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อสะสางเกี่ยวกับมรดกของกัส ควินน์ผู้เป็นลุงที่เพิ่งเสียชีวิตไป แต่การกลับมาของเขาก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนทั้งเมือง ที่ยังคงจดจำพฤติกรรมห่าม ๆ ของเขาในวัยเด็กได้ และนั่นรวมทั้งเอลินอร์ คอนเนอร์ หญิงสาวตระกูลเก่าผู้เพียบพร้อม ผู้ซึ่งเติบโตมาพร้อม ๆ กับไซม่อน

เด็กทั้งสองผูกพันกันมาก ความผูกพันที่ดึงรั้งเอลินอร์เอาไว้ไม่ให้มีความสัมพันธ์กับใครอื่น จนกระทั่งในที่สุดเธอตัดสินใจที่จะตัดใจจากไซม่อนผู้ซึ่งนับแต่จากไปจาก เมืองเขาก็ไม่เคยติดต่อเธออีกเลย แอลลี่ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตที่เธอต้องการเสียที เธอตอบรับหมั้นจากชายหนุ่มเนื้อหอมของเมือง แบรด มิชเชลล์เป็นชายในฝันสำหรับผู้หญิงหลายคน แต่เมื่อไซม่อนกลับมา แอลลี่ก็พบความจริงว่า ตัวเองไม่เคยตัดใจไปจากเขาได้เลย

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือรักแบบเบสิค นั่นหมายถึงไม่มีอะไรในพล็อตมากไปกว่าเรื่องรักระหว่างไซม่อน และแอลลี่ เรื่องราวที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และไม่โทษแอลลี่เลยที่เลือกไซม่อน ในเมื่อแบรด และครอบครัวของเขาดูช่างห่วยแตก และแม็กซ์ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมแอลลี่ทนพวกนั้นได้จนถึงกับหมั้นหมายกับแบรด (ถ้าจะคิดว่าพวกนั้นลายยังไม่ออก ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะพฤติกรรมของพวกนี้มันแย่นะ ไม่น่าจะเก็บซ่อนไว้ได้นาน)

มันไม่แปลกอะไรสักนิดเมื่อแอลลี่เลือกไซม่อน แต่มันกลับกลายเป็นจุดด้อยของไซม่อนที่ไม่กล้าตัดสินใจ พระเอกของเราหวาดกลัวความรัก อย่างไม่มีเหตุผล มีการแย้ม ๆ ถึงการที่เขาถูกทารุณในวัยเด็กจากผู้เป็นลุงบ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนเพียงพอ แม็กซ์อ่านแล้วไม่เห็นใจ หรือสงสาร ออกจากหมั่นไส้ด้วยซ้ำที่เขาเลือกที่จะเดินจากแอลลี่ไป

แต่โดยรวมรู้อะไรไหมคะ แม็กซ์มองเห็นโอกาสของการที่หนังสือเล่มนี้จะได้รับการแปลเป็นภาษาไทย มากกว่าเรื่อง Return to Me (ที่เราคิดว่าดีกว่าหลายขุม) เสียอีก เพราะเรื่องนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่สนพ.ในเมืองไทยชอบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรื่องที่บางจ๋อย (แค่ร้อยหกสิบกว่าหน้า) นางเอกที่เป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง เก็บเนื้อเก็บตัวเอาไว้ให้พระเอก

แต่สำหรับแม็กซ์ คะแนนที่ 57

Return to Me ของแชนน่อน แม็คเคนน่า

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเอาเรื่อง Quinn's Return มาเขียนใหม่ และมันช่างเป็นการเขียนใหม่ที่เพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบให้เนื้อเรื่องอย่าง มาก

ตัวแม็กซ์เองกลายมาเป็นแฟนหนังสือของแชนน่อนก็เพราะเล่มนี้ (เราอ่านเรื่องนี้ก่อนอ่าน Quinn's Return ค่ะ) คนแต่งเขียนได้ดีมากขนาดที่เราไม่รู้เลยสักนิดว่าส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ส่วนแทรกขึ้น ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่อง

พล็อตของหนังสือเรื่องนี้เหมือนกับเรื่อง Quinn's Return ชนิดลอกกันมากเลยแหละ (ก็มันลอกกันจริง ๆ นี่) เพียงแต่ในเล่มนี้พระเอกของเราชื่อว่า ไซม่อน ไรลี่ย์ เขาเป็นช่างภาพระดับเจ้าของรางวัล และผ่านการถ่ายภาพในสงครามโหดมาแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด เพราะอีเมลล์ที่ได้รับจากกัส ผู้เป็นลุง ซึ่งในตอนเปิดเรื่องได้เสียชีวิตลงแล้ว ลุงของเขาได้ชื่อว่าเป็นคนเพื้ยนและชอบใช้ความรุนแรง ซึ่งไซม่อนรู้เป็นอย่างดี แต่ในอีเมลล์นั้นมันราวกับว่า กัสมีช่วงเวลาที่ชัดเจนเกิดขึ้น ในอีเมลล์กล่าวถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีตที่กัสได้เข้าไปเห็นเป็นพยาน การกระทำที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ การกระทำที่ตามหลอกหลอนกัส และเป็นสิ่งที่กัสต้องการให้ไซม่อนระวังตัวจากผลพวงของมัน

ไซม่อนเดินทางกลับมา และเขาก็ได้พบกับเอล หรือเอเลน เค้นต์ สาวน้อยที่บัดนี้ได้กลายเป็นเจ้าของโรงแรมชนิดเบดแอนด์เบรคฟาสต์ที่ซึ่งเขา มาเข้าพัก (ส่วนนี้เหมือน QsR ค่ะ) และเช่นเดียวกัน เอเลนที่รักไซม่อนมาตลอดชีวิต เธอตัดสินใจเลิกรอคอยการกลับมาของเขาแล้ว เธอได้หมั้นหมายกับแบรด ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม แต่แล้วการกลับมาของไซม่อนก็ทำให้เอเลนต้องทนทวนทุกอย่างอีกครั้ง

ในหนังสือเล่มนี้ ความผูกพันระหว่างไซม่อนและเอเลนถูกถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือไ้ด้ชัดเจน ทำให้แม็กซ์รู้สึกถึงความรักที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน จนกลายเป็นความรักฝังใจที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ก็ไม่อาจทำให้ไซม่อน และเอลลืมเลือนอีกฝ่ายได้เลย

ในเล่มนี้อดีตของไซม่อนถูกเล่าออกมามากพอจนทำให้แม็กซ์เข้าใจความต้องการ หลีกหนีความรักของเขา เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองว่าตัวเองไม่เหมาะกับความรัก เข้าใจเหตุผลที่เขาเลือกที่จะเดินออกจากชีวิตของเอล (ในขณะที่ QsR มันเป็นคำถามข้อใหญ่ที่เรามี) แม้จะไม่เห็นด้วยนะ แต่อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าพระเอกงี่เง่าที่เดินจากสิ่งดี ๆ อย่างเอลไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงฉากเซ็กส์ที่ฮ็อตกว่าอีกค่ะ ความสามารถของแชนน่อนก็คือ เธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบอะไรในเรื่องเลย การเพิ่มดีกรีความร้อนแรงไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องสูญเสียไป

นอกจากนี้แล้วการเติมพล็อตในส่วนของความลึกลับในอดีตของกัสที่ตามมาระราน ไซม่อนในปัจจุบันก็ทำให้เรื่องมีน้ำหนัก และน่าติดตามอ่านยิ่งขึ้น

และส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือ เรื่องนี้คู่หมั้นของเอลไม่ใช่ตัวร้ายที่เป็นอย่างใน Quinn's Return เพราะแบรดมาด้านลึกที่ซ่อนเอาไว้ เราชอบมาก ๆ ที่แชนน่อนเขียนแบรดในเวอร์ชั่นใหม่ ผู้ชายที่มีสองด้าน ด้านนึงอาจจะไม่ชอบไซม่อน (ใครจะชอบเขาได้ในเมื่อไซม่อนคือตัวปัญหาในวัยเด็ก และยังแย่งเอลไปจากแบรดอีก) ในอีกด้านนึงเขาก็ยังเป็นมนุษย์ที่รู้จักผิดชอบชั่วดี

คะแนนที่ 87

การที่แม็กซ์ได้มีโอกาสอ่าน Quinn's Return ที่แม้จะไม่ได้สนุกอะไร แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังหรอกนะคะว่าจะสนุก แม็กซ์คิดเสมอว่าหนังสือที่สั้นขนาดนั้น แทบจะไม่มีโอกาสที่จะสนุกขึ้นมาได้หรอก การที่เราได้เห็นต้นแบบของ Return to me ทำให้เราตระหนักแก่ใจถึงพัฒนาการของแชนน่อนในฐานะนักเขียนยิ่งขึ้น เพราะหนังสือทั้งสองเรื่องนี้ใช้พล็อตและการดำเนินเรื่องที่เกือบเหมือนกัน แต่การเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกลับทำให้ความเห็นที่เรามีต่อหนังสือสองเล่มนี้แตกต่าง กันไปโดยสิ้นเชิง

Erotic Week

ที่ขึ้นชื่อบลอกอย่างนี้เพราะอาทิตย์นี้อ่านหนังสือไปได้4 เล่ม ทุกเล่มเป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ทั้งหมด และถือว่าอาทิตย์นี้เป็นการกลับมาอ่านหนังสืออย่างจริงจังอีกครั้งของเรา หลังจากอ่านแบบขอไปทีอยู่หลายเดือน

หนังสือที่เราอ่านในอาทิตย์นี้มี

1. Bond of Blood ของไดแอน ไวท์ไซด์ ที่เราเขียนถึงไปแล้วในบลอคก่อน

2. Rogues ของคริกเก็ต สตาร์กับลิดดี้ มิดไนท์

ประสบการณ์ของเรากับการอ่านหนังสือที่มีคนแต่งสองคนไม่ค่อยดีนัก ยกเว้นก็เฉพาะงานของแคธี่ แคลมป์และซีที อดัมส์เท่านั้นเอง เรื่องนี้ก็อยู่ในข่ายที่ไม่ได้เรื่องเช่นกัน เราอ่านไม่จบเพราะน่าเบื่อเกินไป เป็นตัวอย่างของหนังสือแนวอีโรติกที่มีแต่เซ็กส์แต่พล็อตเรื่องไม่เอาไหน อ่านไปเกินครึ่งเรื่องแล้วยังไม่ได้ประเด็นอะไรสักอย่าง

3. Delicious ของเจมี่ อัลเดน

เรื่องจ่าหัวว่าเป็นอีโรติก โรแมนซ์ แต่เราคิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น อันที่จริงเรื่องนี้ไม่น่าจะออกกับอโฟไดท์เซียเลยด้วยซ้ำ อย่างมากก็น่าจะเป็นบราว่ามากกว่า เล่มนี้เป็นงานเขียนเล่มแรกของเจมี่ ซึ่งสำหรับเราแล้วเป็นเหตุผลที่ดีในการให้อภัยข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่พบใน เรื่อง นักเขียนคนนี้น่าติดตามค่ะ เขียนใช้ได้ ถือว่าเป็นการอ่านฆ่าเวลาเพื่อรอหนังสือเล่มใหม่ของแชนน่อน แม็คเคนน่าได้ทีเดียว

พล็อตเรื่องนี้ธรรมดาทั่วไป นางเอกเป็นเจ้าของรายการโชว์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการทำอาหาร ที่ถูกแฟนที่คลั่งไคล้ตามปองร้าย ส่วนพระเอกก็เป็นบอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมาคุ้มครองนางเอก เนื้อเรื่องง่าย ดำเนินไปตามสูตร อ่านแล้วไม่ต้องคิดมาก สนุกดีค่ะ (สำหรับนักเขียนที่เพิ่งเขียนเป็นเล่มแรก เราถือว่าสอบผ่าน)

4. Take Two ของอีแวนเจอลีน แอนเดอร์สัน

นี่ก็เป็นเล่มแรกของอีแวนเจอลีนเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่านี่เป็นเล่มแรกของเธอที่ได้ออกกับสำนักพิมพ์ในนิวยอร์ค ก่อนหน้านี้เธอมีงานออกในรูปแบบของอีบุ๊คหลายเล่ม เรามีงานอีบุ๊คของเธอบ้างแต่ยังไม่ถึงคิวอ่าน ตอนที่สั่งซื้อเรื่องนี้ก็สั่งอย่างไม่คิดอะไรมาก จนได้มาก็ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจอะไร ตอนที่เริ่มอ่านก็กะว่าจะอ่านทิ้งไว้สักบทสองบทเพื่อจะได้เอามาอ่านต่อในวัน รุ่งขึ้น

ผลก็คือ เราอ่านเรื่องนี้จบในครั้งเดียว จากที่ตั้งใจจะอ่านแค่นิดหน่อยเราก็พบว่าตัวเองหยุดอ่านไม่ได้ พอมาถึงวันนี้ก็เลยพบว่าตัวเองท่องอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนคน นี้ทันที

ขอแนะนำว่าอย่าดูหนังสือเรื่องนี้ที่ปก เพราะปกตลกที่สุดที่เราเคยเห็นมา ทั้งตลกทั้งน่าเกลียด ถ้าหนังสือจะขายไม่ได้ เราก็ยกให้เป็นความผิดของปกนี่ล่ะค่ะ

เทคสองก็ตามชื่อ คนที่อ่านแนวอีโรติกมาบ้างก็น่าจะพอเดาได้ว่าจะเป็นยังไง พระเอกเรื่องนี้มีสองคน นางเอกมีหนึ่งคน (นึกเอาเองนะคะ) เรื่องนี้เป็นการผจญภัยของนักข่าวสาวที่มาจากดวงดาวอนุรักษ์นิยม กับตำรวจหนุ่มสองคนที่ผูกพันกันด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าเรื่องจะเป็นแนวอนาคตไซไฟ แต่ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ฟิสิกส์เข้าใจยากมาพูดถึง เนื้อเรื่องก็เป็นการสืบสวนธรรมดาเหมือนเรื่องในยุคปัจจุบัน และเซ็กส์

คุณจะอ่านอีโรติก โรแมนซ์ได้อย่างไรถ้าไม่พูดถึงเซ็กส์

หนังสือเรื่องนี้เป็นข้ออ้างอย่างดีสำหรับคนที่ชอบอ่านเรื่องเซ็กส์แต่ ไม่กล้ายอมรับกับศีลธรรมของตัวเอง เพราะคนแต่งหาข้ออ้างให้ครบถ้วนแล้ว ทุกครั้งที่มีฉากนี้นางเอกจะมีข้ออ้าง เธอไม่ได้ปล่อยตัว แต่มีความจำเป็นบางประการที่ทำให้เธอต้องมี

ต้องมีเพราะผู้ร้ายบังคับ (บังเอิญผู้ร้ายเป็นพวกชอบมอง) ต้องมีเพราะสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ได้ (คิดได้ไงเนี่ย)

สำหรับเราแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับข้ออ้างของการมีเซ็กส์ เพราะการยอมรับว่าเราอ่านแนวอีโรติก โรแมนซ์ก็บอกอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเราชอบอ่านหนังสือที่มีฉากเซ็กส์ (ไม่อย่างนั้นจะอ่านไปทำบ้าอะไร เราเป็นพวกปากตรงกับใจค่ะ อายุก็ถึงแล้ว ไม่เห็นต้องอายอะไร ถ้ากล้าอ่านก็ต้องกล้ายอมรับ ส่วนพวกที่อ่านหนังสือที่นักเขียนมีชื่อเสียงด้านเขียนฉากเซ็กส์แล้วบอกว่า อ่านฉากเซ็กส์ไม่รู้เรื่องนี่ เสียเวลาทำมาหากินค่ะ ไปอ่านอย่างอื่นดีกว่าไหมคะ)

เราชอบเรื่องนี้เพราะชอบตัวละคร เราอ่านแล้วรู้สึกผูกพันไปกับตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในการเรื่องแนวอีโรติก โรแมนซ์

สำหรับเราแล้ว คำจำกัดความของหนังสือแนวอีโรติก โรแมนซ์ที่ดีก็คือ

Porn with a plot

คุณเขียนแนวอีโรติก โรแมนซ์โดยไม่มีฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ไม่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าคุณมีแต่เซ็กส์ก็ไม่น่ามาเขียนโรแมนซ์ ดังนั้นจะต้องเป็นอะไรที่อยู่ตรงกลาง ผสมผสานระหว่างเซ็กส์กะโรแมนซ์ออกมาให้พอดี

และเราคิดว่าเรื่องเทคสองนี่ ออกมาลงตัวค่ะ

Black Ice // Anne Stuart

Cold as Ice ของ Anne Stuart เป็นหนังสือที่เราเฝ้ารอว่าจะได้อ่านตั้งแต่แรกที่รู้ว่าคนแต่งกล้าที่จะ เขียนเรื่องราวของปีเตอร์ เจนเซ่นสายลับร่วมขบวนการเดียวกับบาสเตียน พระเอกอีกคนนึงที่เราชอบมากจากเรื่องน้ำแข็งดำ

ก่อนที่จะเริ่มอ่านเล่มนี้ เราก็ถือฤกษ์งามยามดีค้นหนังสือเรื่อง Black Ice มาอีกเสียอีกหนึ่งรอบ เพื่อทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับปีเตอร์ และกลับไปเยี่ยมเยียนพระเอกที่ใจดำ (ที่ได้ใจเรา) คนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์โรแมนซ์

เราคงไม่กรี๊ดเรื่องหนาวยังกับน้ำแข็งนี่มากถ้าเราไม่ได้อ่านอ่านเรื่อง น้ำแข็งดำมาก่อน คนที่รู้จักเรา หรืออ่านบลอกมานานคงพอเดาได้ถึงสเป็คของพระเอกในอุดมคติของเรา (ขอย้ำว่าเป็นพระเอกในอุดมคติ เพราะชีวิตจริงม่ายเอาม่ายเอา) จะต้องเป็นคนชั่ว (เน้นว่าชั่ว ไม่ใช่เลวธรรมดา) มาก่อน หรือเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์มากชนิดมีทั้งข้อดีและเสีย ส่วนใหญ่มักจะเป็นเสีย แต่สุดท้ายก็ยอมจะเป็นคนดีที่สุดเท่าที่เขาเป็นได้เพื่อนางเอก

คงไม่ต้องบอกว่าหนังที่เราชอบมากที่สุดเรื่องนึงก็คือ As good as it get ที่มีพระเอกที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดเล่น แต่เขาเล่นได้ซึ้งกินใจ คนที่ดูไม่รู้ว่าจะจำฉากที่เขาพูดกับนางเอกได้หรือเปล่า ที่เขาบอกว่า "การอยู่กับนางเอกทำให้เขาอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ดีกว่าที่เขาสามารถเป็นได้"

พระเอกของแอน สจ๊วตมักให้ความรู้สึกนี้แก่เรา เพราะเวลาเลวพวกเขาก็เลวได้ใจ ที่เราชอบเพราะเขาเลวโดยไม่มีการแบ่งแยก เลวกับทุกคน ไม่ใช่ทำนิสัยห่วยใส่นางเอก แต่ทำตัวเป็นพ่อพระกับนางอิจฉา พระเอกของแอนเลวกระทั่งผู้ร้ายยังขยาด

กลับมาที่บาสเตียนพระเอกแห่ง Black Ice เขาไม่ใช่พระเอกที่เลวที่สุด หรือโรคจิตที่สุดที่แอนเคยเขียน แต่เขาก็เป็นที่น่าจดจำได้จากฉากที่ (หลายคนเรียกว่า) การข่มขืนนางเอก หรือฉากที่ปล่อยให้นางเอกโดนคนร้ายทำทารุณจนเกือบตาย

แค่เล่าอาจจะไม่เข้าใจว่าทำมาย ยายแม็กซ์นี่ถึงได้สับสนตัวเองหลงชอบพอไอ้บ้าพวกนี้ แม็กซ์ก็จะขอตอบว่า ลองไปอ่านดูสักเล่มแล้วจะเข้าใจ เพราะสำหรับแอน สจ๊วตแล้วไม่มีทางสายกลาง ถ้าคุณชอบงานของเธอ คุณก็ชอบช้อบชอบ แต่ถ้าคุณเกลียด คุณจะเกลียดด้วยทุกสิ่งที่มีในชีวิตของคุณ

เราเป็นพวกชอบค่ะ ฉะนั้นทนเอาหน่อยแล้วกันเวลาเราชื่นชมพระเอกของแอน สจ๊วต

แบล็กไอซ์เป็นเรื่องแนวสายลับซ่อนเงื่อนหักหลัง นางเอกเป็นล่ามที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เธอรับงานไปเป็นล่ามให้กับการประชุมแห่งหนึ่งโดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นการ เจรจาเพื่อค้าอาวุธ แค่ก้าวแรกของเธอก็เท่ากับการเซ็นต์คำสั่งฆ่าตัวเองแล้ว

หยุดก่อน พระเอกไปไหน

พระเอกของเราก็เป็นสายลับ (ถามได้) ที่ปลอมตัวเข้าไปในการประชุม ฉากหน้าเขาคือบาสเตียน (นามสกุลอ่านไม่ออกโว้ย) นักค้าอาวุธชื่อดัง แต่พระเอกของเราไม่ใช่เจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยนางเอก เขาใช้ชีวิตไปกับการหลอกลวง ทำความเลวเพื่อพยุงความดีเสียจนเขาแยกไม่ออกอีกแล้วว่าอะไรคือความดี

เมื่อสถานการณ์บังคับบาสเตียนเลือกที่จะปล่อยให้โคลอี้ถูกทรมาน เขาไม่ยอมเข้าแทรกแซงเพราะอาจทำให้งานที่ได้รับมอบหมายมาพังลงได้

เราชอบเรื่องนี้เพราะคาแร็กเตอร์ของพระเอก

เลิกงานแล้ว กลับบ้านก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาบลอกต่อ

Black Ice (ภาคต่อ)

ไม่ใช่หนังกำลังภายในที่ต้องมีหลายภาคกว่าจะจบ แต่เป็นเพราะความไม่ต้องการเสียเปรียบที่ทำงานทำให้เราต้องหยุดเขียนบลอค กลางคัน ปิดเครื่องคอม แล้วเผ่นกลับบ้าน

หลังจากกินข้าวท้องอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาคร่ำครวญหาบาสเตียนอีกรอบ

ต่อจากที่เขียนไว้เลยแล้วกัน

เราชอบเรื่องนี้เพราะคาแร็กเตอร์ของพระเอก ที่เป็นแนวแอน สจ๊วตของแท้ เลวจนกระทั่งถึงตอนสำคัญที่สุด แล้วเขาก็พิสูจน์ได้ว่า เมื่อเขาเลวเขาก็เลวก็เลวได้ใจ แต่เมื่อเขาดี เขาก็ดีใจหาย

ในเวลาที่สำคัญที่สุดบาสเตียนเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อโคลอี้ สำหรับผู้ชายที่เห็นแก่ตัวมาตลอดชีวิต นี่เป็นฉากที่เราอ่านกี่รอบก็ไม่รู้เบื่อ

วกกลับมาถึงหนังสือที่ทำให้เรากลับมาอ่านแบล็กไอซ์อีกรอบ เล่มใหม่ล่าสุดในชุดสายลับสุดโหดของแอน สจ๊วต (เราเติมสุดโหดไปเอง) เรื่องนี้พระเอกคือปีเตอร์ เจนเซ่น และเหมือนอย่างชื่อเรื่องเย็นชาดุจน้ำแข็ง ปีเตอร์ก็เย็นชามากพอที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้งานบรรลุได้

ก็ไหนบอกว่ายังไม่ได้อ่านโคลแอสไอซ์เลยนี่ แล้วรู้ได้ยังไงว่าปีเตอร์ทำอะไร

ก็แหมนี่เป็นหนังสือชุดน้าค้า ก็ต้องมีเรื่องมาบ้างดิ และปีเตอร์เป็นพระเอกที่ถูกเปิดตัวได้เด็ดที่สุดแล้ว เราไม่คิดว่าจะมีหนังสือเล่มไหนเปิดตัวพระเอกในเล่มถัดไปเช่นนี้

สนใจล่ะสิว่าปีเตอร์มายังไง

เขาปรากฎกายครั้งแรกในหน้าหนังสือด้วยการเป็นสายลับในองค์กรเดียวกับบา สเตียน (น่าเบื่อ) ที่ปลอมตัวเป็นสายลับเพื่อแทรกซึมเข้าไปในการเจรจาเพื่อซื้อขายอาวุธแห่ง เดียวกับที่บาสเตียนปลอมตัวเข้าไป (มีอะไรใหม่เหรอ) ด้วยการแฝงกายเข้าไปเป็นคู่รักของนักค้าอาวุธคนหนึ่ง (เนี่ยนะแปลก)

ที่น่าสนใจก็คือนักค้าอาวุธที่ปีเตอร์ต้องตีสนิทยอมเป็นชู้รักนั้นเป็นผู้ชาย

ปีเตอร์ แจนเซ่นผู้ชายที่เย็นชาเสียจนควบคุมตัวเองให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้านั่นทำให้งานสำเร็จ

โอ้ ตัวละครในฝันของแม็กซ์

อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ

Cold as Ice // Anne Stuart

เคยมีบ้างไหมที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณ ที่ความอยากอ่านหนังสือมีมากขนาดที่คุณไม่ยอมเสียเวลาห่อปกหนังสือ ทำให้เวลาอ่านต้องใช้ความพยายามที่มากกว่าปกติในการระวังไม่ให้หนังสือยับ แต่ถึงกระนั้นคุณก็ยังหยุดตัวเองไม่ได้

เคยไหมที่ความอยากอ่านหนังสือทำให้คุณเข้าไปดูหนังพระเอกโง่ภาคล่าสุด ที่แม้จะมีฉากเปลือยทั้งร่างของพระเอกหุ่นงาม แต่หน้าเหี่ยวก็ไม่อาจทำให้สมองของคุณละความสนใจไปจากตัวละครที่ได้อ่าน (อยากรู้ละสิว่าเรื่องอะไร)

เราเกริ่นนำถึงความน่าสนใจของปีเตอร์ เจนเซ่น สายลับผู้แสนเยือกเย็นของเดอะคอมมิทตี องค์กรลับพิทักษ์โลก คนที่ความเย็นชาในหัวใจทำให้เขาไม่เคยทำงานพลาด ไม่เคยมีการกระทำใดที่เขาคิดว่าน่าสะอิดสะเอียนเกินกว่าจะทำ

ก่อนอื่นพูดถึงความเบี่ยงเบนทางเพศที่หลายคนกำลังสงสัยว่าปีเตอร์มี มีการพูดถึงประเด็นนี้อย่างแจ้ง (นางเอกถึงกับพูดว่าปีเตอร์เป็นนักฆ่าไบเซ็กส์ชั่ล ซึ่งปีเตอร์ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง) และเรายืนยันจากการอ่านว่าปีเตอร์ไม่มีความเบี่ยงเบนไปทางผู้ชายเด็ดขาด

ใช่เขาสามารถนอนกับผู้ชายได้ ถ้าจำเป็น

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเป็นไบเซ็กส์ชั่ล นั่นเป็นเพียงการแสดงว่าปีเตอร์เย็นชาเพียงไร และเขามองว่าเซ็กส์เป็นอาวุธ ที่ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้

จนกระทั่งในภารกิจที่ทำให้ต้องพบกับทนายความสาวที่มองโลกด้วยสายตาเย็นชาไม่ แพ้กัน เจเนวีฟเคยเป็นนักอุดมคติต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ก่อนจะพบว่าการกระทำของเธอไม่ได้สร้างความแตกต่างให้กับโลกบูดเบี้ยวใบนี้ เลย เธอจึงเปลี่ยนมาบูชาเงินตรา และหนึ่งในงานที่เธอได้รับมอบหมายก็คือ นำเอาเอกสารไปให้เพลย์บอยหนุ่มรูปงาม อภิมหาเศรษฐีเซ็นต์ชื่อที่เรือยอร์ชหรูหราของเขา

แฮรี่เป็นตัวละครที่ควรจะเป็นพระเอก เขามีทำอย่างในฝันของพระเอกหนังสือโรแมนซ์ เขาร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐี เขาหล่อเหล่าชนิดที่ต้องเหลียวหลังมอง เขาเป็นเพลย์บอยรูปงามที่ถ้าเรื่องนี้เป็นหนังสือโรแมนซ์สูตรสำเร็จก็จะต้อง ตกหลุมรักนางเอกตั้งแต่แรกเห็น

แต่นี่เป็นหนังสือของแอน สจ๊วต ดังนั้นชีวิตของเจเนวีฟจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เธอไม่มีทางตกหลุมรักคนที่ดูจะเหมาะสมอย่างแฮรี่ แต่กลับเป็นผู้ช่วยคนสนิทของเขาที่ชื่อปีเตอร์ เจนเซ่น

โดยหารู้ไม่ เธอตกไปอยู่กลางสถานการณ์ล่อแหลม ปีเตอร์เพิ่งได้รับคำสั่งให้ลอบสังหารแฮรี่คนที่ถูกสงสัยว่ากำลังจะสร้าง หายนะให้กับโลก และเจเนวีฟอยู่ผิดที่ผิดทาง และจะต้องโดยกำจัดไปด้วย เพื่อไม่ให้มีพยาน

ตลอดครึ่งเล่มแรกปีเตอร์ต้องตัดสินใจถึงวิธีการฆ่านางเอก การกระทำที่เขาเสียใจ แต่ต้องกระทำ ปีเตอร์ไม่เคยขัดคำสั่ง

แน่ะละเป็นเพราะโรแมนซ์ ดูเหมือนปีเตอร์จะไม่อาจทำได้

ถ้าคุณคาดหวังเรื่องโรแมนซ์ชนิดเด็กชายพบเด็กสาว ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน และอยู่กันอย่างมีความสุขไปตลอดชีวิต ขอความกรุณาอย่าอ่านเรื่องนี้เลย คุณไม่แกร่งพอจะเผชิญหน้ากับความรักสไตล์แอน สจ๊วตหรอก (ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรหรอก เพียงแต่ว่าคุณไม่เหมาะกับงานของแอน สจ๊วตเท่านั้น)

อันที่จริงแม็กซ์ว่าปีเตอร์โหดน้อยกว่าบาสเตียนมาก นางเอกเรื่องนี้ไม่ถูกปล่อยให้โดนทรมาน เขารู้ตัวเร็วกว่าบาสเตียนถึงความรู้สึกที่เขามีให้กับเจเนวีฟ

ถ้าคุณเคยอ่านแบล็กไอซ์ ไม่ต้องสงสัยเลยคุณจะชอบเรื่องนี้อย่างสุดหัวใจ ถ้าคุณเป็นแฟนงานของแอน สจ๊วต คุณจะหยิบหนังสือเรื่องนี้ขึ้นหิ้งแล้วจุดธูปไหว้สัปดาห์ละหลายรอบ

และแม็กซ์เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

เรื่องนี้ไม่ผิดหวังเลย แม้ว่าจะรู้สึกตะหงิดนิดหน่อยตรงความสัมพันธ์ระหว่างบาสเตียนกะปีเตอร์ เพราะตอนเราอ่านเรื่องแบล็กไอซ์ เราไม่รู้สึกว่าสองคนเป็นเพื่อนที่ดีกันขนาดนี้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสุขของคนที่มีรสนิยมประหลาดอย่างเราด้อยลงไปเลย

สรุปว่าถ้าคุณไม่กลัวจะอ่านเรื่องที่แตกต่าง อยากทดสอบตัวเองว่าเป็นคนประหลาดอย่างแม็กซ์รึเปล่า ลองซื้อเรื่องนี้มาอ่าน แล้วคุณจะรู้

ขออย่างเดียวถ้าไม่ชอบไม่ต้องบอกแม็กซ์แล้วกัน เพราะแม็กซ์รักปีเตอร์ไปสุดหัวใจแล้ว

Slow Burn & Shadow Dance // Julie Garwood

เพิ่งอ่านเรื่อง Slow burn ของจูลี่ การ์วู้ด (เราอ่านตามภาษาอังกฤษค่ะ ไม่ได้อ่านตามชื่อที่คนไทยเรียกกัน) จบไป และตอนนี้กำลังอ่านเล่มต่อซึ่งเป็นเรื่องของตัวละครที่คนรอคอยเรื่องของเขา มากที่สุด คือ Shadow Dance ที่เป็นเรื่องระหว่างจอร์แดน และโนอาห์

ความรู้สึกเราก็เหมือนกะชื่อบลอกค่ะ หนังสือระยะหลังของจูลี่ขาดหายองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในหนังสือโรแมนซ์ไป นั่นก็คือปฏิกริยาทางเคมีระหว่างพระเอกกะนางเอก หลายคนอาจเข้าข้างเธอโดยบอกว่า เดี๋ยวนี้จูลี่ไม่ได้เขียนโรแมนซ์แท้แล้ว แต่เป็นแนวสืบสวนโรแมนซ์มากกว่า

ซึ่งเราไม่เถียง แต่สำหรับแม็กซ์แล้วประกายไฟวูบวาบระหว่างพระเอกกะนางเอกของเธอหายไปตั้งแต่ เธอเขียนเรื่อง Prince Charming แล้วล่ะค่ะ ซึ่งนั่นก็ยังเป็นเรื่องสมัยที่เธอเขียนโรแมนซ์แท้อยู่นะ

เสน่ห์ของโรแมนซ์อยู่ที่ความรักระหว่างพระนาง และการที่เขียนเรื่องให้คนอ่านเชื่อว่าพระเอกและนางเอกรักกันได้ด้วยหน้า หนังสือประมาณ 300 กว่าหน้า คนแต่งจำเป็นต้องสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระเอกและนางเอกที่น่าเชื่อ และจูลี่ การ์วู้ดสอบตกในส่วนนี้ไป

หนังสือระยะหลังของเธอสอบผ่านในแง่พล็อตเรื่องที่น่าติดตาม ตัวละครที่เราชอบ นับว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนึ่ง แต่ด้วยมาตรฐานของจูลี่ การ์วู้ดในอดีต นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งกับฝีมือที่ถดถอยของเธอ

ทำให้แม็กซ์ตั้งคำถามว่า เธอมีปัญหาทางบ้านหรือเปล่า ถึงเขียนเรื่องแล้วไม่รู้สึกถึงความรักของตัวละครเลย

แม็กซ์ไม่ได้ต้องการอ่านหนังสือที่พระเอกพร่ำเพ้อบอกรักนางเอกทุกหน้า กระดาษ แค่ต้องการอ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่าตัวละครสองตัวนี้มันรักกัน ไม่ใช่ว่าอ่านอ่านไปแล้วก็งงว่ามันบอกรักกันทำไม อยากรู้สึกเชื่อในความรักของตัวละครเพราะเนื้อเรื่องพาไป ไม่ใช่เพราะคนแต่งสั่งให้ตัวละครบอกคนอ่าน

เรื่อง Slow Burn นี่ยังถือว่าดีกว่า Murder List, Killjoy, และ Heartbreaker ที่เราอ่านแล้วยังคิดไม่ตกว่าตัวเอกมันรักกันตอนไหน แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานมากเมื่อเทียบกับงานระดับคลาสิกของจูลี่

ส่วน Shadow Dance นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เรื่องราวของตัวละครที่น่าสนใจมากตัวนึง แต่อ่านแล้วกลับไม่รู้สึกรับรู้ถึงเสน่ห์ของเขาสักนิด

มันอาจจะดีกว่าถ้าแม็กซ์ลืมเลือนจูลี่ การ์วู้ดไปในฐานะที่เคยเป็นนักเขียนโรแมนซ์ แต่เธอก็ยังไม่อาจถือว่าเป็นนักเขียนแนวสืบสวนที่ดีหรอกนะ

ถ้าเทียบในระหว่างนักเขียนกันเอง จูลี่ การ์วู้ดเขียนแนวสืบสวนสอบสวน (โดยไม่เน้นเรื่องโรแมนซ์) สู้ลิซ่า การ์ดเนอร์ อดีตนักเขียนแนวโรแมนซ์ของฮาร์ลิควินไม่ได้เลย เรื่องราวของลิซ่า แม้จะเป็นสืบสวนที่ไม่เน้นเรื่องรักใคร่ของตัวเอก น่าติดตาม ตื่นเต้น จนเราไม่สนใจว่าตัวเอกไม่มีปฏิกริยาทางเคมีระหว่างกัน

ถ้าลดระดับการสืบสวนในเรื่องลงมา เรื่องของจูลี่ก็สู้ลินดา โฮเวิร์ดไม่ได้ เพราะตัวละครของเธอไม่มีประกายไฟให้เห็น

แล้วจูลี่ การ์วู้ดความวางตำแหน่งตัวเองอยู่ตรงไหนล่ะ

ถ้าเธออ่านภาษาไทยออก แม็กซ์ก็อยากบอกให้เธอกลับไปสู่สิ่งที่เธอถนัดเถอะ กลับไปเขียนเรื่องแนวย้อนยุคจะดีกว่าไหม

สรุป สรุป เดี๋ยวหาว่าเขียนเสียยาวแต่ไม่มีประเด็น แม็กซ์คิดว่า Slow Burn และน่าจะรวมถึง Shadow Dance ด้วย อ่านได้เพลิดเพลินค่ะ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ยังไม่เคยสัมผัสความยิ่งใหญ่ของจูลี่ การ์วู้ดสมัยที่เธอเขียนเรื่อง The Gift, Castles, Gentle Warrior, และอื่น ๆ อีกมากมาย

สำหรับคนที่เคยอ่านงานยุคก่อนของเธอมาแล้ว แม็กซ์ก็บอกได้ว่าจะรู้สึกเสียดายฝีมือ และเวลาที่เธอเอามาทุ่มเทในการเขียนเรื่องที่ไม่เหมาะกับสไตล์การเขียนของ เธอค่ะ

Tuesday, February 10, 2009

All Night Long // Jayne Ann Krentz

ยุคที่ดีที่สุดของเจนย์ แอน เครนซ์ผ่านพ้นไปแล้วค่ะ ยุครุ่งเรืองที่เธอเขียนได้ดีที่สุดอยู่ในระหว่างช่วงปี 1988 - 1998 โดยประมาณ ยุคนั้นไม่ว่าเธอเขียนอะไรออกมา ในนามปากกาไหนก็ถือเป็นมาสเตอร์พีชของแม็กซ์เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Absolutely, Positively (1995), Wildest Heart (1993), Family man (1992) หรือจะเป็นงานในนามปากกาอแมนด้า ควิกอย่างเรื่อง Scandal (1991), Seduction (1990) หรือแนวไซไฟนอกโลกอย่าง Zinnia (1997)

ยุคทองของเธอผ่านไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะตกจนไปอยู่ในระดับเดียวกับนักเขียนบางคนที่แม็กซ์ ถึงกับเลิกอ่านไปแล้วอย่างจู๊ด เดฟเวอร์โรซ์ หนังสือของเจนย์ยังอยู่ในระดับดีถึงดีมาก เพียงแต่มันไม่ง่ายถ้าคุณจะกลับไปเป็นอันดับหนึ่งเหมือนในอดีต

หนังสือเล่มใหม่ของเธอ แม้จะไม่ใหม่ที่สุด เพราะแม็กซ์ไม่ยอมลงทุนซื้อปกแข็งของเธอมาอ่าน ดังนั้นจึงเป็นแค่ปกอ่อนที่เพิ่งออก หนึ่งปีหลังจากปกแข็งอย่างเรื่อง All night long จึงเป็นอีกเรื่องนึงที่แม็กซ์ให้เกรดในระดับดีกับเธอ มันอาจไม่ดีเท่ากับเรื่องในอดีต แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย และดีกว่างานที่ดีที่สุดของนักเขียนบางคน

อะไรทำให้แม็กซ์ติดใจงานของเจนย์ การอธิบายแม็กซ์คงต้องยืมเหตุผลที่เพื่อนของแม็กซ์เคยพูดเอาไว้ "พระเอกและนางเอกของเจนย์ แอน เครนซ์เกิดมาเพื่อกันและกัน"

นั่นเป็นสิ่งที่รู้สึกและสัมผัสได้ในงานเกือบทุกเล่มของเธอ นางเอกของเธออาจจะไม่สวย สาว ใส ไร้เดียงสาไม่ประสาโลก อาจเป็นผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าขึ้นคาน (อย่างในงานในนามปากกาอแมนด้า ควิกเกือบทุกเล่มของเธอ) พระเอกอาจไม่เข้าข่ายคำว่าหล่อเหลา ดูเป็นคนแข็ง และน่ากลัว บางครั้งก็เกิดขีดการยอมรับได้ของสังคมปกติ แต่เมื่อทั้งคู่มาเจอกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งสองเกิดมาเพื่อกันและกัน

ใน "ค่ำคืนอันยาวนาน" ไอรีนถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิดปกติ ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีปัญหาทางจิตหลังจากเจอกับการตายของพ่อและแม่เมื่ออายุ ได้เพียงสิบห้าปี ในขณะที่ลุคถูกตั้งข้อสงสัยจากครอบครัวว่ากำลังมีปัญหาทางจิตอีกเช่นกันหลัง จากปลดประจำการจากทหาร เพียงแว่บแรกที่เห็นตัวละครสองตัวนี้ คนอ่านก็รู้ได้ในทันทีว่าทั้งคู่เหมาะสมกันมากเพียงใด

มันไม่ใช่การบรรยายของคนแต่งที่เฝ้าบอกคนอ่าน (เหมือนนักเขียนไร้ฝีมือบางคนที่ต้องอาศัยการบอกคนอ่าน) แต่เจนย์ทำให้คนอ่านซึมซับความเหมาะสมของทั้งคู่ไปเอง นั่นเป็นเสน่ห์ของเจนย์ แอน เครนซ์ที่น้อยคนนักยากจะเลียนแบบได้

สิ่งที่เราชอบอีกอย่างในงานของเจนย์ ก็คือการใช้ครอบครัวของตัวเองเป็นองค์ประกอบของเรื่อง พวกนั้นอาจเข้าใจตัวเอกผิดไป (อย่างที่นิคโดนใน The Golden Chance) แต่ท้ายที่สุด ครอบครัวก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของตัวละคร ค่านิยมอย่างตะวันออกที่ผสมในเรื่องราวของตะวันตก ทำให้แม๊กซ์ชอบนัก อีกอย่างเจนย์เก่งในเรื่องการเลือกส่วนผสมระหว่างการรักครอบครัว กับการถูกครอบครัวครอบงำได้ดี ซึ่งอลิซาเบ็ธ โลเวลสอบตกในชุดนี้ (อยากรู้ว่าเป็นไง ลองไปอ่าน Jade Island ดูค่ะ) ตัวเอกรักครอบครัว แต่ไม่ยอมเป็นพรมเช็ดเท้าให้ครอบครัวเหยียบยำ มีขอบเขตบางอย่างที่ไม่อาจก้าวข้ามหรือยอมให้ย่ำยีได้

แม็กซ์คงติดตามอ่านงานของเจนย์ตลอดไป เพราะแม้เธอจะไม่ยอดเยี่ยมเหมือนก่อน แต่อย่างน้อยงานของเธอก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

The Protectors // Beverly Barton

บลอกวันนี้เป็นฉบับคุณขอมานะค้า สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องของหนังสือที่มีชื่อชุดว่า The Protectors ของเบฟเวอรี่ บาร์ตัน

หนังสือชุดที่มีจุดเริ่มต้นในช่วงปี 90 ที่แม้เวลาจะเกือบยี่สิบปีแล้ว ชุดนี้ก็ยังอยู่ในใจคนอ่านตลอดมา หนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวของคนที่ทำงานให้กับสำนักงานนักสืบและบอดี้การ์ด ที่มีชื่อว่าดันดี (ตามนามสกุลของผู้ก่อตั้ง) สำนักงานที่คนที่ไร้คู่ หรืออยากมีแฟน โปรดกรุณารีบเข้าไปทำซะ เพราะบริษัทนี้มีอัตราเทิร์นโอเวอร์ของพนักงานสูงมาก และส่วนใหญ่ก็มักจะลาออกไปแต่งงานกัน พล็อตเรื่องอาจไม่มีอะไรใหม่ หลายเล่มก็ลอกกันไปลอกกันมา แต่ก็ถือว่าเป็นหนังสือชุดที่คุณภาพโดยรวมของชุดอยู่ในระดับสูงค่ะ

จุดเด่นของชุดนี้ก็คือการเขียนบทส่งท้ายที่หวานแหว๋ว ทำให้คนอ่านเชื่อได้จริงใจว่าอนาคตของตัวเองจะโรยไว้ด้วยกลีบกุหลายเช่นไร บ้าง อ่านแล้วให้ความรู้สึกดีกับชีวิตอย่างยิ่งค่ะ

1. Yankee Lover (กรกฎาคม 1990)

หนังสือที่มีจุดเริ่มต้นของชุดผู้พิทักษ์นี่เป็นหนังสือเล่มเล็ก ที่ออกกับ Silhouette Desire ที่มีชื่อว่า Yankee Loverเรื่องนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบริษัทดันดีหรอกนะ เพียงแต่ว่าพระเอกในเรื่องเป็นคู่หูกับแซม ดันดี ผู้ก่อตั้งบริษัท เล่มนี้ แฮ่ แฮ่ แม็กซ์ยังไม่ได้อ่านหรอกค่ะ ไม่ชอบดีไซร์ และไม่ชอบงานของเบฟเวอรี่ที่เขียนให้กับดีไซร์ด้วย

2. This Side of Heaven (ตุลาคม 1992)

เล่มนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการหรอกนะ แต่เกี่ยวข้องตรงที่แซม ดันดี (อีกแล้ว) เข้าไปโผล่อยู่ในเรื่องด้วย เรื่องนี้ถือเป็นการฝึกฝึมือของเบฟเวอรี่ ซึ่งแปลว่ามันยังไม่สนุกหรอกค่ะ เพียงแต่น่าจะสนุก แต่อ่านยังไงมันก็ดันไม่สนุก

3. Paladin's Woman (สิงหาคม 1993)

เรื่องนี้พูดได้อย่างเดียวค่ะ หนังสือที่ดีที่สุดของเบฟเวอรี่ บาร์ตัน ไม่ว่าแม็กซ์จะอ่านเรื่องไหนก็ตามของเธอ ทุกเรื่องจะถูกเปรียบเทียบกับหนังสือเล่มนี้ หนังสือที่มีครบทุกอย่างที่คุณต้องการในโรแมนซ์ พระเอกที่หล่อบาดใจสไตล์ลาติน (รู้รึยังว่าแม็กซ์มีจุดอ่อนตรงนี้) นางเอกที่ตกอยู่ในอันตรายที่พระเอกต้องมาคอยปกปักษ์คุ้มครอง นิค โรเมโร่เป็นนักสืบในสำนักงานดันดี (ที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ได้อยู่ในชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการ ทั้งที่มีองค์ประกอบทุกอย่างครบถ้วน) ที่บังเอิญไปช่วยหยุดยั้งความพยายามในการลักพาตัวทายาทสาวของอภิมหาเศรษฐี และกลายเป็นองครักษ์คุ้มครอบเธอ เรื่องราวที่เรียบง่ายแต่โดนใจ พล็อตที่ถ้าคนแต่งไม่แน่จริง ก็จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงหนังสืออีกเล่มนึงที่อ่านแล้วลึมผ่าน แต่ Paladin's Woman ที่แม้จะเขียนมานานกว่า 13 ปีแล้ว ยังคงอยู่ในใจแม็กซ์ โดยไม่รู้สึกถึงความเก่าแม้แต่น้อย

4. The Outcast (มกราคม 1995)

เล่มนี้ก็ยังไม่ใช่ชุดผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นเรื่องราวของหลานสาวของแซม ดันดี ที่เข้าไปพัวพันกับผู้ชายที่ไม่คู่ควรกับเธอ เขาเป็นลูกนอกสมรสของเศรษฐีในเมือง เป็นคนที่ถูกดูแคลนมาตลอดชีวิตว่าไม่มีวันประสบความสำเร็จในเรื่องใดเลย เป็นคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรตัวร้าย นิยายเรื่องนี้ถือเป็นแบบอย่างที่จูลี่ตัวละครในหนังสือเรื่องนึงที่ ถูกกล่าวขวัญกันมากที่สุดของจูดิธ แม็คน็อคเรื่อง Perfect ไม่มีวันเป็นได้ (ใครจำฉากที่เธอพาตำรวจมาจับพระเอกกันได้บ้างไหม) เพราะอลิซาเบ็ทเชื่อมันในผู้ชายของเธอ ไม่ว่าใครจะพูดว่ายังไงก็ตาม

5. Defending His Own (ตุลาคม 1995)

ในที่สุดก็มาถึงเล่มแรกอย่างเป็นทางการในชุดผู้พิทักษ์เสียที น่าแปลกที่แม้จะเป็นเล่มแรก แต่ตัวละครในเรื่องนี้กลับถูกพูดถึงน้อยที่สุด ไม่เป็นที่จดจำเอาเสียเลย พล็อตเรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่ เป็นเรื่องการกลับมาบ้านเกิดอีกครั้งของบอดี้การ์ดหนุ่ม แอช แม็คลาฟลินที่ทำให้เขาได้พบกับถ่านไฟเก่า ในหนังสือของเบฟเวอรี่นี่ เรื่องแนวถ่านไฟเก่ามีเยอะมาก และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่แม็กซ์ชอบงานของเธอ เพราะแม็กซ์ชอบพล็อตอย่างนี้ น่าเสียดายเรื่องนี้ไม่เป็นที่น่าจดจำเลยล่ะค่ะ อ่านเรื่องอื่นดีกว่านะคะ แต่ในเล่มนี้เองก็ได้แนะนำให้คนอ่านได้รู้จักกับตัวละครที่น่าจดจำที่สุดของ ชุดนี้ ไซม่อน โร้ค ที่ต่อมากลายเป็นพระเอกในหนังสืออีกเล่มที่แม็กซ์ยังคงกรี๊ดสลบจนถึงทุก วันนี้

6. Defending Jeannie (มกราคม 1996)

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของแซม ดันดี เจ้าของสำนักงานนักสืบดันดี ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ชื่อว่าจีนนี่ที่เป็นหมอรักษาทางจิตวิญญาณ เธอมีพลังจิตที่สามารถรับรู้ และซึมซับความรู้สึกของคนรอบข้างได้ เป็นอีกครั้งนึงที่กลิ่นอายแนวพารอนอมอลที่เบฟเวอรี่ใช้ในเรื่อง This Side of Heaven ถูกนำเอามาใช้อีกครั้งหนึ่ง และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มันไม่เวิร์ค น่าเสียดายเรื่องนี้มากค่ะ เพราะเป็นเรื่องของแซมเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวสำคัญมากของชุดนี้

7. Blackwood's Woman (เมษายน 1996)

เป็นอีกเล่มนึงในชุดผู้พิทักษ์ที่น่าผิดหวัง แม็กซ์ไม่ชอบนางเอกที่อ่อนแอ และพล็อตเรื่องที่ทารุณจิตใจสาวน้อย (ในขณะที่อ่าน) ไปสักหน่อย เจ.ที. แบล็กวู้ดเป็นหุ้นส่วนในบริษัทดันดี (ที่น่าแปลกว่าหลังจากเล่มนี้แล้ว ไม่เคยมีใครพูดถึงเขาสักนิดในเรื่อง ทำเสมือนว่าแซมโกงหุ้นของเจ.ที.ไปหมดสิ้น แต่เราก็รู้ดีนี่ว่าพระเอกในหนังสือโรแมนซ์ไม่ทำอย่างนั้นกันหรอกใช่ไหม) ที่เข้าไปปกป้องสาวน้อยอ่อนแอ (แม็กซ์เกลียดนางเอกอย่างนี้) เลิกพูดแล้วกันเถอะนะคะ เล่มต่อไปดีกว่า

8. Roarke's Wife (กันยายน 1997)

หนังสืออีกเล่มของเบฟเวอรี่ที่อยู่ในระดับสุดยอดสำหรับแม็กซ์ พล็อตเรื่องเน่าสนิทสุดคลาสสิกสำหรับแม็กซ์ เรื่องราวที่นางเอกต้องหาซื้อผู้ชายมาเป็นพ่อพันธุ์ในกับตัวเองตามพินัยกรรม ของคุณปู่ที่กำหนดให้เธอแต่งงานและมีลูกภายในเวลาที่กำหนด และบรรดาญาติที่คอยแก่งแย่งชิงมรดก และมุ่งปองร้ายเธอ หนังสือที่พล็อตดูงี่เง่าสนุกขึ้นมาได้เพราะตัวละครที่ยอดเยี่ยม แม็กซ์ชอบทั้งโร้คและคลีโอ โอ้ยพูดแล้วอยากกลับไปอ่านอีกรอบจังเลย

9. A Man Like Morgan Kane (พฤศจิกายน 1997)

มอร์แกน เคนปรากฎตัวในเรื่อง Roarke's Wife ในฐานะของนักสืบหนุ่มที่สวมชุดของอาร์มานี่ และขับรถเฟอรารี่ เท่ห์ซะขนาดนั้น แล้วแม็กซ์จะไม่กรี๊ดได้ยังไง สำหรับเล่มนี้แม็กซ์ถือว่าเป็นเล่มล้างตา Defending His Own ค่ะ เพราะพล็อตเหมือนกันยังกับถอดด้ามมา เพียงแต่เล่มนี้สนุกค่ะ เรื่องราวของพระเอกที่เดินทางกลับบ้านเดิม และพบกับคนรักที่พลัดพรากกันไปนานของตัวเอง ผู้หญิงที่เขารักมาตลอดชีวิต แต่เพราะความกลัวที่จะผูกพันทำให้เขาสูญเสียเธอไป และนี่คือโอกาสที่สองของเขา คนที่จิตใจอ่อนไหวชอบนางเอกเอาะก็อย่าอ่านแล้วกัน เพราะเล่มนี้นางเอกปาเข้าไปสามสิบกว่า ตอนจบของเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในบรรดาตอนจบสุขสันต์ของ เบฟเวอรี่

10. Gabriel Hawk's Woman (มกราคม 1998)

เกเบรียล ฮ็อคค์เป็นด้านตรงข้ามของเคน เขาเป็นลูกครึ่งเม็กซิกันที่หยาบกระด้าง อดีตซีไอเอหนุ่มที่ผันตัวเองมาเป็นนักสืบในสำนักงานดันดีถูกว่าจ้างโดยครู สาวโรงเรียนอนุบาลให้เข้าไปในประเทศแถบอเมริกาใต้เพื่อตามหาพี่ชายของเธอ หนังสือแนวแรมโบ้โรแมนซ์ (ชอบชื่อที่แอน สจ๊วตตั้งนี้มากเลยล่ะ) ที่เป็นเรื่องราวการผจญภัยในป่าลึกในประเทศแถบอเมริกาใต้ของพระเอกและนางเอก สำหรับแม็กซ์เล่มนี้ถือเป็นแรมโบ้โรแมนซ์ที่ควรค่าแก่การอ่านอย่างยิ่ง

11. Keeping Annie Safe (กรกฎาคม 1999)

เดน คาร์ไมเคิลเป็นผู้บริหารสำนักงานนักสืบดันดีแทนที่แซม ดันดีที่เกษียณตัวเองไปหลังจากแต่งงาน และเล่มนี้เป็นคราวของเขาบ้าง ในระหว่างการพักร้อนตกปลาอย่างสงบ เขาก็เข้าไปพัวพันกับแอนนี่ที่ถูกลอบทำร้ายจากคนร้ายลึกลับซึ่งนำเขากลับไป ยังบ้านเกิด พล็อตมันคุ้นมากเลยใช่ไหมล่ะ เล่มนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์ตั้งความหวังไว้เยอะค่ะ เพราะชอบเดนมาก แต่ก็ผิดหวัง

12. Murdock's Last Stand (มกราคม 2000)

แรมโบ้โรแมนซ์อีกเล่ม แต่คราวนี้เป็นแรมโบ้ภาคสี่ค่ะ พระเอกนางเอกแก่ตัวกันแล้ว สี่สิบกว่าทั้งคู่ แต่สนุกนะคะ อาจจะสู้เกเบรียล ฮ็อคค์ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าแรมโบ้ระดับคุณภาพสูงค่ะ เรื่องนี้เมอร์ด็อคได้รับการว่าจ้างจากแคธเทอลีนนางเอกให้พาเธอเข้าไปจ่าย เงินค่าไถ่ชีวิตบิดาที่หายจากกันไปนาน พล็อตง่ายไม่มีอะไรอีกแล้ว แต่แม็กซ์ชอบตัวละครค่ะ

13. Egan Cassidy's Kid (กรกฎาคม 2000)

หนังสือที่แม็กซ์อยากจะบอกว่า ลืมมันไปเสียเถอะ ไม่ใช่ว่าไม่สนุกมากหรืออะไรหรอกนะคะ แต่มันไม่มีอะไรที่น่าจดจำเลยต่างหาก

14. Navajo's Woman (มีนาคม 2001)

แม็กซ์ถือว่าเล่มนี้เป็น The Protectors: The New Generation นะค้า เพราะเป็นการเริ่มต้นตัวละครชุดใหม่เลย เนื่องจากชุดเก่าที่ใช้อยู่ก็พากันหนีงานลาออกไปแต่งงานกันหมดแล้ว เล่มนี้ก็เลยมีการแนะนำตัวละครใหม่หลายตัว เพราะให้คนอ่านดูตัวก่อนจะเป็นพระเอกในเล่มต่อไป แล้วว่าโจพระเอกจะเคยออกมามีบทชนิดที่น่าลืมเลือนในเรื่องแบล็กวู้ดมาแล้ว แต่ถ้าคุณจำเขาไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ และก็ไม่น่าแปลกอีกหรอกถ้าคุณอ่านเล่มนี้จบแล้วคุณก็จะยังจำเขาไม่ได้ เพราะเรื่องนี้อีกเช่นกัน ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย

15. Whitelaw's Wedding (พฤษภาคม 2001)

นี่เป็นอีกเรื่องนึงที่ดูเหมือนจะสนุก แต่ก็ดันไม่สนุก เรื่องราวที่พระเอกต้องทำงานเกินหน้าที่ของความเป็นบอดี้การ์ดที่ต้องรับสม อ้างแต่งงานกะนางเอกไปในคราวเดียวกันเพื่อคุ้มครองชีวิตของเธอ พล็อตที่แม็กซ์ชอบ แต่ไม่สนุกค่ะ

ขอหยุดพักกลับบ้านก่อนนะคะ ตรงที่เล่มสิบห้านี่แหละ ยังเหลืออีกสิบกว่าเล่ม เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ

จับฉ่ายหนังสือ

ถือเป็นการเก็บตกหนังสือที่ได้อ่านในช่วงที่ผ่านมาแล้วกันค่ะ มีหลายเรื่องหลายแนว หนุกบ้างไม่หนุกบ้างปนกันไป

1. Bound by Marriage ของนรินี ซิงค์ นักเขียนชื่อคล้ายคนไทย แต่ต้องสงสัย (โดยแม็กซ์) ว่าจะเป็นคนที่มีเชื้อสายอินเดีย หนังสือที่อ่านอ่านไปต้องพลิกกลับมาดูหน้าปกอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ฮา ร์ลิควิน เพรสเซ่น เพราะพล็อตเรื่องมันเหมือนยังกะแกะ เรื่องราวที่นางเอกตกลงแต่งงานกับพระเอกเพื่อแลกกับการที่เขาจะช่วยเธอรักษา ไร่อันเป็นสมบัติสำคัญของตระกูลเอาไว้ได้ พระเอกที่ใจแข็งต่อความรัก และเย็นชา ยกเว้นในห้องนอน พล็อตอาจจะเหมือนนะคะ แต่แม็กซ์ชอบวิธีการเขียนและการดำเนินเรื่องของนักแต่งคนนี้ เน่าแต่มีเครื่องกรองอากาศค่ะ อากาศก็เลยบริสุทธิ์ เป็นหนังสือเล่มสั้นหนาเพียง 180 กว่าหน้า อ่านแป๊บเดียวจบค่ะ อ่านแล้วเลยทำให้ชอบงานของนักเขียนคนนี้ค่ะ แต่คิดแล้วอาจจะช้าไปสักหน่อย เพราะมีเพื่อนหลายคนรายงานมานานแล้วล่ะค่ะว่าคนนี้ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของวง การเลยทีเดียว

2. I'm in no moon for love ของราเชล กิ๊บสัน หนังสือที่แม็กซ์อาจจะชอบมากถ้าได้อ่านสักเมื่อห้าปีก่อน แต่ ณ เวลานี้ แม็กซ์เปลี๋ยนไป เกรดของเรื่องก็เลยอยู่แค่ในระดับกลางทั้งที่มีองค์ประกอบทุกอย่างครบที่จะ เป็นหนังสือที่ดีมากได้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะสูตรสำเร็จมากเกินไปรึเปล่า ก็เลยทำให้เกรดไม่สูงอย่างที่คิด จุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือการให้ความสนใจกับตัวพระเอกเป็นหลัก หนังสือโรแมนซ์ส่วนใหญ่จะเน้นที่นางเอก และทุกอย่างเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับนางเอก แต่เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่คนอ่านได้รู้จักพระเอกดีกว่านางเอกค่ะ เรื่องราวการค้นพบตัวเองของเซบาสเตียนนักข่าวชื่อดังที่เดินทางไปแล้วทั่ว โลก ที่สุดท้ายก็กลับมาบ้านเพื่อทำความรู้จักกับพ่อของตัวเองที่ห่างเหินกันไป นาน และในเวลาเดียวกันเขาก็ได้พบกับแคลร์ที่เคยเป็นเพื่อนในวัยเด็ก ซึ่งบัดนี้กลายมาเป็นนักเขียนนิยายโรแมนซ์ไปแล้ว แต่แคลร์ก็ยังไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเรื่องความรัก เธอเพิ่งเดินไปพบคู่หมั้นของเธอมีอะไรกะช่างซ่อมซึ่งเป็นผู้ชายอีกคน ไม่ต้องสงสัยว่าแคลร์ช็อคหนัก และในวันรุ่งขึ้นก็ตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่บนเตียงเดียวกับเซบาสเตียน หนังสืออาจเริ่มต้นด้วยพล็อตแนว One night stand แต่ความรักของเซบาสเตียนและแคลร์ต้องใช้เวลา ความรักที่พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ความรู้สึกผูกพักที่ลึกซึ้งมากขึ้น

3. Arousing Suspicion ของแมเรี่ยน สติลลิงค์ หนังสือที่ได้เกรดเอจากออลอะเบ้าท์โรแมนซ์ ซึ่งเป็นเว็บไซด์ชื่อดัง แต่ใครจะรู้บ้างว่าก่อนที่แมเรี่ยนจะกลายมาเป็นนักเขียน เธอเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์หนังสือที่ทำงานให้กับเว็บไซด์แห่งนั้น ดังนั้นคงไม่แปลกถ้าแม็กซ์จะบอกว่า ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหรหรอกนะกับเกรดที่เห็น แต่ส่วนตัวแม็กซ์ก็ขอบอกว่า มันไม่ใช่เอสำหรับแม็กซ์ ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ อยู่ในระดับทีอ่านได้ จนกระทั่งฉากที่นางเอกไปเผชิญหน้ากะสามีเก่าแล้วโดนข่มขู่ นางเอกไม่มีความเข้มแข็งอะไรแม้แต่อ่าน ทำให้การอ่านนับจากนักดิ่งลงเหว หนังสือแนวสืบสวนที่นางเอกเป็นนักทำนายความฝันซึ่งเข้าไปพัวพันกับการ ฆาตกรรมหลายศพ ที่เธอตกเป็นเป้าหมายของฆาตกรโหดนั้น ตัวจริงของฆาตกรเมื่อเฉลยไม่เป็นที่น่าแปลกใจด้วยซ้ำ ปริศนาไม่ลึกลับหรือต้องคาดเดาอะไร จะมีที่น่าสนใจอยู่บ้างก็คงเป็นอีธานพี่ชายของพระเอกที่ปรากฎตัวในฐานะเจ้า ของบริษัทนักสืบเอกชนชื่อดังและร่ำรวย พร้อมด้วยอดีตอันลึกลับ

4. Dangerous Games ของโลร่า ลีย์ เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์คาดหวังไว้ไม่น้อย ก็พระเอกเป็นทหารหน่วยซีล หนังสือจากปลายปากกาของนักเขียนที่การันตีความฮ็อต พล็อตเรื่องแนวโรแมนติกสืบสวน คนอ่านจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก แต่สรุปว่า ต้องการอีกเยอะค่ะ เพราะนอกจากเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์แล้ว แทบจะไม่มีอะไรเลย อ่านแล้วอึ้งในความมั่วของคนแต่ง ที่อยู่ดีดีก็เอาทหารหน่วยซีลไปทำงานให้กับหน่วยปราบปราบยาเสพติด ทำยังกะว่าจะร่วมมือกันได้ง่าย ๆ แล้วยังเรื่องบังเอิญสารพัดที่เกิดในเรื่องนั่นอีก เริ่มตั้งแต่เจ้านายนางเอกติดต่อให้พระเอกเข้าไปร่วมกลุ่มทำงาน เมื่อพระเอกปฏิเสธโอกาสจึงมาถึงนางเอกซึ่งบังเอิญเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิท ที่สุดของพระเอก และที่น่าเกลียดต่อก็คือ เมื่อพระเอกรู้ว่านางเอกซึ่งเป็นตำรวจ เป็นตำรวจนะ มาทำงานเสี่ยงอันตรายก็ไปสั่งให้เจ้านายนางเอกดึงตัวนางเอกออกจากคดี แล้วตัวพระเอกจะเข้าไปทำแทน ซึ่งเจ้านายนางเอกก็ตกลง มันอะไรกันวะ โคตรมั่วเลย เรื่องราวความมั่ว (เพราะไม่หาข้อมูล) ก็ดำเนินต่อไป เมื่อแม้จะรู้ว่าคนร้ายรู้แล้วว่านางเอกเป็นสายตำรวจปลอมตัวไป ก็ยังไม่คิดจะเอาตัวนางเอกออกไปคุ้มกัน ยังปล่อยให้ปลอมตัว (ที่ทุกคนรู้แล้วว่านางเอกเป็นตำรวจ) โดยคิดเอาเองว่าผู้ร้ายจะต้องหาทางแก้แค้นนางเอกเป็นแน่ ซึ่งนี่ไม่ใช่พฤติกรรมปกติของผู้ร้ายที่หวังจะประสบความสำเร็จในอาชีพหรอกนะ แต่เนื่องจากเป็นพระเอกก็แน่นอนย่อมคาดการณ์ถูก ทั้งที่โอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างนั้นแทบจะเป็นศูนย์ สรุปว่าเรื่องนี้นอกจากเซ็กซ์แล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย (แต่แค่นั้นก็มากเกินพอสำหรับหลายคนแล้วล่ะ)

5. Mistress of Redemption ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์ เลือกเล่มนี้มาอ่านเพราะโฆษณาตั้งแต่ต้นว่าพระเอกเล่มนี้เป็นผู้ร้ายชนิดที่ ร้ายมาก ๆ ในเล่มอื่น ร้ายขนาดที่คนแต่งเองยังไม่คิดว่าจะทำให้เขากลับมาเป็นพระเอกได้ และเมื่ออ่านจบก็ขอบอกว่าพฤติกรรมในอดีตของพระเอกรายนี้ร้ายสมราคมค่ะ ร้ายกว่าที่คิดเยอะมาก ร้ายจนขนาดที่ถ้ารู้มาก่อนล่วงหน้า แม็กซ์ก็คงเลือกจะไม่อ่านเล่มนี้ (แต่กว่าจะรู้ก็เกือบจบเรื่องแล้วแหละ) แต่อาจเพราะเนื้อเรื่อง พอถึงจุดความเลวที่แม็กซ์คิดว่าตัวเองไม่น่าจะยอมรับได้ แม็กซ์กลับปล่อยวางมันและอ่านต่อจนจบเรื่อง หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับทุกคน และแม็กซ์ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเหมาะกับใครหรือเปล่า ทั้งพระเอกและนางเอกในเรื่องไม่ใช่มนุษย์ชนิดที่คุณอยากจะพบเจอในชีวิต แต่เรื่องราวของพวกเขาก็คงความน่าสนใจ จุดที่แม็กซ์ไม่ชอบและคิดว่าเป็นข้อด้อยที่สุดของเรื่องก็คือการเลือกทำให้ เรื่องนี้กลายเป็นแนวพารานอมอลไป การเอานรกเข้ามามีบทบาทในเรื่องอาจเป็นทางออกที่ดีในการไถ่บาปให้ตัวเอก แต่มันกลับมาเป็นหาทางออกที่ด้อยด้วยปัญญาไปสักหน่อย แม็กซ์ชอบเรื่องราวที่ตัวละครเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองด้วยปัญญาของ ตนมากกว่า อาจเป็นเพราะความคิดพื้นฐานของแม็กซ์ที่เป็นศาสนาพุทธที่คิดว่าทุกอย่าง บรรลุได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่การไถ่บาปกับพระเจ้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ผิดหวังค่ะ และแม็กซ์ก็รับเอาโจอี้เข้าเป็นหนึ่งในนักเขียนที่น่าติดตาม และทำให้หนังสือที่กำลังจะออกใหม่ของเธอกลางปีนี้เรื่อง The Vampire Queen's Servant ดูน่าสนใจขึ้นมาอย่างมาก

Crazy Cool // Tara Janzen

เพิ่งอ่านฉบับภาษาไทยจบไป ก็เลยถือเป็นฤกษ์งามยามดีเขียนถึงหนังสือที่แม็กซ์ชอบแต่ยังไม่มีโอกาสได้ เขียนถึง (เพราะอ่านภาษาอังกฤษไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2005)

หนังสือเล่มที่สองในชุด The Mission ซึ่งเป็นชื่อชุดอย่างเป็นทางการของฝรั่งเขา โดยตัวของมันเอง ความสนุกอาจไม่ถึงกับโดดเด่นกินขาดหนังสือในระดับคลาสิก (ของแม็กซ์) เล่มอื่น แต่เมื่อนำมันมารวมกับหนังสือเล่มอื่นในชุด ทำให้คุณค่าของหนังสือเล่มนี้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล และนั่นเป็นการบ่งบอกพลังของหนังสือชุดได้เป็นอย่างดี

พล็อตเรื่องสั้นและง่าย ถ่านไฟเก่าไม่เคยมอด คริสเตียน ฮอร์คกิ้นส์ (แม๊กซ์สะกดเอาเองค่ะ ไม่เหมือนกะที่หนังสือใช้) เคยรักแคทย่า เดกเกอร์อย่างหมดหัวใจ และไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความรักนั้นก็ไม่เคยหายไป

ด้วยเวลาเพียงสองวัน กับอีกสองคืนที่คนรักเก่าทั้งคู่ได้กลับมาพบกัน บทสรุปก็คือการแต่งงาน ความน่าเชื่อของความรักแบบชั่วข้ามวันนี้ได้ผลเพราะคนแต่งปูพื้นความ สัมพันธ์ที่มีต่อกันในอดีตได้น่าเชื่อเพียงพอ สิ่งที่แม๊กซ์ชอบมากที่สุดในเรื่องก็คือ การเปลี่ยนแปลงความคิดของคริสเตียนที่เป็นไปเรื่อย เริ่มต้นจากไม่ชอบใจนักที่ต้องมาผูกติดอยู่กับผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุ (อันหนึ่ง) ที่ทำให้เขาติดคุก ก่อนจะค่อยยอมรับกับตัวเองว่า เขาไม่อาจอยู่โดยปราศจากเธอได้ การเปลี่ยนแปลงของคริสเตียนเป็นไปอย่างน่าเชื่อ จนกระทั่งถึงจุดที่เขายอมรับกับแคทว่ารักเธอ เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมาครอบครอง

นั่นเป็นอีกจุดหนึ่งที่แม็กซ์ชอบผู้ชายจากถนนสตีลค่ะ เริ่มจากควินน์ มาถึงคริสเตียน และคนอื่น ๆ ไม่เคยมีใครตั้งคำถามตัวเองมากนักว่าทำไมต้องเป็นผู้หญิงคนนี้ (โอเค ยกเว้นให้ดีแลนคนนึง แต่ถ้าคุณอายุสามสิบกว่า แต่ตกหลุมรักเด็กสาวอายุยี่สิบเอ็ดปี คุณก็คงไม่อาจยอมรับได้ง่ายนักหรอก)

เมื่อวานแม็กซ์เขียนถึงคริสเตียนไปหน่อยนึง แล้วก็เลยได้คอมเม้นท์ที่น่าสนใจจากคนที่มาทิ้งข้อความไว้ที่บลอก ซึ่งทำให้แม็กซ์ฉุกคิด อาจจะเป็นเพราะแม๊กซ์อ่านหนังสือชุดนี้ครบทั้งหกแล้วก็ได้ การมองตัวละครจึงมีลักษณะของการเอาทั้งหกเล่มมายำรวมกัน บุคลิกบางอย่างกว่าจะเห็นได้ชัดเจนก็ต้องปาเข้าไปหลายเล่มแล้ว

ยอมรับนะคะคุณเลดี้จีว่า คริสเตียนดูไม่เป็นซุปเปอร์ฮีโร่เท่าไหรในเรื่อง เขาถูกคนร้ายชนจนตกลงไปในน้ำ โดยไม่ได้เป็นฮีโร่ที่เข้าไปช่วยชีวิตผู้หญิงที่เขารักที่สุดในชีวิต แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคิดในการจัดการ แม็กซ์ไม่ได้พยายามเข้าข้าง แต่คิดขึ้นมาได้ว่า พระเอกของทาร่า เจนเซ่นนั้นมักจะไม่ใช่ฮีโร่ในความหมายของความเก่งกาจ ในเล่มที่ตัวเขาเองเป็นพระเอก อาจเพราะเมื่อมีความรัก นั่นก็เป็นจุดอ่อนสำคัญที่สุด คริสเตียนไม่เก่งหรือนิ่งพอที่จะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยแคทย่า เช่นเดียวกับที่คิดไม่ใช่คนที่ช่วยนิคกี้ ในเครซี่ คิส ที่เขาเป็นพระเอก (นั่นเป็นหน้าที่ของทราวิส) และทราวิสเองก็แทบจะเป็นแค่ของประกอบฉากในการจัดการผู้ร้ายในเรื่องเครซี่ สวีท ที่เขาเป็นพระเอก กลับปล่อยให้คริสเตียนขโมยซีน

แม็กซ์อาจจะมองภาพกว้างมากเกินไปสักหน่อย ทำให้เมื่อมองลึกในขอบเขตของหนังสือเล่มเดียว จึงดูไม่เป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันค่ะ ว่าแม็กซ์รู้สึกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เชื่อที่คนแต่งบอกว่าคริสเตียนเก่งแค่นั้น แต่คิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาหลายเล่มมั้งคะ ในการสร้างความรู้สึกนั้น สำหรับแม็กซ์เองก็บอกไม่ได้หรอกนะคะว่าความเชื่อว่าเขาเก่งนี่มันเกิดตอน นั้นกันแน่ เพราะอ่านในเวลาที่ไล่เลี่ยกันหลายเล่ม

กลับมาที่เรื่อง หนังสือเล่มนี้อาจได้ชื่อว่าเป็นโรแมนติกแอคชั่น แต่เนื้อในมีแต่โรแมนซ์ก็ว่าได้ เพราะเวลาเกินกว่าค่อนเรื่องใช้ไปกับความคิดและความรู้สึกของตัวละครทั้งสอง ที่มีต่ออดีตของพวกเขา แม๊กซ์ชอบที่คริสเตียนไม่คิดในลักษณะโกรธแค้นต่อแคทที่เธอทิ้งเขาไว้ตาม ลำพังหลังจากถูกจับ เขาอาจตั้งฉายาว่าเธอเป็นตัวซวย แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่มีคำว่าล้างแค้นอยู่ในความคิด เขาแค่น้อยใจ นั่นเป็นความรู้สึกที่แม็กซ์จับได้ในเรื่อง และเมื่อเขาไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้อีกต่อไป เขาก็ยอมรับง่าย ๆ แค่นั้นว่าเขายังรักแคทอยู่ และไม่มีวันจะปล่อยให้เธอจากไป แล้วคริสเตียนก็เลิกวิ่งหนี และทำทุกอย่างเพื่อดึงตัวเธอไว้ โดยไม่สนใจว่าอุปสรรคตรงหน้าจะมีอะไรบ้าง

แม็กซ์ชอบวิธีการที่ทาร่าจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างแคทและแม่ของเธอ มาริลีนโดนวางให้เป็นตัวร้าย แต่ในท้ายที่สุดโดยไม่ต้องอาศัยฉากเรียกน้ำตา แคทก็รับรู้ว่าการกระทำที่แม้จะดูสุดขั้ว แต่ก็เพราะแม่รักเธอ ตอนที่บรรยายว่าทุกคนต่างวิ่งหนีออกจากตัวบ้านเมื่อได้ยินเสียงปืน แต่แม่กลับวิ่งมาหาเธอ นั่นแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของคนเป็นแม่ได้เป็นชัดเจนโดยไม่ต้องใช้คำ บรรยายอะไรมากมาย

สรุป สรุป ชอบเรื่องนี้ค่ะ แต่แนะนำว่า ถ้าอยากเกิดอาการเครซี่ชุดนี้อย่างแม็กซ์ อ่านเล่มนี้เล่มเดียวไม่ได้นะคะ ต้องอ่านทุกเล่มในชุดนะคะ แล้วจะรักหนุ่มจากสตีลสตรีทมากเหมือนแม็กซ์

Cover of Night // Linda Howard

หนังสือเล่มล่าสุดที่อาจจะเก่าไปแล้วสำหรับหลายคนเรื่อง Cover of night หรือแปลเป็นไทยว่า "เรื่องไม่เป็นเรื่อง" ของลินดา โฮเวิร์ด เป็นตัวอย่างที่ดีว่า บางครั้งนักเขียนที่ดีก็มีวันพลาดกันได้

แม็กซ์ไม่ได้สอบตกอังกฤษหรอกนะ ถึงได้แปลผิด แต่อ่านเล่มนี้ไปก็รู้สึกว่า เรากำลังอ่านเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่เลย หนังสือเล่มนี้ผิดพลาดตั้งแต่ไม่ให้เหตุผลที่มีน้ำหนักพอสำหรับเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น ซึ่งดันเป็นจุดสำคัญของเรื่อง

น่าเสียดายที่องค์ประกอบอื่นในเรื่องอยู่ในระดับค่อนข้างดี แม็กซ์ชอบทั้งพระเอกและนางเอก โดยเฉพาะลูกนางเอกที่น่ารักมากกกกกกก แม็กซ์ชอบเนื้อเรื่องที่คนในเมืองร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีใครเอ่ยปากโทษว่านางเอกเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

แต่ขอร้องเถอะ ผู้ร้ายน่ะ น่าสมเพศมาก อ่านหนังสือมาเยอะแล้ว ไม่เคยเจอผู้ร้ายที่งี่เง่า โง่ และไร้ประสิทธิภาพขนาดนี้ แผนการอันเป็นหัวใจของเรื่องในการคุกคามนางเอก กลับเป็นแผนที่เล่าให้เด็กอายุ 8 ขวบฟังยังหัวเราะลั่น

โอเค พล็อตเรื่องก่อน หนังสือเรื่อง "เรื่องไม่เป็นเรื่อง" นี้ เปิดตัวขึ้นเมื่อแขกคนนึงในโรงแรมที่นางเอกเป็นเจ้าของอยู่ หนีหายไปโดยทิ้งข้าวของทั้งหมดเอาไว้ในห้อง เรื่องดำเนินต่อไปจนทำให้เราทราบว่า แขกคนนั้นเป็นนักบัญชีของเจ้าพ่อใหญ่ที่หนีมาพร้อมข้อมูลสำคัญเพื่อกรรโชก เงินจากเจ้าพ่อ ตาเจ้าพ่อก็เลยจ้างมือดี (ไม่รู้ว่าดียังไง หาลูกน้องได้ห่วยแตก) มาตามหา ซึ่งก็ตามรอยไปจนถึงโรงแรมของนางเอก ก็เลยส่งลูกน้องที่คิดแล้วนะว่าเก่งสุดสุดมา อ่านเรื่องแล้วยังไงก็ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าผู้ร้ายโง่สองคนนี่จะสามารถทำงาน หรือความชั่วร้ายมาได้เป็นปีปีโดยไม่โดนจับ ก็แผนการแต่ละอย่างล้วนไมได้เรื่อง

เมื่อรู้ว่านางเอกสงสัย เจ้าสองคนนี่ก็เลยจับนางเอกและเพื่อนไว้ แล้วบังคับให้พาไปหาข้าวของที่นักบัญชีเจ้าพ่อทิ้งไว้ และแล้วพระเอกของเรา ซึ่งแม็กซ์ชอบบุคลิกมาก ก็เปลี่ยนจากช่างซ่อมของจิปาถะที่แสนจะขี้อายกลายเป็นฮีโร่ด้วยการเข้ามา จัดการผู้ร้าย ที่โฆษณาว่าเป็นมือสุดเหี้ยมเสียอยู่หมัด

ส่วนผู้ร้ายโง่เมื่อพบว่าท่ามกลางข้าวของที่ยึดมาได้จากนางเอกไม่มีของที่ตน เองถูกสั่งให้มาตามหา ก็คิดแผนการเฉียบแหลมที่คนโง่โดยเฉพาะเท่านั้นจะคิดได้ นั่นคือยึดเมือง ตัดน้ำตัดไฟ เอาปืนมาไล่ยิงคนในเมือง ปิดทางเพื่อข่มขู่ในคนในเมืองส่งตัวนางเอกให้ ไม่เข้าใจว่าเรื่องง่าย ๆ กับแค่จับลูกนางเอกไปเป็นตัวประกันแล้วขู่ให้นางเอกทำตามมันยากตรงไหน ถึงไม่ทำกัน ต้องใช้แผนการที่ทั้งยุ่งยากและเสียเวลาขนาดนี้

และเรื่องการยึดเมืองนี่แหละที่เป็นประเด็นในเรื่อง เพื่อโชว์ความเป็นพระเอกของพระเอก ว่าเก่งกาจแค่ไหนในการคลานไปยังที่ต่าง ๆ ในเมืองโดยไม่มีใครจับได้ แต่เพราะผู้ร้ายที่ไม่คู่ควรก็เลยทำให้ไม่มีความน่าตื่นเต้นหรือต้องลุ้น อะไรกันเลย เพราะยังไงก็สู้พระเอกและพรรคพวกไม่ได้

หลายครั้งที่แม็กซ์พูดว่า หนังสือแนวโรแมนติกสืบสวนนี่มักจะสอบตกในส่วนของโรแมนซ์ และผ่านฉลุยในเรื่องสืบสวน แต่กับเรื่องนี้ แม็กซ์คงต้องบอกว่ามันเป็นตรงกันข้าม แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกที่ใช้เวลาพัฒนาขึ้นมา ชอบที่พระเอกเมื่อเห็นนางเอกก็ตัดสินใจอยู่ต่อในเมืองที่เขามาเยือนเพียง ชั่วคราว ชอบที่เขารอคอยนางเอกอย่างอดทนจนเวลาที่เหมาะสมมาถึง แต่เรื่องนี้สอบตกชนิดร้ายแรงกับพล็อตที่เหลือ ความไม่ได้เรื่อง และงี่เง่ามากของพล็อตทำลายหนังสือที่น่าจะดีเล่มนี้ลง

ทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องที่เอามาเป็นพล็อตหนังสือนั่นเอง